PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

หลายชีวิต ลิขิต ธีรเวคิน

Thanapol Eawsakul
15 ชม.
หลายชีวิต ลิขิต ธีรเวคิน
.........................
ยุคสมัยหนึ่งลิขิต ธีรเวคินเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนแครต-นักวิชาการ ที่มีส่วนสร้างระบอบประชาธิปไคยครึ่งใบ ผ่านนายกรัฐมนตรีคนนอกที่ชื่อเปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นมา
......
ต่อมาลิขิต ก็เป็นนักวิชาการกระแสหลักที่เข้าสู่การเมืองเต็มตัว
ผมยังจำภาพแกรับตำแหน่ง รมช. มหาดไทย 12 วัน ในสมัยชวลิต ยงใจยุทธ โดยเข้าไปพร้อม นงเยาว์ ชัยเสรี ปี 2540 ได้
....
หลังจากนั้นลิขิต ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองแบบรัฐสภา ทั้งพรรคความหวังใหม่ /พรรคไทยรักไทย
อย่างที่เราทราบกันคือมีความพยายามที่จะ ย้อนเวลากลับไปหาระบอนประชาธิปไคยครึ่งใบ ของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ด้วยการรัฐประหาร 2549 และ 2557
ด้วยเหตุนี้เองที่ลิขิตน่าจะเห็นข้อจำกัดของ ระบอบประชาธิปไคยครึ่งใบ ที่แกเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมันขึ้นมา
...
ดังนั้นในช่วงสุดท้ายในชีวิต ที่คนจะจำลิขิต ธีรเวคิน คือนักวิชาการที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่ยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยของประชาชน และวิพากษ์การแทรกแซงทางการเมืองของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย
จนวาระสุดท้ายในชีวิตแก

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ศาลทหารไม่ให้ประกันคดี 112 สมอลล์ บัณฑิต อาร์ณีญาญ์ แสดงความเห็นร่าง รธน. ปี 58

ศาลทหารไม่ให้ประกันคดี 112 สมอลล์ บัณฑิต อาร์ณีญาญ์ แสดงความเห็นร่าง รธน. ปี 58+++
ศาลทหารกรุงเทพไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ‘สมอลล์ บัณฑิต อาร์ณีญาญ์’ นักเขียนอิสระ วัย 76 ปี และสั่งขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ระหว่างวันที่ 16-29 พ.ย. 2559 ตามคำร้องขอฝากขัง ครั้งที่ 1 ของพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม หลังถูกจับกุมจากการแสดงความเห็นในเวทีเสวนาเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 12 ก.ย. 2558
บัณฑิตถูกจับกุมเมื่อ 15 พ.ย. 2559 ด้วยข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เป็นคดีที่ 2 หลังการรัฐประหารโดย คสช. จากการเสนอความเห็น 5 ข้อ เกี่ยวกับความรับผิดของผู้ปกครองในการทุจริตและเข่นฆ่าประชาชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นธรรม และประชาธิปไตยให้บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีเนื้อหาที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
พนักงานสอบสวนนำตัวบัณฑิต มาขออำนาจศาลทหารกรุงเทพฝากขังระหว่างการสอบสวน ก่อนศาลจะอนุญาตฝากขัง และไม่ให้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 3 แสนบาท เนื่องจากหลักทรัพย์ไม่เพียงพอ และพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกัน เพราะเป็นคดีความมั่นคงของประเทศ แม้บัณฑิตจะมีอายุมาก มีโรคประจำตัวที่ต้องพบแพทย์เป็นประจำ และไม่มีอิทธิพลที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือขัดขวางการสอบสวนของตำรวจก็ตาม
อ่านรายละเอียดที่ http://www.tlhr2014.com/th/?p=2789

เรียกค่าเสียหาย "จำนำข้าว" อีก 80%

ประธาน ศอตช. เผยเรียกค่าเสียหาย "จำนำข้าว" อีก 80% แบ่งได้ 3 กลุ่ม เฉพาะผู้บริหาร-ฝ่ายปฏิบัติกว่า6พันคน ชี้ต้องดูต่อสุดท้ายใครต้องรับผิด
เมื่อ.เวลา 09.00 น. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ถึงความคืบหน้าการรวบรวมข้อมูลผู้ที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวอีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ ว่า เราได้มีการแบ่งกลุ่มคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ กลุ่มผู้บริหาร ประกอบด้วย รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับนโยบายข้าวประมาณ 2,000 รายชื่อ กลุ่มที่สอง คือกลุ่มข้าราชการในกระทรวงที่รับผิดชอบ ประกอบด้วย องค์กรที่ทำหน้าที่ปฏิบัติ ประมาณ 4,000 ราย และกลุ่มที่สามคือกลุ่มผู้ประกอบการภาคเอกชน
ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มแรก 6,000 รายนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้ามามีส่วนรับผิดชอบ แต่มีส่วนเกี่ยวข้องจึงจะต้องพิจารณากันอีกครั้งว่าใครจะต้องเป็นผู้รับผิด โดยเราจะร่วมกันดูรายละเอียดต่อไปว่าใครจะต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ ซึ่งจะพิจารณาตามเหตุผลในแต่ละราย เพื่อรายงานให้พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี(ครม.) รับทราบ
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการยังไม่ชัดเจนว่าไปเชื่อมโยงกับบุคคลระดับผู้ปฏิบัติในส่วนอื่นหรือไม่ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบและรวบรวมรายชื่อโรงสีข้าวและคลังเก็บข้าว จึงต้องรอกระทรวงมหาดไทยรวบรวมก่อน ทั้งนี้ สรุปแล้วหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการทำงานมี 5 หน่วยงาน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ทรัมป์ลั่นเตรียมจำคุกและเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฏหมาย 3 ล้านคน

ทรัมป์ลั่นเตรียมจำคุกและเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฏหมาย 3 ล้านคน
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสว่า สิ่งแรกที่เตรียมดำเนินการหลังเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศ คือการกวาดจับคนเข้าเมืองผิดกฏหมาย หรือชาวต่างชาติที่อยู่ในสหรัฐฯอย่างถูกกฏหมายแต่มีประวัติอาชญากรรม ซึ่งอาจมีจำนวนสูงสุดถึงราว 3 ล้านคนให้ได้ เพื่อนำตัวมาลงโทษจำคุกและเนรเทศออกนอกสหรัฐฯ
นายทรัมป์กล่าวว่า จะมุ่งเป้ากวาดจับกลุ่มคนเข้าเมืองผิดกฏหมายที่ส่วนใหญ่เป็นอาชญากรและผู้ค้ายาเสพติดเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สถิติที่นายทรัมป์กล่าวอ้าง ไม่ตรงกับสถิติของทางการที่ชี้ว่ามีกลุ่มคนเข้าเมืองผิดกฏหมายซึ่งก่อคดีอาชญากรรมอยู่ราว 1.9 ล้านคน จากทั้งหมด 11 ล้านคนทั่วสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเม็กซิกัน
ส่วนนโยบายสร้างกำแพงขนาดใหญ่กั้นพรมแดนที่ติดกับเม็กซิโกเพื่อแก้ปัญหาการลักลอบเข้าเมือง ซึ่งนายทรัมป์เคยกล่าวไว้ระหว่างการหาเสียงนั้น ในการสัมภาษณ์ล่าสุดตัวเขาระบุว่า การสร้างกำแพงอาจยังมีความเหมาะสมในพื้นที่บางส่วนเท่านั้น แต่ในหลายแห่งการกั้นรั้วตามปกติก็อาจเพียงพอแล้ว และกระบวนการพิจารณากลุ่มคนเข้าเมืองผิดกฏหมายเพื่อเนรเทศจะเริ่มขึ้น หลังมีการเสริมความแข็งแกร่งและวางมาตรการรักษาความปลอดภัยให้แนวพรมแดนเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ในการให้สัมภาษณ์กับซีบีเอส นายทรัมป์ยังกล่าวยืนยันจะเดินหน้านโยบายสนับสนุนการครอบครองอาวุธปืน และอาจพิจารณาขอให้เอฟบีไอรื้อฟื้นการสอบสวนคดีอีเมลของนางฮิลลารี คลินตัน ที่ละเมิดกฏการรักษาความลับของทางการขึ้นมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์บอกว่าจะไม่ยกเลิกกฏหมายการสมรสของคนเพศเดียวกัน และส่วนตัวเขาเองจะไม่ขอรับเงินค่าตอบแทนประจำตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ปีละ 400,000 ดอลลาร์ แต่จะขอรับเพียงปีละ 1 ดอลลาร์เท่านั้น
นายทรัมป์ยังกล่าวว่าเขารู้สึกเศร้าใจ ที่ได้ยินข่าวว่ามีการกลั่นแกล้งทำร้ายชนกลุ่มน้อยในประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเขาขอเรียกร้องให้หยุดการกระทำนั้นเสีย

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

'ทักษิณ' ยินดี 'ทรัมป์' เชื่อมั่นนำสหรัฐฯกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

'ทักษิณ' ยินดี 'ทรัมป์' เชื่อมั่นนำสหรัฐฯกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

by Wiroon Pleejun10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:44 น.
ดร.ทักษิณ ส่งจดหมายแสดงความยินดีต่อ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุนายทรัมป์ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญและทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง ย้ำพวกเรายังตั้งตารอคอยที่จะประสานงานกับรัฐบาลของท่านในอนาคตอันใกล้
เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้ส่งจดหมายแสดงความยินดีต่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 45 ใจความว่า
“ผมขอแสดงความยินดีต่อชัยชนะอันเป็นประวัติศาสตร์ และขอส่งความปรารถนาดีสำหรับความสำเร็จของท่าน ในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี ผมเชื่อมั่นว่าความรู้ความสามารถของท่าน จะสามารถนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สหรัฐอเมริกา และสามารถนำพาสหรัฐอเมริกาไปสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ผมยังเชื่อมั่นอีกว่า ภายใต้การนำประเทศของท่าน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาจะยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นไปอีก พวกเรายังตั้งตารอคอยที่จะประสานงานกับรัฐบาลของท่านในอนาคตอันใกล้”

การประท้วงผลลต.ปธน.สหรัฐฯเพราะคนหรือระบบลต.?


น่าจะเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเลือกตั้งประธานาธิบสหรัฐที่มีการประท้วงใหญ่ในกว่า 25 เมืองทั่วประเทศหลังการเลือกตั้ง
ส่วนหนึ่งประท้วงไม่พอใจที่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้ง และมีผู้ประท้วงจำนวนมากที่ไม่พอใจต่อระบบการเลือกตั้งที่เป็นอยู่ ซึ่งไม่ได้นับคะแนน popular votes หรือคะแนนที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้รับจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ในการตัดสินผู้ได้รับเลือกเป็นปธน.สหรัฐ ผู้ประท้วงคนหนึ่งวิจารณ์ระบบการเลือกตั้งที่เป็นอยู่ว่าไม่เป็นธรรม เนื่องจากคะแนนหนึ่งคะแนนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ไม่เท่ากัน และเห็นว่าผู้สมัครที่ได้คะแนน Popular votes มากที่สุดควรได้รับเลือกเป็นปธน.สหรัฐ
ภายใต้ระบบเลือกตั้งที่เป็นอยู่ จะพิจารณาคะแนน electoral votes ในแต่ละรัฐที่ผู้สมัครแต่ละคนได้รับ ในการตัดสินใครจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ โดยมีคะแนน electoral votes ทั้งหมด 538 คะแนน จาก 50 รัฐ รัฐแคลิฟอร์เนียมี electoral votes มากสุด 55 คะแนน และผู้ที่จะชนะได้รับเลือกเป็นปธน.สหรัฐต้องได้ electoral votes อย่างน้อย 270 คะแนน ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทรัมป์ได้ electoral votes 279 คะแนน คลินตันได้ 228 คะแนน (ยังไม่สรุปอย่างเป็นทางการ BBC)
และจากผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ คลินตันได้ คะแนน popular votes 59,814,018 คะแนน คิดเป้นร้อยละ 47.7 ของผู้มาใช้สิทธิ์ ขณะที่ทรัมป์ได้ 59,611,678 ล้าน ร้อยละ 47.5 แต่ทรัมป์ ซึ่งได้คะแนน popular votes น้อยกว่าได้รับเลือกเป็นปธน. เนื่องจากได้คะแนน electoral votes มากกว่า
เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้มาแล้วสี่ครั้งในปี คศ. 1824 1876 1888 และปี 2000 ที่ผู้ชนะ popular votes ไม่ได้รับเลือกเป็นปธน.สหรัฐ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการประท้วงขนาดใหญ่หลังการเลือกตั้ง

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ปรับกลยุทธรับ ปธน.สหรัฐ"โดนัลด์ ทรัมป์"


มหกรรมพลิกโผทุกสำนัก กับผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ที่ชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” พร้อมกับคำถามที่ตามมา ว่ากลยุทธ์การลงทุนจะเป็นอย่างไรหลังจากนี้? ลองมาฟังมุมมองของผู้จัดการกองทุนหลายๆ ค่าย หลัง “ทรัมป์” คว้าเก้าอี้ประธานาธิบดีไปครองแบบเหนือความคาดหมาย

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ผิดไปจากความคาดหมายของตลาด เมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” คว้าเก้าอี้ผู้นำไปครอง กับ Feedback แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกที่เข้ามาตั้งแต่ก่อนที่จะเห็นผลสรุป ซึ่งรวมทั้งแรงขายในตลาดหุ้นไทยด้วย

แต่ความผันผวนจากประเด็นผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่นี้ จะสร้างความกดดันต่อตลาดหุ้นไทยอีกถึงเมื่อไหร่? และรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ? ล่าสุด มีความเห็นจาก “ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์” ประธานกรรมการบริหาร บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ที่ระบุว่า ชัยชนะของ “ทรัมป์” ในครั้งนี้ จะกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกไปอีกระยะหนึ่ง เพราะนอกเหนือจากชัยชนะที่เหนือความคาดหมายของตลาดแล้ว นโยบายของ “ทรัมป์” ที่เคยประกาศไว้ตอนหาเสียง ยังไม่มีความชัดเจนว่านโยบายด้านไหนจะทำจริงบ้าง ซึ่งประเด็นนี้จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับตลาดทุนทั่วโลกต่อไปอีกหลังจากนี้

สำหรับตลาดหุ้นไทย ดร.วิน ให้แนวรับของ SET ไว้ที่ 1,420 จุด จากการคว้าชัยของ “ทรัมป์” ในครั้งนี้ พร้อมกับไม่แนะนำว่า หากผู้ลงทุนจะหาจังหวะซื้อหุ้นเพิ่มในช่วงนี้ เพราะมองว่าไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ แต่อาจจะรอให้เห็นความชัดเจนด้านนโยบายเสียก่อน

อดีตผู้จัดการกองทุนท่านนี้ แนะด้วยว่า ถ้าจะหาจังหวะลงทุนสะสมในตลาดหุ้นเพิ่ม ลองพิจารณากลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายในประเทศ ที่น่าจะปลอดภัยสำหรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นตอนนี้

ด้าน “วิน พรหมแพทย์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล เคยแนะนำไว้ก่อนทราบผลการเลือกตั้งว่า ให้ผู้ลงทุนสะสมเงินสดติดพอร์ตไว้ราว 10-15% เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เหนือความคาดหมาย ซึ่งเมื่อผลออกมาเช่นนี้ จึงแนะนำให้ผู้ลงทุนหาจังหวะลดสัดส่วนเงินสดดังกล่าวลง แล้วทยอยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้มากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม การจับจังหวะลงทุน อาจจะยังไม่ใช่เวลาที่จะลงเงินไปทั้งหมด แต่ควรรอดูจังหวะก่อนด้วย เพราะมองว่าความเสี่ยงของผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ อาจจะกดดันให้ตลาดหุ้นไทย ย่อตัวลงไปได้อีก ซึ่งเขาเล็งแนวรับไว้ที่ 1,420-1,430 จุด

สำหรับอีก Asset class ที่ผู้จัดการกองทุน “ซีไอเอ็มบีฯ” แนะนำ คือ กลุ่มกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์  REIT และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเปิดโอกาสลงทุนในช่วงตลาดปรับฐาน และหากหลักทรัพย์ในกลุ่มนี้ย่อตัวลงตามด้วย ก็เป็นโอกาสที่ดีในการสะสมเข้าพอร์ตเอาไว้

ส่วนพอร์ตลงทุนต่างประเทศ มีความเห็นจาก “กุลฉัตร จันทวิมล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ลงทุน บลจ.ยูโอบี (ไทย) มองการคว้าชัยชนะของ “ทรัมป์” น่าจะเป็นโอกาสอีกครั้ง สำหรับผู้ลงทุนที่จะหาจังหวะสะสมกองทุนในกลุ่ม Healthcare เข้าพอร์ตเพิ่มขึ้น เพราะนโยบายของ “ฮิลลารี คลินตัน”  ที่เคยเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นในกลุ่มนี้ คงไม่เกิดขึ้นแล้ว

ค่าย “ยูโอบี ยังแนะนำให้หาจังหวะทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นเข้าพอร์ตเพิ่มด้วยในจังหวะนี้ เพราะตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับตัวลงค่อนข้างแรง รับข่าวชัยชนะของ “ทรัมป์” ในครั้งนี้ด้วย

**********************************
ทีม Business & Finance , Money Channel
- See more at: http://www.moneychannel.co.th/news_detail/13738/#sthash.CXB0jIZ5.dpuf

สุนทรพจน์แรกของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนล่าสุด โดนัล ทรัมป์

The MATTER
3 ชม.
สุนทรพจน์แรกของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนล่าสุด โดนัล ทรัมป์
.
.
ทรัมป์กล่าวหลังจากทราบข่าวชัยชนะในการเลือกตั้งสหรัฐล่าสุด และกลายเป็นว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไป
.
‘ผมเพิ่งได้รับโทรศัพท์แสดงความยินดีจากท่านรัฐมนตรีคลินตัน เธอกล่าวแสดงความยินดีกับเรา มันเป็นเรื่องของเราทั้งสองคน ผมขอแสดงความยินดีกับเธอ และครอบครัวของเธอสำหรับการหาเสียงที่ยาก ยากมากๆ ที่จะรับมือด้วย
.
ผมหมายถึงเธอต่อสู้อย่างหนัก ฮิลลารีทำงานอย่างยาวนานและอย่างหนักหน่วงในช่วงเวลาที่ผ่านมา และพวกเราต่างก็ควรรู้สึกขอบคุณภาระหน้าที่ที่เธอทำให้กับประเทศนี้ ซึ่งผมพูดจากใจจริง
.
ตอนนี้มันเป็นเวลาของอเมริกันที่จะเชื่อมบาดแผลที่สร้างความแตกแยกเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรีพับบลิกันหรือเดโมเครตรวมไปถึงผู้ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ถึงเวลาที่พวกเรากันเป็นหนึ่งอันเดียวกัน
.
มันเป็นเวลาที่ผมจะขอพลเมืองทุกคนว่าผมจะเป็นประธานาธิบดีของชาวอเมริกันทุกคน และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญกับผมยิ่ง สำหรับคนที่ไม่ได้สนับสนุนผมตั้งแต่แรก ซึ่งก็เป็นกลุ่มคนที่ไม่มากนัก แต่ผมก็จะเป็นฝ่ายที่ไปหาพวกคุณเพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือซึ่งเราจะได้สามารถทำงานร่วมกันเพื่อรวมประเทศอันยิ่งใหญ่ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนอย่างที่ผมพูดไว้ตั้งแต่แรก พวกเราไม่ได้แค่หาเสียงเลือกตั้งแต่เราเป็นความเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่และน่าทึ่ง ประกอบได้ด้วยชายและหญิงที่ทำงานอย่างหนักหน่วงผู้ที่รักและต่างก็อยากเห็นประเทศของเราดีขึ้น มีอนาคตที่เจิดจ้าสำหรับทั้งตัวเขาเองและครอบครัวของพวกเขา
.
มันเป็นความเคลื่อนไหวที่ประกอบขึ้นด้วยชาวอเมริกันทุกเชื้อชาติ ศาสนา ต่างภูมิหลังและความเชื่อ ผู้ที่ต่างก็ต้องการและหวังให้รัฐบาลของเรารับใช้ประชาชนและรับใช้เจตนารมย์ของพวกเขา
.
การที่เราจะทำงานด้วยกัน เราจะเริ่มจากภารกิจที่เร่งด่วนในการสร้างชาติของเราขึ้นมาใหม่ กลับไปฟื้นฟูความฝันแบบอเมริกัน ผมได้ใช้ชีวิตทั้งชีวิตในโลกธุรกิจ มองหาความเป็นไปได้ในโครงการและผู้คนต่างๆ จากทั่วโลกใบนี้
ตอนนี้มันเป็นเวลาที่ผมต้องการที่จะทำเพื่อประเทศของพวกเรา โอกาสที่มากมาย ผมต้องการที่จะรู้จักประเทศของเราให้ดี โอกาสที่มหาศาลมันจะต้องกลายเป็นสิ่งที่สวยงาม ชาวอเมริกันทุกคนจะมีโอกาสที่จะมองเห็นศักยภาพที่เต็มที่ของตัวเอง ชายและหญิงของเราจะไม่ถูกลืมอีกต่อไป
.
เราจะซ่อมแซมเมืองชั้นในและสร้างถนนสายหลัก สะพาน อุโมงค์ สนามบิน โรงเรียน โรงพยาบาลกันใหม่ เราจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานซึ่งจะทำให้เราไม่เป็นรองใคร ประชากรนับล้านของเราจะมีงานทำจากที่เราได้สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาใหม่
.
ท้ายที่สุดแล้ว เราจะดูแลเหล่าทหารผ่านศึกที่จงรักภักดีมาโดยตลอดซึ่งผมได้รู้จักคนพวกนี้ขึ้นมามากมายในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมานี้ ห้วงเวลาที่ผมได้ใช้กับพวกเขาระหว่างการหาเสียงนั้นถือว่าเป็นเกียรติที่สูงสุดสำหรับผม ทหารผ่านศึกของเราเป็นคนที่ยอดเยี่ยม
.
เราจะเริ่มดำเนินการเพื่อความเติบโตและการฟื้นฟูชาติ ผมจะใช้พรสวรรค์อันสร้างสรรค์ของผู้คนของเราให้ดีและสว่างไสวมากที่สุดเพื่อประโยชน์ของพวกเราทั้งหมด มันจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน เรามีแผนทางเศรษฐกิจที่ยอดเยี่ยม เราจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากกว่าที่ไหนๆ ในโลกใบนี้
.
ในเวลาเดียวกันเราจะร่วมไปด้วยกันกับชาติอื่นๆ ที่ยินดีที่จะร่วมกันกับเรา เราหวังว่าจะความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมากๆ ไม่มีความฝันอะไรที่ใหญ่จนเกินไป ไม่มีความท้าทายที่เกินไป ไม่มีอะไรที่เราต้องการสำหรับอนาคตจะไกลเกินเอื้อม
.
อเมริกันจะไม่ลงเอยกับอะไรที่ไม่ดีที่สุด เราจะต้องนำเอาจุดหมายของประเทศเรากลับมาและฝันให้ใหญ่ ให้แกร่ง และให้เป็นที่รัก เราจะต้องทำมัน เราจะต้องฝันถึงสิ่งต่างๆ สำหรับประเทศของเรา สิ่งที่สวยงาม และความสำคัญทั้งหลาย อีกครั้งหนึ่ง
.
เราต้องการที่จะบอกประชาคมโลกว่าเราจะมองผลประโยชน์ของอเมริกาเสมอ เราจะมีความสัมพันธ์กับทุกคนอย่างเป็นธรรม กับทุกคน กับใครก็ตามและกับชาติต่างๆ ในโลกนี้ เราจะข้อตกลงที่ร่วมกัน โดยไม่ยืนอยู่บนความเป็นศัตรูกัน เป็นพันธมิตรไม่ใช่ความบาดหมาง
.
และตอนนี้ได้เวลาอันสมควรที่จะแสดงความขอบคุณผู้คนที่ช่วยเหลือ ผู้คนที่ต่างเรียกคืนนี้ว่าค่ำคืนแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่’
แปลและเรียบเรียงจาก http://www.vox.com/…/donald-trump-wins-2016-presidential-el…

กรรมของสหรัฐฯ


การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งที่ 58 นี้ ถือเป็นครั้งที่สูสีที่สุดอีกครั้งหนึ่ง และพลิกล็อคสุดๆ เมื่อ "โดนัลด์ ทรัมป์" ชนะ "ฮิลลารี คลินตัน" อย่างเหลือเชื่อ! จากการเก็บชัยชนะได้ที่รัฐเพนซิลเวเนีย มีคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) ทะลุ 270 เสียง!
ตอกย้ำว่าคนต้องการเปลี่ยนแปลง พรรคเดโมแคตรครองทำเนียบขาวมา 8 ปีแล้ว และอย่ามองข้ามคนที่ไม่ตอบโพลล์ เหมือนการลงประชามติช็อกโลกที่อังกฤษให้ออกจากอียูก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของ FBI...
หลังการดีเบต 3 ครั้ง ฮิลลารีมีคะแนนนิยมเหนือกว่ามาก มากจนแทบจะมองไม่เห็นหนทางพ่ายแพ้ บวกกับการให้สัมภาษณ์ของทรัมป์ที่โผงผาง ทั้งประเด็นและบุคลิก แต่ 8 วันก่อนการเลือกตั้ง...
ผู้อำนวยการของ FBI (สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐอเมริกา) ได้พบหลักฐานจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของสามีของผู้ช่วยคนสำคัญของนางคลินตัน ที่อาจจะเกี่ยวพันกับเธอ..อาจเข้าข่ายความผิดในเรื่องเอกสารลับของทางการสหรัฐอเมริกา เมื่อสมัยที่นางคลินตัน ยังเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศเมื่อ 4 ปีก่อน
FBI บอกต้องสอบ! เพราะเจออีเมลเป็นแสนฉบับ!!! ข่าวนี้ระเบิดออกมาทำให้คะแนนนิยมของทรัมป์โผล่ขึ้นมาเป็นฝ่ายนำ โดยที่ทรัมป์ไม่ได้ทำอะไรเลย คะแนนดีขึ้นเพราะอีกฝ่ายคะแนนทรุดฮวบแค่นั้น หุ้นดาวน์โจนส์ตกสิครับ แค่โพลล์บอกทรัมป์นำ
ปรากฏว่าอีก 2 วันจะเลือกตั้ง FBI บอกไม่สอบละ...ทุกอย่างเคลีย! ..(ทำงานเหมือนดีเอสไอบางช่วงเลย) อีเมลเป็นแสนที่บอก...เขาอ่านได้เรียบร้อย ครบถ้วนอย่างไม่น่าเชื่อ ภายในเวลาไม่กี่วัน!
แต่ผลจากอีเมลลับๆล่อๆนี่แหละ เป็นเหตุให้นางคลินตันสะดุด ขณะที่สื่อต่างๆของสหรัฐนำเสนอข่าวเช้าวันนี้ว่า ทรัมป์มีคะแนนนำ ก็ทำให้หุ้นดาวน์โจนส์ตกไป 500 จุดทันที!
ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ที่ชอบเข้ามาทำรุ่มร่าม เจ้ากี้เจ้าการ และแทรกแซงงานบ้านงานเมืองของไทยบ่อยครั้ง กำลังได้คนอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี ผมเชื่อว่ามีคนไทยไม่น้อยดีใจ ปนสมน้ำหน้า เพราะเขามาจากการเลือกตั้งไง ซึ่งบ้านยูวัดความเป็นประชาธิปไตย วัดสรรพสิ่งทั้งมวลอยู่ตรงกิจกรรมนี้
ไอเคยได้นายกฯหญิงคนแรกที่มาจากระบอบเลือกตั้ง ไอเข้าใจความรู้สึกของพวกยูดี ตอนนี้ทราบว่า เว็บ ตม.ของแคนาดาถึงกับล่ม เพราะคนอเมิริกัน แห่เข้ามาลงทะเบียนกันเยอะมาก ประมาณว่า กูอพยพย้ายถิ่นฐานดีกว่า ถ้าต้องมีประธานาธิบดีอย่างนี้
แต่ต่อให้ได้มนุษย์ป้าคลินตัน ความสัมพันธ์ทางใจของคนไทย ก็ไม่ดีขึ้นหรอก ถ้าถามประชามติคนไทยว่า ชอบท่าทีสหรัฐที่ปฏิบัติต่อเมืองไทยในยุคนี้หรือไม่ ผมเชื่อว่าคำตอบจะออกมา "ไม่ชอบ" ไม่ว่าจะมีใครหน้าไหนเป็นประธานาธิบดี
อยากรู้จริงๆ อนาคตวันพรุ่งนี้ของสหรัฐอเมริกา จะเป็นเช่นใด ประเทศไทยนั่งไขว่ห้างรอดูอยู่

สรุปผลคะแนนคณะผู้เลือกตั้งปธน.สหรัฐ ทรัมป์ชนะฮิลลารี290-218 เหลือแค่3รัฐยังนับไม่เสร็จ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน เอาชนะการเลือกตั้งเหนือนางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนพรรคเดโมแครต ได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกาโดยได้คะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้ง (อิเล็คเทอรัลคอลเลจ) 290 เสียง จากที่ต้องการ 270 เสียง ขณะที่นางคลินตัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศได้ไป 218 เสียง โดยตัวเลขคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมดมี 538 เสียงคิดจากสัดส่วนจำนวนประชากรของแต่ละรัฐ
โดยตัวเลขคณะผู้เลือกตั้ง (อิเลคเทอรัลคอลเลจ) ล่าสุดจากรัฐที่มีการนับคะแนนเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อเวลาประมาณ 16.23 น. ตามเวลาในไทย นายทรัมป์ได้ไป 290 เสียง จากรัฐแอละบามา (9) อะแลสกา (3) แอริโซนา (11) อาร์คันซอ (6) ฟลอริดา (29) จอร์เจีย (16) ไอดาโฮ (4) ไอโอวา (6) อินดีแอนา (11) ไอโอวา (6) แคนซัส (6) เคนทักกี (8) ลุยเซียนา (8) เมน (1 จาก 4 – รัฐนี้ใช้วิธีแบ่งคะแนนคณะผู้เลือกตั้งตามเปอร์เซ็นต์ของคะแนนดิบหรือป็อปปูลาร์โหวต) มิสซิสซิปปี (6) มิสซูรี (10) มอนแทนา (3) เนแบรสกา (5) นอร์ทแคโรไลนา (15) นอร์ทดาโคตา (3) โอไฮโอ (18) โอคลาโฮมา (7) เพนซิลเวเนีย (20) เซาท์แคโรไลนา (9) เซาท์ดาโคตา (3) เทนเนสซี (11) เทกซัส (38) ยูทาห์ (6) เวสต์เวอร์จิเนีย (5) วิสคอนซิน (10) และไวโอมิง (3)
ขณะที่นางคลินตันได้ไป 218 เสียงจากรัฐแคลิฟอร์เนีย (55) โคโลราโด (9) คอนเนตทิคัต (7) เดลาแวร์ (3) ฮาวาย (4) อิลลินอยส์ (20) เมน (3 จาก 4) แมริแลนด์ (10) แมสซาชูเซตส์ (11) นิวเจอร์ซีย์ (14) นิวเม็กซิโก (5) นิวยอร์ก (29) ออริกอน (7) โรดไอแลนด์ (4) เวอร์มอนต์ (3) เวอร์จิเนีย (13) วอชิงตัน (12) และวอชิงตัน ดี.ซี. (3)
ทั้งนี้รัฐที่ยังนับคะแนนไม่เสร็จเหลือเพียงแค่ 3 รัฐคือมิชิแกน มินนิโซตาและนิวแฮมป์เชียร์

อเมริกันลุกฮือประท้วงต้าน “ทรัมป์” เหตุไม่เห็นด้วยนโยบายผู้อพยพ

เว็บไซต์ฟ็อกซ์นิวส์ รายงานว่าในขณะที่ยังไม่มีการประกาศผลแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ แต่มีแนวโน้ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ มีรายงานว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 1,000 คน รวมตัวกันเพื่อประท้วงทรัมป์บริเวณด้านหน้าทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา บางคนปีนขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ บางคนตะโกนด่าทอนายทรัมป์ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย โดยผู้ประท้วงส่วนใหญ่พากันประท้วงนโยบายเรื่องผู้อพยพของนายทรัมป์ ที่เคยประกาศไว้ว่าจะเนรเทศผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย และจะสร้างกำแพงตลอดแนวชายแดนที่ติดกับประเทศเม็กซิโก เพื่อกันไม่ให้ผู้อพยพชาวเม็กซิโกเข้าไปในประเทศสหรัฐอเมริกา
ขณะที่เว็บไซต์ kron4.com รายงานว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงนายทรัมป์หลายร้อยคนพากันเดินขบวนจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์คลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 8 พฤศจิกายน เพื่อมุ่งหน้าไปยังถนนเทเลกราฟ หลังจากที่เริ่มมีแววว่านายทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ด้าน latimes.com รายงานว่า ชัยชนะของทรัมป์ได้ทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงขึ้นทั่วรัฐแคลิฟอร์เนีย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นตามวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมไปถึงบริเวณย่านชุมชนในนครลอสแองเจลิส
ต้านทรัมป์1

ต้านทรัมป์2
ด้านเว็บไซต์วอชิงตันโพสต์รายงานว่า ขณะที่ชาวอเมริกันซึ่งไม่ชื่นชอบนายโดนัลด์ ทรัมป์ มักจะพูดติดตลกว่า หากทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ พวกตนจะย้ายไปอยู่ที่ประเทศแคนาดาแทน โดยมีรายงานว่า หลังจากที่ผลการเลือกตั้งมีแววว่า นายทรัมป์จะชนะการเลือกตั้ง เว็บไซต์ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของแคนาดา ถึงกับล่มลงชั่วคราว แต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นจากอะไร และทางเจ้าหน้าที่แคนาดาไม่สามารถแสดงความเห็นเรื่องดังกล่าว ขณะที่เหล่าชาวโลกออนไลน์ ต่างแสดงความเห็นว่า การล่มของเว็บไซต์สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของแคนาดา อาจจะเกี่ยวเนื่องกับการที่ทรัมป์จะได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ
นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวยังรายงานว่า กลุ่มคนไทยที่อยู่ในสหรัฐอเมริกามีความหวั่นวิตกกับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาเชื่อว่านางคลินตันจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง แต่เมื่อผลกลับตรงข้ามจึงรู้สึกเสียใจที่นางคลินตันพ่ายแพ้ ขณะที่บางคนก็หวาดกลัวต่อนโยบายเรื่องผู้อพยพของนายทรัมป์ เพราะนายทรัมป์แสดงออกอย่างชัดเจนเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ เพศ สีผิว กลุ่มคนไทยจึงเริ่มมีการพูดคุยกันว่าอาจจะย้ายกลับประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมาย ขณะที่ชาวอเมริกันซึ่งมีภรรยาเป็นคนไทยก็ได้มีการสอบถามภรรยาว่าต้องการกลับไปอยู่เมืองไทยหรือไม่
“การที่มีผู้นำที่เหยียดสีผิวก็จะทำให้คนในประเทศหันกลับไปสู่การเหยียดสีผิวมากขึ้น เพราะตั้งแต่อเมริกาได้มีการเลิกทาส และรณรงค์ยกเลิกการแบ่งแยกสีผิว แต่ลึกๆ ของคนขาวบางส่วนก็ยังแบ่งแยกสีผิวอยู่เพียงแต่ไม่กล้าแสดงออกอย่างชัดเจน เพราะผู้นำหลายสมัยพยายามผลักดันให้การเหยียดสีผิวและชาติพันธุ์หมดไป แต่ตอนนี้เหมือนพอทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี พวกที่เหยียดสีผิวก็จะลุกฮือกระพือปีกอีก และยิ่งสร้างให้เกิดความไม่เสมอภาคทางชนชั้นขึ้นอีกครั้ง น่าผิดหวังไหมล่ะอเมริกา” หญิงชาวไทยรายหนึ่งที่อาศัยในสหรัฐอเมริกากล่าว
AFP PHOTO / DOMINICK REUTER
AFP PHOTO / DOMINICK REUTER
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เลดี้ กาก้า นักร้องชื่อดัง ได้ออกมาแสดงการต่อต้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ เช่นกัน โดยออกมายืนอยู่ข้างรถขยะ บริเวณด้านหน้าทรัมป์ ทาวเวอร์ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน โดยมีรายงานว่า มีผู้เห็นเลดี้ กาก้า ร้องให้อยู่ที่บริเวณด้านหลังของเวทีที่ทางพรรคเดโมแครตจัดเตรียมไว้สำหรับหลังการเลือกตั้งด้วย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ในคืนหาเสียงคืนสุดท้าย เลดี้ กาก้า ได้ออกมาประกาศสนับสนุนนางฮิลลารี คลินตัน

คนอเมริกันเป็นอะไรไป โดย วีรพงษ์ รามางกูร

มติชนสุดฯ
(28ก.ค.59)
ข่าวการได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันของนายโดนัลด์ ทรัมป์ แม้จะไม่ใช่ข่าวที่แสดงความประหลาดใจให้กับคนอเมริกันและผู้คนทั่วโลกก็ตาม แต่ก็เป็นข่าวที่น่าตกใจ
เพราะการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะจนได้รับเลือกเป็นผู้แทนพรรค เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกานั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่ง่าย ต้องทำงานหาเสียงกับสมาชิกพรรคในมลรัฐต่างๆ ทั่วประเทศ โดยการแสดงบุคลิกที่ดี มีประวัติการทำงานการเมืองโดยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทางการเมืองมาก่อน มีลีลาการพูดสุนทรพจน์ที่เร้าใจ มีเนื้อหาวาจาเป็นผู้ดี ไม่หยาบคายเหมือนบางประเทศในยุโรป ที่สำคัญคือมีความเป็น “อารยะ” ในด้านความคิด ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันของคนทุกเชื้อชาติ เพศและศาสนา
แต่ดูเหมือนนายโดนัลด์ ทรัมป์ มีคุณสมบัติและความรู้สึกนึกคิด มีปรัชญาทางด้านการเมืองและสังคมอยู่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ประชาชนอเมริกันควรจะมี
ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ไม่ใช่ประเทศเก่าแก่ที่มีประวัติอันยาวนาน เช่นประเทศในยุโรปและเอเชีย เดิมเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวพื้นเมืองที่ล้าหลัง ที่ชาวยุโรปเรียกว่า “อินเดียนแดง” เพราะเข้าใจผิดคิดว่าทวีปอเมริกาคืออินเดีย
ประชากรทั้งหมดเป็นคนอพยพมาอยู่ในทวีปแห่งนี้ หลังจากการค้นพบของนักเดินเรือเมื่อ 300-400 ปีมานี้เอง ชื่อทวีปก็ตั้งตามชื่อนักเดินเรือสำรวจ ผู้อพยพ ไม่ได้อพยพมาเพราะความยากจนที่บ้านของตนอย่างเดียว แต่อพยพมาด้วยเหตุผลต่างๆ กัน เช่น ชาวผิวขาวจากอังกฤษและชาวยุโรปจำนวนมากอพยพมาเพราะต้องการเสรีภาพในการนับถือศาสนา เพราะในสมัยนั้นประชาชนอยู่ในประเทศไหนต้องนับถือนิกายศาสนาที่พระเจ้าแผ่นดินของตนนับถือ ถ้าไม่อยากนับถือนิกายศาสนาที่เจ้าผู้ปกครองแผ่นดินนับถือก็ควรจะอพยพไปอยู่เสียที่อื่น ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งอาณานิคมขึ้น ก็มีการอพยพมาเป็นทหาร นายทุนก็อพยพมาทำการเพาะปลูก
เพราะมีที่ดินเหลือเฟือ ไม่มีราคา ใครมีปัญญาแผ้วถางป่าได้เท่าไหร่ก็ทำไป จึงมีการลงทุนแผ้วถางป่าทำการเกษตร เช่น ปลูกข้าวโพด ข้าวสาลี เลี้ยงสัตว์ ปลูกฝ้าย อ้อยและน้ำตาล ปลูกถั่วเหลือง พืชผักผลไม้ รวมทั้งการทำกระดาษเพื่อส่งออกไปยุโรป
นอกจากการอพยพมาเองด้วยเหตุผลต่างๆ แล้ว ที่น่าเศร้าก็คือการบังคับเอาคนผิวดำจากแอฟริกามาขายเป็นทาสในไร่ที่ทำการเกษตร เช่น ไร่ฝ้าย ไร่อ้อย ไร่ถั่วเหลือง หรือแม้แต่ข้าวสาลีและมันฝรั่ง คนผิวดำที่ถูกจับมาเป็นทาส บัดนี้ก็กลายเป็นคนกลุ่มน้อยขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา เพราะนิยมมีลูกมากกว่าคนผิวขาว
ในปลายศตวรรษที่ 19 มีการนำเอาชาวจีนมาเป็นคนงานสร้างทางรถไฟสายตะวันออกตะวันตกจำนวนมาก บัดนี้ชาวจีนเหล่านี้ก็มีลูกหลานสืบเชื้อสายอยู่ในอเมริกา หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งชาวญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งก็อพยพหนีความยากจนในญี่ปุ่นมาอยู่ที่อเมริกา
ต่อมาหลังสุดเมื่อสหรัฐอเมริกาแพ้สงครามเวียดนาม ชาวเวียดนามจำนวนมากก็อพยพมาอยู่ที่อเมริกาตามเมืองใหญ่ๆ
สหรัฐอเมริกาจึงกลายเป็นประเทศที่มีคนหลายเชื้อชาติ หลายผิวพรรณ หลายภาษา หลายศาสนา หลายเผ่าพันธุ์ หลายความคิด มาอยู่ปนกันจนกลายเป็นสังคมผสมหรือ “melting pot”
การที่สังคมผสมอย่างอเมริกาสามารถดำรงอยู่ได้ ไม่แตกแยกจนรบราฆ่าฟันกันอย่างรุนแรง ก็เพราะสังคมอเมริกันนั้นถูกกำหนดให้มีความรู้สึกนึกคิด โดย “กลุ่มปัญญาชน” ที่มีจิตวิญญาณของความเป็น “ผู้เจริญ” ซึ่งวางรากฐานไว้โดย “บิดาผู้ก่อตั้ง” ประเทศ หรือ “founding fathers” ด้วยคำประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ จากจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ที่ยึดถือกันมาเกือบ 300 ปีมาแล้ว
ทุกวันนี้ กลุ่มปัญญาชนเหล่านี้ก็ยังคงดำรงอยู่ ประกอบด้วย ปัญญาชน อาจารย์มหาวิทยาลัย นักคิดนักเขียน สื่อมวลชน ผู้นำศาสนา ผู้นำทางจริยธรรม ที่คอยให้สติกับสังคม ทำให้เกิดการแก้ไข ปรับปรุง ความคิด วิธีคิด ความประพฤติ รวมทั้งคุณค่าทางสังคมอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญความคิดว่าสังคมอเมริกันเป็นสังคมพลเรือน “civil society” ไม่ใช่สังคมทหาร “military society” เป็นสังคมที่ใช้เหตุผลของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่สังคมที่ใช้กำลัง แต่คนส่วนน้อยก็ได้รับการคุ้มครอง
แต่อีกด้านหนึ่งที่ไม่อาจจะแสดงออกมาได้อย่างเปิดเผยก็คือ อเมริกาเป็นสังคมที่มีความไม่เท่าเทียมกันอย่างยิ่ง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีสูงมากอาจจะมากกว่าประเทศใดๆ ในโลก การปฏิบัติต่อกันถ้าดูจากภายนอกจะเป็นอย่างหนึ่ง แต่ภายในใจจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง การแต่งงานข้ามเชื้อชาติผิวพรรณ ฐานะทางเศรษฐกิจ มีน้อยมาก แม้ว่าระยะหลังจะดีขึ้นก็ตาม คนที่เกิดจากบิดามารดาต่างสีผิวกันก็จะได้รับการปฏิบัติตอบแบบเดียวกัน ผู้มีสีผิวที่ไม่ใช่คนผิวขาวกลายเป็นบุคคลชั้นสาม ไม่ใช่แม้แต่เป็นบุคคลชั้นสอง ไม่เป็นที่ยอมรับกับสังคมทั้ง 2 ฝ่าย คล้ายๆ กับการแบ่งวรรณะในอินเดีย
โครงสร้างของประชากรในสหรัฐอเมริกา เปลี่ยนไปจาก 50 ปีก่อนเป็นอันมาก เพราะคนผิวสีที่ยากจนนิยมมีลูกมาก คนเอเชีย คนเชื้อสายสเปน อิตาลี โปรตุเกส จากประเทศละตินอเมริกาที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก นิยมมีลูกมาก ชาวยุโรปที่มีเชื้อสายอังกฤษ เยอรมัน สแกนดิเนเวีย ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ นิยมมีลูกน้อย จึงมีสัดส่วนในโครงสร้างประชากรน้อยลง
การที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปเช่นนี้ ทำให้ความรู้สึกอึดอัดในใจของชาวผิวขาวจากยุโรปตะวันตกมีมากขึ้น การตั้งอัตราภาษีที่ดินที่สูงโดยรัฐบาลท้องถิ่น ทำให้คนชั้นสูงผิวขาวกับคนผิวสี หรือคนจากอเมริกาใต้และเอเชีย ต้องแยกกันอยู่ เพราะคนระดับล่างไม่สามารถเสียภาษีในอัตราที่สูงได้
สถานศึกษาที่ดีๆ ก็จะเป็นสถานศึกษาของเอกชนที่ค่าเล่าเรียนแพงสำหรับคนนอกพื้นที่ เพราะได้รับการอุดหนุนจากภาษีที่ดิน ทำให้การศึกษาของบุตรหลานของคนรวยดีกว่าบุตรหลานของคนจน บุตรหลานของคนรวยมีโอกาสศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำได้มากกว่า กลายเป็นวัฏจักรของชนชั้นในสหรัฐอเมริกา
เมื่อจะมีการเลือกตั้ง พรรครีพับลิกันซึ่งเป็นพรรคของคนผิวขาวชั้นสูง ที่มีความคิดอนุรักษนิยม ที่มีความอึดอัดอัดอั้นอยู่ในใจต้องการแสดงออกถึงความไม่พอใจสังคมของตน จึงมักจะเลือกคนที่เสนอนโยบายสุดโต่งให้เป็นตัวแทนของตน เข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี สร้างความฮือฮา เป็นสีสันให้กับการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นระยะๆ เสมอมา
โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ใช่คนแรกที่เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันที่เสนอนโยบายขวาสุดโต่ง นายแบรี่ โกลด์วอเตอร์ เคยเสนอนโยบายขวาสุดโต่ง ที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรค นายโกลด์วอเตอร์ เสนอนโยบายที่จะทำสงครามปรมาณูกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ถ้าหากตนได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี โดยมีนายรีแกน ดาราภาพยนตร์คาวบอยของฮอลลีวู้ดเป็นผู้สนับสนุน ต่อมานายรีแกนได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน ลงสมัครและชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ก็มีนโยบายแข็งกร้าวกับคอมมิวนิสต์ ประกาศทำสงครามอวกาศกับสหภาพโซเวียต จนเศรษฐกิจโซเวียตพังทลาย เศรษฐกิจโลกก็พลอยพังไปด้วย เป็นผลให้เกิดการล่มสลายของค่ายคอมมิวนิสต์ แม้โกลด์วอเตอร์จะไม่ได้เป็นประธานาธิบดี แต่ความรู้สึกนึกคิดของคนอเมริกันแบบโกลด์วอเตอร์ก็ดำรงอยู่และมีอิทธิพลต่อประธานาธิบดีคนต่อมา
การที่สมาชิกพรรครีพับลิกันเลือกโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวแทนพรรค ก็แสดงว่าคนผิวขาวชั้นสูงอเมริกันอึดอัดมากกับคนอพยพหนีเข้าเมือง ที่มีอยู่ในอเมริกาขณะนี้ถึง 11 ล้านคน เขาประกาศว่าจะสร้างกำแพงกั้นระหว่างอเมริกากับเม็กซิโก เขาอึดอัดมากกับชาวมุสลิมหัวรุนแรงที่คิดว่าเป็นผู้ก่อการร้ายที่นั่นที่นี่ อึดอัดมากกับจำนวนคน
ผิวสีที่มีสัดส่วนมากขึ้นเพราะไม่คุมกำเนิด เรียกร้องความเท่าเทียมกันเมื่อตำรวจผิวขาวยิงเด็กผิวดำเสียชีวิต อึดอัดมากกับนโยบายสวัสดิการทางการแพทย์และอื่นๆ เพราะเท่ากับเอาเงินภาษีซึ่งคนขาวจ่ายมากกว่าไปอุดหนุนคนจน ที่เป็นคนผิวอื่นที่ไม่ใช่คนผิวขาว
แม้ว่าโครงสร้างบนของสังคมอเมริกันจะถูกคุมไว้ด้วยปรัชญา จารีตประเพณี กฎหมาย ความรู้สึกนึกคิด ที่เป็น “อารยะ” และเป็นตัวอย่างให้กับสังคมในประเทศอื่น แต่อีกด้านหนึ่งกลับเป็นสังคมที่น่ากลัว และมีความกดดันสูงสำหรับคนชั้นล่าง
วาทกรรมของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นการสะท้อนออกของจิตสำนึกของคนชั้นกลางและคนชั้นกลางค่อนข้างสูงของคนอเมริกัน ที่ถูกกดดันไม่ให้แสดงออกโดยโครงสร้างส่วนบน โดนัลด์ ทรัมป์ แม้จะไม่เป็นประธานาธิบดี แต่ก็ได้ทิ้งขยะและยาพิษไว้ให้อเมริกา โดยคนอเมริกันไม่รู้ตัว
หนักใจแทนชาวอเมริกัน

นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ชี้ ‘ทรัมป์’ ชนะเลือกตั้ง Set zero ข้อตกลง TPP

โดนัลด์ ทรัมป์  ไม่เอา TPP ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู ชี้เป็นผลดีกับไทย เหมือน  Set zero แต่เวียดนามรับแจ๊กพ็อตไปแล้ว เงินทุนไหลเข้ามหาศาล แนะไทยต้องมีมัดเด็ดดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ
tdrisaova
ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)  ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศรา ภายหลังทราบผลการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้ง โดยเฉพาะนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ที่มีผลต่อประเทศไทยชัดเจนที่สุด คือ ทรัมป์ประกาศตั้งแต่เริ่มหาเสียงแล้วว่า  ไม่เอาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิก (TPP)  นั้นเป็นผลดีกับไทย 
“เหมือนกับ  Set zero ล้างไพ่ใหม่ TPP  และจากที่เราคิดว่า เวียดนามได้ประโยชน์จากการเข้าร่วม TPP ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม แม้ TPP ไม่ได้เป็นนโยบายของผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ แต่เงินทุนที่ไหลเข้าเวียดนาม ก็ไหลเข้าไปแล้ว มีตัวเลข 8 เดือนแรก เงินทุนไหลเข้าไปกว่า 14.4 พันล้านสหรัฐ จะเห็นว่า ทีพีพีจะไม่เกิดแต่เวียดนามก็แจ๊กพ็อตไปแล้ว” 
ดร.เสาวรัจ กล่าวอีกว่า ส่วนประเทศไทย  หากไม่ได้มีอะไรมาตื่นเต้น หรือกระตุ้นการลงทุนในประเทศ และหากรัฐบาลไม่ได้มีมาตรการที่เป็นมัดเด็ดจริงๆ เชื่อว่า ก็จะไม่มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้า ซึงต่างจากเวียดนามที่มีนโยบายชัดเจนเปิดเสรี ขณะที่ไทยมีการส่งออกมาก แต่นโยบายกับการค้าเรากลับไม่ชัดเจน เช่น FTA อียู เราเจรจามานานแล้ว ก็ไม่มีอะไร หรือแม้แต่เรื่อง TPP เราก็รีๆ รอๆ สุดท้ายก็ถือว่าเราโชคดีที่ TPP ไม่เกิด" 
ดร.เสาวรัจ กล่าวถึงนโยบายนายโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เน้นการเปิดเสรีการค้า ส่วนหนึ่งเป็นกระแสที่น่าสนใจ ตั้งแต่ผลการทำประชาติมติครั้งประวัติศาสตร์ของอังกฤษ  กรณี Brexit มีการมองกันว่า โลกาภิวัฒน์  (Globalization)ทำให้คนตกงาน หางานทำยาก ขณะเดียวกันคนที่เลือกทรัมป์ ส่วนใหญ่อายุมาก สะท้อนถึงกระแสอารมณ์ต่อต้าน โลกาภิวัฒน์   หรือไม่ เพราะทรัมป์พูดถึงคนตกงาน คนอพยพเข้าไปในสหรัฐฯมาก ก็ไปโดนคนกลุ่มนี้ ซึ่งโพลก็ออกมาระบุว่า คนที่สนับสนุนเลือกทรัมป์นั้นส่วนใหญ่อายุมาก ส่วนคนเลือกนางฮิลลาลี คลินตัน เป็นคนอายุน้อย 
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เคยนำเสนอบทความ ถ้า ‘ทรัมป์’ ชนะเลือกตั้งสหรัฐ ตอนหนึ่งโดยวิเคราะห์ถึง นโยบายการค้าระหว่างประเทศน่าจะเป็น ประเด็นที่มีผลต่อไทยชัดเจน คือเรื่องความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ดังนั้นหากทรัมป์เป็นประธานาธิบดี ข้อตกลงนี้น่าจะไม่ถูกให้สัตยาบัน และมีโอกาสที่สหรัฐ อาจไม่เจรจาข้อตกลงการค้าอื่นๆ ในอนาคต ไทยจึงอาจต้องพึ่งพาจีนในเรื่องการค้ามากขึ้น เช่น อาศัยข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่กำลังมีการเจรจากันอยู่ เป็นต้น

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เปิดหีบบัตรเลือกตั้งปธน.สหรัฐฯแล้ว


ชาวอเมริกันเริ่มออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง หลังจากที่คูหาเลือกตั้งในหลายมลรัฐเริ่มเปิดให้ประชาชนไปลงคะแนนเสียง

ชาวอเมริกันเริ่มเดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 45 เป็นศึกชิงเก้าอี้ผู้นำระหว่างนางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนพรรคเดโมแครต และ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน

โดยคูหาเลือกตั้งในแต่ละมลรัฐ จะมีเวลาที่แตกต่างกันในการเริ่มเปิดคูหา เริ่มตั้งแต่ 06.00 /07.00 /และ 08.00 น. ตามเวลาของแต่ละมลรัฐ ส่วนเวลาปิดหีบเลือกตั้ง จะเริ่มตั้งแต่ 18.00 น. แต่มลรัฐส่วนใหญ่จะปิดหีบเวลา 20.00 น. ขณะที่ในมลรัฐอแลสกา จะปิดหีบตอนเที่ยงคืน

โดยมีการเปิดหีบเลือกตั้งเมื่อเวลา 06.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ หรือ 18.00 น. ตามเวลาประเทศไทยโดยประมาณ ในมลรัฐเวอร์จิเนีย, อินเดียนา, นิวแฮมป์เชียร์, นิวยอร์ก, นอร์ธแคโรไลนา, โอไฮโอ และ คอนเน็กติกัต ซึ่งก็มีชาวอเมริกันทยอยออกมาลงคะแนนเสียงอย่างต่อเนื่อง ส่วนในรัฐเพนซิลเวเนีย, มิสซูรี, มิชิแกน, จอร์เจีย, อิลลินอย, และฟลอริดา กำลังจะเปิดคูหาในเวลา 19.00 น.ตามเวลาประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การประกาศผลเลือกตั้ง ขึ้นอยู่กับว่าการนับคะแนนในแต่ละมลรัฐ หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คาดว่าจะสามารถประกาศผลได้ก่อนเที่ยงคืน ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ หรือก่อนเวลา 12.00 น. ของวันพรุ่งนี้ (9 พ.ย.) ตามเวลาประเทศไทย

08-11-16-1

หมู่บ้านแห่งแรกในสหรัฐฯ เปิดคูหาเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแล้ว ซึ่งผลการนับคะแนน ฮิลลารี คลินตัน คว้าชัยในหน่วยเลือกตั้งนี้

สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันนี้ (8 พ.ย. 59) ได้มีการเปิดคูหาให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งคูหาแรกแล้ว ที่หมู่บ้านดิกซ์วิลล์ นอตช์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ ทางตอนเหนือของประเทศ นับเป็นการเปิดฉากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งที่ 58

โดยหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวมีผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงรวม 8 คน ซึ่งผลการนับคะแนนปรากฏว่า นางฮิลลารี คลินตันได้ 4 คะแนน, นายโดนัลด์ ทรัมป์ได้ 2 คะแนน, นายแกรี จอห์นสัน จากพรรคไลเบอร์เทเรียนได้ 1 คะแนน และมีผู้ลงคะแนนให้นายมิตต์ รอมนีย์ ตัวแทนพรรครีพับลิกันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งก่อน 1 คะแนน

ทั้งนี้จากผลการนับคะแนนดังกล่าว ส่งผลทำให้ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ชนะผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต 6 ต่อ 2 คะแนน อย่างไรก็ตามในอดีตผลคะแนนจากหมู่บ้านดังกล่าว สามารถทำนายผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งหลังสุดได้อย่างแม่นยำ 3 ใน 4 ครั้ง คือปี 2543 และ 2547 ที่ จอร์จ ดับเบิลยู บุช จากพรรครีพับลิกันเป็นผู้ชนะครองตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ
///////////////
(BBC)
ชาวอเมริกันทยอยลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี

สหรัฐฯ เริ่มทยอยเปิดคูหาเลือกตั้งในแต่ละรัฐทั่วประเทศตั้งแต่เวลา 06.00 น.ของวันที่ 8 พ.ย.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับเวลาประมาณ 18.00 น.ในไทย เพื่อเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ประชาชนในรัฐทางฝั่งตะวันออกของประเทศมีโอกาสได้ใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งก่อนรัฐทางฝั่งตะวันตก ขณะที่เวลาปิดหีบเลือกตั้งจะอยู่ที่ประมาณ 18.00 น.ในสหรัฐฯ หรือช่วงเช้าวันที่ 9 พ.ย.ตามเวลาไทย
ก่อนหน้านี้ นางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคเดโมแครต และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ต่างออกหาเสียงเลือกตั้งช่วงโค้งสุดท้ายที่รัฐนอร์ทแคโรไลนา รัฐเพนซิลเวเนีย และรัฐมิชิแกน โดยนางคลินตันเรียกร้องให้ประชาชนอเมริกันมีความหวัง ใจกว้าง และให้โอกาสที่ครอบคลุมถึงทุกคน ขณะที่นายทรัมป์เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนของตนใช้โอกาสสำคัญครั้งนี้ในการขจัดระบบที่ฉ้อฉล
มีรายงานว่าประชาชนอเมริกันราว 46 ล้านคนได้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้ว และคาดว่าประชากรเชื้อสายฮิสปานิกจะเป็นกลุ่มผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากที่สุด โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าประชากรกลุ่มนี้จะเลือกนางคลินตันมากกว่านายทรัมป์

เกร็ดความรู้เรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ "Electoral Vote" คืออะไร? สำคัญอย่างไร?

เกร็ดความรู้เรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรื่อง ความสำคัญของคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง หรือ Electoral Voter

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้กระบวนการที่เรียกว่า Electoral College หรือ คณะผู้เลือกตั้ง ซึ่งผู้ที่จะได้เป็นประธานาธิบดีต้องได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral Voter) ของรัฐต่างๆ รวมกันอย่างน้อย 270 เสียง จากจำนวนทั้งสิ้น 538 เสียง
แต่ละมลรัฐจะมีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งไม่เท่ากัน เพราะขึ้นกับจำนวนประชากรของรัฐนั้น
วิธีคิดง่ายๆ คือคณะผู้เลือกตั้งจะเท่ากับจำนวนสมาชิกวุฒิสภา (ซึ่งมีได้รัฐละสองคนเท่ากัน) บวกกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนของรัฐนั้นๆ ในสภา Congress ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน
ตัวอย่างเช่น รัฐ California มีคณะผู้เลือกตั้งรวม 55 คน ในขณะที่รัฐ Montana, North Dakota, South Dakota และ Wyoming มีคณะผู้เลือกตั้งเพียงแค่รัฐละ 3 คน เป็นต้น(หมายเหตุ: กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แม้จะไม่มีสถานะเป็นรัฐ แต่กฎหมายก็กำหนดให้มีคณะผู้เลือกตั้งได้ 3 คนเช่นกัน)
Electoral College
Electoral College

รัฐส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ ใช้กฎที่เรียกว่า Winner Takes All ซึ่งหมายถึงผู้สมัครเป็นประธานาธิบดีคนใดที่ได้คะแนนเสียง (popular vote) จากประชาชนของรัฐนั้นมากกว่าในการเลือกตั้ง (ไม่ว่าจะมากกว่าเพียง 50 หรือ 50,000 คะแนนก็ตาม) จะได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral Vote) ของรัฐนั้นไปครองทั้งหมด
โดยมีเพียงสองรัฐเท่านั้นคือ Maine กับ Nebraska ที่ไม่ใช้หลักการนี้ แต่จะจัดสรรคะแนนของคณะผู้เลือกตั้งให้ตามคะแนนเสียงที่ผู้สมัครเป็นประธานาธิบดีได้รับจากพลเมืองของรัฐของตน (popular vote)
สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2016 นี้ การสำรวจความนิยมแสดงว่า เหลือเพียงประมาณ 11 รัฐหรือที่เรียกว่า Swing States เท่านั้น ที่ผู้สมัครทั้งสองฝ่ายกำลังมุ่งให้ความสนใจในขณะนี้
โดยคะแนนจากคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral Vote) ในรัฐเหล่านี้มีอยู่รวมกันประมาณ 146 เสียง ซึ่งรัฐ Swing States ที่สำคัญๆ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้แก่ Florida (29 เสียง) North Carolina (15 เสียง) Ohio (18 เสียง) และ Pensylvania (20 เสียง) เป็นต้น​

ว่าด้วยกรณีปชต.ฮ่องกง

ถึงเวลาเชือดไก่ให้ลิงดู จุดจบโปร-ประชาธิปไตยฮ่องกง: พวกเรามาจากการเลือกตั้ง จะไม่มีที่ให้ฝ่าฝืนกฎหมายรัฐธรรมนูญฮ่องกงเลยเชียวหรือ? เครื่องประหารหัวสุนัขอยู่ไหน?
-----------
วันที่ 7 พ.ย.59 สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานผลการตีความมาตราที่ 104 ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ (กฏหมายพื้นฐาน/Basic Law) ของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง หลังมีว่าที่สมาชิกสภานิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้งสองคนประกาศว่า "ฮ่องกงเป็นเอกราชจากจีน" ในพิธีเข้าสาบานตนก่อนรับตำแหน่งที่สภานิติบัญญัติของฮ่องกง (LegCo) และได้มีการปลุกระดมม็อบโปร-ประชาธิปไตยมาสนับสนุนว่าที่ส.ส.ทั้งสองคน
ดังนั้นคณะกรรมาธิการกำกับดูแลแห่งสภาประชาชนแห่งชาติของจีน (National People's Congress (NPC) Standing Committee) จึงมองว่าพฤติกรรมของบุคคลนาย Leung Chung-hang และน.ส. Yau Wai-ching เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของจีน ดังนั้นทางการจีนและ NPC จึงจัดให้มีการตีความในมาตราที่ 104 ของรัฐธรรมนูญฮ่อง
ม.104 ในรัฐธรรมนูญฮ่องกงระบุเอาไว้ว่า: เมื่อจะเข้าประจำแหน่ง หัวหน้าฝ่ายบริหารระดับสูง (Chief Executive) เจ้าหน้าที่ที่เป็นบุคคลสำคัญ (principal officials หมายถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยหัวหน้าผู้บริหารระดับสูง) สมาชิกสภาบริหาร (members of the executive council) และสมาชิกสภานิติบัญญัติ (legislative council) ผู้พิพากษา (judges of courts) ทุกระดับ และสมาชิกอื่นๆของตุลาการในเขตปกครองพิเศษฮ่องกง (Hong Kong Special Administrative Region) ตามกฎหมายแล้ว จะต้องกล่าวคำสาบาน (swear) ว่าจะรักษากฎหมายพื้นฐาน (Basic Law / รัฐธรรมนูญ) ของเขตปกครองพิเศษฮ่องกงของสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อเขตปกครองพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน - ซินหัวรายงาน
นี่กฎหมายพื้นฐานหรือกฎหมายรัฐธรรมนูญของฮ่องกงเขียนเอาไว้แบบนี้ แต่ในวันที่เข้าทำพิธีสาบานตนในสภานิติบัญญัติของฮ่องกง นาย Leung Chung-hang และน.ส. Yau Wai-ching กลับคลุมผ้าสีน้ำเงินมีข้อความเขียนเป็นภาษาอังกฤษ "HONG KONG IS NOT CHINA" มันเป็นการกระทำที่ถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่? จีนมองว่านั่นคือการ​ "ละเมิด/ฝ่าฝืน" กฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างโจ่งแจ้ง จะเก็บไว้ทำมะเขืออะไรหละ! นาย Leung Chung-hang แถไปว่าเขาไม่ได้พูดคำว่า "ไชน่า (China)" เขาออกเสียงว่า "Chee-na" ดูพวกโปร-ประชาธิปไตยหัวหมอ สื่อฯจีนก็เลยบอกว่า คำว่า "China" สมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่พวกญี่ปุ่นรุกรานจีนและยึดฮ่องกงนั้น พวกทหารญี่ปุ่นออกเสียงว่า "ชี-นา" (Chee-na) Global Times รายงาน
แล้วประเทศ Chee-na มันอยู่มุมไหนของโลกนี้หรือครับคุณ Leung Chung-hang? ไม่มี! งั้นคุณจะเรียกร้องให้ฮ่องกงเป็นอิสระหรือเอกราชจาก Chee-na ซึ่งไม่มีอยู่ในโลกนี้ทำไม? ประสาท!
วันที่ 7 พ.ย.59 บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Global Times ของรัฐบาลจีนจั่วหัวว่า "การตีความของ NPC เป่าพวกหัวรุนแรงฮ่องกงกระเด็นไปเลย" (NPC interpretation a blow to HK extremists)
Global Times รายงานว่าคณะกรรมาธิการกำกับดูแลแห่งสภาประชาชนแห่งชาติของจีนได้เผยแพร่การตีความมาตราที่ 104 ในกฎหมายรัฐธรรมนูญของเขตปกครองพิเศษฮ่องกงเมื่อวันจันทร์นี้ เนื่องจากสมาชิกสภานิติบัญญัติที่ได้รับเลือกตั้งมาใหม่ซึ่งสนับสนุน "การประกาศเอกราชของฮ่องกง" (Hong Kong independence) และทำให้ประเทศได้รับความเสื่อมเสีย และทั้งสองคนนั้นก็จะสูญเสียความชอบธรรมที่จะเป็นส.ส. จึงไม่มีคำถามว่าาย Leung Chung-hang และน.ส. Yau Wai-ching จะถูกขับออกจากสภาเล็กโกหรือไม่ [และแล้วเครื่องประหารหัวสุนัขรับใช้อังกฤษก็ทำงาน - ผู้แปล]
ในอนาคต เจ้าหน้าที่ที่มาจากภาคประชาชนในฮ่องกงจะต้องเข้าพิธีสาบานตนอย่างเคร่งครัดตามที่กฎหมายระบุไว้ ใครก็ตามที่ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีการเข้าสาบานตน จะขาดคุณสมบัติ และพวกเขาก็จะต้องแสดงความรับผิดชอบตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการให้สาบานเท็จหรือการฝ่าฝืนการสาบานตนก็ตาม
การตีความของ NPC มีผลบังคับใช้ในทางกฎหมายเฉกเช่นเดียวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ และควรจะดำเนินการโดยไม่มีการอนุโลมใดๆ ภาคประชาชนฮ่องกงและสังคมจีนทั้งหมดจะรับรองการตีความนี้ และสนับสนุนรัฐบาลกลางเพื่อทำการปราบปรามให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐประชาชนจีน และตามกฎหมายพื้นฐาน (ของฮ่องกง) ในการยั่วยุที่ดื้อด้านโดยกองกำลังของพวกโปร-เอกราช
พวกหัวรุนแรงเพียงแค่หยิบมือเดียวปลุกระดมให้เกิดการประท้วงในช่วงกลางวันของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงกล่าวว่ามีผู้เข้าร่วมประท้วงประมาณ 8,000 คน ส่วนพวกกองกำลังฝ่ายค้านบอกว่ายอดผู้ประท้วงมีถึง 13,000 คน (ข้อมูลจากวิกิพีเดียบอกว่าปัจจุบันนี้ฮ่องกองมีประชากรประมาณ 7.3 ล้านคน เป็นชาวจีน 95% มีคนไทย (เชื้อสายจีน?) ประมาณ 14,000 กว่าคน สูงกว่าม็อบเห็บอังกฤษนี่ซะอีก)
หลังจากที่นาย Leung และน.ส. Yau กล่าวคำหยาบคายในพิธีเข้าสาบานตนที่สภา LegCo เมื่อเดือนที่แล้ว ก็มีประชาชนประมาณ 1 ล้านคนลงชื่อทางออนไลน์เรียกร้องให้มีการตัดสิทธิ์ส.ส.ทั้งสองคนในทันที
[ถ้าทั้งสองคนเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยจริงๆ ก็ควรจะปฏิบัติตามเสียงข้างมากสิ 1 ล้านกับ 13,000 มันต่างกันเยอะอยู่นะ - ผู้แปล]
พฤติกรรมที่งุ่มง่ามซุ่มซ่ามของพวกเขาในพิธีเข้าสาบานตนได้ไปถึงก้นบึ้งของกฎหมายพื้นฐานและรัฐธรรมนูญ หากว่าการกระทำของพวกโปร-อินดิเพนเดนซ์ได้รับการตอบสนอง ฮ่องกงก็จะถูกนำไปสู่ dead end (ทางตัน) โดยที่ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองก็จะพังพินาศไปด้วย
[วัยรุ่นพวกนี้ยังไม่เคยรับรู้ความยากลำบากของชาวจีนทั้งในแผ่นดินใหญ่และที่ฮ่องกงสมัยที่ฮ่องกงตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ คนจีนในสมัยนั้นกลายเป็นประชาชนชั้นสองของเกาะฮ่องกง อังกฤษส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปปกครองฮ่องกงทุกหน่วยงาน แม้จะมีการเลือกตั้งแต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของข้าหลวงใหญ่ที่อังกฤษส่งไปประจำการที่ฮ่องกง
อังกฤษบังคับให้จีนอนุญาตให้อังกฤษเช่าเกาะฮ่องกงได้เป็นเวลา 99 ปี เพิ่งจะได้รับเอกราชในปี 1997 แต่อังกฤษก็ยังอยากจะขอเช่าเกาะฮ่องกงต่อไปอีก แต่จีนไม่ยอม อังกฤษจึงบอกว่าถ้าอย่างนั้นจะต้องให้ฮ่องกงปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเป็นเวลา 50 ปีหลังจากที่อังกฤษคืนฮ่องกงให้กับจีนแล้ว ภายใต้หลักการที่ว่า "หนึ่งประเทศ สองระบอบ" จีนก็รับปากและก็รักษาสัญญามาโดยตลอด หลังจากจีนเขี่ยอังกฤษออกไปได้แล้ว จีนก็ส่งคณะผู้แทนเข้าไปดูแลงานต่างๆในฮ่องกงคล้ายกับที่อังกฤษเคยทำมาแล้วในอดีต
แต่พวกเยาวชนรุ่นใหม่หัวใจขี้ข้าอังกฤษและสหรัฐกลับบอกว่า ต้องการประกาศเอกราช ยังไงหละนี่? ก็การที่หลุดพ้นจากอังกฤษนั้นไม่ใช่ "เอกราช" หรือไง? เปล่า คนพวกนี้ไม่คิดอย่างนั้น การได้กลับคืนเป็นส่วนหนึ่งของจีนไม่ใช่เอกราช การได้กลับไปรับใช้อังกฤษและกลายเป็นขี้ข้าของอังกฤษอีกรอบต่างหากคือ "เอกราช" ที่พวกเขาต้องการ
ในความเป็นจริง สมมุติว่าจีนปล่อยให้พวกโปร-ประชาธิปไตยสมหวัง คิดหรือว่าฮ่องกงจะไม่ถูกประเทศอื่นรุกรานหรือเข้าไปตั้งฐานทัพของตนเองในฮ่องกง ดูอย่างไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้สิ ทหารอเมริกันเข้าไปตั้งฐานทัพมากมาย แถมประเทศเจ้าบ้านยังต้องจ่ายค่าดูแลให้กับกองทัพอเมริกันอีกต่างหาก ถ้าอังกฤษและสหรัฐได้ฮ่องกงไป โดยบอกว่าเราขอมอบประชาธิปไตยให้กับคุณ แต่เราจะคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง และคุณต้องให้เราเข้าไปตั้งฐานทัพในฮ่องกงนะ
นั่นก็เท่ากับว่าสหรัฐและอังกฤษ รวมทั้งนาโต้ก็จะขนขีปนาวุธและเรือรบไปจ่อก้นจีนนะสิ มีหรือที่จีนจะยอม ขนาดกรณีทะเลจีนใต้ที่สหรัฐพยายามเสี้ยมให้หลายประเทศงัดกับจีน สุดท้ายเป็นไง? ไม่มีใครอยากเป็นศัตรูกับจีนซักราย ยกเว้นสหรัฐ แล้วฮ่องกงมีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะไม่ถูก ญี่ปุ่น อังกฤษ หรือสหรัฐเข้ายึดอีกรอบ หากหลุดจากมือจีน?
ตอนนี้จีนแค่เตือนเบาๆให้พวกขาใหญ่ในฮ่องกงได้รับรู้ว่า ถ้ายังดึงดันจะเล่นเกมนี้ต่อไป ระวังเศรษฐกิจฮ่องกงจะพังเอาง่ายๆ ไม่จำเป็นที่จีนจะต้องใช้กำลังทางทหารเลย แค่เล่นกับตลาดหุ้นและการค้าต่างๆ เกาะฮ่องกงก็สั่นสะเทือนแล้ว สิ่งที่จะตามมาก็คือความวุ่นวาย จากนั้นก็จะเห็นประชาธิปไตยในฮ่องกงเบ่งบานแบบในอิรัค ลิเบีย และซีเรีย เอาไหมแบบนั้นหนะ - ผู้แปล]

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มรดกทางการเมืองของในหลวง

ผม (ผู้เขียนคอลัมน์) อ่าน ข้อเขียนของ ไนเจล กูลด์-เดวีส์ ศาสตราจารย์รับเชิญและผู้อำนวยการโครงการวิเทศสัมพันธ์ ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ปรากฏในวอชิงตันโพสต์ เมื่อ 22 ตุลาคมที่ผ่านมาอยู่หลายรอบทีเดียว
ไม่เพียงเพราะ ผู้เขียนเป็นอดีตอาจารย์ทางด้านการเมืองและการต่างประเทศของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศและเคยเป็นถึงเอกอัครราชทูตของประเทศอังกฤษเท่านั้น
แต่ยังเป็นเพราะนี่เป็นข้อเขียนเพียงไม่กี่ชิ้นที่พูดถึงพระปรีชาสามารถในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทางการเมือง
น่าสนใจจนอดไม่ได้ที่จะนำมาถ่ายทอดสู่กันฟังเป็นบางช่วงบางตอนดังต่อไปนี้ครับ
ศาสตราจารย์ กูลด์-เดวีส์ ถึงกับระบุว่า ในสายตาของตนนั้น สิ่งที่ทรงประสบความสำเร็จสูงสุดในบรรดาหลายๆ สิ่งที่ทรงวิริยะอุสาหะกระทำทิ้งไว้ให้ลูกไทยหลานไทยนั้น คือ “มรดกตกทอดทางการเมือง” ที่ทรงรังสรรค์ขึ้นไว้ในห้วงเวลา 70 ปีที่ครองราชย์นั่นเอง
“พลังอำนาจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงสร้างขึ้นนั้น เกิดขึ้นจากพลังของการประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างมากกว่าที่จะเกิดขึ้นด้วยตัวพลังอำนาจเอง” ศาสตราจารย์ กูลด์-เดวีส์ ว่าเอาไว้
พร้อมกับอดเปรียบเทียบไม่ได้กับ “พระมหากษัตริย์ในยุโรปตะวันตก” ที่ “เป็นเพียงประมุขในนาม” แต่ปราศจากอำนาจที่แท้จริงแต่อย่างใด
ศาสตราจารย์ กูลด์-เดวีส์ ชี้ให้เห็นต่อไปว่า นักรัฐศาสตร์ตะวันตกรู้สึกอยู่เสมอว่าการจำแนกแยกแยะการเมืองไทยให้เข้าอยู่ในหมวดหมู่ใดหมวดหมู่หนึ่งนั้นยากลำบากเหลือหลาย สาเหตุสำคัญเหนืออื่นใดก็คือ ในหลวงของเราทรงแสดงบทบาทที่ไม่เคยมีกษัตริย์ใดเคยกระทำมาก่อนและอยู่นอกเหนือการตีความตามนิยามดั้งเดิมทั้งหลาย
“การเคารพ สักการะ เทิดทูนในหลวงของคนไทย แปลกใหม่ อยู่นอกเหนือความเข้าใจตามแนวทางการเมืองตะวันตกทั้งมวล” ที่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มผลประโยชน์และสถาบันต่างๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับบุญญาบารมีอันเกิดขึ้นจาก “ความดี” ของพระองค์แต่อย่างใดทั้งสิ้น
ศาสตราจารย์ กูลด์-เดวีส์ ระบุ
ข้อสังเกตอีกประการของ ศาสตราจารย์ กูลด์-เดวีส์ ก็คือ ในรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญกันเป็นว่าเล่น มากที่สุดในโลก
แต่ลึกลงไปภายใต้ความเคลื่อนไหวเหล่านั้น ไทย ยังคงมีเสถียรภาพ ดำรงความมั่นคงของประเทศเอาไว้ได้ ในท่ามกลางความปั่นป่วนวุ่นวายที่รุมเร้านานาประเทศโดยรอบ
“ไทยสามารถหลีกเลี่ยงไม่ตกอยู่ในสภาพรัฐบาลทหารเบ็ดเสร็จที่โหดร้ายแบบพม่าได้ ไม่ต้องเผชิญกับการเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เหมือนในอินโดจีน และไม่ต้องพานพบกับห้วงเวลานองเลือดสูงสุดแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย” ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น
“การที่ไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีความชอบธรรมอันเนื่องมาจากราชธรรมแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ช่วยนำพาประเทศผ่านพ้นภยันตรายทั้งหลายในช่วงสงครามเย็นมาได้ และยังรุดหน้าบนเส้นทางสู่ความทันสมัยได้โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดปัญหาน้อยกว่าบรรดาประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ทั้งหลาย” ศาสตราจารย์กูลด์-เดวีส์ย้ำ
ในความเห็นของ ศาสตราจารย์กูลด์-เดวีส์ “ราชธรรม” ของในหลวงนั้น เป็นความชอบธรรมที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นทั้งจากพระราชดำรัส พระราชกรณียกิจ และพระราชจริยวัตร
“ถือเป็นการตำหนิติเตียนทั้งต่อบรรดานายทหารและต่อบรรดาชนชั้นนำทางธุรกิจผู้ละโมบทั้งหลายโดยตรง ตัวอย่างเช่น หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกนั่นแหละที่ทรงเรียกร้อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ขึ้นมา ทรงเตือนให้ดำรงชีวิตอยู่บน “มัชฌิมาวิถี” ที่เพียงพอต่อความต้องการพื้นฐานทั้งหลายทั้งปวงซึ่งจะเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาไปข้างหน้าอย่างสมดุล
เป็นการตอบโต้กับ “โลกาภิวัตน์เกินขีด” ที่กำลังคลั่งไคล้กันด้วย
ศาสตราจารย์ กูลด์-เดวีส์ บอกว่า ด้วย “ราชธรรม” นี่เองที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมี “ธรรมเป็นอำนาจ” หรือ “อำนาจแห่งธรรม” ซึ่งเมื่อถึงคราวจำเป็น พระองค์ก็สามารถเอาชนะ “คนที่มีปืนอยู่ในมือ” ได้ด้วยพระราชดำรัสเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น
ไม่มีประเทศอื่นใดในโลก สามารถมีได้แบบที่ไทยเรามี ศาสตราจารย์กูลด์-เดวีส์ ว่าเอาไว้อย่างนั้นครับ
ผมไม่แน่ใจนักว่า จะมีชาวต่างชาติจำนวนเท่าใดที่เข้าใจสิ่งที่ท่านศาสตราจารย์พูดถึงเอาไว้
แต่พอบอกได้ว่า สำหรับคนไทยนั้นทั้งภาคภูมิใจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณมาเนิ่นนานเต็มทีแล้ว!
ผมอ่าน ข้อเขียนของ ไนเจล กูลด์-เดวีส์ ศาสตราจารย์รับเชิ…