PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

รุก รับ การเมือง จุดแข็ง เปลี่ยนสู่ จุดอ่อน สภาวะ พลิกผัน

รุก รับ การเมือง จุดแข็ง เปลี่ยนสู่ จุดอ่อน สภาวะ พลิกผัน



มาตรา 44 จากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 และการคงอำนาจของมาตรา 44 เอาไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

เป็น “อาวุธ” และ “จุดแข็ง”

ส่งผลให้อำนาจของ คสช. อำนาจของหัวหน้า คสช. อยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และส่งผลให้สถานะของรัฐบาล คสช.มิได้เป็นเหมือนกับรัฐบาลโดยทั่วไป

นั่นคือ มิใช่รัฐบาล “รักษาการ”

ตรงนี้เองที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงสถานะของตนเหมือนๆ กับที่ผ่านมา ตรงนี้เองที่ทำให้ 4 รัฐมนตรียื้อแล้ว ยื้ออีกในเรื่องการลาออกจากตำแหน่ง

ตรงนี้เองที่ทำให้ คสช.และรัฐบาลอยู่ในฐานะเป็น “ฝ่ายรุก”

สร้างโอกาสให้กับพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย สร้างความได้เปรียบเหนือกว่าพรรคการเมือง

กลายเป็นความมั่นใจ กลายเป็นความ “กร่าง”

หากไม่มั่นใจคนอย่าง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน จะเผลอหลุดยอดคำเท่ที่ว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ DESIGN มาเพื่อพวกเรา”

เป็นพวกเราใน “พลังประชารัฐ”

หากไม่มั่นใจ 1 ใน 4 ยอดกุมารที่ดำรงตำแหน่งสำคัญเป็นหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค โฆษกพรรค คงไม่ประกาศดังกึกก้อง

“พรรคพลังประชารัฐจะกวาด 350 ส.ส.”

ที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเคยพาดหัวข่าวตัวไม้ในหน้า 1 ถึงพฤติการณ์ของรัฐมนตรีในยุคหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ว่า

“ตี๋กร่าง” นั้นถูกต้องอย่างที่สุด


กระนั้น หากไม่กร่าง ไม่ย่ามใจกันสุดลิ่มทิ่มประตูจนเกินไปเสียงติงเบาๆ จาก นายวิษณุ เครืองาม ก็ไม่ควรมองข้าม

นั่นก็คือ ไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ต้องระมัดระวัง

การดำรงอยู่ของรัฐบาล การดำรงอยู่ของรัฐมนตรีในห้วงแห่งการเลือกตั้งไม่มีกฎหมายข้อใดให้ต้องลาออก เพราะรัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองอยู่แล้ว

แต่การดำรงอยู่เช่นนี้ก็มิได้ว่าจะไม่มี “ปัจจัย” ใดควบคุมการ ครม.สัญจรอาจยังเดินหน้าต่อไป การอนุมัติโครงการซึ่งมีลักษณะผูกพันและมีการแจกเงินอย่างชนิดเทกระจาดก็ยังเดินหน้าต่อไป

แต่นั่นมิได้หมายความว่า สังคมจะมิได้เฝ้ามอง สังคมจะมิได้รับรู้

ความได้เปรียบในทางการเมืองซึ่งเริ่มต้นจาก “รัฐธรรมนูญ” มิได้เป็นความลับ เพราะ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็ยืนยันมาแล้วว่า

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้ DESIGN มาเพื่อพวกเรา”

ในแต่ละก้าวย่างของ คสช. ในแต่ละก้าวย่างของรัฐบาล ในแต่ละก้าวย่างของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมิได้หลุดรอดไปจากแสงแห่งสปอตไลต์

“จุดแข็ง” อาจกลายเป็น “จุดอ่อน” ที่คิดว่า “รุก” อาจกลายเป็น “รับ”

หากคิดอย่างหยุดนิ่ง ตายตัว ความได้เปรียบก็ยังเป็นความได้เปรียบ โอกาสก็ยังเป็นโอกาส แต่ในโลกนี้มีการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปรอยู่อย่างไม่ขาดสาย

ที่เห็นว่า “รุก” จึงอาจมิใช่

ที่เห็นว่า “รับ” จึงอาจมิใช่ เพราะในท่ามกลางการเคลื่อน เปลี่ยนแปลง สภาวะผกผันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่า คสช. ไม่ว่ารัฐบาล ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ขอให้ดูผลจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ก็แล้วกัน

สังคมต้องตื่นตัว! โพลการเมืองภายใต้กรอบต่อมจริยธรรม

“การทำโพลต้องตรวจสอบการใช้อำนาจ”
นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และเคยผ่านการทำโพลการเมืองอันเลื่องชื่อ เริ่มต้นให้สัมภาษณ์ถึงการรู้เท่าทันผลสำรวจโพล หลัง ทีมข่าวการเมือง ได้ตั้งประเด็นถึงการทำโพล ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในช่วงเลือกตั้ง
พร้อมขยายความให้เห็นว่า โพลเป็นดัชนีชี้วัดทัศนคติของประชาชนที่มีต่อประเด็นต่างๆได้ดีพอสมควร โดยต้องมีกระบวนวิธีการเลือกตัวแทนกลุ่ม การตั้งแบบสอบถาม คนทำโพลต้องมีจริยธรรมการทำโพลสูงมาก โดยเฉพาะถ้าเป็นสถาบันการศึกษา จริยธรรม และคุณธรรมยิ่งต้องสูง
ตามหลักการทำโพล หลายเรื่องสามารถบ่งบอกได้แม่นยำพอสมควร และหลายเรื่องก็มีข้อจำกัด
จากประสบการณ์ที่ทำโพล หากกระจายตัวอย่างได้ดี การสุ่มตัวอย่างทำได้ดี จำนวนอาจจะไม่ต้องเยอะมาก มีลักษณะพอเป็นตัวแทนของคนในกลุ่มเป้าหมายได้จริง ก็สามารถบ่งชี้ทัศนะของคนได้
เช่น อยากรู้ทัศนะบางเรื่องของคนทั้งประเทศ ก็ทำแบบสำรวจสัก 3-4 พันชุด
หรืออาจจะเพิ่มแบบสำรวจเป็น 1 หมื่นชุด ผลออกมาก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่
ที่น่าสังเกตโพลบางสำนักที่มีข้อจำกัดเรื่องกำลังคนและช่วงเวลา บางครั้งสมมติให้นักศึกษาไปช่วยทำ ถ้าไม่ได้กำชับให้ดี ไม่จัดกระบวนการให้ดี มันจะจำกัดวงเฉพาะวงส่วนหนึ่ง บางครั้ง
อยู่เฉพาะบางท้องที่
ขอยกตัวอย่างการทำโพลเฉพาะบางพื้นที่ ซึ่งมีความโน้มเอียงทางการเมือง เช่น โพลการเมืองสำรวจในพื้นที่ทหารเขตดุสิต บางซื่อ กรุงเทพฯ ความคิดทางการเมืองก็จะออกมาในเชิงอนุรักษ์หรือพวกขวาเยอะหน่อย ถ้ามีตัวอย่างในเขตอื่น จะพบได้เลยว่าทัศนะทางการเมืองจะแตกต่างจากเขตอื่น
ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าบางโพลอาศัยความสะดวก ทำเฉพาะเขตนั้นๆ ผลออกมาจะไม่น่าเชื่อถือ
กรอบจริยธรรมการทำโพลเป็นอย่างไร ผลสำรวจออกมาถึงมีความน่าเชื่อถือ นายธีรยุทธบอกว่า บางครั้งบางคำถามออกไปแล้วมีจุดอ่อนในตัวเยอะ ทำให้คำตอบออกมาไม่เป็นประโยชน์เท่าที่ควร
เช่น คำตอบเชิงคุณธรรม สมมติตั้งคำถามว่า ประชาชนคิดอย่างไรเกี่ยวกับนักการเมืองย้ายพรรคที่ผ่านมา ถ้าคนทำโพลไม่ระวัง ตั้งคำถามแบบปิดและมีตัวเลือกว่า เป็นสิทธิส่วนบุคคลตามระบอบประชาธิปไตย คนก็จะเลือกข้อนี้ค่อนข้างเยอะ เพราะค่านิยมของสังคมประชาธิปไตยเปิดประตูให้ทำสิ่งนี้ได้
ถ้าเป็นเรื่องผลประโยชน์ อยากได้อำนาจ อยากเข้าไปอยู่ในวงจรอำนาจ ข้อนี้จะถูกเลือกน้อยลดหลั่นลงมา เพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์
เวลาออกแบบสอบถามลักษณะนี้ต้องดูให้ดีว่า ในชุดเดียวกันมีคำตอบในมิติเดียวกัน เช่น ไม่เป็นอะไรขอให้พัฒนาประเทศได้ดีขึ้น คำตอบนี้เอียงอย่างเห็นได้ชัด เพื่อให้ผลสำรวจออกมาว่าย้ายพรรคไม่เป็นอะไร ดังนั้น คำถามอะไรที่เป็นประเด็น เป็นคีย์ควรจะถามแล้วเกิดประโยชน์กับประชาชน
เช่น คำถามว่าเป็นสิทธิหรือไม่เป็นสิทธิ คำถามนี้ไม่เกิดประโยชน์กับประชาชนเท่าไหร่ มันแค่เรื่องหลักการ เป็นค่านิยมในสังคมเฉยๆ
ถ้าหลักการว่า การย้ายพรรคจะทำให้การเมืองไม่พัฒนา ซ้ำย่ำอยู่ที่เดิม แสดงว่าไม่ขึ้นอยู่กับอุดมการณ์ทางการเมืองของสถาบันการเมือง ก็จะไม่เป็นการให้การศึกษาประชาชน คำถามชุดนี้จะให้คำตอบที่เกี่ยวพันกับระบอบการเมือง แต่ไม่ใช่คำถามที่ไปเกี่ยวกับค่านิยมในสังคม
ฉะนั้นต้องเลือกตั้งคำถามสะท้อนปัญหา สะท้อนหลักใหญ่ๆในระบอบประชาธิปไตยและสถาบันการเมือง
ไม่ใช่ตั้งคำถามซึ่งจะมีคำตอบอยู่ตรงไหนก็ได้ แล้วนำคำตอบนั้นมาใช้ก็จะทำให้ประชาชนและสังคมไม่ได้ประโยชน์ รวมถึงเป็นคำตอบที่เอียงทางการเมือง
มีหลายสำนักโพลสำรวจ โพลสำรวจทางออนไลน์ โพลลับแต่ละหน่วยงานของรัฐ รวมถึงแต่ละพรรคการเมืองใหญ่ก็ทำในช่วงเลือกตั้ง ผลโพลฟุ้งไปหมด อาจสร้างความสับสนแก่ประชาชน มีคำแนะนำดูผลโพลอย่างไร ไม่ให้เกิดความสับสน นายธีรยุทธ บอกว่า สื่อมวลชนต้องช่วยกรองด้วยเหมือนกัน
เช่น การทำโพลผ่านออนไลน์ก็มีข้อจำกัด คำตอบส่วนใหญ่มาจากคนชั้นกลาง อาจจะไม่ถึงชาวบ้านหรือคนที่อยู่ต่างจังหวัดก็จะไม่ได้ตอบ ปกติการทำโพลในจังหวัดต่างๆจะบังคับว่า ควรมีกลุ่มตัวอย่างในตัวเมือง เขตชนบท ในเขตอำเภอใหญ่ อำเภอเล็ก ผลโพลออกมาจะได้เสียงสะท้อนที่ดี
อย่างที่บอกแล้วว่าถ้าปริมาณสอบถาม 3-4 พันชุดทั่วประเทศ หรือในกรุงเทพฯ 2 พันชุดก็พอที่จะรู้ทัศนคติของประชาชนต่อเรื่องนั้นแล้ว แต่ถ้ากลุ่มตัวอย่างทำในวงแคบ ความน่าเชื่อถือจะน้อยลง ประชาชนก็ต้องระวัง
ทีมการเมือง ถามว่า มีบางพรรคการเมืองทำโพลชี้ชัดได้เลยว่าแต่ละเขตเลือกตั้งจะสู้ต่อไปไหม ได้หรือไม่ได้ นายธีรยุทธ บอกว่า ทั้งหมดที่พูดมาหมายถึงการทำโพลปกติ
หากทำโพลแบบนี้ก็ต้องทุ่มกำลัง ใช้งบประมาณสูงก็ทำละเอียดได้ เท่าที่รับฟังข่าวมีงบประมาณถึง 100 ล้านบาทก็ทำได้ เช่น สามารถสุ่มตัวอย่างได้ว่าในอำเภอนี้คะแนนเสียงอยู่กับพรรค ก.มากกว่า ถ้าทำทุกอำเภอก็ถือว่าแม่นแล้ว ไม่แปลก ยิ่งถ้าลงลึกในตำบลก็ยิ่งดี
คนทำโพลที่มีทุนหน้า มีมาตรฐานดีกว่าก็มีโอกาสชนะทางการเมืองมากขึ้น นายธีรยุทธ บอกว่าใช่
เช่น ในกรุงเทพฯ เมื่อรู้ว่าคะแนนโดยทั่วไปจะออกมาอย่างไร และมีเขตที่เป็นตัวแปรอยู่ในเขตชุมชน หมายถึงว่าโอกาสจะตัดสินใจซื้อเสียงก็จะสูงกว่า ก็เป็นคำถามว่าจะทุ่มสู้หรือไม่
ในระหว่างโพลลับที่บางหน่วยงานของรัฐทำกับพรรคการเมืองทำ และสถาบันการศึกษาทำ แล้วผลโพลถูกเปิดต่อสาธารณะพร้อมกัน จะมีผลต่อการเลือกตั้งอย่างไร นายธีรยุทธ บอกว่า มีผลแน่นอนอยู่แล้ว
เพราะผลโพลมีสถานะเป็นเหมือนกลไกที่สะท้อนว่ามีคนจำนวนมากคิดแบบนี้ ยิ่งสถาบันที่ทำโพลมีความน่าเชื่อถือ คนยิ่งมีแนวโน้มจะเชื่อถือและคล้อยตาม
แต่ถ้าเป็นคะแนนความนิยมของตัวบุคคลตามที่บันทึกไว้ต้องถ่วงน้ำหนักลงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ เช่น ผลโพลระบุว่าคะแนนความนิยม 80 เปอร์เซ็นต์ ในจำนวนนี้ต้องถามบางอย่าง เช่น ทำในสถานการณ์ที่กำลังฮือฮาในตัวนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาล ทำในช่วงนี้คะแนนนิยมก็จะขึ้น หรือไปทำอยู่ในวงจำกัดวงใดวงหนึ่ง
เท่าที่สังเกตคะแนนความนิยมตัวบุคคล จะไม่ใช่เป็นตัวที่เราจะเลือกเป็นนายกฯ
แม้กระทั่งคะแนนเสียง เหมือนบัตรคนจนที่กำลังฮือฮาอยู่ ซึ่งประชาชนบอกว่าชอบๆ ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียง แม้มีผลในบางกลุ่ม แต่บางกลุ่มในเครือข่ายยังยืนหยัดที่จะไม่เลือก
การทำโพลช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งจะชี้วัดผลการเลือกตั้งได้อย่างไร นายธีรยุทธ บอกว่า ทำโพล 2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งน่าจะพอรู้ โดยองค์กรทำโพลต้องเป็นอิสระ ถ้าไม่อิสระ การออกแบบสอบถามจะเกิดความเกรงใจ และต้องมีระเบียบวิธีวิจัย จำแนกรายละเอียดออกแบบสอบถามดีไซน์ให้ครบทุกด้าน ไม่ใช่ยึดหลักเกณฑ์ทั่วไปที่หยิบจากตำราแล้วเอามาลอก
ทีมการเมือง ถามว่า จากประสบการณ์การทำโพล และศึกษาสังคมมานุษยวิทยามานาน การเลือกตั้งครั้งนี้ควรทำโพลสอบถามเกี่ยวกับภาพรวมนโยบายต่างๆ เพื่อให้เห็นถึงผลดีผลเสียของนโยบายแต่ละด้านและกระตุกให้พรรคการเมืองเดินตามความต้องการของประชาชน ท้ายสุดเวลาตั้งรัฐบาล พรรคการเมืองจะต้องต่อรองนโยบายก่อนร่วมรัฐบาล ไม่ใช่ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีเหมือนที่ผ่านๆมา แล้วไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้
นายธีรยุทธ บอกว่า ควรเอาส่วนที่สังคมต้องการรู้คำตอบ แล้วเจาะลึกว่าประเด็นเชิงนโยบาย เชิงอุดมการณ์มันส่งผลอะไร อย่างไร ประชาชนมีทัศนะอย่างไร เพื่อบันทึกเอาไว้ว่าประชาชนตอบสนองต่อนโยบายของพรรคการเมืองมากน้อยแค่ไหน
คนทำโพลต้องมีแบบแผนจริยธรรม ธรรมาภิบาล โปร่งใส สมมติเราถามคำถามนี้เพื่อประกอบการวิเคราะห์ อันนี้ต้องติงไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าคนทำโพลจะตัดสินว่าอันนี้เผยแพร่ได้ อันนี้ ไม่ควรเผยแพร่
โจทย์นี้ถ้าเป็นผม อาจจะต้องการรู้ว่านโยบายประชานิยมที่ไปแจกมีผลอย่างไรกับประชาชนหมู่มาก
จะต้องบอกว่าผลดีผลเสียของนโยบายนี้คืออะไร และตั้งคำถาม 1, 2, 3, 4, 5 ให้เลือกและชั่งน้ำหนักให้
จะเป็นการให้การศึกษาประชาชนด้วยว่า นโยบายมันมีทั้งข้อดี ข้อเสีย ไม่ใช่เรื่องชอบ ไม่ชอบอย่างเดียว
ในที่สุดเราอาจจะเผยแพร่ทั้งสองอย่างก็ได้ หรือถ้าคุณบอกว่าอยากจะชี้ข้อดี ข้อเสียอย่างเดียว ไม่สนับสนุนการทำประชานิยมต่อไปเยอะๆ อันนี้ก็ทำเพื่อแค่อยากรู้ก็ได้.

ปล่อยผีเลือกตั้งปาหี่คลุ้ง

โหมโรงหาเสียง “เดิมพันเก่า” กติกาใหม่

4 ปีกับอีก 7 เดือน นับจากนาทียึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เซ็นประกาศคำสั่ง คสช.ฉบับแรกๆ ห้ามนักการเมืองและพรรคการเมืองรวมถึงประชาชนทั่วไป

เคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างเด็ดขาด

ตามความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ความมั่นคง สยบสถานการณ์ม็อบป่วนเมืองที่ส่อเข้าขั้นรัฐล่มสลาย

บล็อกหัวเชื้อไฟต้นเพลิง “นักการเมือง” ไม่ให้ลุกลาม

ล่าสุดประกาศราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่ง คสช.ที่22/2561 เรื่องการให้ประชาชนและพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยเป็นการยกเลิกคำสั่งและประกาศ คสช. 9 ฉบับ ที่ห้ามเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน คำสั่งห้ามการชุมนุม ฯลฯ

เปิดทางให้เดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งได้อย่างเต็มรูปแบบ

“ปล่อยผี” ที่โดนจับถ่วงหม้อมานานหลายปี

และก็แทบจะทันทีทันใด แค่ไม่กี่อึดใจให้หลังนาทีประกาศปลดล็อกการเมือง ก็ได้เห็นตัวเอกตามท้องเรื่องอย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร “นายใหญ่” ขุมข่ายพรรคเพื่อไทย

โผล่ออกมา “ชู 3 นิ้ว” ปลุกเร้าสาวก กระตุกกองเชียร์ (“ทักษิณ ชินวัตร” โพสต์ชู 3 นิ้ว ปลุกแก้ รธน.ฉบับถ่วงความเจริญ)

ตีธงส่งสัญญาณเดินหน้าฉีก “รัฐธรรมนูญฉบับถ่วงความเจริญ”

ส่งซิกให้ลูกข่าย “ใส่เกียร์ห้า” เดินหน้าลุยล้มกระดาน “กติกาใหม่” ภายใต้ยุครัฐบาล คสช.

“เชื้อร้าย” ปมวิกฤติแตกแยกที่ถูก “อำนาจพิเศษ” กดทับไว้ 4 ปีกว่าๆ อาการกำเริบกลับมา

แสดงตัวให้เห็นเลยว่า แค่มุดหัวชั่วขณะ

และก็ทันควันเหมือนกัน กับจังหวะที่ “ตัวพ่อสายบู๊” ยี่ห้อ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการรณรงค์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย

กระโดดรับลูก “นายใหญ่” เปิดฉากตีกราดดะตามสไตล์

ตั้งโต๊ะแถลงข่าวอย่างเป็นการเป็นงาน

แต่ข้อมูลไม่ “เป็นทางการ” แค่ออกตัวพูดในนามส่วนตัว ไม่มีผลผูกพันพรรค


ลีลาแบบที่อ้างกันลอยๆ ขณะนี้มีหน่วยงาน 2 หน่วยกำลังคิดอุบาทว์โกงเลือกตั้งให้กับพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งฟันธงไม่มีวันชนะ

หรือประเภทที่ปล่อยข่าว วันนี้ทีมพลังประชารัฐเริ่มมีการขอตำแหน่งกันแล้ว นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ขอเป็น รมว.พาณิชย์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ขอเป็น รมว.คมนาคม นายสุชาติ ตันเจริญ ขอเป็น รมว.พลังงาน

ปล่อยของ ประจานตีกินตามฟอร์ม “สารวัตรเหลิม”

อารมณ์เดียวกับ “ตัวพ่อสายไฮปาร์ค” อย่าง “เสี่ยเต้น” นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ย้ายไปปักหลักกับพรรคไทยรักษาชาติ ก็ขยับตามซิก “นายใหญ่” เปิดปฏิบัติการถล่มทีมหนุน “นายกฯลุงตู่”

อาศัยเหลี่ยมคูนักโต้วาที ลีลาพูดสองแง่สองง่ามแบบเอามัน

ปั่นกระแส สร้างฉากละครดราม่าการเมือง เป็นเชิง “เสี้ยม” ให้ พล.อ.ประยุทธ์รีบรับเป็นพ่อ จี้ให้แสดงตัวเป็นหัวหน้าครอบครัวผู้ให้กำเนิดพรรคพลังประชารัฐ เพราะเป็นห่วงไอ้หนุ่มบ้านเดียวกันชื่อ “ส” สนิทสนมกับรัฐมนตรี 4 กุมาร ท่าทางไม่ไว้วางใจเหมือนรอส้มหล่น


โหมโรงเรียกคนดูมหรสพ ปาหี่ ลิเกงานวัด

“ทักษิณ-เฉลิม-ณัฐวุฒิ” ตัวลิเกหน้าเดิม ตามท้องเรื่องเก่าๆ ที่เล่นซ้ำไปซ้ำมา 10 กว่าปี

ศึกทวงแค้นอำนาจ “นายใหญ่”

ได้เวลาเจ้าของ “โรงน้ำแข็ง” ยี่ห้อเก่ากลับมาเดินเครื่องใหม่ “ปั้นน้ำ” ขายลูกค้าแฟนขาประจำเดิมๆ

เพิ่มเติมคือการขายออนไลน์ ตีปี๊บผ่านโซเชียลมีเดีย

ที่แน่ๆตามยุทธศาสตร์ที่สะท้อนอย่างเด่นชัด “นายใหญ่” กับ “เฉลิม-ณัฐวุฒิ” ทีมงานตัวพ่อสายบู๊ เปิดฉากมาก็เล็งปากกระบอกปืนใหญ่ถล่มลูกน้องเก่า อดีตมืองานในบริษัทชินฯจำกัด ทั้งนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ลากโยกไปกระแทกนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

“ขุนศึกตัวจี๊ด” ที่พลิกข้างมาเป็นคีย์แมนทีมหนุน “นายกฯลุงตู่”

สะท้อนอาการ “หวั่นไหว” เจือ “แค้นฝังลึก”


พรรคพลังประชารัฐคือเป้าทำลายล้าง “ศัตรูเบอร์หนึ่ง”

คู่แข่งตัวจริงของขั้ว “ทักษิณ”

โดยมองข้าม “โจทก์เก่า” อย่างขั้วประชาธิปัตย์ ที่หล่นอันดับตัวเต็ง ไปเป็นแค่ “ตัวแปร”

ในห้วงสถานการณ์ที่ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แค่ได้แอบลุ้นลึกๆจะเบียดแทรกเป็น “ตาอยู่”

กับหนทางแคบๆรูเล็กๆที่มีการพูดถึงสูตร “หมาออกลูกเป็นลิง” ประชาธิปัตย์พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน จับขั้วกับทีมงาน “ระบอบทักษิณ” แลกกับอุ้ม “อภิสิทธิ์” ขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรี


รวมหัว “นักเลือกตั้งอาชีพ” สกัด “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ

ล้มกระดานทหารต่อท่ออำนาจ

โอกาสเบิ้ลนายกฯรอบสองของ “อภิสิทธิ์” ริบหรี่พอๆกับเส้นทางกลับบ้านของ “ทักษิณ”

ในห้วงสถานการณ์ที่ขุมพลัง “นายใหญ่” ลดน้อยถอยลงอย่างน่าใจหาย

“นายห้างดูไบ” ไม่แน่นปึ้กเหมือนเดิมอีกต่อไป

ปรากฏการณ์แบบที่คุย “หิมะถล่มประเทศไทย” เลือกตั้งแลนด์สไลด์แทบเลิกฝันได้

ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์แบบที่ลูกข่ายพรรคเพื่อไทย กล้าสละเรือหนี “นายใหญ่” ชิ่งหนีไปตายดาบหน้ากับ “ทักษิณ” อดีต ส.ส.เกรดเอย้ายออกจากพรรค

เลือดไหลไม่หยุดจนหยดสุดท้าย

ที่เหลืออยู่ก็ประเภท “นกแล” ต้องอาศัยแห่กระแสพรรค พึ่งบุญเก่ายี่ห้อ “ทักษิณ”

“แตกพรรค” แฝง “พรรคแตก” สู้กับกติกาใหม่

อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับสภาพท่อน้ำเลี้ยงเหือดแห้ง แหล่งทุนโดนบล็อก

มุก “ยืมเงินเพื่อนแทงไฮโล” ของ “ทักษิณ” ใช้ไม่ได้อีกต่อไป


ในสภาพการณ์ทางคดีที่รุกไล่หนัก นอกจากปมทุจริตเงินกู้กรุงไทยกับกลุ่มกฤษดามหานครของ “เสี่ยโอ๊ค” นายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ถึงตรงนี้มีคนถามหา “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หายหน้าหายตาไป ในจังหวะที่คดีทุจริตโครงการจำนำข้าว “จีทูจีลอตสอง” กลับมากระหึ่ม

“ทักษิณ” ถูกลิดรอนศักยภาพในเกมเลือกตั้งที่ถนัด

โดนล็อกแขนล็อกขาหมดแทบทุกทาง

และนั่นก็เป็นเหตุที่อ่านไต๋ได้ กับเหลี่ยมที่ “สารวัตรเหลิม” ประกาศลั่นเฟซบุ๊ก

“ผมฝากเตือนข้าราชการทุกหมู่เหล่าให้วางตัวเป็นกลาง อย่าออกตัวมากนัก เพราะหากมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ พวกท่านจะเดือดร้อน ให้ประชาชนเขาตัดสินใจเองว่า จะเลือกพรรคไหน ในไม่ช้าก็จะรู้แล้ว ผมไม่ได้หวังว่าพวกท่านจะทำตามแนวทางที่ผมบอก แต่ถ้ากลับตัวกลับใจได้ก็จะดี”

ขู่ออกอากาศ ปฏิบัติการเขย่าขวัญข้าราชการ

ส่งสัญญาณถึงทหารแตงโม ตำรวจมะเขือเทศ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทีมงานมหาดไทยสายสตรอว์เบอร์รี

พวกที่เคย “เกาะโต๊ะขอตำแหน่ง”


ทวงบุญคุณข้าราชการ หวังล็อกพลังแฝง “ตัวแปร” ในเกมเลือกตั้ง

มันคือพลังที่พอหลงเหลืออยู่ของ “นายใหญ่”

อย่างที่รู้ๆกัน พรรคที่ทรงอิทธิพลสุดในการเลือกตั้งประเทศไทยคือพรรคข้าราชการ สถานการณ์แบบที่รัฐบาล คสช.ยังไม่กล้าแตะต้องลงมีดผ่าตัดปฏิรูปแรงๆเพราะประคองแรงกระเพื่อม

“นายกฯลุงตู่” ต้องพึ่งแขนขาในการตีตั๋วต่อเกมเลือกตั้ง

ยังจำใจ “หลิ่วตา” ข้างหนึ่ง ยอมทุกวิถีทาง เพื่อผลสัมฤทธิ์เฉพาะหน้า

บล็อก “ทักษิณ” ในเกมถนัดเลือกตั้ง

ทั้งหมดทั้งปวง โดยฉากสถานการณ์มันก็สะท้อนสิ่งที่ “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” คาดการณ์ไว้ไม่มีผิด หัวเชื้อร้ายปมวิกฤติแตกแยกทางการเมืองยังไม่เจือจางลงแต่อย่างใด

แค่ถูกกระบองยักษ์ อำนาจพิเศษกดทับไว้ชั่วขณะ

แล้วมันก็โผล่มาให้เห็นทันทีที่ คสช.ปลดล็อกกฎเหล็ก สถานการณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ปูดข้อมูลด้วยตัวเองเป็นเชิงดักทางขบวนการป่วนเมืองที่เคลื่อนไหว

ม็อบใต้ดินขยับกันพึ่บพั่บหลังปลดล็อก ปล่อยผีโหมโรงเลือกตั้ง


ภายใต้ “กติกาใหม่” รัฐธรรมนูญ “มีชัย” ปิดทาง “นายใหญ่” กลับสู่อำนาจ พร้อมเงื่อนไขสถานการณ์ไม่เหมือนเดิมที่ทีม “นายกฯลุงตู่” ก่อร่างสร้างฐานประเทศมาตลอด 4 ปีกว่าๆ เพื่อการันตีไม่ให้ “เสียของ”

แต่ “เดิมพันเก่า” เกมทวงแค้นของ “ทักษิณ” เอาคืนพวกโค่นอำนาจ “นายใหญ่”

โดยจังหวะมาถึงจุด “ทางสองแพร่ง” วัดใจคนตัดสินคือประชาชนคนไทย

จะฉุดประเทศพ้นปากเหวมรณะ

หรือชอบตื่นเต้นกับฝันร้ายไม่จบสิ้น.

“ทีมการเมือง”

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561

(15/12/61)บิ๊กตู่รักคลอง

กองเชียร์ พรึ่บ!! หนุน “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯต่อ.....

“บิ๊กตู่” บ่น เบื่อ ทำอะไรแล้ว มีคนนำไปโยงเกี่ยวกับเรื่องการเมืองหมด ถามจะให้นอนอยู่บ้านเฉยๆ หรือไง ขยับอะไรไม่ได้ ยันต้องทำหน้าที่ จนกว่า จะมีรัฐบาลใหม่ เปรย ทำให้คนรัก มันง่าย แต่ทำให้สำเร็จ ตัองใช้เวลา
 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดกิจกรรมเดินรณรงค์ “คน รัก คลอง”.....ไม่ทิ้ง ไม่เท ทุ่มทำความดี” เดินจาก ทำเนียบฯ ไแวัดเบญจมบพิตรฯ 

ระหว่างทาง มีประชาชน บอกให้ 
พล.อ.ประยุทธ์. ลงเลือกตั้งจะได้เลือกกลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง 

พล.อ.ประยุทธ์ หัวเราะ และ กล่าวอย่างเขินๆ ว่า “เดี๋ยวค่อยว่ากัน” 

พร้อมยืนยันว่าการมาเดินรณรงค์ครั้งนี้มาเดินเรื่องของคูคลอง ไม่ได้มาการเมือง

“เบื่อที่ทำอะไรแล้ว มีคนนำไปโยงเกี่ยวกับเรื่องการเมืองทั้งหมด”

ไม่แค่นั้น ยังมีชาวบ้าน ส่งเสียง “ลุงตู่สู้ๆ” พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “สู้กับขยะสู้ กับแม่น้ำลำคลอง อย่างอื่นไม่ต้องไปสู้หรอก เป็นเรื่องของประชาชน 

ขอให้ประชาชนรู้ว่าวันนี้รู้จักสิทธิอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องรู้จักหน้าที่ไปพร้อมๆ ด้วย” 

และ อวยพรปีใหม่ล่วงหน้าให้กับประชาชนที่มาต้อนรับด้วย

ต่อมานายกฯ ได้กล่าวกับประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมจากพื้นที่เขตต่างๆ ว่า นายกฯ มาวันนี้เพื่อมาทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นนะ เดี๋ยวหาว่า ผมมาทำโน้นทำนี้ 

ตอนนี้ขยับอะไรไม่ได้ จะให้ผมนอนอยู่บ้านมั้ง 

ผมเป็นรัฐบาลที่มีหน้าที่ทำงานต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ เพราะกฎหมายให้ผมทำได้

แถมยังมีชาวบ้านตะโกนว่าให้เป็นนายกฯ ต่อ โดย พล.อ.ประยุทธ์
ยิ้มเขินๆ พร้อมกล่าวว่า ทำต่อไปเลยหรือ พอๆ แล้ว เดี๋ยวโดนด่า เป็นเรื่องของท่าน

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เดินข้างถนนก็กลัวเขาว่ารถจะติด จึงให้เดินครึ่งทางพอ คนไม่เข้าใจเยอะ เราก็ไม่รู้คนหวังดีหรือไม่หวังดี เดี๋ยวเอาตัวอย่างกล่าวหาว่ารัฐบาลทำได้ก็ทำบ้างทีนี้ก็ไปกันใหญ่ มันอยู่ที่ความบริสุทธิ์ใจนึกว่าสนุกหรืออย่างไร เดินให้มันเมื่อย 

แต่วันนี้เป็นการเดินเพื่อรณรงค์ก็ขอให้ทุกคนร่วมกันแต่ตนเชื่อว่าคนไทยที่เป็นคนไทยอย่างแท้จริง 

“รักผม ใครไม่รักยกมือ แหย่เล่นรักไม่รักผม ก็ทำให้  ทำอะไรคนรักมันง่าย มากกว่าทำอะไรให้สำเร็จ แต่ต้องใช้เวลา “

เอากันอีกแล้วหรือ

“ปลดล็อก” หายใจหายคอสะดวกขึ้นก่อน เลือกตั้ง จากนี้ไปคงปล่อยอาวุธเข้าใส่ กันดุเดือดแน่ ฟัง เสียงชาวบ้านบ่นเรื่อง “รัฐธรรมนูญ” ที่จะแก้ไขกันว่าท่าจะไปสู่ความไม่สงบกันอีกแล้ว

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้เป็นไปอย่างที่มีการคาดการณ์กันนั่น แหละ...การเลือกตั้งเพื่อขับเคลื่อนประเทศ 24 ก.พ. 62

เป็นคู่ชกที่เหมาะสม อึดพร้อมอัดด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

“ทักษิณ เจ้าเก่า” กับ “ลุงตู่ เจ้าเก่าในขวดใหม่”

ด้วยเงื่อนไขและปัจจัยของแต่ละฝ่ายจึงตอกยํ้าว่าไม่มีใครยอมแพ้ใคร ไม่แพ้ก็ต้องชนะ ยากที่จะออกเจ๊า...

สารพัดวิธีการ ออกอาวุธเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายจึงถูกนำมาใช้

วันนี้ถือว่าแต่ละพรรคต่างก็มีความพร้อมที่จะขึ้นเวที เนื่องจากกระบวนการนำไปสู่การเลือกตั้งเกือบจะครบกระบวนความแล้ว

การ “ปลดล็อก” ถือว่าเป็นการเปิดช่องที่จะหาเสียงได้อย่างเต็มที่

นอกจากการประกาศนโยบายที่จะบอกทิศทาง หากได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ซึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งในทางการเมือง

นักการเมืองที่ดีต้องยึด “นโยบาย” เป็นเข็มมุ่งสำคัญ

เพราะนั่นคือหน้าที่ ภารกิจในฐานะตัวแทนประชาชน

ยังติดแหง็กอยู่กับ “กับดัก” ของตัวเองก็ไม่ใช่ใครที่ไหน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ซึ่งยังไม่ยอมบอกว่าจะเข้าไปร่วมงานกับพรรคไหน ในฐานะที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ

ล่าสุดบอกว่าเป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้ว พร้อมที่จะ “พลีชีพ” เพื่องานนี้ พูดง่ายๆว่าไม่มีนัยอะไรพิเศษ

เพียงแต่จะบอกว่าเอาล่ะนะ...มาไม้ไหนไปไม้นั้น

มันถึงขั้นนี้ก็ประกาศมันให้ชัดเจนไปเลยไม่ดีกว่าหรือ มาเก็บงำเอาไว้ทำไมให้ฝ่ายตรงข้ามเล่นงานอยู่ทุกวัน

แม้แต่ 4 รัฐมนตรีมันมีอะไรนักหนาจึงไม่ยอมลาออก หากว่าตอนที่ไปอยู่พลังประชารัฐยืนยันว่าไม่ออกก็ไม่ต้องมาเจอปังตอทวงสปิริตอยู่ตลอด

หรือเพื่อจะได้ฝึกงานก่อนเป็นนักการเมืองเต็มตัว

แต่เกรงว่าจะช้ำไปเสียก่อน!!!

ขนาดแค่โหมโรงอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จากเพื่อไทยเท่านั้นแหละแทงเข้าไปลึกในแบบฉบับ

“มือพิฆาต ศิษย์ทักษิณ”

ว่าไปด้วย 300 เสียง ไม่เอาพรรคการเมืองบางพรรคเข้ามาอยู่ในกลุ่มประชาธิปไตย มีการจองเก้าอี้ 3 รัฐมนตรีกระทรวงเกรดเอเอาไว้แล้ว

สมศักดิ์ เทพสุทิน-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-สุชาติ ตันเจริญ โดนเข้าไปเต็มใบ

ก็อย่างที่รู้กัน “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” ต่างรู้จุดอ่อน จุดแข็ง เป้า จุดอ่อน จุดแข็งอยู่ตรงไหน หมัดเดียวไม่มีพลาด

อันนี้ก็เป็นเพียงสีสันการเมืองเท่านั้น

แต่ประเด็นใหญ่ที่น่าจะพูดได้ว่าเป็นการบ้านข้อใหญ่ของการเมืองไทยซึ่งเริ่มที่การจุดพลุกันอย่างเป็นขบวน

การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่หลายพรรคตั้งเป็นประเด็นเพื่อใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อการต่อสู้ทางการเมือง แม้แต่ประชาธิปัตย์ก็เอาด้วยเพียงแต่แทงกั๊กเอาไว้หน่อย

“เพื่อไทย” นั้นเจ้าของพรรคส่งสัญญาณไฟเขียวให้เปิดฉากด้วยประเด็นนี้และน่าจะขยายผลไปสู่ประเด็นเอาชนะกันเลยทีเดียว

เพราะประเด็นที่ขย่มกันมาก่อนคือประชาธิปไตยหรือเผด็จการ ดูท่าว่าจะไม่ค่อยลื่นไหลเท่าใด เนื่องจาก “กินไม่ลง” เนื่องจากคู่ต่อสู้ยังมีแรงหนุนหนาแน่นอยู่

การหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาเล่นคงพอจะมองเห็นแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น!!!

“ลิขิต จงสกุล”

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ผบ.สส.พร้อมรับมือหลังปลดล็อก

กองทัพ พร้อมรับเลือกตั้ง!!
รับมือ หลังปลดล็อค!!

“ผบ.สูงสุด” คุย ผบ.เหล่าทัพ เตรียมพร้อมรับเลือกตั้ง กพ.62 ยัน หลังปลดล็อค “กกล.รส”.ต้องดูแลความสงบฯ-ทหาร ช่วยสร้างการรับรู้ พร้อมเปิดค่ายทหารให้หาเสียง รอ กกต.ประสาน  สั่งทหารวางตัวเป็นกลาง ถ้าตรวจพบ ถือว่า มีความผิด  แนะใช้ วิจารณญาณ อย่างรอบคอบ ในการรับฟังข้อมูลข่าวสาร

พลเอก พรพิพัฒน์  เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุม คณะผู้บัญชาการทางทหาร  เฉพาะ ผบ.เหล่าทัพ และต่อด้วย แระชุม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่มี ผบ.เหล่าทัพ และ5เสือเหล่าทัพ ร่วม 

โดยมี ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุม ที่ กองบัญชาการกองทัพบก
   
พลตรีกฤษณ์ จันทรนิยม โฆษก กองทัพไทย กล่าวว่า พลเอก พรพิพัฒน์ ได้สั่งการ ให้กำลังพล ใช้วิจารณญาณ อย่างรอบคอบ ในการรับฟังข้อมูลข่าวสาร และ ป้องกัน ดูแลความสงบเรียบร้อยในสังคม

พร้อมแนะนำให้กำลังพล และครอบครัวเตรียมไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง ตามสิทธิหน้าที่ ในกพ.2562

โดยเฉพาะหลังการปลดล็อค แล้ว กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ทำหน้าที่ต่อ อย่างเข้มงวด 

โดยขอให้ทำหน้าที่สร้างการรับรู้ให้ประชาชนและกำลังพลสนับสนุนการปฏิบัติของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะร้องขอ ในแต่ละส่วน

โดยยืนยันว่าการดำเนินการของกองกำลังรักษาความสงบฯ ยังคงดูแลเพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมให้สงบเรียบร้อย เตรียมไปสู่เลือกตั้ง

รวมทั้ง เน้นย้ำ เรื่องการวางตัวเป็น กลางของกำลังพล

เพราะหากมีการตรวจพบในการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง ก็จะถือว่ามีความผิด

ส่วนการหาเสียงในพื้นที่ทหาร นั้น ถือเป็นขั้นตอนปกติโดยการทำหนังสือมา เมื่อใกล้เวลา และ รอการประสานจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้วย

ทั้งนี้ ผบ.สูงสุด เตือนว่า หากมีการ ดำเนินการสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่ถูกต้องจะถือว่ามีความผิด และขอให้สำนึกในความเป็นทหารอาชีพ

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ทบทวน 3 ขั้นตอน การคำนวณคะแนน 500 ส.ส. จากบัตรใบเดียว

ทบทวน 3 ขั้นตอน การคำนวณคะแนน 500 ส.ส. จากบัตรใบเดียว

อย่างที่ทราบกันดีว่า #รัฐธรรมนูญ ฉบับพ.ศ. 2560 กำหนดให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 
หรือ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง มีทั้งหมด 500 คน โดยแบ่งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 350 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน 
ส่วนการเลือกตั้งและวิธีนับคะแนนนั้น มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ
จากเดิมมาใช้ ระบบที่เรียกว่า "จัดสรรปันส่วนผสม" หรือที่รู้จักกันว่าเป็น "การเลือกตั้งบัตรใบเดียว" โดยให้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
ทั้ง 350 เขตเลือกตั้ง อย่างเดียว แต่คะแนนรวมกันทั้งหมดนั้น จะไม่ถูกทิ้งน้ำให้เป็นคะแนนเสียเปล่า
อีกต่อไป 

เมื่อคะแนนจากการเลือกบัตรใบเดียวของ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทุกท่านนั้น จะถูกนำไปใช้คำนวณ
หา ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ อีก 150 คนด้วย ซึ่งวิธีการคำนวณ หาส.ส.ทั้ง 500 คน จาก "การเลือกตั้ง
บัตรใบเดียว" มีวิธีง่ายๆ 3 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1. หา "คะแนนเฉลี่ยต่อส.ส. 1 คน" ด้วยการนำคะแนนที่ "ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง" 
ทุกคนที่มาลงคะแนนเลือก "ผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง" ทั้ง 350 เขตเลือกตั้งมารวมกันทั้งหมด แล้วนำมาหารด้วย 500 ซึ่งเป็นจำนวนส.ส.ทั้งหมด

เช่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิลงคะแนน เลือกผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งของแต่ละ
พรรคการเมือง ทั้ง 350 เขตเลือกตั้ง ทั่วประเทศ รวม 29.5 ล้านเสียง ก็นำไปหารด้วยจำนวน ส.ส. 
ทั้งหมดคือ 500 คน ผลลัพธ์คือ คะแนนเฉลี่ยต่อส.ส.1คน = 59,000 คะแนน
ขั้นตอนที่ 2. หา "จำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคการเมืองพึงมี" ด้วยการรวมคะแนนที่แต่ละ
พรรคการเมืองได้รับ จากผู้ที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เลือกส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้ง 350 เขต ตาม
พรรคการเมืองที่สังกัด จากนั้นจึงนำมาหารกับ "คะแนนเฉลี่ยต่อส.ส. 1 คน" ตามข้อ 1
เช่น พรรคก. ได้รับคะแนนจากผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้ง 350 เขต
จากทั่วประเทศ จำนวน 13.1 ล้านเสียง ก็ให้นำมาหารกับ "คะแนนเฉลี่ยต่อส.ส. 1 คน" ตามข้อ 1 
คือ 59,000 ผลลัพธ์คือ จำนวนส.ส.ที่พรรคก.พึงมีคือ 222.03 คน เมื่อปัดเศษแล้วก็คือ 222 คน 
 (การปัดเศษทศนิยม จะปัดขึ้นบวก1ให้แก่ พรรคการเมืองที่หารค่าเฉลี่ย”จำนวน ส.ส. 
ที่แต่ละพรรคพึงมี"แล้วมีเศษทศนิยมสูงสุด 7 อันดับแรก)
ขั้นตอนที่ 3.หา "จำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและส.ส.แบแบ่งเขตเลือกตั้งของแต่ละ
พรรคการเมือง" ด้วยการนำ "จำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคการเมืองพึงมี" ลบด้วย “จำนวน ส.ส. เขต
ที่แต่ละพรรคการเมืองชนะเลือกตั้ง" ก็จะได้ผลลัพธ์คือ “จำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละ
พรรคการเมือง"
เช่น "จำนวนส.ส.ที่พรรคก.พึงมี" คือ 222 คน แล้ว พรรคก. มี"จำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ชนะเลือกตั้ง" แล้ว 187 คน ก็ให้นำ "จำนวนส.ส.ที่พรรค ก. พึงมี" คือ 222 คน - (ลบ) 
"จำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่พรรค ก. ชนะ" คือ 187 คน ก็จะได้ผลลัพธ์คือ “จำนวน ส.ส. 
แบบบัญชีรายชื่อของพรรค ก.” คือ 35 คน ( 222 คน - 187 คน = 35 คน)
กลับกันถ้า พรรค ก. มี “จำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ชนะเลือกตั้ง” คือ 223 คน 
ก็ให้นำ “จำนวนส.ส.ที่พรรค ก. พึงมี” คือ 222 คน” - (ลบ) “จำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 
ที่พรรค ก. ชนะ” คือ 223 คน ก็จะได้ผลลัพธ์คือ “จำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรค ก.” 
คือ ไม่ได้เลยสักคน (222 คน - 223 คน = -1 คน) แปลว่า พรรค ก. จะได้รับจำนวน ส.ส. 
แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่พรรค ก. ชนะ เกินกว่า “จำนวน ส.ส. ที่พรรค ก. พึงมี” คือ 222 คน นั่นเอง

6 ตลกร้ายของรัฐธรรมนูญ 2560

ทำไมต้องร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญฉบับถ่วงความเจริญของประเทศ 2560 - 6 ตลกร้ายของรัฐธรรมนูญ 2560





รัฐธรรมนูญปี 2560 คือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของประเทศไทย เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ซึ่งจัดทำโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 นับถือวันที่ 10 ธันวาคม 2561 เป็นเวลาประมาณหนึ่งปีเก้าเดือนที่รัฐธรรมนูญบังคับใช้ เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ ปี 2561 ไอลอว์รวบรวมเรื่องราวตลกร้ายที่อยากจะขำแต่ขำไม่ออกเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญปี 2560 มาให้ทราบกัน

https://ilaw.or.th/node/5060

...




1.รัฐธรรมนูญที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม

คสช. ใช้เวลาสามปีกว่าหมกมุ่นอยู่กับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ คสช. กำหนดกรอบการร่างไว้ในมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ(ชั่วคราว) 2557 เช่น ต้องสร้างกลไกในการป้องกันและปราบปรามทุจริต ต้องมีกลไกในการป้องกันไม่ให้มีการทำลายหลักการสำคัญขอรัฐธรรมนูญ และต้องมีกลไกป้องกันไม่ให้ผู้ที่เคยถูกศาลตัดสินว่าทุจริตเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง การกำหนดกรอบเช่นนี้ชัดเจนว่า คสช. มีธงในการร่างรัฐธรรมนูญของตัวเอง

สามปีกว่า คสช. ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญถึงสองชุด ชุดแรกนำโดยบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ร่างเสร็จเมื่อตุลาคม 2558 แต่ก็ถูกคว่ำไป ซึ่งบวรศักดิ์ กล่าวถึงเหตุผลที่ร่างรัฐธรรมนูญของเขาถูกคว่ำว่าเพราะ “เขาอยากอยู่ยาว” ต่อมา คสช. จึงตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดที่สอง นำโดยมีชัย ฤชุพันธ์ เขากล่าวว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งใหม่นี้เป็นภารกิจที่สำคัญจึงจำเป็นต้องไถ่ถาม คสช. ว่ามีความคิดอย่างไร

มีชัยร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 ใช้เวลาเกือบ 6 เดือนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยให้ฉายาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกนำไปออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งผลการออกเสียงประชามติประชาชนที่มาออกเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามการออกเสียงประชามติครั้งนี้ จัดทำภายใต้บรรยากาศที่ประชาชนถูกปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น และการรณรงค์เกิดขึ้นได้จากภาครัฐเท่านั้น ก่อนถึงวันออกเสียงประชามติ มีประชาชนอย่างน้อย 195 คน ต้องถูกดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็น หรือการพยายามมีส่วนร่วมในด้านต่างๆ





2.รัฐธรรมนูญไม่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ

รัฐธรรมนูญปี 2560 พยายามสร้างนวัตกรรมใหม่โดยการโยกย้ายสิทธิบางประการ เช่น สิทธิในการศึกษาฟรี 12 ปี, สิทธิของผู้บริโภค, สิทธิการรับบริการสาธารณสุขโดยเสมอกัน ออกจากหมวดสิทธิเสรีภาพและไปอยู่ในหมวด 'หน้าที่ของรัฐ' ทำให้เรื่องสิทธิเสรีภาพที่มนุษย์พึงมีโดยธรรมชาติถูกทำให้พร่าเลือน กลายเป็นรัฐเป็นคนกำหนดสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังเพิ่มเงื่อนไขในการจำกัดเสรีภาพไว้อีกสองข้อ คือ การกระทบต่อความมั่นคง หรือ ความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นคำที่ตีความได้กว้าง

แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะกำหนดให้กฎหมายที่จำกัดเสรีภาพต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่สร้างภาระหรือจำกัดสิทธิและเสรีภาพเกินสมควร แต่รัฐธรรมนูญ ก็ยังรับรองบรรดาประกาศและคำสั่ง คสช. หรือ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนตามกติกาสากลอยู่อีกด้วย

ที่ผ่านมาภาคประชาชนพยายามอ้างรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เช่น ภาคประชาชนยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินกลับอ้างว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายเพราะมีผลบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญ หรือ กรณีภาคประชาชนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้ตรวจสอบคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 เรื่อง ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองและกฎหมายผังเมือง ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิชุมชน แต่ศาลปกครองกลับยกฟ้องเนื่องจากรัฐธรรมนูญให้การคุ้มครองคำสั่งดังกล่าว





3.รัฐธรรมนูญ อ้างปราบโกง ยกเว้นพวกตัวเอง

มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เรียกรัฐธรรมนูญปี 2560 อย่างภาคภูมิใจว่า “ฉบับปราบโกง” โดยมีการสร้างกลไกใหม่ๆ เช่น การกำหนดให้มีมาตรฐานจริยธรรม, เพิ่มคุณสมบัติรัฐมนตรีว่า "ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์", ห้าม ส.ส. แปรญัตติกฎหมายให้ตัวเองมีส่วนร่วมในการใช้งบประมาณ ฯลฯ ทั้งนี้จุดมุ่งหมายเพื่อสร้างระบบคัดกรองนักการเมืองที่ “ซื่อสัตย์ สุจริต” และป้องกันนักการเมืองน้ำเน่าอันเป็นต้นเหตุของการคอรัปชั่นในประเทศไทย

กลไกปราบโกงถือเป็นหนึ่งในการปฏิรูปคอร์รัปชั่นก่อนการเลือกตั้ง ทั้งนี้นอกเหนือรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ตลอดระยะเวลาการปกครอง คสช. ยังแก้ไขกฎหมายและกลไกต่างๆโดยตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาปราบทุจริตโดยตรงสี่องค์กร ใช้อำนาจพิเศษออกประกาศ และคำสั่งของ คสช. ที่เกี่ยวข้องกับการปราบทุจริตไปแล้วอย่างน้อย 39 ฉบับ ใช้อำนาจผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออก พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการปราบทุจริตไปแล้วอย่างน้อยเก้าฉบับ ไม่นับรวมกฎหมายลูกเกี่ยวกับองค์กรอิสระอีกเจ็ดฉบับ

ท่ามกลางข่าวลือและข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตครั้งใหญ่ๆ มากมายในยุคของ คสช. เช่น การทุจริตโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์, การทุจริตโครงการจัดซื้อเรือเหาะ, การตั้งบริษัทในค่ายทหารของลูกชายพล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา, พฤติกรรมไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ฯลฯ เรากลับไม่เห็นกลไกปราบคอร์รัปชั่นทำงานอย่างจริงจังในส่วนนี้ ในทางตรงกันข้ามการปฏิรูปคอร์รัปชั่นในยุคนี้ กลายเป็นการเอาคนจากกองทัพเข้าไปนั่งในองค์กรปราบทุจริต ทั้ง คตร., คตช., ศอตช., คตง. และ ป.ป.ช. นอกจากนี้การแก้ไขกฎหมายกำหนดให้อัยการทหารเป็นผู้ดำเนินคดีทุจริตกับทหารเองเท่านั้น ยิ่งเป็นการปกป้องคนจากกองทัพที่ชัดเจนขึ้นไปอีก

ยิ่งในกรณีล่าสุดยิ่งสะท้อนว่ากลไกปราบโกงเป็นข้อยกเว้นของผู้บริหารยุค คสช. เพราะเมื่อ ป.ป.ช. ออกประกาศให้บรรดาผู้บริหารหน่วยงานรัฐระดับสูงยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินฯ ส่งผลให้บริหารหลายคนลาออกโดยเฉพาะ มีชัย ฤชุพันธุ์ เจ้าของรัฐธรรมนูญ “ปราบโกง” ที่ชิงลาออกจากนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ขณะที่วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ด้านกฎหมาย ประกาศว่ากรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคนที่ คสช. แต่งตั้งเข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปด้านต่างๆ ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ และ ป.ป.ช. ก็ออกมากล่าวว่าอาจมีการแก้กฎหมายให้ตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์ฯ





4.รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ คสช.

คสช. ออกแบบรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อให้ตัวเองและคณะยังมีอำนาจต่อไปได้หลังการเลือกตั้ง โดยการสร้างกลไกอย่างสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดแรก จำนวน 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ผสมกับ ส.ว.โดยตำแหน่งหกที่นั่ง คือปลัดกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

นอกจากนี้ ยังให้อำนาจ ส.ว. ลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส. 500 คน ซึ่งการเลือกนายกฯ ต้องใช้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสองสภาหรือ 376 คะแนนเสียง เท่ากับว่า ส.ว. ชุดนี้ร่วมมือกับ ส.ส. อีกเพียง 126 คน ก็สามารถโหวตเลือกนายกฯ ได้แล้ว โดย ส.ว. คือตัวแปรหลักในการเลือกนายกฯ และถ้า ส.ว. ชุดนี้เกิดไม่พอใจรายชื่อนายกฯ ที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอมา ก็สามารถร่วมลงคะแนนเสียงกับ ส.ส. อีก 250 คน หรือใช้คะแนนเสียง 2/3 ของสองสภา เลือก "นายกฯ คนนอก" ได้อีกด้วย

ขณะที่หลังเลือกตั้ง คสช. ยังไม่ได้หายไปทันทีและยังสามารถใช้อำนาจพิเศษมาตรา 44 ตามใจชอบไม่เรื่อยๆ จนกว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ และถึงแม้ คสช. จะสิ้นสุดลงหลังมี ครม.ชุดใหม่ แต่ คสช. ก็ได้เขียน “ยุทธศาสตร์ คสช.” หรือยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2561 - 2580 ไว้แล้ว ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติจะบังคับให้รัฐบาลหน้าต้องแถลงนโยบายและงบประมาณประจำปีให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลอาจพ้นจากตำแหน่งได้ โดยรัฐบาลหลังเลือกตั้งจะถูกกำกับโดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและ ส.ว. ซึ่งถูกแต่งตั้งจาก คสช.

ทั้งนี้ คสช. ยังทิ้งมรดกทางกฎหมาย คือ ประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. อย่างน้อย 540 ฉบับ ให้อยู่สืบต่อโดยรัฐธรรมูญให้การรับรองและบังคับใช้ได้ต่อไปได้จนกว่าจะมีกฎหมายมายกเลิก





5.รัฐธรรมนูญประชาชนแก้ยาก คสช. แก้ไขง่าย 

การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนหลุดพ้นจากกลไกสืบทอดอำนาจของ คสช. ที่ถูกบรรจุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดช่องทางแก้ไขให้ต้องยื่นต่อรัฐสภา โดยผู้มีสิทธิเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ ครม., ส.ส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส. ในสภา (100 เสียง), ส.ส. และ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด (150 คน) และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน

อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแล้วต้องผ่านขั้นตอนสุดหินที่ คสช. วางเอาไว้ คือ ในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ รัฐธรรมนูญกำหนด ส.ส. และ ส.ว. ต้องเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา และในจำนวนนี้ต้องมี ส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ ส.ว. ซึ่งหากพิจารณาจากที่มาของ ส.ว. ที่ไม่ได้มาจากประชาชน แต่ถูกเลือกโดย คสช. ดังนั้น การจะได้เสียงสนับสนุนจาก ส.ว. เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

และขั้นสุดท้ายในวาระที่ 3 ขั้นเห็นชอบเป็นกฎหมาย กำหนดให้ ส.ส. และ ส.ว. มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสองสภา โดยในจำนวนนี้ต้องมี ส.ส. จากพรรคการเมืองที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวรวมกัน และ มี ส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังสร้างกลไกป้องกันแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการกำหนดให้หาก ส.ส. หรือ ส.ว. หรือสมาชิกทั้งสองสภารวมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา หรือของทั้งสองสภารวมกัน เห็นว่า มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ให้ ส.ส. และ ส.ว. รวมตัวกันยื่นความเห็นต่อประธานสภา เพื่อส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นได้หรือไม่ได้ ทั้งนี้ระหว่างนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนายกฯ จะนำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่ได้

ในทางตรงกันข้ามนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ยังไม่ผ่านประชามติ รัฐธรรมนูญฉบันี้ก็ถูก คสช. ใช้อำนาจพิเศษ ม.44 แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างง่ายดายเรื่อยมา เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังถูกวิจารณ์เรื่องเรียนฟรี 12 ปี โดยแก้ไขเป็น 15 ปีตามปกติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องให้รัฐอุปถัมภ์พุทธศาสนานิกายเถรวาทเป็นให้เป็นอุปถัมภ์ทุกศาสนาเท่ากัน หรือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อสังเกตพระราชทาน เป็นต้น





6.รัฐธรรมนูญฉบับไม่ไว้ใจประชาชน

รัฐธรรมนูญปี 2560 นับว่าเป็นความถดถอยของระบอบประชาธิปไตยไทย เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ในรัฐธรรมนูญแสดงออกถึงความไม่ไว้ใจประชาชน เช่น เรื่องการคุ้มครองเสรีภาพการชุมนุม จะเห็นได้ชัดว่ามีการขยายความเงื่อนไขในการจำกัดเสรีภาพการชุมนุมให้กว้างขึ้น จากรัฐธรรมนู
ญฉบับก่อนหน้าอย่างรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ที่มีการกำหนดเงื่อนไขด้วยคำที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง เช่น สภาวะสงครามหรือกฎอัยการศึก แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้จำกัดเสรีภาพได้ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ซึ่งการใช้คำที่คลุมเครือเช่นนี้เท่ากับเป็นการเปิดให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างขวาง

ขณะที่การตรวจสอบอำนาจรัฐโดยประชาชนกลับหายไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เช่น การตัดบทบัญญัติเกี่ยวกับการเข้าชื่อของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเสนอให้มีการริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ รวมทั้งบทบัญญัติที่กำหนดให้การต่อต้านโดยสันติซึ่งการเข้าสู่อำนาจที่ไม่ใช่วิถีทางตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 เคยรับรองไว้

ที่สำคัญที่มาของนายกรัฐมนตรีที่รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 เคยกำหนดให้นายกฯ ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะเข้าสู่อำนาจได้ต่อเมื่อได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดแค่เพียงให้พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อ กกต. ก่อนการเลือกตั้ง แต่บุคคลดังกล่าวไม่จำเป็นต้องลงสมัครรับเลือกตั้งจากประชาชน ทั้งยังมีการเขียนข้อยกเว้นด้วยว่า ส.ส. และ ส.ว. สามารถลงคะแนนเพื่อยกเว้นให้สามารถเสนอชื่อ “คนนอก” บัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอเป็นนายกฯ ได้ ซึ่งก็ดูจะยิ่งตอกย้ำว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความ "ไม่ไว้วางใจ" ประชาชน ไม่เชื่อว่าประชาชนจะสามารถเลือกสิ่งที่ดีให้กับประเทศได้

จากป่าแหว่ง ถึงบัตรแหว่ง

จากป่าแหว่ง ถึงบัตรแหว่ง

เหตุการณ์ป่าแหว่ง คือ เหตุการณ์ที่ชาวเชียงใหม่รวมตัวกันประท้วง ไม่พอใจการสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการของศาลอุทธรณ์ภาค 5 บริเวณเชิงดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ โดยเมื่อประชาชนเสียงดัง และรัฐบาลเห็นท่าว่าจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ก็มีการแถลงว่าจะยอมรื้อถอนทั้งหมด จะคืนและกลับไปฟื้นฟูให้กลายผืนป่าเป็นข้อยุติที่ประชาชนพอใจ 

แต่จนถึงวันนี้ เมื่อเสียงของประชาชนอ่อนแรงลง รัฐบาลโดย นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ก็ออกมาแถลงเมื่อ 8 ธันวาคม 2561 ว่า ไม่รื้อถอนแต่ให้ไปฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมโดยรอบให้เป็นป่าที่สมบูรณ์และกลับมีการแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำคัดค้านอีกจำนวนหนึ่ง

เหตุการณ์บัตรแหว่ง คือเหตุการณ์ที่ กกต.ได้เตรียมการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยมีแค่หมายเลข ไม่มีชื่อพรรค ไม่มีโลโก้พรรค โดยอ้างอำนาจในการดำเนินการตามกฎหมายและข้อจำกัดในการทำงานทางธุรการ ซึ่งได้รับเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจากพรรคการเมือง และนักวิชาการที่เห็นว่า จะเป็นบัตรเลือกตั้งที่ไม่สมบูรณ์ ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และอาจนำไปสู่การทุจริตการเลือกตั้ง เมื่อประชาชนเสียงดัง เจ้าหน้าที่ของกกต.ก็ออกมายอมรับว่าทำเป็นบัตรเต็มหรือบัตรแหว่งทำได้หมด รอให้ กกต. 7 คน เป็นคนตัดสินในขั้นสุดท้าย ซึ่งทำให้เสียงคัดค้านเริ่มแผ่วลง นึกว่าเขาจะยอมแล้ว (เหมือนยอมรื้อถอนบ้านพัก)

เชื่อไหมว่า เมื่อถึงเวลาที่ กกต.ต้องตัดสินและเสียงคัดค้านเหนื่อยล้า กกต.จะตัดสินใจแบบ “เอาง่าย” คือ ใช้บัตรแหว่งแทนบัตรเต็ม โดยอ้างความชอบธรรมตามกฎหมายและข้อจำกัดทางด้านเวลา ด้วยคำตอบที่บอกว่า “จะเอาบัตรแหว่งหรือจะเอาบัตรเต็มแต่ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป” ซึ่งทุกคนที่คัดค้านคงตกอยู่ในสภาวะจำยอมแบบภาษิตไทยที่ว่า “กำอุจจาระดีกว่ากำลมที่ออกมาจากก้น”

ถึงวันนั้น การเลือกตั้งทั่วไปของไทยจะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เรื่องบัตรแหว่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งตำนานและบันทึกในประวัติศาสตร์ที่เป็นบทเรียนของ กกต. อีกครั้ง ควบคู่ไปกับวลีเด็ดที่ว่า “เพราะเขาอยากอยู่นาน”

สมชัย ศรีสุทธิยากร

สมชัย ศรีสุทธิยากร:เรื่องสั้นสองนาที

เรื่องสั้นสองนาที
นาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ผมตื่นขึ้นมาดูปฏิทิน เป็นวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ วันเลือกตั้งครั้งแรกของไทยหลังการรัฐประหารปี ๒๕๕๗ วันนี้ผมมีสิ่งที่ต้องทำหลายอย่าง ก่อนจะไปสิทธิเลือกตั้งตอนบ่ายๆเพราะเห็นว่าเขาให้เลือกได้ถึงห้าโมงเย็น

หลังจากแต่งเนื้อแต่งตัวเสร็จ ผมนั่งเมล์สายประจำจากบ้านไปทำธุระให้เสร็จก่อนไปเลือกตั้ง เห็นป้ายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ มีแต่รูปหัวหน้าพรรค ไม่ยักมีรูปผู้สมัคร อ๋อ เขากำหนดให้ผู้สมัครของแต่ละเขตติดป้ายได้ขนาดเล็กๆ จำนวนจำกัด และต้องไปติดตามจุดที่ กกต.ทำบอร์ดไว้ให้ติดเท่านั้นซึ่งไม่รู้อยู่ตรงไหน

รูปลุงตู่ช่างมากมายเยอะแยะไปหมด ปะติดกับโครงการประชารัฐสารพัดโครงการที่ขึ้นป้ายมาประชันกัน โน่นลุงตู่กับเน็ตประชารัฐ โรงเรียนประชารัฐ บ้านประชารัฐ ร้านธงฟ้าประชารัฐ ตลาดประชารัฐ ไอ้นั่นก็ป้ายรูปลุงตู่กับโครงการประชารัฐร่วมใจป้องกันภัยยาเสพติด จะมาโฆษณาอะไรกันมากมายตอนนี้ งบประมาณทำป้ายมาจากภาษีประชาชนทั้งนั้น

อ้าว นั่นป้ายลุงตู่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกนี่หว่า หน้าตาดีเชียว รถเมล์ผ่านแว็บๆ พรรคอะไรประชารัฐสักอย่าง เห็นบอกให้เลือกเบอร์ ๗ อ้าวพอรถเมล์วิ่งไปอีกหน่อย เห็นอีกป้าย อ้อชัดแระ พรรคพลังประชารัฐ เบอร์ ๑๕ เริ่มงงละ จะเลือกลุงตู่เบอร์ไหนหว่า ต้องดูให้แน่ป้ายหน้า เฮ้ย ไหงเป็นเบอร์ ๒๒ พออีกป้ายข้างหน้า เบอร์ ๑๑ ถัดไปอีกหน่อยเบอร์ ๓ ผมเริ่มสับสนแล้วว่า อยากได้ลุงตู่จะเลือกเบอร์ไหนดี

กว่าจะทำธุระตามเขตต่างๆหลายเขตใน กทม. ผมว่าเจอเบอร์ลุงตู่ไม่ซ้ำกันกว่า ๑๐ หมายเลข นี่จะสามโมงแล้วผมต้องไปเลือกตั้งเดี๋ยวจะเสียสิทธิ ผมรีบไปยังหน่วยที่เคยใช้สิทธิประจำ อ้าวไหงไม่มีชื่อ พลิกหาชื่อในบัญชีหน้าหน่วยไม่มีนี่ ถามเจ้าหน้าที่ เขาบอก กม.ใหม่เขายุบหน่วยให้น้อยลง จาก ๙๐,๐๐๐ กว่าหน่วย เหลือ แค่ ๗๐,๐๐๐ กว่าหน่วย เพราะเปลี่ยนจากเฉลี่ย ๘๐๐ คน เป็น ๑,๐๐๐ คน ต่อหน่วย หน่วยเลยน้อยลง และต้องเปลี่ยนที่ไปไกลจากบ้านมากขึ้น

กว่าผมจะหาหน่วยใหม่เจอก็ปาเข้าไปสี่โมงกว่า คนก็เยอะ รีบก็รีบ ผมไม่ทันได้ดูอะไรให้ชัดเจน รีบเข้าไปแสดงตัว ยื่นบัตรประชาชน รับบัตรเลือกตั้ง กะว่าอย่างน้อยได้มาสองใบคงกาถูกสักใบ เจ้าหน้าที่ให้บัตรมาใบเดียว ผมรับมางงๆพอไปคลี่บัตรในคูหา มีแต่หมายเลข ไม่มีชื่อพรรค ไม่มีโลโก้พรรคของลุงตู่ที่ผมจำมาแม่น แล้วผมจะเลือกงัยนี่

ทบทวนความจำจากป้ายที่ผมเห็นมาตลอดวัน มันมีหลายหมายเลขเกิน เอาเบอร์ที่เห็นเยอะที่สุดแล้วกัน ใช่แน่นอน เบอร์ ๑๕ เห็นหลายป้ายมากที่สุด ไม่พลาดแน่ ผมหยิบปากกามากาบนบัตรอย่างมั่นใจ และนำมาหย่อนในหีบด้วยความภาคภูมิใจว่าได้ใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว

ออกมาจากหน่วยเลือกตั้ง ผมพอมีเวลาหายใจหันไปดูป้ายที่แสดงรูปผู้สมัครจากพรรคต่างๆเพื่อให้แน่ใจว่าเลือกไม่ผิดตัว ผู้สมัครแต่ละคนหน้าตาช่างไม่คุ้นเคยเลย นั่นไง หมายเลข ๑๕ ใครก็ไม่รู้
อ้าว พรรคประชาธิปัตย์ !!