PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561

ไม่ทุบทิ้ง แต่ ทำเป็น"ศูนย์เรียนรู้ "ของชาวเชียงใหม่ หวังว่า ศาลจะเข้าใจ

ไม่ทุบทิ้ง แต่ ทำเป็น"ศูนย์เรียนรู้ "ของชาวเชียงใหม่ หวังว่า ศาลจะเข้าใจ
"บิ๊กเจี๊ยบ" พลเอกเฉลิมชัย ผบ.ทบ. เผย มีหลายข้อเสนอ แต่จะเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุด โดยเฉพาะ ข้อเสนอ ให้ บ้านพักศาล 45 หลัง เป็นศูนย์เรียนรู้ ของ จ.เชียงใหม่ ให้ประชาชนทุกคนได้ใช้ประโยชน์ และมีส่วนร่วม ช่วยกันดูแล หวังว่า ศาลคงจะเข้าใจ ชี้ การทุบทิ้ง เป็นสิ่งที่ง่าย แต่มีผลกระทบตามมา โดยเฉพาะความเสียหายกว่า 200ล้าน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ การฟื้นฟู สภาพแวดล้อม ให้เป็นดั่งเดิม แม้จะเป็นสิ่งยาก และต้องใช้เวลา เชื่อยังไม่ต้องใช้ ม.44 เพราะสามารถพูดคุยกันได้ ชี้ ต้องรอบคอบ หาทางออกทุกฝ่ายพอใจ เผย “แม่ทัพ3-ผวจ.เชียงใหม่” ตั้งกก.ตรวจสอบรายละเอียด กำหนดส่งข้อมูล 29 เม.ย. ยันไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา เชื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไป
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการก่อสร้างอาคารศาลอุทธรณ์ภาค 5 และที่พักข้าราชการตุลาการ ที่มีการใช้พื้นที่ของกรมธนารักษ์ในต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งตั้งบริเวณเชิงดอยสุเทพและใกล้กับเขตอุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุยว่า พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้ประชุมเสวนาในพื้นที่เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมากับผู้ไม่ยอมรับการก่อสร้างบ้านพักดังกล่าว
ซึ่งได้ข้อสรุปประเด็นสำคัญคือ เขาต้องการให้รื้อบ้านพัก จำนวน 45 หลังที่อยู่บริเวณด้านบน โดยพื้นที่ทั้งหมดมี 147 ไร่ แบ่งเป็นส่วนด้านบนสุด 40 ไร่ ซึ่งไม่ได้ใช้งาน และยังคงเป็นป่าเหมือนเดิม แต่ในส่วนที่สองจำนวน 47 ไร่ ใช้สร้างพื้นที่บ้านพัก จำนวน 45 หลัง และส่วนที่สามคือพื้นที่ด้านล่างลงมาที่สร้างอาคารสำนักงานศาล และอาคารที่พักที่ประชาชนไม่ได้ติดใจ
ทั้งนี้ข้อยุติเมื่อวันที่ 9 เม.ย. นั้นทางแม่ทัพภาคที่ 3 และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่จะตั้งคณะกรรมการไปตรวจสอบรายละเอียดว่ามีความจำเป็นต้องรื้อในส่วนใดบ้าง และรายงานให้ตนรับทราบในวันที่ 29 เม.ย.
ในส่วนของศาลนั้นทางสำนักงานเลขานุการศาลยุติธรรมได้ทำหนังสือเสนอมาที่รัฐบาลโดยมีแนวทางเป็นเรื่องของรายละเอียดทางศาล ซึ่งจะต้องนำทุกส่วนมาบูรณาการแก้ไขปัญหาเพื่อหาทางออกร่วมกัน
ทั้งนี้ตนได้รับคำสั่งจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม ที่รับผิดชอบดูแลเรื่องนี้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
แต่ทั้งนี้แนวทางที่หารือเบื้องต้นคือเพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับผู้ประกอบการควรจะให้ดำเนินการให้ได้ข้อยุติเสร็จสิ้นภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า
ส่วนพื้นที่ที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ต้องคิดว่าจะดำเนินการอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่มากที่สุด ตนคิดว่าศาลจะเข้าใจในประเด็นนี้
สำหรับประเด็นใครจะรับผิดชอบต่อการดำเนินการก่อสร้างบ้านจำนวน 45 หลัง เพราะมีบางกระแสให้ข้อคิดเห็นว่าควรทุบทิ้ง แต่ในแง่ข้อกฎหมายคือเงินจำนวน 200 กว่าล้านบาท ที่สร้างบ้านพักและมีการทุบทิ้งใครจะรับผิดชอบ เพราะจะเป็นการเสียประโยชน์ไปโดยเปล่าประโยชน์หรือไม่
"หรือเราควรใช้พื้นที่ดังกล่าวใช้เป็นพื้นที่ประโยชน์ในภาพรวมของจ.เชียงใหม่ เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดได้ประโยชน์ เช่นการสร้างศูนย์เรียนรู้ เป็นต้น และต้องมีปรับภูมิทัศน์ให้สอดรับกับพื้นที่ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง และต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบชัดเจน"
อย่างไรก็ตามทั้งหมดต้องผ่านกระบวนการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และคิดว่าทางศาลคงไม่มีปัญหา ซึ่งตนจะเสนอพล.อ.ประวิตรอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
“การทุบทิ้งเป็นสิ่งที่ง่าย แต่จะมีผลกระทบตามมา เพราะจะทำให้ภูมิประเทศกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ยากและต้องใช้เวลา แต่จะทำอย่างไรไม่ให้ทรัพยากรธรรมชาติเสียหายไป และให้เป็นความรับผิดชอบของคนเชียงใหม่ว่าจะปรับให้พื้นที่เป็นอย่างไร "
ทางแม่ทัพภาคที่3 ต้องไปคุยกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เพื่อหาข้อสรุปให้ได้ดีที่สุด และผมคิดว่าขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรา 44 ในการแก้ไขปัญหา” พล.อ.เฉลิมชัย กล่าว
เมื่อถามว่ากรณีนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานและจะมีการเรียกร้องในลักษณะนี้อีกหรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า จึงต้องทบทวนด้วยความรอบคอบและคงไม่สามารถฟันธงในวันสองวันนี้ เพราะต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับชาติบ้านเมืองและเป็นมาตรฐานต่อไป
ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าที่ดินนี้เป็นของทางราชการที่ได้รับการอนุมัติให้ก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมาย และใช้งบประมาณของพี่น้องประชาชน ดังนั้นไม่ควรใช้อารมณ์หรือความรู้สึกในการแก้ไขปัญหา เราต้องรอบคอบดูทุกมิติ เพราะเป็นเรื่องของกฎหมาย
เมื่อถามว่ามีการประเมินหรือไม่ว่าเหตุใดกระแสคัดค้านมีมากขึ้นในช่วงหลัง พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ทางในพื้นที่กำลังประเมินอยู่ แต่คิดว่าท้ายสุดจะต้องลงเอยจุดที่เหมาะสมร่วมกัน

ไปรักษาร่างกาย!!

ไปรักษาร่างกาย!!
"นายกฯบิ๊กตู่"เผย "บิ๊กป้อม" ลาไปรักษาร่างกาย. แต่ไม่บอกว่า ในประเทศ หรือต่างประเทศ เหน็บนักข่าว สนใจอยากรู้จัง จะตามไปหรือไง พูดติดตลก ท่านลา ไปหารายได้พิเศษ มั้ง
หลัง วันนี้ พลเอกประวิตร ไม่มาประชุม ครม.-คสช. และร่วมงานสงกรานต์ทำเนียบฯ แถม วันพุธ ไม่ได้ไปร่วมรดน้ำสงกรานต์ ป๋าเปรม ด้วย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ลาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ว่า “ไปหารายได้เสริมมั้ง มันเรื่องอะไรของสื่อ
พล.อ.ประวิตร ลากิจได้ตามระเบียบ เขาก็ลาไป และไม่ได้บอกว่าจะไปไหน ปัดโธ่!!ทำไม สื่อคิดถึงหรือ พล.อ.ประวิตรลาไปดูแลร่างกาย เพราะต้องรักษาตัว ก็ต้องมีการไปตรวจร่างกาย ทำนองนี้”

เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร ไปรักษาตัวที่ต่างประเทศหรือในประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทำไม จะตามไปหรือ จะต้องรู้ทุกเรื่องหรือไง ไม่รู้สักเรื่องได้ไหม

“บิ๊กเจี๊ยบ” ยัน คสช.ไม่เลือกปฏิบัติ ปมขอประชุมพรรคฯ

Start นับ1
“บิ๊กเจี๊ยบ” ยัน คสช.ไม่เลือกปฏิบัติ ปมขอประชุมพรรคฯ ไม่กังวลนักการเมืองให้สัมภาษณ์ ชี้อยู่ในกรอบ ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางการเมือง ถือเป็นประโยชน์
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.และเลขาธิการ คสช.กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองเก่าออกมาเคลื่อนไหวหลังคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สมาชิกยืนยันสถานะว่า เป็นโอกาสที่สื่อได้ไปขอให้แสดงความคิดเห็นเท่านั้น ยังไม่ใช่เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งมีหลายแง่ที่เกิดประโยชน์ จึงไม่มีอะไรที่น่าห่วงใย ถือเป็นเรื่องของการเริ่มงานทางการเมือง ซึ่งการแสดงความคิดเห็นของนักการเมืองอยู่ในกรอบ ไม่มีอะไรที่น่ากังวล แต่เป็นการ สตาร์ท นับหนึ่งเพื่อเป็นการยืนยันสถานภาพพรรค ถือเป็นปกติของนักการเมือง
เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะเลื่อนกำหนดการนัดหารือกับพรรคการเมืองจากเดือนมิถุนายนออกไป จะส่งผลต่อการปลดล็อคพรรคการเมืองหรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า คงไม่ ซึ่งตนยังไม่ทราบรายละเอียด เรื่องข้างหน้า จึงยังไม่มีข้อมูลในเรื่องนี้
ส่วนมีพรรคการเมืองมาขอประชุมพรรคแล้วหรือไม่นั้น ในส่วนพรรคการเมืองที่จดทะเบียนใหม่ก็มีมาขออนุญาตแล้ว ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการ เรื่องอยู่ที่สำนักงาน เลขาธิการคสช. ตนยังไม่ได้ดู
เมื่อถามว่า จะไม่เลือกปฏิบัติกับพรรคการเมืองที่อุดมการณ์ไม่ตรงกับ คสช.หรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า การที่อนุมัติหรือไม่นั้นอยู่ที่ กกต.ด้วย ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ไม่ใช่ คสช.เพียงอย่างเดียว ทุกอย่างดำเนินการอย่างเสมอภาค และยุติธรรม
เมื่อถามว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เตือนการตั้งพรรคการเมืองในทำเนียบรัฐบาลอาจขัดกฎหมายและไม่เหมาะสม พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ตนไม่ทราบข้อมูลว่าจริงเท็จแค่ไหน

ยังนึกไม่ออก ใครจะเป็นนายกฯ ถ้าไม่ใช่"ประยุทธ์"

ยังนึกไม่ออก ใครจะเป็นนายกฯ ถ้าไม่ใช่"ประยุทธ์"
“บิ๊กตู่” เผยเอง"พรรค"สมคิด" กำลังคุยกันอยู่ แบะท่ารอ พรรคใหม่ มาชวนร่วม ยัน”ไม่ได้รังเกียจการเมือง แต่ขอรอดูนโยบายว่าตรงกับตัวเองมั้ย คิดหนักจะเข้าพรรคไหน หวั่นไม่ได้รับเลือก ถาม"ถ้าผมลงไปอยู่ด้วยตรงนี้ มีใครรับประกันได้บ้างว่าผมจะได้ ก็ไม่มีใครรู้ว่ามันคุ้มค่าหรือเปล่า "
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดนนักข่าวรุมซัก เรื่องการตัดสินใจทางการเมือง หลังมีข่าวนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สนับสนุนตั้งพรรคการเมืองและจะเชิญให้เป็นที่ปรึกษาพรรค ว่า “วันนี้เขาหารือกันอยู่ ก็ให้เขาหาหรือกันไป ก็ยังไม่เกิดความชัดเจนเกิดขึ้น และถ้าเขาตั้งพรรคขึ้นมา วันข้างหน้าก็ต้องไปดูว่าพรรคไหนเป็นอย่างไร เราควรจะสนับสนุนหรือเปล่า หรือจะสนับสนุนพรรคไหนอย่างไร แต่วันนี้เขายังไม่มาเชิญสักคนเลย”
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีทราบหรือไม่ว่าขณะนี้มีการเคลื่อนไหวที่จะมีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่และจะเสนอให้ไปเป็นที่ปรึกษาพรรค พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “เขาก็คุยกันอยู่ละมั้ง ผมเห็นเขาคุยกันอยู่ แต่เขายังไม่พูดอะไรกับผม และยังไม่มีการทาบทาม
"แต่ถ้ามีการทาบทามก็ต้องขอคิดดูก่อน ผมบอกแล้วว่าผมจะต้องพิจารณาใคร่ครวญอีกที ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ นโยบายของพรรคตรงกับที่ผมได้ทำมาแล้วหรือเปล่า มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงและดีขึ้นหรือไม่
เพราะถึงอย่างไรผมก็ต้องไปเลือกตั้งเหมือนกับคนอื่นเขาเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าพรรคนี้ดี ผมก็จะเลือกพรรคนี้ จะสนับสนุนพรรคไหนที่ดีแล้วเขามาขอให้ผมไปช่วยผมก็จะพิจารณา ส่วนจะดีหรือจะเสียผมก็ยังไม่รู้เลย”
เมื่อถามว่า การที่พรรคการเมืองจะมาเชิญให้ไปเป็นที่ปรึกษาพรรคจะไม่ปฏิเสธใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ยังไม่ได้รับ. แล้วจะไปปฏิเสธยังได้อย่างไร ถึงวันนี้ยังไม่มีใครมาเชิญ และวันนี้ยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นว่าจะพูดคุยอะไรกันได้หรือเปล่า เพราะมีหลายพรรคก็บอกว่าจะไม่มาคุยแล้วจะเลือกตั้งท่าเดียวเมื่อไม่มาคุยแล้วจะเลือกตั้งได้อย่างไร ต้องมาคุยกันก่อน
เมื่อถามว่าที่หลายพรรคการเมืองไม่อยากมาคุยเพราะเกรงการผูกมัด พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จะไปผูกมัดอะไร ตนไม่ได้เชิญมาพูดคุยเพื่อให้แสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ต้องการให้มาพูดคุยว่าจะทำอย่างไรให้กับประเทศ ตนก็จะฟังว่าเขาจะพูดอะไร
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะประกาศความชัดเจนของตัวเองเมื่อไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็คงใกล้ที่จะเลือกตั้งละมั้ง เพราะผมเองไปเป็นส.ส.ไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อเริ่มมีการพูดคุยผมก็คงมีความชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรต่อไป”
ต่อข้อถามว่า ความตั้งใจของนายกจะเข้าไปเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคหรือเป็นแค่สมาชิกพรรค พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ทุกคนก็ต้องเป็นสมาชิกพรรค
ทั้งนี้เมื่อถึงวันที่ต้องตัดสินใจ เมื่อเขาเสนอมาต้นก็ต้องดูว่าเขาจะมาขอให้ไปทำหน้าที่อะไร เพราะให้ไปสมัครเป็น ส.ส.ก็ไปไม่ได้ ถ้าจะให้สมัครเป็นอย่างอื่นก็ต้องดูว่าที่เสนอมานั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ที่ตนจะไปช่วยงานเขา แล้วมีใครรับรองได้หรือไม่ว่าเมื่อตนไปอยู่พรรคการเมืองไหนแล้วพรรคนั้นจะชนะ
เมื่อถามว่าหากในการเลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา นายกฯคิดว่าเพื่อความสง่างามควรให้ ส.ส.เป็นผู้เสนอชื่อ หรือควรให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ถ้าตั้งได้โดยการเสนอชื่อจากศศก็เป็นเรื่องดีมิใช่หรือ แต่ถ้าขัดแย้งกันมากๆตั้งนายกรัฐมนตรีไม่ได้. ไม่ยอมกันก็ต้องเอาคนนอกมาใครก็ได้ ก็ไปเลือกมา
เมื่อถามว่าแต่ขณะนี้ดูเหมือนจะมีชื่อของพล.อ. ประยุทธ์ ดังเพียงผู้เดียว. นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “สื่อเป็นคนทำให้ฉันดังเอง ก็ ลองยกชื่อ คนอื่นเข้ามาเป็นนายกฯคนนอกบ้าง”
เมื่อถามว่า ถ้าไม่ใช่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ คิดว่าควรจะเป็นชื่อใคร นายกญ กล่าวว่า ไม่รู้เหมือนกัน ยังนึกไม่ออก ตัวเองยังไม่ได้นึก
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถึงวันนี้ไม่รังเกียจการเมืองแล้วใช่หรือไม่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ ผมเคยรังเกียจใครที่ไหน ผมไม่ได้รังเกียจการเมือง ผมเพียงแต่รังเกียจการเมืองที่ไม่สุจริต ไม่มีธรรมาภิบาล ผมรังเกียจการเมืองที่สร้างความขัดแย้ง
พอใจกันหรือยัง หรืออยากจะให้เป็นเหมือนเมื่อปี 2557 หรืออย่างไร ดังนั้นเมื่อเราไม่พอใจการเมืองแบบนั้นก็ต้องไปเลือกกันแบบใหม่
ส่วนจะเลือกใครก็ตามสะดวกพวกท่านเถอะ แต่ถ้าผมลงไปอยู่ด้วยตรงนี้ มีใครรับประกันได้บ้างว่าผมจะได้ ก็ไม่มีใครรู้ว่ามันคุ้มค่าหรือเปล่า มันคุ้มค่ากับประเทศชาติและคุ้มค่ากับตัวผมหรือไม่ ซึ่งความคุ้มค่าของผมหมายถึงจะได้ทำงานของผมก็แค่นั้นเอง จะไปคิดอะไรมาก มันเป็นทั้งชะตากรรมและชะตาแบ ที่สื่อถามแบบนี้จะเอาให้ได้กันหรืออย่างไร”
ผู้สื่อข่าวถามถึงการวิพากษ์วิจารณ์การลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ในขณะนี้ว่าเป็นการเริ่มต้นในการหาเสียง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนต้องลงพื้นที่อยู่แล้ว สี่ออย่าไปให้ความสำคัญกับคนที่มองว่าเป็นการหาเสียง ตนต้องการจะลงพื้นที่ไปในทุกจังหวัด ตั้งใจไว้ว่าก่อนจะหมดหน้าที่จะลงพื้นที่ไปในทุกจังหวัดและทุกกลุ่มจังหวัดให้ได้มากที่สุดแค่นั้นเอง เพียงแต่มาตรงกับช่วงเวลาของโรดแมพพอดี
“แล้วจะให้ผมไปทำในตอนไหน ผมก็อยากลงไปพบประ ชาชนในทุกพื้นที่และการลงไปก็ไม่ได้ฟังเพียงแต่ส่วนราชการเพียงอย่างเดียว ได้ไปแอบฟังประชาชนพูดบ้างและถามในสิ่งที่ประชาชนอยากจะพูด ซึ่งแม้บางครั้งจะไม่ได้พูดโดยตรงก็ส่งเป็นคลิปหรือSMS มา ผมก็นำข้อมูลไปซักไซร้ไล่เลียง ไม่ใช่ว่าทางราชการเสนออะไรมาก็ฟังอย่างเดียว ผมก็ต้องฟังทั้งสองฝ่าย การที่นายกฯลงพื้นที่ไม่ใช่ฟังแต่สิ่งดีๆ สิ่งไม่ดีก็เจอและนำมาแก้ไข” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

บิ๊กตู่’คนใน’ โดย นฤตย์ เสกธีระ

บิ๊กตู่’คนใน’ โดย นฤตย์ เสกธีระ



แฟ้มภาพ
เดิมที “คนนอก” มีความหมายถึงคนที่ไม่ได้รับเลือกตั้งแล้วมารับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี
เวลาแยกแยะ “คนใน” กับ “คนนอก” ก็ไม่ซับซ้อน
แต่เดี๋ยวนี้รัฐธรรมนูญอนุญาตให้ใครก็ได้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองและได้รับเสียงสนับสนุนจากรัฐสภาสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้
คำว่า “คนใน” กับ “คนนอก” จึงมีความพยายามตีความกันใหม่
ตีความกันว่า “คนนอก” คือ คนที่มาด้วยวิธีพิเศษตามกลไกทางรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้
นั่นคือในกรณีที่บุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อไม่สามารถขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้
หมายความว่า เมื่อแต่ละพรรคสามารถเสนอชื่อบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้พรรคละ 3 คน
แต่เมื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแล้วตกลงกันไม่ได้
ต้องมีการขอใช้เสียงเพื่อของดใช้ข้อห้ามบางประการ และเปิดทางให้เลือกคนอื่นๆ นอกเหนือจากนั้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
เขาตีความว่า “คนนอก” ในยุคนี้หมายถึงการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีด้วยวิธีนี้
แต่กรณีคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. แต่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี
เขาตีความว่าเป็น “คนใน”
กรณีเช่นนี้ในแวดวงการเมืองจะยอมรับกันหรือไม่ และจะเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้นิยมประชาธิปไตยกันหรือเปล่า
แต่กระบวนการตีความ “คนนอก” และ “คนใน” กำลังเป็นเช่นนี้
ดังนั้น เมื่อมีข่าวว่ากระบวนการที่จะไปสู่วิธีพิเศษ คือ “คนนอก” เป็นไปได้ยุ่งยากมาก
ต้องใช้เสียงรัฐสภาถึง 2 ใน 3 คือ 500 เสียงจาก 750 เสียง ในการดำเนินการ
ต้องถูกต่อต้าน ถูกครหาว่า เป็น “คนนอก”

ตอนนี้จึงโหมกระแสข่าว ถ้าเป็นบุคคล 1 ใน 3 ที่พรรคการเมืองเสนอชื่อก็ถือว่าเป็น “คนใน”
กลายเป็นประเด็นข่าวที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีปัจจุบัน อาจจะได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
เป็น 1 ใน 3 ของบุคคลที่สมควรได้เป็นนายกรัฐมนตรี
แล้วเปิดโอกาสให้สภาผู้แทนราษฏรและสมาชิกวุฒิสภาโหวตด้วยคะแนนเกิน 375 เสียง
หากเป็นเช่นนี้ โอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ยังมีอยู่สูงยิ่ง เพราะแค่เสียงวุฒิสภาก็ 250 เสียงแล้ว
แถมยังสามารถประโคมบอกได้ว่าเป็น “นายกฯคนใน” ไม่ใช่ “นายกฯคนนอก”
ดังนั้น แม้ก่อนหน้านี้จะมีพรรคการเมืองหลายพรรคประกาศจุดยืน ไม่เอานายกฯคนนอก
แต่ถ้านายกฯคนต่อไปได้มาตามวิธีการทางรัฐธรรมนูญ
พรรคเสนอ รัฐสภาโหวต
หากเป็นเช่นนี้แล้วจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ
ถ้าเป็นเช่นนี้จะยอมร่วมรัฐบาลหรือไม่เอาด้วย
เรื่องนี้ต้องเทียวถามกันใหม่ เพราะนิยามคำ “คนนอก” และ “คนใน” เปลี่ยนแปลง
การยอมรับคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส.มานั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะเปลี่ยนไปหรือไม่
จะเป็นเช่นไรต่อไป น่าติดตาม
………………….
นฤตย์ เสกธีระ maxlui2810@gmail.com

ธงใหญ่ สองผืน ในมือ ‘ประชาธิปัตย์’ จะเหลือ 1 เดียว

ธงใหญ่ สองผืน ในมือ ‘ประชาธิปัตย์’ จะเหลือ 1 เดียว


เหมือนกับภาพในทางการเมืองจะสะท้อนให้เห็นลักษณะ 3 เส้า 3 ก๊ก นั่นก็คือ 1 คสช. 1 ประชาธิปัตย์ และ 1 เพื่อไทย
แต่ในที่สุดก็จะเหลือเพียง 2 ไม่ใช่ 3
แนวทางเช่นนี้ นายพิชัย รัตตกุล มองเห็นและสรุปออกมานานมาแล้วถึงได้เสนอให้พรรคการเมืองร่วมมือกันให้เป็นเอกภาพ
ต้านยันการสืบทอดอำนาจของ “คสช.”
แนวทางเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เท่านั้นที่ประมวลและขมวดออกมาว่าคือแนวทาง 1 เอาทหาร และ 1 ไม่เอาทหาร
หาก นายอลงกรณ์ พลบุตร ก็เห็นว่า 1 เอา คสช. 1 ไม่เอา คสช.
แม้ ณ วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะยังประกาศชูธง 2 ผืน คือ 1 ต้านระบอบทักษิณ 1 ต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก”
แต่ในที่สุด แนวทาง “เพื่อไทย” จะเด่นชัดยิ่งกว่า
ต้องยอมรับว่า แนวทางพรรคเพื่อไทยกับแนวทางพรรคประชาธิปัตย์มีความแตกต่างกัน ไม่เพียงแต่จะแตกต่าง ณ ปัจจุบัน เท่านั้น
หากแตกต่างตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 มาแล้ว
นั่นเป็นผลจากการเติบใหญ่ของพรรคไทยรักไทย ทั้งในการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544 และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548
ชัยชนะอย่างต่อเนื่องของพรรคไทยรักไทยมีผลสะเทือน
ไม่เพียงแต่นำไปสู่การเกิดขึ้นของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล
หากแต่ดูดดึงพลังการเมืองอื่นๆ เข้าไปร่วมด้วยและหวังประโยชน์

พรรคประชาธิปัตย์อาจไม่ได้เข้าร่วมอย่างเต็มที่แต่ก็ดำเนินไปในแบบของ “พันธมิตร” ใน “แนวร่วม” เพื่อเอาพลังจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้าไปกำราบพรรคไทยรักไทย
และก็ประสบผลสำเร็จผ่านรัฐประหารเดือนกันยายน 2549
จากเดือนกันยายน 2549 ไม่เพียงแต่นำไปสู่การยุบพรรคไทยรักไทยในเดือนพฤษภาคม 2550 หากแต่ยังนำไปสู่การเกิดขึ้นของพรรคพลังประชาชน
และกำชัยจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550
ความพ่ายแพ้นี้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเป็นพันธมิตรกับกลุ่มทหารซึ่งมีอำนาจ “เหนือรัฐ” และประสานกับพลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก่อการเคลื่อนไหวอันนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชนในเดือนพฤศจิกายน 2551
เป็นผลให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
เป็นผลให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มทหารซึ่งมีอำนาจ “เหนือรัฐ” ได้แสดงบทบาทร่วมกันในการสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553
แต่แล้วการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 พรรคเพื่อไทยก็ได้ชัยชนะ
จุดนี้เองนำไปสู่การเกิดขึ้นของ “กปปส.” โดยคนของพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนอย่างเต็มพิกัด
แม้ ณ วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะประกาศชูธง 2 ผืน ผืน 1 ต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก” ผืน 1 ต้านสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ”
แต่ในที่สุดก็จะเหลือธงเพียงผืนเดียว
สายสัมพันธ์ตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 ต่อเนื่องถึงรัฐประหารปี 2557 จะทำให้ธงผืนแรกเกิดการแปรเปลี่ยนและเหลือเพียงผืนเดียว คือ ต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ”
และนั่นหมายถึง โอกาสที่ “ประชาธิปัตย์” กับ “คสช.” จะเป็นเนื้อเดียวกัน

'จงใจ'เขย่าให้สะดุ้ง

'จงใจ'เขย่าให้สะดุ้ง



ชึ่งเดียว เครื่องติดเลย
กับจังหวะสตาร์ตออกตัวของ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่ประกาศจุดยืนชัดเจน สนับสนุนให้ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้ตีตั๋วผู้นำต่อในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ
เพราะเป็นคนดี มีคุณธรรม ทำให้บ้านเมืองสงบเอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
เท่านั้นแหละเรตติ้งกระฉูด โดยไม่ต้องออกแรงแห่กระแส
เริ่มตั้งแต่ยุทธการป้ายสี “พรรคทหาร คสช.” ที่มาทันที ก่อนที่ “สมคิด” ไม่ทันพูดจบด้วยซ้ำ
โดยไม่ต้องรอความชัดเจนว่าเป็นพรรคอะไร ทีมหนุน “ลุงตู่” จะปักธงป้อมค่ายไหน แนวรบนักการเมืองอาชีพหันมาล็อกเป้าตำบลกระสุนตก
อารมณ์แบบที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จิกด่ากัน 3 วัน 3 คืนไม่เลิก
ทั้งขุดผี ทั้งอ้างอาถรรพณ์ ขู่ประจานออกอากาศให้นายสมคิดและทีมหนุน “นายกฯลุงตู่” ระวังประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเผด็จการในอดีตที่ใช้ทำเนียบรัฐบาลเป็นที่เดินยุทธศาสตร์ตั้งพรรคทหาร
จุดจบพังพาบเหมือนจอมพล ป. พิบูลสงคราม
หนักเข้าก็ร่ายยาวนิยายสามก๊ก จากเดิมก๊วนเพื่อไทยแย่งอำนาจชิงผลประโยชน์กับก๊วนประชาธิปัตย์ แล้วยังมาเพิ่มก๊ก คสช. จะเสี่ยงทำให้ความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้นกว่าเก่า
สไตล์ขาใหญ่รับน้องใหม่ ประชาธิปัตย์กะเอาให้ทีมหนุน “ลุงตู่” ฝ่อให้ได้
ในอาการที่พรรคเพื่อไทย ลูกหาบ “นายใหญ่” ก็ร่วมด้วยช่วยหยามน้ำหน้า ถาม “สมคิด” ไปเอาความมั่นอกมั่นใจมาจากไหนถึงกล้าประกาศหนุน “นายกฯลุงตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ
ยกตนข่มตามฟอร์มแชมป์เก่า ท้าแน่จริงปลดล็อกไปลุยกันในสนามเลยดีกว่า
ออกลีลาดิสเครดิต แสร้งทำเป็นไม่ให้ราคา
เอาเป็นว่า จับอาการเพื่อไทย อ่านไต๋ประชาธิปัตย์ ต่างก็นั่งไม่ติดทั้งคู่ ดูตามรูปการณ์จังหวะการออกตัวของ “สมคิด” มันคือปรากฏการณ์ที่กระตุกแรงเหวี่ยงทางการเมือง
ถึงจุดที่ชัดเจนแล้วว่า มีตัวแปรแทรกขึ้นมามีผลต่อสมการเลือกตั้งแน่
และนั่นก็ได้เห็นอาการ “ผวา” ที่ซ่อนไว้ไม่มิด จากที่ปากบอก “สมคิด” บริหารเศรษฐกิจไม่ได้เรื่อง บ้อท่าแก้ปัญหาปากท้อง ทำให้ประชาชนเบื่อรัฐบาล แต่พอ “จอมยุทธ์กวง” ประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์ตีตั๋วต่อ โดยเอาเครดิตของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเป็นประกัน
เพื่อไทย–ประชาธิปัตย์ แท็กทีมล่อเป้า ดักเตะตัดขากันจ้าละหวั่น
นั่นเพราะกลัวทีมหนุน “นายกฯลุงตู่” เบียดตกขอบ สะดุ้งกันเป็นแถว
ยิ่งแนวโน้มตามเงื่อนไขเวลาในเดือนเมษายนเป็นเดือนที่จะต้องยืนยันการเป็นสมาชิกพรรค การโยกย้ายเปลี่ยนพรรคจะต้องดำเนินการภายในเงื่อนกำหนดเวลาที่ คสช.เปิดไฟเขียวให้
การที่ “จอมยุทธ์กวง” เลือกจังหวะออกมาประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์ แสดงความชัดเจนในยุทธศาสตร์การไปต่อของ “นายกฯลุงตู่” ประกอบกับรูปการณ์ที่จะมีการยกระดับความชอบธรรมในการเป็น “นายกฯคนใน” ผ่านสถานะที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ
เหลี่ยมนี้จัดได้ว่าเป็นความ “ตั้งใจ”
ชิงจังหวะเขย่าให้นักการเมืองได้มีทางเลือกใหม่
โดยเฉพาะพวก “รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง” ที่อยากให้บ้านเมืองเดินหน้าไปต่อได้ ไม่จมปลักกับเงื่อนไขความขัดแย้งเดิมๆ หนีวังวนเก่าๆของพรรคเพื่อไทยค่ายประชาธิปัตย์ที่เป็นตัวก่อชนวนวิกฤติ
“สมคิด” ส่งสัญญาณ “นำร่อง” ให้ตัดสินใจกันง่ายๆ
ประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย คงต้องเหนื่อยกับภาวะอุดเลือดไหลออก
ยิ่งเป็นอะไรที่สังเกตได้ ตามจังหวะที่นายสมคิดบอกชัดๆหนุน “นายกฯลุงตู่” ไปต่อ พวกส่ออาการนั่งไม่ติดก็มีแค่ในหมู่นักการเมืองขาใหญ่
เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์เท่านั้นที่เต้นเพราะเสียผลประโยชน์
แต่กระแสสังคมทั่วไป ส่วนใหญ่ไม่ได้ต่อต้าน แถมยังขานรับแนวทางนายสมคิดที่ประกาศหนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ เพื่อความสงบของบ้านเมืองและความต่อเนื่องในการสานงานต่อ
ยกระดับความชอบธรรมเป็นนายกฯคนใน ผ่านพรรคการเมืองตามระบบ
โดยมอบการนำพรรคให้กับนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กับนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ทีมงานรัฐมนตรีเศรษฐกิจ พร้อมหนุนคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาทำงานการเมืองเชิงสร้างสรรค์
เปิดทางเลือกให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่ผวาขั้วขัดแย้งอย่าง
เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์จะกลับมาฟัดกัน
ม็อบป่วนเมืองกลับมาอาละวาด ยึดสนามบิน ปิดกรุงเทพฯ เผาบ้านเผาเมือง
ฝันร้ายยังไม่หายหลอน ประเทศยังเสี่ยงย้อนไปลงเหว.
ทีมข่าวการเมือง

ยืดเกษียณอายุราชการ "60 เป็น 63 ปี" เตรียมรับมือสังคมผู้สูงอายุ

อีก 6 ปี ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ จะเกษียณอายุราชการในวัย 63 ปี เมื่อราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แผนปฏิรูปประเทศด้านสังคม ขยายอายุเกษียณราชการจาก 60 ปี เป็น 63 ปี โดยใช้เวลาเปลี่ยนผ่าน 6 ปี ขยับครั้งละปี 3 ครั้ง เว้นหน
วันนี้ (10 เม.ย.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แผนการปฏิรูปประเทศ 11 เรื่อง ลงประกาศ ณ วันที่ ๖ เม.ย.ปี 2561
โดยเนื้อหาในหน้า 34 ในแผนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ระบุว่า ให้มีการขยายอายุเกษียณราชการจาก 60 ปี เป็น 63 ปี โดยใช้เวลา 6 ปี เพื่อเป็นต้นแบบในการขยายเวลาการทำงานและค่อยๆ ขยายเวลาเป็น 2 ปี ขยาย 1 ปี จะไม่กระทบต่อการจ้างงานคนรุ่นใหม่ที่ทดแทนคนที่เกษียณอายุ โดยไม่ครอบคลุมหน่วยงานที่ต้องใช้ศักยภาพทางร่างกาย


สำหรับวิธีการ กำหนดให้ 1.ศึกษาความเหมาะสมของตำแหน่งที่จะมีการขยายอายุเกษียณ และ 2.แก้ไขพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญให้ขยายอายุเกษียณราชการเป็น 63 ปี ผู้รับผิดชอบหลักคือ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) มีเป้าหมายคือ ข้าราชการ, พนักงาน, รัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเกษียณอายุที่ 63 ปี ในปี 2567 และมีตัวชี้วัดเป็นข้าราชการ, พนักงาน, รัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีศักยภาพมีอายุเกษียณเพิ่มขึ้น 1 ปี ในทุกๆ 2 ปี กระทั่งปี 2567

ขณะที่ก่อนหน้านี้นายวิเชียร ชวลิต กรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ผู้เสนอแนวคิดให้ขยายเวลาวัยเกษียณอายุราชการออกไป จากอายุ 60 ปี เป็น 63 ปี ยอมรับว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงต้องรองรับให้ผู้สูงอายุมีงานทำ จากการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุต้องได้รับการดูแล เพราะการให้ผู้สูงอายุได้ทำงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่จะไม่ทำให้ผู้สูงอายุ อยู่บ้านจนกลายเป็นคนป่วย เหงา ซึมเศร้า ซึ่งการเพิ่มอายุการทำงานให้ นอกจากจะได้อยู่ร่วมในสังคมแล้ว ยังสะท้อนได้ว่า ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีอีกด้วย จึงมองว่าทำอย่างไรผู้สูงอายุจึงจะมีโอกาสทำงานในบั้นปลายชีวิต


ทั้งนี้ ข้อมูลสถิติจำนวนผู้สูงอายุประเทศไทยปี 2559 ของกรมการปกครองพบว่า จังหวัดที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดจาก 5 อันดับ คือ กรุงเทพมหานครมี 936,865 คน รองมาคือ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดนครศรีธรรมราช ขณะที่ประชากรผู้สูงอายุที่น้อยที่สุดคือจังหวัดระนอง มี 23,543 คน

ด้านสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประมาณว่าในปี 2561 เป็นปีแรกที่ประชากรผู้สูงอายุจะมีจำนวนมากกว่าวัยเด็กหลายแสนคน จากนั้นจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2564 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 และมีสัดสวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 และในปี 2579 ประชาชนจะมีจำนวนน้อยกว่าในปัจจุบันผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 สร้างภาระการพึ่งพิงวัยแรงงานในการดูแลวัยเด็กและผู้สูงอายุ


บทสรุปจากเวทีสาธารณะบ้านพักตุลาการ(9เม.ย.)

บทสรุปจากเวทีสาธารณะเพื่อร่วมกันหาทางออก กรณีบ้านพักตุลาการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่”โดยไร้เงาตัวแทนศาล”

สรุปผลจากเวทีสาธารณะเพื่อร่วมกันหาทางออก กรณีบ้านพักตุลาการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ณ มณฑลทหารบกที่ ๓๓ ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ วันจันทร์ ที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๑ โดยมี พลโทวิจักข์ฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ ๓ เป็นประธาน แต่ตัวแทนศาลไม่มา จึงปรับเปลี่ยนเป็นให้แต่ละฝ่ายแชร์ข้อมูลกัน และนำข้อมูลเรียนต่อหัวหน้า คสช.ต่อไป

ในช่วงท้ายแม่ทัพภาคที่ ๓ ได้สรุปผลการประชุมจากภาคประชาสังคมว่า

๑.ภาคประชาสังคมต้องการให้รื้อบ้านพักศาลตุลาการ ภาค ๕ บางส่วน ส่วนจะรื้อขนาดไหนจะมีการตั้งกรรมการไปดูสถานที่จริง และสรุปผลภายในวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๑
๒.ให้ผู้รับเหมาทำงานให้เสร็จ หรือหยุดไว้เพียงเท่านี้แต่รัฐจ่ายเงินครบตามสัญญา เพื่อมิให้เกิดการฟ้องร้องเอาผิด
๓.หากรื้อบ้านพักศาลตุลาการแล้ว จะมีการจัดหาพื้นที่ราบด้านล่างทดแทน และเยียวยาในการจัดหางบประมาณก่อสร้างใหม่ ในพื้นที่ที่เหมาะสม
๔.ถ้ากรณีที่มีส่วนเกินจากที่ขีดเส้น (เส้นอยู่บริเวณสะพาน) ให้สำนักงานศาลส่งคืนพื้นที่ที่กระทบต่อผืนป่าดอยสุเทพ-ปุยให้แก่ราชพัสดุ เพื่อทำการปลูกป่า รัฐ-ราษฎร์ ต่อไป
ข้อสรุป ๔ ข้อนี้จะนำเสนอต่อผู้บัญชาการกองทัพบก ให้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะ หัวหน้า คสช.ให้พิจารณาต่อไป
หลังจากนี้จะมีการตั้งกรรมการภาคประชาสังคมให้ไปดูพื้นที่ เพื่อให้เห็นสภาพพื้นที่จริง ก่อนสรุปมาเป็นประเด็น
ป.ล.ข้างต้นเป็นเพียงข้อสรุปจากการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเชียงใหม่ และตัวแทนเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ โดยยังมิใช่ข้อสรุปที่แท้จริง เพราะต้องมีการพิจารณาอีกในลำดับถัดไป
“ดีใจที่หน่วยงานราชการในจังหวัดเชียงใหม่เริ่มเข้าใจกลุ่มขอคืนพื้นที่ และสรุปความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ขอขอบพระคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ”

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ,Namfar Takonkit
ที่มา:http://www.mountainpeaknews.com/archives/4800

เมื่อศาลไม่ถอย'โซเชียลอำนาจที่4'รุกหนัก'

เมื่อศาลไม่ถอย'โซเชียลอำนาจที่4'รุกหนัก'เปลว สีเงิน'ชี้ทางออกบ้านพักตุลาการดอยสุเทพ


    
29 มี.ค.61- 'เปลว สีเงิน' วิพากษ์ บ้านพักข้าราชการตุลาการดอยสุเทพ      เมื่องภาคประชาสังคม ไม่ติดใจด้านความถูกต้องทางกฎหมาย   แต่ 'ติดใจ' ด้านสิ่งแวดล้อม
...ก็สรุปให้เข้าใจกันคร่าวๆ คือ เรื่องนี้มีมาแต่ปี ๒๕๔๙ แต่ลงมือสร้าง เมื่อปี ๒๕๕๖  สร้างมาเรื่อยๆ จนอีก ๒ เดือน ก็จะเสร็จเรียบร้อย ด้วยงบก่อสร้างกว่า ๑ พันล้าน!
-ศาลก็ไม่ถอย
-ประชาสังคม ก็ไม่ถอย!
ศาลยัน จะเป็นอื่นไปไม่ได้แล้ว แค่อีก ๒ เดือนก็จะแล้วเสร็จประชาสังคมก็ยัน ให้หยุดก่อสร้าง ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อน
ก็เข้าใจเหตุผลของทั้ง ๒ ฝ่าย แต่เมื่อกฎหมาย "ลายลักษณ์อักษร" ยันกับกฎหมาย "จารีตประเพณี" เช่นนี้
เป็นเรื่อง "ไม่น่าสบายใจ" ของบ้านเมืองจริงๆ!
จะตามรอยโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย "คลองด่าน" ซะก็ไม่รู้ สร้างเสร็จแล้ว เสียเงินแล้วนับหมื่นล้าน
แทนที่รัฐบาลจะมีหัวคิด.........
แยกคดีเป็นส่วนคดี เนื้องานที่เสร็จแล้ว ก็แยกเอามาใช้งาน แต่ก็หาคนมีจิตสำนึกในความเป็น "สมบัติหลวง" ไม่ได้
ปล่อยทิ้งร้าง "สูญเปล่า" จนถึงวันนี้!
กรณีบ้านพักตุลาการเชิงดอยสุเทพ ก็หวั่นๆ อยู่ ว่าสุดท้าย จะลงเอยรูปแบบไหน?
แล้วจะทำยังไงกันดี........และใครล่ะ จะเป็นศูนย์บรรจบของสิ่งถูกทั้ง ๒ ในทางสร้างสรรค์?
บ้านพักตุลาการก็ได้ใช้ พื้นที่เชิงดอยสุเทพที่แหว่งเหมือนถูกแทะ ก็จะได้พื้นที่สีเขียวเชื่อมผืนป่าดอยสุเทพกลับคืนเหมือนเดิม?
แต่ที่อดห่วงไม่ได้ ก็คือ...........สถานที่สร้างบ้านพักตุลาการนั้น เป็นพื้นที่ลาดเชิงดอย คงกว่า ๓๐ องศาด้วยมั้ง?
ก็ วิวดี-อากาศดี
แต่จากประสบการณ์ผม การอยู่ตีนเขา-ตีนดอย ต้องระวังไฟป่า
บ้านพักตุลาการเชิงดอยก็ไม่หนีเงื่อนไขนั้น อย่ามองด้านวิวสวยอย่างเดียว ต้องคำนึงด้าน "ไฟป่า" ไว้ด้วย
 นอกจากไฟป่าแล้ว คนไม่เคยอยู่ป่า-อยู่ดอย ย่อมไม่ทราบ
ตอน "ฝนตก-น้ำหลาก"........พรวดเดียวแหละท่าน เร็ว-แรง และคมยิ่งกว่าขวานถาก มันจะกวาด "ทุกอย่าง" ที่ขวางหน้า
กระเด็น-กระดอน ไปในพริบตา!
นี่ไม่ใช่พูดเอาสนุก สภาพเป็นจริง ตั้งบ้านเรือนตามเชิงดอยจะหลีกหนีไม่พ้น ไม่วันใด ก็วันหนึ่ง
ที่พูดทั้งหมดนี้ ด้วยเจตนาเดียว คือ.......
ยุคนี้ โซเชียลมีเดีย เหมือนอำนาจที่ ๔ ก็ไม่อยากให้เกิดคำว่า "ศาลกับชาวบ้าน"
ปุจฉา-วิสัชนากัน เรื่อง 'วัตถุกับจิตใจ'  'เวิ้งว้าง'......ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ ไม่รู้จบ!

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561

"ยังไม่รู้ว่าจะรับ หรือเปล่า"

"ยังไม่รู้ว่าจะรับ หรือเปล่า"
‪"บิ๊กตู่"ขอบคุณ"สมคิด"หนุนเป็นนายกฯ ไม่ปัดป้องข่าวตั้งพรรค แต่ออกตัวว่า ยังไม่รู้จะรับ รึเปล่า?‬
‪พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ และหัวหน้าคสช.กล่าวถึงการที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯจะสนับสนุนเป็นนายกฯต่อไป ท่ามกลางกระแสข่าวตั้งพรรคการเมือง ว่า“ก็ขอบคุณ แต่ผมยังไม่รู้เลยว่า จะรับหรือเปล่า ยังไม่รู้นะ ต้องพิจารณาด้วยกัน โอเค.นะ”‬

"บิ๊กป้อม" ทำหน้างง ! ปัด ไม่รู้ ไม่เห็น แผนปฏิรูปประเทศ ให้ข้าราชการ เกษียณอายุ ที่ 63ปี

"บิ๊กป้อม" ทำหน้างง ! ปัด ไม่รู้ ไม่เห็น แผนปฏิรูปประเทศ ให้ข้าราชการ เกษียณอายุ ที่ 63ปี ถาม"ที่ไหน ให้เกษียณ 63 ไม่มี"
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม และ รองหัวหน้า คสช. ทำหน้างง บอกไม่รู้ เมื่อนักข่าว ถามถึง"พิมพ์เขียว" แผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข-สังคม ชงรัฐบาล-กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ขยายอายุเกษียณราชการจาก 60 ปีเป็น 63 ปี ตั้งเป้าเริ่มใช้กับ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ที่เกษียณ ปี 2567
"ที่ไหน ให้เกษียณ 63 ไม่มี" พลเอกประวิตร กล่าว เมื่อถามย้ำว่า ได้ให้ รัฐบาล หรือ คสช. รับทราบก่อนหรือไม่

ทั้งนี้ ราชกิจจานุเบกษา ได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องปฏิรูป 11 เรื่อง ใน 6 เล่ม เมื่อวันที่ 6 เมษายน ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 2,166 หน้า นั้น
ที่น่าสนใจ คือ ในเล่มที่ 5 ว่าด้วยแผนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านสังคม ซึ่งมีจำนวน 277 หน้า
โดยเนื้อหาดังกล่าวอยู่ในหน้า 34 ในแผนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่องและประเด็นปฏิรูปที่ 2 กลุ่มผู้เสียเปรียบในสังคม ข้อ 3.การเสริมสร้างศักยภาพผู้สูงอายุในการทำงาน
กิจกรรมที่ 1 ที่ระบุให้ขยายอายุเกษียณราชการจาก 60 ปี เป็น 63 ปี (โดยใช้เวลา 6 ปี) เพื่อเป็นต้นแบบในการขยายเวลาการทำงานและค่อยๆ ขยายเวลาเป็น 2 ปี ขยาย 1 ปี เพื่อจะไม่กระทบต่อการจ้างงานคนรุ่นใหม่ที่ทดแทนคนที่เกษียณอายุ โดยไม่ครอบคลุมหน่วยงานที่ต้องใช้ศักยภาพทางร่างกาย
สำหรับวิธีการกำหนดให้ 1.ศึกษาความเหมาะสมของตำแหน่งที่จะมีการขยายอายุเกษียณ
2.แก้ไขพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญให้ขยายอายุเกษียณราชการเป็น 63 ปี
ผู้รับผิดชอบหลักคือ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) มีเป้าหมายคือ ข้าราชการ, พนักงาน, รัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเกษียณอายุที่ 63 ปี ในปี 2567 และมีตัวชี้วัดเป็นข้าราชการ, พนักงาน, รัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีศักยภาพมีอายุเกษียณเพิ่มขึ้น 1 ปี ในทุกๆ 2 ปี กระทั่งปี 2567

นิสิตอธิบายเหตุผลป้าย ‘ชาวจุฬาฯ รักเผด็จการ’ ขอมหาวิทยาลัยทบทวนบทบาท

นิสิตอธิบายเหตุผลป้าย ‘ชาวจุฬาฯ รักเผด็จการ’ ขอมหาวิทยาลัยทบทวนบทบาท เสาหลักของแผ่นดิน
.
วันนี้หลายคนอาจได้เห็นภาพข่าวที่กลุ่มนิสิต ได้ออกมาถือป้าย ‘ชาวจุฬาฯรักลุงตู่’ (แต่ขีดฆ่าคำว่าลุงตู่ พร้อมใส่วงเล็บเป็นคำว่า ‘เผด็จการ’ แทน) ในช่วงหลังจากที่นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เดินทางมากล่าวปาฐกถาที่จุฬาฯ
.
เฟซบุ๊กของ Tanawat Wongchai ได้ออกมาระบุถึงเหตุผล และที่มาขอป้ายดังกล่าวว่า ต้องการแสดงจุดยืนคัดค้านผู้บริหารของมหาวิทยาลัย โดยตั้งข้อสังเกตของจุดยืนผู้บริหารที่กำลังสนับสนุนรัฐบาลและกำลัง ‘แลกเปลี่ยนผลประโยชน์’
.
“เราไม่เห็นด้วยที่ผู้บริหารของจุฬาฯ กำลังประทับตรารับรองความชอบธรรมให้กับรัฐบาลซึ่งมีที่มาอย่างไม่ถูกต้องในทุกมิติ รัฐบาลที่กดขี่สิทธิและเสรีภาพของประชาชนอยู่ตลอดเวลา รัฐบาลที่โดยเปรียบเทียบแล้วได้ช่วยเหลือคนที่ร่ำรวยที่สุดที่มีสัดส่วนเพียง 1% ในสังคม แต่ทอดทิ้งคนในสังคมอีก 99% ไว้ข้างหลัง” คือข้อความที่ระบุผ่านเฟซบุ๊ก
.
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ผู้บริหารของมหาวิทยาลัย ทบทวนจุดยืนของการเป็นเสาหลักของแผ่นดิน และกลับมาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพทางความคิด
.
“เรายังคงหวังลึกๆ อยู่ในใจว่าผู้บริหารของจุฬาฯ จะยอมทบทวนบทบาทการเป็น “เสาหลักของแผ่นดิน” ของสถาบันนี้ และนำพามหาวิทยาลัยให้กลับมาเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นแหล่งส่งเสริมเสรีภาพทางความคิดและวิชาการ เป็นสถาบันทางการศึกษา มิใช่สถานที่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ หรือการทำธุรกิจค้าหากำไรใดๆ ทั้งสิ้น”
.
ส่วนปาฐกถาในวันนี้ นายกฯ ได้ขึ้นพูดในหัวข้อ ‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับการขับเคลื่อนประเทศในระยะเปลี่ยนผ่าน’ เนื้อหาส่วนหนึ่งได้แนะนำให้ชาวจุฬาฯ ช่วยคิดหาวิธีการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง
.
“ผมก็ต้องตั้งคำถามว่าแล้วบ้านเมืองจะเดินหน้าไปอย่างไร เพราะสิ่งทั้งหมดไม่สามารถทำได้ด้วยวันเดียว บางอย่างถ้าเห็นสมควรเปลี่ยนแปลงก็ต้องเปลี่ยนแปลง” นายกฯ ลุงตู่ กล่าวบทเวที
.
.
อ้างอิงจาก

การเมืองภาคบังคับ ทหารตีตั๋วต่อ

การเมืองภาคบังคับ ทหารตีตั๋วต่อ



คลายล็อกพรรคขานชื่อสมาชิก “3ขั้ว” ชิงอำนาจ

อั้นมานานเกือบ 4 ปี ถูกยึดเวทีครบเทอมเลือกตั้งแล้ว

ตามแนวโน้มสถานการณ์มันก็ไม่น่าแปลกใจ กับปรากฏการณ์ที่นักการเมือง เหล่านักเลือกตั้งอาชีพ พากันออกอาการคึกคักเหมือนผีเพิ่งฟื้นจากหลุมกลับมา ทันทีที่ คสช.อนุญาตให้พรรคการเมืองเดิมทำการตรวจสอบสมาชิกพรรค ช่วงระหว่างวันที่ 1–30 เมษายน 2561


“คลายล็อก” กฎเหล็กห้ามนักการเมืองขยับ นับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557

ออกฤทธิ์ออกเดชกันทันทีทันควัน

บรรยากาศแบบที่ป้อมค่ายการเมืองรีบประกาศให้ลูกพรรครายงานตัว เช็กสถานะสมาชิกกันเซ็งแซ่

เรียกแถว ขานชื่อกันแต่หัววัน

อันดับแรกเลย โฟกัสไปที่พรรคเพื่อไทยที่คึกคัก ครึกครื้น ตามสถานะแชมป์เก่าที่กระแสเป็นต่อในสนาม

 โดยรูปการณ์ยังเป็น “เต็งหนึ่ง” มนต์ “ทักษิณ” ยังไม่เสื่อมขลังในภาคเหนือ ภาคอีสาน

ถือโอกาสประเดิมจัดงานรดน้ำดำหัวสงกรานต์ผู้อาวุโสในพรรคเป็นฉากอีเวนต์ตีปี๊บกระแส

ชิงจังหวะปลุกเรตติ้ง ออกตัวตามสไตล์โคตรเซียนการตลาด

ท่ามกลางลูกพรรคแห่กันมาหนาตา โชว์ภาพความอุ่นหนาฝาคั่ง พลังที่ยังแน่นปึ้ก

แต่ในความคึกคักของยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่ถือแต้มต่อทางกระแสเหนือคู่แข่ง

มันก็แฝงไว้ด้วยร่องรอยร้าวๆภายในพรรคเพื่อไทย

ตามอาการแปร่งๆแบบที่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ต้องตอบคำถามนักข่าวประเด็นการยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคที่ยังไม่ได้สมัครอย่างเป็นการเป็นงาน

ตัวเต็งแม่ทัพกลับไม่มีชื่อในบัญชีสมาชิก

แถมบุคลิกที่แสดงออกให้จับทางได้ว่ากำลังอยู่ในห้วงหยั่งเชิงวัดใจ หยั่งน้ำเสียงพูดแบบไม่เต็มปากเต็มคำกับการยืนยันสถานะในพรรคเพื่อไทย

ตามเงื่อนไขสถานการณ์แรงต้านว่าที่หัวหน้าพรรคหญิงคนใหม่ที่เคลียร์กันไม่ลงตัว

สำทับกับภาพการแยกตัวไปอยู่คนละชั้นคนละห้องของ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำรุ่นเก๋า ที่มีข่าว “นายหญิง” จับมือไปเจรจาภาวะทางใจกันแล้วก็ยังไม่สำเร็จ

ยังไม่นับนางเสือ นางสิงห์ “ตัวจริง” ที่เป็นด่านต้าน “เจ๊หน่อย”

แกะรอย แค่ปมแย่ง “นอมินี” นำทัพเพื่อไทยยังส่อล่อกันพรรคแตก

ไหนจะเงื่อนเป็นเงื่อนตายแบบที่ “ป๋าเหนาะ”

นายเสนาะ เทียนทอง แกนนำรุ่นลายคราม ที่พูดเป็นนัยเรียกร้องให้คนตระกูลชินวัตรเลิกเล่นการเมือง เพื่อให้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคเพื่อประชาชน

ไม่ใช่เป็นพรรคเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ของเจ้าของบริษัทจำกัด

ต่อเนื่องกับประเด็นเซอร์ไพรส์ ที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ เปิดเผยเองเลยว่า “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภรรยา ตัดสินใจวางมือทางการเมืองแล้ว

แนวโน้มเหมือนคนตระกูลชินฯก้มหลบต่ำกันหมด

แต่ก็อีกนั่นแหละ การออกตัวด้วยคำพูดน่ะมันง่าย แต่โดยพฤติการณ์มันยากจะทำให้สังคมเชื่อได้

ถึงแม้ปากบอกเลิกเล่นการเมืองเบื้องหน้า แต่ก็เห็นมาตลอดกับยุทธศาสตร์สับขาหลอก

นายใหญ่ นายหญิง คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง

ในเมื่อพลังแฝงทั้งหมดทั้งปวงของพรรคเพื่อไทยมันอยู่ที่ “ทักษิณ” กับคนตระกูลชินวัตร

อะไรไม่เท่ากับว่า แค่เริ่มต้นกลับมา “ป๋าเหนาะ” ก็ฝันถึง “ทักษิณ” จะได้กลับเมืองไทยแบบเท่ๆ

ในอารมณ์แบบที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เบอร์หนึ่งด้านความมั่นคง ทีมงาน คสช.หัวเราะหึๆในลำคอ บอกก็คงได้แค่ฝัน

ให้ตื่นมาดูกฎหมายด้วยว่ามีชนักปักอยู่กี่คดี

“เพื่อไทย–ทักษิณ” หนีไม่พ้นวังวนที่เป็นเงื่อนไขความขัดแย้งไม่รู้จักจบสิ้น

ขณะที่อีกขั้ว “คู่กัด” ก็คึกคักไม่น้อยไปกว่ากัน ตามสถานะของ “เต็งสอง” พรรคประชาธิปัตย์ขยับออกตัวรับจังหวะคลายล็อกป้อมค่ายการเมืองเก่าตั้งแต่วันแรก

เรียกเช็กชื่อสมาชิกพรรคก่อนใครเพื่อน

ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์อึมครึมที่ขุมข่ายของ

“ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.ยังคงแฝงตัวเป็นหอกข้างแคร่อยู่เต็มพรรค

พร้อมเปิดเกมหักดิบทันทีที่ คสช.ไฟเขียวให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เลือกตั้งกรรมการบริหารใหม่
ประชาธิปัตย์ร้าวลึกไม่แพ้พรรคเพื่อไทย

แต่ด้วยสไตล์นักการเมืองอาชีพ แค่เริ่มต้นก็เปิดเกมบุกร้อนแรงทันที ในอารมณ์แบบที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รีบประกาศดังลั่น ใครสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯให้ออกไปอยู่พรรคอื่น พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอหัวหน้าพรรคเป็นนายกฯเท่านั้น

ชิงเตะตัดขา “นายกฯลุงตู่” แบบตั้งใจมาจากบ้านเลย

ตามเหลี่ยมโชว์จุดยืนประชาธิปัตย์ต่อต้านเผด็จการ มุกเก่า ฟอร์มเดิม สูตรถนัดยี่ห้อเก่าแก่ ฉวยสถานการณ์เป็นพระเอกในฟากฝั่งประชาธิปไตย ชูธงนำทัพต้านท็อปบูต

โดยลืมไม่พูดถึงอดีตการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร อุ้ม “อภิสิทธิ์” เป็นนายกรัฐมนตรี

ประชาธิปัตย์ต้องชิ่งออกจากเงาทหาร เพื่อไปสู้ในสนามเลือกตั้ง

“อภิสิทธิ์” ยังคงมีความหวังเล็กๆกับการรีเทิร์นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ตามเงื่อนไขพรรคอันดับสองที่เป็นตัวแปรในสมการเสียงของรัฐบาลที่กั๊กกันอยู่ 3 ขั้ว

เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ และกองหนุนทหาร

อย่างไรก็ตาม หยั่งสถานการณ์ประเมินจากอาการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาสวนหมัด “อภิสิทธิ์” ในทันที
เตือนพูดจาควรให้เกียรติกัน

ที่สำคัญยังบอกให้ประชาชนคอยจับตา เลือกตั้งแล้วจะเกิดอะไรขึ้นแล้วค่อยไปถามเขาอีกทีแล้วกัน

นั่นสะท้อนว่า “นายกฯลุงตู่” ก็มั่นใจแต้มต่อที่ถืออยู่ในมือ

ที่แน่ๆ ณ วันนี้ ถือว่าประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยหงายไพ่หมดแล้ว

แนวโน้มอย่างที่เห็นอาการคึกคักในการขานชื่อสมาชิกพรรค กลับมาเปิดหน้าโชว์ตัว ซึ่งก็ล้วนแต่กลุ่มก๊วนเดิมๆ คนหน้าเก่าๆที่เคยร่วมกันก่อวิกฤติการเมืองมาทั้งนั้น

นักการเมืองกำลังจะกลับมากระตุกฝันร้ายรอบใหม่

ในบรรยากาศที่หัวเชื้อความขัดแย้งเก่าๆยังแฝงอยู่เต็มไปหมด

ม็อบป่วนเมืองผุดขึ้นมาในมโน ภาพเสื้อเหลืองยึดสนามบิน เสื้อแดงเผาเมือง กปปส.ปิดกรุงเทพฯ หลอนชาวบ้านทันทีที่เห็นนักการเมืองขยับกลับมา

นี่แหละคือไพ่เด็ดของทีมงาน “ลุงตู่” ชูธงได้เลยว่า ถ้าไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ ประเทศถอยลงเหวแน่

กระแส พล.อ.ประยุทธ์ทำให้บ้านเมืองสงบยังขายได้

และยังมีเรื่องของกติกาการเลือกตั้งที่ล็อกโอกาสพรรคใหญ่อย่างเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ยากที่จะโกยแต้มเป็นกอบเป็นกำแบบที่ตั้งรัฐบาลได้พรรคเดียว

เท่ากับปิดโอกาสเดียวที่ยี่ห้อ “ทักษิณ” จะยึดสภาฯ ทวงคืนอำนาจ

สรุปตามรูปการณ์มันยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์โหมดการเมืองภาคบังคับ ตามบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ผ่านประชามติ

สถานการณ์ยังเอื้อให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนคุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

เพียงแต่จุดของการเป็น “นายกฯคนนอก” เป็นเงื่อนไขที่นักการเมืองเริ่มตีปี๊บดักทางความสง่างาม

นั่นก็ทำให้ต้องมีการปรับแผน ยกระดับความชอบธรรมเป็น “นายกฯคนใน”

ล่าสุดกับการขยับของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่ประกาศจุดยืนพร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

เพราะเป็นคนดีที่เหมาะสมกับสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศไทย

ทำให้การเมืองนิ่ง การพัฒนาเศรษฐกิจรุดหน้า

และสังเกตว่า “สมคิด” พยายามจำกัดวงให้เป็นเรื่องคนรุ่นใหม่ลงสนามการเมือง เพื่อมาสนับสนุนคนดีอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ได้ทำหน้าที่สานต่องานที่รัฐบาล คสช.ได้วางไว้

เพราะงานนี้รู้ไต๋กันอยู่ว่า ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์จ้องเตะตัดขา
“ป้ายสี” เป็นพรรคทหาร คสช.
ล่อเป้า “สมคิด” ดิสเครดิตค่าย “พลังประชารัฐ”
ตัดตัวช่วย “ประยุทธ์” ตีตั๋วต่อ.
“ทีมการเมือง”

สูตร​เก่า​โผล่​อีก​แล้ว?

สูตร​เก่า​โผล่​อีก​แล้ว?



อุตส่าห์​เลกเชอร์​ยาว​ใน​แนว “การเมือง​สร้างสรรค์” ชวน​คน​รุ่น​ใหม่​เข้า​มา​ร่วม​กัน​พัฒนา​บ้านเมือง ที่​สำคัญ​ออกตัว​อายุ​มาก​แล้ว ยัง​ไม่​ตอบ​รับ​ร้อย​เปอร์เซ็นต์​จะ​เล่น​การเมือง​หรือ​ไม่
โยน​ให้​ไป​ถาม 2 รมต.​ที่​มี​ข่าว​ตั้ง​พรรคการเมือง รอง​รับ​แผน​ต่อ​ตั๋ว​ของ “นายกฯ​ลุง​ตู่” พล.อ.​ประยุทธ์ จันทร์​โอชา
แต่​สุดท้าย “ดร.​สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รอง​นายกฯ หัวหน้า​ทีม​เศรษฐกิจ​รัฐบาล ก็​ถูก​ตีความ​เกี่ยวโยงส่ง รมต.​ใกล้​ชิด​ไป​ตั้ง​พรรค​ คสช. ตี​ตรา​แบรนด์​ท็อป​บูต​สี​เขียว​ลาย​พราง​กัน​เสร็จ​สรรพ
ก็​ทำเอา​กัปตัน​ทีม​เศรษฐกิจ​อึ้ง​ไป​เหมือน​กัน
ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องราว​ก็​ไม่ได้​ไป​ทาง​ร้าย เพียง​แต่​ว่า​นาที​นี้ “จอม​ยุทธ์​ก​วง” ต้องการ​มุ่ง​สมาธิ​ไป​ที่​งาน​ที่​รับผิดชอบ เช็ก​อิน​ที่​โจทย์​เศรษฐกิจ​เป็น​หลัก เจอ​ข่าว​หวือ​หวา​ฉูดฉาด​แบบ​นี้หวั่น​เสีย​จังหวะ​กัน​เล็กน้อย
แต่​ถ้า​ประเมิน​เสียง​ตอบ​รับ แรง​เชียร์​ให้​ขับเคลื่อน​การเมือง​สู่​แนวทาง​ใหม่​ใน​ธีม​สร้างสรรค์​แล้ว “จอม​ยุทธ์​ก​วง” ก็​คง​ทำได้​แต่​ท่อง​คาถา “หยวนๆกัน​ไป”
เอา​เข้า​จริง ก็​เอาใจช่วย “จอม​ยุทธ์” ให้​บรรลุ​ฝัน​กัน​ทั้งนั้น
ตาม​สถานการณ์​บ้านเมือง ณ นาที​นี้ น่า​จะ​เดิน​ไป​ตาม​โปรแกรม​อย่าง​ที่ “บิ๊ก​ตู่” พร่ำ​บอก กำหนดการ​เลือกตั้งดี​เดย์ ก.พ.​ปี 2562 คืน​อำนาจ​สู่​ประชาธิปไตย ปล่อย​มือ​ให้​ไป​เริ่ม​กัน​ใหม่​แน่นอน
ยิ่ง​ล่า​สุด​ถ้า​ประเมิน​จาก​ที่ “บิ๊ก​ไก่​อู” พล.ท.​สรรเสริญ แก้ว​กำเนิด โฆษก​รัฐบาล ย้ำ​อีก​ครั้ง หลัง​มี​การ​ยื่น​ตีความ​กฎหมาย​ลูก​ว่า​ด้วย​การ​เลือกตั้ง ส.ส.​เพิ่มเติม โปรแกรม​เลือกตั้ง​อาจ​ขยับ​เล็กน้อย
“แต่​นายกฯ ไม่​ต้องการ​ให้​ขยับ​โ​รด​แม็ป อาจ​ปรับ​ลด​เวลา​ต่างๆให้การ​เลือกตั้ง​อยู่​ใน​กรอบ​เวลา​เดิม”
จ่อ​หั่น​คิว​อื่น​ให้​ลง​ล็อก คืน​อำนาจ ก.พ.2562 เหมือน​เดิม
ไม่​เท่านั้น โฆษก​รัฐบาล​หน้า​มน​ยัง​เปิด​รายละเอียด​โปรแกรม ผู้​นำ​นัด​ล้อมวง​คุย​กับ​พรรคการเมือง​ที่​เดิม​กำหนด​ไว้​เดือน ​มิ.ย.​นี้ คิว​นัด​อาจ​ร่น​เวลา​เร็ว​ขึ้น อย่าง​ที่​นักการเมือง​ร้องขอ “อะไร​ที่​คุย​กัน​ได้​ก็​คุย​กัน​ก่อน”
“นายกฯ​ลุง​ตู่” พร้อม​ร่น​เวลา​เปิด​ฟลอร์ “ปรองดอง”
นั่น​ก็​ไม่​รู้​จะ​เกี่ยว​อะไร​กับ​พัก​หลัง เริ่ม​มี​สุ่ม​เสียง​พูด​ถึง​ทางออก​ของ​บ้านเมือง​ใน​ห้วง​เปลี่ยน​ผ่าน ที่​เกี่ยวโยง​กับ​อำนาจ​ของ​ขั้ว​ฝ่าย​ต่างๆ ต้อง​หัน​มา​ร่วมมือ​ร่วมใจ
สูตร “รัฐบาล​แห่งชาติ” ถูก​จุด​พลุ​ขึ้น​อีก​ครั้ง
รอบ​นี้​เป็น “ป๋า​เหนาะ” นาย​เสนาะ เทียนทอง แกน​นำ​กลุ่ม​วัง​น้ำ​เย็น นอกจาก​ถ้อยคำ​ที่​โฆษก​รัฐบาล​มอง​ว่า​บาดใจ ประเภท “ไส้เดือน​ถูก​ขี้เถ้า” แล้วยัง​เสนอ​ไอเดีย​รัฐบาล​แห่งชาติ​บริหาร​บ้านเมือง
ขณะ​ที่​รุ่น​อาวุโส​ฝ่าย​พรรค​ประชาธิปัตย์ ชวน หลีก​ภัย ประธาน​สภา​ที่​ปรึกษา​พรรค ไม่​ปฏิเสธ​แนวทาง​นี้ เพียง​แต่​เห็น​พูด​กัน​หลาย​ที แต่​ยัง​ไม่​เห็น​มี​ใคร​ทำให้​เป็น “รูปธรรม”
กลาย​เป็น​รัฐบาล​แห่ง “ชวด” กัน​ไป​ทุก​ครั้ง​ทุก​รอบ
นอกจาก​นี้​ยัง​มี​กระแส​ข่าว​แทรก​ใน​ท่วงทำนอง​เดียวกัน เป็น​หนัง​ม้วน​เก่า​ที่​เคย​ฉาย​มา​หลาย​รอบ ก่อน​หน้า​นี้​ใน​ห้วง​ก่อน​ปรับ ครม.​ปลาย​ปี 2560 ก็​มี​ข่าว​นักการเมือง​อาจ​เข้า​มา​ร่วม​วง​รัฐบาล​ คสช.
หาย​ไป​ไม่​นาน รอบ​นี้​กลับ​มา​ฉาย​ซ้ำ พร้อมๆกับ​ข่าว​ลือ​ยกเครื่อง​อำนาจ​พิเศษ​สอด​แทรก​เป็น​ระยะๆ
นั่น​ก็​ไม่​รู้​เป็น​เพราะ​มี​สัญญาณ​บ้านเมือง​ชี้​ทิศทาง​ให้​เดิน​ไป​สู่​แนวทาง​นี้​จริงๆหรือ​ไม่
หาก​ยัง​ประจันหน้า​ก็​ยัง​ยาก​จะ​ผ่าน​พ้น​วิกฤติ
หรือ​อีก​ทาง สุดท้าย​จะ​เป็น​แค่​ข่าว​ลอย​ลม การ​เปิด​ประเด็น​ปล่อย​กระแส​ของ​ขั้ว​ฝ่าย​อำนาจ​ต่างๆ เพราะ​ประเมิน​แล้ว อำนาจ​พิเศษ​ต่อ​ตั๋ว​ยาว​แน่
เลย​ต้อง​จุด​พลุ​เขย่า​กระแส แชร์​ไอเดีย​ขอ​ร่วม​วง​ด้วย​เท่านั้น.
ทีมข่าวการเมือง