PR
วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557
สถานการณ์ข่าว24ธ.ค.57
กมธ.ยกร่าง รธน.
กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คาดได้ข้อสรุปที่มาคณะรัฐมนตรี วันนี้ หลังมีมติให้นายกรัฐมนตรี มาจากระบบรัฐสภา
ความเคลื่อนไหวที่รัฐสภา วันนี้ เวลา 09.30 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นัดกรรมาธิการประชุม เพื่อพิจารณารายงานข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมไปถึงข้อเสนอจากพรรคการเมือง คู่ขัดแย้ง และจากภาคประชาชน โดยวานนี้ ที่ประชุมได้หารืออย่างละเอียด ในประเด็นให้ประชาชนเลือกของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีโดยตรง และได้ข้อสรุปว่า ไม่สามารถรับข้อเสนอดังกล่าวได้ เห็นควรคงไว้ในรูปแบบการปกครองแบบรัฐสภา 2 สภา ที่นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฎร เพราะการแบ่งแยกการใช้อำนาจ ยังมีหลายประเด็นที่ยังเป็นปัญหาและมีความเสี่ยง ส่วนที่มาของคณะรัฐมนตรี ฝ่ายนิติบัญญัติการได้มาซึ่งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา จำนวน และอำนาจหน้าที่ ยังไม่ได้ข้อยุติ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในวันนี้
-----------------
พล.อ.เลิศรัตน์ มั่นใจ วันนี้ กมธ.ยกร่างฯ ได้ข้อสรุปทั้งหมด ในเรื่อง ที่มา ส.ส. - ส.ว., คุณสมบัติ และรูปแบบเลือกตั้ง
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในวันนี้ จะมีการพิจารณาต่อเนื่อง ในส่วนของรายละเอียดปลีกย่อย หลังจากมีข้อสรุปว่า จะยังคงที่มาของนายกรัฐมนตรี จากการโหวตเลือกของ ส.ส.ในสภา เช่น เรื่องจำนวน, ที่มา ส.ส. และ ส.ว. ที่จะต้องมีความเชื่อมโยงกัน รวมถึง วิธีการลงคะแนน และการนับคะแนนเป็นต้น ตลอดจนเรื่องของที่มา และจำนวนของคณะรัฐมนตรีด้วย ซึ่งคาดว่า อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวันเพื่อหาข้อสรุปในประเด็นต่าง ๆ ให้ได้ทั้งหมด สำหรับการไปยกร่างในช่วงสิ้นเดือนนี้ ก่อนที่จะนำกลับมาพิจารณาในรายละเอียดทีละมาตรา หลังปีใหม่นี้
ทั้งนี้ พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวด้วยว่า ในประเด็นที่มา ส.ส. ยังมี 2 แนวคิด ที่จะต้องตัดสินใจ ระหว่าง มีปาร์ตี้ลิสต์ หรือ ไม่มีปาร์ตี้ลิสต์ที่หลายฝ่ายเสนอมา เพื่อกำจัดระบบนายทุนพรรคที่เข้ามาควบคุม ส.ส. และการทำงานของรัฐบาล ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสำคัญ และน่าจะต้องให้ได้ข้อสรุป ก่อนที่จะพิจารณาเนื้อหาในส่วนอื่น ๆ ต่อไป
--------------------
"บวรศักดิ์" -กมธ.ยกร่าง รธน. ทยอยถึงสภา เตรียมประชุมหาข้อสรุปประด็นที่มา ครม.-ฝ่ายนิติบัญญัติ
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยกรรมาธิการ เริ่มทยอยเข้าห้องประชุมงบประมาณ อาคารรัฐสภา3 แล้ว โดยจะเริ่มในเวลา09.30น. เพื่อพิจารณาหาข้อยุติต่อจากวานนี้ ในประเด็นที่มาของคณะรัฐมนตรี ฝ่ายนิติบัญญัติการได้มาซึ่งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา จำนวน และอำนาจหน้าที่ โดยจะได้ข้อสรุปภายในวันนี้ ขณะเดียวกัน ในช่วงบ่าย เวลา 13.30 น. มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั้งนี้ คาดว่า เป็นการติดตามผลการดำเนินงานโครงการปฏิรูปเร็ว หรือ QUICK WIN ของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ต้องการผลักดันให้สัมฤทธิ์ผลโดยไม่ต้องรอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงการจัดเวทีรับฟังความเห็นประชาชนทั่วประเทศ เพื่อนำมาประกอบการปฏิรูปให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ประชาชนแต่ละภาคส่วนต้องการปฏิรูปอะไร
----------------
กมธ.ยกร่าง เริ่มประชุมแล้ว "พล.อ.เลิศรัตน์" ย้ำ วันนี้ต้องได้ข้อสรุปทั้งหมด ขณะช่วงบ่าย พิจารณาเรื่ององค์กรตรวจสอบ
บรรยากาศที่รัฐสภา ล่าสุด คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เริ่มประชุมแล้ว โดย พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยก่อนเข้าห้องประชุม ว่า ในช่วงเช้าจะมีการพิจารณาต่อในส่วนที่มาของนายกรัฐมนตรี จากการโหวตเลือกของ ส.ส.ในสภา เช่น เรื่องจำนวน, ที่มา ส.ส. และ ส.ว. ที่จะต้องมีความเชื่อมโยงกัน รวมถึง วิธีการลงคะแนน และการนับคะแนน ตลอดจนเรื่องของที่มา และจำนวนของคณะรัฐมนตรีด้วย ซึ่งคาดว่าอาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวัน เพื่อหาข้อสรุปในประเด็นต่าง ๆ ให้ได้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ในช่างบ่ายจะเป็นการพิจารณาในเรื่ององค์กรการตรวจสอบ และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะมีการแถลงถึงข้อสรุปในการประชุมด้วย
------------------
"บวรศักดิ์" บอกสื่อ วันนี้ จบแน่นอน ขณะการประชุม กมธ.ยกร่าง พิจารณาที่มา, จำนวน ส.ส. และ ส.ว. ผ่านไปแล้ว 1 ชั่วโมง
บรรยากาศล่าสุดที่รัฐสภา ซึ่งผ่านไปแล้ว 1 ชั่วโมง สำหรับการประชุมของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณา รายละเอียด เนื้อหาเรื่องที่มา,จำนวน ส.ส. และ ส.ว. รวมถึง วิธีการลงคะแนน และการนับคะแนน ตลอดจนเรื่องของที่มา และจำนวนของคณะรัฐมนตรี หลังจากเมื่อวานนี้ ได้ข้อสรุปเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรี ไปแล้วว่า จะยังคงยึดรูปแบบเดิมไปแล้ว โดยก่อนการประชุม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่า ในวันนี้ ที่ประชุมจะได้ข้อสรุปเรื่องสถาบันการเมืองทั้งหมด ย้ำว่าการให้ นายกรัฐมนตรีมาจากระบบรัฐสภา แต่จะเป็นปรับเปลี่ยนให้ สามารถป้องกันการทุจริต และถ่วงดุลอำนาจ ฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติได้อย่างเหมาะสม ไม่จำเป็นไปเปลี่ยนระบบใหม่
ทั้งนี้ ตามกำหนดการในช่วงบ่าย จะเป็นการพิจารณาในเรื่ององค์กรการตรวจสอบ และกระบวนการยุติธรรม และแถลงถึงข้อสรุปในการประชุมต่อไป
---------------
"คณิต" นำแถลงข้อเสนอกรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญ หลักการสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค
ที่อาคารซอฟต์แวร์ปาร์ค ถนนแจ้งวัฒนะ มีการจัดแถลงข่าวเรื่อง ข้อเสนอกรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ... โดย นายคณิต ณ นคร ประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม พร้อมคณะกรรมาธิการฯ อาทิ นางสุนี ไชยรส นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ โดย นายคณิต กล่าวว่า ในการเสนอกรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญคณะกรรมาธิการได้เสนอในหลายประเด็น แต่ประเด็นสำคัญ คือ ยืนยันหลักการสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคจากรัฐธรรมนูญของบุคคล โดยเน้นเรื่องสิทธิบุคคลในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่มีในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เพราะเห็นว่าควรอยู่ในรัฐธรรมนูญ มากกว่ากฎหมายลูก
นอกจากนี้ นายคณิต กล่าวว่า ส่วนตัวต้องการผลักดันให้ปฏิรูปศาล โดยเห็นว่า ศาลสูงสุดของประเทศควรพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีตามหลักการกฎหมายเท่านั้น แต่ศาลไทยพิจารณาคดีตามหลักข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอยู่ ทำให้มีคดีค้างการพิจารณาจำนวนมาก พร้อมกันนี้ ยังกล่าวว่า กฎหมายไทย ไม่แพ้ประเทศอื่น เพียงแต่ผู้ใช้ยังไม่เข้าใจเท่าที่ควร ทำให้การนำมาปฏิบัติยังไม่ถูกต้องเท่าที่ควร
------------------
"พรเพชร" ไม่ห่วงขัดแยงปมที่มาของนายกรัฐมนตรี เชื่อ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฟังเสียงประชาชน
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ระบุว่า การที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เห็นควรให้คงใช้แนวทางการเลือกนายกรัฐมนตรี ด้วยการเลือกจากสภาผู้แทนราษฏร ไม่
ถือเป็นความขัดแย้งระหว่างสภาปฏิรูปแห่งชาติ กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ถือเป็นสีสันทางความคิดที่เห็นต่างกัน และเป็นการสะท้อนว่าไม่มีบุคคลใดสามารถสั่งการให้ร่างรัฐธรรมนูญไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งได้ โดยเชื่อว่า คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะต้องรับฟังเสียงของประชาชน ดูหลักของกฎหมายและหลักนิติธรรม อีกทั้ง จะมีการยกร่างให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อหยั่งเสียงของประชาชนช่วงเดือนเมษายน 2558
อย่างไรก็ตาม แม้จะคงแนวทางการเลือกนากยกรัฐมนตรีแบบเดิม แต่ต้องปรับปรุงรูปแบบของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่ออุดช่องโหว่ที่เป็นปัญหาในระบอบประชาธิปไตย และให้สภาผู้แทนราษฎร เป็นตัว
แทนของประชาชนอย่างแท้จริง
------------
สมชาย หอมลออ เผย คปก. เสนอปฏิรูปตำรวจ เหตุเน้นปราบปรามมากกว่าป้องกัน-กระจายหน้าที่ลดอำนาจการแทรกแซงจากการเมือง
นายสมชาย หอมลออ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวถึงกรอบข้อเสนอการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ทาง คปก. เสนอให้ปฏิรูปตำรวจ เห็นว่า ปัจจุบันในทางหลักกฎหมายนั้น ตำรวจเป็นเจ้าหน้าที่พลเรือน แต่ไม่ทางปฏิบัติยังคงเป็นแบบทหารที่เน้นการปราบปรามมากกว่าการป้องกัน ดังนั้น จึงต้องทำให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ในรูปแบบของเจ้าหน้าที่พลเรือนอย่างแท้จริง โดยระดับไม่มียศ
นอกจากนี้ ยังเห็นว่า ควรกระจายภาระหน้าที่ของตำรวจไปสู่ส่วนอื่น อาทิ กระทรวงมหาดไทย และส่วนท้องถิ่น เพื่อลดหน้าที่ให้เน้นเพียงภารกิจการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการลดอำนาจของตำรวจและลดแรงจูงใจในการเข้ามาแทรกแซงของนักการเมือง
-------------------
คปก. เสนอปฏิรูปเลือกตั้ง ย้ำไม่จำกัดสิทธิ์ประชาชน แนะไม่ควรนิรโทษกรรมคดีทุจริต ปฏิเสธแสดงความเห็นยกเลิกกฎอัยการศึก
นายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวถึงข้อเสนอรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. .... ว่า ทาง คปก. เสนอให้มีการปฏิรูปการเข้าสู่อำนาจรัฐ โดยกระบวนการให้ได้มาซึ่งสมาชิกรัฐสภาต้องเป็นไปอย่างสุจริตให้สมกับความตั้งใจของประชาชนผู้มาใช้สิทธิ์ โดยไม่ควรจำกัดสิทธิ์เลือกตั้งเฉพาะบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎรเท่านั้น นอกจากนี้ ควรปรับองค์กรตามรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการตรวจสอบการทำหน้าของรัฐ
ส่วนการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดองนั้นต้องเป็นไปเพื่อลดความเลื่อมล้ำทางสังคมและอยู่บนพื้นฐานของการนำไปใช้ได้จริง ส่วนการนิรโทษกรรมต้องกำหนดเงื่อนไขสำคัญที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง โดยไม่ควรโทษแก่คดีที่เกี่ยวข้องการทุจริตหรือความผิดต่อร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา
นอกจากนี้ ข้อเสนอเกี่ยวกับกฎอัยการศึกนั้น เห็นว่าในรัฐธรรมนูญควรระบุถึงการจะประกาศกฎอัยการศึกนั้นต้องมีสถานการณ์เป็นภัยคุกคามความอยู่รอดของประชาชนอย่างแท้จริง แต่ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นว่าควรยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกที่ประกาศอยู่ในขณะนี้หรือไม่ เพราะไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ
------------------
พรเพชร-เทียนฉาย เลี้ยงปีใหม่สื่อรัฐสภา ยืนยันปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ ไม่สนเสียงวิจารณ์
เนื่องในโอกาสส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ประจำปี 2557 สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ได้จัดงานเลี้ยงปีใหม่ขึ้น โดยได้เชิญ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งขาติ (สนช.) พร้อมด้วยผู้บริหารของทั้ง 2 สภา ร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ห้องสื่อมวลชน
โดยภายหลังการรับประทานอาหารร่วมกัน นายพรเพชร กล่าวอวยพรปีใหม่ว่า ขอปวารณาตัวต่อสื่อมวลชนและประชาชนว่าจะปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ไม่ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร ก็พร้อมจะนำไปปรับปรุง ทั้งนี้ ได้ชมเชยสื่อที่มีบทบาทมากขึ้นในเชิงสร้างสรรค์สังคม และมีการตรวจสอบกันเอง
ขณะที่ นายเทียนฉาย กล่าวว่า ในนามของ สปช. ก็จะมีของขวัญปีใหม่อีกเรื่องที่จะมีการประชุมวิป สปช. ในช่วงบ่ายวันนี้
--------------------
มติกมธ.รธน.ให้สส.มาจากลต.250คนปาร์ตี้ลิสต์200คน
ที่ประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีมติให้ สส. มาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม คือจากเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 250 คน และจากระบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ 200คน รวม 450 คน
ซึ่ง สส. ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง
ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องระบบการเลือกตั้งและผู้นำทางการเมืองที่ดี โดยเฉพาะประเด็นที่มาและจำนวนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใช้เวลาการประชุม กว่า4 ชั่วโมง
จากนั้น พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงว่า ที่ประชุมมีมติให้ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม โดยให้สภาผู้แทนราษฏร มีผู้แทนมาจากการเลือกตั้งผสมทั้งแบบแบ่งเขตและแบบระบบสัดส่วนหรือปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อให้เหมาะสมกับสังคมไทย ที่ควรมีทั้งผู้แทนของประชาชนในเขตจังหวัด และเป็นผู้แทนของประชาชนที่ไม่มีฐานเสียงในเขตจังหวัด ทั้งนี้ ให้การเลือกตั้งแบ่งเป็น แบบแบ่งเขตจำนวน 250 คน และการเลือกตั้งแบบระบบสัดส่วน จำนวน 200 คน ที่ต้องคำนึงถึงเสียงสะท้อนของภาคประชาสังคม ส่วน ส.ส. แบบสัดส่วนที่เดิมเคยวัดจากจำนวนประชากร แต่ครั้งนี้จะให้ยึดในเรื่องภูมิศาสตร์เป็นหลัก โดยจะเปลี่ยนวิธีการคำนวนด้วย
สำหรับข้อดีของระบบนี้ เสียงของประชนทั้งหมดจะไม่สูญเปล่า พรรคขนาดเล็กสามารถเป็นตัวแทนเข้าสภา ทำให้มีบทบาทมากขึ้น อีกทั้งส่งเสริมให้พรรคเล็กได้รับการเลือกตั้ง พร้อมยืนยันว่า ระบบดังกล่าวจะไม่ทำให้การเมืองอ่อนแอ แต่จะทำให้การตรวจสอบเข้มข้นมากขึ้น นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นว่า จะให้มีการสมัคร สส.แบบอิสระ โดยไม่ต้องสังกัดพรรคการเมืองได้ เพื่อให้มีอิสระในการทำงาน
ขณะเดียวกัน เนื่องในโอกาสส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ประจำปี2557 สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ได้จัดงานเลี้ยงปีใหม่ขึ้น โดยได้เชิญนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งขาติ พร้อมด้วยผู้บริหารของทั้งสองสภา ร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ห้องสื่อมวลชน
-----------------
มติ กมธ. ยกร่าง รธน. กำหนด ส.ส. มี 450 คน ไม่ต้องสังกัดพรรค เลือกตั้งแบบแบ่งเขต 250 สัดส่วน 200
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุม ว่า ที่ประชุมมีมติให้ใช้ "ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม" โดยให้สภาผู้แทนราษฎร มีผู้แทนมาจากการเลือกตั้งผสมทั้งแบบแบ่งเขตและแบบระบบสัดส่วน เพื่อให้เหมาะสมกับสังคมไทย และควรมีทั้งผู้แทนของประชาชนในเขตจังหวัดไม่มีฐานเสียงในเขต ทั้งนี้ ให้การเลือกตั้งแบ่งเป็นแบบแบ่งเขตจำนวน 250 คน และการเลือกตั้งแบบระบบสัดส่วนจำนวน 200 คน ต้องคำนึงถึงเสียงสะท้อนของภาคประชาสังคมส่วน ส.ส. แบบสัดส่วนที่เดิมเคยวัดจากจำนวนประชากร แต่ครั้งนี้จะให้ยึดในเรื่องภูมิศาสตร์เป็นหลัก
นอกจากนี้ ส.ส. ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง เพื่อให้ ส.ส. ใช้สิทธิ์ใช้เสียงอย่างเป็นอิสระ
//////////////
ปปช.ถอดถอนส.ส./สว.
ป.ป.ช. ยังไม่ชัดชี้มูลความผิด 268 อดีต ส.ส. กรณีแก้ รธน. สรุปสำนวนแล้ว แบ่งเป็น 2 กรณี - ส่งสำนวน 38 อดีต ส.ว. ให้ สนช. แล้ว
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการไต่สวนคดีถอดถอนในส่วน ส.ส. จำนวน 268 ราย กรณีมีส่วนร่วมในการแก้รัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว. ว่า ขณะนี้มีการสรุปสำนวนเสนอเข้ามาในที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว โดยได้ให้แยกสรุปเป็นกลุ่ม ๆ เช่นเดียวกับกรณี ส.ว. ที่ถูกชี้มูลความผิดไปก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ได้แจ้งข้อกล่าวหา ส.ส. เพิ่มเติมอีก 1 ราย ภายหลังจากต้องหยุดกระบวนการไต่สวนลง เพราะไม่ชัดเจนในอำนาจหน้าที่ แต่ตอนนี้มีอำนาจทำเพิ่มแล้ว โดยในการสรุปคดีแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่แก้ข้อกล่าวหาครบแล้ว ซึ่งจะดูว่า ส.ส. คนใดลงชื่อหรือไม่ลงชื่อ ยกมือเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ และกลุ่ม ส.ส. ที่กระทำความผิดทางอาญา เช่น เสียบบัตรแทนกัน เป็นต้น
ดังนั้น คิดว่าในส่วน ส.ส. ที่แก้ข้อกล่าวหาเรียบร้อยแล้ว และสามารถจัดกลุ่มได้แล้ว ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. คงจะได้วินิจฉัยเป็นกลุ่ม ๆ ว่า มีความผิดอะไร อย่างไร
ทั้งนี้ นายสรรเสริญ กล่าวว่า กรณีเสียบบัตรเป็นจุดปัญหา เพราะระบบของสภามันไม่สามารถที่จะไปพิสูจน์ได้ว่า ใครไปเสียบบัตรแทนใคร เนื่องจากมันเป็นระบบไว้ออกเสียงอย่างเดียว แต่จากการไต่สวนพบว่า มีผู้กระทำผิดโดยมีพยานยืนยันค่อนข้างชัดเจน เพียงแต่ว่าจะสาวไปถึงผู้ร่วมกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนคดีถอดถอน ส.ว. จำนวน 38 คน กรณีมีส่วนร่วมในการแก้รัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว. ให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว
/////////
นายกฯ
พล.อ.ประวิตร พร้อม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ เดินทางเยือนกัมพูชา 24-25 ธ.ค. ร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดน
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ศิริชัย
ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะ ได้เดินทางด้วยเครื่องบินของกองทัพอากาศ จากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 เยือนราชอาณาจักรกัมพูชา อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 24-25 ธ.ค. 57 ในการนี้ พล.อ.ประวิตร และคณะ จะได้เข้าเยี่ยมคำนับ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา และเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา ซึ่งทางกัมพูชา เป็นเจ้าภาพในการประชุม
-----------------
นายกฯ เป็นประธานเปิดงานลดราคาสินค้าเป็นของขวัญปีใหม่ให้ ปชช. ผู้บริหาร กระทรวง และผู้บริหารเอกชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธานในพิธีเปิดงานการลดราคาจำหน่ายสินค้าเป็นของขวัญให้ประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ภายใต้ชื่องาน เทใจ คืนสุข สู่ประชาชน ที่ตึกสันติไมตรี ภายในทำเนียบรัฐบาล โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารส่วนราชการ ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชน เข้าร่วมภายในงานอย่างพร้อมเพรียง อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของรัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ กับภาคเอกชน จัดงานลดราคาจำหน่ายสินค้าครั้งยิ่งใหญ่ ในทุกสาขาของห้างค้าปลีกค้าส่ง ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้นกว่า 12,800 สาขา ซึ่งสินค้าที่นำมาลดราคาในครั้งนี้ มีจำนวนมากกว่าการลดราคาปกติทั่วไปของห้างร้านต่าง ๆ ที่ผ่านมา โดยลดราคาสูงสุดถึงร้อยละ 70 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ในระหว่างวันที่ 24-30 ธันวาคม 2557 นี้ รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 7 วัน
----------------------
รัฐมนตรีสำนักนายกฯ ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญกองทุนหมู่บ้าน-หวังเเต่งตั้งกรรมการกองทุนที่หมดวาระได้ภายในสิ้นเดือน
นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เป็นประธานในการมอบนโยบายแนวทางการดำเนินงาน สถาบันการเรียนรู้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โดยกล่าวว่า ตนขอบคุณทุกคนที่ได้ให้โอกาสมาพูดคุยในวันนี้ และขอบคุณ 84 สถาบันการเรียนรู้ฯ ที่ได้ให้ข้อคิดเห็นและการดำเนินงาน ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อไปในอนาคต
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับกองทุนหมู่บ้านฯ แต่ยังมีสิ่งที่ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ เนื่องจาก คณะกรรมการของกองทุนฯหมดวาระลง และอยู่ระหว่างกระบวนการในการแต่งตั้ง ซึ่งตนได้เร่งรัดและคาดว่าการแต่งตั้งจะเสร็จสิ้น ในเดือนธันวาคม 2557 นี้ ขณะเดียวกัน จะมีการเริ่มประชุมในปีหน้า เพื่อให้ขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างเต็มรูปแบบ
--------------------
ประยุทธ์ อวยพรปีใหม่ประชาชน วอนอย่าสร้างความขัดเเย้ง-ปัดจัดตั้งองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวอวยพรปีใหม่ให้แก่ประชาชน โดยขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองประชาชน และขอให้ประชาชนมีความสุข พร้อมให้ช่วยกันเดินหน้าประเทศตามวิสัยทัศน์ที่ว่า ประเทศมั่นคง ประชาชนมีความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ส่วนของขวัญที่ตนเองจะมอบให้ประชาชนนั้น มีแค่ชีวิตและหัวใจ ทั้งนี้ รัฐบาลเหลือเวลาอีกหนึ่งปีในการปฏิรูปประเทศ ขอประชาชนอย่าสร้างความขัดแย้ง ส่วนเรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาและชาวสวนยางพารานั้น อยู่ระหว่างการติดตาม ซึ่งจะไล่ดูในแต่ละขั้นตอนว่าติดขัดอย่างไร เพื่อที่จะแก้ไขให้ถูกต้องและจะทำให้ดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ได้ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าทาง คสช. จะจัดตั้งองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ว่า ตนเองไม่รู้ ไม่เห็น และยังไม่ได้คิด
---------------------------
นายกฯ แถลงผลงานพรุ่งนี้ เน้นแก้ไขปัญหา ปชช. เป็นหลัก-เล็งแก้กฎหมายค้ามนุษย์
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึง การแถลงผลงานของรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ ว่า สิ่งที่มีความพอใจในผลงานของรัฐบาลมากที่สุดนั้น ตนเองตอบไม่ได้ ต้องให้ประชาชนเป็นคนตอบว่าพอใจกับผลงานชิ้นใดของรัฐบาลบ้าง เพราะทุกวันนี้รัฐบาลแก้ไขปัญหาของประเทศโดยใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง เน้นการรักษาความสงบเรียบร้อย และเศรษฐกิจ
ส่วนการประชุมปัญหาการค้ามนุษย์ในมิติไทย-สหรัฐฯ ในช่วงบ่ายวันนี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นว่า การแก้ปัญหาในเรื่องนี้ไม่สามารถแก้ไขได้โดยการประชุมกันเพียงครั้งเดียว ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังดูในเรื่องของกฎหมายที่ไม่ทันสมัยและการกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ที่ยังไม่จริงจังเพียงพอ พร้อมยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่สะสมมานาน ซึ่งที่ผ่านมา คสช. ได้แก้ไขให้เข้าสู่ระบบไปบ้างแล้ว ซึ่งทางผู้ประกอบการก็จะต้องให้ความร่วมมือในการดูแลแรงงาน หากไม่ดำเนินการจะต้องมีการดำเนินคดีอย่างจริงจัง
------------------------
นายกฯ ร่วมงานเลี้ยงปีใหม่ สื่อทำเนียบ พูดคุยเป็นกันเอง แถมร่วมร้องเพลง "ขอใจเธอแลกเบอร์โทร"
บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงบ่ายนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธานการประชุมปัญหาการค้ามนุษย์ในมิติไทย-สหรัฐฯ ที่ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมีผู้บริหารส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินจากตึกไทยคู่ฟ้า มาร่วมงานเลี้ยงของสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ที่หน้าห้องสื่อมวลชน บริเวณตึกนารีสโมสร โดย นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมรับประทานอาหารพร้อมพูดคุยกับสื่อมวลชนด้วยความเป็นกันเอง และยังได้ร่วมร้องเพลง "ขอใจเธอแลกเบอร์โทร" กับสื่อมวลชนด้วย ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก และชื่นมื่น ขณะเดียวกันยังได้มอบของขวัญเพื่อร่วมจับฉลากกับสื่อมวลชน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอวยพรให้สื่อมวลชนมีความสุข และให้อภัยซึ่งกันและกัน
--------------------------
"วินธัย" แจง ทบ. ไม่เคยมีคำสั่งให้หน่วยราชการมาต้อนรับ ผช.ทบ. ในการลงพื้นที่เชียงราย
พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีในสื่อทางโซเชียลกล่าวถึง พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ลงพื้นที่ปฏิบัติราชการที่ จ.เชียงราย แล้วหน่วยในพื้นที่สั่งเกณฑ์ ข้าราชการทั้งจังหวัดไปรับ-ส่ง ว่า เป็นการปฏิบัติของหน่วยในพื้นที่ที่มักจะมีการแจ้งบอกกล่าวหน่วยราชการที่อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ ในฐานะที่เป็นเพื่อนข้าราชการที่อยู่ในพื้นที่ เมื่อมีเพื่อนข้าราชการระดับผู้บังคับบัญชาต่างถิ่นไปเยี่ยมเยือน เพื่อให้ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยสร้างปฏิสัมพันธ์ทักทายกัน และในบางพื้นที่อาจถือเป็นธรรมเนียมมารยาทที่สมควรไปต้อนรับผู้มาจากต่างถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่การเชิญบอกกล่าวกัน ก็ให้เป็นไปตามความสะดวกของแต่ละบุคคล ไม่ใช่การเกณฑ์ หรือการสั่งบังคับอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ไม่ได้มีการสั่งการให้หน่วยงานใดมาต้อนรับและโดยส่วนตัวแล้วผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ท่านมีนิสัยเรียบง่าย ไม่ชอบพิธีรีตองที่เอิกเกริก
--------------------
นายกฯ กำชับทุกภาคส่วนเร่งช่วยเหลือน้ำท่วม ยันมีโอกาสจะลงไปในพื้นที่ ย้ำไม่ละเลย ขณะ วิษณุ ระบุ เลือกตั้งเป็นไปตามขั้นตอน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ว่า ได้กำชับดูแลสถานการณ์ในทุกพื้นที่ โดยขอให้เจ้าหน้าที่จัดทำบันทึกข้อมูลแต่ละพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมด้วย เพราะเตรียมจัดระเบียบผังเมืองใหม่ในอนาคต หากมีโอกาสนายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยด้วยตนเอง พร้อมระบุว่า ตนเองไม่ใช่นางแบบหรือนายแบบเดินโชว์ แต่เป็นผู้สั่งการและทำการบ้านในการขับเคลื่อนประเทศ ยืนยันจะไม่ละเลยการให้ความช่วยเหลือ จะช่วยประชาชนแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่
ส่วนกรณีที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมายออกมาระบุว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนที่วางไว้ ส่วนตัวคิดว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่จะเกิดขึ้นหลังจากมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พร้อมย้ำว่าจะไม่ลงเล่นการเมืองอย่างแน่นอน
/////////////
คสช./ความมั่นคง
ศปป. เตรียมจัดมหกรรมเอกลักษณ์ไทยหัวใจ 4 ภาค เสริมสร้างค่านิยม จิตสำนึกให้ปรักหวงแหนศิลปวัฒนธรรมของชาติ 29- ธ.ค. - 2 ม.ค.นี้
พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เปิดเผยว่า ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ได้ร่วมกับส่วนราชการ หน่วยงาน สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรภาคประชาสังคม กำหนดจัด “มหกรรมเอกลักษณ์ไทยหัวใจ 4 ภาค” พร้อมกันทั่วประเทศ จำนวน 4 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 กำหนดจัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 57 - 2 ม.ค. 58 เพื่อเสริมสร้างค่านิยมและจิตสำนึกให้ประชาชนทุกภาคส่วนรักและหวงแหนศิลปวัฒนธรรมของชาติ แนวทางการจัดจะนำกิจกรรมสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ หรือ วัฒนธรรม
ประจำถิ่นของภูมิภาคต่าง ๆ มาจัดแสดงให้ประชาชนได้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างใกล้ชิด 3 ประเภท คือ ประเภทการแสดงศิลปวัฒนธรรมของภูมิภาคทั้ง 4 ภาค ห้วงเวลา 19.00 - 23.00 น. ประเภทการจัดนิทรรศการเป็นกลุ่มตามภูมิภาคทั้ง 4 ภาค และประเภทอาหารที่เป็นสัญลักษณ์ประจำภาค หรือสินค้า OTOP สำหรับสถานที่จัดมหกรรมพร้อมกัน 4 แห่ง ได้แก่ พื้นที่ภาคกลาง จัดที่สนามกีฬาโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย อ.เมือง จ.ลพบุรี พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดที่ลานหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา พื้นที่ภาคเหนือจัดที่ลานหลังศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และพื้นที่ภาคใต้ จัดที่สวนศรีธรรมาโศกราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
/////////////////
คดีสินบน
ศาลอาญา นัดอ่านคำพิพากษาคดี อดีต ผกก.สภ.โพธิ์แก้ว เสนอสินบน 30 ล้านบาท ให้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ช่วยเหลือคดียุบพรรค วันนี้ 09.00 น.
ศาลอาญา รัชดา นัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่ พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ อดีต ผกก.สภ.โพธิ์แก้ว อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นจำเลยในความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ จากเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2550 จำเลย ได้วิ่งเต้นเสนอสินบน จำนวน 30 ล้านบาท ให้แก่ตุลาการรัฐธรรมนูญ ในการตัดสินคดียุบพรรค แต่ตุลาการท่านดังกล่าวปฏิเสธ และทำบันทึกส่งให้ประธานศาลฎีกา โดยศาลอาญา นัดอ่านคำพิพากษา ในวันนี้ เวลา 09.00 น.
สำหรับ พ.ต.อ.ชาญชัย เป็นเพื่อนร่วมรุ่น กับ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี สามี นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.อ.ชาญชัย เคยดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.โพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด ระหว่างปี 2543-2545 ก่อนถูกโยกย้ายมาดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.โพธิ์แก้ว อ.สามพราน จ.นครปฐม ตั้งแต่ ตุลาคม 2545 จนถึงปี 2548 จึงเกษียณอายุราชการ
---------------------
ศาลอาญา พิพากษาจำคุก 3 ปี พ.ต.อ.ชาญชัย ให้สินบน 30 ล้าน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ล้มคดียุบพรรคไทยรักไทย
ศาลอาญา รัชดา อ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ อดีต ผกก.สภ.โพธิ์แก้ว เป็นจำเลยในความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ จากกรณีเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2549 จำเลย ได้วิ่งเต้นเสนอสินบนจำนวน 30 ล้านบาท ให้แก่ ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ช่วยเหลือในการตัดสินคดียุบพรรคไทยรักไทย
โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์มี ม.ล.ไกรฤกษ์ ซึ่งเป็นตุลาการ รธน. ในขณะนั้น และเป็นผู้ที่ได้รับการนับถือ ในฐานะอาจารย์สอนกฎหมาย มาเบิกความ ว่า จำเลยมาขอพบเพื่อเสนอสินบนในครั้งแรก ที่สำนักงานศาลฎีกา จำนวน 15 ล้านบาท และครั้งที่ 2 เสนอให้ที่บ้านพัก จำนวน 30 ล้านบาท แต่ ม.ล.ไกรฤกษ์ ไม่รับ และทำบันทึกถึงประธานศาลฎีกา ซึ่ง ม.ล.ไกรฤกษ์ เบิกความได้
เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อว่าเบิกความไปตามข้อเท็จจริง การกระทำของจำเลย ถือว่าคิดเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว ทำลายความถูกต้องของสถาบันหลัก ซึ่งเป็นพึ่งสุดท้ายของประชาชน คิดว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่าง พิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดตามมาตรา 167 ลงโทษจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา
--------------------
ศาลให้ประกันตัว พ.ต.อ.ชาญชัย จำเลยคดีเสนอสินบน 30 ล้าน ตุลาการ รธน.แล้ว หลังญาติ ยื่นเงินสด 3 แสนบาท เพื่อขอปล่อยตัว
ศาลอาญา รัชดา มีคำสั่งปล่อยชั่วคราว พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ อดีต ผกก.สภ.โพธิ์แก้ว จำเลยในความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ที่ศาลชั้นต้น สั่งจำคุก 3 ปี ไม่รอการลงโทษ กรณีได้วิ่งเต้นเสนอสินบน จำนวน 30 ล้านบาท ให้แก่ ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ช่วยเหลือในการตัดสินคดียุบพรรคไทยรักไทย
ภายหลังจากญาติ ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด จำนวน 3 แสนบาท เพื่อขอประกันตัวต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ศาลพิเคราะห์แล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวได้ ซึ่งขณะนี้ พ.ต.อ.ชาญชัย ได้เดินทางออกจากศาลอาญา รัชดา แล้ว
--------------------
ศาลฎีกา พิพากษากลับ สั่งจำคุก 10 ปี อดีตรอง สว.สส.สน.ห้วยขวาง ยิงปืนขู่แท็กซี่
ศาลอาญา รัชดา อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ฟ้อง ร.ต.อ.เจษฎา เจตภรณ์ อายุ 31 ปี อดีตรอง สว.สส.สน.ห้วยขวาง เป็นจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่า
ผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองฯ และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองฯ
จากกรณี เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2553 เวลากลางคืน จำเลยขับรถตู้โตโยต้า อัลพาร์ด สีดำ ทะเบียน 1818 กรุงเทพมหานคร โดยมีอาวุธปืนพกออโตเมติก ยี่ห้อกล็อก ขนาด 9 มม. และกระสุนปืนขนาด 9 มม. ติดตัวไปด้วย ก่อนมีปากเสียงกับ นายมณเฑียร จิตตระกูล อายุ 46 ปี ผู้เสียหาย เป็นคนขับรถแท็กซี่ จากนั้นจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงข่มขู่โดยมีเจตนาฆ่า แต่การกระทำไม่บรรลุผล เหตุเกิดที่ซอยจำเนียรเสริม เขตวังทองหลาง
คดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษาจำคุก 10 ปี ส่วนศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นตำรวจย่อมทราบดีว่า คดีพยายามฆ่านั้น มีอัตราโทษสูง หากไม่ได้ทำผิด ควรต้องส่งอาวุธปืนประจำกายเพื่อตรวจพิสูจน์ แต่จำเลยกลับไม่นำอาวุธปืนส่งตรวจพิสูจน์ ขณะที่พยานสามารถจดจำใบหน้าของจำเลย และชี้ตัวได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เชื่อว่า
จำเลยกระทำผิดจริง ศาลฎีกา เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นพิพากษากลับให้จำคุกเป็นเวลา 10 ปี
///////////
คดียักยอกพันล้านเทคโนลาดกระบัง
ตำรวจกองปราบฯ บุกธนาคาร ขอตรวจสอบเส้นทางการเงินคดี อดีต ผอ.เทคโนลาดกระบัง ร่วมกัน ผจก.ธนาคาร ยักยอกเงินพันล้าน
พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รักษาราชการแทนผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เปิดเผยสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงความคืบหน้าคดี ที่ นายทรงกลด ศรีประสงค์ ผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขา
ห้างบิ๊กซีศรีนครินทร์ และ นางสาวอำพร น้อยสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนการคลังสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกันยักยอกเงินในบัญชีธนาคารของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เสียหายกว่า 1.6 พันล้านบาท ว่า วันนี้ พนักงานสอบสวน จะไปยังธนาคารเพื่อขอตรวจสอบบัญชีธนาคาร หาเส้นทางการเงิน เพื่อหาเบาะแสของผู้ที่เกี่ยวข้อง
ส่วน นายพูลศักดิ์ บุญสวัสดิ์จ ที่ตรวจสอบแคชเชียร์เช็ค พบว่ามีการนำเงินเข้าไปฝากในบัญชีนั้น ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร สำหรับ แนวทางการสืบสวนขณะนี้
เชื่อได้ว่าน่าจะมีผู้ร่วมกระทำผิดอีกหลายคน ซึ่งต้องหาอาศัยพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการออกหมายจับเพิ่มเติมต่อไป
-----------------------
"พ.ต.อ.อัคราเดช" เผย ผจก.แบงก์ ให้การเป็นประโยชน์ พร้อมทำเรื่องอายัดตัว "นางอำพร" ผู้ต้องหาอีกคน มารักษาตัวต่อที่ ร.พ.ตำรวจแล้ว
พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รักษาราชการแทนผู้บังคับการกองปราบปราม กล่าวถึงกรณีการดำเนินการภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาที่ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารและทำการยักยอกทรัพย์มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท จากบัญชีของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง ว่า การจากสอบปากคำ นายทรงกรด ศรีประสงค์ ผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยาสาขาบิ๊กซีศรีนครินทร์ ผู้ต้องหาได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ โดยมีการระบุถึงผู้เกี่ยวข้องในคดีดังกล่าว 4 ราย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยักยอกโอนเงินเข้าบัญชีทั้ง 4 บัญชี โดย 1 ใน 4 เป็นบัญชีของ นายพูลศักดิ์ บุญสวัสดิ์ ซึ่งล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ประสานสมาคมธนาคารเพื่ออายัดบัญชีและตรวจธุรกรรมทางการเงิน ทั้ง 4 บัญชี ซึ่งหากพบว่าบุคคลที่เป็นเจ้าของบัญชี มีส่วนรู้เห็นก็จะออกหมายจับทันที
ทั้งนี้ ได้ประสานไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ให้ช่วยตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยเบื้องต้นยังไม่พบการกระทำผิดที่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การฟอกเงินแต่อย่างใด
ส่วนการดำเนินคดีกับ นางอำพร น้อยสัมฤทธิ์ ซึ่งขณะนี้เข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ย่านบางนา และแพทย์ระบุว่า อาการยังไม่ดีขึ้น จึงยังไม่สามารถควบคุมตัวได้ แต่อย่างไรก็ตาม
เจ้าหน้าที่ได้ประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขออายัดมารักษาต่อที่โรงพยาบาลตำรวจแล้ว
----------------------------
ตร.กองปราบปราม คุมตัว ผจก.แบงก์ ผู้ต้องหาร่วมกันลักทรัพย์ของสถาบันเทคโนโลยีรลาดกระบัง ฝากขัง พร้อมค้านประกัน ด้าน ผอ.คลัง อาการป่วยยังทรุด
เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม คุมตัว นายทรงกรด ศรีประสงค์ ผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาบิ๊กซีศรีนครินทร์ ผู้ต้องหาคดีปลอมแปลงเอกสารและทำการลักทรัพย์ มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท จากบัญชีของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ฝากขังไว้ที่ สน.พหลโยธิน เข้ามาเปรียบเทียบลายเซ็นที่กองบังคับการกองปราบปราม โดย นายทรงกรด ได้เปิดเผยว่า ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของลูกค้าตามปกติเท่านั้น และไม่เคยรู้จักกับ นางอำพร เป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด เจอกันเฉพาะตอนที่มาทำธุรกรรมทางการเงิน เหตุผลที่ไม่ได้เอะใจกับการเบิกถอนเงินจำนวนมากนั้น เพราะคิดว่าทางสถาบัน น่าจะมีระบบการตรวจสอบที่ดีแล้ว ด้านการแจ้งให้กับทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ทราบนั้น มีการแจ้งทุกครั้งที่ลูกค้ามีการเบิกจ่ายเงินสดเกิน 2 ล้านบาท เพราะข้อมูลจะเข้าในระบบของธนาคารและแจ้งไปทาง ปปง. อัตโนมัติทุกครั้งอยู่แล้ว จึงไม่คิดว่า นางสาวอำพร จะสามารถยักยอกเงินได้ และหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จึงได้คุมตัวผู้ต้องหาไปฝากขังที่ศาลพระโขนง ในข้อหาสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐในการกระทำความผิด และคัดค้านการประกันตัว
ด้าน นางสาวอำพร น้อยสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนการคลัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้ต้องหา อาการป่วยยังไม่ดีขึ้น ซึ่งการที่จะย้ายมารักษาตัวต่อที่ ร.พ.ตำรวจ นั้น ต้องตรวจสอบโรคที่ผู้ต้องหาเป็นก่อนเพราะอาจต้องรักษากับหมอที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน แต่ก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง เพราะอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่
//////////////
เครือข่ายพงศ์พัฒน์
ตำรวจพหลโยธิน ยืนยัน ยังไม่ออกหมายจับเพิ่มคดีบอลพนันออนไลน์ เครือข่าย "พงศ์พัฒน์"
พ.ต.อ.นิพนธ์ เจริญศิลป์ รักษาราชการแทนผู้กำกับการ สน.พหลโยธิน เปิดเผยกรณีกระแสข่าวตำรวจเตรียมขออนุมัติออกหมายจับเพิ่มเติมคดีการปราบปรามบอลพนันออนไลน์ เมื่อปี 2552 ซึ่งมีความเชื่อมโยงเกี่ยวกับเครือข่ายของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการสอบสวนกลาง โดยยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการออกหมายจับใครเพิ่มเติม เพียงแต่เป็นการประสานงานศาลอาญา ในเรื่องการหาหลักฐานเพิ่มเติม รวมถึงทางพนักงานสอบสวน จะต้องใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวนเนื่องจากเป็นคดีละเอียดอ่อน
ทั้งนี้ กรณี พ.ต.อ.วรพจน์ พืชผล ผู้กำกับกอง 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ที่ถูกออกหมายจับในคดีเดียวกันไปก่อนหน้านี้ จะเข้ามามอบตัวหรือไม่
ขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามจับกุม ขณะที่ พนักงานสอบสวน ยังไม่ได้รับการประสานงานเข้ามอบแต่อย่างใด
//////////////
ศาลฎีกาพิพากษายืนให้ “สมคิด บาลไธสง” อดีต ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย จ่ายค่าสินไหมทดแทน 5 แสน กรณีอภิปรายหมิ่นนายทหารคุมม็อบเสื้อแดงปี 2552
ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมคิด บาลไธสง อดีต ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา สืบเนื่องจาก วันที่ 23 เมษายน 2552 จำเลยได้อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร พาดพิง พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่
12 รักษาพระองค์ ว่าใช้มือกระชากผมหญิงผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง
คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท รอการลงโทษ 2 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 500,000 บาทด้วย
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลย ทำให้ พ.ท.เกรียงศักดิ์ และครอบครัว ได้รับความเสียหาย เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิดดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 500,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
----------------------
ผบช.น. เผยเตรียมออกหมายจับนายตำรวจเอี่ยวส่วยบ่อนรัชดา "อาบูบาก้า" ยันมีหลักฐานชัดเจน
พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้เตรียมออกหมายจับนายตำรวจที่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์บ่อนพนันออนไลน์ "อาบูบาก้า" ย่านรัชดา ที่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หลังพบหลักฐานเชื่อมโยงชัดเจน แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีกี่นายและอยู่ในสังกัดใดบ้าง เนื่องจากยังอยู่ในสำนวน แต่จะพยายามเร่งออกหมายจับให้ทันภายในวันนี้ และหากตรวจสอบพบว่ามีนายตำรวจนายใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีก หากมีการพาดพิงและมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงก็จะดำเนินคดีโดยไม่มีการละเว้นแต้อย่างใด
ในส่วนของการออกหมายจับในท้องที่ สภ.คลองหลวง นั้น พล.ต.ท.ศรีวราห์ เปิดเผยว่า ในขณะนี้มีการประสานขอออกหมายจับไปแล้ว 3 ราย ในข้อหาร่วมกันแอบอ้างหมิ่นสถาบัน ตามมาตรา 112
โดย 2 รายที่มีการออกหมายจับได้นำตัวไปฝากขังเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ระบุว่าฝากขังอยู่ที่ใด เนื่องจากยังอยู่ในสำนวน ส่วนอีก 1 รายขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามจับกุม เพื่อดำเนินคดีต่อไป
/////////////////////////
แบงต์สำรองเงินปีใหม่
สมาคมธนาคารไทย มอบความสุขปีใหม่ ฟรีค่าธรรมเนียม ATM และ CDM ข้ามเขต 31 ธ.ค. - 4 ม.ค. 58 พร้อมตุนเงินสด 230,000 ล้าน รับเบิกถอนที่เพิ่มขึ้น
นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกันของธนาคารสมาชิกชมรมธุรกิจบริการเอทีเอ็ม ได้มีความเห็นชอบร่วมกันในการมอบของขวัญปีใหม่แก่ประชาชน ด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมรายการถอนเงินสดข้ามเขตผ่านเครื่องถอนเงินสดอัตโนมัติ (ATM) ของธนาคารเจ้าของบัตร และยกเว้นค่าธรรมเนียมรายการฝากเงินสดข้ามเขตภายในธนาคารเดียวกัน ผ่านเครื่องรับฝากเงินอัตโนมัติ (CDM) ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค. 57 จนถึงวันที่ 4 ม.ค. 58 เวลา 23:00 น. เพื่อร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2558 ทั้งนี้ ยอดเบิกถอนผ่านตู้อัตโนมัติช่วงเดือน ธ.ค.ปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 160 ล้านรายการ การยกเว้นค่าธรรมเนียมในช่วง 5 วัน ดังกล่าวจะช่วยให้นักท่องเที่ยวประหยัดเงินได้ประมาณ 15-20 บาทต่อการถอนแต่ละครั้ง ดังนั้น เม็ดเงินที่ผู้บริโภคจะประหยัดไปได้จะอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านบาท
นายกอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันธนาคารสมาชิกชมรมธุรกิจบริการเอทีเอ็ม จำนวน 22 แห่ง มีเครื่อง ATM และ CDM รวมกันประมาณ 56,000 เครื่อง ซึ่งธนาคารสมาชิกได้เตรียมสำรองเงินสดเพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 10-15% รองรับการเบิกถอนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเงินสดตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วประเทศให้เพียงพอ เนื่องจาก ปีใหม่ปีนี้มีวันหยุดยาวต่อเนื่องเช่นเดียวกับปีที่แล้ว โดยธนาคารจะสำรองเงินสดมากกว่าปีก่อน 220,000-230,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 10-15%
-----------------
"หม่อมอุ๋ย" ชู 3 แนวทางช่วยเหลือชาวนา พร้อมดึงนักลงทุนจีนตั้งโรงงานผลิตยางรถยนต์ในไทย คาด 2-3 ปี สร้างครบ 8 แห่ง
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาว่า รัฐบาลมี 3 แนวทางในการช่วยเหลือชาวนา คือการสนับสนุนการปลูกอ้อยแทนข้าวในพื้นที่ใกล้โรงงานที่ขาดแคลน รวม 7 แสนไร่ สนับสนุนเกษตรกรรายย่อยปลูกพืชหมุนเวียนชนิดอื่นแทนข้าวและการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้ปลูกในพื้นที่เหมาะสมโดยจะเริ่มในฤดูกาลผลิตนาปี ปี 2558 จำนวน 10 ล้านไร่ ขณะที่การแก้ไขปัญหาราคายางพารา จะสนับสนุนการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้น โดยทางรัฐบาลได้เจรจากับกลุ่มนักธุรกิจผลิตยางรถยนต์จากประเทศจีนตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย 8 โรง ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการเสร็จไปแล้ว 1 โรง และคาดว่าในระยะเวลา 2-3 ปี ข้างหน้าจะสามารถดำเนินการได้ครบ และจะทำให้ความต้องการใช้ยางในประเทศเพิ่มสูงขึ้นถึง 1 ล้านตันต่อปี หรือประมาณร้อยละ 25 จากเดิมร้อยละ 14
นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนให้เกษตรสวนยางเปลี่ยนจากการปลูกยางเป็นพืชชนิดอื่นแทน โดยทางรัฐบาลจะจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 10,000 ล้านบาท ให้เกษตรกรรายย่อย รายละไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อเป็นการลดปริมาณยางอีกช่องทางหนึ่งด้วย
------------------------
"หม่อมอุ๋ย" ลั่น รัฐบาลพร้อมยกระดับเกษตรกร รับมือเศรษฐกิจในอนาคต ย้ำ อย่าให้การเมือ งเข้ามาครอบงำสภาเกษตรกรแห่งชาติ
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ “การปฏิรูปภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย” สัมมนาเชิงวิชาการประจำปีครั้งที่ 2 ของสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยระบุว่า ภาครัฐ
พร้อมยกระดับเกษตรกรจากที่เป็นผู้ผลิตและขายผลผลิตในรูปวัตถุดิบทางการเกษตรแปรรูปไม่เป็น ทำการตลาดไม่เป็นให้เป็นเกษตรให้สามารถแปรรูปเป็น สร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ด้วยตนเอง เพราะเศรษฐกิจการเกษตรได้เปลี่ยนไปมาก จากเกษตรเพื่อยังชีพเป็นการเกษตร เพื่อการค้า จึงจำเป็นต้องทำการเกษตรให้มีต้นทุนที่เหมาะสมสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ ซึ่งปัจจุบันปัญหาสินค้าเกษตรที่มีอยู่ขณะนี้ทางรัฐบาลได้พยายามแก้ไขโดยเปิดรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนนำมาปรับใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า อย่าให้การเมืองเข้ามาครอบงำการทำงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ เนื่องจากเป็นหน่วยงานสำคัญที่จะสื่อสารข้อเสนอแนะนโยบายและแผนงาน ระหว่างเกษตรกรและหน่วยงานของรัฐ เพื่อพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยให้ยั่งยืน
-------------------
สศค. เผยเบิกจ่ายงบประมาณปี 58 แล้ว 573,356 ล้าน ขณะ 2 เดือน รัฐส่งรายได้เข้าคลัง 31,2291 ล. ต่ำเป้า 6.1%
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงข่าวฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2558 (ตุลาคม-พฤศจิกายน 2557) ว่า รัฐบาลมีรายได้นําส่งคลังทั้งสิ้น 312,291 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 20,390 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.1 ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการนำส่งรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนหนึ่งเหลื่อมไปในเดือนธันวาคม ประกอบกับอุปสงค์รถยนต์ยังไม่ฟื้นตัว ในขณะที่ การเบิกจ่ายงบประมาณมีจํานวนทั้งสิ้น 573,356 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 59,281 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.5 ทําให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 261,065 ล้านบาท เมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 17,632 ล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 278,697 ล้านบาท โดยรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 25,820 ล้านบาท ทําให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุลทั้งสิ้น 252,877 ล้านบาท และเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2557 มีจํานวนทั้งสิ้น 242,869 ล้านบาท
นายกฤษฎา สรุปว่า การเบิกจ่ายงบประมาณที่สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แสดงถึงความพยายามเร่งรัดการเบิกจ่ายของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจให้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
-----------------------
ประธานสภาอุตสาหกรรม ชี้ รัฐต้องลดค่า Ft ลง 5-6% 20 สตางค์/หน่วย ผู้ประกอบการขนส่งหั่นค่าโดยสาร 15-20% หลังราคาน้ำมันลดลง
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาครัฐจะต้องลดค่า Ft ประมาณ 5-6% หรือคิดเป็นขั้นต่ำ 20 สตางค์/หน่วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ให้เกิดการกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หลังจากที่ราคาน้ำมันได้ปรับลง 40-50% แล้ว รัฐบาลจึงน่าจะสามารถคืนความสุขให้ประชาชนได้ รวมทั้งผู้ประกอบการภาคขนส่ง ควรจะเร่งปรับลดค่าโดยสารลงอีก 15-20% ด้วย
ขณะที่การดำเนินงานของภาครัฐ ในช่วงที่ผ่านมานั้น ส่วนตัวมองว่ามีความตั้งใจดี แต่ภารกิจที่ควรทำโดยเร่งด่วน คือ การปฏิรูปภาษี และการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน รวมถึงเรื่องของราคาสินค้าเกษตร เพื่อช่วยให้ภาคเกษตรสามารถยกระดับรายได้เพิ่มขึ้น
ฎีกากลับ จำคุก10ปี ร.ต.อ.เจษฎา ไล่ยิงแท็กซี่
Cr:ผู้จัดการ
ศาลฎีกาพิพากษากลับให้จำคุก 10 ปี “ร.ต.อ.เจษฎา” อดีตรองสารวัตรสืบ สน.ห้วยขวาง พยายามฆ่าโชเฟอร์แท็กซี่ปี 53 ชี้ผู้เสียหายสามารถชี้ตัวและจดจำใบหน้าได้อย่างชัดเจน
เมื่อเวลา 09.45 น. วันนี้ (24 ธ.ค.) ที่ห้องพิจารณาคดี 712 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ในคดีหมายเลขดำ อ.850/2554 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา6 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ร.ต.อ.เจษฎา เจตภรณ์ อายุ 31 ปี อดีตรองสว.สส. สน.ห้วยขวาง เป็นจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490
ฎีกายืนลงโทษสมคิด บาลไธสง หมิ่นทหารคุมแดง
Cr:ผู้จัดการ
ศาลฎีกาพิพากษายืนให้ “สมคิด บาลไธสง” อดีต ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย จ่ายค่าสินไหมทดแทน 5 แสน กรณี อภิปรายหมิ่นนายทหารทำหน้าที่คุมม็อบเสื้อแดงป่วนหน้าแฟลตดินแดง ปี 52
สหรัฐส่งเรือพิฆาตขึ้นบกในไทย
สหรัฐหายมึนแล้วจริงๆ ส่งเรือพิฆาตเยือนไทยครั้งแรกในรอบปี
Cr:ผู้จัดการ
ASTVผู้จัดการออนไลน์ -- กองกำลังแห่งภาคพื้นอินโดเอเชียแปซิฟิกของสหรัฐ ได้ส่งเรือพิฆาตติดจรวดนำวิถีลำหนึ่งมาเยือนไทยสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นเรือรบลำแรก และเป็นเรือลำแรกของกองทัพเรือสหรัฐที่มาแวะเยือน หลังเหตุการณ์รัฐประหารในเดือน พ.ค.2557 ที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้เคยแสดงความไม่พอใจ และ มีการข่มขู่จะใช้มาตรการต่างๆ เพื่อกดดันให้ทางการทหารของไทย จัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นอีกครั้งหนึ่งโดยเร็ว
เรือพิฆาตแฮลซีย์ (USS Halsey, DDG 97) เข้าจอดที่แหลมฉบังในวันอังคาร 22 ธ.ค. ให้ลูกเรือได้ขึ้นฝั่ง เพื่อพักผ่อนและทำกิจกรรมต่างๆ ลูกเรือหลายคนจะได้อยู่ร่วมกับครอบครัวที่จะเดินทางจากรัฐฮาวายและแห่งอื่นๆ มาสมทบในประเทศไทย มีรายงานเรื่องนี้ในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกองทัพเรือที่ 7 สหรัฐ
"การเยือนครั้งนี้ได้ให้โอกาสแก่ลูกเรือแฮลซีย์ มีประสบการณ์เกี่ยวกับประชาคมไทย" น.ท.ลินดา ซีย์มัวร์ (Commander Linda Seymour) ผู้บังคับการเรือกล่าว
"เราสามารถเรียนรู้ พักผ่อน และ ชาร์จแบต (รีชาร์จ) ในขณะเดียวกันเราก็ได้กระชับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับไทย ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อการส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัยในภูมิภาค" น.ท.ซีมัวร์กล่าว
ลูกเรือหลายที่ให้สัมภาษณ์ได้แสดงความตื่นเต้นที่จะได้มีโอกาสได้สัมผัสเรียนรู้วัฒนธรรมอันรุ่มรวยของไทย โดยการเยี่ยมเยือนโบราณสถาน รวมทั้งแหล่งพักผ่อนหย่อนใจต่างๆ ซึ่งหลายคนได้ลงชื่อเพื่อ
ไปเที่ยวชมสวนเสือ (ศรีราชา) เที่ยวชมแหล่งประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น และ สถานพักผ่อนต่างๆ ตลอดหลายวันข้างหน้า รวมทั้งจะมีกิจกรรมบริการชุมชนอีกจำนวนหนึ่งด้วย
เรือแฮลซีย์ซึ่งเป็นเรือชั้นอาร์ลีห์เบิร์ก (Arleigh Burke-Class) เป็นหนึ่งในบรรดาเรือพิฆาตติดจรวดโทมาฮอว์ก ชั้นอาร์ลีย์เบิร์ก จำนวนกว่า 60 ลำ ของกองทัพเรือสหรัฐปัจจุบัน ขึ้นระวางประจำการในเดือน ก.ค.2548 เป็น "Flight 2A" ซึ่งก็คือ รุ่นปัจจุบันที่สุดของเรือชั้นอาร์ลีห์เบิร์ก จำนวนทั้งหทด 27 ลำ (DDG 85 - DDG 112) เข้าประจำการที่ฐานทัพเรืออ่าวเพิร์ล ในรัฐฮวาย ตั้งแต่เดือน ก.พ.2556 ปัจจุบันอยู่ระหว่างออกปฏิบัติการ เพื่อส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัย และเสถียรภาพในย่านอินโดเอเชีบแปซิฟิก
ปลายปี 2555 เรือแฮลซีย์ได้ถูกใช้เป็นโลเกชั่นในการถ่ายทำภาพยนตร์ซีรีส์ชุด The Last Ship ที่เข้าฉายช่อง TNT เมื่อต้นปีนี้
การเยือนของเรือแฮลซีย์ เป็นการยืนยันในทางปฏิบัติอีกครั้งหนึ่ง เกี่ยวกับความสัมพันธ์อันเป็นปรกติระหว่างสหรัฐกับรัฐบาลทหารของไทย
อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย นางคริสตี เคนนี (Kristie Kenny) ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่องหนึ่งเพียงไม่นาน หลังดำรงตำแหน่งจนครบวาระ ยืนยันว่าไม่เคยมีการลดระดับความสัมพันธํ์ระหว่างสหรัฐ แต่เมื่อกองทัพเข้ายึดอำนาจในการรัฐประหารที่ปราศจากการนองเลือดวันที่ 22 พ.ค. กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ได้แสดงความไม่พอใจและออกแถลงการณ์ประณามและต่อต้าน
ต่อมาอีกไม่นานก็มีข่าวเล่าลือเกี่ยวกับสหรัฐจะลดระดับความสัมพันธ์ร่วมมือด้านกลาโหมกับกองทัพไทย ซึ่งอาจจะถึงขั้นยกเลิกการฝึกคอบราโกลด์กับไทยต้นปีหน้า รวมทั้งชะลอหรือยกเลิกโครงการความร่วมมือต่างๆ ระหว่างกองทัพสองประเทศด้วย
อย่างไรก็ตามเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา องค์การความร่วมมือความมั่นคงปลอดภัยด้านกลาโหม (Defense Security Cooperation Agency) ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้รายงานต่อรัฐสภา แสดงเจตจำนง จะขายเฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์ UH-72A “ลาโคตา” (Lakota) ให้แก่กองทัพไทยถึง 9 ลำ รวมมูลค่า 89 ล้านดอลลาร์.
วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2557
สมบัติ อัด บวรศักดิ์ บิดเบือน ซูเปอร์ ปธน.
(22/12/57)นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวถึงกรณี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างฯ มองว่าการเลือกนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี(ครม.)โดยตรง เป็นเหมือนซูเปอร์ประธานาธิบดี มีอำนาจล้นฟ้า ว่า ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองทำตามหน้าที่ในการนำเสนอข้อคิดเห็นเพื่อการปฏิรูป ซึ่งแนวคิดที่เสนอไปแม้จะเป็นมติของเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป แต่เรื่องดังกล่าวเป็นการเข้าใจผิด องค์ประกอบของเนื้อหาที่คณะกรรมาธิการฯ นำเสนอ ไม่ได้ต้องการมี ซูเปอร์ประธานาธิบดี ซึ่งการพูดในลักษณะนี้ไม่เป็นธรรมกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง และเป็นข้อกล่าวหาที่อันตรายมาก ตนยืนยันว่า การเลือกตั้งนายกฯโดยตรง มีกระบวนการตรวจสอบที่ดีกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะการแยกอำนาจการบริหารจะชัดเจนกว่าที่ผ่านมา
ในกรณีเรื่องของซุปเปอร์ประธานาธิบดีนั้น ยังมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน เพราะตำแหน่งประธานาธิบดี คือการเรียกประมุขของประเทศ แต่ถ้าระบบประธานาธิบดี คือต้องเป็นประมุข
ของประเทศ และต้องเป็นหัวหน้ารัฐบาลด้วย ซึ่งประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ดังนั้น ข้อเสนอการเลือกนายกฯโดยตรง จึงไม่ใช่ระบบประธานาธิบดี หรือระบบซุปเปอร์ประธานาธิบดี
ตามที่มีนักวิชาการบางคนได้มีการระบุ
นายสมบัติ กล่าวด้วยว่า กรณีที่นายบวรศักดิ์ ได้ตั้งคำถามถึงจุดเสี่ยงเกี่ยวกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ในประเด็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ว่า ครม. ที่มาจากการเลือกตั้งตามข้อเสนอนี้ อาจมีอำนาจมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้ระบบแบ่งแยกอำนาจเด็ดขาด ที่จะเสนอกฎหมายไม่ได้ เสนองบประมาณไม่ได้ แต่ระบบที่เสนอเป็นระบบแบ่งแยกอำนาจเทียม เพราะห้าม ครม. เป็น ส.ส. และห้ามยุบสภา แต่ให้เสนอกฎหมายได้ ซึ่งเรื่องนี้ เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะที่ถูกต้องคือ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจในการเสนอร่างกฎหมายงบประมาณต่อสภาได้ อีกทั้งกลไกและกระบวนการของระบบแบ่งแยกอำนาจนั้น จะแตกต่างจากกลไกของระบบรัฐสภา จึงต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า เมื่อยึดหลักแบ่งแยกอำนาจแล้ว ต้องออกแบบให้การตรวจสอบเพื่อกำจัดฝ่ายบริหารที่ประพฤติมิชอบให้มีประสิทธิภาพด้วย
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้ เป็นเพียงข้อเสนอที่พูดถึงหลักการ แต่ยังไม่ได้มีการลงไปในรายละเอียด เพราะเวลาในการจัดทำข้อเสนอมีจำกัด ก็เป็นไปได้ที่ข้อเสนอบางอย่างของคณะกรรมาธิการฯ จะถูกวิจารณ์ได้ ซึ่งตนก็เพียงทำหน้าที่ในการเสนอแนะ ส่วนจะกำหนดอยู่ในร่างหรือไม่อย่างไรนั้น ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกมธ.ยกร่างฯ ที่จะพิจารณา
**เลือกนายกฯแบบเดิมซื้อเสียงง่าย
ส่วนที่นายบวรศักดิ์ มีความเห็นว่า ข้อเสนอของทางกรรมาธิการฯ จะทำให้มีความขัดแย้งมากขึ้น และจะการทุ่มซื้อเสียงรุนแรงนั้น นายสมบัติ กล่าวว่าทางออกก็คือ จะมีการเลือกตั้งแยกออกจากการเลือกตั้งส.ส. และมีแนวทางไว้ว่า จะมีการเลือกตั้งในรอบที่สอง หากการเลือกตั้งในครั้งแรก ไม่มีพรรคใดได้เสียงเกินครึ่ง จึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะใครทุ่มซื้อเสียงทั้งสองรอบ โดยทางกมธ. มีแนวคิดว่า การซื้อส.ส.เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีง่ายกว่าการซื้อเสียงโดยตรงทั่วประเทศ
"การพูดว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นระบบ ซุปเปอร์ประธานาธิบดี นั้น เป็นการใช้ข้อมูลที่ผิดมาสร้างวาทกรรม โดยใช้ศัพท์ทางวิชาการให้ดูน่าเชื่อถือเท่านั้น"
ทั้งนี้ นายสมบัติ ยังกล่าวถึงข้อเสนอของกมธ.ปฏิรูปการเมือง ในส่วนขององค์กรอิสระ โดยจะมีการนำประเด็นปัญหาที่มีในอดีตมาแก้ไข เช่น กรณีการจัดการเลือกตั้งที่ไม่สามารถดำเนินการได้
มีข้อพิจารณาคือ ให้อำนาจกกต. ในการกำหนดวันเลือกตั้งได้เองโดยไม่ต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณา นอกจากนั้นแล้ว ในเรื่องการพิจารณาคดีความที่เกี่ยวข้อง ที่ก่อนหน้านี้ต้องส่งศาล
ให้พิจารณา แต่ท้ายสุดศาลพิจารณาแล้วมีมติยกฟ้อง มีข้อเสนอให้พิจารณา อาทิ ศาลเลือกตั้ง เป็นต้น
ส่วนที่ กกต. เตรียมดำเนินการเรียกค่าเสียหาย จากบุคคลที่ทำให้การเลือกตั้งส.ส. เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 57 เป็นโมฆะ มูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาทนั้น นายสมบัติ ขอไม่แสดงความเห็น โดยอ้างว่า
ตนถือว่า มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่สปช. เตรียมดำเนินการเรื่องการสร้างความปรองดอง โดยตั้งคณะกรรมการว่าด้วยการปรองดองมาพิจารณา นายสมบัติ กล่าวว่า ในกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเรียนรู้ การปรองดอง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทาง ขณะเดียวกันทราบว่า สปช. และกมธ.ยกร่างฯ ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วย ส่วนตัวมองว่าในแนวทางการสร้างความปรองดอง ลดความขัดแย้ง ถือเป็นความพยายามที่ควรทำงานร่วมกัน
//////////////////////////
'เลือกนายกฯ'ไม่ใช่'ซูเปอร์ปธน.'
'สมบัติ' ซัด 'บวรศักดิ์' ให้ข้อมูลพลาด-สร้างความเข้าใจผิด กรณีเลือกตั้งนายกฯตรง เป็นระบบสร้างซูเปอร์ปธน. จี้ให้ทบทวนใหม่ พร้อมออกเอกสารชี้แจง 5 ประเด็นจุดเสี่ยง
22 ธ.ค. 57 นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง กล่าวระหว่างการประชุม สปช. ว่า ตนขอให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบ และแก้ไขข้อมูล กรณีที่ระบุว่า ข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง ที่ให้เลือกนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีโดยตรง ถือเป็นรูปแบบที่ทำให้เกิดซูเปอร์ประธานาธิบดี โดยข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง ที่เสนอให้นายกฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และสามารถนำเสนอกฎหมายงบประมาณได้ ขณะที่ ส.ส.กรณีจะเสนอกฎหมายการเงิน ต้องได้รับการรับรองจากนายกฯ ซึ่งถือเป็นหลักของการแบ่งแยกอำนาจ ซึ่งการให้ความเห็นของนายบวรศักดิ์ ว่าจะเป็นระบบซูเปอร์ประธานาธิบดีนั้น ยังถือว่าคลาดเคลื่อน ดังนั้นขอให้ตรวจสอบข้อมูลให้ตรง ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเข้าใจผิดได้
จากนั้นเวลา 11.15 น. นายสมบัติ พร้อม กมธ.ปฏิรูปการเมือง ทำเอกสารชี้แจงเพื่อตอบคำถามในประเด็น 5 จุดเสี่ยงของการเลือกนายกฯ และคณะรัฐมนตรีโดยตรง ตามที่นายบวร
ศักดิ์ ได้กล่าวในระหว่างการประชุม สปช. ซึ่งพิจารณาข้อเสนอและความเห็นในการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา แจกกับสื่อมวลชนโดยมีสาระสำคัญ คือ
จุดเสี่ยงที่ 1 ที่ระบุว่า การเลือกนายกฯ และ ครม.ตรง จะเป็นการเพิ่มความขัดแย้งในสังคม เพราะหากพรรคหนึ่งส่งหัวหน้าพรรค และคนสำคัญของพรรค 36 คน เพื่อเป็นบัญชีของผู้ที่จะเป็น ครม. หากไม่ได้รับเลือกตั้ง บัญชีคนสำคัญ 36 คนดังกล่าวอาจตกงานตลอด 4 ปี ขอชี้แจงว่า กรณีนี้มีทางออก คือ การกำหนดให้การเลือกตั้ง ครม. และ ส.ส. เป็นคนละวัน เช่นให้เลือกตั้งฝ่ายบริหารก่อน เมื่อทราบผลว่าทีมใดชนะ ให้เลือก ส.ส.ตามภายหลัง โดยทีมที่แพ้การเลือกตั้งฝ่ายบริหารสามารถส่งสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ได้ โดยการแพ้ชนะดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับความนิยมของแต่ละคน
จุดเสี่ยงที่ 2 ที่ระบุว่า การซื้อเสียงจะรุนแรง เพราะผู้ชนะกินรวบต้องลงทุนมหาศาล ขอชี้แจงว่า การเลือกตั้งฝ่ายบริหารที่กำหนดให้ผู้ชนะได้คะแนนเสียงเกินครึ่งของผู้สมัคร ถ้ารอบแรกไม่มีผู้ใดชนะ ต้องจัดการเลือกตั้งรอบสองโดยนำคะแนนลำดับที่ 1 และที่ 2 มาเลือกใหม่ เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์ประชาชนส่วนใหญ่ โดยวิธีดังกล่าวหลายประเทศนิยมใช้ แม้จะเสียค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งเพิ่มขึ้น แต่ถือว่าคุ้มที่จะได้คนที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้มาบริหารประเทศ นอกจากนั้นกรณีการเลือกที่กำหนดให้ผู้สมัครต้องระบุชื่อนายกฯ และรัฐมนตรี ถือเป็นการสกัดนายทุนพรรคการเมือง
จุดเสี่ยงที่ 3 ที่ระบุว่า นายกฯ และครม. เข้มแข็งเกินไป เพราะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ทำให้นายกฯ ปรับ ครม. ไม่ได้ และอาจก่อให้เกิดการแทรกแซงองค์กรอิสระ สื่อมวลชน
ขอชี้แจงว่า การปรับ ครม.สามารถทำได้ แต่ต้องระบุหลักปฏิบัติไว้ในกฎหมาย และหลักเกณฑ์ โดยพิจารณาตัวอย่างจากประเทศสหรัฐอเมริกา
จุดเสี่ยงที่ 4 ที่ระบุว่า การเลือก ครม.โดยตรง จะมีอำนาจเสนอกฎหมาย กฎหมายงบประมาณได้ โดยข้อเท็จจริงประธานาธิบดีสหรัฐ สามารถเสนอกฎหมายงบประมาณต่อสภาได้ โดยประเด็นนี้หากนายบวรศักดิ์ ยังมีข้อมูลที่สังสัยแบบผิดๆ ขอให้อีเมลไปถามทำเนียบขาวได้ หรือลองอ่านหนังสือเรื่อง การเมืองอเมริกา ที่ตนเป็นผู้เขียนได้
"การโต้แย้งข้อมูลแบบผิดๆ ของประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และมีการกล่าวหาหักล้างข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง โดยใช้วาทกรรม ศัพท์แสงทางวิชาการใหม่ ให้ดูน่าเชื่อถือ ไม่ทราบว่ามีเจตนาอย่างไร เรื่องการเลือกตั้ง ครม.ไม่มีอะไรผิดหรือถูกทางวิชาการและการปฏิบัติ ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล แต่การถกเถียงที่เกิดขึ้นเพื่อให้เห็นถึงความพยายามที่จะแสวงหาแนวทางใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม"
จุดเสี่ยงที่ 5 ระบบตรวจสอบตามข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง ยังไม่เพียงพอที่จะจำกัดมหาอำนาจของรัฐบาลได้ ขอชี้แจงว่า กลไก และกระบวนการของระบบแบ่งแยกอำนาจแตกต่างจากกลไกของรัฐสภา ดังนั้นต้องทำความเข้าใจให้ชัดว่า การแบ่งแยกอำนาจต้องออกแบบให้การตรวจสอบเพื่อกำจัดฝ่ายบริหารที่ประพฤติมิชอบให้มีประสิทธิภาพ ได้ผลเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับปัญหาของบ้านเมือง ทั้งนี้ข้อเสนอดังกล่าวต้องพิจารณาให้ตกผลึก โดยข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง เป็นเพียงหลักการเท่านั้น
นายสมบัติ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ถึงกรณีที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เตรียมพิจารณาตัดสินระบบที่มานายกฯ และ ครม. ในวันที่ 23 ธ.ค. ว่า ถือเป็นอำนาจที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะตัดสินใจ โดยข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง ถือเป็นเพียงข้อเสนอหนึ่งเท่านั้น ส่วน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะพิจารณาอย่างไรไม่ขอก้าวล่วง แต่กรณีที่ตนออกมาชี้แจงนั้น เพื่อต้องการให้เกิดความยุติธรรมกับข้อเสนอและเป็นข้อมูลให้พิจารณาเท่านั้น และท้ายสุดเมื่อมติของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ออกมาจะไม่เป็นไปตามข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง จะไม่กระทบกับการลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แน่นอน แต่ต้องมีคำอธิบายพร้อมเหตุผลต่อบทบัญญัติที่ยกร่างรัฐธรรมนูญไว้ว่าสามารถแก้ปัญหาที่ผ่านมาได้อย่างแท้จริง
ปัดแจง กกต.เล็งเอาผิดบุคคลที่ทำให้เลือกตั้ง 2 ก.พ. 57 เป็นโมฆะ
นายสมบัติ ฐานะนักวิชาการกลุ่ม กปปส. ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม หรือให้ความเห็นต่อประเด็นที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่ทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั่วไป เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 57 เป็นโมฆะ มูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท ระบุเพียงว่า ตนถือมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้นายสมบัติ ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง กล่าวถึงข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง ในส่วนขององค์กรอิสระ จะนำประเด็นปัญหาที่มีในอดีตมาแก้ไข เช่น กรณีการจัดการเลือกตั้งที่ไม่สามารถดำเนินการได้ มีข้อพิจารณา คือ ให้อำนาจ กกต.ในการกำหนดวันเลือกตั้งได้เอง โดยไม่ต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา นอกจากนั้นแล้วในเรื่องการพิจารณาคดีความที่เกี่ยวข้อง ที่ก่อนหน้านี้ต้องส่งศาลให้พิจารณา แต่ท้ายสุดศาลพิจารณาแล้วมีมติยกฟ้อง มีข้อเสนอให้พิจารณา อาทิ ศาลเลือกตั้ง เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ สปช.เตรียมดำเนินการเรื่องการสร้างความปรองดอง โดยตั้งคณะกรรมการว่าด้วยการปรองดองพิจารณา นายสมบัติ กล่าวว่า ใน กมธ.ปฏิรูปการเมือง ตั้งคณะอนุกมธ.ปฏิรูปการเรียนรู้ การปรองดอง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทาง ขณะเดียวกันทราบว่า สปช. และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วย ส่วนตัวมองว่า ในแนวทางการสร้างความปรองดอง ลดความขัดแย้ง ถือเป็นความพยายามที่ควรทำงานร่วมกัน
วิษณุ: ลงเรือแป๊ะก็ต้องตามใจแป๊ะ
สุดยอด คำเท่ จากวิษณุ เครืองาม ′ลงเรือแป๊ะ′
จาก ลงเรือแป๊ะ ถึง"เหาะเกินลงกา" วิษณุ เตือน กมธ.ยกร่าง รธน. "เกิน เลย ล้น เว่อร์"
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ธันวาคม 2557ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานของคณะกรรมมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ(กมธฺ)ว่า ภาระในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เป็นหน้าที่ของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 36 คน ในส่วนของรัฐบาลจะเหมือนกับองค์กรอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือ พรรคการเมือง ที่สามารถมีข้อเสนอต่างๆไปยังกมธ.ยกร่างฯได้ แต่วันนี้รัฐบาลยังไม่จำเป็นที่จะต้องเสนอความเห็น ปล่อยให้กมธ.ยกร่างฯ คิดไปสักระยะหนึ่งก่อนจึงค่อยเสนอว่าจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ซึ่งวันนี้กมธ.ยกร่างฯยังไม่ได้ทำอะไร การที่รัฐบาลออกมาพูดตอนนี้จะถือว่าเร็วไป ดังนั้น จึงต้องปล่อยให้เห็นหน้าตาของแกงส้มอย่างที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างฯเคยกล่าวไว้ เพราะยังมีเวลาอีกมากพอสมควร
"เวลานี้ใครอยากพูดอะไรก็สามารถเสนอได้ แต่รัฐบาลเองจะพูดให้น้อยที่สุด ขณะที่หลายคนบอกว่าพวกเขาร้อนวิชา มีการออกมาแสดงความเห็นต่อการยกร่างฯที่หลากหลาย ที่จริง ภาษาไทยยังมีอีกคำหนึ่ง ซึ่งเด็กรุ่นใหม่อาจไม่รู้จัก เก่ากว่าเรือแป๊ะ คือคำว่าเหาะเกินลงกาหมายถึง เกิน เลย ล้น เว่อร์ เพราะเมื่อตอนที่นางสีดาถูกจับตัวไป จากนั้นพระรามจึงออกตาม แต่พระรามกลัวว่านางสีดาจะไม่รู้ จึงให้หนุมานเอาแหวนไปให้นางสีดา เมื่อเห็นแหวนจะได้จำได้ หนุมานจึงดีใจเร่าร้อนวิชา ตีลังกาเหาะเหินเดินอากาศ ปรากฎว่าเหาะจนเลยเมืองลงกา ซึ่งแปลว่า วันนี้อาจมีลักษณะแบบนี้บ้าง ก็ไม่ว่ากัน แต่อีกหน่อยช่วยดึงกลับมาลงเมืองลงกาให้ได้ ไม่เช่นั้นนางสีดาจะไม่รู้ การปฏิรูปก็จะไม่สำเร็จ รวมไปถึงการร่างรัฐธรรมนูญก็จะไม่สำเร็จ" นายวิษณุกล่าว
เมื่อถามว่าการทำประชามติมีความสำคัญต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า สำคัญหรือไม่อยู่ที่ว่าประชามติจะสามารถตอบโจทย์ได้หรือไม่ว่าทำไปทำไม การทำประชามติเพื่อให้เกิดการยอมรับ ซึ่งนำไปสู่การผูกมัดอะไรหลายอย่าง ถือเป็นข้อดี อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวก็มีจุดอ่อน เพราะจะทำให้กระบวนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญล่าช้า หากคิดว่าสามารถรอได้ ทนได้ ไปอีก 3 เดือนหลังการร่างรัฐธรรมนูญเสร็จก็ถือว่าคุ้ม แต่ขณะเดียวกัน การทำประชามติ 1.ต้องใช้เงินมากเท่ากับการจัดการเลือกตั้ง แต่จะแตกต่างกัน เพราะ 2.การเลือกตั้งเป็นการเลือกพรรคการเมืองหรือคนที่เรารู้จักโดยต้องมีการหาเสียง แต่การจะไปหาเสียงให้เชียร์หรือให้ล้มรัฐธรรมนูญเป็นไปได้ยาก บางครั้ง การเข้าใจต่อรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยาก คนจึงตัดสินใจยากว่าจะลงมติรับหรือว่าล้ม ดังนั้น 3.หากจะทำประชามติ ต้องสร้างความเข้าใจและอธิบายในทุกมาตรา
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า การทำประชามติในรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้สร้างความเข้าใจให้กับประชาชนมากพอ จึงเกิดปัญหาถกเถียงกันภายหลัง หากคิดว่า สามารถแก้ปัญหาทั้ง 3 จุดได้ รัฐธรรมนูญก็จะคงทน หากยอมรับในส่วนนี้ได้ ประชามติก็เป็นสิ่งที่ควรทำ ประชามติที่ดี ไม่ใช่เขียนแล้วเอาไปวางให้ประชาชนดูเฉยๆ บางทีกำหนดประเด็นเป็นข้อๆ แล้วให้ประชาชนกากบาท เช่น ต้องการนายกในรูปแบบใด อยากได้ ส.ส.แบบไหน จะให้มี ส.ว.หรือไม่ ซึ่งหากถ้าเอาเป็นหัวข้อใหญ่ ลักษณะนี้ คิดว่าหน้าตาของรัฐธรรมนูญอาจออกมาดีกว่าก็ได้ หากการทำประชามติไม่ผ่าน กระบวนการในรัฐธรรมนูญชั่วคราวมีอยู่แล้วว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งอาจต้องยุบคณะทำงานที่เกี่ยวข้องในการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วตั้งขึ้นมาใหม่ แต่อาจมีการเร่งรัดเวลาให้เร็วขึ้นภายใน 1 เดือน
"รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ หากร่างไปประมาณ 50 มาตรา รัฐบาลก็จะรู้แล้วว่าต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป หากร่างออกมาดี การยอมรับก็จะเกิดตั้งแต่ในขั้นตอนแรก และอาจไม่จำเป็นต้องมีการทำประชามติ แต่ถ้าเกิดความไม่แน่ใจประชามติก็จะเกิดขึ้น" รองนายกรัฐมนตรีกล่าว
สถานการณ์ข่าว 23/12/57
เทียนฉาย สั่งงดประชุม สปช. ขณะ วานนี้มีมติเห็นชอบรายงานหลักประกันรายได้ผู้สูงอายุแล้ว ใช้เวลาทำงาน 3 เดือน ไม่ต้องรอรัฐธรรมนูญใหม่
ความเคลื่อนไหวที่รัฐสภา เช้านี้ การรักษาความปลอดภัยยังเป็นไปอย่างเข้มงวด ถึงแม้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีคำสั่งงดการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในวันอังคารที่ 23 ธันวาคม 2557 ส่วนการประชุมวานนี้ มีมติให้ความเห็นชอบรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องหลักประกันความมั่นคงด้านรายได้เพื่อการยังชีพของผู้สูงอายุ: การเร่งรัดการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554
โดยแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรีให้เร่งปฏิบัติตามพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554 ทันที เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ติดตาม ตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถมีกองทุนในการช่วยเหลือผู้สูงอายุอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ใช้เวลาการดำเนินการเป็นเวลา 3 เดือน โดยไม่ต้องรอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
-----------
คำนูณ ย้ำอีกรอบ วันนี้ต้องชัดรูปแบบเลือกตั้งเบื้องต้น เพื่อให้อนุฯ ไปยกร่าง ก่อนนำกลับมาพิจารณารายมาตรา 12 ม.ค.58
นายคำนูณ สิทธิสมาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะโฆษกคณะกรรมการธิการ เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ในวันนี้ จะมีการพิจารณาต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ-ประชาชน ให้จบ ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องสำคัญที่หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจ คือรูปแบบการเลือกตั้ง ที่มาของนายกฯ คณะรัฐมนตรี สภา ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งจะต้องได้ข้อสรุปในวันนี้ เพื่อให้คณะอนุกรรมาธิการชุดของ นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ และกฤษฎีกาไปดำเนินการยกร่างมาเสนอต่อที่ประชุม ภายในวันที่ 11 ม.ค.58 ต่อไป และเข้าสู่การพิจารณาในรายมาตราทันทีในวันถัดไป โดยจะมีการเชิญทูตต่างประเทศและสื่อต่างประเทศร่วมฟังการพิจารณาด้วย
ทั้งนี้ นายคำนูณ ยอมรับว่า ว่า กมธ. มี 2 แนวทางในการพิจารณาเรื่องรูปแบบการเลือกตั้ง คือแนวทางเดิม แต่มีการปรับเปลี่ยนวิธีการให้รัดกุมมากขึ้น และอีกแนวทางคือเลือกนายกฯ โดยตรง ตามที่ กรรมาธิการปฏิรูปการเมืองเสียงข้างมากเสนอ แต่แม้จะมีข้อสรุปชัดเจนเบื้องต้นในวันนี้แล้ว ก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลังได้ เพราะยังมีการรับฟังความเห็นของฝ่ายต่าง ๆ อย่าง
ต่อเนื่อง หรืออาจะมีการเสนอแก้ไขเพิ่มเติม หลังจากยกร่างรายมาตราเสร็จ และนำกลับเข้าสู่สภาอีกครั้งก็ได้
------------------
บวรศักดิ์ นัดประชุมกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เตรียมพิจารณาที่มานายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
บรรยากาศที่รัฐสภา ล่าสุด เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แม้ไม่มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แต่มีการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานการประชุม ได้นัดกรรมาธิการประชุม โดยจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 09.30 น. เพื่อพิจารณาหาข้อสรุปการจัดรูปแบบองค์กรทางการเมือง โดยเฉพาะข้อเสนอให้ประชาชนเลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยตรง และระบบรัฐสภา คาดว่าจะได้แนวทางเบื้องต้น ก่อนนำไปร่างไปพิจารณาเป็นรายมาตรา ซึ่งประเด็นที่มาของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ยังเป็นที่ถกเถียงจากหลายฝ่าย
ทั้งนี้ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มองว่า การเลือกโดยตรงจะเป็นการให้อำนาจมากเกินไปและเข้าข่ายระบบซูเปอร์ประธานธิบดี ขณะที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ยืนยันว่า ไม่ใช่ระบบดังกล่าว ยังใช้ระบบรัฐสภา และแยกอำนาจกันอย่างชัดเจนระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ
-----------------
พล.อ.เลิศรัตน์ แจง กมธ. ยึดเสียงส่วนใหญ่ของ กมธ. พิจารณาเห็นชอบเรื่องที่มานายกฯ เสียงส่วนน้อยติดใจก็นำมาหารือใหม่ในรายมาตรา
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวนิช โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงวาระการพิจารณาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า เป็นการพิจารณาข้อสรุปในหัวข้อสถาบันการเมือง โดยเฉพาะเรื่องที่มา ส.ส. สว. และคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดความสมดุล ทั้งการทำงาน การถ่วงดุล เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการทำงานในอนาคต รวมถึงเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี จะต้องมีความชัดเจนในวันนี้
โดยจะพิจารณาถึงข้อดี ข้อเสีย ระหว่างการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง กับให้นายกรัฐมนตรีมาจากสภาผู้แทนราษฎรเช่นเดิม และใช้หลักเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมาธิการ แต่หากมีเสียงส่วนน้อยติดใจก็ให้ค้างไว้ เพื่อนำไปพิจารณาเป็นรายมาตรา และให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้
----------------
"บวรศักดิ์" เตรียมเขียนบทความชี้แจงข้อโต้แย้งเรื่องเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง ผ่านเว็บไซต์ กมธ.ยกร่างฯ
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนญ กล่าวว่า เกี่ยวกับความคิดเห็นที่มีการโต้แย้งกันอยู่ในเรื่องข้อเสนอการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีโดยตรง ตามข้อเสนอของกรรมาธิการเสียงข้างมากของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ที่มองว่าอาจจะกลายเป็นระบบซูเปอร์ประธานาธิบดีนั้น คาดว่าไม่เกินสัปดาห์หน้า จะมีการชี้แจงรายละเอียดทั้งหมด เป็นบทความผ่านเว็บไซต์ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน
ทั้งนี้ คาดว่าคำชี้แจงของนายบวรศักดิ์ อาจจะรวมถึงหลักการเหตุผลของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะตัดสินใจเลือกรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งของที่มานายกฯ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญที่
จะมีข้อสรุปเบื้องต้นในวันนี้ด้วย
--------------
กมธ.ยกร่างเร่งสรุปความเห็น ในข้อเสนอเรื่ององค์กรทางการเมือง ขณะ "บวรศักดิ์" เตรียมทำบทความโต้แย้งปมเลือกนายกฯ-ครม.โดยตรง
การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาหาข้อสรุปการจัดรูปแบบองค์กรทางการเมือง โดยเฉพาะข้อเสนอให้ประชาชนเลือกนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีโดยตรง และระบบรัฐสภา
ทั้งนี้ ข้อเสนอที่มีความชัดเจนมากที่สุด คือจำนวนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ สปช. และ อนุกรรมาธิการยกร่างเห็นตรงกัน ให้มีเพียง 350 สอดคล้องกับข้อเสนอของ สนช. ที่เสนอให้ จำนวน ส.ส. มีจำนวนลดลงจากเดิม และสมดุลต่อจำนวนประชากร
ขณะเดียวกัน นายบวรศักดิ์ เปิดเผยว่า ไม่เกินสัปดาห์หน้าเตรียมชี้แจงเป็นบทความถึงข้อโต้แย้งของประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองต่อการเลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยผ่านเว็บไซต์ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
------------------
"อำพล" แถลง สปช. มติเอกฉันท์ 212 เสียง เสนอรัฐบาลเร่งเดินหน้าพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ ลดความเหลื่อมล้ำ
นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส แถลงถึงผลการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่า มีมติเอกฉันท์ 212 เสียง ให้เสนอรัฐบาลเร่งเดินหน้าพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อสร้างระบบการออมให้เป็นหลักประกันทางเศรษฐกิจ สำหรับการเข้าสู่วัยสูงอายุของแรงงานนอกระบบ ไม่จำเป็นจะต้องพึ่งพาระบบสังคมสงเคราะห์เพียงอย่างเดียว ซึ่งหากไม่เร่งดำเนินการประชาชนกว่า 24 ล้านคน และสังคมจะเสียโอกาส เข้าสู่ระบบการออมเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้เปิดช่องทางใหม่ตามมาตรา 40 ของพระราชบัญญัติประกันสังคมทำให้เกิดปัญหา และประชาชนเกิดความสับสน อีกทั้งยังเป็นการเปิดช่องโหว่ให้ผู้สูงอายุที่มีบำเหน็จบำนาญจากภาครัฐอยู่แล้ว สามารถสมัครเข้ารับสิทธิประโยชน์เพิ่มได้อีก ซึ่งเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคม
นอกจากนี้ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะพัฒนาข้อเสนอเพื่อการปฏิรูประบบที่เกี่ยวกับสวัสดิการสังคมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ และจะเสนอไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
---------------------
'จุรี วิจิตรวาทการ' เป็นประธานประชุมร่วมตัวแทนภาคประชาสังคม วางกรอบรับฟังความเห็นประชาชน พร้อมใช้สื่อเป็นช่องทางสื่อสาร
นางจุรี วิจิตรวาทการ ประธานอนุกรรมการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ประจำกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมร่วมกับตัวแทนภาคประชาสังคม สื่อมวลชน นครบาล และทหาร ในการวางกรอบแนวทางและการเผยแพร่ข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครเกี่ยวกับประเด็นที่มีผลต่อการปฎิรูปและการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามกรอบของคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำสภา 9 ด้าน เพื่อรวบรวมความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการธิการประจำสภา 18 คณะ ภายในเดือนธันวาคม 2558
ทั้งนี้ กรอบระยะเวลาเบื้องต้นที่ประชุมได้วางกลุ่มเป้าหมายที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นประกอบด้วย เด็ก เยาวชน ผู้นำความคิดในชุมชน องค์กรธุรกิจ กลุ่มธุรกิจ SMEs สื่อมวลชน นักศึกษา ภาคประชาสังคม ข้าราชการ แรงงานผู้ด้วยโอกาสและแรงงานข้ามชาติ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และแพทย์สาธารณสุข โดยจะเน้นไปที่กลุ่มที่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นให้มีส่วนร่วมในการเสนอความเห็น ขณะที่ช่องทางการสื่อสารจะเน้นใช้สื่อที่มีความใกล้ชิดกับวิถีชีวิตคนกรุงเทพมหานคร เช่น โซเชียล มีเดีย ควบคู่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อย นอกจากนี้ยังสามารถส่งความคิดเห็นผ่านทางโทรสาร ตู้ ปณ. ของ กกต.และสายด่วนสภา ขณะที่การประชุมครั้งต่อไปวันที่ 14 มกราคม 2558 เพื่อกำหนดแนวทางในการเชิญบุคคลที่จะเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและรูปแบบการพูดคุย
////////////////
-นายก/ความมั่นคง/คสช.
นายกฯ ยังอยู่ระหว่างเยือนจีนอย่างเป็นทางการ - ประชุม ครม. วันนี้ พล.อ.ประวิตร ในฐานะรักษาการ นั่งหัวโต๊ะแทน
ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบวันนี้ ในเวลาประมาณ 09.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ยังคงติดภารกิจการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 22-23 ธันวาคมนี้
ส่วนความเคลื่อนไหวอื่นที่น่าสนใจนั้น เวลาประมาณ 14.00 น. นาย Patrick Murphy อุปทูต สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จะเข้าเยี่ยมคารวะ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีที่ตึกบัญชาการ 1 หลังจากนั้น ในเวลา 15.30 น. นายเหวียน เติ๊ต ถั่ญ (H.E. Mr. Nguyen Tat Thanh) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทย จะเข้าเยี่ยมคารวะนาย
วิษณุ ตึกบัญชาการ 1 เช่นเดียวกัน
------------------
ดุสิตโพล ปชช. ยังคงพอใจผลงาน คสช. 7 เดือน มุ่งมั่นปราบทุจริต คอร์รัปชั่น ชี้ อุปสรรคสำคัญเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น ฉุดเศรษฐกิจไทย
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ผลการดำเนินงาน 7 เดือน ของ คสช. จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,788 คน ระหว่างวันที่ 20-23 ธ.ค. พบว่า ร้อยละ 34.90 พอใจมาก การทำงาน คสช. ร้อยละ 55.54 พอใจ มีเพียง ร้อยละ 7.05 ที่ไม่พอใจ ขณะเดียวกัน ร้อยละ 74.58 ยังเห็นว่า คสช. ทำงานอย่างมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ร้อยละ 50.46 มองว่า “จุดเด่น” ของ คสช. ที่บริหารประเทศ ครบ 7 เดือน คือ หัวหน้า คสช. ทำงานด้วยตนเอง รู้และเข้าใจปัญหา ร้อยละ 25.32 มีการชี้แจงถึงผลการดำเนินงานให้ ประชาชนได้ทราบอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ร้อยละ 48.05 มองว่า ปัญหาและอุสรรคของ คสช. คือ สภาวะเศรษฐกิจโลกยังถดถอย เศรษฐกิจในประเทศยังไม่ดีขึ้น
ทั้งนี้ สิ่งที่ประชาชนอยากบอก คสช. มากที่สุด ร้อยละ 59.76 เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ กระตุ้นการลงทุน แก้ปัญหาค่าครองชีพ ลดราคาสินค้า รองลงมา ร้อยละ 22.16 ทำงานด้วยความยุติธรรม ใช้กฎหมาย
จัดการกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจังและเด็ดขาด และ ร้อยละ 18.08 อยากให้บริหารประเทศต่อไป ทำงานด้วยความซื่อสัตย์อดทน
-----------------------
นายกรัฐมนตรีขอบคุณทุกฝ่ายช่วยจัดประชุมลุ่มน้ำโขงเรียบร้อย-กำชับดูเเลความปลอดภัยช่วงปีใหม่
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีฝากขอบคุณผู้เกี่ยวข้องที่ทำให้การประชุมลุ่มน้ำโขงมีความเรียบร้อยเป็นที่น่าพอใจ ทั้งในด้านการจัดการสถานที่ การจัดระเบียบและการรักษาความปลอดภัย
ส่วนการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ พล.อ.ประวิตร ได้ฝากให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม เตรียมแผนงานและทดสอบมาตรการในการรักษาความปลอดภัยอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับดูแลประชาชนในการเดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงปีใหม่ ขณะที่สถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการดูแล โดยให้เฝ้าระวังมิจจาชีพอย่าให้ฉกโอกาส ซ้ำเติมสถานการณ์กับประชาชน
สำหรับการแข่งขันฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวขอบคุณนักฟุตบอล โค้ช และทีมงาน ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ และทำให้ประชาชนทุกคนมีความสุข เชื่อว่าหลังปีใหม่นายกรัฐมนตรีน่าจะมีการเลี้ยงขอบคุณนักกีฬา ซึ่งในที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปศึกษารายละเอียดการจัดเลี้ยงและการช่วยเหลือนักฬาในทุกด้าน
-------------------------------
ยงยุทธเผย นายกผลักดันเศรษฐกิจดิจิตัล ปฏิรูป ICT เป็นกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผลักดันไทยเป็น(IT Hub)
ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับนายหู โฮ่วคุน รองประธานกรรมการ บริษัท Huawei Technologies โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงของไทยเข้าร่วมทั้งนี้ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอล โดยได้ปฏิรูปกระทรวง ICT เป็นกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตอบโจทย์ความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิตอล ให้กับประเทศ
ทั้งนี้ไทยและจีนมีความร่วมมือ ในขอบเขตการเสริมสร้างความเชื่อมโยง ทางคมนาคม จึงต้องการที่จะรับฟังข้อเสนอแนะและร่วมมือกับภาคเอกชนที่เชี่ยวชาญ ในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์โทรคมนาคม (IT Hub) ของภูมิภาค
ขณะที่ รองประธานกรรมการบริษัท Huawei พร้อมและยินดี ในการที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐบาลไทยและเอกชน เพื่อวางนโยบาย กำหนดแผนงานให้เทคโนโลยีสารสนเทศไทย และยินดีที่จะสนันสนุนทุนแก่บุคคลากรของไทยจำนวน 100 บุคคลากรภายใน 5 ปี เพื่อเพิ่มทักษะ ความรู้ความเชื่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมคณะจะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในช่วงเวลาประมาณ22.00น.ของวันนี้ ที่ท่าอากาศยานทหาร2 กองบิน6 ดอนเมือง
////////////////
-ปปช.
"ถวิลวดี" พอใจ ปชช.ร่วมแสดงความเห็น ยกร่าง-ปฏิรูป จำนวนมาก ยันไม่มีพิมพ์เขียว รธน. ยังไม่ได้รับข้อเสนอแนะ จาก ครม.-คสช.
น.ส.ถวิลวดี บุรีกุล กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในประเด็นการยกร่างรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปประเทศ ยังคงมีการดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง ในทุกช่องทาง จดหมาย อีเมล์ และการเดินทางมายื่นด้วยตนเอง ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค รวมถึงจะมีการประเดิมเปิดเวทีในต่างจังหวัดที่แรก จ. สุพรรณบุรี ในวันที่ 17-18 ม.ค.58 เบื้องต้น พอใจกับผลการรับฟังความเห็นในทุกช่องทางเป็นอย่างมาก เพราะว่าประชาชน
องค์กรต่าง ๆ ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และทางอนุกรรมาธิการก็ได้ประมวลผลรายสัปดาห์เสนอให้กับ กมธ.ยกร่างฯ และ กมธ.ปฏิรูปแต่ละด้านของสภา มาโดยตลอด จะขาดไปเพียงความเห็นจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ยังไม่ได้รับ
ทั้งนี้ น.ส.ถวิลวดี ยืนยันว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีพิมพ์เขียวล่วงหน้าของใคร แต่ทุกคนดำเนินการโดยยึดถึงประโยชน์ของประทศชาติมาก่อนทั้งสิ้น และเมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ ก็จะมีการนำประเด็นต่าง ๆ ไปสอบถามความเห็นของประชาชนอีกว่ามีความเห็นด้วยหรือไม่
--------------
รองอัยการสูงสุดเผยสาเหตุนัดประชุมด่วน ป.ป.ช.-ยันสอบพยานบุคคลเพิ่ม
นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุด (อสส.) ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่าย อสส. พิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ในสำนวนคดีอาญา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว เปิดเผยถึงสาเหตุที่ อสส. นัดประชุมด่วนกับคณะทำงานฝ่ายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ในการประชุมประจำปีระหว่าง อสส. และ ป.ป.ช. ที่ผ่านมา คงมีการพูดคุยเชื่อมโยงในประเด็นการพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์คดีนี้ และเร่งรัดให้เร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากสังคมกำลังเฝ้าจับตาดูอยู่ ทั้งนี้ ฝ่าย อสส. ก็ยังยืนยันจุดยืนเดิมคือ ต้องมีการสอบพยานบุคคลเพิ่มเติม ไม่อย่างนั้นสำนวนจะไม่สมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า แม้จะเป็นการนัดประชุมด่วน แต่คาดว่าภายในสิ้นปีนี้คงไม่ได้ข้อสรุป คงจะมีการนัดประชุมกันอีกครั้งในต้นปีหน้า เนื่องจากหาก ป.ป.ช. รับข้อเสนอของ อสส. ก็คงต้องมีการเรียกพยานมาสอบเพิ่มเติมอีก
--------------------
เลขาฯ ป.ป.ช. เผยคำสั่งคุ้มครองสมเกียรติอยู่ในช่วงเเสวงหาข้อเท็จจริง
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งคุ้มครอง น.พ.สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุลอดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ว่า การส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก เพราะเป็นระเบียบใหม่ของสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ออกมาในปี 2554 ที่เห็นว่าข้าราชการได้รับความไม่เป็นธรรม ซึ่งไม่เกี่ยวว่าเรื่องที่ร้องเรียนมามีมูลหรือไม่ แต่เป็นไปตามกฎหมายที่ต้องทำ ทั้งนี้ สำหรับเรื่องร้องเรียนของ น.พ.สมเกียรติ ทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริง และการแสวงหาพยานหลักฐานอยู่
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ น.พ.สมเกียรติ ได้ร้องเรียนให้กับ ป.ป.ช. พิจารณาคุ้มครองชั่วคราว โดยระบุเหตุผลว่า สาเหตุที่โดนปลดออกจากตำแหน่ง ผอ.สวรส. นั้น อาจจะเป็นเพราะถูกกลั่นแกล้ง เนื่องจาก น.พ.สมเกียรติ ที่เป็นผู้ร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ว่า น.พ.พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข อดีต ผอ.สวรส. นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ น.พ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ตรวจสอบพฤติการณ์การทุจริตต่อหน้าที่
--------------
ป.ป.ช. เห็นชอบ สตช.ดำเนินคดีพงศ์พัฒน์ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ไม่ต้องรอส่งเรื่องให้กรรมการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน
นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ส่งหนังสือแจ้ง ป.ป.ช. ว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้แจ้งข้อกล่าวหา พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) และพวกแล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นคือความผิดฐานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบจากการเรียกรับเงินแต่งตั้งข้าราชการในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งเป็นอำนาจการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย โดยขณะนี้ การสอบสวนใกล้สิ้นสุดแล้ว ทาง สตช. จึงต้องการดำเนินคดีดังกล่าวต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยไม่ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการ
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากความผิดของ พ.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เป็นการกระทำของกลุ่มบุคคลเดียวกัน และเป็นการกระทำความผิดหลายวาระซึ่งมีความเกี่ยวพันกัน จึงมีมติมอบหมายให้พนักงานสอบสวนป็นผู้ดำเนินการ โดยไม่ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ป.ป.ช. อยู่ในระหว่างรอให้ สตช. ส่งบัญชีรายละเอียดของกลางที่ยึดได้ในคดีดังกล่าว เพื่อนำมาประกอบการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของ พ.ต.ท.พงศ์พัฒน์
////////////
-คดีพงศ์พัฒน์
มติ กก. กลั่นกรองเห็นชอบไล่ออก พงศ์พัฒน์ ชง ผบ.ตร. - ถอดยศยึดขั้นตอน
พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการชุดกลั่นกรองพิจารณาการลงโทษความผิดวินัยร้ายแรง มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงให้ไล่นายตำรวจ 6 คน ออกจากราชการ ประกอบด้วย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบอสวนกลาง พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีตผู้บังคับการตำรวจน้ำ พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ อดีตผู้กำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา อดีตผู้บังคับหมู่ กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม และ ด.ต.ฉัตรินทร์ เหล่าทอง อดีตผู้บังคับหมู่ กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม เนื่องจากผลการสอบสวนพบว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดกระทำผิดวินัยร้ายแรง ฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลอาญา มาตรา 112 เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยหลังจากนี้ จะส่งเรื่องให้ทางกองวินัยทำคำสั่งเสนอ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งอย่างเป็นทางการต่อไปโดยคาดว่าจะดำเนินการได้ภายใน 1-2 วันนี้
ส่วนขั้นตอนการถอดยศนั้น พล.ต.อ.เอก กล่าวว่า เป็นคนละส่วนกับการพิจารณาลงโทษทางวินัย แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องเนินการตามขั้นตอนอยู่แล้ว เนื่องจากผู้ต้องหากระทำความผิดคดี
อาญาซึ่งมีความผิดร้ายแรง
------------
ผบ.ตร. ย้ำ ตรวจสอบทุกประเด็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย "พงศ์พัฒน์" โดยไม่ละเว้น
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกระแสข่าวมีนายทุนและพลเรือน เข้าไปเกี่ยวข้องกับบ่อนการพนัน ย่านรัชดาภิเษก ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ว่า การตรวจสอบประเด็นความผิดต่าง ๆ เป็นไปตามขั้นตอนของพนักงานสอบสวน โดยยืนยันว่า ตำรวจดำเนินการทุกอย่างตามพยานหลักฐาน ส่วนจะยังมีตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาเข้าไปตรวจสอบ และติดตามตำรวจที่ยังหลบหนีด้วย
-----------------
รวบ ผอ.ฝ่ายการคลังลาดกระบัง และผู้จัดการแบงก์ดัง ยักยอกเงินกว่าพันล้าน - ปปง. จ่ออายัด
พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แถลงผลการจับกุม นายทรงกลด ศรีประสงค์ ผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาบิ๊กซีศรีนครินทร์ และ น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนการคลังสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้ต้องหาร่วมกันลักทรัพย์ ปลอมและใช้เอกสารสิทธิ์ปลอม จากกรณียักยอกเงินในบัญชีธนาคารของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เสียหายกว่า 1 พันล้านบาท
สืบเนื่องจากเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา น.ส.อำพร ได้ทำเรื่องขอถอนเงินของสถาบันเทคโนโลยีพระเจ้าเกล้าฯ ซึ่งฝากไว้กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา 50 ล้านบาท และธนาคารกรุงไทย 30 ล้าน โดย
อ้างว่าจะนำไปฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาบิ๊กซีศรีนครินทร์ ซึ่งมี นายทรงกลด เป็นผู้จัดการสาขา เพื่อได้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ แต่เมื่อทางสถาบันฯ ทำการตรวจสอบพบว่า
น.ส.อำพร มีการปลอมแปลงเอกสารทางบัญชี และมีเงินสูญหายไป 80 ล้านบาท ต่อมาจึงได้ตรวจสอบบัญชีธนาคารของสถาบันฯ ย้อนหลังจำนวน 3 บัญชี พบว่าบัญชีธนาคารทั้งหมดถูกปลอมขึ้นให้มีการเคลื่อนไหวตามปกติ โดยมียอดเงินในบัญชีเป็น 0 บาท จึงทำให้ทราบว่าเงินสูญหายไป 1,663 ล้านบาท โดยตำรวจสามารถจับกุม นายทรงกลด ได้ที่ย่านอ่อนนุช ส่วน น.ส.อำพร สามารถจับกุมตัวได้ที่โรงพยาบาลเอกชนย่านบางนา
นายทรงกลด กล่าวว่า ได้ลาออกจากพนักงานเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว และรู้จักกับ น.ส.อำพร ในฐานะลูกค้าเท่านั้น พร้อมยืนยันไม่ทราบเรื่องการทุจริต อีกทั้งเห็นว่า น.ส.อำพร เป็นข้าราชการจึงไม่ติดใจสงสัย
อย่างไรก็ตาม ตำรวจได้ประสานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอายัดบัญชีและตรวจสอบเส้นทางการเงินต่อไป เพราะพบว่าผู้กระทำผิดมีการโอนเงินไปยังบัญชีของบุคคลอื่น
/////////////////
คลองถม
กทม. ยอมขยายเวลาให้ผู้ค้าคลองถมออกไปอีก 2 เดือน ก่อนหาที่ขายใหม่ ด้านผู้ค้าพอใจมากขึ้น
พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวภายหลังเจรจากับตัวแทนผู้ค้าตลาดคลองถม 45 คน ที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ว่า ทาง กทม. ได้มีการขยายเวลาให้ผู้ค้าตลาดคลองค้าขายในที่เดิมต่อได้อีก 2 เดือน สิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2558 และในระหว่างนี้ทาง กทม. จะพิจารณาหาที่ค้าขายใหม่ให้ โดยคงเรื่องงดเว้นการเก็บค่าเช่า และรับปากจะประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จัก พร้อมเห็นว่าผู้ค้าบางส่วนที่ปักหลักชุมนุมที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร มองว่าเป็นการกดดัน พยายามใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย และบังคับใน กทม. ต้องทำตามเงื่อนไขของผู้ค้า
ขณะที่ผู้ค้าตลาดคลองถมรายหนึ่ง กล่าวว่า ดีใจที่ กทม. รับฟังขยายเวลาค้าขายให้ไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ปี 58 แต่ก็รู้สึกไม่สบายใจ หากต้องไปค้าขายที่ใหม่ เพราะต้องทำการตลาดใหม่กว่าคนจะติดรู้จักใช้เวลานาน
ผู้ค้าอีกราย เปิดเผยว่า ยินดีให้ กทม. จัดระเบียบ แต่ไม่ใช่ห้ามค้าขาย ซึ่งการพิจารณาแหล่งค้าขายใหม่นั้น ต้องเป็นที่รู้จักและเดินทางสะดวก และไม่อยากให้มองว่าผู้ค้าทำให้รถติด เพราะการค้าขาย
คลองถม ขายแค่เสาร์-อาทิตย์ ตอนกลางคืนเท่านั้น
////////////////
เศรษฐกิจ
ที่ประชุม ครม. รับทราบแผนปรับโครงสร้างหนี้ ปี 2558 ของกระทรวงการคลัง เพิ่มกว่า 9 หมื่นล้านบาท
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ ว่า ที่ประชุมรับทราบมติในแผนการก่อหนี้ใหม่ และแผนการปรับโครงสร้างหนี้ของทางกระทรวงการคลังที่ได้มีการเสนอมา โดยมีการปรับปรุงเงินเพิ่มขึ้น 96,557 ล้านบาท แบ่งเป็นแผนการก่อหนี้ใหม่ มีวงเงินเพิ่มขึ้นรวม 36,915 ล้านบาท และแผนการปรับโครงสร้างหนี้วงเงินเพิ่มขึ้น 59,642 ล้านบาท นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบการปรับปรุงแผนบริหารหนี้ของรัฐวิสาหกิจ ที่ไม่ต้องขออนุมัติภายใต้กรอบแผนการปรับโครงสร้างหนี้มีวงเงินเพิ่มขึ้น 14,186 ล้านบาท ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ย้ำว่า การปรับโครงสร้างหนี้ของทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. นั้น ไม่ใช่การกู้เงินใหม่เพื่อนำมาใช้หนี้ แต่เป็นการปรับแผนบริหารหนี้โดยออกพันธบัตรเพื่อนำไปใช้หนี้ธนาคารพาณิชย์แทน
--------------------
"ประมนต์" เผย ใต้โต๊ะยังมี แต่ไม่รุนแรงเหมือนอดีตที่จ่าย 20-30% ลั่นต้องลงโทษคนโกงเป็นตัวอย่าง
นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาปฏิรูปแห่งชาติ เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงภาพรวมการทุจริตคอร์รัปชั่น ว่า ล่าสุดทุกภาคส่วนมีความตื่นตัวในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลก็ประกาศจริงจังที่จะดำเนินการกับผู้ที่กระทำความผิด ทำให้การทุจริตกระทำด้วยความระมัดระวัง ดังนั้นสิ่งที่ตนเองเน้นย้ำมาโดยตลอดก็คือ จะต้องนำผู้ที่กระทำความผิดมาลงโทษให้เป็นตัวอย่าง เพราะที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นคดีใหญ่ ๆ นำผู้ที่กระทำความผิดมาลงโทษได้เลย ดังนั้น จึงต้องมีการแก้กฎหมายให้มีอายุความยาวขึ้น หรือ ไม่มีอายุความเลย รวมทั้งติดตามผู้ที่กระทำความผิดซึ่งอยู่ที่ต่างประเทศมาลงโทษ
นอกจากนี้ นายประมนต์ ยังได้กล่าวถึงการจ่ายเงินสินบนใต้โต๊ะด้วย ว่า ยังพบเห็นอยู่ แต่ไม่รุนแรงเหมือนในอดีต ที่เคยทำการสำรวจพบว่า ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ 20-30%
------------------
กระทรวงพาณิชย์ ขอสายเดินเรือชะลอปรับขึ้นภาระการขนสินค้าหน้าท่าออกไป 60 วัน พร้อมตั้งคณะทำงานคิดค่าบริการเหมาะสม คาดใช้เวลา 2 เดือน
นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับตัวแทนบริษัทเดินเรือรายใหญ่ประมาณ 10 ราย เพื่อสอบถามถึงกรณีที่สายเดินเรือประกาศขึ้นค่าภาระการขนถ่ายสินค้าหน้าท่าในอัตรา ร้อยละ 60-70 ซึ่งในการชี้แจงพบว่ายังไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนในการปรับขึ้นจึงได้ขอให้บริษัทเดินเรือชะลอการปรับค่าบริการดังกล่าวออกไปก่อน 60 วัน จากเดิมที่จะมีการประกาศปรับขึ้นในวันที่ 1 มกราคม 2558 ให้เลื่อนไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2558 และในระหว่างนี้ให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อสรุปอัตราที่เหมาะสมโดยคณะทำงาน ประกอบไปด้วย ตัวแทนจากกรมการค้าภายใน กรมศุลกากร การท่าเรือแห่งประเทศไทย บริษัทเดินเรือ สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้นำเข้าและผู้ส่งออกระดับมาตรฐานโดยจะมีการประชุมหาข้อสรุปในเรื่องอัตราค่าบริหารที่เหมาะสมในช่วงเดือนมกราคม และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2 เดือน
----------------
กระทรวงพาณิชย์ พร้อมตรวจสอบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าช่วงประชาชนเดินทางปีใหม่
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนกลางและสำนักงานค้าภายในจังหวัดทั่วประเทศออกตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการตามแหล่งท่องเที่ยวรวมทั้งสถานีขนส่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อป้องกันร้านค้าผู้ให้บริการและร้านอาหารสำเร็จรูปในพื้นที่ที่ประชาชนต้องมาใช้บริการในการเดินทางกลับบ้านหรือท่องเที่ยวจำนวนมากด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้าโดยเฉพาะสถานีขนส่ง ทั้งสถานีขนส่งหมอชิต สายใต้ใหม่ และสถานีรถไฟหัวลำโพงโดยทางกรมฯ จำเป็นต้องเข้าไปดูแลเพื่อไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าและค่าบริการต่าง ๆ ที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคโดยได้มีการส่งสายตรวจออกไปตรวจสอบในช่วงเทศกาลอย่างต่อเนื่อง
-----------------------
กระทรวงพาณิชย์ ยอมรับ น้ำมันลงฉุดรายได้คู่ค้า อาจกระทบยอดซื้อ ห่วงส่งออกปี 58 โตไม่ตามเป้า นัดถกเอกชน ม.ค. นี้
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกไทยในปีหน้า เชื่อว่าจะดีขึ้น แต่ยังต้องระวังปัจจัยเสี่ยง คือ ราคาสินค้าเกษตรที่ยังมีราคาตกต่ำ ซึ่งจะต้องเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร อาทิ ยางพาราให้มากขึ้น
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับราคาลดลงต่ำกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล มีผลกับรายได้ของประเทศผู้ผลิตน้ำมัน โดยเฉพาะรัสเซีย ซึ่งเป็นตลาดใหม่ของไทย รวมทั้งประเทศตะวันออกกลางและในลาตินอเมริกา ซึ่งอาจกระทบต่อยอดส่งออกสินค้าไทยในปีหน้า ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ ร้อยละ 4 โดยในเดือน ม.ค. จะขอหารือกับภาคเอกชนเพื่อประเมินผลกระทบโดยละเอียดอีกครั้ง
-----------
"กอบศักดิ์" มอง เศรษฐกิจไทยปีหน้า อยู่ที่รัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นลงทุน 3 ล้านล้าน ได้แค่ไหน
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2558 ว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนได้ว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 3 ล้านล้านที่มีการกล่าวย้ำก่อนหน้านี้ จะเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยแค่ไหน และจะมีการประมูลงานออกมาเมื่อใด
ที่สำคัญหากรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้อยู่ต่อ โครงการลงทุนต่าง ๆ จะเดินหน้าตามแผนงานหรือไม่ หากทำได้เศรษฐกิจไทยก็เดินหน้าได้ นายกอบศักดิ์ กล่าวด้วยว่า กระบวนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีหน้าถือว่าไม่ง่าย เพราะถ้ากำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่กลับมาก็จะต้องไปหวังเรื่องการลงทุนของภาครัฐ
---------------------
กระทรวงคมนาคม เตรียมตั้งคณะทำงานย่อย ดูแลระบบตั๋วร่วม มองหากเอกชนเข้าร่วม ช่วยให้ระบบมีความคล่องตัว
นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สำหรับการจัดหน่วยงานบริหารจัดการและบำรุงรักษาระบบตั๋วร่วมและศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง หากมีเอกชนเข้าร่วมดำเนินการจะเกิดความคล่องตัวมากขึ้น โดยในปีหน้าจะมีการตั้งคณะทำงานย่อยของแต่ละหน่วยงาน อาทิ การรถไฟแห่งประเทศไทย การทางพิเศษแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และกรมทางหลวง เข้ามาดำเนินการรองรับในส่วนของกฎหมาย การตัดสินใจในการดำเนินงาน ในช่วงที่เอกชนยังไม่ได้เข้ามาร่วมดำเนินการบริหารจัดการตั๋วร่วม ระหว่างรอคณะรัฐมนตรีอนุมัติคณะกรรมการระดับชาติ
ด้าน นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาร่างสัญญาของสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งคาดว่าจะ
สามารถลงนามในสัญญาได้ภายในต้นปี 2558 ซึ่งหลังจากลงนามแล้วบริษัทที่ปรึกษาจะออกแบบและกำหนดคุณสมบัติของตั๋วร่วมโดยจะให้ระยะเวลา 6 เดือน และจะมีการติดตั้งระบบอีก 6 เดือน และทดสอบระบบอีก 6 เดือน ทั้งนี้ จะมีการพิจารณารายละเอียดโครงสร้างราคาตั๋วร่วม รวมถึงการเก็บค่าแลกเข้า ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการเดินทาง
-----------------
หอการค้า คาดจีดีพีปีหน้าโต 4% โดยจะเริ่มฟื้นตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ลงทุนภาครัฐหนุน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2558 จะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 2 จากการลงทุนของภาครัฐ และการท่องเที่ยวที่จะฟื้นตัวในเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ทำให้ทั้งปีเศรษฐกิจเติบโตร้อยละ 4 จากปีนี้ ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 4.1 การบริโภคในประเทศขยายตัวร้อยละ 2.7 การลงทุนขยายตัวร้อยละ 6.9 อุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 4.5 ภาคเกษตรขยายตัวร้อยละ 1.6 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับร้อยละ 2.3
----------------------
กบง.ปรับอัตราเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของแก๊สโซฮอล 91 และดีเซล คาดส่งผลราคาขายปลีกในกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอลลดลง
คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เดินหน้าตามกรอบการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และกำกับดูแลค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมันอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยที่ประชุมปรับเพิ่มอัตราเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ สำหรับน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ในอัตรา0.30 บาท/ลิตร และน้ำมันดีเซล 0.70 บาท/ลิตร เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกยังอยู่ในช่วงขาลง คาดว่าจะส่งผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันในกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอลลดลงมา
ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2557 พิจารณาปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ในอัตรา 0.30 บาท/ลิตร และน้ำมันดีเซล 0.70 บาท/ลิตร ซึ่งไม่ส่งผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 และน้ำมันดีเซลแต่อย่างใด การปรับครั้งนี้เป็นไปเพื่อให้ค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมันโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรมในช่วงที่สถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกยังอยู่ในช่วงขาลง ซึ่งคาดว่าราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 และ E20 จะลดลงประมาณ 0.30 บาท/ลิตร ส่วน E85 ราคาเท่าเดิม
ผลจากการปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ครั้งนี้ทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นประมาณ 1,196 ล้านบาท/เดือน จากเดิมมีรายรับประมาณ 4,487 ล้านบาท/เดือน เป็นประมาณ
5,683 ล้านบาท/เดือน สำหรับฐานะสุทธิเงินกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2557 อยู่ที่ประมาณ 14,230 ล้านบาท
นอกจากนี้ ที่ประชุม กบง. ยังได้รับทราบนโยบายจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ใน 3 เรื่องหลัก คือ 1.อัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2558 (ไม่รวมพลังงานแสงอาทิตย์) 2.หลักการ และแนวทางการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยพ.ศ. 2558 - 2579 (PDP 2015) และ3.กรอบและแนวทางในการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
-------------
ยงยุทธเผย นายกผลักดันเศรษฐกิจดิจิตัล ปฏิรูป ICT เป็นกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผลักดันไทยเป็น(IT Hub)
ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับนายหู โฮ่วคุน รองประธานกรรมการ บริษัท Huawei Technologies โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงของไทยเข้าร่วมทั้งนี้ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอล โดยได้ปฏิรูปกระทรวง ICT เป็นกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตอบโจทย์ความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิตอล ให้กับประเทศ
ทั้งนี้ไทยและจีนมีความร่วมมือ ในขอบเขตการเสริมสร้างความเชื่อมโยง ทางคมนาคม จึงต้องการที่จะรับฟังข้อเสนอแนะและร่วมมือกับภาคเอกชนที่เชี่ยวชาญ ในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์โทรคมนาคม (IT Hub) ของภูมิภาค
ขณะที่ รองประธานกรรมการบริษัท Huawei พร้อมและยินดี ในการที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐบาลไทยและเอกชน เพื่อวางนโยบาย กำหนดแผนงานให้เทคโนโลยีสารสนเทศไทย และยินดีที่จะสนันสนุนทุนแก่บุคคลากรของไทยจำนวน 100 บุคคลากรภายใน 5 ปี เพื่อเพิ่มทักษะ ความรู้ความเชื่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมคณะจะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในช่วงเวลาระมาณ22.00น.ของวันนี้ ที่ท่าอากาศยานทหาร2 กองบิน6 ดอนเมือง









