PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562

สนิมเนื้อใน

17 มิ.ย.62 - นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.กล่าวในรายการลมหายใจ พีซทีวี เวทีทัศน์ เมื่อวานนี้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของการต่อสู้ของพวกเรา ได้เรียนรู้บทเรียนว่า เราประกาศแนวทาง เขาก็นำไปปรับใช้ให้อยู่ยาว เราขับเคลื่อน อีกฝ่ายตั้งท่าปรับกระบวนยุทธ์รับ ตนคิดว่า ณ ขณะนี้ ประวัติศาสตร์ พรรคสหประชาไทย ที่เป็นพรรคนอมินีให้ทหาร คล้ายกับพรรคหนึ่งในปัจจุบัน กำลังกลับมาหลอกหลอน เหมือนจะเกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ความไม่สามารถควบคุมรัฐบาลได้เบ็ดเสร็จของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเกาะกินรัฐบาลไปเรื่อยๆ รวมไปถึงปัญหาเรื่องความไม่ชอบธรรมของ วุฒิสภา 250 คน ที่เกินครึ่งของกรรมการสรรหาเลือกตัวเองเป็น สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.ส่วนที่เหลือก็ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.ชุดใหม่
 
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีใครร้องถึงความไม่ชอบธรรมอย่างไร แต่ท้ายที่สุด ก็จะมีช่องทางถูไถไปได้ไม่มีความผิดอยู่ดี รวมถึงกรณี ส.ส.ถือหุ้นสื่อ หากใช้มาตรวัดแบบเดียวกันกับที่ใช้กับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผู้ที่ถูกร้องทั้ง 41 คน ก็คงไม่รอดแม้แต่รายเดียว

นายจตุพร กล่าวอีกว่า มาตรวัดสำคัญคือ รัฐบาลชุดนี้จะรอดพ้น 4 เดือนแรกไปได้หรือไม่ แค่เดือนแรกนี้ก็เห็นรอยปริรอกันอยู่แล้ว ทั้งพรรคเล็ก พรรคกลางที่มาร่วมรัฐบาล ต่างไม่พอใจกับตำแหน่ง ผลประโยชน์ที่ได้ ครม.ก็ไม่รู้จะตั้งสำเร็จเมื่อใด ปัญหาเช่นนี้ ก่อนเกิดเหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 ยังไม่มากขนาดนี้

"ขอให้ทุกคนเฉยๆ รอดูกันไปก่อน คนที่จะพังรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากคนในรัฐบาลชุดนี้เอง ถ้าเราเริ่มขยับ พวกเขาจะจับมือกันมาเล่นงานเราก่อน แต่ถ้าเราอยู่เฉย สังคมนี้จะเปิดเผยให้รู้เช่นเห็นชาติพวกเขาเอง สนิมมันจะกัดกร่อนจากภายใน โดยที่เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย ใจเย็นๆ ร่มๆ เอาไว้ เดี๋ยวฝนตกก็พัดพวกนี้ไหลไปเอง" นายจตุพร กล่าว

ความศักดิ์สิทธิ์ของศาล

ความศักดิ์สิทธิ์ของศาล
โดย สิริอัญญา 
วันอังคารที่ 18 มิถุนายน 2562

ศาลพระภูมิหรือศาลเจ้าทั้งหลายมีความศักดิ์สิทธิ์ก็เพราะแรงศรัทธานับถือของประชาชน แต่ศาลทั้งหลายนั้นทรงความศักดิ์สิทธิ์เพราะเหตุสองประการ คือ ศาลทำการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์โดยตรง และศาลเป็นสถาบันที่ประสาธน์ความยุติธรรมให้บังเกิดความสงบสุขร่มเย็นในบ้านเมือง 

ศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นศาลหนึ่งในศาลทั้งหลายที่กระทำการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ มีหน้าที่ในการประสาธน์ความยุติธรรมตามอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ 

บัดนี้กำลังเกิดกรณีที่ท้าทายความศักดิ์สิทธิ์ของศาลรัฐธรรมนูญอันเกิดแต่กรณีเกี่ยวกับคุณสมบัติของ ส.ส. หรือ ส.ว. ซึ่งขณะนี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งเรื่องที่มีการร้องเรียนให้เพิกถอน ส.ส. จำนวน 41 คน ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ดำเนินการไปตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติครบถ้วนถูกต้องทุกประการ 

จึงเป็นที่กริ่งเกรงกันว่าในขณะที่รัฐบาลมีเสียงในสภาปริ่มน้ำ หาก ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลจำนวนถึง 41 คน หากถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยบรรทัดฐานเดียวกันกับกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจแล้ว ก็จะเกิดวิกฤตทางการเมืองขึ้น 

นี่ก็เป็นพิษภัยอย่างหนึ่งของการออกแบบและที่มีบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 รวมทั้งกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองและการเลือกตั้งด้วย ดังนั้นจึงเกิดกระแสทางโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวางว่า 

การที่มีหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทอันเป็นแบบมาตรฐานที่ครอบจักรวาลว่ามีวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนนั้นไม่ทำให้ขาดคุณสมบัติ แต่จะขาดคุณสมบัติก็ต่อเมื่อนิติบุคคลนั้นประกอบธุรกิจหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอยู่จริง ๆ ในขณะที่มีการสมัคร ส.ส. และเกิดกระแสด้วยว่าจะห้าม ส.ส. ทำหน้าที่ไม่ได้ 

ซึ่งตรงกันข้ามกับกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เกิดกระแสกดดันมาก่อนหน้านี้อย่างหนักหน่วงรุนแรงว่าต้องถือบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาเคยตัดสินว่าการมีข้อความระบุในหนังสือบริคณห์สนธิว่าประกอบธุรกิจหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนแล้วต้องถือว่าขาดคุณสมบัติไม่ว่าจะประกอบกิจการจริงหรือไม่อย่างไร รวมทั้งกระแสกดดันว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ในทันทีที่ศาลรับคดีไว้พิจารณา 

สภาพดังกล่าวจึงเป็นกระแสที่สวนทางกันในระยะเวลาเพียงไม่ถึงเดือน และกลายเป็นกระแสที่ขับเคลื่อนกดดันอย่างกว้างขวางรุนแรงขึ้นอีก 

กระแสแบบนี้ท้าทายความศักดิ์สิทธิ์ของศาล จึงจำเป็นต้องแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ของศาลให้ปรากฏและให้เข้าใจโดยทั่วกันสักครั้งหนึ่ง 

ตามรัฐธรรมนูญที่มีมาทุกฉบับยืนยันหลักการเดียวกันว่า พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยโดยสามทาง คือ ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา ทรงใช้อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี และทรงใช้อำนาจตุลาการทางศาล 

แม้กระนั้น การใช้อำนาจอธิปไตยดังกล่าวก็แตกต่างกัน 

การใช้อำนาจอธิปไตยผ่านทางรัฐสภานั้น พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายทั้งหลายที่รัฐสภาได้ถวายคำแนะนำ โดยมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบ 

การใช้อำนาจอธิปไตยผ่านทางคณะรัฐมนตรีนั้น พระมหากษัตริย์ก็ทรงลงพระปรมาภิไธยในประกาศหรือคำสั่งทั้งหลาย โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ และมีรัฐมนตรีคือนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และเป็นผู้รับผิดชอบ 

แต่สำหรับการใช้อำนาจตุลาการทางศาลนั้น ศาลได้รับความไว้วางใจตลอดมาให้ทำการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ได้โดยตรง โดยพระมหากษัตริย์ไม่ต้องทรงลงพระปรมาภิไธยและไม่ต้องมีผู้ใดรับสนองพระบรมราชโองการ 

ดังนั้นบรรดาหมายเรียกหรือคำสั่งเรียกหรือคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาทั้งหลายของศาลจึงมีคำประกาศอยู่ในหมายหรือคำสั่งหรือคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษานั้น ๆ อย่างชัดเจนว่า “ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” 

ซึ่งศาลทั้งหลายรวมทั้งผู้พิพากษาตุลาการทั้งหลายล้วนเทิดทูนไว้เหนือเกล้าในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตยสุจริต ด้วยความบริสุทธิ์ และยุติธรรม ให้สมกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ทำการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์นั้น 

เพราะเหตุนี้บรรดาคำสั่งหรือคำพิพากษาทั้งหลายของศาลจึงต้องมีบรรทัดฐานให้แก่การมีคำสั่งหรือคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาที่ต้องปฏิบัติทั่วถึงกันทั้งประเทศ 

และเมื่อมีบรรทัดฐานแล้ว ใครก็จะเปลี่ยนแปลงเองตามใจชอบไม่ได้ ไม่ว่าผู้พิพากษาหรือตุลาการนั้นเอง ไม่ว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะหรืออธิบดีศาลทั้งหลายในทุกชั้นศาล ก็ไม่มีสิทธิ์และอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานนั้นได้โดยลำพัง 

ในกรณีที่สถานการณ์ของบ้านเมืองและความเป็นจริงของประเทศเปลี่ยนแปลงไป และจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐาน จะกระทำได้โดยประธานศาลฎีกานำเรื่องนั้นเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาอันประกอบด้วยผู้พิพากษาทั้งหมดของศาลฎีกา เพื่อร่วมกันพิจารณาวินิจฉัยและตัดสินว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานหรือไม่ และเมื่อเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานแล้วก็จะมีการแจ้งหรือลงพิมพ์ให้ผู้พิพากษาตุลาการและศาลทั้งหลายได้รับทราบและปฏิบัติโดยทั่วกัน จากนั้นไปก็จะถือบรรทัดฐานใหม่ตามมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกานั้น 

สำหรับกรณีเพิกถอนข้าราชการการเมืองออกจากตำแหน่งแต่ก่อนมาจนมาถึงคดีก่อนหน้านี้คือคดีนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็มิได้มีการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนกระทั่งมาถึงคดีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ถูกสั่งให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ 

มาบัดนี้เมื่อคดี 41 ส.ส. เข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ส.ส. ทั้ง 41 คนจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายความศักดิ์สิทธิ์ของศาลที่สำคัญยิ่ง!

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ภูมิใจไทยไฟเขียวชาดา ส่งน้องสาวนั่งรมช.เกษตรแทน

ก๊วนด้ามขวานเดือด-วืดหมด ‘นิพันธ์’ ข่มขู่เตรียมสูญพันธุ์ พลังประชารัฐส่งแกนนำคุยดำรงค์!

เก้าอี้ดนตรี พปชร.ยังป่วนไม่จบ ถึงคิว “กลุ่มด้ามขวาน” ทวงความเป็นธรรมบ้าง “นิพันธ์ ศิริธร” ขู่มี 13 ส.ส.ยังไม่ได้ซักเก้าอี้ งวดหน้าเตรียมสูญพันธุ์ได้เลย โยน “บิ๊กตู่” ชี้ขาดเก้าอี้ “กลุ่มอีสาน” แจ้นส่งแกนนำจับเข่าคุย “เสี่ยเอี้ยง” “ชัช” ปฏิเสธจับมือ “ดำรงค์ พิเดช” ต่อรอง “ชาดา” ส่งน้องสาวนั่ง รมช.เกษตรฯ แทน เจ้าตัวยอมรับมีจุดโหว่ทำวืด “เสี่ยหนู” ไฟเขียวยึดตามโควตา “อิสสระ” ปัด กปปส.ยึดพรรคไม่สำเร็จเลยป่วน เดือดมือปล่อยข่าวฉะเลิกเป็นอีแอบได้แล้ว “นิพิฏฐ์” เชื่อคัดเลขาฯ-ผู้ช่วย รมต.ไม่มีคลื่นใต้น้ำ พท.เย้ยพรรคร่วมแทงหลังกันพรุน จ่อตั้ง กก.บห.ชุดใหม่เน้นพวกตัวจริง “ธนาธร” จัดระดมทุนเข้าพรรค โพลชี้คนจับตาว่าที่ รมว.เกษตรฯมากสุด ผิดหวังพวกหน้าเดิมรุมทึ้งรางข้าว

กลุ่มก๊วนการเมืองในพรรคพลังประชารัฐ ยังคงทยอยออกมาระบายความอัดอั้น หลังไม่ได้รับการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีอย่างทั่วถึง ล่าสุดนายนิพันธ์ ศิริธร ส.ส.ตรัง พรรคพลังประชารัฐ ระบุว่าหาก 13 ส.ส.ใต้ไม่ได้เก้าอี้รัฐมนตรี การเลือกตั้งครั้งต่อไปก็เตรียมสูญพันธุ์ได้เลย

โยน “บิ๊กตู่” ตัดสินเก้าอี้ “กลุ่มอีสาน”

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคพลังประชารัฐว่า หลังจากที่นายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กลุ่มอีสาน ขู่ทบทวนบทบาทการทำงานร่วมกับพรรค หลังถูกเมินไม่ได้รับจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี บรรดาแกนนำของพรรคพลังประชารัฐได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว ภายหลังนายเอกราชออกมาแถลงข่าว แต่เห็นว่าโผ ครม.ในส่วนของพรรคค่อนข้างนิ่งแล้วกว่าร้อยละ 90 แต่หากจะทบทวนหรือพิจารณาจัดสรรรายชื่อใหม่ ต้องเป็นอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตัดสินใจ

ถึงคิว “กลุ่มด้ามขวาน” ทวงบ้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า ส.ส. 13 คนในพื้นที่ภาคใต้ พรรคพลังประชารัฐ หรือกลุ่มด้ามขวาน ก็รู้สึกไม่พอใจที่ทางกลุ่มไม่ได้รับการจัดสรรตำแหน่งใดๆ ทั้งที่ได้ ส.ส.เข้ามาถึง 13คน ทำให้กลุ่ม ส.ส.ใต้ เตรียมทวงถามความเป็นธรรมเช่นกัน โดยรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีในโควตาภาคใต้เบื้องต้นที่เสนอคือ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หัวหน้าทีมเลือกตั้งภาคใต้ของพรรค

“นิพันธ์” ขู่เตรียมสูญพันธุ์ได้เลย

เมื่อเวลา 11.30 น.วันเดียวกัน นายนิพันธ์ ศิริธร ส.ส.ตรัง พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีของกลุ่มภาคใต้ 13 เสียง ที่ไม่มีตำแหน่งใน ครม.ว่า ที่ผ่านมาเราอยู่แบบเงียบๆ ไม่เคยกดดันหรือต่อรองใดๆ ทางกลุ่มได้ประสานกับทางผู้ใหญ่เป็นการภายใน ด้วยหลักการและเหตุผล ยืนยันว่าเราไม่เคยไปกดดันอะไร เพราะสาเหตุที่คนภาคใต้เลือกพรรคพลังประชารัฐเข้ามา ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าไม่มีคนในสัดส่วนของภาคใต้เข้าไปนั่งบริหารคงสู้เขาไม่ได้ เพราะตอนนี้ทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์จัดเต็มทั้ง 2 พรรค หากยังปล่อยไว้แบบนี้มั่นใจว่าพลังประชารัฐจะสูญพันธุ์ที่ภาคใต้แน่นอน ในวันที่ 17 มิ.ย. เวลา 15.00 น. ทางกลุ่มจะเปิดที่ทำงาน “กลุ่มด้ามขวานไทย” บริเวณแยกถนนพิชัย เป็นสถานที่ทำงานของกลุ่ม มี ส.ส. จำนวน 13 คน รวมถึงจะประชุมกำหนดท่าทีการทำงานกับพรรคด้วย

แจ้นส่งแกนนำเคลียร์ใจ “ดำรงค์”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า แกนนำพรรคพลังประชารัฐได้รับทราบข้อเรียกร้องของนายดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย แต่ยืนยันว่าโควตากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังคงเป็นของพรรคชาติไทยพัฒนา ก่อนหน้านี้ยื่นข้อเสนอให้นายดำรงค์เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี แต่นายดำรงค์เห็นว่า นโยบายของพรรครักษ์ผืนป่าฯไม่ตรงกับพรรคชาติไทยพัฒนา จึงปฏิเสธ พรรคพลังประชารัฐเตรียมส่งแกนนำหารือกับนายดำรงค์ในสัปดาห์นี้ เชื่อว่า 2 เสียงของพรรครักษ์ผืนป่าฯยังคงอยู่เป็นหนึ่งพรรคร่วมรัฐบาลแน่นอน

“อุตตม” ย้ำทำงานไม่มีแบ่งภาค

ต่อมาช่วงค่ำ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กระบุว่า ยืนยันการทำหน้าที่ตามนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชน ไม่ได้แบ่งแยกว่าเป็นภาคอะไร พรรคจะทำหน้าที่เพื่อประชาชนทุกคนทั่วประเทศ สมาชิกของพรรคทุกคนจึงมีหน้าที่เดินเข้าหาพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ ให้เหมือนวันเลือกตั้งที่เขามอบความไว้วางใจ มอบคะแนนเสียงให้กับเรา ทำหน้าที่ประสานนโยบายจากรัฐบาลไปสู่พี่น้องประชาชน ต้องยึดมั่นทำหน้าที่เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนผ่าน 12 นโยบายพรรค ในนโยบายรัฐบาลที่ร่าง

กล่อม “เอี้ยง” ให้เชื่อใจนายกฯ

นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีนายดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ขู่จะถอนตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระหากพรรคพลังประชารัฐไม่ให้เข้าไปร่วมงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามที่เคยตกลงไว้ ว่า รายชื่อ ครม.เป็นอำนาจของนายกฯที่จะพิจารณาเพียงคนเดียว ควรให้เกียรติและเคารพการตัดสินใจของนายกฯ เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะพิจารณาตามความเหมาะสม อยากให้ทุกฝ่ายยึดผลประโยชน์ประชาชน และประเทศชาติเป็นหลัก

พลิกลิ้นไม่มีกลุ่มสามมิตรแล้ว

นายธนกรกล่าวด้วยว่า กรณีนายเอกราช ช่างเหล่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ออกมาระบุว่า กลุ่มภาคอีสานตอนบนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการจัดสรรตำแหน่งนั้น ผู้บริหารของพรรคให้ความสำคัญกับทุกภาค และดูถึงความเหมาะสมเป็นหลัก พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นผู้พิจารณา ต้องให้เกียรติการตัดสินใจ ส่วนที่ระบุกันว่านายเอกราชอยู่ในกลุ่มสามมิตรนั้นไม่เป็นความจริง ขณะนี้ไม่มีกลุ่มสามมิตรแล้ว มีแต่พลังประชารัฐเพียงหนึ่งเดียว ตำแหน่งรัฐมนตรีมีจำกัด มีคนผิดหวังสมหวังเป็นธรรมดา ทุกอย่างทำความเข้าใจกันได้ ที่ผ่านมา ทุกคนทำงานให้พรรคเต็มที่ กลุ่มสามมิตรไม่เคยมีปัญหา แต่ที่ผ่านมามีความพยายามโยงกลุ่มกับทุกเรื่องให้เสียหายตลอด

“ชัช” ปฏิเสธจับมือรักษ์ผืนป่า

นายชัชวาลล์ คงอุดม หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคพลังท้องถิ่นไทจะจับมือกับพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี ว่า ยืนยันพรรคพลังท้องถิ่นไทไม่มีเรื่องต่อรองขอตำแหน่งรัฐมนตรี นายดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย อาจมองว่าตนมี 3 เก้าอี้ นายดำรงค์มี 2 เก้าอี้น่าจะรวมกันได้ แต่ยืนยันไม่มีเรื่องนี้ เหตุที่นายดำรงค์ออกมาเรียกร้อง อาจเป็นเพราะอยากเข้าไปทำงานในส่วนนั้น เพราะมีความรู้ความชำนาญงานด้านนั้นอยู่ แต่ตนพูดแต่แรกแล้วว่าอยากให้ประเทศเดินหน้า อยากทำงานเพื่อประเทศเดินต่อไปก็พอใจแล้ว ไม่ได้คิดถึงเรื่องตำแหน่ง ยืนยันคำเดิมตั้งแต่แรก และช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอนายดำรงค์

“ชาดา” ส่งน้องสาวนั่ง รมช.เกษตรฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ที่เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พิจารณาแล้วนั้น ปรากฏว่ารายชื่อของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ที่ทางพรรคส่งมาให้ดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ติดปัญหา จนถูกตีกลับมาให้พรรคพิจารณาใหม่ ล่าสุดมีรายงานว่านายชาดาได้เสนอชื่อ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ น้องสาว ที่เป็นนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ให้พรรคพิจารณา

ยอมรับมีจุดโหว่-คืนโควตาแล้ว

นายชาดากล่าวชี้แจงกับผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์ว่า ยังไม่ได้มีการหารือกับน้องสาวเรื่องเสนอชื่อเป็น รมช.เกษตรฯแทน เนื่องจากยังติดธุระกันอยู่ ตนไม่ได้กังวลกับกระแสโจมตีจนทำให้ชื่อหลุดโผ ยอมรับว่าตนมีช่องโหว่ เคยถอนตัวและคืนโควตารัฐมนตรีให้พรรคไปแล้ว เพื่อให้พรรคพิจารณาคนที่เหมาะสม เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การเป็น รมต. แต่ต้องการเข้ามาผลักดัน พ.ร.บ.ข้าว และ พ.ร.บ.อ้อย ให้กับเกษตรกร

“เสี่ยหนู” ชงชื่อตามโควตา “ชาดา”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 17 มิ.ย.นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะส่งรายชื่อรัฐมนตรีของพรรคให้นายกฯพิจารณา ในส่วนที่เป็นปัญหาคือ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ที่ติดปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ กระทั่งถูกส่งตีกลับมาให้แก้ไข โดยทางพรรคยังคงให้โควตานายชาดา เสนอผู้ที่เหมาะสมมาแทน และนายชาดาได้ส่งชื่อ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ น้องสาว นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานีให้นายอนุทินแล้ว และจะนำรายชื่อทั้งหมดส่งให้นายกฯต่อไป ส่วนตำแหน่งอื่นคงยังเหมือนเดิม

“จุติ-นิพนธ์” สลับเก้าอี้กันลงตัว

ด้านนายอิสสระ สมชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการทำหนังสือเวียนสลับโควตารัฐมนตรีในพรรค ระหว่างนายจุติ ไกรฤกษ์ กับนายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.บัญชีรายชื่อ ว่า เรื่องสลับตำแหน่งเป็นความพอใจของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ความขัดแย้งหรือแย่งตำแหน่งกัน เดิมที่ประชุมให้นายนิพนธ์เป็น รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และให้นายจุติเป็น รมช.มหาดไทย เท่าที่ได้พูดคุยกับทั้งสองฝ่าย ต่างไม่ถนัดในตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย เกรงจะทำผลงานให้พรรคได้ไม่เต็มที่ เช่น นายนิพนธ์บอกไม่ถนัดงานด้านพัฒนาสังคม แต่ถนัดงานปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ส่วนนายจุติก็ไม่ถนัดงานมหาดไทย ยิ่งใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่มีประสบการณ์เลยถ้าเป็นงานสังคมจะสร้างประโยชน์ให้พรรคมากกว่า

ต้องการทำงานที่ตัวเองถนัด

นายอิสระกล่าวว่า หลังที่ประชุมเห็นชอบทั้ง 7 ตำแหน่งแล้ว ปรากฏนายนิพนธ์มาหาตนบอกว่าไม่ถนัดงานพัฒนาสังคม แต่ถนัดงานมหาดไทย ทำงานท้องถิ่นมาตลอดสามจังหวัดชายแดนก็คลุกคลีตีโมงมา ถ้าสลับสับเปลี่ยนกันได้คงดี แต่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ไม่กล้าเปลี่ยนเองเพราะเกรงใจที่ประชุม โดยเฉพาะตนที่อภิปรายในที่ประชุมไว้มาก เลยบอกไปว่าถ้าเป็นความพอใจของผู้สลับตำแหน่งก็ไม่ขัดข้อง จากนั้นได้ไปนั่งคุยกับนายจุรินทร์ที่ห้องของนายสุธรรม ระหงษ์ ผู้อำนวยการพรรค นี่คือที่มาของหนังสือเวียน ทุกคนพูดคุยยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ได้ขัดแย้งกัน

ปัด กปปส.ยึดพรรคไม่ได้เลยป่วน

นายอิสสระกล่าวว่า ส่วนที่มีการพาดพิงว่ากลุ่ม ส.ส.ที่เป็นอดีต กปปส. จะกลับมายึดพรรคแต่ไม่สำเร็จจึงกวนน้ำให้ขุ่น ไม่เป็นความจริง ตนไม่เคยโวยวายอะไรเมื่อพรรคเห็นชอบแล้วก็จบ เราเคารพมติพรรค แต่เวลาอภิปรายมันเป็นเรื่องธรรมดาต้องพูดกัน ทักท้วงว่าทำไมในภาคอีสานถึงไม่ได้โควตารัฐมนตรี ทั้งที่ได้ ส.ส.เขตถึง 2 คน ที่ จ.อุบลราชธานี คือนายวุฒิพงษ์ นามบุตร และ น.ส.แนน บุญย์ธิดา สมชัย เมื่อที่ประชุมชี้แจงแล้วก็จบ

ฉะเลิกเป็นอีแอบกุข่าวทำลายล้าง

นายอิสสระกล่าวอีกว่า ถ้าบอกว่า กปปส.จะมายึดพรรค ขอให้ไปย้อนดูการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ว่าเหตุใดตนในฐานะอดีต กปปส. ถึงไม่ไปสนับสนุน นพ.วรงค์ ร่วมกับนายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา แต่ช่วยนายอภิสิทธิ์ จนกระทั่งได้รับชัยชนะ จึงไม่ใช่เรื่อง กปปส.ป่วน เพราะภารกิจ กปปส.จบไปตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2557 “ไม่ทราบว่าเป็นความพยายามของใคร ฝ่ายไหน ที่พยายามตอกลิ่มพรรคให้เกิดความขัดแย้งไม่เลิกราเสียที อย่าเป็นอีแอบแอบส่งข่าวให้สำนักโน้นสำนักนี้มาด่ากัน จะได้จับเข่าคุยกันทำความเข้าใจว่าจะเอาอย่างไร ขอให้หยุดเป็นอีแอบสักที”

“นิพิฏฐ์” เชื่อไม่มีคลื่นใต้น้ำ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในที่ประชุมทุกคนได้มีโอกาสซักถามข้อข้องใจจนเป็นที่พอใจ จนที่ประชุมมีมติ อนุมัติรายชื่อออกมา 7 คน การอภิปรายแสดงความคิดเห็นกันหลากหลายถือเป็นความเห็นต่าง ขออย่ามองว่าเป็นความขัดแย้ง นี่คือบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค ซึ่งพรรคการเมืองอื่นไม่มี เมื่อถามว่าจะทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำภายในพรรคอีกหรือไม่ นายนิพิฏฐ์ตอบว่า เชื่อว่าไม่มีคลื่นใต้น้ำ หลังจากนี้ทุกคนต้องร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย ส่วนพรรคต้องกำกับดูแลงานของรัฐมนตรี และตัวรัฐมนตรีแต่ละคนต้องมาชี้แจงงานของตัวเองที่ทำในกระทรวงนั้นๆ ต่อที่ประชุม ส.ส.ทุกวันอังคาร ซึ่งจะเป็นเวทีที่ให้ ส.ส.ของเราสามารถซักถามรัฐมนตรีได้ด้วย

คัดเลขา รมต.ไม่มีกระเพื่อมซ้ำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การจัดสรรคนของพรรคไปดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น ที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมหรือความวุ่นวายภายในพรรคอีกหรือไม่ นายนิพิฏฐ์ตอบว่า เรามีหลักเกณฑ์จัดสรรบุคคลส่วนนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคมอบ หมายให้ตนพิจารณาหลักเกณฑ์ดังกล่าว โดยจัดเป็นกลุ่มอดีต ส.ส. อดีตผู้สมัคร ส.ส. เพื่อดูว่าส่วนใดบ้างควรถึงคราวได้รับตำแหน่ง แต่ถ้าพรรคได้รับจัดสรรมาน้อย ต้องให้หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคเป็นผู้พิจารณา เมื่อถามว่ามีว่าที่รัฐมนตรีบางคนถูกยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาคุณสมบัติกรณีที่ถือครองหุ้นสื่อ นายนิพิฏฐ์ตอบว่า คิดว่าการตรวจสอบเรื่องกรณีถือครองหุ้นสื่อคงใช้เวลาอีกนาน เพราะตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้แจ้งนัดหมายใดๆต่อผู้ถูกร้อง รวมเวลาแล้วเรื่องดังกล่าวน่าจะใช้เวลาอีกหลายเดือน ต้องให้โอกาสแก่ ส.ส.ที่ได้เป็นว่าที่รัฐมนตรีไปก่อน

“ระวี” อาสาเป็นองครักษ์พิทักษ์

นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ หนึ่งในแกนนำกลุ่ม 10 พรรคเล็กกล่าวว่า ทั้ง 10 พรรคเล็กไม่มีการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีกับรัฐบาล เราต้องการสร้างการเมืองใหม่ การตัดสินใจอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หากเห็นว่าพรรคเล็กเหมาะสมให้ตำแหน่งมาเราก็รับ เราก็ตกลงกันแล้วว่าจะไม่มีการอิจฉาริษยากันหากพรรคใดพรรคหนึ่งจะได้ตำแหน่ง แม้ไม่จัดสรรตำแหน่งให้ ก็ยังยืนยันกลุ่ม 10 พรรคเล็กยังคงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ต่อไปแน่นอน ส่วนงานในสภาฯ พรรคพลังธรรมใหม่จะเป็นพรรคฝ่ายค้านในรัฐบาล คือถ้าเห็นว่าเรื่องอะไรที่รัฐบาลหรือรัฐมนตรีทำผิด เช่น คอร์รัปชัน เราจะเตือนรัฐบาลก่อนในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล หากรัฐบาลทำถูก ทั้ง 10 พรรค พร้อมจะสนับสนุน และเป็นองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล เราจะสู้กับฝ่ายค้านให้ แต่หากรัฐบาลทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ฟัง ไม่สนใจสิ่งที่เราเตือน เราก็พร้อมถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล

แนะ “บิ๊กตู่” ปรับเปลี่ยนลีลาผู้นำ

นพ.ระวีกล่าวว่า เงื่อนไขที่รัฐบาลจะอยู่ยาวได้คือ 1.ต้องบริหารซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส 2.ต้องทำงานเร็ว และ 3.ต้องทำงานเป็น หากทำได้ครบทั้ง 3 เงื่อนไข รัฐบาลอยู่ได้ครบ 4 ปีแน่นอน แต่ถ้ามีโกง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต แค่ 6 เดือนก็อยู่ไม่ได้แล้ว นายกฯต้องปรับตัว เพราะลีลานายกฯของ คสช.กับลีลานายกฯ ในระบอบประชาธิปไตยต่างกัน ขณะนี้ฝ่ายค้านถือว่ามีพลังมาก เป็นเลือดคนรุ่นใหม่ คุมอำนาจของระบบออนไลน์ มีพรรคเพื่อไทยที่คุมพื้นที่มหาศาล รัฐบาลจึงมีงานหนักมาก ต้องมีการบริหารและประสานงานที่รวดเร็ว ต้องปรับตัวถ้าไม่ปรับตัวไม่ถึงปีก็ไม่รอด ปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขคือ ปากท้องความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน 3 เรื่องนี้หากรัฐบาลทำได้ก็อยู่ครบ 4 ปี หรืออาจมากกว่านั้น

พท.เย้ยพรรคร่วมแทงกันพรุน

นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ดูจากรายชื่อคณะรัฐมนตรีที่จะร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ว ไม่มี อะไรแปลกใหม่ เป็นสมาชิก คสช. และกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์และคณะอยู่ต่อ บางพรรคยอมกลืนน้ำลายตัวเองยอมผิดสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน และรายชื่อ ครม.ส่วนใหญ่เคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อนแทบทั้งนั้น รู้เห็นฝีไม้ลายมือกันอยู่ ส่วนตัวเห็นว่าการเดินหน้านโยบายของรัฐบาลคงเป็นไปได้ยาก เพราะแต่ละพรรคต่างมีนโยบายของตัวเอง ต่างคนต่างมา ต่างคนต่างทำ สุดท้ายอาจไปคนละทิศละทาง และประชาชนจะเดือดร้อนไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา การที่รัฐบาลชุดนี้จะอยู่ได้นานหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นกับฝ่ายค้านในสภาฯ แต่อยู่ที่ฝ่ายรัฐบาลเองเป็นตัวแปร วันนี้ ครม.ยังไม่ออกมาแต่มีการปล่อยข่าวให้ร้ายกันแล้ว

ตอกลิ่มหักดิบพรรคตระบัดสัตย์

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแย่งเก้าอี้รัฐมนตรีจนไม่สนใจสายตาประชาชน หาก พล.อ.ประยุทธ์รักประเทศจริงคิดกอบกู้ชื่อเสียงที่ตกต่ำมากกว่า 5 ปี ต้องเด็ดขาดกล้าตัดสินใจ หักดิบยอมปล่อยทิ้งพรรค การเมืองบางพรรคบ้าง ก่อนที่จะโดนงูเห่าฉก สุภาษิตโบราณชัดเจนอยู่ว่า ชาวนากับงูเห่าเป็นอย่างไร แม้พวกต่อรองเก้าอี้จะอกหักวันนี้ไม่สามารถกลับมาเป็นฝ่ายค้านที่สง่างามและสมศักดิ์ศรี ที่ผ่านมามีการทำบันทึกความจำของประชาชน เกี่ยวกับพรรค การเมืองบางพรรคที่กล้าตระบัดสัตย์ และยังเตือนความจำว่า พล.อ.ประยุทธ์ เคยดูถูกนักการเมือง จนเป็นเหตุให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ทนไม่ไหวต้องออกมาตอบโต้ แต่ตอนมาร่วมหอลงโรงกันได้ ทำให้วันนี้ประชาชนเฝ้าถามถึงอุดมการณ์และหลักการของพรรคเหล่านี้ว่า คืออะไร

กก.บห.พท.ชุดใหม่เน้นตัวจริง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย ว่าการประชุมเพื่อเลือกตำแหน่งหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ที่เป็น ส.ส.มาเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ลิสต์รายชื่อกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ไว้แล้ว พร้อมเชิญคนรุ่นใหม่ทางการเมืองมาหารือ โดยจะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการทำงานพรรค และงานด้านสภาฯ สำหรับกรรมการบริหารชุดใหม่จะมีส่วนผสมของอดีต ส.ส. ที่มีประสบการณ์การเมือง และ ส.ส.ปัจจุบัน โดยกรรมการบริหารชุดใหม่จะเป็นตัวจริง มีอำนาจตัดสินใจในการขับเคลื่อนพรรค ไม่ใช่แค่ตุ๊กตาเหมือนที่ผ่านมา มีการวางอัตราส่วนคนรุ่นใหม่กับผู้มีประสบการณ์อย่างละครึ่ง ส่วนตำแหน่งโฆษกพรรค ทางแกนนำอยากให้เป็น ส.ส. เพื่อทำหน้าที่ชี้แจง ตอบโต้ทางการเมืองผ่านทั้งเวทีสภาฯ และเวทีนอกสภาฯได้ในคราวเดียวกัน โดยเชื่อว่า พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะตัดสินใจลาออกในเร็ววันนี้ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนให้เสร็จก่อนสิ้นเดือน มิ.ย.

“ธนาธร” จัดระดมทุนเข้าพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา บริเวณดิ โอโซน ข้าง บขส.ใหม่ เพลินใจ 5 ต.ทับมา อ.เมืองระยอง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เข้าร่วมกิจกรรมกับทีมอนาคตใหม่ จ.ระยอง มีการขายบัตรเข้าร่วมงานใบละ 200 บาท จะได้เข็มกลัด ส่วนบัตรใบละ 490 บาท จะได้เสื้อกับเข็มกลัด มีผู้เข้าร่วมงานหลายร้อยคน นอกจากนี้ ยังมีการขายของที่ระลึกอื่นๆ อาทิ ผ้าพันคอ หมวก สมุด เพื่อระดมหารายได้เข้าพรรคอนาคตใหม่ และยังมีการประมูลของรักของหวงของนายธนาธร เป็นเนกไทสีเหลืองที่แม่ซื้อให้ และเคยใส่เข้าสภาเพียงแค่ครั้งเดียว มีนายสราวุฒิ คำตะสีลา ประมูลไปในราคา 70,000 บาท ขณะที่สแตนดี้รูปนายธนาธรพร้อมลายเซ็น นายธนวัฒน์ แสงอุไร ประมูลไปได้ที่ราคา 20,000 บาท

พปชร. เอาคืน 20 ส.ส.ฝ่ายค้าน

อีกเรื่อง นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า กำลังรวบรวมรายชื่อ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และข้อมูลการถือครองหุ้นของ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน 7 พรรค ที่มีชื่อเป็นผู้ถือครองหุ้นในบริษัทประกอบกิจการประเภทหนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชน เพื่อทำคำร้องยื่นต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเข้าข่ายขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) เบื้องต้นตรวจสอบพบว่าเข้าข่ายประมาณ 20 คนขึ้นไป เห็นว่าควรต้องตรวจสอบให้ครบทุกพรรคเพื่อความชัดเจน และปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

“ปณิธาน” มั่นใจไร้ม็อบป่วนซัมมิต

นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. กลาโหม กล่าวถึงการดูแลความสงบเรียบร้อยว่า สถานการณ์ทั่วไปปกติดี ความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆ อาจมากขึ้น เพราะเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่น และกฎระเบียบต่างๆที่ผ่อนคลายลง เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเริ่มมีการผลักดันให้เกิดการชุมนุมล่อแหลมต่อกฎหมาย และกระทบต่องานสำคัญ เช่น การประชุมผู้นำอาเซียน มีการเตรียมการรองรับอยู่แล้ว เพียงแต่ประเมินให้ละเอียดขึ้น แยกอะไรคือกิจกรรมทางการเมืองที่คนกำลังตื่นตัว ต้องเปิดกว้างและผลักดันให้อยู่ในกรอบปกติ แต่อะไรที่เป็นการปลุกระดมให้เผชิญหน้าขนาดใหญ่ ผิด พ.ร.บ.ชุมนุม สาธารณะ เรามีมาตรการอยู่ ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่าขณะนี้ไม่มีอะไรน่ากังวล และไม่คิดว่ามีปัญหาอะไร

“บิ๊กตู่” สั่งเกาะติดกลุ่มปลุกระดม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กำชับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่นอกเหนือจากการชี้แจงข้อเท็จจริงตอบโต้จากข่าวบิดเบือนต่างๆในโซเชียลมีเดียที่ทำกันอยู่แล้ว ขอให้ติดตามอย่างต่อเนื่อง ระวังอย่าให้มีการปลุกระดม เพราะมีกลุ่มคนที่ต้องการสร้างสถานการณ์ ให้วิเคราะห์ให้ดี ชี้แจงให้ทันการณ์ ที่ผ่านมาถือว่าดีอยู่แล้ว แต่อยากให้เร็วกว่านี้ ทำทั้งเชิงรุกและเชิงรับที่ต้องทันกาลด้วย

โพลจับตา รมว.เกษตรฯมากที่สุด

วันเดียวกัน นิด้าโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “รัฐมนตรีที่ควรเฝ้าจับตามอง” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,256 คน พบว่าอันดับ 1 ร้อยละ 41.16 รมว.เกษตรและสหกรณ์ อันดับ 2 ร้อยละ 19.82 รมว.ศึกษาธิการ และอันดับ 3 ร้อยละ 17.68 รมว.พาณิชย์ ส่วนลักษณะบุคคลที่ไม่ควรให้เป็นรัฐมนตรี ร้อยละ 52.39 ระบุว่า บุคคลที่มีข่าว หรือภาพลักษณ์ไม่โปร่งใส ไม่ซื่อสัตย์ รองลงมาคือคนไม่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งที่ได้รับ มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีชื่อเสียงเป็นเจ้าพ่อมาเฟียผู้มีอิทธิพล มีชื่อเสียงว่าสนใจแต่ผลประโยชน์ของจังหวัดของตนเองมากกว่าทั้งประเทศ และเคยเป็นรัฐมนตรีแต่ไม่มีผลงานอะไรเลย

ผิดหวังพวกหน้าเดิมรุมทึ้งเก้าอี้

ด้านสวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นกรณี “ประชาชนกับความหวังต่อรัฐบาลใหม่” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,226 คน พบว่าร้อยละ 61.45 เห็นว่าแก่งแย่งตำแหน่งเพื่อผลประโยชน์ ร้อยละ 50.37 ผิดหวังได้นักการเมืองหน้าเดิมๆ ร้อยละ 35.16 คิดว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ส่วนที่พึงพอใจ ร้อยละ 42.86 ระบุว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และร้อยละ 40 พอใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ ส่วนที่ยังไม่พอใจร้อยละ 56.08 ระบุว่า ที่มาไม่สง่างาม สืบทอดอำนาจ ร้อยละ 36.17 จัดสรรตำแหน่งเพื่อผลประโยชน์ และร้อยละ 20.24 รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่อยากฝากบอกนายกฯให้พัฒนาบ้านเมือง ทำเพื่อส่วนรวม เป็นผู้นำที่ดีฟังเสียงประชาชน รองลงมาคือ ทำตามสัญญานโยบายที่หาเสียงไว้ ช่วยกันทำงานเห็นแก่ประโยชน์ของชาติ ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน โปร่งใส และไม่ถูกครอบงำทำงานเป็นอิสระ

ตจว.ใส่ใจการเมืองสูงกว่าคนกรุง

ขณะที่นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดผลสำรวจประชาชน 1,094 ตัวอย่าง ถึงปัญหาที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขเร่งด่วน โดยร้อยละ 84.4 ระบุแก้ปัญหาปากท้องเศรษฐกิจค่าครองชีพสูง รายได้ตกต่ำ รองลงมาเป็นปัญหาความไม่ยุติธรรม ความไม่เป็นธรรมทางการเมือง ปัญหาการพัฒนาประเทศ ปัญหาคมนาคม อุบัติเหตุ จราจร ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาการศึกษา น้ำท่วมขัง และปัญหาสวัสดิการพนักงานลูกจ้าง ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างของคนต่างจังหวัด มีสัดส่วนที่เห็นถึงความไม่เป็นธรรมทางการเมืองสูงกว่าคนกรุงเทพฯ อยู่ระหว่างร้อยละ 5.6 ต่อร้อยละ 2.6

“ลายจุด” หนุน “ประยุทธ์” อยู่ต่อ

วันเดียวกันเวลา 13.00 น. ที่ห้องประกอบ หุตะสิงห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (ดีอาร์จี) จัดเสวนา “จากประชามติร่างรัฐธรรมนูญสู่การสืบทอดอำนาจหลังเลือกตั้ง” นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด หัวหน้าพรรคเกียน กล่าวว่า การจะเกิดการชุมนุมใหญ่ โค่นล้มรัฐบาลเผด็จการเหมือนปี 35 ต้องมีเงื่อนไขที่ทำให้คนมองว่าทนต่อไปไม่ไหวแล้วต้องออกมาร่วมกัน หรือทุกพรรคการเมืองเกิดฉันทามติจับมือกัน แต่มองว่าสถานการณ์ยังไม่เอื้อให้ทำเช่นนั้น และยังมองถึงข้อดีของการมี พล.อ.ประยุทธ์ต่อไปคือ จะทำให้ประชาชนมีสติและเรียนรู้ที่จะศึกษาประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมายังไม่มีผู้นำคนไหนกระตุ้นความสนใจการเมืองให้คนได้เท่านี้ โดยเฉพาะเยาวชน จึงควรใช้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นประโยชน์ ยิ่งอยู่ยาว 8 ปี เด็กวันนี้จะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ นี่อาจเป็นรูปแบบ หนึ่งของการสร้างอารยธรรมที่เปลี่ยนแปลงสังคม เมื่อไรที่จิตสำนึกประชาชนเปลี่ยนได้ รากฐานโครงสร้าง อำนาจต่างๆที่วางไว้ในสังคมจะเปลี่ยนไปด้วย รอวันนั้นดีกว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ชนิดที่ต้อง เกิดสงครามกลางเมือง และเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังรอได้เช่นกัน

ขอให้คนรุ่นใหม่ปล่อยพลังธรรมชาติ

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หัวหน้าโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กล่าวว่า ปรากฏการณ์พลังเยาวชนทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้ มองว่าไม่ใช่หน้าที่ของใครที่จะนำพลังเหล่านี้ออกมาใช้ โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่ ควรปล่อยให้เจ้าของพลังเหล่านี้ได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ในพื้นที่ที่ปลอดภัยของตัวเอง เช่น ในห้องเรียน ปล่อยให้มีประเด็นแล้วเกิดข้อถกเถียงกันจะมีประโยชน์มากกว่า ไม่จำเป็นต้องไปชูป้ายหน้าหอศิลป์ หรืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอีกแล้ว ส่วนกรณีที่ทางไอลอว์รณรงค์เข้าชื่อ 1 หมื่นรายชื่อในโครงการปลดอาวุธ คสช. เพื่อใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เรียกร้อง ให้ยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช.ที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่ จะนำไปยื่นต่อรัฐสภา ในวันที่ 24 มิ.ย.



รอลุ้นเสียว

ฟ้าหลังฝนย่อมสดใส แต่ท้องฟ้าที่ว่าใสๆ ก็อาจเกิด พายุใหญ่พัดกระหน่ำแบบไม่ทันตั้งตัวเหมือนกัน

การจัดตั้งรัฐบาล แบ่งสรร ตำแหน่งรัฐมนตรีของรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” ที่มีเสียงแย่งเก้าอี้กันโครมคราม เหมือนจะฆ่ากันตาย

แต่สุดท้าย เมื่อ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 สมัยที่ 2 อย่างเป็นทางการ ก็เริ่มปฏิบัติการตบเกลี่ย ทั้งในพรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วมรัฐบาลให้เข้ารูปเข้ารอย

สยบความวุ่นวายจนมาถึงขั้นตอนส่งรายชื่อโผ ครม.ของแต่ละพรรคถึงมือนายกฯ เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติกันแล้ว

สุดท้ายใครเป็นใคร ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงไหน ตรงตามโผที่สื่อมวลชนรายงานกันไว้หรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงกันนาทีสุดท้ายหรือเปล่า ต้องรอพิสูจน์กันอีกเฮือกใหญ่

แต่ที่แน่ๆในยามนี้ ยังมีอีกเรื่องใหญ่ให้ต้องลุ้นเสียวโผล่พรวดขึ้นมา

เมื่อ ชวน หลีกภัย ประธานสภาฯได้ส่งคำร้องที่ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่เข้าชื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคุณสมบัติการดำรงตำแหน่ง ส.ส.จำนวน 41 คน จาก 6 พรรคการเมือง กรณีถือครองหุ้นสื่อมวลชน ไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามความประสงค์จำนงหมาย

ไล่เรียงรายชื่อ ส.ส. 41 คน ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 26 คน พรรคประชาธิปัตย์ 12 คน พรรครวมพลังประชาชาติไทย 1 คน พรรคชาติพัฒนา 1 คน และพรรคประชาภิวัฒน์ 1 คน

ล็อกเป้าถล่ม ส.ส.ซีกรัฐบาลล้วนๆ แสบไส้ติ่งมั้ยล่ะคุณโยม!!!

งานนี้แม้ไม่บอกตรงๆว่ามุ่งหมายสิ่งใด แต่ใครๆก็มองออกว่าเป็นเกมย้อนศรขั้วฝ่ายรัฐบาล

หลังจาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โดนศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ชั่วคราว

จากเหตุที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติชี้ว่าเข้าข่ายขาดคุณสมบัติการสมัคร ส.ส. เนื่องจากถือหุ้นบริษัท วี–ลัค มีเดีย ที่ดำเนินธุรกิจสื่อสารมวลชน หรือสื่อหนังสือพิมพ์ อยู่ในวันที่ไปสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. จึงส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.

ทำให้ “ธนาธร” ไม่สามารถเข้า ไปทำหน้าที่ในสภาฯได้ แถมยังต้องรอลุ้นเสียวจากคำตอบสุดท้ายของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะหลุดจากเก้าอี้ ส.ส.หรือไม่???

ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อ ทั่นประธานฯชวน ส่งเรื่อง 41 ส.ส.ซีกรัฐบาล ถือหุ้นในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจสื่อ ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

41 ส.ส.ก็ต้องลุ้นระทึกเช่นกันว่าจะมีความผิดเข้าง่ามกฎหมายหรือไม่ และหากศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณาจะมีคำสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ชั่วคราวหรือเปล่า???

และที่ต้องระทึกมากกว่า ก็หนีไม่พ้นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำของนายกฯประยุทธ์ นั่นแหละทั่นมหา

เพราะใครๆก็รู้ ตอนนี้มีเสียง ส.ส.หนุนเต็มพิกัดอยู่แค่ 254 เสียง ห่างจากฝ่ายค้านแค่ 8-9 เสียง ถ้า ส.ส.ใน ขั้วรัฐบาลโดนศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทั้งโขยง 40 กว่าคน เหมือนอย่างกรณีธนาธร

รัฐบาล “ลุงตู่ 2” จะกลายเป็น รัฐบาลเสียงข้างน้อยทันที มันเสียวตรงนี้แหละโยม!!!

“พ่อลูกอิน”

ประคองผลประโยชน์ฝ่าดงระเบิด

จับตา “ลุงตู่” ภาค 2 เผชิญเกมเขี้ยวนักการเมือง 

ฝนต้นฤดูถล่มหนักหลายพื้นที่ ล้อกันพอดีกับฉากการเมืองฝนตกขี้หมูไหล

สถานการณ์ความปั่นป่วนวุ่นวายในเกมจัดรัฐบาล

ล่าสุดถือว่าผ่าน “พิธีกรรม” สำคัญ ขั้นตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ทำพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

ขึ้นแท่นนายกฯคนที่ 29 สมัย 2 โดยสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ

แต่ที่ยังไม่สมบูรณ์ และส่อไม่จบง่ายๆก็คือการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ยังล่อกันฝุ่นตลบ จากเกมช่วงชิงโควตาในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาล การยื้อยุดฉุดกระทรวงเกรดเอระหว่างพรรคแกนนำคือพลังประชารัฐกับพรรคร่วมรัฐบาลคือพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย

ลามมาถึงการเปิดศึกแย่งเก้าอี้กันเองในแต่ละพรรคแต่ละป้อมค่าย

ตามฟอร์มเข้มๆแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศก่อนหน้านี้ว่า จะเซ็นเซอร์หน้าตารัฐมนตรีด้วยตัวเอง

ถือเป็นอำนาจสุดท้ายในการ “ทุบโต๊ะ”

แต่แค่ผ่านวันแรกของการเป็นนายกฯมีอำนาจเต็มมือในการจัด ครม. ตามข่าวหลังพิธีแต่งตั้งนายกฯ “บิ๊กตู่” มีการเปิดโต๊ะหารือกับแกนนำพรรคพลังประชารัฐ เคลียร์โควตา เกลี่ยเก้าอี้รัฐมนตรี

ปรากฏบี้กันแหลก ระหว่างทีมท็อปบูตผู้มีอำนาจนอกพรรคกับนักการเมืองผู้บริหารพรรค

ว่าด้วยปม “หัก” เหลี่ยม ผู้มีอำนาจชิงรวบรัดดีล ทำให้พรรคพลังประชารัฐเสีย “ค่าโง่” ให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ทั้งเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร แถมกระทรวงเกรดเอ เก้าอี้หุ้มทองฝังเพชร ทั้ง คมนาคม เกษตรฯ พาณิชย์ สาธารณสุข การท่องเที่ยวฯ

แค่แลกกับการตีตั๋วต่อสืบทอดอำนาจ ไม่สนคนที่ลงแรงสู้รบในสนามเลือกตั้ง

ผลก็คือ พลังประชารัฐต้องมาไล่บี้กันเอง ชิงก้างปลาที่เหลืออยู่

เจอเกมป่วนรับน้องช็อตแรกเข้าไป เล่นเอา

“ลุงตู่” ออกอาการมึน ยอมรับสภาพเป็นเชิง ต้องปรับตัวเองวิธีการปฏิบัติทางการเมืองเป็นอย่างไร

ไม่ได้ตัดสินใจได้คนเดียวเหมือนเดิมแล้ว

และก็ดับฝันพวกมโนโลกสวยในทุ่งลาเวนเดอร์ “บิ๊กตู่” ออกตัวล้อฟรีเลยว่า ครม. “ลุงตู่ ภาค 2” คงไม่ใช่รัฐบาลปรับโฉมใหม่ เพราะมันมาด้วยกลไกของประชาธิปไตย มาจากคนทุกคน มาจากการเลือกตั้ง

ถ้าเราไม่ฟังเขาเลย ไม่ร่วมมือกันเลยจะไปได้ หรือไม่

ออกตัวเป็นนัย อำนาจลดลง ไม่เบ็ดเสร็จเหมือนเดิม แต่กระนั้นก็ยังมีฟอร์ม กั๊กเชิง “แต่ผมจะมีอำนาจในการตัดสินใจอีกครั้ง เมื่อผมเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นไม่ต้องกังวล”

โชว์พลังผู้นำ กระชับอำนาจ “ปราการด่านสุดท้าย”

ตามหลักการหรูๆที่วางพล็อตไว้ รัฐบาลต้องบริหารงานภายใต้นโยบายที่ดี ไม่ใช่นโยบายใครนโยบายมัน หรือใช้งบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ในการบริหาร ราชการแผ่นดินต้องบูรณาการ เราจึงได้จัดทำแผนแม่บท 20 ปี เพื่อให้การทำงานสอดคล้องกัน

แกะรอยจากประโยคคำพูด ประเมินเงื่อนไข “นายกฯลุงตู่” ส่งสัญญาณขอคุมเกมเองทั้งหมด แบ่งโควตาไปแล้วก็ยังล้วงได้ทุกกระทรวง ไม่ปล่อยมือใครยาวสาวได้สาวเอา

ยื้ออำนาจล้วง กู้สถานการณ์เสียค่าโง่

กระทรวงเศรษฐกิจสำคัญหลุดยุทธศาสตร์ โอกาสเดินหน้าสานต่อเนื้องานเมกะโปรเจกต์และสารพัดโครงการประชารัฐที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ วางไว้ 4–5 ปี ส่อสะดุดหมด

ที่สำคัญคือการคุมความเสี่ยง “บาดทะยัก” ทุจริตคอร์รัปชัน

ด้วยคำพูดดูง่ายๆ แต่ในเชิงปฏิบัติจะคุมได้แค่ไหน ในสภาพที่เสือหลุดเข้าป่าไปแล้ว

ตามแนวโน้มประมวลจากโฉมหน้า โพย ครม.ที่แพลมๆกันออกมา ในอารมณ์ที่เกรียนคีย์บอร์ดในโลกโซเชียลฯแซวแรง บอกให้ประชาชนเสิร์ฟข้าวต้มรอเลย

เพราะส่อเค้า ครม. “เต้าหู้ยี้” แน่

โฟกัสไปที่พรรคภูมิใจไทยที่ฟาดชิ้นปลามันกระทรวงคมนาคม มีการวางตัวนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค น้องชายยี่ห้อ “เนวิน ชิดชอบ” นั่งแท่นรัฐมนตรีว่าการมีชื่อของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี โผล่มาจอง รมช.มหาดไทย แต่สักพักเปลี่ยนไปเป็น รมช.เกษตรฯ

สังเกตว่า ภูมิใจไทยไม่มีแรงกระเพื่อมภายในจากเกมแย่งโควตาเพราะอยู่กันแบบ “ใจนักเลง” แต่จะมีปัญหากับแรงเสียดทานทางสังคม ตามชื่อแคนดิเดตที่เปิดหน้ามาชนิดสามล้อฮาขี้ยาฮือ

ท้าทาย “กล้องมุมสูง” ที่สแกนละเอียดยิบ ในห้วงรัฐบาลเปลี่ยนผ่าน

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ที่ว่ามีระเบียบแบบแผนสถาบันการเมือง ไม่ค่อยมีเรื่องแย่งชามข้าว แต่รอบนี้ไม่ใช่ จากปัญหาแตกเป็นเสี่ยง แบ่งเป็นสายวิ่งชิงหลักร่วมรัฐบาล

ด้านหนึ่งปีกนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ก็มอบให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ไปเปิดดีลกับผู้มีอำนาจนอกพรรคพลังประชารัฐร่วมกับทีมภูมิใจไทย แต่อีกด้านปีกของนายพีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค นายถาวร เสนเนียม นายกรณ์ จาติกวณิช ก็เข้าตามตรอกออกทางประตูไปเจรจากับนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

นั่นก็นำมาซึ่งอาการขัดคอ ตามกระแสทีมนายเฉลิมชัยปล่อยโพยรัฐมนตรีมีแต่ชื่อทีมผู้สนับสนุนนายจุรินทร์ ทำให้นายพีระพันธุ์ นายกรณ์ และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ลงชื่อยื่นหนังสือถึงหัวหน้าพรรค

ดักทางการเกลี่ยเก้าอี้รัฐมนตรีต้องแบ่งให้ฝั่งไม่หนุนที่ถือแต้ม ส.ส.มากกว่าด้วย

ประชาธิปัตย์ก็ฟัดกันแรงๆตามสภาพค่ายที่แตกเป็นเสี่ยง แต่ภายในทีมพลังประชารัฐเองที่วุ่นวายสุด ผลพวงจากผู้มีอำนาจนอกพรรคหักดิบ เปิดบ้านพักในค่ายทหาร เอาเก้าอี้เกรดเอไปประเคนให้พรรคตัวแปร โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่หยิบชิ้นปลามันไปสบายใจเฉิบ ทำให้เกิดปมระแวง เกมลึก “3 ป.” เหยียบตีนเล่นกับ “2 น.” เล่น “ไพ่ 3 กอง”

ทีม “มันจบแล้วครับนาย” ยึดหมดทั้งกลาโหม มหาดไทย คมนาคม

ยังไม่นับพวกที่ถูกเรียกขานว่า “สตาร์ตอัพท็อปบูต” สายตรงพี่ใหญ่ บรรดา เสธ.ชื่อดังที่ตอนเลือกตั้งถือหัวจ่ายปั๊มสามทหารไปแจกจ่ายนักการเมือง ครบบ้างไม่ครบบ้าง อู้ฟู่ไปตามๆกัน

แถมเลือกตั้งเสร็จยังได้เคลมผลงานกวาด ส.ส.แลกโควตารัฐมนตรี


สรุปผู้มีบารมีนอกพรรคพลังประชารัฐกวาดโควตาทั้งสายตรงสายอ้อม ฟาดไปเกือบครึ่ง ครม.

เหลือแต่ก้าง กระทรวงเกรดบี เกรดซี ให้นักเลือกตั้งอาชีพแย่งกัน

ในสถานการณ์ของทีมที่โดนหักหลัง พลาดเป้าหมายที่หวังไว้ก็คือกลุ่มสามมิตร นำโดยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายอนุชา นาคาศัย ต้องวืดทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรฯ ที่ตีตราจองไว้ตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้ง

แต่ด้วยเหลี่ยมเขี้ยว บวกพลัง ส.ส.ในกำมือที่ออกแรงรบมาด้วยลำแข้งกว่า 30 ที่นั่ง สำแดงพลังจนนายสุริยะ ได้โควตา รมว.พลังงาน นายสมศักดิ์ ยอมนั่ง รมว.ยุติธรรม นายอนุชา ขึ้นแท่น รมช.คลัง

“สมศักดิ์-สุริยะ” ไม่ยอมหามท็อปบูตตีตั๋วต่ออำนาจฟรีๆ

และนั่นก็ไปกระแทก “เสี่ยตั้น” นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เบอร์หนึ่งพลังประชารัฐ ที่จองโควตา รมว.พลังงาน ถือตั๋วทุนยักษ์ใหญ่ กระเด็นไปนั่ง รมว.ศึกษาธิการ

ทำให้เกิดอาการเต้นเป็นเจ้าเข้า “ก๊วน กปปส.” ในทีมพลังประชารัฐ ผนึกกำลังสื่อขาใหญ่ เปิดแนวรบถล่มกลุ่มสามมิตร กระพือกระแสต้าน อัดแหลก “สุริยะ–สมศักดิ์” สกัดไม่ให้ยึดแป้น รมว.พลังงาน

ลามถึงขั้นมีการปล่อยกระแสปฏิวัติ “ยึด” อำนาจภายในพลังประชารัฐ


พล.อ.ประยุทธ์ จะมานั่งเป็นหัวหน้าพรรคแทนนายอุตตม สาวนายน นายณัฏฐพล ยึดแท่นเลขาธิการพรรคแทนนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ โดยมี “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั่งเป็นประธานกุนซือ

ยกสถานะเป็น “พรรคทหาร” เต็มร้อย

สวนกระแสที่ “บิ๊กป้อม” จะไม่ไปต่อ เพราะถูกเวนคืนเหลือเก้าอี้รอง นายกฯอย่างเดียว

ตามรูปการณ์ศึกในแฝงทีมพลังประชารัฐส่อล่อกันหนักๆ ที่น่าห่วงสุดก็คือทีม “4 กุมาร” ศิษย์รัก “สมคิด” ที่อุตส่าห์ลงแรงตั้งพรรคมาตั้งแต่ต้น แต่การันตีเก้าอี้แค่นายอุตตม ได้นั่ง รมว.คลัง กับนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษาฯ ส่วนนายสนธิรัตน์ เป็น รมว.อุตสาหกรรม

แต่ที่หลุดเฟรมคือนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ถูกวางตัวไว้ที่ รมว.ดิจิทัลฯ แบบถูกฝาถูกตัว ตามคุณสมบัติครบเครื่อง คนรุ่นใหม่ เก่ง ซื่อสัตย์ มือสะอาด สุดท้ายโดนเบียดกระเด็น

ชื่อ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” โผล่มาประกาศจองเก้าอี้ไว้ให้ “น้องข้านั่ง”

มันเป็นอะไรที่สะท้อน ครม. “ลุงตู่” ภาค 2 ยังเน้นแจกจ่ายเก้าอี้รัฐมนตรีตามโควตา ล่อใจพรรคร่วมรัฐบาลด้วยการแบ่งเค้กก้อนโต จัดผลประโยชน์ตามอำนาจแฝงความเกรงใจพี่ๆน้องๆ

รัฐบาลเปลี่ยนผ่าน ปลอดจากการปฏิรูปการเมืองโดยสิ้นเชิง

ตามสภาพรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ท่ามกลางความไม่พอใจ อาการแค้นฝังลึกในกลุ่มแก๊งต่างๆทั้งในรัฐบาลและภายในพรรคพลังประชารัฐ พร้อมหักลำกันได้ทุกขณะ

ในจังหวะแรงเสียดทานภายนอก ทีม “นายใหญ่” จ้องรอพลิกขั้ว

ท่ามกลางคลื่นพายุที่กำลังก่อตัวจากปรากฏการณ์ “อีช่อ–นางช่อ” ฝ่ายไล่ล่า ฝ่ายหนุน น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ โซ้ยกันนัวกับปมโพสต์ “มิบังควร”

“การเมืองใหม่” กับ “การเมืองเก่า” กำลังบี้กันในกระบวนความคิดของสังคม

อารมณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องประคองผลประโยชน์ทางการเมือง แลกกับการไปต่อในเกมอำนาจ นำทีม “ฝ่าดงระเบิด” ในสงครามความคิดคนไทย.

“ทีมการเมือง”

วัดใจลุงตู่ด่านสุดท้าย

ยังปิดจ๊อบไม่ลงตัว “ครม.ลุงตู่” ภาค 2

เอาที่ชัวร์ๆมีแค่โควตาในส่วนพรรคร่วมรัฐบาล “ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์” ที่ได้ครองกระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ ครบเครื่องตามดีลเดิมที่ “ขาใหญ่” บางรายเคยไปเจรจานอกรอบไว้

ในช็อตที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องออกโรงทุบโต๊ะ แบ่งเค้ก ครม.ด้วยตัวเอง บริหารความพึงพอใจให้พรรคร่วมรัฐบาลจนนิ่งได้ในระดับหนึ่ง

ยอมกลืนเลือด ปล่อยให้ “ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” ได้สัมปทานขุมทรัพย์ “พาณิชย์-คมนาคม” แลกกับการลดแรงเสียดทานการทำงานระหว่างพรรคที่ตั้งท่าแตกหัก ตั้งแต่ยังไม่ทันออกสตาร์ตการทำงาน

แม้รายชื่อทีม ครม.ของพรรคร่วมรัฐบาลที่ปรากฏออกมาตามหน้าสื่อจะมีเสียงยี้ แต่ต้องทำใจรับสภาพตามเงื่อนไขที่ตกลงร่วมกันมา

ตามสถานะที่กำลังจะแปรเปลี่ยนไปของ “ลุงตู่” ในฐานะนายกฯที่มาจากกลไกประชาธิปไตยอย่างถูกต้องตามกติกา ไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดชี้ขาดการตัดสินใจได้เหมือนในอดีต

ทำได้แค่เจียระไนทีม ครม.ชุดใหม่ให้ดูขี้เหร่น้อยที่สุด

ยังไงก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีพวกเต้าหู้ยี้แทรกเข้ามาในทีม

“ลุงตู่” โชว์ฝีมือเคลียร์ใจ ประสานผลประโยชน์พรรคร่วมรัฐบาล สยบรอยร้าวนอกพรรคได้สำเร็จ จะเหลือที่ยังชุลมุนอยู่คือ ศึกในพรรคพลังประชารัฐ

ที่ดูเหมือนจะจบแต่ยังไม่จบ

แม้ล่าสุด นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จะระบุได้ส่งรายชื่อรัฐมนตรีในส่วนพรรคพลังประชารัฐให้ “บิ๊กตู่” เรียบร้อยแล้ว เพื่อกลบแรงกระเพื่อมการแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี

แต่ก็ซ่อนร่องรอยขบเหลี่ยมการเกลี่ยโควตารัฐมนตรีไม่ลงตัวของกลุ่มก๊วนต่างๆภายในพรรคไม่มิด

เรื่องของเรื่องก็เป็นผลต่อเนื่องจากการเสียโควตากระทรวงสำคัญให้พรรคร่วมรัฐบาล ทำให้การจัดสรรเก้าอี้ ครม.ในทีมพลังประชารัฐรวนตามไปด้วย

จากที่เคยแบ่งสัมปทาน จัดสรรเก้าอี้กันไว้เรียบร้อย ต้องมาเขย่ากันใหม่ กลุ่มสามมิตรที่เสียกระทรวงหลักให้กับ “ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” เลยต้องมาแย่งเค้กกับก๊วนอื่นๆ

อย่างที่เห็นกรณี “เดอะตั้น” นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พยายามทวงโควตาเก้าอี้ รมว.พลังงานคืนมา ไม่ยอมรับเก้าอี้ รมว.ศึกษาธิการ ตามที่มีการสับโผกันวุ่นวาย หลังจากโผ ครม.ล่าสุดเก้าอี้กระทรวงพลังงานเปลี่ยนมือไปเป็นของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตร

สอดรับไปกับการปั่นกระแสขุดคุ้ยคดีความในอดีตของบรรดาตัวเต็งรัฐมนตรีในกลุ่มสามมิตร ถลกแผลเก่าให้สังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

สร้างปมหวาดระแวง ไม่รู้คนในปล่อยของล่อกันเองหรือไม่ เพื่อกันท่าไม่ให้ถูกแย่งโควตารัฐมนตรี

เลยเถิดไปถึงขั้นปั่นข่าวเตรียมโละทีมกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ให้ “ลุงตู่” ถือธงนำ นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคด้วยตัวเอง เปลี่ยนทีมบริหารใหม่ยกลอต

ก็ต้องวัดใจ “บิ๊กตู่” กล้ารับความเสี่ยงที่จะตามมาหรือไม่ อย่างที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้แง่คิด หากพรรคถูกคดีร้ายแรง ผลร้ายจะตกมาถึงหัวหน้าพรรคด้วย

นั่นหมายถึง ถ้าพลังประชารัฐถูกยุบพรรค “ลุงตู่” ย่อมหมดอนาคตตามไปด้วย เผลอๆมีคดีอาญาติดตัวพ่วงท้ายมาอีก จะกล้าเสี่ยงหรือไม่

สถานการณ์พลังประชารัฐชักอลเวงขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยนิ่งสุดกลับมีแรงกระเพื่อม ทั้งปล่อยข่าวและแย่งเก้าอี้กันชุลมุน

พวกขาใหญ่ไม่มีเหนียม ประกาศเป็นเจ้าของโควตารัฐมนตรี ประเคนเก้าอี้ให้คนในครอบครัวนั่ง

ล็อกเก้าอี้ รมต.เหมือนเป็นสมบัติประจำตระกูล

ขณะเดียวกัน มือเศรษฐกิจอย่าง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ มีท่าทีลังเลเรื่องไปต่อ หากไม่ติดสัญญาใจกับ “ลุงตู่” จะอยู่ช่วยทำงาน

ตามการประเมินทิศทางลมแล้ว คงทำงานลำบาก เพราะเสียกระทรวงหลัก “คมนาคม-พาณิชย์” ให้พรรคร่วมรัฐบาล ไม่สามารถคอนโทรลนโยบายหลักได้ต่อเนื่อง ขณะที่นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ทีมงาน 4 กุมารของ “สมคิด” ที่ถูกวางตัวเป็น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ก็หลุดโผจากตำแหน่งโค้งสุดท้าย

ทีมเศรษฐกิจหลักมาไม่ฟูลทีม เพราะต้องถูกเฉือนถูกแบ่งโควตา เพื่อจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงล็อก

ต้องลุ้นวัดใจ “ลุงตู่” ในด่านสุดท้าย จะสกรีนรายชื่อรัฐมนตรีให้เหมาะสมได้แค่ไหน

หากปล่อยให้เสือ สิงห์ กระทิง แรด เพ่นพ่านเต็มรัฐบาลใหม่

“ลุงตู่” จะตามกำราบไหวรึเปล่า.

ทีมข่าวการเมือง

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562

รับพระบรมราชโองการนายกฯ "บิ๊กตู่" รู้ตัว บอกใจเย็นอยู่แล้ว


นัดจัดโผครม.ทันที! ทั้ง2ป.-สมคิด-วิษณุ รวม 4 กุมารแบเบอร์ สามมิตร-แห้วหมด อดเกษตรคมนาคม ได้แค่พลังงาน-ยธ.

“บิ๊กตู่” รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกฯ ประกาศจะทุ่มเททำงานซื่อสัตย์สุจริต ใช้งบฯโปร่งใสป้องกันทุจริตคอร์รัปชัน พรรคร่วมเตือนใจเย็นลงบ้าง ลุยจัดโผต้องพูดคุยหาจุดลงตัวให้ได้ พปชร.เขย่าโผใกล้ลงล็อก 4 กุมารมาครบ “อุตตม” คุมคลัง “สนธิรัตน์” อุตสาหกรรม “กอบศักดิ์” ดีอี “สุวิทย์” อุดมศึกษา ปลอบใจ “สามมิตร” “สุริยะ” ฮุบพลังงาน “สมศักดิ์” ไปยุติธรรม “สันติ-อนุชา” ช่วยคลัง ก๊วน กปปส.ก็เฮ “ณัฏฐพล” นั่งศึกษาฯ “พุทธิพงษ์” รมต.สำนักนายกฯ ตกรางวัล “ธรรมนัส” เจ้าพ่อแรงงาน “กษิต” ไขก๊อกออกจาก ปชป.อีกคน “จุรินทร์” ย้ำนโยบายรัฐบาลต้องมีแก้จน สร้างคน สร้างชาติ-ประกันพืชผล หมดยุคโละสติกเกอร์ “มาร์ค” ทิ้ง “วราวุธ” เชื่อ ครม.คลอดหลังเวทีอาเซียน พท.-อนค.บี้หนัก เปิดชื่อ กก.สรรหา ส.ว. “วิษณุ” ยอมรับมี กก.ถูกเสนอชื่อเป็น ส.ว. จับตา ม.44 เลิกคำสั่ง คสช.คุมสื่อ

รัฐบาล “ประยุทธ์ 2” เริ่มเดินเครื่อง หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศจะทุ่มเททำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จะใช้จ่ายงบประมาณด้วยความโปร่งใส และป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน


“บิ๊กตู่” รับพระบรมราชโองการ

เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 11 มิ.ย. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล บรรดาตัวแทนพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่ได้รับเชิญมาร่วมพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ทั้ง 19 พรรค ทยอยเดินทางมาร่วมพิธี มีนายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ มาถึงเป็นคนแรก สำหรับตัวแทนจากพรรคต่างๆ อาทิ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายวราวุธ ศิลปอาชา ประธานยุทธศาสตร์และนโยบายพรรคชาติไทยพัฒนา ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา นายชัชวาลย์ คงอุดม หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท มีเพียงนายดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทยเท่านั้น ที่ไม่ได้มาร่วมพิธี ทำให้มีตัวแทนพรรคการเมืองเหลือ 18 พรรค

จะทุ่มเททำงานซื่อสัตย์สุจริต

ต่อมาเวลา 13.35 น. นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้เชิญพระบรมราชโองการ มายังห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทำพิธีรับพระบรมราชโองการ มีนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา ร่วมในพิธี เมื่อเสร็จพิธี พล.อ.ประยุทธ์และตัวแทนพรรคการเมืองเดินมายังห้องสีม่วงตึกไทยคู่ฟ้า นายกฯกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณว่า “ในวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นับเป็นเกียรติยศและเป็นสิริมงคลอย่างสูงสุดแก่ชีวิตอย่างหาที่สุดมิได้ ผมและครอบครัวรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นล้นพ้น และขอเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ทั้งจักปฏิบัติงานสนองพระราชปณิธานตามพระปฐมบรมราชโองการ ผมขอยืนยันว่าจะทุ่มเททำงานตามมาตรฐานจริยธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ จะเพียรพยายามมุ่งมั่นทำงาน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทุกสาขาอาชีพ ทุกช่วงวัย ขับเคลื่อนประเทศในทุกด้าน”


ยึดโปร่งใสป้องทุจริตคอร์รัปชัน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า จะป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ สร้างความเข้มแข็ง ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีรายได้น้อย ด้วยการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอย่างโปร่งใส ตาม พ.ร.บ.การเงินการคลัง และเอกชนมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก สร้างสรรค์สังคมให้มีความรัก ความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ เกื้อกูลกันในทุกโอกาสเพื่อความกินดี อยู่ดี และความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน พร้อมจะปกป้องรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิแห่งสถาบันชาติ ศาสนา ตลอดจนจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักยิ่งของประชาชนชาวไทย ขอบคุณ ส.ส. และ ส.ว. ที่ทำหน้าที่อย่างเต็มความรู้ความสามารถ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ ขอบคุณพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่สนับสนุนและให้โอกาสทำหน้าที่นายกฯอีกวาระหนึ่ง เพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างที่ทุกท่านตั้งใจไว้ ขอบคุณประชาชนชาวไทย ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานทุกภาคส่วน ที่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และหวังว่าทุกท่านจะเป็นพลังคอยเกื้อหนุน นำพาประเทศไทยให้สงบร่มเย็น มั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนตลอดไป

ขอทุกฝ่ายร่วมมือทำชาติมั่นคง

จากนั้นนายกฯได้เข้ามาขอบคุณแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล และเชิญไปถ่ายรูปพร้อมกันที่เชิงบันไดทางขึ้นห้องทำงานในตึกไทยคู่ฟ้า และเดินมายังตึกภักดีบดินทร์ นายกฯกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ขอบคุณสื่อทุกคนทั้งคนไทยและต่างประเทศ ที่ให้เกียรติมาร่วมพิธีสำคัญวันนี้ ให้คำมั่นสัญญาไปแล้วว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ร่วมกับ ส.ส. และ ครม.ที่จะมีการจัดตั้งขึ้น ขอให้ทุกคนร่วมมือกันทำให้ประเทศมั่นคง ปลอดภัย ยั่งยืน ต่อไปเราจะมีแต่รอยยิ้มให้กัน เมื่อถามว่ารายชื่อ ครม.จะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายได้เมื่อใด พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่า “ยังไม่ได้รับรายงานนะจ๊ะ ยังไม่ได้คุยกัน เพิ่งเป็นนายกฯวันนี้”

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ

วันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีว่า พระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาลงมติ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2562 เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา จึงแต่งตั้งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 9 มิ.ย.2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราช โองการ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร


พรรคร่วมเตือนให้ใจเย็นทำงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์เดินพูดคุยทักทาย พร้อมกล่าวขอบคุณตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลที่สนับสนุนให้ได้เป็นนายกฯสมัยที่ 2 จากนี้จะทำงานอย่างเต็มที่ ขอให้ทุกคนช่วยกัน และยินดีที่จะทำงานร่วมกับทุกคน มีหนึ่งในตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลกล่าวให้กำลังใจ พร้อมขอให้นายกฯใช้ความใจเย็นในการทำงานหลังจากนี้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ตอบกลับว่า “รู้อยู่แล้ว ตัวเองใจเย็นอยู่แล้ว”

ต้องหาทางพูดคุยจุดลงตัวให้ได้

ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 08.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามปกติ โดยก่อนเข้าประชุม ผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกตื่นเต้นหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “เป็นปกติก็เหมือนทุกวันนั่นแหละ” ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์แถลงหลังการประชุมถึงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล ว่า หลังพิธีรับพระบรมราชโองการฯ จะคุยกับพรรคต่างๆได้ตามกฎหมาย ที่ผ่านมาเห็นแต่ในสื่อที่เขียนเชิงวิเคราะห์ วันนี้ต้องหาทางพูดคุยกัน โดยคำนึงถึงความเหมาะสม หาจุดลงตัวให้ได้ คำนึงถึงผลประโยชน์ชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ส่วนนโยบายที่พรรคต่างๆเสนอขึ้นมา ล้วนเป็นประโยชน์ต่อประเทศทั้งสิ้น ในฐานะที่เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ต้องเป็นรัฐบาลของคนไทยทั้งประเทศ การนำเอานโยบายมาปรับให้สอดคล้องกับงบประมาณ ต้องดูทั้งแผนงานเดิมและแผนงานใหม่ คิดว่าคงเรียบร้อยโดยเร็ว

โยน “วิษณุ” แจงปมสรรหา ส.ว.

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงการเตรียมยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. และประกาศ คสช. ตามมาตรา 44 ว่า คำสั่งมาตรา 44 ไม่ได้อยากจะมีเอาไว้ อันไหนที่ไม่จำเป็นต้องยกเลิก กำลังเร่งรัดฝ่ายกฎหมายดำเนินการให้เร็วที่สุด ส่วนที่กังวลว่าหากไม่ยกเลิก อำนาจ คสช.บางส่วนยังคงอยู่นั้น ตรงนี้ไม่ต้องกังวล ทุกอย่างจะเสร็จก่อนมีรัฐบาลใหม่ และรัฐบาลใหม่จะมีผลต่อเมื่อมีการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วเท่านั้น รัฐบาลชุดนี้ยังมีอำนาจในการทำหน้าที่อยู่ ส่วนคำสั่ง คสช.ไม่ให้เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการสรรหา ส.ว. อาจส่งผลให้การแต่งตั้ง ส.ว.เป็นโมฆะนั้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงแล้ว ส่วนรายชื่อสำรอง ส.ว.อีก 50 คน ส่งไปที่ประธานวุฒิสภาแล้ว จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป เมื่อถามถึงกระแสข่าวจะเชิญพรรคประชาชาติมาร่วมรัฐบาลด้วย พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธที่จะตอบ เดินส่ายหัวกลับขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าทันที

“ป้อม-ป๊อก” ออกตัวไม่รู้ได้ไปต่อ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ได้แสดงความยินดีเป็นการส่วนตัวกับ พล.อ.ประยุทธ์ที่ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นนายกฯอีกสมัย ต้องทำหน้าที่ต่อไป ส่วนตนจะได้ทำหน้าที่ต่อหรือไม่ยังไม่รู้ เพราะขณะนี้เดินไม่ค่อยไหวแล้ว เมื่อถามว่านายกฯอาจเชิญมาร่วมงานอีกครั้ง พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่รู้ สื่อก็คิดกันไปเอง เมื่อถามย้ำว่ามีข่าว พล.อ.ประยุทธ์ทาบทามพรรคประชาชาติให้มาร่วมรัฐบาล พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่รู้ ส่วนการเปิดเผยชื่อคณะกรรมการสรรหา ส.ว. เดี๋ยวคงเปิดเผย แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นเมื่อไหร่ แต่ยืนยันว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญแน่นอน

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวเพียงสั้นๆก่อนเข้าประชุม ครม.ว่า ยังไม่ได้รับการทาบทามให้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลหน้า การพูดคุยก็ยังไม่มี

“ธนกร” ปัดขัดแย้ง “ธรรมนัส”

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า เป็นเด็กที่เคารพผู้ใหญ่เสมอมา แต่มีหน้าที่ตามที่พรรคมอบหมายให้ด้วย การแสดงความเห็นเรื่องการจัด ครม.ด้วยความหวังดี และห่วงใย อยากให้ทุกฝ่ายยึดประโยชน์ประเทศและประชาชนเป็นหลัก เชื่อว่าประชาชนเข้าใจดี ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริหารพรรค สุดท้ายนายกฯจะเป็นผู้พิจารณาคนที่เหมาะสมตามอำนาจของท่าน ส่วนกรณีที่นายธรรมนัส พรมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ ออกมาเบรกนั้น ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคตนเคารพนับถือเป็นพี่ ท่านมีหน้าที่ของท่านแบบหนึ่ง ตนก็มีหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอีกแบบหนึ่ง ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ที่ผ่านมาคอยปกป้องพรรคและ พล.อ.ประยุทธ์มาตลอด เพราะมั่นใจว่าตั้งใจทำงานให้ประเทศและประชาชน

“อุตตม” แง้มอีกไม่กี่วันเห็นโฉม

จากนั้นเวลา 17.15 น. นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กชี้แจงความคืบหน้าการจัดโผ ครม. ระบุว่า มั่นใจว่านับจากวันนี้ประเทศไทยจะเดินหน้าอย่างรวดเร็วและมั่นคง เชื่อมั่นในความเป็นผู้นำของนายกฯ จะสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้มีประสิทธิภาพ อีกไม่กี่วันประชาชนจะทราบรายชื่อบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในแต่ละกระทรวง พรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯจะดำเนินการสรรหาบุคคลที่เหมาะสมกับแต่ละตำแหน่ง ภารกิจสำคัญของชาติมีมากมาย งบประมาณปี 2563 ต้องได้รับการพิจารณาอย่างเร่งด่วน โครงการสำคัญๆต้องได้รับการสานต่อ เศรษฐกิจประเทศต้องขับเคลื่อน ประชาชนต้องได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม “ผมยืนยันครับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดใหม่นี้ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ ไม่ใช่เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง”

“ลุงตู่” ลงเคลียร์ปัญหาจัดทัพเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคพลังประชารัฐว่า หลังการแบ่งโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีไม่ลงตัว ล่าสุดทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นนายกฯ ได้ลงมาแก้ปัญหาทันที เริ่มต้นเคลียร์ปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐเป็นอันดับแรก มีรายงานว่าหลังเสร็จพิธีฯ พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลเมื่อเวลา 15.40 น. ซึ่งเร็วกว่าปกติทุกวัน โดยได้เรียกแกนนำพลังประชา-รัฐหารือเคลียร์เก้าอี้รัฐมนตรีภายในพรรค ณ สถานที่แห่งหนึ่ง นำโดยนายอุตตม นายสนธิรัตน์ แกนนำกลุ่มสามมิตร และแกนนำกลุ่มต่างๆภายในพรรค

4 กุมารมาครบ–“สุริยะ” คุมพลังงาน

สำหรับ 4 อดีตรัฐมนตรี เบื้องต้น นายอุตตมได้เก้าอี้ รมว.คลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค จะดำรงตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม นาย สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค ได้เก้าอี้ รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมและนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค ได้เป็น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่กลุ่มสามมิตร หลังพยายามเดินเกมดึงเก้าอี้ รมว.คมนาคม และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ คืนมาจากพรรคร่วม แต่ หลัง พล.อ.ประยุทธ์ลงมาเคลียร์เอง เบื้องต้นนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จะไปนั่ง รมว.พลังงาน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็น รมว.ยุติธรรม นายอนุชา นาคาศัย รมช.คลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ขณะที่กลุ่ม กทม.นำโดยนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ จะไปนั่งเป็น รมว.ศึกษาธิการ ส่วนนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายอิทธิพล คุณปลื้ม รองหัวหน้าพรรค กลุ่มชลบุรี จะไปเป็น รมว.วัฒนธรรม และนายธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำภาคเหนือ ไปนั่งเป็น รมว.แรงงาน

“พี่ใหญ่–พี่รอง–สมคิด–วิษณุ” ไปต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนแกนนำคนอื่นในรัฐบาลนี้ยังอยู่กันครบ ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายกฯขอให้อยู่ช่วยงานต่อ นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่า พรรครวมพลังประชาชาติไทย จะได้เก้าอี้ รมว.ต่างประเทศ โดยนายกฯย้ำให้หาคนที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา ได้รับจัดสรร 2 ตำแหน่ง โดยยังเป็นโควตาเดิม คือ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีนายวราวุธ ศิลปอาชา กำกับดูแล ขณะที่ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ยังเป็นของนายประภัตร โพธสุธน ส่วนพรรคชาติพัฒนา จะได้ 1 เก้าอี้ คือ รมช.อุตสาหกรรม

ภท.ยังฝุ่นตลบแย่งเก้าอี้ 4 รมช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยยังคงเป็นดีลเดิม โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค จะนั่งรองนายกฯควบ รมว.สาธารณสุข นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ไปนั่ง รมว.คมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ สามีนางนาที รัชกิจประการ เหรัญญิกพรรค จะไปนั่ง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ส่วนอีก 4 ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยที่ได้คือ รมช.ศึกษาธิการ รมช.มหาดไทย รมช.เกษตรและสหกรณ์ และ รมช.พาณิชย์นั้น ขณะนี้ยังไม่นิ่ง เบื้องต้นมีชื่อนายชาดา ไทยเศรษฐ์ รองหัวหน้าพรรค อาจได้นั่ง รมช.มหาดไทย หรือ รมช.เกษตรฯ ขณะที่กลุ่มอื่น เช่น กลุ่มปราจีนบุรี ของนายสุนทร วิลาวัลย์ มีความพยายามต่อรองเก้าอี้ รมช.กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งให้กับบุตรสาว คือนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ ด้านนายวีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หรือกำนันป้อ ก็ต้องการโควตาให้กลุ่มโคราชเช่นกัน หลังทำคะแนนเข้าเป้า และผู้ใหญ่ในพรรคเคยตกลงว่าถ้าทำคะแนนเข้าเป้าจะมีเก้าอี้รัฐมนตรีตอบแทนให้

“กษิต” ไขก๊อกออกจาก ปชป.อีกคน

เมื่อเวลา 08.50 น.ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศ ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ นายกษิต กล่าวว่า มองว่าพรรคขับเคลื่อนในทิศทางที่ต่างกับตนเอง ตัดสินใจอยู่หลายวันก่อนมายื่น และแจ้งต่อผู้ใหญ่ในพรรคทั้งทางวาจาและเป็นหนังสือ 4 หน้า ถึงมุมมองและอุดมการณ์ในฐานะนักเสรีประชาธิปไตย เนื้อหาในหนังสือระบุถึง 3 เรื่อง คือทำไมพรรคถึงแพ้การเลือกตั้ง แนวทางการปฏิรูปพรรค และทิศทางการเมืองของพรรค ยอมรับว่าที่ตัดสินใจลาออกเพราะมติพรรคที่ให้ไปร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ แต่ยืนยันว่าแม้จะลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ยังสามารถทำงานร่วมกันได้เพราะเป็นเพื่อนกัน ยืนยันว่าจะยังคงทำงานขับเคลื่อนแนวคิดเสรีประชาธิปไตยต่อไป เพื่อให้มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ไม่เอากับประชานิยม เผด็จการ และการทุจริตประพฤติมิชอบ ขอขอบคุณนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ให้โอกาสเข้ามาสู่เวทีการเมือง และชักชวนให้เข้ามาทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์จนได้ตำแหน่งทางการเมือง

เดินหน้าขับเคลื่อน “กลุ่มพลังที่ 3”

นายกษิตกล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้มีสมาชิกพรรคทยอยลาออก จึงเชิญทุกคนที่มีแนวคิดเดียวกันมาร่วม “กลุ่มพลังที่ 3” ทางการเมือง ที่มีธรรมาภิบาลกำกับ โดยมีการพูดคุยกับกลุ่มเอ็นจีโอ และนักวิชาการ แต่คงยังไม่ตั้งพรรคการเมืองเพราะไม่ใช่เรื่องง่าย จึงเริ่มต้นด้วยการหาแนวร่วมกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน และยังไม่มีการชักชวนนายอภิสิทธิ์ให้มาร่วม แต่พูดคุยกับนายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ “นัทไฮโซ” อดีตกลุ่มนิวเดม เพราะมองเห็นว่าสามารถทำงานการเมืองได้ แม้จะไม่ใช่ ส.ส.ก็ตาม

บ่นเสียดายคน ปชป.ทยอยออก

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ไม่ประสงค์จะเห็นใครลาออกจากพรรค แต่ต้องเคารพความเห็นแต่ละคน แต่ยังมีผู้ปรารถนามาทำงานร่วมกับพรรคในอนาคตอีกหลายคน ทั้งนี้มติพรรคที่เข้าร่วมรัฐบาลเป็นความเห็นของคนส่วนใหญ่ ต้องเคารพและต้องฟันฝ่าอุปสรรคปัญหาทั้งปวง รู้อยู่ว่าเมื่อตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งไปจะมีผลกระทบทั้งทางบวกทางลบ มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการพิสูจน์ด้วยการสร้างผลงานในรัฐบาลให้ประชาชนเห็นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้พรรคเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในอนาคต ตนจะพยายามทำให้ดีที่สุดและทำให้เต็มที่

ย้ำนโยบายรัฐบาลต้องมีแก้จนฯ

นายจุรินทร์ยังกล่าวถึงการจัดทำนโยบายร่วมกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ยังยืนยันนโยบายแก้จน สร้างคน สร้างชาติ นโยบายการประกันรายได้พืชผลการเกษตร ที่พูดไม่ได้ประสงค์จะกดดัน เพียงแต่เป็นเงื่อนไขที่พรรคแกนนำรับไปแล้ว เป็นหัวใจสำคัญที่พรรคมองเห็นว่าปัญหาใหญ่ไม่ใช่เศรษฐกิจไม่เจริญเติบโต แต่ยังไม่ลงไปสู่รากหญ้า เพราะราคาพืชผลการเกษตรและเศรษฐกิจฐานรากยังมีปัญหาอยู่ จึงเป็นที่มาและหัวใจสำคัญที่พรรคเข้าไปมีส่วนร่วมคลี่คลายปัญหานี้ นโยบายแก้จน สร้างคน สร้างชาติ และการประกันรายได้เกษตรกรจะเป็นหัวใจสำคัญ มั่นใจว่าจะเป็นนโยบายร่วมของรัฐบาล ส่วนนโยบาย สปก.ที่มีข่าวว่าพรรคพลังประชารัฐจะผลักดันเรื่องที่ดินทองคำ ยังไม่ทราบรายละเอียด ทั้งหมดก็ต้องหารือกัน

โควตา รมต.ต้องยุติในที่ประชุม

เมื่อถามถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาวางตัวคนเป็นรัฐมนตรี นายจุรินทร์ตอบว่า ยังไม่ได้กำหนดขั้นตอนและหลักเกณฑ์การพิจารณา คงต้องเริ่มจากพิจารณาคุณสมบัติบุคคลที่เข้าข่าย โดยที่ประชุมร่วม ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคจะเป็นผู้พิจารณาขั้นตอนสุดท้ายว่าบุคคลใดเหมาะสม ส่วนจะใช้หลักเกณฑ์ตามสัดส่วน ส.ส.แต่ละภาคหรือไม่นั้น ต้องหารือและรับฟังว่าควรใช้หลักเกณฑ์อะไร เมื่อถามย้ำว่าจะมีปัญหาภายในพรรคหรือไม่ นายจุรินทร์ตอบว่า ปัญหายังไม่เกิดขึ้น จะหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องมีการประสานงานจากพรรคร่วมมาว่าต้องการให้ทุกอย่างเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ อย่างไร พรรคก็ดำเนินการตามนั้น

หมดยุค “มาร์ค” โละสติกเกอร์ทิ้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า หลังมีการเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์เป็นชุดใหม่ เริ่มมีการทยอยปรับปรุงสถานที่ภายในพรรค อาทิ ห้องทำงานในอาคารควงอภัยวงศ์ โดยเฉพาะห้องทำงานเดิมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ห้องแถลงข่าว และห้องทำงานสื่อมวลชน ล่าสุดเจ้าหน้าที่พรรคได้ทำการลอกสติกเกอร์รูปนายอภิสิทธิ์ ที่ติดมาตั้งแต่ปี 2556 ในอิริยาบถต่างๆ ไว้บนกระจกทั้งด้านหน้าอาคารสำนักงานพรรค อาคารควงอภัยวงศ์ และอาคาร 100 ปี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ออก

เชื่อ ครม.คลอดหลังเวทีอาเซียน

ขณะที่นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์และนโยบายพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า พรรคชาติไทยพัฒนาพร้อมส่งตัวแทนเข้าประชุมร่วมกับพรรคแกนนำ นำเสนอนโยบายเพื่อพิจารณายกร่างนโยบายของรัฐบาล สำหรับนโยบายที่พรรคเตรียมเสนอคือประเด็นที่พรรคได้หาเสียงไว้กับประชาชน อาทิ ด้านการเกษตร การศึกษา การสาธารณสุข สังคม รวมถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำเสนอในภาพรวม ไม่ได้ยึดติดว่าพรรคจะได้รับเก้าอี้กระทรวงใด เพราะนโยบายต้องได้รับการสานต่อ และยังไม่ได้รับการประสานให้ส่งชื่อบุคคลที่จะเสนอให้เป็นรัฐมนตรีเช่นกัน เชื่อว่าต้องรอให้พ้นการจัดประชุมสุดยอดอาเซียน ระหว่างวันที่ 22-23 มิ.ย.ไปก่อน ให้ ครม.ชุดปัจจุบันประชุมไปก่อน ให้เกิดความต่อเนื่อง

มองแง่ดีแก้ รธน.ทำหันหน้าหากัน

นายวราวุธกล่าวอีกว่า การเมืองหลังจากนี้โดยเฉพาะการเมืองในสภาฯจะเป็นไปอย่างกระตือรือร้น เพราะเสียงของสองฝ่ายใกล้เคียงกัน การประชุมหรือลงคะแนนแต่ละครั้ง ส.ส.ต้องมีวินัย ไม่ขาดประชุม ส่วน ส.ส.ที่อาจต้องไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เชื่อว่าจะไม่เป็นปัญหากับจำนวนสมาชิกในห้องประชุม หรือการลงมติ หากการลงมติในร่างกฎหมายใดรัฐมนตรีที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เสียงอาจจะหายไป ในส่วนของพรรคไม่มีปัญหา เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 มาตรา นายวราวุธตอบว่า เพื่อให้เกิดความร่วมมือทุกฝ่าย มองว่าประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นโอกาสที่ดี ที่ ส.ส.ทุกฝ่ายจะร่วมหารือกันและทำงานให้เดินหน้า ไม่ใช่แบ่งฝ่าย หากยังยึดติดการแบ่งฝ่าย วังวนปัญหาเก่าจะกลับมาไม่รู้จบ

ภท.สงสัยผู้ใหญ่ให้ท้าย “ธนกร”

นายประมวล เอมเปีย อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า จากกรณีที่รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าวพาดพิงถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตามมารยาททางการเมือง การเจรจาเชิญพรรคอื่นเข้าร่วมรัฐบาล ผู้ใหญ่ของแต่ละพรรคจะเจรจากันเองเพื่อแบ่งงาน และเขียนนโยบายรัฐบาลร่วมกัน แต่กลุ่มก๊วนในพลังประชารัฐยังงอแง จะกลับคำพูดขอเปลี่ยนกระทรวงตามที่ตกลงกัน ไม่มีใครเขาทำกัน การปล่อยเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมออกมาแขวะหัวหน้าพรรคอื่นแบบนี้ ต้องมีคนให้ท้ายหรือหลิ่วตาให้ ถ้าไม่มีคนหนุน เด็กมันคงไม่กล้าออกเองแน่ หากยังเล่นเกมตีสองหน้าแบบนี้ ถือว่าไม่ให้เกียรติกัน แค่เริ่มต้นยังไม่ทันตั้งรัฐบาลก็ออกลายกันแล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้จะร่วมงานกันสนิทใจได้อย่างไร แม้จะตั้งรัฐบาลได้ก็คงอยู่ได้ไม่ครบเทอม

พท.จี้ถกคำสั่งสรรหา ส.ว.ล่องหน

ที่พรรคเพื่อไทย นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากกรณีเกิดเรื่องผิดปกติที่ในราชกิจจานุเบกษาไม่ลงคำสั่ง คสช.ที่ 1/2562 ว่าด้วยเรื่องคณะกรรมการสรรหา ส.ว. นอกจากนี้ คำสั่ง คสช.ที่ 2/2562 ล่องหนหายไปจากราชกิจจาฯ นั้นอาจทำให้การโหวตนายกฯ เป็นโมฆะ เห็นว่าปัญหานี้ควรนำไปพิจารณาในที่ประชุมสภาฯ อย่างเร่งด่วน เพราะเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงประธานสภาฯ ควรยกเลิกคำสั่งงดประชุมแล้วเรียกประชุมด่วนในวันที่ 12-13 มิ.ย.นี้ เพื่อหาทางออกของประเทศร่วมกันทุกพรรค และการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลควรหยุดไว้ก่อน เพื่อรอผลการพิจารณาจากที่ประชุมสภาฯ น่าสงสัยว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือใคร ที่ทำไปเพราะไม่ต้องการให้มี ครม.ใช่หรือไม่ อาจเป็นเกมถ่วงเพื่อให้ คสช.อยู่ต่อ เพราะเมื่อ ครม.ใหม่เข้ารับหน้าที่แล้ว คสช.จะหมดอำนาจทันที


เย้ยพรรคร่วมเปิดศึกแย่งชามข้าว

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงปัญหาการขบเกลียวระหว่างพรรคแกนนำและพรรคร่วมในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลว่า อาจเพราะเกลี่ยโควตากันไม่ลงตัว การแย่งชิงอำนาจครั้งนี้หนักหนาสาหัส ไม่รู้ใครเป็นใคร ตั้งทีมมาวิ่งเต้นต่อรองทวงเก้าอี้ให้กลุ่มตัวเอง ถึงขั้นหัวหน้าพรรคหนึ่งจะเอาตะกร้อไปครอบปากคนจากอีกพรรค ปกติสถานการณ์ขู่คำรามแย่งชามข้าวทะเลาะกัน จะไม่เกิดกับกลุ่มที่มีความสามัคคีกัน และอีกไม่กี่วันจะเลือกตั้งครบ 90 วันแล้ว แต่ประชาชนยังไม่ได้รัฐบาลใหม่ จึงขอเรียกร้องให้เร่งจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว อย่าไปคิดว่าตั้งชุดใหม่ไม่ได้จะใช้ชุดเก่าทำงานไปเรื่อยๆ ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง นอกจากนี้ คำสั่งแต่งตั้งกรรมการสรรหา ส.ว.ที่ล่องหนไป เสี่ยงทำให้ ส.ว.เป็นโมฆะ ลามให้เกิดความสงสัยว่าเสียง ส.ว.ที่มาโหวต พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯจะเป็นโมฆะด้วยหรือไม่

ซัดอาจหาญกระทำการมิบังควร

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่ไม่ปรากฏคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสรรหา ส.ว.ในราชกิจจานุเบกษา สันนิษฐานได้ 2 ทาง คือ คสช.ไม่เคยแต่งตั้งกรรมการชุดนี้ หรือมีการแต่งตั้งแล้วแต่เมื่อมีคนทักท้วงจึงไปลบออก หากเป็นเช่นนั้นเท่ากับ คสช.ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ ส.ว. 250 คน เป็น ส.ว.เถื่อน ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญการปฏิบัติหน้าที่ใดๆถือว่าไม่ชอบโดยการโหวตเลือกนายกฯที่ผ่านมา หรือเท่ากับว่าเป็นนายกฯ เถื่อนด้วย กระบวนการนี้จะถือว่ามีการทูลเกล้าฯเรื่องเท็จ 2 ครั้ง 2 ขั้นตอน คือทูลเกล้าฯแต่งตั้ง ส.ว.ด้วยข้อมูลเท็จ และทูลเกล้าฯแต่งตั้งนายกฯด้วยข้อมูลเท็จอีกครั้ง ส.ว.ชุดนี้จึงเหมือนลูกไม่มีพ่อแม่ ส่วนนายกฯเหมือนลูกที่พ่อแม่ที่ลักลอบอยู่กินกัน ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นการกระทำที่อาจหาญไม่เคารพประชาชน และกระทำการมิบังควร

บี้ส่งศาล รธน. 41 ส.ส.ถือหุ้นสื่อ

ที่พรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งเรื่องให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบสมาชิกภาพของ 41 ส.ส. ที่ถือหุ้นสื่อว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ประธานสภาฯ ไม่มีอำนาจใช้ดุลพินิจใดทั้งสิ้น มีหน้าที่เพียงตรวจสอบว่า ลายเซ็นของ ส.ส.ที่เข้าชื่อครบหรือไม่ ในทางกฎหมายไม่น่ามีอะไรติดขัด ไม่มีเหตุให้เหนี่ยวรั้งได้ ตอนนี้ครบ 7 วันแล้ว อยากเรียกร้องไปยังประธานสภาฯ ให้ยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และหากยึดตามกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะใช้เวลาเพียง 7 วันเท่านั้น จะรู้ว่ารับไว้พิจารณาหรือไม่ และจะมีคำสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ คิดว่าเมื่อเทียบกันแล้วเป็นกรณีไม่ต่างกัน

เดินปลุกกระแสหวังรื้อ รธน.ทั้งฉบับ

นายปิยบุตรยังกล่าวถึงความคืบหน้าการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคอนาคตใหม่รณรงค์ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่า มีนโยบายจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะนำรูปแบบการแก้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 มาใช้ การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับอาศัยเสียงในสภาอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้ฉันทามติร่วมกันของประชาชนและพรรคการเมือง แต่ระหว่างที่ต้องสะสมพลังทางสังคม จะปล่อยเวลาไปเฉยๆไม่ได้ ต้องผลักดันประเด็นเข้าใจง่ายๆ ที่ทุกคนเห็นร่วมกันก่อน คือเรื่องอำนาจของ ส.ว. ในการลงมติเลือกนายกฯ จึงเป็นภารกิจที่ต้องผลักดันทุกช่องทางทั้งในและนอกสภา ทุกกลไก ให้สังคมเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญคือระเบิดเวลา จำเป็นต้องช่วยกันถอดสลัก ช่วงนี้อยู่ระหว่างเตรียมการสื่อสาร เชื่อว่าในสภาผู้แทนราษฎรน่าจะสะดวกโยธิน เพราะพรรคร่วมไม่เอาหลายพรรค ส่วน ส.ว.อีก 80 กว่าเสียงไม่ผ่านไม่เป็นไร แต่จะ ส่งผลให้ ส.ส.ได้มีโอกาสพูดเรื่องนี้ในสภา คนไหนที่ไม่ยอมให้แก้ ย่อมถูกกระชากหน้ากากว่าปกป้อง อำนาจของเขาอยู่

หนุน “ช่อ” คนคุณภาพไร้กังวล

เมื่อถามถึงกรณีของ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค ที่กำลังถูกโจมตีเรื่องสถาบันฯ นายปิยบุตรตอบว่า ไม่กังวล อนาคตใหม่มีจุดยืนชัดเจน ผ่านมรสุมแบบนี้มาหลายครั้ง นี่จะเป็นบทพิสูจน์ของการสร้างพรรคว่าเมื่อมีอุปสรรคจะผ่านไปได้ ยืนยันว่า น.ส. พรรณิการ์มีความสามารถ มีคุณภาพ รู้เรื่องการต่างประเทศ น่าจะเป็น ส.ส.ที่มีคุณภาพคนหนึ่ง เชื่อว่า การโจมตีทำลายล้างกันไม่เกิดประโยชน์ ส่วนคดีที่ดำเนินการก็ว่าไปตามกระบวนการ ล่าสุด น.ส.พรรณิการ์ได้รับการเชิญจากมูลนิธิคอนราร์ดฯ ไปร่วมเสวนาหัวข้อ “อิทธิพลของทหารและกองทัพกับการเมืองไทย” ด้วย

“วิษณุ” อาสาเปิดชื่อ กก.สรรหา ส.ว.

อีกเรื่อง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการตั้งข้อสังเกตกรณี คสช.ยังไม่เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการสรรหา ส.ว. อาจส่งผลให้การแต่งตั้ง ส.ว.เป็นโมฆะ ว่า รายชื่อกรรมการสรรหา ส.ว.ไม่จำเป็นต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ มาตรา 269 เขียนไว้เพียงให้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาเท่านั้น ที่ คสช.ยังไม่เปิดเผยเพราะเกรงว่าจะเกิดการวิ่งเต้น เนื่องจากไม่ได้ใช้ระบบสมัคร แต่ คสช.จะเปิดเผยรายชื่อหลังจากนี้ ไม่ได้มีอะไรปกปิด หาก คสช.ไม่เปิดเผย ตนจะขอเปิดเองก็ได้ ไม่ใช่เรื่องลำบาก ไม่เป็นปัญหาและไม่ทำให้การแต่งตั้ง ส.ว.และการโหวตนายกฯเป็นโมฆะ

ยอมรับมี กก.ถูกเสนอชื่อเป็น ส.ว.

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่ากรรมการสรรหา ส.ว.ได้สรรหาตัวเองเป็น ส.ว. นายวิษณุตอบว่า ยืนยันว่าไม่มี ตนอยู่ในคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ไม่พบว่ามีการสรรหาตัวเองเป็น ส.ว. กรรมการสรรหาแต่ละคนไม่ได้เสนอตัวเอง แต่เมื่อที่ประชุมพิจารณารายชื่อแล้วพบว่ามีกรรมการสรรหา ส.ว.ถูกเสนอชื่อให้เป็น ส.ว.เข้ามาด้วย คนที่ถูกเสนอชื่อต้องออกจากที่ประชุม โดยคณะกรรมการสรรหา ส.ว.ได้รวบรวมรายชื่อทั้งหมด 395 รายชื่อส่งให้หัวหน้า คสช. และรายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วตั้งแต่ต้น

จับตา ม.44 เลิกคำสั่ง คสช.คุมสื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อน คสช.จะหมดอำนาจหลังมี ครม.ชุดใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ฝ่ายกฎหมาย คสช.กำลังเร่งยกร่างคำสั่งหัวหน้า คสช. โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 เพื่อยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช.ที่เกี่ยวกับการการควบคุมการทำงานสื่อภายใน 1-2 วันนี้ อาทิ ประกาศ คสช.ฉบับที่ 97/2557 เรื่องการห้ามเสนอข่าวสารที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคง ความลับของหน่วยราชการ ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง ประกาศ คสช.ที่ 103/2557 แก้ไขเพิ่มเติมประกาศ คสช.ฉบับที่ 97/2557 ห้ามวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของ คสช. คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 (ข้อ 5) ให้อำนาจเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอำนาจออกคำสั่งห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือสิ่งพิมพ์หรือสื่ออื่นใด คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 41/2559 เรื่องการกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ และเร็วๆนี้จะยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. โดยโอนคดีที่อยู่ศาลทหารไปอยู่ในศาลพลเรือน

“พรเพชร” ตั้ง 28 ส.ว.ร่างข้อบังคับ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาจำนวน 28 คน เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. มี พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา เป็นประธาน นายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา และนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรรธนะ ส.ว. เป็นรองประธาน มีกรรมการ อาทิ นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ นายเสรี สุวรรณภานนท์ นายคำนูณ สิทธิสมาน พล.อ.ดนัย มีชูเวช นายอนุศักดิ์ คงมาลัย นายอำพล จินดาวัฒนะ และเป็นต้น กำหนดเวลายกร่างข้อบังคับให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ ก่อนนำเข้าที่ประชุมวุฒิสภาวันที่ 25 มิ.ย. เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาข้อบังคับการประชุม

เปิดชื่อ 50 ส.ว.สำรองล้วนหน้าเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ คสช.ที่ 2/2562 เรื่อง ประกาศรายชื่อบุคคลสำรองสำหรับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ส.ว. ดังนี้ 1.นายดอน ปรมัตถ์วินัย 2.นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ 3.นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ 4.นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร 5.นายวิชัย ทิตตภักดี 6.นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ 7.พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล 8.พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา 9.นายลือชา การณ์เมือง 10.นายอนุสิษฐ คุณากร 11.พล.อ.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล 12.นายประพันธุ์ คูณมี 13.พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน 14.นายอนุพร อรุณรัตน์ 15.พล.อ.พหล สง่าเนตร 16.พล.ร.อ.ประสาน สุขเกษตร 17.พล.อ.สุนทร ขำคมกุล 18.นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต 19.นายโสภณ เมฆธน 20. พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ 21.นายสมชาย มีเสน 22.นางถวิลวดี บุรีกุล 23.นายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ 24.นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ 25.นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์

26.พล.อ.ภาณุวัชร นาควงษม์ 27.นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ 28.พล.ร.อ.อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ 29.พล.อ.เอกชัย จันทร์ศรี 30.นายนพปฎล สุนทรนนท์ 31.นายภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล 32.พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ 33.นายวันชัย ศารทูลทัต 34.นางเสาวณี สุวรรณชีพ 35.พล.ต.อนุศิษฐ์ ศุภธนิต 36.นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน 37. พล.ร.อ.ธนะกาญจน์ ใคร่ครวญ 38.นายสัญชัย จงวิศาล 39.พล.ร.อ.จักรชัย ภู่เจริญยศ 40.นายนำชัย พรหมมีชัย 41.พล.อ.อ.เพิ่มเกียรติ ลวณะมาลย์ 42.พล.อ.อ.ชนะ อยู่สถาพร 43.พล.อ.องอาจ พงษ์ศักดิ์ 44.นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ 45. นายบุญเลิศ คชายุทธเดช 46.นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ 47.นายไชยา ยิ้มวิไล 48.นายไพฑูรย์ รักษ์ประเทศ 49.นายธวัชชัย ฟักอังกูร และ 50.นายบัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์

“ชิดชัย-ไอ้หนุ่มรถไถ” ก็ติดโผ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า รายชื่อข้างต้นมีทั้งรัฐมนตรีในรัฐบาล ข้าราชการ อดีตนายทหาร อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ (สปช.) และอดีตข้าราชการ อาทิ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกฯในรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร นายภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ซินแสชื่อดัง นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน อดีต สนช. รวมถึงนายสมชาย มีเสน สื่อชื่อดังเจ้าของฉายา “ไอ้หนุ่มรถไถในอดีต”

“ดอน” เมินวอชิงตันโพสต์ซัดไทย

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณี นสพ.เดอะวอชิงตันโพสต์ เผยแพร่บทความชี้นำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่ควรฟื้นฟูความสัมพันธ์ กับไทยอย่างเต็มรูปแบบ แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะกลายเป็นนายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ประชาธิปไตยจอมปลอมของไทยไม่คู่ควรกับความช่วยเหลือ ว่า เรื่องนี้ไม่ต้องชี้แจง เป็นเพียงความเห็น ของสื่อ คนต่างประเทศที่เขียนส่วนใหญ่เอาข้อมูลจากในบ้านเราที่ถ่ายทอดไป เดอะวอชิงตันโพสต์แม้จะเป็นสื่อดัง แต่จะเรียกว่าเป็นผู้มีอิทธิพลคงไม่ใช่ ทางการสหรัฐฯก็ไม่ได้สะท้อนความเห็นมา หลายประเทศมีแต่ยินดีกับเรา ไม่ได้สะท้อนความเห็นแง่ลบ เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีแต่เสียงสะท้อนเชิงสร้างสรรค์ ต้องขอความร่วมมือจากสื่อในประเทศด้วย สื่อในโลกมีมาก อย่าไปคิดว่าสื่อเดียวจะตัดสิน หรือมีอิทธิพลเหนือความคิดคนทั้งหลาย

แซะรัฐบาลอย่าไปฝืนความจริง

ด้าน ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรไปโกรธที่วอชิงตันโพสต์กล้าพูดความจริงว่า ประเทศไทยมีประชาธิปไตยแบบจอมปลอม สมควรที่สื่อต่างชาติช่วยกันกระตุกต่อมจิตสำนึกของผู้นำเผด็จการ เหตุที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯรอบสอง ไม่ใช่เพราะทำงานดีเข้าตาประชาชน แต่เป็นเพราะกติกาเลือกตั้งที่บิดเบี้ยว เมื่อได้ตำแหน่งนายกฯมาแบบขาดความ ชอบธรรม ต่อให้ได้เป็นประธานอาเซียนย่อมไม่มี ความสง่างามเช่นกัน อย่าไปโกรธที่สื่อพูดความจริง แต่รัฐบาลควรจับมือกับฝ่ายนิติบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตย โลกจะได้เลิกวิจารณ์ไทยว่าเป็นประชาธิปไตยปลอมๆ ดีกว่าการแก้ตัวด้วยคำโกหกแบบไม่เนียน

ร้องสอบ ศม.เบี้ยวเงินหาเสียง

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร.ท.ลานบุญ สีลา ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 และนายวัน สุวรรณพงษ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 ขอนแก่น พรรคเศรษฐกิจใหม่ ยื่นหนังสือถึงประธาน กกต.ให้สอบสวนคณะกรรมการบริหารพรรคเศรษฐกิจใหม่ กรณีให้บุคคลอื่นครอบงำการบริหารงานพรรค และไม่ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายหาเสียงให้กับผู้สมัคร ส.ส. นายวันกล่าวว่า ตนใช้เงินส่วนตัวหาเสียงได้คะแนนมาเกือบ 1 พันคะแนน ทำให้คะแนนรวมทั้งประเทศคำนวณได้ ส.ส. 6 คน เมื่อเป็น ส.ส.ครบ 1 ปี พรรค ยังสามารถนำคะแนนไปเป็นฐานคำนวณขอรับเงินจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองได้อีก แต่กลับไม่เหลียวแลผู้สมัคร ส.ส.หลังการเลือกตั้ง พยายามติดต่อทวงถามติดต่อใครไม่ได้ แถมหัวหน้าพรรคยังมาชิงลาออก