PR
วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2556
ความรัก เวลา การรอคอย และความทรงจำ
ความรัก เวลา การรอคอย และความทรงจำ
////
ความทรงจำ เป็นสิ่งที่มีค่ามาก สำหรับคนบางคน
โดยเฉพาะคนที่มีเวลาดี ๆ ที่ใช้กับคนรัก
ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนหวงแหน
ต้องระลึกไว้ในความทรงจำ ต้องถนอม ดูแลให้ดี
หลายคนจึงไม่อาจตัดใจจากวันเก่า ๆ ได้เสียที
เพราะว่ามีความสุข กับการได้คิดถึงอะไรดี ๆที่ผ่านไป
โดยลืมนึกไปว่า สิ่งที่ผ่านไปแล้ว จะไม่มีวันย้อนกลับคืนมาได้อีก
หากจะต้องตัดใจลืม หรือเดินจากอดีตมาก็ไม่ได้อีก
เพราะเหตุผลที่ว่า "เสียดายเวลา" ที่คบกันมา
บางคนคบกันมานาน จนแทบจำไม่ได้ว่า
เคยยิ้มให้กับความรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
เพราะหลัง ๆ มาก็อยู่แต่กับความทุกข์
จนนึกภาพความสุขไม่ออก แต่ที่ไม่กล้าเลิก เพราะยังคิดถึงวันเก่า ๆ
แค่เสียดายเวลาที่คบกันมาเนิ่นนาน
โดยไม่คิดเลยว่า ทุก ๆ วันของวันนี้ พรุ่งนี้ และวันต่อ ๆ ไป
ก็จะกลายเป็นเพียงวันเก่า ๆ ที่น่าเสียดาย
และ...เวลาที่น่าเสียดายก็จะเพิ่มขึ้น ๆ
///////////////////
ในวันนั้น ผมตั้งใจจะบอกสิ่งที่ผมปกปิดเธอมานานให้เธอได้รับรู้
แต่บางทีคำๆ นั้นอาจจะทำร้ายจิตใจของเธอหรือใครหลายๆ คน แต่ผมก็อยากจะพูดออกไป
ก่อนจะสายเกินไปก่อนที่…จะไม่ได้พูดอะไรตอนจากกัน
ผมรู้จักเธอมาตั้งนานแล้วตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กมัธยม เราไม่เคยมีความลับต่อกัน
ถึงมันอาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ว่าผมไม่เคยมีความลับกับเธอเลย
พอจบมัธยมเราต่างก็แยกย้ายกันไป เธอเป็นคนเรียนเก่ง ฉลาด น่ารัก
ใครๆ ก็รักเธอโดยเฉพาะหนุ่มๆ ที่คอยตามเอาใจเธอไม่เว้นแต่ละวัน
ผมไม่มีอะไรจะเด่นเท่ากับเธอซักอย่าง ผมเป็นแค่คนธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ
แต่เธอคอยดูแลผมเมื่อผมมีปัญหา
ทุกครั้งที่ผมคิดถึงเธอ ผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่เกินเอื้อม
ทุกครั้งที่ผมคิดถึงเธอ ผมก็ได้แต่นั่งเขียนเรื่องราวของเธอ
เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะเทียบกับเธอ
ผมไม่ได้ต้องการให้เธอมาสนใจผมแล้วเข้าใจความรู้สึกของผม
สำหรับผมแล้วการที่ได้เฝ้าคิดถึงเธอมันก็พอแล้ว
แต่แล้ววันหนึ่ง เธอก็เดินมาพร้อมกับชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา แนะนำกับผมว่า
นี่แหละชายในฝันของเธอ
หัวใจของผมเหมือนโดน มีดกรีด เป็นทางยาว...
ผมไม่ต้องการให้เธอรู้หรอกว่าวันนั้นที่ผมพูดอวยพรในความรักของเธอผมเสียใจขนาดไหน
แต่ผม ผมไม่อยากให้เธอรู้สึกผิดเพราะผม
นับจากวันนั้นผมมองโลกเป็นความมืด
ไม่ต้องการจะทำกิจกรรมใดๆ ของผมเหมือนอย่างเคย
ไม่ต้องการ... ผมต้องการแต่เพียงเธอ
ซึ่งผมรู้มาตลอดว่าเป็นไปไม่ได้ นี่เองที่เค้าเรียกว่าอกหัก... “ผมอกหัก”
ในหัวผมมีเพียงคำๆ นี้ดังอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา
หลังจากนั้นไม่นานพ่อผมบอกให้ผมไปศึกษาต่อที่อเมริกา ผมคิดถึงเพียงแต่เธอ
แต่ถึงผมบอกเธอไป เธออาจจะไม่สบายใจ ผมไม่ต้องการให้เธอรู้สึกไม่ดีใดๆ กับผม
อย่างน้อยแค่เธอยังยิ้มเหมือนทุกครั้งที่เธอคุยกับผม แค่นั้น...ก็พอแล้วสำหรับผม
วันเวลาผ่านไปอย่างไร้ความหมาย ผมใกล้จะไปอเมริกาแล้ว ผมอยากจะเจอเธออีกครั้ง
ผมคิดมาตลอดว่าวันที่ผมเจอเธอก่อนไป ผมอยากจะบอกเธอในบางสิ่ง แม้ว่าเธอจะมีใคร
แค่เธอรู้ว่าผมก็คือคนหนึ่งที่อยากดูแลเธอ
ระหว่างที่ผมนั่งเขียนเรื่องราวของเธอ
โทรศัพท์ดังขึ้นจากข้างๆ โต๊ะเขียนหนังสือของผม
เรื่องที่ผมได้รู้จากโทรศัพท์ทำให้ผมต้องลุกจากโต๊ะและต้องไปพบเธอ เดี๋ยวนี้
....เธอโทรมาบอกว่าเธอเลิกกับแฟนผมไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมไปบ้านของเธอ
ผมตั้งใจจะไปบอกเธอเพียงแค่ปลอบใจเธอ และบอกกับเธอว่าจะไม่มีผมคอยดูแลแล้ว
ให้เธอดูแลตัวเองดีๆ แทนผมด้วย
ผมไปถึงหน้าบ้านของเธอ ผมพยายามทำตัวปกติที่สุดให้เหมือนทุกครั้งที่เจอเธอ
เมื่อผมเปิดประตูเข้าไปหาเธอ
ผมสังเกตใบหน้าของเธอ ใบหน้าของคนที่ผมเป็นห่วงมาตลอดผมปลอบเธอจนเธอได้สติ
เธอบอกผมถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ในตอนนี้เธอคงไม่ต้องการสิ่งใดนอกจากชายคนนั้น...
ผมอยากบอกเธอ อยากโอบกอดเธอ อยากบอกเธอว่าความห่วงใยที่ผมมีให้เธอไม่ได้แพ้ใครเลย
ผมอยู่กับเธอจนเธอสบายใจ
เธอบอกผมว่าผมเป็นคนที่เข้าใจเธอมากที่สุด ...
ผมอยากอยู่กับเธอให้นานกว่านี้ แต่ตอนนี้ผมต้องไปแล้ว
ผมรู้..ว่าตอนนี้ผมไม่ควรบอกเธอ แค่เธอเป็นอย่างที่เป็นตอนนี้
ผมคิดว่าผมทำหน้าที่ “เพื่อน” ได้ดีแล้ว
ผมบอกกับเธอก่อนไป “ ผมต้องไปเรียนอเมริกา”
น้ำตาของเธอไหลออกมา ผมรู้ว่าเธอเสียใจแต่เธอไม่ได้เหนี่ยวรั้งผม
เธออยากให้ผมมีอนาคตที่ดี เธออยากให้ผมทำในสิ่งที่ผมต้องการ..
ทั้งๆ ที่ผมรู้ว่าตอนนี้เธอต้องการคนปลอบใจ
แต่ผมต้องไปแล้ว
ตลอดระยะเวลาที่ผมจากเธอมา ผมไม่เคยมีวันไหนที่ตื่นมาแล้วไม่คิดถึงเธอ
ไม่มีคืนไหนที่ผมไม่เห็นเธอในความฝัน จนกระทั่งผมสำเร็จการศึกษา
ผมกำลังจะกลับไปหาเธอ กลับไปหาสิ่งที่ผมคิดถึงมาตลอด กลับไปหาความฝันของผม
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ”
เสียงที่ผมต้องการได้ยินมาตลอด ภาพที่ผมปราถนาจะเห็นมากที่สุด
เธอไม่เปลี่ยนไปเลย เธอยังคงน่ารักมีเสน่ห์เหมือนน้ำหล่อเลี้ยงใจของผมเช่นเคย
เธอพาผมไปเที่ยวตามที่ต่างๆ ที่เราเคยไปกัน ที่ๆ เรามีอดีตที่สนุกสนานด้วยกัน
ที่ๆ เราเคยยิ้มเคยหัวเราะด้วยกัน เราเที่ยวด้วยกันจนดวงอาทิตย์จางหายไป
เธอมองผมแล้วพูดว่า “เรารักเธอนะ”
มันเป็นคำพูดที่ผมใฝ่ฝันอยากได้ยินมาตลอดชีวิต
เรากอดผมไว้แน่นเหมือนกับอยากบอกว่าอย่าจากเธอไปไหน
เวลานี้ผมไม่ต้องการอะไรนอกจากเธอ แค่เธอรักผมผมไม่ต้องการสิ่งใดนอกจากนี้
ความลับที่ผมอยากบอกเธอมานานแสนนาน
“เราก็รักเธอ และเราจะรักเธอตลอดไป”
ผมตอบอย่างไม่ลังเลเพราะคำๆ นี้ที่ค้างใจของผม เตือนผมเสมอว่าต้องกลับมาบอกกับเธอ
เธอบอกผมในทุกเรื่อง เธอบอกผมว่าเธอคิดถึงผมมาตลอดเวลาสี่ปีที่ผมจากเธอไป
ผมได้แต่ย้ำกับเธอว่าผมจะไม่ทำให้เธอเสียใจ ผมจะอยู่กับเธอจะเป็นคนที่อยู่กับเธอทุกเวลา
เธอกอดผมพร้อมทั้งพูดเรื่องราวทุกอย่าง เสียงของเธอค่อยๆ เบาลง
แต่ผมยังคงจดจำทุกคำพูดของเธอ
“เราจะรักเธอมาตลอดนะเราดีใจที่วินาทีนี้เราได้อยู่กับเธอ”
นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายก่อนที่ดวงตาของเธอจะหลับลงพร้อมกับน้ำตาหยดเล็กๆ ที่ไหลลงมา
..กว่าที่ผมจะรู้สึกตัวนั้นมันก็สายเกินไป
ระยะเวลาหลายปีที่ผมนั่งมองรูปของเธอ
ผมพยายามจะเก็บความรู้สึกทุกครั้งที่ผมมองรูปเธอ
แต่..ทุกครั้งที่ผมมองเธอภาพเธอละเลือนลาง เพราะน้ำตาของผมมันออกมาตลอดเวลาที่ผมมองเธอ
เธอคนเดียวที่ผมรัก เธอคนเดียวที่ผมคิดถึง
เธอคนเดียวที่ผมอยากบอกเธอทุกวันว่า ผมรักเธอมากแค่ไหน
แต่เธอไม่เคยบอกผมเลยว่าเธอ เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว กว่าจะรู้สึกตัวก็สายเกินไปแล้ว
นี่คงเป็นสาเหตุที่แฟนเก่าของเธอของเลิกกับเธอ
แต่เธอไม่เคยบอกเหตุผลนั้นให้ผมได้รับรู้
เธอคงอยากให้ผมไปเรียนอย่างไม่ต้องกังวล
โดยเก็บความทรงจำดีๆ ของเราเอาไว้ก่อนที่เธอจะจากไป
ผมยังคิดถึงเธอตลอดเวลา และนับจากวันนั้นผมยังไม่เคยหยุดเขียนเรื่องราวของเธอ
เธอ...เธอผู้ที่ผมรัก
“เราจะรักเธอมาตลอดนะเราดีใจที่วินาทีนี้เราได้อยู่กับเธอ”
คำๆ นี้จะสถิตย์อยู่ในใจของผมตลอดไป ตลอดไป...ตลอดไป
----------------------------------------
ปล.-ถ้ารักใครอย่ารอจนเวลาของคุณใกล้หมด
บอกเธอว่ารักอาจจะทำให้เธอลำบากใจ
แต่มันช่วยให้รู้ว่าคุณก็ยังเป็นคนที่ห่วงใยเค้า
แค่นั้นก็พอแล้วถ้าคุณเชื่อมั่นว่ารักของคุณคือรักแท้
ที่มา : http://icgag.com/gw
ฮีโร่..ยังไม่ตาย
เนิ่นนานสักครั้งที่จะได้เห็นภาพวีรกรรมของ "ฮีโร่"หรือ"พระเอกตัวจริง"ในชีวิตจริงที่สัมผัสจับต้องได้ และยังมีอยู่ในสังคมที่กำลังโหยหา"สังคมดี คนดี มีน้ำใจ"ในเมืองใหญ่ ในขณะที่คนไทยโดยรวม กำลังเพรียกหา ทวงถาม ความกล้าหาญจาก"นักการเมือง"ในสภาวะสถานการณ์ภัยคุกคามประเทศ
เช้าวันหนึ่ง โลกออนไลน์ สังคมโซเชียลมีเดีย มีการพูดถึง คลิปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บนเรือโดยสารที่วิ่งในลำน้ำเจ้าพระยา กับวีรกรรมของหนุ่มใหญ่การบินไทย ที่ไม่ลังเลที่จะกระโดดลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อช่วยหลือเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกที่เขาไม่เคยรู้จัก ในท่ามกลางเสียงหวีดร้องโกลาหลของผู้คนบนเรือที่ตะโกนว่ามีผู้หญิงตกน้ำ
"พิษณุ หงษ์คำแสง" หนุ่มการบินไทย ฝ่ายช่าง สนามบินสุวรรณภูมิ เล่า ถึงนาทีชีวิตที่ เขาตัดสินใจ กระโดดลงไปช่วยหญิงสาวที่กำลังจะจมน้ำที่เชี่ยวกรากกลางเจ้าพระยา ใกล้ท่าเรือเกียกกาย จนเกือบเอาชีวิตไม่รอดว่า ก่อนเกิดเหตุ พิงเสาเรือหลับอยู่ แต่พอถึงท่าเกียกกายสะดุ้งตื่น เสียงคนตะโกนมีผู้โดยสารตกน้ำ เมื่อมองไป เห็นคนตกน้ำ มีคนโยนห่วงให้ผู้หญิงคนดังกล่าว แต่ไปคนละทาง จึงตัดสินใจ
กระโดดไปช่วย โดย พุ่งลงไปในน้ำพร้อมห่วงยาง 1 อัน พยายามใกล้ผู้หญิงรายดังกล่าว มากสุด แต่น้ำเชี่ยวมาก ตนใส่กางเกงยีนส์และมีเศษตังค์เหรียญในกระเป๋าจำนวนมาก ทำให้ใกล้หมดแรง
แต่ได้ตะโกนบอกผู้หญิงว่า อีกนิดเดียวทนรอพี่หน่อย พอได้จังหวะก็เหวี่ยงห่วงยางให้ผู้หญิง
หลังเหวี่ยงห่วงให้แล้ว ตนเองก็หมดแรง จมน้ำ แต่ตะกายขึ้นมา ตะโกนให้น้องเอาห่วงมาทางตนด้วย ไม่ไหวแล้ว จังหวะที่จมไปหลังเหวี่ยงห่วงให้ผู้หญิง ทะลึ่งตัวขึ้นอีกครั้งคว้าห่วงไว้ได้ แล้วพาผู้หญิงรายนี้ขึ้นเรือ และ คุยกับเขาว่า ถ้าพี่จะจมน้ำหนูเห็นมั้ย พี่ช่วยทั้งที่ไม่รู้จัก หนูทำอย่างนี้มันไม่ดี ปัญหาทุกอย่างแก้ได้ ถ้าพี่จมน้ำตายหนูจะทำไง
พระเอกตัวจริงที่ ไม่มีใครผลักหรือถีบเขาลงไปในน้ำแล้วค่อยมารับสมอ้าง ยอมรับว่า วินาทีตัดสินใจช่วยไม่ได้คิดถึงตัวเองคิดแต่เพียงต้องช่วยคน ต่อเมื่อตัวเองจะจมน้ำ จึงมาฉุกคิดภายหลังว่ายังมี
ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังรออยู่..
นี่อาจเป็นอีกครั้งที่ผู้คนที่จะเกิดรอยยิ้มเล็กๆกับความวาดหวังอนาคต ว่าสังคมไทยหาใช่ไม่มี "ฮีโร่"คนดี และ ผู้กล้า ที่เป็นประชาชนคนธรรมดา..ในขณะที่ ยุคปัจจุบันที่มีแต่ข่าวฆ่าฟันจี้ปล้น คลิปทำลายศีลธรรมแพร่กระจายในโลกออนไลน์ "พิษณุ"หนุ่มการบินไทย นอกจากเป็น"พระเอก"ในชีวิตจริง ยังแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังมีคนดี และต้องการคนแบบนี้เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง ที่จะพัฒนาสังคมของเราให้น่าอยู่ ต่อไป.
คลิป "นาทีชีวิต" : http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=LgL5fhNWmkk
///
คำบอกเล่าจากผู้ถ่ายคลิป
"เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้เองเวลา ตรงเกือบถึงท่าเกียกกาย หากใครเคยนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาจะรู้จักดี เราอยู่ประมาณเกือบท้ายเรือได้ยินเสียงคนตะโกนว่ามีคนตกเรือ คนบนเรือก็อื้ออึงเลยทีนี้ กระเป๋าเรือก็ตะโกน คนบนเรือก็พยายามโยนห่วงยางลงไปให้ แต่คือมันไกลจากเรือมาก เลยไม่ถึง แล้วนี้มันกลางแม่น้ำเจ้าพระยาเลยนะ ก็มีพี่คนนี้แหละแกเป็นผู้โดยสารนะ กระโดดลงไปช่วยคนที่ตกเรือ แต่คลื่นจากเรือมันซัดแกทำให้เกือบหมดแรง ทำท่าจะจมน้ำอยู่หลายที ในที่สุดก็ช่วยขึ้นมาได้ คนที่ตกลงไปเป็นผู้หญิง รู้อีกทีตอนกระเป๋าเรือ บอกว่าเค้ากระโดดลงมาเองจากหัวเรือ ไม่ได้พลัดตกลงไป นาทีชีวิตมาก น้องเค้าจะฆ่าตัวตาย เป็นเหตุการณ์ที่ให้ข้อคิดว่าชีวิตมันมีค่ามาก จงใช้ทุกนาทีที่เหลือให้มีสตินะคะ ส่วนพี่คนนี้รู้แค่ว่าแกทำงานอยู่การบินไทย ไม่ทราบชื่อ เพราะแกเวียนหัว ให้แกนั่งนิ่งๆพี่พยาบาลบอก คนดีแบบนี้สมควรได้รับคำชื่นชมและยกย่องจากสังคมเราค่ะ"
วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556
ป่วนปัตตานี11จุด ระเบิดโจมตีทพ.ตาย2เจ็บ6
อาสาสมัครกู้ชีพสันติปัตตานี ศูนย์ประสานงานมูลนิธิมิราเคล ออฟไลฟ์ ประจำจังหวัดปัตตานีสรุปเหตุการณ์จังหวัดปัตตานีถึงเวลา 22:32 เหตุเกิดตั้งแต่เวลา 20.00 น.ที่ผ่านมา เกิดเหตุความไม่สงบในจ.ปัตตานี 11 จุด
1-เหตุ ว.19(โจมตี) ฐาน อ.ส. รร.กะรุบี อ.กะพ้อ จว.ปัตตานี
2-เหตุ ว.19(โจมตี) ที่ศูนย์นิคมฮาล้าน ม4 ต.น้ำบ่อ อ.ปะนาเระ จว.ปัตตานี
3-เหตุ 511(ระเบิด) พื้นที่ อ.เมืองปัตตานี จุดที่ 1 เหตุเกิดในเรือ จอดที่ข้างโรงน้ำแข็งบ้านติง
4-เหตุ 511(ระเบิด) พื้นที่ อ.เมืองปัตตานี จุดที่ 2 คือ แพศิริรัตน์ เข้าทางซอยศรีนาเจริญ ถนนนาเกลือ
5-เหตุ 199 เผายางรถยนต์ พื้นที่ นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จว.ปัตตานี
6-เหตุ 199 เผายางรถยนต์ พื้นที่ อ.ยะรัง จว.ปัตตานี
7-เหตุระเบิดตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้าไปรษณีย์ อ.ปานะแระ จว.ปัตตานีเกิด ไฟกำลังลุกไหม้
8-เหตุ 199 พื้นที่ อ.สายบุรี จว.ปัตตานี เผาศูนย์อาชีพปาตาตีมอของเทศบาลสายบุรี
9-เผาเรือประมง อ.สายบุรี 3 จุด
10-เหตุระเบิดรถหุ้มเกราะล้อยาง(REVA) ที่ รร.ท่าสู ต.น้ำบ่อ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ขณะเข้าสนับสนุน ทหารพรานที่44 เสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บ 6 นาย
11-21.35 น. เหตุ 199 เผารถยนต์ของการไฟฟ้า พื้นที่ อ.มายอ จว.ปัตตานี
รายชื่อผู้เสียชีวิต เหตุระเบิดรถ reva คือ ร.ท.เริงฤทธิ์ โพธิสา ผบ.ร้อย.ทพ.4412 กับ จ่าสรรชัย โสภาวัง ที่เหลือบาดเจ็บ. สาหัส 3 นาย
รายชื่อทพ.ที่บาดเจ็บ6นาย1.ร.ต.สมชัย ศรีพรหม2.อส.ทพ.ทัตพงษ์ ดาวดึง3.อส.ทพ.พีรวัส ทิพนัส4.อส.ทพ.กฤาดา นิริสา5.อส.ทพ.พรศักดิ์ เงินเก่า
6.อส.ทพ.สำราญ คงกลม รายชื่อทพ.เสียชิวิต1.ร.ท.เรืองฤทธิ์ โพธิ์สา 2.จ.ส.อ.สรรชัย โสภสวัง
'ทักษิณ'สไกป์เวทีคนเสื้อแดง อัดศาลรธน.เอียงการเมือง ขู่หากก้าวล่วงอำนาจมากๆจะใช้อำนาจประชาชน
'ทักษิณ'สไกป์เวทีคนเสื้อแดง อัดศาลรธน.เอียงการเมือง ขู่หากก้าวล่วงอำนาจมากๆจะใช้อำ นาจประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 20.35 น. วันที่ 10 เม.ย.2556 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้สไกป์เข้ามายังเวทีรำลึกเหตุ การณ์ 10 เมษายน 2553 ของนปช.ว่า ขอร่วมรำลึกเพื่อสดุดีวิญญาณวีร ชนที่ต้องมาเสียชีวิตโดยที่ไม่ค วรเกิดขึ้น ทั้งทหาร ประชาชน การใช้อำนาจเข่นฆ่าประชาชนไม่คว รเกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วไม่ได้มาจา กครรลองที่ถูกต้อง แต่มาจากการเซตจากศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และผู้ที่สั่งการอยู่เบื้องหลัง วันนี้ศาลสูงบางคนละเมิดหลักการ กฎหมาย เอนเอียงในการเมือง ความปรองดองจะเกิดไม่ได้หากคนรั กษากติกาไม่เป็นกลางเป็นธรรม
"กระบวนการยัดเบียดข้อหาก่อการร ้ายให้แกนนำก็เพื่อปกป้องฆาตกรท ี่สั่งฆ่าประชาชน เป็นวิธีที่ผมโดนเมื่อถูกข้อกล่ าวหาก่อการร้าย แต่ทันทีที่โดน เลขาฯตำรวจสากลก็ออกมาระบุเลยว่ า นี่เป็นเรื่องการเมือง ก่อการร้ายในความหมายของเขาคนละ เรื่องกับสิ่งที่กล่าวหา วันนี้ฆาตกรไปพิมพ์มือก็ยิ้ม เพราะเขาว่ามีการบอกว่าใจเย็นๆ จะให้ไปหลุดที่ศาล" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว และว่า วันนี้รัฐบาลและ ส.ส. ส.ว.พยายามจะแก้รัฐธรรมนูญ ทีแรกบอกแก้ทั้งฉบับไม่ยอมก็ไม่ ว่ากัน แต่พอแก้รายมาตราก็มีพวกที่ขัดข วางความเป็นประชาธิปไตย คนเห็นแก่ตัวไม่กี่ตัวไปยื่นเรื ่องที่ศาล แต่ศาลก็ดันรับไว้ แต่รับก็ต้องรับแบบเหนียมๆ เพราะรับสองเสียงไม่รับสามเสียง เหมือนเล่นลิเก เลิกเล่นลิเกได้แล้วกับเรื่องขอ งบ้านเมือง
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า วันนี้มีการก้าวล่วงจะเกิดความเ สียหายทางความน่าเชื่อถือของประ เทศ และความมั่นใจของประชาชนที่มีศร ัทธาต่อระบบ ขอร้องวิงวอนให้รักษาความยุติธร รม หากมิเช่นนั้นก็ต้องใช้อำนาจของ ประชาชน

เลื่อนคุยบีอาร์เอ็น 29 เม.ย. กับความเปราะบางของกระบวนการสันติภาพใต้
เลื่อนคุยบีอาร์เอ็น 29 เม.ย. กับความเปราะบางของกระบวนการสันติภาพใต้
วันพุธที่ 10 เมษายน 2013 เวลา 08:42 น. เขียนโดย ปกรณ์ พึ่งเนตร หมวด เวทีทัศน์, คุยกับบรรณาธิการ, เรื่องเด่น-ภาคใต้
แม้ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ จะยังยืนยันไม่ชัดนักว่านัดหมายพูดคุยอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 กับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ นำโดย นายฮัสซัน ตอยิบ ที่อ้างตัวว่าเป็นแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็น จะเลื่อนออกไปจากวันที่ 29 เม.ย.หรือไม่ แต่ความเป็นไปได้ของการพูดคุยในวันดังกล่าวน่าจะไม่เกิดขึ้นแน่นอนแล้ว
เหตุผลที่ พล.ท.ภราดร นำมาอธิบายถึงความไม่แน่นอนก็คือ มาเลเซียกำลังมีการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 13 ของประเทศ
นายนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา และมีการคาดหมายกันว่าการเลือกตั้งใหม่น่าจะมีขึ้นในราวปลายเดือน เม.ย.หรือต้นเดือน พ.ค.
มีรายงานว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งของมาเลเซียน่าจะมีมติในวันที่ 10 มี.ค.เพื่อกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งนักวิเคราะห์พากันคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นวันที่ 2 พ.ค.
ในขณะที่ประเทศกำลังมีการเลือกตั้งใหญ่ และอนาคตของนายนาจิบบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีก็กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ความสำคัญกับปัญหาของประเทศอื่นอย่างไทยเพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้มาเลเซียจะรับเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" ในกระบวนการพูดคุยสันติภาพก็ตาม
ว่าที่ ร.ต.เลิศเกียรติ วงศ์โพธิพันธ์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้ข้อมูลว่าได้ส่งหนังสือไปขอเลื่อนการพูดคุยสันติภาพออกไปก่อน เพราะไม่อยากให้กระบวนการนี้ถูกมองว่าจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดบริบทการเมืองมาเลเซีย
ขณะที่ พล.ท.ภราดร บอกว่าได้สัญญาณเลาๆ มาแล้วว่ามาเลเซียไม่พร้อมจัดพูดคุยสันติภาพตามที่กำหนดวันไว้เดิม ขณะนี้กำลังรอสัญญาณอย่างเป็นทางการ
นี่คือความเปราะบางอย่างยิ่งของกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ที่รัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำไปผูกติดไว้กับมาเลเซีย ทั้งๆ ที่มาเลเซียคือผู้มีส่วนได้เสียอย่างสำคัญกับการดำรงอยู่หรือการคลี่คลายของปัญหา
การที่วันนัดพูดคุยถูกเลื่อนออกไป ย่อมส่งต่อความเชื่อมั่นของกระบวนการสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของประชาชนที่เฝ้ามองอยู่ และน่าจะมีคำถามในใจว่า ในเมื่อรู้ว่าเพื่อนบ้านใกล้เคียงของเรากำลังจะมีการเลือกตั้ง เหตุใดจึงต้องรีบ "เปิดตัว-เปิดหน้า" กระบวนการพูดคุยสันติภาพถึงขั้นลงนามในข้อตกลงกันอย่างเอิกเกริกครึกโครมเมื่อวันที่ 28 ก.พ. หรือเพียง 1 เดือนก่อนยุบสภา และ 2 เดือนเศษก่อนเลือกตั้ง
เพราะใครๆ ก็รู้ว่าการเลือกตั้งไม่ว่าจะที่ใดๆ ในโลก ล้วนไม่มีความแน่นอน ทำไมจึงไม่รอให้มาเลเซียเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อยไปก่อน ได้นายกรัฐมนตรี ได้คณะรัฐมนตรีใหม่พร้อม แล้วค่อยเริ่มกระบวนการที่รู้ๆ กันอยู่ว่าต้องใช้เวลายาวนาน และความต่อเนื่องคือปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ
ที่สำคัญการเลือกตั้งหนนี้มีการวิเคราะห์กันอย่างกว้างขวางว่า อาจจะเกิดการพลิกล็อคอย่างมโหฬารขึ้นก็ได้ เพราะฝ่ายพรรคอัมโนที่ครองเสียงข้างมากและเป็นรัฐบาลมาเนิ่นนาน อาจจะต้องลิ้มรสชาติของความพ่ายแพ้
สุทธิชัย หยุ่น นักหนังสือพิมพ์อาวุโส เขียนไว้ในคอลัมน์ "กาแฟดำ" ของเขาในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า อาจจะเกิดสึนามิการเมืองที่มาเลเซีย
"นับตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.1957 หรือ 56 ปีก่อน ไม่มีการเลือกตั้งครั้งใดจะมีความไม่แน่นอนเท่าครั้งนี้ แปลว่ามีความเป็นไปได้ว่าพรรค UNMO ที่ครองอำนาจเกือบจะเบ็ดเสร็จมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองนั้น อาจจะหลุดจากแกนอำนาจให้กับฝ่ายค้านที่ทำท่าว่าจะมีแรงสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น" (กาแฟดำ กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 8 เม.ย.http://bit.ly/ZM1olU)
หากมาเลเซียเกิดสึนามิการเมืองจริง กระบวนการสันติภาพที่ไทยให้น้ำหนักมาเลเซียอย่างมากย่อมเสี่ยงต่อภาวะ "ไร้อนาคต" เพราะที่ผ่านมาไทยพึ่งพามาเลเซียทั้งขั้นตอนอำนวยความสะดวกในการพูดคุย การประสานงานต่างๆ และกำหนดตัวผู้เข้าร่วมวงพูดคุยในฝั่งผู้เห็นต่างจากรัฐ (ที่อ้างตัวว่าเป็นขบวนการบีอาร์เอ็น) ด้วย
ทว่ามีหลักฐานชิ้นสำคัญ คือ คำสั่งแต่งตั้ง ดาโต๊ะ สรี อาหมัด ซัมซามีน ที่ทางการไทยระบุว่าเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองของมาเลเซีย เป็นผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างผู้แทนรัฐบาลไทยกับกลุ่มนายฮัสซัน ซึ่งมาเลเซียเรียกชื่อเป็น "คณะทำงานร่วม" ว่า JOINT WORKING GROUP SOUTHERN THAI PEACE PROCESS; JWG-STPP ปรากฏว่าออกโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัก เท่านั้น หาได้เป็นมติคณะรัฐมนตรีไม่ (ดูคำสั่งได้ใน http://www.pmo.gov.my/?menu=news&news_id=11153&page=1731&news_cat=4)
ฉะนั้นหากนายกฯคนใหม่ไม่ใช่นายนาจิบ กระบวนการพูดคุยสันติภาพที่ทำมาก็มีอันต้องสูญเปล่าใช่หรือไม่ (โดยที่มีประชาชนและเจ้าหน้าที่ต้องสังเวยชีวิตและได้รับบาดเจ็บไปจำนวนไม่น้อยระหว่างรอยต่อการพูดคุยสันติภาพตามที่คนในรัฐบาลชอบอ้าง) เหมือนกับการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ในบ้านเราโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดหนึ่ง เมื่อถึงคราวเปลี่ยนรัฐบาล คณะกรรมการเหล่านั้นมักสิ้นสภาพไปโดยปริยาย หากจะทำงานต่อก็ต้องรอสัญญาณจากรัฐบาลชุดใหม่หรือนายกรัฐมนตรีคนใหม่
โอกาสที่รัฐบาลไทยต้องนับหนึ่งกระบวนการสันติภาพอีกครั้งจึงมีไม่น้อยทีเดียว!
----------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณ : ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต http://hornbillunleashed.wordpress.com/2012/03/page/2/
ชาวอิตาลีฆ่าตัวตายยกครัวสังเวยมาตรการรัดเข็มขัด
ชาวอิตาลีฆ่าตัวตายยกครัวสังเวยมาตรการรัดเข็มขัด
สมาชิก 3 คน ของครอบครัวชาวอิตาลี ฆ่าตัวตาย สังเวยมาตรการรัดเข็มขัด ที่ทำให้พวกเขากลายเป็นหนี้ก้อนโต และเชื่อว่าจะหาทางออกไม่ได้ โดยคู่สามี-ภรรยา ได้ผูกคอตายในบ้านพักริมทะเล ขณะที่พี่ชายของภรรยา ได้ฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงไปในทะเล หลังจากทราบข่าวน้องสาว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สร้างความสลดใจไปทั่วประเทศ
นางอันนา-มาเรีย โซปรันซี่ และนายโรมีโอ ดิโอนิซี่ ได้ผูกคอตายในบ้านพัก ในเมืองซิวิตาโนว่าที่อยู่ริมทะเลอะเดรียติคเมื่อวันศุกร์ ทำให้พวกเขากลายเป็นเหยื่อวิกฤติเศรษฐกิจรายล่าสุด
นายดิโอนิซี่ วัย 63 ปี เป็นเสมียนของบริษัทผลิตรองเท้า ที่ปิดตัวไปเมื่อ 5 ปีก่อน และเขาได้พยายามจะหางานใหม่ การตกงานของเขา ทำให้เขาไม่สามารถเรียกร้องเงินบำนาญได้
เนื่องจากเมื่อ 16 เดือนก่อน รัฐบาลได้เพิ่มอายุของคนเกษียณขึ้นไปอีก 5 ปี อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการตัดลดรายจ่ายที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศในยุโรป ทำให้คู่สามีภรรยาวัยชราต้องขาดรายได้จากเงินบำนาญ เดือนละไม่ถึง 500 ปอนด์ หรือราว 22,000 บาท และหลายเดือนที่ผ่านมา พวกเขาไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าและหนี้สินอื่น ๆ
หลังจากข่าวสามีภรรยาคู่นี้ฆ่าตัวตาย นายจูเซ็ปเป้ โซปรันซี่ วัย 78 ปี ซึ่งเป็นพี่ชายของนางดิโอนิซี่และอาศัยอยู่บ้านถัดไป ได้ฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงทะเลเช่นกัน
โศกนาฎกรรมที่เกิดกับครอบครัววัยชรานี้ ได้สร้างความสลดใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ ในระหว่างพิธีศพเมื่อวันเสาร์ ได้มีฝูงชนที่เป็นเพื่อนของทั้งสามคน ได้ไปรุมล้อมนักการเมืองบางคน ด้วยความโกรธแค้น พร้อมประนามว่า ทั้งสามคนถูกฆาตกรรมโดยรัฐบาล
นายทอมมาโซ่ คอร์วัตต้า นายกเทศมนตรีเมืองซิวิตาโนว่า ให้ความเห็นต่อหนังสือพิมพ์ลา สแตมป้าว่า ครอบครัวนี้มีศักดิ์ศรีพอที่จะจบทุกอย่างลงด้วยโศกนาฎกรรม แทนที่จะขอความช่วยเหลือ ขณะที่ที่อื่นที่เผชิญสถานการณ์แบบเดียวกันนี้ กลับเป็นแรงผลักดันให้ประชาชนหันไปก่ออาชญากรรม เมื่อนักการเมืองอภิปรายกันเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ
พวกเขาจำเป็นต้องคิดถึงประชาชน ที่กำลังตกอยู่ในสภาพเดียวกันนี้
เพื่อนบ้าน ระบุว่า ทั้งสองคน ค้างชำระภาษีราว 15,000 ปอนด์ หรือราว 670,000 บาท ทำให้พวกเขาวิตกว่า รถยนต์และเฟอร์นิเจอร์จะถูกยึด ทำให้พวกเขาหัวใจสลาย และนาง
ดิโอนิซี่ถึงกับหมดหวัง และเครียดจัด พวกเขาได้ทิ้งจดหมายมีข้อความขออภัยไว้ใกล้ศพด้วย
ด้านนายโซปรันซี่ ซึ่งเป็นอดีตเสมียนในโรงงานรองเท้าเช่นกัน ได้กลับมาพบข่าวร้ายขณะกลับบ้าน ทำให้ทำใจไม่ได้ และไปกระโดดทะเลที่ท่าเรือ
การฆ่าตัวตายเพราะวิกฤติเศรษฐกิจ กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเผชิญภาวะถดถอย ที่เชื่อว่าจะยาวนานที่สุดถึง 20 ปี การใช้มาตรการรัดเข็มขัดด้วยนโยบายเกี่ยวกับเงินบำนาญ ได้ทำร้ายประชาชนอย่างสาหัสที่สุด ที่บังคับใช้ตั้งแต่สมัยของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีมาริโอ มอนติ แม้จะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือประชาชนได้
4 หมื่นคน แต่ตัวเลขที่แท้จริงของผู้ได้รับผลกระทบนั้นมากถึงอย่างน้อย 150,000 คน
นางอันนา-มาเรีย โซปรันซี่ และนายโรมีโอ ดิโอนิซี่ ได้ผูกคอตายในบ้านพัก ในเมืองซิวิตาโนว่าที่อยู่ริมทะเลอะเดรียติคเมื่อวันศุกร์ ทำให้พวกเขากลายเป็นเหยื่อวิกฤติเศรษฐกิจรายล่าสุด
นายดิโอนิซี่ วัย 63 ปี เป็นเสมียนของบริษัทผลิตรองเท้า ที่ปิดตัวไปเมื่อ 5 ปีก่อน และเขาได้พยายามจะหางานใหม่ การตกงานของเขา ทำให้เขาไม่สามารถเรียกร้องเงินบำนาญได้
เนื่องจากเมื่อ 16 เดือนก่อน รัฐบาลได้เพิ่มอายุของคนเกษียณขึ้นไปอีก 5 ปี อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการตัดลดรายจ่ายที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศในยุโรป ทำให้คู่สามีภรรยาวัยชราต้องขาดรายได้จากเงินบำนาญ เดือนละไม่ถึง 500 ปอนด์ หรือราว 22,000 บาท และหลายเดือนที่ผ่านมา พวกเขาไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าและหนี้สินอื่น ๆ
หลังจากข่าวสามีภรรยาคู่นี้ฆ่าตัวตาย นายจูเซ็ปเป้ โซปรันซี่ วัย 78 ปี ซึ่งเป็นพี่ชายของนางดิโอนิซี่และอาศัยอยู่บ้านถัดไป ได้ฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงทะเลเช่นกัน
โศกนาฎกรรมที่เกิดกับครอบครัววัยชรานี้ ได้สร้างความสลดใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ ในระหว่างพิธีศพเมื่อวันเสาร์ ได้มีฝูงชนที่เป็นเพื่อนของทั้งสามคน ได้ไปรุมล้อมนักการเมืองบางคน ด้วยความโกรธแค้น พร้อมประนามว่า ทั้งสามคนถูกฆาตกรรมโดยรัฐบาล
นายทอมมาโซ่ คอร์วัตต้า นายกเทศมนตรีเมืองซิวิตาโนว่า ให้ความเห็นต่อหนังสือพิมพ์ลา สแตมป้าว่า ครอบครัวนี้มีศักดิ์ศรีพอที่จะจบทุกอย่างลงด้วยโศกนาฎกรรม แทนที่จะขอความช่วยเหลือ ขณะที่ที่อื่นที่เผชิญสถานการณ์แบบเดียวกันนี้ กลับเป็นแรงผลักดันให้ประชาชนหันไปก่ออาชญากรรม เมื่อนักการเมืองอภิปรายกันเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ
พวกเขาจำเป็นต้องคิดถึงประชาชน ที่กำลังตกอยู่ในสภาพเดียวกันนี้
เพื่อนบ้าน ระบุว่า ทั้งสองคน ค้างชำระภาษีราว 15,000 ปอนด์ หรือราว 670,000 บาท ทำให้พวกเขาวิตกว่า รถยนต์และเฟอร์นิเจอร์จะถูกยึด ทำให้พวกเขาหัวใจสลาย และนาง
ดิโอนิซี่ถึงกับหมดหวัง และเครียดจัด พวกเขาได้ทิ้งจดหมายมีข้อความขออภัยไว้ใกล้ศพด้วย
ด้านนายโซปรันซี่ ซึ่งเป็นอดีตเสมียนในโรงงานรองเท้าเช่นกัน ได้กลับมาพบข่าวร้ายขณะกลับบ้าน ทำให้ทำใจไม่ได้ และไปกระโดดทะเลที่ท่าเรือ
การฆ่าตัวตายเพราะวิกฤติเศรษฐกิจ กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเผชิญภาวะถดถอย ที่เชื่อว่าจะยาวนานที่สุดถึง 20 ปี การใช้มาตรการรัดเข็มขัดด้วยนโยบายเกี่ยวกับเงินบำนาญ ได้ทำร้ายประชาชนอย่างสาหัสที่สุด ที่บังคับใช้ตั้งแต่สมัยของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีมาริโอ มอนติ แม้จะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือประชาชนได้
4 หมื่นคน แต่ตัวเลขที่แท้จริงของผู้ได้รับผลกระทบนั้นมากถึงอย่างน้อย 150,000 คน
ช่อง11ถ่ายทอดคดีปราสาทพระวิหาร ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์14 - 19 เมษายนนี้
กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมถ่ายทอดคดีปราสาทพระวิหาร ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์ ตั้งแต่วันที่ 14 - 19 เมษายนนี้
นายณัฎฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวการถ่ายทอดการกล่าวถ้อยแถลงทางวาจา ต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก คดีปราสาทพระวิหาร ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์ วันที่ 15-19 เมษายนนี้ โดยกล่าวว่า การถ่ายทอดจะมีทั้งในเว็บไซต์ศาลโลก www.icj-cij.org เว็บไซต์สหประชาชาติ http://webtv.un.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
ในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลต้องการให้ประชาชนรับทราบความโปร่งใสจึงมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ จัดทำเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศ www.phraviharn.org รับชมได้ 3 ภาษา ได้แก่ ภาษาที่ใช้ให้การจริงคือฝรั่งเศสและอังกฤษ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย รวมทั้งการถ่ายทอดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 92.5, AM 891 และสถานีวิทยุสราญรมย์ AM 1575
ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ ผ่านช่องทางต่างๆ ของกระทรวงต่อไป สำหรับการตั้งศูนย์ข่าว กระทรวงการต่างประเทศ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 14-19 เมษายน โดยวันที่ 14 และ 16 ซึ่งไม่มีกำหนดการให้การ จะเปิดทำการในเวลา 17:00-01:00 น.และวันที่ 15,17,18,และ 19 ซึ่งมีกำหนดการให้การ จะเปิดเวลา 13:00-01:00 น.
ทั้งนี้ จะมีการสรุปประเด็นประจำวัน ในเวลาประมาณ 22:30-23:30 น.โดยเอกอัครราชทูตประจำกรุงเฮก ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะต่อสู้คดี
นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศ จะเผยแพร่สำนวนการให้การฉบับภาษาไทย ทางเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ ในช่วงเวลาเดียวกับที่ศาลโลกเผยแพร่ฉบับภาษาอังกฤษ ในเวลา 10.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับเวลา 15.00 น. ตามเวลาประเทศไทย
คลอดทีวีดิจิตอลท่องเที่ยว-กีฬาแห่งชาติ
คลอดทีวีดิจิตอลท่องเที่ยว-กีฬาแห่งชาติ
Wednesday, 10 April 2013 16:56
นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมจัดทำสถานีโทรทัศน์การท่องเที่ยวและการกีฬาแห่งชาติ เพื่อให้เป็นช่องทางการสื่อสารทางตรงกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับวงการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในสายตาชาวต่างชาติ
ทั้งนี้ได้เตรียมรวบรวมความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย เป็นต้น นำเสนอเรื่องราวผ่านรายการเพื่อช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของประเทศรวมถึงใช้เป็นช่องทางการสื่อสารกรณีเกิดเหตุการณ์การทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยผ่านโซเชียลมีเดียที่เกิดขึ้นได้ในทันที
เบื้องต้นเนื้อหากว่า 50% คาดว่าจะเป็นภาคภาษาอังกฤษ เพื่อมุ่งเจาะกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ให้มีความรู้ความเข้าใจถึงภาคสินค้าและการบริการท่องเที่ยวของประเทศไทยมากขึ้น ในอนาคตรูปแบบรายการอาจต่อยอดไปยังภาษาอื่นๆเพิ่มเติม เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มนักท่องเที่ยว
"กระทรวงจะเร่งศึกษาแนวทางการทำเนื้อหารายการในแต่ละช่วง ควรมีรายละเอียดอะไรที่เหมาะสม เพื่อจัดตั้งงบประมาณที่เหมาะสม โดยคาดว่าจะเปิดตัวประมาณเดือน มิ.ย.นี้" นายวัชระกล่าว
สำหรับโครงการสถานีทีวีดิจิตอลช่องการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งชาติถือเป็นความร่วมมือกันระหว่าง บริษัทอสมท กับหน่วยงานราชการ 10 หน่วยงานตามแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสทช.) ฉบับที่ 1 ร่วมลงนามความร่วมมือใน 3 ด้านได้แก่ 1.การบริการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการกระจายเสียง 2.การใช้โครงข่ายวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล และ 3.สนับสนุนอุปกรณ์เพื่อทดลองระบบดิจิตอลโดยในช่วงแรกของการออกอากาศทีวีดิจิตอลในครั้งนี้ อสมท ยังไม่มีการจัดเก็บค่าเวลาแต่อย่างใด
ที่มา: โพสต์ ทูเดย์ (Th) Wednesday, April 10, 2013
น้ำ ไอ เอ็น เอ็น มหาบัณฑิตหมาดๆ “เปิดรับคำติชม หัวใจการทำงาน”
น้ำ ไอ เอ็น เอ็น
หน้าแรก
น้ำ ไอ เอ็น เอ็น
มหาบัณฑิตหมาดๆ
“เปิดรับคำติชม หัวใจการทำงาน”
Crime Reporter นำเสนอสาวสวยค่าย ไอ เอ็น เอ็น น.ส.สุพัฒนา บุญธรรม หรือน้ำ ประวัติการทำงาน หลังจากจบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม (เมื่อก่อนยังเป็นสถาบันราชภัฏจันทรเกษม) เมื่อปี 2546 ก็ เข้าทำงานเป็นผู้สื่อข่าว สถานีวิทยุ จส.100 อยู่ได้ 2 ปีครึ่ง ก็ย้ายค่าย มาอยู่สำนักข่าว ไอ เอ็น เอ็น เครือเดียวกับร่วมด้วยช่วยกัน อยู่โต๊ะอาชญากรรม จนถึงปัจจุบัน เป็นรุ่นพี่ใหญ่สุดในสาย เพราะอยู่มานานสุด เพื่อนร่วมค่าย ย้ายสถานที่ทำงานกันหมด แต่เราไม่ยอมย้าย เพราะ มีสัญญาใจ กับ ไอ เอ็น เอ็น ที่เหมือนบ้านหลังที่สองของ เราเอง
อยู่ ไอ เอ็น เอ็น สายงานที่รับผิดชอบ ส่วนมากจะ ประจำที่กองปราบ และศาลอาญา และตระเวนโซน เขตเหนือ และ ชานเมือง บ้างประปราย หากมีคดีสำคัญ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2556 เพิ่งมีความภาคภูมิใจ ในชีวิต และครอบครัวอีกครั้ง เพราะเพิ่ง เข้ารับประทานปริญญาโท นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม จากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาธินัดดามาตุ
ปัจจุบัน ยังคงรักในการทำงานข่าวสายอาชญากรรม และยังไม่รู้สึกเบื่อ เพราะชอบทำงานที่แข่งกับเวลา เพราะทำให้เรา แอคทีฟอยู่ตลอดเวลา
คติประจำใจ ความรับผิดชอบ และตรงต่อเวลา และเปิดรับคำติชม คือหัวใจสำคัญของการทำงาน
วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556
วิเคราะห์2ปม-ปชป.สกัดแก้รธน.
วันจันทร์ที่ 8 เมษายน 2556, 00:00 น.
รายงานพิเศษ
การแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราที่รัฐสภาโหวตผ่านวาระแรก อยู่ในขั้นแปรญัตติของกรรมาธิการ
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ากระบวนการพิจารณาของรัฐสภาไม่สมบูรณ์
เนื่องจากการปิดประชุมไม่ได้ขอมติจากสมาชิก
อีกทั้งการดำเนินการเพื่อกำหนดวันแปรญัตติในขณะที่องค์ประชุมไม่ครบ จนทำให้ประธานรวบรัดดำเนินการนั้นขัดระเบียบข้อบังคับการประชุม
โดยฝ่ายค้านเตรียมยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
มีความเห็นจากนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ต่อความเห็นแย้งของฝ่ายค้าน
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
นักกฎหมายอิสระ
เรื่องระเบียบข้อบังคับของรัฐ สภา รัฐบาล ฝ่ายค้าน สมาชิกรัฐสภาต้องยึดถือปฏิบัติ ยิ่งเป็นสมาชิกย่อมต้องรู้ดีกว่าบุคคลภายนอกว่าควรต้องปฏิบัติตัวเช่นไร
การประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ตั้งแต่แรกเริ่มได้ยึดถือตามมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ระบุว่าสามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้
มาตรา 291 ยังระบุไว้ชัดเจนว่า เป็นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติม ต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและให้รัฐสภาพิจารณาเป็น 3 วาระ
หมายความว่าให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการของรัฐสภา โดยไม่จำเป็นต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยต่อ
อีกทั้งการยึดตามมาตรา 291 ระบุไว้เช่นกันว่า เป็นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม แต่ไม่ได้ทำเป็นร่างพ.ร.บ.
และหลังจากการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านสภามาได้แล้ว ก็ให้ปฏิบัติตามมาตรา 150 และมาตรา 151 เพื่อเข้าสู่กระบวนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อรอลงพระปรมาภิไธย
ในมาตรา 291 ไม่มีข้อความใดระบุไว้เลยว่า หากสมาชิกสภาเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐธรรมนูญให้นำมาตรา 154 ที่บัญญัติว่าเป็นการควบคุมการพิจารณาไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรวินิจฉัย
จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าการดำเนินการต้องอยู่ในรัฐสภาเท่านั้น หากสภาเห็นด้วยกับสิ่งที่ฝ่ายค้านได้เสนอว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่สร้างประโยชน์ หรือว่าการประชุมขัดต่อระเบียบข้อบังคับ
สภาต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการโหวตให้เรื่อง ดังกล่าวตกไปในวาระที่ 3
แต่ถ้าหากสมาชิกสภาปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับการประชุมและยึดตามมาตรา 291 เป็นหลัก ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
การที่ฝ่ายค้านยืนยันว่าจะยื่นเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐ ธรรมนูญตีความวินิจฉัย ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับพรรคฝ่ายค้าน ที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบและสรรหาวิธีในการสร้างน้ำหนักกับเรื่องที่คัดค้าน
แต่ฝ่ายที่ชี้ขาดสำหรับประเด็นนี้คือศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะรับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ หากรับก็อาจถูกสังคมและประชาชนโจมตีได้ทันทีว่า วางตัวไม่เป็นกลาง หรืออาจกระทำการเกินหน้าที่
จากสิ่งที่กล่าวมา หากศาลรัฐธรรมนูญยิ่งตอบสนองพรรคฝ่ายค้าน เท่ากับจะยิ่งหลงกลมากเท่านั้น
และจะถูกหรือจะผิด ก็ต้องดูมาตรา 291 เป็นหลัก
พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
กรณีซึ่งมีการกล่าวอ้างกันว่าไม่เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม หรือการดำเนินการประชุมผิดข้อบังคับ คนที่ต้องตีความคือที่ประชุมสภา
ที่พรรคประชาธิปัตย์หยิบยกขึ้นมาทั้งการปิดประชุมโดยไม่ขอมติ และช่วงกำหนดวันแปรญัตติโดยที่องค์ประชุมไม่ครบ ล้วนเป็นเรื่องทางเทคนิค
ที่ระบุการปิดประชุมไม่ชอบเพราะไม่มีการลงมตินั้น เมื่อมีการเสนอให้ปิดประชุมแล้วฝ่ายค้านระบุเองว่าไม่เสนอแย้ง การพูดชัดเจนเช่นนี้การปิดประชุมของประธานรัฐสภาก็ถูกต้องแล้ว
เพราะเมื่อมีการเสนอปิดประชุมสภาโดยที่มีคนรับรองถูกต้อง แล้วไม่มีการเสนอค้านหรือแย้ง ประธานก็สั่งปิดประชุมได้ ยกเว้นว่ามีการเสนอค้านก็ต้องขอมติที่ประชุม การลงมติจึงชอบแล้ว
ส่วนขั้นตอนการเสนอแปรญัตติ ที่รัฐบาลเสนอ 15 วัน ฝ่ายค้านเสนอ 60 วัน แต่มีการรวบรัดสรุปเป็น 15 วัน เพราะองค์ประชุมไม่ครบ เมื่อองค์ประชุมไม่ครบต้องถือว่าการประชุมล่มแล้ว จะดำเนินการอะไรต่อไม่ได้ทั้งสิ้น
การประชุมต้องยุติ การดำเนินการต่อจากนั้นไม่ถือเป็นการประชุม
ดังนั้นการที่ฝ่ายค้านเสนอให้ประธานเรียกประชุมรัฐสภาใหม่ ก็น่าจะต้องเป็นอย่างนั้น โดยไปดำเนินการในจุดที่ติดค้าง หากต้องการให้ถูกต้องก็เรียกประชุมรัฐสภาแก้เฉพาะจุดที่มีปัญหา แล้วลงมติกันให้เรียบร้อย
แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะการวินิจฉัยการดำเนินการประชุมจะผิดหรือถูกเป็นอำนาจของสภา การส่งตีความเป็นไปไม่ได้
สภาต้องว่ากันเอง
ถ้าเห็นว่าประธานสภาทำไม่ถูกต้อง ฝ่าฝืนหรือกระทำขัดกฎหมาย ก็เป็นเหตุให้สมาชิกรัฐสภาเสนอเข้าชื่อถอดถอนได้ แต่ไม่ใช่การส่งตีความ
การตีความต้องเป็นกรณีกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ จึงจะเข้าข่ายส่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายความว่าต้องเป็นร่างพ.ร.บ. หรือร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ไม่ใช่ตีความว่าร่างรัฐธรรมนูญขัดรัฐธรรมนูญ
ร่างแก้รัฐธรรมนูญอย่างไรก็ต้องขัดรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการเสนอแก้ไข เพียงแต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง
อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง
นักวิชาการอิสระ
ที่ฝ่ายค้านหยิบการกำหนดวันแปรญัตติที่องค์ประชุมไม่ครบมาเป็นประเด็นนั้น การแปรญัตติส่วนใหญ่ซึ่งเป็นที่ยอมรับก็ใช้เวลา 15 วัน การเรียกร้องให้ใช้เวลานานถึง 60 วัน เจตนาเป็นการเตะถ่วง
แต่ละร่างแก้ไม่กี่มาตรา แปรญัตติ 7 วันก็ได้ เรื่องเร่งด่วนส่วนใหญ่ใช้เวลา 15 วัน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ
อย่างไรก็ตาม หากว่ากันตามหลัก เมื่อฝ่ายค้านเสนอให้แปรญัตติ 60 วัน แล้วประธานจะรวบรัดไม่ได้ อย่างไรก็ต้องโหวต ซึ่งความจริงโหวตอย่างไรก็ชนะ
แต่ที่ประธานรัฐสภาบอกว่าองค์ประชุมไม่ครบก็ต้องถามซีกรัฐบาลว่า หลังจากโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วจะรีบร้อนไปไหน รออีกหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร
รู้อยู่แล้วว่าจะยังมีขั้นตอนการตั้งกรรมาธิการอีก แล้วจะรีบไปไหน เท่ากับเปิดช่องให้ฝ่ายค้าน เรื่องที่ไม่ควรเป็นเรื่องจึงเป็นเรื่องขึ้นมา ไม่รับผิดชอบต่อการทำหน้าที่
การแก้ปัญหาอาจต้องเรียกประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องที่คากันอยู่ หรือต้อง ดูข้อบังคับการประชุมว่าจะทำอย่างไร ได้บ้าง
แต่การส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ ผมมองในมุมการถ่วงดุลของ 3 อำนาจ ผมเป็นนักรัฐศาสตร์ไม่เคยเห็นด้วยกับการที่ตุลาการเข้ามาสั่งการฝ่ายนิติบัญญัติ ทุกอย่างมีกติกาว่าฝ่ายไหนมีหน้าที่อะไร ใครทำผิดก็มีกฎหมายบังคับอยู่
อำนาจตุลาการดูเฉพาะเรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ ไม่ใช่ทำเปรอะไปทุกเรื่อง
ส่วนการปิดประชุมโดยไม่ขอมติที่ประชุมนั้น พิจารณาจากธรรมชาติของการประชุมทั่วๆ ไป เมื่อหมดเรื่องพูดคุยประธานก็ปิดประชุม ส่วนมากก็ไม่ต้องขอมติ
ผมเป็นประธานการประชุม คณบดี อธิการบดี เมื่อไม่มีเรื่องอะไรแล้วก็ปิดประชุม ไม่ทันดูรายละเอียดว่าต้องขออนุมัติปิดประชุมหรือไม่
ดังนั้น การที่ฝ่ายค้านเลือกเล่นเกมนี้เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ได้ทำให้โก้เลย เล่นการเมืองแบบไม่มีสปิริต
รายงานพิเศษ
การแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราที่รัฐสภาโหวตผ่านวาระแรก อยู่ในขั้นแปรญัตติของกรรมาธิการ
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ากระบวนการพิจารณาของรัฐสภาไม่สมบูรณ์
เนื่องจากการปิดประชุมไม่ได้ขอมติจากสมาชิก
อีกทั้งการดำเนินการเพื่อกำหนดวันแปรญัตติในขณะที่องค์ประชุมไม่ครบ จนทำให้ประธานรวบรัดดำเนินการนั้นขัดระเบียบข้อบังคับการประชุม
โดยฝ่ายค้านเตรียมยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
มีความเห็นจากนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ต่อความเห็นแย้งของฝ่ายค้าน
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
นักกฎหมายอิสระ
เรื่องระเบียบข้อบังคับของรัฐ สภา รัฐบาล ฝ่ายค้าน สมาชิกรัฐสภาต้องยึดถือปฏิบัติ ยิ่งเป็นสมาชิกย่อมต้องรู้ดีกว่าบุคคลภายนอกว่าควรต้องปฏิบัติตัวเช่นไร
การประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ตั้งแต่แรกเริ่มได้ยึดถือตามมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ระบุว่าสามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้
มาตรา 291 ยังระบุไว้ชัดเจนว่า เป็นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติม ต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและให้รัฐสภาพิจารณาเป็น 3 วาระ
หมายความว่าให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการของรัฐสภา โดยไม่จำเป็นต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยต่อ
อีกทั้งการยึดตามมาตรา 291 ระบุไว้เช่นกันว่า เป็นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม แต่ไม่ได้ทำเป็นร่างพ.ร.บ.
และหลังจากการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านสภามาได้แล้ว ก็ให้ปฏิบัติตามมาตรา 150 และมาตรา 151 เพื่อเข้าสู่กระบวนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อรอลงพระปรมาภิไธย
ในมาตรา 291 ไม่มีข้อความใดระบุไว้เลยว่า หากสมาชิกสภาเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐธรรมนูญให้นำมาตรา 154 ที่บัญญัติว่าเป็นการควบคุมการพิจารณาไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรวินิจฉัย
จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าการดำเนินการต้องอยู่ในรัฐสภาเท่านั้น หากสภาเห็นด้วยกับสิ่งที่ฝ่ายค้านได้เสนอว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่สร้างประโยชน์ หรือว่าการประชุมขัดต่อระเบียบข้อบังคับ
สภาต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการโหวตให้เรื่อง ดังกล่าวตกไปในวาระที่ 3
แต่ถ้าหากสมาชิกสภาปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับการประชุมและยึดตามมาตรา 291 เป็นหลัก ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
การที่ฝ่ายค้านยืนยันว่าจะยื่นเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐ ธรรมนูญตีความวินิจฉัย ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับพรรคฝ่ายค้าน ที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบและสรรหาวิธีในการสร้างน้ำหนักกับเรื่องที่คัดค้าน
แต่ฝ่ายที่ชี้ขาดสำหรับประเด็นนี้คือศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะรับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ หากรับก็อาจถูกสังคมและประชาชนโจมตีได้ทันทีว่า วางตัวไม่เป็นกลาง หรืออาจกระทำการเกินหน้าที่
จากสิ่งที่กล่าวมา หากศาลรัฐธรรมนูญยิ่งตอบสนองพรรคฝ่ายค้าน เท่ากับจะยิ่งหลงกลมากเท่านั้น
และจะถูกหรือจะผิด ก็ต้องดูมาตรา 291 เป็นหลัก
พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
กรณีซึ่งมีการกล่าวอ้างกันว่าไม่เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม หรือการดำเนินการประชุมผิดข้อบังคับ คนที่ต้องตีความคือที่ประชุมสภา
ที่พรรคประชาธิปัตย์หยิบยกขึ้นมาทั้งการปิดประชุมโดยไม่ขอมติ และช่วงกำหนดวันแปรญัตติโดยที่องค์ประชุมไม่ครบ ล้วนเป็นเรื่องทางเทคนิค
ที่ระบุการปิดประชุมไม่ชอบเพราะไม่มีการลงมตินั้น เมื่อมีการเสนอให้ปิดประชุมแล้วฝ่ายค้านระบุเองว่าไม่เสนอแย้ง การพูดชัดเจนเช่นนี้การปิดประชุมของประธานรัฐสภาก็ถูกต้องแล้ว
เพราะเมื่อมีการเสนอปิดประชุมสภาโดยที่มีคนรับรองถูกต้อง แล้วไม่มีการเสนอค้านหรือแย้ง ประธานก็สั่งปิดประชุมได้ ยกเว้นว่ามีการเสนอค้านก็ต้องขอมติที่ประชุม การลงมติจึงชอบแล้ว
ส่วนขั้นตอนการเสนอแปรญัตติ ที่รัฐบาลเสนอ 15 วัน ฝ่ายค้านเสนอ 60 วัน แต่มีการรวบรัดสรุปเป็น 15 วัน เพราะองค์ประชุมไม่ครบ เมื่อองค์ประชุมไม่ครบต้องถือว่าการประชุมล่มแล้ว จะดำเนินการอะไรต่อไม่ได้ทั้งสิ้น
การประชุมต้องยุติ การดำเนินการต่อจากนั้นไม่ถือเป็นการประชุม
ดังนั้นการที่ฝ่ายค้านเสนอให้ประธานเรียกประชุมรัฐสภาใหม่ ก็น่าจะต้องเป็นอย่างนั้น โดยไปดำเนินการในจุดที่ติดค้าง หากต้องการให้ถูกต้องก็เรียกประชุมรัฐสภาแก้เฉพาะจุดที่มีปัญหา แล้วลงมติกันให้เรียบร้อย
แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะการวินิจฉัยการดำเนินการประชุมจะผิดหรือถูกเป็นอำนาจของสภา การส่งตีความเป็นไปไม่ได้
สภาต้องว่ากันเอง
ถ้าเห็นว่าประธานสภาทำไม่ถูกต้อง ฝ่าฝืนหรือกระทำขัดกฎหมาย ก็เป็นเหตุให้สมาชิกรัฐสภาเสนอเข้าชื่อถอดถอนได้ แต่ไม่ใช่การส่งตีความ
การตีความต้องเป็นกรณีกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ จึงจะเข้าข่ายส่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายความว่าต้องเป็นร่างพ.ร.บ. หรือร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ไม่ใช่ตีความว่าร่างรัฐธรรมนูญขัดรัฐธรรมนูญ
ร่างแก้รัฐธรรมนูญอย่างไรก็ต้องขัดรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการเสนอแก้ไข เพียงแต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง
อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง
นักวิชาการอิสระ
ที่ฝ่ายค้านหยิบการกำหนดวันแปรญัตติที่องค์ประชุมไม่ครบมาเป็นประเด็นนั้น การแปรญัตติส่วนใหญ่ซึ่งเป็นที่ยอมรับก็ใช้เวลา 15 วัน การเรียกร้องให้ใช้เวลานานถึง 60 วัน เจตนาเป็นการเตะถ่วง
แต่ละร่างแก้ไม่กี่มาตรา แปรญัตติ 7 วันก็ได้ เรื่องเร่งด่วนส่วนใหญ่ใช้เวลา 15 วัน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ
อย่างไรก็ตาม หากว่ากันตามหลัก เมื่อฝ่ายค้านเสนอให้แปรญัตติ 60 วัน แล้วประธานจะรวบรัดไม่ได้ อย่างไรก็ต้องโหวต ซึ่งความจริงโหวตอย่างไรก็ชนะ
แต่ที่ประธานรัฐสภาบอกว่าองค์ประชุมไม่ครบก็ต้องถามซีกรัฐบาลว่า หลังจากโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วจะรีบร้อนไปไหน รออีกหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร
รู้อยู่แล้วว่าจะยังมีขั้นตอนการตั้งกรรมาธิการอีก แล้วจะรีบไปไหน เท่ากับเปิดช่องให้ฝ่ายค้าน เรื่องที่ไม่ควรเป็นเรื่องจึงเป็นเรื่องขึ้นมา ไม่รับผิดชอบต่อการทำหน้าที่
การแก้ปัญหาอาจต้องเรียกประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องที่คากันอยู่ หรือต้อง ดูข้อบังคับการประชุมว่าจะทำอย่างไร ได้บ้าง
แต่การส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ ผมมองในมุมการถ่วงดุลของ 3 อำนาจ ผมเป็นนักรัฐศาสตร์ไม่เคยเห็นด้วยกับการที่ตุลาการเข้ามาสั่งการฝ่ายนิติบัญญัติ ทุกอย่างมีกติกาว่าฝ่ายไหนมีหน้าที่อะไร ใครทำผิดก็มีกฎหมายบังคับอยู่
อำนาจตุลาการดูเฉพาะเรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ ไม่ใช่ทำเปรอะไปทุกเรื่อง
ส่วนการปิดประชุมโดยไม่ขอมติที่ประชุมนั้น พิจารณาจากธรรมชาติของการประชุมทั่วๆ ไป เมื่อหมดเรื่องพูดคุยประธานก็ปิดประชุม ส่วนมากก็ไม่ต้องขอมติ
ผมเป็นประธานการประชุม คณบดี อธิการบดี เมื่อไม่มีเรื่องอะไรแล้วก็ปิดประชุม ไม่ทันดูรายละเอียดว่าต้องขออนุมัติปิดประชุมหรือไม่
ดังนั้น การที่ฝ่ายค้านเลือกเล่นเกมนี้เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ได้ทำให้โก้เลย เล่นการเมืองแบบไม่มีสปิริต
วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2556
ครบ67ปี ปชป. มาร์คไม่ท้อ พร้อมเป็นเสาหลักบ้านเมือง
วันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2556, 13:56 น.
ครบ 67 ปี พรรคประชาธิปัตย์ “มาร์ค” ไม่ท้อโวก้าวต่อไปมั่นคงทำให้ดีที่สุด ยัน พร้อมเป็นหลักให้บ้านเมือง ขณะที่ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย ร่วมแสดงความยินดี...
วันที่ 6 เม.ย.56 เวลา 07.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการจัดงานครบรอบ 67 ปีวันก่อตั้งพรรค โดยมีการทำพิธีทางศาสนา 3 ศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ พราหมณ์ และอิสลาม โดยมีสมาชิกของพรรคเข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง
ขณะเดียวกันมีตัวแทนจากพรรคต่างเข้าร่วมอวยพร อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย นายนิกร จำนง กรรมการที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา
จากนั้นเวลา 09.29 น. ได้มีการประกอบพิธีทางศาสนาพาหมณ์ ที่บริเวณลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพรรค โดยมีแกนนำของพรรคร่วมพิธีจำนวนมาก ซึ่งในปีนี้พระแม่ธรณีทรงสไบสีทอง
ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคได้กล่าวกับผู้นำศาสนาอิสลาม ตอนหนึ่งว่าไม่ต้องเป็นห่วงอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของพรรคประชาธิปัตย์ พวกเราไม่มีใครย่อท้อมีความหนักแน่น ตนตั้งใจว่าตลอดเวลาที่เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคตั้งแต่ปี 2548 จะต้องเผชิญกับปัญหายากๆ แต่เพราะความเป็นหนึ่งเดียวกันของสมาชิกพรรคช่วยให้ฟันฝ่ามาได้ ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ พรรคจะเป็นหลักเพื่อบ้านเมือง ทำงานสานต่อเจตนารมณ์ผู้ก่อตั้งพรรค และต้องขอบคุณผู้สนับสนุนที่ทำให้เราเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงและยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุด
จากนั้นเวลา 10.15 น. นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่าในโอกาสที่ครบรอบการก่อตั้ง 67 ปีนั้น ยืนยันว่าพรรคจะเป็นสถาบันทางการเมืองนำพาประเทศชาติไปสู่ประชาธิปไตย ให้สังคมมีความสงบสุข มีความเจริญก้าวหน้าอยู่ดีมีสุข ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของพรรคไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต โดยการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวม
ทั้งนี้การทำงานของพรรคปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งขณะนี้ ที่พรรคเป็นฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ก็พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์ทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์ เพื่อให้สังคมและประชาชนพึ่งพาได้ และยืนยันว่าอุดมการณ์ของพรรคที่มีตั้งแต่ 67 ปีที่แล้วนั้น ยังมีความทันสมัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเคารพสิทธิเสรีภาพประชาชน หลักเศรษฐกิจที่ให้ภาคประชาชนมีสิทธิพึ่งกลไกเศรษฐกิจเสรี โดยที่พรรคดูแลความเป็นธรรม รวมทั้งอุดมการณ์การกระจายอำนาจ ที่สอดคล้องแนวคิดโลกปัจจุบัน
โดย ทีมข่าวการเมือง
ครบ 67 ปี พรรคประชาธิปัตย์ “มาร์ค” ไม่ท้อโวก้าวต่อไปมั่นคงทำให้ดีที่สุด ยัน พร้อมเป็นหลักให้บ้านเมือง ขณะที่ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย ร่วมแสดงความยินดี...
วันที่ 6 เม.ย.56 เวลา 07.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการจัดงานครบรอบ 67 ปีวันก่อตั้งพรรค โดยมีการทำพิธีทางศาสนา 3 ศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ พราหมณ์ และอิสลาม โดยมีสมาชิกของพรรคเข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง
ขณะเดียวกันมีตัวแทนจากพรรคต่างเข้าร่วมอวยพร อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย นายนิกร จำนง กรรมการที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา
จากนั้นเวลา 09.29 น. ได้มีการประกอบพิธีทางศาสนาพาหมณ์ ที่บริเวณลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพรรค โดยมีแกนนำของพรรคร่วมพิธีจำนวนมาก ซึ่งในปีนี้พระแม่ธรณีทรงสไบสีทอง
ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคได้กล่าวกับผู้นำศาสนาอิสลาม ตอนหนึ่งว่าไม่ต้องเป็นห่วงอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของพรรคประชาธิปัตย์ พวกเราไม่มีใครย่อท้อมีความหนักแน่น ตนตั้งใจว่าตลอดเวลาที่เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคตั้งแต่ปี 2548 จะต้องเผชิญกับปัญหายากๆ แต่เพราะความเป็นหนึ่งเดียวกันของสมาชิกพรรคช่วยให้ฟันฝ่ามาได้ ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ พรรคจะเป็นหลักเพื่อบ้านเมือง ทำงานสานต่อเจตนารมณ์ผู้ก่อตั้งพรรค และต้องขอบคุณผู้สนับสนุนที่ทำให้เราเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงและยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุด
จากนั้นเวลา 10.15 น. นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่าในโอกาสที่ครบรอบการก่อตั้ง 67 ปีนั้น ยืนยันว่าพรรคจะเป็นสถาบันทางการเมืองนำพาประเทศชาติไปสู่ประชาธิปไตย ให้สังคมมีความสงบสุข มีความเจริญก้าวหน้าอยู่ดีมีสุข ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของพรรคไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต โดยการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวม
ทั้งนี้การทำงานของพรรคปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งขณะนี้ ที่พรรคเป็นฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ก็พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์ทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์ เพื่อให้สังคมและประชาชนพึ่งพาได้ และยืนยันว่าอุดมการณ์ของพรรคที่มีตั้งแต่ 67 ปีที่แล้วนั้น ยังมีความทันสมัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเคารพสิทธิเสรีภาพประชาชน หลักเศรษฐกิจที่ให้ภาคประชาชนมีสิทธิพึ่งกลไกเศรษฐกิจเสรี โดยที่พรรคดูแลความเป็นธรรม รวมทั้งอุดมการณ์การกระจายอำนาจ ที่สอดคล้องแนวคิดโลกปัจจุบัน
โดย ทีมข่าวการเมือง
ครบ4ปีภูมิใจไทยหงอย ไร้เงา'เนวิน-กลุ่มมัชฌิมาฯ'
วันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2556, 14:29 น.
"อนุทิน ชาญวีรกุล" ทำบุญใหญ่พรรคภูมิใจไทย ขึ้นสู่ปีที่ 5 ลั่นเลือกตั้งครั้งหน้า ต้องกวาด ส.ส.มากกว่า 33 คน ไม่หวั่นคนมองว่าเป็นช่วงขาลง ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบคุณภาพ ขณะที่ไร้เงาแกนนำพรรคร่วมงาน ทั้ง "เนวิน" และ "กลุ่มมัชฌิมาฯ"...
เมื่อวันที่ 6 เม.ย. ที่พรรคภูมิใจไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการจัดเลี้ยงทำบุญในวาระครบรอบจัดตั้งพรรคภูมิใจไทย 4 ปี โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรคฯ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองหัวหน้าพรรค นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคฯ พร้อมด้วยแกนนำพรรคภูมิใจไทย อาทิ นายโสภณ ซารัมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประจักษ์ แก้วกล้าหาญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร นายศุภชัย ใจสมุทร เป็นต้น
โดยไม่มีแกนนำคนสำคัญ อย่าง นายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและอดีตหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายเนวิน ชิดชอบ อดีตสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมาธิปไตย และนางพรทิวา นาคาศัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่ก็ได้มีแจกันดอกไม้ มาร่วมแสดงความยินดีแทน
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ส.ส.บัญชีราชชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมามอบแจกันดอกไม้ ร่วมอวยพรวันเกิดครบรอบวันเกิดพรรคภูมิใจไทย และร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ร่วมกันด้วย
นายอนุทิน กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการว่า ตนได้ทำหน้าที่ครั้งแรกในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในพิธีการสำคัญของพรรคเป็นครั้งแรกในวันนี้ โดยพรรคภูมิใจไทยได้ก่อตั้งขึ้นมาท่ามกลางความรุนแรง ขัดแย้งของสังคมไทย และมีความกดดันจากรอบข้าง เราจึงจำเป็นต้องทำบางอย่างเพื่อบ้านเมือง และเราจำเป็นต้องทำบางอย่างให้สถานการณ์พลิกขึ้นตามลำดับ เนื่องจากในขณะนั้น มีความขัดแย้งมากมาย มีการสาดโคลน โต้เถียง มีการใช้วาทะ ทั้งเรื่องการพูดให้เสียหาย และจะต้องเข้มแข็งและต้องมีสติ
“หลายคนบอกว่า พรรคภูมิใจไทยอยู่ในช่วงขาลง ยืนยันว่าขาต้องลงถึงจะยืนอยู่ได้ ถ้าขาชี้ฟ้า แสดงว่าถูกจับห้อยหัว ผมไม่เคยคิดว่า คำว่า พรรคภูมิใจไทยขาลง เป็นคำที่ไม่ดี ถ้าขาลงทุกคน แสดงว่าเราก็ยังยืนอยู่อย่างมั่นคง เราก็ไม่มีวันที่ขาจะชี้ฟ้า แสดงว่าใกล้ถึงจุดจบ และที่สำคัญที่สุดยังได้เห็นความสามัคคี ความอบอุ่นในพรรค ขณะนี้พรรคของเราก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 5 องค์กรใดอยู่รอดได้ถึงทุกวันนี้ ก็ถือว่าองค์กรนั้นมีความมั่นคง ต้องถือว่าเราสามารถยืนอยู่ด้วยขาของตัวเองได้แล้ว ตอนที่เราหอบหิ้วกันออกมา มีเพียง 20 คนเท่านั้น แต่ตอนนี้เรามี ส.ส. 33 คน ผมยังยืนยันว่า ขณะนี้เราก็ยังมีอยู่ 33 คน และจากนี้ไปเราก็จะมี ส.ส.ให้มากกว่าเดิม พวกเราชอบคำดูถูก เหยียดหยาม และปรามาส เพราะมันทำให้พวกเราแข็งแรง และต้องต่อสู้เพราะมีเลือดนักสู้อยู่ในตัวเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมผ่านคำปรามาสมาเยอะ แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเกร่ง” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนมองว่า นอกจากแข่งจากภายนอกแล้ว เราต้องแข่งกับตัวเอง และเราต้องให้ความสำคัญกับตัวเอง และมีความตั้งใจมากกว่าให้ความสำคัญกับคู่แข่งที่อยู่รอบๆ ตัวเอง ถ้าเราชนะตัวเองได้ จะไม่มีใครสามารถชนะเราได้ นี่คติของตนในการดำรงชีวิตมาโดยตลอด วันนี้มาอยู่ร่วมพรรคภูมิใจไทยในทางการเมือง ก็ถือว่าใหม่ในทางการเมือง แต่การพูดคุยประสบการณ์กับพวกท่านทั้งหลาย ถึงแม้ว่าตนจะเป็นผู้นำของพรรค แต่ตนก็รู้ว่าตัวเองมีดีทางไหน อย่างไรก็ตาม ตนมองอดีตรัฐมนตรีและส.ส.ของพรรคภูมิใจไทย เป็นยอดฝีมือ และกระบี่มืออันดับหนึ่งในใจ ที่จะต้องเรียนรู้ร่วมกัน ถอดวิทยายุทธ์ พรรคภูมิใจไทยได้ขับเคลื่อนไปอยู่ในสถานะที่เป็นฝ่ายค้าน แต่เราก็เป็นฝ่ายค้านที่มีเหตุผล ทุกสิ่งที่เราทำสามารถอธิบายต่อสังคมได้ อธิบายต่อคนที่ได้รับผลกระทบต่อสิ่งที่เรากระทำได้
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายจากนี้ จะทำนโยบายใหม่ที่ยืดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ไม่เอาความขัดแย้งและรุนแรง โดยการทำหน้าที่ในสภาฯ ก็จะยึดถือประโยชน์คนส่วนใหญ่ เราก็จะสนับสนุน แต่หากทำไปเพื่อคนกลุ่มใดหรือคนใดคนหนึ่ง เราก็คงจะคัดค้าน ส่วนบทบาทของพรรคภูมิใจไทยในอนาคต เราก็คงจะเตรียมเพื่อสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไป เชื่อว่าอีกประมาณ 2 ปีกว่า คงต้องมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคก็ต้องมีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งตลอด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใด นายเนวินจึงไม่ได้มาร่วมงานในวันนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า นายเนวินก็ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่า จะวางมือทางการเมือง โดยหันไปสนับสนุนในด้านกีฬาฟุตบอลและเรื่องรถแข่งแล้ว อีกทั้งยังส่งเสริมเยาวชนในด้านการกีฬา ถึงแม้ว่าไม่ได้มาในวันนี้ แต่ก็ได้ส่งความปรารถนาดีในการทำบุญพรรคครบ 4 ปี ในวันนี้แล้ว.
"อนุทิน ชาญวีรกุล" ทำบุญใหญ่พรรคภูมิใจไทย ขึ้นสู่ปีที่ 5 ลั่นเลือกตั้งครั้งหน้า ต้องกวาด ส.ส.มากกว่า 33 คน ไม่หวั่นคนมองว่าเป็นช่วงขาลง ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบคุณภาพ ขณะที่ไร้เงาแกนนำพรรคร่วมงาน ทั้ง "เนวิน" และ "กลุ่มมัชฌิมาฯ"...
เมื่อวันที่ 6 เม.ย. ที่พรรคภูมิใจไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการจัดเลี้ยงทำบุญในวาระครบรอบจัดตั้งพรรคภูมิใจไทย 4 ปี โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรคฯ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองหัวหน้าพรรค นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคฯ พร้อมด้วยแกนนำพรรคภูมิใจไทย อาทิ นายโสภณ ซารัมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประจักษ์ แก้วกล้าหาญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร นายศุภชัย ใจสมุทร เป็นต้น
โดยไม่มีแกนนำคนสำคัญ อย่าง นายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและอดีตหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายเนวิน ชิดชอบ อดีตสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมาธิปไตย และนางพรทิวา นาคาศัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่ก็ได้มีแจกันดอกไม้ มาร่วมแสดงความยินดีแทน
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ส.ส.บัญชีราชชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมามอบแจกันดอกไม้ ร่วมอวยพรวันเกิดครบรอบวันเกิดพรรคภูมิใจไทย และร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ร่วมกันด้วย
นายอนุทิน กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการว่า ตนได้ทำหน้าที่ครั้งแรกในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในพิธีการสำคัญของพรรคเป็นครั้งแรกในวันนี้ โดยพรรคภูมิใจไทยได้ก่อตั้งขึ้นมาท่ามกลางความรุนแรง ขัดแย้งของสังคมไทย และมีความกดดันจากรอบข้าง เราจึงจำเป็นต้องทำบางอย่างเพื่อบ้านเมือง และเราจำเป็นต้องทำบางอย่างให้สถานการณ์พลิกขึ้นตามลำดับ เนื่องจากในขณะนั้น มีความขัดแย้งมากมาย มีการสาดโคลน โต้เถียง มีการใช้วาทะ ทั้งเรื่องการพูดให้เสียหาย และจะต้องเข้มแข็งและต้องมีสติ
“หลายคนบอกว่า พรรคภูมิใจไทยอยู่ในช่วงขาลง ยืนยันว่าขาต้องลงถึงจะยืนอยู่ได้ ถ้าขาชี้ฟ้า แสดงว่าถูกจับห้อยหัว ผมไม่เคยคิดว่า คำว่า พรรคภูมิใจไทยขาลง เป็นคำที่ไม่ดี ถ้าขาลงทุกคน แสดงว่าเราก็ยังยืนอยู่อย่างมั่นคง เราก็ไม่มีวันที่ขาจะชี้ฟ้า แสดงว่าใกล้ถึงจุดจบ และที่สำคัญที่สุดยังได้เห็นความสามัคคี ความอบอุ่นในพรรค ขณะนี้พรรคของเราก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 5 องค์กรใดอยู่รอดได้ถึงทุกวันนี้ ก็ถือว่าองค์กรนั้นมีความมั่นคง ต้องถือว่าเราสามารถยืนอยู่ด้วยขาของตัวเองได้แล้ว ตอนที่เราหอบหิ้วกันออกมา มีเพียง 20 คนเท่านั้น แต่ตอนนี้เรามี ส.ส. 33 คน ผมยังยืนยันว่า ขณะนี้เราก็ยังมีอยู่ 33 คน และจากนี้ไปเราก็จะมี ส.ส.ให้มากกว่าเดิม พวกเราชอบคำดูถูก เหยียดหยาม และปรามาส เพราะมันทำให้พวกเราแข็งแรง และต้องต่อสู้เพราะมีเลือดนักสู้อยู่ในตัวเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมผ่านคำปรามาสมาเยอะ แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเกร่ง” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนมองว่า นอกจากแข่งจากภายนอกแล้ว เราต้องแข่งกับตัวเอง และเราต้องให้ความสำคัญกับตัวเอง และมีความตั้งใจมากกว่าให้ความสำคัญกับคู่แข่งที่อยู่รอบๆ ตัวเอง ถ้าเราชนะตัวเองได้ จะไม่มีใครสามารถชนะเราได้ นี่คติของตนในการดำรงชีวิตมาโดยตลอด วันนี้มาอยู่ร่วมพรรคภูมิใจไทยในทางการเมือง ก็ถือว่าใหม่ในทางการเมือง แต่การพูดคุยประสบการณ์กับพวกท่านทั้งหลาย ถึงแม้ว่าตนจะเป็นผู้นำของพรรค แต่ตนก็รู้ว่าตัวเองมีดีทางไหน อย่างไรก็ตาม ตนมองอดีตรัฐมนตรีและส.ส.ของพรรคภูมิใจไทย เป็นยอดฝีมือ และกระบี่มืออันดับหนึ่งในใจ ที่จะต้องเรียนรู้ร่วมกัน ถอดวิทยายุทธ์ พรรคภูมิใจไทยได้ขับเคลื่อนไปอยู่ในสถานะที่เป็นฝ่ายค้าน แต่เราก็เป็นฝ่ายค้านที่มีเหตุผล ทุกสิ่งที่เราทำสามารถอธิบายต่อสังคมได้ อธิบายต่อคนที่ได้รับผลกระทบต่อสิ่งที่เรากระทำได้
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายจากนี้ จะทำนโยบายใหม่ที่ยืดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ไม่เอาความขัดแย้งและรุนแรง โดยการทำหน้าที่ในสภาฯ ก็จะยึดถือประโยชน์คนส่วนใหญ่ เราก็จะสนับสนุน แต่หากทำไปเพื่อคนกลุ่มใดหรือคนใดคนหนึ่ง เราก็คงจะคัดค้าน ส่วนบทบาทของพรรคภูมิใจไทยในอนาคต เราก็คงจะเตรียมเพื่อสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไป เชื่อว่าอีกประมาณ 2 ปีกว่า คงต้องมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคก็ต้องมีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งตลอด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใด นายเนวินจึงไม่ได้มาร่วมงานในวันนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า นายเนวินก็ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่า จะวางมือทางการเมือง โดยหันไปสนับสนุนในด้านกีฬาฟุตบอลและเรื่องรถแข่งแล้ว อีกทั้งยังส่งเสริมเยาวชนในด้านการกีฬา ถึงแม้ว่าไม่ได้มาในวันนี้ แต่ก็ได้ส่งความปรารถนาดีในการทำบุญพรรคครบ 4 ปี ในวันนี้แล้ว.
ปิดฉาก ''สาธุคุณ มูน'' ล้านอาลัย เจ้าลัทธิแต่ง 3 หมื่นคู่
วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน 2555 เวลา 00:00 น.
เมื่อเร็ว ๆ นี้ สื่อระดับโลกหลายสำนัก ได้เสนอข่าว สาธุคุณ ซัน เมียงมูน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโบสถ์แห่งความสามัคคี ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องการจัดพิธีสมรสหมู่ ที่มากสุดคือ 3 หมื่นคู่ ที่กรุงโซล เมื่อปี ค.ศ.1992 ได้ถึงแก่กรรมด้วยวัย 92 ปี เวลาตีสอง (ตามเวลาเกาหลีใต้) วันที่ 3 ก.ย. 2555 โฆษกประจำตัวแถลงว่า สาเหตุการจากไปของสาธุคุณ ซัน เมียงมูน มาจากโรคปอดบวมและอวัยวะสำคัญล้มเหลว
ทิ้งเรื่องราวทั้งด้านบวกและลบไว้ให้ผู้ที่เคารพศรัทธาและผู้ที่คัดค้านไม่เห็นด้วย ได้ศึกษาถกแถลงกันต่อไปอีกยาวนาน...
คนไทยคงเคยได้ยินเรื่องราวของบุคคลผู้นี้มาแล้วไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการสมรสหมู่ที่เป็นข่าวไปทั่วโลก สื่อหลายชาติรวมทั้งสื่อไทยก็เคยได้รับเชิญให้ไปทำข่าวนี้มาแล้ว ทั้งที่สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
การสมรสหมู่ของคนที่เข้าพิธีทั้งที่หลายคนไม่รู้จักกันนั้น กลายเป็นข้อครหาว่า เป็นเพราะเหล่าสาวกถูกล้างสมองด้วยนิกายหรือลัทธิที่สอนให้ไม่เคารพพ่อแม่ รวมทั้งเรื่องทรัพย์สมบัติที่สาธุคุณ ซัน เมียงมูน ได้ทิ้งไว้เป็นอาณาจักรใหญ่โตในปัจจุบัน ทั้งด้านอสังหาริมทรัพย์ สื่อมวลชน การศึกษา โรงงานผลิตอาวุธ บริษัทจัดจำหน่ายอาหาร ธุรกิจกิจตกปลา ร้านซูชิในสหรัฐ...ทั้งหมดถูกคนอเมริกันที่ไม่ศรัทธากล่าวหาว่า ค้ากำไรเกินควรจากสมาชิก ประมาณการว่า อาณาจักรธุรกิจเหล่านี้มีมูลค่านับพันล้านเหรียญเลยทีเดียว
เหรียญย่อมมีสองด้าน
สาธุคุณ มูน มีลูกศิษย์หลายล้านคน
และคนที่ศรัทธายืนยันว่า ไม่เคยมีการสอนให้ไม่นับถือพ่อแม่ แต่สอนว่า พ่อแม่ทุกคนต้องเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง ต้องเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดี มีการศึกษา ใฝ่สันติ ไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน เมื่อแต่งงานแล้วก็ไม่นอกใจกัน ลูกหลานต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ด้วยความรักที่มั่นคง 3 ชั่วอายุคน
’ทำไมท่านจะมีเงินไม่ได้ เพราะท่านไม่นั่งรอรับบริจาคอย่างเดียว แต่มาจากหัวคิดที่มองเห็นการณ์ไกล เมื่อมีเงินก็ใช้เงินเพื่อทำประโยชน์กับโลก“ ลูกศิษย์ยืนยัน
โดยยกตัวอย่างให้เห็นว่า เริ่มต้นเมื่อจะสร้างโบสถ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในเกาหลีใต้นั้น การหาเงินเป็นเรื่องยากมาก สาธุคุณ มูน ได้สั่งให้สมาชิกโบสถ์ทุกคนเมื่อจะส่งจดหมายหนึ่งฉบับให้กับสมาชิก ปกติต้องติดแสตมป์ 40 วอน ก็ให้ติดแสตมป์เป็นดวงละ 1 วอน 40 ดวง และสั่งให้สมาชิกเก็บสะสมแสตมป์ไว้เพื่อขาย เพราะเชื่อว่าไม่นานจะมีนักสะสมมาแห่ซื้อ จากแสตมป์ 1 วอน ก็ขายได้ 1 ล้านวอน กลายเป็นทุนดำเนินการในหลายด้าน รวมทั้งที่ดินกลางกรุงโซลที่ซื้อไว้เพื่อสร้างโบสถ์ก็มีราคาเพิ่มมหาศาล
นอกจากนั้น สาธุคุณ มูน ยังส่งเสริมให้สมาชิกต่อเรือเพื่อทำธุรกิจจับปลา โดยตัวมูนเองชอบพาลูกศิษย์ไปตกปลาในทะเลต่าง ๆ เป็นประจำ และเล็งเห็นล่วงหน้าว่า โลกจะขาดแคลนอาหาร เนื่องจากหมู วัว แพะ แกะ ออกลูกทีละไม่กี่ตัว แต่ปลาออกไข่ทีละเป็นล้านฟองและออกลูกฝูงใหญ่ ทะเลจะเป็นแหล่งอาหารสำคัญ มีทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา จึงเปิดโรงงานแปรรูปอาหารที่อลาสกา มีทั้งการทำเพื่อบริจาค และการจำหน่าย...
กลายเป็นอีกรายได้ที่สำคัญ
นอกจากเรื่องการสร้างธุรกิจแล้ว มูนยังก่อตั้งองค์กรในชื่อต่าง ๆ มากมาย เช่น สหพันธ์สันติภาพสากล สหพันธ์ครอบครัวเพื่อความสามัคคีและสันติภาพโลก สหพันธ์เยาวชนคนหนุ่มสาวเพื่อสันติภาพโลก สมาคมอาจารย์อุดมศึกษาเพื่อสันติภาพโลก มีการจัดประชุมทั้งที่นิวยอร์ก เกาหลี ญี่ปุ่น เป็นต้น โดยสหพันธ์สันติภาพสากล และสหพันธ์สตรีเพื่อสันติภาพโลก ได้รับการรับรองจากสหประชาชาติให้เป็นองค์กรที่มีสถานภาพเป็นที่ปรึกษาของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (UN ECOSOC)
ด้วย
และยังมีคณะบัลเล่ต์พื้นบ้าน “Little Angel” ที่ดังมาก ซึ่งเคยมาแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมด้วย อีกทั้งยังสร้างโรงพยาบาล พิพิธภัณฑ์ ศูนย์ปฏิบัติธรรม เป็นต้น
ธุรกิจต่าง ๆ เหล่านี้ ลูก ๆ 14 คน (ชาย 7 คน หญิง 7 คน) เป็นผู้ดูแล ส่วนมูลนิธิโบสถ์แห่งความสามัคคีนั้นลูกชายสุดท้องในจำนวน 7 คนเป็นผู้รับช่วงต่อตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 ขณะที่มีอายุ 28 ปี
ศพของสาธุคุณ ซัน เมียงมูน จะถูกฝังในวันที่ 15 กันยายนนี้ ที่ภูเขาซอนซุง ใกล้บ้านเกิดของเขา โดยจะมีผู้นำหลายชาติ รวมทั้งลูกศิษย์ลูกหาหลายล้านคนที่เคารพศรัทธาเขา มาร่วมส่งดวงวิญญาณในวาระสุดท้ายนี้ด้วยความอาลัยรัก แต่คนที่คัดค้านไม่เห็นด้วยก็ย่อมไม่มาร่วมแน่
วันเวลานั้นยังอีกยาวนาน แต่ไม่ไกลเกินไป
สาธุคุณ ซัน เมียงมูน ก็ไม่พ้นไปจากสุภาษิตจีนบทนี้ นั่นคือ...
ระยะทางพิสูจน์ม้า
กาลเวลาพิสูจน์คน
//
ที่มา เดลินิวส์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



