PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มรดกทางการเมืองของในหลวง

ผม (ผู้เขียนคอลัมน์) อ่าน ข้อเขียนของ ไนเจล กูลด์-เดวีส์ ศาสตราจารย์รับเชิญและผู้อำนวยการโครงการวิเทศสัมพันธ์ ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ปรากฏในวอชิงตันโพสต์ เมื่อ 22 ตุลาคมที่ผ่านมาอยู่หลายรอบทีเดียว
ไม่เพียงเพราะ ผู้เขียนเป็นอดีตอาจารย์ทางด้านการเมืองและการต่างประเทศของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศและเคยเป็นถึงเอกอัครราชทูตของประเทศอังกฤษเท่านั้น
แต่ยังเป็นเพราะนี่เป็นข้อเขียนเพียงไม่กี่ชิ้นที่พูดถึงพระปรีชาสามารถในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทางการเมือง
น่าสนใจจนอดไม่ได้ที่จะนำมาถ่ายทอดสู่กันฟังเป็นบางช่วงบางตอนดังต่อไปนี้ครับ
ศาสตราจารย์ กูลด์-เดวีส์ ถึงกับระบุว่า ในสายตาของตนนั้น สิ่งที่ทรงประสบความสำเร็จสูงสุดในบรรดาหลายๆ สิ่งที่ทรงวิริยะอุสาหะกระทำทิ้งไว้ให้ลูกไทยหลานไทยนั้น คือ “มรดกตกทอดทางการเมือง” ที่ทรงรังสรรค์ขึ้นไว้ในห้วงเวลา 70 ปีที่ครองราชย์นั่นเอง
“พลังอำนาจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงสร้างขึ้นนั้น เกิดขึ้นจากพลังของการประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างมากกว่าที่จะเกิดขึ้นด้วยตัวพลังอำนาจเอง” ศาสตราจารย์ กูลด์-เดวีส์ ว่าเอาไว้
พร้อมกับอดเปรียบเทียบไม่ได้กับ “พระมหากษัตริย์ในยุโรปตะวันตก” ที่ “เป็นเพียงประมุขในนาม” แต่ปราศจากอำนาจที่แท้จริงแต่อย่างใด
ศาสตราจารย์ กูลด์-เดวีส์ ชี้ให้เห็นต่อไปว่า นักรัฐศาสตร์ตะวันตกรู้สึกอยู่เสมอว่าการจำแนกแยกแยะการเมืองไทยให้เข้าอยู่ในหมวดหมู่ใดหมวดหมู่หนึ่งนั้นยากลำบากเหลือหลาย สาเหตุสำคัญเหนืออื่นใดก็คือ ในหลวงของเราทรงแสดงบทบาทที่ไม่เคยมีกษัตริย์ใดเคยกระทำมาก่อนและอยู่นอกเหนือการตีความตามนิยามดั้งเดิมทั้งหลาย
“การเคารพ สักการะ เทิดทูนในหลวงของคนไทย แปลกใหม่ อยู่นอกเหนือความเข้าใจตามแนวทางการเมืองตะวันตกทั้งมวล” ที่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มผลประโยชน์และสถาบันต่างๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับบุญญาบารมีอันเกิดขึ้นจาก “ความดี” ของพระองค์แต่อย่างใดทั้งสิ้น
ศาสตราจารย์ กูลด์-เดวีส์ ระบุ
ข้อสังเกตอีกประการของ ศาสตราจารย์ กูลด์-เดวีส์ ก็คือ ในรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญกันเป็นว่าเล่น มากที่สุดในโลก
แต่ลึกลงไปภายใต้ความเคลื่อนไหวเหล่านั้น ไทย ยังคงมีเสถียรภาพ ดำรงความมั่นคงของประเทศเอาไว้ได้ ในท่ามกลางความปั่นป่วนวุ่นวายที่รุมเร้านานาประเทศโดยรอบ
“ไทยสามารถหลีกเลี่ยงไม่ตกอยู่ในสภาพรัฐบาลทหารเบ็ดเสร็จที่โหดร้ายแบบพม่าได้ ไม่ต้องเผชิญกับการเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เหมือนในอินโดจีน และไม่ต้องพานพบกับห้วงเวลานองเลือดสูงสุดแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย” ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น
“การที่ไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีความชอบธรรมอันเนื่องมาจากราชธรรมแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ช่วยนำพาประเทศผ่านพ้นภยันตรายทั้งหลายในช่วงสงครามเย็นมาได้ และยังรุดหน้าบนเส้นทางสู่ความทันสมัยได้โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดปัญหาน้อยกว่าบรรดาประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ทั้งหลาย” ศาสตราจารย์กูลด์-เดวีส์ย้ำ
ในความเห็นของ ศาสตราจารย์กูลด์-เดวีส์ “ราชธรรม” ของในหลวงนั้น เป็นความชอบธรรมที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นทั้งจากพระราชดำรัส พระราชกรณียกิจ และพระราชจริยวัตร
“ถือเป็นการตำหนิติเตียนทั้งต่อบรรดานายทหารและต่อบรรดาชนชั้นนำทางธุรกิจผู้ละโมบทั้งหลายโดยตรง ตัวอย่างเช่น หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกนั่นแหละที่ทรงเรียกร้อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ขึ้นมา ทรงเตือนให้ดำรงชีวิตอยู่บน “มัชฌิมาวิถี” ที่เพียงพอต่อความต้องการพื้นฐานทั้งหลายทั้งปวงซึ่งจะเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาไปข้างหน้าอย่างสมดุล
เป็นการตอบโต้กับ “โลกาภิวัตน์เกินขีด” ที่กำลังคลั่งไคล้กันด้วย
ศาสตราจารย์ กูลด์-เดวีส์ บอกว่า ด้วย “ราชธรรม” นี่เองที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมี “ธรรมเป็นอำนาจ” หรือ “อำนาจแห่งธรรม” ซึ่งเมื่อถึงคราวจำเป็น พระองค์ก็สามารถเอาชนะ “คนที่มีปืนอยู่ในมือ” ได้ด้วยพระราชดำรัสเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น
ไม่มีประเทศอื่นใดในโลก สามารถมีได้แบบที่ไทยเรามี ศาสตราจารย์กูลด์-เดวีส์ ว่าเอาไว้อย่างนั้นครับ
ผมไม่แน่ใจนักว่า จะมีชาวต่างชาติจำนวนเท่าใดที่เข้าใจสิ่งที่ท่านศาสตราจารย์พูดถึงเอาไว้
แต่พอบอกได้ว่า สำหรับคนไทยนั้นทั้งภาคภูมิใจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณมาเนิ่นนานเต็มทีแล้ว!
ผมอ่าน ข้อเขียนของ ไนเจล กูลด์-เดวีส์ ศาสตราจารย์รับเชิ…

หุ้นทั่วโลก'ร่วง' ผวา'ทรัมป์'พลิกคะแนนนิยมนำ :

(Nov 3) หุ้นทั่วโลก'ร่วง' ผวา'ทรัมป์'พลิกคะแนนนิยมนำ : ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลงถ้วนหน้า เหตุผวา "ทรัมป์" หลังพลิกกลับมามีคะแนนนิยมนำหน้า "ฮิลลารี" ขณะค่าเงินเอเชียอ่อนค่า นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง หันถือครองเงินเยน นักวิเคราะห์ชี้หาก "ทรัมป์" คว้าชัย จะดับฝันเฟดขึ้นดอกเบี้ย เหตุก่อให้เกิดความไม่แน่นอน-ตลาดเงินผันผวนหนัก
ตลาดหุ้นหลายแห่งในเอเชียร่วงลง วานนี้ (2 พ.ย.) หลังการสำรวจความเห็นระบุว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน มีคะแนนนิยมนำหน้านางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ทั้งที่เมื่อสัปดาห์ก่อนนางฮิลลารียังมีคะแนนนิยมนำหน้าแบบทิ้งห่าง สร้างความดีใจแก่บรรดาเทรดเดอร์ จนกระทั่งเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วหน่วยสืบสวนสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) แถลงว่าได้ตรวจสอบอีเมลของนางฮิลลารีอีกครั้ง จนก่อให้เกิดแนวโน้มว่านายทรัมป์อาจมาแรงในช่วงโค้งสุดท้าย
นายทรัมป์ถูกมองว่าเป็นคนประเภทยากที่จะคาดเดาแนวทาง ทั้งยังเคยวิจารณ์นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ อย่างดุเดือด
นายเครก เออร์แลม นักวิเคราะห์แห่งโออันดา กล่าวว่า ตั้งแต่เอฟบีไอเริ่มเปิดสอบอีเมลของฮิลลารีอีกครั้งเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว แต้มต่อของฮิลลารีก็ลดลง จนกระทั่งปล่อยให้นายทรัมป์นำหน้าไปได้ในที่สุด ชัดเจนว่า ตลาดต้องการเห็นเศรษฐกิจสหรัฐมีเสถียรภาพในกรณีที่ นางฮิลลารีชนะการเลือกตั้ง ดังนั้น นักลงทุนจึงพากันเทขายหลังจากการสำรวจความเห็นเริ่มเปลี่ยนทิศทาง เพราะมีความเสี่ยงที่นายทรัมป์อาจชนะการเลือกตั้ง แม้การสำรวจความเห็นของรอยเตอร์/อิปซอสเมื่อต้นสัปดาห์ชี้ว่านางฮิลลารีมีคะแนนนิยมนำหน้าถึง 5% ก็ตาม
กระแสวิตกว่านายทรัมป์จะชนะเลือกตั้ง สหรัฐ ฉุดหุ้นเอเชียให้ร่วงลงวานนี้ (2 พ.ย.) นำโดยดัชนีนิกเคอิในตลาดโตเกียวที่ดิ่งลง 1.8% หรือ 307.72 จุด ดัชนีหั่งเส็งในตลาดฮ่องกงร่วงลง 1.5% หรือ 336.57 จุด ตลาดเซี่ยงไฮ้ลดลง 0.6% ตลาดเกาหลีใต้ร่วงลง 1% ตลาดฟิลิปปินส์ดิ่งไป 2% ตลาดมาเลเซียร่วงลง 0.6% ตลาดสิงคโปร์ปรับตัวลง 0.2% และตลาดอินโดนีเซียลดลง 0.1%
หุ้นยุโรปร่วงลงช่วงแรกของการซื้อขาย วานนี้เช่นกัน โดยตลาดลอนดอนลดลง 0.6% ตลาดปารีสและแฟรงก์เฟิร์ตปรับตัวลง 0.7% สำหรับดัชนีดาวโจนส์ในตลาดนิวยอร์ก ลดลง 0.6% เมื่อวันอังคาร (1 พ.ย.) โดยนักวิเคราะห์ แห่งยูเรเซียกรุ๊ป กล่าวว่าตลาดมองว่ามีความเป็นไปได้น้อยลงที่นางฮิลลารีจะชนะ แต่ก็ไม่ได้ มั่นใจ 100% ว่านายทรัมป์จะคว้าชัยไปได้
เทรดเดอร์ค่าเงินพากันหาแหล่ง หลบภัยเช่นกันและหันไปถือเงินเยน ทำให้เงินดอลลาร์ร่วงลงไปอยู่ที่ 103.73 เยนต่อดอลลาร์ในตลาดโตเกียว จาก 104.12 เยน
นักวิเคราะห์มองว่าหากนายทรัมป์ชนะเลือกตั้ง ก็อาจทำให้เฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไป จากเดิมที่คาดหมายกันว่าจะปรับขึ้นในการประชุมเดือนธ.ค. เพราะวิตก เกี่ยวกับผลกระทบที่จะมีต่อสภาพเศรษฐกิจในกรณีที่นายทรัมป์เข้าไปบริหารประเทศ
นายริก สปูเนอร์ นักวิเคราะห์แห่งซีเอ็มซี มาร์เก็ต กล่าวว่า แม้ในกรณีที่เฟด ซึ่งเสร็จสิ้นการประชุมในวันที่ 1-2 พ.ย. แสดงท่าทีว่า อาจมีการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. แต่ตลาดจะมองว่าไม่มีแนวโน้มปรับขึ้นได้หากชัยชนะของนายทรัมป์ทำให้เกิดความไม่แน่นอนและตลาดเงินผันผวนอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม เงินดอลลาร์แข็งค่า เมื่อเทียบกับเปโซเม็กซิโก ซึ่งร่วงลงแตะระดับต่ำที่สุดในรอบเกือบ 1 เดือน เพราะ นายทรัมป์เคยพูดจาต่อต้านเม็กซิโกตลอดการหาเสียง ทั้งยังรับปากว่าจะเนรเทศผู้อพยพ ที่ไม่มีเอกสารอย่างถูกกฎหมาย สร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก และฉีกข้อตกลงการค้า
นอกจากนั้น ดอลลาร์ยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิกที่ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยงและถูก นักลงทุนเทขาย โดยเงินวอนอ่อนค่าไป 0.9% หรือต่ำที่สุดรอบ 4 เดือนหลังจากถูกกองทุน ต่างชาติเทขายอย่างหนัก ท่ามกลางวิกฤติการเมืองในประเทศ ส่วนเงินริงกิตมาเลเซีย อ่อนค่าลง 0.38% เพราะยังถูกกระหน่ำจากราคาน้ำมันโลกที่ลดลง ดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่า 0.1% รูเปี๊ยะห์อินโดนีเซียอ่อนค่า 0.12% เปโซฟิลิปปินส์อ่อนค่า 0.11%
ทั้งนี้ แนวโน้มที่นายทรัมป์จะชนะ ถือเป็นแง่ลบสำหรับเอเชีย เพราะนายทรัมป์มีนโยบายการค้าออกในแนวกีดกันการค้ามากกว่า ขณะที่นักลงทุนมองว่าหาก นางฮิลลารีชนะ บรรยากาศหรือเงื่อนไขต่างๆ จะดำเนินไปเหมือนเดิม
ก่อนหน้านี้ ค่าเงินเอเชียถูกกดดันอยู่แล้ว จากการคาดหมายว่าเฟดน่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. สืบเนื่องจากข้อมูลทาง เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง อย่างกิจกรรมภาค การผลิต แม้คาดว่าในการประชุมวันที่ 1-2 พ.ย. จะยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม
นายแอนดี จี นักวิเคราะห์แห่ง คอมมอนเวลธ์แบงก์ออฟออสเตรเลีย กล่าวว่าค่าเงินตลาดเกิดใหม่อาจดีดตัว ขึ้นเล็กน้อยช่วงปลายสัปดาห์และหลัง การเลือกตั้งผ่านพ้นแต่หากนายทรัมป์ชนะการเลือกตั้งสถานการณ์จะไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ เพราะเอเชียไม่ค่อยชอบนายทรัมป์
มูดี้ส์ทำนาย'ฮิลลารี'คว้าชัย
มูดี้ส์คาด "ฮิลลารี" คว้าชัย ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 ในการเลือกตั้งสัปดาห์หน้า เหตุราคาน้ำมันลดต่ำ ประกอบกับ "โอบามา" ได้คะแนนนิยมสูง
ผลสำรวจความคิดเห็นของเอบีซีนิวส์ และวอชิงตันโพสต์ เมื่อวันอังคาร (1 พ.ย.) พบว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน มีคะแนนนำนางฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต 1 จุด ที่ 46% ต่อ 45% หลังจาก มีข่าวสำนักงานสืบสวนสอบสวนกลาง สหรัฐ (เอฟบีไอ) เปิดสอบเหตุ เชื่อมโยงอีเมลฉาวของนางฮิลลารีอีกรอบ บั่นทอนคะแนนนิยมที่เธอเคยเป็นต่อมาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ไม่ควรให้ความสำคัญมากเกินไปกับการสำรวจของสำนักไหน โดยเฉพาะการสำรวจที่ชี้ว่าคะแนนนิยมห่างกันเพียง 1 จุด นอกจากนั้น นางฮิลลารียังได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น และการวิเคราะห์ของ มูดี้ส์ คาดว่า พรรคเดโมแครตจะชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 3 ติดกัน อันทำให้นางฮิลลารีได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45
ตัวแบบการวิเคราะห์ของมูดี้ส์ อะนาลิติกส์ คาดว่า นางฮิลลารีจะได้คะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้ง 332 เสียง ส่วนนายทรัมป์ได้ 206 เสียง เนื่องจากราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำและคะแนนนิยมในตัวประธานาธิบดีบารัก โอบามา อยู่ในระดับสูง โดยโอบามาอยู่พรรคเดียวกับฮิลลารี ทั้งนี้มูดี้ส์ทำนายผลการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐได้อย่าง ถูกต้องตลอด 9 ครั้งหลังสุด รูปแบบการวิเคราะห์ของมูดี้ส์ยึดจากสภาพเศรษฐกิจในระดับรัฐ และประวัติศาสตร์การเมือง โดยในปัจจัยทางเศรษฐกิจนั้นได้คำนวณถึงการเปลี่ยนแปลงรายได้ต่อ ครัวเรือน ราคาบ้าน และราคาน้ำมัน
ขณะเดียวกัน ตัวแบบสถิติของนิวยอร์กไทม์ส ให้ นางฮิลลารีมีโอกาสชนะเลือกตั้ง 88% ขณะที่เว็บไซต์ดังอย่าง ไฟว์เทอร์ตีเอท มองว่า นางฮิลลารี มีโอกาสคว้าชัย 74%
ทั้งนี้ ความคิดที่ว่า นายทรัมป์ วัย 70 ปีมีโอกาสได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ สร้างความประหลาดใจให้หลายฝ่าย และ ทำให้พรรคเดโมแครตและตลาดการเงินไม่อาจนิ่งนอนใจอยู่ได้
นักวิเคราะห์หลายคนในวอลล์สตรีทเตือนว่า ตลาดไม่เคยคิดเป็นจริงเป็นจังว่านายทรัมป์จะได้เป็นประธานาธิบดี นักวิเคราะห์จากธนาคาร บาร์เคลย์สมองว่า หากนายทรัมป์ชนะเลือกตั้ง อาจทำให้เกิดการ เทขายหุ้นในดัชนีเอสแอนด์พี 500 ถึง 11-13% ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่กว่าวันที่บริษัทเลแมนบราเธอร์ส ล้มละลายเมื่อเดือน ก.ย.2551 ซึ่งเป็นชนวนวิกฤติการเงินโลก
นายไซมอน จอห์นสัน อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า สภาวะน่าตะลึงเช่นนั้นอาจเป็นเหตุให้ตลาดหุ้นดิ่งหนัก และฉุดเศรษฐกิจโลกให้ถดถอย
Source: กรุงเทพธุรกิจ
http://www.reuters.com/…/us-usa-election-research-moody-s-i…

ศาลสูงอังกฤษมีคำพิพากษาให้รัฐสภาอังกฤษต้องให้ความเห็นชอบก่อนที่รัฐบาลจะดำเนินการถอนตัวจากสหภาพยุโรป

ศาลสูงอังกฤษมีคำพิพากษาให้รัฐสภาอังกฤษต้องให้ความเห็นชอบก่อนที่รัฐบาลจะดำเนินการถอนตัวจากสหภาพยุโรป ชี้รัฐบาลไม่สามารถประกาศใช้สนธิสัญญาลิสบอนเพื่อเร่ิมการเจรจาถอนตัวอย่างเป็นทางการได้
บีบีซีรายงานผู้พิพากษาศาลสูงอังกฤษได้กล่าวระหว่างอ่านคำพิพากษา ห้ามรัฐบาลดำเนินการถอนตัวจากสหภาพยุโรป เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
หลังศาลมีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว โฆษกรัฐบาลอังกฤษประกาศจะอุธรณ์คำพิพากษาของศาลสูง ในศาลฏีา พร้อมชี้แจงถึงผลการลงประชามติของประชาชนในสหราชอาณาจักร เมื่อเดือนมิถุนายน ที่มีมติร้อยละ 52 ต่อ 48 ให้ถอนตัวจากอียู มีผลผูกมัดทางกฏหมายเนื่องจากการลงประชามติเป็นไปตามกฏหมายประชามติที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ไม่จำเป็นที่รัฐบาลต้องนำเรื่องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ซึ่งรัฐบาลเคารพผลประชามติและได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาเพื่อเตรียมการถอนตัวจากอียู
ขณะที่จีนา มิลเล่อร์ ซึ่งร้องเรียนศาลสูงให้มีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว ได้ร้องขอให้รัฐบาลไม่อุธรณ์คำตัดสินของศาลสูง พร้อมกล่าวถึงคำตัดสินของศาลเป็นเรื่องของทุกคนไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง เป็นเรื่องของอนาคตของสหราชอาณาจักร และอนาคตของคนในชาติ
จากคำพิพากษาของศาลสูงจะทำให้รัฐบาลไม่สามารถประกาศใช้มาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน เพื่อเริ่มการเจรจาถอนตัวอย่างเป็นทางการจากอียู ซึ่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เทเรเซ่า เมย์ ได้ประกาศก่อนหน้านี้จะประกาศใช้มาตราดังกล่าวของสนธิสัญญาลิสบอนภายในเดือนมีนาคมปี 2560
คาดศาลฏีกาอังกฤษจะมีคำพิพากษาในคำร้องอุธรณ์ของรัฐบาลภายในเดือนธันวาคม

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

‘ชลรัศมี’ ลาออก กก. 2 บ.พีอาร์ ‘สื่อสายรุ้ง-งาทวีสุข’ - โอนหุ้น’เกลี้ยง

บ.‘สื่อสายรุ้ง-งาทวีสุข’ ส่งหนังสือแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจ ‘ชลรัศมี’ ลาออก กรรมการ ธุรกิจพีอาร์ ‘โอนหุ้น’ เกลี้ยง  ก่อนหน้า ถือครองแห่งละ 25-30%
PIC chonchon 1 11 59 1
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า  เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2559  และวันที่ 27 ต.ค.2559  นายชาญชัย งาทวีสุข กรรมการผู้มีอำนาจ  บริษัท สื่อสายรุ้ง จำกัด และ บริษัท  งาทวีสุข จำกัด ได้มอบอำนาจให้ น.ส.สมศรี กัลปพงศ์ ผู้รับมอบอำนาจ ยื่นคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  เปลี่ยนแปลงกรรมการ บริษัท สื่อสายรุ้ง จำกัด และ บริษัท  งาทวีสุข จำกัด  โดยแจ้งว่า น.ส.ชลรัศมี งาทวีสุข (พันตรี)  ลาออกจากการเป็นกรรมการทั้งสองแห่งและยังจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งสองบริษัทใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า   บริษัท สื่อสายรุ้ง จำกัด  จดทะเบียนวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554  ทุน 1 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่  8 ซอยร่วมจิตต์ ถนนราชสีมา แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นายชาญชัย งาทวีสุข ถือหุ้นใหญ่ และเป็นกรรมการตั้งแต่ก่อตั้ง  น.ส.ชลรัศมีเข้ามาเป็นกรรมการเมื่อ 30 มิ.ย.2557  และเป็นกรรมการเรื่อยมาร่วมกับ นายชาญชัย งาทวีสุข บิดา  และ นางมณฑารักษ์ งาทวีสุข 
ผู้ถือหุ้น ณ วันที่  30 เมษายน 2559   นายชาญชัย งาทวีสุข 4,000 หุ้น (40 %)   น.ส. ชลรัศมี งาทวีสุข 3,000 หุ้น (30 %)   บุคคลคนในครอบครัวอีก 3 คนๆละ 1,000 หุ้น รวม 10,000 หุ้น
ณ วันที่ 25 ต.ค.2559   นายชาญชัย งาทวีสุข ถือ 8,000 หุ้น   ไม่ปรากฎชื่อ น.สชลรัศมี ร่วมถือหุ้น  (โอนหุ้นให้นายชาญชัย)
ขณะที่ บริษัท งาทวีสุข จำกัด จดทะเบียนวันที่ 15 มีนาคม 2534  ทุน 1 ล้านบาท  ที่ตั้งเลขที่ 72/10 หมู่ที่ 15 ถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี ตำบลบางแม่นาง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี นายชาญชัย งาทวีสุข ถือหุ้นใหญ่และเป็นกรรมการตั้งแต่ก่อตั้ง ต่อมา 19 ก.ย.2551     น.ส.ชลรัศมี งาทวีสุ เป็นกรรมการเรื่อยมา 
ผู้ถือหุ้น ณ วันที่  29 กรกฎาคม 2558 นายชาญชัย งาทวีสุข  3,000 หุ้น (30%)   น.ส.ชลรัศมี งาทวีสุข  2,500 หุ้น (25%)  บุคคลคนในครอบครัวอีก 3 คน ๆละ 1,500 หุ้น รวม 10,000 หุ้น
ผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 26 ต.ค.2559  นายชาญชัย งาทวีสุข ถือ 7,000 หุ้น  ไม่ปรากฎชื่อ น.ส.ชลรัศมี  ร่วมถือหุ้น  (โอนหุ้นให้นายชาญชัย)
PIC กกชลรศม 1
PIC กกชลรศม 2
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท สื่อสายรุ้ง จำกัด   แจ้งผลประกอบการ
รอบปี 2555 รายได้ 3,080,000 บาท  กำไรสุทธิ 969,064  บาท
รอบปี 2556 รายได้ 23,269,325 บาท กำไรสุทธิ 5,068,226  บาท
รอบปี 2557 รายได้ 52,417,415 บาท กำไรสุทธิ 16,619,427  บาท
รอบปี 2558 รายได้ 70,604,814 บาท กำไรสุทธิ 29,063,211  บาท  สินทรัพย์  63,478,459 บาท หนี้สิน 10,137,135  บาท  กำไรสะสม  52,341,324 บาท
บริษัท งาทวีสุข จำกัด  แจ้งผลประกอบการ
รอบปี 2556 รายได้ 22,028,163 บาท กำไรสุทธิ 4,488,442 บาท
รอบปี 2557 รายได้ 11,008,537 บาท กำไรสุทธิ 1,838,702  บาท
รอบปี 2558  รายได้ 15,808,930  บาท กำไรสุทธิ 5,495,722  บาท   สินทรัพย์ 25,080,692 บาท หนี้สิน  5,679,512 บาท  กำไรสะสม 18,401,179  บาท
รวม 2 บริษัท เฉพาะปี 2558 รายได้ 86,413,744 บาท กำไรสุทธิรวม 34,558,933 บาท

ถอนรากไม่เหลือเหง้า"นักการเมืองโกง"!!!เห็นด้วยก็ยกมือ..."มีชัย"รื้อกม.พรรคการเมือง"โทษประหาร"!

2016-11-02 09:18:54
เมื่อวันที่ 1 พ.ย.59 นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงขั้นตอนการแก้ไขคำปรารภร่างรัฐธรรมนูญเพื่อส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ว่าจะแก้ไขคำปรารภร่างรัฐธรรมนูญส่งกลับคืนไปที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ในช่วงเย็นนี้กำหนดเวลานายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯภายใน30วันจะครบวันที่ 10 พฤศจิกายนซึ่งยังมีเวลา
ส่วนที่พรรคการเมือง ประเมินว่าการเลือกตั้ง อาจเกิดขึ้นกลางปี 2560 เร็วกว่าโรดแมปเดิมที่วางไว้ ก็ต้องไปถามพรรคการเมืองเอง แต่ปฏิทินทุกอย่าง ยังเป็นตามกรอบเดิมที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ส่วนการลงพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อรับฟังความเห็นประกอบการร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญจะเสร็จกลางเดือนพฤศจิกายน โดยรูปแบบจะเหมือนตอนชี้แจงเนื้อหาก่อนทำประชามติ ขณะนี้กรธ.กำลังพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองจะให้เสร็จร่างแรกในสัปดาห์นี้ และ สัปดาห์หน้าจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต.แล้วจะนำความเห็นจากที่รับฟังพรรคการเมืองและประชาชน มาพิจารณาประกอบอีกครั้ง
“โดยอาศัยจากประสบการณ์ที่ผ่านมาบางเรื่อง เช่น การจ่ายเงินให้หัวหน้าพรรคแลกตำแหน่งรัฐมนตรี ก็จะกำหนดโทษให้แรง ถึงประหารชีวิต ถือเป็นการซื้อขายตำแหน่ง จะวางโทษประหาร สำหรับคนเรียกเงิน ส่วนคนจ่ายให้มีโทษแรงมอบให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มีหน้าที่ตรวจสอบ ประชาชนสามารถฟ้อง กกต.ได้ จะเขียนในกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ด้วย ถ้าปิดกันได้ก็ปิดไป แต่อย่าให้หลุดออกมา”
เมื่อถามถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสมาชิกและคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง นายมีชัย กล่าวว่ายังพูดถึงเนื้อหากฎหมายพรรคการเมืองไม่ได้มาก ทั้งข้อกำหนดเรื่องระยะเวลาการหาสมาชิก คุณสมบัติกรรมการบริหารพรรค ต้องกำหนดในบทเฉพาะกาล จะเขียนได้ต่อเมื่อเนื้อหาช่วงแรกเสร็จ หลักการทำกฎหมายพรรคการเมืองของ กรธ.คือทำให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ พรรคการเมืองต้องตรงไปตรงมาเป็นที่พึ่งของประชาชน และให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทำให้คนทุจริตการเลือกตั้ง ไม่เข้ามามีส่วนกับพรรค

เมื่อถามถึงข้อสังเกตว่า กฎหมายพรรคการเมืองของ กรธ.จ้องลดทอนกำลังพรรคเพื่อไทย (พท.) นายมีชัย ยืนยันว่า เราไม่ได้เขียนเจาะจงใคร ถ้าใครทำผิดก็ต้องโดนลงโทษ ถ้าไม่ผิดก็ไม่โดน คงต้องถามตัวเองกันว่า มีพฤติกรรมแบบนี้หรือไม่

เรียบเรียงโดย....ธิดารัตน์
ที่มา : http://www.jobkhao.com/contents/19890/

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

จับตา 'บิ๊ก-ทายาทสหพัฒน์' ติดโผรายชื่อ ป.ป.ช.ตั้งไต่สวนคดีมันเส้นจีทูจีเก๊

"..นายบญเกียรติ โชควัฒนา เป็นคู่แฝด นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการเครือสหพัฒน์ นักธุรกิจหมื่นล้าน ที่ดูแลกิจการธุรกิจอุปโภคบริโภคสารพัดผลิตภัณฑ์แบรนด์ดังที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี ขณะที่ นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา เป็นบุตรชายคนโต ของ นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา .." 
picmmmaaa31 10 16
ในบรรดารายชื่อผู้ถูกกล่าวหาคดีระบายมันเส้นแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) จำนวน 53 ราย ที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ จากผู้ถูกกล่าวหากลุ่มเดิม จำนวน 31 ราย  (ทำให้ยอดจำนวนผู้ถูกกล่าวหาคดีนี้ ปัจจุบันอยู่ที่ตัวเลข 84 ราย) ในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org นำมาเปิดเผยล่าสุดในขณะนี้ 
ชื่อของ บริษัท ไทเกอร์ดิสทริบิวชั่นแอนด์โลจิสติคส์ จำกัด  นายบุญเกียรติ โชควัฒนา, นายวิเชียร กันตถาวร,  น.ส.สุรีย์รัตน์ ปิยะอารีธรรม,  นางกอบสุข แสงสวัสดิ์, นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา, นายเวทิต โชควัฒนา  ที่ปรากฎอยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 53 รายใหม่ ที่เพิ่มขึ้นมา ไม่ควรถูกมองข้ามอย่างเด็ดขาด 

(อ่านประกอบ : ป.ป.ช.สอบเพิ่ม 53 ราย! คดีระบายมันจีทูจีเก๊ ‘ยรรยง-เครือข่ายเสี๋ยงเปี๋ยง’ ติดโผด้วย)

ทั้งนี้ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า บริษัท ไทเกอร์ ดิสทริบิวชั่น แอนด์ โลจิสติคส์ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้ง เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2532 ทุนปัจจุบัน 20 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่530/1-2 ซอยสาธุประดิษฐ์ 58 ถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร 
แจ้งประกอบธุรกิจจำหน่ายกล่องกระดาษ/วัสดุหุ้ม/ส่งออกมันสำปะหลัง การให้บริการจัดการคลังสินค้า/บริหารพื้นที่จัดเก็บสินค้า 
ปรากฎชื่อ นาย บุญเกียรติ โชควัฒนา ,  นาย วิเชียร กันตถาวร, นาย ธรรมรัตน์ โชควัฒนา,  นาย เวทิต โชควัฒนา,  นาง กอบสุข แสงสวัสดิ์,  นาย วิริทธิ์พล ชัยถาวรเสถียร , นาย วรชัย ปทุมาภา, และ นาย สุรัตน์ วงศ์รัตนภัสสร เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ 
รายชื่อผู้ถือหุ้น ณ  29 เมษายน 2559  บริษัท ไอ.ดี.เอฟ. จำกัด ถือหุ้นใหญ่สุด 602,000 หุ้น มูลค่า  6,020,000 บาท บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ถืออยู่  398,000 หุ้น มูลค่า 3,980,000 บาท  บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ถืออยู่  300,000 หุ้น มูลค่า 3,000,000 บาท นาย วิเชียร กันตถาวร ถืออยู่ 150,000 หุ้น มูลค่า 1,500,000 บาท นาย วิชชา กันตถาวร ถืออยู่ 125,000 หุ้น มูลค่า 1,250,000 บาท   นาย วีรวิทย์ กันตถาวร ถืออยู่ 125,000 หุ้น มูลค่า 1,250,000 บาท  บริษัท วิทยาสิทธิ์ จำกัด  บริษัท สรีราภรณ์ จำกัด  บริษัท โอ ซี ซี จำกัด (มหาชน) ถืออยู่บริษัทละ 100,000 หุ้น มูลค่าหุ้นบริษัท 1,000,000 บาท 
สำหรับ บริษัท ไอ.ดี.เอฟ. จำกัด ผู้ถือหุ้นใหญ่ จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2516 ทุนปัจจุบัน 90 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 548/21-22 ซอยสาธุประดิษฐ์ 58 แยก 18 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร แจ้งประกอบธุรกิจ ลงทุนในหลักทรัพย์ ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 
ปรากฎชื่อ  นาง พัชรี สังข์รังสรรค์, นาง นงลักษณ์ เตชะบุญเอนก, น.ส. สุรีย์รัตน์ ปิยะอารีธรรม, นาง ธีรดา อำพันวงษ์, นาย วิชัย กุลสมภพ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ 
รายชื่อผู้ถือหุ้น ณ  28 เมษายน 2559  บริษัท สินภราดร จำกัด ถือหุ้นใหญ่สุด จำนวน  43,150 หุ้น มูลค่า  43,150,000 บาท 
ขณะที่ บริษัท สินภราดร จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2531 จดทะเบียนตั้งเมื่อวันที่ 60 ล้านบาท  ตั้งอยู่เลขที่ 530 ซอยสาธุประดิษฐ์ 58 ถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร แจ้งประกอบธุรกิจลงทุนในบริษัทฯ ต่าง ๆ รายได้อื่น 
ปรากฎชื่อ นาง ดรุณี สุนทรธำรง,  นาง นิสา จินดาสมบัติเจริญ, นาง วิไล วิศิษฏ์บัณฑิตกุล, น.ส. สัณห์ศศิ วงศ์เจริญวิทยา, นาย ธรรมรัตน์ โชควัฒนา, นาย ทนง ศรีจิตร์, นาย พงษ์พรรธน์ ธนสารศิลป์, นาย บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ 
รายชื่อผู้ถือหุ้น ณ  29 เมษายน 2559 นาย บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ เครือสหพัฒน์ ถือหุ้นใหญ่สุด  180,000 หุ้น มูลค่า 18,000,000 บาท 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบญเกียรติ โชควัฒนา เป็นคู่แฝด นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการเครือสหพัฒน์นักธุรกิจหมื่นล้าน ที่ดูแลกิจการธุรกิจอุปโภคบริโภคสารพัดผลิตภัณฑ์แบรนด์ดังที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี 
ขณะที่ นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา เป็นบุตรชายคนโต ของ นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา  ส่วน นายเวทิต โชควัฒนา” เป็นบุตรชายคนที่สองของนายบุณย์เอก โชควัฒนา ผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายคนโตของนายบุณยสิทธิ์ 
ด้วยข้อมูลเหล่านี้ จึงไม่ใช่แปลกอะไรหากคดีระบายมันเส้นจีทูจี จะกลับมาร้อนแรงและอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง  
เพราะตัวละครใหม่ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องไม่ธรรมดาเลยจริงๆ 
ส่วนบุคคลเหล่านี้ จะเกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างไร ขั้นตอนไหน และจะสามารถชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้หรือไม่ คงต้องติดตามดูกันต่อไป 

"แจ็ค หม่า - ธนินท์" ประกาศความร่วมมือ "อาลีบาบา-ซีพี" บุกฟินเทคโลก

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 1 พ.ย. 2559 ณ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน บริษัท แอนท์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส กรุ๊ป หนึ่งในผู้นำการให้บริการทางการเงินดิจิทัลระดับโลก ในเครืออาลีบาบา กรุ๊ป ประกาศความร่วมมือกับบริษัท แอสเซนด์ มันนี่ กลุ่มบริษัทผู้ให้บริการธุรกิจดิจิทัลในประเทศไทย และอาเซียน 

โดยมี นายแจ๊ค หม่า ประธานอาลีบาบา กรุ๊ป และนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ และประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นสักขีพยานในการลงนาม

โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา "ประชาชาติธุรกิจ" ได้เคยรายงานเกี่ยวกับการเจรจาร่วมเป็นพันธมิตรของทั้งคู่ "ซีพีผลึกอาลีบาบารุกฟินเทค" ล่าสุดได้ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการแล้ว



ผนวก"อบจ.-เทศบาลเมือง"ยกเป็น"เทศบาลจังหวัด" ปฏิรูปท้องถิ่นคงเหลือเทศบาลอำเภอ-เทศบาลตำบล

คสช.ถก "มหาดไทย" ส่อยกเลิก "องค์การบริหารส่วนจังหวัด" ผนวก อบจ.เข้ากับเทศบาลเมือง ยกเป็น "เทศบาลจังหวัด" แทน สมาชิกมาจากทั้งเลือกตั้ง-แต่งตั้ง สัดส่วนเท่ากัน พร้อมยกเลิก อบต. คงเหลือเฉพาะเทศบาลจังหวัด เทศบาลอำเภอ เทศบาลตำบล
การปฏิรูปโครงสร้างการปกครองส่วนท้องถิ่นมีแนวโน้มที่อาจจะยกเลิกองค์กรปกครองท้องถิ่นบางองค์กร โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประชุมหารือพร้อมเชิญตัวแทนกระทรวงมหาดไทย(มท.) เข้าร่วม เพื่อวางแนวทางการยุบโครงสร้างองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ อบจ. เพื่อปรับเป็น เทศบาลจังหวัด ส่วนตำแหน่ง นายก อบจ. เปลี่ยนเป็น นายกเทศมนตรีจังหวัด
สำหรับแนวทางในการปฏิรูปโครงสร้างนั้น ให้ยุบเทศบาลเมืองของจังหวัดรวมกับ อบจ. เป็นเทศบาลจังหวัด ซึ่งต่อไปนี้จะมีเพียงเทศบาลจังหวัด เทศบาลอำเภอ เทศบาลตำบล ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ให้ยกเลิกไป
สำหรับอำนาจหน้าที่ นายกเทศมนตรีจังหวัด จะไม่ได้มามีส่วนเกี่ยวข้องในการแต่งตั้งโยกย้าย แต่จะเป็นหน้าที่ของ ปลัดสภาจังหวัด โดยสมาชิกจะมาจาก 2 ระบบ คือ มาจากการเลือกตั้ง 50% และแต่งตั้ง 50% ที่มาจาก เทศบาลอำเภอ ตำบล และข้าราชการประจำ
ส่วนข้อเสนอการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ประกอบด้วย 1.ปฏิรูปท้องถิ่น จากเดิม มี 4 รูปแบบคือ 1.อบต. 2.เทศบาล 3.อบจ. และ 4.รูปแบบพิเศษ กทม.-เมืองพัทยา ให้คงเหลือ 2 รูปแบบ คือ 1.เทศบาล กับ 2.รูปแบบพิเศษ
2.ให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบท้องถิ่น อบต.ทั้งหมด เป็นเทศบาลตำบล มีที่ตั้ง 1 ตำบล 1 ท้องถิ่น อบต.ใดที่มีพื้นที่เป็นตำบลเดียวกัน แต่มี 2 อบต. หรือ ตำบลเดียวกัน มีทั้ง อบต.และเทศบาลอยู่ด้วยกัน หรือ ตำบลเดียวกัน มี 2 เทศบาลอยู่ในตำบลเดียวกัน ให้ยุบรวมเป็น 1 เทศบาล ต่อ 1 ตำบล
3.จัดให้เทศบาล มี 3 รูปแบบ คือ 1.เทศบาลตำบล มีที่ตั้ง อยู่ในเขตตำบล นั้น ๆ 2.เทศบาลอำเภอ มีที่ตั้งอยู่ในเขตตำบลที่เป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอ นั้น ๆ 3.เทศบาลจังหวัด มีที่ตั้งอยู่ในเขตตำบลที่เป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัด หรือเขตเทศบาลเมือง หรือเทศบาลนคร เดิม
4.แบ่งระดับชั้น ขนาดของเทศบาลไว้ 3 ระดับ ดังนี้ 1.เทศบาลตำบล มี 3 ขนาด คือ ใหญ่ กลาง เล็ก 2.เทศบาลอำเภอ มี 3 ขนาด คือ ใหญ่ กลาง เล็ก และ 3.เทศบาลจังหวัด มี 3 ขนาด คือ ใหญ่ กลาง เล็ก โดยแบ่งตาม จำนวนหมู่บ้าน พื้นที่ ประชากร พื้นที่เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และแหล่งท่องเที่ยว ตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการฯ กำหนด
5. อบจ. หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้เปลี่ยนอำนาจหน้าที่ จากเดิมให้บริการสาธารณะเหมือนท้องถิ่นอื่น เปลี่ยนใหม่ให้เป็นฝ่ายอำนวยการ โดยให้เปลี่ยนชื่อองค์กรใหม่ จัดตั้งเป็น สำนักงานท้องถิ่นจังหวัด............. มีหน้าที่ เป็นฝ่ายอำนวยการให้กับเทศบาล จัดตั้งแยกงบประมาณเป็นกองทุน จัดสวัสดิการ เงินเดือน ค่าตอบแทน ประโยชน์ตอบแทนอื่น การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น กำกับดูแล ตรวจสอบ รับเรื่องร้องเรียน สอบสวนทางวินัย ฝึกอบรมให้ความรู้ ให้กับข้าราชการท้องถิ่น ในจังหวัดนั้น ๆ และจัดสรรงบประมาณให้กับ เทศบาลตำบล เทศบาลอำเภอ และเทศบาลจังหวัด อย่างเป็นธรรมและเสมอภาค เป็นประจำทุกปี โดยจัดให้มี หัวหน้าสำนักงานมาจากข้าราชการประจำ (อาจมาจาก ปลัดเทศบาลที่มีคุณสมบัติผ่านการสอบคัดเลือกมาก็ได้) เรียกชื่อ ผู้อำนวยการท้องถิ่นจังหวัด.....ไม่มีฝ่ายการเมืองมาทำหน้าที่ ยกเลิกการเลือกตั้งในระดับนี้
6.จัดให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี ทุกระดับโดยตรง ให้เทศบาลตำบล มี รอยนายกฯ ได้ 1 คน เลขานายก 1 คนเทศบาลอำเภอ มีรองนายก 2 คน เลขานายก 1 คน เทศบาลเมือง มีรองนายก 3 คน เลขานายก 1 คน เป็นผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงาน ให้นายกเทศมนตรี มีอัตราเงินเดือนอยู่ที่ขั้นสูงสุดของระดับซีหรือแท่งเงินเดือนของปลัดเทศบาลนั้น ๆ นายกเทศมนตรีอยู่ได้ ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน มีวาระละ 4 ปี
7.สภาเทศบาลตำบล และเทศบาลอำเภอ ให้มาจากจำนวนผู้ใหญ่บ้าน ทุกหมู่บ้านในเขตตำบลนั้น ๆ เท่าที่มีอยู่เป็นสมาชิกสภาโดยตำแหน่ง สภาเทศบาลจังหวัด ให้ใช้หัวหน้าชุมชน เป็นสมาชิกสภาเทศบาล มีจำนวน ไม่เกิน 36 คน หากจำนวนชุมชนเกินกว่า 36 ชุมชน ให้เลือกกันเองให้เลือกไม่เกิน 36 คน ตามขนาดของเทศบาลจังหวัด โดยให้สมาชิกสภาเทศบาล ได้รับค่าตอบแทนรายเดือน แต่ไม่น้อยกว่าเงินเดือนขั้นต่ำระดับปริญญาตรี และมีเบี้ยประชุม เป็นรายครั้งที่มีการประชุม ตามระเบียบที่กำหนด
8.จำนวนสมาชิกสภาเทศบาลตำบล ขนาดเล็ก มีจำนวน ไม่เกิน 10 คน ขนาดกลาง ไม่เกิน 12 คน ขนาดใหญ่ ไม่เกิน 16 คน หากจำนวนหมู่บ้านมีเกินกว่าจำนวนสมาชิก จัดให้มีการจับฉลากออกเพื่อสับเปลี่ยนทุก ๆ 2 ปี
9.จำนวนสมาชิกสภาเทศบาลอำเภอ ขนาดเล็ก มีจำนวน ไม่เกิน 12 คน ขนาดกลาง ไม่เกิน 16 คน ขนาดใหญ่ ไม่เกิน 18 คน หากจำนวนหมู่บ้านมีเกินกว่าจำนวนสมาชิก จัดให้มีการจับฉลากออกเพื่อสับเปลี่ยนทุก ๆ 2 ปี
10.จำนวนสมาชิกสภาเทศบาลจังหวัด ขนาดเล็ก มีจำนวน ไม่เกิน 18 คน ขนาดกลาง ไม่เกิน 24 คน ขนาดใหญ่ ไม่เกิน 36 คน หากจำนวนชุมชนมีเกินกว่าจำนวนสมาชิก จัดให้มีการจับฉลากออกเพื่อสับเปลี่ยนทุก ๆ 2 ปี
11.อำนาจการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ให้อยู่ในรูปคณะกรรมการ 3 ฝ่าย คือ 1.ผู้แทนส่วนราชการอื่นจำนวน 6 คน ผู้แทนผู้บริหารท้องถิ่น จำนวน 6 คน ผู้แทนข้าราชการประจำ 6 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง คราวละ 4 ปี โดยให้คณะกรรมการคัดเลือก ผู้ทรงคุณวุฒิ 1 คน ขึ้นเป็นประธาน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี ให้มีการคัดเลือกใหม่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จะเป็นประธาน เกิน 2 วาระติดต่อกัน ไม่ได้
12.ไม่เห็นด้วย ที่จะไปเปลี่ยนให้ตำบล มี ผอ.เขต ให้บริหารงานเหมือนกับกรุงเทพมหานคร(กทม.) เพราะบริบท พื้นที่แต่ละแห่งไม่เหมือนกัน พื้นที่ในเมืองหลวงมีความแตกต่างกับพื้นที่ชนบท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ออกประกาศฉบับที่ 85 และ 86/2557 ให้งดการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นทั่วประเทศ รวมถึงงดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และ สมาชิกสภาเขต (ส.ข.) เป็นการชั่วคราว และให้ใช้การสรรหาแทน
โดยกำหนดจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนตำบล มีสมาชิกสภาจำนวน 10 คน เทศบาลทุกประเภท มีสมาชิกสภาจำนวน 12 คน และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้มีสมาชิกสภาจังหวัดกึ่งหนึ่ง ของจำนวนปัจจุบัน
และให้งดจัดการเลือกตั้ง ส.ก.และ ส.ข. แล้วให้ใช้วิธีการคัดเลือกบุคคลจำนวน 30 คนทำหน้าที่ ส.ก.โดยอย่างน้อย 2 ใน 3 ของจำนวน ส.ก. ต้องเคยเป็นข้าราชการ หรือข้าราชการตั้งแต่ระดับนักบริหารระดับสูง หรือระดับ 10 หรือเทียบเท่า
ซึ่งระหว่างวันที่ 28 พ.ค.-31 ธ.ค.2557 มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ครบวาระทั้งหมด 255 แห่ง โดยแบ่งเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง เทศบาลนคร 2 แห่ง เทศบาลเมือง 8 แห่ง เทศบาลตำบลจำนวน 157 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 86 แห่ง และกรุงเทพมหานครอีก 1 แห่ง
ทันทีที่มีประกาศดังกล่าวออกมา ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาทั้งจากสมาชิกองค์บริหารส่วนท้องถิ่น และนักวิชาการ จนเป็นประเด็นหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคสช. ต้องหยิบยกขึ้นมาอธิบายถึงเหตุผลที่ คสช.ต้องออกประกาศ "งดการเลือกตั้งท้องถิ่น" และกำหนดให้มีการสรรหาทดแทนในตำแหน่งที่ว่างลง
และจากประกาศคสช.ดังกล่าว มีการคาดการณ์กันว่าจะไม่มีการเลือกท้องถิ่นไปจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นอกจากนี้ระหว่างที่คณะทำงานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของคสช.ที่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผบ.ทบ.เป็นหัวหน้าคณะ ในขณะนั้น ได้เชิญเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และเจ้าหน้าที่ด้านการเลือกตั้งเข้าไปหารือเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น ทางคณะทำงานของคสช.ได้มีความเห็นว่า น่าจะชะลอการเลือกตั้งท้องถิ่นไปก่อน เพราะหากเลือกตั้งก็จะได้ผู้บริหารที่เป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองระดับชาติอีก
รวมถึงหากมีรัฐธรรมนูญและมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งฉบับใหม่ ซึ่งอาจจะกำหนดที่มาของสมาชิกและผู้บริหารท้องถิ่นใหม่ ก็ต้องดำเนินการเพื่อให้ได้สมาชิกและผู้บริหารท้องถิ่นชุดใหม่ตามที่กฎหมายกำหนด จึงอาจจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์

วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559

กสท.สรุปข้อปฏิบัติรายการทีวีใน 30 วันห้ามฉายเนื้อหาสร้างความแตกแยก

กสท.สรุปข้อปฏิบัติรายการทีวีใน 30 วันห้ามฉายเนื้อหาสร้างความแตกแยก

เขียนวันที่
วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม 2559 เวลา 15:49 น.
เขียนโดย
isranews
หมวดหมู่
14
 
24
 
0
 
38
 
 กสท. สรุปข้อปฏิบัติรายการโทรทัศน์ ในช่วง 15-30 วัน ห้ามนำเสนอเนื้อหาสร้างความขัดแย้ง-แตกแยกในสังคม เน้นเผยแพร่ข้อมูลสร้างประโยชน์ต่อประเทศ ใช้ช่อง 11 เป็นแบบลดโทนสี หลัง 30 วัน เสนอข่าวได้ตามปกติ รายการเด็ก-ทั่วไปฉายได้ งดรายการตลก รายการเฉพาะฉายได้หลัง 100 วัน
PIC tvtv 27 10 59 1
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีมติในการประชุมนัดพิเศษครั้งที่ 3 เกี่ยวกับข้อปฏิบัติในการนำเสนอรายการทางโทรทัศน์ หลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต ดังนี้
การดำเนินการตั้งแต่ 15-30 วัน
1.รูปแบบการนำเสนอรายการทางสถานีโทรทัศน์ ให้ระมัดระวังและตรวจสอบการนำเสนอเนื้อหา การวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งแสดงถึงหรือกล่าวถึงความขัดแย้งในด้านต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่ความแตกแยกในสังคม โดยให้สถานีพิจารณาการนำเสนออย่างรอบคอบ และขอให้สถานีมุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาคุณภาพประชาชน โดยเฉพาะการปลูกฝังวินัย และความรับผิดชอบต่อสังคม การถ่ายทำ หรือเผยแพร่ข่าว ภาพกิจกรรม ที่เกี่ยวกับการแสดงความไว้อาลัย ควรพิจารณาให้มีความเหมาะสม และคัดเลือกภาพที่มีความรัดกุมและสำรวม
2.การกล่าวถึงผู้สนับสนุนสามารถทำได้ กรณีรายการสารคดีเฉลิมพระเกียรติ แต่ควรนำเสนอตอนท้ายของรายการ ใช้เป็นโลโก้ได้ รวมถึงการใช้ภาษา ถ้อยคำให้มีความเหมาะสม ส่วนการโฆษณาอื่น ๆ ให้กระทำได้โดยอยู่ภายใต้แนวทางตามมติ กสท. นัดพิเศษครั้งที่ 1 และ 2 ไปจน 30 วัน หลังจากนั้นค่อย ๆ ผ่อนคลาย โดยมีการควบคุมเนื้อหาตามที่ควบคุมรายการไปอีก 7 วัน
3.การลดโทนสี ไม่ให้ฉูดฉาดจนเกินไป ไม่จำเป็นต้องเป็นขาวดำ ให้ใช้ช่อง 11 เป็นมาตรฐาน ให้สังเกตที่เป็นรายการปัจจุบัน ไม่ใช่สารคดี
การดำเนินการตั้งแต่ 30-100 วัน
1.ติดตามการถ่ายทอดสด และร่วมถ่ายทอดสดทุกครั้งที่มีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.)
2.ตั้งแต่วันที่ 31-37 สามารถนำรายการเด็ก รายการทั่วไป และรายการแนะนำเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ออกอากาศได้ โดยความควบคุมเนื้อหาพิเศษ ไม่ควรมีรายการตลก เฮฮา เน้นความรุนแรง (ตบตี) เรื่องทางเพศ ถ้อยคำหยาบคาย (คำไม่สุภาพด่ากัน) มีได้ตามบริบทนิดหน่อย แต่ไม่เน้นหรือไม่ย้ำ หรือไม่นานจนเกินไป
3.ตั้งแต่วันที่ 38-100 (อนุโลมให้เริ่มในวันที่ 19 พ.ย. 2559 ตั้งแต่เวลา 00.01 น.) สามารถนำรายการเด็ก รายการทั่วไป รายการแนะนำเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี และ 18 ปี ได้ แต่ไม่ควรมีเรื่องของความรุนแรง (ตบตี) เรื่องทางเพศ ถ้อยคำหยาบคาย (คำไม่สุภาพ)
4.รายการประเภทเฉพาะ ควรออกหลัง 100 วันไปแล้ว 
5.หลัง 30 วัน สามารถออกสปอตโฆษณาได้ แต่ให้ควบคุมเหมือนกับเนื้อหาของรายการ ไปจนกว่าจะเลยไปอีก 7 วัน (อนุโลมให้เริ่มวัน 19 พ.ย. 2559 ตั้งแต่เวลา 00.01 น.)
6.การนำเสนอข่าวหลัง 30 วัน สามารถนำเสนอข่าวได้ตามปกติได้ทุกข่าว
7.การแต่งกายของพิธีกรผู้ดำเนินรายการ ควรแต่โทนขาวดำ โดยเน้นดำ รวมถึงผู้ร่วมรายการควรแต่งกายในโทนสีที่ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป ระหว่าง 30-100 วัน แต่หากมีการบันทึกเทปไว้ล่วงหน้า ให้ขึ้นข้อความเพื่อบอกกล่าวแต่ผู้ชมให้ทราบว่า “รายการนี้บันทึกเทปไว้ก่อน เดือน ต.ค. 2559” หรือ “รายการนี้บันทึกเทปเมื่อวันที่ / เดือน / ปี” เป็นต้น ให้ขึ้นทุกเบรก เบรกละ 5-10 วินาที และใช้การลดค่าสีในการช่วยให้ดูไม่ฉูดฉาดจนเกินไป
8.ฉากของข่าวคุมโทนไว้อาลัยจนครบ 100 วัน
9.สรุปเรื่องการออกเสียงการอ่าน ชื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดังนี้ “พระ-บาด-สม-เด็ด-พระ-ปะ-ระ-มิน-ทะ-ระ-มะ-หา-พู-มิ-พน-อะ-ดุน-ยะ-เดด” ตามการอ่านที่ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) แจ้ง
ทั้งนี้ภายหลังการประชุม พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการ กสท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่อง การกำหนดแนวปฏิบัติสำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กรณี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต เพิ่มเติม ครั้งที่ 4 โดยเห็นควรให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และผู้รับอนุญาตทดลองประกอบกิจการกระจายเสียงถือปฏิบัติเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้ 
1.รูปแบบการนำเสนอรายการทางสถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีผู้ทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง ให้ระมัดระวังและตรวจสอบการนำเสนอเนื้อหา การวิพากษ์ หรือการวิจารณ์ ซึ่งแสดงถึงหรือกล่าวถึงความขัดแย้งในด้านต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่ความแตกแยกในสังคม โดยให้สถานีพิจารณาการนำเสนออย่างรอบคอบ ขอให้สถานีมุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาคุณภาพประชาชน โดยเฉพาะปลูกฝังวินัย และความรับผิดชอบต่อสังคมการถ่ายทำ หรือเผยแพร่ภาพข่าว ภาพกิจกรรม ที่เกี่ยวกับการแสดงความไว้อาลัย ควรพิจารณาให้มีความเหมาะสม และคัดเลือกภาพที่มีความรัดกุมและสำรวม 
2.การกล่าวถึงผู้สนับสนุนสามารถกระทำได้ ดังนี้ กรณีรายการสารคดีเฉลิมพระเกียรติ หากจะกล่าวถึงผู้สนับสนุน ควรนำเสนอตอนท้ายของรายการ ซึ่งอาจใช้ตราสัญลักษณ์ (logo) ของผู้สนับสนุนได้ ทั้งนี้ ขอให้ปรับโทนสี ขนาด รวมถึงการใช้ภาษา ถ้อยคำให้มีความเหมาะสม กรณีรายการอื่น ๆ ที่มิใช่รายการสารคดีเฉลิมพระเกียรติ สามารถแสดงสัญลักษณ์ (logo) ของผู้สนับสนุนได้ ทั้งนี้ ขอให้ปรับโทนสี ขนาด รวมถึงการใช้ภาษา ถ้อยคำให้มีความเหมาะสม
การสนับสนุน หรือการโฆษณากรณีที่มีการแสดงภาพพระบรมฉายาลักษณ์ และข้อความแสดงความไว้อาลัย การขึ้นข้อความเกี่ยวกับผู้ร่วมแสดงความไว้อาลัยให้ปรากฏเฉพาะชื่อของบริษัท ห้างร้าน หน่วยงาน คณะบุคคล หรือบุคคล และจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด 
การโฆษณาอื่น ๆ ให้กระทำได้โดยอยู่ภายใต้แนวทางตามมติ กสท. นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 (ให้งดการเผยแพร่รายการที่แสดงถึงความรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน และขอให้คำนึงถึงความเหมาะสม) และนัดพิเศษ ครั้งที่ 2/2559 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2559 (การนำเสนอรายการ และการโฆษณาของสถานีจะต้องไม่เป็นการแสดงถึงการบันเทิงใจ การเล่นเต้นรำทั้งปวง การสนุกรื่นเริง ล่อแหลม รุนแรง ตลอดจนแสดงถึงกริยาที่ไม่สำรวม แสดงอารมณ์เกินกว่าสมควร ซึ่งเกินกว่าความเหมาะสมภายใต้บริบทของความโศกเศร้าเสียใจของประชาชนชาวไทย ภาพ และสีที่ใช้ในการออกอากาศรายการของสถานีให้ปรับระดับของสีให้มีความเหมาะสมต่อการร่วมถวายความอาลัย)

ผลกระทบการ“ปลดระวาง” โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Fukushima Dai-ichi



TEPCO ยอมรับว่าการ decommissioning “ปลดระวาง” โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Fukushima Dai-ichi ที่เสียหายจากสึนามิเมื่อปี 2011 อาจต้องใช้เวลาหลายทศวรรษด้วยกัน ที่สำคัญต้องใช้เงินมหาศาล ถ้าการ ”กำจัด” กากกัมมันตรังสี (ฝังมันไว้นั่นแหละ) ทำได้ในเวลา 30 ปีจริง ต้องใช้งบประมาณมากถึง 3 พันล้านเหรียญต่อปี รวม ๆ กันแล้วการปลดระวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้ต้องใช้เงินไม่น้อยกว่า 100 พันล้านเหรียญ ข่าวร้ายกว่านั้นคือ เงินมากมายที่ใช้เพื่อปลดระวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่วนหนึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน เป็นเงินอุดหนุน “bailout” ที่รัฐบาลญี่ปุ่นจ่ายให้ TEPCO
ข่าวร้ายของวงการนิวเคลียร์ญี่ปุ่นอีกอย่างคือการปลดระวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Monju ซึ่งสร้างเสร็จตั้งแต่ปี 1994 หรือ 22 ปีที่แล้ว แต่ผลิตไฟฟ้าได้จริง 1 ชั่วโมง (จริง ๆ) เป็นแค่การ “ทดลอง” ผลิตไฟฟ้า หลังจากนั้นก็เกิดการรั่วไหลของโซเดียม และเกิด incidents ต่าง ๆ มากมาย เมื่อ 20 กว่าปีก่อน Monju (ซึ่งตั้งชื่อตามพระโพธิสัตว์ “มัญชุศรี”) ได้ชื่อว่าเป็นเตาปฏิกรณ์ยุคใหม่ “fast-breeder reactor” “Gen IV” ที่นอกจากผลิตไฟฟ้าได้ ยังสามารถ recycle แท่งเชื้อเพลิงใช้แล้ว สกัดเป็นพลูโตเนียมเพื่อผสมกับยูเรเนียมเป็นเชื้อเพลิงใหม่ได้ (MOX fuels) เรียกว่าต้องการลบคำครหาว่าพลังงานนิวเคลียร์มี “กากพิษ” ที่กำจัดและนำกลับมาใช้ใหม่ไม่ได้
แต่มันเป็นแค่ “ความเพ้อฝัน” เท่านั้น เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจ decommission โรงงไฟฟ้านิวเคลียร์ Monju มูลค่า 9.5 พันล้านเหรียญเสียแล้ว เพราะไม่คุ้มที่จะเสียค่าบำรุงรักษาต่อไปปีละเกือบ 200 ล้านเหรียญ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าบรรดา “weapon-grade plutonium” อีก 48 ตันที่ผลิตได้ จะเอาไปทำอะไร และจะหลุดไปเป็นหัวรบนิวเคลียร์หรือไม่ Superphénix ซึ่งเป็นต้นแบบราคาแพงของ fast-breeder reactor และเป็น Generation IV เหมือนกัน ก็กำลังจะตาย ผลิตไฟฟ้าได้จริงไม่ถึง 10% ของกำลังผลิต (‘Energy Unavailability Factor’ = 90.8% ตามข้อมูลของ IAEA) หลายสิบปีมานี้ พลังงานนิวเคลียร์แทบไม่มีการขยายตัวเลยทั่วโลก ไม่เฉพาะญี่ปุ่น
เรียกว่า “ต้นทุนจริง” ของพลังงานนิวเคลียร์ มันไม่ competitive มันแข่งขันไม่ได้กับพลังงานจากเชื้อเพลิงอื่นที่ถูกลงเรื่อย ๆ แถมยังสร้างภาระให้ลูกหลานเหลนโหลน ไม่ต้องพูดถึงความเสียหายหากเกิดอุบติเหคุร้าย กรณีฟูกูชิมะนั้น บรรดา “nuclear refugees” กว่าแสนคนยังกลับบ้านไม่ได้ แม้ผ่านไปห้าปีแล้ว ครอบครัวแตกสลาย แต่คนไทย/หน่วยงานไทยบางคนอยากได้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ งงอะ #วันนี้เอาแค่เรื่องในญี่ปุ่นก่อนนะ

สดับปกรณ์

สดับปกรณ์
ภายหลังที่ตระเตรียมพระบรมศพหรือพระศพเจ้านายเรียบร้อยแล้ว จึงมาถึงขั้นตอนในส่วนของพิธีสงฆ์ ซึ่งจะสวดสดับปกรณ์ หรือสวดพระอภิธรรมทำนองหลวง 7 คัมภีร์ อันเป็นบทสวดที่ใช้ในพระราชพิธีของราชสำนัก เพื่อเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่ดวงพระวิญญาณเจ้านายที่ล่วงลับ
ความหมายของคำสดับปกรณ์ที่เป็นคำกริยา ยังสัมพันธ์กับพิธีกรรมของราษฎรสามัญชนที่กระทำคือ บังสุกุล ซึ่งเป็นการบำเพ็ญกุศลถวายแก่ผู้เสียชีวิต และมีการทอดผ้าถวายพระภิกษุสงฆ์เรียกว่า ผ้าบังสุกุล แต่การเรียกแตกต่างกันระหว่างพิธีของเจ้านายและพิธีของราษฎรทั้งที่สาระของพิธีมีลักษณะเดียวกันไม่ถูกต้อง ตามที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ในสาส์นสมเด็จถึงที่มาของการบังสุกุลและสดับปรณ์ ไม่เพียงเท่านั้น สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ก็ทรงมีพระวินิจฉัยถึงที่มาและอักขรวิธีของคำสดับปกรณ์ไว้ในสาส์นสมเด็จด้วยเช่นกัน
จึงสามารถสรุปได้ว่า ด้วยเหตุจากที่มาของคำทั้งสองต่างกัน คือ "บังสุกุล" หมายถึง การบำเพ็ญกุศลด้วยการชักผ้าหรือทอดผ้าบังสุกุล ส่วน "สดับปกรณ์" หมายถึง การสวดพระธรรมเจ็ดคัมภีร์เพื่อแสดงความกตัญญูต่อผู้ล่วงลับ โดยอาศัยเหตุการณ์ตามพุทธประวัติเป็นการบำเพ็ญกุศล แต่กระนั้นก็ยังมีความนิยมในการเรียกพิธี ทั้งการทอดผ้า และการสวดพระอภิธรรมของเจ้านายว่า "สดับปกรณ์"
นอกจากนี้ ยังมีการบำเพ็ญพระราชกุศลเมื่อครบ 7 วัน 15 วัน 50 วัน และ 100 วัน พิธีกรรมจะปฏิบัติเหมือนกันคือ มีการสวดมนต์ แสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และสดับปกรณ์ การบำเพ็ญพระราชกุศลตามระยะเวลาดังกล่าว เริ่มในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บำเพ็ญพระราชกุศลต่อไปทุก 7 วันจนพระราชทานเพลิง แบบแผนในลักษณะเช่นนี้ได้รับอิทธิพลมาจากพิธีกงเต๊กของจีนและญวน
การบำเพ็ญพระราชกุศลที่ได้รับอิทธิพลมาจากพิธีกงเต๊กของจีนและญวน ในจำนวนรอบวันดังกล่าวมีคำเรียกในภาษามคธ ดังนี้
การพระราชกุศล 7 วัน เรียกว่า การพระราชกุศลสัตตมวาร (สัตตม แปลว่า ที่ 7)
การพระราชกุศล 15 วัน เรียกว่า การพระราชกุศลปัณรสมวาร (ปัณรสม แปลว่า ที่ 15)
การพระราชกุศล 50 วัน เรียกว่า การพระราชกุศลปัญญาสมวาร (ปัญญาสม แปลว่า ที่ 50)
การพระราชกุศล 100 วัน เรียกว่า การพระราชกุศลสตมวาร (สตม แปลว่า ที่ 100)
เมื่อบำเพ็ญพระราชกุศลตามจำนวน 100 วันแล้ว เรียกว่า "การปิดพระศพ" ซึ่งไม่ต้องบำเพ็ญพระราชกุศลทุกวัน โดยหลังจากนั้นจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำทุกๆ 7 วันหรือไม่ ก็แล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
(ที่มาเนื้อหา : หนังสือ "ธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจ้านาย" โดย นนทพร อยู่มั่งมี และธัชชัย ยอดพิชัย สำนักพิมพ์มติชน
ที่มาพระฉายาลักษณ์ : สำนักพระราชวัง)

บช.น. ปิดการจราจรเต็มรูปแบบรอบพระบรมมหาราชวัง



บช.น. ปิดการจราจรเต็มรูปแบบรอบพระบรมมหาราชวัง
เตรียมความพร้อมด้านการจราจร วันที่ 29-30 ต.ค.2559
วันนี้ 27 ต.ค. 59 เวลา 08.30 น. พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รรท.รอง.ผบช.น. ,พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รรท.ผบก.จร ได้ประชุมเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกและรับมือสถานการณ์ด้านการจราจรในวันที่ 29-30 ต.ค.59 เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนที่จะเข้ามายังพื้นทีท้องสนามหลวง เนื่องจากทางสำนักพระราชวังจะเปิดให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพ ในวันที่ 29 - 30 ต.ค.เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์จะมีประชาชนเดินทางมาเป็นจำนวนมากอาจจะส่งกระทบต่อการจราจร ดังนั้นทาง บช.น.จะจึงปรับแผนการจัดการจราจรใหม่ โดยจะเริ่มปิดการจราจรตั้งแต่เวลา 07.00น.เป็นต้นไป และจะขยายพื้นที่การปิดการจราจรวงรอบใหญ่ขึ้น แต่จะยกเว้นให้สำหรับรถขนส่งมวลชนสาธารณะ รถทัวร์ รถชัตเทิลบัส (shuttle bus) ที่จะเข้ามารับ-ส่งประชาชนเท่านั้น ซึ่งการปิดการจราจรในรูปแบบดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจะปิดการจราจรต่อเนื่องจนถึงเวลาที่ประชาชนเดินทางกลับบ้านเบาบางลงก่อนจึงจะเปิดการจราจรตามปกติในช่วงเวลากลางคืน
นอกจากนี้ เวลา 10.00 น. พล.ต.ต.จิรพัฒน์ฯ ยังได้เรียก รอง ผกก.จร. และ สว.จร. สน.บุปผาราม สน.บางกอกใหญ่ ,สน.พระราชวัง และสน. สำราญราษฏร์ ซึ่งรับผิดชอบในพื้นที่โดยรอบพระบรมหาราชวัง สะพานพุทธฯ และสะพานพระปกเกล้า มาประชุมเพื่อหารือและกำหนดแนวทางการจัดการจราจรบริเวณพื้นที่โดยรอบ เนื่องจากการปิดการจราจรชั่วคราวรอบพระบรมมหาราชวังและมีการประชาสัมพันธ์ให้เลี่ยงการใช้สะพานพระปิ่นเกล้า จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสในการใช้รถใช้ถนนของประชาชนมาใช้สะพานพุทธยอดฟ้าจำนวนมากอาจส่งผลให้เกิดปัญหาจราจร จึงได้ประชุมวางแผนการจัดการจราจรใน สน.พื้นที่ดังกล่าวเพื่อรองรับประมาณรถที่เพิ่มขึ้นและไม่ให้เกิดปัญหาการจราจร

จึงขอประชาสัมพันธ์สำหรับประชาชนที่จะมาร่วมถวายบังคมพระบรมศพ ขอความร่วมมือให้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ตามที่ทางภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดไว้บริการประชาชน หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเส้นทางได้ที่หมายเลข 1197

เจ้าชายทะกะฮิโตะ สิ้นพระชนม์

สำนักพระราชวังญี่ปุ่นประกาศ เจ้าชายทะกะฮิโตะ พระอนุชาคนเล็กของจักรพรรดิโชวะ สิ้นพระชนม์แล้วด้วยพระชนมายุ 100 พรรษา ถือเป็นเชื้อพระวงศ์ที่มีพระชนมายุยืนยาวที่สุดในราชวงศ์ญี่ปุ่น

เจ้าชายทะกะฮิโตะ เจ้ามิกะซะ (ญี่ปุ่น: 三笠宮崇仁親王 มิกะซะ-โนะ-มิยะ ทะกะฮิโตะ ชินโน ?) (2 ธันวาคม พ.ศ. 2458-) เป็นพระโอรสองค์สุดท้องใน สมเด็จพระจักรพรรดิไทโช และ สมเด็จพระจักรพรรดินีเทเม และเป็นพระอนุชาในจักรพรรดิโชวะ และเป็นพระปิตุลาพระองค์เล็กและเพียงพระองค์เดียวที่ยังมีพระชนม์ชีพของสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ หลังจากการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงคิกุโกะแห่งทะกะมะสึ เจ้ามิกะซะถือเป็นเชื้อพระวงศ์ที่พระชนมายุยืนยาวที่สุด ในราชวงศ์ญี่ปุ่น

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ผลการหารือระหว่างคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขของไทย กับ กลุ่มมาราปาตานี ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์วันนี้

ผลการหารือระหว่างคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขของไทย กับ กลุ่มมาราปาตานี ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์วันนี้ สองฝ่ายเห็นด้วยที่จะเริ่มต้นหารือถึงแนวทางการสร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยคณะกรรมการการทางเทคนิคจะพูดคุยกัน 3 วันที่มาเลเซีย
นายอัศโตรา โต๊ะราแม ผู้สื่อข่าวอาวุโส Astora Jabat รายงานจากมาเลเซีย ระบุแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ของมาเลเซีย ระบุว่า ปาร์ตี้เอ คือ รัฐไทย และปาร์ตีบี คือ มาราปาตานี ได้ตกตกลงที่จะจัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อบริหารจัดการพื้นที่ปลอดภัยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา โดยทั้งสองฝ่ายจะคุยรายละเอียดในการจัดตั้งและการบริหารจัดการคณะทำงานพิเศษเป็นเวลา 3 วัน เริ่มจากวันพรุ่งนี้ ที่ มาเลเซีย
ทางมาราปาตานี ได้พูดถึงกรณีนักศึกษามลายูที่ถูกจับกุมที่กรุงเทพและการตรวจค้นระเบิดแต่พบน้ำบูดู ทางมาราปาตานี ขอให้เจ้าหน้าที่ระมัดระวังเวลาปฏิบัติการและให้ความเป็นธรรมแก่นักศึกษาเหล่านั้นด้วย
Today both sides agreed to commence discussion on Safety zones starting from tomorrow for 3 days.

"บิ๊กตู่"สั่งตรวจสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน สอบให้ชัดปท.ไหนร่วมมือจริง หลังเจอปัญหาช่องโหว่พวกผิดอาญาม.112หลุดรอดคดี

 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาตรา 112 ที่หลบหนีไปต่างประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยากให้ทุกฝ่ายทำความเข้าใจก่อนว่า มาตรา 112 รัฐบาลและประชาชนทุกคนส่วนใหญ่เห็นว่า เป็นกฎหมายเหมือนกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เพียงแต่สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เคยที่จะลงมาฟ้องร้องใคร ฉะนั้นเราต้องดูแลในสิ่งที่เรารักและเคารพ และเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจ ไม่ใช่เป็นความต้องการของพระองค์ท่าน แต่เราต้องดูแล และที่ผ่านมาเวลาเกิดเหตุในขั้นสุดท้าย ท่านจะลงพระราชทานอภัยโทษเสมอ ขณะที่กติกาแบบนี้เราเองไปบังคับเขาก็ลำบาก

“ดังนั้นการติดตามตัว นายกฯจึงสั่งให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปรวบรวมข้อมูลมาว่า เรามีพันธสัญญาข้อกฎหมายเรื่องการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไหนบ้าง แล้วที่ผ่านมาจากข้อมูลมีประเทศไหนให้ความร่วมมือในการส่งตัวและแลกส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้บ้าง เพื่อเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการพิจารณาในอนาคต” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว