PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ตร.ภาค 5 รวบน้าสาว"ชัยภูมิ ป่าแส"พร้อมน้องเมีย "ไมตรี"กลุ่มรักษ์ลาหู่ร่วมขบวนการขนยาบ้า

Jaroensook Limbanchongkit Pone
2 ชม.
ตร.ภาค 5 นำหมายจับ รวบน้าสาว "ชัยภูมิ ป่าแส" พร้อมน้องเมีย "ไมตรี" กลุ่มรักษ์ลาหู่ หลังหลักฐานมัดแน่นร่วมขบวนการขนยาบ้า เผยมีพยานยันชัยภูมิขนยามาแล้วหลายครั้ง
(กรุงเทพธุรกิจ 29 พฤษภาคม 2560)
ช่วงเช้าวันนี้ ( 29 พฤษภาคม) เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 ตำรวจภูธร จ.เชียงใหม่ และสถานีตำรวจภูธรนาหวาย รวมกับเจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 5 นำกำลังเข้าปิดล้อมและตรวจค้นที่บ้านกองผักปิ้ง หมู่ 13 ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โดยมี พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และ พล.ต.ต.ศรายุทธ สงวนโภคัย ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.เชียงใหม่ อำนวยการปิดล้อมและตรวจค้นบ้านเป้าหมายในครั้งนี้ด้วยตัวเอง
โดยเจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายที่บ้านกองผักปิ้ง จำนวน 9 หลัง หนึ่งในนั้นคือบ้านของนายไมตรี จำเริญสุขสกุล กลุ่มรักษ์ลาหู่ ซึ่งเคยเป็นพี่เลี้ยงของนายชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนนักกิจกรรมชาวลาหู่ ที่ถูกทหารวิสามัญฆาตกรรม บริเวณด่านบ้านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา แต่ขณะตรวจค้นนายไมตรีไม่อยู่บ้าน
ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้นำหมายศาล จ.เชียงใหม่ เข้าจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 4 คน โดยหนึ่งในเป็นน้าสาวของนายชัยภูมิ ชื่อนางสาวฉันทนา ป่าแส อายุ 20ปี และนางสาวนาหวะ จะอื่อ อายุ 25 ปี น้องสะไภ้ของนายไมตรี ซึ่งถูกระบุว่า เป็นผู้นำยาบ้าไปส่งให้กับนายชัยภูมิก่อนจะถูกวิสามัญ
ต่อมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 5 ได้ควบคุมตัวนาวสาวฉันทนา ป่าแส และนางสาวนาหวะ จะอื่อ พร้อมนางนาแส แสขื่อ อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของยาเสพติดจำนวน 2,000 เม็ดที่นำมาให้นายชัยภูมิ ลอบขนในวันที่นายชัยภูม ถูกวิสามัญ และนายจะโจมแสง มอกู่ อายุ 25 ปี สามีนางฉันทนา ซึ่งถูกจับกุมพร้อมของกลางยาบ้าครึ่งเม็ด และตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย มาสอบปากคำที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5
พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กล่าวว่า คดีนี้เจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานว่านายชัยภูมิ เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จึงสืบสวนสอบสวนถึงที่มาของยาบ้า กระทั่งพบหลักฐานเชื่อมโยงถึงผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ในวันนี้ทั้ง 4 ราย จึงขออนุมัติศาล จ.เชียงใหม่ออกหมาย
จากการสอบปากคำในเบื้องต้น ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ให้การรับสารภาพ ส่วนทั้งหมดจะได้รับการประกันตัวหรือไม่ญาติต้องไปขอประกันตัวกับศาล ในส่วนของตำรวจมีอำนาจควบคุมตัวและสอบปากคำ 48 ชั่วโมง โดยทั้งหมดถูกดำเนินคดีในข้อหาสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะทำความผิดและสบคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสบคบ"
ส่วนการขยายผลพบว่าเครือข่ายนี้ มีนางนาขิ พี่สาวของนางสาวนาหวะ เป็นผู้หายาบ้าอยู่ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านและส่งให้กับเครือข่ายดังกล่าวเพื่อส่งไปให้กับผู้ซื้อชาวลาหู่ ที่อาศัย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจะเดินทางมารับยาบ้าจากเครือข่ายนี้เป็นประจำ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติศาลออกหมายจับ
สำหรับนายไมตรียังไม่พบหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และการตรวจค้นที่บ้านพักก็ไม่พบยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายอื่นแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามในเครือข่ายดังกล่าวพบว่ายังมีเยาวชนเข้ามาเกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างพิจารณาหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด แต่เท่าที่สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานค่อนข้างจะครบวงจรหมดแล้ว ตั้งแต่ต้นทางของยา คนสั่งซื้อ คนขาย รวมทั้งคนที่ขนยาซึ่งก็คือนายชัยภูมิ ป่าแส ผู้ตายนั่นเอง ทั้งยังมีพยานยืนยันว่าเคยได้รับยาเสพติดที่นายชัยภูมิเป็นผู้ขนมา ไม่ต่ำกว่า 7 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะที่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลการจับกุมและกวาดล้างเป้าหมายยาเสพติดในจังหวัดเชียงใหม่อีก 80 จุด และในพื้นที่ภาค 5 ทั้งหมดรวม 410 เป้าหมาย จับกุม 481 คดี ผู้ต้องหา 490 คน ของกลางยาเสพติดยาบ้า 739,556 เม็ด ยาไอซ์ 77.19 กรัม ทางกลุ่มเอ็นจีโอและนักวิชาการที่เคลื่อนไหวเรื่องของนายชัยภูมิ ป่าแส ได้เดินทางมาสังเกตการณ์ พร้อมเจรจากับเจ้าหน้าที่เพื่อขอพบกับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม ซึ่งเป็นญาติของนายชัยภูมิ และนายไมตรี จำเริญสุขสกุลด้วย

วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

'พล.อ.พัลลภ' ซัดชั่วช้าหน้าตัวเมีย ปัดอยู่เบื้องหลังบึ้มรพ.

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (รองผอ.รมน.) ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่มีการพาดพิงว่านายทหารอักษรย่อพ. ว่าเป็นพล.อ.พัลลภ ไปเกี่ยวข้องกับการระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าที่ผ่านมา ว่า ตนเป็นทหารมาตลอดชีวิต อยู่ในสนามรบตั้งแต่ยศ ร.ต. ถึงยศ พล.อ. ตนรู้ดีว่าในการทำสงคราม เราจะไม่มีการยุ่งเกี่ยวกับโรงพยาบาลกับหมอ พวกเรารู้กฏข้อนี้ดี 

"เรารบกันขนาดไหน เราก็ไม่ทำอะไรโรงพยาบาล ผมเป็นทหารมาตลอดชีวิตจนเกษียณมาแล้วก็หลายปี ผมรู้กฏดี และผมก็ขอประณามคนทำว่าเป็นคนคิดสั้น ชั่วช้า เลวทราม หน้าตัวเมีย ผมจะทำไปทำไมมันมีพาดพิงมาว่ามีอักษรพ.พานและคิดว่าเป็นผมใครมาถามผมก็บอกแบบนี้" พล.อ.พัลลภ กล่าว 

พล.อ.พัลลภ กล่าวต่อว่า ขอยืนยันว่าไม่รู้จัก และเกี่ยวข้องกับโกตี๋ เพราะฉะนั้น จะมาพาดพิงตนไม่ได้ ตั้งแต่ตนเล่นการเมืองมา ก็เล่นแต่การเมือง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ขนาด พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เป็นเพื่อนรัก ยังไม่ยุ่ง ยังไปว่าชอบสร้างความแตกแยก แล้วตนจะไปยุ่งกับใคร
---

อดีตผบ.ทบ. "ชัยสิทธิ์ ชินวัตร" ปัดเอี่ยวบึ้มรพ.พระมงกุฎฯ ปมแฉ3นายพลผู้บงการ ลั่นเป็นมือปราบระเบิด เผยใช้บริการรพ.ดังกล่าวเป็นประจำ

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. จากกรณีที่มีรายงานข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง เปิดเผยว่ามี 3 นายพลยศพลเอก อักษรย่อช.ช้าง พ.พาน และส.เสือ ตกเป็นผู้ต้องสงสัยอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดทั้ง 3 ครั้งในกทม.นั้น 

พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (อดีตผบ.สส.) และอดีตผู้บัญชาการทหารบก (อดีตผบ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่ใช่ตนแน่นอน พูดกันไปเรื่อยเปื่อย ตอนนี้ก็สบายดีและอยู่บ้าน เมื่อมีเวลาว่างก็ไปทำบุญ ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองมานาน 

ยืนยันเหตุระเบิดทั้ง 3 ครั้งที่กทม.ไม่เกี่ยวข้องกับตนอย่างแน่นอน เพราะตนเป็นทหารเก่า เป็นถึงอดีตผบ.สส.และอดีตผบ.ทบ.มีแต่ปราบระเบิด ไม่ใช่คนทำระเบิด อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาในส่วนของตนก็ใช้บริการรพ.พระมงกุฎเกล้าเป็นประจำ เพื่อตรวจร่างกาย และจากนี้ก็ยังคงไปใช้บริการตามปกติ
----

วันที่ 9 มี.ค. 58 เวลา 14.00 น. พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และอดีตผู้บัญชาการทหารบก เปิดบ้านแถลงข่าว ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเหตุปาระเบิดหน้าศาลอาญารัชดา เมื่อคืนวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา
หลังถูก นายมหาหิน ขุนทอง ผู้ต้องหาปาระเบิดศาลอาญารัชดา พาดพิงตอนแถลงข่าว แต่ยอมรับว่ารู้จักกับ นายยุทธนา เย็นภิญโญ ผู้ต้องหาอีกคน เพราะเคยมาขอเงินขอข้าวกิน ถือว่าตนทำคุณบูชาโทษแท้ๆ เชื่อว่าน่าจะมีความพยายามที่จะเชื่อมโยงตนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

พร้อมระบุ ยินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ขอร้องอย่าดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดี ไม่เช่นนั้นจะพิจารณาฟ้องกลับ อยากขอให้ทุกฝ่ายมีความยุติธรรมในใจและให้ความเป็นธรรมตนด้วย ยืนยันว่าไม่เคยมีการ์ดผู้หญิงเพราะทีมรักษาความปลอดภัยที่มีอยู่เพียงพอและเป็นผู้ชายทั้งสิ้น

"พลเอก ชช"...ชัยสิทธิ์ ชินวัตร"บิ๊กตุ้ย”

"พลเอก ชช"...ชัยสิทธิ์ ชินวัตร"บิ๊กตุ้ย”
ลั่น ไม่ใช่ผมแน่นอน ปัดเกี่ยวบึ้ม กทม. ยันเป็นอดีตทหาร อดีตผบสส.-ผบทบ. มีแต่ปราบระเบิด เผยวางมือการเมืองมานาน ร่วมมือ คสช. มาตลอด เผยปกติ มารักษาที่รพ.พระมงกุฎฯ เป็นประจำ

"นายพล พ.-ช-ส" ถูกโยง เหตุระเบิดทั้ง กองสลากฯ-สนามหลวง-รพ.พระมงกุฎฯ
นั้น แม้จะมี "นายพล ช."หลายคน แต่เมื่อนักข่าวโทร บิ๊กตุ้ย พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผบ.สส., ผบ.ทบ. ออกตัวว่า ไม่ใช่ผม แน่นอน พูดกันไปเรื่อยเปื่อย
"ตอนนี้สบายดีและอยู่บ้าน เมื่อมีเวลาว่างก็ไปทำบุญ ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองมานาน ช่วง 3ปี คสช. ผมให่ความร่วมมือดีมาตลอด"
"ผมเป็นทหารเก่า เป็นถึงอดีตผบ.สส.และอดีตผบ.ทบ.มีแต่ ปราบระเบิด ไม่ใช่คนทำระเบิด"
อีกทั้ง ผมก็ใช้บริการ รพ.พระมงกุฎเกล้าฯ เป็นประจำ เพื่อตรวจร่างกาย ตอนนี้ก็ยังคงมารักษาตัวที่นี่

2นายพลนั่งไม่ติด ปัดเกี่ยวบึ้มพระมงกุฎ

บรรดา “นายพล” ที่มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทยและ นายทักษิณ ชินวัตร นั่งไม่ติด เรียงหน้ากันออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่ ร.พ.พระมงกุฎเกล้า ภายหลังมีกระแสข่าวชุดสืบสวนพบหลักฐานเชื่อมโยงไปถึง “3 นายพล” ขั้วอำนาจเก่า อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โฉดครั้งนี้
โดยเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (รอง ผอ.รมน.) ออกมาเปิดเผยว่า ตนเป็นทหารมาตลอดชีวิต อยู่ในสนามรบตั้งแต่ยศ ร.ต. ถึงยศ พล.อ. รู้ดีว่าในการทำสงคราม เราจะไม่มีการยุ่งเกี่ยวกับโรงพยาบาล หมอ พวกเรารู้กฏข้อนี้ดี เรารบกันขนาดไม่หนเราก็ไม่ทำอะไรโรงพยาบาล
“ผมเป็นทหารมาตลอดชีวิตจนเกษียณมาแล้วก็หลายปี ผมรู้กฏดี และผมก็ขอประณามคนทำว่าเป็นคนคิดสั้น ชั่วช้า เลวทราม หน้าตัวเมีย ผมจะทำไปทำไม”
พล.อ.พัลลภ กล่าวต่อว่า ขอยืนยันว่าไม่รู้จัก และเกี่ยวข้องกับนาย วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ (โกตี๋) ฉะนั้นจะมาพาดพิงตนไม่ได้ ตั้งแต่ตนเล่นการเมืองมาก็เล่นแต่การเมือง ไม่ งเกี่ยวกับใคร ขนาด พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เป็นเพื่อนรัก ก็ยังไม่เคยไปยุ่ง ยังไปว่าชอบสร้างความแตกแยก แล้วตนจะไปยุ่งกับใคร
เช่นเดียวกับ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.สส. ที่ออกมาปฏิเสธว่า ไม่ใช่ตนแน่นอน พูดกันไปเรื่อยเปื่อย ตอนนี้ก็สบายดีและอยู่บ้าน เมื่อมีเวลาว่างก็ไปทำบุญ ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองมานาน ยืนยันเหตุระเบิดทั้ง 3 ครั้งที่ กทม. ไม่เกี่ยวข้องกับตนอย่างแน่นอน เพราะตนเป็นทหารเก่า เป็นถึงอดีต ผบ.สส. และ อดีต ผบ.ทบ. มีแต่ปราบระเบิด ไม่ใช่คนทำระเบิด อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาในส่วนของตนก็ใช้บริการ รพ.พระมงกุฎเกล้า เป็นประจำ เพื่อตรวจร่างกาย และจากนี้ก็ยังคงไปใช้บริการตามปกติ

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ล็อคเป้า3นายพลบึ้มกรุงเอี่ยว"โกตี๋"

“ปริศนา”คนร้ายลอบวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เริ่มมีความกระจ่างชัดมากขึ้นเป็นลำดับ โดยผู้บังคับบัญชาระดับสูงทั้งฝ่ายตำรวจและทหาร ต่างพร้อมใจกันออกมาชี้เป้าอย่างสอดคล้องกันว่า เหตุระเบิดอุกอาจครั้งนี้ เป็นฝีมือของ “กลุ่มการเมือง” ที่นิยมความรุนแรง พร้อมปรากฏชื่อของ “โกตี๋” แกนนำเสื้อแดงสายฮาร์ดคอร์ และกลุ่ม “3 นายพล” ขั้วอำนาจเก่า เป็นเป้าหมายในกลุ่มผู้ต้องสงสัย
ขณะที่ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ระดม “มือสืบสวน” ระดับพระกาฬกว่า 200 นาย เข้ามาเป็นชุดคลี่คลายคดีและไล่ล่าคนร้าย ซึ่งตำรวจเชื่อว่ายังคงกบดานอยู่ในประเทศไทย
ได้ภาพสเก็ตช์ผู้ต้องสงสัยบึ้มพระมงกุฏ
โดยความคืบหน้าในเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิตพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ได้เรียกประชุมชุดสืบสวนสอบสวนคดีลอบวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า หลังเวลาผ่านไปนาน 72 ชั่วโมง เพื่อนำข้อมูลส่งต่อที่ประชุมชุดใหญ่ที่มี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธาน
รายงานข่าว ระบุว่า ชุดสืบสวนได้สอบปากคำพยานผู้บาดเจ็บรายหนึ่ง ก่อนจะได้ภาพสเกตช์ผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้นำระเบิดมาวาง อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ชุดสืบสวนได้เชิญแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ มาสอบถามความเห็นว่าคำให้การของพยานมีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด เพราะเบื้องต้นชุดสืบสวนยังไม่ให้น้ำหนักจากคำให้การของพยานปากนี้ เนื่องจากช่วงก่อนเกิดเหตุมีคนพลุกพล่านจำนวนมาก จึงอาจทำให้พยานจดจำตำหนิรูปพรรณผู้ต้องสงสัยคลาดเคลื่อน จึงยังไม่ขอหมายจับบุคคลตามภาพสเก็ตช์ หรือแจกจ่ายภาพดังกล่าวเพื่อติดตามตัว
เชื่อก่อเหตุโต้งๆ-ไม่อำพรางแจกัน
ส่วนภาพจากกล้องวงจรปิด ชุดสืบสวนพบว่ามีเพียง 4 ตัวเท่านั้นที่ใช้งานได้ และน่าจะจับภาพผู้ก่อเหตุได้ โดยอยู่ระหว่างการแกะรอย แต่ชุดสืบสวนเชื่อว่าผู้ก่อเหตุน่าจะมาถึงที่เกิดเหตุห้องวงษ์สุวรรณ ก่อนระเบิดไม่นาน โดยผู้ก่อเหตุไม่มีการอำพรางแจกัน เพราะจะทำให้ผิดสังเกต
ส่วนจดหมายที่แจ้งเตือนเหตุระเบิด พบว่า มีการส่งจดหมายไปยังสถาบันประสาทวิทยา 2 ฉบับ และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ 1 ฉบับ โดยลายมือที่เขียนเป็นคนละคนกัน และเมื่อนำรายชื่อที่เขียนในจดหมายไปตรวจสอบพบว่ามีบุคคลที่มีชื่อซ้ำกัน 97 คน
ตั้ง“ศรีวราห์”หัวหน้าชุดคดีบึ้ม
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)ได้มีคำสั่ง ตร.ที่ 236/2560 ลงวันที่ 24 พ.ค.2560 เรื่องแต่งตั้งพนักงานสืบสวนสอบสวน ใจความสรุปว่า ด้วยเมื่อวันที่ 22 พ.ค.60 เวลาประมาณ 10.00 น.ได้มีคนร้ายก่อเหตุระเบิดไปป์บอมบ์ขึ้นภายในบริเวณโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยมุ่งหวังต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพื่อสร้างสถานการณ์ปั่นป่วนให้เกิดความวุ่นวายขึ้นภายในบ้านเมือง เป็นเหตุให้ผู้มีได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
เหตุระเบิดในลักษณะนี้ได้เกิดมาแล้วจำนวน 2 ครั้ง ได้แก่ เหตุบริเวณหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเก่า เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 , เหตุระเบิดบริเวณหน้าโรงละครแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 น่าเชื่อว่าเป็นบุคคล กลุ่มบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีต่อบ้านเมืองกลุ่มเดียวกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีสำคัญ กลุ่มบุคคลผู้กระทำความผิดเชื่อมโยงเกี่ยวพันกัน คดีมีความยุ่งยาก สลับซับซ้อน เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ จึงแต่งตั้งพนักงานสอบสวน ดังนี้ 1.ให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน
ระดมมือสืบสวนกว่า200นายไล่ล่า
2.ให้จัดโครงสร้างและคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน อำนาจหน้าที่ โดยให้พนักงานสืบสวนสอบสวนรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ร่วมกันทำการสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริง หรือพิสูจน์ความผิดของกลุ่มบุคคล บุคคล หรือเครือข่าย ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว หากการสืบสวนพบว่าผู้อื่นร่วมการกระทำความผิด หรือมีการกระทำความผิดอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน ให้มีอำนาจสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดนั้นๆ แล้วรายงานให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบ โดยการสอบสวนให้พนักงานสืบสวนสอบสวนพึงระมัดระวังอำนาจการสอบสวน โดยจะต้องให้มีพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสั่งสอบสวนร่วมในการสอบสวนทุกครั้ง
รายงานข่าว ระบุว่า คณะชุดสืบสวนสอบสวนข้างต้น ได้มีการระดมนายตำรวจที่เชี่ยวชาญด้านสืบสวนและสอบสวน การข่าว ด้านอำนวยการทั่วประเทศ รวม 210 นาย เพื่อเร่งสืบสวนจับกุมกระทำความผิด รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีระเบิดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้
ลุยคลองถม-บ้านหม้อแหล่ง“ไอซีไทเมอร์”
รายงานข่าว แจ้งด้วยว่า ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหาเบาะแสในย่านคลองถม และบ้านหม้อ ซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หลังพบข้อมูลว่าระเบิดทั้ง 3 แห่งมีการใช้ “ไอซีไทเมอร์” หรือตัวหน่วงเวลาจุดระเบิดเป็นตัวดำเนินการ ซึ่งไอซีไทเมอร์หาซื้อได้ง่ายตามแหล่งขายวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
พอรู้ตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้ว
อีกทั้งได้นำแผนประทุษกรรมเหตุระเบิดในอดีต มาเปรียบเทียบแผนประทุษกรรมของกลุ่มคนร้ายว่า เชื่อมโยงกับกลุ่มใดหรือไม่ โดยเฉพาะรายชื่อบัญชีกลุ่มบุคคลต้องสงสัยที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนมีรายชื่อและกลุ่มบุคคลทั้งหมดแล้ว และพอที่จะรู้ตัวและกลุ่มผู้ก่อเหตุ ซึ่งพบความเชื่อมโยงในหลายจุดที่ต้องตรวจพิสูจน์ให้แน่ชัด 
แฉมีข้อมูลศักยภาพ“กล้อง”ทุกจุด
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเหตุระเบิดทั้ง 3 แห่ง คนร้ายที่ก่อเหตุมีมากกว่า 1 คน และกระทำเป็นขบวนการแบ่งงานกันทำ เตรียมการมาอย่างดี ศึกษาเส้นทาง และมีศักยภาพรู้ความเคลื่อนไหวว่าจุดที่ก่อเหตุนั้นจุดใดที่กล้องวงจรปิดเสีย หรือเป็นกล้องดัมมี่ โดยเฉพาะเหตุระเบิดที่หน้ากองสลากเก่าที่คนร้ายรู้กระทั่งว่ากล้องที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุเป็นกล้องดัมมี่
อีกทั้งจุดเกิดเหตุหน้าโรงละครแห่งชาติเป็นจุดที่เป็นมุมอับที่ไม่มีวงจรปิด และกล้องวงจรปิดที่ใกล้ที่เกิดเหตุรัศมีวงจรปิดจับภาพได้ยากลำบาก รวมทั้งภายในห้องวงษ์สุวรรณที่กล้องวงจรปิดเสียมากกว่า 9 ตัว และที่ใช้งานได้ไม่ใช่กล้องหลักที่จะจับภาพได้ในรัศมีหากก่อเหตุในจุดดังกล่าว
ล็อกเป้าอดีต“3นายพล”อำนาจเก่า
รายงานข่าว ระบุด้วยว่า ชุดสืบสวนยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้งว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับประเด็นอะไร และอยู่ระหว่างการจับตากลุ่มบุคคลที่นิยมความรุนแรงทางการเมือง ในแถบภาคตะวันออก ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีศักยภาพในการก่อเหตุในลักษณะนี้ รวมทั้งเฝ้าระวังจับตากลุ่มอดีตข้าราชการ อดีตคนมีสีที่มีความสัมพันธ์กับขั้วอำนาจเก่า โดยเฉพาะอดีตนายทหารระดับนายพล จำนวน 3 นาย
ผบ.ตร.แย้มคนร้ายมากกว่า1คน
วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เรียกประชุมทีมสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว โดยมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่จากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวภายหลังการประชุม ว่า ชุดสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนพยานไปแล้ว 61 ปาก ซึ่งเป็นพยานที่เกี่ยวข้อง และอยู่ในวันเกิดเหตุ ผลการสอบสวนเป็นที่น่าพอใจ แต่อยู่ในสำนวนไม่สามารถเปิดเผยได้ ส่วนที่แม่ทัพภาคที่ 1 ระบุว่าคนร้ายมี 3-4 กลุ่มนั้น ก็คงเป็นการข่าวของแม่ทัพภาคที่ 1
“เบื้องต้นเชื่อว่าคนร้ายมาไม่ต่ำกว่า 1 คน ส่วนจะแฝงตัวปะปนเข้ามากับคนไข้หรือไม่นั้น ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างจำลองเหตุการณ์ว่าคนร้ายเข้ามาทางไหน ออกทางไหน มารถอะไร ส่วนคนร้านจะมาสำรวจสถานที่เกิดเหตุก่อนลงมือหรือไม่นั้น ทุกอย่างอาจเป็นไปได้ เพราะโรงพยาบาลเป็นพื้นที่เปิด บุคคลใดจะเข้าจะออกก็ได้ ส่วนคนร้ายจะมีชุดล่วงหน้าสังเกตการณ์ และชี้เป้าก่อนลงมือหรือไม่นั้น ทุกอย่างอาจเป็นไปได้ เราไม่สามารถไปเดาใจคนร้ายได้” ผบ.ตร. กล่าว
โยง“กลุ่มการเมืองสุดโต่ง”
ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า ส่วนจดหมายข่มขู่หรือจดหมายเตือน อยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบ ต้องขอเวลาทำงาน มันไม่เหมือนไปตลาดซื้อผักบุ้ง คือฐานข้อมูลเรามีอยู่แล้ว ประกอบกับเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับทางภาคใต้แน่นอน แต่อาจจะมีกลุ่มการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง โดยเฉพาะพวกนิยมความรุนแรง หรือพวกที่มีความคิดสุดโต่ง และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการควบคุมตัวผู้ต้องหาแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้นำเหตุระเบิดและก่อการร้ายในต่างประเทศในรอบสัปดาห์นี้ มาประกอบการสืบสวนหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า เราแค่วางมาตรการป้องกัน อย่าให้เข้ามาในบ้านเราเท่านั้น จากการข่าวยังไม่มี ถ้าเป็นอย่างนั้นพวกนั้นเขาต้องออกมารับแล้วว่าเป็นฝีมือของพวกเขา ต่างประเทศสังเกตดูได้ว่าเขาไปวางระเบิดที่ไหน ขับรถชนใคร เขาจะออกมาประกาศอยู่แล้ว
มั่นใจมือบึ้มยังกบดานในไทย
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีเรื่องภาพสเก็ตช์นั้น ยังไม่ทราบว่าได้ภาพสเก็ตช์มาจากไหน ทุกอย่างอยู่ระหว่างดำเนินการ หารือ และกำลังต่อจิ๊กซอว์ ยังไม่ได้ทำอะไร อยู่ระหว่างประมวลเหตุการณ์ โดยได้สั่งการให้นำเหตุการณ์ทั้ง 3 จุด คือ โรงละครแห่งชาติ หน้ากองสลากเก่า และโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ มาร่วมกัน ซึ่งเท่าที่ฟังจากทีมงานสืบสวน พบว่า จะมีความเชื่อมโยงกันในเรื่องของตัวละคร
ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าผู้ก่อเหตุยังอยู่ในประเทศไทย พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวมั่นใจว่าคนร้ายยังอยู่ประเทศไทย
ผบ.ทบ.กาหัวแก๊งหนีคดี
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสารท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช. ) กล่าวว่า คดีระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า มีความคืบหน้าพอสมควร มีพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ และภาพจากกล้องวงจรปิด จนได้ข้อมูลพอสมควร โดยตำรวจได้ดำเนินการติดตามผู้ต้องสงสัย คาดว่ามีโอกาสได้ตัวในอนาคต ส่วนผู้ต้องสงสัยจะมีกี่คน ตนยังตอบไม่ได้ ขอให้เป็นหน้าที่ตำรวจ เพราะภาพรวมตนทราบว่ามีผู้ต้องสงสัย และกำลังติดตามอยู่ ซึ่งจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย
“ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระบุว่ามีบุคลภายใน และนอกประเทศนั้น คิดว่าท่านกล่าวในภาพรวม ที่ผ่านมามีคนกลุ่มหนึ่งหลบหนีคดีในประเทศเพื่อนบ้าน และแสดงท่าทีก้าวร้าว ปลุกระดมคนให้ใช้กำลัง ส่วนบุคคลที่จะเข้ามาปฏิบัติ ยังไม่แน่ใจว่าเป็นกลุ่มนี้หรือไม่ แต่เป็นคนภายในประเทศที่อาจมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่เราเคยจับไปครั้งที่แล้ว” ผบ.ทบ.กล่าว
บัญชีดำ“โกตี๋”เอี่ยวบงการ
เมื่อถามว่า คนที่หลบหนีต่างประเทศ และมีพฤติกรรมดังกล่าวใช่นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ “โกตี๋” แกนนำเสื้อแดงหรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ใช่ เพราะที่ผ่านมามีการปลุกระดมผ่านโชเชียลตลอด ซึ่งเราดำเนินการโดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ตอนนี้เงียบไป ที่ผ่านมาเราประสานไปยังลาว เพื่อขอตัว และลาวกำลังดำเนินการให้
“คนที่ตำรวจกำลังติดตามอยู่เป็นเพียงผู้ต้องสงสัย เป็นคนที่เข้าออกในโรงพยาบาลในห้วงเวลาดังกล่าว ที่คาดว่าจะนำระเบิดไปวาง ตลอดจนโกตี๋ก็เป็นเพียงผู้ต้องสงสัยในข่าย ส่วนจะมีคนมีสีเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ผมยังตอบไม่ได้ เพราะตอนนี้เป็นผู้ต้องสงสัยหมด จะมีทหารแตงโมร่วมด้วยหรือไม่ ผมไม่กล้าวิเคราะห์ อยากให้ยึดหลักฐานตามตำรวจ” พล.อ.เฉลิมชัย กล่าว
 ไม่โยง9คนเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ
เมื่อถามย้ำว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่เผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติหรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า เป็นการปลุกระดมกลุ่มคนให้ทำลายทรัพย์สินราชการ ซึ่งยังไม่ทราบว่าเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดครั้งนี้ รวมถึงบริเวณกองสลากเก่า และโรงละครแห่งชาติหรือไม่ ต้องแยกออกเป็น 2 กรณี โดยกรณีดังกล่าวได้จับกุมตัวผู้อยู่ในข่ายมาซักถามทั้งหมด 9 คน และส่งตัวให้ตำรวจแล้ว ซึ่งทั้งหมดมีคนจ้างวานแค่ 1 คนที่เป็นผู้ใหญ่ที่เหลือเป็นเด็ก โดยรับค่าจ้าง 200 บาท จึงไม่ใช่ขบวนการใหญ่ ไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดทั้ง 3 แห่ง

ชี้ โกตี๋ อยู่ในข่ายผู้ต้องสงสัย ยันไม่โยง 9 คนเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ

"ผบ.ทบ." เผย ตร.เร่งติดตาม ก๊วน บึ้ม รพ.พระมงกุฎ ชี้ โกตี๋ อยู่ในข่ายผู้ต้องสงสัย ยันไม่โยง 9 คนเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ 
25 พ.ค.60  เมื่อเวลา 14.30 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสารท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช. ) กล่าวถึงความคืบหน้าจับกุมผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ว่า คดีมีความคืบหน้าพอสมควร มีพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ และภาพจากกล้องวงจรปิด จนได้ข้อมูลพอสมควร โดยทางตำรวจได้ดำเนินการติดตามผู้ต้องสงสัย คาดว่า มีโอกาสได้ตัวในอนาคต ในส่วนคดีความเป็นหน้าที่ของตำรวจ หากรู้ตัวผู้ต้องสงสัยชัดเจนแล้วการตัดสินใจควบคุมตัวเป็นของตำรวจตัดสินใจ เพราะเป็นเจ้าของคดี และมีข้อมูลในมือ  ส่วนจะสามารถตามตัวผู้ก่อเหตุวางระเบิดได้หรือไม่นั้น ต้องสอบถามทางตำรวจ
พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า สำหรับการใช้กำลังหากต้องการใช้กำลังของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ตนมีความพร้อม ส่วนผู้ต้องสงสัยจะมีกี่คน ตนยังตอบไม่ได้ ขอให้เป็นหน้าที่ตำรวจ เพราะตนทราบภาพรวมทราบว่า มีผู้ต้องสงสัย และกำลังติดตามอยู่ ซึ่งจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ออกมาระบุว่า มีบุคลภายใน และนอกประเทศนั้น คิดว่า ท่านกล่าวในภาพรวม ซึ่งที่ผ่านมา มีคนกลุ่มหนึ่งหลบหนีคดีในประเทศเพื่อนบ้าน และแสดงท่าทีก้าวร้าว และปลุกระดมคนให้ใช้กำลัง ส่วนบุคคลที่จะเข้ามาปฏิบัติ ยังไม่แน่ใจว่าเป็นกลุ่มนี้หรือไม่ แต่เป็นคนภายในประเทศ ที่อาจมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มฮาร์ดคอ ที่เราเคยจับไปครั้งที่แล้ว
เมื่อถามว่า คนที่หลบหนีต่างประเทศ และมีพฤติกรรมดังกล่าว ใช่ นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ (โกตี๋)  หรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ใช่ เพราะที่ผ่านมามีการปลุกระดมผ่านโชเชียลตลอด ซึ่งเราดำเนินการ โดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ตอนนี้เงียบไป ซึ่งที่ผ่านมาเราประสานไปยังประเทศลาว เพื่อขอตัว และทางลาวกำลังดำเนินการให้
เมื่อถามย้ำว่า เป็นคนกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่เผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ หรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า เป็นการปลุกระดมกลุ่มคนให้ทำลายทรัพย์สินราชการ ซึ่งยังไม่ทราบว่าเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดครั้งนี้ รวมถึงบริเวณกองสลาก และโรงละครแห่งชาติ หรือไม่ ต้องแยกออกเป็น 2 กรณี โดยกรณีดังกล่าว ได้จับกุมตัวผู้อยู่ในข่ายมาซักถามทั้งหมด จำนวน 9 คน และส่งตัวให้ตำรวจแล้ว ซึ่งทั้งหมดมีคนจ้างวานแค่ 1 คนที่เป็นผู้ใหญ่ที่เหลือเป็นเด็ก โดยรับค่าจ้าง 200 บาท จึงไม่ใช่ขบวนการใหญ่ ไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดทั้ง 3 ที่
"ขณะนี้คนที่ตำรวจกำลังติดตามอยู่เป็นเพียงผู้ต้องสงสัย ของคนที่เข้าออกในโรงพยาบาล ในห้วงเวลาดังกล่าว ที่คาดว่า จะนำระเบิดไปวาง ตลอดจนนายโกตี๋ ก็เป็นเพียงผู้ต้องสงสัยในข่าย ส่วนจะมีคนมีสีเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ผมยังตอบไม่ได้ เพราะตอนนี้ เป็นผู้ต้องสงสัยหมด เราสงสัยใครก็ได้ แต่จะบอกว่าเป็นคนนั้น คนนี้ เราต้องมีหลักฐานชัดเจน เพื่อมุ่งไปตัวเขา ซึ่งการนำบุคคลต้องสงสัย แล้วมาออกสื่อ จะไม่เป็นผลบวกในเรื่องปรองดอง จะมีทหารแตงโมร่วมด้วยหรือไม่ ผมไม่ทราบ และไม่กล้าวิเคราะห์ แต่อยากให้ยึดหลักฐานตามตำรวจว่า อะไรเป็นอะไร การเดาสุ่มไม่เกิดประโยชน์ต่อสังคม ดังนั้น ขอให้รอตำรวจแถลง ขณะนี้อยากให้ช่วยกันผ่านวิกฤตตรงนี้ให้ได้" พล.อ.เฉลิมชัย กล่าว

"บิ๊กแดง"แม่ทัพภาค1 ด่า"หน้าตัวเมีย" มือ บึ้ม รพ.

แรงกว่าเก่า..."บิ๊กแดง"แม่ทัพภาค1 ด่า"หน้าตัวเมีย" มือ บึ้ม รพ. ทำแล้ว ต้องรับผิดชอบ พร้อมจัดการอย่างไม่ปรานี เผยมีรายชื่อแล้ว 3-4กลุ่ม ไม่ใช่ต่างชาติ เป็นคนไทย พร้อมรวบ รอนายกฯสั่ง เผยรู้ตัวคนทำแล้ว เป็นกลุ่มคนไทยแน่นอน แต่นายกฯยังใจเย็น สั่งรอหลักฐานชัดก่อน ยันหลังจากนี้ยังมีการป้องกันเหตุร้ายเข้มงวด
(24/5/60)ที่สำนักงานสลากกินแบ่งฯ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาค 1 กล่าวกล่าวถึงเหตุลอบวางระเบิดหลายจุดในกทม.และล่าสุดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งถือว่าเป็นความเสียหายกับประเทศเป็นอย่างมาก ในภาวะที่รัฐบาลกำลังพยายามปฎิรูปประเทศให้เป็นระบบ โดยเฉพาะภาคสังคม
ดังนั้นจึงขอประณามการกระทำในครั้งนี้ว่าผู้กระทำเป็นพวก "หน้าตัวเมีย" เพราะสถานการณ์แตกต่างจากต่างประเทศ หากมีการระเบิดเกิดขึ้นจะออกมาแสดงความรับผิดชอบ
แต่การกระทำครั้งนี้ยังไม่มีผู้ออกมารับผิดชอบ ซึ่งการระเบิดในโรงพยาบาลเป็นเรื่องที่ไม่สมควรกระทำอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตามขณะนี้มีข้อมูลแล้วว่ามีกลุ่มผู้กระทำผิด 3-4 กลุ่ม โดยเป็นคนไทยด้วยกันเองที่กระทำ ไม่ใช่ชาวต่างชาติ และที่ผ่านมาได้รายงานให้ นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง รวมถึงผบ.ทบ.ได้รับทราบแล้ว
ซึ่งนายกรัฐมนตรียังไม่สั่งการให้ดำเนินการใดๆ เพราะต้องการให้รอหลักฐานของการกระทำความผิดในครั้งนี้ก่อน
ทั้งนี้ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนายกรัฐมนตรีใจเย็นและรอดูสถานการณ์มาก ขณะที่ตนเองพร้อมจัดการอย่างไม่ปรานี
แม่ทัพภาค1 กล่าวว่า ที่ผ่านมา ฝ่ายความมั่นคงได้มีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ และเข้มงวด แต่ในกลุ่มผู้ก่อความรุนแรงมักจะมีช่องทางในการกระทำผิดได้เสมอ
แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายความมั่นคงจะยังคงดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดต่อไป และขณะนี้ได้สั่งการให้กองอำนายการรักษาความสงบฯ กองทะพภาคที่ 1 ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกให้ความรู้บุคคลากรในส่วนห้างร้าน ปมคมนาคมขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ เพื่อสังเกตเหตุร้ายและสิ่งต้องสงสัย เพื่ออร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้น

"บิ๊กตู่ "แย้ม มือบึ้ม ถูกจ้างวาน "ไอ้คนบัญชาการอยู่"โน่น".

"บิ๊กตู่ "แย้ม มือบึ้ม ถูกจ้างวาน "ไอ้คนบัญชาการอยู่"โน่น"...ในประเทศ หรือนอกประเทศ เผย ข้อมูลอยู่ในกระเป๋าของผมใครอยากดูก็มาล้วงเอาไป ชี้ บึ้มรพ.พระมงกุฎฯยึดโยงหลายส่วน
(24/5/60)พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณ์ ถึงความคืบหน้าเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ว่า เรื่องของความเชื่อมั่น เป็นส่วนที่มีความสำคัญมากที่สุด
วันนี้ ผมมีข้อมูลของผมอยู่ กำลังไล่ติดตาม มีข้อมูลพื้นฐานอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "จะรู้ไหมเล่า ก็ต้องไปถามคนทำโน่น สื่อมวลชนต้องช่วยกันบอกประชาชนทั้งประเทศว่าอย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาอีก ประกาศเจตนารมณ์ประเทศไทยไปเลยว่าจะต้องไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นใหม่ ประชาชนทุกคนจะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่การเฝ้าระวังและขอสาปแช่งกับคนเหล่านี้ผมพูดเช่นนี้พอใจกันหรือยัง
"ผมขอประนาม และผมก็พูดไปแล้วว่าวันนี้มีความคืบหน้าในเรื่องนี้ ข้อมูลอยู่ในกระเป๋าของผมใครอยากดูก็มาล้วงเอาไป"
เมื่อถามว่าใกล้จะได้ตัวคนร้ายแล้วหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็ถามกันทุกวัน ไม่มีอะไร ก็ติดตามอยู่ มันมีหลายส่วนยึดโยงกัน
ยืนยันว่ากำลังติดตามอยู่ หลายอย่าง มันทำคนเดียวไม่ได้อยู่แล้ว แต่บางอย่างมันทำได้คนเดียวโดยใช้วิธีการจ้าง ไปเผาที่นั่นที่นี่ คนละ 200 บาทอายุเพียง 14 ปี เดี๋ยวก็จับได้เองไม่ต้องห่วง แต่พอจับได้ก็จะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้เจตนา หรือพอจับเด็กมา ก็กล่าวหาว่าผิดกฏหมายละเมิดสิทธิมนุษยชน รังแกเด็ก ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วมันจะอยู่กันอย่างไรประเทศไทย เพราะฉะนั้นขอร้องว่าผู้ใหญ่อย่าสนับสนุนเด็กให้ทำแบบนี้
การทำลักษณะนี้ก็ต้องมีกระบวนการให้มีคนไปทำบางครั้งคนที่ถือไปยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรเลยรู้ว่าไม่อันตราย ก็รับจ้างมาบางครั้งแค่ 500 บาท ก็ไปนำมาวาง ไอ้คนทำอยู่ข้างนอก ไอ้คนบัญชาการอยู่"โน่น"ในประเทศหรือนอกประเทศ ผมไม่รู้ ไปหากันมา"
"ผมไม่ได้พูดถึงใครคิดกันไปเอง ผมไม่ทะเลาะกับใครอยู่แล้ว"

"บิ๊กป้อม" ยัน กลับมาทำงานแล้ว แต่ไม่มีวาระงาน เลย ยังไม่ได้เข้ากลาโหม หรือทำเนียบฯ

"บิ๊กป้อม" ยัน กลับมาทำงานแล้ว แต่ไม่มีวาระงาน เลย ยังไม่ได้เข้ากลาโหม หรือทำเนียบฯ ยังใช้โทรศัพท์ สั่งงาน ที่บ้าน ร.1รอ.ใช้ Voice command ด้วย ปัดตอบไม่สบายหรือไปตปท.มามั้ย/ ล่าสุด สั่งการให้กองทัพติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติใกล้ชิดและเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยให้ทันท่วงที แนะอบรมให้ นศ.รด. มาช่วยงานบรรเทาสาธารณภัยด้วย
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กลับมาทำงานตามปกติ แล้ว แต่ไม่ตอบว่า ไม่สบาย หรือไม่ เป็นอะไร หรือ ไปต่างประเทศ มาหรือไม่ แต่บอกว่า ไม่ได้เป็นอะไร ยังทำงานได้
โดยวันนี้ ไม่มี วาระงานที่กลาโหม จึงไม่ได้เข้าไป แต่ทำงาน อ่านเอกสาร เซนแฟ้ม ที่บ้าน ร.1รอ. โดย โทรสั่งงาน รวมทั้ง ใช้ อัดเสียงสั่งงาน หรือ voice command อีกด้วย
พลตรี คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม เปิดเผยว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โทรศัพท์สั่งการให้ทุกเหล่าทัพ ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติจากพายุฤดูฝนที่กำลังเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด
พร้อมทั้งให้ตรวจสอบระบบระบายและเก็บกักน้ำที่จัดทำขึ้นให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสืทธิภาพและเตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขังและดินถล่มให้ทันต่อเหตุการณ์ โดยให้ประสานและสนับสนุนส่วนราชการในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
สำหรับการฝึกนักศึกษาวิชาทหารและการเรียกกำลังพลสำรองบางส่วน ที่จะเข้ารับการฝึกตามแผนเรียกพลประจำปี 2560 ให้ทุกเหล่าทัพดำเนินการฝึก และให้ความรู้แก่นักศึกษาวิชาทหารและกำลังพลสำรอง ในการบรรเทาสาธารณภัยควบคู่กันไป เพื่อให้มีความพร้อมสำหรับปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชน ในภาวะวิกฤตของทุกภัยพิบัติ โดยเฉพาะอุทกภัยที่เกิดขึ้นในทุกปี

โกตี๋" โดน อีกแล้ว !!

"โกตี๋" โดน อีกแล้ว !!
‪"บิ๊กเจี๊ยบ" แฉ เครือข่าย "โกตี๋" และ ทหารแตงโม -คนมีสี เป็นผู้ต้องสงสัย บึ้ม รพ.พระมงกุฎฯและ รอการสืบสวนหลักฐาน เผยตร.เตรียมเชิญตัวผู้ต้องสงสัยเร็วๆนี้ /เผยประสานทางการลาว "โกตี๋"อีกครั้ง‬
"เป็นพวกหลบหนีคดี ไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และแสดงท่าที ก้าวร้าว
และปลุกให้มีการใช้กำลัง และปลุกระดมคนให้ใช้กำลัง"
พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า ส่วนบุคคล ที่ปฏิบัติ นั้น ไม่แน่ใจว่า เป็นคนกลุ่มนี้หรือไม่ แต่เป็นคนในประเทศ อาจเชื่อมโยง กลุ่มฮาร์ดคอร์ ที่เราเคยจับไป เมื่อครั้งที่แล้ว
เมื่อถามว่า คนที่หลบหนีอยู่ ในตปท.และก้าวร้าวปลุกระดม หมายถึง กลุ่ม นายโกตี๋ ใช่หรือไม่ พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า ใช่ ที่ผ่านมา มีการปลุกระดม ผ่านโซเชี่ยล มาโดยตลอด เราก็ดำเนินการ อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาแล้ว แต่ก็เงียบไป แต่เราประสาน เพื่อขอตัว และติดตามตัวอยู่ เพราะถิอเป็น ผู้ต้องสงสัย ที่อยู่ในข่าย
ส่วนคนที่ก่อเหตุ จะเป็นทหารแตงโมหรือไม่นั้น พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า ยังไม่สามารถ ระบุไปได้ว่า กลุ่มใดบ้าง ส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องสงสัย ผมไม่กล้าวิเคราะห์ อยากให้ยึดตามหลักฐานจาก ตำรวจ ว่าอะไรเป็นอะไร การเดาสุ่ม ไม่เกิดประโยชน์ต่อสังคม
ส่วนคนมีสี นั้น ผบทบ. กล่าวว่า เป็นผู้ต้องสงสัยหมด เราสงสัยใครก็ได้. แต่จะบอกว่า คนนั้นคนนี้ ตัองมีหลักฐานชัดเจน เพื่อมุ่งไปสู่ตัวเขา นำคนต้องสัยมาออกสื่อ จะหม่เป็นผลบวก ต่อเรื่องปรองดอง

ไป"รักษาสุขภาพ"

ไป"รักษาสุขภาพ"
"บิ๊กเจี๊ยบ"ผบ.ทบ. เผย บิ๊กป้อม แค่ไปรักษาสุขภาพ แค่ช่วงสั้นๆเท่านั้น ตอนนี้ท่านกลับมาทำงานแล้ว ส่งผลดีต่อจิตใจผู้ปฏิบัติงาน เชื่อ บึ้ม รพ.ไม่เกี่ยวข้อง กับ การที่ พลเอกประวิตร ลดบทบาทไป เพราะ หากเป็นการก่อกวน ก็ต้องหาจังหวะเวลา และโอกาส อย่าไปมองในเรื่องตัวบุคคล
ส่วนการที่ พลเอกประวิตร กลับมาทำงาน จะทำให้ความเชื่อมั่นให้ฝ่ายความมี่นคงหรือไม่ ผบทบ.กล่าวว่า ท่านกลับมาทำงาน สร้างกำลัง ส่งผลด้านจิตใจของผู้ปฏิบัติงาน เพราะแค่ไปรักษาสุขภาพ แค่ช่วงสั้นๆเท่านั้น ตอนนี้ท่านกลับมาทำงานแล้ว

บิ๊กเจี๊ยบ รับ มีแนวคิดขอใช้ ม.44 โอนคดี อาวุธสงคราม ระเบิด มาขึ้นศาลทหาร อีกครั้ง

บิ๊กเจี๊ยบ รับ มีแนวคิดขอใช้ ม.44 โอนคดี อาวุธสงคราม ระเบิด มาขึ้นศาลทหาร อีกครั้ง หลัง โอนให้ขึ้นศาลยุติธรรม
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบทบ./เลขาฯคสช.เผยว่า มีการพูดคุยกันในระดับปฏิบัติว่า ถ้าคนร้ายหมายชีวิตประชาชน มีการใช้อาวุธสงคราม วัตถุระเบิด เช่นคดี วางระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ ควรจะเอาคดีนี้กลับมาขึ้นศาลทหาร หลังจากที่ เคยมีการยกเลิกคำสั่ง คสช. 50/2557ให้ คดีความมั่นคง และเรื่องอาวุธ ไปขึ้นศาลยุติธรรมปกติ เป็นแค่การพูดคุยกันในระดับปฏิบัติแต่ยังไม่ได้เสนอ ต่อ พลเอกประยุทธ์ หัวหน้าคสช.ในการใช้ ม.44

ผู้บัญชาการทหารบก ชี้ โกตี๋ มีชื่อในค่ายผู้ต้องสงสัย ลอบวางระเบิด โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า



ผู้บัญชาการทหารบก ชี้ โกตี๋ มีชื่อในค่ายผู้ต้องสงสัย ลอบวางระเบิด โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า แต่ยังไม่ขอฟันธงฝีมือกลุ่มใด
พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงความคืบหน้าการหาตัวคนร้ายที่ลอบวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ว่า ในภาพรวมทางคดีมีความคืบหน้าพอสมควร มีพยานหลักฐานและภาพจากกล้องวงจรปิด ขณะนี้ตำรวจกำลังติดตามผู้ต้องสงสัยคาดว่ามีโอกาสจับกุมตัวได้ โดยกองทัพบกพร้อมสนันสนุนเจ้าหน้าที่ในการจับกุมผู้ต้องสงสัยทันทีหากมีการประสานจากตำรวจ
ผู้บัญชาการทหารบก ระบุว่า ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดกลุ่มผู้ต้องสงสัยได้เนื่องจากอยู่ระหว่างการติดตามตัว โดยที่ผ่านมามีกลุ่มคนที่หลบหนีคดีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แกนนำเสื้อแดงจังหวัดปทุมธานี ที่มีท่าทีก้าวร้าว การปลุกระดมคนที่ใช้กำลังซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุในครั้งนี้หรือไม่ แต่เชื่อว่าเป็นคนภายในเชื่อมโยงกับกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่เคยจับกุมได้ก่อนหน้านี้
ส่วนจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่เผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ ที่จังหวัดขอนแก่น หรือกลุ่มคนมีสี ทหารแตงโมหรือไม่ยังไม่สามารถชี้ชัดได้เพราะไม่พบความเชื่อมโยง ขณะที่กลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้เป็นมุมวิเคราะห์มุมหนึ่งเพราะมีความเชี่ยวชาญในการทำระเบิด ....นืวทีวี 18

วันพุธที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ลาแผงอีกราย “เนชั่นสุดสัปดาห์” วางแผงฉบับสุดท้าย2มิ.ย.

ลาแผงอีกราย “เนชั่นสุดสัปดาห์” วางแผงฉบับสุดท้าย2มิ.ย.

On May 24, 2017
333
รายงานข่าวแจ้งว่า ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจรวมทั้งจำนวนผู้บริโภคลดลง ทำให้เกิดปรากฎการณ์รัดเข็มขัดแก่ค่ายสื่ออย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรายงานข่าวแจ้งว่า นิตยสาร “เนชั่นสุดสัปดาห์” ซึ่งเป็นนิตยสารวิเคราะห์ข่าวรายสัปดาห์ ขณะนี้อยู่ในการดูแลของบริษัท คมชัดลึก มีเดีย จำกัด เตรียมที่จะยุติการผลิต โดยจะตีพิมพ์ฉบับที่ 1305 ในวันที่ 2 มิ.ย. เป็นฉบับสุดท้าย หลังจากจำหน่ายฉบับแรกเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2535 หรือเมื่อ 25 ปีก่อน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานข่าวถึงการเลิกจ้างพนักงานแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ในปัจจุบันนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ มีนายบัณฑิต จันทศรีคำ เจ้าของนามปากกา แคน สาริกา เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา และมีนายไพศาล สังโวลี เป็นบรรณาธิการข่าว เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนหน้าที่จะปิดตัวลง เนชั่นสุดสัปดาห์ได้มีการลดจำนวนหน้ากระดาษลง ปัจจุบันเหลือเพียง 52 หน้าเท่านั้น เมื่อเทียบกับนิตยสารที่เป็นคู่แข่ง อย่างมติชนสุดสัปดาห์ ของเครือมติชน มีจำนวน 116 หน้า และสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ มีจำนวน 84 หน้า

ไทยรัฐทีวี มีนโยบายดำเนินโครงการลาออกด้วยความสมัครใจ

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 24 พ.ค. 2560 บริษัท ทริปเปิลวีบรอดคาสต์ จำกัด เจ้าของสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี มีนโยบายดำเนินโครงการลาออกด้วยความสมัครใจ โดยได้รับความช่วยเหลือ
โดยผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการฯ นั้น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจเป็นผู้พิจารณาอนุมัติการเข้าร่วมโครงการของพนักงาน ทั้งนี้ ผลการพิจารณาของประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจถือเป็นที่สิ้นสุด และเป็นข้อยุติพนักงาน ไม่สามารถขออุทธรณ์ หรือขอให้ทบทวนผลการพิจารณา ซึ่งพนักงานที่ได้รับการอนุมัติจากประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจให้ออกตามโครงการแล้ว และถอนเรื่องคืนหรือยกเลิกไม่ได้
สำหรับพนักงานที่ได้รับอนุมัติให้ออกตามโครงการจะได้รับเงินช่วยเหลือตามอายุงาน โดยให้นับอายุงานตั้งแต่วันที่เข้าทำงานกับบริษัทฯ จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2560 
อายุงานไม่ครบ 1 ปี ได้รับเงินช่วยเหลือเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน, อายุงาน 1 ปีขึ้นไป แต่ไม่ครบ 3 ปี ได้รับเงินช่วยเหลือเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน, อายุงาน 3 ปีขึ้นไป แต่ไม่ครบ 6 ปี ได้รับเงินช่วยเหลือเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน, อายุงาน 6 ปีขึ้นไป แต่ไม่ครบ 10 ปี ได้รับเงินช่วยเหลือเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน และอายุงาน 10 ปีขึ้นไป ได้รับเงินช่วยเหลือเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน
ทั้งนี้ พนักงานที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการสามารถยื่นความประสงค์ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2560 ซึ่งหากได้รับการอนุมัติจะมีผลให้ออกตามโครงการในวันที่ 1 กรกฎาคม  2560
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้รับการยืนยันจากเเหล่งข่าวว่า โครงการลาออกด้วยความสมัครใจตั้งเป้าลดพนักงานร้อยละ 15 จากจำนวนพนักงานทั้งหมดประมาณ 700 คน
ขณะที่ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด (ไทยรัฐทีวี) จดทะเบียนจัดตั้ง 9 พฤษภาคม 2556 ทุน 1,000 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 1 อาคาร12 ชั้น 11 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร แจ้งประกอบธุรกิจ รับ-ส่งวิทยุและโทรทัศน์เพื่อแพร์ภาพและเสียง รายได้อื่น
ปรากฏชื่อ นาง ยิ่งลักษณ์ วัชรพล นาย สราวุธ วัชรพล นาย วัชร วัชรพล และน.ส. จิตสุภา วัชรพล เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ บริษัท วัชรพล จำกัด ถือหุ้นใหญ่สุด 92% มูลค่า 920,000,000 บาท
นำส่งงบการเงินแสดงผลประกอบการธุรกิจล่าสุด ณ 31 ธันวาคม 2558 แจ้งว่า มีรายได้รวม 495,550,436.41 บาท รวมรายจ่าย 1,564,941,747.13 บาท ขาดทุนสุทธิ 1,148,093,092.09 บาท
ส่วน บริษัท วัชรพล จำกัด จดทะเบียนจัดตั้ง 18 เมษายน 2518 ทุน 4,000 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 1 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร แจ้งประกอบธุรกิจขายหนังสือพิมพ์ และให้บริการโฆษณา คุณหญิง ประณีตศิลป์ วัชรพล นาง ยิ่งลักษณ์ วัชรพล นาย สราวุธ วัชรพล นาย วัชร วัชรพล เป็นกรรมการ นาง ยิ่งลักษณ์ วัชรพล ถือหุ้นใหญ่สุด 42.1138% มูลค่า 1,684,553,000 บาท
นำส่งข้อมูลงบการเงินแสดงผลประกอบการธุรกิจ ณ 31 ธันวาคม 2558 แจ้งว่ามีรายได้รวม 3,904,466,471.75 บาท รวมรายจ่าย 2,080,318,545.31 บาท กำไรสุทธิ1,456,098,724.05 บาท
ขณะที่ด้านสื่อสิ่งพิมพ์มีกระเเสข่าวซบเซามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ กำลังจะปิดตัวลง โดยคาดว่าจะวางเเผงฉบับสุดท้าย ในวันที่ 2 มิ.ย.2560 

S 474343022222222
S 4743431111111

4องค์กรใต้ ร่อนแถลงการณ์เมินบิ๊กตู่ปาฐกถา ซัด อวดไทยแลนด์4.0 แต่พฤติกรรม0.4

4องค์กรใต้ ร่อนแถลงการณ์เมินบิ๊กตู่ปาฐกถา ซัด อวดไทยแลนด์4.0 แต่พฤติกรรม0.4

วันนี้ (24 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายภาคประชาชน 14 องค์กรภาคใต้ตอนล่าง ได้ออก แถลงการณ์“ ทำไมพี่น้องหลายกลุ่มปัญหาในภาคใต้ จึงเมินปาฐกถานายกรัฐมนตรีในวันนี้” ระบุว่า
เรียน พี่น้องประชาชน สื่อมวลชน หน่วยข่าวของรัฐและรัฐบาล มีคำถามที่น่าสนใจมากจากหน่วยงานของรัฐและสื่อมวลชนว่า นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมาพูดเรื่องไทยแลนด์ 4.0 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในวันพุธที่ 24 พฤษภาคม 2560 นี้ เครือข่ายภาคประชาชนในสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง จะสนใจมาฟังหรือไม่ หรือจะมาเคลื่อนไหวอะไรหรือไม่ ทางเครือข่ายภาคประชาชนในภาคใต้ตอนล่างขอชี้แจงว่า การปาฐกถาเรื่องไทยแลนด์ 4.0 ของนายกรัฐมนตรีนั้น “ไม่มีอะไรน่าสนใจที่จะมาฟังอยู่แล้ว เพราะนโยบายอวดโม้ว่ายุค 4.0 แต่พฤติกรรมยังเป็นยุค 0.4 ยังหนุนถ่านหิน เน้นสร้างท่าเรือ ชอบอนุมัติเปิดเหมือง ผนวกกับทุนในนามประชารัฐยึดกุมประเทศ ควบคุมสื่อ จำกัดสิทธิประชาชน สารพัดวิธีคิดแบบเผด็จการอำนาจนิยม จึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปฟัง”
การมาภาคใต้ของนายกรัฐมนตรีและคณะในครั้งนี้ มีปรากฏกฏการณ์ใหม่คือ ภาคประชาชนนิ่งมาก ไม่มีใครสนใจจะไปยื่นหนังสือหรือชูป้ายประท้วงใดๆด้วยซ้ำ เพราะต่างได้ข้อสรุปตรงกันว่า “ไม่มีประโยชน์ที่จะไปแสดงออก ไม่มีประโยชน์ที่จะไปเรียกร้อง เพราะเรายื่นหนังสือมาเป็นร้อยฉบับแล้ว เราแสดงออกในทั้งรูปแบบการประท้วง การรณรงค์ การจัดเวทีวิชาการ หรือกิจกรรมมากมาย ที่อุดมไปด้วยเหตุผลและจุดยืนในการขอมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตตนเองมาตลอด ซึ่งเพียงพอแล้วสำหรับนายกรัฐมนตรีหากมีจิตใจที่พร้อมรับฟังภาคประชาชน”
รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความชอบธรรมหรือความน่าเชื่อถือใดๆแล้วสำหรับภาคประชาชน นายกรัฐมนตรีเองก็ไร้ซึ่งจุดยืนที่จะยืนข้างภาคประชาชน เป็นคนหูตึงเวลาฟังปัญหาและข้อเสนอของภาคประชาชน เป็นคนตามัวใกล้บอดไม่เห็นความทุกข์ยากของผู้คน การพูดทุกวันศุกร์นั้นยิ่งชัดเจนว่า มีโลกทัศน์ที่เอาตนเองหรือกลุ่มลิ่วล้อใกล้ชิดเป็นศูนย์กลาง คอยแต่เทศนาสั่งสอนประชาชน ละเลยการพัฒนาประชาธิปไตยฐานรากอันหมายถึงการฟังเสียงประชาชนและให้ประชาชนร่วมกำหนดอนาคตของตนเอง (ลืมไปว่าจะไปคาดหวังอะไรกับเผด็จการให้มาพัฒนาประชาธิปไตย)
วันนี้ภาคประชาชนไม่ได้หวังอะไรจากรัฐบาลและ คสช.แล้ว ไม่หวังแม้การปฏิรูปใดๆจาก คสช. ภาคประชาชนกำลังกลับมาสร้างฐานประชาชนให้เข้มแข็ง ปกป้องพื้นที่จากการรุกรานของรัฐและทุน สร้างฐานประชาธิปไตยทางตรง และรอการเลือกตั้งใหม่(ซึ่งหวังว่าจะมีจริง) ที่อาจพอจะเป็นความหวังสำหรับการหยุดภาวะชงักงันทางประชาธิปไตยและการที่ประชาชนจะร่วมกำหนดอนาคตตนเอง
“การลงมาเยี่ยมพื้นที่ภาคใต้ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรีจึงไร้ประโยชน์ในการไปแสดงออก ภาคประชาชนเอาเวลาไปทำมาหากินและเอาพลังไปทำงานฐานรากให้เข้มแข็งเพื่อรับมือการรุกรานของรัฐและทุนยังดีกว่า จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน” แถลงการณ์ดังกล่าวระบุ

‘บิ๊กป้อม’ชี้ หากนายกฯไม่เสียสละยึดอำนาจ เราคงไม่อาจมีความสุขได้เลย ยันไทยศก.ดี

‘บิ๊กป้อม’ชี้ หากนายกฯไม่เสียสละยึดอำนาจ เราคงไม่อาจมีความสุขได้เลย ยันไทยศก.ดี

“ประวิตร” แจงการทำงานด้านความมั่นคง ชมนายกฯคือผู้เสียสละ ระบุแม้เข้ามาด้วยวิธีไม่ถูก แต่ความตั้งใจทำเพื่อประเทศเต็มเปี่ยม ในทางปฏิบัติพยายามทำ ปท.ให้เป็น ปชต.
วันที่ 23 พฤษภาคม เวลา 11.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวบรรยายหัวข้อ “การขับเคลื่อนและปฏิรูปประเทศไทยด้วยรากฐานความมั่นคง” ว่าทุกท่านคงเห็นแล้วว่างานด้านความมั่นคงที่ คสช.ได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมานั้นทำให้เกิดความสงบ และทำให้งานด้านอื่นๆ เดินไปได้ ตนคงไม่พูดว่าในห้วงที่ผ่านมาเรามีผลงานอย่างไร แต่จะพูดว่าต้องทำอย่างไรจึงจะเกิดความสงบอย่างแท้จริง และทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ ถ้าประชาชนและต่างชาติเกิดความเชื่อมั่น เราก็สามารถทำทุกอย่างได้ ซึ่งความมั่นคงนี้รวมถึงภัยธรรมชาติด้วย ประชาชนต้องมีความปลอดภัย อยู่ดีกินดี มีที่อยู่อาศัย ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำ บ้านเมืองเราจึงจะมีความมั่นคง นอกจากนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องสร้างความสัมพันธ์กับมิตรประเทศโดยเฉพาะพื้นที่ตามแนวชายแดน 4 ประเทศ ได้แก่ ลาว กัมพูชา เมียนมา และมาเลเซียด้วย ต้องมีการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน การปฏิบัติงานร่วมกันตามแนวชายแดนเพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมือง แรงงานด่างด้าว ฯลฯ
พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ส่วนการรักษาความมั่นคงในประเทศ กลไกฝ่ายปกครองต้องดูแลประชาชนโดยทำงานร่วมกับ อปท. ผ่านศูนย์ดำรงธรรม นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายด้วยความยุติธรรม ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำก็มีความสำคัญ เท่าที่ผ่านมาในห้วงเวลา 2 ปี ตนได้ย้ำกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงทุกฝ่ายว่าเราต้องบูรณาการกันทุกฝ่ายให้ได้ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจ และต่างชาติมั่นใจว่าเราปกครองประเทศโดยการทำให้ประชาชนเชื่อมั่น เขาจะได้มีความมั่นใจในการเข้ามาลงทุน ส่วนความมั่นคงในระดับประเทศ มีการร่วมมือกันทางทหาร เพื่อสร้างบรรยากาศในการพัฒนาเศรษฐกิจ มีการใช้ทูตทหาร ในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหา เช่น ยาเสพติด การลักลอบเข้าเมือง ฯลฯ ทั้งนี้ เรายังมีการประชุมทางการทหารร่วมกันเพื่อประสานงานด้วย ดังนั้น ข้าราชการทางทหารไม่ได้มีหน้าที่ป้องกันอธิปไตยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีหน้าที่สร้างความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ เช่น การแลกเปลี่ยนทางการทหาร การฝึกร่วมกัน เป็นต้น
พล.อ.ประวิตรกล่าวต่อว่า ส่วนการปฏิรูปด้านความมั่นคง เราดำเนินการก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ด้วยการออกกฎหมาย ฯลฯ สำหรับประชาคมอาเซียน เรามีการประชุมร่วมกับผู้นำทางการทหารของอาเซียน ตนยืนยันว่าภาพความมั่นคงในอาเซียนนั้นค่อนข้างมีการบูรณาการกัน จากการประชุมเราเห็นตรงกันว่า ในอนาคตเราจะจับอาวุธมาสู้กันจนเกิดการล้มตายอีกไม่ได้ และที่ผ่านมาถือเป็นบทเรียนแห่งความล้มเหลว นอกจากนี้ สภาความมั่นคงแห่งชาติจะต้องจัดทำแผนการดำเนินงาน โดยอันดับแรกจะเริ่มจากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ถ้าเราจะทำให้เกิดความมั่นคง ประชาชนมั่นใจ เราจะต้องทำให้แนวชายแดนของเราเกิดการพูดคุย วางแผน วางระเบียบจนเกิดเป็นการไปมาหาสู่ร่วมกัน นี่คือความมั่นคงทางบก โดยต้องบูรณาการกับทุกหน่วยงานด้วย ต่อมาคือความมั่นคงทางทะเล ต้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ต้องมีกฎหมายมาดำเนินการในเรื่องความมั่นคงทางทะเลโดยร่วมมือกับเพื่อนบ้าน เป็นต้น
พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า สำหรับปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาความมั่นคงแห่งชาติได้มีการจัดทำแผนงานโครงการความมั่นคงและการพัฒนาใหม่ ระหว่างปี 58-60 และ ศอบต.จะต้องจัดทำแผนทำงานบูรณาการร่วมกับคนในพื้นที่ เราต้องการให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เห็นว่า รัฐบาลนี้ดูแลคนไทยไม่ว่าจะศาสนาใดให้อยู่ดีกินดี และลดความเหลื่อมล้ำ โดยเราจะขับเคลื่อน 3 ระดับ คือ ระดับนโยบาย คือนายกฯ ลงมาสู่ระดับปฏิบัติ ซึ่งคือรองนายกฯ และระดับปฏิบัติในพื้นที่ มี กอ.รมน. ศอบต. แม่ทัพภาค 4 เป็นผู้ขับเคลื่อนร่วมกับคนในพื้นที่ ทั้งนี้ ในระหว่าง 2 ปีที่ผ่านมา ยืนยันว่าทุกอย่างดำเนินการไปได้อย่างดี ไม่ได้หมายความว่าปัญหาหมดไป แต่ปัญหาลดลง 50-60% ส่วนเรื่องการข่าว เรามุ่งเน้นการบูรณาการด้านการข่าวเพื่อประสิทธิภาพ โดยเราให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถ้าการข่าวไม่ดีเราก็ไม่สามารถที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นได้ แม้เราจะมีกำลังมาแค่ไหนแต่ไม่รู้ว่าข้าศึกเป็นใครก็ทำอะไรไม่ได้ เรื่องความขัดแย้งก็เช่นกัน การข่าวต้องลงไปดูว่าเราเกิดความขัดแย้งอะไรบ้าง และใครทำให้เกิด
“ขณะนี้เรายอมรับว่าประเทศของเราไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ในทางปฏิบัตินั้นเราพยายามทำให้เป็น ถ้าวันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตัดสินใจเข้ามาเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ วันนี้ก็ไม่รู้ว่าประเทศของเราจะเกิดอะไรขึ้น พวกเราต้องยอมรับว่านายกฯท่านเป็นผู้เสียสละ ถ้าท่านไม่เข้ามา เราจะไม่สามารถมีความสุขได้เลย ทั้งนี้ แม้ว่าพวกเรามาอย่างไม่ถูก แต่ความตั้งใจที่จะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้านั้นมีมากมายมหาศาล ตนไม่ได้อวยให้ฟัง แค่พูด มีคนบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี แต่ตนก็เห็นตัวเลขเขียวอยู่ และเขียวอยู่ประเทศเดียวด้วย” พล.อ.ประวิตรกล่าว

เข้ม! ใช้ทหารรบพิเศษหมวกแดงจากลพบุรี สับเปลี่ยนกำลัง รปภ.ทำเนียบ

เข้ม! ใช้ทหารรบพิเศษหมวกแดงจากลพบุรี สับเปลี่ยนกำลัง รปภ.ทำเนียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในวันนี้ (24 พ.ค.) ทางกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หรือเบเรต์แดง จังหวัดลพบุรี ประมาณ 20 นาย ได้มาตรวจความเรียบร้อยในการรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาล โดยได้เดินตรวจบริเวณโดยรอบพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลโดยเฉพาะในจุดสูงข่ม เพื่อเตรียมสับเปลี่ยนกำลังในการรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาล หลังเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า อย่างไรก็ตาม พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เคยเป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หรือเบเรต์แดง เมื่อปี 2556 ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเมื่อปี 2558
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่ทหารจากกองพันจู่โจม กว่า 20 นาย สังกัดหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ(นสศ.) ลพบุรี เข้ามาในทำเนียบรัฐบาลนั้น เป็นไปเพื่อสับเปลี่ยนกำลังรักษาความปลอดภัยตามปกติ โดยก่อนหน้านี้ก็ได้มีการสับเปลี่ยนกำลังกันอย่างต่อเนื่อง ระหว่างทหารจากหน่วยรบพิเศษกับตำรวจสันติบาลต่างทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในทำเนียบฯมาโดยตลอด แต่ทหารจะเน้นไปที่การสอดส่องดูแลความเคลื่อนไหวในพื้นที่โดยรอบ และภายในตลาดคลองผดุงกรุงเกษม รวมถึงเฝ้าระวังเหตุในวิกาล ส่วนพื้นที่ภายในจะมีตำรวจสันติบาลเฝ้าระวังอยู่ แต่การสับเปลี่ยนกำลังในครั้งนี้ ทหารจากกองพันจู่โจม ได้เพิ่มภารกิจในการเข้ามาดูแลพื้นที่ภายในทำเนียบฯด้วย โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายอาคารสถานที่ทำเนียบฯ ได้พาเจ้าหน้าที่ทหารเดินชมอาคารต่างๆ ภายในทำเนียบฯ เพื่อความคุ้นเคย พร้อมกับฟังข้อมูลที่จะวางกำลัง ทั้งบนตึกสูง พื้นที่สูงข่ม เพื่อจะดูแลพื้นที่ทั้งในและนอกทำเนียบ ร่วมกับตำรวจสันติบาล ตามคำสั่งของพล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการคสช. ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ตั้งแต่มีการรัฐประหาร ได้มีการจัดกำลังทหารรบพิเศษ จำนวน 1 หมวด เข้ามาดูแลพื้นที่รอบนอกทำเนียบรัฐบาล ร่วมกับตำรวจสันติบาล โดยทุกวันอังคาร ที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด(อีโอดี) กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ มาร่วมปฏิบัติหน้าที่กับทหารและตำรวจสันติบาลด้วย