PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

โลกก่อหนี้ทุบสถิติ อุ้มศก.เอาใจประชาชน

(Feb 27) โลกก่อหนี้ทุบสถิติ อุ้มศก.เอาใจประชาชน : สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) องค์กรจัดอันดับเรตติ้งชื่อดัง คาดการณ์ว่า รัฐบาลทั่วโลกจะออกพันธบัตรเพิ่มขึ้นอีก 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 237 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ปริมาณหนี้พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกพุ่งขึ้นแตะ 44 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,535 ล้านล้านบาท) ในปีนี้ มากที่สุดทำสถิติใหม่ นำโดยรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐที่พร้อมจะก่อหนี้ตามแผนของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และญี่ปุ่นที่ประสบกับปัญหาเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน
เอสแอนด์พี ระบุว่า สหรัฐจะกู้ยืมเพิ่มผ่านการออกพันธบัตรในปีนี้อีก 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 76 ล้านล้านบาท) ขณะที่ญี่ปุ่นเตรียมจะออกพันธบัตรเพิ่มอีกมากกว่า 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 62 ล้านล้านบาท) โดยการออกพันธบัตรใหม่ทั้งสองชาติคิดเป็นสัดส่วน 60% ของแนวโน้มการออกพันธบัตรใหม่ทั้งหมดในปีนี้
การกู้ยืมเพิ่มดังกล่าวมาในยุคที่ประชาชนกังวลเรื่องการขาดดุลงบประมาณกันน้อยลง โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วที่การเติบโตไม่ได้ร้อนแรงเช่นประเทศตลาดเกิดใหม่ และรัฐบาลไม่ต้องการเสี่ยงทำให้ประชาชนไม่พอใจด้วยการรัดเข็มขัดจนเกินไป ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่ร้อนแรง ซึ่งเห็นได้ชัดจากสหรัฐและอังกฤษที่ต่างเจอเหตุการณ์พลิกผันเมื่อปีก่อน
ทรัมป์ให้สัญญาจะกระตุ้นทางคลังด้วยการปรับลดภาษีทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา รวมถึงยังจะใช้จ่าย
ด้านโครงสร้างพื้นฐานอีกมหาศาล โดยองค์กรนอกรัฐที่ติดตามการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินในสหรัฐอย่างสภาเพื่อการใช้จ่ายงบประมาณอย่างมี ความรับผิดชอบ คำนวณว่า นโยบายของทรัมป์จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) เพิ่มขึ้น จาก 77% ในปัจจุบัน เป็น 105% ในเวลา 10 ปี
แผนการของทรัมป์ทำให้องค์กร จัดอันดับความน่าเชื่อถือในการ ชำระหนี้รายใหญ่อย่าง ฟิทช์ เรทติ้งส์ ออกมาเตือนว่าอาจมีการ ปรับลดเครดิตของสหรัฐลงในอนาคต แม้ในระยะสั้นจะยังไม่มีผลกระทบ เนื่องจากปัจจุบันค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ทำให้ง่ายต่อการจ่ายหนี้ รวมถึงสินทรัพย์ของสหรัฐยังมีฐานะเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศด้วย
ทว่า สำหรับด้านอังกฤษแล้ว ภายหลังการทำประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2016 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างเดินหน้าลดเครดิตของสหราชอาณาจักร โดยเอสแอนด์พีปรับลดลงมา 2 ระดับ จาก AAA เป็น AA ขณะที่ฟิทช์ลดจาก AA+ เป็น AA กระนั้น เพียงไม่กี่วันถัดมา จอร์จ ออสบอร์น รัฐมนตรีคลัง ในขณะนั้น ได้ยกเลิกแผนการทำให้งบประมาณเกินดุลภายใน ปี 2020 ไป
จากการรวบรวมข้อมูลของนิตยสารอีโคโนมิตส์ ระบุว่า ในปัจจุบันมีเพียง 11 ชาติเท่านั้นที่ได้เรตติ้งสูงสุดระดับ AAA จากฟิทช์ เพียงแค่ 11 ชาติ ลดลงจากปี 2009 ที่อยู่ที่ 16 ชาติ หรือหากคิดเป็นมูลค่า
พันธบัตรรัฐบาลคิดเป็นสัดส่วน 40% ของโลกอยู่ที่ระดับความน่าเชื่อถือสูงสุด ลดลงจาก 48% เมื่อ ทศวรรษก่อน
ความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการคลังเพื่อรองรับกับความต้องการของประชาชนในประเทศ ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้รัฐบาล ยังคงออกหนี้เพิ่มขึ้นในทุกปี โดยการ ที่นักลงทุนและธนาคารกลางยังคงถือครองพันธบัตรในประเทศพัฒนาแล้ว เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลกล้าที่จะก่อหนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีแนวโน้มจะก่อหนี้เป็นอันดับ 2 ของปีนี้ โดยระดับหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นอยู่ที่ 245% ของ จีดีพี และเอสแอนด์พีลดอันดับเครดิตของญี่ปุ่นลงในปี 2015 จาก AA- เป็น A+ หลังนโยบายเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ อาจ ไม่ได้ผลต่อเศรษฐกิจ ขณะที่ด้านฟิทช์ออกโรงเตือนญี่ปุ่นเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมาว่า อาจมีการปรับลดอันดับเครดิตด้วยเหตุผลเดียวกัน รวมถึงยังเป็นเพราะญี่ปุ่นเลื่อนแผนขึ้นภาษีขายออกไปอย่างน้อยจนปี 2019
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงลงทุนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอย่าง ต่อเนื่อง และผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นก็นับว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี อยู่ที่ 0.06% ในปัจจุบัน ปรับขึ้นมาจากแดนลบในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบส่งผลให้นักลงทุนเข้าหาพันธบัตรซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย จนราคาพันธบัตรซึ่งสวนทางกับผลตอบแทนพุ่งสูงขึ้น
นอกเหนือไปจากความเสี่ยงด้านความสามารถชำระหนี้ ซึ่งจะวัดจากอันดับเครดิตแล้ว นักลงทุนจะพิจารณาความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในตลาด โดยเมื่อใดก็ตามที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ราคาของสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างพันธบัตรมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นตามดอกเบี้ยมีความน่าดึงดูด ในการลงทุนเพิ่มขึ้นนั่นเอง และในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของบีโอเจ อยู่ที่ลบ 0.1%
ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนยังคงให้ความสนใจพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่แม้จะเป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก คือ อัตราเงินเฟ้อ โดยปัจจุบันญี่ปุ่นยังคงประสบปัญหาอย่างมากในการทำให้อัตราเงินเฟ้อกระเตื้องขึ้นให้ถึงเป้าหมายของบีโอเจที่ 2% จึงไม่มีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดอย่างการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อพันธบัตร
นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อยังไป ลดแรงซื้อของนักลงทุนอีกด้วย ยกตัวอย่าง หากลงทุนซื้อพันธบัตรในปัจจุบันด้วยเงิน 100 เยน เมื่ออัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาเป็น 4% จะทำให้ราคาสิ่งของที่ซื้อมาเพิ่มขึ้นเป็น 104 เยน โดยผลตอบแทนของพันธบัตรยังคงเท่าเดิมที่ 1% ส่งผลให้เมื่อถึงเวลาไถ่ถอน นักลงทุนจะได้รับเงินคืน 101 เยน แม้ในปัจจุบันราคาที่เพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 104 เยน เท่ากับขาดทุนไป 3 เยน โดยหากประสบกับภาวะเงินฝืดจะให้ผลในทางตรงกันข้าม
ขณะเดียวกัน พันธบัตรของญี่ปุ่นยังมีลูกค้ารายใหญ่อีกรายหนึ่ง นั่นคือ บีโอเจ ที่ใช้มาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ (คิวอี) ขนานใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยในปี 2016 ที่ผ่านมา แม้บีโอเจเปลี่ยนทิศทางนโยบายด้วยการจะเข้าซื้อหรือขายพันธบัตรเพื่อให้พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี มีผลตอบแทนอยู่ที่ราว 0% โดยไม่ยึดติดกับปริมาณการเข้าซื้อปีละ 80 ล้านล้านเยน (ราว 24 ล้านล้านบาท) แต่จากการคำนวณของดอยช์แบงก์ บีโอเจถือพันธบัตรรัฐบาลเป็นสัดส่วนมากที่สุดในตลาดเกิดใหม่ ด้วยสัดส่วนมากกว่า 30% ของพันธบัตรรัฐบาลทั้งหมด
การที่นักลงทุนหรือธนาคารกลางยังคงพร้อมที่จะถือครองพันธบัตรรัฐบาลอยู่ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลทั่วโลกกล้าจะออกพันธบัตรรัฐบาลเพิ่ม นอกเหนือไปจากการใช้งบประมาณทางการคลังเพื่อดำเนินนโยบายแบบประชานิยม
การกู้ยืมเพิ่มมาในยุคที่ประชาชนกังวลถึงการขาดดุลงบประมาณกันน้อยลง โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วที่การเติบโต ไม่ร้อนแรงเช่นประเทศตลาด เกิดใหม่
โดย ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
Source: Posttoday

นายกฯ สั่ง ยกเลิก EHIA / EIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่



นายกฯ สั่งยกเลิก EIA และ EHIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ให้ สผ.เร่งแจ้งกระทรวงพลังงาน แจงเป็นห่วงการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ต้องโปร่งใส เตือนผู้เห็นต่างยึดหลักกฎหมาย ไม่ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง
พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุดกรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีหนังสือไปถึงกระทรวงพลังงาน เพื่อแจ้งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยกเลิกผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่ได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นห่วงเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
“ปัจจุบันมีปัญหาบ้านเมืองมากมายที่รัฐบาลต้องดำเนินการแก้ไขและปฏิรูป เพื่อให้เกิดมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว โดยคำนึงถึงความต้องการของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับกรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่ได้รับฟังเสียงของประชาชนแล้ว จึงอยากเรียกร้องให้ผู้ที่เห็นต่างเปิดใจกว้างรับฟังรัฐบาลด้วยเช่นกัน พร้อมทั้งยึดหลักกฎหมายเป็นบรรทัดฐานไม่ว่าจะดำเนินการใด ๆ โดยเฉพาะการระดมมวลชนเพื่อชุมนุมเรียกร้องต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฎหมาย ไม่ให้เกิดลัทธิเอาอย่างจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทั้งนี้ หากมีการฝ่าฝืนไม่ว่ากรณีใด ๆ อันก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น รัฐบาลจะดำเนินการอย่างเฉียบขาด”

กระทรวงพลังงานเตรียมแผนรับซื้อไฟฟ้าปี2560 อีกจำนวน850-1,000เมกะวัตต์

กระทรวงพลังงานเตรียมแผนรับซื้อไฟฟ้าปี2560 อีกจำนวน850-1,000เมกะวัตต์

  • Date : 27/02/2017, 15:56.
  • hybrid
กระทรวงพลังงานเตรียมแผนปี2560รับซื้อไฟฟ้าเพิ่ม 850-1,000 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นนโยบายเดิมในส่วนของโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการและสหกรณ์  ขยะชุมชน  FiT Bidding ภาคใต้ และนโยบายใหม่ใน 3 โครงการสำคัญ คือ SPP Hybrid Firm  ,VSPP แบบSemi Firmและ โครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐ
 นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า แผนรับซื้อไฟฟ้าของกระทรวงพลังงานในปี2560 ที่จะมีทั้งนโยบายเดิมและนโยบายใหม่ รวมประมาณ 850-1,000 เมกะวัตต์นั้น ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) จะทะยอยออกประกาศรับซื้อทั้งหมดภายใน2-3เดือนหลังจากนี้
โดยในส่วนที่เป็นนโยบายเดิมที่จะมีการดำเนินการประกอบด้วย โครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม)ในส่วนราชการจำนวน400เมกะวัตต์ ที่จะมีการพิจารณาในระดับนโยบายว่าจะสามารถรับซื้อได้จำนวนเท่าไหร่ และในส่วนของโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ เฟสที่2 อีกจำนวน119 เมกะวัตต์ ที่จะใช้วิธีการคัดเลือกแบบจับสลาก  รวมทั้งการรับซื้อไฟฟ้าจากชีวมวลแบบประมูลแข่งขันในภาคใต้ที่ยังเหลือค้างอยู่12เมกะวัตต์  ,โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน78เมกะวัตต์
สำหรับส่วนที่เป็นนโยบายใหม่นั้น จะมีโครงการ รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in-Tariff (FiT)สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid Firm จำนวน300เมกะวัตต์ จากนโยบาย โรงไฟฟ้า- ประชารัฐ สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 53 เมกะวัตต์  และการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมากหรือVSPP ในรูปแบบSemi Firm  จากชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และพืชพลังงาน อีก 289 เมกะวัตต์ ตามมติการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา  
นายทวารัฐ กล่าวในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 27ก.พ.2560  ถึงมติกพช.เรื่องของ SPP Hybrid Firm   ว่า  รัฐบาลต้องการที่จะส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน โดยการพิจารณาอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบFeed-in-Tariff (FiT)ที่ 3.66 บาทต่อหน่วยสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid Firm โดยกำหนดเงื่อนไขไว้ดังนี้ คือ ใช้สำหรับการเปิดรับซื้อรายใหม่เท่านั้น และขายเข้าระบบเป็น SPP ขนาดมากกว่า 10  เมกะวัตต์ แต่ไม่เกิน 50 เมกะวัตต์ โดยสามารถใช้เชื้อเพลิงได้มากกว่าหรือเท่ากับ 1 ประเภท โดยไม่กำหนดสัดส่วน
ทั้งนี้อาจพิจารณาใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ร่วมได้ และต้องเป็นสัญญาประเภท Firm กับ กฟผ. เท่านั้น (เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า 100% ในช่วง Peak และ ในช่วง Off-peak ไม่เกิน 65 % โดยอาจต่ำกว่า 65% ได้ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่ กกพ.กำหนด) นอกจากนี้ยังห้ามใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาช่วยในการผลิตไฟฟ้า ยกเว้นช่วงการเริ่มต้นเดินเครื่องโรงไฟฟ้า (Start up)เท่านั้น และยังต้องมีแผนการจัดหาเชื้อเพลิง และต้องมีแผนการพัฒนาเชื้อเพลิงใหม่เพิ่มเติมใช้พื้นที่ร่วมด้วย เช่น การปลูกพืชพลังงาน เป็นต้น สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าในลักษณะ Competitive Bidding ใช้อัตรา FiT เดียวแข่งกันทุกประเภทเชื้อเพลิง กำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ภายในปี 2563
 โดยกระทรวงพลังงานได้จัดทำอัตราการรับซื้อไฟฟ้า FiTสำหรับ SPP Hybrid Firm ซึ่งพิจารณาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานหลายประเภทเชื้อเพลิง บนพื้นฐานเชื้อเพลิงที่มีศักยภาพในการดำเนินการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบ Firm และสรุปอัตรารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FiT สำหรับ SPP Hybrid Firm ได้ดังนี้
 นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุม กพช. ยังได้เห็นชอบให้รับซื้อไฟฟ้าโครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid ในปริมาณ 300 เมกะวัตต์ โดยมอบหมายให้ กกพ. และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กำหนดปริมาณการรับซื้อแบ่งเป็นรายภูมิภาคตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ และนำเสนอให้ กบง. พิจารณาเห็นชอบ ก่อนออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ FiT สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid Firm ต่อไป
สำหรับ โครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐ สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนใต้อย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการจัดตั้ง “โครงการพาคนกลับบ้าน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” และ โครงการรองรับมวลชน หมู่บ้านสันติสุข” แก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยการสร้างงาน เพิ่มรายได้  ที่กพช.ให้ความเห็นชอบนั้น ได้กำหนดแผนงานการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลขนาดเล็ก ไว้ 3 แห่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.นราธิวาส อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 18 เมกะวัตต์ และจะจ่ายไฟเข้าระบบจำหน่ายของ กฟภ. รวม 12 เมกะวัตต์ โดยให้ใช้เชื้อเพลิงเศษไม้ยางพาราเป็นเชื้อเพลิงหลัก
ในส่วนแผนงานการผลิตไฟฟ้าจากชีวภาพ กำหนดให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวภาพ จำนวน 30 แห่ง ในพื้นที่ จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี และ จ.ยะลา ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 35 เมกะวัตต์ จ่ายไฟเข้าระบบจำหน่ายให้ กฟภ. รวม 30 เมกะวัตต์ ใช้หญ้าเนเปียร์ เป็นเชื้อเพลิงหลัก โดยทั้ง 2 แผนงานนี้ ทุกปีจะมีจัดสรร 10% ของกำไรสุทธิ กลับคืนให้แก่ชุมชนในพื้นที่ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ตลอดจนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบกระจายศูนย์ ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงในชุมชนอย่างยั่งยืน

ยัน ม.44 ไม่ได้ทำลายพุทธศาสนา

"โฆษกคสช."ยัน ม.44 ไม่ได้ทำลายพุทธศาสนา ชี้ต้องใช้คุม"ธรรมกาย"เพราะเป็นคดีละเอียดอ่อน ไม่เหมือนคดีทั่วไป ชี้มีปิดบัง ปลุกคนมาขัดขวาง ใช้โซเชี่ยลฯบิดเบือน ชี้ฝ่ายตรงข้าม หวังโจมตี ม.44 เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจออกจากตัวบุคคล ชี้ ใช้ตามสถานการณ์ แบบสมดุลย์ ทั้งนิติศาสตร์ และสังคมศาสตร์
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวถึง
กรณีการใช้ ม.44 กับวัดพระธรรมกาย ว่า เป็นการใช้ตามความจำเป็นจริงของสถานการณ์ ใช้แบบสมดุลย์ ทั้งนิติศาสตร์ และสังคมศาสตร์
หลักๆ คือมาตรการเสริมให้ จนท.ปฏิบัติหน้าที่บรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่ง จนท.DSI ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักมาแต่เดิม เมื่อทำงานมาระยะหนึ่งพบมีข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะคดีนี้เป็นคดีที่ละเอียดอ่อน มีองค์ประกอบต่างๆ ไม่เหมือนคดีอื่นทั่วไป เช่น มีลักษณะของการปิดบัง มีแนวโน้มจะปลุกคนมาขัดขวาง มีการใช้โซเชี่ยนในลักษณะบิดเบือนหรือไม่เหมาะสม ฯลฯ
คำสั่งฯ ฉบับนี้ยังคงมีกรอบที่ชัดเจน คือเพื่อเสริมให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญามีประสิทธิภาพ กำหนดผู้รับผิดชอบคืออธิบดี DSI มีเป้าหมายคือสนับสนุนการติดตามบุคคลตามหมายคดีอาญา ไม่ใช่ดำเนินการต่อองค์กรวัดหรือศาสนา อย่างที่บางคนพยายามบิดเบือน
ข้อบังคับในคำสั่งเน้นคลี่คลายการกระทำใดๆ ที่ขัดขวางการทำงาน จนท. ตามความจำเป็นเฉพาะในส่วนที่เสริมให้บรรลุวัตถูประสงค์ เช่น การควบคุมระมัดระวังเรื่องการเข้าออก ,การเชิญบุคคลมาให้ข้อมูล ,ควบคุมระบบสาธารณูปโภค, เข้าสถานที่ใดเพื่อตรวจค้น หรือ ขอเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวาง ฯลฯ
และด้วยการบริหารจัดการในลักษณะถ้อยที่ถ้อยอาศัย ยังไม่พบกระทบกิจกรรมใดๆ ของสงฆ์และศิษย์ หรือประชาชน หรือกระทบต่อการปฏิบัติศาสนกิจได้
ส่วนกรณีการมีผู้ไม่หวังดีกล่าวหาว่าคำสั่ง คสช. ฉบับนี้เป็นเหมือนเครื่องมือในการทำลายพระพุทธศาสนานั้น โฆษกคสช. กล่าวว่า ก็ไม่จริง เชื่อว่าเป็นความพยายามบิดเบือนตามรูปแบบแนวทางการต่อสู้เชิงข่าวสารเพื่อจะทำลายความน่าเชื่อถือภาครัฐ หรืออาจเพื่อจะเบี่ยงเบนความสนใจสังคมจากเรื่องของบุคคล ให้ไปเป็นเรื่องขององค์กรวัด หรือเรื่องศาสนา เพราะคนอาจรู้สึกอ่อนไหวกับเรื่องเหล่านี้ได้ง่ายกว่า
ส่วนหลังๆมา จะเริ่มมีการหยิบใช้ประเด็นเรื่อง ม.44 เพราะอาจเป็นคำคุ้นเคยทางการเมือง สามารถหยิบมาเสริมปั้นแต่งให้เป็นประเด็นในมุมต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะเรื่อง ม.44 คงคาดเดาว่าอาจทำให้มีแนวร่วมอื่นมาสมทบสนับสนุนได้
"ขอให้มั่นใจแนวทางของผู้บังคับบัญชาต่อการดำเนินการของ จนท.ภายใต้ คำสั่งฯ ม.44 คงเน้นปฏิบัติภายใต้กรอบ ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่อาจเกิดให้ได้มากที่สุด และกระทำทุกอย่าด้วยสุจริตเหมาะสม ป้องกันไม่ให้ถูกผู้ไม่หวังดีหยิบไปขยายผลในทางลบ "

แผนช็อป10ปี

แผนช็อป10ปี
"บิ๊กป้อม"นำผบ.เหล่าทัพ ถกสภากลาโหม อนุมัติ แผนซื้ออาวุธ10ปี ชื่อ"แผนพัฒนาขีดความสามารถกระทรวงกลาโหม" Modernization Plan : Vision 2026 ) กำหนดแผนจัดซื้อจัดหา แบบ ความต้องการระดับสูงสุด-ต่ำสุด ในการดำรงศักยภาพกองทัพ ดำรงสภาพพร้อมรบ ชี้สอดคล้อง แผนยุทธศาสตร์ชาติ20ปี และแผนปฏิรูปกลาโหม
พลตรี คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม กล่าวว่า ในการประชุมสภากลาโหม ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้ให้ความเห็นชอบ 
ร่างแผนพัฒนาขีดความสามารถกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2560 – 2569( Modernization Plan : Vision 2026 )

สำหรับ ร่างแผนพัฒนาขีดความสามารถกระทรวงกลาโหม นี้. เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปกองทัพ เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างกำลังกองทัพ ให้มีความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์ ตามความจำเป็นเร่งด่วน ในห้วงระยะเวลา 10 ปี ให้สามารถเผชิญกับภัยคุกคาม
พร้อมกับการปฏิบัติภารกิจตามความรับผิดชอบและการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยประเมินจากปัจจัยสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคง ความต้องการยุทโธปกรณ์ การวิเคราะห์ความเสี่ยงและการประเมินผล ควบคู่กับ จัดทำขึ้นให้สอดคล้องกับ ร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ร่างยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ กห.(พ.ศ.2560 – 2579) ร่างยุทธศาสตร์ทหาร กองทัพไทย 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) ร่างแผนแม่บทการปฏิรูปการบริหารจัดการและการปรับปรุงโครงสร้าง กห. (พ.ศ. 2560 – 2569) และแผนแม่บทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (พ.ศ.2558 – 2563)
โดยเป็นการกำหนดความต้องการยุทโธปกรณ์ของกองทัพ ในภาพรวม 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มดำรงสภาพความพร้อมรบ กลุ่มขยายขีดความสามารถ และกลุ่มเสริมสร้างความทันสมัย
โดยแบ่งความต้องการเป็น 2 ระดับ คือ ความต้องการระดับสูงสุด เพื่อเสริมสร้างศักยภาพกองทัพให้มีความสมบูรณ์ ภายใต้กรอบวงเงินซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ กห. ได้รับการจัดสรรงบประมาณในสัดส่วนที่เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับจากประมาณร้อยละ 1.4 – 2 ของ GDP ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569
และความต้องการระดับต่ำสุด เพื่อเสริมสร้างศักยภาพกองทัพ เท่าที่มีความจำเป็นและสามารถยอมรับเกณฑ์เสี่ยงได้ โดยไม่กระทบต่อการปฏิบัติภารกิจปกติของหน่วย ภายใต้กรอบวงเงินขั้นต่ำสุด ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ กห. ได้รับจัดสรรงบประมาณอย่างต่อเนื่องในแต่ละปีเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 3 ของปีที่ผ่านมา
โดยภาพรวม แผนดังกล่าว นี้ เป็นการสรุปความต้องการยุทโธปกรณ์และการพัฒนาขีดความสามารถกำลังกองทัพ ระดับสูงสุดและต่ำสุด ในห้วงระยะเวลา 10 ปี โดยการประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อเสริมสร้างกองทัพให้มีความสมบูรณ์และมีความพร้อมรบ ในการทำหน้าที่เป็นหลักประกันความมั่นคงของชาติ บนปัจจัยหลักพื้นฐาน ด้านสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคง นโยบายของรัฐบาลและสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

เสร็จเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น



"บิ๊กตู่" เปรยโรดแมพ นั่นคือโรดแมพ ทำเมื่อไหร่ เสร็จเมื่อไหร่ อะไรเมื่อไหร่ แต่ถ้ามันมีอะไรมาขัดขวาง โรดแมพ มันก็ขยับ/ขอ ทุกคนสงบสติอารมณ์ ทำบ้านเมืองสงบเรียบร้อย จะทำอะไรก็ตามนึกถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ อย่าไปให้ความสนใจ เรื่องขัดแย้ง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีบวงสรวงการก่อสร้างและยกเสาเอกพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกรมศิลปากร และคาดว่าจะใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 1 ปี หรือประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม 2560 ก็เสร็จเรียบร้อย และจะมีพิธีที่ยิ่งใหญ่ เพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพ
"ช่วงนี้อยากให้ทุกคนสงบสติอารมณ์ ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย นึกถึงคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศเขาบ้าง จะทำอะไรก็ตามนึกถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ รัฐบาลคิดทุกอย่าง นึกถึงคนทั่วประเทศอยู่ทุกวันๆ แก้ปัญหาทุกปัญหาทุกวันๆ เพราะฉะนั้นอะไรที่ไม่จำเป็น อะไรที่เป็นความขัดแย้ง อะไรที่ไม่สร้างสรรค์ อย่าไปให้ความสนใจมากนัก ให้เจ้าหน้าที่เขาทำงานเท่านั้นเอง" นายกฯกล่าว
นายกฯ กล่าว ขอบคุณอีกครั้งสำหรับเจ้าหน้าที่และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ซึ่งในส่วนของรัฐบาลที่ได้มอบหมายรองนายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และรัฐมนตรีส่วนที่เกี่ยวข้องรวมถึงคณะกรรมการอำนวยการฯทั้งคณะ ที่ตนเป็นประธาน วันนี้ได้มาเห็นความก้าวหน้าและสบายใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนงาน
"การจะทำอะไรก็ตามต้องมีแผนงาน การสร้างที่นี่ก็มีแผนงานไปจบเดือนกันยายน-ตุลาคม เหมือนกับรัฐบาลทำงานก็มีโรดแมพ นั่นคือโรดแมพ ทำเมื่อไหร่ เสร็จเมื่อไหร่ อะไรเมื่อไหร่ แต่ถ้ามันมีอะไรมาขัดขวาง โรดแมพมันก็ขยับ ทำไม่เสร็จ เข้าใจแค่นี้พอ ไม่ต้องเรื่องมาก" พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"ออกมาแล้วครับ"



"ออกมาแล้วครับ"
วันนี้ เวลา 10.00 น. ผมไปพบท่านแม่ทัพภาคที่ 1 (พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์) ที่กองทัพภาคที่ 1 ตามคำเชิญ ผมนั่งรถไปกับนายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยและน้องๆ ที่ขอไปเป็นเพื่อน ท่านแม่ทัพอนุญาตให้ผมและคณะทุกคนเข้าไปในกองทัพภาคที่ 1 ได้ โดยให้ลูกน้องขับรถนำรถพวกผมเข้าไปแต่ขอให้คณะพักรอในห้องรับรอง ส่วนผมท่านเชิญให้เข้าไปคุยในห้องทำงานกับท่านเป็นส่วนตัวเรื่องแนวทางสร้างความปรองดอง ทั้งนี้เนื่องจากผมปฏิเสธการเป็นตัวแทนของพรรคที่จะไปพูดคุยกับ ปยป. ที่กระทรวงกลาโหม ท่านแม่ทัพจึงต้องเชิญผมมาพูดคุยกับท่านต่างหากเพื่อเป็นข้อมูล การสนทนาสิ้นสุดประมาณ 13.00 น. จากนั้นท่านได้ให้นายทหารขับรถนำรถพวกผมออกมาจากกองทัพภาคเป็นอันเสร็จภารกิจ
ผมจะยังคงแสดงความเห็นทางการเมืองต่อไปเพราะไม่มีใครมาขอร้อง จึงขอขอบคุณทุกท่านที่แสดงความเป็นห่วงและให้กำลังใจ ผมออกมาอย่างปลอดภัยและพร้อมจะสู้ต่อไปจนกว่าเราจะได้ประชาธิปไตยบนหลักนิติธรรมครับ
วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
27 กุมภาพันธ์ 2560

ข่าว27/2/60

พระเมรุมาศ

นายกฯ เป็นประธานพิธีบวงสรวงการก่อสร้างและยกเสาเอกพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ร.9

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการก่อสร้างและยกเสาเอกพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ บริเวณท้องสนามหลวง โดยมี คณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ คณะรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ข้าราชการกรมศิลปากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี

ทั้งนี้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศฯ กล่าวรายงานในนามของรัฐบาล และพสกนิกรชาวไทยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ จึงพร้อมใจกันแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที ซึ่งการสร้างพระเมรุมาศสำหรับถวายพระเพลิง พระบรมศพ สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเป็นราชประเพณีที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา รูปแบบพระเมรุมาศเปรียบดังทิพยวิมานที่ประดิษฐานอยู่เหนือยอดเขาพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

สำหรับงานพิธีบวงสรวงการก่อสร้างและยกเสาเอกพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เริ่มในเวลา 10.01 น. ตามเวลามหัทธโนฤกษ์ เพื่อเป็นนิมิตรหมายอันดีให้การดำเนินงานน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสนองพระมหากรุณาธิคุณสำเร็จลุล่วงสมดังมโนปณิธานทุกประการ

โดยนายกรัฐมนตรี ได้จุดธูปเทียนที่เครื่องบวงสรวง ก่อนทำพิธีสรงน้ำ ปิดทอง และผูกผ้าแพร 3 สี ที่เสาเอกพระเมรุมาศ พร้อมโปรยข้าวตอกดอกไม้ และวางพวงมาลัยที่โคนเสาเอกฯ จากนั้นนายกฯ ได้ถวายภัตตาหารพร้อมด้วยเครื่องไทยธรรมและจตุปัจจัยแด่พระสงฆ์จำนวน 10 รูป

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีและคณะได้เยี่ยมชมแบบผังพระเมรุมาศและตรวจการก่อสร้างพระที่นั่งทรงธรรม ก่อนตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกรมศิลปากร ณ วิธานสถาปกศาลา (โรงขยายแบบ) บริเวณท้องสนามหลวงด้านทิศใต้ ด้วย
/////////
ธรรมกาย
คสช. ยันใช้ ม.44 วัดพระธรรมกาย อำนวยความสะดวกเจ้าหน้าที่ ยันใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ขออย่าบิดเบือน

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. ชี้แจงถึงคำสั่งที่ 5/60 ในการให้อำนาจและกำหนดพื้นที่ควบคุม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการบังคับใช้กฎหมาย บริเวณวัดพระธรรมกาย และพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถบูรณาการกำลัง เข้าตรวจค้นติดตามจับกุม พระธัมมชโย นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ว่า สถานการณ์ขณะนี้มีการปลุกระดมมวลชนมาต่อต้าน การเคลื่อนไหวของแกนนำมวลชนที่เคยใช้ความรุนแรง และอดีตนักการเมืองเข้ามาในพื้นที่รวมทั้งการบิดเบือนข้อมูล สร้างภาพอันเป็นเท็จเพื่อปลุกกระแสในสังคมออนไลน์ และมีการแขวนป้าย We need food เพื่อเจตนาบิดเบือน ว่า เจ้าหน้าที่ห้ามนำอาหารเข้าไปภายในวัด และพยายามจุดกระแสว่า คำสั่งตามมาตรา 44 คือประเด็นปัญหา จึงต้องการชี้ให้เห็นว่า เรื่องเป็นปัญหาร่วมกันของคนในประเทศ ที่กฎหมายอะไรก็ยุติคนไม่ดีไม่ได้ และวันข้างหน้าถ้าไม่มี มาตรา 44 ไม่มี คสช. จะอยู่กันอย่างไร และอนาคตจะเป็นอย่างไร การใช้กฎหมู่ไม่เคารพกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม อันจะนำไปสู่ความเดือดร้อนวุ่นวาย ในที่สุดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ตั้งแต่การเจรจา และขอเข้าตรวจค้น ตามคำสั่งของศาล ซึ่งนอกจะไม่ได้รับความร่วมมือแล้ว ยังถูกขัดขวางทุกวิถีทาง จนสุ่มเสี่ยงต่อการ ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงขึ้น คสช. จึงจำเป็น ต้องใช้กฎหมายพิเศษ เข้าควบคุมพื้นที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม คำสั่ง คสช. ไม่ได้กระทบกระเทือน ลิดรอนสิทธิ หรือสร้างผลกระทบ ต่อประชาชนโดยทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะกฎหมายปกติ ไม่สามารถทำได้ และยืนยัน ที่จะดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของประเทศชาติ บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค เหมาะสมตามขั้นตอน และมั่นใจได้ว่าการบังคับใช้กฎหมายได้ดำเนินไปตามกรอบและคำสั่งของศาล และกระบวนการยุติธรรม ที่ถูกต้องสมบูรณ์ แม้ว่าอาจต้องใช้เวลา
------------
"พล.อ.ประวิตร" โยนถาม "สุวพันธุ์" ปมวัดพระธรรมกาย คุมสอบตำรวจ ยันยึดตามกฎหมาย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีการดำเนินการกับวัดพระธรรมกาย ว่า ไม่ทราบในรายละเอียด จึงไม่ขอตอบอะไรในตอนนี้ แต่ที่ผ่านมาได้รับรายงานมาโดยตลอด และให้สอบถามถึงสถานการณ์ล่าสุดกับ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพราะเป็นผู้ดูแลในเรื่องดังกล่าว และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ก็ดูแลในเรื่องนี้ ซึ่งมั่นใจว่าสถานการณ์จะต้องคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น และทุกฝ่ายต้องยอมรับ เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะเสียเลือดเนื้อ โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ปล่อยให้มวลชนเข้าไปสนับสนุนเพิ่มเติม แต่ยอมรับว่าทางวัดพระธรรมกายก็มีทั้งคนที่ชื่นชอบและไม่ชอบเหมือนกัน

ส่วนกรณีที่มีผู้เสียชีวิต 1 ราย จากการฆ่าตัวตาย จากการประท้วงให้ยุติการใช้มาตรา 44 นั้น ตนเองไม่ขอวิจารณ์ ขอให้ไปถามคนในพื้นที่ และการจับกุมอดีตนายตำรวจที่พกอาวุธเข้าพื้นที่วัดพระธรรมกาย เพื่อนำไปสอบสวนนั้น ก็ต้องเป็นตามกระบวนการของกฎหมาย
---------------
เจ้าหน้าที่ ควบคุมตัว อดีต พล.ต.ต.  พยายามขับรถเข้าพื้นที่วัดพระธรรมกาย ตรวจค้นภายในรถพบ อาวุธมีด - เสื้อเกราะ  

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวชายต้องสงสัย 1 คน ชื่อตามบัตรประชาชน พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ เภกะนันท์ ได้ที่บริเวณคลองสาม ขณะขับรถมุ่งหน้าไปทางคลองสี่ ซึ่งคนในพื้นที่รู้กันดีว่ามีทางลัดเข้าวัดพระธรรมกายได้ โดยชายต้องสงสัยได้แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าจะไปย่านรามคำแหง แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ เพราะเห็นกระจกหลังรถติดสติ๊กเกอร์ของวัดพระธรรมกาย จึงขอตรวจค้นรถตรวจสอบในรถพบมีดพก และเสื้อเกราะกันกระสุน พร้อมแผ่นป้ายกระดาษขนาด A4 ที่เขียนด้วยลายมือ มีข้อความว่า "นายอนวัช ธนเจริญรัฐ วีรบุรุษชาวพุทธ สละชีวิตให้มาตรา 44 เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2560 21.00 น. พวกเราช่วยกันแผ่เมตตาร่วมงานศพตามศรัทธา"

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่นำตัวไปสอบที่ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้น พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ เภกะนันท์ เคยเป็นผู้บังคับการส่วนตรวจราชการ 1 และอดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.
----------
เจ้าหน้าที่นำกำลังค้นพื้นที่ก่อสร้างศูนย์อบรมเยาวชนคลองหลวง ถ.เลียบคลองสี่ หลังพบกลุ่มพระสงฆ์ปักหลักเข้าออกพื้นที่

เจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เข้าตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างศูนย์อบรมเยาวชนคลองหลวง เนื้อที่ประมาณ 52 ไร่ บริเวณถนนเลียบคลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีกลุ่มพระภิกษุสงฆ์กลุ่มหนึ่ง เดินเข้าออกพื้นที่ดังกล่าว โดยไม่ทราบว่าเป็นพระจากวัดใด

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ อยู่ระหว่างเข้าตรวจสอบ เบื้องต้นพบพระภิกษุสงฆ์จำนวน 12 รูป โดยกลุ่มพระให้ข้อมูลว่าเป็นพระที่เพิ่งบวชใหม่ จึงยังไม่มีใบสูทธิประจำตัว อีกทั้งยังพบว่ามีมุ้งสำหรับพักแรม ตั้งอยู่ภายในพื้นที่อีกด้วย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบตู้คอนเทนเนอร์ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งมีทั้งหมด 3 ตู้ ตรวจสอบเบื้องต้นพบอุปกรณ์ก่อสร้างทั่วไปอยู่ภายในตู้
------------
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เตรียมเข้าตรวจสอบพระสงฆ์ปักหลัก หลังวัดพระธรรมกาย ด้านพระ แจง แค่มาร่วมโครงการบวชถวายเป็นพระราชกุศล เตรียมเดินกลับแล้ว 

ความคืบหน้าหลังจากเจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เข้าตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างศูนย์อบรมเยาวชนคลองหลวง เนื้อที่ประมาณ 52 ไร่ บริเวณถนนเลียบคลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีกลุ่มพระภิกษุสงฆ์กลุ่มหนึ่ง เดินเข้าออกพื้นที่ดังกล่าว โดยไม่ทราบว่าเป็นพระจากวัดใด

ล่าสุดจากการสอบถาม พระสงฆ์รูปหนึ่ง ที่เดินทางออกมาจากพื้นที่ดังกล่าว เปิดเผยว่า ตัวเองเดินทางมาจากจังหวัดเชียงราย เพื่อเข้าร่วมโครงการบวชถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทางวัดพระธรรมกายจัดขึ้น ซึ่งมีระยะเวลาโครงการ 21 วัน ครบกำหนดไปเมื่อวานนี้ ส่วนสาเหตุที่มาพักแรมอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากเป็นสถานที่ที่ทางวัดจัดไว้ให้สำหรับปฏิบัติธรรม แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ความวุ่นวายขึ้น ก็จะตัดสินใจจะเดินทางกลับไปจำวัดต่อที่จังหวัดเชียงราย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่อนุญาตให้พระสงฆ์ทั้งหมดออกนอกพื้นที่ เพื่อรอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เข้าตรวจสอบอีกครั้ง ในเวลา 10.00 น.
---------------
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขอ พระธัมมชโย ตัดสินใจมอบตัว ยุติความเคลื่อนไหว - เร่งหารือปรับแผนปฏิบัติ

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผย ระบุ 3 แนวทางยุติความเคลื่อนไหวในพื้นที่วัดพระธรรมกาย โดยขอให้พระธัมมชโย ตัดสินใจ เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเนื่องจาก เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด แต่หากไม่เข้ามอบตัวก็จะต้องเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ผู้ฏิบัติงาน ได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ทั้งหมด รวมถึงการชุมนุมขัดขวางของพระสงฆ์และลูกศิษย์วัด จะต้องยุติบทบาทการตามไปด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่จะต้องทำให้เกิดขึ้น โดยพยายามหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งและความรุนแรง

ส่วนที่พระสงฆ์และลูกศิษย์ รวมตัวกันชุมนุมโดยรอบพื้นที่ควบคุมพิเศษนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ได้มีการหารือปรับแผนกันทุกวัน และเชื่อว่าสัปดาห์นี้จะมีการปรับแผนการปฏิบัติเพิ่มขึ้นด้วย ย้ำว่าการดำเนินการกว่า 10 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ปฏิบัติอย่างชัดเจน โดยมีหลายฝ่ายทั้งในและต่างประเทศ เข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่ จึงเชื่อว่าทั้งหมดจะเป็นพยาน ได้ว่าการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างไร

ส่วนกระแสข่าวการหลบหนีของพระธัมมชโยนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวด้วยว่า เนื่องจากเชื่อว่า พระธัมมชโย ยังคงหลบหนีอยู่ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นที่จะต้องเข้าตรวจสอบพื้นที่วัดอย่างละเอียด โดยเฉพาะบริเวณโซน เอ และ โซน บี เพื่อยืนยันว่ายังหลบหนีอยู่ภายในวัดหรือไม่ ส่วนการปรับเปลี่ยนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ตนเอง เชื่อในสำนักนายกรัฐมนตรี ว่ามีการพิจารณาความเหมาะสมอย่างรอบครบและรอบด้านแล้ว
-----------
พระมหาวิชิต พระลูกวัดพระธรรมกาย ยัน พระ 12 รูป หลังวัดพระธรรมกาย เป็นพระสงฆ์บวชใหม่ตามโครงการทดแทนคุณบิดา - มารดา ระยะสั้นที่จัดขึ้นทุกปี - พศ. เชิญตรวจสอบรายละเอียดเพิ่ม 

นายสงคราม ไชยนาม เจ้าหน้าที่สำนักเลธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เข้าตรวจสอบพื้นที่ 52 ไร่ บริเวณถนนเลียบคลองสี่ จ.ปทุมธานี หลังได้รับแจ้งว่ามีพระภิกษุสงฆ์
กลุ่มหนึ่งพักอาศัญอยู่ โดยจากการพูดคุยกับ พระมหาวิชิต ธมมวชิโร พระลูกวัดพระธรรมกาย ที่ทำหน้าที่ดูแลพื้นที่บริเวณนี้ ยอมรับว่า พื้นที่เป็นของมูลนิธิวัดพระธรรมกาย ที่ขอใช้ในการจัดตั้งเป็นศูนย์อบรมเยาวชน มาประมาณ 1 ปีแล้ว ส่วนพระสงฆ์ที่มาอาศัยอยู่ที่นี่ เป็นพระสงฆ์ที่เข้าร่วมโครงการบวชทดแทนคุณบิดา - มารดา ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งยืนยันว่าโครงการดังกล่าวเป็นการจัดขึ้นโดยไม่มีสังกัดและไม่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย และแต่เดิมมีพระสงฆ์บวชเข้าร่วมโครงการ 16 รูป แต่เมื่อวานนี้หลังสิ้นสุดโครงการ มีพระสงฆ์ลาสิขาบท 5 รูป ทำให้เหลือพระสงฆ์อาศัยอยู่ที่นี่ 12 รูป รวมพระมหาวิชิต

ส่วนกรณีที่พระสงฆ์เหล่านี้ไม่มีใบสุทธิสงฆ์แสดงต่อเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเป็นพระสงฆ์บวชใหม่และเป็นการบวชในโครงการระยะสั้น 21 วัน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยื่นเรื่องทำใบสุทธิสงฆ์ แต่หลังจากนี้หากมีพระสงฆ์รูปใดประสงค์ที่จะบวชต่อ ก็จะมีการขออนุญาตเป็นกรณีไป

ทั้งนี้ ภายหลังการเข้าตรวจสอบ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้นิมนต์พระสงฆ์ทั้งหมด ไปพูดคุยพร้อมกับตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมที่วัดตะวันเรือง ซึ่งเป็นสำนักงานเจ้าคณะตำบล
-----------
พระสนิทวงศ์ เรียกร้องเจ้าหน้าที่ คืนน้ำมัน 9 หมื่นลิตร ไข่ไก่ รวมกว่า 1.5 ล้านบาท ให้วัดพระธรรมกาย เพราะขาดแคลนอาหารแล้ว ปัดไม่รู้ใครติดป้ายเราต้องการอาหารหอสังเกตการณ์ - ปลดออกแล้ว 

พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่คืนน้ำมัน 9.8 หมื่นลิตร ที่ทำการตรวจยึดไปจากบริเวณภายในวัด เพื่อนำไปตรวจสอบ เนื่องจากมีมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท รวมถึงเสบียงอาหาร อาทิ ไข่ไก่ คืนให้กับวัดพระธรรมกาย เนื่องจากภายในวัดขณะนี้ขาดแคลนอาหารแล้ว จนทำให้เมื่อวานที่ผ่านมา มีบุคคลนำป้ายผ้าเขียนอักษรว่า WE NEED FOOD เราต้องการอาหาร ไปติดไว้ที่หอสังเกตการณ์ ใกล้กับอาคาร 100 ปี พื้นที่ 196 ไร่ ซึ่งทางวัดไม่ทราบว่าใครเป็นคนนำป้ายผ้าไปติดไว้ และทางวัดได้ปลดป้ายผ้าออกแล้ว

ส่วนการที่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ได้มีการปิดล้อมวัดพระธรรมกาย จึงอยากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่นำตู้คอนเทนเนอร์ที่ปิดอยู่บริเวณทางเข้าออกประตู 15 ออกจากพื้นที่
---------
ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เผย ไม่ให้ประกัน อดีตนายตำรวจ พกป้ายข้อความแสดงความเสียใจ ชายผูกคอเสียชีวิต ต้าน ม.44 

พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ระบุว่า จะไม่อนุญาตให้ประกันตัว พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ เภกะนันท์ อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งถูกทหารควบคุม
ตัวได้ ขณะขับรถเข้าไปบริเวณเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ ใกล้วัดพระธรรมกาย เมื่อคืนนี้ พร้อมยึดของกลางเสื้อเกราะ, มีด และป้ายข้อความแสดงความเสียใจต่อกรณีการเสียชีวิตของ นายอนวัช ธนเจ
ริญณัฐ อายุ 64 ปี ที่เรียกร้องให้รัฐบาล ยกเลิกคำสั่ง คสช. มาตรา 44 ที่ประกาศให้บริเวณโดยรอบ และวัดพระธรรมกาย เป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ หลังมีการดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว พร้อมระบุด้วยว่า จากการตรวจสอบพบมีประวัติ เคยบวชที่วัดพระธรรมกายด้วย  
------------
ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เผย ดีเอสไอ เตรียมเรียกแกนนำปลุกระดมวัดพระธรรมกายกว่า 40 คน เข้าพบพนักงานสอบสวน - เชื่อพระธัมมชโย อยู่วัด

พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เตรียมเรียกแกนนำปลุกระดมมวลชนวัดพระธรรมกาย ประมาณ 30 - 40 คน เข้าพบพนักงานสอบสวน ส่วนจะเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ ขอให้ดีเอสไอเป็นผู้ชี้แจง แต่ยืนยันว่า ตำรวจมีการตรวจสอบการข่าวกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมปลุกระดมมวลชนทั้งในและนอกประเทศมาอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้การตรวจสอบพบว่า มวลชนค่อนข้างคงที่แต่เพื่อความไม่ประมาท ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ได้สั่งการให้ตำรวจทุกพื้นที่ สอดส่องเรื่องการนำพระสงฆ์ และศิษยานุศิษย์ เข้ามาในพื้นที่เพิ่มเติม

ทั้งนี้ สำหรับกำลังตำรวจที่รักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบวัดพระธรรมกาย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวด้วยว่า จะมีการสับเปลี่ยนกำลังตามปกติ แทนกำลังพลที่อ่อนล้า พร้อมเชื่อมั่นว่า พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ยังอยู่ภายในวัด
-----------------
เจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เผย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สอบพระ 12 รูป ปักหลักหลังวัดพระธรรมกาย ไม่พบความผิดปกติ  

ภายหลัง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นิมนต์พระสงฆ์ 12 รูป ที่ศูนย์ฝึกอบรมเยาวชนคลองหลวงไปสอบถามรายละเอียดการบวช เนื่องจากไม่มีใบสุทธิสงฆ์ มาแสดงโดย นายสงคราม ไชยนาม เจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยรายละเอียดการบวช มีพระอุปัชฌาย์ ซึ่งเป็นเจ้าคณะอำเภอคลองหลวง ได้มาเป็นผู้รับรองการบวชตามโครงการของศูนย์ฝึกอบรมจริง และศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้ ก็มีเอกสิทธิ์ซึ่งเป็นของมูลนิรัตนอุบาสิกาจันทร์ โดยใช้เป็นศูนย์ฝึกอบรมและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และไม่ต้องแจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในการจัดตั้ง และขณะนี้ทางดีเอสไอ ยังไม่มีการประสานสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อเข้าตรวจค้นพื้นที่ใดอีก อยู่ระหว่างรอการประสานงาน
-------------
DSI ยืนยัน อนุญาตให้นำอาหารปรุงสุกเข้าไปในวัดได้ เผยไม่สามารถคืนน้ำมันให้กับทางวัดได้ เนื่องจากผิด พ.ร.บ.ควบคุมเชื้อเพลิง

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษก กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ยืนยันอนุญาตให้นำอาหารปรุงสุกเข้าไปภายในวัดพระธรรมกายได้ แต่ขอความร่วมมือไม่ให้นำอาหารสดเข้าไป ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้ยึดอาหารสด อาทิ ไข่ไก่ เนื้อหมู โดยได้นำไปคัดแยกและแจกจ่ายให้กับวัดที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากตามข้อตกลง หากจะนำสิ่งของเข้าไปภายในวัด ต้องให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอตรวจสอบก่อน

ทั้งนี้ จากการข่าวทราบว่าวัดยังมีอาหารเพียงพอ ยืนยันไม่มีการสกัดกั้นการนำอาหารเข้าไปภายในวัด ส่วนการขึ้นป้ายผ้าข้อความ WE NEED FOOD เราต้องการอาหาร พบว่าขึ้นอยู่ในพื้นที่ 196 ไร่ของวัดพระธรรมกาย วัดจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่รู้เห็น ขณะที่ความต้องการอาหารที่ทางวัดระบุว่าไม่เพียงพอนั้น ก็อยากให้ลูกศิษย์ และบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องออกมาจากวัด เนื่องจากในวัดมีคนอยู่เป็นจำนวนมาก

ส่วนที่ พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เรียกร้องให้ดีเอสไอคืนน้ำมันเกือบ 1 แสนลิตร นั้น พ.ต.ต.วรณัน ระบุว่า ไม่สามารถคืนน้ำมันดังกล่าวได้ เนื่องจากผิด พ.ร.บ.ควบคุมเชื้อเพลิง ตำรวจ สภ.คลองหลวง ได้ดำเนินการยึดไว้เป็นของกลาง ส่วนกล้องวงจรปิดที่ทางวัดอ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอทุบทำลาย ยังไม่ได้รับรายงาน ขณะที่ตัวแทนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยืนยันว่า ดีเอสไอไม่ได้สกัดกั้นการนำอาหารเข้าไปภายในวัด แต่ยอมรับว่าอาหารปรุงสุกที่ส่งเข้าไปภายในวัดนั้น ไม่เพียงพอ โดยความต้องการคือ 300 กล่องต่อวัน แต่ส่งเข้าไปได้เพียง 200 กว่ากล่องเท่านั้น

ส่วน พระวินยาธิการ ที่มีการแต่งตั้งขึ้นโดยเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ระบุว่า ยังคงร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบใบสุทธิสงฆ์ของพระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาสมทบ บริเวณวัดพระธรรมกายและพื้นที่ตลาดกลางคลองหลวง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระจากวัดสาขาของวัดพระธรรมกาย และหากพบว่าไม่ได้เป็นพระลูกวัดพระธรรมกาย ก็จะให้เดินทางกลับวัดตามภูมิลำเนา พร้อมยืนยันว่า ตั้งแต่ที่มีการตรวจสอบยังไม่พบพระสงฆ์ประพฤติผิดวินัย
-----------
ผบ.ตร. ยอมรับมีเจ้าหน้าที่รัฐหลายส่วน เป็นลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ทำให้การตรวจค้นยาก ยัน ไม่นำเรื่องนี้ไปขยายผลทางการเมือง

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยอมรับ มีเจ้าหน้าที่รัฐที่มีความศรัทธาและเป็นลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ทำให้ดำเนินการเข้าตรวจค้นเป็นไปได้ยาก และยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมปฏิเสธแสดงความเห็นกรณีการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เนื่องจากขณะนี้ตำรวจมีหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนการปฏิบัติของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เท่านั้น ซึ่งจะสามารถเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายได้อีกเมื่อใด ขึ้นอยู่กับดีเอสไอ ย้ำ ตำรวจจะบังคับใช้กฎหมายจนถึงที่สุด

นอกจากนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ยังยืนยันด้วยว่า ดีเอสไอ หรือ ตำรวจ มีอำนาจในการเชิญตัวแกนนำปลุกระดมมวลชน วัดพระธรรมกาย เข้าพูดคุยปรับทัศนคติได้อยู่แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ รวมถึงการปลุกระดมตามช่องทางต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ ตลอดจนจับตาบุคคลทางการเมือง ที่ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายด้วย โดยยังเชื่อมั่นว่า จะไม่มีการนำกรณีวัดพระธรรมกาย ไปขยายผลเป็นประเด็นทางการเมือง
------------

//////////
ปรองดอง

นายกฯ ย้ำยึดโรดแมป ขู่เลื่อน หากยังขัดแย้ง ขอทุกคนมีสติให้ประเทศสงบสุข

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังพิธีบวงสรวงก่อสร้างและยกเสาเอกพระเมรุมาศ ว่า วันนี้เป็นการมาเยี่ยมการทำงาน ซึ่งกรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบ โดยวันนี้เป็นพิธีลงเสาเอก ที่เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ แสดงถึงความสามารถของคนไทยในการออกแบบและใช้ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ จึงอยากให้สังคมและประชาชนรู้ ว่าประเทศไทยมีสิ่งที่สวยงามที่เป็นจารีต ประเพณี เป็นอัตลักษณ์ความเป็นไทย โดยเฉพาะรูปแบบอาคารเป็นสิ่งที่เราควรภาคภูมิใจ เพราะเป็นการถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่คนไทยทั้งประเทศร่วมกันทำมาตั้งแต่เดือนตุลาคม ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะใช้เวลา 1 ปี

ทั้งนี้ จากการเยี่ยมครั้งนี้ ก็รู้สึกสบายใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการดำเนินงาน เพราะทุกอย่างต้องมีแผนงานเหมือนกับรัฐบาลที่มีโรดแมป แต่หากมีอะไรมาขัดขวาง โรดแมปก็ขยับออกไป 

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้อยากให้ทุกคนสงบสติอารมณ์ ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย และนึกถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยยืนยันว่า รัฐบาลทำทุกอย่างได้นึกถึงคนทั้งประเทศและแก้ปัญหาอยู่ทุกวัน เพราะฉะนั้น เรื่องใดที่ไม่จำเป็นเกิดความขัดแย้ง และไม่สร้างสรรค์ ก็ขออย่าไปให้ความสนใจมาก โดยปล่อยให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงาน
-------------
"พล.อ.ประวิตร" ต้อนรับ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา หารือความสัมพันธ์ทวิภาคี

ความเคลื่อนไหวที่กระทรวงกลาโหมเช้าวันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้การตอนรับนาย Glyn T. Davies (กลิน ที เดวีส) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จะเข้าเยี่ยมคำนับ เพื่อหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย - สหรัฐฯ ครบ 200 ปี ในปี 2560

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังไม่ทราบถึงรายละเอียดของการหารือ คาดว่า เป็นการติดตามความคืบหน้าสถานการณ์ของประเทศไทย
----------
ทูต US หวังไทยมุ่งเลือกตั้งตามโรดแมป พร้อมชื่นชนไทยเจ้าภาพฝึกคอบบรา โกลด์ ได้ดี มั่นใจสร้างความเข้มแข็งภูมิภาคนี้ 

นายกลิน ที เดวีส เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย กล่าวภายหลังการเข้าพบหารือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า ดีใจที่ได้เข้าพบและมีการพูดคุยในหลายเรื่อง ทั้งนี้ ได้กล่าวขอบคุณในการฝึกคอบบรา โกลด์ 17 ซึ่งไทยนั้นเป็นเจ้าภาพที่ดีเยี่ยม เป็นความร่วมมือของทั้ง 28 ประเทศ ที่เข้าร่วม โดยจะเป็นการสร้างสร้างความมั่นคง ปลอดภัยในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความร่วมมือในด้านสาธารณสุข การบังคับใช้กฎหมาย และความสัมพันธ์ของประชาชนสองประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงเรื่องการปรองดองและการดำเนินการตามโรดแมป เพื่อนำไปสู่กระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งมีการพัฒนามาโดยตลอด ซึ่งถือเป็นการหารือที่ดีและหวังว่าจะมีการพบกันอีกครั้งหน้า ส่วนในปีหน้าที่จะมีการเลือกตั้งนั้น สหรัฐฯ ก็ตั้งความหวังว่าจะเป็นไปตามแผนของการปองดองเพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยซึ่งประชาชนควรจะมีส่วนร่วม ส่วนในรายละเอียดของการพูดคุยตนเองเป็นนักการทูตไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้

-----------
"วัฒนา" อดีต ส.ส.เพื่อไทย เข้าให้ข้อมูลราชการที่กองทัพภาค 1 แล้ว เชื่อไม่โดนกักตัว 

ล่าสุด นายวัฒนา เมืองสุข อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าไปภายในกองทัพภาคที่ 1 แล้ว ตามคำเชิญของผู้บังคับการพลทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ โดยก่อนเข้าพบ นายวัฒนา ได้นัดรอหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการ ที่ปั๊ม ปตท.เสือป่า พร้อมเปิดเผยว่า การเชิญมาในวันนี้เป็นการให้ข้อมูลทางราชการ ซึ่งตนเองได้รับโทรศัพท์เชิญตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และมีความพร้อมที่จะเข้ามาพบในวันนี้

ทั้งนี้ เชื่อว่าจะไม่มีการกักตัว เพราะหากเป็นเช่นนั้นถือว่าเป็นการหลอกลวงให้มาให้ข้อมูล คงไม่มีนายทหารกล้านำเกียรติยศมาทำเช่นนี้ นอกจากนี้ นายวัฒนา ยังกล่าวอีกว่า เป็นครั้งแรกที่ยอมเดินทางมา เพราะมีการเชิญด้วยดีเป็นมิตร และเนื่องด้วยเป็นบรรยากาศของการสร้างความปรองดองด้วย อย่างไรก็ตาม คาดว่าเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นของคนผ่านสื่อ
----------
“วัฒนา” อดีต ส.ส. เพื่อไทย มองการสร้างปรองดอง ป.ย.ป. ไม่ยั่งยืน แนะใช้หลักนิติธรรมทุกฝ่ายร่วมกำหนดกติกา

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการสร้างความปรองดองของคณะกรรมการเตรียมการสร้างความปรองดอง ใน ป.ย.ป. ซึ่งเชื่อว่า อาจไม่มีความยั่งยืน
เพราะการสร้างความปรองดอง เป็นการสร้างกระบวนการให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ โดยคู่ขัดแย้งและประชาชน จะต้องกำหนดข้อตกลงร่วมกัน แต่ขณะนี้กติกาได้ถูกกำหนดไปแล้ว จากการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ก็อาจเกิดความขัดแย้งขึ้นอีก

ทั้งนี้ เชื่อว่าหลักนิติธรรมจะช่วยให้คนคิดเห็นต่างอยู่ร่วมกันได้ และเกิดความปรองดองขึ้น รวมถึงการกำหนดกติกาต่าง ๆ ก็จะต้องให้คนเห็นต่าง มาร่วมกันกำหนด โดยจะต้องรับฟังความคิดเห็นจากสังคมด้วย
--------------
"พล.อ.ประวิตร" โยนคสช.ดูทภ.1เชิญ "วัฒนา" เข้าพบ ชี้พรรคการเมืองร่วมมือให้ความเห็นปรองเป็นอย่างดี 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีกองทัพภาคที่ 1 เชิญ นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย เข้าพบ เนื่องจากการแสดงความคิดเห็น เรื่อง วัดพระธรรมกาย ทางโซเชียล ว่า เป็นเรื่องของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้ติดตามการเคลื่อนไหว ซึ่งตนเองไม่ทราบในรายละเอียด

พร้อมกันนี้ พล.อ.ประวิตร ยังเปิดเผยว่า การดำเนินการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ขณะนี้พรรคการเมืองได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และตอบรับมาเสนอข้อคิดเห็นมาตลอด ตั้งแต่เริ่มกระบวนการรับฟัง
-----------
"พล.อ.ประวิตร" เผย ตำรวจจับมือโพสต์เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวได้แล้ว ปัดตอบว่าเป็นบุคคลกลุ่มใด

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถจับกุมบุคคลที่นำหมายเลขโทรศัพท์บ้าน และเบอร์ส่วนตัว ของตนเองไปเผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊ก พลเมืองต่อต้าน Single Gateway เพื่อสันติภาพและความยุติธรรม ในโซเชียลมีเดียได้แล้ว แต่ปฏิเสธตอบว่าเป็นบุคคลกลุ่มใด
------------
คณะอนุฯ รับฟังเตรียมส่งร่างปรองดองให้ กมธ. การเมืองต้น มี.ค. นี้ คาดส่งให้ ป.ย.ป. ได้กลางเดือนหน้า 

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา รวบรวมความคิดเห็นวิเคราะห์และสังเคราะห์ประเด็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง (สปท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการศึกษา รวบรวมความคิดเห็นปรองดอง ว่า ในร่างนี้คณะอนุฯ ได้พยายามแก้ไขปัญหาที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้งและลดความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ โดยขณะนี้ได้ยกร่างเกือบเสร็จแล้ว ซึ่งจะนำมาปรับปรุงแก้ไขอีกครั้งหนึ่ง และเตรียมส่งให้แก่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองในต้นเดือนมีนาคม เพื่อพิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตาม พล.อ.เอกชัย เชื่อ กมธ. ว่า จะสามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาและส่งให้คณะกรรมการ ป.ย.ป. ได้ในกลางเดือนมีนาคมนี้
------------
"พล.ต.คงชีพ" แจง เวทีปรองดองต่างจังหวัดไม่เจาะจงที่ไหนก่อน ย้ำใครพร้อมเริ่มได้ทันที 

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดอง ในส่วนของการจัดเวทีปรองดองในต่างจังหวัด จะทยอยจัด ซึ่งทางผู้รับผิดชอบ ทั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค เป็นผู้กำกับในระดับภาค ส่วนในระดับจังหวัดจะเป็นผู้ว่าราชการฯ เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ ส่วนที่มีระบุว่าจังหวัดเชียงใหม่เป็นแห่งแรกนั้น ระบุว่า ไม่ได้เจาะจง หากจังหวัดไหนพร้อมก่อน มีคณะกรรมการ และประสานกับพรรคการเมืองต่าง ๆ สามารถเริ่มได้ก่อนเลย โดยจะเริ่มในช่วงต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นไป ใช้ระยะเวลา 1 เดือน ในการดำเนินงาน
----------------
สภากลาโหม เห็นชอบร่างแผนพัฒนาขีดความสามารถกระทรวงกลาโหม ปี พ.ศ. 2560 - 2569 ปฏิรูปกองทัพ

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหมครั้งที่ 2/2560 ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบร่างแผนพัฒนาขีดความสามารถกระทรวงกลาโหม ปี พ.ศ. 2560-2569 (10 ปี) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปกองทัพ เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างกำลังกองทัพ ให้มีความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์ตามความจำเป็นเร่งด่วนในช่วง 10 ปี เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะคำนึงถึงการดำรงสภาพพร้อมรบ การขยายขีดความสามารถ และการเสริมสร้างความทันสมัย โดยแบ่งความต้องการเป็นระดับความต้องการสูงสุด ที่อ้างอิงกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ซึ่งสูงขึ้นทุกปี และระดับความต้องการต่ำสุด ภายใต้กรอบวงเงินขั้นต่ำสุดเท่าที่มีความจำเป็น
////////////////
การทุจริต

ประธาน ป.ป.ช. นัด คกก. ประสานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศประชุมนัดแรก - หารือกรอบการทำงาน

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้นัดประชุมคณะกรรมการประสานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศนัดแรก โดยมีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมฃประชุม ประกอบด้วย สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ

ซึ่งเบื้องต้นจะหารือถึงกรอบการทำงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน แต่จะยังไม่มีการลงลึกในรายละเอียด พร้อมจะชี้แจงแนวทางการทำงานของ ป.ป.ช. ให้กับหน่วยงานอื่นที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการด้วย เช่น กรณีขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่างประเทศผ่านอัยการสูงสุด ใครจะเป็นผู้ตั้งประเด็นคำถาม เป็นต้น คณะกรรมการชุดนี้จะดำเนินการในทุกคดีระหว่างต่างประเทศ ซึ่งมีอยู่ 20 คดี
----------------
ประธาน ป.ป.ช. ยัน ยังไม่มีการประสานข้อมูลสินบนอังกฤษเป็นทางการ รอตั้งข้อกล่าวหาให้ชัดเจน ก่อนให้ อสส. เป็นผู้ดำเนินการ

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กล่าวถึงการตรวจสอบกรณีการติดสินบทของบริษัท โรลส์ - รอยซ์ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการประสานขอข้อมูลจากประเทศอังกฤษอย่างเป็นทางการ แต่ได้มีการขอข้อมูลเป็นการภายใน เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลของ สตง. และบริษัทการบินไทย ส่งให้ ป.ป.ช. ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นของการแสวงหาข้อเท็จจริง ที่จะรวบรวมข้อมูลจนเกิดความชัดเจน ก่อนตั้งข้อกล่าวหากับผู้ที่กระทำความผิด เพื่อนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง และเมื่อมีความชัดเจนในความผิดแล้ว ก็จะให้อัยการสูงสุดประสานข้อมูลกับประเทศอังกฤษอย่างเป็นทางการ

ส่วนกรณีที่กฎหมายของไทย มีบทกำหนดโทษคดีทุจริตสูงสุดประหารชีวิต ทำให้ไม่ได้รับความร่วมมือในการส่งข้อมูลจากต่างประเทศนั้น นายอำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ กล่าวว่า กรณีนี้มีทางออกโดยให้รัฐบาลโดยผ่านมติคณะรัฐมนตรีทำหนังสือรับรองว่าจะให้ใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตแทน ซึ่งสามารถทำได้ตาม พระราชบัญญัติความร่วมมือคดีอาญาระหว่างประเทศ มาตรา 36/1 ฉบับแก้ไขใหม่ ที่ระบุว่าแม้ศาลพิพากษาสูงสุดให้ประหารชีวิตในคดีนี้ รัฐบาลสามารถเปลี่ยนแปลงใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตแทนได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประเทศที่ไม่มีโทษประหารชีวิต
-------
ประธาน ป.ป.ช. พบคดีสินบนข้ามชาติ 12 เรื่อง เร่งบูรณาการความร่วมมือทุกฝ่าย กำหนดทิศทางเพื่อไม่ให้การขอข้อมูลจากต่างประเทศ 

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เปิดเผยภายหลังการหารือ คณะกรรมการประสานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศ ว่า ขณะนี้มีเรื่องการติดสินบนข้ามชาติอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ ทั้งหมด 12 เรื่อง รวมถึง กรณีบริษัท โรลส์ - รอยซ์ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการบูรณาการงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. สำนักงานอัยการสูงสุด หรือ อสส. โดยให้คณะกรรมการชุดนี้เป็นผู้กำหนดทิศทาง เพื่อไม่ให้การขอข้อมูลจากต่างประเทศกระจัดกระจาย โดยที่ประชุมได้มีมติว่าในส่วนของการขอข้อมูลอย่างเป็นทางการจะให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด แต่หากเป็นการประสานข้อมูลภายในอย่างไม่เป็นทางการ สำนักงาน ป.ป.ช. จะเป็นผู้ดำเนินการ พร้อมยืนยันว่า ทุกหน่วยงานจะทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ และขอความร่วมมือหน่วยงานต่าง ๆ ให้เบาะแสหรือข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบต่อไป ฃ
------------
"พล.ต.อ.วัชรพล" แจง คกก. ประสานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศ เร่งดำเนินการ 12 คดี 

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า มีเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการประสานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศ มีทั้งสิ้น 12 คดี ประกอบด้วย คดี บริษัท เจเนอรัล เคเบิล คอร์ปอเรชั่น จ่ายสินบน ToT และการไฟฟ้านครหลวง ติดตั้งสายเคเบิ้ล, คดีติดสินบนจัดซื้อเครื่องตรวจวินิจฉัยโรค กระทรวงสาธารณสุข, คดีติดสินบนจัดซื้อใบยาสูบจากเอกชนสหรัฐฯ ของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง, คดีติดสินบนนำเข้าสุราข้ามชาติของสรรพสามิต, คดีติดสินบนกรมศุลกากร หลีกเลี่ยงภาษีนำเข้ารถหรู, คดีบริษัท พีทีที กรีนเอเนอร์ยี่ จ่ายสินบนจัดซื้อที่ดินปลูกปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซียโดยมิชอบ, คดีทุจริตก่อสร้างสนามฟุตซอล แบงค์กอก อารีน่าของ กทม., คดีทุจริตสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ - คลองลาดพร้าว ของ กทม., คดีรับสินบนให้สัมปทานบริษัทเหมืองแร่ข้ามชาติ, คดีอดีตผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรับสินบนจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ,คดีอดีตผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่ำรวยผิดปกติ และคดีเรียกรับสินบนโรยส์รอย จากอังกฤษ
----------
"เรืองไกร" ยื่นนายกฯ เรียกร้องปลด 2 รมต. ผิดมาตรา 4 พ.ร.บ.จัดการหุ้นส่วนหรือถือหุ้นของ รมต. 

ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้ปลด นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกจากตำแหน่ง กรณีที่เป็นหุ้นส่วนในการทำธุรกิจที่ดินเขาใหญ่ เข้าข่ายผิดมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.จัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543

โดย นายเรืองไกร กล่าวว่า มาตรา 4 ของ พ.ร.บ.จัดการหุ้นส่วน ห้ามรัฐมนตรีเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน และห้ามเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ซึ่งของ นายอุตตม และ นายสนธิรัตน์ มีหลักฐานชัดเจนในเรื่องการเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ โดยมีหลักฐานแจ้งไว้ต่อ ป.ป.ช. ว่า มีการทำสัญญาลงทุนทำธุรกิจที่ดินที่เขาใหญ่ จำนวน 29 ไร่ มูลค่า 100 ล้านบาท เพื่อแบ่งผลกำไรกัน ซึ่งเข้าลักษณะการเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญชัดเจน โดยมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ยกเว้นให้เฉพาะ 2 กรณี คือ การเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัด ความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ หรือการเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัด เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ แต่หากเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ อย่างกรณีการลงทุนทำธุรกิจที่ดินของรัฐมนตรีทั้ง 2 คน มาตรา 4 ของ พ.ร.บ.จัดการหุ้นส่วนฯ ห้ามเอาไว้โดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ นายเรืองไกร ย้ำว่าเมื่อมีการฝ่าฝืนกฎหมาย จึงมีสองทางเลือก คือ รัฐมนตรีทั้ง 2 คน ควรลาออกจากตำแหน่ง หรือนายกรัฐมนตรี ต้องปรับออกจากตำแหน่ง แต่กรณีที่เกิดขึ้นยังไม่เห็นการแสดงความรับผิดชอบจากรัฐมนตรีทั้ง 2 คน จึงขอให้นายกฯ พิจารณาปรับทั้ง 2 คน ออกจากตำแหน่ง และหวังว่านายกฯ จะยึดหลักกฎหมายตามที่เคยพูดไว้ หากยังไม่มีความคืบหน้าในสัปดาห์หน้าตนจะเดินทางไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเอง
/////////////
รัฐธรรมนูญ

รบ. ให้ความสำคัญในการปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานภาครัฐ มุ่งเน้นให้มีการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม 

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ว่า รัฐบาลได้มีนโยบาย และให้ความสำคัญในการปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อการพัฒนาประเทศทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งกลไกลในการพัฒนา ประเทศได้มุ่งเน้นให้มีการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปวิทยาแขนงต่าง ๆ ให้เกิดความรู้และการพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจ สังคม และเพิ่มขีดและความสามารถในการแข่งขันของประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า สำหรับการประชุมในวันนี้เป็นการประชุมครั้งแรก เพื่อที่จะกำหนดกรอบการทำงาน ซึ่งมีวาระพิจารณาเกี่ยวกับโครงสร้างการดำเนินงานภายใต้สภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ แผนการขับเคลื่อนและการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมแบบบูรณาการของประเทศ และรวบถึงกรอบแนวทางการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ภายใต้โครงการสารพลังประชารัฐ รวมทั้งได้รับทราบกรอบงบประมาณตามแผนบูรณาการการวิจัยและนวัตกรรม ปีงบประมาณ 2561

---------
กมธ.สื่อสารมวลชน ปรับเพิ่มสัดส่วนกรรมการวิชาชีพสื่อฯ เป็น 15 คน จ่อถกอีกครั้ง 6 มีนาคม ก่อนส่ง วิป สปท. บรรจุวาระ

พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมทำการทบทวนร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน โดยมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนกรรมการใน "สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ" ใหม่ เป็น 15 คน จากเดิมมีจำนวน 13 คน โดยเพิ่มสัดส่วนกรรมการด้านสื่อสารมวลชนอีก 2 คน พร้อมให้คำจำกัดความของสื่อ คือ ต้องเป็นผู้ปฏิบัติงานประจำและมีค่าตอบแทน โดยหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้สื่อมวลชนจะต้องขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตภายใน 2 ปี

อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมาธิการฯ จะทำการทำทบทวนร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน อีกครั้งในวันที่ 6 มีนาคมนี้ ก่อนส่งให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ วิป สปท. ในวันที่ 9 มีนาคมนี้ พิจารณาเพื่อบรรจุวาระต่อไป

วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ข่าว24/2/60

ธรรมกาย

แอมเนสตี้ ออกแถลงการณ์ แจง ไม่ได้สนับสนุนวัดพระธรรมกาย เพียงแค่จับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น

นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชี้แจงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวระบุว่า แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ให้การสนับสนุนและยืนหยัดร่วมกับวัดพระธรรมกาย พร้อมทั้งออกแถลงการณ์ร่วมกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนนั้น เป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน แอมเนสตี้ได้รับการติดต่อทางอีเมจากฝ่ายสำนักสื่อสารองค์กร ของวัดพระธรรมกายจริง และได้ตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษ โดยระบุว่าทางแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลตระหนักและ
กำลังจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้แจ้งข้อมูลว่าทางศูนย์ทนายความสิทธิมนุษยชนได้ออกแถลงการณ์ในเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งส่งลิงก์แถลงการณ์ดังกล่าวไป

ดังนั้น ทางองค์กรฯ ขอชี้แจงว่าแถลงการณ์ที่ทาง พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกายกล่าวถึง เป็นแถลงการณ์จากศูนย์ทนายเท่านั้น ไม่ได้เป็นแถลงการณ์ร่วมกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย แต่อย่างใด
-------
ดีเอสไอ รอ ประเมินสถานการณ์จะเข้าค้นวัดพระธรรมกายอีกหรือไม่ - พระสงฆ์ที่ถูกออกหมายเรียกทยอยรายงานตัวแล้วบางส่วน

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ บอกถึงแนวทางปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกายเพื่อเข้าจับกุมพระธัมมชโย ผู้ต้องหาคดีฟอกเงินและรับของโจรสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ว่า การปฏิบัติวันนี้อยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์ว่าจะเข้าค้นอีกหรือไม่ โดยเฉพาะโซนเอและโซนบี ที่ยังไม่สามารถตอบสงสัยให้กับสังคมได้

ขณะที่การรวมตัวของเครือข่ายวัดพระธรรมกายที่ตลาดกลางคลองหลวง รองอธิบดีดีเอสไอ ยืนยันว่า เป็นพื้นที่ควบคุม ตามคำสั่งคสช. ม.44 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐานไว้ดำเนินการตามกฎหมายย้อนหลังกับผู้ที่ฝ่าฝืนแล้ว พร้อมฝากย้ำไปยังประชาชนที่จะนำอาหารมาถวายเพลหรือส่งให้บุคคลภายในวัด ให้นำมารวบรวมไว้ที่ประตู 7 เท่านั้น เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้คัดกรอง ไม่ให้บุคคลที่ไม่หวังดีเข้ามา
อาศัยจังหวะก่อเหตุ

ส่วนความคืบหน้าการออกหมายเรียก พระธัมมชโย กับพระลูกวัด รวม 14 รูป ขณะนี้มี พระมหานพพร ปุญญชโย ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ได้เข้ารายงานตัวแล้ว และเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวกลับไป ส่วน พระเเสนพล  ได้ติดติดต่อจะเข้ามารายงานตัวแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาฐานผิดคำสั่งเจ้าพนักงาน ส่วนพระที่เหลือ อีก 11 รูป อยู่ระหว่างพิจารณาออกหมายจับ
----------
DSI รับ เริ่มตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในและนอกวัดพระธรรมกายแล้ว

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าเจ้าหน้าที่ทำการตัดสัญญาณบริเวณรอบวัดพระธรรมกาย ว่า ยอมรับว่าดีเอสไอได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ที่เข้าร่วมประชุมสรุปสถานการณ์เมื่อช่วงเช้านี้เพื่อให้ดำเนินการตัดสัญญาณและอินเทอร์เน็ตบริเวณภายนอกและในวัดพระธรรมกาย เนื่องจากพบว่ากลุ่มลูกศิษย์วัดพระธรรมกายมีการใช้สื่อโซเชียลมีเดียให้ข้อมูลอันเท็จและทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด และเข้าข่ายยุยงปลุกปั่นทำ
ให้กระทบกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ ส่วนจะมีการตัดสัญญาณเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่นั้น ยังไม่สามารถระบุได้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรการที่เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้ตามอำนาจที่ คสช. ออกประกาศให้บริเวณวัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงบ่ายที่ผ่านมาพบว่าสัญญาณโทรศัพท์ของบางเครือข่ายบริเวณตลาดกลางคลองหลวง ประตูทางเข้าที่ 5 และ 6 ของวัดพระธรรมกาย ไม่สามารถใช้งานได้ คาดว่าเจ้าหน้าที่ได้เริ่มทยอยตัดสัญญาณในบางจุดแล้ว
------
พระและศิษย์วัดพระธรรมกาย ยืนยันปักหลักตลาดกลางคลองหลวง พร้อมเตรียมทำกิจกรรมยืนรณรงค์ขอนายกฯ เลิก ม.44ระยะทาง 500 เมตร เผย ดีเอสไอ ให้ส่งเสบียงเข้าวัดได้แต่ต้องตรวจละเอียด

นายอัยย์ เพชรทอง ตัวแทนกลุ่มคณะศิษย์ของวัดพระธรรมกาย แถลงท่าทีของวัดว่าได้มีการพูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ โดยระบุว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้ผ่อนปรนการเข้า - ออก บริเวณตลาดกลาง โดยไม่ต้องมีการตรวจบัตรประจำตัวประชาชน แต่การเข้า - ออกของศิษย์และพระแต่ละครั้ง จะมีตำรวจตรวจตราด้วยกันเพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีแฝงตัวเข้าไป ส่วนอาหารที่ได้รับจากการทำบุญตักบาตรและบริจาคนั้น อนุญาตให้นำไปมอบที่ประตู 7 เท่านั้น โดยจะมีการพิจารณาตรวจสอบจากดีเอสไอ จากนั้นทีมพระสงฆ์จากด้านในจะออกมารับ โดยจะไม่มีการเคลื่อนขบวนแต่จะปักหลักตลาดกลางคลองหลวงจนกว่าจะมีการยกเลิกมาตรา 44

ทั้งนี้ ทางทหารได้ขอความร่วมมือศิษย์ของวัดงดปิดบังใบหน้าเวลาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ส่วนกรณีสื่อบางสำนักเข้าใจผิดเรื่องตู้คอนเทรนเนอร์ขนาดใหญ่ในวัดมีสิ่งของผิดกฎหมายนั้น ย้ำว่าตู้เคอนเทรนเนอร์ดังกล่าว ทางวัดมีไว้สำหรับใส่เครื่องอัตถบริขาร ที่ประชาชนทำบุญมาเพราะต้องเก็บอย่างดี ยืนยันไม่มีของผิดกฎหมายแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ยังได้ฝากคำถามถึง สนช. เกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ฯ โดยห้ามไม่ให้พระสงฆ์มีทรัพย์สมบัตินั้นข้อนี้ เห็นว่าหากประชาชนต้องการถวายเป็นการส่วนตัวจะทำอย่างไร ส่วนการตรวจค้นและออกหมายจับวัดพระธรรมกายบุกรุกที่นั้น หากเป็นเช่นนั้นวัดป่าที่อยู่ป่าและบนเขาซึ่งมีเป็นจำนวนมากนั้นจะมีความผิดด้วยหรือไม่

///////
ปยป.

"สุวิทย์"เผย นายกฯเรียกประชุม มอบนโยบายที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ย.ป. จำนวน 39 คน 6 ม.ค.ย้ำเน้นสร้างการรับรู้เพื่อปชช.มีส่วนร่วม

นายสุวิทย์ เมษิณทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหาราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง
(ป.ย.ป.) กล่าวว่า วันที่ 6 มีนาคมนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเรียกประชุมคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการแต่ละ
คณะภายใต้ คณะกรรมการ ป.ย.ป. ที่นายกรัฐมนตรีลงนามคำสั่งแต่งตั้งเมื่อวานนี้จำนวน 39 คน เพื่อมอบนโยบายและขอบคุณที่มาช่วยรัฐบาลขับเคลื่อนการปฏิรูป ซึ่งที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ จะมีความหลากหลายแต่ละสาขา โดยจะมีจำนวนมากในส่วนของคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศและเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ ขณะที่คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองมีจำนวนน้อย เพราะมีการแต่งตั้งไปแล้ว ซึ่งรูปแบบการทำงานของที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิจะมีการลงพื้นที่รับฟังความเห็นของประชาชนด้วย เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเน้นในเรื่องของการสร้างความรับรู้และสร้างความเข้าใจ เพื่อประชาชนมีส่วนร่วม โดยจะให้กลุ่ม NGO คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศและพูดคุยกับทุกกลุ่มในภูมิภาค
-------

//////
ทุจริต

นายกฯ ลงนาม ตั้ง "ประสาร" ปธ.คณะกรรมการ กำกับการจัดซื้อจัดจ้าง มี "กานต์-มนัส-สมพล" ร่วมเป็นกรรมการ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงนามคำสั่ง นายกรัฐมนตรี ที่ 9/2560 เรื่อง แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้างแล้วความว่า ตามที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีคำสั่ง ที่ 11/2560 เรื่อง การกำกับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ ลงวันที่ 23 ก.พ. 2560 กำหนดให้มีคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และในระยะเริ่มแรก ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าว อาศัยอำนาจตามมาตรา 9 ของคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 11/2560 จึงแต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง ดังต่อไป นี้

1. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นประธานกรรมการ
2. นายกานต์ ฮุนตระกูล เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
3. นายมนัส แจ่มเวหา เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
4. นายสมพล เกียรติไพบูลย์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 23 ก.พ. 2560
----------------
นายกฯ ลงพื้นที่ศรีสะเกษ อ้อนดีใจที่ได้มา อยากให้ทุกคนมองไปที่อนาคต อย่าหลงเชื่อบิดเบือน ทุกเรื่องยึดตามกฎหมาย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะเดินทางลงพื้นที่ อ.ราศีไศล จ.ศรีสะเกษ ติดตามขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยเฉพาะการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรแปลงใหญ่โดยกลไกประชารัฐ เพื่อให้เกษตรกรมีการรวมกันสร้างผลผลิตทางการเกษตรร่วมกันภายใต้ การบริหารจัดการแบบบูรณาการ โดยในปี พ.ศ. 2560 จ.ศรีสะเกษ ได้ดำเนินการส่งเสริมการเกษตรในรูปแปลงใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ 22 อำเภอปลูก ข้าว ทุเรียน พริก หอมแดง กระเทียม และการทำปศุสัตว์ มีพื้นที่การดำเนินงานแปลงใหญ่รวม 165,493 ไร่ ทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการผลิตผลสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ต้นทุนการผลิตลดลง คุณภาพผลผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สำรวจดูสภาพน้ำในพื้นที่ซึ่งบางจุดเริ่มแล้งไม่มีน้ำ โดยในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวกับชาวบ้านว่า ดีใจที่ได้มาพบกับชาวศรีษะเกษ เพราะอากาศดีวันนี้นักวิทยาศาสตร์ค้นเจอดาวเคราะห์ 7 ดวงซึ่งที่อื่นจะไปอยู่นอกโลกแล้ว แต่ประเทศไทยยังติดกับปัญหาเดิม ๆ เรื่องที่ดินเรื่องน้ำอากาศ ดังนั้น อยากให้ทุกคนมองไปข้างหน้า มองอนาคต ไม่มีอะไรทำให้คนไทยแตกแยกกันได้ ต้องคิดใหม่

โดยรัฐบาลได้จัดงบประมาณลง 18 กลุ่มจังหวัด ไม่ใช่การซื้อเสียง แต่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากทำไม่ได้ในรัฐบาลชุดนี้ก็ต้องสร้างรากฐานในรัฐบาลหน้า ดังนั้น อย่าหลงเชื่อ
กับคำบิดเบือนว่า เมื่อเข้ามาแล้วจะทำให้ราคาข้าวดีขึ้น เพราะข้าวล้นตลาดโลก

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงปัญหาคดีพระธัมชโย ว่าพอได้แล้ว ขอเวลารัฐบาลทำงาน เพราะหากขัดแย้ง ก็จะเจอแต่ปัญหา และทำให้รัฐล้มเหลว ไม่ควรมาทะเลาะกันเรื่องความเชื่อความศรัทธา ทุกอย่างยึดตามกฎหมาย อย่าให้ใครมาบิดเบือน
----------
นายกฯ ร่วมปลูกต้นไม้กับ "ดาบวิชัย" ก่อนเยี่ยมชมการเรียนโรงเรียนราษีไศล ฝากเด็กตั้งใจเรียนเพื่อพัฒนาประเทศ

ความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายหลังพบปะประชาชน ระหว่างลงพื้นที่ อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ แล้ว นายกรัฐมนตรีได้ปลูกต้นไม้ร่วมกับ ดาบวิชัย สุริยุทธ นายตำรวจที่ปลูกต้นไม้มากที่สุดในโลก ก่อนเยี่ยมชมการเรียนการสอนของของโรงเรียนราษีไศล ที่มีการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ จีน อังกฤษ คณิตศาสตร์

โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวกับเด็กนักเรียนว่า ให้เลือกเรียนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาต่างประเทศ โดยภาษาอังกฤษ ต้องเป็นภาษาที่ 2 เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ เพราะโลกไร้พรมแดน ภาษาอังกฤษจึงมีความสำคัญ ต้องกล้าพูด และคิดให้เป็นภาษาอังกฤษ จำทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ โดยอาจกำหนดว่าหนึ่งสัปดาห์จะต้องพูดภาษาอังกฤษในหนึ่งวัน เพื่อเป็นการฝึกฝน

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้ถามนักเรียนมีใครอยากเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ หากอยากเป็นต้องรอตนเองก่อน และสนทนาภาษาอังกฤษ กับครูผู้สอนจากเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ พร้อมสอบถามถึงชีวิตความเป็นอยู่และการเรียนการสอน โดยครูสอนภาษาอังกฤษ ระบุว่า ชอบอาหารไทย โดยเฉพาะส้มตำ และปลาร้า และยังชอบคนไทย ซึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีพอใจเป็นอย่างมากก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะมอปอุปกรณ์กีฬาให้เด็กนักเรียนและถ่ายภาพกับเด็ก ๆ อย่างเป็นกันเอง
------------
นายกฯ เปิดโรงสีข้าวอินทรีย์ บ้านอุ่มแสง จ.ศรีสะเกษ พร้อมชื่นชมความสำเร็จกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดโรงสีข้าวอินทรีย์ บ้านอุ่มแสง ซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ ประชารัฐเกษตรสมัยใหม่อุ่มแสง อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ที่ประสบความสำเร็จ จากการปลูกพืช5 กลุ่ม คือข้าว ทุเรียน พริก หอมแดง กระเทียม พร้อมมอบเงินสนับสนุน 45 ล้านบาท โดยกลุ่มดังกล่าว มี สมาชิก 1,258 ครัวเรือน
พื้นที่ 20,716 ไร่ โดยผลิตผล เป็นการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ เพิ่มมูลค่าสินค้า สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรโดยฤดูกาลผลิต ที่ผ่านมาทำรายได้ 48.7 ล้านบาท เฉลี่ย 38,738 บาท ต่อครัวเรือน โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นตลาดยุโรปจากการสั่งพรีออเดอร์ 80% จำหน่ายในประเทศ 20%

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ชื่นชมความสำเร็จของกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ พร้อมกล่าวกับประชาชน ว่า การดำเนินการเรื่องเกษตร แปลงใหญ่จะต้องมีเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะสานต่อนโยบาย พร้อมกับสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรทั่วประเทศ โดยให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนช่วยพัฒนาสานต่องานของครอบครัว เหมือนกลุ่มนี้ ที่มีลูกสาว จบ ดร. แล้วมาช่วยด้านการตลาด ซึ่งทั้งหมดอยู่ที่เกษตรกรทุกคน รัฐบาลไม่สามารถ
ใช้อำนาจตามมาตรา 44 บังคับให้ใครทำตาม แต่สิ่งที่ทำนั้นจะแตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังอะไรนอกจากขอความร่วมมือและสิ่งสำคัญ คือ การลดต้นทุนที่พัฒนาสินค้าการเกษตรให้มีคุณภาพ วางรากฐานในอนาคต สร้างรายได้ให้ประเทศ ให้ทุกคนอ่านทำบัญชีและเรียนรู้การทำเกษตรสมัยใหม่ โดยรัฐบาลตั้งเป้าภายใน 5 ปี ต้องเปลี่ยนทำการเกษตรแปลงใหญ่ ได้ 10 ล้านไร่ เฉลี่ยปีละ 2 ล้าน ไร่

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้พูดคุยกับชาวบ้านว่าการเดินทางลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้มีความสุข เพราะอยู่กรุงเทพฯ มีปัญหาเยอะทำให้โมโห ตื่นเช้ามามีทั้งปัญหาพระ ปัญหาคน และปัญหาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งทุกปัญหาก็พยายามแก้ไข
--------
นายกฯ ชู จ.ศรีสะเกษ เป็นหนึ่งในต้นแบบเกษตรแปลงใหญ่ ยันรัฐบาลลงพื้นที่สร้างความสุขให้ประชาชน ขออย่าขัดแย้ง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพมหานครว่า วันนี้เป็นวันแห่งความสุขที่ได้มาเยือนจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีความก้าวหน้า มีความเจริญเติบโตในเรื่องของเกษตรแปลงใหญ่ นอกจากนี้ยังได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี จึงอยากยกให้จังหวัดศรีสะเกษเป็นหนึ่งในต้นแบบของเกษตรแปลงใหญ่ เพราะวันนี้มีคนรุ่นใหม่ที่เรียนจบการศึกษาระดับสูง แล้วกลับมาทำงานการเกษตรเป็นจำนวนมาก จึงขอให้ช่วยกันติดตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเกษตรกรเป็นอาชีพที่มีเกียรติเลี้ยงดูผู้คนทั่วทั้งโลก และประเทศไทยเอง มีโอกาสที่จะสร้างรายได้จากการเกษตร จึงต้องทำความร่วมมือกับทุกภาคส่วนให้หันมาทำเกษตร
แบบใหม่นี้ และประเทศไทยต้องไม่ลืมรากเง่าของตนเอง แม้จะมีนโยบายการเป็นไทยแลนด์ 4.0 ก็ต้องปฏิรูปด้านงานเกษตรให้มีความก้าวหน้า

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีปัญหาในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ แต่ 2 ปีมานี้ การบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลดีขึ้น มีน้ำเพียงพอต่อการใช้จ่ายโดยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำ ขุดลอกคูคลอง ฯลฯ ซึ่งทำได้ดีกว่า 8 ปีที่ผ่านมา แตกต่างจากที่ถูกกล่าวหาว่าทหารทำอะไรไม่เป็น

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า รัฐบาลนี้ตั้งใจที่จะทำงาน วางรากฐานอนาคตไว้ให้กับประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ซึ่งอยากให้คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาเข้ามาช่วยวางระบบเพื่อนำไปสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0 และอย่าขัดแย้งหรือบิดเบือน พร้อมย้ำว่าการลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้มีความสุขเมื่อเห็นชาวบ้านมีความสุขมีเสียงหัวเราะ ทำให้มีความสุขไปด้วย แต่อย่าทะเลาะกัน ขณะเดียวกัน ยืนยันว่าสิ่งที่ทำนี้ไม่ได้ต้องการให้ใครมารัก24/2/60เพราะว่ามีความรักเพียงพออยู่แล้ว จึงอยากให้ทุกคนรักประเทศ ขัดแย้งกันเสียที

ย้อนรอยรัฐประหารในประวัติศาสตร์ไทย


ตอนนี้บ้านเมืองกำลังอยู่ในความวุ่นวาย ต่างฝ่ายต่างออกมาประท้วง จนกระทั่งทหารต้องออกมาแถลงเกี่ยวกับการอัยการศึก และมีแถลงการล่าสุดคือ รัฐประหาร วันนี้ทีนเอ็มไทยมีข้อมูล?ย้อนรอยรัฐประหารในประวัติศาสตร์ไทย?ไปดูกันคะว่าในครั้งอดีตนั้นมีเหตุการณ์อะไรบ้าง

ย้อนรอยรัฐประหารในประวัติศาสตร์ไทย
ย้อนรอยรัฐประหารในประวัติศาสตร์ไทย
การรัฐประหาร คืออะไร?

หมายถึง การล้มล้างรัฐบาลผู้บริหารปกครองรัฐในขณะนั้น แต่มิใช่การล้มล้างระบอบการปกครองหรือทั้งรัฐ และไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง หรือเกิดเหตุนองเลือดเสมอไป

เช่นหากกลุ่มทหารอ้างว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง บริหารประเทศชาติผิดพลาด และจำเป็นต้องบังคับให้รัฐบาลพ้นจากอำนาจ จึงใช้กำลังบังคับให้ออกจากตำแหน่ง โดยประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ หรือประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายในเวลาที่กำหนด ลักษณะนี้ก็เรียกได้ว่า เป็นการก่อรัฐประหาร โดยในวิชาการพัฒนาการเมือง?ซึ่งเป็นสาขาวิชาทางรัฐศาสตร์?จะถือว่าการรัฐประหาร มิใช่วิธีทางของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย?และถือเป็นความเสื่อมทางการเมือง (political decay) แบบหนึ่ง ทั้งนี้ หากความพยายามในการก่อรัฐประหาร ไม่ประสบความสำเร็จ ผู้ก่อการมักถูกดำเนินคดีในข้อหากบฏ

ย้อนรอยรัฐประหารในประวัติศาสตร์ไทย
ย้อนรอยรัฐประหารในประวัติศาสตร์ไทย

ย้อนรอยรัฐประหารในประวัติศาสตร์ไทย : รวมปัจจุบันมีถึง 13 เหตุการณ์ด้วยกัน ดังนี้
1. รัฐประหาร 1 เมษายน พ.ศ. 2476?พระยามโนปกรณ์นิติธาดา?ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎร?พร้อมงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา

เกิดจากการนำเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์?ฉบับที่เรียกว่า “สมุดปกเหลือง” ที่ถูกหลายฝ่ายมองว่าเป็นคล้ายกับเค้าโครงเศรษฐกิจของคอมมิวนิสต์?ก่อให้เกิดความเห็นขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในหมู่คณะราษฎรด้วยกันเองและบรรดาข้าราชการ?จึงเกิดการ?รัฐประหารเงียบ?บีบบังคับให้นายปรีดีเดินทางออกนอกประเทศ?พร้อมทั้งกวาดล้างจับกุมพวกที่คิดว่าเป็นคอมมิวนิสต์,?พรรคคอมมิวนิสต์??ทั้งนี้มีบันทึกที่ไม่เป็นทางการว่า พระยามโนปกรณ์นิติธาดา และ พระยาทรงสุรเดช ร่วมมือกันในการขจัดบทบาททางการเมืองของคนสำคัญในคณะราษฏรเอง เช่น นายปรีดี พนมยงค์ และหลวงพิบูลสงคราม?เป็นต้น

อ่านต่อ รัฐประหารเงียบ?(ครั้งที่ 1)

2. รัฐประหาร 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476?นำโดยพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา?ยึดอำนาจรัฐบาล?พระยามโนปกรณ์นิติธาดา

เป็นรัฐประหารครั้งแรกในประเทศไทย?รัฐประหารครั้งนี้มีขึ้นหลังพระยามโนปกรณ์นิติธาดาประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสภาฯ?และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา หลังจากมีความขัดแย้ง?”สมุดปกเหลือง” จนกระทั่งเกิดวิกฤตเมื่อ “4 ทหารเสือ”?พระยาพหลพลพยุหเสนา,?พระยาทรงสุรเดช,?พระยาฤทธิอัคเนย์?และพระประศาสน์พิทยายุทธ?ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่?18 มิถุนายน?ปีเดียวกัน โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อพักผ่อนหลังจากตรากตรำทำงานราชการจนสุขภาพเสื่อมโทรม

จากนั้น ในเวลาหัวค่ำของคืนวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 คณะทหารบก, ทหารเรือ และพลเรือน นำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนา,?หลวงพิบูลสงคราม?และหลวงศุภชลาศัย?ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดา

อ่านต่อ ?รัฐประหารครั้งที่ 2?

3.?รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490?นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ?ยึดอำนาจรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

สาเหตุของการรัฐประหารก็คือ รัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งสืบอำนาจต่อจากรัฐบาล นายปรีดี พนมยงค์?ไม่สามารถจัดการกับปัญหาความขัดแย้งกันในชาติได้ อันมีสาเหตุหลักจากเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ 8?ประกอบกับมีการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการ


อ่านต่อ??รัฐประหารครั้งที่?3

?4.?รัฐประหาร 6 เมษายน พ.ศ. 2491?คณะนายทหารกลุ่มที่ทำการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490?จี้บังคับให้ นายควง อภัยวงศ์?ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี?และมอบตำแหน่งต่อให้ จอมพล?ป. พิบูลสงคราม

เป็นการทำรัฐประหารโดยบุคคลกลุ่มเดียวกันกับที่ทำรัฐประหารรัฐบาล?พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุน?จอมพล ป. อดีตนายกรัฐมนตรี โดยที่ภายหลังจากกลุ่มนายทหารนำโดย?พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ?(ยศขณะนั้น) ได้ทำการรัฐประหารรัฐบาล?พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์?เมื่อวันที่?8 พฤศจิกายน?พ.ศ. 2490?แล้วได้แต่งตั้งให้?นายควง อภัยวงศ์?หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์?พรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี?เพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไปสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)

ต่อมาในการเลือกตั้งวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2491?พรรคประชาธิปัตย์ สามารถชนะการเลือกตั้งได้รับเสียงสูงสุดในสภาฯ นายควง อภัยวงศ์ ในฐานะ หัวหน้าพรรคได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบต่อ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่บ่งชี้ว่า ผู้มีอำนาจที่แท้จริงก็คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำให้เกิดการขัดแย้ง ..

อ่านต่อ??รัฐประหารครั้งที่?4

5.?รัฐประหาร 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494?นำโดยจอมพล?ป. พิบูลสงคราม?ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง

เป็นการรัฐประหารอีกครั้งที่เกิดในประเทศไทย?แต่เป็นรัฐประหารครั้งแรกที่เรียกได้ว่า เป็นการ?รัฐประหารตัวเอง?(ยึดอำนาจตัวเอง)?เหตุเนื่องจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม?นายกรัฐมนตรี อ้างว่าไม่ได้รับความสะดวกในการบริหารราชการแผ่นดิน เหตุสืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2492?อันเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ขณะนั้น ไม่เอื้อให้เกิดอำนาจ คือให้ผู้ที่เป็น สมาชิกวุฒิสภาจะเป็นข้าราชการประจำไม่ได้?การยึดอำนาจกระทำโดยไม่ใช้การเคลื่อนกำลังใด ๆ

ซึ่งการรัฐประหารครั้งนี้ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการกระทำที่ประหลาดที่สุดในโลก และเป็นเหตุให้พรรคฝ่ายค้าน คือ?พรรคประชาธิปัตย์?ได้ประกาศคว่ำบาตรรัฐบาลทุกประการ

อ่านต่อ??รัฐประหารครั้งที่ 5

6.?รัฐประหาร 16 กันยายน พ.ศ. 2500?นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์?ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม

ป็นการรัฐประหารที่ถือได้ว่าพลิกโฉมหน้าการเมืองไทยไปอีกรูปแบบหนึ่งเช่นเดียวกับการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2490 สืบเนื่องจากความแตกแยกกันระหว่างกลุ่มทหาร ที่นำโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์?ผู้บัญชาการทหารบก กับ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์?อธิบดีกรมตำรวจ?ที่ค้ำอำนาจของรัฐบาล จอมพล?ป. พิบูลสงคราม

มีการเลือกตั้งที่นับได้ว่ามีการโกงกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์?นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประชาชนร่วมกันเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้ง?จอมพล ป. นายกรัฐมนตรี สั่งประกาศภาวะฉุกเฉิน?และแต่งตั้งให้ จอมพลสฤษดิ์ เป็นผู้ปราบปรามการชุมนุม แต่เมื่อฝูงชนเดินทางมาถึงสะพานมัฆวานรังสรรค์แล้ว จอมพลสฤษดิ์กลับเป็นผู้นำเดินขบวน พาฝูงชนข้ามสะพานมัฆวานรังสรรค์

อ่านต่อ?รัฐประหารครั้งที่ 6

7. รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501?นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร?(ตามที่ตกลงกันไว้)

เกิดขึ้นหลังจากที่?จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์?ได้ทำการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2500?ล้มอำนาจเดิมของ?จอมพล ป. พิบูลสงคราม?แล้วได้มอบหมายให้?นายพจน์ สารสิน?เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดการเลือกตั้ง?มีการเลือกตั้งขึ้นในวันที่?15 ธันวาคม?พ.ศ. 2500?วันที่?1 มกราคม?พ.ศ. 2501พลโทถนอม กิตติขจร?จึงขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อมา

แต่ว่าการเมืองในรัฐสภาไม่สงบ เนื่องจากบรรดา?ส.ส.?เรียกร้องเอาผลประโยชน์และมีการขู่ว่าหากไม่ได้ตามที่ร้องขอจะถอนตัวจากการสนับสนุนรัฐบาล?เป็นต้น?พล.ท.ถนอม กิตติขจร?ก็ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้?พล.ท.ถนอม กิตติขจร?จึงประกาศลาออกในเวลาเที่ยงของวันเดียวกัน แต่ทว่ายังไม่ได้ประกาศให้แก่ประชาชนทราบโดยทั่วกัน จากนั้นจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์?ประกาศยึดอำนาจอีกครั้ง โดยอ้างถึงเหตุความมั่นคงของประเทศ ซึ่งมีลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังคุกคาม โดยมีคำสั่งคณะปฏิวัติให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495?ที่ใช้อยู่ขณะนั้น ยุบสภา ยกเลิกสถาบันทางการเมือง

อ่านต่อ?รัฐประหารครั้งที่ 7

8. รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514?นำโดย จอมพลถนอม กิตติขจร ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง

เป็นการรัฐประหารอีกครั้งในประเทศไทย?ที่เป็นการ?ยึดอำนาจตัวเอง?สาเหตุสืบเนื่องจากการที่สมาชิกพรรคสหประชาไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร?นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2512?นำโดย นายญวง เอี่ยมศิลา?ส.ส.จังหวัดอุดรธานี?ได้เรียกร้องผลประโยชน์ตอบแทนต่าง ๆ ตามที่จอมพลถนอมได้เคยสัญญาไว้ในช่วงเลือกตั้ง เมื่อไม่ได้รับการตอบแทนดังที่สัญญาไว้ ส.ส.เหล่านี้ได้ต่างพากันเรียกร้องต่าง ๆ นานา บ้างก็ขู่ว่าจะลาออก เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้เป็นเหตุให้ จอมพลถนอม หัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับฉายาสมัยนั้นว่า?“นายกฯคนซื่อ”?ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ในสภาฯ?ได้ จึงทำการยึดอำนาจตนเองขึ้น โดยไม่มีชื่อเรียกคณะรัฐประหารในครั้งนี้โดยเฉพาะเหมือนการรัฐประหารที่เคยมีมาในอดีต แต่เรียกตัวเองเพียงแค่ว่า?คณะปฏิวัติ

อ่านต่อ?รัฐประหารครั้งที่ 8

9. รัฐประหาร 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519?นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่?ยึดอำนาจรัฐบาล?ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

เนื่องจากเหตุการณ์การสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์?ท่าพระจันทร์?ที่เกิดขึ้นมาตลอดช่วงวันนั้นที่เรียกว่า?เหตุการณ์ 6 ตุลา?รัฐบาลพลเรือนโดย?หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช?นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม?ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยได้ คณะนายทหาร 3 เหล่าทัพและอธิบดีกรมตำรวจ?นำโดย พลเรือเอกสงัด ชลออยู่?ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จึงจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครองไว้ โดยใช้ชื่อว่า?คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน

อ่านต่อ?รัฐประหารครั้งที่ 9

10.รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520?นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร

เหตุเนื่องจากการที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินที่นำโดย พล.ร.อ.สงัด ได้ทำการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2519?เนื่องจากในเหตุการณ์ 6 ตุลา?และแต่งตั้ง นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี?โดยรัฐบาลนายธานินทร์มีภารกิจสำคัญที่จะต้องกระทำคือ การปฏิรูปการเมืองภายในระยะเวลา 12 ปี ซึ่งทางคณะปฏิรูปฯเห็นว่าล่าช้าเกินไป ประกอบกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในประเทศยังไม่สงบดีด้วย ดังนั้นจึงกระทำการรัฐประหารซ้ำอีกครั้ง ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นการ?รัฐประหารตัวเอง?เพื่อกระชับอำนาจก็ว่าได้

อ่านต่อ?รัฐประหารครั้งที่ 10

11. รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534?นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์?ยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ

บางครั้งเรียกว่า?เหตุการณ์ รสช.??โดย?คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ?หรือ?รสช.(National Peace Keeping Council – NPKC) ยึดอำนาจจากรัฐบาล?พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ?โดยมีเหตุผลหลายประการ เช่น?พฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวง,??ข้าราชการการเมือง ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงราชการประจำผู้ซื่อสัตย์สุจริต,??รัฐบาลเป็นเผด็จการทางรัฐสภา

อ่านต่อ?รัฐประหารครั้งที่?11

12. รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549?นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน?ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

?นำโดย?คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข?ซึ่งมีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลินเป็นหัวหน้าคณะ โดยโค่นล้มรักษาการนายกรัฐมนตรีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร?ซึ่งนับเป็นการก่อรัฐประหารเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี รัฐประหารครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนต่อมา หลังจากที่การเลือกตั้งเดือนเมษายนถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ดำเนินมายาวนานนับตั้งแต่เดือนกันยายน?พ.ศ. 2548?คณะรัฐประหารได้ยกเลิกการเลือกตั้งในเดือนตุลาคม ยกเลิกรัฐธรรมนูญ?สั่งยุบสภา?สั่งห้ามการประท้วงและกิจกรรมทางการเมือง ยับยั้งและเซ็นเซอร์สื่อ ประกาศใช้กฎอัยการศึก?และจับกุมสมาชิกคณะรัฐมนตรีหลายคน

อ่านต่อ?รัฐประหารครั้งที่?12

13. รัฐประหาร 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557?นำโดย พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา?เป็นการประกาศรัฐประหารเพื่อให้รัฐมนตรีรักษาการทั้งหมดหมดอำนาจ และเปลี่ยนผ่านสู่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่

เป็นเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทยที่มีผลทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เวลา 16.30 น. โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. (National Peace and Order Maintaining Council) ที่นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา?ผู้บัญชาการทหารบก?เป็นหัวหน้าคณะ นับเป็นการรัฐประหารครั้งที่ 13 ในประวัติศาสตร์ไทย

สองวันก่อนหน้านั้น พลเอก ประยุทธ์ ในนามของกองทัพบก ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก?ตั้งแต่เวลา 03:00 นาฬิกา ด้วยการอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457?ต่อมากองทัพบกได้ออกประกาศยุติการดำเนินการของศูนย์อำนายการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) และจัดตั้ง?กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย?(กอ.รส.) ขึ้นแทนโดยมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ผอ.รส.) และออกประกาศคำสั่ง และขอความร่วมมือในหลายเรื่องอย่างต่อเนื่องในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เช่น ขอให้ระงับการแพร่ภาพออกอากาศโทรทัศน์ดาวเทียมและวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับใบอนุญาต ขอความร่วมมือในการเผยแพร่เนื้อหาทางอินเทอร์เน็ต และเชิญประชุมข้าราชการระดับสูง ผู้นำกลุ่มการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองต่าง ๆ เป็นต้น

อ่านต่อ?รัฐประหารครั้งล่าสุด

ทั้งนี้ บางตำราระบุว่า การปิดสภาผู้แทนราษฎร และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เมื่อวันที่?1 เมษายน?พ.ศ. 2476?เป็นรัฐประหารครั้งแรกของไทย และมิได้แยกเหตุการณ์วันที่?6 เมษายน?พ.ศ. 2491?เป็นรัฐประหารอีกครั้ง

ขอบคุณข้อมูล วิกิพีเดีย

การเมืองงขาลง:วีรพงษ รามางกูร

ข่าวที่สร้างความประหลาดใจอย่างยิ่งสำหรับประชาชนอย่างพวกเราก็คือ ข่าวเรื่องประชาชนในจังหวัดภาคใต้เดินทางมาล้อมทำเนียบรัฐบาล เพื่อคัดค้านการที่รัฐบาลจะสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินจากอินโดนีเซียเป็นเชื้อเพลิง
ที่ประหลาดใจก็คือ ผู้ชุมนุมต่อต้านโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินจากอินโดนีเซียเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับกลุ่มที่ออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่แล้วโดยการเรียกร้องราคายางพารา หลายคนสามารถจำหน้าได้ เพราะเป็นกลุ่มที่สร้างบรรยากาศความวุ่นวาย โดยกองทัพใส่เกียร์ว่างประกาศวางตัวเป็น
กลางระหว่างกองทัพกับรัฐบาล ครั้งนี้ก็คงเหมือนกัน กองทัพวางตัวเป็นกลางระหว่างผู้ชุมนุมกับรัฐบาล พร้อมๆ กันนั้นรัฐบาลก็ตัดสินใจเลิกโครงการสร้างโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินจากอินโดนีเซีย แต่เพื่อรักษาหน้าของรัฐบาล รัฐบาลจึงประกาศว่ายังไม่เลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ ทั้งที่รัฐบาลได้ประกาศว่าถ่านหินจากอินโดนีเซียจะเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูกที่สุด สามารถควบคุมไม่ให้เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม สามารถตั้งมาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ และจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านพลังงานจากถ่านหินในเรื่องต่างๆ ได้อีกหลายๆ สาขา หรือที่นักวิชาการทางด้านพลังงานเรียกว่าเหตุผล 4E อันได้แก่ Economy Environment Emission Standard และ Engineering
ประเทศไทยไม่ใช่ไม่เคยมีโรงไฟฟ้าจากถ่านหิน นอกจากโรงไฟฟ้าลิกไนต์ที่แม่เมาะแล้ว ยังมีโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินจากอินโดนีเซียที่มาบตาพุด สปป.ลาวมีโรงไฟฟ้าจากถ่านหินลิกไนต์ 3 โรงที่เหมืองลิกไนต์ เมืองหงสา ห่างจากจังหวัดน่านประมาณ 150 กม. ห่างจากหลวงพระบางประมาณ 60 กม. และไม่มีปัญหามลภาวะแต่อย่างใด
การชุมนุมประท้วงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่จังหวัดกระบี่ จึงเป็นที่น่าสงสัยจากผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองหลายคนว่าเป็นสัญญาณ “การเมืองขาลง” ของรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ แต่เมื่อรัฐบาลยอมยกเลิกแผนการสร้างโรงไฟฟ้าที่กระบี่ ก็คงอนุมานว่ายังเป็นพวกเดียวกันอยู่ ยังไม่ใช่คนละพวก
ต่อมาก็เกิดกรณีวัดพระธรรมกาย ซึ่งก็คงจะเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองอีกเช่นกัน เพราะไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างปกติ เป็นเรื่องของวัดกับรัฐบาลซึ่งไม่มีเหตุผลที่รัฐบาลต้องทำ สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับลูกศิษย์ลูกหาของวัดพระธรรมกายทั่วประเทศและทั่วโลกรวมทั้งผู้คนที่ศรัทธาเลื่อมใสในวัดแห่งนี้ มิฉะนั้นคงจะไม่ได้รับเงินบริจาคมากมายขนาดนี้ รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนก็เคยกวาดล้างปราบปรามขบวนการฝ่าหลุนกง ซึ่งเป็นขบวนการที่ใช้ศาสนานำ เพราะกลัวอำนาจรัฐจะสั่นคลอน หรือไม่ก็ไม่ปรารถนาจะเห็นขบวนการเช่นว่านี้เติบใหญ่ แข่งกับขบวนการของฝ่าย “รัฐ”
แต่อย่างไรก็ตาม ที่น่าประหลาดใจก็คือตำรวจจำนวนมากพร้อมอาวุธกว่า 13 กองร้อย เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ อากาศยานไร้คนขับ รวมทั้งมีทหารปิดล้อมอยู่รอบด้านและประกาศให้พื้นที่วัดเป็นเขตปฏิบัติการพิเศษ ห้ามประชาชนเข้าออก แต่เมื่อตำรวจเข้าค้นวัดอย่างละเอียดก็ไม่สามารถจับกุมตัวหลวงพ่ออดีตเจ้าอาวาสวัดได้ แต่รัฐบาลทหารก็ถูกประณามจากชาวพุทธทั่วโลก ภาพตำรวจทหารบุกโจมตีวัดพุทธศาสนาแพร่กระจายไปทั่วโลกจนเป็นที่แปลกใจกับผู้คนที่ไม่ได้ติดตามข่าว
ทั้ง 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เป็นการทำลายความเชื่อมั่น เป็นการทำลายความขลังของคณะรัฐประหารหรือ คสช.เป็นอย่างมาก อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทย
วงจรความชั่วร้ายทางการเมืองที่นักวิชาการทางรัฐศาสตร์และทางประวัติศาสตร์ ขนานนามเอาไว้ว่าเป็นวงจรอุบาทว์ของสังคมไทยหรือ “vicious circle” คือ ปฏิวัติ>ร่างรัฐธรรมนูญ>เลือกตั้ง>รัฐบาลจากการเลือกตั้ง>ปฏิวัติ วนเวียนกันเป็นวงจรอุบาทว์อยู่อย่างนั้น ประเทศไทยไม่สามารถออกจากวงจรนี้ได้เลย อายุของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะสั้นกว่ารัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร แต่เมื่อเกิดการชุมนุมจากกลุ่มผู้ชุมนุมชุดเดียวกันกับที่เคยชุมนุมต่อต้านรัฐบาลก่อน เพื่อปูทางไปสู่การทำรัฐประหาร
การที่รัฐบาลทหารยอมแพ้และถอยจากสิ่งที่ผ่าน ครม.มาแล้วและได้ดำเนินการมาอย่างถูกต้องโดยง่าย เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับรัฐบาลเผด็จการทหารในการบริหารราชการแผ่นดิน ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่น่าเป็นเรื่องแปลก
เหตุการณ์ทั้ง 2 เหตุการณ์ บัดนี้ได้สร้างบรรยากาศที่กลับไปเหมือนบรรยากาศเมื่อก่อนการทำรัฐประหารทั้ง 2 ครั้ง กล่าวคือบรรยากาศที่รัฐบาลอ่อนแอ คนทั่วไปไม่เกรงกลัว ทหารใส่เกียร์ว่าง แม้ว่ายังไม่มีเสียงมาจากทหารว่ายังอยู่หรือไม่อยู่กับรัฐบาล
มีข้อสังเกตอีกอันหนึ่งก็คือ รัฐบาลเผด็จการทหารที่มาจากการทำปฏิวัติรัฐประหาร หัวหน้ารัฐบาลต้องเป็น ผบ.ทบ.ที่ยังไม่เกษียณอายุราชการ แม้เกษียณอายุราชการไปแล้วก็ต้องพยายามแก้กฎหมายให้สามารถต่ออายุราชการได้ แม้จะมีเสียงคัดค้านอย่างหนักจากพรรคประชาธิปัตย์ ดร.ถนัด คอมันตร์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยอมให้ พ.ร.บ.ต่ออายุราชการของ ผบ.ทบ.ได้ก็ต่อเมื่อมี “ข้อมูลใหม่” เท่านั้น เมื่อหัวหน้ารัฐบาลเกษียณอายุจากกองทัพแล้วไม่อาจจะอยู่ในตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลได้นาน จะต้องหาทางลงโดยจัดให้มีรัฐธรรมนูญถาวรและจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว แต่ครั้งนี้เกิดเหตุการณ์หลายอย่างที่รัฐบาลทหารชุดนี้ จะดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งโดยที่พรรคเพื่อไทยไม่ชนะการเลือกตั้ง เป็นเรื่องที่แม้จะทำได้แต่ก็เป็นการเสี่ยง เพราะถ้าเลือกตั้งแล้วพรรคเพื่อไทยชนะ หรือพรรคเพื่อไทยในชื่ออื่นยังชนะการเลือกตั้งอีก ก็ถือว่าการทำรัฐประหารครั้งนี้เป็นการกระทำที่ “เสียของ” อีก เหมือนกรณีที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ทำเมื่อปี 2547 ซึ่งกองทัพคงยอมไม่ได้หากมีการเลือกตั้งแล้วพรรคประชาธิปัตย์ยังแพ้เลือกตั้งให้กับพรรคเพื่อไทยอีก ลึกๆ แล้วพรรคประชาธิปัตย์คงไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง กลายเป็นพรรคหนีการเลือกตั้ง อยากเข้าร่วมกับรัฐบาลแต่งตั้งมากกว่า เพราะบัดนี้กลายเป็นพรรคที่ปฏิเสธประชาธิปไตยที่เคย “คว่ำบาตร” การเลือกตั้งมาแล้ว ครั้งนี้ก็ยังไม่แน่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเอาอย่างไร จะเอากับทหารหรือจะเอากับฝ่ายประชาธิปไตย
บรรยากาศการเมืองที่เปลี่ยนไปจากการที่เคยกลัวปากกระบอกปืน กลัวการเยือนของรถถังมาที่บ้าน กลัวการอุ้มและการถูกเรียกไปปรับทัศนคติ ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเสียแล้ว
ความผิดหวังของคนชั้นกลาง เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่เคยต่อต้านขบวนการ “ทักษิณ” ภาวะทางเศรษฐกิจเลวลง ธุรกิจส่งออกล้มหายตายจากไปทุกเดือน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา น้ำมันปาล์ม อ้อยและน้ำตาล หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น ไม่ได้กระทบแต่คน “รากหญ้า” เสื้อแดงเท่านั้น แต่กระทบต่อคนชั้นสูงและคนชั้นกลาง เสื้อเหลืองรวมทั้งพวกสลิ่มด้วย
สถานการณ์เศรษฐกิจที่เลวลงตามวัฏจักร กำลังลามจากภาคเศรษฐกิจบันเทิงสื่อสารไปสู่ภาคส่งออก จากภาคส่งออกก็ลามไปธุรกิจเกษตรกรรม อันได้แก่ กสิกรรมและการประมง ทั้งในทะเลและชายฝั่ง เพราะยุโรปและอเมริกาหาเรื่องจะกีดกันสินค้าจากประเทศที่มิได้มีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยไม่ออกวีซ่าให้ผู้นำระดับสูงเดินทางไปเจรจาทวิภาคีได้ ไปได้แต่การประชุมขององค์การระหว่างประเทศเท่านั้น เศรษฐกิจจึงเป็นเศรษฐกิจขาลง การปลดคนงานและการลดคนงานของธุรกิจต่างๆ คงจะเริ่มในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานคนไทยที่มีการศึกษาหรือที่เรียกว่าแรงงานมีฝีมือ skilled workers หรือแรงงานที่มีการศึกษา ส่วนแรงงานที่ไม่มีฝีมือหรือ unskilled workers ที่อยู่ในมือของแรงงานต่างชาติก็คงเป็นงานที่คนต่างชาติทำต่อไป เพราะเป็นงานที่คนไทยไม่ยอมทำแล้วแม้ตนจะว่างงานก็ตาม
คนว่างงานของคนไทยในเมืองสมัยก่อนไม่เป็นปัญหา เพราะสามารถกลับไปบ้านเพื่อทำการเกษตรกับบิดามารดาที่บ้านได้ แต่เดี๋ยวนี้แรงงานที่ออกจากภาคเกษตรมาทำงานในเมืองนั้น ได้ตัดขาดจากครอบครัวในภาคเกษตรเสียแล้ว เพราะเป็นคนละรุ่น พ่อแม่ที่อยู่ในภาคเกษตรได้ล้มหายตายจากไปแล้ว ภาคเกษตรก็ใช้เครื่องจักรเกือบหมดแล้ว ตั้งแต่การไถ หว่าน ปักดำ เกี่ยว สี ทั้งหมดทำด้วยเครื่องจักรทั้งสิ้น เพราะราคาถูกกว่าการใช้แรงงาน แม้จะเป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม ชาวนาที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอย่างเมื่อ 30-50 ปีก่อนไม่มีให้เห็นอย่างที่สื่อมวลชนรุ่นใหม่จินตนาการแล้ว
แต่ถ้าทางการออกไปสำรวจก็จะได้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อที่ถือครอง ผลผลิตต่อไร่ ราคาและอื่นๆ ยิ่งถ้าเป็นรายงานจากผู้ว่าราชการจังหวัดหรือข้าราชการก็จะยิ่งไม่ตรงความจริงหนักขึ้นอีก เพราะทุกอย่างต้องการงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั้งนั้น และถ้าไม่ได้ก็จะเป็นตัวเร่งให้การเมืองเป็นขาลงเร็วยิ่งขึ้น
บรรยากาศการชุมนุมประท้วงต่อไปนี้จะมีบ่อยขึ้น ข่าวทหารเกียร์ว่าง ตำรวจเกียร์ว่าง ทหารขอเป็น
กลาง จะเป็นเรื่องที่ได้ยินบ่อยขึ้น ตามวัฏจักรอุบาทว์ของการเมืองไทย เผด็จการไม่มีปืนก็จบกันเท่านั้น
คราวนี้วงจรอาจจะสั้นกว่าเก่าก็ได้