PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

“วิชัย” คิงเพาเวอร์ คอนเนกชันลึกล้ำ จากราชวงศ์อังกฤษ ถึงนักการเมืองทุกขั้วที่คลาคล่ำในโรงแรมพูลแมน

“วิชัย” คิงเพาเวอร์ คอนเนกชันลึกล้ำ จากราชวงศ์อังกฤษ ถึงนักการเมืองทุกขั้วที่คลาคล่ำในโรงแรมพูลแมน จากแนวร่วมต้านรัฐประหาร เป็นแขกวีไอพีของนายพล

31 กรกฎาคม 2014
ที่มาภาพ : http://buaksib.com/do_uploads/20140708192624_thumb.jpg
ที่มาภาพ : http://buaksib.com/do_uploads/20140708192624_thumb.jpg
ชื่อวิชัย ศรีวัฒนประภา นายใหญ่แห่งอาณาจักร “คิง เพาเวอร์” ปรากฏเป็นข่าวใหญ่ทั้งในหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ หน้าหลักแมกกาซีน เกือบทุกฉบับ ทั้งอยู่ในรายการข่าวภาคหลัก ข่าวกีฬา ในสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ในวาระที่บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด เฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี จัดกิจกรรมสร้างกระแสต่อเนื่องจากฟุตบอลโลกฟีเวอร์ ด้วยการนำทีมที่คิง เพาเวอร์ เป็นเจ้าของ มาลงเตะนัดนัดพิเศษ “Leicester City vs Everton Friendly Match Celebrating King Power 25 Years” ในเมืองไทย
ชื่อ “วิชัย” มิใช่แค่เป็นเพียงนักธุรกิจที่ครอบครองอาณาจักรธุรกิจ ร้านค้าปลอดภาษี (duty free) และกิจการอื่น 16 แห่ง มีสินทรัพย์เกือบ 35,000 ล้านบาท แต่สังคมรู้จักเขาในฐานะ “เจ้าพ่อคอนเนกชันภาคธุรกิจ” คนหนึ่งของวงการ มียุทธวิธีการขยายอาณาจักร และเส้นทางธุรกิจคล้ายกับเพื่อนสนิทของเขาที่เป็น “เจ้าพ่อคอนเนกชันธุรกิจ-การเมือง” ชื่อเนวิน ชิดชอบ
ทั้งชื่อ-ชั้นของ “วิชัย” ยังมิใช่แค่คอนเนกชันพิเศษกับคนการเมืองที่คลาคล่ำอยู่ในโรงแรมพูลแมนของเขาทุกค่ำคืน แต่กิจกรรมทางสังคมของ “วิชัย” ไปใกลถึงประเทศอังกฤษ ทั้งในฐานะเจ้าของทีมฟุตบอล เลสเตอร์ ซิตี้ ในพรีเมียร์ลีก มีฉายา “จิ้งจอกสยาม” และเจ้าของสนาม คิง เพาเวอร์ บิลลิ่ง แบร์ โปโล พาร์ค ด้วย
ที่มาภาพ : http://www4.pictures.zimbio.com/gi/Vichai+Srivaddhanaprabha+Leicester+City+v+3SMx_Nb71Zvl.jpg
ที่มาภาพ : http://www4.pictures.zimbio.com/gi/Vichai+Srivaddhanaprabha+Leicester+City+v+3SMx_Nb71Zvl.jpg
ชื่อ “วิชัย” ยังติดอยู่ในโผข่าวสังคมชั้นสูงในอังกฤษอย่างต่อเนื่อง ด้วยกิจกรรมการแข่งม้า อันเป็นกิจกรรมของชนชั้นนำระดับที่ราชวงศ์อังกฤษเสด็จร่วมงานด้วยเสมอๆ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์ และ เจ้าชายแฮร์รี แห่งเวลส์ เสด็จไปทรงร่วมการแข่งขันขี่ม้าโปโลการกุศลรายการ “เดอะ เดอ เบียร์ ไดมอนด์ จิวเวลเลอร์ รอแยล โปโล คัพ” การแข่งขันครั้งนี้เจ้าชายวิลเลียมทรงแข่งขันในทีมบา กู การ์ด ขณะที่พระอนุชาเจ้าชายแฮร์รีทรงแข่งขันในทีมคิง เพาเวอร์
ก่อนหน้านี้ 3 ปี “วิชัย” ถูกรู้จักในนาม “วิชัย รักศรีอักษร” แต่เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2555 มีความในประกาศราชกิจจานุเบกษา ระบุว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่อสกุล “ศรีวัฒนประภา” ให้แก่ นายวิชัย รักศรีอักษร (สกุลเดิม) เพื่อเป็นสิริมงคลแก่วงศ์สกุล”
ชื่อ “วิชัย” โด่งดังสูงเสียดยอดวงสังคมกรุงเทพฯ เมื่อ 5 ปีก่อน เพราะคอนเนกชันพิเศษของเขาในทุกวงการ(คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย)
ลำดับเหตุการณ์ความเป็นมาคิงพาวเวอร์
วงการเมือง เขาเคยแนบแน่นกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่มีอิทธิพลที่สุดในการเมืองไทย สนิทกับ “เนวิน” ระดับที่ยอมเปิดโรงแรมพูลแมนเป็น “ศูนย์บัญชาการต้านรัฐประหาร” 19 กันยายน 2549 ครั้งนั้น โรงแรมแห่งนี้เป็นที่รับเอกสารแถลงการณ์ที่ส่งจาก พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ถูกยึดอำนาจคาเวทีโลกในสหรัฐอเมริกา
และเมื่ออำนาจเปลี่ยนไปอยู่ในมือของคณะยึดอำนาจ พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ชื่อ “วิชัย” ก็ไม่ได้หล่นจากอำนาจตามไปด้วย เขากลับกลายเป็น คนที่ “เดินเข้า-ออก” บ้านพักของ พล.อ. สนธิ ได้อย่างระดับแขกวีไอพีคนหนึ่ง
“วิชัย” เคยพูดว่า “พล.อ. สนธิ ได้คุยกันแล้วก็ถูกใจ…ท่านเข้าใจผม…จากนั้นท่านก็มาที่โรงแรมบ่อยๆ”
ด้วยความเป็นพ่อค้า คบหาคนทุกระดับ เมื่อการเมืองผลัดใบ นักการเมืองกลุ่ม “เพื่อนเนวิน” พลิกขั้ว ทิ้งพรรคของ “พ.ต.ท. ทักษิณ” ไปจับมือกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผลักดัน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ชื่อ “วิชัย” ก็ขยายเครือข่ายยึดโยงใยหนาแน่นยิ่งขึ้น
บริษัทในเครือคิงพาวเวอร์
ในงานครบรอบ 2 ทศวรรษ คิง เพาเวอร์ เมื่อปี 2552 แขกวีไอพีของงานจึงเต็มไปด้วยผู้มีบารมี อาทิ สุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี พร้อมครอบครัวนางศรีสกุล พร้อมพันธ์ุ, นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่นฯ, นายระวิ โหลทอง ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา บมจ.สยามสปอร์ต ซินดิเคท และมีผู้บริหารกระทรวงคมนาคมทุกกรม ทุกกอง
ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชื่อ “วิชัย” ก็ใช่จะตกต่ำ เครือข่ายที่ปรึกษาบริษัทเขา ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ยังคาบเกี่ยวควบเก้าอี้ทั้งในฝ่ายบริหาร ข้าราชการ ก็ยังปรากฏเป็นแนวร่วมคิง เพาเวอร์ ไม่เคยห่าง
ในยุค คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ คสช. ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ “วิชัย” ก็ยังมีพี่ใหญ่แห่งค่ายบูรพาพยัคฆ์ อย่าง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้ความเมตตา
“วิชัย” รู้จักมักคุ้น กับ พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ. ตร.) บุคคลที่ถูกคาดหมายกันในโผว่า อาจจะได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพราะนายตำรวจผู้นี้ เคยร่วมงานกับ “วิชัย” ในฐานะอดีตเลขาธิการสมาคมขี่ม้าโปโล แห่งประเทศไทย ที่ “วิชัย” เป็นนายกสมาคม
ในสายข้าราชการระดับสูง “วิชัย” ถือว่ามีเพื่อนระดับอธิบดีในกระทรวงการคลังระดับสายตรง เช่น นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร อดีตอธิบดีกรมศุลกร ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ. 52 กับ พล.ท. ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 และเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายประสงค์ พูนธเนศ ก็เพิ่งได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นประธานบอร์ดการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.)
สาขาคิงพาวเวอร์
ส่วนกระทรวงคมนาคม ชื่อ “วิชัย” ถูกเอ่ยในห้องประชุมผู้บริหาร ในวาระการจัดงานครบรอบ 100 ปี ในฐานะผู้บริจาครายใหญ่ และมีความสัมพันธ์พิเศษยิ่ง
ชื่อวิชัย ศรีวัฒนประภา จึงไม่ใช่นักธุรกิจธรรมดา แต่โดดเด่นตระการตาในวงสังคมชั้นสูง และมีคอนเนกชันพิเศษกับนักการเมืองทุกขั้ว สุขุมในความสัมพันธ์กับนายทหารในกองทัพราวกับพี่-น้อง ไม่ต้องนับรวมเครือข่ายอำมาตย์ ที่ “วิชัย” ไม่เคยพลาดให้บริการ ส่วนข้าราชการระดับสูงนั้น “วิชัย” สายตรงถึงหูเสมอ

จับตา เลขา สมช.คนใหม่ล้างอำนาจเก่า


หลังกลับเข้ารับตำแหน่งเลขาสมช. นายถวิล เปลี่ยนศรี ได้ทำเรื่องถึงหน.คสช.ขอปรับย้าย คืนตัวกลับกองทัพ พล.ท.พงศกร รอดชมภู ที่เสธแมว พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร14 ดึงมาช่วยงานที่สมช. ว่ากันว่าเป็นมือไอโอให้รัฐบาลช่วงกปปส.ชุมนุมใหญ่ รวมถึงเป็นมือจัดซื้อจัดหาอาวุธให้กองทัพคนสำคัญ เล่นเอานายทหารที่ใก้ลชิดอาตู่ถามกลับว่า สมช.มายุ่งเกี่ยวกับการจัดซื้ออาวุธเมื่อไหร่ ... ฟังมาว่าหน.คสช.เตรียมปรับย้ายใหญ่ทีเดียวในช่วงแต่งตั้งเลขาสมช.คนใหม่ ที่คนในสมช.ฟันธง เลขาถวิลเสนอ นายอนุสิษฐ์ คุณากร เป็นเลขาสมช.คนใหม่ ส่วนจะได้เป็นหรือไม่ต้องถามใจอาตู่
ฟังมาอีกว่าอาจขยับคนในกองทัพมานั่งที่สมช.ช่วงเปลี่ยนผ่าน หากเอาคนในกองทัพมาจริง เต็งหนึ่งน่าจะเป็นพล.อ.สุรวัช บุตรวงษ์ บิ๊กเซง หัวหน้าศูนย์ประสานงานประเทศเพื่อนบ้านจากกองทัพบก ที่ทำงานลับด้านข่าวมาตลอดชีวิตรับราชการ...และอย่าได้แปลกใจหากอาตู่จับบิ๊กเซงนั่งผอ.สน.ข่าวกรอง และโยกคนในสนข.กรอง รองฉัตรพงษ์ ฉัตราคม รองผอ.มาที่สมช. อะไรก็เป็นไปได้ หากอาตู่เห็นเหมาะสม....
ใครมีปัญหาช่วยยกมือหน่อย

"พีซคอร์ป" องค์กรเพื่อมนุษยธรรม ของสหรัฐฯ สั่งถอนกำลัง จนท. 340 คนใน 3 ประเทศที่"อีโบล่า" ระบาดหนัก

"พีซคอร์ป" องค์กรเพื่อมนุษยธรรม ของสหรัฐฯ สั่งถอนกำลัง จนท. 340 คนใน 3 ประเทศ คือ กินี , เซียร์ราลีโอน และ ไลบีเรีย ซึ่งมีการแพร่ระบาดของไวรัส"อีโบล่า" อย่างหนักแล้ว หลัง จนท. 2 คน อาจติดเชื้อไวรัสดังกล่าว และ วานนี้ รัฐบาลไลบีเรีย 1 ประกาศปิดโรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศ และประกาศให้ 1 ส.ค. เป็นวันหยุดเพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อ สถานที่ทำการของรัฐบาล
องค์การอนามัยโลกรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในแอฟริกาตะวันตก ณ. 27 ก.ค.57 มีผู้ป่วยติดเชื้ออีโบลาแล้ว 1,201 คน และมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสอีโบลาแล้วรวม 672 คน แบ่งเป็นรายประเทศดังนี้
1. กินี 319 คน
2. เซียร์ราลีโอน 224 คน
3. ไลบีเรีย 129 คน
โดยหนึ่งในจำนวนนี้เป็นแพทย์ที่ทำงานในศูนย์รักษาผู้ติดเชื้ออีโบลาที่กรุงมันโรเวีย ประเทศไลบีเรีย นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า ดร.ชีค อูมาร คาน (รูปที่ 5) หัวหน้าทีมแพทย์ของเซียร์ราลีโอน ได้เสียชีวิตลงเมื่อ 29 ก.ค. หลังติดเชื้อเมื่อสัปดาห์ก่อน
สำหรับผู้ติดไวรัสอีโบล่า จะมีอาการต่างๆ รวมทั้งไข้สูง มีเลือดออกและทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษา แม้ผู้ป่วยเสี่ยงเสียชีวิตสูงถึง 90% แต่ถ้าตรวจพบเนิ่นๆสามารถรักษารอดชีวิตได้.
อาการของผู้ติดเชื้ออีโบล่า ระยะฟักตัว 2-21 วัน
1. มีไข้หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ
2. มีอาการฝื่นคันที่ผิวหนัง
3. คลื่นไส้เจ็บหน้าอก เจ็บคอ
4. ปวดในช่องท้อง ท้องร่วง
5. ผิวเหลืองเหมือนดีซ่าน น้ำหนักลด
6. อวัยวะภายในล้มเหลว
ส่วนใหญ่คนไข้เสียชีวิตจากการเลือดออกภายในอวัยวะ อัตราการตายอยู่ที่ 60-90% เวลาตายน่ากลัวมาก ..แนะนำให้ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการเดินทางไปในที่แออัด หรือเดินทางไปแอฟริกาตะวันตก ใส่ Mask ไว้เมื่อไปใน รพ.
ขณะที่สายการบิน ASKY ที่ให้บริการบินทั่วแอฟริกา ได้ระงับทุกเที่ยวบินทั้งขาเข้าและออกจากเมืองหลวงของไลบีเรียและเซียร์รา ลีโอน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา หลังสายการบินอาริคของไนจีเรียได้หยุดเที่ยวบินตรงสู่ไลบีเรียและเซียร์ราฯมาแล้วเมื่อ 27 ก.ค. สอดคล้องกับสมาคมฟุตบอลของไลบีเรีย ที่ได้ระงับทุกกิจกรรมของสมาคมฯ สืบเนื่องจากการระบาดของไวรัสอีโบล่าด้วย
กระทรวงการต่างประเทศของไทย ออกประกาศวันนี้ แจ้งเตือนคนไทยเลี่ยงเดินทางไปยังประเทศที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา / ส่วนผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีโบล่าที่ฮ่องกง ผลตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่าไม่ได้ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวแต่อย่างใด

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

โปรดเกล้าฯ พรฎ.ว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. 2557

ในหลวงโปรดเกล้าฯ ตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. 2557

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 22 มาตรา 30 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. 2557 โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2557/A/059/2.PDF


//////
พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ

หน้า ๒
เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๗

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
เป็นปีที่ ๖๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๒๒ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกา
ขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๗”
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้
“คณะกรรมการสรรหา” หมายความว่า คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๔
“คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัด” หมายความรวมถึงคณะกรรมการสรรหาประจํากรุงเทพมหานครด้วย “จังหวัด” หมายความรวมถึงกรุงเทพมหานครด้วย
มาตรา ๔ ให้มีคณะกรรมการสรรหาทําหน้าที่สรรหาบุคคลด้านต่างๆ เพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
(๑) คณะกรรมการสรรหาด้านการเมือง หน้า ๓ เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗
(๒) คณะกรรมการสรรหาด้านการบริหารราชการแผ่นดิน
(๓) คณะกรรมการสรรหาด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
(๔) คณะกรรมการสรรหาด้านการปกครองท้องถิ่น
(๕) คณะกรรมการสรรหาด้านการศึกษา
(๖) คณะกรรมการสรรหาด้านเศรษฐกิจ
(๗) คณะกรรมการสรรหาด้านพลังงาน
(๘) คณะกรรมการสรรหาด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
(๙) คณะกรรมการสรรหาด้านสื่อสารมวลชน
(๑๐) คณะกรรมการสรรหาด้านสังคม
(๑๑) คณะกรรมการสรรหาด้านอื่น ๆ
(๑๒) คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคณะ
มาตรา ๕ ให้คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๔ (๑) ถึง (๑๑) แต่ละคณะ ประกอบด้วยกรรมการสรรหาจํานวนเจ็ดคนซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์เป็นที่ยอมรับในด้านที่ได้รับการแต่งตั้ง ทําหน้าที่สรรหาบุคคลเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติบุคคลใดจะเป็นกรรมการสรรหาเกินหนึ่งคณะมิได้

ให้กรรมการสรรหาตามวรรคหนึ่งประชุมเพื่อเลือกกรรมการสรรหาคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการสรรหา
ให้ประธานกรรมการสรรหาแต่งตั้งเจ้าหน้าที่จากสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งคนหนึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหา

ให้นําความในวรรคห้าและวรรคแปดของมาตรา ๖ มาใช้บังคับแก่คณะกรรมการสรรหาตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม

มาตรา ๖ ให้คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดแต่ละจังหวัดนอกจากกรุงเทพมหานคร  ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด  ผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตําบลในระดับจังหวัดของจังหวัดนั้นครั้งล่าสุด และประธานกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัด เป็นกรรมการสรรหา ในจังหวัดใดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดด้วย

ให้กรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดเลือกกันเองเพื่อให้ได้คนหนึ่งเป็นกรรมการสรรหาแทนประธานกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดในจังหวัดใดมีผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหลายคน ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดซึ่งมีอาวุโสสูงสุดเป็นกรรมการสรรหา

ให้คณะกรรมการสรรหาประจํากรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นผู้แทนสภาองค์กร
ชุมชนเขตในระดับจังหวัดของกรุงเทพมหานครครั้งล่าสุด และประธานกรรมการการเลือกตั้งประจํา
กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมการสรรหา หน้า ๔ เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ กรรมการสรรหาตามวรรคหนึ่งและวรรคสี่จะแต่งตั้งหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นทําการแทนมิได้
ผู้ดํารงตําแหน่งตามวรรคหนึ่งและวรรคสี่ให้หมายความรวมถึงผู้รักษาราชการแทนผู้ดํารงตําแหน่ง
ดังกล่าวด้วย

ให้กรรมการสรรหาประจําจังหวัดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสี่เลือกกรรมการสรรหาประจําจังหวัด
คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการสรรหาประจําจังหวัดของคณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดนั้น
ในกรณีที่ไม่มีกรรมการสรรหาประจําจังหวัดในตําแหน่งใด หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ว่า
ด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดประกอบด้วยกรรมการสรรหาประจําจังหวัดเท่าที่มีอยู่
จนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะแต่งตั้งบุคคลที่เห็นสมควรให้เป็นกรรมการสรรหาประจํา
จังหวัดแทน

ให้ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําจังหวัดเป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัด

มาตรา ๗ วิธีการประชุมและการลงมติของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นไปตามที่ที่ประชุม
คณะกรรมการสรรหาแต่ละคณะกําหนด

มาตรา ๘ ให้สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งรับผิดชอบงานเลขานุการและงานธุรการ
รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดําเนินการสรรหาและของคณะกรรมการสรรหา เพื่อการนี้ให้สํานักงาน
คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจออกระเบียบเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกานี้ แต่ต้อง
ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชกฤษฎีกานี้

ให้กรรมการสรรหาได้รับค่าตอบแทนการประชุมครั้งละสองพันบาท และให้กรรมการสรรหา
ซึ่งเป็นผู้แทนสภาองค์กรชุมชนได้รับค่าพาหนะเหมาจ่ายอีกคนละสามพันบาท

มาตรา ๙ ให้คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๔ (๑) ถึง (๑๑) สรรหาบุคคลซึ่งสมควร
ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติคณะละไม่เกินห้าสิบคน แต่ต้อง
ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรายชื่อที่ได้รับมาตามมาตรา ๑๐ ในด้านนั้น ๆ

ให้คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดตามมาตรา ๔ (๑๒) สรรหาบุคคลที่สมควรได้รับ
การเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากบุคคลซึ่งมีภูมิลําเนาในจังหวัดนั้น จังหวัดละห้าคน

การสรรหาตามมาตรานี้ ให้คํานึงถึงบุคคลซึ่งมีความรู้ความสามารถด้านต่าง ๆ จากภาครัฐ  ภาคเอกชน ภาคสังคม ภาควิชาชีพ ภาควิชาการ และภาคอื่น ความเท่าเทียมกันทางเพศ และการให้โอกาสแก่
ผู้ด้อยโอกาส

มาตรา ๑๐ ในการสรรหาตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาบุคคล
จากชื่อที่เสนอโดยนิติบุคคลซึ่งไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากําไรมาแบ่งปันกันที่อยู่ในภาคต่าง ๆ
ตามมาตรา ๙ วรรคสาม โดยแต่ละนิติบุคคลเสนอได้ไม่เกินสองชื่อหน้า ๕ เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗

ให้นิติบุคคลที่ประสงค์จะเสนอชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่ง เสนอชื่อต่อหน่วยงานที่สํานักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด ภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่มีประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๔ (๑) ถึง (๑๑)

มาตรา ๑๑ ในการเสนอชื่อบุคคลของนิติบุคคลตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ให้ดําเนินการดังต่อไปนี้

(๑) ส่วนราชการ ให้เสนอชื่อตามมติของ อ.ก.พ. กระทรวง หรือ อ.ก.พ. กรม แล้วแต่กรณี
(๒) รัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชน ให้เสนอชื่อตามมติของคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจ
หรือองค์การมหาชน
(๓) หน่วยงานอื่นของรัฐที่มีคณะกรรมการเป็นผู้กํากับดูแลหรือบริหารงาน ให้เสนอชื่อตามมติ
ของคณะกรรมการดังกล่าว ในกรณีที่ไม่มีคณะกรรมการเป็นผู้กํากับดูแลหรือบริหารงาน ให้หัวหน้า
หน่วยงานเป็นผู้เสนอชื่อ
(๔) นิติบุคคลที่มีลักษณะเป็นสมาคม มูลนิธิ หรือสภา ให้เสนอชื่อตามมติของคณะกรรมการ
สมาคมหรือมูลนิธิ หรือคณะกรรมการของสภา
(๕) นิติบุคคลอื่นที่มีคณะกรรมการเป็นผู้กํากับดูแลหรือบริหารงาน ให้เสนอชื่อตามมติ
ของคณะกรรมการของนิติบุคคลนั้น
(๖) สถาบันการศึกษา ให้เสนอชื่อตามมติของสภาหรือคณะกรรมการสถาบัน
(๗) นิติบุคคลใดไม่มีคณะกรรมการเป็นผู้กํากับดูแลหรือบริหารงาน ให้ผู้มีอํานาจทําการแทน
นิติบุคคลนั้นเป็นผู้เสนอชื่อ
มาตรา ๑๒ ให้นิติบุคคลตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง เสนอชื่อตามแบบที่สํานักงาน
คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด และต้องแนบเอกสารและหลักฐานดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) สําเนาทะเบียนบ้าน และสําเนาบัตรประจําตัวประชาชนหรือสําเนาบัตรประจําตัวอื่น
ของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อที่ทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้
(๒) เอกสารที่บุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อแสดงความประสงค์ว่าจะเข้ารับการสรรหาในด้านใด
ด้านหนึ่งตามมาตรา ๔
(๓) หนังสือยินยอมให้เสนอชื่อ ทั้งนี้ บุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อจะทําหนังสือยินยอมให้มี
การเสนอชื่อเกินหนึ่งฉบับมิได้
(๔) คํารับรองของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อว่าตนมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่
รัฐธรรมนูญกําหนด
เอกสารและหลักฐานตามวรรคหนึ่ง ให้บุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อลงลายมือชื่อเพื่อรับรอง
ความถูกต้องด้วยหน้า ๖
เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗
แบบการเสนอชื่อที่สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนดตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องมี
รายการที่กําหนดให้ผู้เสนอต้องระบุถึงความรู้ความสามารถอันเป็นที่ประจักษ์ของบุคคลซึ่งได้รับ
การเสนอชื่อด้วย
มาตรา ๑๓ ให้เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือผู้ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการ
การเลือกตั้งมอบหมาย ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อ รวมทั้ง
ตรวจสอบว่าการเสนอชื่อเป็นไปโดยชอบด้วยพระราชกฤษฎีกานี้หรือไม่ แล้วส่งให้คณะกรรมการสรรหา
ภายในสิบวันนับแต่วันที่ครบกําหนดเวลาตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง เพื่อดําเนินการต่อไป
มาตรา ๑๔ ให้คณะกรรมการสรรหาเสนอบัญชีรายชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการคัดเลือก
ให้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติตามจํานวนที่กําหนดในมาตรา ๙ ต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ภายในสิบวันนับแต่วันที่พ้นระยะเวลาตามมาตรา ๑๓
มาตรา ๑๕ เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้รับบัญชีรายชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับ
การคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากคณะกรรมการสรรหาแล้ว ให้ดําเนินการดังต่อไปนี้
(๑) พิจารณาคัดเลือกบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจาก
บัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดเสนอ จังหวัดละหนึ่งคน
(๒) พิจารณาคัดเลือกบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากบัญชี
รายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาแต่ละด้านตามมาตรา ๔ (๑) ถึง (๑๑) เสนอ ตามจํานวนที่เห็นสมควร
แต่เม่อรวมก ื ับจํานวนตาม (๑) แล้ว ต้องไม่เกินสองร้อยห้าสิบคน
ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินํารายชื่อบุคคลซึ่งได้รับการคัดเลือกตามวรรคหนึ่ง
ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้รับบัญชีรายชื่อตามมาตรา ๑๔ เพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป
เมื่อทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้ว ให้ประกาศรายชื่อนั้นในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๑๖ ในกรณีที่ตําแหน่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด หรือมีเหตุ
อันสมควรที่จะแต่งตั้งเพิ่ม คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะดําเนินการเพื่อให้มีการแต่งตั้งบุคคลจาก
บัญชีรายชื่อตามมาตรา ๑๔ เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติแทนตําแหน่งที่ว่างนั้นหรือเพิ่มขึ้นก็ได้
มาตรา ๑๗ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเสนอชื่อหรือการสรรหา หรือมีปัญหาอื่นใดเกี่ยวกับ
การดําเนินการตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติวินิจฉัย และเมื่อได้
ดําเนินการตามคําวินิจฉัยของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแล้ว ให้ถือว่าเป็นการชอบด้วย
พระราชกฤษฎีกานี้และกฎหมาย
ในกรณีที่มีความจําเป็นเพื่อให้การสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอํานาจประกาศเปลี่ยนแปลงระยะเวลา กําหนดให้ดําเนินการหรืองดเว้นหน้า ๗
เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗
การดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติตามที่กําหนดไว้ใน
พระราชกฤษฎีกานี้ได้
มาตรา ๑๘ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

หน้า ๘ เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ บัญญัติว่า องค์ประกอบและจํานวน

กรรมการในคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ วิธีการสรรหา กําหนดเวลาในการสรรหา จํานวนบุคคลที่จะต้องสรรหา และการอื่นที่จําเป็น ให้เป็นไปตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา

จึงจําเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

โปรดเกล้าฯ 200 สนช.แล้ว ทหารพรึ่บ ตามคาด ห้าเสือ แม่ทัพ นายกอง อดีต ผบ.เหล่าทัพ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ 200 สนช.แล้ว ทหารพรึ่บ ตามคาด ห้าเสือ แม่ทัพ นายกอง อดีต ผบ.เหล่าทัพ พร้อมโปรดเกล้าฯตราพระราชกฤษฏีกา เรียกประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 7สค. 
2557

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) จำนวน 200 คน โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พร้อมโปรดเกล้าฯตราพระราชกฤษฏีกา เรียกประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 7สค. 2557

ทั้งนี้ สมาชิก สนช. ที่ได้รับการแต่งตั้ง ทั้ง 200 คน มีบุคคล ที่มีชื่อเสียง และมีบทบาททางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา อาทิ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย, พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก, นายกล้าณรงค์ จันทิก,นาย
สมชาย แสวงการ, นายณรงค์ชัย อัครเสนณี,พล.ท.ปรีชา จันทร์ โอชาน้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  มีทั้งนายทหารตั้งแต่ละดับห้าเสือ ทบ. แม่ทัพ  และอดีตผบ.เหล่าทัพ และอดีตนายทหาร มากถึง 105 นาย ตำรวจ  11 นาย ที่เหลือเป็น อดีตรัฐมนตรี อดีตผู้บริหารระดับสูง อดีต สว. สรรหา กลุ่ม ๔๐ สว.  บุคคลในภาคธุรกิจ และองค์กรอิสระที่มีชื่อเสียงหลายท่านเข้าร่วมด้วย.

/////
ประกาศ
แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)
พุทธศักราช ๒๕๕๗ ดังต่อไปนี้

๑. นายกรรณภว์ ธนพรรคภวิน ๒. พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช ๓. พลตรี กลชัย สุวรรณบูรณ์ ๔. นายกล้านรงค์ จันทิก๕. นางกอบกาญจน์ สุริยสัตย์ วัฒนวรางกูร ๖. พลโท กัมปนาท รุดดิษฐ์ ๗.นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ ๘. พลเรือเอก กําธร พุ่มหิรัญ ๙. นายกิตติ วะสีนนท์ ๑๐. พลโท กิตติ อินทสร ๑๑. นายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย ๑๒. พลเอก กิตติพงษ์ เกษโกวิท ๑๓. นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ๑๔. พลตรี กู้เกียรติ ศรีนาคา ๑๕. พลเรือเอก ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ๑๖. พลเอก คณิต สาพิทักษ์ ๑๗. พลอากาศโท จอม รุ่งสว่าง ๑๘. พลเรือเอก จักรชัย ภู่เจริญยศ๑๙. พลตํารวจโท จักรทิพย์ ชัยจินดา ๒๐. พลตรี จารึก อารีราชการัณย์ ๒๑. พลเอก จิรพงศ์ วรรณรัตน์ ๒๒. พลเอก จีระศักดิ์ ชมประสพ ๒๓. พลเอก จิระเดช โมกขะสมิต ๒๔. นายเจตน์ ศิรธรานนท์ ๒๕. พลโท ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ๒๖. นายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ๒๗. พลโท เฉลิมชัย สิทธิสาท ๒๘. พลอากาศเอก ชนะ อยู่สถาพร ๒๙. พลอากาศเอก ชนัท รัตนอุบล ๓๐. พลเอก ชยุติ สุวรรณมาศ ๓๑. พลตํารวจเอก ชัชวาล สุขสมจิตร์ ๓๒. นายชัชวาล อภิบาลศรี ๓๓. พลตรี ชัยยุทธ พร้อมสุข ๓๔. พลเรือเอก ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร ๓๕. พลโท ชาญชัย ภู่ทอง ๓๖. นายชาญวิทย์ วสยางกูร ๓๗. พลโท ชาตอุดม ติตถะสิริ ๓๘. พลอากาศเอก ชาลี จันทร์เรือง ๓๙. พลเรือเอก ชุมนุม อาจวงษ์ ๔๐. พลเรือโท ชุมพล วงศ์เวคิน ๔๑. นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ ๔๒. นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ๔๓. พลอากาศเอก ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ ๔๔. นายดิสทัต โหตระกิตย์

๔๕. พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง ๔๖. นายตวง อันทะไชย๔๗. พลเอก ไตรรัตน์ รังคะรัตน ๔๘. พลอากาศโท ถาวร มณีพฤกษ์ ๔๙. พลเอก ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ๕๐. พลอากาศเอก ทรงธรรม โชค
คณาพิทักษ์๑๙. พลตํารวจโท จักรทิพย์ ชัยจินดา ๒๐. พลตรี จารึก อารีราชการัณย์ ๒๑. พลเอก จิรพงศ์ วรรณรัตน์ ๒๒. พลเอก จีระศักดิ์ ชมประสพ ๒๓. พลเอก จิระเดช โมกขะสมิต ๒๔. นายเจตน์ ศิรธรานนท์ ๒๕. พลโท ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ๒๖. นายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ๒๗. พลโท เฉลิมชัย สิทธิสาท ๒๘. พลอากาศเอก ชนะ อยู่สถาพร ๒๙. พลอากาศเอก ชนัท รัตนอุบล ๓๐. พลเอก ชยุติ สุวรรณมาศ ๓๑. พลตํารวจเอก ชัชวาล สุขสมจิตร์ ๓๒. นายชัชวาล อภิบาลศรี ๓๓. พลตรี ชัยยุทธ พร้อมสุข ๓๔. พลเรือเอก ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร ๓๕. พลโท ชาญชัย ภู่ทอง ๓๖. นายชาญวิทย์ วสยางกูร ๓๗. พลโท ชาตอุดม ติตถะสิริ ๓๘. พลอากาศเอก ชาลี จันทร์เรือง ๓๙. พลเรือเอก ชุมนุม อาจวงษ์ ๔๐. พลเรือโท ชุมพล วงศ์เวคิน ๔๑. นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ ๔๒. นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ๔๓. พลอากาศเอก ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ ๔๔. นายดิสทัต โหตระกิตย์๔๕. พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง ๔๖. นายตวง อันทะไชย

๔๗. พลเอก ไตรรัตน์ รังคะรัตน ๔๘. พลอากาศโท ถาวร มณีพฤกษ์ ๔๙. พลเอก ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ๕๐. พลอากาศเอก ทรงธรรม โชคคณาพิทักษ์ ๕๑. คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี ๕๒. พลเอก ทวีป เนตรนิยม ๕๓. พลเรือเอก ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์ ๕๔. นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ๕๕. พลอากาศเอก ธงชัย แฉล้มเขตร ๕๖. พลเรือโท ธราธร ขจิตสุวรรณ ๕๗. พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ๕๘. นายธานี อ่อนละเอียด๕๙. พลโท ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ๖๐. นายธํารง ทัศนาญชลี ๖๑. พลโท ธีรชัย นาควานิช ๖๒. พลเอก ธีระวัฒน์ บุญยะประดับ ๖๓. พลเอก ธีรเดช มีเพียร ๖๔. พลเอก นพดล อินทปัญญา ๖๕. พลเรือเอก นพดล โชคระดา ๖๖. นายนรนิติ เศรษฐบุตร ๖๗. นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล ๖๘. นางนิพัทธา อมรรัตนเมธา ๖๙. พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก ๗๐. นายนิรวัชช์ ปุณณกันต์ ๗๑.พลโท นิวัติ ศรีเพ็ญ ๗๒. นางนิสดารก์ เวชยานนท์ ๗๓. นายนิเวศน์ นันทจิต ๗๔. นายบุญชัย โชควัฒนา ๗๕. นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ๗๖. พลอากาศเอก บุญยฤทธิ์ เกิดสุข ๗๗. พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ๗๘. พลตํารวจโท บุญเรือง ผลพานิชย์ ๗๙. นายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ ๘๐. นายประมุท สูตะบุตร ๘๑. นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ๘๒. พลโท ปรีชา จันทร์โอชา

๘๓. นายปรีชา วัชราภัย ๘๔. พันตํารวจโท พงษ์ชัย วราชิต ๘๕. ร้อยตํารวจตรี พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร ๘๖. นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ๘๗. พลตํารวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ๘๘. คุณพรทิพย์ จาละ๘๙. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ๙๐. นายพรศักดิ์ เจียรณัย ๙๑. พลเรือเอก พลวัฒน์ สิโรดม ๙๒. พลเรือเอก พิจารณ์ ธีรเนตร ๙๓. พลตํารวจเอก พิชิต ควรเดชะคุปต์ ๙๔. พลเอก พิรุณ แผ้วพลสง ๙๕. พลโท พิสิทธิ์ สิทธิสาร ๙๖. นายพีระศักดิ์ พอจิต ๙๗. นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ ๙๘. พลอากาศเอก เพิ่มเกียรติ ลวณะมาลย์ ๙๙. พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ ๑๐๐. พลอากาศเอก ไพศาล สีตบุตร ๑๐๑. พลตรี ไพโรจน์ ทองมาเอง ๑๐๒. พลเอก ไพโรจน์ พานิชสมัย ๑๐๓. นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง ๑๐๔. นายภาณุ อุทัยรัตน์ ๑๐๕. พลโท ภาณุวัชร นาควงษม์ ๑๐๖. นายภิรมย์ กมลรัตนกุล

๑๐๗. นายมณเฑียร บุญตัน ๑๐๘. นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด ๑๐๙. นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร ๑๑๐. พลเอก มารุต ปัชโชตะสิงห์ ๑๑๑. พลเอก ยอดยุทธ บุญญาธิการ ๑๑๒. นายยุทธนา ทัพเจริญ ๑๑๓. พลเรือเอก ยุทธนา ฟักผลงาม ๑๑๔. พลเอก ยุวนัฏ สุริยกุล ณ อยุธยา ๑๑๕. นายรัชตะ รัชตะนาวิน ๑๑๖. พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ ๑๑๗. พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร ๑๑๘. พลโท วลิต โรจนภักดี ๑๑๙. พลตํารวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ๑๒๐. นายวันชัย ศารทูลทัต

๑๒๑. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ๑๒๒. พลเรือเอก วัลลภ เกิดผล ๑๒๓. พลเอก วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ๑๒๔. พลเอก วิชิต ศรีประเสริฐ ๑๒๕. นายวิทยา ฉายสุวรรณ ๑๒๖. นายวิทวัส บุญญสถิตย์
๑๒๗. พลตํารวจโท วิบูลย์ บางท่าไม้ ๑๒๘. พลเอก วิลาศ อรุณศรี ๑๒๙. พลเรือโท วีระพันธ์ สุขก้อน ๑๓๐. นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ๑๓๑. พลโท วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล ๑๓๒. นายวุฒิชัย กปิลกาญจน์ ๑๓๓. นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ๑๓๔. นายศรีศักดิ์ ว่องส่งสาร ๑๓๕. นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย ๑๓๖. นายศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ ๑๓๗. นายศิระชัย โชติรัตน์ ๑๓๘. พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล ๑๓๙.นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ๑๔๐. พลอากาศเอก ศิวเกียรติ์ ชเยมะ ๑๔๑. พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ๑๔๒. พลโท ศุภกร สงวนชาติศรไกร ๑๔๓. พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์ ๑๔๔. พลเอก สกล ชื่นตระกูล ๑๔๕. นายสถิตย์ สวินทร ๑๔๖. พลเรือโท สนธยา น้อยฉายา

๑๔๗. นายสนิท อักษรแก้ว ๑๔๘. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ๑๔๙. นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ๑๕๐. นายสมชาย แสวงการ ๑๕๑. นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ ๑๕๒. นายสมพร เทพสิทธา ๑๕๓. นายสมพล
เกียรติไพบูลย์ ๑๕๔. นายสมพล พันธุ์มณี ๑๕๕. พลตํารวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ๑๕๖. นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ๑๕๗. พลเอก สมหมาย เกาฏีระ ๑๕๘. พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ๑๕๙. พลตรี สมโภชน์ วังแก้ว ๑๖๐. นายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ๑๖๑. พลอากาศเอก สฤษดิ์พงษ์ โกมุทานนท์ ๑๖๒. พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร ๑๖๓. นายสาธิต ชาญเชาวน์กุล ๑๖๔. นายสีมา สีมานันท์ ๑๖๕. พลโท สุชาติ หนองบัว ๑๖๖. พลอากาศเอก สุทธิพันธ์ กฤษณคุปต์ ๑๖๗. นายสุธรรม พันธุศักดิ์ ๑๖๘. นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ๑๖๙. คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ๑๗๐. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ๑๗๑. พลโท สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ๑๗๒. พลเอก สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ๑๗๓. พลเอก สุรวัช บุตรวงษ์ ๑๗๔. พลเรือเอก สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ๑๗๕. นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ ๑๗๖. พลโท สุวโรจน์ ทิพย์มงคล ๑๗๗.นางสุวิมล ภูมิสิงหราช ๑๗๘. นางเสาวณี สุวรรณชีพ

๑๗๙. พลเอก โสภณ ศีลพิพัฒน์ ๑๘๐. พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ๑๘๑. พลเอก องอาจ พงษ์ศักดิ์ ๑๘๒. พลอากาศเอก อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ ๑๘๓. พลโท อดุลยเดช อินทะพงษ์ ๑๘๔. พลโท อนันตพร
กาญจนรัตน์ ๑๘๕. นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ ๑๘๖. นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล ๑๘๗. พลเรือเอก อมรเทพ ณ บางช้าง ๑๘๘. นางสาวอรจิต สิงคาลวณิช ๑๘๙. พลเอก อักษรา เกิดผล ๑๙๐. พลอากาศ
เอก อาคม กาญจนหิรัญ ๑๙๑. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ๑๙๒. พลอากาศเอก อานนท์ จารยะพันธุ์ ๑๙๓. นายอาศิส พิทักษ์คุมพล ๑๙๔. นายอําพน กิตติอําพน ๑๙๕. พลโท อําพล ชูประทุม ๑๙๖. พล
ตรี อินทรัตน์ ยอดบางเตย ๑๙๗. พลอากาศเอก อิทธพร ศุภวงศ์ ๑๙๘. นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ๑๙๙. พลเอก อู้ด เบื้องบน ๒๐๐. พลตํารวจเอก เอก อังสนานนท์

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๓๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ เป็นปีที่ ๖๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ทหาร พล.ม. 2 รอ. แจ้งความ "เสธ.เจมส์" และพวก ฐานกรรโชกทรัพย์

ทหาร พล.ม. 2 รอ. แจ้งความ "เสธ.เจมส์" และพวก ฐานกรรโชกทรัพย์ / ขณะที่ผู้ค้าพัฒน์พงศ์ บุกร้อง 'หน.คสช.' ขอความเป็นธรรม ป้อง 'เสธ.เจมส์'

พล.ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (ผบ.กกล.รส.) กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารจากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) และกองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ (ม.พัน.3 รอ.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว พล.ต.เจนณรงค์ เดชวรรณ หรือ “เสธ.เจมส์” ผู้ทรงคุณวุฒิประจำสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม กับพวกรวม 5 คนที่ถูกร้องเรียนว่ามีส่วนพัวพันกับการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการย่านซอยพัฒน์พงศ์ เขตบางรัก ว่าแม้จะเป็นนายทหารระดับสูงแต่ถ้าพบว่าทำความผิดจริงก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมายและดำเนินการเอาผิดทางวินัย กองทัพจะไม่ปกป้อง เพราะถ้าคิดจะช่วยเหลือกันก็คงไม่เข้าจับกุม
ขณะที่ผู้ค้าย่านพัฒน์พงศ์ จำนวนหนึ่งเดินทางไปกองบัญชาการกองทัพบก เพื่อร้องขอความเป็นธรรมให้กับเสธเจมส์ โดยระบุว่ากลุ่มมาเฟียเรียกเก็บเงินจากผู้ค้า จึงได้ไปร้องขอให้เสธเจมส์ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับถูกกลุ่มมาเฟียกลั่นแกล้งโดยแจ้ง คสช. ให้วางแผนจับกุม โดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน
นอกจากนี้ยังอ้างว่าพวกตนได้ส่งเงินให้กับนายตำรวจ สน.บางรัก บางนาย โดยจะนำรายชื่อนายตำรวจไปมอบให้กับ คสช. ที่กองบัญชาการกองทัพบกด้วย

รวบ“หาสัน สะแต” หัวหน้ากลุ่ม RKK พัวพันบึ้มตลาดบ่อนไก่ โคกโพธิ์

กองกำลัง 5 ฝ่าย สนธิกำลัง จับกุม “นายหาสัน สะแต” อายุ 36 ปี หัวหน้ากลุ่ม RKK ผู้ต้องสงสัย ที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุลอบวางระเบิดบริเวณตลาดบ่อนไก่ บ้านห้วยเปรียะ ม.3 ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อ 23 ก.ค.
นอกจากนี้ยังเคยก่อเหตุ โจมตีฐานปฏิบัติการหน่วยพัฒนาสันติที่ 42-1 ในพื้นที่บ้านเกาะแลหนัง ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 24 ส.ค.54 และ ผู้ต้องหาหมายจับตาม ป.วิอาญา คดีความผิดฐานก่อการร้าย
อย่างไรก็ตามจากการสอบปากคำผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เป็นสมาชิกกลุ่มก่อเหตุรุนแรง รับผิดชอบเขตพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งการข่าวเจ้าหน้าที่สืบทราบว่าแนวร่วมก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่หนองจิกมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุคาร์บอมที่ เบตง ด้วย / ยอมรับว่าเป็นมือระเบิดตลาดบ่อนไก่ชน โคกโพธิ์ ปัตตานี
cr.manageronline

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สามีสวิสยิง"กฤตยา ล่ำซำ"ดับฆ่าตัวตาม

ช็อกวงการประกันภัย"กฤตยา ล่ำซำ"ถูกยิงดับคาคอนโดหรู
วันศุกร์ที่ 25 กรกฏาคม 2557 เวลา 23.04 น.

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 22 ก.ค. ร.ต.ท.บุญลือ ทางตรง ร้อยเวร สน.ทุ่งมหาเมฆ รับแจ้งเหตุยิงกันตายใน คอนโดมิเนียมหรูส่วนตัว ซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 7 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ รีบไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้ามูลนิธร่วมกตัญญูจากการตรวจสอบเบื้องต้น ทราบว่า ผู้เสียชีวิตชื่อ นางกฤตยา ล่ำซำ อายุ 48 ปี กรรมการในคณะอำนวยการบริหาร และกรรมการเมืองไทยประกันภัย บริษัทมหาชน ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่กราม นอนเสียชีวิตจมกองเลือดในห้องนอน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่พบศพ นายเรโด้ กาสเทลลาซซี่ สามี ชาวสวิตเซอร์แลนด์ นอนเสียชีวิตในห้องน้ำ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาดเดียวกันที่ใบหน้า สมองกระจายเต็มพื้นเป็นที่น่าสยดสยอง เบื้องต้นพบอาวุธปืนขนาด 11 มม. ในห้องน้ำ คาดว่า จะเป็นการยิงตัวตาย

จากการสอบสวนแม่บ้านที่ดูแลห้องดังกล่าว ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุทั้งคู่ออกไปว่ายน้ำ และกลับมารับประทานอาหารตามปกติ โดยตัวแม่บ้านรีดผ้าอยู่อีกห้องหนึ่ง จนได้เสียงปืนดังขึ้นหลายนัด เมื่อออกไปดูจึงเห็นว่าทั้งคู่เสียชีวิตแล้ว ทั้งนี้ไม่เคยทราบว่าทั้งคู่มีเรื่องราวขัดแย้งกันมาก่อน

อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ สันนิษฐานว่า ฝ่ายหญิงอาจมีเหตุขัดแย้งบางอย่างกับสามี จนถึงขั้นตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าเดินทางออกจากบ้าน แต่ยังไม่ทันเก็บสัมภาระเสร็จ ก็ถูกฝ่ายชายที่กำลังโมโห ต่อว่าอย่างรุนแรง ก่อนคว้าอาวุธปืนยิงภรรยารักเสียชีวิต จากนั้นจึงคิดได้ ตัดสินใจเดินเข้าห้องน้ำ หันปากกระบอกปืนจ่อในปาก ลั่นไกฆ่าตัวตายอย่างสยดสยองดังกล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วิษณุ เครืองาม :แม่น้ำ5สาย

ดร.วิษณุ เครืองาม กับแม่น้ำ5สาย

รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ นี้เป็นเหมือนกับต้นสายแม่น้ำอีก 5 สายที่จะหลั่งไหลพรั่งพรูนับจากนี้

สายที่ 1 คือ การเกิดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. สมาชิกไม่มีการสมัคร คสช. จะคัดเลือกโดยใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลที่จัดทำไว้แล้ว ให้ครอบคลุม สาขา อาชีพ ภูมิภาค เพศ วัย คุณสมบัติ คือ อายุ 40 ปีขึ้นไป เป็นผู้ไม่มีตำแหน่งในพรรคการเมือง เช่น หัวหน้าพรรค (ไม่ห้ามการเป็นสมาชิกพรรค) มีอำนาจ 4 ประการ คือ ออกกฎหมาย ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี การควบคุมการทำงานของรัฐบาล โดยทำได้เพียงการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี โดยไม่มีอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำไดก้เพียง อภิปรายบทั่วไปโดยไม่ลงมติ ให้ความเห็นชอบบางเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่สภา เช่น แต่งตั้งบุคคลขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ

สายที่ 2 คณะรัฐมนตรี กำหนดเป็นครั้งแรกให้มีอำนาจเพิ่มขึ้นจากอำนาจบริหารราชการแผ่นดินอีก 2 อย่าง คือ อำนาจปฏิรูปในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเริ่มเอง หรือ มีการเสนอมาจากส่วนอื่นๆ และ อำนาจสร้างความสามัคคีปรองดองและความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น

สายที่ 3 สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ไม่เกิน 250 คน สมาชิกมาจากการสรรหา จากจังหวัดต่างๆ 77 คน ส่วนอีก 173 คน มาจากทั่วประเทศ โดยกำหนดด้านต่าง 11 ด้าน (เช่น การเมือง การปกครองท้องถิ่น การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ สาธารณะสุขและสิ่งแวดล้อม พลังงาน สื่อสารมวลชน และด้านอื่นๆ) โดยมีองค์ต่างๆ เป็นผู้เสนอชื่อเข้ามา องค์กรละ 2 คน ให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาคัดเลือก ด้านละไม่เกิน 50 คน รวมแล้ว 11 ด้าน 550 คน และส่งรายชื่อไปคัดเลือกขั้นตอนสุดท้ายอีกครั้ง ทั้งนี้ ไม่มีข้อห้ามการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือ เป็นข้อราชการ เพราะถือว่า การปฏิรูปเป็นเรื่องของประเทศ ข้อจำกัดจึงน้อยที่สุด

อำนาจหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือ (1) เสนอแนวทางปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ถ้าปฏิบัติได้เลยหน่วยงานเกี่ยวข้องจะรับไปดำเนินการ แต่หากต้องมีกฎหมายรองรับต้องยกร่างกฎหมายและนำเสนอ สนช. ต่อไป (2.) ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีคณะกรรมาธิการไปยกร่าง

สายที่ 4 คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีเวลาทำงานยกร่าง 120 วัน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ คุณสมบัติต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง 3 ปี ย้อนหลัง ห้ามบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และ ในอนาคตจะไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปอีก 2 ปี เมื่อร่างเสร็จอาจมีการแปรญัตติได้ ก่อนจะส่งให้ สภาปฏิรูปให้ความเห็นชอบ การร่างต้องร่างภายใต้กรอบ โดยเฉพาะ กรอบตาม รธน. มาตรา 35

สายที่ 5 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่

1. ให้ข้อเสนอแนะ ครม. ไปพิจารณาปฏิบัติ ซึ่ง ครม. มีสิทธิ์ ไม่ดำเนินการตามนั้นได้

2. เชิญ ครม. หารือร่วมกับคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ คสช. ไม่มีอำนาจปลด นายกรัฐมนตรี หรือ ครม. และไม่ได้เป็นพี่เลี้ยงหรือเปลือกหอย ไม่มีอำนาจบังคับ ครม. หรือ ข้าราชการใดๆ ทั้งสิ้น คสช. มีอยู่เพื่อแบ่งเบา ครม. ในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย ในช่วงเวลา 1 ปี นี้ เพื่อไม่ต้องใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญอื่นใดอีก ซึ่งอำนาจนี้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 44

นายวิษณุ กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แม้จะมี 48 มาตรา ยาวกว่าฉบับชั่วคราวในอดีต แต่เพื่อให้ครอบคลุมเรื่องต่างๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อใดที่เห็นว่า รธน.ฉบับนี้ มีปัญหาที่ควรแก้ไขให้สมบูรณ์ ให้ ครม. และคสช. เสนอ สนช. แก้ไขได้

11เดือน รธน.เสร็จ


“บวรศักดิ์” ชี้ยกร่าง รธน.ต้องไม่ลอกต่างชาติ ใครโกงถูกตัดสิทธิ คาด 11 เดือนเสร็จ


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2557 12:28 น.



คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (แฟ้มภาพ)


“บวรศักดิ์” แจงอำนาจหน้าที่ 5 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว สนช.-สภาปฏิรูปฯ ไม่มีสิทธินั่งเป็น กมธ.ยกร่าง รธน. ส่วนการยกร่าง รธน.ต้องเหมาะกับสังคมไทย ห้ามลอกต่างชาติ วางกลไกป้องกันการคอร์รัปชัน ใครโดนคดีทุจริตหมดสิทธิเล่นการเมือง ห้ามใช้ประชานิยมที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศมาเป็นนโยบายหาเสียง ส่วนปฏิทินร่าง รธน.ใหม่คาดใช้เวลา 11 เดือน 
       
       นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา เรื่อง “การปฏิรูปประเทศไทย : การเข้าสู่อำนาจของสมาชิกรัฐสภา” ภายใต้โครงการสัมมนาสู่ทศวรรษที่เก้า ก้าวใหม่ของระบอบประชาธิปไตย ที่จัดโดยสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับกระทรวงกลาโหม ว่า ในรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ได้ออกแบบให้มี 5 องค์กร คือ 1. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 220 คน มีหน้าที่สำคัญ คือ เลือกคนเป็นนายกฯ และร่าง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 2. คณะรัฐมนตรี มีจำนวน 36 คน โดยกำหนดอำนาจเพิ่มเติมนอกจากการบริหารราชการแผ่นดิน คือ การปฏิรูป และส่งเสริมความสามัคคี สมานฉันท์ของคนในชาติ โดยการกำหนดดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และไม่ให้การยึดอำนาจเสียเปล่า จึงทำให้หน้าที่ ครม.มีหน้าที่เสนอความเห็นต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และรับความเห็นจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ไปปฏิบัติ
       
       3. สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือที่ตนขอใช้ตัวย่อว่า สปร. เพราะฟังดูดีกว่า สปช. ที่จะแปลความคล้ายกับหลักสูตรการสอนเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต ที่ให้มีจำนวน 250 คน ทำหน้าที่ปฏิรูป 11 ด้าน เช่น การเมือง, การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการปฏิรูประบบราชการ, กฎหมาย และกระบวนยุติธรรม, การศึกษา, สื่อสารมวลชน สำหรับที่มาของ สปร.จะมาจากการสรรหาระดับจังหวัด โดยมีคณะกรรมการสรรหาที่ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด, หัวหน้าศาลประจำจังหวัด เลือกตัวแทนจังหวัดละ 5 คน จากนั้นให้ คสช.เลือกเหลือจังหวัดละ 1 คน รวมเป็น สปร.ชุดแรกจำนวน 77 คน ส่วนที่เหลือจะตั้งคณะกรรมการสรรหา รวม 11 ด้าน โดยเปิดโอกาสองค์กรที่เป็นนิติบุคคลที่ไม่ใช่องค์กรที่แสวงหากำไร เสนอชื่อบุคคลเข้ามาสู่การสรรหา และส่งให้ คสช.เลือกให้เหลือ 173 คน ประกอบเป็น สปร.
       
       สำหรับหน้าที่หลัก คือ 1. ทำข้อเสนอการปฏิรูปด้านต่างๆ อย่างน้อย 11 ด้าน ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 27 กำหนด จากนั้นเสนอข้อเสนอไปยัง สนช., ครม. หรือ คสช. เพื่อพิจารณาออกกฎหมาย และ 2. ให้ความเห็นต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณายกร่าง และให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่มีอำนาจในการทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยตนเอง ดังนั้นประเด็นที่เกี่ยวกับรัฐธรมนูญ สปร. มีสิทธิ 3 ประการ คือ 1. อภิปรายเสนอแนะ กรอบหรือแนวคิดหลักเพื่อให้ กมธ.ยกร่างฯ นำไปพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ 2. เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ กมธ.ยกร่างฯ ต้องนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญให้กับ สปร.และรับฟังความเห็น 3. ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
       
       4. กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 36 คน โดยเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่ไม่ได้มีตำแหน่ง สนช., สปร. เข้าร่วมทั้งนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว กำหนดกรอบไว้ 10 ประเด็น อาทิ กำหนดให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย ตนขอเน้นคำว่าที่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย คือแปลว่าไม่เห็นด้วยกับการลอกรัฐธรรมนูญต่างประเทศมาใช้ แต่ต้องยกร่างบทบัญญัติที่เหมาะสมกับสังคมไทย, กำหนดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อต้องการกำกับการทุจริตในภาคเอกชนที่เสมือนเป็นผู้ให้
       
       กำหนดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันบุคคลที่ทุจริต ซื้อเสียง เข้าดำรงตำแหน่งการเมืองอย่างเด็ดขาด ดังนั้นบุคคลที่คิดจะซื้อเสียง หรือทำทุจริตในอนาคตมีความเสี่ยงที่จะถูกตัดออกจากระบบการเมืองไปตลอดชีวิต, กำหนดกลไกที่มีประสิทธิภาพที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและพรรคการเมือง สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยอิสระ ปราศจากการชี้นำโดยบุคคลหรือคณะบุคคล เพื่อวัตถุประสงค์ไม่ให้มีหุ่นเชิดทางการเมือง
       
       กำหนดกลไกที่ป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนระยะยาว ทั้งนี้มีความหมายถึงโครงการประชานิยม แต่ไมได้ห้ามโครงการประชานิยมทุกประเภท แต่ห้ามในโครงการที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบอบเศรษฐกิจระยะยาว, กำหนดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปอย่างคุ้มค่า เท่ากับว่าหลังจากที่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว เงินที่อยู่นอกงบประมาณในหน่วยงานต่างๆ ต้องได้รับการตรวจสอบ
       
       สำหรับตารางเวลาทำงานของอค์กรต่างๆ จะเริ่มนับ 1 จากการเรียกประชุม สปร.นัดแรก โดยมีกรอบปฏิทินคือ จากการประชุมนัดแรก ภายในระยะเวลา 15 วันต้องตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ, ภายใน 60 วัน สปร.ต้องให้ความเห็นต่อและกรอบคิดต่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปยกร่างรัฐธรรมนูญ, ภายใน 180 วัน กมธ.ยกร่างฯ ต้องยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จ, ภายใน 10 วันต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปยัง สนช., สปร. และ คสช.เพื่อเสนอความเห็น จากนั้นภายใน 30 วันสปร. ต้องพิจารณาและเสนอญัตติเพื่อขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อ กมธ.ยกร่างฯ โดย กมธ.ยกร่างจะแก้ไขหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้รวมเวลาการยกร่างรัฐธรรมนูญจะแล้วเสร็จ ประมาณ 11 เดือน

สมาคมธนาคารไทยตรวจสอบคนไทยเพื่อสหรัฐ?

สมาคมธนาคารไทยตรวจสอบคนไทยเพื่อสหรัฐ? 

ล่าสุดปรากฏว่า ธนาคารพาณิชย์ของไทยรุกล้ำตรวจสอบคนไทยเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้แก่ประเทศสหรัฐอเมริกา


1) สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไปเป็นลูกค้าเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ปรากฏว่าต้องกรอกเอกสารยุบยับ ตอบคำถามผ่านแบบฟอร์มชนิดหนึ่ง อ้างว่า เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายป้องกันการปลีกเลี่ยงภาษี สหรัฐอเมริกา หรือFATCA (Foreign Account Tax Compliance Act) ซึ่งเป็นกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา สมาคมธนาคารไทยขอความร่วมมือธนาคารทุกแห่งในประเทศไทย ให้ลูกค้าที่มาเปิดบัญชีใหม่ทุกคน จะต้องกรอกเอกสารเกี่ยวกับสถานะความเป็นบุคคลของลูกค้าว่าเป็นบุคคลของอเมริกันหรือไม่ โดยจะต้องตอบคำถามเช่นว่า เป็นพลเมืองอเมริกันหรือไม่ มีกรีนการ์ดหรือไม่? มีถิ่นที่อยู่ในอเมริกาหรือไม่? ตลอดจนมีธุรกรรมการเงินต่างๆนานาเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกาหรือไม่ เป็นต้น แถมยังต้องเซ็นต์ยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลการเงินต่างๆทั้งจำนวนเงินและความเคลื่อนไหวทางบัญชี ข้อมูลส่วนตัว เลขประจำตัวผู้เสียภาษีฯลฯให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ FATCA แถมต้องยินยอมหักเงินจากบัญชี ต้องยินยอมให้ยุติความสัมพันธ์ทางการเงินได้โดยฝ่ายเดียวฯลฯ ทั้งหมดเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีของสหรัฐอเมริกา


2) เรื่องของเรื่องคือ ทางการของสหรัฐอเมริกาต้องการหาเงิน พยายามหาทางจัดเก็บเงินภาษีเข้าคลัง
ของประเทศสหรัฐอเมริกา พูดง่ายๆว่ากำลังถังแตกว่างั้นเถอะ จึงต้องพยายามดิ้นรนหาช่องจะรีดภาษีเอากับทุกคนที่คิดว่าตนเองสามารถทำได้ พลเมืองอเมริกันหรือใครที่อยู่ในข่ายจะถูกรีดภาษีได้ ก็จะต้องถูกตรวจสอบติดตามเพื่อหาทางเรียกเก็บภาษีต่อไป แต่ความซวยกลับมาตกที่คนไทยด้วย กลับกลายเป็นคนไทย ทำมาหากินในประเทศไทย(แถมบางคนไม่ชอบอเมริกาเสียอีก) จะเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารสัญชาติไทย ตั้งอยู่บนแผ่นดินไทยภายใต้กฎหมายไทย อยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของไทย ต้องรับภาระถูกตรวจสอบ ถูกซักถาม ถูกรอนสิทธิสำคัญหลายประการ โดยอ้างกฎหมายต่างชาติที่ออกโดยนักการเมืองของสหรัฐอเมริกาฝ่ายเดียว!


3) ถ้าคนไทยคนไหนไม่ยอมร่วมมือ ไม่ยอมตอบคำถามและไม่ยอมเซ็นต์ ยินยอมก็อาจจะถูกตัดสิทธิ ทำให้ไม่สามารถจะใช้บริการสถาบันการเงินของไทยเองได้


4) งานนี้ผลประโยชน์ตกแก่ทางการของสหรัฐอเมริกาโดยฝ่ายเดียว จะอ้างว่าเป็นความร่วมมือของไทยก็คงไม่ได้ เพราะไม่ปรากฏว่าประเทศไทยโดยเฉพาะลูกค้าของธนาคารไทยจะได้ประโยชน์อะไรเลย มีแต่เสีย ข้อมูลเหล่านี้ จะถูกส่งไปยังกรมสรรพากรสหรัฐ (Internal Revenue Service หรือ IRS) เพื่อประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในการตรวจสอบภาษีของชาวอเมริกันและบริษัทอเมริกันที่มีรายได้จากนอกสหรัฐ และจะถูกนำไปใช้อย่างอื่นหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศไทยเลย


5) กฎหมายของประเทศสหรัฐ แต่ออกมาเพื่อบังคับสถาบันการเงินนอกสหรัฐ แล้วสถาบันการเงินของไทยโดยสมาคมธนาคารไทย ก็นำมาบังคับเอากับลูกค้าคนไทยในประเทศไทย ลิดรอนสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทยเอง ที่น่าเจ็บใจคือ คนที่รับงานหรือรับดำเนินการให้สหรัฐอเมริกา คือ สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารไทยอาจจะอ้างว่า ธนาคารต้องดำเนินการเพื่อมิให้ถูกลงโทษด้วยวิธีหักภาษี ณ ที่จ่ายจากรายได้ทุกประเภทที่เกิดจากการทำธุรกรรมในสหรัฐ เช่น การฝากเงิน การลงทุนหรือการปล่อยสินเชื่อฯลฯ แต่การมาลงโทษเอากับลูกค้าสัญชาติไทยเช่นนี้ เป็นการกระทำที่สมควร ถูกต้องหรือไม่


6) อยากตั้งคำถามเพื่อให้ได้คิดว่า หากประเทศไทยจะออกกฎหมายหรือกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อประโยชน์ในการเก็บภาษีคนไทยในสหรัฐ โดยขอให้ธนาคารทุกแห่งในสหรัฐ ให้คนอเมริกันที่เปิดบัญชีธนาคารต้องกรอกแบบฟอร์มและยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลเช่นเดียวกับที่ธนาคารไทยทำเช่นนี้ คนอเมริกันจะยอมทำไหม?


อยากจะตั้งคำถามว่า สหรัฐอเมริกาขอความร่วมมือกับประเทศไทย สร้างภาระให้คนไทยอย่างนี้ เขาจะทำกับชาติอื่นๆอีก 200กว่าชาติหรือไม่ และจะมีคนชาติไหนยอมสหรัฐอเมริกา?


สงสัยว่า หากประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น ลาว เขมร พม่า ซึ่งมีคนมีรายได้ในประเทศไทยมาก จะมาขอความร่วมมือเช่นเดียวกัน สมาคมธนาคารไทยเราจะยอมเขาหรือไม่? และคนไทยจะต้องรับภาระในการกรอกแบบสอบถาม รับรองความไม่ใช่คนของประเทศนั้นๆอีกกี่สิบกี่ร้อยครั้ง? สหรัฐอเมริกาไม่มีวิธีอื่นที่จะตรวจสอบเก็บภาษีคนอเมริกันที่ฉลาดกว่านี้หรือ?


7) การตรวจสอบการเงินคนไทยในกรณีนี้ ถือเป็นการขืนใจบังคับให้คนไทยทุกคนต้องรับภาระ เป็นภาระไม่ใช่เพื่อชาติไทยแต่เพื่อชาติอเมริกาโดยกฎหมายภายในของอเมริกา เพื่อประโยชน์ของอเมริกา
ประเทศไทยไม่ใช่เมืองขึ้นของสหรัฐอเมริกา!


ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

อภิสิทธิ์ เตือนสมาชิกห้ามเกี่ยวข้องสนช.


"พี่มาร์คห้าม สมาชิก ปชปเข้าไปยุ่งกับ สนช.และสภาปฏิรูป ไม่ฟังโดนเชือด...."

"คุณหญิงกัลยา"เผยหน.พรรคฯ หวั่นถูกครหาปชป.มีส่วนได้ส่วนเสีย สั่งห้ามเป็น"สนช."เด็ดขาด เตือนไม่ฟังจะไม่ส่งสมัครส.ส.

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันแล้วว่าจะไม่มีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมการปฏิรูป ทั้งนี้หากสมาชิกพรรคคนไหนต้องการที่เข้าไปเป็น สนช.ก็ถือเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ต้องมีการขอความเห็นชอบจากนายอภิสิทธิ์ก่อน ที่สำคัญคือ ต้องรับเงื่อนไขว่าหากเข้าไปเป็น สนช.แล้ว จะต้องไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง และเชื่อว่านายอภิสิทธิ์คงไม่อนุญาต เนื่องจากจะถูกครหาว่ามีส่วนได้ส่วนเสียกับการจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้ และในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ก็คงทำได้เพียงแสดงความคิดเห็นเท่านั้น

วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

"ในหลวง" ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หัวหน้า คสช.เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทาน รธน...

"รัฐธรรมนูญชั่วคราว 48 มาตรา" โดยสรุป คือ

"รัฐธรรมนูญชั่วคราว 48 มาตรา" โดยสรุป คือ
>> ตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 220 คน, สภาปฏิรูป 250 คน, กำหนดคุณสมบัตินายกฯ+รัฐมนตรี ต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใน 3 ปีก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้ง และต้องไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง, ให้อำนาจ สนช.ชงชื่อนายกฯ, ขีดเส้น กมธ.ยกร่าง รธน.ถาวรเสร็จใน 120 วัน, ให้คงประกาศ+คำสั่ง คสช.ไว้ต่อไป, ปิดท้ายด้วย ม.48 นิรโทษฯผู้เกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจ
>> สรุปรายละเอียดเพิ่มเติม
- การแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 220 คน โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นผู้ถวายคำแนะนำ ในส่วนมีคุณสมบัติ สนช.ที่น่าสนใจ อาทิ มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี, ต้องไม่เป็นผู้ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง, ต้องไม่เป็นผู้ที่เคยถูกไล่ออกจากราชการ และต้องไม่เคยถูกพิพากษาให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน โดยให้หัวหน้า คสช. เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง สนช. ประธาน สนช. และรองประธาน สนช.
- สำหรับ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีทั้งสิ้น 250 คน โดย คสช.เป็นผู้ถวายคำแนะนำ ซึ่งต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี สำหรับคุณสมบัติต้องห้ามเช่นเดียวกับ สนช. นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้มี คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 36 คน ประกอบด้วย ประธาน กมธ. 1 คนโดย คสช.เป็นผู้เสนอ ที่เหลือให้ สปช.เสนอจำนวน 20 คน อีก 15 คนให้ สนช. คณะรัฐมนตรี และ คสช.เสนอฝ่ายละ 5 คน ทั้งนี้ได้กำหนดให้ กมธ.ยกร่างให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน รวมไปถึงกำหนดห้าม กมธ.ยกร่างรัฐรรมนูญดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระยะเวลา 2 ปีหลังจากพ้นตำแหน่ง
- การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี+คณะรัฐมนตรีนั้น ได้กำหนดให้ สนช.ลงมติเพื่อทูลเกล้าฯผู้ที่เหมาะสมเป็นนายกฯแก่พระมหากษัตริย์ รวมไปถึงรัฐมนตรีไม่เกิน 35 คน โดยได้กำหนดคุณสมบัติสำหรับผู้ที่มาเป็นนายกฯและรัฐมนตรีไว้ว่า ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในระยะเวลา 3 ปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง รวมไปถึงต้องไม่เป็น สนช. สปช. กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษา ตุลาการ อัยการ กรรมการในองค์กรอิสระต่างๆด้วย
- นอกจากนี้ยังได้บัญญัติเนื้อหาที่เกี่ยวกับการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองของ คสช.ไว้ในมาตรา 42 โดยให้คงอำนาจ คสช.ไว้ตามประกาศเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 ไว้โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด ส่วนมาตรา 47 ได้ระบุถึงประกาศและคำสั่งทั้งหมดของ คสช.ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
และในมาตรา 48 ได้กล่าวถึงการนิรโทษกรรมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง โดยระบุ “บรรดาการกระทําทั้งหลายซึ่งได้กระทําเนื่องในการยึดและควบคุมอํานาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ของหัวหน้าและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รวมทั้งการกระทําของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทําดังกล่าวหรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้า หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือของผู้ซึ่งได้รับคําสั่งจากผู้ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันได้กระทําไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทําดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทําเพื่อให้มีผลบังคับในทางรัฐธรรมนูญ ในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทําอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทําในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทํา หรือผู้ถูกใช้ให้กระทํา และไม่ว่ากระทําในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทํานั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทําพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง”