PR
วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557
“วิชัย” คิงเพาเวอร์ คอนเนกชันลึกล้ำ จากราชวงศ์อังกฤษ ถึงนักการเมืองทุกขั้วที่คลาคล่ำในโรงแรมพูลแมน
จับตา เลขา สมช.คนใหม่ล้างอำนาจเก่า
"พีซคอร์ป" องค์กรเพื่อมนุษยธรรม ของสหรัฐฯ สั่งถอนกำลัง จนท. 340 คนใน 3 ประเทศที่"อีโบล่า" ระบาดหนัก
2. เซียร์ราลีโอน 224 คน
3. ไลบีเรีย 129 คน
1. มีไข้หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ
2. มีอาการฝื่นคันที่ผิวหนัง
3. คลื่นไส้เจ็บหน้าอก เจ็บคอ
4. ปวดในช่องท้อง ท้องร่วง
5. ผิวเหลืองเหมือนดีซ่าน น้ำหนักลด
6. อวัยวะภายในล้มเหลว
วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
โปรดเกล้าฯ พรฎ.ว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. 2557
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 22 มาตรา 30 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. 2557 โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2557/A/059/2.PDF
//////
พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
หน้า ๒
เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗
พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๗
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
เป็นปีที่ ๖๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๒๒ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกา
ขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๗”
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้
“คณะกรรมการสรรหา” หมายความว่า คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๔
“คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัด” หมายความรวมถึงคณะกรรมการสรรหาประจํากรุงเทพมหานครด้วย “จังหวัด” หมายความรวมถึงกรุงเทพมหานครด้วย
มาตรา ๔ ให้มีคณะกรรมการสรรหาทําหน้าที่สรรหาบุคคลด้านต่างๆ เพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
(๑) คณะกรรมการสรรหาด้านการเมือง หน้า ๓ เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗
(๒) คณะกรรมการสรรหาด้านการบริหารราชการแผ่นดิน
(๓) คณะกรรมการสรรหาด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
(๔) คณะกรรมการสรรหาด้านการปกครองท้องถิ่น
(๕) คณะกรรมการสรรหาด้านการศึกษา
(๖) คณะกรรมการสรรหาด้านเศรษฐกิจ
(๗) คณะกรรมการสรรหาด้านพลังงาน
(๘) คณะกรรมการสรรหาด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
(๙) คณะกรรมการสรรหาด้านสื่อสารมวลชน
(๑๐) คณะกรรมการสรรหาด้านสังคม
(๑๑) คณะกรรมการสรรหาด้านอื่น ๆ
(๑๒) คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคณะ
มาตรา ๕ ให้คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๔ (๑) ถึง (๑๑) แต่ละคณะ ประกอบด้วยกรรมการสรรหาจํานวนเจ็ดคนซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์เป็นที่ยอมรับในด้านที่ได้รับการแต่งตั้ง ทําหน้าที่สรรหาบุคคลเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติบุคคลใดจะเป็นกรรมการสรรหาเกินหนึ่งคณะมิได้
ให้กรรมการสรรหาตามวรรคหนึ่งประชุมเพื่อเลือกกรรมการสรรหาคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการสรรหา
ให้ประธานกรรมการสรรหาแต่งตั้งเจ้าหน้าที่จากสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งคนหนึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหา
ให้นําความในวรรคห้าและวรรคแปดของมาตรา ๖ มาใช้บังคับแก่คณะกรรมการสรรหาตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม
มาตรา ๖ ให้คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดแต่ละจังหวัดนอกจากกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตําบลในระดับจังหวัดของจังหวัดนั้นครั้งล่าสุด และประธานกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัด เป็นกรรมการสรรหา ในจังหวัดใดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดด้วย
ให้กรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดเลือกกันเองเพื่อให้ได้คนหนึ่งเป็นกรรมการสรรหาแทนประธานกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดในจังหวัดใดมีผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหลายคน ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดซึ่งมีอาวุโสสูงสุดเป็นกรรมการสรรหา
ให้คณะกรรมการสรรหาประจํากรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นผู้แทนสภาองค์กร
ชุมชนเขตในระดับจังหวัดของกรุงเทพมหานครครั้งล่าสุด และประธานกรรมการการเลือกตั้งประจํา
กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมการสรรหา หน้า ๔ เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ กรรมการสรรหาตามวรรคหนึ่งและวรรคสี่จะแต่งตั้งหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นทําการแทนมิได้
ผู้ดํารงตําแหน่งตามวรรคหนึ่งและวรรคสี่ให้หมายความรวมถึงผู้รักษาราชการแทนผู้ดํารงตําแหน่ง
ดังกล่าวด้วย
ให้กรรมการสรรหาประจําจังหวัดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสี่เลือกกรรมการสรรหาประจําจังหวัด
คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการสรรหาประจําจังหวัดของคณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดนั้น
ในกรณีที่ไม่มีกรรมการสรรหาประจําจังหวัดในตําแหน่งใด หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ว่า
ด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดประกอบด้วยกรรมการสรรหาประจําจังหวัดเท่าที่มีอยู่
จนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะแต่งตั้งบุคคลที่เห็นสมควรให้เป็นกรรมการสรรหาประจํา
จังหวัดแทน
ให้ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําจังหวัดเป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัด
มาตรา ๗ วิธีการประชุมและการลงมติของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นไปตามที่ที่ประชุม
คณะกรรมการสรรหาแต่ละคณะกําหนด
มาตรา ๘ ให้สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งรับผิดชอบงานเลขานุการและงานธุรการ
รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดําเนินการสรรหาและของคณะกรรมการสรรหา เพื่อการนี้ให้สํานักงาน
คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจออกระเบียบเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกานี้ แต่ต้อง
ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชกฤษฎีกานี้
ให้กรรมการสรรหาได้รับค่าตอบแทนการประชุมครั้งละสองพันบาท และให้กรรมการสรรหา
ซึ่งเป็นผู้แทนสภาองค์กรชุมชนได้รับค่าพาหนะเหมาจ่ายอีกคนละสามพันบาท
มาตรา ๙ ให้คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๔ (๑) ถึง (๑๑) สรรหาบุคคลซึ่งสมควร
ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติคณะละไม่เกินห้าสิบคน แต่ต้อง
ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรายชื่อที่ได้รับมาตามมาตรา ๑๐ ในด้านนั้น ๆ
ให้คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดตามมาตรา ๔ (๑๒) สรรหาบุคคลที่สมควรได้รับ
การเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากบุคคลซึ่งมีภูมิลําเนาในจังหวัดนั้น จังหวัดละห้าคน
การสรรหาตามมาตรานี้ ให้คํานึงถึงบุคคลซึ่งมีความรู้ความสามารถด้านต่าง ๆ จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม ภาควิชาชีพ ภาควิชาการ และภาคอื่น ความเท่าเทียมกันทางเพศ และการให้โอกาสแก่
ผู้ด้อยโอกาส
มาตรา ๑๐ ในการสรรหาตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาบุคคล
จากชื่อที่เสนอโดยนิติบุคคลซึ่งไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากําไรมาแบ่งปันกันที่อยู่ในภาคต่าง ๆ
ตามมาตรา ๙ วรรคสาม โดยแต่ละนิติบุคคลเสนอได้ไม่เกินสองชื่อหน้า ๕ เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗
ให้นิติบุคคลที่ประสงค์จะเสนอชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่ง เสนอชื่อต่อหน่วยงานที่สํานักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด ภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่มีประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๔ (๑) ถึง (๑๑)
มาตรา ๑๑ ในการเสนอชื่อบุคคลของนิติบุคคลตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ให้ดําเนินการดังต่อไปนี้
(๑) ส่วนราชการ ให้เสนอชื่อตามมติของ อ.ก.พ. กระทรวง หรือ อ.ก.พ. กรม แล้วแต่กรณี
(๒) รัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชน ให้เสนอชื่อตามมติของคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจ
หรือองค์การมหาชน
(๓) หน่วยงานอื่นของรัฐที่มีคณะกรรมการเป็นผู้กํากับดูแลหรือบริหารงาน ให้เสนอชื่อตามมติ
ของคณะกรรมการดังกล่าว ในกรณีที่ไม่มีคณะกรรมการเป็นผู้กํากับดูแลหรือบริหารงาน ให้หัวหน้า
หน่วยงานเป็นผู้เสนอชื่อ
(๔) นิติบุคคลที่มีลักษณะเป็นสมาคม มูลนิธิ หรือสภา ให้เสนอชื่อตามมติของคณะกรรมการ
สมาคมหรือมูลนิธิ หรือคณะกรรมการของสภา
(๕) นิติบุคคลอื่นที่มีคณะกรรมการเป็นผู้กํากับดูแลหรือบริหารงาน ให้เสนอชื่อตามมติ
ของคณะกรรมการของนิติบุคคลนั้น
(๖) สถาบันการศึกษา ให้เสนอชื่อตามมติของสภาหรือคณะกรรมการสถาบัน
(๗) นิติบุคคลใดไม่มีคณะกรรมการเป็นผู้กํากับดูแลหรือบริหารงาน ให้ผู้มีอํานาจทําการแทน
นิติบุคคลนั้นเป็นผู้เสนอชื่อ
มาตรา ๑๒ ให้นิติบุคคลตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง เสนอชื่อตามแบบที่สํานักงาน
คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด และต้องแนบเอกสารและหลักฐานดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) สําเนาทะเบียนบ้าน และสําเนาบัตรประจําตัวประชาชนหรือสําเนาบัตรประจําตัวอื่น
ของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อที่ทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้
(๒) เอกสารที่บุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อแสดงความประสงค์ว่าจะเข้ารับการสรรหาในด้านใด
ด้านหนึ่งตามมาตรา ๔
(๓) หนังสือยินยอมให้เสนอชื่อ ทั้งนี้ บุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อจะทําหนังสือยินยอมให้มี
การเสนอชื่อเกินหนึ่งฉบับมิได้
(๔) คํารับรองของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อว่าตนมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่
รัฐธรรมนูญกําหนด
เอกสารและหลักฐานตามวรรคหนึ่ง ให้บุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อลงลายมือชื่อเพื่อรับรอง
ความถูกต้องด้วยหน้า ๖
เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗
แบบการเสนอชื่อที่สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนดตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องมี
รายการที่กําหนดให้ผู้เสนอต้องระบุถึงความรู้ความสามารถอันเป็นที่ประจักษ์ของบุคคลซึ่งได้รับ
การเสนอชื่อด้วย
มาตรา ๑๓ ให้เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือผู้ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการ
การเลือกตั้งมอบหมาย ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อ รวมทั้ง
ตรวจสอบว่าการเสนอชื่อเป็นไปโดยชอบด้วยพระราชกฤษฎีกานี้หรือไม่ แล้วส่งให้คณะกรรมการสรรหา
ภายในสิบวันนับแต่วันที่ครบกําหนดเวลาตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง เพื่อดําเนินการต่อไป
มาตรา ๑๔ ให้คณะกรรมการสรรหาเสนอบัญชีรายชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการคัดเลือก
ให้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติตามจํานวนที่กําหนดในมาตรา ๙ ต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ภายในสิบวันนับแต่วันที่พ้นระยะเวลาตามมาตรา ๑๓
มาตรา ๑๕ เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้รับบัญชีรายชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับ
การคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากคณะกรรมการสรรหาแล้ว ให้ดําเนินการดังต่อไปนี้
(๑) พิจารณาคัดเลือกบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจาก
บัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดเสนอ จังหวัดละหนึ่งคน
(๒) พิจารณาคัดเลือกบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากบัญชี
รายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาแต่ละด้านตามมาตรา ๔ (๑) ถึง (๑๑) เสนอ ตามจํานวนที่เห็นสมควร
แต่เม่อรวมก ื ับจํานวนตาม (๑) แล้ว ต้องไม่เกินสองร้อยห้าสิบคน
ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินํารายชื่อบุคคลซึ่งได้รับการคัดเลือกตามวรรคหนึ่ง
ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้รับบัญชีรายชื่อตามมาตรา ๑๔ เพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป
เมื่อทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้ว ให้ประกาศรายชื่อนั้นในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๑๖ ในกรณีที่ตําแหน่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด หรือมีเหตุ
อันสมควรที่จะแต่งตั้งเพิ่ม คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะดําเนินการเพื่อให้มีการแต่งตั้งบุคคลจาก
บัญชีรายชื่อตามมาตรา ๑๔ เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติแทนตําแหน่งที่ว่างนั้นหรือเพิ่มขึ้นก็ได้
มาตรา ๑๗ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเสนอชื่อหรือการสรรหา หรือมีปัญหาอื่นใดเกี่ยวกับ
การดําเนินการตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติวินิจฉัย และเมื่อได้
ดําเนินการตามคําวินิจฉัยของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแล้ว ให้ถือว่าเป็นการชอบด้วย
พระราชกฤษฎีกานี้และกฎหมาย
ในกรณีที่มีความจําเป็นเพื่อให้การสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอํานาจประกาศเปลี่ยนแปลงระยะเวลา กําหนดให้ดําเนินการหรืองดเว้นหน้า ๗
เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗
การดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติตามที่กําหนดไว้ใน
พระราชกฤษฎีกานี้ได้
มาตรา ๑๘ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
หน้า ๘ เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ บัญญัติว่า องค์ประกอบและจํานวน
กรรมการในคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ วิธีการสรรหา กําหนดเวลาในการสรรหา จํานวนบุคคลที่จะต้องสรรหา และการอื่นที่จําเป็น ให้เป็นไปตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา
จึงจําเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
โปรดเกล้าฯ 200 สนช.แล้ว ทหารพรึ่บ ตามคาด ห้าเสือ แม่ทัพ นายกอง อดีต ผบ.เหล่าทัพ
2557
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) จำนวน 200 คน โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พร้อมโปรดเกล้าฯตราพระราชกฤษฏีกา เรียกประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 7สค. 2557
ทั้งนี้ สมาชิก สนช. ที่ได้รับการแต่งตั้ง ทั้ง 200 คน มีบุคคล ที่มีชื่อเสียง และมีบทบาททางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา อาทิ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย, พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก, นายกล้าณรงค์ จันทิก,นาย
สมชาย แสวงการ, นายณรงค์ชัย อัครเสนณี,พล.ท.ปรีชา จันทร์ โอชาน้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีทั้งนายทหารตั้งแต่ละดับห้าเสือ ทบ. แม่ทัพ และอดีตผบ.เหล่าทัพ และอดีตนายทหาร มากถึง 105 นาย ตำรวจ 11 นาย ที่เหลือเป็น อดีตรัฐมนตรี อดีตผู้บริหารระดับสูง อดีต สว. สรรหา กลุ่ม ๔๐ สว. บุคคลในภาคธุรกิจ และองค์กรอิสระที่มีชื่อเสียงหลายท่านเข้าร่วมด้วย.
/////
ประกาศ
แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)
พุทธศักราช ๒๕๕๗ ดังต่อไปนี้
๑. นายกรรณภว์ ธนพรรคภวิน ๒. พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช ๓. พลตรี กลชัย สุวรรณบูรณ์ ๔. นายกล้านรงค์ จันทิก๕. นางกอบกาญจน์ สุริยสัตย์ วัฒนวรางกูร ๖. พลโท กัมปนาท รุดดิษฐ์ ๗.นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ ๘. พลเรือเอก กําธร พุ่มหิรัญ ๙. นายกิตติ วะสีนนท์ ๑๐. พลโท กิตติ อินทสร ๑๑. นายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย ๑๒. พลเอก กิตติพงษ์ เกษโกวิท ๑๓. นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ๑๔. พลตรี กู้เกียรติ ศรีนาคา ๑๕. พลเรือเอก ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ๑๖. พลเอก คณิต สาพิทักษ์ ๑๗. พลอากาศโท จอม รุ่งสว่าง ๑๘. พลเรือเอก จักรชัย ภู่เจริญยศ๑๙. พลตํารวจโท จักรทิพย์ ชัยจินดา ๒๐. พลตรี จารึก อารีราชการัณย์ ๒๑. พลเอก จิรพงศ์ วรรณรัตน์ ๒๒. พลเอก จีระศักดิ์ ชมประสพ ๒๓. พลเอก จิระเดช โมกขะสมิต ๒๔. นายเจตน์ ศิรธรานนท์ ๒๕. พลโท ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ๒๖. นายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ๒๗. พลโท เฉลิมชัย สิทธิสาท ๒๘. พลอากาศเอก ชนะ อยู่สถาพร ๒๙. พลอากาศเอก ชนัท รัตนอุบล ๓๐. พลเอก ชยุติ สุวรรณมาศ ๓๑. พลตํารวจเอก ชัชวาล สุขสมจิตร์ ๓๒. นายชัชวาล อภิบาลศรี ๓๓. พลตรี ชัยยุทธ พร้อมสุข ๓๔. พลเรือเอก ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร ๓๕. พลโท ชาญชัย ภู่ทอง ๓๖. นายชาญวิทย์ วสยางกูร ๓๗. พลโท ชาตอุดม ติตถะสิริ ๓๘. พลอากาศเอก ชาลี จันทร์เรือง ๓๙. พลเรือเอก ชุมนุม อาจวงษ์ ๔๐. พลเรือโท ชุมพล วงศ์เวคิน ๔๑. นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ ๔๒. นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ๔๓. พลอากาศเอก ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ ๔๔. นายดิสทัต โหตระกิตย์
๔๕. พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง ๔๖. นายตวง อันทะไชย๔๗. พลเอก ไตรรัตน์ รังคะรัตน ๔๘. พลอากาศโท ถาวร มณีพฤกษ์ ๔๙. พลเอก ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ๕๐. พลอากาศเอก ทรงธรรม โชค
คณาพิทักษ์๑๙. พลตํารวจโท จักรทิพย์ ชัยจินดา ๒๐. พลตรี จารึก อารีราชการัณย์ ๒๑. พลเอก จิรพงศ์ วรรณรัตน์ ๒๒. พลเอก จีระศักดิ์ ชมประสพ ๒๓. พลเอก จิระเดช โมกขะสมิต ๒๔. นายเจตน์ ศิรธรานนท์ ๒๕. พลโท ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ๒๖. นายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ๒๗. พลโท เฉลิมชัย สิทธิสาท ๒๘. พลอากาศเอก ชนะ อยู่สถาพร ๒๙. พลอากาศเอก ชนัท รัตนอุบล ๓๐. พลเอก ชยุติ สุวรรณมาศ ๓๑. พลตํารวจเอก ชัชวาล สุขสมจิตร์ ๓๒. นายชัชวาล อภิบาลศรี ๓๓. พลตรี ชัยยุทธ พร้อมสุข ๓๔. พลเรือเอก ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร ๓๕. พลโท ชาญชัย ภู่ทอง ๓๖. นายชาญวิทย์ วสยางกูร ๓๗. พลโท ชาตอุดม ติตถะสิริ ๓๘. พลอากาศเอก ชาลี จันทร์เรือง ๓๙. พลเรือเอก ชุมนุม อาจวงษ์ ๔๐. พลเรือโท ชุมพล วงศ์เวคิน ๔๑. นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ ๔๒. นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ๔๓. พลอากาศเอก ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ ๔๔. นายดิสทัต โหตระกิตย์๔๕. พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง ๔๖. นายตวง อันทะไชย
๔๗. พลเอก ไตรรัตน์ รังคะรัตน ๔๘. พลอากาศโท ถาวร มณีพฤกษ์ ๔๙. พลเอก ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ๕๐. พลอากาศเอก ทรงธรรม โชคคณาพิทักษ์ ๕๑. คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี ๕๒. พลเอก ทวีป เนตรนิยม ๕๓. พลเรือเอก ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์ ๕๔. นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ๕๕. พลอากาศเอก ธงชัย แฉล้มเขตร ๕๖. พลเรือโท ธราธร ขจิตสุวรรณ ๕๗. พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ๕๘. นายธานี อ่อนละเอียด๕๙. พลโท ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ๖๐. นายธํารง ทัศนาญชลี ๖๑. พลโท ธีรชัย นาควานิช ๖๒. พลเอก ธีระวัฒน์ บุญยะประดับ ๖๓. พลเอก ธีรเดช มีเพียร ๖๔. พลเอก นพดล อินทปัญญา ๖๕. พลเรือเอก นพดล โชคระดา ๖๖. นายนรนิติ เศรษฐบุตร ๖๗. นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล ๖๘. นางนิพัทธา อมรรัตนเมธา ๖๙. พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก ๗๐. นายนิรวัชช์ ปุณณกันต์ ๗๑.พลโท นิวัติ ศรีเพ็ญ ๗๒. นางนิสดารก์ เวชยานนท์ ๗๓. นายนิเวศน์ นันทจิต ๗๔. นายบุญชัย โชควัฒนา ๗๕. นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ๗๖. พลอากาศเอก บุญยฤทธิ์ เกิดสุข ๗๗. พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ๗๘. พลตํารวจโท บุญเรือง ผลพานิชย์ ๗๙. นายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ ๘๐. นายประมุท สูตะบุตร ๘๑. นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ๘๒. พลโท ปรีชา จันทร์โอชา
๘๓. นายปรีชา วัชราภัย ๘๔. พันตํารวจโท พงษ์ชัย วราชิต ๘๕. ร้อยตํารวจตรี พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร ๘๖. นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ๘๗. พลตํารวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ๘๘. คุณพรทิพย์ จาละ๘๙. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ๙๐. นายพรศักดิ์ เจียรณัย ๙๑. พลเรือเอก พลวัฒน์ สิโรดม ๙๒. พลเรือเอก พิจารณ์ ธีรเนตร ๙๓. พลตํารวจเอก พิชิต ควรเดชะคุปต์ ๙๔. พลเอก พิรุณ แผ้วพลสง ๙๕. พลโท พิสิทธิ์ สิทธิสาร ๙๖. นายพีระศักดิ์ พอจิต ๙๗. นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ ๙๘. พลอากาศเอก เพิ่มเกียรติ ลวณะมาลย์ ๙๙. พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ ๑๐๐. พลอากาศเอก ไพศาล สีตบุตร ๑๐๑. พลตรี ไพโรจน์ ทองมาเอง ๑๐๒. พลเอก ไพโรจน์ พานิชสมัย ๑๐๓. นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง ๑๐๔. นายภาณุ อุทัยรัตน์ ๑๐๕. พลโท ภาณุวัชร นาควงษม์ ๑๐๖. นายภิรมย์ กมลรัตนกุล
๑๐๗. นายมณเฑียร บุญตัน ๑๐๘. นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด ๑๐๙. นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร ๑๑๐. พลเอก มารุต ปัชโชตะสิงห์ ๑๑๑. พลเอก ยอดยุทธ บุญญาธิการ ๑๑๒. นายยุทธนา ทัพเจริญ ๑๑๓. พลเรือเอก ยุทธนา ฟักผลงาม ๑๑๔. พลเอก ยุวนัฏ สุริยกุล ณ อยุธยา ๑๑๕. นายรัชตะ รัชตะนาวิน ๑๑๖. พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ ๑๑๗. พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร ๑๑๘. พลโท วลิต โรจนภักดี ๑๑๙. พลตํารวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ๑๒๐. นายวันชัย ศารทูลทัต
๑๒๑. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ๑๒๒. พลเรือเอก วัลลภ เกิดผล ๑๒๓. พลเอก วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ๑๒๔. พลเอก วิชิต ศรีประเสริฐ ๑๒๕. นายวิทยา ฉายสุวรรณ ๑๒๖. นายวิทวัส บุญญสถิตย์
๑๒๗. พลตํารวจโท วิบูลย์ บางท่าไม้ ๑๒๘. พลเอก วิลาศ อรุณศรี ๑๒๙. พลเรือโท วีระพันธ์ สุขก้อน ๑๓๐. นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ๑๓๑. พลโท วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล ๑๓๒. นายวุฒิชัย กปิลกาญจน์ ๑๓๓. นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ๑๓๔. นายศรีศักดิ์ ว่องส่งสาร ๑๓๕. นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย ๑๓๖. นายศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ ๑๓๗. นายศิระชัย โชติรัตน์ ๑๓๘. พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล ๑๓๙.นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ๑๔๐. พลอากาศเอก ศิวเกียรติ์ ชเยมะ ๑๔๑. พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ๑๔๒. พลโท ศุภกร สงวนชาติศรไกร ๑๔๓. พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์ ๑๔๔. พลเอก สกล ชื่นตระกูล ๑๔๕. นายสถิตย์ สวินทร ๑๔๖. พลเรือโท สนธยา น้อยฉายา
๑๔๗. นายสนิท อักษรแก้ว ๑๔๘. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ๑๔๙. นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ๑๕๐. นายสมชาย แสวงการ ๑๕๑. นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ ๑๕๒. นายสมพร เทพสิทธา ๑๕๓. นายสมพล
เกียรติไพบูลย์ ๑๕๔. นายสมพล พันธุ์มณี ๑๕๕. พลตํารวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ๑๕๖. นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ๑๕๗. พลเอก สมหมาย เกาฏีระ ๑๕๘. พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ๑๕๙. พลตรี สมโภชน์ วังแก้ว ๑๖๐. นายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ๑๖๑. พลอากาศเอก สฤษดิ์พงษ์ โกมุทานนท์ ๑๖๒. พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร ๑๖๓. นายสาธิต ชาญเชาวน์กุล ๑๖๔. นายสีมา สีมานันท์ ๑๖๕. พลโท สุชาติ หนองบัว ๑๖๖. พลอากาศเอก สุทธิพันธ์ กฤษณคุปต์ ๑๖๗. นายสุธรรม พันธุศักดิ์ ๑๖๘. นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ๑๖๙. คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ๑๗๐. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ๑๗๑. พลโท สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ๑๗๒. พลเอก สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ๑๗๓. พลเอก สุรวัช บุตรวงษ์ ๑๗๔. พลเรือเอก สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ๑๗๕. นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ ๑๗๖. พลโท สุวโรจน์ ทิพย์มงคล ๑๗๗.นางสุวิมล ภูมิสิงหราช ๑๗๘. นางเสาวณี สุวรรณชีพ
๑๗๙. พลเอก โสภณ ศีลพิพัฒน์ ๑๘๐. พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ๑๘๑. พลเอก องอาจ พงษ์ศักดิ์ ๑๘๒. พลอากาศเอก อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ ๑๘๓. พลโท อดุลยเดช อินทะพงษ์ ๑๘๔. พลโท อนันตพร
กาญจนรัตน์ ๑๘๕. นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ ๑๘๖. นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล ๑๘๗. พลเรือเอก อมรเทพ ณ บางช้าง ๑๘๘. นางสาวอรจิต สิงคาลวณิช ๑๘๙. พลเอก อักษรา เกิดผล ๑๙๐. พลอากาศ
เอก อาคม กาญจนหิรัญ ๑๙๑. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ๑๙๒. พลอากาศเอก อานนท์ จารยะพันธุ์ ๑๙๓. นายอาศิส พิทักษ์คุมพล ๑๙๔. นายอําพน กิตติอําพน ๑๙๕. พลโท อําพล ชูประทุม ๑๙๖. พล
ตรี อินทรัตน์ ยอดบางเตย ๑๙๗. พลอากาศเอก อิทธพร ศุภวงศ์ ๑๙๘. นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ๑๙๙. พลเอก อู้ด เบื้องบน ๒๐๐. พลตํารวจเอก เอก อังสนานนท์
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๓๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ เป็นปีที่ ๖๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ทหาร พล.ม. 2 รอ. แจ้งความ "เสธ.เจมส์" และพวก ฐานกรรโชกทรัพย์
รวบ“หาสัน สะแต” หัวหน้ากลุ่ม RKK พัวพันบึ้มตลาดบ่อนไก่ โคกโพธิ์
วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
สามีสวิสยิง"กฤตยา ล่ำซำ"ดับฆ่าตัวตาม
วันศุกร์ที่ 25 กรกฏาคม 2557 เวลา 23.04 น.
เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 22 ก.ค. ร.ต.ท.บุญลือ ทางตรง ร้อยเวร สน.ทุ่งมหาเมฆ รับแจ้งเหตุยิงกันตายใน คอนโดมิเนียมหรูส่วนตัว ซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 7 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ รีบไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้ามูลนิธร่วมกตัญญูจากการตรวจสอบเบื้องต้น ทราบว่า ผู้เสียชีวิตชื่อ นางกฤตยา ล่ำซำ อายุ 48 ปี กรรมการในคณะอำนวยการบริหาร และกรรมการเมืองไทยประกันภัย บริษัทมหาชน ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่กราม นอนเสียชีวิตจมกองเลือดในห้องนอน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่พบศพ นายเรโด้ กาสเทลลาซซี่ สามี ชาวสวิตเซอร์แลนด์ นอนเสียชีวิตในห้องน้ำ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาดเดียวกันที่ใบหน้า สมองกระจายเต็มพื้นเป็นที่น่าสยดสยอง เบื้องต้นพบอาวุธปืนขนาด 11 มม. ในห้องน้ำ คาดว่า จะเป็นการยิงตัวตาย
จากการสอบสวนแม่บ้านที่ดูแลห้องดังกล่าว ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุทั้งคู่ออกไปว่ายน้ำ และกลับมารับประทานอาหารตามปกติ โดยตัวแม่บ้านรีดผ้าอยู่อีกห้องหนึ่ง จนได้เสียงปืนดังขึ้นหลายนัด เมื่อออกไปดูจึงเห็นว่าทั้งคู่เสียชีวิตแล้ว ทั้งนี้ไม่เคยทราบว่าทั้งคู่มีเรื่องราวขัดแย้งกันมาก่อน
อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ สันนิษฐานว่า ฝ่ายหญิงอาจมีเหตุขัดแย้งบางอย่างกับสามี จนถึงขั้นตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าเดินทางออกจากบ้าน แต่ยังไม่ทันเก็บสัมภาระเสร็จ ก็ถูกฝ่ายชายที่กำลังโมโห ต่อว่าอย่างรุนแรง ก่อนคว้าอาวุธปืนยิงภรรยารักเสียชีวิต จากนั้นจึงคิดได้ ตัดสินใจเดินเข้าห้องน้ำ หันปากกระบอกปืนจ่อในปาก ลั่นไกฆ่าตัวตายอย่างสยดสยองดังกล่าว
วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
วิษณุ เครืองาม :แม่น้ำ5สาย
11เดือน รธน.เสร็จ
สมาคมธนาคารไทยตรวจสอบคนไทยเพื่อสหรัฐ?
ล่าสุดปรากฏว่า ธนาคารพาณิชย์ของไทยรุกล้ำตรวจสอบคนไทยเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้แก่ประเทศสหรัฐอเมริกา
1) สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไปเป็นลูกค้าเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ปรากฏว่าต้องกรอกเอกสารยุบยับ ตอบคำถามผ่านแบบฟอร์มชนิดหนึ่ง อ้างว่า เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายป้องกันการปลีกเลี่ยงภาษี สหรัฐอเมริกา หรือFATCA (Foreign Account Tax Compliance Act) ซึ่งเป็นกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา สมาคมธนาคารไทยขอความร่วมมือธนาคารทุกแห่งในประเทศไทย ให้ลูกค้าที่มาเปิดบัญชีใหม่ทุกคน จะต้องกรอกเอกสารเกี่ยวกับสถานะความเป็นบุคคลของลูกค้าว่าเป็นบุคคลของอเมริกันหรือไม่ โดยจะต้องตอบคำถามเช่นว่า เป็นพลเมืองอเมริกันหรือไม่ มีกรีนการ์ดหรือไม่? มีถิ่นที่อยู่ในอเมริกาหรือไม่? ตลอดจนมีธุรกรรมการเงินต่างๆนานาเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกาหรือไม่ เป็นต้น แถมยังต้องเซ็นต์ยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลการเงินต่างๆทั้งจำนวนเงินและความเคลื่อนไหวทางบัญชี ข้อมูลส่วนตัว เลขประจำตัวผู้เสียภาษีฯลฯให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ FATCA แถมต้องยินยอมหักเงินจากบัญชี ต้องยินยอมให้ยุติความสัมพันธ์ทางการเงินได้โดยฝ่ายเดียวฯลฯ ทั้งหมดเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีของสหรัฐอเมริกา
2) เรื่องของเรื่องคือ ทางการของสหรัฐอเมริกาต้องการหาเงิน พยายามหาทางจัดเก็บเงินภาษีเข้าคลัง
ของประเทศสหรัฐอเมริกา พูดง่ายๆว่ากำลังถังแตกว่างั้นเถอะ จึงต้องพยายามดิ้นรนหาช่องจะรีดภาษีเอากับทุกคนที่คิดว่าตนเองสามารถทำได้ พลเมืองอเมริกันหรือใครที่อยู่ในข่ายจะถูกรีดภาษีได้ ก็จะต้องถูกตรวจสอบติดตามเพื่อหาทางเรียกเก็บภาษีต่อไป แต่ความซวยกลับมาตกที่คนไทยด้วย กลับกลายเป็นคนไทย ทำมาหากินในประเทศไทย(แถมบางคนไม่ชอบอเมริกาเสียอีก) จะเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารสัญชาติไทย ตั้งอยู่บนแผ่นดินไทยภายใต้กฎหมายไทย อยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของไทย ต้องรับภาระถูกตรวจสอบ ถูกซักถาม ถูกรอนสิทธิสำคัญหลายประการ โดยอ้างกฎหมายต่างชาติที่ออกโดยนักการเมืองของสหรัฐอเมริกาฝ่ายเดียว!
3) ถ้าคนไทยคนไหนไม่ยอมร่วมมือ ไม่ยอมตอบคำถามและไม่ยอมเซ็นต์ ยินยอมก็อาจจะถูกตัดสิทธิ ทำให้ไม่สามารถจะใช้บริการสถาบันการเงินของไทยเองได้
4) งานนี้ผลประโยชน์ตกแก่ทางการของสหรัฐอเมริกาโดยฝ่ายเดียว จะอ้างว่าเป็นความร่วมมือของไทยก็คงไม่ได้ เพราะไม่ปรากฏว่าประเทศไทยโดยเฉพาะลูกค้าของธนาคารไทยจะได้ประโยชน์อะไรเลย มีแต่เสีย ข้อมูลเหล่านี้ จะถูกส่งไปยังกรมสรรพากรสหรัฐ (Internal Revenue Service หรือ IRS) เพื่อประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในการตรวจสอบภาษีของชาวอเมริกันและบริษัทอเมริกันที่มีรายได้จากนอกสหรัฐ และจะถูกนำไปใช้อย่างอื่นหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศไทยเลย
5) กฎหมายของประเทศสหรัฐ แต่ออกมาเพื่อบังคับสถาบันการเงินนอกสหรัฐ แล้วสถาบันการเงินของไทยโดยสมาคมธนาคารไทย ก็นำมาบังคับเอากับลูกค้าคนไทยในประเทศไทย ลิดรอนสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทยเอง ที่น่าเจ็บใจคือ คนที่รับงานหรือรับดำเนินการให้สหรัฐอเมริกา คือ สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารไทยอาจจะอ้างว่า ธนาคารต้องดำเนินการเพื่อมิให้ถูกลงโทษด้วยวิธีหักภาษี ณ ที่จ่ายจากรายได้ทุกประเภทที่เกิดจากการทำธุรกรรมในสหรัฐ เช่น การฝากเงิน การลงทุนหรือการปล่อยสินเชื่อฯลฯ แต่การมาลงโทษเอากับลูกค้าสัญชาติไทยเช่นนี้ เป็นการกระทำที่สมควร ถูกต้องหรือไม่
6) อยากตั้งคำถามเพื่อให้ได้คิดว่า หากประเทศไทยจะออกกฎหมายหรือกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อประโยชน์ในการเก็บภาษีคนไทยในสหรัฐ โดยขอให้ธนาคารทุกแห่งในสหรัฐ ให้คนอเมริกันที่เปิดบัญชีธนาคารต้องกรอกแบบฟอร์มและยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลเช่นเดียวกับที่ธนาคารไทยทำเช่นนี้ คนอเมริกันจะยอมทำไหม?
อยากจะตั้งคำถามว่า สหรัฐอเมริกาขอความร่วมมือกับประเทศไทย สร้างภาระให้คนไทยอย่างนี้ เขาจะทำกับชาติอื่นๆอีก 200กว่าชาติหรือไม่ และจะมีคนชาติไหนยอมสหรัฐอเมริกา?
สงสัยว่า หากประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น ลาว เขมร พม่า ซึ่งมีคนมีรายได้ในประเทศไทยมาก จะมาขอความร่วมมือเช่นเดียวกัน สมาคมธนาคารไทยเราจะยอมเขาหรือไม่? และคนไทยจะต้องรับภาระในการกรอกแบบสอบถาม รับรองความไม่ใช่คนของประเทศนั้นๆอีกกี่สิบกี่ร้อยครั้ง? สหรัฐอเมริกาไม่มีวิธีอื่นที่จะตรวจสอบเก็บภาษีคนอเมริกันที่ฉลาดกว่านี้หรือ?
7) การตรวจสอบการเงินคนไทยในกรณีนี้ ถือเป็นการขืนใจบังคับให้คนไทยทุกคนต้องรับภาระ เป็นภาระไม่ใช่เพื่อชาติไทยแต่เพื่อชาติอเมริกาโดยกฎหมายภายในของอเมริกา เพื่อประโยชน์ของอเมริกา
ประเทศไทยไม่ใช่เมืองขึ้นของสหรัฐอเมริกา!
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
อภิสิทธิ์ เตือนสมาชิกห้ามเกี่ยวข้องสนช.
วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
"รัฐธรรมนูญชั่วคราว 48 มาตรา" โดยสรุป คือ
- การแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 220 คน โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นผู้ถวายคำแนะนำ ในส่วนมีคุณสมบัติ สนช.ที่น่าสนใจ อาทิ มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี, ต้องไม่เป็นผู้ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง, ต้องไม่เป็นผู้ที่เคยถูกไล่ออกจากราชการ และต้องไม่เคยถูกพิพากษาให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน โดยให้หัวหน้า คสช. เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง สนช. ประธาน สนช. และรองประธาน สนช.

















