PR
วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560
97:27 มติสปท.ผ่าน เปเปอร์ลดวาระกำนัน-ผญบ. สปท.อดีตผู้ว่าฯแห่ลุกค้าน
เมื่อเวลา 13.15 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสปท.ที่มีน.ส.วลัยลักษณ์ ศรีอรุณ รองประธานสปท.คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานของคณะกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง “ข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อประกอบการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2557 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ตำแหน่งกำนันวาระการดำรงตำแหน่งกำนัน และการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน และร่าง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่…) พ.ศ…..” มีสาระสำคัญคือ การลดวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันจากเดิมให้อยู่ในตำแหน่งจนถึงอายุ 60 ปี เหลือให้ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี โดยให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนที่เลือกจากผู้ใหญ่บ้านในตำบลนั้นๆที่ลงสมัครรับเลือกเป็นกำนัน ให้อยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 5 ปี ไม่จำกัดวาระ เพื่อให้กำนันที่ได้รับเลือกจากประชาชนได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่ ไม่เกิดการผูกขาดอำนาจและสั่งสมอิทธิพลในพื้นที่ รวมทั้งการให้ประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ใหญ่บ้านทุก 3 ปี จากเดิม 5 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกสปท.ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสปท.อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด อาทิ นายปรีชา บุตรศรี นายศานิตย์ นาคสุขศรี นายธงชัย ลืออดุลย์ นายธวัชชัย ฟักอังกูร ต่างอภิปรายแสดงความไม่เห็นด้วยกับรายงานของกมธ.การเมืองที่เสนอให้กำนันอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5ปี เพราะจะสร้างความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายประชาชนในพื้นที่เป็นกลุ่มๆ จึงไม่อยากให้นำเรื่องการเมืองระดับชาติมาเชื่อมโยงกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยวาระการทำงาน 5ปี เป็นการทำงานที่สั้นเกินไป ทำให้ไม่มีความต่อเนื่องในการทำงาน ควรให้อยู่ในตำแหน่งถึงอายุ 60ปีตามเดิม ยิ่งให้เลือกตั้งบ่อยๆจะยิ่งสิ้นเปลืองงบประมาณ
ด้าน นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานสปท.การเมือง กล่าวยืนยันว่า ข้อเสนอสปท.การเมืองกลั่นกรองอย่างรอบคอบ ขอให้สมาชิกถอดหัวโขนเดิมออก เพราะหากไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงยึดติดแนวคิดเดิม การปฏิรูปจะเกิดไม่ได้ หากปล่อยให้กำนันอยู่ในอำนาจแบบผูกขาดถึงอายุ 60 ปี ถ้าได้คนไม่ดีจะทำอย่างไร แต่ถ้าให้อยู่ในวาระ 5 ปี จะทำให้กำนันมีความกระตือรือร้นในการทำงาน ถ้าเลือกแล้วยอมรับกติกา การเลือกตั้งก็จะไม่ทำให้เกิดแตกแยก ขณะที่ นายวิทยา แก้วภราดัย สปท.การเมือง กล่าวว่า ตนเป็นคนเสนอเรื่องนี้เอง ซึ่งที่ผ่านมาข้อเสนอใดที่ไปกระทบกับกระทรวงมหาดไทยมักมีปัญหาทุกครั้ง แต่แนวทางที่กมธ.เสนอเป็นวิธีที่ประนีประนอมแล้ว ถ้ากำนันทำงานดี จะได้รับการเลือกตั้งต่อไป และแก้ปัญหาการเข้าสู่ตำแหน่งกำนันที่แลกด้วยผลประโยชน์ จึงขอให้สปท.กล้าปฏิรูป เพราะแม้แต่คนที่ออกมาคัดค้านบางคนเคยพูดกับตนว่า เลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านที่สมุย หมดไป 7 ล้านบาท
กระทั่งเวลา 17.15 น.ภานหลังจากที่ประชุมใช้เวลาพิจารณานาน 4 ชั่วโมง ที่สุดประชุมลงมติเห็นชอบรายงานฉบับดังกล่าวด้วยคะแนน 91 ต่อ 27 งดออกเสียง 32 โดยให้ส่งรายงานความเห็นให้ครม.รับไปดำเนินการต่อไป
ล้างบางกระทรวงเกษตรฯ..
“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ สืบเนื่องจาก นายธีรภัทร ไม่สามารถทำงานหรือสั่งการลูกน้อง ข้าราชการใต้บังคับบัญชาได้ และงานหลายอย่างที่ รมว.เกษตรฯ สั่งการและมอบหมายให้ นายธีรภัทร ดำเนินการและรับผิดชอบไม่มีความคืบหน้า ทำให้รัฐมนตรีค่อนข้างไม่พอใจผลการทำงานของ นายธีรภัทร ค่อนข้างมาก”
(แนวหน้าออนไลน์)วันที่ 10 เมษายน มีรายงานข่าวถึงกรณีมีกระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีแผนปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่มาจากสายทหาร พร้อมกับให้มีการปรับย้ายผู้บริหารในกระทรวงต่างๆ ที่มีผลงานไม่คืบหน้าว่า นอกจากการเตรียมปรับ ครม.เศรษฐกิจแล้ว ในส่วนของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาจมีการปรับโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เตรียมโยก นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ไปดำรงตำแหน่งในสำนักนายกรัฐมนตรี จนกว่าจะมีตำแหน่งที่เหมาะสมรองรับ พร้อมกับให้ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน เนื่องจากมีผลงานที่นายกรัฐมนตรีหยิบยกไปพูดถึงบ่อยครั้ง เช่น เรื่องแผนการทำเกษตรเหมาะสมกับสภาพดินและน้ำ (Agri Map) ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปภาคการเกษตรที่ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม
“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ สืบเนื่องจาก นายธีรภัทร ไม่สามารถทำงานหรือสั่งการลูกน้อง ข้าราชการใต้บังคับบัญชาได้ และงานหลายอย่างที่ รมว.เกษตรฯ สั่งการและมอบหมายให้ นายธีรภัทร ดำเนินการและรับผิดชอบไม่มีความคืบหน้า ทำให้รัฐมนตรีค่อนข้างไม่พอใจผลการทำงานของ นายธีรภัทร ค่อนข้างมาก”
รายงานข่าวระบุอีกว่า นอกจากตำแหล่งปลัดกระทรวงเกษตรฯแล้ว พล.อ.ฉัตรชัย ยังจะพิจารณาปรับย้ายตำแหน่งอธิบดีที่ไม่ผ่านการประเมินผลงานอีกหลายกรม เพื่อให้การทำงานลงสู่เกษตรกรได้รวดเร็ว และสนองนโยบายให้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไรก็ตาม การปรับย้ายทั้งหมดน่าจะเกิดขึ้นภายหลังจากผ่านพ้นงานพระราชพิธีวันพืชมงคลไปแล้ว
“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ สืบเนื่องจาก นายธีรภัทร ไม่สามารถทำงานหรือสั่งการลูกน้อง ข้าราชการใต้บังคับบัญชาได้ และงานหลายอย่างที่ รมว.เกษตรฯ สั่งการและมอบหมายให้ นายธีรภัทร ดำเนินการและรับผิดชอบไม่มีความคืบหน้า ทำให้รัฐมนตรีค่อนข้างไม่พอใจผลการทำงานของ นายธีรภัทร ค่อนข้างมาก”
รายงานข่าวระบุอีกว่า นอกจากตำแหล่งปลัดกระทรวงเกษตรฯแล้ว พล.อ.ฉัตรชัย ยังจะพิจารณาปรับย้ายตำแหน่งอธิบดีที่ไม่ผ่านการประเมินผลงานอีกหลายกรม เพื่อให้การทำงานลงสู่เกษตรกรได้รวดเร็ว และสนองนโยบายให้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไรก็ตาม การปรับย้ายทั้งหมดน่าจะเกิดขึ้นภายหลังจากผ่านพ้นงานพระราชพิธีวันพืชมงคลไปแล้ว
วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2560
ประกายไฟ ไหม้ลามทุ่ง จาก”รถกระบะ”
ประกายไฟ ไหม้ลามทุ่ง จาก”รถกระบะ”
| เผยแพร่ |
|---|
หากสรุปว่า การเคลื่อนไหวอันเนื่องแต่”รถกระบะ”หรือ”ปิกอัพ”ดำเนินไปอย่างมีลักษณะ “มวลชน”
นายสนธิ ลิ้มทองกุล จะ”แย้ง”หรือไม่
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะ”แย้ง”หรือไม่
ยิ่งกว่านั้น นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ จะ “แย้ง”หรือไม่
เพราะว่าการเคลื่อนไหว”กลุ่มรถกระบะ”มีความต่าง
1 ไม่ได้มีการชุมนุม ไม่ได้มีการตั้งเวทีและขึ้นปราศรัย และที่สำคัญ 1 คือ ไม่มี “ผู้นำ”
ไม่มี “พระเอก” ไม่มีตัวชูโรง “เรียกแขก”
แต่ถามว่าเป็น “ปฏิกิริยา” ที่มีเป้าหมายและดำเนินไปอย่างมีลักษณะ “รวมศูนย์” หรือไม่
ตอบได้เลยว่ามี นั่นก็คือ คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 14/2560
ตอบได้เลยว่ามี นั่นก็คือ “มาตรา 44”
ต้องยอมรับว่า มาตรการจากคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 14/2560 อันเป็นไปตามอำนาจของ “มาตรา 44″นั้นเอง
เป็นตัว”จุดชนวน”
จากจุดเล็กๆในแบบ “ปัจเจก” แล้วก็ขยายกว้างออกไปเป็นความรู้สึก “ร่วม”
ปมเงื่อนก็คือ ความรู้สึกอึดอัด คับข้องใจ
เป็นความอึดอัดเพราะเห็นว่าเป็นคำสั่งซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงแห่ง”วิถีชีวิต”
บังเอิญ “รถกระบะ” สัมพันธ์กับ “ชาวบ้าน”
การส่งต่อในทางความคิด ความรู้สึกจึงดำเนินไปเหมือนกับเป็น
ประกายไฟน้อยๆ ไหม้ลามทุ่ง
ก็เห็นกันแล้วว่า ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในห้วงก่อนสงกรานต์นี้ดำเนินไปอย่างเป็นไปเอง
ไม่มีหัวหน้า ไม่มีผู้นำ
ไม่ได้เป็นการอัดฉีดทั้งในทางความคิด ทั้งในทางเงินทุนมาจากพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง
เป็นเรื่องของประชาชน เป็นเรื่องของชาวบ้าน
จึงเป็นการเคลื่อนไหว”มวลชน”อย่างทรงพลานุภาพเด่นชัด
นายกฯแจง อนุโลม เก๋งเบาะหลังไม่ต้องคาดเบลล์ได้
นายกฯแจง อนุโลม เก๋งเบาะหลังไม่ต้องคาดเบลล์ได้ – ส่วนกระบะนั่งท้ายได้แค่ 6 คน·
(7 เมษายน2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยกล่าวช่วงหนึ่งว่า
“ทุกคนทราบดี ที่ผ่านมา ทุกเทศกาลวันหยุดยาว เราจะได้พบเห็นอุบัติเหตุบนท้องถนน เป็นจำนวนมาก สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่ญาติ พ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุบัติเหตุใหญ่ๆ ที่ต้องมีคนเจ็บคนตายจำนวนมาก ไม่ว่าจะรถบัส – รถตู้ – รถกระบะที่มีคนนั่งท้าย พวกเมาแล้วขับ สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น พวกเจ็บหรือเสียชีวิต เพราะไม่คาดเข็มขัดนิรภัย พวกขับรถเร็วเกินไป คึกคะนอง และอีกมากมายทำไมเราต้องปล่อยให้เหตุการณ์แบบนั้น เกิดขึ้นซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ครับ ผมเข้าใจดี พี่น้องประชาชนจะต้องเดินทาง กลับภูมิลำเนา หรือไปเที่ยวตามที่ต่างๆ รวมถึง การฉลองเทศกาลสงกรานต์ จำนวนมากที่เดินทางโดยรถไฟ รถบัสโดยสาร รถตู้ และ จำนวนมากที่เดินทางด้วยรถส่วนตัว รถปิคอัพ นั่งท้ายบ้าง ไม่นั่งบ้าง จะให้ไปนั่งรถทัวร์ หรือรถโดยสาร ก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย หรือ ตั๋วเต็ม หาไม่ได้ ก็ไม่ได้กลับบ้าน จริงๆ แล้ว ถ้าทุกคนเคารพกฎหมาย กฎจราจร ซึ่งมีบังคับใช้ตามปกติอยู่แล้ว การบาดเจ็บสูญเสีย ก็จะไม่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะรถอะไร หากทุกคนระมัดระวัง คิดถึงผู้อื่น จะรู้ได้เองว่า ควรจะป้องกันได้อย่างไร อย่าหวังพึ่งกฎหมายอย่างเดียว เจ้าหน้าที่ทำงานหนักอยู่แล้ว ด้วยความเข้าอกเข้าใจประชาชน
ผมเข้าใจดีครับ หากบังคับใช้กฎหมายกันอย่างเต็มที่ ก็จะสร้างความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องประชาชน มากเกินไป เจ้าหน้าที่ก็จะอะลุ่มอล่วยให้ ในบางส่วน ดังที่ทางตำรวจได้ชี้แจงไปแล้ว เช่น…เพื่อ
“สร้างวินัยการจราจร” ที่ถูกต้อง ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารที่นั่งเบาะหน้า ทั้งรถส่วนบุคคล และรถแท็กซี่จะต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ตามกฎหมาย แต่จะอนุโลมผู้ที่นั่งเบาะหลัง หรือที่ยังไม่มีเข็มขัดนิรภัย ส่วนรถโดยสารสาธารณะ -รถแท๊กซี่- รถตู้ – รถบัส ต้องคาดเข็มขัด ทุกที่นั่ง และรถกระบะ อนุโลมให้นั่งท้ายกระบะได้ ไม่เกิน 6 คน แต่ห้ามนั่งบนขอบ หรือ ท้ายกระบะ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ มีอยู่แล้วในอดีต แต่บังคับใช้ไม่ได้มาเป็นเวลานาน ค่อยๆ แก้ไขกันนะครับ ทั้งตัวเอง เจ้าหน้าที่ และรัฐบาล สิ่งที่ผมขอเน้นย้ำ คือ “ผู้ขับขี่” ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุ “ทั้งปวง” ต้องไม่ดื่มสุรา ไม่ประมาท ไม่โทร ไม่แชท พักผ่อนให้เพียงพอ ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด และ รักษาวินัยจราจร “ผู้โดยสาร” ควรป้องกันตัวเอง ด้วยการคาดเข็มขัดนิรภัย “ทุกคน” “รถทุกคันบนถนน” ทั้งรถจักรยานยนต์, รถยนต์ส่วนบุคคล และรถโดยสารสาธารณะ ทุกประเภท ต้องตรวจสภาพให้พร้อม ก่อนออกเดินทาง”
/////////
เกิดผล แก้วเกิด
รถกระบะ นั่งแคป และ ท้ายกระบะได้หรือไม่
วันนี้ไปบันทึกเทป รายการ "เผชิญหน้า" ช่อง สปริงนิวส์
ในประเด็น เรื่อง รถกระบะ นั่งแคป และ นั่งกระบะหลังได้หรือไม่
โดยมี พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง มาร่วมรายกายด้วย
ผมและ ผู้การทางหลวง มีความเห็นทางกฎหมายตรงกันดังนี้
1.กระบะบรรทุก ก็ดี กระบะส่วนบุคคลก็ดี สามารถใช้บรรทุกผู้โดยสาร และสิ่งของได้เหมือนกัน เพราะมีข้อยกเว้น ให้รถที่จดทะเบียนทั้งสองประเภทนี้ ใช้แทนกันได้ โดยไม่ต้องไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกับขนส่งแต่อย่างใด ซึ่งเป็นไปตาม พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม ปี 2557 ในมาตรา 21(3/1)
ประเด็นนี้ ค่อนข้างชัดเจน ทั้ง 2 คน ว่า นั่งได้ 100 %
ตำรวจที่จับกุม คนนั่งแคป โดยไม่ศึกษามาตรา 21(3/1) อาจถูกฟ้องร้องข้อหาปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ได้
ส่วนตำรวจที่จับกุมไปแล้ว และประชาชน เสียค่าปรับไปแล้ว ก็เอาเงินไปคืนประชาชนซะ
2. ประเด็นเรื่อง ประชาชนนั่งท้ายกระบะได้ หรือไม่
ในประเด็นนี้ ผมและ ท่านผู้การ เห็นตรงกัน ว่า กระบะท้าย ไม่ใช่ที่นั่งสำหรับผู้โดยสาร แต่ พรบ.จราจรทางบก มาตรา 20 อนุโลมให้นั่งได้ เพราะกฎหมาย 20 บัญญัติว่า
มาตรา ๒๐ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถบรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของต้องจัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้ คน สัตว์ หรือสิ่งของที่บรรทุกตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวไปจากรถ อันอาจก่อเหตุเดือดร้อน รำคาญ ทำให้ทางสกปรกเปรอะเปื้อน ทำให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ประชาชน หรือก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
ดังนั้น ถ้าคนขับรถจัดการป้องกันให้คน สัตว์ สิ่งของ ไม่ตกลงจากรถ เช่น ทำหลังคารถ ราวเหล็ก หรือคอกกั้น เพื่อป้องกันคนตกหล่น ย่อมไม่เป็นความผิด
ท่านผู้การทางหลวง พูดคุยในรายการว่า ได้สั่งการให้ตำรวจทางหลวงทุกคนทราบแล้ว ว่าห้ามจับกุม คนนั่งแคป และนั่งกระบะ ที่มีหลังคา หรือ คอก เด็ดขาด ซึ่งตำรวจทางหลวงรับทราบทุกนายแล้ว
ถ้าประชาชนคนไหนถูกตำรวจทางหลวงจับ ตามข้อ 1 และ 2 บอกผมนะครับ
ผมจะฟ้องกลับให้ และจะขอหมายเรียก พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง มาเป็นพยานในคดีนี้ให้ และ เพื่อป้องกันท่านลืมคำพูด ผมจะขอหมายเรียกเทปบันทึกรายการ "เผชิญหน้า"ไปยันต่อท่านผู้การด้วย
รายการ "เผชิญหน้า ออกอากาศ คืนนี้ ที่ช่องสปริงนิวส์ อย่าลืมบันทึกเทป เอาไว้ให้ตำรวจทางหลวงดูด้วยนะครับ
/////////
จากการที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมแถลงข่าวพร้อม พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง นายกอบชัย บุญอรณะ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย พ.ต.อ.ทินกร ณัฏฐมั่งคั่ง รองผู้บังคับการตำรวจจราจรและ นายสนิท พรหมวง อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เกี่ยวกับรายละเอียดใน ม.44 ฉบับที่14/2560 เกี่ยวกับกฎการบังคับใช้รถกระบะ ว่าห้ามนั่งบนท้ายกระบะหรือ แคปของรถกระบะ
จนทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างมากกับประชาชนส่วนใหญ่ ที่ใช้รถกระบะในชีวิตประจำวันเพราะได้รับผลกระทบโดยตรงกับกฎหมายนี้ ต่อมาเมื่อวันที่ 6 เม.ย. 60 ทนาย เกิดผล แก้วเกิด ได้ออกมาพูดเรื่องนี้ว่า “ในประเด็น เรื่อง รถกระบะ นั่งแคป และ นั่งกระบะหลังได้หรือไม่ โดยมี พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง มาร่วมรายกายด้วย ผมและ ผู้การทางหลวง มีความเห็นทางกฎหมายตรงกันดังนี้ 1.กระบะบรรทุก ก็ดี กระบะส่วนบุคคลก็ดี สามารถใช้บรรทุกผู้โดยสาร และสิ่งของได้เหมือนกัน
เพราะมีข้อยกเว้น ให้รถที่จดทะเบียนทั้งสองประเภทนี้ ใช้แทนกันได้ โดยไม่ต้องไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกับขนส่งแต่อย่างใด ซึ่งเป็นไปตาม พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม ปี 2557 ในมาตรา 21(3/1) ประเด็นนี้ ค่อนข้างชัดเจน ทั้ง 2 คน ว่า นั่งได้ 100 % ตำรวจที่จับกุม คนนั่งแคป โดยไม่ศึกษามาตรา 21(3/1) อาจถูกฟ้องร้องข้อหาปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ได้ ส่วนตำรวจที่จับกุมไปแล้ว และประชาชน เสียค่าปรับไปแล้ว ก็เอาเงินไปคืนประชาชนซะ 2. ประเด็นเรื่อง ประชาชนนั่งท้ายกระบะได้ หรือไม่ ในประเด็นนี้ ผมและ ท่านผู้การ เห็นตรงกัน ว่า กระบะท้าย ไม่ใช่ที่นั่งสำหรับผู้โดยสาร แต่ พรบ.จราจรทางบก มาตรา 20 อนุโลมให้นั่งได้
เพราะกฎหมาย 20 บัญญัติว่า มาตรา ๒๐ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถบรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของต้องจัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้ คน สัตว์ หรือสิ่งของที่บรรทุกตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวไปจากรถ อันอาจก่อเหตุเดือดร้อน รำคาญ ทำให้ทางสกปรกเปรอะเปื้อน ทำให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ประชาชน หรือก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ดังนั้น ถ้าคนขับรถจัดการป้องกันให้คน สัตว์ สิ่งของ ไม่ตกลงจากรถ เช่น ทำหลังคารถ ราวเหล็ก หรือคอกกั้น เพื่อป้องกันคนตกหล่น ย่อมไม่เป็นความผิด
ท่านผู้การทางหลวง พูดคุยในรายการว่า ได้สั่งการให้ตำรวจทางหลวงทุกคนทราบแล้ว ว่าห้ามจับกุม คนนั่งแคป และนั่งกระบะ ที่มีหลังคา หรือ คอก เด็ดขาด ซึ่งตำรวจทางหลวงรับทราบทุกนายแล้ว ถ้าประชาชนคนไหนถูกตำรวจทางหลวงจับ ตามข้อ 1 และ 2 บอกผมนะครับ ผมจะฟ้องกลับให้ และจะขอหมายเรียก พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง มาเป็นพยานในคดีนี้ให้ และ เพื่อป้องกันท่านลืมคำพูด ผมจะขอหมายเรียกเทปบันทึกรายการ ดัง ไปยันต่อท่านผู้การด้วย”
(7 เมษายน2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยกล่าวช่วงหนึ่งว่า
“ทุกคนทราบดี ที่ผ่านมา ทุกเทศกาลวันหยุดยาว เราจะได้พบเห็นอุบัติเหตุบนท้องถนน เป็นจำนวนมาก สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่ญาติ พ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุบัติเหตุใหญ่ๆ ที่ต้องมีคนเจ็บคนตายจำนวนมาก ไม่ว่าจะรถบัส – รถตู้ – รถกระบะที่มีคนนั่งท้าย พวกเมาแล้วขับ สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น พวกเจ็บหรือเสียชีวิต เพราะไม่คาดเข็มขัดนิรภัย พวกขับรถเร็วเกินไป คึกคะนอง และอีกมากมายทำไมเราต้องปล่อยให้เหตุการณ์แบบนั้น เกิดขึ้นซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ครับ ผมเข้าใจดี พี่น้องประชาชนจะต้องเดินทาง กลับภูมิลำเนา หรือไปเที่ยวตามที่ต่างๆ รวมถึง การฉลองเทศกาลสงกรานต์ จำนวนมากที่เดินทางโดยรถไฟ รถบัสโดยสาร รถตู้ และ จำนวนมากที่เดินทางด้วยรถส่วนตัว รถปิคอัพ นั่งท้ายบ้าง ไม่นั่งบ้าง จะให้ไปนั่งรถทัวร์ หรือรถโดยสาร ก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย หรือ ตั๋วเต็ม หาไม่ได้ ก็ไม่ได้กลับบ้าน จริงๆ แล้ว ถ้าทุกคนเคารพกฎหมาย กฎจราจร ซึ่งมีบังคับใช้ตามปกติอยู่แล้ว การบาดเจ็บสูญเสีย ก็จะไม่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะรถอะไร หากทุกคนระมัดระวัง คิดถึงผู้อื่น จะรู้ได้เองว่า ควรจะป้องกันได้อย่างไร อย่าหวังพึ่งกฎหมายอย่างเดียว เจ้าหน้าที่ทำงานหนักอยู่แล้ว ด้วยความเข้าอกเข้าใจประชาชน
ผมเข้าใจดีครับ หากบังคับใช้กฎหมายกันอย่างเต็มที่ ก็จะสร้างความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องประชาชน มากเกินไป เจ้าหน้าที่ก็จะอะลุ่มอล่วยให้ ในบางส่วน ดังที่ทางตำรวจได้ชี้แจงไปแล้ว เช่น…เพื่อ
“สร้างวินัยการจราจร” ที่ถูกต้อง ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารที่นั่งเบาะหน้า ทั้งรถส่วนบุคคล และรถแท็กซี่จะต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ตามกฎหมาย แต่จะอนุโลมผู้ที่นั่งเบาะหลัง หรือที่ยังไม่มีเข็มขัดนิรภัย ส่วนรถโดยสารสาธารณะ -รถแท๊กซี่- รถตู้ – รถบัส ต้องคาดเข็มขัด ทุกที่นั่ง และรถกระบะ อนุโลมให้นั่งท้ายกระบะได้ ไม่เกิน 6 คน แต่ห้ามนั่งบนขอบ หรือ ท้ายกระบะ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ มีอยู่แล้วในอดีต แต่บังคับใช้ไม่ได้มาเป็นเวลานาน ค่อยๆ แก้ไขกันนะครับ ทั้งตัวเอง เจ้าหน้าที่ และรัฐบาล สิ่งที่ผมขอเน้นย้ำ คือ “ผู้ขับขี่” ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุ “ทั้งปวง” ต้องไม่ดื่มสุรา ไม่ประมาท ไม่โทร ไม่แชท พักผ่อนให้เพียงพอ ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด และ รักษาวินัยจราจร “ผู้โดยสาร” ควรป้องกันตัวเอง ด้วยการคาดเข็มขัดนิรภัย “ทุกคน” “รถทุกคันบนถนน” ทั้งรถจักรยานยนต์, รถยนต์ส่วนบุคคล และรถโดยสารสาธารณะ ทุกประเภท ต้องตรวจสภาพให้พร้อม ก่อนออกเดินทาง”
/////////
เกิดผล แก้วเกิด
วันนี้ไปบันทึกเทป รายการ "เผชิญหน้า" ช่อง สปริงนิวส์
ในประเด็น เรื่อง รถกระบะ นั่งแคป และ นั่งกระบะหลังได้หรือไม่
โดยมี พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง มาร่วมรายกายด้วย
ผมและ ผู้การทางหลวง มีความเห็นทางกฎหมายตรงกันดังนี้
1.กระบะบรรทุก ก็ดี กระบะส่วนบุคคลก็ดี สามารถใช้บรรทุกผู้โดยสาร และสิ่งของได้เหมือนกัน เพราะมีข้อยกเว้น ให้รถที่จดทะเบียนทั้งสองประเภทนี้ ใช้แทนกันได้ โดยไม่ต้องไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกับขนส่งแต่อย่างใด ซึ่งเป็นไปตาม พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม ปี 2557 ในมาตรา 21(3/1)
ประเด็นนี้ ค่อนข้างชัดเจน ทั้ง 2 คน ว่า นั่งได้ 100 %
ตำรวจที่จับกุม คนนั่งแคป โดยไม่ศึกษามาตรา 21(3/1) อาจถูกฟ้องร้องข้อหาปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ได้
ส่วนตำรวจที่จับกุมไปแล้ว และประชาชน เสียค่าปรับไปแล้ว ก็เอาเงินไปคืนประชาชนซะ
2. ประเด็นเรื่อง ประชาชนนั่งท้ายกระบะได้ หรือไม่
ในประเด็นนี้ ผมและ ท่านผู้การ เห็นตรงกัน ว่า กระบะท้าย ไม่ใช่ที่นั่งสำหรับผู้โดยสาร แต่ พรบ.จราจรทางบก มาตรา 20 อนุโลมให้นั่งได้ เพราะกฎหมาย 20 บัญญัติว่า
มาตรา ๒๐ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถบรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของต้องจัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้ คน สัตว์ หรือสิ่งของที่บรรทุกตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวไปจากรถ อันอาจก่อเหตุเดือดร้อน รำคาญ ทำให้ทางสกปรกเปรอะเปื้อน ทำให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ประชาชน หรือก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
ดังนั้น ถ้าคนขับรถจัดการป้องกันให้คน สัตว์ สิ่งของ ไม่ตกลงจากรถ เช่น ทำหลังคารถ ราวเหล็ก หรือคอกกั้น เพื่อป้องกันคนตกหล่น ย่อมไม่เป็นความผิด
ท่านผู้การทางหลวง พูดคุยในรายการว่า ได้สั่งการให้ตำรวจทางหลวงทุกคนทราบแล้ว ว่าห้ามจับกุม คนนั่งแคป และนั่งกระบะ ที่มีหลังคา หรือ คอก เด็ดขาด ซึ่งตำรวจทางหลวงรับทราบทุกนายแล้ว
ถ้าประชาชนคนไหนถูกตำรวจทางหลวงจับ ตามข้อ 1 และ 2 บอกผมนะครับ
ผมจะฟ้องกลับให้ และจะขอหมายเรียก พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง มาเป็นพยานในคดีนี้ให้ และ เพื่อป้องกันท่านลืมคำพูด ผมจะขอหมายเรียกเทปบันทึกรายการ "เผชิญหน้า"ไปยันต่อท่านผู้การด้วย
รายการ "เผชิญหน้า ออกอากาศ คืนนี้ ที่ช่องสปริงนิวส์ อย่าลืมบันทึกเทป เอาไว้ให้ตำรวจทางหลวงดูด้วยนะครับ
/////////
จากการที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมแถลงข่าวพร้อม พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง นายกอบชัย บุญอรณะ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย พ.ต.อ.ทินกร ณัฏฐมั่งคั่ง รองผู้บังคับการตำรวจจราจรและ นายสนิท พรหมวง อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เกี่ยวกับรายละเอียดใน ม.44 ฉบับที่14/2560 เกี่ยวกับกฎการบังคับใช้รถกระบะ ว่าห้ามนั่งบนท้ายกระบะหรือ แคปของรถกระบะ
จนทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างมากกับประชาชนส่วนใหญ่ ที่ใช้รถกระบะในชีวิตประจำวันเพราะได้รับผลกระทบโดยตรงกับกฎหมายนี้ ต่อมาเมื่อวันที่ 6 เม.ย. 60 ทนาย เกิดผล แก้วเกิด ได้ออกมาพูดเรื่องนี้ว่า “ในประเด็น เรื่อง รถกระบะ นั่งแคป และ นั่งกระบะหลังได้หรือไม่ โดยมี พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง มาร่วมรายกายด้วย ผมและ ผู้การทางหลวง มีความเห็นทางกฎหมายตรงกันดังนี้ 1.กระบะบรรทุก ก็ดี กระบะส่วนบุคคลก็ดี สามารถใช้บรรทุกผู้โดยสาร และสิ่งของได้เหมือนกัน
เพราะมีข้อยกเว้น ให้รถที่จดทะเบียนทั้งสองประเภทนี้ ใช้แทนกันได้ โดยไม่ต้องไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกับขนส่งแต่อย่างใด ซึ่งเป็นไปตาม พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม ปี 2557 ในมาตรา 21(3/1) ประเด็นนี้ ค่อนข้างชัดเจน ทั้ง 2 คน ว่า นั่งได้ 100 % ตำรวจที่จับกุม คนนั่งแคป โดยไม่ศึกษามาตรา 21(3/1) อาจถูกฟ้องร้องข้อหาปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ได้ ส่วนตำรวจที่จับกุมไปแล้ว และประชาชน เสียค่าปรับไปแล้ว ก็เอาเงินไปคืนประชาชนซะ 2. ประเด็นเรื่อง ประชาชนนั่งท้ายกระบะได้ หรือไม่ ในประเด็นนี้ ผมและ ท่านผู้การ เห็นตรงกัน ว่า กระบะท้าย ไม่ใช่ที่นั่งสำหรับผู้โดยสาร แต่ พรบ.จราจรทางบก มาตรา 20 อนุโลมให้นั่งได้
เพราะกฎหมาย 20 บัญญัติว่า มาตรา ๒๐ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถบรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของต้องจัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้ คน สัตว์ หรือสิ่งของที่บรรทุกตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวไปจากรถ อันอาจก่อเหตุเดือดร้อน รำคาญ ทำให้ทางสกปรกเปรอะเปื้อน ทำให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ประชาชน หรือก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ดังนั้น ถ้าคนขับรถจัดการป้องกันให้คน สัตว์ สิ่งของ ไม่ตกลงจากรถ เช่น ทำหลังคารถ ราวเหล็ก หรือคอกกั้น เพื่อป้องกันคนตกหล่น ย่อมไม่เป็นความผิด
ท่านผู้การทางหลวง พูดคุยในรายการว่า ได้สั่งการให้ตำรวจทางหลวงทุกคนทราบแล้ว ว่าห้ามจับกุม คนนั่งแคป และนั่งกระบะ ที่มีหลังคา หรือ คอก เด็ดขาด ซึ่งตำรวจทางหลวงรับทราบทุกนายแล้ว ถ้าประชาชนคนไหนถูกตำรวจทางหลวงจับ ตามข้อ 1 และ 2 บอกผมนะครับ ผมจะฟ้องกลับให้ และจะขอหมายเรียก พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง มาเป็นพยานในคดีนี้ให้ และ เพื่อป้องกันท่านลืมคำพูด ผมจะขอหมายเรียกเทปบันทึกรายการ ดัง ไปยันต่อท่านผู้การด้วย”
วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560
นายกฯสั่งเลื่อนกม.แคปกระบะไปก่อน
นายกรัฐมนตรี สั่ง “ตร.” –“ขนส่งฯ” เลื่อนบังคับใช้กฎหมายนั่ง “แคป”-“กระบะท้าย”
05 เม.ย. 2560 | 18:57:57
ตร. แจง อนุโลมให้ "ปชช." นั่งกระบะ-แคป ได้จนถึงหลังสงกรานต์ แต่บังคับคาดเข็มขัดนิรภัยตามเดิม
เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 5 เมษายน 2560 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.)
เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 5 เมษายน 2560 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.)
พล.ต.ต.จิรวันต์ แก้วแสงนอก ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง (ผบก.ทล.) พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมขนส่งทางบก และ นายณัทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมขนส่งทางบก แถลงชี้แจงการปฏิบัติงาน หลังจากมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 14-15/2560 เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายจราจรของรถยนต์ส่วนบุคคลและรถสาธารณะ และให้เริ่มบังคับใช้จริงจังตามคำสั่งดังกล่าว วันนี้เป็นวันแรก และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการห้ามนั่งท้ายรถกระบะและห้ามนั่งแคป
พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้สั่งการให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการ อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ที่เดินทางกลับภูมิลำเนา และรัฐบาลได้ออกคำสั่งมาตรา 44 ที่ 14-15/2559 ให้บังคับใช้กฎหมายด้านจราจร แต่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ผ่านโลกโซเชียลจำนวนมาก รัฐบาลจึงมอบให้คณะทำงานมาชี้แจงกับพี่น้องประชาชนว่า ในกรณีที่มีคำสั่งห้ามนั่งท้ายรถรถกระบะ และห้ามนั่งแคปในรถนยต์ 2 ประตู นั้น สามารถอนุโลมได้ไปจนถึงช่วงหลังสงกรานต์ แต่ไม่ระบุช่วงเวลา ซึ่งคณะทำงานจะต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้ง
ในกรณีที่นั่งท้ายกระบะ ห้ามประชาชนนั่งบริเวณขอบกระบะ หากเจ้าหน้าที่พบเห็นก็จะต้องมีการเตือน แต่จะไม่มีการปรับ ส่วนบริเวณภายในกระบะหรือแคป นั้นสามารถนั่งได้ตามความเหมาะสม ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ระบุว่าจะต้องนั่งกี่คน ส่วนการคาดเข็มขัดนิรภัยยังคงบังคับใช้ไปตามเดิมโดยเฉพาะรถตู้โดยสารสาธารณะ
ส่วนวันนี้ ที่มีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจับปรับสำหรับผู้ที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พบเห็นน้อยมาก แต่ยังไม่สามารถระบุตัวเลขได้ สำหรับค่าปรับที่เสียไปแล้ว จะเอาคืนไม่ได้
พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้สั่งการให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการ อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ที่เดินทางกลับภูมิลำเนา และรัฐบาลได้ออกคำสั่งมาตรา 44 ที่ 14-15/2559 ให้บังคับใช้กฎหมายด้านจราจร แต่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ผ่านโลกโซเชียลจำนวนมาก รัฐบาลจึงมอบให้คณะทำงานมาชี้แจงกับพี่น้องประชาชนว่า ในกรณีที่มีคำสั่งห้ามนั่งท้ายรถรถกระบะ และห้ามนั่งแคปในรถนยต์ 2 ประตู นั้น สามารถอนุโลมได้ไปจนถึงช่วงหลังสงกรานต์ แต่ไม่ระบุช่วงเวลา ซึ่งคณะทำงานจะต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้ง
ในกรณีที่นั่งท้ายกระบะ ห้ามประชาชนนั่งบริเวณขอบกระบะ หากเจ้าหน้าที่พบเห็นก็จะต้องมีการเตือน แต่จะไม่มีการปรับ ส่วนบริเวณภายในกระบะหรือแคป นั้นสามารถนั่งได้ตามความเหมาะสม ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ระบุว่าจะต้องนั่งกี่คน ส่วนการคาดเข็มขัดนิรภัยยังคงบังคับใช้ไปตามเดิมโดยเฉพาะรถตู้โดยสารสาธารณะ
ส่วนวันนี้ ที่มีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจับปรับสำหรับผู้ที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พบเห็นน้อยมาก แต่ยังไม่สามารถระบุตัวเลขได้ สำหรับค่าปรับที่เสียไปแล้ว จะเอาคืนไม่ได้
วันอังคารที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2560
ปี่กลอง เลือกตั้ง
ปี่กลอง เลือกตั้ง
นายกฯ แจง จะทำตามโรดแมพ หลัง ในหลวง "ร.10" จะทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ วันที่ 6เมย.นี้ เผยมีขั้นตอน กำหนดเวลาอยู่แล้ว ว่า ออกกม.ลูก ภายในกี้วัน อย่างไร. ตนเอฃไม่เคยไปเปลี่ยนอะไร ....เผย ห้ามไม่ได้ หากสนช.จะลาออกไป เตรียม ลงสมัคร รับเลือกตั้ง สส. ชี้เป็นการรับใช้ชาติอย่างหนึ่ง เผยตัองลาออกภายใน 90 วัน หลังประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ
นายกฯ แจง จะทำตามโรดแมพ หลัง ในหลวง "ร.10" จะทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ วันที่ 6เมย.นี้ เผยมีขั้นตอน กำหนดเวลาอยู่แล้ว ว่า ออกกม.ลูก ภายในกี้วัน อย่างไร. ตนเอฃไม่เคยไปเปลี่ยนอะไร ....เผย ห้ามไม่ได้ หากสนช.จะลาออกไป เตรียม ลงสมัคร รับเลือกตั้ง สส. ชี้เป็นการรับใช้ชาติอย่างหนึ่ง เผยตัองลาออกภายใน 90 วัน หลังประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ
ไทม์ไลย์เลือกตั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากวานนี้ (3 เม.ย.) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดการพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ในวันที่ 6 เม.ย. ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต โดยจะเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่นายกรัฐมนตรี พร้อมทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อ่านกระแสพระราชปรารภประกาศใช้รัฐธรรมนูญในวันดังกล่าว
โดยคาดว่าในวันนี้ (4 เม.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะมีการแถลงรายละเอียดหมายกำหนดการพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช พ.ศ.2560 อย่างเป็นทางการ
อนึ่ง ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันว่า จะมีการเลือกตั้งในเดือน ก.ค.2560 แต่เนื่องจากการเลือกตั้งยังไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะกรอบเวลาการเลือกตั้งจะเริ่มนับหนึ่งได้ก็ต่อเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฯ มีผลใช้บังคับ ดังนั้นเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ในวันที่ 6 เม.ย.2560 จึงสามารถเรียงไทม์ไลน์การเลือกตั้งเบื้องต้นได้ดังนี้

โดยคาดว่าในวันนี้ (4 เม.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะมีการแถลงรายละเอียดหมายกำหนดการพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช พ.ศ.2560 อย่างเป็นทางการ
อนึ่ง ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันว่า จะมีการเลือกตั้งในเดือน ก.ค.2560 แต่เนื่องจากการเลือกตั้งยังไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะกรอบเวลาการเลือกตั้งจะเริ่มนับหนึ่งได้ก็ต่อเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฯ มีผลใช้บังคับ ดังนั้นเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ในวันที่ 6 เม.ย.2560 จึงสามารถเรียงไทม์ไลน์การเลือกตั้งเบื้องต้นได้ดังนี้

2 เจ้าสัวกุมอสังหาแสนล้าน
| ในที่สุดแชมป์อภิมหาเศรษฐีเมืองไทย 2 ตระกูลดัง "ธนินท์ เจียรวนนท์" และ "เจริญ สิริวัฒนภักดี" ก็กระโดดเข้าสู่สนามธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัวและเต็มพอร์ต พร้อมปูทางให้ "ทายาท" โดยสายเลือด สืบสาน ต่อยอด และรุกไปข้างหน้าอย่างไม่ต้องห่วงข้างหลัง นับเป็นความโชคดีของคนรุ่นใหม่เหล่าลูกหลานผู้ที่รวยที่สุดในเมืองไทย แม้ต้องเผชิญกับ "แรงกดดัน" จากความคาดหวัง และการคาดการณ์ตลาดที่คาดเดาได้ยากที่สุด ทั้ง ๆ ที่มีข้อมูลเต็มมือ แต่การขับเคลื่อนธุรกิจพัฒนาที่ดินของทายาทเจ้าสัวยังไปได้ดีและไกล เพราะมี "ทุน" และ "ธุรกิจเครือข่าย" หนุนนำให้ภาคอสังหาฯในเครือได้รับการเติมเต็ม ล่าสุด บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC บริหารโดย "ทิพาภรณ์ อริยวรารมย์" บุตรสาวคนเล็กของเจ้าสัว ซี.พี. "ธนินท์ เจียรวนนท์" ได้เปิดตัวโปรเจ็กต์ 30,000 ล้านบาทอย่างยิ่งใหญ่ บนทำเลสุขุมวิท ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการเดิม "ปิยรมย์ สปอร์ตคลับ" ที่ ซี.พี.ซื้อมาประมาณ 4,000 ล้านบาทเมื่อ 2 ปีก่อน "วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ "สุทธา เรืองชัยไพบูลย์" ผู้อำนวยการบริหาร 2 มืออาชีพค่าย MQDC ฉาพภาพว่า โครงการนี้จะเป็นที่พักอาศัยและมิกซ์ยูสเกรดดีชื่อ WHIZDOM 101 เป็นไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ สังคมดิจิทัลแห่งแรกและแห่งเดียวในเมืองไทย WiFi จะแรงสุด ๆ เพราะมี true เป็นเครือข่าย มี WHIZDOM App แอปพลิเคชั่นที่ช่วยให้ลูกค้าจองและจ่ายเพียงปลายนิ้ว ที่นี่จะเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของถนนสุขุมวิท มีเนื้อที่ก่อสร้าง 43 ไร่ พื้นที่ใช้สอย 350,000 ตารางเมตร เป้าหมายต้องการเจาะตลาดกลุ่มเจนวาย (Gen Y) ไฮไลต์ของการเปิดตัว WHIZDOM 101 เน้นขยายไลน์ธุรกิจรีเทลด้วยพื้นที่ค้าปลีกถึง 20,000 ตารางเมตร ตั้งเป้ารายได้ปีแรก 1,000 ล้านบาท คาดลูกค้าเข้าคอมเพล็กซ์วันละ 40,000 คน จะเปิดบริการปลายปี 2561 "ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ที่นี่จะทันสมัยที่สุด เป็น Third Place มีเลนจักรยาน ลู่วิ่งลอยฟ้า ร้านค้า 200 ร้าน พื้นที่สีเขียวและสนามหญ้าใหญ่ยักษ์กว่า 3 ไร่" ที่สำคัญ บริษัทลูกสาวเจ้าสัวได้ทุ่มทุนสร้างสกายวอล์กเชื่อมรถไฟฟ้าบีทีเอส "สถานีปุณณวิถี" เข้าถึงตัวโครงการใหม่ด้วย โดยมีโครงสร้างพื้นฐานให้ลูกค้าได้รับความสะดวก เช่นเดียวกับการทุ่มสร้าง "รถไฟฟ้าสายสีทอง" หน้าโครงการไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร ซึ่งลูกสาวเจ้าสัวตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ก่อนหน้านี้ชื่อว่า "ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น" พร้อมฉลองเปิดตัวยิ่งใหญ่ "เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ" โครงการที่พักอาศัยสุดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งปักธงให้โครงการนี้เป็นกลุ่มที่พักอาศัยที่ดีที่สุดในโลก ด้วยราคาขายพื้นที่ห้องชุดเฉลี่ย 6.2 แสนบาทต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นราคาที่แพงที่สุดในไทยยามนี้ อีกฟาก กลุ่มทุนใหญ่ตระกูล "สิริวัฒนภักดี" เตรียมโหมโรงเปิดโครงการอสังหาริมทรัพย์ใจกลางกรุงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน จากรายงานข่าวระบุว่า เจ้าสัว "เจริญ" ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัททีซีซี จะเดินทางมาร่วมแถลงข่าวเปิดตัวด้วยในวันที่ 3 เมษายน 2560 ณ โรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารปาร์คเวนเจอร์ ซึ่งเป็นโครงการในเครือย่านสี่แยกวิทยุ-เพลินจิต โดยมี "ปณต สิริวัฒนภักดี" ทายาทคนเล็กนั่งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส เซ็นเตอร์พอยท์ ลิมิเต็ด จะเปิดตัวเคียงคู่กับบิดา ร่วมกับ "ซูหลิน ซูน" ซีอีโอ บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ท (ประเทศไทย) จำกัด โครงการมาสเตอร์พีซดังกล่าวมีมูลค่าหลายหมื่นล้าน ซึ่งเป็นที่ดินเช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ขนาด 88 ไร่ ตรงข้ามสวนลุมพินี อยู่ติดสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลุมพินีและใกล้ทางด่วนพระราม 4 เดิมเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเตรียมทหาร สัญญาเช่าระยะยาว 30+30 ปี สเป็กของสำนักงานทรัพย์สินฯ ต้องการให้เอกชนพัฒนาโครงการเป็นรูปแบบผสมผสาน ประกอบด้วย 1.โรงแรม 2.ที่อยู่อาศัย 3.ศูนย์การค้า 4.สำนักงาน 5.ศูนย์การศึกษา และ 6.ศูนย์วัฒนธรรม นอกจากนี้สำนักงานทรัพย์สินฯได้ตัดแบ่งที่ 20 ไร่ เป็นที่ตั้งของสถานทูตญี่ปุ่น และสถานทูตออสเตรเลียอีก 20 ไร่ในบริเวณเดียวกัน "ปณต สิริวัฒนภักดี" ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ยูนิเวนเจอร์ บอกว่า บริษัทตั้งใจปั้นแลนด์มาร์กใหม่บนที่ผืนนี้ จะเป็นรูปแบบคอนซอร์เตี้ยม มีพันธกิจเด่น ๆ ของกลุ่มนักพัฒนาที่จะมาผนึกกำลังกัน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแบบองค์รวมให้กับคนไทย และเป็นโครงการมิกซ์ยูสต้นแบบ โดยจะพัฒนาในเนื้อที่ 62 ไร่ พร้อมพื้นที่เปิดโล่ง โครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่สีเขียวอีก 30 ไร่ รวมทั้งสิ้นกว่า 90 ไร่ ก่อนหน้านี้กลุ่มทีซีซีฯยังได้ชนะประมูลแปลงที่ดินตลาดสามย่านเดิม 13 ไร่ ตรงข้ามจามจุรีสแควร์ ของสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯและที่ดินติดถนนพระราม 4 ใกล้อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ 35 ไร่ ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ วางแผนขึ้นโรงแรมระดับ 5 ดาวและพื้นที่ค้าปลีก ส่วนที่สร้างเป็นรูปธรรมแล้วคือ ที่ดินกว่า 8 ไร่ แยกพระราม 4-คลองเตย ปากซอยไผ่สิงโต ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่ง บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ ได้สิทธิเช่า 30 ปี+30 ปี พัฒนาเป็นโครงการ FYI Center การบุกหนักของ 2 เจ้าสัวจะเริ่มกินส่วนแบ่งตลาดในสัดส่วนที่มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะความได้เปรียบของทุน |
วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560
"และแล้ว...หางก็โผล่"
"และแล้ว...หางก็โผล่"
สัปดาห์ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ คสช. แต่งตั้งให้มาเป็น ผอ. สำนักพุทธฯ ได้ทำหนังสือถึงเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เสนอความเห็นให้แต่งตั้งพระภิกษุจากวัดอื่นมาเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเพื่อบริหารและสอบอธิกรณ์พระผู้ใหญ่ของวัดซึ่งขัดต่อกฎหมาย เพราะการแต่งตั้งเจ้าอาวาสตามกฏ มส. ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสงฆ์ตั้งแต่เจ้าคณะอำเภอจนถึงรองเจ้าคณะตำบลร่วมกันพิจารณาคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติ จากนั้นให้เจ้าคณะอำเภอรายงานเสนอเจ้าคณะจังหวัดเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ ผอ. ซึ่งเป็นคฤหัสถ์เสนอความเห็นอันเป็นการแทรกแซง ส่วนการสอบอธิกรณ์คือการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยซึ่งยังไม่มีการกล่าวหาจึงไม่มีอธิกรณ์ให้สอบ ดังนั้น ข้ออ้างในหนังสือจึงเป็นเท็จ
การที่หัวหน้า คสช. ใช้อำนาจเผด็จการสั่งปิดล้อมวัดพระธรรมกาย ดำเนินคดีกับรักษาการเจ้าอาวาสรวมทั้งออกคำสั่งจับกุมพระสงฆ์หลายรูป คือการทำให้พระผู้ใหญ่ของวัดต้องคดีเพื่อเปิดทางให้มีการแต่งตั้งพระภิกษุจากวัดอื่นมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเสมือนเป็นการยึดวัดพระธรรมกาย ส่วนการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการมหาเถรสมาคมที่เป็นองค์กรปกครองสงฆ์คือการควบคุมศาสนจักร ซึ่งเท่ากับ คสช. ที่เป็นฝ่ายอาณาจักรควบคุมทั้งอำนาจรัฐและศาสนจักรอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เนื่องจากข้อเสนอการแต่งตั้งเจ้าอาวาสไม่ชอบด้วยกฎหมายเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีจึงไม่เล่นด้วย รัฐมนตรีจึงเลี่ยงมาตั้งเป็นคณะกรรมการประกอบด้วย เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ ตัวแทนจากดีเอสไอและสำนักพุทธฯ เพื่อบริหารจัดการวัดพระธรรมกาย แต่ก็ผิดกฎหมายอีกเช่นกันเพราะวัดพระธรรมกายมีรักษาการเจ้าอาวาสทำหน้าที่แล้ว อีกทั้งการปกครองสงฆ์เป็นอำนาจหน้าที่ของ มส. ไม่ใช่อำนาจของรัฐมนตรีที่กำกับสำนักพุทธฯ จะไปแต่งตั้งพระและคฤหัสถ์มาบริหารจัดการวัด สุมหัวกันวางแผนยึดวัดปกครองพระจนคลิปหลุดหางโผล่ อย่าลืมประสานงานกับนรกให้สร้างขุมพิเศษไว้รอด้วยจะได้ไปอยู่รวมกัน
วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
30 มีนาคม 2560
พรรคเพื่อไทย
30 มีนาคม 2560
วันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560
นายกฯเผย คปพ.กดดันให้สอดไส้"บรรษัทน้ำมัน"ใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ชี้เคยท้วงแล้วว่ายังไม่จำเป็น
นายกฯเผย คปพ.กดดันให้สอดไส้"บรรษัทน้ำมัน" ใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ชี้เคยท้วงแล้วว่ายังไม่จำเป็น โยน สนช.ตัดสินใจ
วันที่ 28 มี.ค.2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ.... เริ่มตั้งแต่ปี 2557 ตั้งแต่ก่อนตนเข้ามาเป็นนายกฯ แต่ออกเป็นกฎหมายไม่ได้เพราะมีหลายฝ่ายเรียกร้อง และในช่วง ครม.ชุดแรกของตนก็เสนอกฎหมายดังกล่าวพิจารณานอกจากสัมปทานแล้วให้มีระบบแบ่งปันผลผลิต (psc) และดำเนินการตามลำดับ แต่มีเครือข่ายประชานปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) นำโดยนางรสนา โตสิตระกูล นายปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ พยายามตั้งข้อเรียกร้องประเด็นต่างๆ มากมาย รัฐบาลก็รับฟังความต้องการของแต่ละกลุ่ม และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณากฎหมาย
ชี้เคยท้วงแล้วว่ายังไม่จำเป็น
ซึ่งในขั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณากฎหมายนั้น ทราบมาว่าถูกกลุ่มนี้กดดันจะต้องมีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติให้ได้ ซึ่ง กมธ.ได้แถลงเรื่องดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2559 ทั้งที่ตนเคยพูดมาหลายครั้งแล้วว่ายังไม่พร้อมและยังไม่มีความจำเป็น เพราะมีบริษัท ป.ต.ท. จำกัด (มหาชน) ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นรัฐวิสาหกิจ จะซ้ำซ้อนหรือไม่จึงให้ สนช.เป็นผู้พิจารณา ก็ถูกกดดันอีกว่าถ้าไม่มีบรรษัทน้ำมันก็จะมาล้อมรัฐสภา ล้อมทำเนียบรัฐบาล
ไม่ฝันเฟื่องเอาทหารมาคุม
"ถามว่าถูกต้องหรือไม่ การเสนอรับข้อเสนอมาแล้วเสนอให้ สนช.พิจารณา ถ้าพิจารณาแล้วไม่เหมาะสมก็ต้องรับกติกาตรงนั้นว่าเป็นเรื่องของ กมธ. ใช้วิธีกดดันแบบนี้ประเทศชาติเสียหาย ส่วนการหวังให้ทหารเข้าไปดูบรรษัทน้ำมัน กรมพลังงานทหารทำหน้าที่นี้ไม่ได้หรอก เขามีหน้าที่จำกัดไม่ใช่มีหน้าที่ประกอบการบรรษัทธุรกิจ เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครไปฝันเฟื่องเอามาเป็นประโยชน์ของทหาร ไม่เคยคิดเอาทหารมาดูแล ขอให้เข้าใจว่าเป็นข้อเสนอของภาคประชาชนหลายเครือข่าย และยังไม่รู้เลยว่าถ้าตั้งแล้วใครจะเป็น ไม่ใช่ผมแน่นอน สนช.ก็บรรจุไปเพื่อบรรเทาความขัดแย้ง โดยเขียนว่าจะเริ่มต้นเมื่อพร้อม ซึ่งมันไม่พร้อมง่ายๆ เพราะต้องใช้ทุนมหาศาล รัฐบาลไม่มีเงินลงทุนหรอก ไม่ใช่ง่ายๆ 5 บาท 10 บาท อย่ามาสงสัยรัฐบาล ส่วน กมธ.ที่มีสัดส่วนของทหารเยอะนั้น เพราะถูกต่อต้านเยอะ ไม่มีใครกล้าเป็น มีแต่ทหารเป็นให้ เพราะโดนกลุ่มนี้ประท้วงมาตลอด"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
รีบดันกฎหมาย-หวั่นพลังงานขาด
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือต้องการผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ออกมาเป็นกฎหมายให้ได้ เพราะต้องดูเรื่องการลงทุน การขุดเจาะน้ำมัน การทำสัมปทาน เพราะเดี๋ยวพลังงานขาดแคลน และใช้เวลา 5-6 ปี กว่าบริษัทที่ได้รับสัมปทานจะเริ่มลงทุนหาเงินกู้มาได้ จึงต้องรีบทำตอนนี้ ถ้าไม่ทำหลายประเทศก็ไปลงทุนที่อื่น ไม่มาลงทุนกับประเทศที่มีปัญหาอย่างนี้หรอก
ขู่ถ้าประท้วงอีกต้องจัดการตามกฎหมาย
"ยืนยันถ้ามาประท้วงอีกต้องดำเนินการตามกฎหมาย ให้อภัยไปหลายทีแล้ว ไม่ใช่เพราะมาขัดแย้งผม แต่ท่านทำผิดกฎหมาย ส่วนความคิดเห็นท่านไปแสดงในช่องทางที่ถูกต้องและยอมรับในกติกาเสียบ้าง วันนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติอะไรก็ได้กับผม ไม่ใช่ ถ้ามันดี มันถูกผมรับมาแล้ว นี่ผมรับมาแล้วยังมีปัญหาเลย ไม่รู้อะไรนักหนา" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ชี้เคยท้วงแล้วว่ายังไม่จำเป็น
ซึ่งในขั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณากฎหมายนั้น ทราบมาว่าถูกกลุ่มนี้กดดันจะต้องมีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติให้ได้ ซึ่ง กมธ.ได้แถลงเรื่องดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2559 ทั้งที่ตนเคยพูดมาหลายครั้งแล้วว่ายังไม่พร้อมและยังไม่มีความจำเป็น เพราะมีบริษัท ป.ต.ท. จำกัด (มหาชน) ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นรัฐวิสาหกิจ จะซ้ำซ้อนหรือไม่จึงให้ สนช.เป็นผู้พิจารณา ก็ถูกกดดันอีกว่าถ้าไม่มีบรรษัทน้ำมันก็จะมาล้อมรัฐสภา ล้อมทำเนียบรัฐบาล
ไม่ฝันเฟื่องเอาทหารมาคุม
"ถามว่าถูกต้องหรือไม่ การเสนอรับข้อเสนอมาแล้วเสนอให้ สนช.พิจารณา ถ้าพิจารณาแล้วไม่เหมาะสมก็ต้องรับกติกาตรงนั้นว่าเป็นเรื่องของ กมธ. ใช้วิธีกดดันแบบนี้ประเทศชาติเสียหาย ส่วนการหวังให้ทหารเข้าไปดูบรรษัทน้ำมัน กรมพลังงานทหารทำหน้าที่นี้ไม่ได้หรอก เขามีหน้าที่จำกัดไม่ใช่มีหน้าที่ประกอบการบรรษัทธุรกิจ เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครไปฝันเฟื่องเอามาเป็นประโยชน์ของทหาร ไม่เคยคิดเอาทหารมาดูแล ขอให้เข้าใจว่าเป็นข้อเสนอของภาคประชาชนหลายเครือข่าย และยังไม่รู้เลยว่าถ้าตั้งแล้วใครจะเป็น ไม่ใช่ผมแน่นอน สนช.ก็บรรจุไปเพื่อบรรเทาความขัดแย้ง โดยเขียนว่าจะเริ่มต้นเมื่อพร้อม ซึ่งมันไม่พร้อมง่ายๆ เพราะต้องใช้ทุนมหาศาล รัฐบาลไม่มีเงินลงทุนหรอก ไม่ใช่ง่ายๆ 5 บาท 10 บาท อย่ามาสงสัยรัฐบาล ส่วน กมธ.ที่มีสัดส่วนของทหารเยอะนั้น เพราะถูกต่อต้านเยอะ ไม่มีใครกล้าเป็น มีแต่ทหารเป็นให้ เพราะโดนกลุ่มนี้ประท้วงมาตลอด"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
รีบดันกฎหมาย-หวั่นพลังงานขาด
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือต้องการผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ออกมาเป็นกฎหมายให้ได้ เพราะต้องดูเรื่องการลงทุน การขุดเจาะน้ำมัน การทำสัมปทาน เพราะเดี๋ยวพลังงานขาดแคลน และใช้เวลา 5-6 ปี กว่าบริษัทที่ได้รับสัมปทานจะเริ่มลงทุนหาเงินกู้มาได้ จึงต้องรีบทำตอนนี้ ถ้าไม่ทำหลายประเทศก็ไปลงทุนที่อื่น ไม่มาลงทุนกับประเทศที่มีปัญหาอย่างนี้หรอก
ขู่ถ้าประท้วงอีกต้องจัดการตามกฎหมาย
"ยืนยันถ้ามาประท้วงอีกต้องดำเนินการตามกฎหมาย ให้อภัยไปหลายทีแล้ว ไม่ใช่เพราะมาขัดแย้งผม แต่ท่านทำผิดกฎหมาย ส่วนความคิดเห็นท่านไปแสดงในช่องทางที่ถูกต้องและยอมรับในกติกาเสียบ้าง วันนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติอะไรก็ได้กับผม ไม่ใช่ ถ้ามันดี มันถูกผมรับมาแล้ว นี่ผมรับมาแล้วยังมีปัญหาเลย ไม่รู้อะไรนักหนา" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
“บิ๊กตู่” รับเพิ่งสั่งย้ายสารวัตรในภูเก็ต จวกคนจ่ายเงินให้ทำไมโง่แบบนี้วะ
เตรียมติดใบแจ้งหนี้หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้าพรุ่งนี้
พรุ่งนี้ เจอกัน !!!
สะพัด !
ยอดเรียกเก็บกว่า1.7หมื่นล้าน ใบแจ้งปิดหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้าพรุ่งนี้
ยอดเรียกเก็บกว่า1.7หมื่นล้าน ใบแจ้งปิดหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้าพรุ่งนี้
นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงการประเมินเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องดำเนินการก่อนหมดอายุความภายในวันศุกร์ที่ 31 มีนาคมนี้ ว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบตัวเลขเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป เพราะยังไม่ได้รับรายงานสรุปข้อมูลภาษีหุ้นชินคอร์ปว่าจะต้องจ่ายเท่าไร ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และตามขั้นตอนปกติของกระบวนการทางกฎหมาย หากได้ข้อสรุปแล้วเจ้าหน้าที่จะนำใบแจ้งที่ต้องชำระภาษีส่งทางไปรษณีย์ หรือนำไปส่งมอบให้กับบุคคลภายในบ้านของผู้ที่ต้องเสียภาษีรับใบแจ้งให้รับทราบเป็นลำดับแรกก่อน แต่หากมีการปฏิเสธหรือไม่สามารถนำส่งใบแจ้งได้ ขั้นตอนต่อไปจึงจะนำใบแจ้งดังกล่าวไปปิดบริเวณบ้านที่เห็นได้ชัดเจน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มขั้นตอนนำส่งใบแจ้ง เพราะยังไม่มีการสรุปตัวเลขที่ชัดเจนว่าจะต้องจ่ายเท่าไร
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมสรรพากรได้ข้อสรุปการประเมินเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจากนายทักษิณแล้ว โดยคิดเป็นจำนวนเงินภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท และกำหนดจะนำใบแจ้งไปปิดหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ในวันที่ 28 มีนาคมนี้ และจากนั้นผู้เสียภาษีสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน คณะทำงานของกรมสรรพากรสรุปให้ประเมินภาษีตามแนวทางที่ว่ามีการซื้อหุ้นราคาต่ำกว่าราคาตลาด ในช่วงที่บริษัทแอมเพิลริชขายหุ้นให้นอมินีของอดีตนายกรัฐมนตรีในราคาหุ้นละ 1 บาท ต่ำกว่าราคาตลาดตอนนั้นที่อยู่ที่ 49.25 บาทต่อหุ้น
แหล่งข่าวกล่าวว่า หลังจากรัฐบาลมีคำสั่งให้กรมสรรพากรประเมินเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจากนายทักษิณ ตามแนวทางที่ได้ประชุมร่วมกันกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง และผู้ที่เกี่ยวข้องไปก่อนหน้านี้ รวมถึงมีการรายงานแนวทางให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา ต่อมานายประสงค์ ได้ลงนามคำสั่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อประเมินภาษีจากกรณีดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2560 นี้ โดยมีผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภาษีอากร กรมสรรพากร เป็นประธานคณะทำงาน และล่าสุดมีข้อสรุปเกี่ยวกับการประเมินภาษีออกมา ภายใต้มาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร ตามที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)เสนอมา โดยแนวทางของรัฐบาลคือให้กรมสรรพากรหาทางประเมินให้ได้ไปก่อน จากนั้นถ้าเก็บไม่ได้จริงๆ ก็ให้คดีไปหลุดในชั้นอื่น อย่างไรก็ตาม เมื่อกรมสรรพากรประเมินเก็บภาษีจากนายทักษิณเสร็จ ก็ถือว่าเรื่องนี้จบ และจะไม่ติดเงื่อนไขเรื่องอายุความอีก
..............
ที่มา มติชน
ที่มา มติชน
วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560
ตำรวจอังกฤษเปิดเผยชื่อผู้ก่อการร้าย "Khalid Masood" โจมตีกรุงลอนดอน
ตำรวจอังกฤษเปิดเผยชื่อผู้ก่อการร้าย "Khalid Masood" โจมตีกรุงลอนดอน, ลอนดอนโมเดล เกิดเหตุคนร้ายพยายามขับพุ่งชนฝูงชนย่านชอปปิ้งในเมือง Antwerp ประเทศเบลเยี่ยม ตำรวจรวบตัวได้แล้ว
----------
----------
1.) วันที่ 23 มี.ค.60 RT พาดหัวข่าวว่า "ผู้ก่อเหตุโจมตีรัฐสภาอังกฤษชื่อ Khalid Masood วัย 52 ปี" (London parliament attacker named as 52-year-old Khalid Masood)
ผู้ก่อการร้ายที่ก่อเหตุโจมขับรถพุ่งชนฝูงชนบนสะพานเวสต์มินเตอร์มุ่งหน้าไปยังรัฐสภาอังกฤษ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 4 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 40 คนมีชื่อว่า "Khalid Masood" ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงตายในที่เกิดเหตุ มีอายุ 52 ปี เกิดที่เมือง Kent ประเทศอังกฤษ และเพิ่งจะย้ายไปอยู่ที่เมือง West Midlands เมื่อเร็วๆนี้ ใช้ชื่อเล่นหลายชื่อ เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ มีลูกสามคน เป็นพวกนิยมไอซิส
นาย Masood ไม่ได้อยู่ในรายชื่อบุคคลที่ต้องจับตาเป็นพิเศษจากการสืบสวนสอบสวนของฝ่ายความมั่นคงของอังกฤษในปัจจุบัน และทางการอังกฤษก็ไม่มีข้อมูลข่าวกรองว่าเขามีแนวโน้มว่าจะก่อเหตุโจมตีด้วยการก่อการร้ายมาก่อน
เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า แต่ฝ่ายตำรวจอังกฤษก็รู้ว่าเขาเคยกระทำผิดในข้อหาทำร้ายร่างกายหลายครั้งก่อนหน้านี้ และพกพาอาวุธมีดในที่สาธารณะด้วย
กระทำผิดกฎหมายครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 1983 ในข้อหาการทำอันตรายที่เข้าข่ายอาชญากรรม และกระทำผิดกฎหมายครั้งล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม 2003 ในการพกพาอาวุธมีด (ในที่สาธารณะ?) ไม่เคยต้องคดีสนับสนุนขบวนการก่อการร้าย
Sky News รายงานว่า นาย Khalid Masood เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ และเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม แต่งงานแล้ว มีลูกสามคน
ต่อมาสำนักข่าว Amaq ของพวกไอซิสโพสต์ข้อความว่า "แหล่งข่าวของ Amaq กล่าวว่า: ผู้โจมตีหน้ารัฐสภาอังกฤษในกรุงลอนดอนเมื่อวานนี้ เป็นหนึ่งในทหารของ 'ขบวนการก่อการร้ายรัฐอิสลาม' (พวกไอซิส) ลงมือปฏิบัติการในการตอบโต้ต่อการเรียกร้องต่อเป้าหมายพลเรือนของพวกชาติพันธมิตร"
[เดนมนุษย์สารเลวพวกนี้ชอบอ้างพระเจ้าและศาสนาในการกระทำความชั่วของตนเอง พอทำแล้วพวกมันก็โยนความผิดจากการกระทำชั่วของพวกมันต่อคนบริสุทธิ์ทั่วไป ไปให้กับพระเจ้าและศาสนา - ผู้แปล]
2.) ส่วนอีกข่าวหนึี่งซึ่งคล้ายกับลอนดอนเกิดตามหลังกันติดๆหนึ่งวัน ก็คือที่เมือง Antwerp ประเทศเบลเยี่ยม วันเดียวกันนี้ RT พาดหัวข่าวว่า "ตำรวจเบลเยี่ยมได้หยุดผู้ต้องสงสัยหวังโจมตีด้วยรถยนต์ในเมือง Antwerp" (Belgian police stop suspected car-ramming attack in Antwerp)
ชายคนหนึ่งถูกจับกุมได้ในเมือง Antwerp ประเทศเบลเยี่ยม เชื่อว่าหลังจากที่เขาพยายามขับรถเข้าไปในถนนย่านช็อปปิ้งด้วยความเร็วสูง ตำรวจกล่าว
"รถยนต์คันหนึ่งติดทะเบียนฝรั่งเศสได้แล่นเข้าไปในถนน Meir [ถนนช้อปปิ้ง/ย่านการค้า] ด้วยความเร็วสูง ผู้คนตามทางเดินต่างก็พากันกระโดดหลบหนีรถยนต์ออกด้านข้าง" Serge Muyters หัวหน้าตำรวจเมือง Antwerp กล่าวในการแถลงข่าว
Serge Muyters กล่าวอีกว่า "เพื่อนๆ (ตำรวจ) ของพวกเราได้บังคับให้คนขับรถคันดังกล่าวหยุดรถ แต่เขาก็ขับหนีไป และวิ่งฝ่าไฟแดง เราส่งชุดเฉพาะกิจและรถยนต์ออกไป จากนั้นคนขับรถคันนั้นก็หยุด ชายคนหนึ่งในชุดลายพรางถูกควบคุมตัว"
เจ้าหน้าที่กล่าวว่า พบอาวุธมีด ปืนหนึ่งกระบอก และถังแก๊สไม่ทราบชนิดของของเหลวที่บรรุอยู่ภายใน ในรถยนต์ของผู้ต้องสงสัย รอยเตอร์สรายงาน สำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศสกล่าวว่า "ชายคนนั้นเป็นคนเชื้อสายแอฟริกาเหนือ และเชื่อว่าเป็นมุสลิมหัวรุนแรง" ต่อมาทางการเปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้ชื่อ Mohamed R. อายุ 39 ปี เป็นชาวตูนีเซีย อาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส
ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ของฝรั่งเศสกล่าวว่า "ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับคนสัญชาติฝรั่งเศส มีความเป็นไปได้ที่จะมีอาวุธบางอย่างอยู่ในบูทของเขาด้วย มันขึ้นอยู่กับศาลในการออกแถลงการในเรื่องนั้น ว่าชายคนนี้กำลังมองหาการฆ่า หรืออย่างน้อยเพียงเพื่อต้องการก่อเหตุสะเทือนขวัญ ดังนั้นพวกเราจะต้องเดินหน้าในการเฝ้าระวังระดับสูงและเคลื่อนกำลังพลของพวกเราทั้งหมดเอาไว้"
รอยเตอร์รายงานว่า อย่างไรก็ตาม ตามแหล่งข่าวในฝรั่งเศสบอกว่า ทางการเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยไม่ได้พยายามที่จะชนใคร บางทีเขาอาจจะเมาเหล้า และพยายามขับรถหนีจากการตำรวจของตำรวจก็ได้ [AFP ของฝรั่งเศสบอกว่าผู้ต้องสงสัยอาจจะเป็นชาวมุสลิม ส่วน Reuters บอกว่าหมอนั่นอาจจะเมาเหล้าก็ได้ ศาสนาอิสลามห้ามดื่มเหล้า ตกลงว่าเขาเป็นมุสลิมหรือไม่? ทางการยังไม่ยืนยัน - ผู้แปล]
กรณีการโจมตีที่กรุงลอนดอนนั้น นาย Beata Szydlo นายกรัฐมนตรีของโปแลนด์ออกมากล่าวว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีการเชื่อมโยงกันระหว่างการโจมตีที่กรุงลอนดอนกับนโยบายรับผู้อพยพของอียู
"ผมได้ยินอยู่บ่อยครั้งมากในยุโรปว่า อย่าโยงนโยบายเกี่ยวกับผู้อพยพเข้ากับเรื่องขบวนการก่อการร้าย แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เชื่อมโยงทั้งสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน" นาย Beata Szydlo กล่าวผ่าน TVN24 สำนักข่าว RT รายงาน
The Eyes
เพจ: ปอกเปลือก ทรราช
https://www.facebook.com/fisont
https://vk.com/theeyesproject
24/03/2560
------------
https://www.rt.com/uk/382049-khalid-masood-attacker-london/
http://www.bbc.com/news/uk-39372154
http://www.bbc.com/news/uk-39373766
http://www.reuters.com/…/us-europe-security-belgium-idUSKBN…
http://www.telegraph.co.uk/…/london-attack-everything-know…/
https://www.theguardian.com/…/antwerp-belgium-police-arrest…
http://www.bbc.com/news/world-europe-39369202
https://www.rt.com/…/382044-polish-prime-minister-london-a…/
เพจ: ปอกเปลือก ทรราช
https://www.facebook.com/fisont
https://vk.com/theeyesproject
24/03/2560
------------
https://www.rt.com/uk/382049-khalid-masood-attacker-london/
http://www.bbc.com/news/uk-39372154
http://www.bbc.com/news/uk-39373766
http://www.reuters.com/…/us-europe-security-belgium-idUSKBN…
http://www.telegraph.co.uk/…/london-attack-everything-know…/
https://www.theguardian.com/…/antwerp-belgium-police-arrest…
http://www.bbc.com/news/world-europe-39369202
https://www.rt.com/…/382044-polish-prime-minister-london-a…/
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เน้นปรองดองหรือไล่ล่า
สื่อต่างชาติวิพากษ์วิจารณ์แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของรัฐบาลคสช. ว่าอ้างความปรองดอง ขณะที่ไล่ล่าจับกุมฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองไม่เว้นวัน
The Economist รายงานว่าหลังจากที่คสช.ได้ทำการรัฐประหารและยึดอำนาจการปกครองในไทยมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2014 เพื่อหยุดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและสัญญาว่าจะนำประเทศไทยกลับคืนสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยภายในระยะเวลาอันสั้น แต่หลังจากที่คสช.บริหารบ้านเมืองเกือบ 3 ปีแล้ว ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเกิดการเลือกตั้งขึ้นในไทยเมื่อไร
ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คสช.เพิ่งนำเสนอและอธิบายแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีต่อนักการทูตและผู้สื่อข่าวต่างชาติ ซึ่ง The Economist นิตยสารวิเคราะห์เศรษฐกิจและการเมืองโลกของอังกฤษ มองว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดต่อๆไปต้องปฏิบัติตามแนวทางที่คสช.วางไว้อย่างเคร่งครัด เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าทหารจะยังไม่ถอนตัวจากอำนาจการบริหารประเทศไปไหน
แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ กำหนดว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคตต้องดำเนินโยบายภายใต้การควบคุมดูแลของ คณะกรรมมาธิการที่แต่งตั้งโดยกองทัพ และผู้นำเหล่าทัพที่นั่งอยู่ในวุฒิสภา ซึ่งมีอำนาจเข้ามาแทรกแซงการบริหารประเทศทันที หากพบว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งไดดำเนินนโยบายของตัวเองที่นอกลู่นอกทางจากที่รัฐบาลคสช.กำหนดแนวทางไว้
แม้ไทยจะเคยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่หลายปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตกลับเฉื่อยชาลงอย่างเห็นได้ชัด จนธนาคารโลกรายงานในเดือนที่ผ่านมาว่า กัมพูชา, มาเลเซีย และเวียดนามดึงดูดนักลงทุนได้มากกว่า โดยที่ผ่านมา เศรษฐกิจของไทยถูกควบคุมโดยบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ขณะที่รัฐบาลก็ทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจแค่เฉพาะในกรุงเทพ และเมืองใหญ่ๆ ทำให้คุณภาพชีวิตระหว่างคนเมืองและต่างจังหวัดมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น
รัฐบาลคสช.รู้ปัญหาข้อนี้ดี แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนได้ สภาพเศรษฐกิจในยุครัฐบาลคสช.จึงอยู่ในสภาพตกต่ำฝืดเคือง ค่าครองชีพพุ่งสูง ทำให้รายรับของประชาชนไม่พอกับรายจ่าย ส่วนสภาพการเมืองก็อยู่ในสภาวะที่เรียกได้ว่าไม่เป็นประชาธิปไตยและไร้เสถียรภาพ จากการที่รัฐบาลคสช.ไล่จับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคสช.ให้เห็นเป็นรายวัน
แม้เดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลคสช.ได้เชิญกลุ่มการเมืองฝ่ายต่างๆ รวมทั้งสมาชิกพรรคเพื่อไทยของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง แต่ก็เป็นที่น่าสงสัยว่าแผนการปรองดองของรัฐบาลคสช.จะประสบความสำเร็จได้อย่างไร ในเมื่อยังคงมีการไล่ล่าจับกุมผู้ใกล้ชิดและให้การสนับสนุน ดร. ทักษิณ ชินวัตร อยู่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งให้กรมสรรพากรขยายเวลาเรียกเก็บภาษีจาก ดร. ทักษิณ ชินวัตร จากการขายหุ้นชินคอร์ปเป็นเงินกว่า 12,000 ล้านบาทก่อนคดีจะขาดอายุความในวันที่ 31 มีนาคมนี้ หากไม่ดำเนินการและปล่อยให้คดีหมดอายุความ ผู้เกี่ยวข้องและกรมสรรพากร อาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 โทษฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
สื่อต่างประเทศมองว่าปัญหาการสร้างความปรองดองในไทยนั้น เกิดจากความเข้าใจผิดที่กองทัพไทยเชื่อมั่นว่าตัวเองทำหน้าที่เป็นเหมือนกรรมการยุติความขัดแย้ง ด้วยการก่อรัฐประหารหลายสิบครั้งในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาเพื่อปกป้องประเทศชาติ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของอาการป่วยไข้ที่ไทยกำลังเผชิญ
ที่มา : http://news.voicetv.co.th/world/473886.html
ก้าวไม่พ้น”แม้ว”da
ใบตองแห้ง
ไชโย “จารย์แก้วสรร อติโพธิ กลับมาแล้ว เขียนบทความถามเองตอบเองเรื่อง “คดีหุ้นชินคอร์ปชินวัตรภาคแอมเพิลริช” คิดถึงจัง คนเคยรักกัน หายไปไหนตั้งนาน ถ้าไม่มีคดีภาษีทักษิณ คงไม่เห็น”จารย์แก้วกลับมาอยู่ในโฟกัส
น่าทึ่งไหม 10 กว่าปีผ่านไป ทักษิณยัง “กินได้” ยังขายได้ ทั้งคนเกลียดคนรัก ทั้งที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ วางโครงสร้างอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ต่อให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งถล่มทลาย ก็ไม่มีทางได้เป็นรัฐบาล แต่คนที่เกลียดกลัวทักษิณ ก็ยังอยากเอาให้ตาย
อ๊ะอ๊ะ ไม่ได้ว่า “จารย์แก้วเขียนผิดเขียนถูก เห็นต่างไม่เป็นไร แต่ดูบรรยากาศวันนี้เห็นด้วยไหม คนไทยกลับไปอยู่ในกระแสรักเกลียดทักษิณอีกแล้ว มันไม่ใช่การถกเถียงด้วยเหตุผลทางกฎหมายซักหน่อย มันแค่ใครเกลียดทักกี้ก็เห็นด้วยกับการใช้ “อภินิหารทางกฎหมาย” เท่านั้นเอง
Miracle Thakkie จริงๆ นะ ขนาด คสช. “ปรองดอง” ก็ยังมีคนจับจ้อง จะเกี้ยเซี้ยทักษิณหรือเปล่า แค่มีข่าวอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น “โซ่ข้อกลาง” ก็ยังสกัดดาวรุ่ง แฉว่าเคยพาบิ๊กบังไปหาทักษิณที่ดูไบ
เลิกพูดไปเลย คำว่า “ก้าวข้ามทักษิณ” ต่อให้ทักษิณ เป็นมะเร็งตาย ตราบใดที่ตระกูลชินวัตรไม่อพยพออกจากประเทศไทย ก็ยังเกลียดกลัวกันได้อีกร้อยปี
พูดอย่างนี้ต้องมีคนย้อนถาม อ้าว แล้วไอ้พวกนักประชาธิปไตยล่ะ ก้าวข้ามทักษิณหรือยัง ก้าวไม่ข้ามหรอกครับ ตราบใดที่ยังปลุกผีกันอยู่
ขี้เกียจพูดครั้งที่ล้าน ว่าคนรักประชาธิปไตยส่วนใหญ่ก็คัดค้านทักษิณอำนาจนิยมมาทั้งนั้น แค่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ ตอนแรกก็เป็นฝ่าย “สองไม่เอา” แต่สุดท้ายไม่มีที่ยืน เพราะใครคัดค้านการใช้อำนาจทำลายประชาธิปไตย ทำลายหลักนิติรัฐ ถูกผลักเป็นพวกทักษิณเสียหมด
เป็นก็เป็นสิวะ เพราะไปๆ มาๆ มวลชนเสื้อแดงกลับซึมซับหลักการประชาธิปไตยมากกว่า “สลิ่ม” แม้ส่วนใหญ่ยังผูกพันทักษิณ แต่ก็มีความเติบโตเป็นตัวของตัวเองเพราะถูกกระทำ
แต่ทักษิณก็ยังเป็นทักษิณ คือเป็นอะไรได้ทุกอย่าง เป็นไม่ได้อย่างเดียว นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ทักษิณจึงกดปุ่ม delete ตัวเองด้วย “นิรโทษสุดซอย ลักหลับตอนตีสี่”
ทักษิณเสื่อมตั้งแต่วันนั้นแล้วครับ พรรคเพื่อไทยก็เสื่อม เพียงแต่อีกฝ่ายเสื่อมกว่า ปิดเมืองปิดสถานที่ราชการขัดขวางเลือกตั้ง กระทั่งเกิดรัฐประหาร ใช้อำนาจเข้มข้นบังคับสังคมอยู่ในความสงบ กลายเป็นความขัดแย้งใหม่ เป็นปัญหาเฉพาะหน้า ที่ทำให้ “ความผิด” ของทักษิณ เพื่อไทย ถูกละไว้ชั่วคราว ประกอบกับบทบาทในการเรียกร้องประชาธิปไตยเปลี่ยนมาอยู่ที่นักศึกษา นักวิชาการ ไม่ใช่พรรคการเมือง (มวลชนส่วนหนึ่งยังบ่นว่าทักกี้ไม่สู้ด้วยซ้ำไป)
แต่เมื่อไหร่มีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองกลับมามีบทบาท ถามว่าจะยังไว้วางใจพรรคเพื่อไทยกันอยู่ไหม ไม่แล้วครับ ถ้าจะสู้ร่วมกันต่อไป พรรคเพื่อไทยก็ต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ ใครจะไว้วางใจพรรคการเมืองที่คนคนเดียวโทร.สั่งซ้ายหันขวาหันได้ตอนตีสี่ แล้วคนคนนั้นก็ไม่เคยเลิกนิสัยสู้ไป ดีลไป โดนแค่ไหนก็ไม่เคยเข็ด ยังพร้อมจะต่อรองเสมอ
แล้วถามจริง พรรคเพื่อไทยปฏิรูปได้ไหม อมพระมาพูดก็เชื่อไม่ได้ ตั้งพรรคใหม่เริ่มต้นจากศูนย์ซะยังดีกว่า เพียงแต่ต้องหาจังหวะ สมมติเช่น พรรคเพื่อไทย “ปรองดอง” กับทหารเมื่อไหร่ พรรคใหม่ก็เกิดได้ทันที
แต่ที่พูดมาทั้งหมดนี้เป็นนิยายครับ เป็นเรื่องในจินตนาการของนักอุดมคติที่เป็นไปไม่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ต่างจากความเพ้อฝันว่าสักวัน เหลืองแดงจะรวมกันได้ ในโลกแห่งความเป็นจริงคือชาติหน้าตอนบ่ายๆ (พูดแบบคนไม่เชื่อว่ามีชาติหน้าเสียด้วย)
ในโลกแห่งความเป็นจริง ประวัติศาสตร์ก็ยังซ้ำรอย ทักษิณอำนาจนิยม ถูกโค่นล้มด้วยรัฐประหาร ถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรม เรียกความเห็นใจจากมวลชนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยม ขณะที่คนอีกฝ่ายเกลียดจนคลุ้มคลั่ง ชนะเลือกตั้ง ก็ถูกม็อบยึดทำเนียบยึดสนามบินขับไล่ ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ผิดคนเดียวตายยกเข่ง ฯลฯ
ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน ทักษิณสุดซอย ถูกไล่ด้วยม็อบสุดโต่ง เกิดรัฐประหาร ยิ่งลักษณ์ถูกดำเนินคดี ถูกเรียกค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้าน เดินสายถ่ายเซลฟีกับชาวบ้าน เกิดอภินิหารทางกฎหมายย้อนเก็บภาษี 1.2 หมื่นล้าน ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญยิ่งถอยหลัง ไม่เหลือความเป็นประชาธิปไตย
เลิกพูดเรื่องก้าวข้ามไปเลย ปลงเสียเถอะ เวียนว่ายตายเกิดอยู่กับทักกี้นี่แหละ
"ทักษิณ..โกตี๋..ทีนิวส์"
"ทักษิณ..โกตี๋..ทีนิวส์"
ผมอยากให้ท่านนายกทักษิณมอบอำนาจให้ทนายความ ไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายสนธิญาณและสำนักข่าวทีนิวส์ที่กล่าวหาว่า "ถ้าไม่มีทักษิณขบวนการเหล่านี้ก็เดินต่อไม่ได้" อันเป็นการจงใจใส่ความนายกทักษิณว่าอยู่เบื้องหลังโกตี๋ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าของอาวุธสงครามและอยู่ในขบวนการล้มเจ้า ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะนายกทักษิณและพวกผมแม้จะไม่ชอบเผด็จการ แต่ไม่เคยมีความคิดที่จะใช้ความรุนแรง ส่วนเรื่องล้มเจ้าไม่เคยอยู่ในความคิด
ระยะนี้ท่านนายกทักษิณงานเข้ามากเป็นพิเศษ เช่น ภาษีหุ้นชินคอร์ปที่เรื่องจบไปนานแล้วแต่รัฐบาลจะใช้อภินิหารเรียกเก็บให้ได้ หรือเหตุการณ์ที่วัดพระธรรมกายที่ท่านผู้นำเคยมีคำถามว่าเป็นพุทธแท้หรือพุทธเทียม ในขณะที่ผมออกมาต่อสู้เพราะเห็นว่าการที่สาธุชนเข้าวัดเพื่อปฏิบัติธรรมย่อมดีกว่าออกมาเพ่นพ่านบนถนนหรือยกพวกไปปิดสถานที่ราชการ ล่าสุดคือการจับกุมอาวุธที่อ้างว่าเป็นของโกตี๋ที่หลายฝ่ายเห็นว่าเป็นการจัดฉาก ทั้งสองเรื่องก็ถูกลากโยงมาที่นายกทักษิณทั้งที่ท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ความจริงท่านวางเฉยมานานแล้วเพราะต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ แต่เผด็จการกลับหาเรื่องเอาท่านเป็นข้ออ้างเพื่อจะได้อยู่ในอำนาจต่อไป เราจึงเห็นกลุ่มคนเหล่านี้แบ่งหน้าที่กันทำ โดยหัวหน้ากลุ่มการเมืองข้างถนนออกมาเสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปจนกว่าจะปฏิรูปสำเร็จ ฝ่ายสื่อก็ช่วยออกมาปลุกผีใส่ร้ายท่านว่าอยู่เบื้องหลังขบวนการล้มเจ้า ส่วนท่านผู้นำก็สนุกกับการใช้อำนาจพิเศษที่ขัดต่อหลักนิติธรรมและนำมาซึ่งความขัดแย้ง ที่น่าแปลกคือเผด็จการที่เพลิดเพลินกับการจัดการฝ่ายตรงข้ามแต่กลัวถูกคิดบัญชี ความจริงคำว่าคิดบัญชีของผมคือเอาอำนาจกลับคืนให้กับประชาชนเท่านั้นเอง ช่างขวัญอ่อนเสียเหลือเกิน แล้วบอกเป็นชายชาติทหาร
วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
24 มีนาคม 2560
พรรคเพื่อไทย
24 มีนาคม 2560
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








