PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559

รับเพื่อความสงบ? ทายท้าวิชามาร

ใบตองแห้ง
นักธุรกิจบางราย ออกมาเปิดตัวว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญ “เพื่อให้บ้านเมืองสงบ” ฟังแล้วตลก พร้อมน่าสมเพช แม้ไม่แน่ใจว่าพูดเพื่อเอาใจผู้มีอำนาจหรือเปล่า
ก็เข้าใจนะครับ ภาคธุรกิจไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย ต้องการความสงบ เพื่อทำมาหากิน ผมเข้าใจดีว่าคนทำมาค้าขายพึงพอใจบรรยากาศทางการเมืองใน 2 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่านี่คือความสงบชั่วคราว รอวันปะทุ
คนส่วนหนึ่งคิดเอาง่ายๆ อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน เพราะกลัวจะมีการลุกฮือไล่ คสช. หรือกลัวบรรยากาศการเมืองกระทบความเชื่อมั่น เศรษฐกิจกำลังจะฟื้น หยวนๆ ยอมๆ กันดีกว่า ไม่แปลกอะไรนี่คือนิสัยคนไทยที่ชอบผลักภาระไปข้างหน้า
โดยไม่ยักมองว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ 2 พรรคการเมืองใหญ่ไม่รับ ภาคประชาสังคม NGO ไม่เอา จะนำไปสู่การเลือกตั้งได้ไง นำไปสู่ความสงบได้ไง
ย้อนคิดง่ายๆ สมมติประชามติครั้งนี้เปิดให้มีดีเบตรณรงค์เหมือนปี 2550 คุณว่าจะผ่านไหม ครั้งนั้นมีแค่พรรคไทยรักไทยกับผู้รักประชาธิปไตยจำนวนหนึ่ง กรธ.ชูจุดขาย “รับรัฐธรรมนูญเลือกตั้งเร็ว” “รับไปก่อนแก้ทีหลัง” ก็ยังชนะกัน 14.7 ต่อ 10.7 ล้านเสียง ครั้งนี้เพิ่มพรรคประชาธิปัตย์ครึ่งพรรค เพิ่ม NGO อีกหลากหลาย เพียงแต่ฝ่ายไม่รับเสียเปรียบเพราะถูกปิดกั้นมีข้อห้ามเอาผิดกันมากมาย
ถ้าประชามติผ่านเพราะคนไม่เข้าใจ หรือผ่านเพราะคนลงประชามติใต้บรรยากาศหวาดกลัว แม้ผ่านได้ก็กลายเป็นพันธนาการนำไปสู่ความขัดแย้งที่แรงขึ้น
อย่าลืมนะครับ ปี 50 มีพรรคไทยรักไทยค้านอยู่กลุ่มเดียว ก็ยังวุ่นวายจนเกิดรัฐประหารใหม่ ครั้งนี้มีทั้งเพื่อไทย ปชป. ไม่นับภาคประชาสังคมที่คนต่างสียังเห็นตรงกัน แล้วมันจะสงบได้ไง แน่ละ ตราบใดที่มี ม.44 คสช.ก็ยังคุมอำนาจได้ แต่จะไปสู่เลือกตั้ง จะมีรัฐบาลหลังเลือกตั้งได้อย่างไร ในสถานการณ์ที่คนไม่เห็นด้วยมีมากขึ้นทุกที
แน่ละ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็ไม่สงบหรอก ต่อให้ผู้นำบอกว่าไม่ต้องรับผิดชอบอะไร โหวตแล้วกลับบ้านไปดูหนังดูละคร แต่ความจริงก็รู้แก่ใจ เสถียรภาพไม่เหมือนเดิม แม้กองทัพเป็นปึกแผ่น ยังไม่มีใครล้มได้ แต่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทางลงจากอำนาจ จะลำบากยากเย็น เว้นแต่จะหันกลับมา “ปรองดอง” หาทางออกร่วมกับทุกฝ่าย
แน่ละ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็จะปั่นป่วนระลอกใหญ่ เพราะต้องเกิดการเจรจาต่อรอง เรียกร้อง กดดัน ไปสู่การจัดระเบียบอำนาจในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ฝ่ายต่างๆ ยอมรับได้มากขึ้น แต่ถามว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายจนแตกหักหรือไม่ ยังหรอกครับ เพราะแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายยังไม่มีพลังพอจะเอาชนะกัน ภายใต้อำนาจกองทัพที่เป็นเอกภาพกว่า
เอ๊ะ พูดอย่างนี้แปลว่าเลือกทางไหนก็ไม่สงบ ใช่เลย ประชามติ 7 สิงหา มองอีกมุมคือจุดเปลี่ยนสถานการณ์ จุดเปลี่ยนขั้วแยกขั้วใหม่ ไม่มีทางเป็น“ประชามติรวมใจ” เพราะมีทางออกแค่ 2 ทาง
ร่างรัฐธรรมนูญผ่านคือระบอบอำนาจวันนี้ชนะ สามารถวางกฎเหล็กคุมประเทศอย่างน้อย 5 ปี แต่ก็ต้องเผชิญพลังต่อต้านที่กว้างขวางขึ้น ไม่มีทางกลับสู่สถานการณ์ปกติ ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านคือระบอบอำนาจวันนี้เพลี่ยงพล้ำ ต้องถูกกดดัน ให้ยอมหาทางออกร่วมกัน ซึ่งไม่ง่าย
ไม่ว่าอย่างไร “ความสงบชั่วคราว” ก็ใกล้ถึงจุดจบ อยู่ที่จะเลือกอย่างไรให้เห็นความสงบยั่งยืนในอนาคต

สุธาขัย ยิ้มประเสริฐ: โปรดระวังรัฐธรรมนูญของแท้

สุธาขัย ยิ้มประเสริฐ: โปรดระวังรัฐธรรมนูญของแท้



ในระยะที่ผ่านมา ฝ่ายคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการเลือกตั้ง กำลังลาติดตามจับและเอาผิดร่างรัฐธรรมนูญปลอมอย่างดุเดือด กล้า สมุทวณิช จึงได้เขียนเรื่อง “โปรดระวังของแท้” ขึ้นมาเสียดสี เพื่อแสดงถึงภัยจาก “ของแท้” ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้ดีว่า ภัยร้ายของประชาธิปไตยไทย ไม่ได้มาจาก “รัฐธรรมนูญปลอม” ตามที่แกล้งว่ากัน แต่มาจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับจริง ที่มาจากคณะกรรมการร่างชุดเผด็จการของนายมีชัย ฤชุพันธ์
เมื่อมองไปที่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับของแท้ที่จะนำมาสู่การลงประชามติ จะพบว่า มีประเด็นสำคัญอยู่หลายจุดที่สะท้อนลักษณะอำนาจนิยม แต่ที่อยากจะเล่าถึงในที่นี้คือ เรื่องการให้อำนาจล้นฟ้าแก่ศาลรัฐธรรมนูญ เหนืออำนาจนิติบัญญัติและบริหาร โดยไม่ต้องยึดโยงกับประชาชนเลย สถานะที่ศาลรัฐธรรมมนูญจะกลายเป็นกลไกสูงสุด เช่น
สมมติว่าบ้านเมืองเกิดความขัดแย้งทางการเมืองตามแบบประชาธิปไตย แต่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าบ้านเมืองเกิดวิกฤต แล้วไม่มีมาตราใดในรัฐธรรมนูญจะมาบังคับใช้เพื่อแก้ไขสถานการณ์ ตามมาตรา 5 ของร่างฉบับมีชัย ให้อำนาจแก่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้จัดประชุมประมุขฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการ และประธานองค์กรอิสระทั้งหลายเพื่อวินิจฉัย และให้คำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุดมีผลผูกพันทุกองค์กร อ่านดูแล้วอาจจะไม่แปลก แต่ถ้าพิจารณาจะเห็นว่า เสียงข้างมากของที่ประชุมเพื่อแก้วิกฤตมาจากฝ่ายศาล และคำวินิจฉัยก็มาจากศาลรัฐธรรมนูญนั่นเอง และจากบทเรียนที่ผ่านมาในสังคมไทย จะเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองขั้นวิกฤตนั้น สร้างขึ้นได้ หรือถ้าไม่วิกฤต ศาลรัฐธรรรมนูญก็ตีความให้วิกฤตได้ อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญข้อนี้จึงยิ่งใหญ่มาก
ในกรณีที่บ้านเมืองยังไม่เกิดวิกฤต โดยที่รัฐบาลยังบริหารบ้านเมืองปกติ แต่อาจจะมีพวกสลิ่มเสื้อเหลืองบางกลุ่มไม่พอใจนโยบายบางอย่าง หรืออาจเกิดกรณีที่สภานิติบัญญัติยื่นญัตติของแก้ไขรัฐธรรมนูญ (เช่น แก้ไขให้ยุบทิ้งศาลรัฐธรรมนูญ เป็นต้น) พวกสลิ่มเสื้อเหลืองอาจจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวหาว่า รัฐบาลและสภานิติบัญญัติ “ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ตามมาตรา 49 ของร่างรัฐธรรมนูญมีชัย ระบุให้ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องร้องเรียนแบบนี้ได้โดยตรง ไม่ต้องมีองค์กรกลั่นกรอง และสามารถใช้อำนาจสั่งให้รัฐบาลหรือรัฐสภาเลิกการดำเนินการเช่นนั้นได้ทันที ดังนั้น พอเพียงให้มีบุคคลไปยื่น ศาลรัฐธรรมนูญก็จะกลายเป็นอำนาจสูงสุด ควบคุมนโยบายของรัฐบาล และควบคุมการออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติได้ทันที
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังทึกทักเอาว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องประกอบด้วยคนดี มีจริยธรรมสูงส่ง จึงกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันเขียน "มาตรฐานทางจริยธรรม" ให้เสร็จภายในหนึ่งปีหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ โดยมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว มีกรอบความคิดแบบนามธรรม เช่นระบุว่า “ต้องครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ” อำนาจในการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมนี้ สอดคล้องกับการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า รัฐมนตรีคนใดขาดคุณสมบัติตามมาตรา 160 คือ คือ ไม่มีความ "ซื่อสัตย์สุจริต" และ "มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” รัฐมนตรีผู้นั้นก็จะถูกถอนถอนและลงโทษ หมายถึงว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจอย่างมากในการควบคุมชี้เป็นชี้ตายบุคคลากรทางการเมือง เพราะสิ่งที่เห็นได้คือ ข้อกล่าวหาเป็นนามธรรม การพิจารณาจากหลักฐานและกระบวนการจึงเป็นการยาก (เช่น จะเอาหลักฐานอย่างไรมาพิจสูจน์การผิดจริยธรรม) การลงโทษหรือไม่ลงโทษจึงขึ้นกับการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ
ข้อกล่าวหาลักษณะนี้ยังมีต่อในมาตรา 144 ที่เสนอว่า ส.ส. และ ส.ว. จะเสนอแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้ใช้งบประมาณรายจ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนทำตัวไม่ได้ และถ้า ครม. หรือ กรรมาธิการมีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น การอนุมัติให้กระทําการหรือรู้ว่ามีการกระทําดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้ง ก็จะมีความผิดไปด้วย กรณีนี้ก็เช่นกัน มีการใช้ข้อความที่คลุมเรือ เช่น “ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม” เพื่อเปิดทางให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจ ซึ่ง ส.ส. ส.ว. หรือ ครม. ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิดต้องพ้นจากตำแหน่ง และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นด้วย
จะเห็นได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจตรวจสอบแบบล้นฟ้า แต่ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า มาจากผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน ผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุด 2 คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ 1 คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์อีก 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากส่วนราชการอีก 2 คน เท่ากับตุลาการศาลทั้งคณะ มาจากศาลและระบบราชการ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับประชาชนเลย
สรุปแล้ว เอาเรื่องศาลรัฐธรรมนูญเรื่องเดียว ร่างรัฐธรรมนูญของแท้ก็อันตรายมากแล้ว นี่ยังไม่ต้องพิจารณาเรืองอื่น เช่น ส.ว.มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ส.ส.เลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมเพื่อให้โอกาสพรรคที่แพ้เลือกตั้ง หรือการสอดใส่เรื่องการนิรโทษกรรมตลอดกาลให้กับทหารที่ก่อการรัฐประหาร ฯลฯ
และนี่เป็นเหตุผลแห่งการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของแท้ฉบับมีชัย

0000

คอนเสิร์ตวันเกิดป๋า โดย สุกรี เจริญสุข

วันที่ 26 สิงหาคม (พ.ศ.2463) เป็นวันเกิดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ นายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของไทย (พ.ศ.2523-2531) ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ท่านมีอายุครบ 8 รอบ (96 ปี) ท่านเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพที่ดี มีความจำเป็นเยี่ยม มีสมองเป็นเลิศ ช่วยตัวเองได้ เดินตัวตรง เป็นตัวอย่างของผู้สูงอายุ ทำให้ผู้พบเห็นมีความศรัทธาในการดำเนินชีวิต เพราะความเชื่อว่าการได้พบผู้สูงอายุซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีบุญ เสมือนได้พบกับพระ อนุโมทนาสาธุที่ได้พบคนแก่

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นคนที่มีระเบียบมีวินัยในการดูแลร่างกาย ดูแลตัวเอง เชื่อฟังปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เป็นคนแก่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี ดูแลเรื่องอาหารการกิน ดูแลการพักผ่อน “นอนอิ่มดีกว่ากินอิ่ม” และท่านออกกำลังกายทุกวัน ท่านเป็นผู้ที่มีอุดมการณ์ มีหลักการที่มั่นคง พูดน้อย แต่เมื่อพูดแล้ว “คำไหนคำนั้น” ที่สำคัญก็คือ เป็นสุภาพบุรุษ
“ป๋า” ไม่ได้เป็นคำไทย มาจากไหนก็ไม่รู้ ที่รู้น่าจะมาจากภาษาจีนก็แปลว่า “พ่อ” บางครั้งก็ใหญ่กว่าพ่อเสียอีก เพราะเป็นเจ้าพ่อ หรือเป็นผู้ที่มีอำนาจ สมัยที่มีดนตรีเล่นในบาร์ ในไนต์คลับ ตามภัตตาคาร อาบอบนวด หรืองานกลางคืน (พ.ศ.2510-2530) เด็กเสิร์ฟ เด็กที่ดูแลการจอดรถก็จะเรียกเจ้าของรถที่เป็นลูกค้าผู้ชายว่า “ป๋า” เรียกแขกที่มาเที่ยวบาร์ว่า “ป๋า” เพราะหวังว่าจะได้เงินค่าจอดรถแถมเงินค่าทิปพิเศษ คำว่าป๋าจะถูกใช้มากในหมู่ของคนทำงานกลางคืน งานรับบริการ งานในหมู่นักการพนัน และในหมู่ของนักเลง สรุปว่า “ป๋า” เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกผู้ชายสูงวัยในพื้นที่อโคจร หรือในพื้นที่มืด หรือพื้นที่สีเทา
“ป๋าเปรม” เป็นสุภาพบุรุษที่เรียกตัวเองว่า “ป๋า” เมื่อท่านได้รับยศเป็นพลตรี ตำแหน่งผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า (พ.ศ.2511) ท่านมักจะเรียกตัวเองว่า “ป๋า” ต่อผู้ที่มีอาวุโสน้อยกว่า ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “ป๋าเปรม” คนใกล้ชิดหรือคนสนิทก็จะถูกเรียกว่า “ลูกป๋า” ทำให้คำว่า “ป๋า” เปลี่ยนไปจากความหมายที่อยู่ในที่มืดหรือสีเทา เป็นศัพท์ที่อยู่ในพื้นที่สว่างแทน “ป๋า” จึงเป็นผู้สูงอายุที่มีบารมี มีความน่าศรัทธา น่าเกรงขาม และน่าเลื่อมใส
ป๋าเปรมท่านเป็นคนชอบดนตรีมาก ท่านเคยปรารภเรื่องความสำคัญของชีวิตที่มีอยู่ว่า “ชีวิตที่เหลืออยู่มีเพียง 2 อย่างคือ ปกป้องพระราชบัลลังก์และดนตรี” ท่านชอบร้องเพลง ชอบเล่นดนตรี และให้การสนับสนุนกิจกรรมดนตรีอย่างต่อเนื่อง ท่านชอบฟังดนตรีโดยเฉพาะเปียโน ท่านได้สั่งไว้เสมอๆ ว่า เมื่อใดที่มีรายการเปียโนให้บอกด้วย เพราะว่าอยากฟังคนเล่นเปียโน
สำหรับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับดนตรีนั้นมีส่วนที่เกี่ยวข้องกันหลายอย่าง ท่านเป็นคนที่ชอบร้องเพลง ท่านมีน้ำเสียงที่ดี ท่านยังให้การสนับสนุนกิจกรรมดนตรี นักเรียนดนตรีและนักร้อง ต่อมาท่านก็เรียนเปียโนด้วยความตั้งใจ ซื้อเปียโนมาไว้ในบ้าน ให้ครูสอนเปียโนมาสอนประจำ ฝึกซ้อมเล่นเปียโนอย่างมีวินัย เอาจริงเอาจัง หลังจากนั้นก็เริ่มแต่งเพลง โดยเรียนวิธีการแต่งเพลงเพิ่มเติม
ความชอบดนตรีของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทำให้บทบาทวงดนตรีของกรมดุริยางค์ทหารบกโดดเด่น วงดนตรีกองทัพบกได้นำบทเพลงของท่านไปแสดงในโอกาสต่างๆ และมีรายการแสดงบทเพลงของท่านประจำปี ผลพลอยได้ทำให้กิจกรรมดนตรีของกรมดุริยางค์ทหารบกได้รับการสนับสนุนมาก นักดนตรีกองทัพก็มีกำลังใจ
การสนับสนุนการศึกษาดนตรีนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านได้ให้ทุนการศึกษาทุนเรียนดนตรีแก่นักเรียนกรมดุริยางค์ทหารบกตลอดมา ส่งเสริมให้ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีและปริญญาโททางด้านดนตรี กระทั่งกองทัพบกได้เห็นความสำคัญของดนตรี จึงได้ขยาย “กองดุริยางค์” ให้เป็น “กรมดุริยางค์” ของกองทัพบก โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับกรม มีชั้นยศเป็นนายพลตรี ซึ่งเป็นขวัญกำลังใจให้แก่นักดนตรีในกรมดุริยางค์เป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้มีเพียงกรมเดียวในกองทัพไทยที่เป็นกรมดุริยางค์ เกิดขึ้นในกองทัพบก
ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านได้ให้การสนับสนุนจัดตั้งทุนการศึกษาด้านดนตรี โดยผ่าน “กองทุนเปรมดนตรี” เพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาที่มีความสามารถแต่ขาดทุนทรัพย์ และใช้ทุนในการจัดกิจกรรมดนตรีต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้เด็กที่ยากจนได้เรียนดนตรี เด็กที่ด้อยโอกาส และจัดกิจกรรมดนตรีให้เด็กได้สัมผัสกับดนตรีดีๆ ให้เด็กได้คิดทำสิ่งที่ดีในชีวิต
ในโอกาสที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีอายุครบ 8 รอบ (96 ปี) ในเดือนสิงหาคม 2559 นี้ ทางวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้ถือโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงเปียโน เพื่อมอบเป็นของที่ระลึกในวันคล้ายวันเกิด โดยเชิญนักเปียโนที่มีฝีมือสุดยอดเท่าที่จะชักชวนได้ (ในเวลาอันสั้น) ซึ่งเป็นนักเปียโนที่ท่านชื่นชอบ นักเปียโนเหล่านี้อาศัยอยู่ในประเทศไทย รวม 8 รายการด้วยกัน มีเพลงแถมอีก 1 รายการ เป็นรายการที่ 9 เพื่อให้เป็นนิมิตใหม่ของการเริ่มก้าวเข้าสู่รอบที่ 9 ของชีวิต
สำหรับนักเปียโนที่ขอเชิญเพื่อร่วมแสดงในแต่ละรายการนั้น แต่ละท่านเป็นนักเปียโนที่มีฝีมือ มีชื่อเสียง มีผู้ติดตามผลงาน มีมิตรรักแฟนเพลง มีลูกศิษย์ผู้ติดตามจำนวนมาก ที่สำคัญก็คือ เป็นนักเปียโนที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านชื่นชอบในฝีมือ ทั้งนักเปียโนรุ่นใหญ่และนักเปียโนรุ่นใหม่
ดร.เบนเน็ทท์ เลอร์เนอร์ เป็นนักเปียโนที่มีชื่อเสียงมาก มีลูกศิษย์มากมาย แม้จะเก็บตัวเงียบๆ อยู่ที่เชียงใหม่ ท่านจะเล่น 2 เพลงของเดอบุซซี (Debussy: Estampes (Pagodes), Golliwogg’s Cakewalk)
คนที่สอง ศาสตราจารย์แอเรนส์ รอล์ฟ เดียทเทอร์ เป็นอดีตอธิการบดีสถาบันดนตรีที่เมืองไวมาร์ เยอรมนี จะเล่นเพลงของวากเนอร์ (Wagner/Liszt: Rienzi paraphrase)
ดร.เอริ นาคากาว่า อาจารย์ชาวญี่ปุ่น ปักหลักสอนเปียโนที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์มาตั้งแต่เริ่มตั้งวิทยาลัย เธอเป็นคนสำคัญอีกคนหนึ่งที่ได้เปลี่ยนแปลงระบบการเรียนดนตรีโดยเฉพาะเปียโนในเมืองไทย ทำให้เด็กไทยแข็งแรงมากขึ้น ที่สำคัญก็คือทำให้การศึกษาดนตรีแข็งแรงขึ้นด้วย ครั้งนี้เธอจะเล่นเพลงของโชแปง (Frederic Chopin: Barcarolle, Op. 60)
ณัฐ ยนตรรักษ์ ถือว่าเป็นนักเปียโนคนไทยที่ได้สร้างปรากฏการณ์ไว้มากพอสมควร เรียนสถาปัตยกรรมมาก่อน แล้วหันเหชีวิตมาเรียนดนตรีอย่างจริงจัง เป็นนักเปียโนที่ได้แสดงผลงานไว้มากมายทั้งในและต่างประเทศ เป็นนักประพันธ์เพลง เป็นครูเปียโนให้กับ พล.อ.เปรมด้วย วันนี้ก็จะเล่นเพลงกลิ่นนาง ผลงานของ พล.อ.เปรม
อาร์ตัส เบลาเคาสคัส กับอินทุอร ศรีกรานนท์ เปียโนคู่ (Piano Duet) ผลงานเพลงของราเวล (Maurice Ravel: La Valse) ทั้งคู่เป็นนักเปียโนรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงมาก ได้แสดงเปียโนคู่ร่วมกันเป็น 10 ปี ซึ่งได้สร้างสีสันให้แก่วงการดนตรีเปียโนเป็นอย่างมาก
คริสโตเฟอร์ จันวอง แมคคิแกน เกิดที่อังกฤษ เป็นนักเปียโนรุ่นใหม่ แม่เป็นคนไทย พ่อเป็นชาวอังกฤษ เรียนเปียโนจากพ่อตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เมื่ออายุได้ 7 ขวบก็ย้ายมาอยู่เมืองไทย เรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ขณะนี้กำลังทำวิทยานิพนธ์อยู่ ครั้งนี้ก็จะแสดงผลงานของ ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ (Three minds; Fierce, Hesitant) และชูมันน์ (Schumann/Liszt: Widmung)
ภูมิ พรหมชาติ เป็นนักเปียโนรุ่นใหม่ชาวไทยอีกคนหนึ่ง ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากเมืองไทย ต่อมาได้ศึกษาต่อที่สถาบันดนตรีนานยาง สิงคโปร์ ได้รับทุนเพื่อไปศึกษาต่อที่ราชวิทยาลัยดนตรีในประเทศอังกฤษ โดยได้รับการอุปการะทุนจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สำหรับภูมิ พรหมชาติ ได้ผ่านการแข่งขันเปียโนหลายเวที เป็นที่รู้จักและได้รับเชิญไปแสดงทั้งในยุโรปและเอเชีย ครั้งนี้ก็จะเล่นเพลงของไครสเลอร์ (Kreisler/Rachmaninoff: Liebesfreud)
ดร.พรพรรณ บรรเทิงหรรษา เป็นนักเรียนเปียโนรุ่นใหม่ ได้รับทุนดนตรีคลาสสิกในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ไปเรียนดนตรี (เปียโน) ที่สถาบันดนตรีในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วไปเรียนการประพันธ์เพลงและเปียโนที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐ เธอเรียนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐ ครั้งนี้เธอจะเล่นผลงานเพลงของไฮเดิน (Joseph Haydn: Piano Sonata in C Major Hob. XVI: 50)
รายการสุดท้าย สุวิดา เนรมิตอร่าม (เปียโน) นักเปียโนรุ่นใหม่ ยังเรียนปริญญาเอกที่สหรัฐอยู่ ซึ่งจะเล่นคู่กับตปาลิน เจริญสุข นักเชลโล ในผลงานของรัคมานินอฟ (Rachmaninoff: Andante from Cello Sonata) และผลงานเพลงของราเวล (Maurice Ravel: Alborada del gracioso from Miroirs)
ทุกรายการ เชื่อว่าจะสร้างสีสันทางดนตรีและมอบความสุขให้แก่ผู้ฟังได้มากพอสมควร
การจัดแสดงเปียโนครั้งนี้ได้เชิญนักเปียโนที่มีชื่อเสียงทุกรุ่น เพื่อเป็นของขวัญให้แก่บุคคลสำคัญของไทย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นโอกาสที่ดีสำหรับดนตรี เพราะดนตรีได้สร้างความอบอุ่นให้แก่ชีวิต ทำให้ผู้ฟังได้สัมผัสว่า ดนตรีทำให้ชีวิตมีความงดงามได้อย่างไร ดนตรีจะช่วยชีวิตมนุษย์ให้มีความหวังได้อย่างไร อย่างน้อยๆ ดนตรีจะช่วยให้มนุษย์ไทยได้รู้จักฟังคนอื่นมากขึ้น เป็นผู้ฟังที่ดี ฝึกการใช้หูฟังดนตรีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559

นายกฯประชามติ

2 ส.ค. 59 เมื่อเวลา 15.10 น.ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)  กล่าวถึงสถานการณ์การลงประชามติว่า กำชับให้ทุกคนรักษาความสงบเรียบร้อยให้ได้มากที่สุด ใครที่ทำผิดกฎหมายก็จะต้องดำเนินการคดี ถ้าทำไม่ได้ในขณะนั้น ก็ให้ทำหลังจากที่มีการลงประชามติแล้ว ซึ่งต้องมีการเก็บพยานหลักฐานไว้เพื่อดำเนินคดี ทั้งในส่วนของกฎหมายปกติ คำสั่งคสช. และกฎหมายประชามติ เพราะเป็นเรื่องของกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของผม
           
เมื่อถามถึงสถานการณ์ที่ภาคใต้ในช่วงการลงประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  ก็ต้องไปดูว่ามันเกิดจากอะไร เมื่อสองวันก่อนก็มีเรื่องการพ่นสีข้อความตามถนน ตามป้าย เป็นเรื่องรับ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
 
"เป็นเรื่องการเมืองทั้งสิ้น แล้วใครที่มีปัญหาทางการเมืองอยู่ที่ใต้ ก็เห็นอยู่วันก่อนก็เป็นข่าว เขาเป็นคนเริ่มเปิดประเด็น สรุปว่าเป็นการใช้บริการผู้ก่อเหตุรุนแรงหรือเปล่า ไม่เช่นนั้นใครจะกล้า เจ้าหน้าที่ก็พยายามอยู่ ทุกอย่างการเมืองทำให้มันเละไปทุกวัน เบื่อตรงนี้ ไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง"นายกฯ กล่าว
            
เมื่อถามว่าคืนวันศุกร์ที่ 5 ส.ค. จะงดจัดรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ตามที่มีพรรคเพื่อไทยเรียกร้องหรือไม่ นายกฯ กล่าวยืนยันว่า ยังจะพูดเหมือนเดิม ใครจะห้าม ไม่ต้องมาห้ามหรือแนะนำ คนแนะนำนั่นแหละตัวดี ตนไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล รู้อะไรควรไม่ควร อะไรดีไม่ดี รู้ว่าพูดเพื่ออะไร ในเมื่อตนบอกว่าไม่ได้ไปชี้นำให้ใครรับร่างหรือไม่รับร่าง แต่พวกที่ชี้นำก็ยังทำอยู่นั่น ทั้งๆที่กฎหมายเขาก็มี ก็ไม่เห็นกลัวกัน ไปไล่คนที่ทำผิดกฎหมายสิ ที่บอกว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นแบบบริสุทธิ์คนเดียวก็ไม่เป็นไร แต่พาพวกอีกเป็นร้อยเป็นพันนั้นบริสุทธิ์ไหม ขณะที่ตนไม่ได้มีมวลชน ที่สนับสนุนมาเดินตามตนข้างหลัง มันไม่จำเป็น เพราะตนเอาผลงานรัฐบาลเป็นตัวกำหนดว่าอนาคตเป็นอย่างไร หากจะเลือกอนาคตที่อาจจะมองไม่เห็นชัดเจน แต่ตนก็วางและวาดภาพให้เห็นกับการไม่มีภาพเหล่านี้ก็เลือกเอาเอง
           
“อย่ามาบอกว่าประชามติจะเป็นตัวชี้วัดว่าใครแพ้ใครชนะไม่เกี่ยว ผมไม่เคยแพ้ใคร และผมก็ไม่ต้องการเอาชนะใครเพียงรักษาอำนาจของผมเพื่อบริหารราชการแผ่นดินในช่วงเปลี่ยนผ่านแค่นั้น” นายกฯ กล่าว
           
เมื่อถามว่าได้ยินเสียงเรียกร้องหรือไม่ว่าหากประชามติไม่ผ่านนายกฯต้องลาออก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนพูดไปไม่เข้าใจหรือ การทำประชามติอยู่ในกระบวนการไปสู่ประชาธิปไตยสากล ซึ่งต้องมีรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่มีก็ไปตรงนั้นไม่ได้ และเลือกตั้งไม่ได้ ก็จบแค่นั้นตนก็อยู่ไปตามโรดแมปจะเกี่ยวอะไรกันตรงไหน หน้าที่ตนคือแก้ปัญหาเดิมๆ หยุดความขัดแย้ง แล้วมันหยุดกันได้หรือยัง นั่นคือสิ่งที่พูดในฐานะหัวหน้าคสช. ยังไงตนก็ยังอยู่เพราะมีตำแหน่งหัวหน้าคสช.ด้วย
           
ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทยยื่นหนังสือถึงนายกฯให้ตรวจสอบ และระงับจุลสารการออกเสียงประชามติของ กกต. โดยระบุ มีเนื้อหาเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นรายละเอียด เพียงแต่ต้องไปดูว่าผิดถูกอย่างไร กกต.เป็นผู้ตัดสิน ใครไม่เห็นด้วยก็ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ตนไม่ได้เห็นและอ่านเรื่องร้องเรียนดังกล่าว แต่ก็รับทราบ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการ "ผมต้องทำทุกเรื่องหรืออย่างไร อยากรู้นัก การร้องเรียนก็ต้องมีเจ้าหน้าที่กลั่นกรอง ไม่ใช่ยื่นมาแล้วถึงมือผมทันทีเมื่อไหร่"
           
เมื่อถามว่าการทำประชามตินั้นมีอีกกระแสคือการโนโหวตมาอีก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็สุดแล้วแต่ท่าน แล้วยังไง ตอนนี้ตนไม่กังวลอะไร ผลจะออกมาอย่างไร ก็ยังอยู่ตามโรดแมปและจะทำให้ดีที่สุดในช่วงที่ยังอยู่ เป็นการทำให้ประเทศชาติ ประชาชนคนไทย ไม่ได้ทำเพื่อใคร
           
เมื่อถามว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชาชนพอจะทราบได้หรือยังว่ากระบวนการหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ตามกระบวนการก็ต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่แล้วก็เลือกตั้ง ส่วนที่มีการเรียกร้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญด้วยนั้น เห็นว่าที่ผ่านมาประชาชนอาจไม่ได้ร่วมในขั้นต้น แต่เขาก็รับทราบ ในตอนนี้ที่มีการเดินหน้าชี้แจงทุกกลุ่มทุกจังหวัด ตอนนั้นไม่เห็นมีกระแสต่อต้านอะไรมากกมาย แต่มารุมต่อต้านกันตอนนี้หมายความว่าอะไร และเรื่องรัฐธรรมนูญไม่มีคนรู้เลยหรือ เขาก็เดินสายไปชี้แจงหลายที่ สิ่งสำคัญคือคนที่มาต่อต้านวันนี้ไม่เคยเข้ารับฟัง ไม่ร่วมมือใดๆทั้งสิ้น เพื่อให้สื่อมาถามตน ให้ตอบว่าจะรับผิดชอบอย่างไร อย่ามาถามตนแบบนี้ ฉะนั้นผลจะออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ ซึ่งวันที่ 7 ส.ค. ลงมติเสร็จสิ้น วันที่ 8 และ 9 ใช้เวลาในการรวบรวมทำเอกสารต่างๆ ขึ้นมารายงานให้ทราบ อย่างเป็นทางการ โดยตนจะรับทราบในวันนั้น
           
“อังคารหน้า(9ส.ค.) ผมจะประชุมร่วมครม.-คสช. เพื่อจะวางแผน หาวิธีการในการดำเนินการต่อไป หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะทำอย่างไร และถ้าผ่านจะทำอย่างไร งานรออีกเยอะแยะ เป็นร้อยเป็นพันอย่าง จะมาเสียสมองกับเรื่องนี้เรื่องเดียวไม่ได้ ต้องเดินไปตามโรดแมปให้ได้ ผมตอบได้แค่นี้” นายกฯ กล่าว
           
เมื่อถามว่านายกฯมั่นใจว่าจะสามารถเดินไปถึงปลายทางโรดแมปและเกิดการเลือกตั้งได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ใครจะไม่ให้ตนเดิน จะมาบังคับได้อย่างไร ตนถืออำนาจรัฐอยู่ใช่ไหมตอนนี้ ต้องไปถามประชาชนว่าจะเอาอย่างไร อย่ามาถามตน เพราะไม่มั่นใจอะไรทั้งสิ้น แต่มั่นใจว่าทำงานได้ หากประชาชนไม่ไว้วางใจก็เป็นเรื่องของประชาชนจะทำอย่างไรก็ว่ามา ต้องไปถามเขาบ้าง อย่าไปจ่อปากให้เขาพูดอย่างเดียว คนที่ไม่รับอะไรต่างๆ สื่อต้องไปถามเขาแบบที่ถามตนว่าจะเอาอย่างไร ว่าอย่างไร ไม่เคยเห็นสื่อถามเลย มีแต่เอาไมค์ไปยื่นให้เขาพูดๆ แล้วก็มาไล่ตน สื่อที่ดีเขาไม่ทำแบบนั้นหรอก      
           
เมื่อถามว่ามีการประเมินว่าหลังการทำประชามตินายกฯ อาจจะตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่มี ทำไมจะปรับใครหรือ หนังสือพิมพ์ก็เขียนไปสิ
           
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่มีปัญหาอะไรกันใช่หรือไม่ ทำไมฝ่ายตรงข้ามถึงหยิบยกมาเป็นประเด็นทุกครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็พวกสื่อชอบไปขยายให้อีกฝ่ายหนึ่ง ผมยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร อยู่กันมา 30-40-50 ปี ความผูกพันมากกว่าที่ทุกคนคิด ทหารเขาเป็นอย่างนี้ไม่ได้คบกันเพื่อประโยชน์ ไม่ได้คบกันเพราะเป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ไม่เกี่ยวกัน เป็นคนละเรื่อง คบกันด้วยความดี ความเชื่อถือ เชื่อมั่น และไว้วางใจซึ่งกันและกันตลอดมา 50 ปี ไม่มีวันทะเลาะกัน ไม่ว่าจะยุอย่างไรผมก็ไม่ทะเลาะ 1.ท่านเป็นรุ่นพี่ผม 2.ผมเป็นรัฐบาลท่านก็เคารพผม ผมเคารพท่านเพราะท่านเป็นรุ่นพี่ มีความอาวุโส มีประสบการณ์ แล้วจะมีใครให้ผมเชื่อใจได้มากกว่านี้ มีหรือไม่เสนอมา สื่อก็ไปตีท่านได้ตลอดเวลา ท่านก็ปฏิเสธมาตลอดก็ไม่รู้จะทำอย่างไร มันไปอยู่ที่สภาวะแวดล้อม และคนอื่นที่จะพูดว่าอย่างไร ไอ้พวกนั้นแหละที่ชอบพูดให้มันเสียหาย ไม่รู้วัตถุประสงค์ว่าทำเพื่ออะไรเหมือนกัน"
  
เมื่อถามว่า ในวันที่ลงประชามติ 7 สิงหาคม จะมีการตั้งวอร์รูมที่ไหนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มีการตั้งวอร์รูมอะไรทั้งสิ้น วอร์รูมของตนก็คือการนอนที่บ้านดูหนัง ดูละคร ไม่สนใจอะไรอยู่แล้ว เมื่อลงประชามติแล้วก็ถือว่าทำแล้ว หน้าที่ทุกคนมีแค่นั้นคือไปลงประชามติ รัฐบาลจะต้องมีการตั้งวอร์รูมอีกทำไม
 
"ที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีการตั้งวอร์รูมนั้น เขาก็ฟังกันจากโทรทัศน์ทั้งหมด เป็นการดูข่าวจากโทรทัศน์อยู่แล้วทำไมต้องตั้งวอร์รูมขึ้นมาอีก วอร์รูมกันไปทำไม ถ้ามีความขัดแย้ง และล้มประชามติก็ติดคุกกันไป นี่คืออำนาจของผมเต็ม ๆ ก็ลองดูแล้วกัน อำนาจของผมและคสช. มีแค่ไหนก็ทำเต็มที่ ใครมาทำให้กระบวนการล้มก็ต้องดู"
 
นายกฯ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้เมื่อการลงประชามติเสร็จสิ้นทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องรอผลการลงประชามติของประชาชน และเตรียมการแก้ปัญหาต่อไป ถ้าไม่อยากให้ทำอะไรเลยตนก็แก้ปัญหาทางการเมืองอย่างเดียว เรื่องอื่นไม่ต้องทำเลย รักษาตัวให้ถึงวันเลือกตั้งครั้งใหม่ ไม่ต้องไปเดินหน้าให้เขาด่า แก้ไขจัดระเบียบให้ผู้ที่เดือดร้อน ไม่ต้องไปเอาป่าคืน ไม่ต้องเอาคดีทุจริตมาตรวจสอบ ควรจะดูผลงานทั้งหมด การปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่มาดูแต่เรื่องการเมืองอย่างเดียว ดูด้วยว่าประเทศชาติต้องการอะไร ทั้งหมดเป็นเรื่องของทุกคนที่จะกำหนดชะตาของตัวเอง
 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า กกต. ไม่ได้ขอความร่วมมืออะไรเข้ามา เขาขอเพียงให้ดูแลในเรื่องกฎหมาย และไม่ต้องขออะไรเพิ่มจากตนอีก หน้าที่ของรัฐบาลตนทำให้ตามกฎหมายอยู่แล้ว และต้องทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้เกิดความสงบเรียบร้อย ในฐานะหัวหน้าคสช. กรธ.ก็มีหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ตนมีหน้าที่หัวหน้ารัฐบาลก็ต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาขออะไรเพิ่มเติมหน้าที่รักษาความปลอดภัยตนทำให้อยู่แล้ว และอย่าลืมเหตุการณ์ในอดีตโดยเฉพาะก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 มันหน้ารำคาญอยู่แล้ว
 
“เราไม่ได้กลัวอะไรทั้งสิ้น ไม่ได้กลัว ถ้าเข้าแล้วไม่มีกลัว บอกซะก่อน ผมเดินหน้าเพราะผมฟังเสียงประชาชน เพราะผมทำตามที่เขาเรียกร้อง หลายอย่างที่ผมทำให้ หลายอย่างที่ผมทำให้ไม่ได้ก็คือไม่ได้ แต่ผมไม่ได้ไปหลอกเขาว่าไอ้นี่ทำได้ เพื่อที่จะให้มารักผม ผมไม่ทำ”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559

"นิพิฏฐ์" ชี้ร่าง รธน.อคตินักการเมือง ย้อนกลับไปยุค "จอมพลถนอม"

"นิพิฏฐ์" ชี้ร่าง รธน.อคตินักการเมือง ย้อนกลับไปยุค "จอมพลถนอม" ต่ออำนาจ คสช.ผ่านเก้าอี้ ส.ว.
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเหตุผลไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้มีอคติต่อนักการเมืองในเกือบทุกด้าน อีกทั้งยังให้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยกำหนดให้มี ผบ.เหล่าทัพ เข้าไปเป็น ส.ว.โดยตำแหน่งตามมาตรา 269(1)(ค) ซึ่งจะย้อนไปสู่ยุคจอมพลถนอม กิตติขจร ทั้งๆ ที่เจตนารมณ์ของการมี ส.ว. คือต้องการคนที่เป็นกลางทางการเมือง และต้องไม่เป็นสภาผัวเมีย หรือสภาครอบครัว แต่ทหารก็ยังให้ ผบ.เหล่าทัพ เข้ามาเพื่อคุมเสียงของ ส.ว. สรรหา ซึ่งเป็นการทำลายเจตนารมณ์ของการมี ส.ว. อีกทั้งยังเป็นการสืบทอดอำนาจ คสช. ผ่าน ส.ว. ด้วย นอกจากนี้ ยังให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มาจากการเลือกตั้งต้องพ้นจากทำหน้าที่ ในกรณีใช้งบแปรญัตติ หรือใช้งบผิดประเภทในมาตรา 168 และให้ปลัดกระทรวงเลือกกันเอง หนึ่งคนเพื่อเป็นนายกฯรักษาการณ์ ถือเป็นการทำลายแก่นของระบอบประชาธิปไตย เพราะหลักต้นแบบของประชาธิปไตยมาจากการเสียภาษีของประชาชน แต่ร่างฉบับนี้กลับตาลปัตร ยอมให้ข้าราชการ ใช้จ่ายภาษีของประชาชน ผ่านตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เลือกกันเองโดยไม่ผ่านประชาชนได้

"ที่สำคัญหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านรัฐธรรมนูญได้กำหนดว่าต้องร่างแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้เสร็จภายใน 120 วัน ซึ่งครั้งนี้จะเป็นการยกระดับขึ้นเป็นกฎหมาย ไม่ใช่แค่นโยบาย โดยจะมีผลในการบังคับใช้ ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องทำตาม ทั้งที่ยุทธศาสตร์นี้ออกแบบโดยรัฐบาลทหาร และแม้ผู้เกี่ยวข้องจะชี้แจงว่า แผนยุทธศาสตร์นี้ สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถามว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว ในเมื่อเขาคุม ส.ว. 250 คนในมือได้ ซึ่งเปรียบเหมือนเป็นพรรคการเมืองหนึ่ง การปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายใด ก็ทำได้ยาก หากเขาไม่เอาด้วย ดังนั้น นี่จึงเป็นการมัดมือชกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้อีกเรื่องสำคัญคือ กรณีคำถามพ่วง ถ้าผ่าน ส.ว.สรรหาสามารถโหวตเลือกนายกฯ ได้ร่วมกับ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นแล้ว ตนขอฟันธงว่า ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะไม่มีพรรคการเมืองใดได้ ส.ส. มากถึง 250 คน สุดท้าย ส.ว. จะถือเป็นฐานของผู้มีอำนาจ เป็นเหมือนพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง ที่มีตุนไว้แล้วก่อนการเลือกตั้ง" นายนิพิฏฐ์กล่าว




ที่มา : มติชนออนไลน์
 

ม.เที่ยงคืนแถลงข่าวว่าไม่สามารถแถลงได้ หลังถูกมหาวิทยาลัยสั่งห้ามแถลงเรื่องการลงประชามติ


สิงหาคม 1, 2016
By 
1 ส.ค.59 เวลา 13.00 น. ที่ตึกคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักวิชาการจากกลุ่มมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้มีการแจกแถลงการณ์เรื่อง “การลงประชามติแบบ 3 ไม่รับ” หลังถูกมหาวิทยาลัยสั่งห้ามไม่ให้จัดแถลงข่าว โดยอ้างอิงถึงคำสั่งห้ามจากอธิการบดีของมหาวิทยาลัย ด้านสมชาย ปรีชาศิลปกุล ระบุบุคคลภายในมหาวิทยาลัยต่างๆ เอง กำลังทำให้มหาวิทยาลัยค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นค่ายทหาร
เดิมกลุ่มคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มีกำหนดการจัดแถลงข่าวเรื่อง “การลงประชามติแบบ 3 ไม่รับ” ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ในช่วงเช้าวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ทางคณบดีคณะนิติศาสตร์ ได้แจ้งด้วยวาจามาทางผู้จัดว่าขอให้ยกเลิกการแถลงข่าวดังกล่าว โดยอ้างอิงถึงคำสั่งห้ามว่ามาจากอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ไม่มีรายละเอียดในการห้ามและการอ้างอิงเอกสารที่เป็นทางการใด
ทางกลุ่มนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงได้ประกาศยกเลิกการแถลงข่าวดังกล่าว และเปลี่ยนมาเป็นการแจกแถลงการณ์ให้กับสื่อมวลชนที่หน้าตึกคณะนิติศาสตร์แทน โดยระหว่างการแจกแถลงการณ์ได้มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบคอยสังเกตการณ์และบันทึกภาพอยู่ตลอดเวลา ส่วนทางกลุ่มนักวิชาการได้แถลงกับผู้เข้าร่วมว่าวันนี้ไม่สามารถอ่านแถลงการณ์ได้ เพราะถูกสั่งห้าม จึงทำได้เพียงแจกแถลงการณ์แทน
photo_2016-08-01_15-51-14
photo_2016-08-01_16-06-06
รองศาสตราจารย์สมชาย ปรีชาศิลปกุล ได้ให้ความเห็นว่าที่ผ่านมา คณะนิติศาสตร์เป็นพื้นที่เปิดที่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้ มีคนที่มีความเห็นหลากหลายอยู่ร่วมกันและสามารถพูดคุยกันได้ ตัวอย่างเช่น กรณีที่ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้มาร่วมเสวนาเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่ตึกคณะนิติศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งตนเห็นว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ทางมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้มีการห้ามหรือเข้าไปขัดขวางแต่อย่างใด
สมชายระบุว่าเมื่อมีการห้ามไม่ให้มีการแถลงข่าวดังกล่าว ตนไม่ได้มีความกลัวต่อสถานการณ์ แต่ยังคงยืนยันว่ามหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหารอย่างที่เคยยืนยันมาโดยตลอด และเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นเฉพาะที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในหลายมหาวิทยาลัยทั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นต้น ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นค่ายทหาร ไม่ใช่จากคนภายนอกแต่เป็นจากคนภายในมหาวิทยาลัยเองที่จะทำให้เปลี่ยนไป
“นี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย” สมชายกล่าว
สำหรับแถลงการณ์ที่ระบุถึงจุดยืนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแบบ 3 ไม่รับ ประกอบด้วย การไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย,  การไม่รับคำถามพ่วง และการไม่รับกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแบบอำนาจนิยม (อ่านแถลงการณ์ฉบับเต็มของนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)

เผยประวัติ “ยูริโกะ โคอิเคะ” ผู้ว่าการหญิงคนแรกของกรุงโตเกียว

คณะกรรมการการเลือกตั้งในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ประกาศว่า น.ส.ยูริโกะ โคอิเคะ อดีตรัฐมนตรีกลาโหม วัย 64 ปี เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าการกรุงโตเกียวซึ่งจัดขึ้นเมื่อวานนี้ (31 ก.ค.) โดยผลนับคะแนนอย่างเป็นทางการบ่งชี้ว่า น.ส.โคอิเคะ เป็นผู้ได้รับเสียงข้างมาก รวมกว่า 2.9 ล้านเสียง ทิ้งห่างจากผู้ที่มีคะแนนเป็นอันดับ 2 และ 3 ได้แก่ นายฮิโรยะ มาซูดะ ซึ่งได้รับคะแนน 1.8 ล้านเสียง และนายชุนทาโร โทริโกเอะ ซึ่งมีคะแนน 1.3 ล้านเสียง
น.ส.โคอิเคะ เป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าการกรุงโตเกียว ทั้งยังเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง โดยเธอเคยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ เมื่อปี 2550 และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมมาก่อนเมื่อปี 2548
อย่างไรก็ตาม น.ส.โคอิเคะลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการกรุงโตเกียวในฐานะผู้สมัครอิสระ แม้ว่าเธอจะสังกัดอยู่ในพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือพรรคแอลดีพี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลญี่ปุ่น แต่คณะผู้บริหารพรรคแอลดีพีกลับไม่ได้ประกาศสนับสนุนเธอในฐานะตัวแทนพรรค
นอกจากนี้ นายชินทาโร อิชิฮาระ อดีตผู้ว่าการกรุงโตเกียว และสมาชิกคนสำคัญคนหนึ่งของพรรคแอลดีพี เคยวิจารณ์ว่าชาวญี่ปุ่นไม่อาจฝากฝังกรุงโตเกียวไว้กับผู้หญิงที่แต่งหน้าจัดเช่นเธอได้ แต่ น.ส.โคอิเคะ หัวเราะกับคำวิจารณ์และเผยว่ารู้สึกชินแล้วกับความคิดเห็นดังกล่าว
ขณะที่ภารกิจเร่งด่วนของ น.ส.โคอิเคะ ในฐานะผู้ว่าการกรุงโตเกียว ได้แก่ การสะสางปัญหาเรื่องงบประมาณและการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นรับเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่กรุงโตเกียวในปี 2563 เนื่องจากอดีตผู้ว่าการกรุงโตเกียวทั้งสองรายก่อนหน้านี้ต้องลาออกเพราะถูกกล่าวหาว่าพัวพันการใช้งบประมาณของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดย น.ส.โคอิเคะ ระบุว่าตนจะเปลี่ยนกรุงโตเกียวเสียใหม่ และจะสนับสนุนนโยบายส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงในสังคมญี่ปุ่นด้วย
ทั้งนี้ น.ส.โคอิเคะ จบการศึกษาในสาขาสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยไคโร ประเทศอียิปต์ ทำให้เธอสามารถพูดภาษาอาหรับได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งยังเคยเป็นผู้ประกาศข่าวทางโทรทัศน์ ก่อนจะเข้าสู่แวดวงการเมืองในปี 2535 และเป็นนักการเมืองหญิงที่มีแนวคิดขวาจัดคนหนึ่ง

ศาลทหารให้ประกันตัว “แม่จ่านิว” คดีหมิ่นสถาบัน


วันนี้ ที่ศาลทหารกรุงเทพฯ อัยการศาลทหารได้นัด น.ส. พัฒน์นรี ชาญกิจ แม่ของ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ ‘จ่านิว’ โดยมีคำสั่งส่งฟ้องต่อศาลทหารในคดีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งทางศาลทหารรับฟ้องและอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาโดยวางหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 500,000 บาท และมีเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง ยุยง ปลุกปั่นทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และห้ามเดินทางออกนอกประเทศก่อนได้รับอนุญาตจากศาล
น.ส. พัฒน์นรี ถูกออกหมายจับและตั้งข้อหาร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่ผ่านมา และมีการเผยแพร่เอกสารหลักฐานในชั้นสอบสวนพบว่าเธอพิมพ์ตอบข้อความของนายบุรินทร์ อินติน ที่ถูกควบคุมตัวขณะทำกิจกรรม “ยืนเฉยๆ” ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและตั้งข้อหาไปก่อนหน้านั้น โดยน.ส.พัฒน์นรีตอบข้อความด้วยคำว่า “จ้า”
ภายหลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม พ.ต.อ.โอฬาร สุขเกษม จาก กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ได้เคยแถลงข่าวชี้แจง ยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้งสองมีการกระทำที่เข้าข่ายกระทำผิด ไม่ได้แค่พิมพ์คำว่า “จ้า” ตอบรับบทสนทนาเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่อาจให้รายละเอียดของคดีได้ ขณะเดียวกันพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ยืนยันว่าการจับกุมดังกล่าวเพราะกระทำความผิดจริง มีหลักฐานชัดเจน และไม่ได้จับกุมเพราะประเด็นการเมือง และประเด็นการทำประชามติ
ภาพประกอบจากคลังภาพ
ี่ที่มา BBC

องค์กรสื่อทางเลือก-ภาคี รวมการเฉพาะกิจ #ส่องประชามติ


1 ส.ค. 2559 ที่ห้องประชุมเว็บไซต์ประชาไท ในการแถลงข่าว “เครือข่ายสังเกตการณ์ประชามติ” นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท กล่าวถึงการรวมตัวครั้งนี้ว่า เป็นการรวมตัวกันเฉพาะกิจขององค์กรสังเกตการณ์การเลือกตั้ง องค์กรสิทธิมนุษยชน และสื่อทางเลือก คือ เครือข่าย We Watch อาสาสมัครเยาวชนสังเกตการณ์ประชามติ, สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน, สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw), สำนักข่าวไทยพับลิก้า, ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ), และสำนักข่าวประชาไท เพื่อร่วมกันจับตาการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม นี้ โดยเปิดรับข้อมูลจากประชาชนและเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมรายงานข้อมูลสู่สาธารณะ
"ในการรับข้อมูลจะมาจากสองส่วน คือ อาสาสมัครของ We Watch ซึ่งมีกระบวนการให้จัดส่งรายงานเข้ามาอย่างเป็นระบบ ส่วนของประชาชนทั่วไปที่อยากเข้าร่วม ไม่มีเงื่อนไขว่าต้องลงทะเบียน เช่น หลังจากไปออกเสียงประชามติ ก็สามารถเขียนรายงานเข้ามา หรือกลุ่มคนที่จะเดินทางในพื้นที่ต่างจังหวัด ในหน่วยที่อยู่ไกล แล้วถูกสกัดกั้นการออกเสียง เรื่องเหล่านี้อยากให้รายงานและบันทึกไว้ให้มากที่สุด เท่าที่กำลังของประชาชนและเครือข่ายจะทำได้" นางสาวจีรนุช กล่าว
นายเอกพันธุ์ ปิณฑวณิช ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่า การลงประชามติครั้งนี้แตกต่างจากหลายครั้งและการเลือกตั้งทั่วไป เนื่องจากยังไม่เคยเห็นความพยายามที่จะทำให้เกิดการสอดส่องและติดตามกระบวนการลงประชามติครั้งนี้ ทั้งนี้ การที่มีองค์กรติดตาม ทั้งในช่วงก่อนลงประชามติ วันประชามติ และหลังประชามติ สำคัญมากเพราะทำให้เห็นว่าการประชามติครั้งนี้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้
"ในอดีต ในการเลือกตั้งทุกครั้ง พรรคการเมืองจะส่งตัวแทนลงสังเกตการณ์ทุกหน่วยเลือกตั้ง ในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะมีการจับผิดกันว่ามีการโกงกันไหม ใครมีพฤติกรรมล่อแหลม ขณะเดียวกัน องค์กรอื่นๆ จะร่วมสังเกตการณ์ด้วย ทำให้เกิดการเปรียบเทียบข้อมูลที่ได้มา ทั้งของพรรคการเมือง องค์กรจากส่วนกลาง หรือจากต่างประเทศ แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นกระบวนการเหล่านี้เลย" นายเอกพันธุ์ กล่าว
นางสาวชมพูนุท เฉลียวบุญ ผู้ประสานงานเครือข่าย We Watch ซึ่งเป็นเครือข่ายของเยาวชนที่สนใจในประเด็นการเมือง การเลือกตั้ง ประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน กล่าวว่า เครือข่ายมีการอบรมเยาวชนและคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับการสังเกตการณ์ประชามติ โดยในการสังเกตการณ์จะจับตาข้อดีและข้อด้อย เพื่อสรุปเป็นข้อปรับปรุงการเลือกตั้งหรือการประชามติในครั้งต่อๆ ไป
"สำหรับหลักสำคัญของการสังเกตการณ์ประชามติ คนที่จะไปสังเกตการณ์ อย่างน้อยต้องศึกษากระบวนการตั้งแต่ต้น โดยสามารถดูในหน่วยของตัวเอง การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ดูว่าประชาชนที่ไปใช้สิทธิ ตื่นตัวแค่ไหน กระบวนการระหว่างวัน เป็นไปด้วยความเรียบร้อยหรือไม่ แต่ละหน่วยมีผู้มาใช้สิทธิเท่าไหร่ มีบัตรดี บัตรเสียเท่าไหร่ คะแนนดิบในแต่ละประเภท ตลอดจนการนำเอกสารและอุปกรณ์กลับไปที่ระดับเขต" นางสาวชมพูนุท กล่าว
ด้านนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) กล่าวว่า องค์กรที่มาร่วมเครือข่ายก็เป็นสื่อทางเลือก ซึ่งไม่มีกำลังคนมากพอจะรายงานทุกอย่าง แต่ทางเครือข่ายจะเป็นศูนย์กลางในการรายงาน โดยให้ประชาชนเก็บข้อมูลและรายงานข้อเท็จจริงที่เห็นจากแต่ละพื้นที่ โดยทางเครือข่ายมีแนวทางปฏิบัติในการสังเกตการณ์ จากนั้นทางเครือข่ายจะทำออกมาเป็นรายงานต่อไป
“ที่ผ่านมาไอลอว์สังเกตการณ์สองประเด็นคือเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและคดีที่เกี่ยวกับการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ซึ่งที่ผ่านมามีอย่างน้อย 25 เวทีที่ถูกห้ามจัด และมีถูกจับอย่างน้อย 20 คน จากกฎหมายประชามติ ถูกห้ามพูด ถูกจับ และ สองคือข้อความเท็จ แม้บรรยากาศการรณรงค์ประชามติจะเงียบมาก แต่ก็มีการแสดงข้อมูลที่ไม่เป็นจริงหรือคิดไปเอง หรือมีการเลือกที่จะไม่พูดบางประเด็นอย่างจงใจ เช่น นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่มีแต่งตั้ง ซึ่งไม่จริง มันมีโอกาสอยู่ ถ้าประชาชนเห็นการเผยแพร่ที่ไม่จริงหรือใช้ข้อมูลบางอย่างเท่านั้น ก็แจ้งเข้ามา เป็นส่วนหนึ่งในการจับตาว่าถูกต้องชอบธรรมหรือเปล่า”
ผู้สื่อข่าวถามว่า อย่างนี้จะเท่ากับส่งเสริมกฎหมายประชามติที่ปิดกั้นเสรีภาพขอประชาชนในการตีความหรือไม่ นายยิ่งชีพ กล่าวว่า การตีความเป็นสิทธิที่จะทำได้และทางไอลอว์ไม่ได้จะนำไปฟ้องร้องแต่อย่างใด แต่จะช่วยชี้แจงถ้ามีการตีความผิดมากเกินไป เช่น มีการตีความว่าหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านจะไม่สามารถสร้างมัสยิดได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง
ขณะที่ นางสาวรวิวรรณ รักถิ่นกำเนิด ผู้สื่อข่าวศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ) เรียกร้องไปยังสื่อมวลชนใน 3 ประเด็น คือ หนึ่ง ให้ติดตามการลงประชามติอย่างใกล้ชิด ตรงไปตรงมา และรอบด้าน สอง รายงานบรรยากาศการใช้สิทธิของประชาชน เพราะจะทำให้เห็นว่าประชาชนมีสำนึกต่อการทำประชามติอย่างไร และประการสุดท้ายคือ เสนอให้สื่อทำเอ็กซิทโพลล์ เพราะจะเป็นสิ่งบอกเหตุผลและตั้งคำถามต่อประชามติ เช่น หากเอ็กซิท โพลล์ ระบุว่า ฝ่ายไม่รับร่างชนะ แต่ผลปรากฏว่าฝ่ายรับร่างชนะ ประชาชนก็สามารถอ่านระหว่างบรรทัดได้ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ห้ามไม่ให้มีการทำเอ็กซิทโพลล์ ดังนั้น สื่อจึงต้องทำหน้าที่ในสองประการแรกอย่างเข้มข้น
“อยากบอกเพื่อนสื่อมวลชนว่าอย่ากลัวมากเกินไป จนไม่กล้ารายงานสิ่งที่เกิดขึ้น เผด็จการและอำนาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คุณคิด เพราะถ้ากลัวผี คุณก็จะเห็นผี ถ้าไม่กลัวผี คุณก็จะไม่เห็นมัน” นางสาวรวิวรรณ กล่าว
ส่วนนายบัณฑิต หอมเกษ ผู้ประสานงานฝ่ายวิชาการและรณรงค์ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ทางสมาคมฯ ทำงานด้านสิทธิและติดตามตามสถานการณ์การลงประชามติ เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับสิทธิทาการเมืองเพื่อกำหนดชะตากรรมในอนาคต
“แต่บรรยากาศในช่วงก่อนลงประชามติที่ผ่านมาเห็นว่าการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและการรณรงค์ต่างๆ เป็นไปอย่างจำกัด ซึ่งเป็นข้อกังวลหนึ่งของทางสมาคม ทำให้จึงต้องมาร่วมสังเกตการณ์ให้การลงประชามติเป็นไปอย่างโปร่งใสที่สุดและให้เป็นไปตามเจตนารมณ์อย่างแท้จริง” นายบัณฑิต กล่าว

อดีตโฆษกพันธมิตรฯ เปิดโฉมหน้า 'หุ้นส่วนอำนาจใหม่' หาก ร่างรธน.-คำถามพ่วงผ่าน


ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ออกบทวิเคราะห์ ชี้หาก ร่างรธน.-คำถามพ่วงผ่าน ขณะที่เจรจาตกลงกันไม่ได้ อาจเห็น "หุ้นส่วนอำนาจใหม่" 3 แบบ คือ ส.ว.จับมือเพื่อไทย หรือเพื่อไทยจับมือประชาธิปัตย์ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ รักษาการไปเรื่อยๆ 
1 ส.ค.2559 ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกและแกนนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้โพสต์ข้อความในแฟนเพจ ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ถึงบทวิเคราะห์ขั้วอำนาจทางการเมืองหากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติ โดย ปานเทพ วิเคราะห์ถึงหุ้นส่วนอำนาจในอนาคต จากมาตรา 91 ในร่างรัฐธรรมนูญ และ คำถามพ่วงกรณี ส.ว. พร้อมกับเหตุการณ์เจรจาตกลงกันไม่ได้ อาจเห็นสถานการณ์บีบคั้นทำให้เกิด "หุ้นส่วนอำนาจใหม่" ที่ช็อคประชาชนก็ได้ คือ 1. ส.ว. หันไปจับมือกับพรรคเพื่อไทยแทน โดยมีประชาชนที่สนับสนุนทั้งสองฝ่ายผิดหวัง 2. พรรคเพื่อไทยจับมือพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล โดยมีประชาชนที่สนับสนุนทั้งสองฝ่ายผิดหวัง หรือ 3. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รักษาการไปเรื่อยๆ แต่ยิ่งนานไปก็จะมีแรงกดดันจากทั้งภายในและต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน เพราะเป็นสถานการณ์หลังเลือกตั้งแล้ว
ปานเทพ ระบุว่า ไม่เช่นนั้นถ้าประชาชนเห็นชอบด้วยรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจการเมืองภายในพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทำให้ไม่ถึงทางตันที่นำไปสู่การเปลี่ยนหุ้นส่วนอำนาจใหม่ หรือพูดง่ายๆคือเปลี่ยนหัวหน้าพรรคผ่าทางตัน หรือไม่เช่นนั้นถ้าประชาชนเห็นชอบด้วยรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ก็ต้องพร้อมรับความแปลกใหม่ หรือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อไป หรือไม่เช่นนั้นหากประชาชนไม่อยากเห็นเกมความเสี่ยงในขั้วอำนาจดังที่กล่าวมาข้างต้นก็ลงมติไม่เห็นชอบด้วยรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
โดยรายละเอียดบทวิเคราะห์มีดังนี้

บทวิเคราะห์มิติขั้วอำนาจทางการเมือง หากประชาชนผ่านความเห็นชอบด้วยรัฐธรรมนูญพร้อมคำถามพ่วง!!

การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา 91 ตามทฤษฎีแล้ว บางคนวิเคราะห์ว่าอาจจะช่วยลดจำนวน ส.ส.เพื่อไทยให้น้อยลง
เพราะ ส.ส.เพื่อไทยอยู่ที่ ส.ส.เขตเลือกตั้งเป็นหลัก ซึ่งรัฐธรรมนูญคฉบับนี้ออกแบบ "โควต้า" ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ได้นั้น ต้องไม่เกิน สัดส่วนของ ส.ส.เขต+ ส.ส.บัญชีรายชื่อรวมกัน
ตัวอย่างสมมุติเช่น การเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2554 เป็นแบบจำลองตัวตั้ง
เพื่อไทย ได้บัญชีรายชื่อ 15.7 ล้านเสียง 48.41% ต้องได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 61 คน จาก 125 คน รวมกับ ส.ส.เขตอีก 204 คน ทำให้ ส.ส.รวมได้ 265 คนจาก 500 คน กลับกลายเป็น 53% ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด
แต่ภายใต้ระบบใหม่ที่ให้นับโควต้า ส.ส.รวม เริ่มต้นจาก ส.ส.รวมไม่เกินคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อคือ 48.41% เป็นตัวตั้ง !!!
ดังนั้น เมื่อคิดจากจำนวน ส.ส.500 คน พรรคเพื่อไทยก็ควรจะได้ ส.ส.รวมไม่เกิน 48.41% หรือไม่เกิน 243 คน เมื่อลบออกจาก ส.ส.เขตของพรรคเพื่อไทย 204 คน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยจะได้โควต้าอีกแค่ 39 คน แปลว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อจะหายไป (61-39 = 22 คน) พรรคเพื่อไทยจึงจะมี ส.ส.ไม่เกิน 243 ที่นั่ง (ลดลงจาก 265 ที่นั่ง) และจะทำให้มี ส.ส.รวมจากเดิมเกินครึ่ง กลายเป็นไม่ถึงครึ่ง
ภายใต้ระบบใหม่ ถ้าสมมุติคิดจากฐานคะแนนเดิมปี 2554 ประชาธิปัตย์ได้คะแนนบัญชีรายชื่อ 11.43 ล้านเสียงคิดเป็น 35.15% จะได้ ส.ส.รวมทุกระบบเป็น 175 เสียง (จากเดิมได้ 159 ที่นั่ง) แปลว่า ปชป.จะได้ระบบบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นอีก 20 ที่นั่ง
ส่วนพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กก็จะได้ ส.ส.เพิ่มขึ้นตามลำดับเช่นกัน
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้เพิ่มจำนวน ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อจาก 125 คน เป็น 150 คนขึ้นไปอีก และลดจำนวน ส.ส.เขตจาก 375 คน เหลือ 350 คน เพราะระบบบัญชีรายชื่อ "ในโควต้า ส.ส.รวม" ที่มากขึ้นเท่าใดก็เท่ากับลดความได้เปรียบของพรรคเพื่อไทยลง และเพิ่มความได้เปรียบของพรรคอื่นๆมากขึ้นเท่านั้น (ตามทฤษฎีจากแบบจำลองการเลือกตั้งปี 2554)
เดิมทีอาจมีใครบางคนคาดหวังว่า การที่พรรคเพื่อไทยจะมี ส.ส.ไม่ถึงครึ่ง แล้วคิดว่า ส.ส.พรรคขนาดกลางที่มีการประสานเอาไว้จะทำให้จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ได้
คนคิดวางหมากนี้ เป็นเซียนการเมืองที่ไม่ธรรมดา !!!
เพราะเชื่อว่าวิธีการนี้จะทำให้พรรคเพื่อไทยจะไม่ได้เสียงเกินครึ่งหนึ่ง
แต่ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่ เพราะการฝากอนาคตเอาไว้กับพรรคขนาดกลาง ซึ่งนอกจากจะไม่มีความแน่นอนแล้ว เอาเข้าจริงก็ไม่แน่ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนมากขึ้น และเกินครึ่งหนึ่ง หรือไม่?
ด้วยเหตุผลนี้ทำให้เกิดความระแวงถึงความไม่แน่นอน ปรากฏออกมาให้มีการลงประชามติคำถามพ่วงรัฐธรรมนูญ ที่ให้ ส.ว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วยเป็นเวลา 5 ปี แต่เมื่อนายกรัฐมนตรี 1 สมัยมีวาระไม่เกิน 4 ปี แปลว่าเรามีโอกาสที่จะมีนายกรัฐมนตรีจากการร่วมลงมติโดย ส.ว. ได้มากกว่า 2 สมัย จึงมีนายกรัฐมนตรีที่มาจาก ส.ว.ร่วมลงมติได้ยาวนานสูงสุดถึง 8 ปี
และ ส.ว.ตามบทเฉพาะกาลก็มาจากคัดเลือกจาก คสช. เสียด้วย
ดังนั้น ส.ว.จึงคล้ายๆตัวแทนพรรคทหารขนาดใหญ่มีมากถึง 250 คน ที่ต้องจะไปเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส.500 คน รวมเป็น 750 คน
แปลว่าครึ่งหนึ่งของ 2 สภาคือ 375 คนขึ้นไป ถ้าไม่ลงตัวก็เลือกนายกรัฐมนตรียังไม่ได้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จะรักษาการนายกรัฐมนตรีต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าการเจรจาจะลงตัว
ลองคิดดูว่าพรรคการเมืองพรรคเดียวได้ ส.ส.ครึ่งหนึ่งคือต้องมี ส.ส. 250 คนขึ้นไปก็ถือว่าเก่งมากแล้ว แต่ก็เสียงไม่พออยู่ดี เพราะต้องอาศัยเสียงในรัฐสภาอีก 125 เสียง จึงจะจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะไม่พึ่งพาเสียงจาก ส.ว. เลย
ยกเว้นว่าพรรคเพื่อไทยพรรคเดียวได้เสียงถึง 375 คน จาก 500 คน ซึ่งยากมากในการวางโครงสร้าง ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (เพราะต้องมี ส.ส. คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 75% ของ ส.ส.ทั้งประเทศ)
หรือยกเว้นว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์รวมกันแล้วเกิน 375 ที่นั่งจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งก็ยากในทางการเมืองเช่นกัน
แต่...
การมี ส.ว.คุมเสียงสำคัญนั้น ไม่ได้แปลว่าจะปลอดโปร่งในการเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริงก็จะมีอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นตามมา โดยที่ ส.ว.จะไม่สามารถไปร่วมลงมติอุ้มนายกรัฐมนตรีได้ นั่นหมายถึงว่าจะต้องเกิดความเห็นพ้องต้องกัน 2 ด้านพร้อมกัน
1. ส.ว. เห็นชอบในการเลือกนายกรัฐมนตรี
2. ต้องมี ส.ส.อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง เพื่อค้ำยันสถานภาพนายกรัฐมนตรี ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย
แปลว่า ส.ว.ย่อมไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้รับการสนับสนุนเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้อยู่ดี
และแปลว่าถ้าเพียงแค่พรรคเพื่อไทยมีเสียงครึ่งหนึ่งใน ส.ส. แล้ว การจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ต้องมีพรรคเพื่อไทยอยู่ในรัฐบาลเท่านั้น ถึงเวลานั้น ส.ว.จะต้องยอมจำนนให้กับพรรคเพื่อไทยหรือไม่?
คำถามตามมาคือ ส.ว. จะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี ? และต้องมีความเห็นพ้องของเสียงข้างมากใน ส.ส.ด้วย?
เพราะถ้าเจรจาตกลงกันไม่ได้ก็อย่าลืมว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จะรักษาการนายกรัฐมนตรีต่อไปเรื่อยๆ เช่นกัน
การเจรจาในอนาคตจะจบลงอย่างไรนั้นยากจะคาดเดา
แต่เชื่อได้ว่าพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กก็จะต้องเข้าร่วมรัฐบาลเป็นแน่ แต่ก็ต้องมีพรรคใหญ่พรรคหนึ่ง ถ้าไม่พรรคเพื่อไทย หรือประชาธิปัตย์เข้าร่วมด้วยในทางใดทางหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าผลการเจรจาใครจะตามใจ ส.ว.ได้มากกว่ากัน
โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่จะได้เปรียบขึ้นในทางทฤษฎีจากระบบการเลือกตั้งแบบนี้ ถึงเวลานั้นจะยืนยันเลือกนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือจะยอมเลือกคนอื่นตามความต้องการของ ส.ว. ที่มาจาก คสช.(ถ้าบังเอิญว่าคนที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นคนละคนกัน)
แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ การที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะรักษาการ นานๆแบบไร้กำหนดเวลา ก็น่าจะถูกแรงกดดันมากขึ้น เพราะถ้าไม่เช่นนั้นคงไม่ประกาศโรดแมปให้มีการเลือกตั้งในปีหน้า จริงไหม?
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ประชาธิปัตย์เป็นตัวแปรที่สำคัญมาก เพราะเป็นตัวกำหนดนายกรัฐมนตรีในอนาคต
ดังนั้นการที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศไม่รับรัฐธรรมนูญ ทำให้สถานการณ์การต่อรองระหว่าง
"ส.ว.จะอุ้มนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์"
หรือ
"ประชาธิปัตย์อุ้มนายกรัฐมนตรีตามความต้องการ ส.ว." นั้น...
มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น เพราะเท่ากับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไม่เห็นด้วยตั้งแต่รัฐธรรมนูญ และแปลว่าไม่เห็นด้วยกับอำนาจ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรี
จึงเท่ากับหุ้นส่วนอำนาจในอนาคตย่อมมีระดับความเสี่ยงที่จะตกลงกันไม่ได้สูงเพิ่มมากขึ้น
ซึ่งถ้าปล่อยเหตุการณ์เจรจาตกลงกันไม่ได้เช่นนั้นต่อไป เราอาจเห็นสถานการณ์บีบคั้นทำให้เกิด "หุ้นส่วนอำนาจใหม่" ที่ช็อคประชาชนก็ได้ คือ
1. ส.ว. หันไปจับมือกับพรรคเพื่อไทยแทน โดยมีประชาชนที่สนับสนุนทั้งสองฝ่ายผิดหวัง
2. พรรคเพื่อไทยจับมือพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล โดยมีประชาชนที่สนับสนุนทั้งสองฝ่ายผิดหวัง
3. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รักษาการไปเรื่อยๆ แต่ยิ่งนานไปก็จะมีแรงกดดันจากทั้งภายในและต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน เพราะเป็นสถานการณ์หลังเลือกตั้งแล้ว
หรือไม่เช่นนั้นถ้าประชาชนเห็นชอบด้วยรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจการเมืองภายในพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทำให้ไม่ถึงทางตันที่นำไปสู่การเปลี่ยนหุ้นส่วนอำนาจใหม่ หรือพูดง่ายๆคือเปลี่ยนหัวหน้าพรรคผ่าทางตัน
หรือไม่เช่นนั้นถ้าประชาชนเห็นชอบด้วยรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ก็ต้องพร้อมรับความแปลกใหม่ หรือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อไป
หรือไม่เช่นนั้นหากประชาชนไม่อยากเห็นเกมความเสี่ยงในขั้วอำนาจดังที่กล่าวมาข้างต้นก็ลงมติไม่เห็นชอบด้วยรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ไม่ว่าผลประชามติจะเป็นอย่างไร 7 สิงหาคม 2559 ก็จะเป็นวันที่ประชาชนกำหนดชะตาอนาคตของประเทศด้วยตนเอง
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
1 สิงหาคม 2559