PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คำต่อคำ ศาล รธน.ชี้แก้ที่มา ส.ว.ผิด ม.68 แต่ไม่เข้าเงื่อนยุบพรรค

20 พฤศจิกายน 2556 13:46 น.

รายละเอียดคำวินิจฉัย ศาล รธน.ชี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว. ผิดทั้งกระบวนการ ปลอมร่างฯ ตัดสิทธิผู้อภิปราย เสียบบัตรแทนกัน พร้อมผิด ม.68 วรรค 1 เป็นการกระทำให้ได้มาซึ่งอำนาจปกครองโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่เข้าเงื่อนไขยุบพรรคการเมือง
         
            (20 พ.ย.56) ที่ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเวลา 13.26 น.ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้เริ่มออกนั่งบัลลังก์เพื่อวินิจฉัยคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.แล้ว โดย นายสุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการ เป็นผู้อ่านคำวินิจฉัยรวมโดยได้กล่าวถึงอำนาจของการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุถึงรัฐธรรมนูญปี 50 หลักการประชาธิปไตย และยังกล่าวถึงการใช้เสียงข้างมากจนเป็นปัญหาย่อมขัดรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 3 วรรค 2 ขณะที่ มาตรา 216 วรรค 5 ก็ได้ระบุชัดคำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญมีผลผูกพันต่อรัฐสภา เมื่อพิจารณาแล้ว ผู้ร้องใช้สิทธิ์ตาม มาตรา 68 วรรค 2 ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจรับคำร้องไว้ในวินิจฉัยได้
     
       นายสุพจน์ กล่าวต่อว่า ประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างแก้ไขมิใช่ร่างเดิมที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย และคณะ ยื่น แต่เป็นร่างที่จัดพิมพ์ขึ้นใหม่ และมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่เป็นหลักการสำคัญในมาตรา 116(2) ที่ให้ ส.ว.ซึ่งสิ้นสุดวาระ สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ทันที การกระทำตังกล่าวถือว่ามีเจตนาที่จะปกปิดข้อเท็จจริง ซึ่งเมื่อได้ข้อยุติว่าร่างที่ที่ประชุมร่วมรัฐสภา ไม่ใช่ร่างเดิมที่นายอุดมเดชเสนอ จึงเท่ากับว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยขัดบทบัญญัติมาตรา 291 (1) นอกจากนี้การตัดสิทธิ์การอภิปรายของผู้ที่ยื่นสงวนคำแปรญัตติถึง 51 คนทั้งที่ยังไม่มีการฟังหารอภิปรายเลย แม้ประธานรัฐสภาจะมีอำนาจในการสั่งให้ปิดการอภิปราย แต่ถือเป็นการใช้อำนาจไม่ชอบ และเอื้อประโยชน์ฝ่ายเสียงข้างมากอย่าสงไม่เป็นธรรม ขณะที่การนับวันแปรญัตติที่มีการสรุปให้ย้อนหลังไปถึงวันที่ 4 เม.ย. ส่งผลให้วันแปรญัตติตามข้อยบังคับการประชุมที่กำหนดไว้ 15-20 วันนับแต่วันที่รับหลักการวาระที่ 1 เหลือเพียง 1 วัน ส่งผลให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 125 และขัดต่อหลักนิติธรรม ที่ขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 3
     
       ต่อมา นายจรูญ อินทจาร ตุลาการ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นของการเสียบบัตรแสดงตนและลงคะแนนแทนกัน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มีประจักษ์พยานชัดเจน ทั้งผู้ที่เห็นเหตุการณ์ และวิดีทัศน์บันทึกการประชุมเพื่อลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่ามีสมาชิกรัฐสภารายหนึ่ง คือ นายนริศร ทองธิราช ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์หลายใบเสียบในช่องลงคะแนนและแสดงตน ทั้งที่การใช้สิทธิ์ลงคะแนนตามหลักกฎหมายและข้อบังคับการประชุมรัฐสภานั้นระบุว่า สมาชิก 1 คนสามารถลงคะแนนได้เพียง 1 เสียงเท่านั้น เมื่อพบว่ามีการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 และข้อบังคับการประชุม รวมไปถึงขัดต่อความซื่อสัตย์สุจริตของสมาชิกรัฐสภาที่ได้ปฏิญาณตนไว้เมื่อครั้งเข้ารับหน้าที่ ส่งผลให้การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
     
       นายจรูญแถลงอีกว่า ในส่วนการกระทำดังกล่าวถือว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญ ปี 50 กำหนดให้มี ส.ว.สรรหาที่มาจากหลากหลายวิชาการในสัดส่วนที่เท่ากับ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีแม่แบบมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 40 และได้นำข้อบกพร่องในเรื่องคุณสมบัติของผู้ลงสมัคร ส.ว.จากรัฐธรรมนูญ ปี 40 มากำหนดไว้ว่า ผู้ที่จะลงสมัครต้องไม่เป็นสามีภรรยาและบุตรของผู้ที่เป็น ส.ส.และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งหากพ้นจากตำแหน่ง ส.ว.แล้วต้องเว้นวรรคการลงสมัครรอบใหม่ไม่น้อยกว่า 2 ปี เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญมีเจตนาให้องค์กรวุฒิสภาเป็นองค์กรที่เป็นอิสระ และกลั่นกรองตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวที่มีการแก้ไขคุณสมบัติผู้ลงสมัคร ส.ว.ให้ใกล้เคียงกับผู้ลงสมัคร ส.ส. เท่ากับเป็นการแก้ไขไปสู่จุดสูญสิ้น เป็นการนำพาชาติถอยหลังเข้าคลอง กลายเป็นสภาผัวเมีย นำไปสู่การผูกขาด กระทบต่อการปกครองประเทศ เปิดช่องให้ผู้ที่สามารถควบคุมกลไกดังกล่าวใช้วุฒิสภาให้ได้มาเพื่ออำนาจในการปกครอง อีกทั้งยังเป็นการำลายการเป็นสภาถ่วงดุลของ ส.ว.ให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ
     
       นายจรูญ แถลงด้วยว่า เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหา และกระบวนการของการแก้ไข ที่พบว่ารวบรัดไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ว่าการแก้ไขรับธรรมนูญดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 122, มาตรา 125 วรรค 1 และ 2, มาตรา 126 วรรค 1, มาตรา 291 และมาตรา 3 วรรค 2 และมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 เห็นว่าเนื้อหาการแก้ไขเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 1 แต่ทั้งนี้ยังไม่เข้าเงื่อนไขที่จะยุบพรรค จึงให้ยกคำร้องในส่วนของการยุบพรรคด้วยมติเสียงเดียวกัน

       ///////////////

       รายละเอียดคำวินิจฉัย คำต่อคำ
     
       ในการนี้ศาลมอบหมายให้ท่านสุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และนายจรูญ อินทจาร เป็นผู้อ่านคำวินิจฉัย
     
       สุพจน์ ไข่มุกด์
     
        ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง และเอกสารหลักฐานประกอบของผู้ร้อง และไต่สวนพยานหลักฐาน อีกทั้งสั่งให้คู่กรณียื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นหนังสือแล้ว เห็นว่า คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้ว จึงกำหนดประเด็นวินิจฉัยรวม 2 ประเด็น คือ
     
       ประเด็นที่ 1 กระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... มีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่
     
        ประเด็นที่ 2 การแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ... ) พ.ศ. ... มีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่
     
        ก่อนพิจารณาประเด็นดังกล่าว ต้องพิจารณามีปัญหาข้อพิจารณาเดิมเบื้องต้นว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการวินิจฉัยเกี่ยวกับกรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือไม่
     
        ประเทศที่นำเอาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมาใช้ในการปกครองประเทศ ล้วนมีวัตถุประสงค์และมุ่งหมายที่จะออกแบบหรือสร้างกลไกในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในอันที่จะทำให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อีกทั้งสร้างระบบ ตรวจสอบ และถ่วงดุล ระหว่างองค์กร หรือสถาบันทางการเมือง ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดดุลยภาพในการใช้อำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของประชาชน ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ ที่แบ่งออกเป็น 3 อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ

ดังจะเห็นได้จากความตอนหนึ่งที่ปรากฏในคำปรารภของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จัดทำใหม่นี้ มีสาระสำคัญ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันของประชาชนชาวไทย ในการธำรงรักษาไว้ซึ่งเอกราช และความมั่นคงของชาติ การทำนุบำรุงรักษาศาสนาทุกศาสนา ให้สถิตสถาพร การเทิดทูนพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและเป็นมิ่งขวัญของชาติ การยึดถือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นวิถีทางในการปกครองประเทศ
     
        การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม การกำหนดกลไกสถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบระบบรัฐสภา รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้อง สุจริต และเป็นธรรม
     
        จากหลักการดังกล่าวนี้ ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความมุ่งหมายที่จะให้องค์กร หรือสถาบันการเมือง ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง ชอบธรรม มีความเป็นอิสระ และซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ไม่ประสงค์ที่จะให้องค์กร หรือสถาบันการเมืองใดบิดเบือนการใช้อำนาจโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปราศจากความชอบธรรมทุกรูปแบบ อีกทั้งไม่ประสงค์ที่จะให้องค์กร หรือสถาบันการเมือง หยิบยกบทกฎหมายใดมาเป็นข้ออ้าง เพื่อใช้เป็นฐานสนับสนุน ค้ำจุนในอันที่จะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน หรือพวกพ้องจากการใช้อำนาจนั้นๆ
     
        อย่างไรก็ดี ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย แม้จะให้ถือเอามติฝ่ายเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ก็ตาม แต่หากละเลย หรือใช้อำนาจอำเภอใจ กดขี่ ข่มเหงฝ่ายเสียงข้างน้อย โดยไม่ฟังเหตุผล และขาดหลักประกัน จนทำให้ฝ่ายเสียงข้างน้อยไม่มีที่อยู่ที่ยืนตามสมควรแล้วไซร้ จะถือว่าเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร หากแต่จะกลับกลายเป็นระบอบเผด็จการฝ่ายข้างมาก ขัดแย้งต่อระบอบการปกครองของประเทศอย่างชัดแจ้ง ซึ่งหลักการพื้นฐานสำคัญนี้ ได้รับการยืนยันมาโดยตลอดว่า กรณีต้องมีมาตรการในการป้องกันการใช้อำนาจบิดเบือน หรือ

อำนาจอำเภอใจของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่เข้ามาใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน โดยให้ตั้งมั่นอยู่บนหลักการ แบ่งการ แยกการใช้อำนาจอธิปไตยอันเป็นอำนาจของปวงชนชาวไทย เพื่อให้แต่ละองค์กร หรือสถาบันการเมืองที่ใช้อำนาจดังกล่าวอยู่ อยู่ในสถานะที่จะตรวจสอบ และถ่วงดุล เพื่อทัดทานและคานอำนาจซึ่งกันและกันได้อย่างเหมาะสม มิใช่แบ่งแยกให้เป็นพื้นที่อิสระของแต่ละฝ่าย ที่จะใช้อำนาจตามอำเภอใจอย่างไรก็ได้ เพราะหากปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยปราศจากการตรวจสอบและถ่วงดุลแล้ว ย่อมเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดความเสียหาย และนำพาประเทศชาติให้เกิดเสื่อมโทรมลง เพราะความผิดหลงและมัวเมาในอำนาจของผู้ถืออำนาจรัฐ
     
        ซึ่งในการนี้ อาจกล่าวได้ว่า องค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นประมุขของรัฐ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือศาล ล้วนถูกจัดตั้งขึ้น หรือได้รับมอบอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ดังนั้น การใช้อำนาจขององค์กรเหล่านี้จึงต้องถูกจำกัดการใช้อำนาจ ทั้งในด้านรูปแบบ และเนื้อหา จึงมีผลให้การใช้อำนาจขององค์กรทั้งหลายเหล่านี้ ไม่สามารถที่จะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ โดยเหตุนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2550 จึงได้นำหลักนิติธรรมมากำกับการใช้อำนาจของทุกฝ่าย ทุกองค์กร และทุกหน่วยงานของรัฐบาล ภายใต้หลักการที่ว่า นอกจากการใช้อำนาจตามบทกฎหมายที่มีอยู่ทั่วไปแล้ว ยังจะต้องใช้อำนาจ และปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามหลักนิติธรรม กรณีนี้จึงใช้การปฏิบัติตามบทกฎหมาย ที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือหลักเสียงข้างมากแต่เพียงเท่านั้น หากจะต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมควบคู่กันไปด้วย
     
        การอ้างหลักเสียงข้างมาก โดยที่มิได้คำนึงถึงเสียงข้างน้อย เพื่อหยิบยกมาใช้อำนาจอำเภอใจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของผู้ใช้อำนาจท่ามกลางความซับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน หรือกลุ่มบุคคล กับผลประโยชน์ของประเทศชาติ และความสงบสุขของประชาชนโดยรวม และการใดก็ตามที่จะนำมาซึ่งนำไปสู่ความเสียหาย และความเสื่อมโทรมของประเทศชาติ หรือการวิวาทบาดหมาง แยกแตกสามัคคีกันอย่างรุนแรงระหว่างประชาชน การนั้นย่อมขัดต่อหลักนิติธรรมตามมาตรา 3 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งหมายถึงรัฐธรรมนูญนี้ ตามนัยมาตรา 68 นั่นเอง การใช้กฎหมาย และการใช้อำนาจทุกกรณีต้องเป็นไปโดยสุจริต จะใช้โดยทุจริต ฉ้อฉล มีประโยชน์ทับซ้อน หรือวาระซ่อนเร้นมิได้ เพราะมิฉะนั้นจะทำให้บรรดาสุจริตชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ อาจสูญเสียประโยชน์อันพึงมีพึงได้ ให้ไปตกอยู่แก่บุคคล หรือคณะบุคคลผู้ใช้อำนาจ โดยปราศจากความชอบธรรม หลักนิติธรรม หรือเป็นแนวทางในการปกครองที่มาจากหลักความยุติธรรมตามธรรมชาติ อันเป็นความเป็นธรรมที่บริสุทธิ์ ปราศจากอคติ โดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้อง และแอบแฝง หลักนิติธรรมจึงเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญของกฎหมายที่อยู่เหนือบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งรัฐสภาก็ดี คณะรัฐมนตรีก็ดี ศาลก็ดี รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานต่างๆ ของรัฐก็ดี จะต้องยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติ
     
        ส่วนหลักการการปกครองแบบประชาธิปไตย หมายถึงการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน มิใช่การปกครองตามแนวความคิดของบุคคลใด หรือกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และมิใช่การปกครองที่อ้างอิงแต่เพียงฐานอำนาจที่มาจากระบบการเลือกตั้งเท่านั้น
     
        ทั้งนี้ เนื่องจากหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยยังมีองค์ประกอบสำคัญอีกประการ การที่องค์กร หรือสถาบัน ในฐานะผู้ใช้อำนาจรัฐมักจะอ้างอยู่เสมอว่า ตนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่กลับนำแนวความคิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง มาปฏิบัติ หาใช่วิธีการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่มีความมุ่งหมายเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยส่วนรวม ภายใต้หลักนิติธรรม ไม่ เนื่องจากประชาธิปไตยมิได้หมายถึงเพียงการได้รับเลือกตั้ง หรือชนะการเลือกตั้งของฝ่ายการเมืองเท่านั้น เพราะเสียงส่วนใหญ่จากการเลือกตั้งมีความหมายเพียงสะท้อนถึงความต้องการของประชาชน ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในแต่ละครั้งเท่านั้น หาใช่เป็นเหตุให้ตัวแทนใช้อำนาจได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงความถูกต้องและชอบธรรมตามหลักนิติธรรมแต่อย่างใด
     
        ในขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้กำหนดให้มีศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจ เพื่อให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม ภายใต้หลักการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย อันเป็นปรัชญาของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในอันที่จะทำให้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการธำรงและรักษาไว้ซึ่งความเป็นสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 216 วรรค 5 ที่ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ประกอบมาตรา 27 ที่ว่า สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดเจนโดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง
     
        เมื่อพิจารณาโดยตลอดแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ร้องใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 2 ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่า ผู้ถูกร้องได้กระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้
     
        ประเด็นที่ 1 กระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... มีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่
     
       (1) ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ที่ใช้ระหว่างพิจารณาประชุมร่วมกันของรัฐสภา เป็นฉบับเดียวกันกับที่มีการยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต่อสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรในฐานะสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาหรือไม่ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... ที่ผู้เสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และได้มีการแจกจ่ายสำเนาให้สมาชิกรัฐสภา ในวันประชุมรัฐสภาวาระ 1 รับหลักการ ซึ่งผู้ร้องอ้างว่าไม่ตรงกับที่ได้มีการเสนอให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่ 1 ท่านรับหลักการ โดยมีข้อแตกต่างหลายประการ
     
        ในกรณีนี้ ศาลมีคำสั่งให้เลขาธิการรัฐสภาส่งต้นฉบับของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่ 1 ท่านรับหลักการ เพื่อประกอบการพิจารณาของศาล ซึ่งนายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา ได้ส่งต่อศาลแล้ว เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 เมื่อตรวจสอบแล้วปรากฏว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอให้รัฐสภาพิจารณา ตามที่เลขาธิการสภาฯ ส่งให้ศาล มีการใส่เลขหน้าเรียงตามลำดับด้วยลายมือ ตั้งแต่หนังสือ ถึงประธานรัฐสภา รายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้เข้าชื่อเสนอญัตติ รายชื่อสมาชิกรัฐสภาผู้ร่วมเสนอ จนถึงหน้าที่ 33 แต่ในหน้าถัดไป ซึ่งเป็นบันทึกหลักการและเหตุผลตัวร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แก้ไข และบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของร่างที่แก้ไข ไม่ปรากฏว่า มีการลงเลขหน้ากำกับไว้ อีกทั้งไม่มีการเขียนข้อความใดๆ ด้วยลายมือ

และเมื่อตรวจสอบปรากฏว่า อักษรที่ใช้ตั้งแต่หน้าที่ 1 ถึงหน้าที่ 33 มีความแตกต่างกันกับตัวอักษรที่ใช้ในบันทึกหลักการและเหตุผล ตัวร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไข และบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไข เมื่อนั้น เอกสารประกอบคำร้องของผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 ที่อ้างว่า ได้รับแจกเพื่อใช้ในการประชุมรัฐสภาทั้ง 2 ฉบับ มีข้อความและเลขหน้าตรงกัน และมีการเติมข้อความต่อท้ายชื่อร่างรัฐธรรมนูญ ในหน้าบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของร่างที่แก้ไขด้วยลายนิ้วมือ และมีการใส่เลขหน้าเรียงลำดับทุกหน้าตั้งแต่หนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อขอเสนอร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้เข้าชื่อเสนอญัตติรายชื่อสมาชิกรัฐสภาผู้เข้าชื่อเสนอญัตติ บันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไข ตัวรัฐธรรมนูญที่แก้ไข และบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญรวม 41 หน้า สำหรับอักษรที่ใช้พิมพ์ก็ปรากฏว่าได้ใช้ตัวอักษรแบบเดียวกันตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย
     
        นอกจากนี้ เมื่อนำเอกสารญัตติที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับมาตรา 190 ที่นายประสิทธิ์ โพธสุธน และพวก เป็นผู้เสนอตามที่เลขาธิการได้นำส่งศาลมาประกอบการพิจารณามาตรวจสอบ ปรากฏว่ามีการใส่หน้าเลขหน้าเรียงตามลำดับด้วยลายมือ ตั้งแต่หน้าหนังสือ ประธานรัฐสภา รายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้เข้าชื่อเสนอญัตติ รายชื่อเสนอสมาชิก รัฐสภาผู้ร่วมเสนอ บันทึกหลักการและเหตุผลตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แก้ไขจนถึงหน้าสุดท้าย ซึ่งเป็นบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของร่างที่แก้ไขอีก ทั้งมีการเติมข้อความในชื่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเพิ่มเติมคำว่าแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... ในหน้า บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญที่แก้ไข
     
        ส่วนตัวอักษรที่ใช้ในการพิมพ์ ก็เป็นตัวอักษรที่มีลักษณะเดียวกัน ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย ลักษณะของการใส่เลขหน้า ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย การแก้ไขชื่อร่างที่แก้ไขการใช้ตัวอักษรที่พิมพ์ ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้ายจะเหมือนกับเอกสารที่ผู้ร้องอ้างว่าได้รับแจกต่อการประชุมของรัฐสภา จากข้อเท็จจริงหลักฐานดังกล่าวช่วงต้น เชื่อได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... ที่เสนอให้สภาพิจารณาในวาระที่ 1 ท่านรับหลักการไม่ใช่ร่างเดิม ที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร ยื่นต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 และได้ส่งสำเนาให้สมาชิกรัฐสภาประกอบการประชุม แต่เป็นร่างที่พิมพ์ขึ้นใหม่ ซึ่งมีข้อความต่างจากร่างเดิมหลายประการ ถึงแม้ว่านายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย จะเบิกความว่าที่บรรจุวาระหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขก็ยังสามารถแก้ไขได้ ก็น่าจะมีการแก้ไขในเรื่องผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เช่น พิมพ์ผิด มิใช่เป็นการแก้ไข ซึ่งขัดกับหลักการเดิม หากเป็นการแก้ไขเรื่องที่ขัดกับหลักการเดิม ก็ชอบที่จะมีผู้ร่วมลงชื่อเสนอญัตติการที่บัญญัติไว้จากการตรวจสอบข้อความของร่างที่มีการแก้ไขปรากฏว่า มีการเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงหลักการที่สำคัญจะร่างเดิมหลายประการคือ

การเพิ่มเติมหลักการโดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 196 วรรค 2 และวรรค 1 ของมาตรา 241 ด้วย ประการสำคัญการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 196 จะมีผลให้บุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกภาพสิ้นสุดลง สามารถสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้อีก โดยไม่ต้องรอให้พ้นระยะเวลา 2 ปี และมีการดำเนินการในลักษณะที่มีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริง โดยไม่แจ้งความจริงว่า ได้มีการจัดทำร่างขึ้นใหม่ให้สมาชิกรัฐสภาทราบทุกคน เมื่อข้อเท็จจริงความเป็นที่ยุติว่า ในการพิจารณาของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา มิได้นำเอาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภาฉบับที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร และคณะ เสนอต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2556 มาใช้ในการพิจารณาในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ แต่ได้นำร่างที่มีการจัดทำขึ้นใหม่ ซึ่งมีหลักการแตกต่างจากร่างเดิมที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร เสนอ หลายประการ โดยได้ปรากฏว่า มีสมาชิกรัฐสภามาร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นใหม่แต่อย่างใด มีผลเท่ากับว่า การดำเนินการในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่รัฐสภารับหลักการตามคำร้องนี้ เป็นไปโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 291 วรรค 1
     
        นอกจากนี้ ผู้ร้องยังอ้างอีกว่า การนับระยะเวลาในการแปรญัตติของผู้ถูกร้องที่ 1 ไม่ถูกต้อง โดยอ้างว่า เมื่อที่ประชุมพิจารณารับหลักการในวาระ 1 แล้ว เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2556 มีผู้เสนอกำหนดเวลาในการขอแปรญัตติ 15 วัน และ 60 วัน ซึ่งตามข้อบังคับการประชุม จะต้องให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติว่า จะใช้กำหนดเวลาใด แต่ก่อนที่จะมีการลงมติ เกิดปัญหาเรื่ององค์ประชุมในขณะนั้น ไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงยังมิได้มีการลงมติ ผู้ถูกร้องที่ 1 ได้สั่งให้กำหนดเวลายื่นญัตติภายใน 15 วัน นับแต่วันที่สภาฯ รับหลักการ แต่มีผู้ทักท้วง ผู้ถูกร้องที่ 1 จึงได้นัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 18 เมษายน 2556 ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ลงมติให้กำหนดเวลาแปรญัตติ 15 วัน แต่ผู้ถูกร้องที่ 1 ได้สรุปให้เริ่มต้นนับย้อนหลังไปโดยให้นับระยะเวลา 15 วันนั้น

ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2556 ทำให้ระยะเวลาการแปรญัตติไม่ครบ 15 วัน ตามมติที่ประชุม ก็จะเหลือระยะเวลาให้สมาชิกรัฐสภาเสนอคำแปรญัตติเพียง 1 วันเท่านั้น เห็นว่า การแปรญัตติเป็นสิทธิของสมาชิกรัฐสภาที่เสนอความคิดเห็น การแปรญัตติจึงต้องมีเวลาพอสมควรเพื่อให้สมาชิกประสงค์จะขอแปรญัตติได้ทราบระยะเวลาที่แน่นอนในการยื่นขอแปรญัตติ อันเป็นสิทธิในการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ การนับระยะเวลาในการแปรญัตติย่อมไม่อาจนับเวลาย้อนหลังได้ แต่ต้องนับตั้งแต่วันที่ที่ประชุมมีมติเป็นต้นไป
     
        การเริ่มนับระยะเวลาย้อนหลังไปจนทำให้เหลือระยะเวลาขอแปรญัตติเพียง 1 วัน เป็นการดำเนินการที่ขัดต่อข้อบังคับการประชุม และไม่เป็นกลาง จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 125 วรรค 1 และวรรค 2 ทั้งขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรค 2 ด้วย การกำหนดเวลาแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรค 2 และมาตรา 120 วรรค 1
     
       (3) วิธีการในการแสดงตนและลงมติในการพิจารณาญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อพิจารณาหลักการสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภาแบบมีผู้แทนแล้ว จะเห็นว่าสมาชิกรัฐสภานับว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อระบบนี้เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มีฐานะเป็นผู้แทนของปวงชนที่ได้รับการเลือกตั้งโดยประชาชน หรือได้รับการสรรหาให้เข้าไปใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภาแทนประชาชน
     
        อย่างไรก็ดี ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 122 ได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างชัดแจ้งว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ อีกทั้งต้องบัญญัติให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรค 2 ที่ว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม
     
        ส่วนการใช้อำนาจของสมาชิกรัฐสภา ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงนั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 126 วรรค 3 ได้กำหนดหลักการสำคัญ ประการหนึ่งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรากฎหมาย ว่า สมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน เว้นแต่ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ก็ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด ย่อมเข้าใจได้ว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภานั้น การแสดงตนในการออกเสียงลงคะแนนถือเป็นเรื่องเฉพาะตัวของสมาชิกรัฐสภาแต่ละคน ที่จะต้องมาแสดงตนในการประชุมเพื่อพิจารณาญัตติต่างๆ แต่ละครั้งด้วยตนเอง และในการนี้ย่อมมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในแต่ละเรื่องได้เพียงครั้งละ 1 เสียงเท่านั้น
     
        การกระทำใดที่มีผลให้การลงคะแนนผิดไปจากความเป็นจริง ย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องมีประจักษ์พยาน ผู้เห็นเหตุการณ์ มาเบิกความ พร้อมทั้งพยานหลักฐานสำคัญ คือ แผ่นวิดีทัศน์ที่บันทึกภาพเหตุการณ์ขณะที่มีการกระทำดังกล่าวถึง 3 ตอน ที่นำมาแสดงให้เห็นว่ามีสมาชิกรัฐสภาบางคนใช้บัตร

อิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติแทนผู้อื่นในเครื่องออกเสียงลงคะแนน ระหว่างที่มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งในการนี้ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพยานบุคคลของผู้ร้องที่ 2 และที่ 4 ได้เบิกความประกอบคลิปวิดีทัศน์รวม 3 ตอน เพื่อยืนยันว่าในขณะนั้นได้มีบุคคลตามที่ปรากฏในคลิปวิดีทัศน์กระทำการใช้บัตรแสดงตนอิเล็กทรอนิกส์ใส่เข้าไปในเครื่องออกเสียงลงคะแนน และกดปุ่มเพื่อแสดงตน และลงมติคราวละหลายใบ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการและวิธีการที่ถูกต้องในเรื่องนี้ ตามคำเบิกความของนางอัจฉรา จูยืนยง ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ให้การไว้ว่า รัฐมนตรีและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ยืนยันหรือแสดงตนในการนับองค์ประชุม และลงคะแนนของสมาชิกรัฐสภานั้น จะมีประจำตัวคนละ 1 ใบ และมีบัตรสำรองอีกคนละ 1 ใบ ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่เจ้าหน้าที่ กรณีสมาชิกรัฐสภามิได้นำบัตรประจำตัวมา ประกอบกับเสียงที่ปรากฏในคลิปวิดีทัศน์ขณะกระทำการดังกล่าว ก็สอดคล้องกับเสียงที่ปรากฏในแผ่นวิดีทัศน์บันทึกถ่ายทอดสดการประชุมรัฐสภา และรายงานการประชุมรัฐสภา ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาเดียวกันกับที่มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุไว้ในคำร้อง ซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรส่งให้แก่ศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งในการไต่สวนพยานบุคคล เลขาธิการสภา ซึ่งได้ดูและฟังภาพและเสียงในคลิปวิดีทัศน์นั้นแล้ว ได้เบิกความว่า จำได้ว่าเป็นเสียงของรองประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมในขณะนั้น ประกอบกับ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพยานบุคคลของผู้ร้องที่ 2 และที่ 4 ซึ่งเบิกความประกอบภาพถ่ายที่ปรากฏในคลิปวิดีทัศน์ ที่ผู้ร้องที่ 2 ยื่นต่อศาล ชี้ให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 162 ซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภา ได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและออกเสียงลงคะแนนคราวละหลายใบ หมุนเวียนใส่เข้าไปในเครื่องอ่านบัตรและกดปุ่มแสดงตนติดต่อกันหลายครั้ง
     
        นอกจากนี้ พยานบุคคลฝ่ายนี้ยังเบิกความยันข้อเท็จจริงว่า สามารถจดจำผู้ถูกร้องรายนี้ได้เป็นอย่างดี โดยไม่มีเหตุโกรธเคืองกันเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด และหลังจากที่พยานร้องเรียนเรื่องนี้แล้ว ก็ยังคงทักทายกันเป็นปกติ เนื่องจากตนเป็นสมาชิกรัฐสภามาเป็นเวลา 10 ปี ได้ติดตามตรวจสอบและร้องเรียนเรื่องการใช้บัตรแสดงตน และออกเสียงลงคะแนนแทนกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะพฤติกรรมของนายนริศร ทองธิราช ถึงกับใช้ให้คนของตนคอยถ่ายภาพและวิดีทัศน์ เพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐานประกอบการร้องเรียน และเมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายที่พยานนำสืบต่อศาล ก็เห็นภาพบุคคลปรากฏใบหน้าด้านข้าง ซึ่งสามารถยืนยันได้ว่าเป็น นายนริศร ทองธิราช ผู้ถูกร้องที่ 162 ซึ่งสวมสูทสีเดียวกันกับภาพที่ปรากฏในคลิปวิดีทัศน์ ที่ถือบัตรแสดงตนและลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ไว้ในมือจำนวนหนึ่ง ซึ่งมากกว่า 2 บัตร เกินกว่าจำนวนบัตรแทนตนที่สมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งจะพึงมีได้ และยังใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวใส่เข้า-ออกในช่องอ่านบัตร พร้อมกดปุ่มบนเครื่องอ่านต่อเนื่องกันทุกบัตร เห็นได้ว่า การกระทำเช่นนี้มีลักษณะผิดปกติวิสัย และการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาในการใช้บัตรแสดงตน และออกเสียงลงคะแนนในระบบอิเล็กทรอนิกส์หลายใบ
     
        จากการรับฟังพยานหลักฐาน และการเบิกความในชั้นการพิจารณาไต่สวนคำร้อง เป็นเรื่องที่แจ้งชัด ทั้งภาพวิดีทัศน์ และประจักษ์พยานที่มาเบิกความประกอบการถ่ายทอดการประชุมรัฐสภา ระหว่างที่มีการออกเสียงลงมติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับที่มาของวุฒิสมาชิกว่า มีสมาชิกรัฐสภาหลายราย ไม่ได้มาออกเสียงลงมติในที่ประชุมรัฐสภาในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ และได้มอบให้สมาชิกรัฐสภาบางรายใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน แทนในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม
     
        การดำเนินการดังกล่าว นอกจากจะเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือการครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามบทบัญญัติ มาตรา 122 รัฐธรรมนูญแล้ว ยังขัดต่อข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตที่สมาชิกรัฐสภาได้ปฏิญาณตนไว้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 123 และขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนตามบทบัญญัติ มาตรา 126 วรรค 3 ที่ให้สมาชิกคนหนึ่งมีเสียง 1 เสียง ในการออกเสียงลงคะแนน มีผลทำให้การออกเสียงลงคะแนนในการประชุมนั้นๆ เป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ทุจริต ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของปวงชนชาวไทย เนื่องจาก มาจากกระบวนการลงคะแนนเสียงที่ไม่ชอบ ขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภา และขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ระบุมาแล้วข้างต้น ถือว่า เป็นมติที่ชอบของรัฐสภาในกระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม
     
        ปัญหาที่ต้องพิจารณาประเด็นที่ 2 มีว่า การแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... มีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ผู้ร้องเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยนั้น มีเนื้อหาสาระสำคัญเป็นการแก้ไขพึงปฏิบัติของสมาชิกวุฒิสภา โดยเปลี่ยนแปลงแก้ไขสาระในหลายประเด็น จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือให้บุคคลใดได้มาซึ่งอำนาจการปกครองของประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ เห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 เป็นแม่แบบ โดยได้แก้ไขหลักการในเรื่องคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภาฉบับเดิมไว้หลายประการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา เหมือนเช่นการใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540
     
        กล่าวคือ บัญญัติให้มีสมาชิกวุฒิสภาสรรหา มาเป็นองค์ประกอบร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน เพื่อให้โอกาสแก่ประชาชนทุกภาคส่วน ทุกสาขาอาชีพได้มีส่วนร่วมในการทำหน้าที่ของวุฒิสภาให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติได้อย่างรอบคอบ ทั้งยังได้กำหนดคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นอิสระจากการเมือง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เช่น ห้ามบุพการี คู่สมรส บุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา และตลอดเวลาห้ามเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง และตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เป็นต้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 กำหนดให้รัฐสภาประกอบด้วย 2 สภา คือ วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร ให้มีดุลยภาพระหว่างกัน โดยได้กำหนดบทบาทของสมาชิกวุฒิสภา ให้เป็นองค์กรตรวจทาน กลั่นกรองการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และถ่วงดุลอำนาจต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภาในการตรวจสอบถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ในกรณีที่ถูกกล่าวหาว่า มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทั้งที่บัญญัติไว้ในมาตรา 270 เมื่อพิจารณาจากอำนาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาแล้ว จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้สมาชิกวุฒิสภา เป็นอิสระจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างแท้จริง จึงได้บัญญัติห้ามความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันดังกล่าว เพราะหากยอมให้สมาชิกวุฒิสภา หรือสภาผู้แทนราษฎร มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ย่อมไม่อาจหวังได้ว่า จะมีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา อันเป็นการขัดกับหลักการดุลและคานอำนาจซึ่งกันและกัน อันเป็นหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญนี้
     
        สำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามคำร้องนี้ เป็นการแก้กลับไปสู่จุดบกพร่องที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต เป็นจุดบกพร่องที่ล่อแหลม เสี่ยงต่อการสูญสิ้นศรัทธา และสามัคคีของมวลหมู่มหาชนชาวไทย เป็นความพยายามนำประเทศชาติให้ถอยหลังเข้าคลอง ทำให้วุฒิสภากลับไปเป็นสภาญาติพี่น้อง สภาของครอบครัว และสภาผัวเมีย สูญเสียสถานะ และศักยภาพแห่งการเป็นสติปัญญาให้แก่สภาผู้แทนราษฎร กลายเป็นเพียงเสียงสะท้อนของมวลชนกลุ่มเดียวกันทำลายสารสำคัญของการมี 2 สภา นำพาไปสู่การผูกขาดอำนาจรัฐ ตัดการมีส่วนร่วมของปวงประชาหลากสาขา หลายอาชีพ เป็นการกระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันทรงมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเปิดช่องให้ผู้ร่วมกระทำการครั้งนี้ กลับมีโอกาสได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองด้วยวิธีการที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากการออกเสียงแสดงประชามติของมหาชนชาวไทย
     
        นอกจากนี้ การแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ได้มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว อันมีที่มาเหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงย่อมเป็นเสมือนสภาฯ เดียวกัน ไม่เกิดเป็นความแตกต่าง และเป็นอิสระซึ่งกันและกันของทั้ง 2 สภาฯ เป็นการทำลายลักษณะ และสาระสำคัญของระบบ 2 สภาฯ สูญสิ้นไป การแก้ไขที่มา และคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภามีความเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ย่อมทำให้หลักการตรวจสอบ และถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกันของระบบ 2 สภาฯ ต้องสูญเสียไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ฝ่ายการเมืองสามารถควบคุมอำนาจเหนือรัฐสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปราศจากการตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน อันเป็นการกระทบต่อการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเปิดทางให้ผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินการครั้งนี้ ได้อำนาจในการตอบแทนต่อประเทศด้วยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามวิธีที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้
     
        นอกจากนี้ เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 11 และมาตรา 11 /1 ยังขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในเรื่องกระบวนการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาที่จะบัญญัติขึ้นใหม่ โดบรวบรัดให้มีการประกาศใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว โดยไม่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 141 ที่จะต้องส่งร่างกฎหมายดังกล่าว ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตรวจสอบความชอบของรัฐธรรมนูญเสียก่อน ซึ่งขัดกับการถ่วงดุลและคานอำนาจ อันเป็นหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทำให้ฝ่ายการเมืองสามารถออกกฎหมายได้ตามอำเภอใจ โดยอาศัยเสียงข้างมากจากการตรวจสอบ
     
       อาศัยเหตุดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จึงวินิจฉัยโดยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ว่า การดำเนินการพิจารณาและล้มมติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของผู้ร้อง ถูกร้องทั้งหมดในคดีนี้ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบโดยกฎหมายรัฐธธรมนูญ โดยกฎหมายมาตรา 122 มาตรา 125 วรรค 1 และ วรรค 2 มาตรา 126 วรรค 3 มาตรา 291 และมาตรา 3 วรรค 2 และวินิจฉัยโดยมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ว่ามีเนื้อความเป็นสาระสำคัญขัดแย้งต่อหลักการพื้นฐานและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 อันเป็นการทำให้ผู้ที่ถูกร้องได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศด้วยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ฝ่าฝืนรัฐธธรมนูญมาตรา 68 วรรค 1
     
        ส่วนที่ผู้ร้องขอยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมืองเหล่านั้น เห็นว่ายังไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 68วรรค 3 และวรรค 4 จึงยกคำร้องในส่วนนี้
     
        นัดฟังคำวินิจฉัยของศาลวันนี้ ฝ่ายผู้ร้องมีนายสมชาย แสวงการ ผู้ร้องที่ 1 นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ผู้ร้องที่ 2 น.ส.รสนา โตสิตระกูล ผู้ร้องที่ 3 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ผู้ร้องที่ 4 มาศาล
     
        ฝ่ายผู้ถูกร้อง มีนายปฏิพล อากาศ ผู้แทนผู้ถูกร้องอีก 293 มาศาล ส่วนผู้ถูกร้องที่ 1 ถึงผู้ถูกร้อง 292 และผู้ถูกร้องที่ 294 - 312 ทราบนัดโดยชอบและมาศาล ศาลได้อ่านคำวินิจฉัย คู่กรณีที่มาศาล 2 คน แล้ว ถือว่าได้อ่านให้ผู้ถูกร้องที่ไม่มาศาลฟังโดยชอบแล้ว ให้คู่กรณีคัดค้านถ่ายสำเนาคำวินิฉัยได้เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับจากวันที่ศาลอ่านคำวินิจฉัย
2222222222222222222

สิ่งที่ตามมาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

20 พฤศจิกายน 2556

1. รัฐบาลต้องรับผิดชอบทางการเมือง ในกรณีเป็นผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรม อีกทั้งยังรู้เห็นเป็นใจให้ ส.ส.ภายใต้สังกัดทำหน้าที่เป็นเผด็จการเสียงข้างมาก และทุจริตการลงมติ

อีกทั้งนายกรัฐมนตรียังได้นำการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เรียบร้อย มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม และมีทุจริตในการลงมติ นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธย นับเป็นการกระทำที่ขาดสติปัญญาหรือมีเจตนาไม่เหมาะสม และบังอาจรบกวนเบื้องพระยุคลบาท

2. ประธานรัฐสภาต้องรับผิดชอบทางการเมือง ที่ได้วินิจฉัยตัดสิทธิ์ผู้แทนประชาชนในการแปรญัตติ ในการอภิปรายเสนอญัตติ และปล่อยให้มีการทุจริตในการลงมติและในการสอดไส้เอกสารขยายขอบเขตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภา

3. ส.ส. และ ส.ว. 312 คน ควรจะได้สำนึกรับผิดชอบในการกระทำของตน ไม่สมควรที่จะดื้อด้านเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมต่อคนรุ่นหลัง ควรได้สำนึกว่าการกระทำที่ผ่านมาทั้งเรื่องแก้รัฐธรรมนูญและการผ่านความเห็นชอบในพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นการกระทำที่ผิดพลาดก่อให้เกิดความเสียหาย เดือดร้อนแก่ประชาชนคนทั่วไปอย่างใหญ่หลวง ไม่สมควรปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้อีกต่อไป

4. สมควรจะได้มีผู้ร้องเรียนเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภาในฐานะรองประธานรัฐสภา ส.ส. ส.ว. 312 คนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่อป.ป.ช.ในความผิดทางอาญามาตรา 157 และมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

5. ควรยื่นถอดถอนประธานรัฐสภา และประธานวุฒิสภา ในฐานะที่เป็นผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติที่สมคบกับพรรคการเมืองแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้อำนาจการปกครองประเทศ โดยไม่เป็นไปตามวิถี

ทางของรัฐธรรมนูญ

ขอขอบคุณ ส.ส. และ ส.ว.ที่ได้ทำหน้าที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบ และร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้
/////////////
“รสนา” เสนอ ป.ป.ช.รับไม้ต่อฟัน 312 ส.ส.-ส.ว.ทำขัด รธน. บี้ “ปู” รับผิดชอบ รีบนำขึ้นทูลเกล้าฯ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤศจิกายน 2556 15:55 น.  

“รสนา” เผยพอใจผลการตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ เป็นบทเรียนเสียงข้างมากลากไปไม่ถูกต้อง แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและหลักนิติธรรม เสนอ ป.ป.ช.รับไม่ต่อฟัน 212 ส.ส.และ ส.ว.ตามคำร้องที่เคยเสนอไป ขณะเดียวกัน จี้ “นายกฯ ยิ่งลักษณ์” แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก เหตุเคยท้วงติงแล้วกระบวนการตรวจสอบยังไม่เสร็จ แต่รีบนำขึ้นทูลเกล้าฯ ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย
     
       วันนี้ (20 พ.ย.) น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพมหานคร ผู้ยื่นคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 กล่าวหลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรค 1 แต่ยังไม่เข้าเงื่อนไขที่จะยุบพรรคว่า คำวินิจฉัยเป็นไปตามที่พวกตนร้องไป เพื่อให้ร่างแก้ไขดังกล่าวเป็นโมฆะไม่ได้เรียกร้องเรื่องการยุบพรรค ซึ่งถือว่าคำวินิจฉัยของศาลที่ออกมาตนพอใจแล้ว และคิดว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต้องนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไปประกอบในการพิจารณากรณี ส.ว.ได้ยื่นเรื่องถอดถอน 310 ส.ส.เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.โดยมิชอบ
     
       สำหรับความรับผิดชอบของ ส.ส.และ ส.ว.ทั้ง 312 คนที่ร่วมลงชื่อและเห็นชอบผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้นั้น น.ส.รสนากล่าวว่า ที่ผ่านมานักการเมืองของไทยไม่เคยรับผิดชอบทางการเมืองจากการกระทำของตัวเอง ต้องใช้ข้อกฎหมายบังคับ
     
       อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ตนเห็นว่าผู้ที่ต้องแสดงความรับผิดชอบที่ชัดเจน คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เนื่องจากพวกตนได้ท้วงติงแล้วว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวยังไม่เรียบร้อย ยังไม่ได้รับรองอย่างถูกต้อง อยู่ระหว่างเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังนำขึ้นทูลเกล้าฯ ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย ดังนั้นต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง และให้ผู้อื่นที่มีความรู้ความสามารถขึ้นมาทำหน้าที่ ซึ่งในพรรคเพื่อไทยก็มีหลายคน เช่น พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี
     
       “เรื่องนี้จะเป็นบทเรียนสำหรับเสียงข้างมากในสภาว่า การมีเสียงข้างมากไม่ใช่ว่าจะทำได้ถูกต้องเสมอไป ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และหลักนิติธรรม”
///////////

“ทนายสุวัตร” ชี้ต้องฟ้องศาลอาญา ม.157 เอาผิด ส.ส.กระทำขัด รธน.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์20 พฤศจิกายน 2556 15:11 น

ทนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ชี้ประชาชนสามารถต่อยอดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยื่นฟ้องศาลอาญาเอาผิดตามมาตรา 157 กรณี ส.ส.กระทำขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ได้ ชี้ยื่น ป.ป.ช.ไปก็เสียเวลา ยันพร้อมเป็นทนายฟ้องคดีให้

นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้ความเห็นต่อกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว.ว่าขัดมาตรา 68 วรรค 1 ว่า ในวันนี้ (20 พ.ย.) พิสูจน์ให้เห็นว่าฝั่งรัฐบาลแพ้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเสียบบัตรแทนกันหรืออื่นๆ แต่ส่วนที่คำวินิจฉัยในวันนี้ไปไม่ถึง หรือไปไม่สุดซอยก็คือ เป็นส่วนที่เกี่ยวโยงกับกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรม ซึ่งการดำเนินการในขั้นต่อไปต้องดำเนินการฟ้องร้องไปที่ศาลอาญา โดยไม่ควรไปยื่นต่อคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งจะเกิดความล่าช้าอย่างมาก
       
       “สิ่งที่ศาลไปไม่สุด ส่วนนั้นเป็นส่วนของมาตรา 157 มันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ไม่ใช่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นสำคัญที่ต่อไปจากนี้คือ เราต้องเอาคำพิพากษาของส่วนนี้ฟ้องไปที่ศาลยุติธรรม ซึ่งฟ้องไปยังศาลอาญาได้เลย ว่าทุกคนต้องรับโทษ ใครที่ลงมติไว้ ใครที่เสียบบัตรแทนกัน ใครที่ทำการอะไรต่างๆ เพราะไม่ใช่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยได้
       
       ณ บัดนี้สามารถยื่นได้เลย ฟ้องตรงได้เลย ไม่มีบทบัญญัติใดเลยว่าจะต้องไปผ่าน ป.ป.ช. ในเมื่อมาตรา 68 ไปศาลรัฐธรรมนูญได้ เรื่องนี้ก็สามารถไปที่ศาลอาญาได้เลย” นายสุวัตรระบุ และว่าหากต้องการให้ตนเป็นทนายฟ้องในคดีนี้ตนก็ยินดี โดยเฉพาะหากให้นายคมสัน โพธิ์คง ซึ่งมีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญก็น่าจะยิ่งมีน้ำหนัก
       
       นอกจากนี้ นายสุวัตรยังกล่าวด้วยว่า ประเทศนี้เป็นของประชาชน พวกเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อลูกหลานที่จะได้อยู่ในสังคมที่มีความยุติธรรม ดังนั้น การต่อสู้ทุกวันนี้จงไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แม้คนจะต้องตาย ประเทศก็จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นตนสังเกตด้วยว่า เบื้องลึกในคำวินิจฉัยมีฝ่ายรัฐบาลพยายามจะวิ่งเต้นกับฝ่ายตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ผลการลงมติของคำวินิจฉัยออกมาแบบก้ำกึ่งกัน แต่โชคยังดีที่มีตุลาการบางท่านที่ยืนหยัดบนความถูกต้อง ทำให้ประชาชนสามารถดำเนินการต่อได้ดังที่ตนกล่าวไปแล้ว

ปา!! ปะทัดยักษ์ใส่ตำรวจเจ็บ 1 ที่มัฆวานฯ

20 พ.ย.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น.เกิดเหตุคนร้ายปาประทัดยักษ์ หรือระเบิดปิงปอง เข้าใส่แนวตำรวจที่รักษาพื้นที่ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งถูกขว้างมาจากถนนหลังแนวแบริเออร์ของตำรวจ ด้านกลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่าย คปท.ทะลุแนวตาข่ายกั้นของตำรวจ ทำให้ จ.ส.ต.กฤษณะ มังคลา ผบ.หมู่ (ป.) สภ.เมืองสมุทรสาคร ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้รับบาดเจ็บ โดนสะเก็ดปะทัดยักษ์ หรือระเบิดปิงปอง ทะลุแขนเสิ้อ ทำให้ผิวหนังบริเวณแขนขวาเป็นรอยเล็กน้อย

โดย จ.ส.ต.กฤษณะ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุก็ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.เกิดเสียงดังคล้ายระเบิดหนึ่งครั้ง และสังเกตเห็นว่าโล่ที่ถืออยู่ถูกวัตถุคล้ายระเบิดเข้าอย่างจังจนล้มลง ตำรวจนายอื่นๆ ก็พากันหมอบลง ทั้งนี้ ก่อนเกิดเหตุเห็นกลุ่มวัยรุ่นอายุประมาณ 20 ปี จับกลุ่มกันอยู่ฝั่งตรงข้ามใกล้กับแนวผู้ชุมนุมเครือข่าย คปท.แต่ไม่ทราบว่าจะใช้ผู้ก่อเหตุหรือไม่ เพราะหลังเกิดเหตุก็พากันหมอบและมองไม่เห็นเหตุการณ์ต่อจากนั้น

ด้าน พล.ต.ต.ชยุต ธนทวีรัชต์ รอง ผบช.น.เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที กล่าวว่า วัตถุที่ถูกขว้างมาน่าจะเป็นปะทัดยักษ์ หรือระเบิดปิงปอง เพราะหากเป็นระเบิดชนิดอื่นๆ จะมีอานุภาพสูงกว่านี้ และมีสะเก็ดออกมาจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ในส่วนผู้ก่อเหตุจะให้ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุ เพื่อหาตัวมาดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ ตำรวจชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดได้เข้าตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าวัตถุที่ถูกขว้างมาใส่ตำรวจเป็นระเบิด หรือปะทัด ต้องรอผลการตรวจสอบก่อน ส่วน จ.ส.ต.กฤษณะ จะมีเจ้าหน้าที่พาไปทำแผล เพื่อลงบันทึกประกอบสำนวนคดีในการเอาผิดผู้ที่ก่อเหตุต่อไป


วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สมาชิกรัฐสภา 312 คน ประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ


ส.ส. - ส.ว. 312 คนแถลงคัดค้านและไม่ยอมรับอำนาจศาล รธน. ระบุการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภา และการรับคำร้องของศาล รธน. เป็นการก้าวล่วงอำนาจนิติบัญญัติ
19 พ.ย. 2556 - สำนักข่าวแห่งชาติ รายงานวันนี้  (19 พ.ย.) ว่า สมาชิกรัฐสภา ประกอบด้วย ส.ส. และ ส.ว. ที่ร่วมลงชื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. 312 คน นำโดยนายอำนวย คลังผา ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล และนายกฤช อาทิตย์ แก้ว ส.ว.กำแพงเพชร แถลงข่าว "คัดค้านและไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ" ที่เตรียมวินิจฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.ขัดมาตรา 68 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่เนื่องจากเชื่อมั่นว่า สมาชิกรัฐสภาทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของสมาชิกรัฐสภาที่สามารถทำได้ ตามมาตรา 291 โดยไม่มีข้อบัญญัติของกฏหมาย ให้อำนาจศาลวินิจฉัย ซึ่งเห็นว่า การรับคำร้องไว้วินิจฉัย เป็นการก้าวล่วงการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และกังวลว่า อาจมีการขยายอำนาจให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต และอาจกลายเป็นปัญหาให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย
ทั้งนี้ หากศาลวินิจฉัยทางหนึ่งทางใด จะไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัย แต่จะยังไม่แสดงท่าทีอื่นใด รวมถึงการยื่นถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วย
สำหรับแถลงการณ์สมาชิกรัฐสภา "เรื่อง แจ้งเหตุผลการปฏิเสธและไม่ยอมรับอำนาจการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ" มีใจความระบุว่า
"ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติรับคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้พิจารณาหลายคดีด้วยกัน ซึ่งสมาชิกรัฐสภาอันประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ผู้ถูกร้องได้ปฏิเสธและไม่รยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการรับคดีไว้พิจารณาดังกล่าว โดยไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนุญอันเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปนั้น"
"ข้าพเจ้าทั้งหลายในนามของผู้แทนปวงชนชาวไทย ขอแถลงการณ์มายังพี่น้องประชขาชนที่เคารพทุกท่าน เพื่อชี้แจงเหตุผลแห่งการไม่ยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนี้"
"1. การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา โดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการดังกล่าวได้ ซึ่งแตกต่างจากการตราพระราชบัญญัติทั่วไป"
"2. การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็น มาตร 190 การแก้ไขที่มาของ ส.ว. หรือเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองตาม มาตรา 23/ ไม่อยู่ในข้อห้ามของการแก้ไขเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนจูญมาตรา 291 วรรคสอง รัฐสภาย่อมสามารถดำเนินการได้ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นอำนาจของรัฐสภาที่สามารถดำเนินการได้"
"3. การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มิใช่การใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญอันจะอยู่ในบังคับ มาตรา 68 วรรคแรก ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเข้าไปตรวจสอบและวินิจฉัยได้ แต่เป็นเรื่องของการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาพและสมาชิกรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจไว้"
"4. ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้องในกรณีที่มีผู้ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากตาม มาตรา 68 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ผู้ทราบผลการกระทำจะต้องยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน"
"5. การที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าตนเองมีอำนาจรับคำร้องได้โดยตรงนั้น เป็นการทำลายหลักการและสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคสอง ที่กำหนดให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ยื่นคำร้อง กรณีจึงถือว่าศาลรัฐธรรมนูญกระทำการอันเป็นขัดต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง และส่งผลกระทบต่อการใช้อำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุด"
"นอกจากนี้การตีความขยายเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเช่นนี้ ถือเป็นการใช้อำนาจตุลาการล่วงล้ำ แทรกแซงการใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ อันนับเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
"ดังนั้น หากยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายเขตอำนาจของตนเองเรื่อยไป อันมีผลเท่ากับศาลรัฐธรรมนูญบัญญัติรัฐธรรมนูญขึ้นเอง"
"ดัวยเหตุดังกล่าว สมาชิกรัฐสภาจึงไม่ยอมรับอำนาจการพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้  จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน สมาชิกรัฐสภา 18 พฤศจิกายน 2556"

"จตุพร" ยัน ไม่นำเสื้อแดงกดดันศาลรธน. ขอแค่ความยุติธรรม



นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับคนที่รู้จักว่าไม่ควรนำสีที่เป็นสัญลักษณ์มาใช้ในการชุมนุม โดยเฉพาะสีเหลือง แต่มาวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)เอาใหญ่เอาสีธงไตรรงค์มาใช้ หากเราขืนปล่อยให้ ปชป. ไปในที่สุดก็จะเป็นเจ้าของธงชาติ อยากบอกไปยังปชป.ว่า สีธงชาติไม่มีวันยกให้ ปชป. เพราะธงชาติเป็นของคน 64 ล้านคน ส่วนที่มีการเป่านกหวีดใส่รมต. แต่ก็เจอการตอบโต้ของคนเสื้อแดงโดยการเป่าแตร และพบว่าไม่มีคนหยุดงาน แม้แต่บริษัทที่เกี่ยวกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ยังไม่เชื่อ ไม่มีใครดื้อแพ่งไม่จ่ายภาษี เพราะคนติดคุกไม่ใช่นายสุเทพ แต่เป็นประชาชนที่ไม่จ่ายภาษี ยกระดับครั้งแรกไม่ได้ซักข้อ ต่อมาก็ยกระดับอีกรอบให้มีการเข้าชื่อถอดถอนส.ส. 310 คน ให้เป่านกหวีดใส่ ส.ส. เกิดมาเพิ่งเคยเจอข้อเรียกร้องที่ปัญญาอ่อนที่สุด และยังพยายามสร้างกระแสสังคมว่าถ้าประชาชนมาถึง 1 ล้านคน ข้าราชการจะหยุดงานทั้งประเทศ ซึ่งเชื่อว่าคน 1 ล้านคนจะไม่มีใครออกมาเพราะประเทศจะเสียหาย อยากบอกว่าที่ยืมมือคนเสื้อแดงให้มาทำร้ายคนเสื้อแดง ท้ายที่สุดคนที่ตายคือ ปชป. ที่เรามาชุมนุมวันนี้เพราะต้องการความยุติธรรม และส่งเสียงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ พวกเราจะไม่ไปศาลรัฐธรรมนูญ หรือไปกดดันใด แต่เวทีที่สนามรัชมังคลาฯ คือความยุติธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้ประชาชนตลอด การแก้ไขรธน.ในประเด็นที่มาส.ว. เพื่อให้ส.ว.มาจากประชาชน และการแก้ไขเพียงมาตราเดียวจะเป็นการล้มล้างการปกครองได้อย่างไร ทำไมไม่เขียนว่า รธน.50 ห้ามแก้ไขโดยเด็ดขาดจะได้เป็นที่รับรู้กัน

นายจตุพร กล่าวอีกว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญพรุ่งนี้ (20 พ.ย.) จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของประเทศไทย ระบอบทักษิณไม่มีในสารบบการเมืองไทย ถ้ามีก็ต้องมีระบอบสุเทพ ระบอบอภิสิทธิ์ ถ้าเป็นระบอบอภิสิทธิ์ใครๆ ก็ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ปชป.เก่งสุดในวันที่เป็นฝ่ายค้าน แต่โง่ในวันที่เป็นรัฐบาล การอภิปรายไม่ไว้วางถ้าจะอภิปรายในประเด็นทุจริตต้องยื่นประธานวุฒิสภา และส่งเอกสารแนบ แต่ปราฏว่า ปชป.ไม่ส่งเอกสารแนบ พยายามสร้างเงื่อนไขไม่ให้มีการอภิปราย และเดินเกมทุกอย่างเพื่อสร้างเงื่อนไขปฏิวัติโดยประชาชน ความจริงน่าจะปฏิสังขรณ์ปชป.มากกว่า ดังนั้นวันที่ 24 พ.ย.ที่นายสุเทพประกาศนั้น หวังว่าคำตัดสินในวันพรุ่งนี้ จะเลวน้อย เลวกลาง เลวมาก จะพ้นเฉพาะร่างแก้ไขรธน. จะตัดสินเฉพาะสว. หรือจะตัดสินพรรคการเมือง แต่ขอให้สบายใจว่าในจำนวน 310+2 ไม่มีชื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายกฯไม่ได้เป็นกก.บห.พรรค แม้จะยุบพรรคตัดสิทธิ์ กก.บห. น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ยังอยู่ และสิ่งที่จะจบแน่นอนคือสุเทพจบ ประเทศชาติและคนเสื้อแดงจะเดินต่อไป ถ้าอยากให้ประเทศไทยจบ วันที่ 30 พ.ย.ตนจะเอาเชือกไปให้นายสุเทพผูกคอตาย อย่างไรก็ตาม พรุ่งนี้ไม่ว่าออกมุมไหนเราพร้อมเผชิญชะตากรรม และรักษาอำนาจให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์บริหารประเทศครบ 4 ปี

อุทธรณ์ยกฟ้อง "วัฒนา อัศวเหม" คดีลวงขายที่ดินคลองด่าน

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง "วัฒนา อัศวเหม" คดีลวงขายที่ดิน 1,900 ล้านบาท ใช้สร้างบ่อบำบัดคลองด่าน เหตุไม่มีหลักฐานเข้ามาเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการคัดเลือกจัดซื้อจัดจ้างที่ศาลแขวงดุสิต

วันที่ 19 พ.ย. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 1. กิจการร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี 2. บริษัทวิจิตรภัณฑ์ ก่อสร้าง 3. นายพิษณุ ชวนะนันท์ กรรมการบริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง 4. บริษัทประยูรวิศว์การช่าง 5. นายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ กรรมการบริษัทประยูรวิศว์การช่าง 6. บริษัทสี่แสงการโยธา (1979) 7. นายสิโรจน์ วงศ์สิโรจน์กุล กรรมการ บริษัทสี่แสงการโยธา 8. บริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ 9. นายนิพนธ์ โกศัยพลกุล กรรมการบริษัทกรุงธนเอนยิเนียร์ 10. บริษัทเกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ 11. นายรอย-อิศราพร ชุตาภา กรรมการบริษัทเกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ 12. บริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ 13. นายชาลี ชุตาภา กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ 14. นายประพาส ตีระสงกรานต์ กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ 15. นายชยณัฐ โอสถานุเคราะห์ กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ 16. บริษัท ปาล์ม บีช ดิเวลลอปเมนท์ 17. นางบุญศรี ปิ่นขยัน กรรมการบริษัท ปาล์ม บีชฯ 18. นายกว๊อกวา โอเยง สัญชาติฮ่องกง ในฐานะผู้แทนบริษัท ปาล์ม บีชฯ และ 19. นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย เป็นจำเลยที่ 1-19 ฐานฉ้อโกงขายที่ดิน อ.
คลองด่าน จ.สมุทรปราการ ในโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านเมื่อปี 2531-2533

คดีนี้โจทก์ฟ้องใจความว่า พวกจำเลย ได้ร่วมกันขอออกโฉนดที่ดินทับคลองและถนนสาธารณะโดยผิดกฎหมาย โดยนายวัฒนาร่วมดำเนินการจัดหาที่ดินดังกล่าว เมื่อโจทก์ประกวดราคาซื้อที่ดินโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ปรากฏว่าจำเลยที่ 12 ผ่านการคัดเลือก ต่อมาจำเลยที่ 12 เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขาย แล้วพวกจำเลย สมรู้กัน ตั้งกิจการร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี มาค้าขายกับโจทก์ เมื่อได้ชนะประมูลงานแล้ว ก็ยังได้เสนอต่อโจทก์ว่าจะจัดหาที่ดินเพื่อนำมาใช้เป็นที่ตั้งของโครงการดังกล่าว โดยเอาที่ดินของจำเลยที่ 12 มาเสนอขายแก่โจทก์ รวม 17 แปลง แต่มีเนื้อที่จริงเพียง 5 บางส่วนเป็นคลอง และออกโฉนดโดยมิชอบ เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อรับซื้อ และชำระเงินค่าที่ดินให้กับจำเลยที่ 12 ไปเป็นจำนวน 1,956,600,000 บาท แล้วจำเลยที่ 1-19 ได้นำเงินดังกล่าวไปแบ่งปันกัน เพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต

ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3, 5, 7, 9, 11, 13, 14, 15, 17, 18 และจำเลยที่ 19 คนละ 3 ปี และปรับจำเลยที่ 2, 4, 6, 8, 10, 12 และ 16 รายละ 6 พันบาท จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงหลายประเด็น ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ที่จำเลยอ้างว่าศาลไม่มีอำนาจพิจารณา ศาลเห็นว่า คดีนี้เป็นการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนและฟ้องคดีอาญาที่มีโทษทางอาญาฐานฉ้อโกง จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงดุสิตและศาลอุทธรณ์ไม่ได้อยู่ในอำนาจของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่จำเลยอ้างว่า ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณาคดีซ้ำเพราะนายวัฒนารับ
โทษจำคุกฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบและถูกจำคุก 10 ปีนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นความผิดต่างกรรมต่างฐานกับคดีของศาลฎีกาฯ ดังนั้นศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาคดี

จึงมีประเด็นว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าเมื่อระหว่างปี 37 ถึง 41 มีการประกวดราคาและมีผู้เสนอราคาตามขั้นตอน มีการเข้าทำสัญญาก่อสร้างโดยมีการก่อสร้างและดำเนินการ ไม่มีเจตนาทุจริตปกปิดข้อเท็จจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยประการให้โจทก์เสียทรัพย์สินทั้งไม่มีพยานโจทก์ยืนยันว่า นายวัฒนา ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการคัดเลือกจัดซื้อจัดจ้างอย่างไร และไม่มีหลักฐานอื่นที่จะฟังได้ว่าจำเลยอื่นผิดตามฟ้องโจทก์เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงแล้ว คดีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่น เพราะไม่ทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายกฟ้อง

หลังฟังคำพิพากษาพวกจำเลยถึงกับเฮกันลั่น ก่อนแยกย้ายกันกลับ โดยนายวัฒนา อัศวเหม ไม่มาฟังคำพิพากษา เนื่องจากยังหลบหนีในคดีที่นายวัฒนาใช้อำนาจข่มขู่หรือชักจูงให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นที่สงวนหวงห้าม เพื่อนำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษ ก่อสร้างโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ สมุทรปราการ และศาลแขวงดุสิตได้เพิกถอนหมายจับนายวัฒนาเฉพาะในคดีนี้แล้ว

การไม่ยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ

โดย สุชาติ ศรีสังข์

รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ บัญญัติว่า อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
.....รัฐสภา มีหน้าที่หลักคือ การตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและการตราพระราชญัญญัติ หรือพูดกันประสาชาวบ้านก็คือมีหน้าออกกฎหมายมาใช้บังคับแก่ประชาชน ตามที่บัญญัติไว้

ในรัฐธรรมนูญ หมวด 6 รัฐสภา ส่วนที่ 6 และส่วนที่ 7 มาตรา 138 ถึงมาตรา 153
.....คณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรามนูญ หมวด 9 คณะรัฐมนตรี มาตรา 171 ถึงมาตรา 196 โดยมาตรา มาตรา 171 วรรคแรก บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรง

แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีก ไม่เกินสามสิบห้าคน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน
.....ศาล มีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดี ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หมวด 10 ศาล มาตรา 197 ถึงมาตรา 228 โดยมาตรา 197 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอํานาจของ

ศาลซึ่งต้องดําเนินการให้เป็นไป โดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
.....นี่คือหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดอำนาจหน้าของอำนาจแต่ละฝ่ายคือรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ไว้ชัดเจน เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน

.....รัฐสภาต้องยอมรับอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีและการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล
.....คณะรัฐมนตรีต้องยอมรับการตรากฎหมายออกมาใช้บังคับของรัฐสภาและการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล
.....ศาลต้องยอมรับการตรากฎหมายออกมาใช้บังคับของรัฐสภาและการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี

.....วันนี้ที่ 19 พฤศจิกายน 2556 ที่รัฐสภาเวลา 10.50 นาฬิกา นายอำนวย คลังผา ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย และนายกฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว.กำแพงเพชร ได้นำตัวแทน ส.ส.และ ส.ว.ที่สนับสนุนการ

แก้ไขรัฐธรรมนูญ ในฐานะตัวแทน ส.ส. และ ส.ว. จำนวน 312 คน แถลงข่าวว่า จะไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะมีคำวินิจฉัยคำร้องที่ขอให้พิจารณาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาของ ส.ว.

นั้นเป็นไปตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในวันที่ 20 พฤศจิกายน เวลา 11.00 นาฬิกา
.....เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 พรรคเพื่อไทย ก็แถลงว่า ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

.....ทั้ง ส.ส.และ ส.ว. ต่างก็พูดว่า รัฐสภามีอำนาจที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้
.....ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจเข้ามาก้าวก่ายการทำหน้าที่ของรัฐสภา

.....รัฐสภามีอำนาจที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ไม่มีผู้ใดเถียง
.....แต่ที่ ส.ส. และ ส.ว. กลุ่มหนึ่ง ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า การแก้รัฐธรรมนูญของรัฐสภาดังกล่าว ไม่ได้ดำเนินการไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
..........มีการลงคะแนนโดยการเสียบบัตรแทนกัน
..........ผู้ทำหน้าที่เป็นประธานรัฐสภาและทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมรัฐสภา ไม่ได้ดำเนินประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม และตามบทบัญญัตืของรัฐธรรมนูญ
.....เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาและส่งคำร้องให้บรรดา ส.ส. และ ส.ว. ทั้ง 312 คน
.....ส.ส. และ ส.ว.ดังกล่าวต่างก็ไม่ให้การแก้ข้อกล่าวหา
.....แสดงว่า ยอมรับว่า มีการกระทำผิด ตามคำร้องที่ ส.ส. และ ส.ว. ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญจริง

.....เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
.....ก็เป็นการเพื่อให้ได้อำนาจมาในการปกครองประเทศโดยวิธีซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
.....ศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้

.....การที่พรรคเพื่อไทย ส.ส. และ ส.ว. ออกมาแถลงว่า ไม่ยอมรับคำวินิจของศาลรัฐธรรมนูญ
.....ก็คือการไม่ยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของ ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งกระทำในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ มาตรา 197

.....ถ้าวันนี้สมาชิกรัฐสภาไม่ยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
.....ต่อไปตุลาการไม่ยอมรับกฎหมายที่รัฐสภาตราขึ้นมา
.....ฝ่ายบริหารดำเนินคดีแก่ผู้กระผิดกฎหมายที่รัฐสภาบัญญัติขึ้นมา เมื่อนำมาฟ้องต่อศาล
.....ศาลปฏิเสธที่จะพิจารณาพิพากษาคดี โดยอ้างว่าไม่ยอมรับกฎหมายดังกล่าว

.....บ้านนี้ เมืองนี้ จะดำรงอยู่ได้อย่างไร ครับ !

วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

หมวยโหดทะเลาะที่จอดรถบีบอัณฑะเจ้าของร้านตายคามือ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556, 15.01 น.
วันนี้ 18 พ.ย.56 สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานถึงเหตุการณ์สยองขวัญ เกิดขึ้นที่ประเทศจีน บริเวณเมืองไหโขว่ เมื่อพบผู้หญิงรายหนึ่งบีบอัณฑะผู้ชายอย่างหนักจนเสียชีวิต
รายงานแจ้งว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อหญิงชาวจีน วัย 41 ปี ขับรถจักรยานยนต์ เพื่อมารับลูกที่โรงเรียนประถม ก่อนจะแวะจอดรถบนบริเวณหน้าร้านขายของชำของนายเเซ่ล หลี่ วัย 42 ปี ผู้ตาย ซึ่งไม่พอใจอย่างมากที่เธอมาจอดรถขว้างหน้าร้าน แต่เรื่องราวเกิดบานปลายเมื่อทั้งคู่เริ่มถกเถียงกันอย่างหนัก จนกระทั่งหญิงสาวจัดการบีบอัณฑะของชายเจ้าของร้านอย่างรุนแรง ส่งผลให้ชายคนดังกล่าวล้มคว่ำลงไปสิ้นสติกับพื้น
ทั้งนี้แม้ทางเเพทย์จะพยายามอย่างหนักเพื่อพยายามยื้อชีวิตชายที่โดนบีบอัณฑะแต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จผล โดยขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนหญิงนักบีบรายนี้อยู่

ศาลรธน.ชี้ชะตาที่มาส.ว.ระเบิดเวลาการเมือง


วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2556, 01:13 น.

นับจากนี้อีก 3 วัน คือวันที่ 20 พ.ย.เวลา 11.00 น. มวลชนของทั้ง "ฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล" และ "ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล" จะจับจ้องไปที่"ศาลรธน.


-ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์

นับจากนี้อีก 3 วัน คือวันพุธที่ 20 พ.ย.นี้ เวลา 11.00 น. มวลชนของทั้ง "ฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล" และ "ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล" จะจับจ้องไปที่"ศาลรัฐธรรรมนูญ"

เพราะจะเป็นวันชี้ชะตาว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นเกี่ยวกับ "ที่มาของส.ว." ขัด แย้ง หรือเป็นไปตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่

ฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล ซึ่งปักหลักชุมนุมอยู่ที่บริเวณถนนราชดำเนิน ก็รอให้มี "ประเด็นใหม่" เข้าทางของตนเอง เพื่อนำไปสู่การประกาศชัยชนะ และยกระดับกดดันรัฐบาล

ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ก็ประเมินแล้วว่า หากไม่เคลื่อนไหวอะไรเพื่อเป็นการส่งสัญญาณไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะ "เพลี้่ยงพล้ำ" จนส่งผลกระทบต่อสถานภาพของรัฐบาลได้

ดังนั้น แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดย ธิดา ถาวรเศรษฐ และ จตุพร พรหมพันธุ์ จึงได้ประกาศนัด "มวลชนคนเสื้่อแดง" ชุมนุมใหญ่ติดต่อกัน 3 วัน 18-20 พ.ย.นี้ ที่เมืองทองธานี เพื่อเกาะติดการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

แน่นอนการชุมนุมดังกล่าวย่อมถูกตีความได้ว่าเพื่อ "กดดันศาลรัฐธรรมนูญ" อย่างหลีกเลี่ยงมิได้

กล่าวสำหรับคำร้องในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว.ว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคหนึ่งหรือไม่

มีสมาชิกรัฐสภาใช้สิทธิยื่นตีความ หลังจากที่ประชุมรัฐสภาโหวตผ่านวาระ 3 เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ด้วยคะแนนเห็นชอบ 358 เสียง ไม่เห็นชอบ 2 เสียง งดออกเสียง 30 เสียง

คำร้องดังกล่าว "พรรคประชาธิปัตย์" และ"กลุ่ม 40 ส.ว." ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ประกอบด้วยคำร้องของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา กับคณะ คำร้องของ รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กับคณะ คำร้องของ วิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา และ คำร้องของ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งรวมคำร้องทั้ง 4 ไว้เป็น 1 สำนวน โดยผู้ร้องนอกจากชี้ให้ศาลเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นนี้เป็นการได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ศาลฯวินิจฉัยให้ร่างแก้ไขเป็นอันตกไปแล้ว ยังขอให้ศาลสั่งยุบพรรคเพื่อไทย และ 5 พรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงตัดสิทธิทางการเมือง ส.ส.และส.ว.รวม 312 คน ที่โหวตแก้ไข

โดยเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มี จรูญ อินทจาร เป็นประธาน ได้ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง

มีพยานเข้าไต่สวนรวม 8 ปาก ประกอบด้วย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม, ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา, รสนา โตสิตระกูล และส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย วิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา, พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ , รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม, นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง

ขณะที่ ปฏิพล อากาศ ทนายความรับมอบอำนาจจาก สุรเดช จิรัฐติเจริญ ส.ว.ปราจีนบุรี ผู้ถูกร้องที่ 293 เข้าร่วมการไต่สวน ส่วนสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภาผู้ถูกร้องอีก 311 คน ปฎิเสธการเข้าร่วมไต่สวน

นอกจากนี้ ศาลฯ ยังได้เรียก สุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และ อัจฉรา จูยืนยง ผู้อำนวยการกลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นพยานของศาลเข้าไต่สวนด้วย

สำหรับพยานฝ่ายผู้ร้องทั้ง 7 ปากต่างให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว. ทั้งเนื้อหาและกระบวนการแก้ไขขัดต่อรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภา

อาทิ การเสนอญัติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นำมาให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณาในวาระที่ 1 เป็นคนละฉบับกับร่างที่ อุดมเดช รัตนเสถียร ผู้เสนอร่างและคณะ ยื่นต่อสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปลอม

ส.ว.ผู้ที่ลงชื่อเสนอร่างแก้ไขเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับเนื้อหาสาระที่มีการแก้ไข, เนื้อหาที่แก้ไขเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ทำให้ผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้องค์กรวุฒิสภาเป็นองค์กรตรวจสอบ กลั่นกรอง การใช้อำนาจรัฐ

นอกจากนั้นยังตัดสิทธิการอภิปรายของผู้สงวนคำแปรญัตติ 57 คน, การพิจารณาไม่ได้เรียงเป็นรายมาตรา, มีการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน, เป็นการลิดรอนอำนาจการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งยังมีพฤติกรรมบ่งชี้ว่ามีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันในการเสนอและลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญระหว่าง ส.ส. และ ส.ว.

วิรัตน์ กัลยาศิริ ชี้แจงตอนหนึ่งในการไต่สวนว่า การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวภาษาสภา เขาเรียกว่า “ผลัดกันเกาหลัง” คือมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันระหว่าง ส.ส. ส.ว. โดยให้ ส.ว.เสียงข้างมากเป็นผู้เสนอและให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เกี่ยวกับการกระทำใดที่เข้าข่ายเป็นสนธิสัญญาไม่ต้องเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภา

ขณะเดียวกันเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ก็เสนอแก้ไขที่มาของ ส.ว. และสอดใส่เพิ่มมาตราที่เป็นการปลดล็อคให้ ส.ว. ที่กำลังจะหมดวาระในเดือน มี.ค.2557 สามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว.ได้ทันทีโดยไม่ต้องเว้นวรรค รวมทั้งมีหลักฐานชัดเจนเป็นทั้งภาพและเสียงของการประชุมรัฐสภา เพื่อลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 10 ก.ย. ที่พบว่ามีการเสียบบัตรลงมติแทนกันของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย 

"ผมเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ผิดทั้งวิธีสารบัญญัติและสบัญญัติ และมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญชัดเจน" นายวิรัตน์ระบุ

ขณะที่ ไพบูลย์ นิติตะวัน ระบุว่า ร่างแก้ไขประเด็นที่มาส.ว. ที่เสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจาณาวาระ 1 เป็นคนละร่างกันกับที่ อุดมเดช รัตนเสถียร เสนอสำนักเลขาธิการสภาฯ จึงถือว่าร่างแก้ไขที่ผ่านมาความเห็นชอบของรัฐสภาเป็นร่างปลอม เพราะอนุกรรมาธิการตรวจสอบการทุจริตของวุฒิสภาเป็นประธาน ได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาสอบถาม ก็ยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่มายื่นขอให้แก้ไขร่างเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนฯ แล้ว กับสำนักเลขาธิการวุฒิสภา ในวันเสาร์ที่ 23 มี.ค.

และเป็นการเสนอร่างแก้ไขที่เป็นสาระสำคัญเพราะเป็นการเพิ่มขึ้นมาอีก 1 มาตรา โดยเป็นประเด็นเกี่ยวกับให้ผู้ที่เป็น ส.ว.อยู่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ได้ โดยไม่ต้องเว้นวรรค

"ตามหลักแล้วรัฐธรรมนูญกำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำเป็นญัตติและเสนอโดยสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ดังนั้นถ้าจะแก้ไขก็ต้องทำเป็นญัติขอแก้ไขใหม่ ไม่ใช่มายื่นแก้ไขในลักษณะนี้" ไพบูลย์ ระบุ พร้อมตอกย้ำว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีการที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม คณะตุลาการฯ ได้ให้ความสนใจในประเด็น ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน และประเด็นการกล่าวหาว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ส่งให้วุฒิสภาพิจารณาเป็นคนละฉบับกับที่สภาผู้แทนฯ ให้ความเห็นชอบ เป็นพิเศษ

ถึงขนาดที่ตุลาการฯ ได้ซักถามอย่างละเอียด พร้อมกับให้ทางสำนักงานศาลฯ เปิดคลิปวีดีโอการประชุมรัฐสภา ที่มีการเสียบบัตรแทนกัน ประกอบการซักถามทุกแง่ทุกมุม โดยมี รังสิมา รอดรัศมี เจ้าของคลิป เป็นผู้อธิบายถึงการเสียบบัตรแทนกัน 

คดีนี้ยังไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่า ศาลฯ จะวินิจฉัยออก"หัว" หรือ "ก้อย"

หากศาลฯ วินิจฉัยให้เป็น "โมฆะ" ก็เข้าทาง "มวลชนต่อต้านรัฐบาล" ที่จะประกาศเป็นชัยชนะ และหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นถล่มรัฐบาล

ตรงกันข้ามหากวินิจฉัยเป็นคุณต่อฝ่ายรัฐบาล "มวลชนคนเสื้่อแดง"คงพอใจ และชื่นชมว่าศาลฯ มีความเป็นธรรม แต่หากชี้ขาดเป็นผลลบ ตุลาการฯ คงถูกถล่มเละแน่

แดงอีสานชุมนุมสนรมราชมังฯ

เสื้อแดงอีสานกว่า 3 หมื่นคนเตรียมมาชุมนุมที่ราชมังคลากีฬาสถานรอฟังศาลรธน.วินิจฉัยที่มาสว.

นครราชสีมา วันนี้ (18 พ.ย. 56) ที่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายอนุวัฒน์ ทินราช ประทาน นปช.ภาคอีสาน และประธาน นปช.นครราชสีมา กล่าวว่า ภายหลังจากที่แกนนำ นปช.ส่วนกลาง ได้นัดแนะกันว่าจะเข้าไปชุมนุมที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 19-20 พฤศจิกายน 2556 โดยใช้สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน เป็นที่ชุมนุม เพื่อแสดงพลังปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยนั้น

ขณะนี้ได้ประสานไปยังแกนนำ นปช.ภาคอีสานทั้ง 20 จังหวัดแล้ว เพื่อให้จัดรถยนต์อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่จะไปร่วมชุมนุม โดยนัดกันขึ้นรถในช่วงเช้าวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งคาดว่าครั้งนี้จะมีกลุ่มคนเสื้อแดงไปร่วมชุมนุมไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคน

ส่วนกรณีวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดตัดสินคดีแก้รัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องที่คนเสื้อแดงต้องการไปรับฟังด้วย แต่จะไม่ไปก้าวก่าย หรือกดดันศาล เพราะทุกคนเคารพต่ออำนาจศาล

"ยืนยันว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมโดยสงบเหมือนครั้งที่ผ่านมา จะไม่มีการออกไปนอกสนามกีฬาราชมังคลาฯ และจะไม่มีการไปเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแน่นอน" นายอนุวัฒน์ กล่าว.

จับตาวุฒิสภาคว่ำร่าง พรบ.กู้เงิน 2 ล้านล้านของ กมธ.



นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ซึ่งเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ หรือ ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน กล่าวถึงกรณีที่วุฒิสภาจะพิจารณาร่างกฎหมายนี้ในวาระที่ 2 และ 3 ว่า เนื่องจากคณะกรรมาธิการที่พิจารณาร่างกฎหมายนี้ได้แก้ไขเนื้อหาที่เป็นหัวใจของร่างกฎหมายนี้ คือ การแก้ไขในมาตรา 6 ว่าเงินกู้ดังกล่าวนี้จะต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง จากร่างเดิมของสภาผู้แทนที่ไม่ต้องนำส่ง นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังแก้ไขให้มีการกำหนดรายละเอียดของโครงการลงไปในร่างกฎหมายนี้ด้วย จากเดิมที่ไม่มี ซึ่งเป็นการแก้ไขไปเป็นแบบที่รัฐบาลไม่ต้องการ

"การแก้เฉพาะมาตรา 6 มาตราเดียว ทำให้กฎหมายเสียไปทั้งฉบับ ดังนั้นรัฐบาลจึงย่อมต้องการให้มีการแก้ไขให้กลับไปเป็นร่างของสภาผู้แทนแน่นอน" นายคำนูณกล่าว

นายคำนูณ กล่าวว่า ต้องจับตาดูการประชุมวุฒิสภาในวันพรุ่งนี้ ในช่วงวาระ 2 ที่เป็นการพิจารณารายมาตรา อาจจะมีการแก้ไขกลับไปเป็นร่างของสภาผู้แทน แต่ถ้าร่างของคณะกรรมาธิการยังชนะ ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการคว่ำร่างกฎหมายนี้ในวาระที่ 3 ตอนนี้เสียงของวุฒิสภาก้ำกึ่งมาก ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะไปทางไหน ทุกเสียงมีความหมาย ถ้าขาดหายไปไม่กี่คน เช่นหายไปสัก 4-5 คน ก็มีผล

นายคำนูณ กล่าวอีกว่า หากวุฒิสภาคว่ำร่างกฎหมายนี้ ก็จะยิ่งย่นระยะเวลาในการผ่านร่างกฎหมายนี้ รัฐบาลก็จะยิ่งสบาย เพราะหากร่างกฎหมายนี้ยังเป็นไปตามร่างของคณะกรรมาธิการ และส่งกลับมายังสภาผู้แทนฯ ก็จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมมาพิจารณาอีกครั้ง ก็จะเสียเวลาอีกเป็นเดือน แต่หากวุฒิสภาคว่ำร่างกฎหมายนี้ สภาผู้แทนฯสามารถหยิบร่างกฎหมายของสภาขึ้นมายืนยันได้ทันที เพราะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ไม่ต้องรอไว้ 180 วัน ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 147 ประกอบมาตรา 148

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สมการชีวิต :คุณเป็นแบบไหน?

คุณเป็นแบบไหน?

โง่ + ขยัน = เหนื่อย
โง่ + โลภ = เหยื่อ
โง่ + ขี้เกียจ = ยากจน
โง่ + บริโภคนิยม = หมดตัว
โง่ + ช้า = ล้าหลัง
โง่ + รีบร้อน = สะดุด
โง่ + อดทน = ถึงจุดหมาย แต่ช้าหน่อย
โง่ + ขยัน + อดทน = ลืมตาอ้าปากได้
โง่ + ซื่อสัตย์ = คนเมตตา
โง่ + กตัญญู = พระคุ้ม
โง่ + เรียนรู้ = ไม่โง่

ฉลาด + ขยัน = ความสำเร็จ
ฉลาด + อดทน = ความเจริญ
ฉลาด + ขี้เกียจ = โกง
ฉลาด + ขี้เกียจ + โลภ = โคตรโกง
ฉลาด + โอกาส = ติดปีก
ฉลาด + โอกาส + ขยัน = ติดจรวด
ฉลาด + กตัญญู = สัตบุรุษ
ฉลาด + ซื่อสัตย์ = ยอดคน
ฉลาด + ไม่เรียนรู้ = ไม่ฉลาด

โลภ + ขี้เกียจ = ชีวิตหมดไปกับการหาทางลัด
โลภ + ขยัน = รวย
โลภ + โกรธ = โรคหัวใจ
โกรธ + เกลียด = ไฟในอก
โกรธ + อโหสิ = สวรรค์

รัก + หลง = อุปาทาน
รัก + ใจร้อน = ชิงสุกก่อนห่าม
รัก + ใจเย็น = ไม้เท้ายอดทอง ตะบองยอดเพชร
รัก + เข้าใจ = รักจริง
เข้าใจ + ให้อภัย = รักแท้
รัก + อดทน = บ้านเย็น
รัก + อกหัก = ปรากฏการณ์ธรรมชาติ
อกหัก + เหล้า = ยืดเวลาอกหัก
อกหัก + เข้าใจ = ลดเวลาอกหัก
อกหัก + เมตตา = หายอกหัก

ความรู้ + ความโลภ = โมหะ
ความรู้ + ความหลง = เอาตัวไม่รอด
ความรู้ + จริยธรรม = ปัญญา
สติ + ปัญญา = ความเจริญ
จินตนาการ + ความคิดสร้างสรรค์ = นวัตกรรมด้านบวก
จินตนาการ + โมหะ = นวัตกรรมด้านลบ
จินตนาการ + อารมณ์ลบ = ฟุ้งซ่าน

ปัญหา + กลุ้มใจ = ปัญหา + กลุ้มใจ
ปัญหา + วิเคราะห์ = ลดปัญหา

ใจเย็น + รอบคอบ = สำเร็จมั่นคง

รีบร้อน + มีแผน = วิ่งสะดุด
รีบร้อน + ไม่มีแผน = วิ่งอยู่กับที่

รวย + เมตตา = บุญ
รวย + ธรรม = กุศล
ทำบุญ + ชื่อเสียง = แบกโลก
ทำบุญ + ชาติหน้า = การลงทุน
ทำบุญ + เมตตา = ปล่อยวาง

ไม่เข้าใจ + ไม่ปล่อยวาง = อุปาทาน
เข้าใจ + ไม่ปล่อยวาง = โซ่ตรวน
เข้าใจ + ปล่อยวาง = เย็น

'สูตรชีวิตสำเร็จ'

ขยัน + อดทน + เรียนรู้ + ใจเย็น +
เมตตา + ปล่อยวาง
= ความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกและจิตใจ

-- วินทร์ เลียววาริณ 'สมการชีวิต'
ถูกใจ ·  ·  · 3 นาทีที่แล้ว · 

นับถอยหลัง 20 พ.ย. อีกห้วง"ระทึก"การเมือง

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 18:45:18 น.
 

นอกเหนือจากสถานการณ์ร้อนๆ บนท้องถนนเพื่อต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ณ เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่สังคมกำลังเฝ้าติดตามว่าจะพัฒนาไปในรูปใด

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ต้องติดตามใกล้ชิด และมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันกับสถานการณ์แรก ก็คือการที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ กรณีมีผู้ยื่นคำร้อง นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา, นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา และสมาชิกรัฐสภา รวม 312 คน ได้ร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ว่า เป็นการที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 68 หรือไม่

เป็นที่น่าจับตาว่า อาจเป็นชนวนให้การเมืองไทยร้อนแรงยิ่งขึ้นอีกครั้ง

เพราะสอดคล้องกับสิ่งที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ประกาศบนเวทีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนว่า การต่อสู้จะต้องจบ
ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

นอกจากนี้ พรรคฝ่ายค้านยังเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดการอภิปรายซักฟอกรัฐบาล และมีการลงมติ ที่สำคัญเมื่อมีญัตติไม่ไว้วางใจเข้าสภา รัฐบาล
จะยุบสภาไม่ได้ ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับการเมือง

มีการวิเคราะห์แนวทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นไปได้ 3 แนวทาง ได้แก่ แนวทางแรก การวินิจฉัยว่าเรื่องดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นแนวทางเป็นบวกที่สุดกับรัฐบาล ส่วนแนวทางที่สอง การวินิจฉัยที่อาจนำไปสู่โทษความผิดที่จะตกอยู่กับ ส.ส.และ ส.ว.ทั้ง 312 คน ที่ร่วมลงชื่อยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มา ส.ว.นี้ ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการถอดถอนให้พ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส.และ ส.ว.

และแนวทางที่สาม การวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 คือเข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คำวินิจฉัยในข้อนี้อาจส่งผลให้นำไปสู่การยุบพรรคการเมือง ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล เป็นสิ่งที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลหวังว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งใหม่ได้

แน่นอนหากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีอันต้องพ้นสภาพไปด้วยกลไกขององค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ต้องประกาศนำมวลชนออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

เป็นจุดเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งการเผชิญหน้าของมวลชนสองกลุ่ม ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน

ซึ่งในความเห็นของ สมฤทธิ์ ไชยวงค์ โฆษกศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า แนวทางการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มเป็นไปได้ทุกประเด็น ทางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเป็นไปใน
แนวทางไหนที่ชัดเจน ดังนั้นเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องรอคำวินิจฉัยในวันที่ 20 พฤศจิกายน ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาในแนวทางใด

ขณะที่ในมุมมองของนักวิชาการ อย่าง สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังวันที่ 20 พฤศจิกายน ว่า แนวทางใน
การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นความหวังและทางลงที่สงบของม็อบราชดำเนิน

อาจารย์สมชายกล่าวว่า ประเด็นหลักในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต้องดูว่า การแก้ไขที่มาของ ส.ว.ขัดหลักรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะการฝ่าฝืนระบอบประชาธิปไตยเป็นประเด็นหลักที่จะต้องว่ากันไปตามกระบวนการ ส่วนเรื่องจะนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง หรือตัดสิทธิให้พ้นสภาพสมาชิกทั้ง 312 คน หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

ส่วนที่คาดกันว่าคนเสื้อแดงอาจระดมมวลชนเพื่อกดดันคำตัดสิน อาจารย์สมชายมองว่า การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงไม่น่าจะเป็นการระดมมวลชนเพื่อปะทะมวลชน แต่แกนนำจะต้องกระทำในลักษณะการอธิบายข้อเท็จจริงที่อาจจะเกิดขึ้นในการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างความเข้าใจ ในแง่ของหลักการที่จะสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยที่คนเสื้อแดงใช้เป็นอุดมการณ์ในการต่อสู้ทางการเมืองมาโดยตลอด

ถัดจากนักวิชาการ ลองมาฟังมุมมองของนักพยากรณ์ ภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล อธิบายทิศทางดวงการเมืองไทยว่า ช่วงนี้ตอบยาก ถ้าดูภาพรวมที่เคยบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเข้าเคราะห์ปี
หน้าและเกี่ยวกับการตัดสินใจผิดพลาด หมายถึงดวงข้างหน้าจะไม่ดี คือต้องมีการตัดสินใจที่ผิดพลาด ณ เวลานี้ ทำให้ดวงเกิดปัญหาในวันข้างหน้า ค่อยๆ สะสมไป ซึ่งได้พูดตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคมมาแล้ว ที่บอกว่าการลงมติของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย เป็นการตัดสินใจผิดพลาด ถ้าไม่ดันตรงนี้ก็ไม่เกิดปัญหา ม็อบก็ไม่มา

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ยังได้รับการส่งเสริมมาจากคนเสื้อแดง ฉะนั้นม็อบของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่น่ากังวลสำหรับรัฐบาล เพราะไม่สามารถทำอะไรรัฐบาลได้ แต่จะมีปัจจัยอื่นทำให้รัฐบาลสั่นคลอน

อาจารย์ภาณุวัฒน์ประเมินทางเลือกของรัฐบาลด้วยว่า นายกฯยิ่งลักษณ์มีทางเลือก 3 ทางคือ 1.เลือกลาออกหรือยุบสภาด้วยตัวเอง 2.จะถูกพลังมวลชนกดดัน จนต้องลงจากการเป็นนายกรัฐมนตรี และ 3.เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ข้อไหนจะมีผลเป็นจริงมากกว่ากันขึ้นอยู่การตัดสินใจของนายกฯ ที่แน่ๆ ต้องเกิดแน่นอน 1 ใน 3 ข้อนี้

ดังนั้น การจะแก้หนักให้เป็นเบาก็คือ ต้องรู้จักลงก่อนจะถึงเวลาขั้นรุนแรง

"ข้างหน้ามีปัญหาแน่นอน คือรัฐบาลไม่ได้อยู่ถึงครบเทอม" อาจารย์ภาณุวัฒน์ฟันธง

แม้จะมีข่าววงในแพร่สะพัดว่า คำตัดสิน 20 พฤศจิกายน อาจไม่เป็นไปตามที่หวาดหวั่น

แต่สำหรับการเมืองไทย อะไรก็เกิดขึ้นได้ และหักปากกาเซียนมามาก

วันที่ 20 พฤศจิกายน จะเป็นจุดสตาร์ตของความรุนแรง หรือเป็นเงื่อนไขยกระดับปัญหาอีกครั้ง หรือจะเป็นสนามบินให้ม็อบไหนลง จึงมีโอกาสเป็นไปได้ทั้งนั้น

เป็นอีกหนึ่งวันในปฏิทินการเมืองไทย ที่ต้องติดตามข่าวสารกันอย่างเกาะติด


(ที่มา:มติชนรายวัน 15 พ.ย.2556)

ชูวิทย์ โพสFBบอก เวทีม็อบแปลงร่าง

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสในเฟสบุ๊คของเขาล่าสุดวันนี้ว่า 

ระยะเวลาเพียงแค่สองสามอาทิตย์ การเมืองเปลี่ยนแปลงขึ้นลงรวดเร็ว สถานการณ์พลิกผันเหมือน ดิน ฟ้า อากาศ แปรปรวน อยู่ดีๆฟ้าผ่าเปรี้ยง เมฆดำทะมึน พายุฝนตกกระหน่ำ และอีกไม่กี่วันก็จางหาย

การเมือง เมื่อรัฐบาล "ลักไก่" ผ่านกฎหมายนิรโทษกรรม ประชาชนออกมาต่อต้านเต็มท้องถนน นายกฯยิ่งลักษณ์ออกมาปัดพัลวัน แล้วยืนยันเช้าเย็น จนวุฒิสภาคว่ำกฎหมายฉบับนี้

นักการเมืองอีกฟากฝั่งได้โอกาสตีกระหน่ำ จัดม็อบโอบล้อม ขึ้นเวทีปราศรัยปลุกม็อบ ยืนยันต้องทำให้กฎหมายฉบับนี้ ตายไปจากสภาฯ ประชาชนทุกวงการทั่วสารทิศ ออกมาร่วมอุดมการณ์ต้านกฎหมายล้างผิด

รัฐบาลจวนเจียนไป จวนเจียนมา เหมือนเรือไปชนโขดหินใกล้จะอับปาง รีบพลิกเกมส์ "ถอยไม่เป็นขบวน" ยันจะไม่เอากฎหมายฉบับนี้มาพิจารณาอีก เมื่อวุฒิสภาคว่ำกฎหมายฉบับนี้ ประชาชนที่ออกมาด้วยใจ ยอมหยุด รอดูว่าหากครบ 180 วัน รัฐบาลจะ "สับปลับ" นำกฎหมายฉบับนี้ มาลักไก่เข้าสภาฯอีกหรือเปล่า?

แต่นักการเมืองไม่หยุด เดินหน้าต่อ สานฝันให้เป็นจริง ปลุกม็อบ "ล้มรัฐบาล" ทั้งจะยกระดับ เคลื่อนพล นำ "อุดมการณ์" เรื่องต้านนิรโทษกรรมมาสานต่อ ประชาชนที่มาด้วยใจเดินกลับบ้าน สวนทางกับประชาชนที่มาจากเขต แล้วจับมือทั้งขาประจำ และขาจร แปรสภาพรวมพลังขับไล่รัฐบาล แต่ประชาชนที่มีหัวใจเป็นกลางไม่เล่นด้วย เริ่มรู้ทัน เกรงจะตกเป็น "เครื่องมือ"

สมัยผมยังวัยรุ่น นักร้องชื่อดังของเมืองไทย ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ร้องเพลงดังติดอันดับท็อปชาร์ตในขณะนั้น ชื่อเพลงว่า "บ้องกัญชา" เนื้อร้องเขาเริ่มต้นว่า

"ลา เอ๋ย ลา ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่.... พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา.... "

"เวทีต่อต้านพรบ.นิรโทษกรรม" เลยเปลี่ยนเป็น "เวทีหาเสียง" ไปเรียบร้อย
ถูกใจ ·  ·  · 14 นาทีที่แล้ว·