PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บิ๊กป้อม เตรียมควง ผบทบ.ผบ.ตร.เยือนพม่า 29-30มิย.



บิ๊กป้อม เตรียมควง ผบทบ.ผบ.ตร.เยือนพม่า 29-30มิย. พบ"ปธน.ตินจ่อ"และ -รมว.กห.-มินอ่อง หล่าย - ซูจี" ถกความมั่นคงและดูแล ปชช.2ชาติ
พลตรี คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯและ รมว.กลาโหม พร้อม ผบ.ทบ. ผบ.ตร. และ เลขาฯสมช. จะเดินทางเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา อย่างเป็นทางการ ระหว่าง 29 – 30 มิ.ย.59 ตามคำเชิญของ กห.เมียนมา
โดยมีกำหนดการเยี่ยมคำนับและหารือกับ พล.ท เส่ง วิน รมว.กห.เมียนมา และ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ไหล่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา ณ กรุงเนปียดอ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ รวมทั้งความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาระหว่างกัน
ต่อจากนั้น พลเอกประวิตร พร้อมคณะ มีกำหนดการเข้าเยี่ยมคำนับและหารือกับ นาง อ่องซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนม่า
ก่อนที่จะเข้าเยี่ยมคำนับและหารือกับนายติน จ่อ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อหารือร่วมกันในมิติงานด้านความมั่นคง รวมทั้งความร่วมมือในการยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศในภาพรวม
ทั้งนี้ การเดินทางเยือนเมียนมา ของรองนรม.และรมว.กหพร้อมคณะ ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลสร้างความเชื่อมั่นและไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ต่อพัฒนาการความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของรัฐบาลทั้งสองประเทศในปัจจุบัน

คสช.เตือน "สุเทพ-จตุพร" แสดงความเห็น ขออยู่ในกรอบ ให้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล



คสช.เตือน "สุเทพ-จตุพร" แสดงความเห็น ขออยู่ในกรอบ ให้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ยัน คสช.ไม่สองมาตรฐาน บรรทัดฐานเดียวกัน....ชี้ยังไม่มีข้อมูลว่า "คุณหญิงสุดารัตน์"นัดคุยแกนนำพรรคการเมืองหาทางออก จะเป็นไปในทางลบ หวังทางสร้างสรรค์...ยันเปล่าห้ามปล่อยลูกโป่ง แต่ดุลยพินิจจนท.มองว่าเป็นกิจกรรมหวังผลทางการเมือง หากจะปล่อย ไปปล่อยที่บ้านก็ได้ ยันคสช.เปิดช่องแสดงความคิดเห็น แต่ต้องไม่เป็นกิจกรรมทางการเมือง
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวถึงกรณีที่ "สุเทพ-จตุพร" FB Live แสดงจุดยืน เรื่อง การรับ และไม่รับร่าง รธน.และอาจทำให้เกิดความขัดแย้ง ขึ้นอีกนั้น ว่า หากเป็นการแสดงความเห็น ก้ขออยู่ในกรอบ ให้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล โดยยืนยัน คสช.ไม่สองมาตรฐาน หากพบว่า มีการทำผิดกม. เราก็บรรทัดฐานเดียวกัน
ส่วนกรณีที่ "คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์"นัดคุยแกนนำพรรคการเมืองหาทางออก ทำได้หรือไม่นั้น โฆษกคสช.ชี้ยังไม่มีข้อมูลว่า จะเป็นไปในทางลบ หวังทางสร้างสรรค์
ทั้งนี้ คสช.เปิดช่องให้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้. แต่ในมุมของ จนท. จะพิจารณาด้วยว่า เป็นการทำกืจกรรมทางการเมือง หรือแสดงความคิดเห็น เพราะในบางกรณีก็ใช้การว่ากล่าวตักเตือน
ส่วนกรณีที่ จนท.ตร.-ทหาร จับกุม นักศึกษา ที่ไปปล่อยลูกโป่งให้กำลังใจเพื่อนนศ. นั้น พันเอกวินธัย กล่าวว่า คสช.ไม่ได้ห้ามปล่อยลูกโป่ง แต่เป็นดุลยพินิจจนท.มองว่าเป็นกิจกรรมหวังผลทางการเมือง หากจะปล่อย ไปปล่อยที่บ้านก็ได้ ยันคสช.เปิดช่องแสดงความคิดเห็น แต่ต้องไม่เป็นกิจกรรมทางการเมือง หริอที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฏหมาย และดูที่พฤติกรรม และองค์ประกอบโดยรวม ด้วย
ส่วนการที่ มีการมองว่า ความขัดแย้งทางการเมืองและในสังคม สูงขึ้น แม้คสช.จะเข้ามา2ปีแล้ว แต่ยังปรองดองกันไม้ได้นั้น พันเอกวินธัย กล่าวว่า. เป็นเรื่องมุมมองของแต่ละคน เพราะคสช.ได้พยายามสร้างความปรองดอง มาตลอด
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า ความรู้สึกทางการเมือง เป็นธรรมชาติ ในระบอบ ปชต.และเป็น
ความสวยงามของ.ระบอบ ปชต ที่สังคมไทย กำลังเรียนรู้
"แต่อย่างน้อย คสช.ก็ทำให้ พี่น้องประชาชน ได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน มากขึ้น ในช่วง 2ปี ที่ คสช.เข้ามา โดยเฉพาะ โครงการประชารัฐ ของรัฐบาล ทำให้ประชาชนมาเจอหน้า มาทำกิจกรรมร่วมกัน มากขึ้น" พันเอกหญิง ศิริจันทร์ กล่าว

บิ๊กป้อม บอก "พวกคสช.เยอะ นะ ทั้งประเทศ"



บิ๊กป้อม บอก "พวกคสช.เยอะ นะ ทั้งประเทศ"
พลเอกประวิตร ฉุน ปฏิเสธข่าวตั้งพรรค ให้หยุดถาม แจงสัมพันธ์กับ"คุณหญิงสุดารัตน์"เผยรู้จักกันตั้งนานแล้ว แต่ไม่ใกล้ชิด โบ้ย ไม่รู้แนวคิดใคร สลายพรรค จดทะเบียนใหม่ เปรย พวกคสช.เยอะ ทั้งประเทศ
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองหัวหน้า คสช. อารมณ์เสีย เมื่อนักข่าวถาม ถึงกรณีที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ เผยว่าคสช.ตั้งพรรคการเมืองใหม่
"ใคร คสช.จะตั้งพรรค คสช.เยอะนะ ทั้งประเทศ" พลเอกประวิตร กล่าว พร้อมโยนให้ถาม คุณหญิงสุดารัตน์
"ขอให้หยุดถาม ได้แล้ว ชี้แจงไปหลายรอบแล้ว "
"ผมมาทำงานการเมือง ไม่ได้เป็นนักการเมือง"
เมื่อถามว่า แต่ "คุณหญิงสุดารัตน์" ถูกมองง่า ใกล้ชิด กับ ท่าน และคสช. นั้น พลเอกประวิตร รีบออกตัวว่า ไม่ใช่ผม
"ก็รู้จักกันตั้งนานแล้ว แต่ไม่ได้ใกล้ชิด อะไรก็เหมือนรู้จักนักข่าว นี่แหล่ะ"
เมื่อถามว่า เป็นแนวคิดใคร จดทะเบียนพรรคใหม่หมด พลเอกประวิตร กล่าวว่า ยไม่ใช่แนวคิดผม แนวคิด คสช.คนไหนไม่รู้ เพราะ คสช. มันเยอะ ถ้าเป็นคสช. ก็หมายถึง คนทั้งประเทศ

บิ๊กตู่ เผย ส่งคนไปชี้แจงUN ที่ New York แล้ว เตรียมถกรองเลขาUN แทน เพราะ บันคีมุน ไม่ว่าง



พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่จะติดต่อขอพูดคุยกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ(UN) เพื่อชี้แจงถึงข้อเท็จจริงทางการเมืองของไทยว่า ได้ส่งตัวแทนไปพูดคุยแล้ว ทั้งในส่วนของ คสช. กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่ดูแลกฎหมายโดย ได้ชี้แจงด้วยเหตุผลและหลักการรวม ทั้งหลักฐานที่รัฐบาลมีอยู่ 
ทั้งนี้ ได้นำข้อกฎหมายการกระทำความผิดต่างๆ ชี้แจงต่อ UN แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับUNจะว่าอย่างไร ซึ่งตนไม่สามารถพูดเรื่องที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงไม่ได้ เมื่อUNมีข้อสงสัยก็ถามกลับมา โดยเราพร้อมตอบทุกข้อสงสัย
เมื่อถามว่า มีกำหนดพบนายบัน คี มูน เมื่อใด พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ ผมคุยกับท่านแล้ว ช่วงนี้ท่านติดงานในต่างประเทศ ท่านได้เตรียมคณะทางโน้นไว้รอพบอยู่แล้ว โดยมีรองเลขาUNและหากมีอะไรที่ต้องติดต่อสื่อสารกันก็สามารถพูดคุยกันได้ทันที”

ทอ. ปูนบำเหน็จ8ขั้น พร้อมเครื่องราชย์ฯ นักบินฮ.

ทอ. ปูนบำเหน็จ8ขั้น พร้อมเครื่องราชย์ฯ น.ต.พสิษฐ์ เตชะเสน เป็น พล.อ.ท./ร.อ.อลงกรณ์ จันทร์กระจ่าง-น.อ.ส่วน พ.อ.อ.วิสุทธิ์ พุทธรักษา-พล.อ.ต.
พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย โฆษก ทอ. กล่าวว่า จากกรณีที่นักบิน และเจ้าหน้าที่ช่างประจำเฮลิคอปเตอร์
ที่เสียชีวิตเนื่องจากเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์แบบที่ ๖ (UH-1H) ประสบอุบัติเหตุ
จากกรณี เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์แบบที่ ๖ (UH-1H) หมายเลข ๒๒/๑๒ หน่วยบิน ๒๐๓๔ สังกัด ฝูงบิน ๒๐๓ กองบิน ๒ จังหวัดลพบุรี ได้ขาดการติดต่อกับภาคพื้นในขณะปฏิบัติภารกิจลำเลียงทางอากาศ ส่งสิ่งอุปกรณ์ ณ บริเวณสถานีโทรคมนาคมเขาชะเมา จังหวัดระยอง เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๙ เวลาประมาณ ๑๓.๔๐ น. นั้น
เมื่อ 10.35 น.ศูนย์ค้นหาและช่วยชีวิตได้พบเฮลิคอปเตอร์ดังกล่าว พร้อมร่างนักบิน และช่างเครื่อง ประกอบด้วย
๑. นาวาอากาศตรี พสิษฐ์ เตชะเสน นักบิน (เตรียมทหารรุ่นที่ ๔๑)
๒. เรืออากาศเอก อลงกรณ์ จันทร์กระจ่าง นักบิน (เตรียมทหารรุ่นที่ ๔๖)
๓. พันจ่าอากาศเอก วิสุทธิ์ พุทธรักษา เจ้าหน้าที่ช่างประจำเฮลิคอปเตอร์
จากความสูญเสียดังกล่าว พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้แสดง
ความเสียใจต่อครอบครัว และญาติของผู้เสียชีวิต และได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการเรื่อง
สิทธิกำลังพล มอบให้แก่ญาติ และครอบครัวของผู้เสียชีวิต ดังนี้
สิทธิกำลังพล
ได้รับการปูนบำเหน็จพิเศษ ๘ ขั้น
- ได้รับพระราชทานยศ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ดังต่อไปนี้
นาวาอากาศตรี พสิษฐ์ เตชะเสน เป็น พลอากาศโท เครื่องราชอิสริยาภรณ์
ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.)
เรืออากาศเอก อลงกรณ์ จันทร์กระจ่าง เป็น นาวาอากาศเอก เครื่องราชอิสริยาภรณ์
ตริตาภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.)
พันจ่าอากาศเอก วิสุทธิ์ พุทธรักษา เป็น พลอากาศตรี เครื่องราชอิสริยาภรณ์
จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย (จ.ม.)
- เงินสงเคราะห์ข้าราชการเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ราชการรวม ดังต่อไปนี้
นาวาอากาศตรี พสิษฐ์ เตชะเสน ๓,๐๐๙,๘๓๑ บาทเรืออากาศเอก อลงกรณ์ จันทร์กระจ่าง ๒,๕๓๒,๐๘๓ บาท
พันจ่าอากาศเอก วิสุทธิ์ พุทธรักษา ๒,๗๖๒,๖๖๑ บาท
ในวันนี้ (วันอังคารที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๙) กองทัพอากาศ ได้จัดเครื่องบินลำเลียงแบบที่ ๘ C-130 นำร่างของนักบินและเจ้าหน้าที่ช่างประจำเฮลิคอปเตอร์ผู้เสียชีวิต จากสนามบินอู่ตะเภา มายัง
ท่าอากาศยานทหาร ๒ กองบิน ๖ ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ในช่วงค่ำวันนี้
จากนั้นจะนำไปที่โรงพยาบาล ภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารหารอากาศ และรอกำหนดการประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

"นายกฯ” เผย หากประชามติไม่ผ่าน ก็ร่างใหม่ ทำใหม่



"นายกฯ” เผย หากประชามติไม่ผ่าน ก็ร่างใหม่ ทำใหม่ ชี้ รธน.ที่ผ่านมา ต่างกันไม่กี่มาตรา ยัน ไม่ออกกฎหมายพิเศษ หาก ม.61 ติดหล่ม หลังศาลรธน.วินิจฉัย ชี้ มีคำสั่งคสช.อยู่แล้ว ยอมรับ ห่วง ตีกัน วันลงประชามติ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญ วินิฉัยมาตรา 61 วรรคสอง พ.ร.บ.ประชามติขัดรัฐธรรมนูญชั่วคราวหรือไม่ ในวันที่ 29 มิ.ย. ว่า เรื่องรัฐธรรมนูญตนไม่ได้เป็นคนร่าง แต่เสนอขั้นตอนโรดแมป ว่าต้องมีรัฐธรรมนูญแล้วเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามที่วางไว้ โดยมีคณะทำงาน
" หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็คือไม่ผ่าน มันต้องเป็นมติประชาธิปไตย เขาเริ่มจากตรงนี้ ทุกคนหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงเท่ากัน เริ่มต้นด้วยการทำประชามติหรือการเลือกตั้ง ถ้าประชามติผ่านก็คือเขาว่าดี แต่ถ้าไม่ผ่านก็คือเขาว่ามันไม่ดี หรือผ่านโดยคนต้องการจะล้ม ไปหาสาเหตุมาให้ผมดูก่อน"
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มาตรา 61 วรรคสอง พ.ร.บ.ประชามติ ใช้ไม่ได้ นายกฯ กล่าวว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ตอบแล้ว ทำไมตนต้องตอบอีก แล้วมีมาตราอื่นอีกหรือไม่ ถ้ามาตรานี้ใช้ไม่ได้ก็ใช้มาตราอื่น
" คำสั่งคสช.ก็มี ทำไมต้องออกกฎหมายพิเศษอีก ให้มาตีความหัวหมอกันอยู่นั่น คำสั่งได้คลุมไว้ทั้งหมดอยู่แล้ว วันนี้ยังไม่ได้ใช้ทั้งหมดเลย ถ้าใช้หมดก็ระนาวกันหมด ทำไมไม่ดูตรงส่วนนี้บ้าง ตอนลงโทษคนก็บอกว่าใช้อำนาจ แล้วคนที่ทำความผิดอยู่ทุกวันมีอำนาจอะไร ที่จะมาเที่ยวประกาศให้สังคมสับสน สื่อก็ถามเขาไปบ้างว่ามีอำนาจอะไร"
เมื่อถามว่านายกฯพูดมาหลายเวทีหากประชามติไม่ผ่านนั้นมีวิธีการไว้แล้ว นายกฯ กล่าวว่า วิธีการคือการทำรัฐธรรมนูญใหม่
เมื่อถามว่าหมายความว่ามีรัฐธรรมนูญสำรองรองรับไว้แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มีหรอก แต่มันจะยากอะไร รัฐธรรมนูญแตกต่างกันไม่เท่าไหร่ ตนก็รวมรวมเท่าที่มีอยู่ ซึ่งมีคณะทำงานอยู่แล้ว และฝ่ายกฎหมายก็ดูอยู่ รู้หรือยังว่ารัฐธรรมนูญทั้งหมดที่มีมาแล้ว แตกต่างกันตรงไหน กี่มาตรา มันก็ไม่กี่มาตราหรอก
" รัฐธรรมนูญจะมาจากสหประชาชาติเหรอ บ้านเราก็บ้านเราสิ เราทำเพื่อใคร เพื่อบ้านเราเป็นหลักใช่ไหม ทำไมไม่คิดแบบประเทศอื่นคิดกันบ้าง ผมไม่เข้าใจ ประเทศเพื่อนบ้านที่มาเมื่อสองวันนี้ เขาก็พูดว่าทำทุกอย่างเพื่อประชาชนของเขาก่อน
และผมก็บอกว่าทุกอย่างที่ทำวันนี้เราถือว่าประชาชนเป็นศูนย์กลาง มันก็อันเดียวกัน แต่คำว่าประชาชนเป็นศูนย์กลางมีกี่พวก บ้านอื่นเมืองอื่นเขามีแบบเราหรือไม่ ที่แบ่งเป็นกลุ่มเป็นฝ่าย พร้อมใช้ความรุนแรง และการกระทำผิดกฎหมาย มันไม่เหมือนกัน ซึ่งของเราค่อนข้างที่จะเอากฎหมายมาสู้กัน ตรงนั้นคืออันตราย
เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ในโค้งสุดท้ายจะไม่มีอุปสรรคอะไรขวางโรดแมปที่วางไว้ นายกฯ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่ามีรัฐธรรมนูญหรือยัง ตามโรดแมปถ้าไม่ผ่านประชามติก็ต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ไม่ใช่ว่าตนจะบังคับให้คนต้องผ่าน ตนพูดตรงนี้อย่านำไปตีความผิดกัน ต้องเอาหลักการมาพูด การเลือกตั้งต้องมีรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่มีก็เลือกตั้งไม่ได้ และการเลือกตั้งจะจัดได้ก็ต้องไม่มีความรุนแรง ไม่มีความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้น บ้านเมืองต้องมีเสถียรภาพ ประชาชนออกมาลงคะแนนเสียงด้วยความเป็นอิสระ ตนไม่ได้ไปบังคับใครรับหรือไม่รับ เลือกหรือไม่เลือก ตนเดินโรดแมป และไม่ไปยุ่งเกี่ยวทั้งสิ้น เป็นเรื่องของกระบวนการ
เมื่อถามว่าในฐานะที่นายกฯคุมเกมทุกอย่างตอนนี้ ห่วงอะไรในวันลงประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ห่วงตีกันมั้ง ระหว่างคนไปลงประชามติ บางทีไปเจอคนไม่ถูกชะตากัน ตนมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย อย่าใช้อาวุธก็แล้วกัน และอย่าเอาตนไปยุ่งเกี่ยว มันคนละเรื่อง
เมื่อถามว่าหากเทียบกับการทำประชามติของอังกฤษที่มีเสียงเรียกร้องให้จัดขึ้นรอบสอง แล้วในบ้านจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์แบบนั้น นายกฯ กล่าวว่า คนละเรื่องประเด็นกัน เราไม่มีรัฐธรรมนูญ ของเขาเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร และเป็นเรื่องการเข้าออกEU มันคนละเรื่องกัน จะมาถามตนได้อย่างไร คนละประเด็น แต่เรื่องรัฐธรรมนูญในบ้านเรา มีบางฝ่ายพร้อมจะไม่เข้าใจอยู่แล้ว กฎหมายออกมาเท่าไหร่ยังทำอะไรไม่ได้ แล้วจะเอาอย่างไร เอาแบบอังกฤษที่ไม่ต้องมีลายลักษณ์อักษรใช่ไหม ก็รอไปแล้วกัน ให้เราเหมือนอังกฤษเขาก่อน แต่กฎหมายบ้านเราไม่ได้เขียนให้ทำประชามติสองครั้ง ฉะนั้นอย่าถามอะไรที่มันไม่มี
“การทำประชามติ ถ้าโหวตโน ก็ต้องไปถามคนที่ตั้งใจจะล้ม ที่ไม่ใช่ความคิดเป็นอิสรเสรี ที่มีการบิดเบือนกันอยู่ทุกวัน ต้องไปถามประชาชนหรือแม่ค้าที่มีสิทธิเลือกตั้ง ว่ารู้เรื่องรัฐธรรมนูญหรือเปล่า สนใจแค่ไหน เขาเดือดร้อนกับรัฐธรรมนูญแค่ไหนอย่างไร ไปถามคนที่เขาหากินทุกวันนี้บ้าง แต่มันจำเป็นต้องทำรัฐธรรมนูญ เพราะประเทศต้องเป็นประชาธิปไตย หรือต้องการประเทศล้มเหลวก็แล้วแต่ ถ้าเป็นความต้องการของคนไทยก็เอา” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่าวันนี้คิดว่าในเรื่องสีเสื้อสลายแล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้ ไม่สนใจ จะสีอะไรก็สีไปเถอะ วันนี้ตนใส่เสื้อหลายสี เหมือนผ้าขาวม้า สีก็คือสีทำให้สีสวยๆดีๆเสียหมด คนไทยไม่มีสี เลือดสีเดียวกันหมด เลือดสีน้ำเงิน สีฟ้า มีไหม ก็เลือดสีแดงทั้งนั้น เลือดความเป็นไทย เลือดบรรพบุรุษมีเหลือกันบ้างไหม หรือไม่มีแล้ว ประชาธิปไตยต้องเลือดคนละสีหรือ
เมื่อถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะสลายสีได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่มีฉบับเก่าเลยจะไปฉบับใหม่แล้ว การมองไปข้างหน้าของตน ทำไมต้องบอกใคร สื่อก็มองของสื่อไปตนมองของตนเพราะมีอำนาจ เมื่อถามว่าจากที่นายกฯมีอำนาจแล้วคิดว่าจะสลายสีได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นคนสั่งให้เขาสลายได้ อยู่ที่จะช่วยกันหรือไม่
เมื่อถามว่าหากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถ้ายังมีการแบ่งสีแบ่งฝ่ายเหมือนเดิมจะเสียดายที่เข้ามาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อยู่ที่ประชาชน จะเอายังไงบอกมาถามประชาชนมา สื่ออย่ามาถามแทน เพราะไม่ใช่ประชาชนทั้งประเทศ แต่ขอถามกลับประชาชนต้องการอะไร ให้ประเทศชาติเดินหน้าหรือเปล่า หรือให้เป็นสีแบบนี้ ต้องการคนไม่มีธรรมาภิบาลมาบริหารหรือเปล่า ถามแบบนี้จะได้สร้างสรรค์ ตนหยุดสถานการณ์ให้ยังไม่พออีกหรือ หยุดเพื่อให้จุดกันต่อหรือไง
“ผมมาเสี่ยงทุกวันนี้ไม่ได้ทวงบุญคุณใครเลยนะ คิดว่ามันไม่เสี่ยงหรือไง ผมสามารถทำคนเดียวได้ไหม แล้วก็ไม่มั่นใจว่าประชาชนจะร่วมมือ เพราะสื่อเองยังไม่ร่วมเลย เอาข้างนู้นมาถามข้างนี้ สื่ออาจจะไม่เจตนาแต่ถ้าเอาข้างนู้นมาถามด้วย ตนไม่ฟังเพราะเขาไม่เข้ามาในทางที่ถูกต้อง เวทีก็มี เข้ามาครั้งแรกครั้งเดียวแล้วไม่มาอีก และมาบอกว่าไม่เชิญ มันถูกไหม เช่น เวทีที่สโมสรทหารบก” นายกฯ กล่าว

"นายกฯ" ติง "สุดารัตน์" นัดนักการเมืองรุ่นเก่าหารือแก้ปัญหาชาติ

"นายกฯ" ติง "สุดารัตน์" นัดนักการเมืองรุ่นเก่าหารือแก้ปัญหาชาติ แนะให้ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ก่อน อุบ หลังมีรธน.ใหม่ต้องจดทะเบียนเพื่อสลายพรรคเก่าหรือ ชี้ เป็นเรื่องของผม ยัน ใช้อำนาจในทางสุจริต
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอขา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย นัดหารือกับนักการเมืองรุ่นเก่าเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ
โดยย้อนถามว่า "ทางออกอะไร แก้ปัญหาอะไร"
เมื่อถามว่า นักการเมืองรุ่นเก่ายอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาในปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "แล้วยอมรับในกระบวนการยุติธรรมก่อนหรือเปล่า ขอให้ไปเริ่มจากตรงนั้นก่อน แล้วค่อยมาหารือ ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ต่อสู้คดีกันตามขั้นตอน ซึ่งระยะเวลาก็มีอยู่แล้ว ตามขั้นตอนของศาล แล้วค่อยมาหารือกับผม ผมหารือกับผู้กระทำผิดกฎหมายไม่ได้"
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะเปิดโอกาสให้มีการหารือกันก่อนหรือไม่ หรือต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "เขาหารือกันอยู่แล้ว พวกคุณไม่รู้หรืออย่างไร หรือไม่มีเลย ไม่เจอหน้ากันเลยทุกวันนี้ ที่พรรคเขาก็ไปเจอกัน ที่บ้านเขาก็ไปเจอกัน แล้วจะหาว่าไม่เปิดโอกาสอย่างไร เปิดทุกอย่างอยู่แล้ว ดีไม่ดีเดี๋ยวก็คงมานั่งประชุมครม. ด้วยแล้วกัน"
เมื่อถามว่า คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่าหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ จะต้องมีการจดทะเบียนพรรคการเมืองใหม่ แสดงว่าเป็นการสลายพรรคการเมืองเก่า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็เป็นเรื่องของเขา ส่วนเรื่องดังกล่าวก็ให้ไปถามคนที่พูด ผมไม่ได้เป็นคนพูด วันนี้ไม่มีคำว่าแสดงว่าอะไรทั้งนั้น
ส่วนเรื่องการสลายพรรคเก่านั้น มันเป็นเรื่องของผม จะมาถามอะไร ถ้าจะตอบคำถามนี้ก็ขอให้มายืนอยู่ตรงที่ผมยืน แล้วผมจะไปยืนถามท่านแทน ถ้าผมยืนอยู่ตรงนี้ผมก็จะตอบของผม แต่ยืนยันว่าผมใช้อำนาจของผมในทางสุจริต ที่ผมทำได้ให้ประเทศชาติปลอดภัย ประชาชนมีความสุข ใครที่ไม่มีความสุขก็ให้ไปหาดูว่ามันเกิดจากอะไร ก็ต้องแก้ให้เว้นแต่พวกที่ทำผิดกฎหมายไม่ยอมรับผมก็ช่วยไม่ได้ สื่อฟังมาจากทุกคนแล้วมาถามผม"
เมื่อถามว่า แสดงว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการสลายพรรคการเมืองเก่า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว "ผมบอกแล้วว่าเป็นเรื่องของผม ไม่ได้บอกว่าเป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ อย่าไปเขียนว่าผมยืนยัน"
เมื่อถามย้ำว่า พูดเช่นนี้เป็นการแทงกั๊กหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "แทงกั๊กคืออะไร ประเทศชาติแทงกั๊กได้หรือ ระหว่างล่มสลายกับไม่ล้มสลายอย่างนั้นหรือ นี่หรือความคิดพื้นฐาน"

แจ้งจับผู้ช่วยเจ้าอาวาสธรรมกายหมิ่นฯ “ดีเอสไอ” ทำ ปชช.เข้าใจผิดคดี “ธัมมชโย”

แจ้งจับผู้ช่วยเจ้าอาวาสธรรมกายหมิ่นฯ “ดีเอสไอ” ทำ ปชช.เข้าใจผิดคดี “ธัมมชโย”
ดีเอสไอส่งผู้แทนกองกฎหมายเข้าแจ้งความกองปราบปราม เอาผิดพระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ฐานหมิ่นประมาท ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีพูดผ่านดีเอ็มซีทีวีและเผยแพร่คลิปผ่านยูทิวบ์ พาดพิงดีเอสไอดำเนินคดี “ธัมมชโย” ทำประชาชนเข้าใจผิด
วันนี้ (28 มิ.ย.) ที่กองปราบปราม เมื่อเวลา 14.00 น. นายธงชัย สุวรรณาวัชร์ เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการพิเศษ ผู้แทนกองกฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี รักษาการ ผบก.ป. พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีต่อพระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยนำแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงของพระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ มามอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาดำเนินคดีดังกล่าว
นายธงชัยกล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายมหิธร กลั่นนุรักษ์ ผอ.กองกฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อพระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ เนื่องจากพบคำพูดของพระครูรูปดังกล่าวมีเนื้อหาพาดพิงกรมสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวกับกรณีการพิจารณาดำเนินคดีและติดตามจับกุม พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย โดยถูกนำออกเผยแพร่ในช่องธรรมกายแชแนล หรือดีเอ็มซีทีวี และเว็บไซต์ยูทิวบ์ ในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนทั่วไป ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ดี ในส่วนของรายละเอียดต่างๆ นั้นคงไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้
ด้าน พ.ต.อ.ชาคริตกล่าวว่า เบื้องต้นได้รับเรื่องไว้แล้ว โดยจะใช้คณะพนักงานสอบสวนซึ่งทาง พล.ต.ต.ชาญ ได้สั่งการให้ตั้งคณะทำงานขึ้น 1 ชุด เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานในกรณีที่ ผอ.กองกฎหมาย เข้าแจ้งความดำเนินคดีนายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดีนี้ด้วย แต่คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะมีการพิจารณาออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องให้เข้าพบพนักงานสอบสวนต่อไป

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

นายกฯ ฮึ่ม!! รับไม่ได้ พวกนักวิชาการ ไปเสวนาที่เยอรมัน ทำให้ประเทศเสียหาย



นายกฯ ฮึ่ม!! รับไม่ได้ พวกนักวิชาการ ไปเสวนาที่เยอรมัน ทำให้ประเทศเสียหาย เผยถ้าพูดข้อเท็จจริง ผมรับได้ แต่พูดที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง รับไม่ได้ ไล่สื่อไปดูมีใครบ้าง แฉ อดีตสส.ภาคเหนือบางพรรค บางคน ไปพูดกับชาวบ้านว่า ถ้าร่วมมือกับรัฐบาลในทุกเรื่อง จะถูกตัดสิทธิ์ 15 ปีในโครงการ30 บาทรักษาทุกโรค มันใช่ที่ไหนต้องฟังรัฐบาล ฟังผมพูดบ้าง สื่อชอบให้พื้นที่พวกนี้พูด เล่นงานผมข้างเดียว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักนายกรัฐมนตรีครบรอบปีที่ 84 โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และข้าราชการเข้าร่วมงาน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการทำบุญครั้งใหญ่ และปีนี้ก็เป็นปีมหามงคล ขอขอบคุณข้าราชการทุกคนที่ช่วยกันทำงานในห้วงที่ผ่านมา ทั้งในอดีตจนถึง84 ปี และในปีที่ 85 ซึ่งเป็นอนาคตของประเทศต้องช่วยกันทำปีที่ 85 ให้เป็นไปอีกยาวนาน ทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพราะต้องมีการปฏิรูปตั้งแต่ตนเอง ข้าราชการ ต้องจัดระเบียบกฎหมาย การบริหารราชการใหม่ทั้งหมด
ผมกำลังเร่งรัดการดำเนินการเหล่านี้ ผมได้พูดคุยกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งจะต้องมีการปรับระบบการทำงานบ้างในช่วงปีที่ 2ไปแล้ว ตั้งแต่ประกาศนโยบายครั้งแรกของรัฐบาล ต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพ ไม่ให้มีการทุจริตคอรัปชั่น และมีการบูรณาการกับทุกหน่วยงาน ปิดช่องว่างที่จะทำให้เกิดการทุจริต มีใครที่ไหนเคยทำไหม นี่คือสิ่งที่อยากไม่ได้ง่ายนักหรอกฃ
หลายอย่างไม่ได้ทำวันเดียวเสร็จ เป็นมากี่ปีแล้วตรงนี้คือสิ่งที่ต้องปฏิรูป ถ้าทุกคนไม่ต้องการปฏิรูปก็ไม่เป็นไร ปล่อยให้เป็นต่อไป ประเทศชาติก็อยู่ที่เดิม
“หลายคนหลายพวกไปพูดจาที่ต่างประเทศ ทำให้ประเทศเสียหายทถ้าพูดข้อเท็จจริงผมรับได้ แต่พูดที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงรับไม่ได้ "
"อย่างที่มีคนไปพูดที่ประเทศเยอรมัน เคยเปิดดูไหม เขาพูดว่าอย่างไร ไม่สนใจ เปิดซะบ้างว่าคนเหล่านี้ไปทำอะไรมาบ้าง พอให้เปิดก็มาเล่นผมข้างเดียว เขาทำอะไรบ้างไปดูสิ จะได้มาอธิบาย ช่วยผมบ้างไปเปิดดูซะ มีใครไปจัด นักวิชาการอาจารย์ที่ไหนไปดูมา
อันที่สองคือการไปพูดจา วันนี้ผมให้ติดตามดูอยู่ว่าผิดกฎหมายหรือเปล่า พอเอากฎหมายว่าก็ไม่ยอมอีก ไม่ได้อีก มีเรื่องสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยก็ไปเขียนให้เขาทุกวัน มันผิดกฎหมาย
"ภาคเหนือตอนนี้มีชื่ออดีตส.ส.บางพรรค บางคนผมไม่อยากเอยชื่อ ไปพูดกับชาวบ้านบอกว่า ถ้าร่วมมือกับรัฐบาลในทุกเรื่อง จะถูกตัดสิทธิ์ 15 ปีในโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือเรียก 30 บาทรักษาทุกโรค มันใช่ที่ไหน
อย่างนั้นประชาชนต้องฟังรัฐบาล ฟังผมพูดบ้าง ปล่อยให้คนพวกนี้พูดอยู่ได้ ไม่ขยายออกไป สนใจแต่ความขัดแย้งอย่างเดียว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ไม่ปรี๊ด

ดีนะ.....ที่ วันนี้ นายกฯสวดมนต์ มา....ไม่งั้น อาจปรี๊ด เมื่อสื่อถาม เรื่องนปช.ให้ยึดแบบนายกฯอังกฤษ ลาออกหากร่างรธน.ไม่ผ่านประชามติ
"วันนี้สวดมนต์ไปแล้ว ใจเย็นเพราะได้สวดมนต์" นายกฯประยุทธ์ กล่าว
พร้อม ลั่น ลั่น ไม่ลาออก แม้ร่างรธน. ไม่ผ่านประชามติ ยันเทียบกันไม่ได้ นายกฯไทย-อังกฤษ มันเป็นคนละเรื่องกัน ทำไมจะให้ผมลาออกหรือ ผมไม่ออกหรอก ผมเป็นคนกำหนดกติกาของผม เขาไม่ได้มาแบบผม บ้านเมืองเขาไม่มีปัญหาแบบบ้านเรา
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช. กล่าวถึง ที่ มีการเทียบเคียงนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กับพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีของไทย ให้ลาออก หาก ร่างรธน.ไม่ผ่านประชามติ นั้น
"เทียบกันยังไง มันเป็นคนละเรื่องกัน ทำไมจะให้ผมลาออกใช้หรือไม่ ผมไม่ออกหรอก ผมเป็นคนกำหนดกติกาของผม เขาไม่ได้มาแบบผม บ้านเมืองเขาไม่มีปัญหาแบบบ้านเรา"
"แล้วจะไม่รับผิดชอบกันเลยหรือ ทุกคนจะไม่ร่วมรับผิดชอบอะไรกับผมเลยหรือ
สำหรับผมรับผิดชอบอยู่แล้วที่เข้ามาทำงานครั้งนี้ แล้วคนอื่นไม่รับผิดชอบอนาคตประเทศไทยเลยหรืออย่างไร ทำไมอนาคตประเทศอยู่ที่ผมคนเดียวหรืออย่างไร ทำไมถึงไม่ช่วยกันบ้าง

นายกฯ เผย ได้เตือน"สุเทพ-จตุพร"แล้วว่าจะผิดกม.FB Live รับ-ไม่รับ ร่างรธน.



นายกฯ เผย ได้เตือน"สุเทพ-จตุพร"แล้วว่าจะผิดกม.FB Live รับ-ไม่รับ ร่างรธน.จะผิดกม. ทั้งส่งคนเตือนและเตือนผ่านสื่อ ฝากคนโน้นคนนี้ไปเตือน เตือนทั้ง2คน ถ้าผิดก็ผิดทั้งคู่. แต่จะหยุดหรือไม่ ไม่รู้. แต่ต้องยึดกฏหมาย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช. กล่าว เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าได้ติดตามความเคลื่อนไหวของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) ที่FB Live หรือไม่ นั่น
นายกฯ กล่าวว่า ได้เตือนไปแล้วว่าจะผิดกฎหมาย ทั้งส่งคนเตือนและเตือนผ่านสื่อ ฝากคนโน้นคนนี้ไปเตือน เตือนทั้งสองคน ถ้าผิดกฎหมายก็ผิดทั้งคู่ และคิดว่าคงจะเข้าใจ
เมื่อถามว่าจะขอร้องให้ทั้งนายสุเทพ และนายจตุพร หยุดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า แล้วแต่ท่าน ผมว่าด้วยข้อกฎหมายเท่านั้น ต้องไปดูว่ามันเป็นอย่างไร สาเหตุมาจากอะไร และใครผิดใครถูก ที่ผ่านมาถ้าผิดก็ผิดทั้งหมด ย้อนไปตั้งแต่ต้น ใครผิดบ้าง ผิดมากผิดน้อยก็ว่ามา มันก็ผิด แล้วจะมีปัญหาไหม และในต่างประเทศจะช่วยอธิบายให้ผมไหม คงไม่หรอก
เมื่อถามว่าเป็นห่วงหรือไม่ที่ร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ถึงมือประชาชนขณะที่วันลงประชามตินั้นใกล้เข้ามาแล้ว นายกฯ กล่าวว่า ไม่ห่วง แต่อยากจะถามว่ามีคนสักที่คนที่ศึกษารัฐธรรมนูญ แล้วสื่ออ่านหรือยัง อ่านสรุปย่อ แล้วฉบับเต็มอ่านหรือยัง
นายกฯ กล่าวว่า ถ้าอ่านแล้วก็ต้องช่วยอธิบายว่ามีที่ไม่ดีตรงไหน ตอบมา สิทธิอันไหนหายไป สิทธิมนุษยชน การศึกษา สาธารณสุข หายไปหรือไม่ อะไรที่มีผลกระทบกับประชาชน ดูตรงนั้นว่าทำเพื่อใคร มีเหตุมีผลหรือเปล่า
ส่วนเรื่องหลักการต่างๆก็มีเหมือนทุกรัฐธรรมนูญ เข้าใจกันบ้าง ว่ารัฐธรรมนูญคือหลักการของประเทศที่ฝ่ายบริหารจะนำไปใช้ แต่สิ่งสำคัญจะต้องมีกฎหมายลูก สิ่งที่พูดมาจะทำอย่างไร ซึ่งตอนนี้กฎหมายลูกยังไม่เสร็จ พอทำกฎหมายลูกก็ทะเลาะกันเรื่องกฎหมายลูกอีก แล้วจะให้ตนทำอย่างไร ไม่ต้องการอะไรเปลี่ยนแปลงกันเลยใช่ไหม สื่อต้องการให้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ใช่ไหม ก็เอา
เมื่อถามว่าในส่วนของโพลต่างๆที่สำรวจความเห็นประชาชนเรื่องการลงประชามติ ซึ่งมีผลว่าประชาชนส่วนหนึ่งรับและไม่รับนั้นจะเป็นการชี้นำหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องดูว่าประชาชนเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ซึ่งเขามีโพลก่อนหน้านี้ กี่เปอร์เซ็นต์ที่ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ
ส่วนจะรับไม่รับไม่เกี่ยวอะไรกับผม จะเดือดร้อนอะไรกับผม หากเห็นว่าเป็นการชี้นำก็แจ้งความสำนักโพลล์ มาก็จะจับให้ ทุกอย่างต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งร้องทุกข์มาแล้วยังจับไม่ได้เลย ไปเป็นปากเป็นเสียงเขาอยู่นั่น แล้วจะเอาอะไรกับผม
“ผมมีกฎหมายทุกตัว บอกมาจะให้ผมทำอะไรจับใครบอกมา ใช้กฎหมายก็ไม่ได้ พูดก็ไม่ได้ ก็อยู่กันแบบนี้แหล่ะ” นายกฯ กล่าว

นายกฯ ลั่น "อย่าเอาเรื่องเล็กมาพูด ทีทหารทำความดี กลับไม่พูด"



"นายกฯ” เชื่อ "ร้อยเอก"ไม่มีเจตนาลงโทษ จน"สิบโท"ตาย ชี้มีปัญหาทางร่างกาย วอนอย่าเอาเริ่องเล็กมาพูด ถามว่าวันนี้ทหารทำอะไรให้บ้าง ทำไมชอบเอาเรื่องเล็กมาพูด แต่เรื่องที่ทำความดีกลับไม่พูด ชี้ทหาร ลูกหลานคนไทยทั้งนั้น ทหารไม่ใช่ใครอื่น ไม่ใช่ต่างชาติ ต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด แต่อาจมีหลงลืมไปบ้าง เผย จบนายร้อยมา ก็ไม่ได้สบาย ก๋ผ่านมาหมด ก็ไม่เห็นตาย สั่ง กห. ทบทวนระเบียบทหาร
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกรณี ส.ท.ปัญญา เงินเหรียญ ถูกผู้บังคับบัญชาสั่งทำโทษจนเสียชีวิตด้วยโรคฮีทสโตรกว่า ได้สั่งการให้สอบสวนแล้ว
"ถามว่าจะมีวิธีการใดอีกไหมนอกจากสอบสวนแล้วลงโทษ ต้องรู้ว่าประเทศชาติ โลก อยู่กันอย่างไร เมื่อเกิดเหตุขึ้นจึงสอบสวน เพื่อลงโทษทางวินัย และเชื่อว่าผู้บังคับบัญชาไม่มีเจตนาต้องการให้เกิดการเสียชีวิตขึ้น"

เมื่อถามว่า ขณะนี้ในระเบียบของทหารมีปัญหาอย่างไรบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มี ถ้ามีคงอยู่กันไม่ได้ คนตั้ง 4-5 แสนคน ไม่เห็นจะเดือดร้อน
"ถามว่าวันนี้ทหารทำอะไรให้บ้าง ทำไมชอบเอาเรื่องเล็กมาพูด แต่เรื่องที่ทำความดีกลับไม่พูด
ส่วนที่ดีควรจะชมเชยบ้าง ให้กำลังใจกัน เพราะลูกหลานคนไทยทั้งนั้น ทหารไม่ใช่ใครอื่น ไม่ใช่ต่างชาติ ต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด
วันนี้ดีขึ้นมีเบี้ยเลี้ยงมากขึ้น เมื่อก่อนเบี้ยเลี้ยงวันละ 15 บาท ไม่ใช่ว่าเอาทหารมาฝึกแล้วสนุก ทำให้เขาเจ็บป่วย ตายสนุกหรือไง
วันนี้ผู้บังคับบัญชาต้องดูว่า ทหารแข็งแรงดีหรือไม่ มีโรคภัยไข้เจ็บอย่างไร นี่คือสิ่งที่ยังขาด แต่บางครั้งก็หลงลืม
ทั้งนี้ได้ให้กระทรวงกลาโหมดำเนินการอยู่ขณะนี้ วันนี้คนแข็งแรงพอหรือไม่ ในระบบการศึกษาโรงเรียน ผมก็เคยโดนแบบนี้ เป็นนักเรียนนายร้อย ไม่ได้สบาย ผ่านมาทั้งหมดไม่เห็นตาย แต่เขาอาจจะไม่แข็งแรง มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

ได้เวลา อาชีวะฯเข้าค่าย....

ได้เวลา อาชีวะฯเข้าค่าย....
145 นักเรียนอาชีวะ 6 สถาบัน เข้าค่ายทหารเรือ ละลายพฤติกรรม ปลูกฝังระเบียบวินัย ลดปัญหาตีกัน
6 สถาบัน คือ วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกสมุทรปราการ วิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ วิทยาลัยการอาชีพพระสมุทรเจดีย์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสมุทรปราการ และวิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงเทพ
ที่ รร.ชุมพลทหารเรือ สัตหีบ....
ด.ร.ชาญเวช บุญประเดิม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดโครงการเตรียมความพร้อมอาชีวศึกษา (Pre.Voc.Ed) รุ่นที่ 3 เพื่อเสริมสร้างระเบียบวินัย คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และทักษะชีวิตแก่นักเรียนอาชีวศึกษาทั้งภาครัฐ และเอกชน
โดยมี ผู้การไก่ น.อ.วิรัตน์ สมจิตร ผู้บังคับการโรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ให้การต้อนรับ พร้อมรับมอบการปกครองบังคับบัญชา
อันเป็นโครงการนำร่องตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่หวังจะแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทในกลุ่มนักเรียนอาชีวะ
โดยการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับกองทัพเรือ จัดขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และเพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้เรียนอาชีวศึกษา ให้มีพฤติกรรมอังพึงประสงค์ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ
โดยการฝึกอบรมปรับทัศนคติและวิธีปฏิบัติของนักศึกษาอาชีวศึกษาให้มีค่านิยมต่อการเรียนสายวิชาชีพ ให้มีความภาคภูมิใจ เพราะกำลังคนด้านอาชีวะถือเป็นกำลังคนที่มีความสำคัญในการพัฒนาประเทศ
ทั้งนี้ การฝึกทักษะชีวิตการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสร้างสรรค์ ปลูกฝังระเบียบวินัย ความสมานสามัคคี เสริมสร้างความภาคภูมิใจ แรงบันดาลใจ และยกระดับคุณภาพนักเรียนอาชีวศึกษาให้สังคมยอมรับ
โดยจะดำเนินการใน 4 ขั้นตอน คือ การปรับทัศนคติและสลายพฤติกรรม การปลูกฝังระเบียบวินัยและความรู้รักสามัคคี การฝึกทักษะชีวิตการอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และจิตอาสา และการเสริมสร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจ
ในครั้งนี้ มีนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 จำนวน 145 คน จาก 6 สถาบัน ประกอบด้วย วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกสมุทรปราการ วิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ วิทยาลัยการอาชีพพระสมุทรเจดีย์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสมุทรปราการ และวิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงเทพ โดยจะอยู่ร่วมกัน ตั้งแต่ วันที่ 27 มิ.ย. - 10 ก.ค.59 รวมทั้งสิ้น 14 วัน

ตลาดการเงินโลกจะเป็นอย่างไร หลังเหตุการณ์ Brexit


21083

brexit-1478082_1280

ใช้เหตุผลหรือไม่ใช้เหตุผล ?

ผลการลงประชามติของประชาชนอังกฤษที่เสียงข้างมากสนับสนุนให้อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปหรือที่ในวงการสื่อสารมวลชนต่างประเทศเรียกผลการโหวตนี้ว่า Brexit  ที่ทราบผลเมื่อวันที่ศุกร์ที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมาสร้างความตระหนกให้กับตลาดการเงินโลกเป็นอย่างมาก เพราะแม้ว่าสถาบันการลงทุนชั้นนำของโลกจะตระหนักถึงความเสี่ยงของผลการลงประชามติดังกล่าว (ดูภาพที่ 1) แต่วงการลงทุนทั่วโลกและผู้สังเกตการณ์ด้านเศรษฐกิจทั่วโลกยังประเมินว่า ผลการลงประชามติจะไม่ออกมาในรูป Brexit เพราะเมื่อพิจารณาผลสำรวจหยั่งเสียงก่อนหน้านั้น เสียงการลงประชามติน่าจะออกมาว่าคนอังกฤษส่วนมากเลือกจะอยู่ต่อในสหภาพยุโรป (วงการสื่อมวลชนเรียกผลที่ออกมาแบบนี้ว่า Bremain) และแม้ว่าผลหยั่งเสียง Bremain จะเหนือกว่า Brexit ไม่มาก แต่คะแนนเสียงของคนที่ยังไม่ตัดสินใจนั้นมีจำนวนมากพอดู
brexit1
ภาพที่ 1 การสำรวจผู้จัดการกองทุนชั้นนำทั่วโลกโดยประเมินว่า…อะไรคือความเสี่ยงต่อการลงทุนในลักษณะที่สร้างความเสียหายต่อการลงทุนมากที่สุด (Biggest tail risk) ซึ่งผลสำรวจในเดือนมิ.ย.เทียบกับเดือนก่อนบ่งชี้ว่านักลงทุนสถาบันชั้นนำของโลกส่วนใหญ่ประเมินว่า ความเสี่ยงของการลงประชามติของอังกฤษเป็น Brexit คือความเสี่ยงที่สร้างความเสียหายต่อการลงทุนมากที่สุด ขณะที่ความเสี่ยงอันดับรองลงมาคือความล้มเหลวของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเชิงประมาณว่าไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้จริง (Quantitative failure)
เมื่อคำนึงถึงการโหมประโคมกระพือถึงชะตากรรมอันโศกสลดของอังกฤษที่จะต้องเผชิญเมื่อออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป โดยผู้ร่วมกระพือชะตากรรมที่จะต้องเผชิญถ้าเลือก Brexit จำนวนมากมิใช่ประชาชนอังกฤษผู้ถือเอกสิทธิในการลงประชามติเพียงอย่างเดียวหากแต่มีผู้นำต่างประเทศ องค์กรโลกบาลที่บริหารจัดการเศรษฐกิจโลก เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หรือกลุ่มประเทศ OECD เป็นต้นที่ร่วมกันมีบทบาทในการโน้มนำ หว่านล้อม ชักจูง ประชาชนอังกฤษผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงให้เลือก Bremain
สื่อมวลชนชั้นนำด้านเศรษฐกิจและการเงินโลกที่มีฐานที่มั่นในอังกฤษอย่าง The Economist (ภาพที่ 2) ยังลงหน้าปกก่อนวันลงประชามติหนึ่งสัปดาห์เพื่อเตือนใจว่าการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปจะนำสหราชอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ และสหภาพยุโรปอันเกรียงไกรให้ล้มลงไปด้วยกัน
ภาพที่2 : ปกนิตยสาร The Economist ที่ตีพิมพ์หนึ่งสัปดาห์ก่อนวันลงประชามติ....โดยภาพหน้าปกแสดงถึงการผูกพันกันอย่างลึกซี้งระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรป และคำโปรยหน้าปกยังระบุเป็นนัยว่า การแยกออกจากกันจะนำพาซึ่งการตกต่ำร่วมกันของทั้งอังกฤษและสหภาพยุโรป
ภาพที่2 : ปกนิตยสาร The Economist ที่ตีพิมพ์หนึ่งสัปดาห์ก่อนวันลงประชามติ….โดยภาพหน้าปกแสดงถึงการผูกพันกันอย่างลึกซี้งระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรป และคำโปรยหน้าปกยังระบุเป็นนัยว่า การแยกออกจากกันจะนำพาซึ่งการตกต่ำร่วมกันของทั้งอังกฤษและสหภาพยุโรป
ด้วยแรงโหมกระพือถึงชะตากรรมอันน่าโศกสลดของเศรษฐกิจอังกฤษที่จะต้องเผชิญนี้ เหล่าผู้ที่มีเหตุผลในการคาดการณ์พากันคาดว่า ผู้ที่ยังมิได้ตัดสินใจในการเลือกว่าจะ Bremain หรือ Brexit เมื่อเผชิญกับการโหมกระพือเช่นนี้ ถ้าเป็นผู้ที่มีเหตุผลในการตัดสินใจน่าที่จะเลือกการลงมติเป็น Bremain และนำพาให้ผลการลงประชามติท้ายที่สุดเป็น Bremain หรืออังกฤษจะอยู่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปต่อไป ..
แต่ผลของการลงประชามติดังที่ทราบกันว่าแตกต่างจากการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญและนำพาเหตุการณ์ลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์นี้เป็นบทเรียนของการสำรวจมติมหาชนและการประเมินจิตวิทยาของมหาชนด้วย แม้ว่าหลายเสียงจะประเมินว่าผลการมตินี้เป็นการลงมติของคนที่ไม่มีเหตุผล บางเสียงก็บอกว่าเป็นการลงมติของผู้ที่มีเหตุผล ซึ่งในมุมมองของผมล้วนเป็นไปได้ทั้ง 2 ประการ กล่าวคือ
ในมุมมองของผู้ที่มีเหตุมีผลในการประชามติ การโหมกระพือถึงชะตากรรมของเศรษฐกิจอังกฤษที่จะตกต่ำลืมความเป็นจริงในข้อหนึ่งว่า ความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจอังกฤษที่จะอยู่ต่อในสหภาพยุโรปก็ดีหรือความตกต่ำของอังกฤษที่ออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปก็ดี เป็นการให้ภาพนามธรรมกว้างๆ หรือ “พหูพจน์”  (ผมยืมคำนี้จาก อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล) ที่ไม่มีตัวตนที่ชัดเจนว่าใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากการลงประชามตินี้ให้อยู่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปต่อไป เพราะผู้ได้ประโยชน์จาก Bremain อาจจะเป็นบรรษัทข้ามชาติ สถาบันการเงินระหว่างประเทศที่อาศัยสถานะกรุงลอนดอนเป็นศูนย์กลางการเงินโลกและสิทธิพิเศษจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในการเข้าถึงตลาดการเงินยุโรป  หรือกลุ่มชนชั้นนำในระบบเศรษฐกิจอังกฤษ
แต่สำหรับผู้ลงคะแนนเสียง โลกของเขาคือการตัดสินใจในเชิงปัจเจกบุคคลหรือ “เอกพจน์”  ที่คุณภาพชีวิตของประชาชนอังกฤษในรายบุคคลส่วนใหญ่นั้นลดลงและอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของตนเองและเงินภาษีของตนเองได้หลุดลอยออกจากมือของตนไปอยู่ที่ศูนย์กลางบริหารยุโรปที่ บรัสเซลล์ เบลเยี่ยมทำให้ในการลงประชามติครั้งนี้…เป็นเรื่องชอบธรรมที่ผู้ที่คิดและรู้สึกอย่างนี้จะต้องลงมติให้อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเพื่อให้คุณภาพชีวิตและอำนาจการกำหนดชะตากรรมของตนในฐานะปัจเจกบุคคลกลับมาตามเดิม  ในแง่นี้ ผู้ลงมติ Brexit ใช้เหตุผลในการลงมติ
ในมุมมองของผู้ที่ไม่มีเหตุผลในการลงประชามติ พบว่าการปลุกเร้าว่าจะไม่มีผู้อพยพมาคุกคามสวัสดิภาพชีวิตของคนอังกฤษอีกต่อไป รวมทั้งแรงปลุกเร้าผู้มีสิทธิลงคะแนนให้นึกถึงวันคืนยิ่งใหญ่ของอังกฤษในฐานะอาณาจักรที่ไม่เคยมีตะวันตกดิน ล้วนเป็นแรงเร้าอารมณ์ในการลงประชามติเป็น Brexit นี้เช่นกัน  ในแง่นี้ ผู้ลงมติ Brexit ไม่ใช้เหตุผลในการลงมติ
ผมไม่ทราบว่าสัดส่วนของคนที่ใช้เหตุผลหรือไม่ใช่เหตุผลในการลงประชามติครั้งนี้ ฝ่ายใดมีจำนวนมากกว่าฝ่ายใด…สิ่งหนึ่งที่ผมทราบแน่นอน…คือจากนี้ไป อังกฤษหลังวันลงประชามติจะไม่เหมือนช่วง 40 ปีก่อนหน้านี้แน่นอน

ผลลงประชามติกระทบต่อตลาดการเงินโลกทันทีทันใด

ทันทีที่ผลลงประชามติออกมาเป็น Brexit ซึ่งสร้างความประหลาดใจอย่างมากต่อวงการเงินและการลงทุนทั่วโลก ผลคือ ราคาสินทรัพย์ทางการเงินปรับตัวลงตอบสนองต่อผลประชามตินี้แบบฉับพลัน  ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียปรับลดลงอย่างแรงโดยดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดัชนีนิกเคอิ ปรับลงประมาณ เกือบ 8 % และดัชนีตลาดหุ้นขนาดใหญ่ในเอเชียปรับลงในกรอบ -2 % ถึง -3 % ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นยุโรปปรับลงแรงมากเช่นกันโดยลดลงมากกว่า -8 %  (ดูภาพที่ 3)
ขณะที่ดัชนีหุ้นอังกฤษ ประเทศต้นเหตุ กลับลดลงเพียง -3 % (ดัชนี FTSE) แต่ค่าเงินอังกฤษ โดยค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงค์ลดลงมากกว่า -7 % เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ (GBP/USD) ในวันเดียว (ดูภาพที่ 4)   ราคาสินทรัพย์ปลอดภัยทั้งราคาพันธบัตรรัฐบาลและราคาทองคำรวมทั้งดอลลาร์สหรัฐ พากันขึ้นทะยานมากจากเหตุการณ์นี้
หนังสือพิมพ์ชั้นนำของโลกการเงินอย่าง หนังสือพิมพ์ Financial Times ประเมินว่ามูลค่าตลาดหุ้นทั่วโลกหายไปวันศุกร์ 24 มิ.ย.วันเดียวมากถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ  70 ล้านล้านบาทซึ่งมากกว่ามูลค่าเศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปีถึง 5 เท่าถือเป็นภาวะเลวร้ายที่สุดของตลาดหุ้นนับจากวิกฤตการเงินโลกในปีพ.ศ.  2551 จากการล้มละลายของบริษัทเลห์แมนบราเธอร์ (ดูข่าวตาม Link นี้ http://www.ft.com/cms/s/0/bec97fc6-3a5a-11e6-a780-b48ed7b6126f.html#axzz4ChFT5VoK)
ภาพที่3 : ดัชนีหุ้นตลาดสำคัญทั่วโลกปรับลงมากในวันที่ 24 มิ.ย. โดยดัชนีตลาดหุ้นกลุ่มประเทศผู้ใช้เงินยูโร (Euro Area) แสดงโดยเส้นสีเขียวปรับลงมากชนิดทั้งดิ่งลงมา
ภาพที่3 : ดัชนีหุ้นตลาดสำคัญทั่วโลกปรับลงมากในวันที่ 24 มิ.ย. โดยดัชนีตลาดหุ้นกลุ่มประเทศผู้ใช้เงินยูโร (Euro Area) แสดงโดยเส้นสีเขียวปรับลงมากชนิดทั้งดิ่งลงมา
 
brexit4
ภาพที่ 4: การเคลื่อนไหวของค่าเงินและราคาทองคำ (ถือเป็นสกุลเงินได้) โดยในวันที่ 24 มิ.ย. 59 ราคาทองคำ ค่าเงินเยน และดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีมูลค่าที่ทะยานขึ้นมากจากการที่นักลงทุนมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

จากนี้ไป…ตลาดการเงินโลกจะเป็นอย่างไร

แม้ว่าผลการลงประชามติ Brexit  นี้กว่าจะเกิดผลให้อังกฤษแยกตัวอย่างเป็นทางการออกจากสหภาพยุโรปจะต้องใช้เวลาถึง 2 ปีขึ้นไปจากวันลงประชามติ (ดูภาพที่ 5) แต่ผลลงประชามตินี้สร้างความไม่แน่นอนต่อตลาดการเงินโลกและสร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองไม่ใช่แต่เฉพาะการเมืองในอังกฤษหากแต่ส่งผลต่อการเมืองในยุโรปด้วย ว่าจะมีท่าทีต่อการแยกตัวของอังกฤษนี้อย่างไร  และประเทศใดที่จะเปิดให้มีการลงประชามติและให้ผลลัพธ์เป็นเช่นเดียวกับผลลงประชามติอังกฤษ
ภาพที่ 5: กระบวนและกลไกการเจรจาของอังกฤษในการที่แยกตัวออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งน่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี
ภาพที่ 5: กระบวนและกลไกการเจรจาของอังกฤษในการที่แยกตัวออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งน่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี
ความไม่แน่นอนทั้งจากตลาดการเงินโลกและการเมืองอังกฤษและสหภาพยุโรปโดยเฉพาะหลังการลาออกของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายเดวิด คาเมรอนเพื่อรับผิดชอบต่อผลการลงประชามตินี้ต่างส่งผลย้อนกลับไปกลับมา (Feedback Loop) และการส่งผลกลับไปกลับมานั้นยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กันและกันมากขึ้น
โดยในส่วนยุโรป ความไม่แน่นอนจากตลาดการเงินโลกส่งผลให้ผู้นำยุโรปจะต้องมีท่าทีที่ชัดเจนกับประเทศที่แยกตัวออกไปจากสหภาพยุโรป เพราะถ้าผู้นำยุโรปกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจและไม่มีท่าทีเด็ดขาดหรือล่าช้าในการแสดงบทลงโทษเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ประเทศสมาชิกอื่นๆในสหภาพยุโรปด้วยการเร่งตัดอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปให้เร็วที่สุดใน 2 ปีนี้ตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน     นักการเมืองประเทศอื่นๆอาจจะดำเนินตามรอยอังกฤษคือประกาศหาเสียงว่าถ้าชนะเลือกตั้งจะเปิดโอกาสให้ลงประชามติเพราะแม้ว่าผลประชามติจะออกมาเป็นแยกตัวแต่ยังสามารถรักษาประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้คือส่งออกสินค้าและบริการสู่ตลาดของประเทศสมาชิกอื่นๆของสหภาพยุโรปต่อไปโดยไม่ต้องสนับสนุนงบประมาณประจำปีให้สหภาพยุโรป  ไม่ต้องปฏิบัติตามนโยบายของสหภาพยุโรป  ถึงตอนนั้นสหภาพยุโรปจะล่มสลายแน่นอน
ถ้าผู้นำยุโรปมีท่าทีเด็ดขาดและเร่งให้อังกฤษดำเนินการตามกระบวนการมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอนอย่างเร็วที่สุดเพื่อเอาอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปให้ได้ในเวลา 2 ปี   ผลคือกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นการค้าและการลงทุนทั้งอังกฤษและยุโรปที่มีอังกฤษอยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตจะต้องหยุดชะงักลงเพื่อปรับกระบวนการผลิตใหม่ให้สอดคล้องกับการหายไปของสิทธิพิเศษทางการค้าที่อังกฤษเคยได้จากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป
การปรับอังกฤษออกจากห่วงโซ่อุปทานการผลิตจะสร้างความเสียหายต่ออังกฤษและสหภาพยุโรปเอง ดังที่ในวันศุกร์ที่ผ่านมา หุ้นสถาบันการเงินระดับโลกปรับลงเป็นจำนวนมากจากการที่นักลงทุนประเมินว่า สถาบันการเงินเหล่านี้มีสำนักงานใหญ่หรือสำนักงานตัวแทนในกรุงลอนดอนและยุโรปเองนั้นจะเผชิญกับการธุรกิจการเงินที่ยากกว่าเดิมในอนาคตจากการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป ด้วยเหตุนี้  วันศุกร์ที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินชั้นนำของโลกในอังกฤษ ยุโรป และญี่ปุ่น ลดลงที่ -10 % -18 % และ -8 % ตามลำดับ
ดังนั้น  ท่าทีของการเมืองยุโรปไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไรล้วนจะส่งผลในทางเพิ่มความไม่แน่นอนของตลาด เพราะความเด็ดขาดหรือไม่เด็ดขาดล้วนแต่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อแนวโน้มทางเศรษฐกิจของอังกฤษและยุโรปที่ต่างพึ่งพิงกันและกันมาก โดยเฉพาะอังกฤษที่ส่งออกสินค้าและบริการไปยังยุโรปมากกว่า 50 % ของ GDP อังกฤษในแต่ละปี   ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานการผลิตจำนวนมากในยุโรปล้วนพึ่งพิงฐานการผลิตในอังกฤษเช่นกัน
สำหรับอังกฤษเองนั้น แม้ว่าดัชนีหุ้นอังกฤษจะปรับตัวลงน้อยกว่ายุโรปมากในวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่อย่างน้อยในระยะสั้น ภาคเศรษฐกิจจริงของอังกฤษเองคือผู้แพ้ที่สุดและแพ้มากกว่าสหภาพยุโรปจากผลประชามตินี้
ในระยะสั้น อังกฤษจะเผชิญกับผลของความไม่แน่นอนทั้งต่อตลาดการเงินและการเมือง เพราะกิจกรรมการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริงโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDIs) เพื่อหวังอังกฤษเป็นฐานการผลิตในการเจาะตลาดยุโรปจะต้องลดลงเพราะความไม่แน่นอนที่ก่อตัวขึ้น โดยที่ธรรมชาติของตลาดและนักลงทุนไม่ชอบความไม่แน่นอน เพราะความไม่แน่นอนจะสร้างความเสี่ยงสูงมากในการตัดสินใจทำธุรกิจและลงทุน
เมื่อคำนึงถึงการขาดดุลแฝด (Twin Deficit)  ที่อังกฤษเผชิญอยู่ในปัจจุบันทั้งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (ซึ่งในไตรมาส 4 ปีที่แล้วสูงถึง 7 % ต่อ GDP ) และการขาดดุลการคลังในปีที่แล้วที่มากกว่า 4 % ต่อ GDP  ผมคิดว่าค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงค์ของอังกฤษยังสามารถที่จะอ่อนค่าลงไปได้อีก เมื่อคำนึงว่าตอนอังกฤษถอนตัวออกจากระบบอัตราแลกเปลี่ยน ERM ของยุโรปในปีค.ศ. 1992 ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงค์อ่อนค่าลงไปถึง 20 % การแยกตัวออกจากยุโรปปีค.ศ. 2016 นี้  แม้จะไม่ให้ผลรุนแรงเท่ากับปี ค.ศ. 1992 แต่การอ่อนค่าลงไปอีกของปอนด์สเตอร์ลิงค์จากวันศุกร์ที่ผ่านมาอีก  5-10  % ย่อมอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้และนี่จะกดดันไม่ใช่เฉพาะต่อเศรษฐกิจอังกฤษเท่านั้นหากแต่คู่ค้าของประเทศอังกฤษทั้งในภาคเศรษฐกิจจริงและภาคการเงินจะได้รับแรงกดดันไม่ว่าจะบวกหรือลบจากการอ่อนค่าอย่างมากของค่าเงินปอนด์เช่นกัน
การคาดคะเนถึงการอ่อนค่าของเงินปอนดสเตอร์ลิงในอนาคตจะกดดันให้เงินทุนจำนวนมากจะไหลออกจากอังกฤษเพื่อรักษาอำนาจซื้อของเงินไม่ให้ลดลงจากการอ่อนค่าของปอนด์สเตอร์ลิงค์ด้วยการเปลี่ยนจากการถืออปอนด์สเตอร์ลิงค์ไปเป็นเงินสกุลอื่นๆที่รักษาค่าของเงินได้มากกว่าและนี่จะกดดันให้สภาพคล่องของอังกฤษเองในระยะสั้นอาจจะเผชิญปัญหาความตึงตัวของสินเชื่อและสภาพคล่องในระบบขึ้นมาได้
แต่ข่าวดีคือ ก่อนหน้านี้อังกฤษเองได้มีการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing: QE)   อัดฉีดสภาพคล่องมหาศาลไว้ในระบบการเงิน    การไหลออกของเงินทุนจากอังกฤษจะไม่ส่งผลลบอย่างรุนแรงมากนักจนเป็นเหตุให้เกิดวิกฤติของสถาบันการเงินอังกฤษเพราะสภาพคล่องจากนโยบาย QE จะช่วยลดทอนผลลบจากปริมาณเงินทุนที่ไหลออกจากอังกฤษ
แต่ในแง่ของเงินเฟ้อนั้น การอ่อนค่าของเงินปอนด์สเตอร์ลิงค์ในระดับนี้จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะสูญเสียการใช้ดอกเบี้ยนโยบายและ QE เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ    แต่จะได้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือในการลดทอนการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะกลางแทน

ยังมีข่าวดีอะไรบ้าง

นี่ไม่ใช่สถานการณ์วิกฤตแบบการล้มละลายของบริษัทเลห์แมนบราเธอร์และผลที่ตามมาหลังจากนั้นในปีพ.ศ. 2551  (Lehman Moment)  เพราะวิกฤตการณ์เงินในครั้งนั้นมาจากการหดตัวอย่างฉับพลันของปริมาณเงินมหาศาลอันเกิดจากเร่งลดหนี้สิน (Deleveraging) ของสถาบันการเงินชั้นนำของโลก การตัดขาดทุนจากการลงทุนในสินทรัพย์การเงินในรูป MBS และ CDOs จำนวนมหาศาลจนทำให้สถาบันการเงินชั้นนำของโลกในสหรัฐอเมริกา อังกฤษและยุโรปแทบล้มละลาย จากการที่เงินทุนและสภาพคล่องไม่เพียงพอ
แต่ กรณี Brexit ในปีนี้จะสร้างผลกระทบผ่านความไม่แน่นอนทางตลาดการเงินและการเมืองทำให้เกิดการปรับลงของราคาสินทรัพย์เสี่ยงในอังกฤษ ยุโรปและค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงค์ตลอดจนยูโรอ่อนค่าแต่สภาพคล่องในระบบการเงินโลกโดยเฉพาะในอังกฤษและสหภาพยุโรปยังมีจำนวนมากจากผลของนโยบาย  QE ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ดำเนินอยู่และน่าที่จะลดทอนปัญหาวิกฤตสถาบันการเงินจากความไม่แน่นอนและการอ่อนค่าทั้งของปอนด์สเตอร์ลิงค์และยูโรได้
นอกจากนี้แล้ว Brexit ยังเป็นโอกาสที่หาได้ยากของธนาคารกลางชั้นนำของโลกในการเข้ามาดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีกครั้งหลังจากที่ก่อนหน้านี้ ด้วยการดำเนินนโยบายการเงินด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นลบ (เพราะไม่อยากจะเพิ่มวงเงินในการดำเนินนโยบาย QE) ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) สร้างผลลบต่อเศรษฐกิจและได้รับคำวิจารณ์ในเชิงลบจำนวนมาก
Brexit นั้นให้โอกาสที่ดีมากและความชอบธรรมแก่ ECB และBoJ ในการจะเข้ามาดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินที่จะถึงนี้   นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจจะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายออกไป อย่างน้อยในไตรมาส 3 ปีนี้ยังไม่น่าจะเห็นการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา ซึ่งนี่จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของตลาดและนักลงทุนให้ดีขึ้นบ้าง

โอกาสการลงทุน

ผมประเมินว่าจากนี้ไป ตลาดหุ้นโดยเฉพาะตลาดหุ้นอังกฤษ และยุโรป ยังคงมีโอกาสที่จะปรับลงต่อไปได้อีกจากความไม่แน่นอนของ  Brexit และจะดึงให้ดัชนีตลาดหุ้นประเทศอื่นๆจะต้องปรับลงตามแต่ผมคาดการณ์ถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ ECB และ BoJ ที่จะต้องมีในการประชุมนโยบายการเงินที่จะถึงในเดือนหน้านี้   รวมทั้งการเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ออกไปอีก   จะช่วยให้ตลาดหุ้นในหลายตลาดโดยเฉพาะเอเชียที่มีผลกระทบในระดับต่ำจาก Brexit และดัชนีปรับลงมากพอในช่วงก่อนหน้า จะเป็นโอกาสการลงทุนในลักษณะเก็งกำไรเล่นรอบสั้นๆได้
ขณะที่ภาพในระยะยาว ผลพวงของ Brexit และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นและการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ปลายวัฏจักรเศรษฐกิจแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งคือเศรษฐกิจสหรัฐฯ ใกล้จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิคใน 12 เดือนข้างหน้าจากนี้ไป และการอ่อนแรงของเศรษฐกิจจีนอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่เดือน พ.ค.ปีนี้เป็นต้นมา  ทำให้การเพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้หรือสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากจากนี้ไป
ก่อนวันทราบผลประชามติ ผมคิดว่ามีโอกาสไม่ถึง 10 % ที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย   คือ GDP โลกขยายตัวต่ำกว่า 2 % แต่หลังทราบผลประชามติเป็น Brexit  เมื่อคำนึงถึงขนาดของ GDP ยุโรปและอังกฤษรวมกันมีขนาดมากถึงหนึ่งในห้าของเศรษฐกิจโลก หรือใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกา ทำให้ความน่าจะเป็นดังกล่าวในมุมมองผมเพิ่มขึ้นมาเป็น 30 % และทำให้จากนี้ไป กลยุทธการลงทุนจะต้องระมัดระวังและคำนึงถึงความเสี่ยงให้มากกว่าเดิม
ข้อมูลอ้างอิง
  • ภาพที่1 : BofA  Merrill Lynch Global Fund Manager Survey, June 14,2016
  • ภาพที่ 2 : The Economist, June 18 2016
  • ภาพที่ 3 และ 4 : IIF Dispatch: Brexit Friday—Counting the Costs ,June 24 2016
  • ภาพที่ 5 :CS Playbook Brexit: The End of Globalisation, June 24 2016
ติดตามข่าวสารของเว็บไซต์ Brand Inside ได้จาก Facebook Fanpage

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กิจกรรม24มิ.ย.

24 มิถุนา 2475: รำลึกวันแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
เช้าตรู่วันนี้ 24 มิ.ย. อันเป็นวันครบรอบเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ประชาชนจำนวนหนึ่งเดินทางไปทำความสะอาดหมุดคณะราษฎรอันเป็นสัญญลักษณ์ของคณะผู้ก่อการ ในระหว่างนั้นเกิดความวุ่นวายเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวชายรายหนึ่งที่แสดงอาการไม่เห็นด้วยกับการทำกิจกรรมดังกล่าว หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ยังเข้าควบคุมตัวนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ไม่ให้ร่วมกิจกรรมด้วย
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวนายสิรวิชญ์ และอนุญาตให้ทำกิจกรรมในเวลาต่อมา
นายสิรวิชญ์และผู้เข้าร่วมทำกิจกรรมแถลงว่า คณะราษฎรได้เปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตยเมื่อ 84 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันประชาชนยังคงต้องต่อสู้ เรียกร้องประชาธิปไตยและเสรีภาพ แม้ว่าเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 จะเกิดจากน้ำมือของคณะทหารและข้าราชการบางส่วน แต่มาวันนี้ ประชาธิปไตยได้หยั่งรากลึกไปถึงประชาชนแล้ว
หมุดคณะราษฎรถูกลงบริเวณข้างลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ช่วงย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิ.ย. 2475 เป็นสถานที่ที่คณะราษฎรประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตย ที่หมุดมีจารึกข้อความว่า “ณ ที่นี้ คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง”

ญี่ปุ่นประชุมด่วนอังกฤษถอนตัวจาก EU เงินเยนกระฉูด หุ้นกราวรูด

ญี่ปุ่นประชุมด่วนอังกฤษถอนตัวจาก EU เงินเยนกระฉูด หุ้นกราวรูด
        รัฐบาลญี่ปุ่นเรียกประชุมฉุกเฉินหลังชาวอังกฤษลงประชามติถอนตัวจากสหภาพยุโรป ส่งผลให้ค่าเงินเยนทุบสถิติสูงกว่า 35.30 บาท ขณะที่ดัชนีหุ้นนิกเคอิร่วงต่ำที่สุดในรอบหลายปี
       
       นายกรัฐมนตรีชินโซ อะเบะ ระบุว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะทุกวิถีทางเพื่อเรียกคืนเสถียรภาพในตลาดเงินหลังจากชาวอังกฤษลงประชามติถอนตัวจากสหภาพยุโรป ผู้นำญี่ปุ่นระบุว่าผลประชามติในครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อตลาดเงินและเศรษฐกิจทั่วโลก
       
       ผลการลงประชามติถอนตัวจากสหภาพยุโรปของชาวอังกฤษ ทำให้ค่าเงินเยนพุ่งสูงขึ้นไปถึงกว่า 35.30 บาทต่อ100เยน ซึ่งถือว่าแพงที่สุดในรอบหลายปี ขณะที่ตลาดหุ้นกรุงโตเกียวทำสถิติลดต่ำที่สุดในรอบปี โดยดัชนีนิเคอิลดลงกว่า 1,300 จุดไปปิดที่ 14,952, ซึ่งถือเป็นการลดลงมากที่สุดในวันเดียวยิ่งกว่าเหตุวิกฤตการเงินของสหรัฐฯเมื่อปี 2008 
ญี่ปุ่นประชุมด่วนอังกฤษถอนตัวจาก EU เงินเยนกระฉูด หุ้นกราวรูด
        นายทาโร อะโซ รัฐมนตรีคลังของญี่ปุ่น รวมทั้งนายฮะรุฮิโคะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น ต่างแสดงความกังวลถึงสถานการณ์ในตลาดเงินขณะนี้ และระบุว่าจะต้องหารือกับสมาชิกกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม หรือ จี 7 เพื่อกู้คืนเสถียรภาพทางการเงิน
       
       อย่างไรก็ตาม นักลงทุนในญี่ปุ่นประเมินว่าเป็นเรื่องยากมากที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นและอีก 6 ชาติอุตสาหกรรมจะสามารถหยุดยั้งความปั่นป่วนในตลาดเงินได้ เพราะจะมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมาอีกมากมายจากการถอนตัวจาก EU ของอังกฤษ 
ญี่ปุ่นประชุมด่วนอังกฤษถอนตัวจาก EU เงินเยนกระฉูด หุ้นกราวรูด
        อังกฤษเป็นฐานสำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากในสหภาพยุโรป อีกทั้งเป็นที่หมายการลงทุนที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 รองจากสหรัฐ จีน และเนเธอร์แลนด์
       
       สถิติของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นและธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่าการลงทุนโดยตรงของญี่ปุ่นในอังกฤษอยู่ที่เกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อสิ้นปีที่แล้ว
       
       เงินทุนของญี่ปุ่นร้อยละ 32 ลงไปที่ภาคการเงินการคลังและประกัน ส่วนเงินทุนร้อยละ 14 ไปที่ภาคการทำเหมือง ซึ่งรวมถึงโครงการก๊าซธรรมชาติและน้ำมันทะเลเหนือ.