PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2561

"ก็บอก ไม่เลื่อนไงล่ะ โอ้ว!!"‬

‪"ก็บอก ไม่เลื่อนไงล่ะ โอ้ว!!"‬
‪เมื่อโดน ซักหลายคำถาม เรื่องอาจเลื่อนเลือกตั้ง หลังสนช.จะยื่นตีความ "พรป.สส."อีกฉบับ....."บิ๊กป้อม" ชักฉุน !!สวนตอบ แบบ ขึ้นเสียงเลย!! "ก็บอก ไม่เลื่อนไงล่ะ โอ้ว!"
เพราะยืนยันไปตอนต้น แล้วว่า ไม่เลื่อน เพราะจะขอให้ศาล รธน.ตีความเร็วหน่อย‬
ก่อนจะ เบ่งยิ้ม เพื่อลด ความฉุน !!!

โอ้ย!! ไม่ต้องห่วงอ่ะน่า

โอ้ย!! ไม่ต้องห่วงอ่ะน่า
"บิ๊กป้อม" พร้อมทำตามระเบียบ หาก ปปช. ให้ชี้แจงเพิ่ม "นาฬิกา" หลังประชุมใหญ่วันนี้ ก็ให้เขา ว่าไป
‪"บิ๊กป้อม"พล.อ.ประวิตร ร้อง "โอ้ย!! ไม่เอา".... เมื่อโดนถามเริ่อง "ปปช."’ประชุมกรรมการชุดใหญ่ เรื่องนาฬิกาวันนี้ เป็นเรื่องแรกของการสัมภาษณ์.... เพราะปกติเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสุดท้าย เพราะจะ"วงแตก"
"บิ๊กป้อม" บอกว่า "เขาจะประชุม ก็เรื่องของเขา ก็ว่าไป”‬
ส่วนพร้อมไปชี้แจงหรือไม่ หาก ปปช. เชิญนั้น บิ๊กป้อม ร้อง "โอ่ย!" บอก “ไม่ต้องห่วง เป็นตามระเบียบ ระเบียบเขาว่ายังไง ก็ว่าไปตามนั้น”‬

ทำไม ยังไม่ปลดล็อค!!

ทำไม ยังไม่ปลดล็อค!!
"บิ๊กป้อม" เผย รอ"พรรคใหม่" ตั้งพรรคเสร็จ จึงจะ"ปลดล็อค" มิย.นึ้ ให้พรรคเก่า-ใหม่ เดืนไป พร้อมกัน/ ยันไม่เลื่อนเลือกตั้ง ให้ศาลรธน.ตีความเร็ว /ยังไม่มีหลักฐาน"ท่อน้ำเลี้ยง" กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง"
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมยื่นร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ จนหลายฝ่ายกังวลว่าจะกระทบโรดแมพ จนเลื่อนเลือกตั้ง นั้น ว่า ยืนยันว่าการเลือกตั้งยังเป็นไปตามกรอบเดือนก.พ. 2562 ไม่มีการเลื่อนเลือกตั้ง แต่คงต้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความร่างกฎหมายส.ส.และส.ว. ให้เร็ว
เมื่อถามว่ารัฐบาลตั้งใจให้เลือกตั้งเดือนก.พ.2562 แต่เมื่อเกิดเงื่อนไขทางกฎหมาย จนทำให้ยากว่าจะเป็นไปตามโรดแมพ พล.อ.ประวิตร กล่าวขึ้นเสียงว่า “ก็บอกว่าไม่เลื่อน สนช.ต้องส่งกฎหมายทั้งสองฉบับให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ซึ่งอยากให้ตีความให้เร็วหน่อย แค่นั้นก็จบ”
ส่วนกรณีพรรคการเมืองประชุมกับคณะกรรมการการเลือกต้อง (กกต.) เรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งคสช.เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมือง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ที่ผ่านมา เคยบอกแล้วว่าการยกเลิกคำสั่งคสช.นั้น ต้องมีแน่นอน
"แต่ตอนนี้ต้องรอให้พรรคใหม่ ตั้งพรรคให้เรียบร้อยก่อน เพื่อให้ทุกพรรคเดินไปพร้อมกัน ในเดือนมิ.ย.นี้"
เมื่อถามว่าการปลดล็อกให้พรรคต้องมีเงื่อนไข เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนไม่เห็นมีอะไรที่พรรคขัดแย้งกัน มีแต่สื่อนั่นแหละที่ขัดแย้ง
ส่วนที่พรรคและกกต.ขอให้คสช. แก้ไขคำสั่งที่ 53/2560 เกี่ยวกับการยืนยันความเป็นสมาชิกพรรค พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีการแก้ไขคำสั่งกล่าว หากจะให้แก้ ขอให้กกต.ทำเรื่องมา
พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงกรณัที่พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯและหัวหน้าคสช. สั่งให้ฝ่ายความมั่นคงตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งว่า นายกฯเพิ่งสั่งการเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้เราดำเนินการยังไม่เสร็จ ซึ่งเราทราบดีว่ากลุ่มคนอยากเลือกตั้งเป็นกลุ่มเดิมๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหว มีพรรคและกลุ่มการเมืองที่ต้านคสช.อยู่เบื้องหลัง ซึ่งกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว เราเห็นก็รู้แล้วว่าเป็นพวกใคร แต่ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐาน
ส่วนจะเชื่อมโยงกลุ่มคนเสื้อแดงหรือไม่ ยังไม่รู้

กล้าพูดเรื่องจริง

กล้าพูดเรื่องจริง



ประเทศไทยมี 77 จังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัด 77 คน
วันนี้มีผู้ว่าฯหนึ่งคน หนึ่ง จังหวัด ที่ควรได้รับการชื่นชม และให้กำลังใจ
นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ผู้มีความแข็งโป๊กตรงเป๊ะในการทำหน้าที่ควบคุมการใช้งบราชการอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
โครงการใดไม่ถูกต้องโปร่งใส ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ จะไม่ยอมเซ็นอนุมัติทุกกรณี
แม้แต่โครงการที่ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช. ถ้าหากไม่ถูกหลักเกณฑ์ ไม่รอบคอบรัดกุม
ผู้ว่าฯเชียงรายคนนี้จะไม่เปิดไฟเขียวอย่างแน่นอน!!
ล่าสุดที่เป็นข่าวครึกโครม ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาด ไทย สั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงด่วนจี๋ภายใน 3 วัน
คือกรณีเทศบาลนครเชียงราย ขออนุมัติใช้งบอัดฉีดเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ 32 ล้านบาท เพื่อสร้าง “อนุสาวรีย์ช้างคู่บารมีพญามังราย” บนเกาะกลางแม่นํ้ากก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนของรัฐบาล
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าเหตุผลที่ผู้ว่าฯเชียงรายไม่ยอมเซ็นอนุมัติ เนื่องจากตรวจสอบพบว่าเกาะกลางลำนํ้ากกที่จะสร้างอนุสาวรีย์ช้างคู่บารมีพญามังราย เป็นพื้นที่สันดอนทรายรุกลํ้าลำนํ้าธรรมชาติอย่างชัดเจน
ขืนทะเล่อทะล่าเซ็นอนุมัติไป ผู้ว่าราชการเชียงราย ก็ผิดกฎหมายเต็มเปา
ซํ้าร้ายงบอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ 32 ล้านบาทก็สูญฟรี
เมื่อผู้ว่าฯเชียงรายไม่ยอมเปิดไฟเขียว โครงการสร้างอนุสาวรีย์ช้างฯ บนเกาะกลางแม่นํ้ากก ก็ต้องยกเลิกไปด้วยประการฉะนี้แล
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ผู้ว่าฯเชียงรายไม่ยอมเซ็นอนุมัติโครงการที่ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์
นับตั้งแต่ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าฯเชียงรายมาแล้ว 1 ปี มีโครงการอัดฉีดเร่งด่วนโดนเด้งกลับไปแล้ว 20 โครงการ!!
เช่น...โครงการสร้าง “ตุง” สัญลักษณ์กลางเมืองเชียงรายใช้งบ 50 ล้านบาท
โดนผู้ว่าฯสั่งเบรก เนื่องจากใช้วิธีพิเศษไม่เปิดประมูลแข่งขันเสนอราคาตามระเบียบราชการ
ส่วนโครงการที่ดำเนินการไปแล้ว แต่ตรวจพบว่าไม่ถูกหลักเกณฑ์ ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ สั่งให้ตรวจสอบย้อนหลังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรูรั่วซ้ำรอย
เช่น โครงการสร้างโรงแยกขยะกว่า 300 ล้านบาท สร้างแล้วเปิดใช้งานไม่ได้
โครงการสร้างรูปปั้น “ปลาบึก” ที่อำเภอเชียงของ
หรือโครงการก่อสร้างศิลปะในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งใช้งบสูงเว่อร์เกินจริงหลายเท่าตัว
ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ ย้ำว่าภารกิจสำคัญของผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคนคือควบคุมการใช้งบราชการให้โปร่งใสเกิดประโยชน์คุ้มค่าเม็ดเงินที่ใช้ไป
ศักยภาพของจังหวัดเชียงรายควรเจริญกว่านี้ หากงบ 100 บาท เกิดประโยชน์ 90 บาทขึ้นไป
แต่วันนี้ 100 บาท ลงไปได้ 40 บาทเท่านั้นเอง
ผู้ว่าฯเชียงรายย้ำว่าจะไม่ยอมเซ็นอนุมัติโครงการใดที่รู้ว่าผิดอย่างแน่นอน
เพราะหากเซ็นอนุมัติไปก็เท่ากับเป็นผู้ทำให้เกิดทุจริตเสียเอง
“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่าปัญหาทุจริตรั่วไหลอย่างนี้ มีทุกจังหวัด ไม่ใช่มีที่จังหวัดเชียงรายแห่งเดียว
เพียงแต่มีผู้ว่าฯเชียงรายคนเดียวที่กล้าพูดเรื่องจริง
หวังว่าจะไม่โดนย้ายฟ้าผ่านะโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

ลุ้นให้ผ่านพฤษภาคม

ลุ้นให้ผ่านพฤษภาคม



สังเกตว่าจากนี้ไป นักการเมืองอาชีพจะรักและห่วงใยเกษตรกรมากเป็นกรณีพิเศษ
อาการแบบที่นายประมวล เอมเปีย อดีต ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ “ตั้งธง” ออกมาอัดสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) มั่วข้อมูลให้ผู้ใหญ่ในรัฐบาลตีปี๊บสร้างภาพ จากการระบุภายหลังใช้ระบบการตลาดนำการผลิต ทำให้จีดีพีภาคเกษตร ไตรมาสแรก ปี 2561 เพิ่มขึ้น 3.8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ทั้งๆที่เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนการผลิต ขาดทุน มีหนี้สินเดือดร้อน
ประชาธิปัตย์กระโดดอุ้มชาวนา ชาวไร่ จี้จุดไปที่ปัญหาพืชผลทางการเกษตร
ตามฟอร์มแบบรู้ๆกัน มันคือจุดอ่อนไหวในห้วงเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาต้องทุ่มสรรพกำลังในการประคองภาวะราคาข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย ให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรฐานเสียงใหญ่ของประเทศพึงพอใจ
นั่นก็เพราะมันมีผลโดยตรงต่อทิศทางการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ก็ยังดีที่นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ มาจากกระทรวงมหาดไทย เข้าใจพื้นฐานชาวบ้าน บวกกับสไตล์การทำงานแบบ “เข้าชน” ก่อนปัญหาจะถึงนายกฯ
แบบที่เห็นการจัดการปัญหาได้จบก่อนที่ม็อบประมงจะบุกประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาล
งานนี้นักการเมืองทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยก็คงไม่ได้ด่าตีกินรัฐบาลง่ายๆ
กระทรวงเกษตรฯไม่ใช่บ่อน้ำมันเหมือนที่ผ่านมา
อีกจุดที่หนีไม่พ้นโดนล็อกเป้าก็คือกระทรวงพาณิชย์ ที่ทำงานสอดคล้องต่อเนื่องกับกระทรวงเกษตรฯในการรับผิดชอบราคาสินค้า ดูแลภาวะปากท้องชาวบ้าน
ตามสถานการณ์ที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ คงต้องโดนตอดเล็กตอดน้อย เป็นเป้าให้นักการเมืองด่าตีกินกระแส กระแนะกระแหนตลอดแน่
แต่ดูจากสไตล์มือบริหารอาชีพ “สนธิรัตน์” ก็ชั่วโมงบินสูงพอตัวอยู่
รู้ทิศทางลมทางการเมืองเหมือนกัน
จุดสำคัญมาถึงตรงนี้ น่าจะอยู่ที่อาการของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ล่าสุดบ่นเป็นนัยเรื่องเล็กๆน้อยๆรัฐบาลต้องคิดทุกวัน และมักจะโดนเล่นงานทั้งสองทาง
ทำก็โดนอีกฝ่ายด่า ไม่ทำก็โดนอีกฝั่งตำหนิ
แต่รัฐบาลนี้จำเป็นต้องใช้กฎหมายและวิธีปฏิบัติที่เหมาะสม
จับอารมณ์ สถานการณ์มาถึงจุดที่ “นายกฯลุงตู่” ต้องโชว์ความเด็ดขาดในการตัดสินใจ ถ้าคิดว่าอะไรถูกต้อง ต้องกล้าใส่เกียร์เดินหน้า ไม่กลับไปกลับมาให้เสียรังวัด
อย่างน้อยก็เป็น “จุดขาย” สไตล์ “ลุงตู่” ผู้ถือธงนำไปสู่การปฏิรูป
มีผลต่อกระแสในการรีเทิร์น “นายกฯคนใน” ที่เชื่อว่า เจ้าตัวเอาแน่ รอแค่เปิดตัวชัดเจน
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่เหลือเวลาอีกไม่นาน
ตามบรรยากาศเร้าโหมดเลือกตั้ง กับฉากคึกคัก นักการเมืองแห่เข้าร่วมวงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มี 55 พรรคเก่า ร่วมประชุมชี้แจงแนวทางเกี่ยวกับการดำเนินการยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองตามมาตรา 141 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ประกอบคำสั่ง คสช.53/2560
ตามกำหนดดีเดย์ คสช.เปิดไฟเขียวให้ในวันที่ 1 เมษายนนี้
ขาใหญ่ทั้งเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา มากันครบหน้าครบตา
กระตุ้นจังหวะปี่กลองเชิดฉิ่งโหมโรงเลือกตั้ง
ท่ามกลางแนวโน้มสถานการณ์ที่น่าจะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ต่อเนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.
แต่จับทางจากเสียงส่วนใหญ่ก็สนับสนุนให้ “นายกฯลุงตู่” ดำเนินการให้เกิดความชัดเจนไปเลยทีเดียว
แม้แต่ทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ยังเห็นด้วย เพื่อไม่เกิดปัญหาวุ่นวายภายหลัง
เชื่อว่าไม่กระทบโรดแม็ปเลือกตั้งมากนัก
ตามรูปการณ์ ทุกฝ่ายเริ่มมั่นใจว่าได้เลือกตั้งแน่
แต่อีกมุมก็ยังมีขบวนการส่อทำให้เกิดความวุ่นวาย สถานการณ์แบบที่ม็อบ “จ่านิว–รังสิมันต์ โรม” นัดระดมม็อบคนอยากเลือกตั้งเคลื่อนไหวในโอกาสครบรอบ 4 ปี คสช.ยึดอำนาจ
นั่นก็ทำให้สถานการณ์ยังต้องรอลุ้นจับตาเดือนพฤษภาคม
ถ้าวุ่นวายมาก ทุกอย่างอาจพลิกผัน.
ทีมข่าวการเมือง

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2561

คำสั่งคสช.53/2560

คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ที่ให้แก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง 

25/12/60

คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ที่ให้แก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง ได้เปลือยตัวตนของผู้มีอำนาจแบบล่อนจ้อน!

สรุปสาระสำคัญง่ายๆ แบบนี้ 1.โปรพรรคการเมืองที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นใหม่ และสร้างเงื่อนไขยุ่งยากให้พรรคการเมืองที่มีอยู่เดิม ด้วยการ “รีเซตสมาชิกพรรค”

รีเซตอย่างไร? คำตอบคือให้สมาชิกพรรคการเมืองเก่า หากยังยืนยันว่าจะอยู่พรรคเดิม ต้องแสดงเจตนารมณ์เป็น “หนังสือ” แถมให้ชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองภายใน 30 วัน เท่ากับว่าตอนนี้ทั้งพรรคเก่าและพรรคที่จะตั้งขึ้นใหม่ ยังไม่มีสมาชิกจริงๆ ตามกฎหมายเลย

2.พรรคการเมืองทุกพรรคจะจัดประชุมใหญ่ได้ เพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น จัดทำนโยบายพรรค ตั้งสาขาและหัวหน้าสาขาพรรค ฯลฯ ก็ต่อเมื่อ “คสช.ปลดล็อก” คือ “ยกเลิก” ประกาศและคำสั่งหัวหน้าคสช. 2 ฉบับที่ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม

ปลดล็อกเมื่อไร? เมื่อกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.มีผลใช้บังคับ แต่มีเงื่อนไขคือ ครม.ต้องแจ้ง คสช.ให้พิจารณา “แก้ไขเพิ่มเติม” หรือ “ยกเลิก” ประกาศและคำสั่งหัวหน้าคสช. 2 ฉบับดังกล่าว (โปรดสังเกตคำว่า “แก้ไขเพิ่มเติม” แสดงว่าไม่ใช่การ “ยกเลิก” เท่านั้น) แถมยังเพิ่มขั้นตอนการประชุมร่วมระหว่าง ครม.กับ คสช. เพื่อจัดทำแผนขั้นตอนการเลือกตั้งขึ้นมาอีก โดยดึง กกต. กรธ. สนช. และพรรคการเมืองเข้ามาร่วมได้

ย้อนกลับไปอ่านข้อ 2 คำสั่งหัวหน้า คสช.เขียนให้พรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่ได้ภายใน 90 วันหลัง “ปลดล็อก” คือ “ยกเลิก” ประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช. 2 ฉบับที่ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมเท่านั้น

ฉะนั้นถ้า คสช.เลือก “แก้ไขเพิ่มเติม” ประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช.ทั้ง 2 ฉบับ โดยไม่ “ยกเลิก” พรรคการเมืองก็ยังประชุมใหญ่ไม่ได้ใช่หรือไม่

ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 กำหนดให้จัดการเลือกตั้งภายใน 150 วันนับตั้งแต่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ ซึ่งฉบับสุดท้ายคาดว่าจะเป็นกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ถ้าพรรคการเมืองประชุมไม่ได้ หรือหากประชุมได้ ก็ต้องดำเนินการเรื่องยากๆ ต่างๆ อีก 90 วัน เหลือเวลาอีกแค่ 60 วันจะหาเสียงทันได้อย่างไร

สุดท้ายเงื่อนไขเหล่านี้จะกลายเป็นปัญหา และ คสช.ก็ “ขุดบ่อล่อปลา” เอาไว้แล้ว นั่นก็คือกลไกการจัดทำ “แผนและขั้นตอนการเลือกตั้ง” ที่ คสช.จะเป็น “แม่งาน” ดึงทุกฝ่ายมาร่วมหารือ

เมื่อกลไกนี้ทำงาน โรดแมพเลือกตั้งก็จะถูกล้ม!

บทสรุป การเมือง ปริญญา เทวานฤมิตรกุล กับ พิชัย รัตตกุล

บทสรุป การเมือง ปริญญา เทวานฤมิตรกุล กับ พิชัย รัตตกุล


แท้จริงแล้ว การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่คือเงาสะท้อนทางความคิดของ 2 คนสำคัญในแวดวงการเมืองไทย
1 คือ ความคิดของ นายพิชัย รัตตกุล
1 คือ ความพยายามรวบยอดปัญหาและความขัดแย้งที่ดำรงอยู่อย่างน่ากลัวเป็นอย่างยิ่งของ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล
คนแรกเป็น “นักการเมือง” คนหลังเป็น “นักวิชาการ”
คนแรกเริ่มต้นจากความต้องการเห็นพรรคการเมืองยกระดับโดยสามัคคีกันในการต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ “คสช.” ซึ่งก็คือทหาร คนหลังประมวลปัญหาและมีความมั่นใจเป็นอย่างสูงว่ามีพัฒนาการไปสู่แบ่งแยกความคิดในทางสังคมเป็น 2 แนวทางใหญ่
1 เอาด้วยกับ คสช. 1 ไม่เอาด้วยกับ คสช.
หากมองจาก “จิตเดิมแท้” ของ นายพิชัย รัตตกุล ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ การเสนอแนวคิดออกมาเหมือนกับเป้าหมายจะอยู่ที่พรรคการเมืองโดยองค์รวม
กระนั้น เป้าหมายแท้จริงย่อมเป็น “ประชาธิปัตย์”
นั่นก็คือ ต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์เล่นบท “นำ” ในทางสังคมเหมือนที่เคยต่อต้านรัฐบาลทหาร ไม่ว่าจะของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพล ส. ธนะรัชต์ จอมพล ถ. กิตติขจร ในอดีต
เพราะเห็นภาวะย่อหย่อนอันเกิดขึ้นกับ “ประชาธิปัตย์”
เป็นภาวะย่อหย่อนนับแต่เข้าไปมีส่วนร่วมในทางความคิดกับรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 และทอดทุ่มพละกำลังลงไปเป็นอย่างมากกับรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
นายพิชัย รัตตกุล รู้ดีว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ทำให้แจ่มชัด และยังปล่อยให้บทในการต่อต้านรัฐประหาร ต่อต้าน คสช.เป็นของพรรคเพื่อไทยแต่เพียงพรรคเดียว สถานะ “นำ” ในทางความคิด ในทางการเมืองก็อาจจะสูญเสียไป
ขณะเดียวกัน บทบาทของ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล คือ การทำนามธรรมทางความคิดของ นายพิชัย รัตตกุล ให้มีลักษณะในทางรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

การเสนอตัวเข้ามาของพรรคอนาคตใหม่สอดรับกับแนวคิดของ นายพิชัย รัตตกุล และการสังเคราะห์อย่างมีลักษณะสร้างสรรค์ของ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล
เพราะไม่เพียงแต่จะปฏิเสธนายกรัฐมนตรี “คนนอก”
หากแต่ยังพร้อมที่จะปฏิเสธ “ประดิษฐกรรม” อันมาจากรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ภายใต้ข้อเสนอที่จะต้องมี “การรื้อสร้าง” ขึ้นใหม่ให้เหมาะสมกับจิตวิญญาณประชาธิปไตย
ไม่ว่าจะเป็น “ประกาศ คำสั่ง” ไม่ว่าจะเป็น “รัฐธรรมนูญ”
ในทางความคิดอาจถือได้ว่า พรรคอนาคตใหม่ยืนอยู่บนเส้นทางเดียวกันกับพรรคเพื่อไทย แต่ภายใต้เจตจำนงที่แน่วแน่และมั่นคงมากกว่า นั่นก็คือ เท่ากับเป็น “การต่อยอด” ในทาง “ความคิด”
1 เป็นการต่อยอดกระบวนการจัดทำแนวทางและนโยบาย อันถือว่าเป็น “นวัตกรรม” สำคัญของพรรคไทยรักไทยจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544
1 เป็นการสานสืบทอดสิ่งที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถทำได้จากการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554
บทนิยาม “ทศวรรษที่สูญหายไป” จึงเป็นการนิยามโดยมีรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เป็นจุดตั้งต้นและต้องการนำเสนอ “บทจบ”
อุบัติการณ์แห่งพรรคอนาคตใหม่จึงสะท้อนการนำเอาบทเรียนและความจัดเจนจากการเมืองไทยในอดีตมาเป็นเครื่องนำทาง
เป็นการผสาน “การเมือง” กับ “วิชาการ”
เป็นการผสาน “นามธรรม” อันเป็นรูปการจิตสำนึกในทางความคิด เพื่อนำไปสู่การแปรเป็น “รูปธรรม” ผ่านกระบวนการปฏิบัติ
นี่คือการต่อยอดและเนรมิต “สิ่งใหม่” ในทางการเมือง

ถึงจังหวะคลุกวงใน

ถึงจังหวะคลุกวงใน



เรียกเสียงอนุโมทนา สาธุ ดังเซ็งแซ่
กับภาพที่มีการแชร์กันในโลกโซเชียลมีเดีย เผยแพร่เรื่องราวของ “พระประดิษฐ์ ฐานุตตโม” หรือนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีต รมช.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มหาเศรษฐีและนักธุรกิจชั้นนำระดับมหาเศรษฐีของประเทศ ที่ปัจจุบันได้หันหลังให้ทางโลก มุ่งหน้าเข้าสู่ทางธรรมด้วยการบวชจำพรรษา ใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่ายและสมถะอยู่ที่วัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย นานกว่า 2 เดือนแล้ว
แนวโน้มพบทางสว่าง นักการเมืองรุ่นใหญ่ตัดขาดอดีตวุ่นวาย
ในสถานการณ์ของพวกที่ยังเวียนว่ายอยู่ในวังวนโลกสมมติอันสับสน บรรยากาศการเมืองจะเริ่มปั่นป่วนตั้งวันที่ 1 เมษายนนี้เป็นต้นไป ตามจังหวะที่ คสช.ไฟเขียวให้พรรคการเมืองป้อมค่ายเก่าได้ขยับปรับฐานสมาชิกพรรค เช็กขุมกำลัง ขานชื่อใครอยู่ใครไป
ยกแรกที่จะได้ “เคาะสนิม” กันอย่างเป็นทางการ
จับกระแสความเคลื่อนไหวที่ขยับออกตัวก่อนใคร ตามข่าวที่กลุ่ม “วาดะห์” เตรียมแหกค่ายพรรคเพื่อไทย สลัดคราบ “ทักษิณ ชินวัตร” ออกไปสังกัดป้อมค่ายการเมืองใหม่
ปักธงทวงคืนความยิ่งใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
โดยปรากฏการณ์สะท้อนสภาวการณ์แท้จริงภายในพรรคเพื่อไทย ที่แม้จะถูกจัดอยู่ในสถานะ “เต็งหนึ่ง” กระแสดี ยี่ห้อ “ทักษิณ” กองเชียร์ยังแน่น
แต่แฝงไว้ด้วยอาการ “กลวงใน”
ร่องรอยร้าวๆเห็นได้ด้วยตาเปล่า จากปฏิกิริยาต่อต้าน “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ถือธงนำทัพ ถึงขั้นที่ลูกชายของ “เสี่ยแดง” นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีสายตรงดูไบ ออกมาชกข้ามรุ่น ก่อนโดน “เสี่ยโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ตบปากสั่งสอนทางเฟซบุ๊ก
ศึกชิง “นอมินี” ระหว่างบรรดาเจ๊ๆเฮียๆ เคลียร์กันไม่จบ
ประกอบกับเงื่อนไขสถานการณ์ที่แยกกันไม่ออก ระหว่างพรรคเพื่อไทย ทีมเสื้อแดงนปช. ก๊วนนิติราษฎร์-นิติเรด พรรคอนาคตใหม่ของ “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปจนถึงม็อบคนอยากเลือกตั้งของ “จ่านิว-รังสิมันต์ โรม”
ล้วนแล้วแต่ถูกโยงเข้าหา “นายใหญ่” ถูกมองรับแผนจากดูไบ
เป้าหมายมันอยู่ที่ทวงคืนอำนาจจากขั้วอำนาจ คสช. นั่นก็หนีไม่พ้นแรงต้านอย่างหนักจากฝ่ายต้านระบอบ “ทักษิณ” ยากจะฝ่าด่านฝ่ายคุมเกมอำนาจ
ถึงจุดที่ข่าววงใน “นายใหญ่” ส่งสัญญาณพรรคเพื่อไทยต้อง “แตกทัพ”
แยกกันเดินก่อนไปร่วมกันตีในการแย่งจัดรัฐบาล
ขณะที่สถานการณ์ของฟากประชาธิปัตย์เองก็ตกอยู่ในสภาพรอพรรคแตกเหมือนกัน
จับทางจากการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เริ่ม “ปั้น” หลานชายอย่าง “หนุ่มไอติม” นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส่งขึ้นเวทีดีเบต เปิดตัวทางการเมือง
ตามท้องเรื่อง “อภิสิทธิ์” ก็คงรู้สถานการณ์ดี ตัวเองอยู่ในห้วงนักการเมืองค่อนไปทางพันธุ์เก่า มีส่วนร่วมก่อวิกฤติมา ถึงเวลาขายไม่ออกแล้ว ต้องเข็นรุ่นหลานลงชิงกระแสคนรุ่นใหม่
แนวโน้มในพรรคเองก็ส่อเค้าต้องมีการ “หักดิบ”
โดยรูปการณ์ที่ทีม กปปส.ของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แฝงตัวอยู่เพียบ รอจังหวะเวลาที่ คสช.ไฟเขียวให้พรรคดำเนินการกิจกรรมทางการเมืองได้
เกมโหวตไล่ “อภิสิทธิ์” ต้องเกิดขึ้นแน่
เพื่อเปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์ได้มีความคล่องตัวในการแจมอำนาจ
ดูแล้วโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยต้องเหนื่อยหนักตั้งแต่ยกแรก ก่อนลงสนามเลือกตั้ง
“ขาใหญ่” เจ้าถิ่นทั้ง 2 ค่าย พลังไม่แข็งแกร่งอย่างที่คิด
โดยจังหวะเป็นใจกับ “ลุงตู่” ที่จะแสดงความชัดเจนกับค่าย “พลังประชารัฐ”
คลุกวงในเกมเลือกตั้ง ยกระดับความชอบธรรมกลับมาเป็น “นายกฯคนใน”
ตามสภาพการณ์แบบที่เห็นๆ แค่จับสัญญาณได้ว่า “ลุงตู่” จะลงสนาม ยังโดนนักการเมืองตั้งแถวรับน้องกันแต่หัววัน รุมถล่มเช้าเย็น
นักการเลือกตั้งเขี้ยวลากดิน ไร้มิตรแท้ ศัตรูถาวร ไม่มีคำว่า “สัจจะ” หรือ “สปิริต”
เลิกคิดได้ ถ้าจะลอยตัว หวังรอเทียบหามเป็น “นายกฯคนนอก”.
ทีมข่าวการเมือง

‘ออเจ้า’ มาถูกจังหวะ

‘ออเจ้า’ มาถูกจังหวะ



กระแสละคร “บุพเพสันนิวาส” เกิน “วาระแห่งชาติ” ไปแล้ว
แนวโน้มแบบที่มีการพูดกันเล่นๆในหมู่ผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาล อาจต้องขอร้องให้ทำต่อภาค 2 ภาค 3 และให้คนเขียนบทพยายามข้ามๆตอนที่เกี่ยวกับพระเพทราชาที่ค่อนข้างโหดร้ายและโศกเศร้าออกไป
เพื่อไม่ทำให้เสียบรรยากาศคนดู
เพราะอยากให้กระแส “ออเจ้า” ลากยาวไปถึงช่วงสงกรานต์ สถานการณ์แบบที่คนไทยกล้าแต่งชุดไทยขึ้นเครื่องบิน เดินห้างฯ เที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดอื่นๆกันแบบไม่เคอะเขิน
กระตุ้นความภาคภูมิใจในความเป็นไทยและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยว
อารมณ์สไตล์ “ไทยนิยม” เข้าเหลี่ยมยุทธศาสตร์ที่รัฐบาล “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ชูธงเน้นความเป็นไทยพอดิบพอดี
ที่แน่ๆสังคมส่วนใหญ่ยังอินกับละคร ไม่ได้ซีเรียสไปกับปมร้อนการเมือง
ตามท้องเรื่องที่รัฐบาลกำลังโดนแรงกระแทกจากทุกทิศทุกทาง
อย่างน้อยทีมงาน “ลุงตู่” ก็ยังมีจังหวะแก้เหลี่ยม กู้กระแสอุปาทานหมู่รัฐบาลอยู่ในภาวะ “ขาลง”
ล่าสุดกับตัวเลขกลมๆ 1.5 แสนล้านบาท ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2561 หรืองบกลางปีที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แจกแจงชัด เน้นการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง
ทุ่มเงินอัดฉีดแก้จน ปฏิรูปภาคเกษตร สร้างงานสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน เติมน้ำมันหล่อลื่นให้สารพัดมาตรการช่วยคนรายได้น้อยผ่านยี่ห้อ “ประชารัฐ”
ที่นับโครงการแล้ว มากกว่ารัฐบาลชุดที่ผ่านๆมา
แน่นอน เป้าหมายหลักน่าจะอยู่ที่การเคลียร์เสียงครหาที่นักการเมืองและฝ่ายเสีย
ผลประโยชน์พยายามโจมตีรัฐบาล คสช.เอื้อเฉพาะกลุ่มทุนมากกว่าเน้นช่วยคนจน
“ลุงตู่-สมคิด” ต้องโชว์ผลในเชิงปฏิบัติ สลัดพ้น “ปมด้อย” ให้ได้
อีกทั้งว่ากันตามเงื่อนไขสถานการณ์ไฟต์บังคับตามโรดแม็ปเลือกตั้งที่กระชั้นเข้ามา ห้วงเวลาจากนี้ไปเหลือแค่ปีกว่าจะเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง
จังหวะที่ต้องซื้อใจคนจน เกษตรที่เป็นฐานคะแนนใหญ่
โดยรูปการณ์รัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณในการประคองราคาสินค้าทางการเกษตร ข้าว มันสำปะหลัง ผลไม้ ฯลฯ เพื่อให้ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ พึงพอใจไว้ก่อน
อันจะมีผลต่อตอนเลือกตั้ง และการ “รีเทิร์น” ของ “นายกฯลุงตู่”
เรื่องของเรื่อง ดูตามปรากฏการณ์ จับจังหวะ “ลุงตู่” กำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง
โดยสถานการณ์ฝั่งนักการเมืองเองก็ขยับล้อตามกันคึกคัก อย่างที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย 2 ค่ายขาใหญ่ ประกาศเรียกระดมพลลูกพรรค ให้แสดงตัวแสดงตน “จอง” คิวลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรค ในวันที่ 1 เมษายนนี้ ที่ คสช.ไฟเขียวให้ป้อมค่ายการเมืองเก่าเคลียร์ข้อมูลสมาชิก
ใครไม่โผล่มาโดน “ตัดหางปล่อยวัด”
ประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยต้องรีบเช็กขุมกำลัง สกัดลูกแถวไหลออก
ด้าน “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็เริ่มขยับออกตัวแต่หัววัน นำลูกแถวไปไหว้อนุสาวรีย์ “ย่าโม”
แสดงตัวพร้อมเปิดทีมเจาะฐานโคราช นครราชสีมา
ในจังหวะที่มีข่าวว่า กลุ่มวาดะห์ได้แยกตัวออกจากพรรคเพื่อไทยไปสังกัดป้อมค่ายใหม่ สลัดคราบ “ทักษิณ” เพื่อกลับไปครองพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
ขณะที่ไฮไลต์พรรคใหม่ โฟกัสไปที่กระแสการขับเคลื่อนของพรรคพลังประชารัฐ สัญญาณเริ่มชัดขึ้นตามลำดับ กับการเป็นฐานให้ “ลุงตู่” ยกระดับความชอบธรรม กลับมาเป็น “นายกรัฐมนตรีคนใน”
นักการเมืองเข้าสู่โหมดคึกคัก ตามทิศทางไปสู่การเลือกตั้ง
แต่อีกฝั่งก็ยังมีมุมป่วนๆ อาการเฮี้ยวๆแบบที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ที่โดน ม.44 อัปเปหิออกไป แท็กทีมกับนายวีระ สมความคิด นักเคลื่อนไหวขาประจำ ตั้งโต๊ะวิพากษ์อำนาจมาตรา 44
เล่นบทเปรี้ยว เปิดเกมป่วน คสช.ตามนัด
ตามคิวนัดกันถี่ขึ้น กับฉากที่ “จ่านิว” กับ “รังสิมันต์ โรม” นำม็อบคนอยากเลือกตั้งบุกไปเย้วๆ หน้ากองบัญชาการกองทัพบก พร้อมยื่นข้อเรียกร้องแปลกๆให้กองทัพเลิกหนุน คสช.มาอยู่ข้างประชาชน
อาการเฮี้ยวขัดกับหลักการและเหตุผล เหมือนตีรวนไว้ก่อน
อารมณ์แบบที่แนวร่วมฝั่งเดียวกันชักเอะใจ เกมป่วนไปเข้าทางพวกหาเหตุลากยาว
“คนอยากเลือกตั้ง” จะทำให้ไม่ได้เลือกตั้ง.
ทีมข่าวการเมือง

ท่าทีการเมืองผบ.ทบ.



ลอยๆ

"บิ๊กเจี๊ยบ" ดับฝัน"คนอยากเลือกตั้ง" ชี้ ให้กองทัพแยกจาก คสช. แค่ข้ออ้าง"ลอยๆ" หวังพามวลชนเคลื่อนที่ ไปจุดต่างๆ หวั่นกระทบกระทั่งประชาชน จน เป็น"น้ำผึ้งหยดเดียว"ชี้ มีคนดูแลอยู่เบื้องหลัง เผยฝ่ายมั่นคง ตรวจสอบ"ท่อน้ำเลี้ยง" ย้ำคำ นายกฯ เลือกตั้ง ใน กพ.62 แม้ยื่นตีความ "พรป.สส"

พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. และ เลขาฯคสช. กล่าวถึง ข้อเรียกร้องของกลุ่ม
"คนอยากเลือกตั้ง"ที่มาชุมนุมหน้า บก.ทบ. เมื่อเสาร์ที่ผ่านมา ที่ต้องการให้กองทัพเลิกหนุน คสช. นั้น ว่า ข้อเรียกร้องที่เสนอมา ก็แค่ต้องการ ให้มวลชน เดินไปตามสถานที่ต่างๆ เท่านั้น

แต่ได้สั่งการให้ฝ่ายความมั่นคง ให้อำนวจความสะดวก และ ความปลอดภัย ให้

ส่วนความผิดตามกม. นั้น ก็ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก เมื่อมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ  ก็ต้องดำเนินคดี ซึ่ฃแกนนำรับทราบดีว่าจะเผชิญอะไรบ้าง แต่งไม่กังวล เพราะมีคนดูแลอยู่เบื้องหลัง

"แค่ข้อเรียกร้องลอยๆ เพื่อให้เดืนไป  แต่กลัวจะเกิด น้ำผึ้งหยดเดียว เพราะทำให้ ประชาชน เดือดร้อน"

 โดยเชื่อว่า จะมีกิจกรรมนี้ไปถึงพค.ตามแผนที่ได้วางไว้ แต่ก็ แล้วแต่เหตุผล  และดูว่าประชาชนจะ เข้าร่วม มากน้อยแค่ไหน ถ้าเรายังเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังต้องการความสงบ

พลเอกเฉลิมชัย เผยว่า ในช่วง2 ปี ที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ หัวหน้า คสช. ได้ให้ ศูนย์ปรองดองฯ ไปดูแล  พี่น้องที่โดนคดี  เพราะตามแห่  ตามเพื้อนไป เห็นแก่เพื่อน ช่วยเพื่อน ไปดูสถานการณ์ แต่ถูกปลุกระดม มีอารมณ์ร่วม. ก็ไปทำให้ทรัพย์ สินราชการเสียหาย  โดนจำคุกหลายปี ครอบครัวแตกแยก.

ทาง ศปป และ กระทรวงยุติธรรม จัดทีม เข้าไปให้คำแนะนำ  และทำตามระเบียบ จนได้รับการพักโทษ ไปแล้วหลายราย

"น่าเห็นใจ  เชาไม่ได้มีอุดมการณ์ หรือแนวความคิด  แค่ช่วยเพื้อน ฟังปลุกระดม มีอารมณ์ร่วม"

เรื่องนี้ เราทำอย่างต่อเนื่อง  เราไม่ห่วงแกนนำ แต่เราห่วง ชาวบ้าน ที่ถูกชักจูงมา

"เรากำลังตรวจสอบ ใครอยู่บื้องหลัง ตรวจสอบ เส้นทางการเงิน"
////
"บิ๊กเจี๊ยบ" โบ้ย ไม่รู้ "สนช.สายทหาร"ล็อบบี้ ให้ส่งตีความร่าง"พรป.ส.ส." เผยนายกฯยังย้ำเลือกตั้ง กพ.ปีหน้า

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. และสมาชิก สนช. กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานระบุว่าสนช.สายทหารล็อบบี้เพื่อให้ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ตีความ ว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะยังไม่ได้เข้าไปที่สภา ฯ

และในที่ประชุมคสช. ก็ไม่ได้มีการพูดคุยในเรื่องนี้ 

แต่ พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรียืนยันว่าการเลือกตั้งส.ส.จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2562  

ส่วนตัว จะรอให้คณะกรรมาธิการกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) ทำรายละเอียดมาแจ้งให้ทราบในประเด็นดังกล่าวก่อน คาดว่าในการประชุมสนช.พรุ่งนี้คงจะได้รับทราบ
//
เตือนทหาร ลงพื้นที่ อย่าตกเป็นเครื่องมือพรรคการเมือง

“บิ๊กเจี้ยบ" ชี้ ปี่กลองเลือกตั้ง เริ่มแล้ว "ศึกใน"วุ่น  สั่งชุด ชป.กร.ลงพื้นที่ ปจว.งาน รัฐบาล-คสช. สร้างความเป็นปึกแผ่นให้คนในชาติ หวั่นปัญหาภายใน เกิดการปลุกระดม  เตือนทหาร อย่าตกเป็นเครื่องมือพรรคการเมือง -คนใดคนหนึ่ง เตือน อย่าให้ใคร Take over ฉวยงานเรา ไปหาเสียง แนะ วางตัวให้ดี อย่าตกเป็นเงื่อนไข 

พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.และ เลขาฯคสช.เป็นประธานมอบเกียรติบัตร ให้แก่ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนทหารบก (ชป.กร.)  ซึ่งจัดตั้งเพื่อลงพื้นที่ สร้างการรับรู้ความเข้าใจกับประชาชน และประชาสัมพันธ์ผลการปฏิบัติของรัฐบาล  คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และกองทัพบก เพื่อพัฒนาศักยภาพของหมวดดุริยางค์ของมณฑลทหารบกให้มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการจิตวิทยาและปลูกฝังอุดมการณ์

มีการจัดการประกวดชุด ชป.กร. มณฑลทหารบก เพื่อให้เกิดการชำนาญก่อนการปฏิบัติงานในพื้นที่จริงในช่วงเดือนเม.ย.นี้  

โดยชป.กร.ที่ชนะเลิศในการประกวด คือ  “ขุนภักดี 13 “ชป.กร. มณฑลทหารบกที่ 13 จ.ลพบุรี  

พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า ชื่นชมวิทยากรที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการจัดแสดงครั้งนี้โดยวิทยากรถือว่าเป็นบุคคลากรที่สำคัญ ต้องมีบุคลิกภาพ การพูดจาที่น่าเชื่อถือสามารถคุมเกมได้ทั้งหมด 

ซึ่งการพูดนั้นต้องมีทั้งสาระและ จังหวะจะโคลนทำให้ผู้ฟังสนใจ  ตนได้ริเริ่มให้ มณฑลทหารบก  จัดตั้ง ชป.กร.ฝึกในหน่วยระดับมณฑลทหารบก  เพื่อเข้าไปเป็นลูกมือของกอ.รมน.ทำงานเชื่อมโยงกับกองทัพบกเป็นเนื้อเดียวกัน เป้าหมายคือการสร้างความมั่นคงภายในให้เกิดขึ้น. 

"ที่ผ่านมาภัยคุกคามภายนอกประเทศน้อยลง ในช่วง10ปีนึเ อยู่ในภาวะที่เราไว้วางใจได้ ขณะที่ปัญหาความมั่นคงภายในกลับมีมากขึ้น

"ในฐานะที่เราเป็นทหารมีหน้าที่อยู่ตรงนี้เป็นกำลังหลักของบ้านเมือง อีกทั้ง กองทัพบก กอ.รมน.เป็นหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ ในการสร้างความมั่นคง สร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับพี่น้องประชาชน สร้างความรักสามัคคีให้กับคนในชาติ  จึงต้องนำข้อมูลที่ถูกต้องมาให้ประชาชนรับทราบ อย่างที่บอกว่าปัญหาภายในประเทศเราค่อนข้างมาก  ทั้งความขัดแย้งของคนในชาติความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้การปลุกระดมปลุกปั่นเกิดขึ้นได้ง่าย 

"ตอนนี้ปี่กลองเลือกตั้งก็กำลังเริ่มขึ้น เราก็ต้องทำหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบฯ ให้เกิดขึ้น คราวหน้าใครจะมาเป็นรัฐบาล. กองทัพก็เหมือนเดิมในการรักษาความมั่นคงให้เกิดขึ้น. เราก็ต้องทำทุกรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้ รัฐบาลทหาร หรือ รัฐบาลอื่น" 

 การทำงาน การปฏิบัติการจิตวิทยา(ปจว.)ในเมืองไทยนั้น ไม่มีอะไรที่ดีกว่าการใช้ดนตรีสื่อสาร สำหรับในภูมิภาคนี้การไปพูดอย่างเดียวคนไม่ค่อยอยากฟัง เพราะคนชอบความบันเทิง  แต่ตนอยากให้สอดแทรกสาระเนื้อหาที่เป็นประโยชน์เข้าไป เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่ถูกต้อง กล้าที่จะถ่ายทอดสิ่งที่เขาต้องการ หรือสิ่งที่เขาเดือดร้อนมาให้เราฟัง ซึ่งในแต่ละพื้นที่จะแยกเนื้อหาการพูดต่างกัน การตอบรับก็ต้องแตกต่างกันไปด้วย

อยากฝากให้เป็นยุทธศาสตร์ของกองทัพบก  ไม่ใช่ทำเฉพาะแต่รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลทหาร แต่ทุกรัฐบาล ก็ต้องทำแบบนี้  ความมุ่งหมายก็คือความรักความสามัคคีของคนในชาติ

"สิ่งที่ผมอยากเตือนให้มีความระมัดระวังคือเมื่อลงพื้นที่ไปแล้วมีพรรคการเมืองต่างๆเข้ามาสนับสนุน มาร่วมงาน เราต้องไม่เป็นเครื่องมือของพรรคการเมืองใดๆ ต้องดูให้ดี มีการนำอาหาร เอาของตรงโน้นตรงนี้มาtake over งานของเราก็จะกลายเป็นการหาเสียงของพรรคการเมือง เมื่อเราลงไปแล้วต้องเข้าใจปัญหาในพื้นที่ ต้องรู้ว่าเราจะแก้ไขปัญหาอะไร 

ไม่ใช่แค่ไปเก็บตัวเลขว่าหมู่บ้านนั้นหมู่บ้านนี้มีอะไร แต่ต้องแก้ไขปัญหาให้เขาด้วย และต้องประเมินผลว่าใครจะทำอะไรไปบ้าง ผมไม่ต้องการให้เป็นเรื่องความบันเทิงอย่างเดียว แต่ต้องมีสาระ มีการสอดแทรกโครงการนโยบายต่างๆที่เราทำ และอย่าไปเป็นเครื่องมือของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ขอให้นำมาสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน คือสร้างความมั่นคงแก่บ้านเมือง เวลาไปทำงานก็ต้องวางตัวให้ดี เข้าถึงชาวบ้านได้ แต่อย่าไปสร้างเงื่อนไขในพื้นที่" ผบ.ทบ. กล่าว
//
ศึกใน ศึกนอก!!

"บิ๊กเจี๊ยบ"เผย "บิ๊กตู่ "สั่ง ปิดปาก "แม่ทัพภาค4" หลังพูดขัด "พลเอกอักษรา" และตอบโต้ Marapatani เรื่องSafety zone และโครงการพาคนกลับบ้าน เตือน ให้ทำงานลับ สอนบางเรื่องพูดได้ แต่บางเรื่องไม่ต้องพูด บางเรื่องก็ไม่ใช่หน้าที่ที่จะพูด ยันไม่มีขัดแย้ง เพราะทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน ทำพักใต้ให้สงบสุข

พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณีที่ พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี. เตือน พลโทปิยวัฒน์. นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 เรื่องการแสดงความคิดเห็น ไปคนละกับ พลเอก อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข เรื่องSafety zone หลังจากที่กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐMarapatani ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับโครงการพาคนกลับบ้านงว่า  เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีหลายหน่วยงาน หลายกลไก และหลายระดับ 

โดยในส่วนของ พลเอก อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยฯ เป็นระดับการพูดคุยอย่างเป็นทางการ  ส่วน พลโท ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ก็ทำงานในพื้นที่ และมีบางครั้งที่มีการสอบถามเข้ามาถึงโครงการพาคนกลับบ้าน ซึ่งก็จะมีการพูดคุยกันในระดับที่เรียกว่า"การทำงานลับ"

" ผมก็ได้มีการท้วงติงไปว่า อาจมีบางเรื่องที่ทำคนเกิดความสับสน เพราะการทำให้สังคมสงบสุข ไม่จำเป็นพูดในทุกเรื่องที่ทำอยู่ และบางเรื่องก็เป็นเรื่องของคณะพูดคุยฯ ส่วนผู้ที่อยู่ในพื้นที่ก็มีหน้าที่ทำให้พื้นที่ปลอดภัย ซึ่งทั้งหมด จะต้องนำไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกันคือสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้น 

ทั้งนี้ งานบางเรื่องสามารถเปิดเผยกับสื่อมวลชนได้ แต่บางเรื่องก็ไม่สมควรเป็นการพูดคุยกันระหว่างสองฝ่าย"

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีการพูดคุยกับตนเอง ให้พูดคุยกับแม่ทัพภาค4 ในเรื่องนี้เพราะบางเรื่องก็ไม่ใช่หน้าที่ของท่านที่จะพูดเรื่องนี้เพราะท่านมีหน้าที่ในการทำหน้าที่เพื่อให้สงบ 

ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ก็กำลังทำอยู่ในขณะนี้ และมีเจตนาดี มีผลที่ดีขึ้น เป็นรูปธรรม
///

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561

"บิ๊กป้อม" หนุน ถอดสลัก ให้ ยื่นตีตวาม "พรป.สส."

"บิ๊กป้อม" หนุน ถอดสลัก ให้ ยื่นตีตวาม "พรป.สส." หวั่น เป็น "ระเบิดเวลา" ในอนาคต ยันไม่ให้กระทบ กรอบ กพ.62
‪"บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร เผย พลเอกประยุทธ์ กำลังพิจารณา ส่งตีความ "พรป.สส."หรือไม่ ยังมีเวลา12เมย.ไม่รู้ว่าจะให้ สนช.หรือ ครม. เป็นคนยื่น ทั้งนี้ เพราะหวั่นอนาคตมีปัญหา
แต่ ยันไม่ให้กระทบ โรดแมพ ไม่ว่า จะทำอะไรต้องอยู่ในกรอบ ไม่ให้เกินกพ.2562
ตอนนี้ ยังไม่รู้ว่า จะยื่น หริอไม่ยื่น ต้องให้นักกฏหมายพิจารณาให้ชัดเจนเพื่อที่ว่าในอนาคตจะได้ไม่มีปัญหา
จะได้ไม่เป็นระเบิดเวลาในอนาคต

ไปหาคนอื่นก่อน "นายกฯคนนอก".. ไม่ได้แล้วค่อยมาหาผม!!

ไปหาคนอื่นก่อน "นายกฯคนนอก".. ไม่ได้แล้วค่อยมาหาผม!!
"บิ๊กตู่" กั๊ก !! ยังไม่ตอบ พรรคการเมือง ไหน จะเสนอชื่อ ตนเอง เป็นนายกฯคนนอก ยังไม่รับ ยังไม่รู้เลย แนะ ให้ไปเสนอชื่อคนอื่นก่อน ถาม ไม่มีเลยหรือไง ถ้าหาไม่ได้ แล้วค่อยมาหาผม เดี๋ยวจะหาว่า ผมอยากจะเป็น เดี้ยวก็มีเรื่องอีก!!
พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ปิดประตู นั่ง “นายกฯ คนนอก” ออกตัว ให้ หาคนอื่นไม่ได้ ค่อยมาคุยกัน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงท่าทีของตัวเองในการยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นนายกฯคนนอกหลังเลือกตั้ง จะชัดเจนได้เมื่อใด ว่า ยังไม่ได้พิจารณาในเรื่องนี้ ถามมาหลายครั้งแล้ว หากพรรคการเมืองจะเสนอชื่อมา ผมก็รับได้พรรคเดียว
และตนก็ยังไม่รู้ว่าจะดูพรรคไหน ยังไม่รู้เหมือนกัน เวลายังมีต้องค่อยๆ
ดูนโยบายพรรค จะรับหรือไม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน และตนก็ยังไม่รู้ จะอยู่ตรงไหนเหมือนกัน วันนี้ขอทำงานไปก่อน หลายโครงการกำลังขับเคลื่อน ไม่ใช่เพื่อหวังผลทางการเมือง
“จริงๆ แล้วผมอยากให้ไปเสนอชื่อคนอื่นดูก่อน ไม่มีหรือไง ถ้ามีก็ไปขอคนอื่นดูก่อน แล้วค่อยมาพูดกับผม ไม่ใช่เอาผมเป็นตัวตั้ง ผมไม่ใช่คนเก่งดีเลิศประเสริฐศรีคนเดียวเมื่อไหร่” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามอีกว่า เมื่อไหร่จะชัดเจนถึงการตอบรับพรรคการเมืองที่จะเสนอชื่อเป็นนายกฯ
คนนอก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่รู้ ไปหาคนอื่นก่อนได้หรือไม่
ถ้าไม่ได้แล้วค่อยมาหาตน เดี๋ยวจะหาว่าตนอยากเป็น เดี๋ยวก็มีเรื่องอีก
เมื่อถามว่า ตัวนายกฯควรจะชัดเจนเรื่องนี้ก่อนพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งประกาศใช้หรือไม่ว่าจะรับเสนอชื่อเป็นนายกฯคนนอกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่จำเป็น
เพราะคนอื่นยังมีอยู่ไปหาก่อน

--
ทฤษฎี สมคบคิด!!??
บิ๊กตู่ ปัด "ทฤษฎี สมคบคิด" รู้กันกับ "สนช.-กรธ." ยื้อเลือกตั้ง โดยให้ตัอง ตีความ กม.ลูก ทั้ง2 ฉบับ แถมส่อเค้าจะยื่นตีความ "พรป.สส" เพื่มด้วย
ยันกำลังพิจารณา ส่งตีความ "พรป.สส."หรือไม่ ยังมีเวลา12เมย.หวั่นอนาคตมีปัญหา ไม่ใช่คิดแต่จะเลือกตั้งๆ แล้วถ้ามีปัญหาบานปลาย ใครจะรับผิดชอบ
---
ฉันไม่ใช่ ผู้วิเศษ"🎵🎶🎼
‪"บิ๊กตู่" ยกเพลง มาเปรียบเปรยว่า " ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ" ที่จะแก้ปัญหา ทำอะไรทุกอย่างได้คนเดียว‬
‪"บิ๊กตู่"ตบโพเดี้ยม! ฉุนสื่อ ถูกบี้ถาม ยืนยันได้มั้ยการเลือกตั้งจะไม่เป็นโมฆะ หลัง กำลังจะพิจารณาว่า จะส่งตีความ พรป.สส.หรือไม่....ชี้ก็กำลังจะทำไม่ให้เป็นโมฆะ อยู่นี่ไม่ใข่เหรอ จะโมฆะมั้ย?อยู่ที่ทุกคน ยันไม่ได้อยู่ที่ผม ไม่ใช่อะไรๆก็นายกฯๆ เปรยถ้าทำคนเดียว มันไม่ยากขนาดนี้หรอก แต่มันไม่ได้ เพราะผมไม่ใช่ผู้วิเศษ ‬
---
‪"เลือกตั้งจะเป็นโมฆะ มั้ย?"‬
"‪บิ๊กตู่"ตบโพเดี้ยม! ฉุนสื่อ ถูกบี้ถาม ยืนยันได้มั้ยการเลือกตั้งจะไม่เป็นโมฆะ หลัง กำลังจะพิจารณาว่า จะส่งตีความ พรป.สส.หรือไม่....ชี้ก็กำลังจะทำไม่ให้เป็นโมฆะ อยู่นี่ไม่ใข่เหรอ จะโมฆะมั้ย?อยู่ที่ทุกคน ยันไม่ได้อยู่ที่ผม ไม่ใช่อะไรๆก็นายกฯๆ เปรยถ้าทำคนเดียว มันไม่ยากขนาดนี้หรอก แต่มันไม่ได้ เพราะผมไม่ใช่ผู้วิเศษ ‬


วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561

เราจะไม่มีวัน แยกจากกัน "กองทัพ-คสช."


6 ชม.
เราจะไม่มีวัน แยกจากกัน "กองทัพ-คสช."
"บิ๊กป้อม"ยัน กองทัพ -คสช.เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีทางแยก ออกจากคสช. อยู่แล้ว เพราะกองทัพ ก็เป็น คสช.
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงข้อเรียกร้อง"คนอยากเลือกตั้ง ให้กองทัพแยก ออกจากคสช. เลิกสนับสนุน คสช.ว่า ไม่แยก เขาไม่แยกกันอยู่แล้ว
"กองทัพก็อยู่ใน คสช.เป็นหนึ่งเดียวกันอยู่แล้ว"
ส่วนที่ขู่จะยกระดับชุมนุม 5 พค. หากกองทัพไม่รับข้อเสนอนั้น พลเอกประวิตร ก็ขู่ไป แต่ถามว่า ทำแบบนั้นถูกมั้ย
"แบบนี้ก็ป่วนนะสิ เพราะรัฐบาลประกาศชัดเจน ว่าเดินตามโรดแมพ และจะมีการเลือกตั้งในกพ.2562"

ประเพณี บ้านสี่เสาฯ

ประเพณี บ้านสี่เสาฯ
"ป๋าเปรม" เตรียม เปิดบ้านสี่เสาฯ ให้ ‘บิ๊กตู่’ นำ ครม.-ผบ.เหล่าทัพ รดน้ำขอพรสงกรานต์ ปีใหม่ไทย 11เมย.นี้ เผย หมอ สั่ง "ป๋า"ลดออกงาน พักผ่อนให้มาก งดงานเย็น
พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ หัวหน้าสำนักมูลนิธิรัฐบุรุษ เปิดเผยว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ จะเปิดบ้านสี่เสาเทเวศร์ ให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำ ครม. และผบ. เหล่าทัพ เข้ารดน้ำขอพร และ อวยพรวันปีใหม่ไทย เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ วันที่ 11 เม.ย.นี้ ตามประเพณี
พล.ท.พิศณุ เผยอีกด้วย ว่า ตอนนี้ พล.อ.เปรม มีสุขภาพแข็งแรงดี แม้จะเข้าโรงพยาบาล บ้าง ก็เพื่อไปตรวจสุขภาพตามวงรอบเท่านั้น ซึ่งแพทย์ได้แนะนำให้ออกงานลดลง และงดงานเย็น งานค่ำ ถ้สไม่จำเป็น เพื่อให้พักผ่อนตามเวลา

‘หมอเหรียญทอง’ หัวร้อน! ซัด ‘คนอยากเลือกตั้ง’ สร้างปฏิบัติการ ‘กวนตีน คสช.’

‘หมอเหรียญทอง’ หัวร้อน! ซัด ‘คนอยากเลือกตั้ง’ สร้างปฏิบัติการ ‘กวนตีน คสช.’


เมื่อวานนี้ (25 มี.ค) พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ‘เหรียญทอง แน่นหนา‘ กล่าวถึงกรณีการเดินขบวนเรียกร้องการเลือกตั้งของกลุ่ม คนอยากเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ว่าเป็น ‘ปฏิบัติการกวนตีน คสช.’
โดยระบุว่า การเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ คสช.รีบจัดการเลือกตั้งโดยเร็วของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้ต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วตามที่เรียกร้อง แต่ต้องการยั่วยุให้กองทัพโต้ตอบจนเกิดความรุนแรงเพื่อจะสร้างสถานการณ์และนำไปขยายผลปลุกระดมมวลชนให้เกิดขึ้นในห้วงเดือนพฤษภาคมที่จะถึงให้เสมือน ‘สถานการณ์พฤษภาทมิฬ’ เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ้นจากอำนาจรัฐ และเกิดรัฐบาลชั่วคราวเพื่อจัดการเลือกตั้งซึ่งง่ายต่อการกลับเข้าสู่อำนาจของขบวนการสามานย์ ที่กล่าวข้างต้นนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือกองทัพ แต่เชื่อว่า ‘ปฏิบัติการกวนตีน คสช.’ ได้ผลแค่ ‘คันส้นตีน คสช.’ เท่านั้นครับ

‘คนอยากเลือกตั้ง’ โต้กลับคสช. ลั่น “กองทัพไม่เป็นเนื้อเดียวกับปชช. ตั้งแต่วันทำรัฐประหาร!”

‘คนอยากเลือกตั้ง’ โต้กลับคสช. ลั่น “กองทัพไม่เป็นเนื้อเดียวกับปชช. ตั้งแต่วันทำรัฐประหาร!”


26 มี.ค. จากกรณีที่ พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) ในฐานะทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ออกมากล่าวถึงกลุ่มคนอยากเลือกตั้งจัดกิจกรรมรวมพลัง “เดินหน้าถอนราก คสช.” โดยเรียกร้องให้กองทัพ หยุดสนับสนุนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยในตอนหนึ่ง พล.ต.ปิยพงศ์ ได้กล่าวว่า “คสช.กับกองทัพเป็นเนื้อเดียวกัน กองทัพกับประชาชนเป็นเนื้อเดียวกัน ดังนั้น จะแยกจากกันไม่ได้เพราะทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน จะมาแยกว่ากองทัพต้องแยกออกจากประชาชนหรือ คสช.เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ กองทัพเป็นลูกหลานประชาชน สนับสนุน งานคสช. คสช.สนับสนุนรัฐบาลทุกสิ่งเป็นเนื้อเดียวกันคงแยกไม่ได้”
เมื่อวานนี้ (25 มี.ค.) กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย โพสต์ข้อความโต้กลับ พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ หลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง โดยมีการเดินขบวนไปยังหน้ากองบัญชาการกองทัพบก โดยระบุว่า
ตอบข้อโต้แย้งของ ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์
จากที่พวกเราเรียกร้องให้กองทัพเลิกสนับสนุน คสช. เพื่อนำไปสู่การยุบ คสช. และเตรียมจัดการเลือกตั้งภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 นั้น
พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผบ.มทบ.11 ในฐานะทีมโฆษก คสช. ได้อ้างว่า “คสช.กับกองทัพเป็นเนื้อเดียวกัน กองทัพกับประชาชนเป็นเนื้อเดียวกัน ดังนั้นจะแยกจากกันไม่ได้ เพราะทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน จะมาแยกว่ากองทัพต้องแยกออกจากประชาชนหรือ คสช. เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ กองทัพเป็นลูกหลานประชาชน สนับสนุนงาน คสช. คสช. สนับสนุนรัฐบาลทุกสิ่งเป็นเนื้อเดียวกันคงแยกไม่ได้”
พวกเราขอตอบดังนี้
กองทัพไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อเดียวกันกับเผด็จการ และกองทัพในเวลานี้ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันกับประชาชน เพราะกองทัพได้แยกตัวออกจากประชาชนไปเข้าร่วมกับเผด็จการตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557
กองทัพคือหน่วยงานหนึ่งของประเทศ ส่วน คสช. คือคนกลุ่มหนึ่งที่มีจิตฝักใฝ่เผด็จการ สองสิ่งนี้จึงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกัน ประเทศประชาธิปไตยหลายประเทศยังคงมีกองทัพ โดยที่กองทัพของประเทศเหล่านั้นต่างรู้ขอบเขตหน้าที่ของตน เคารพกติกาประชาธิปไตย เคารพเสียงประชาชนจริงๆ ในกองทัพของประเทศไทยเองก็ไม่ใช่ว่าทหารทุกนายจะเห็นด้วยกับการกระทำของ คสช. ทั้งหมด การอ้างว่ากองทัพกับ คสช. เป็นเนื้อเดียวกันจึงเป็นการอ้างที่ผู้อ้างก็รู้ว่าผิด แต่ก็ยังพยายามอ้างต่อไปเพื่อสร้างความเชื่อที่ผิดๆ แก่บรรดานายทหารว่ามีหน้าที่ต้องรับใช้เผด็จการ
ส่วนที่อ้างว่ากองทัพกับประชาชนเป็นเนื้อเดียวกันนั้นยิ่งผิดเข้าไปใหญ่ กองทัพเคยอยู่ข้างประชาชน แต่ก็เป็นกองทัพเองที่แยกตัวจากประชาชนไปเข้าร่วมกับเผด็จการเมื่อเย็นวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 โดยฝีมือของนายพลกลุ่มหนึ่งที่ลากเอาทั้งกองทัพไปสนับสนุนการขึ้นสู่อำนาจโดยมิชอบของตนเอง
และแน่นอนที่สุดว่า คสช. กับประชาชนก็ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน เพราะ คสช. คือเผด็จการ เมื่อได้ก่อตั้งขึ้นมาก็กลายเป็นผู้อยู่เหนือประชาชนคนอื่นๆ เสียแล้ว
“ดังนั้นที่โจมตีพวกเราว่าแยกกองทัพออกจากประชาชน แท้จริงแล้วเป็นกองทัพเองต่างหากที่แยกจากประชาชนไปเข้ากับเผด็จการ และด้วยเหตุนี้พวกเราจึงต้องเรียกร้องให้กองทัพเลิกสนับสนุน คสช. เพื่อนำกองทัพกลับมาอยู่ด้วยกันกับประชาชนอีกครั้ง” เพจดังกล่าว ระบุ

(ข้อมูล)คนอยากเลือกตั้งพับจรวดสื่อสาร บอกกองทัพ มีหน้าที่ปกป้องไม่ใช่ปกครอง

คนอยากเลือกตั้งพับจรวดสื่อสาร บอกกองทัพ มีหน้าที่ปกป้องไม่ใช่ปกครอง

คนอยากเลือกตั้งพับจรวดสื่อสาร บอกกองทัพ มีหน้าที่ปกป้องไม่ใช่ปกครอง

คนอยากเลือกตั้งพับจรวดสื่อสาร บอกกองทัพ มีหน้าที่ปกป้องไม่ใช่ปกครอง

Voice tv21
สนับสนุนเนื้อหา
กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เดินถึงหน้ากองทัพบก ปะทะเจ้าหน้าที่เล็กน้อย เรียกร้องกองทัพหยุดสนับสนุน คสช. ชี้ ภายในเดือนพฤษภาคม ไม่ได้รับคำตอบ จะออกมาไล่ คสช. อย่างเป็นทางการ
(24/3/61)ประชาชนประมาณ 400 คน เดินเท้าจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ถึงหน้ากองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน โดยมีเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่เล็กน้อย หลังพยายามฝ่าด่านเจ้าหน้าที่บริเวณแยก จปร. ไปยังกองทัพบก
ผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตว่า มีผู้ชุมนุมบางส่วนแสดงอาการยั่วยุเกินจำเป็น ทำให้ทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่และฝ่ายผู้จัดการชุมนุมต้องเจรจาสื่อสารว่าอย่าทำร้ายเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์สงบลงภายในเวลาไม่นาน
น.ส. ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ ปราศรัยกับผู้ชุมนุมว่า วันนี้มาสื่อสารว่าหมดเวลาสำหรับการยื้ออำนาจของ คสช. แล้ว และชวนให้ผู้ชุมนุมทำสัญลักษณ์รูปหัวใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดจากเหตุปะทะก่อนหน้านี้
นายเอกชัย หงส์กังวาน ได้ทำการจุดธูป 36 ดอกปักที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก โดยระบุว่าเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายจากเผด็จการ
จากนั้นนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว ได้ขึ้นปราศรัยระบุว่า ข้อเรียกร้องของประชาชน คือหยุดวางไข่ หยุดสืบทอดวงจรคณะรัฐประหาร หยุดวงจนอุบาทว์ หยุดรับใช้โจรที่กดขี่ประชาชน หยุดสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ ขอให้กองทัพเสียสละอำนาจที่ไม่ชอบธรรมคืนให้กับประชาชน
จากนั้นชักชวนให้ประชาชนพับจรวดกระดาษปาเข้าไปในบริเวณกองบัญชาการกองทัพบก โดยเนื้อหาในจรวดคือการเรียกร้องให้กองทัพยุติการสนับสนุน คสช.
โดยปิดท้ายด้วยการร่วมกันประกาศเรียกร้องการเลือกตั้ง “เลือกตั้งปีนี้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ และกองทัพหากไม่อยากพินาศ จงเป็นกองทัพที่กลับมารับใช้ประชาชน ปกป้องประชาธิปไตย”
ทั้งนี้ นายสิรวิชญ์กล่าวด้วยว่า กองทัพบกมีหน้าที่ปกป้อง ไม่ใช่ปกครอง จงรู้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ รู้ขีดจำกัดของตัวเอง เดือนพ.ค. นี้ถ้ากองทัพไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้อง จะออกมาขับไล่ คสช.
เวลาประมาณ 19.30 น. เหตุการณ์ตึงเครียดขึ้นเมื่อรังสิมันต์ โรม ขึ้นกล่าวกับผู้ชุมนุมว่าได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าอาจจะมีการนำเครือง LRAD เครื่องกระจายเสียงระยะไกล เพื่อสลายการชุมนุมหากผู้ชุมนุมไม่เลิกชุมนุมในเวลา 20.00 น. ตามที่แจ้งกับเจ้าหน้าที่ไว้
อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศว่า ผู้ชุมนุมได้ทำผิดผิด พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะแล้ว เนื่องจากผิดเงื่อนไขที่แจ้งไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะชุมนุมถึงเวลา 20.00 น. แต่ผู้ชุมนุมสามารถจัดกิจกรรมต่อไปได้จนจบตามกำหนดการที่วางไว้
โดยรังสิมันต์ โรม จากกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยขึ้นปราศรัยเป็นคนสุดท้ายบอกว่า อยากสื่อสารกับกองทัพ ว่า ประชาชนตั้งคำถามว่ายังฝากความหวังกับกองทัพได้อยู่อีกหรือ
“หลายคนรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เราต้องเอากองทัพออกจากกรุงเทพมหานคร แต่ก็เชื่อด้วยความสุจริตใจว่ายังมีทหารที่หวังดีกับประเทศนี้ สำคัญก็คือยังเชื่อว่ามีทหารจำนวนไม่น้อยรวมถึงตำรวจที่เกลียดการคอร์รัปชั่น การทุจริต เราต่างรู้ดีว่ามีเพียงไม่กี่คนทีเปรียบเสมือนปลาเน่าไม่กี่ตัวในข้อง จึงยังเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่ายังมีทหารที่พร้อมออกมาปกป้องประชาธิปไตย”
“ได้โปรดกลับมายืนเคียงข้างประชาชนด้วยการเป็นทหารอาชีพ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พูดเอาไว้ว่ากองหนุน คสช. หมดแล้ว แต่รังสิมันต์ โรมขอพูดต่อไปว่ากองหนุน คสช. ยังไม่หมด แต่เหลือแค่เพียงหนึ่งเดียวคือกองทัพ”
นายรังสิมันต์กล่าวว่าเมื่อไหร่ที่กองทัพยืนเคียงข้างประชาชน วันสุดท้ายของ คสช. ก็จะจบ
"ดังนั้นกองทัพในฐานะกองหนุนกองสุดท้ายของ คสช. เป็นเหตุผลที่ทำให้ คสช. อยู่ในอำนาจ จึงอยากให้กองทัพกลับมาอยู่เคียงข้างประชาชน อย่ามองเห็นประชาชนเป็นศัตรู ถ้ากองทัพมายืนอยู่เคียงข้างประชาชนเมื่อไหร่ วันที่ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินจะเกิดขึ้นทันที ทหารอาชีพจะต้องไม่ทำร้ายประชาชน ทหารอาชีพต้องไม่กลั่นแกล้งประชาชน ทหารอาชีพต้องไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ
ทหารอาชีพต้องปกป้องประชาธิปไตย ทหารอาชีพสามารถอยู่ร่วมกับระบอบประชาธิปไตยได้" รังสิมันต์กล่าวและนัดหมายว่าจะมีการชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 5 พฤษภาคมที่จะถึง ก่อนที่ร่วมร้องเพลงรางวัลแด่คนช่างฝัน และแสงดาวแห่งศรัทธา และแยกย้ายกันไปอย่างสงบ