ราชกิจจานุเบกษาตีพิมพ์ประกาศโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ 250 คน พบ “ชัย ชิดชอบ-ธวัชชัย สมุทรสาคร” มีชื่อตามคาด อดีต ส.ว. “คำนูณ-ไพบูลย์-ประสาร-วันชัย-รสนา” ได้รับแต่งตั้ง “พะจุณณ์” นายทหารคนสนิท “ป๋าเปรม” ติดโผด้วย ภาคประชาชน “สารี” ได้ด้วย รายงานตัว 8-16 ต.ค.
วันนี้ (6 ต.ค.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 250 คน ซึ่งได้ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 131 ตอนพิเศษ 199 ง โดยมีเนื้อหาดังนี้
ประกาศ แต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตามมาตรา ๒๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ดังต่อไปนี้
๑. นายกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด
๒. นายกาศพล แก้วประพาฬ
๓. นายกิตติ โกสินสกุล
๔. นางกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์
๕. นายกงกฤช หิรัญกิจ
๖. นายกมล รอดคล้าย
๗. นางกอบกุล พันธ์เจริญวรกุล
๘. นางกอบแก้ว จันทร์ดี
๙. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล
๑๐. นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
๑๑. นายกิตติภณ ทุ่งกลาง
๑๒. นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์
๑๓. นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี
๑๔. นายเกริกไกร จีระแพทย์
๑๕. นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง
๑๖. นายเกษมสันต์ จิณณวาโส
๑๗. นายโกเมศ แดงทองดี
๑๘. นายโกวิทย์ ทรงคุณ
๑๙. นายโกวิท ศรีไพโรจน์
๒๐. นายไกรราศ แก้วดี
๒๑. นายไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ
๒๒. นายขจัดภัย บุรุษพัฒน์
๒๓. พลตํารวจตรี ขจร สัยวัตร์
๒๔. พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา
๒๕. นายเขมทัต สุคนธสิงห์
๒๖. นายเข็มชัย ชุติวงศ์
๒๗. พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร
๒๘. นายคณิศร ขรรัง
๒๙. นายคํานูณ สิทธิสมาน
๓๐. นายคุรุจิต นาครทรรพ
๓๑. นายจรัส สุทธิกุลบุตร
๓๒. นายจรัส สุวรรณมาลา
๓๓. พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา
๓๔. นายจรูญ จึงยิ่งเรืองรุ่ง
๓๕. พลเอก จิระ โกมุทพงศ์
๓๖. พลเอก จิรพันธ์ เกษมศานติ์สุข
๓๗. พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์
๓๘. ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์
๓๙. นายจีระรัตน์ นพวงศ์ ณ อยุธยา
๔๐. นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี
๔๑. นางจุรี วิจิตรวาทการ
๔๒. นายจิรวัฒน์ เวียงด้าน
๔๓. นางจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์
๔๔. นายจุมพล รอดคําดี
๔๕. นายจุมพล สุขมั่น
๔๖. นายเจน นําชัยศิริ
๔๗. นายเจริญศักดิ์ ศาลากิจ
๔๘. พลอากาศเอก เจษฎา วิจารณ์
๔๙. นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
๕๐. นายจําลอง โพธิ์สุข
๕๑. นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน
๕๒. นายเฉลิมพล ประทีปะวณิช
๕๓. นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ
๕๔. นางชัชนาถ เทพธรานนท์
๕๕. นายชัย ชิดชอบ
๕๖. นายชัยพร ทองประเสริฐ
๕๗. นายชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณธะ
๕๘. นายชัยอนันต์ สมุทวณิช
๕๙. นายชาลี เจริญสุข
๖๐. นายชาลี เอียดสกุล
๖๑. นายชาลี ต้งจักรวงษ์
๖๒. พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ
๖๓. นายชาติชาย ณ เชียงใหม่
๖๔. นายชิงชัย หาญเจนลักษณ์
๖๕. นายชิตชัย จิวะตุวินันท์
๖๖. นายชูชัย ศุภวงศ์
๖๗. นายชูชาติ อินสว่าง
๖๘. พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย
๖๙. นายเชิดชัย วงศ์เสรี
๗๐. นายเชื้อ ฮั่นจินดา
๗๑. นายฐิติ วุฑฒโกวทย์
๗๒. พลโท ฐิติวัจน์ กําลังเอก
๗๓. นางฑิฆัมพร กองสอน
๗๔. นายณรงค์ พุทธิชีวิน
๗๕. นายณรงค์ วรงศ์เกรียงไกร
๗๖. นายณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา
๗๗. นายดิเรก ถึงฝั่ง
๗๘. นายดํารงค์ พิเดช
๗๙. นายดุสิต เครืองาม
๘๐. นายดุสิต ลีลาภัทรพันธุ์
๘๑. พลโท เดชา ปุญญบาล
๘๒. นายเดชฤทธิ์ ปัญจะมูล
๘๓. นางตรึงใจ บูรณสมภพ
๘๔. นางเตือนใจ สินธุวณิก
๘๕. นางถวิลวดี บุรีกุล
๘๖. นายถาวร เฉิดพันธุ์
๘๗. นายทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์
๘๘. นายทนงศักดิ์ ทวีทอง
๘๙. นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ
๙๐. นางสาวทัศนา บุญทอง
๙๑. นางทิชา ณ นคร
๙๒. นายทิวา การกระสัง
๙๓. นายเทียนฉาย กีระนันทน์
๙๔. นายเทียนชัย ปิ่นวิเศษ
๙๕. นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์
๙๖. พันเอก ธนศักดิ์ มิตรภานนท์
๙๗. นายธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์
๙๘. นายธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์
๙๙. นายธวัช สุวุฒิกุล
๑๐๐. นายธวัชชัย ยงกิตติกุล
๑๐๑. พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร
๑๐๒. นายธวัชชัย อุ่ยพานิช
๑๐๓. นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์
๑๐๔. นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์
๑๐๕. นายธํารง อัศวสุธีรกุล
๑๐๖. พลโท นคร สุขประเสริฐ
๑๐๗. นางนรีวรรณ จินตกานนท์
๑๐๘. นายนันทวัฒน์ บรมานันท์
๑๐๙. พลโท นาวิน ดําริกาญจน์
๑๑๐. นายนิฟาริด ระเด่นอาหมัด
๑๑๑. นายนิคม มากรุ่งแจ้ง
๑๑๒. นายนิพนธ์ คําพา
๑๑๓. นายนิพนธ์ นาคสมภพ
๑๑๔. นายนิมิต สิทธิไตรย์
๑๑๕. นายนิรันดร์ พันทรกิจ
๑๑๖. นายนิอาแซ ซีอุเซ็ง
๑๑๗. นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
๑๑๘. นายนําชัย กฤษณาสกุล
๑๑๙. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ
๑๒๐. นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์
๑๒๑. นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์
๑๒๒. นายบุญถิ่น มั่นเกษวิทย์
๑๒๓. นายบุญเลิศ คชายุทธเดช
๑๒๔. นางเบญจวรรณ สร่างนิทร
๑๒๕. นายประชา เตรัตน์
๑๒๖. นายประทวน สุทธิอํานวยเดช
๑๒๗. นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์
๑๒๘. นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด
๑๒๙. นางประภาภัทร นิยม
๑๓๐. นางประภาศรี สุฉันทบุตร
๑๓๑. นายประมนต์ สุธีวงศ์
๑๓๒. นายประสาร มฤคพิทักษ์
๑๓๓. นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์
๑๓๔. พลเอก ประสูตร รัศมีแพทย์
๑๓๕. นายประเสริฐ ชิตพงศ์
๑๓๖. นายประเสริฐ ศัลย์วิวรรธน์
๑๓๗. นายปราโมทย์ ไม้กลัด
๑๓๘. นายปรีชา เถาทอง
๑๓๙. นายปรีชา บุตรศรี
๑๔๐. พลตํารวจตรี ปรีชา สมุทระเปารยะ
๑๔๑. นายปิยะวัติ บุญ-หลง
๑๔๒. นายเปรื่อง จันดา
๑๔๓. นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ
๑๔๔. นายพงศ์โพยม วาศภูติ
๑๔๕. นางสาวพจนีย์ ธนวรานิช
๑๔๖. นายพนา ทองมีอาคม
๑๔๗. นายพรชัย มุ่งเจริญพร
๑๔๘. นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์
๑๔๙. นางพรรณวีรินทร์ รัตนวานิช
๑๕๐. นางพรรณี จารุสมบัติ
๑๕๑. นายพรายพล คุ้มทรัพย์
๑๕๒. นายพลเดช ปิ่นประทีป
๑๕๓. พลเอก พอพล มณีรินทร์
๑๕๔. พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป
๑๕๕. นางพันธุ์ทิพย์ สายสุนทร
๑๕๖. นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา
๑๕๗. นายพิสิฐ ลี้อาธรรม
๑๕๘. นายเพิ่มศักดิ์ เชื้อชาติ
๑๕๙. นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา
๑๖๐. นายไพบูลย์ นิติตะวัน
๑๖๑. นายไพบูลย์ นลินทรางกูร
๑๖๒. นายไพโรจน์ พรหมสาส์น
๑๖๓. นาวาอากาศเอก ไพศาล จันทรพิทักษ์
๑๖๔. นางภัทรียา สุมะโน
๑๖๕. พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ
๑๖๖. พลอากาศเอก มนัส รูปขจร
๑๖๗. นายมนู เลียวไพโรจน์
๑๖๘. นายมนูญ ศิริวรรณ
๑๖๙. นายมานิจ สุขสมจิตร
๑๗๐. นายมีชัย วีระไวทยะ
๑๗๑. พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ
๑๗๒. พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา
๑๗๓. นางสาวรสนา โตสิตระกูล
๑๗๔. พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช
๑๗๕. นายวรรณชัย บุญบํารุง
๑๗๖. พลเอก วรวิทย์ พรรณสมัย
๑๗๗. นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา
๑๗๘. นายวสันต์ ภัยหลีกลี้
๑๗๙. พลเอก วัฒนา สรรพานิช
๑๘๐. นายวันชัย สอนสิริ
๑๘๑. นายวัลลภ พริ้งพงษ์
๑๘๒. นายวิชัย ด่านรุ่งโรจน์
๑๘๓. พลเอก วิชิต ยาทิพย์
๑๘๔. นายวิทยา กุลสมบูรณ์
๑๘๕. นายวินัย ดะห์ลัน
๑๘๖. นายวิบูลย์ คูหิรัญ
๑๘๗. นายวิริยะ นามศิริพงศพันธุ์
๑๘๘. นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร
๑๘๙. นายวิวัฒน์ ศัลยกําธร
๑๙๐. นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน
๑๙๑. พลเอก วุฒินันท์ ลีลายุทธ
๑๙๒. นายวุฒิสาร ตันไชย
๑๙๓. นายไวกูณฑ์ ทองอร่าม
๑๙๔. นายศานิตย์ นาคสุขศรี
๑๙๕. นายศักรินทร์ ภูมิรัตน
๑๙๖. นายศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์
๑๙๗. นายศิริ จิระพงษ์พันธ์
๑๙๘. นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา
๑๙๙. พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก
๒๐๐. นายศุภชัย ยาวะประภาษ
๒๐๑. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
๒๐๒. นายสมเกียรติ ชอบผล
๒๐๓. นายสมเดช นิลพันธุ์
๒๐๔. นายสมชัย ฤชุพันธ์
๒๐๕. นายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์
๒๐๖. นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา
๒๐๗. นายสมศักดิ์ โล่สถาพรพิพิธ
๒๐๘. นายสยุมพร ลิ่มไทย
๒๐๙. นายสรณะ เทพเนาว์
๒๑๐. นายสังศิต พิริยะรังสรรค์
๒๑๑. นายสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์
๒๑๒. นางสาวสารี อ๋องสมหวัง
๒๑๓. นายสิระ เจนจาคะ
๒๑๔. พันเอก สิรวิชญ์ นาคทอง
๒๑๕. นางสีลาภรณ์ บัวสาย
๒๑๖. นายสืบพงศ์ ธรรมชาติ
๒๑๗. นางสุกัญญา สุดบรรทัด
๒๑๘. นายสุชาติ นวกวงษ์
๒๑๙. นายสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง
๒๒๐. นายสุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม
๒๒๑. นายสุพร สุวรรณโชติ
๒๒๒. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว
๒๒๓. พลเรือเอก สุรินทร์ เริงอารมณ์
๒๒๔. นายสุวัช สิงหพันธุ์
๒๒๕. นายสุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ
๒๒๖. นายสุวิทย์ เมษินทรีย์
๒๒๗. นายเสรี สุวรรณภานนท์
๒๒๘. นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ
๒๒๙. นายอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์
๒๓๐. นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ
๒๓๑. นายอนันตชัย คุณานันทกุล
๒๓๒. นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล
๒๓๓. พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ
๒๓๔. นายอมร วาณิชวิวัฒน์
๒๓๕. นายอมรวิชช์ นาครทรรพ
๒๓๖. นางสาวอรพินท์ สพโชคชัย
๒๓๗. นางอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ
๒๓๘. นายอลงกรณ์ พลบุตร
๒๓๙. นางสาวอ่อนอุษา ลําเลียงพล
๒๔๐. นางอัญชลี ชวนิชย์
๒๔๑. พลตํารวจโท อาจิณ โชติวงศ์
๒๔๒. พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย
๒๔๓. นายอําพล จินดาวัฒนะ
๒๔๔. นายอุดม เฟื่องฟุ้ง
๒๔๕. นายอุดม ทุมโฆสิต
๒๔๖. นายอุทัย สอนหลักทรัพย์
๒๔๗. นางอุบล หลิมสกุล
๒๔๘. พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ
๒๔๙. นายเอกราช ช่างเหลา
๒๕๐. นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ เป็นปีที่ ๖๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า จากจำนวนรายชื่อ สปช. 250 คนดังกล่าว พบว่า นายชัช ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา บิดานายเนวิน ชิดชอบ ได้รับแต่งตั้งให้เป็น สปช. เช่นเดียวกับ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ก่อนหน้านี้ได้ลาออกจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เนื่องจากมีคุณสมบัติต้องห้าม เพราะไปลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในนามพรรคชาติพัฒนา โดยการชักชวนของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรค ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น สปช. เช่นกัน ส่วน พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษและนายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้รับการแต่งตั้งเช่นกัน และ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก นายทหารคนสนิทของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการแต่งตั้งด้วย
ขณะเดียวกัน กลุ่มอดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ตั้งแต่ปี 2543-2557 จำนวน 22 คน โดยเฉพาะอดีตกลุ่ม 40 ส.ว. เกือบทั้งกลุ่ม เช่น นายคำนูณ สิทธิสมาน, นางตรึงใจ บูรณสมภพ, นายประสาร มฤคพิทักษ์, นายไพบูลย์ นิติตะวัน, น.ส.รสนา โตสิตระกูล, นายวันชัย สอนศิริ, นางพรพันธุ์รรณ บุณยรัตพันธุ์, นางทัศนา บุญทอง นอกจากนี้มีอดีต ส.ว. เลือกตั้งและสรรหาปี2543-2551 อาทิ พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ อดีต ส.ว.มุกดาหาร, นายดิเรก ถึงฝั่ง อดีต ส.ว.นนทบุรี, นายประเสริฐ ชิตพงศ์ อดีต ส.ว.สงขลา, นายสมศักดิ์ โล่สถาพรพิพิธ อดีต ส.ว.ตรัง, พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช อดีต ส.ว.สรรหา, นายมีชัย วีระไวทยะ อดีต ส.ว.กทม. และนายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีต ส.ว.กทม.
ส่วนกลุ่มอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 (กมธ.ยกร่างฯ) อาทิ น.ส.พจนีย์ ธนวรานิช อดีตรองประธาน สนช. ปี 2549, นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธาน สสร., นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี อดีต สสร. บิดา น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร แกนนำ กปปส., นางจุรี วิจิตวาทการ อดีต สสร., นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีต กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ, นายกงกฤช หิรัญกิจ อดีต สนช., นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ อดีต สนช., นายวุฒิสาร ตันไชย อดีต กมธ.ยกร่างฯ ปัจจุบันเป็นรองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, นายสมชัย ฤชุพันธุ์ อดีต สสร. และน้องชายนายมีชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิก คสช. อย่างไรก็ตาม คาดว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า จะได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
อีกด้านหนึ่ง ยังพบว่า นายดุสิต เครืองาม นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย น้องชายของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนักธุรกิจโซลาร์เซลล์ ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น สปช. ด้วย เช่นเดียวกับนายมนูญ ศิริวรรณ อดีตผู้บริหาร บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ส่วนภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวด้านพลังงาน พบว่านางสารี อ่องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ก็ได้รับการแต่งตั้ง
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเคลื่อนไหวในนามกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จำนวนมาก อาทิ นายจรัส สุวรรณมาลา อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีต ส.ว. กทม., นายชัยอนันต์ สมุทวณิช นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์, นายชูชัย ศุภวงศ์, นายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), นายพลเดช ปิ่นประทีป, นายพงศ์โพยม วาศภูติ, นายสังศิต พิริยะรังสรรค์, นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ รวมถึงนายอุดม เฟื่องฟุ้ง อดีตกรรมการ คตส. ซึ่งมีบทบาทตรวจสอบ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อปี 2549 ในคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก
ด้านนักวิชาการได้รับแต่งตั้งให้เป็น สปช. อีกด้วย ได้แก่ นายธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, นายนันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายวิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายวิริยะ นามศิริพงศพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, , พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า, นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ส่วนบุคคลในแวดวงสื่อสารมวลชน พบว่ามี นายจุมพล รอดคําดี ผู้อำนวยการสถานีวิทยุจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, นายบุญเลิศ คชายุทธเดช หรือ บุญเลิศ ช้างใหญ่ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540 และอดีตบรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์มติชน, นายพนา ทองมีอาคม กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ กรรมการกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.), นายมานิจ สุขสมจิตร สื่อมวลชนอาวุโส, นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ อดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และอดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.),นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น สปช.
ด้านนักการเมืองและบุคคลที่มีชื่อเสียง พบว่ามีนายดํารงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และหัวหน้าพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย, นายพรชัย มุ่งเจริญพร นักการเมืองพรรคภูมิใจไทย จ.สุรินทร์, พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีต รมช.กลาโหม ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีข่าวเรื่องคลิปถั่งเช่าอันโด่งดัง, นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ อดีตทีมทนายความคดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มข้าราชการในอดีตและปัจจุบัน อาทิ นางผานิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน, นายประชา เตรัตน์, นายไพโรจน์ พรหมสาส์น อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายวัลลภ พริ้งพงษ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น, นายมนู เลียวไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ส่วนกลุ่มเอ็นจีโอ อาทิ นายทิชา ณ นคร ผอ.ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก, นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอรัปชั่น(ประเทศไทย) น.ส.สุภัทรา นาคะผิว ประธานมูลนิธิคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการ
รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อม รับรายงานตัวสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตั้งแต่วันที่ 8-16 ต.ค. เวลา 08.30-16.30 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยสมาชิกฯ ต้องนำหลักฐาน ประกอบด้วย สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาใบสำคัญสมรส, สำเนาหลักฐานแสดงวุฒิการศึกษา, สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนคู่สมรส และรูปถ่าย ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 6 รูป, ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 6 รูป และขนาด 3 นิ้ว จำนวน 6 รูป
ทั้งนี้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง อาทิ ข้อคิดเห็นการปฏิรูป 11 ด้าน ตามที่คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปของกระทรวงกลาโหมดำเนินการ, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แจกให้กับ สปช. ได้ใช้ศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมการทำงาน
PR
วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557
วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557
เปิดบัญชีทรัพย์สิน 28 สนช. ฟ้องศาลปกครอง อู้ฟู่ถ้วนหน้า "นพดล" มีทรัพย์สิน21ล้าน
เปิดบัญชีทรัพย์สิน 28 สนช. ฟ้องศาลปกครอง อู้ฟู่ถ้วนหน้า "นพดล" มีทรัพย์สิน21ล้าน
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีการเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในกรณีเข้ารับตำแหน่ง
เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 57
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ 28 สนช.ที่ลงชื่อร้องศาลปกครองให้เพิกถอนมติเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณะชนของป.ป.ช.นั้น เป็นที่น่าสนใจเป็นพิเศษ
โดยแต่ละคนมีทรัพย์สินดังนี้
1.พล.อ.นพดล อินทปัญญา อดีตเลขานุการ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สมัยดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม มีทรัพย์สิน 21,313,634 บาท เป็นเงินฝากกว่า 9 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นกว่า 5 ล้านบาท ที่ดินกว่า 4ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1.3 ล้านบาท ยานพาหนะ 4 แสนบาท ไม่มีหนี้สิน
2.พ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต ประธานกรรมการบริษัท ลิเบอร์ตี้ ประกันภัย มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 219,881,974 บาท เป็นที่ดินมูลค่ากว่า 130 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 75 ล้านบาท
3.นายสุธรรม พันธุศักดิ์ เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ วู๊ดแลนด์รีสอร์ทและทิฟฟานี่โชว์พัทยา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 637,035,072 บาท เป็นเงินลงทุนกว่า 290 ล้านบาท เงินให้กู้ยืมกว่า 98 ล้าน
บาทสิทธิและสัมปทานกว่า 65 ล้านบาท ที่ดินกว่า 43 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองเงินลงทุนมากสุดกว่า 45 ล้านบาท ที่ดินกว่า 23 ล้านบาททรัพย์สินอื่นกว่า 4 ล้านบาท
4.นายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 143,114,762 บาท เป็นเงินทุนกว่า 29 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 19 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น
มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างมากสุดมูลค่ากว่า 61 ล้านบาท ที่ดินกว่า 23 ล้านบาท เงินฝากกว่า 9 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท
5.นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน นักเคลื่อนไหวประชาสังคม เคยเข้าร่วมชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ และ กปปส. มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 94,982,259 บาท เป็นเงินลงทุนกว่า 16 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่ง
ปลูกสร้าง10 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น มูลค่ากว่า 7 ล้านบาท ได้แก่ พระเครื่องและเครื่องประดับหลายรายการ ขณะคู่สมรสมีเงินฝากกว่า 30 ล้านบาท ที่ดินมูลค่าเกือบ 20 ล้านบาท
6.พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย อดีตนายทหารคนสนิท (ทส.) พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 388,207,253 บาท เป็นเงินลงทุนกว่า 209 ล้านบาท ที่ดินเกือบ 100 ล้านบาท โรงเรือน
และสิ่งปลูกสร้างกว่า 23 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 30 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นมูลค่า 5 ล้านบาท
7.นายชัชวาล อภิบาลศรี อดีต ส.ว.สรรหา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 838,463,795 บาท เป็นเงินลงทุนกว่า 380 ล้านบาท ที่ดินมูลค่าเกือบ 300 ล้านบาท เงินฝากกว่า 52 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครอง
ที่ดินมากสุดมูลค่า 160 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 24 ล้านบาท
8.พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) สมัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็น ผบ.ตร. มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 161,882,999 บาท เป็นที่ดินกว่า 15 ล้านบาททรัพย์สินอื่น.มูลค่ากว่า 12 ล้านบาท เงินฝากกว่า 8 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองที่ดินมากสุดกว่า 46 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างกว่า 21 ล้านบาท เงินฝากและเงินลงทุนรวมกว่า 28ล้านบาท
9.นายประมุท สูตะบุตร อดีตผู้อำนวยการ อสมท. คนแรก สายสัมพันธ์เครือญาติคู่สมรสนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 185,535,343 บาทเป็นที่ดินกว่า 80 ล้านบาท เงินฝากกว่า 43 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 42 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองทรัพย์สินอื่น มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท เงินฝากกว่า 2 ล้านบาท
10.พล.อ.จิรพงศ์ วรรณรัตน์ อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพบก มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 207,551,976 บาท คู่สมรสถือครองที่ดินมากที่สุดมูลค่ากว่า 85 ล้านบาท รองมาเป็นเงินลงทุนกว่า 65 ล้าน
บาท ขณะที่พล.อ.จิรพงศ์ มีทรัพย์สินเป็นเงินลงทุนมากที่สุดกว่า 22 ล้านบาท
11.พล.อ.ไตรรัตน์ รังคะรัตน ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า เตรียมทหารรุ่นที่ 10 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ.และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน59,213,207 บาท เป็นเงินลงทุนกว่า 11 ล้านบาท สิทธิและสัมปทานกว่า 6 ล้านบาท ที่ดินเกือบ 4 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองที่ดินมากสุดกว่า 8 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 8 ล้านบาท
12.นายธำรง ทัศนาญชลี อดีต ส.ว.สรรหา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 84,125,882 บาท เป็นเงินลงทุนกว่า 59 ล้านบาท ที่ดินกว่า 9 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างกว่า 5 ล้านบาท สิทธิและสัมปทานกว่า 5 ล้านบาท
13.นางสุวิมล ภูมิสิงหราช อดีตเลขาธิการวุฒิสภา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 59,824,388 บาท เป็นเงินลงทุนกว่า 32 ล้านบาทที่ดินกว่า 5 ล้านบาท สิทธิและสัมปทานกว่า 4 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือ
ครองที่ดินมากสุดมูลค่ากว่า 13 ล้านบาท
14.พล.อ.ชยุติ สุวรรณมาศ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญการกองทัพไทย มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 295,061,936 บาท มีที่ดินมูลค่าเกือบ 240 ล้านบาท สิทธิและสัมปทานมูลค่ากว่า 140 ล้านบาท เงินฝากว่า 78 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 56 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 10 ล้านบาท ยานพาหนะเกือบ 8 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองเงินฝากมากสุดกว่า 57 ล้านบาท ที่ดิน 40 ล้านบาท เงินลงทุน 25 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 20 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นกว่า 4 ล้านบาท
15.นายศรีศักดิ์ ว่องส่งสาร อดีตกรรมการบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด สมัยนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 48,298,141 บาท เป็นที่ดินกว่า 28 ล้านบาทโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างกว่า 11 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 4 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองสิทธิและสัมปทานมากสุดกว่า 2 ล้านบาท ที่ดินกว่า 1 ล้านบาท
16.พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก มีความสนิทสนมกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินกว่า 63,679,323 บาท มียานพาหนะมูลค่ามาก
สุดกว่า 8 ล้าน ที่ดินกว่า 5 ล้าน เงินฝากกว่า 1 ล้าน ส่วนคู่สมรสถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมกัน 50 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นกว่า 5 ล้านบาท
17.นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 169,224,509 บาท เป็นเงินฝากกว่า 55 ล้านบาท ที่ดินกว่า 45 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 42 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองที่ดินมากสุดกว่า 5 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 4 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นกว่า 4 ล้านบาท เงินฝากกว่า 3 ล้านบาท
18.พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 263,487,636 บาท เป็นที่ดินกว่า 92 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 26 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 25
ล้านบาทเงินฝากกว่า 18 ล้านบาท ยานพาหนะกว่า 8 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองที่ดินมากสุดกว่า 89 ล้านบาท
19.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 136,563,177 บาท เป็นเงินฝากกว่า 32 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 29 ล้านบาท โรงเรือน
และสิ่งปลูกสร้าง 16ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองเงินฝากมากสุดกว่า 25 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 8 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นกว่า 2 ล้านบาท
20.พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ อดีต ส.ว.สรรหา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 26,573,780 บาท เป็นที่ดินกว่า 8 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 2 ล้านบาท ยานพาหนะ 1.5 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือ
ครองเงินฝากและเงินลงทุนรวมกันเกือบ 9 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นกว่า 3 ล้านบาท
21.พล.อ.โสภณ ศีลพิพัฒน์ อดีตเสนาธิการทหารบก มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 32,308,150 บาท เป็นที่ดินกว่า 15 ล้านบาท เงินฝากกว่า 10 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 2 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูก
สร้าง 2 บาทส่วนคู่สมรสถือครองยานพาหนะมูลค่ามากสุดกว่า 2 ล้านบาท
22.พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ นายตำรวจคนสนิท ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ จบเตรียมนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 25 (รุ่นเดียวกับพล.ต.อ.พัชรวาท) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 204,180,760 บาท เป็นเงิน
ลงทุนกว่า 181 ล้านบาท ที่ดินกว่า 16 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างกว่า 5 ล้านบาท
23.พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 26,813,982 บาท เป็นเงินฝากกว่า 4 ล้านบาท ที่ดินกว่า 2 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองที่ดินมากสุดกว่า 8 ล้าน เงิน
ฝากกว่า 6 ล้านบาททรัพย์สินอื่นกว่า 1 ล้าน
24.พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ อดีต ผบ.หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (นปอ.) เตรียมทหารรุ่นที่ 12 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) มีทรัพย์สินมากกว่า
หนี้สิน 41,907,918 บาท เป็นเงินฝากกว่า 12 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 8 ล้านบาท ที่ดิน-โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างรวมกันกว่า 6 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองที่ดินมากสุดกว่า 4 ล้านบาท โรงเรือน
และสิ่งปลูกสร้างกว่า 3 ล้านบาท เงินฝากกว่า 1.8 ล้านบาท ยานพาหนะกว่า 1.2 ล้านบาท
25.พล.อ.ยุวนัฏ สุริยกุล ณ อยุธยา อดีต ผบ.กองอัยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เตรียมทหารรุ่นที่ 12 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 340,479,260 บาท เป็น
ทรัพย์สินอื่นมากสุดได้แก่ พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ พระจิตลดาและพระเครื่องอื่นๆ กว่า 100 องค์ ทั้งยังมีทองแท่งหนัก 30 บาท นาฬิกาหรูและเครื่องประดับอีกหลายรายการ มูลค่ากว่า 53
ล้านบาท เงินฝากกว่า3.2 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองที่ดินกว่า 158 ล้านบาท เงินฝากกว่า 120 ล้านบาท
26.นายธานี อ่อนละเอียด อดีต ส.ว.สรรหา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 5,210,776 บาท มีทรัพย์สินอื่น มูลค่ามากกว่า 2 ล้านบาท
27.พล.อ.คณิต สาพิทักษ์ อดีตประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม อดีตแม่ทัพภาคที่ 1 มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 55,798,389 บาท มีที่ดินมูลค่ากว่า 13 ล้านบาท เงินฝากกว่า 8 ล้านบาท โรงเรือน
และสิ่งปลูกสร้างกว่า 4 ล้านบาท ยานพาหนะกว่า 3 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นกว่า 1.12 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองเงินฝากมากสุดกว่า 6 ล้านบาท ที่ดินกว่า 5.6 ล้านบาท ยานพาหนะกว่า 5.4 ล้าน
บาท28.พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 81,959,153 บาท มีที่ดินมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 20 ล้านบาท เงินฝากกว่า
14 ล้านบาทส่วนคู่สมรสมีเงินฝากกว่า 12 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างกว่า 10 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 1.3 ล้านบาท
/////////////////////////
ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 195 คน "อิสระ ว่องกุศลกิจ" มีทรัพย์สินมากที่สุดกว่า 5 พันล้านบาท น้อยสุด สมพร เทพสิทธา 1.6 แสนบาท
วันที่ 3 ต.ค.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้ดำเนินการ เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. จำนวน 195 คน กรณีเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557 โดยพบว่านายอิสระ ว่องกุศลกิจ คู่สมรส และบุตร ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินมากที่สุด จำนวน 5,239 ล้านบาท โดยเป็นเงินทุนสูงถึง 3,494 ล้านบาท เงินให้กู้ยืม 1,195 ล้านบาท หนี้สิน 13 ล้านบาท มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 5,225 ล้านบาท
รองลงมา คือ นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ มีทรัพย์สิน 1,316 ล้านบาท เป็นที่ดิน 1,197 ล้านบาท หนี้สิน 2 ล้าน 7 แสนบาท มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,313 ล้านบาท พลตำรวจโทจักรทิพย์ ชัยจินดา มีทรัพย์สิน 968 ล้านบาท โดยเป็นทรัพย์สินของคู่สมรสถึง 870 ล้านบาท มีหนี้สิน 6 ล้าน 3 แสนบาท มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 962 ล้านบาท
นายชัชวาล อภิบาลศรี มีทรัพย์สิน 951 ล้านบาท หนี้สิน 113 ล้านบาท มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 838 ล้านบาท ขณะที่พลเรือเอกกำธร พุ่มหิรัญ อดีตผบ.ทร. มีทรัพย์สิน 801 ล้านบาท โดยในส่วนนี้
เป็นของคู่สมรส 720 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน
ส่วนผู้ที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุด คือนายสมพร เทพสิทธา มีทรัพย์สินเป็นเงินฝาก 1 แสน 6 หมื่นบาท
ทั้งนี้ การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินครั้งนี้ ต้องมี สนช.ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ตามข้อกำหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จำนวน
197 คน แต่ปรากฏว่า มีสนช.จำนวน 2 คน ที่ไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน คือ นายรัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง
คมนาคม
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีการเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในกรณีเข้ารับตำแหน่ง
เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 57
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ 28 สนช.ที่ลงชื่อร้องศาลปกครองให้เพิกถอนมติเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณะชนของป.ป.ช.นั้น เป็นที่น่าสนใจเป็นพิเศษ
โดยแต่ละคนมีทรัพย์สินดังนี้
1.พล.อ.นพดล อินทปัญญา อดีตเลขานุการ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สมัยดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม มีทรัพย์สิน 21,313,634 บาท เป็นเงินฝากกว่า 9 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นกว่า 5 ล้านบาท ที่ดินกว่า 4ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1.3 ล้านบาท ยานพาหนะ 4 แสนบาท ไม่มีหนี้สิน
2.พ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต ประธานกรรมการบริษัท ลิเบอร์ตี้ ประกันภัย มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 219,881,974 บาท เป็นที่ดินมูลค่ากว่า 130 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 75 ล้านบาท
3.นายสุธรรม พันธุศักดิ์ เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ วู๊ดแลนด์รีสอร์ทและทิฟฟานี่โชว์พัทยา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 637,035,072 บาท เป็นเงินลงทุนกว่า 290 ล้านบาท เงินให้กู้ยืมกว่า 98 ล้าน
บาทสิทธิและสัมปทานกว่า 65 ล้านบาท ที่ดินกว่า 43 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองเงินลงทุนมากสุดกว่า 45 ล้านบาท ที่ดินกว่า 23 ล้านบาททรัพย์สินอื่นกว่า 4 ล้านบาท
4.นายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 143,114,762 บาท เป็นเงินทุนกว่า 29 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 19 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น
มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างมากสุดมูลค่ากว่า 61 ล้านบาท ที่ดินกว่า 23 ล้านบาท เงินฝากกว่า 9 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท
5.นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน นักเคลื่อนไหวประชาสังคม เคยเข้าร่วมชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ และ กปปส. มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 94,982,259 บาท เป็นเงินลงทุนกว่า 16 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่ง
ปลูกสร้าง10 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น มูลค่ากว่า 7 ล้านบาท ได้แก่ พระเครื่องและเครื่องประดับหลายรายการ ขณะคู่สมรสมีเงินฝากกว่า 30 ล้านบาท ที่ดินมูลค่าเกือบ 20 ล้านบาท
6.พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย อดีตนายทหารคนสนิท (ทส.) พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 388,207,253 บาท เป็นเงินลงทุนกว่า 209 ล้านบาท ที่ดินเกือบ 100 ล้านบาท โรงเรือน
และสิ่งปลูกสร้างกว่า 23 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 30 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นมูลค่า 5 ล้านบาท
7.นายชัชวาล อภิบาลศรี อดีต ส.ว.สรรหา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 838,463,795 บาท เป็นเงินลงทุนกว่า 380 ล้านบาท ที่ดินมูลค่าเกือบ 300 ล้านบาท เงินฝากกว่า 52 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครอง
ที่ดินมากสุดมูลค่า 160 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 24 ล้านบาท
8.พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) สมัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็น ผบ.ตร. มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 161,882,999 บาท เป็นที่ดินกว่า 15 ล้านบาททรัพย์สินอื่น.มูลค่ากว่า 12 ล้านบาท เงินฝากกว่า 8 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองที่ดินมากสุดกว่า 46 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างกว่า 21 ล้านบาท เงินฝากและเงินลงทุนรวมกว่า 28ล้านบาท
9.นายประมุท สูตะบุตร อดีตผู้อำนวยการ อสมท. คนแรก สายสัมพันธ์เครือญาติคู่สมรสนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 185,535,343 บาทเป็นที่ดินกว่า 80 ล้านบาท เงินฝากกว่า 43 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 42 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองทรัพย์สินอื่น มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท เงินฝากกว่า 2 ล้านบาท
10.พล.อ.จิรพงศ์ วรรณรัตน์ อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพบก มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 207,551,976 บาท คู่สมรสถือครองที่ดินมากที่สุดมูลค่ากว่า 85 ล้านบาท รองมาเป็นเงินลงทุนกว่า 65 ล้าน
บาท ขณะที่พล.อ.จิรพงศ์ มีทรัพย์สินเป็นเงินลงทุนมากที่สุดกว่า 22 ล้านบาท
11.พล.อ.ไตรรัตน์ รังคะรัตน ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า เตรียมทหารรุ่นที่ 10 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ.และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน59,213,207 บาท เป็นเงินลงทุนกว่า 11 ล้านบาท สิทธิและสัมปทานกว่า 6 ล้านบาท ที่ดินเกือบ 4 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองที่ดินมากสุดกว่า 8 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 8 ล้านบาท
12.นายธำรง ทัศนาญชลี อดีต ส.ว.สรรหา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 84,125,882 บาท เป็นเงินลงทุนกว่า 59 ล้านบาท ที่ดินกว่า 9 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างกว่า 5 ล้านบาท สิทธิและสัมปทานกว่า 5 ล้านบาท
13.นางสุวิมล ภูมิสิงหราช อดีตเลขาธิการวุฒิสภา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 59,824,388 บาท เป็นเงินลงทุนกว่า 32 ล้านบาทที่ดินกว่า 5 ล้านบาท สิทธิและสัมปทานกว่า 4 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือ
ครองที่ดินมากสุดมูลค่ากว่า 13 ล้านบาท
14.พล.อ.ชยุติ สุวรรณมาศ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญการกองทัพไทย มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 295,061,936 บาท มีที่ดินมูลค่าเกือบ 240 ล้านบาท สิทธิและสัมปทานมูลค่ากว่า 140 ล้านบาท เงินฝากว่า 78 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 56 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 10 ล้านบาท ยานพาหนะเกือบ 8 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองเงินฝากมากสุดกว่า 57 ล้านบาท ที่ดิน 40 ล้านบาท เงินลงทุน 25 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 20 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นกว่า 4 ล้านบาท
15.นายศรีศักดิ์ ว่องส่งสาร อดีตกรรมการบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด สมัยนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 48,298,141 บาท เป็นที่ดินกว่า 28 ล้านบาทโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างกว่า 11 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 4 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองสิทธิและสัมปทานมากสุดกว่า 2 ล้านบาท ที่ดินกว่า 1 ล้านบาท
16.พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก มีความสนิทสนมกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินกว่า 63,679,323 บาท มียานพาหนะมูลค่ามาก
สุดกว่า 8 ล้าน ที่ดินกว่า 5 ล้าน เงินฝากกว่า 1 ล้าน ส่วนคู่สมรสถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมกัน 50 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นกว่า 5 ล้านบาท
17.นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 169,224,509 บาท เป็นเงินฝากกว่า 55 ล้านบาท ที่ดินกว่า 45 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 42 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองที่ดินมากสุดกว่า 5 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 4 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นกว่า 4 ล้านบาท เงินฝากกว่า 3 ล้านบาท
18.พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 263,487,636 บาท เป็นที่ดินกว่า 92 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 26 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 25
ล้านบาทเงินฝากกว่า 18 ล้านบาท ยานพาหนะกว่า 8 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองที่ดินมากสุดกว่า 89 ล้านบาท
19.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 136,563,177 บาท เป็นเงินฝากกว่า 32 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 29 ล้านบาท โรงเรือน
และสิ่งปลูกสร้าง 16ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองเงินฝากมากสุดกว่า 25 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 8 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นกว่า 2 ล้านบาท
20.พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ อดีต ส.ว.สรรหา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 26,573,780 บาท เป็นที่ดินกว่า 8 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 2 ล้านบาท ยานพาหนะ 1.5 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือ
ครองเงินฝากและเงินลงทุนรวมกันเกือบ 9 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นกว่า 3 ล้านบาท
21.พล.อ.โสภณ ศีลพิพัฒน์ อดีตเสนาธิการทหารบก มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 32,308,150 บาท เป็นที่ดินกว่า 15 ล้านบาท เงินฝากกว่า 10 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 2 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูก
สร้าง 2 บาทส่วนคู่สมรสถือครองยานพาหนะมูลค่ามากสุดกว่า 2 ล้านบาท
22.พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ นายตำรวจคนสนิท ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ จบเตรียมนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 25 (รุ่นเดียวกับพล.ต.อ.พัชรวาท) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 204,180,760 บาท เป็นเงิน
ลงทุนกว่า 181 ล้านบาท ที่ดินกว่า 16 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างกว่า 5 ล้านบาท
23.พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 26,813,982 บาท เป็นเงินฝากกว่า 4 ล้านบาท ที่ดินกว่า 2 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองที่ดินมากสุดกว่า 8 ล้าน เงิน
ฝากกว่า 6 ล้านบาททรัพย์สินอื่นกว่า 1 ล้าน
24.พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ อดีต ผบ.หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (นปอ.) เตรียมทหารรุ่นที่ 12 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) มีทรัพย์สินมากกว่า
หนี้สิน 41,907,918 บาท เป็นเงินฝากกว่า 12 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 8 ล้านบาท ที่ดิน-โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างรวมกันกว่า 6 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองที่ดินมากสุดกว่า 4 ล้านบาท โรงเรือน
และสิ่งปลูกสร้างกว่า 3 ล้านบาท เงินฝากกว่า 1.8 ล้านบาท ยานพาหนะกว่า 1.2 ล้านบาท
25.พล.อ.ยุวนัฏ สุริยกุล ณ อยุธยา อดีต ผบ.กองอัยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เตรียมทหารรุ่นที่ 12 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 340,479,260 บาท เป็น
ทรัพย์สินอื่นมากสุดได้แก่ พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ พระจิตลดาและพระเครื่องอื่นๆ กว่า 100 องค์ ทั้งยังมีทองแท่งหนัก 30 บาท นาฬิกาหรูและเครื่องประดับอีกหลายรายการ มูลค่ากว่า 53
ล้านบาท เงินฝากกว่า3.2 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองที่ดินกว่า 158 ล้านบาท เงินฝากกว่า 120 ล้านบาท
26.นายธานี อ่อนละเอียด อดีต ส.ว.สรรหา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 5,210,776 บาท มีทรัพย์สินอื่น มูลค่ามากกว่า 2 ล้านบาท
27.พล.อ.คณิต สาพิทักษ์ อดีตประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม อดีตแม่ทัพภาคที่ 1 มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 55,798,389 บาท มีที่ดินมูลค่ากว่า 13 ล้านบาท เงินฝากกว่า 8 ล้านบาท โรงเรือน
และสิ่งปลูกสร้างกว่า 4 ล้านบาท ยานพาหนะกว่า 3 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นกว่า 1.12 ล้านบาท ส่วนคู่สมรสถือครองเงินฝากมากสุดกว่า 6 ล้านบาท ที่ดินกว่า 5.6 ล้านบาท ยานพาหนะกว่า 5.4 ล้าน
บาท28.พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 81,959,153 บาท มีที่ดินมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 20 ล้านบาท เงินฝากกว่า
14 ล้านบาทส่วนคู่สมรสมีเงินฝากกว่า 12 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างกว่า 10 ล้านบาท เงินลงทุนกว่า 1.3 ล้านบาท
/////////////////////////
ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 195 คน "อิสระ ว่องกุศลกิจ" มีทรัพย์สินมากที่สุดกว่า 5 พันล้านบาท น้อยสุด สมพร เทพสิทธา 1.6 แสนบาท
วันที่ 3 ต.ค.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้ดำเนินการ เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. จำนวน 195 คน กรณีเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557 โดยพบว่านายอิสระ ว่องกุศลกิจ คู่สมรส และบุตร ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินมากที่สุด จำนวน 5,239 ล้านบาท โดยเป็นเงินทุนสูงถึง 3,494 ล้านบาท เงินให้กู้ยืม 1,195 ล้านบาท หนี้สิน 13 ล้านบาท มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 5,225 ล้านบาท
รองลงมา คือ นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ มีทรัพย์สิน 1,316 ล้านบาท เป็นที่ดิน 1,197 ล้านบาท หนี้สิน 2 ล้าน 7 แสนบาท มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,313 ล้านบาท พลตำรวจโทจักรทิพย์ ชัยจินดา มีทรัพย์สิน 968 ล้านบาท โดยเป็นทรัพย์สินของคู่สมรสถึง 870 ล้านบาท มีหนี้สิน 6 ล้าน 3 แสนบาท มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 962 ล้านบาท
นายชัชวาล อภิบาลศรี มีทรัพย์สิน 951 ล้านบาท หนี้สิน 113 ล้านบาท มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 838 ล้านบาท ขณะที่พลเรือเอกกำธร พุ่มหิรัญ อดีตผบ.ทร. มีทรัพย์สิน 801 ล้านบาท โดยในส่วนนี้
เป็นของคู่สมรส 720 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน
ส่วนผู้ที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุด คือนายสมพร เทพสิทธา มีทรัพย์สินเป็นเงินฝาก 1 แสน 6 หมื่นบาท
ทั้งนี้ การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินครั้งนี้ ต้องมี สนช.ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ตามข้อกำหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จำนวน
197 คน แต่ปรากฏว่า มีสนช.จำนวน 2 คน ที่ไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน คือ นายรัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง
คมนาคม
โผโยกย้ายผู้การกรม ทบ. หลุดว่อนไลน์ทหาร เสนอเปลี่ยนตัว ผู้การกรม หน่วยขุมกำลังรบ ขุมกำลังปฏิวัติใหม่หมด
ฮือฮา โผโยกย้ายผู้การกรม ทบ. หลุดว่อนไลน์ทหาร เสนอเปลี่ยนตัว ผู้การกรม หน่วยขุมกำลังรบ ขุมกำลังปฏิวัติใหม่หมด ทั้งที่เป็นการให้โบนัส และเพื่อกระชับความมั่นใจในอำนาจของ “พลเอก อุดมเดช” ผบ.ทบ.คนใหม่
เอกสารบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับพันเอกพิเศษ หรือที่เรียกว่า โผผู้บังคับการกรม หน่วยคุมกำลังของทบ.ถูกเผยแพร่และส่งต่อ กันระนาว ในไลน์ของนายทหารกันอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดความวิตกหวั่นไหว เนื่องจากเป็นการปรับเปลี่ยนขุมกำลังสำคัญ ที่เรียกว่า หน่วยปฏิวัติทั้งหมด พร้อมกัน เนื่องจากนายทหารหลายคนถูกโยกย้ายอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวแต่ก็ยังไม่มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ
แต่มีรายงานว่า เป็นการจัดทัพในส่วนขุมกำลังรบหน่วยปฏิวัติใหม่ ทั้งเพื่อเป็นการตอบแทน นายทหารที่ช่วยดูแลความสงบเรียบร้อย และการรัฐประหารที่ผ่านมา ก็ขยับในตำแหน่งสูงขึ้น แม้อาจไม่ได้คุมกำลัง ขณะที่ บางตำแหน่ง ก็ถูกขยับออก เพื่อสร้างความมั่นใจ ของ พลเอก อุดมเดช ผบ.ทบ. ในการกระชับอำนาจทั้งหมด
แม้ว่า ผบ.หน่วยกำลังรบที่ขึ้นมาใหม่ จะเป็นสายอำนาจเดิมของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตผบ.ทบ. และ นายกรัฐมนตรี รวมทั้ง พลเอก อุดมเดช เองก็ตาม
ที่น่าสังเกตคือ เป็นรายชื่อที่หลุดออกมา ในส่วนของ พล.๑รอ. และ พล.ร.2รอ.
โดยมีรายงานว่า คำสั่งดังกล่าว เป็น รายชื่อ ในส่วนที่ พลเอก ธีรชัย นาควานิช ผช.ผบ.ทบ. ที่ได้เสนอต่อคณะกรรมการของ ทบ. ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ เขายังเป็น แม่ทัพภาค 1 นั่นเอง
โดยน่าสนใจว่า รายชื่อที่หลุดออกมานั้น เป็นในส่วนการโยกย้ายของ กองพลที่1 รักษาพระองค์(พล.1รอ.) กองพลปฏิวัติ หน่วยคุมกำลังสำคัญของ กองทัพภาค1 และกองทัพบก และในส่วนของ กองพลทหารราบที่ ๒ รักษาพระองค์ (พล.ร.๒รอ.) หรือหน่วยบูรพาพยัคฆ์
โดยมีรายงานว่า ในรายชื่อที่เสนอให้บอร์ดของ ทบ. พิจารณา นั้น มีการเปลี่ยนตัว ผู้บังคับการกรมสำคัญทั้งหมด เช่น การขยับ พันเอก เอกรัตน์ ช้างแก้ว ผู้บังตับการกรมทหารราบที่๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ผบ.ร.๑รอ.) (เตรียมทหารรุ่น๒๓) ขึ้นเป็น รองผู้บัญชาการกองพลที่๑ รักษาพระองค์( รองผบ.พล.๑รอ.) โดยมี พันเอก อาสาศึก ขันติรัตน์ (ตท.๒๗) นายทหารฝ่ายเสนาธิการของ พลเอก ธีรชัย มาเป็น ผบ.ร.๑รอ. แทน ที่ถือว่าเป็นการ “ให้โบนัส” แก่นายทหารที่ร่วมดูแลความสงบเรียบร้อย ในช่วงการชุมนุม จนถึงการรัฐประหาร
เช่นเดียวกับที่ มีการเสนอย้าย พันเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี (เตรียมทหาร ๒๔) ผบ.ร.๑๑รอ. ที่เป็นตำแหน่งนี้มา 3ปีครึ่ง ขึ้นเป็น รองผบ.พล.๑รอ. ซึ่งก็ถือว่า สูงขึ้น แต่ทว่า ก็ไม่ได้คุมกำลัง
ทั้งนี้มีการมองว่า เพราะ พันเอก ทรงวิทย์ เป็นนายทหารที่มีผลงานในการรักษาความสงบเรียบร้อย ทั้งที่ รามคำแหง และสี่แยกหลักสี่ ในช่วงการชุมนุม
ที่ฮือฮาคือ การเสนอแต่งตั้ง เสธ.โต พันเอก สุชาติ พรมใหม่ นายทหารฝ่ายเสนาธิการ น้องรัก มือขวา ของ พลเอก อุดมเดช แกนนำตท.๒๗ มาเป็น ผบ.ร.๑๑รอ. คุมกำลังรบนี้แทน เพื่อความมั่นใจในการคุมกำลัง
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอเปลี่ยนตัว ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ ๓๑ รักษาพระองค์ (ผบ.ร.๓๑รอ.) หน่วยกำลังรบหลักอีกหน่วย ซึ่งเป็นกำลังรบที่มีขีดความสามารถ ในฐานะหน่วยพร้อมรบเคลื่อนที่เร็วของ ทบ.RDF โดยเสนอย้าย พันเอก กัณฑชัย ประจวบอารีย์ ผบ.ร.๓๑รอ. ซึ่งถูกนายทหารในหน่วย ไปร้องเรียนที่ทำเนียบรัฐบาล เรื่องการไม่ดูแลลูกน้อง ถูกโยกย้ายไปเป็น เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ ๑๓ (เสธ.มทบ.๑๓) ที่ลพบุรี นั่นเอง ทั้งๆที่เขา เพิ่งเป็น ผบ.ร.๓๑รอ. มาได้แค่ ๑ปีเท่านั้น ตามปกติแล้ว การเป็นผู้บังคับการกรม มักจะเป็นกน คนละ ๒-๓ ปี
โดยในรายชื่อ นั้น มีชื่อของ พันเอก พงษ์ศักดิ์ เอี่ยมพญา นายทหารเสือราชินี จากรองผบ.ร.๒๑รอ. มาเป็น ผบ.ร.๓๑ รอ. เลย โดย พันเอก พงศ์ศักดิ์ เป็นหนึ่งในนายทหารระดับผบ.หน่วยหลายสิบคน ที่ถูกกองกำลังชายชุดดำยิงถล่มโจมตี ที่ถนนดินสอ ในช่วงกระชับพื้นที่คนเสื้อแดง เมื่อ ๑๐ เม.ย.๒๕๕๓ ที่ผ่านมาด้วย
แต่มีรายงานว่า ตำแหน่งนี้ อาจจะไม่เป็นไปตามที่เสนอมา. หรือ ที่สุดอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ ในโผรายชื่อดังกล่าว ยังมีการเสนอย้าย พันเอก นฤดล ท้าวฤทธิ์ (ตท.๒๔) ผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่๑รักษาพระองค์( ผบ.ป.๑รอ.) เป็น เสธ.มณฑลทหารบกที่ ๑๓ และให้ พันเอก คชาชาติ บุญดี มา(ตท.๒๗) เป็น ผบ.ป.๑ รอ. ซึ่งเป็นหน่วยขึ้นตรงของ พล.๑รอ. แทน
รวมทั้ง การย้าย พันเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ ๒๑รักษาพระองค์ (ผบ.ร.๒๑รอ.) หน่วยทหารเสือราชินี ซึ่งเป็น เตรียมทหาร ๒๓ ให้โบนัส ขึ้นเป็น รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่๒รักษาพระองค์ (รองผบ.พล.ร.๒รอ.) แล้วให้ พันเอก วรยุทธ์ แก้ววิบูลย์พันธุ์ (ตท.๒๔) ขึ้นมาเป็น ผบ.ร.๒๑รอ. แทน
แต่อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ได้มีการประชุมพิจารณา รายชื่อที่เสนอมาแล้ว มีการปรับเปลี่ยนในบางตำแหน่ง ไม่ได้เป็นไปตามที่เสนอมาทั้งหมด แต่ก็เป็นไปตามที่เสนอมาเป็นส่วนใหญ่
โดยต้องรอคำสั่งอย่างเป็นทางการ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ตรงตามนึ้ทั้งหมด
สถานการณ์ข่าว3ต.ค.57
นายกฯ เป็น ปธ. ตักบาตรพระสงฆ์ 150 รูป อุทิศถวายแด่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา ร่วมเป็นประธานการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์สามเณร จำนวน 150 รูป อุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสคล้ายวันประสูติเป็นปีที่ 101 วันที่ 3 ตุลาคม และครบรอบ 1 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ บริเวณถนนพระสุเมรุ ด้านหน้าวัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดย นายกรัฐมนตรี ได้วางพวงมาลาในนามพุทธศาสนิกชนชาวไทย น้อมสำนึกในพระเมตตาคุณและพระกรุณาคุณ จากนั้น เข้าถวายสักการะพระศพ และถวายสักการะ สมเด็จพระวันรัต รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร ก่อนจะเดินทางชมนิทรรศการพระประวัติ
ทั้งนี้ บรรยากาศภายในงานมีทั้งคณะรัฐมนตรีผู้บัญชาการเหล่าทัพ รวมถึงหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมด้วย
----
นายกรัฐมนตรี เผย ได้รับรายงานจับผู้ต้องสงสัยคดีฆ่านักท่องเที่ยวเกาะเต่า เบื้องต้นแล้ว ขณะรายชื่อ สปช. รอโปรดเกล้าฯ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางออกจากวัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหารแล้ว ภายหลังร่วมเป็นประธานการทำบุญตักบาตรพระ
สงฆ์สามเณร เนื่องในโอกาสคล้ายวันประสูติเป็นปีที่ 101 วันที่ 3 ตุลาคม และครบรอบ 1 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยได้ตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างอาคาร 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จากนั้นเข้าชมนิทรรศการสัมพัจฉรานุสรณ์
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารับรายงานเบื้องต้นกรณีจับกุมผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี แล้ว ส่วนการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรายชื่อสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ขอให้รอก่อน
------------
ขรก.ทำเนียบ ทยอยเข้าปฏิบัติงาน จนท. เข้มคนเข้า-ออก ขณะ "พล.อ.ประยุทธ์" นั่งหัวโต๊ะประชุมบีโอไอ ช่วงบ่าย
ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าวันนี้ ยังเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย การรักษาความปลอดภัยยังเป็นไปด้วยความเข้มงวด มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำอยู่บริเวณจุดตรวจทางเข้า-ออก และเดินตรวจตรารักษาความปลอดภัยโดยรอบทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ยังคงทยอยเดินทางมาทำงานตามปกติ
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ในเวลา 13.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล
-------------
"ม.ร.ว.ปรีดิยาธร" เผย บอร์ดบีโอไอ อนุมัติโครงการ 18 โครงการ 80,000 ล้านบาท มั่นใจนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเหมือนเดิม
หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติโครงการ 18 โครงการ จำนวน 80,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการ Eco car ซึ่งเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางในการผลิต
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดส่งเสริมการลงทุนแบบเจาะตามโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมทั่วไปในประเทศลดลง โดยจะใช้เวลา 3 สัปดาห์ ในการรวบรวมข้อมูลก่อนเสนอให้นายกรัฐมนตรี รวมถึงส่งเสริมการลงทุนไปยังต่างประเทศ เนื่องจากไทยเตรียมขยายฐานการผลิตในต่างประเทศ เพื่อให้แข่งขันกับตลาดโลก ส่วนในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยางพารา นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้ดำเนินการเปิดนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ เพื่อผลิตยางพาราใช้ภายในประเทศ พร้อมดึงนักลงทุนต่างชาติเข้าร่วมลงทุน
ทั้งนี้ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร ยังกล่าวถึงภาพรวมการท่องเที่ยวในประเทศไทย จากเดิมมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยเดือนละ 2.3 ล้านคน และลดลงเรื่อย ๆ จากผลกระทบทางการเมือง จนกระทั่งเดือนกรกฎาคมมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นและเชื่อว่าสิ้นปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาเฉลี่ยที่ 2.3 ล้านคนเช่นเดิม
--------------
หม่อมอุ๋ย ย้ำ ให้เงินชาวนาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่ประชานิยม เพราะไม่จำเป็นต้องหาเสียงกับใคร
หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การอนุมัติงบประมานเพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรชาวนานั้น ไม่ได้เป็นนโยบายประชานิยม เพราะตนไม่ต้องหาเสียงกับใคร แต่เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเร็วกว่าการจ้างงานที่ต้องใช้เวลา
โดยการอนุมัติงบให้กับชาวนานั้น จะให้เฉพาะโครงการนาปี 57/58 เท่านั้น เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยจะไม่มีงบประมานสำหรับโครงการนาปรัง 58ในขณะที่การพิจารณายกเลิกกฎอัยการศึกในพื้นที่ท่องเที่ยว ขึ้นอยู่กับฝ่ายความมั่นคงจะพิจารณาตามความเหมาะสม
-------------
รมว.พลังงาน เผย นายกฯ เตรียมเจรจาความร่วมมือพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้าน เริ่ม เมียนมาร์ 9-10 ต.ค.นี้ พร้อมตั้งคณะทำงานร่วม
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การเดินทางไปยังประเทศเมียนมาร์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 9 - 10 ต.ค.นี้ จะเป็นการหารือถึงความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเฉพาะเรื่องพัฒนาศักยภาพการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ปัจจุบันเมียนมาร์ มีกำลังผลิตรวมเพียง 4,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ทางไทยสามารถผลิตได้กว่า 30,000 เมกะวัตต์ ซึ่งกระแสไฟฟ้าที่เหลือจากความต้องการใช้ในเมียนมาร์ จะส่งกลับมาใช้ในไทย นับเป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย โดยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไทยซื้อก๊าซจากเมียนมาร์ เพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้ามีมูลค่าสูงถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยต้องเผชิญความเสี่ยงทุกครั้งที่เมียนมาร์ปิดซ่อมบำรุงท่อส่งก๊าซ นอกจากนี้ เมียนมาร์ ยังต้องการให้ไทยช่วยเหลือพัฒนาระบบจำหน่ายน้ำมัน และการตั้งโรงกลั่นน้ำมัน เนื่องจากไทยมีหน่วยงานที่มีศักยภาพเช่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี ขณะที่ความร่วมมือกับประเทศกัมพูชา จะมีการตั้งคณะทำงานด้านพลังงาน ร่วมกันระหว่างกระทรวงพลังงานของไทยและกัมพูชา เพื่อพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในทะเล รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลให้แล้วเสร็จ
นอกจากนี้ นายณรงค์ชัย กล่าวว่า ในเดือนนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ชุดที่จะทำงานภายใต้การบริหารงานของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อทบทวนเรื่องการปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบให้มีความชัดเจนต่อไป
-------------
"ทนง" มองมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น รบ. ไม่ช่วยเศรษฐกิจขยายตัวมาก ขณะ เรื่องประชานิยมอยู่ที่มุมมอง
นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยผ่าน รายการ ไอ.เอ็น.เอ็น. โฟกัสเศรษฐกิจ ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลระยะสั้น ช่วง 3 เดือนนั้น มองว่าไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยขยายตัวมากนัก ซึ่งปัจจัยที่ช่วยผลักดัน ได้แก่ ภาคการส่งออก ที่ปัจจุบันมีแนวโน้มขยายตัวที่ลดลง ดังนั้นจึงต้องหาวิธีเพิ่มความสามารถการแข่งขันสินค้าไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการหลายรายต้องประสบปัญหาล้มละลายจากค่าแรงขั้นต่ำที่ถูกปรับขึ้นเป็น 300 บาทต่อวัน
นอกจากนี้ มาตรการจ่ายเงินอุดหนุนให้ชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 15 ไร่นั้น ส่วนตัวมีความเป็นห่วงชาวนาทางภาคอีสานมากกว่า เนื่องจากมีปัจจัยการผลิตที่ไม่เอื้อเหมือนภาคกลางที่สามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2-3 ครั้ง
ขณะที่นโยบายต่าง ๆ ที่ออกมาจะเป็นประชานิยมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคลมากกว่า
////////////////
สภาพร้อมรับ สปช.รายงานตัว
"จเร" ยัน สนง.เลขาธิการสภาฯ พร้อมรับ สปช. รายงานตัว ขณะประชุมนัดแรกเลือก ปธ. - รอง พร้อมกำหนดกรอบงาน
นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสำนักงานเลขาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้เตรียมความพร้อมด้านสถานที่รับรายงานตัวของ สมาชิก
สปช. ซึ่งตามขั้นตอนหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ก็จะเปิดให้รายงานตัวในวันรุ่งขึ้น โดยจะเปิดให้รายงานตัว 5 วัน จากนั้น จะเป็นการประชุมนัดแรก โดยมีวาระการพิจารณาเลือกประธาน และรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ พร้อมหารือกำหนดกรอบการทำงานของ สปช.
อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวจะต้องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา หรือ กร. เพื่อให้เกิดความชัดเจนซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 1-2 เดือน จะทราบผล
------------
"สุรชัย" คาด ป.ป.ช. ส่งเรื่องถอดถอนถึง สนช. สัปดาห์หน้า ขอเชื่อมั่นการทำงาน ยึดหลัก กม. ยัน ไม่ก้าวก่าย
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 กล่าวว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังไม่ได้ส่งเรื่องถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกลับมาที่ สนช. คาดว่าทาง ป.ป.ช. จะส่งเรื่องมาในสัปดาห์หน้าและไม่ถือเป็นการล่าช้าเพราะเป็นเรื่องของระบบการทำงานของ ป.ป.ช. ซึ่งจะต้องจัดทำรายงานก่อน หากเรื่องมาถึง สนช. ก็จะนำเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาทันทีว่าสำนวนคดีนั้นเข้าค่ายความผิดหรือไม่ ซึ่งจะพิจารณาด้วยความยุติธรรมตามหลักกฎหมาย โดยจะพิจารณาเป็นรายกรณี
อย่างไรก็ตาม นายสุรชัย ขอให้เชื่อมั่นการทำงานของสภาเพราะในการพิจารณาถอดถอนนั้นการทำงานเป็นขั้นตอน และ สนช. จะยึดตัวบทกฎหมายเป็นสำคัญและไม่ก้าวก่ายในส่วนงานของ ป.ป.ช. อย่างเด็ดขาด
//////////////
"พล.อ.อุดมเดช" พร้อม "พล.อ.ประวิตร" ลงชายแดนใต้ มอนนโยบาย เยี่ยมกำลังพล ยัน จับคนฆ่าฝรั่งไม่จัดฉาก
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้เดินทางด้วยเครื่องบินของกองทัพบกไทย จากฝูงเครื่องบินกองการบิน กรมการขนส่งทหารบก เพื่อเดินทางไปยังจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อมอบนโยบายและเยี่ยมให้กำลังใจกับกำลังพลและประชาชนในพื้นที่
ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงทีมพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้ว่า ในขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน ต้องรอให้มีการประชุมอีกครั้ง ส่วนกรณีการฆ่า 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี นั้นยืนยันไม่ใช่การจัดฉากหรือการจับแพะแต่อย่างใด
-------------
"พล.ท.กัมปนาท" ปรับลดกำลังพล เพิ่มชุดมวลชนสร้างความเข้าใจ ปชช. ขณะ หากมีคำสั่งเลิกอัยการศึก พร้อมปฏิบัติ
พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 และผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กล่าวภายหลังการเป็นประธานในการอบรมแนวทางการปฏิบัติงานด้านกิจการพลเรือนให้กับเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการมวลชนกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาคที่ 1 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ว่า ขณะนี้ได้เข้าสู่โรดแมปในระยะที่ 2 จึงได้มีการลดบทบาทและกำลังพลเจ้าหน้าที่ทหาร รวมถึงเป็นการลดค่าใช้จ่ายเพื่อนำงบประมาณมาบริหารประเทศในด้านต่าง ๆ วันนี้ จึงได้มีการจัดอบรมชุดปฏิบัติการมวลชน เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงชี้แจงการทำงานของ คสช. และรัฐบาล เช่น การชี้แจงกรณีนโยบายมอบเงินให้ชาวนา ไร่ละ 1 พันบาท โดยชุดปฏิบัติการดังกล่าวจะทำงานควบคู่ไปกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และมีการประเมินผลงาน 3 เดือน
ส่วนยกเลิกกฎอัยการศึกนั้น ขณะนี้ กำลังอยู่ในขั้นการประเมินสถานการณ์ในทุกมิติ ซึ่งหากมีคำสั่งมานั้นทางกองทัพภาคที่ 1 ก็พร้อมปฏิบัติตาม
นอกจากนี้ พล.ท.กัมปนาท กล่าวว่า ได้ชี้แจงบัญชีทั้งหมดกับ ป.ป.ช. แล้ว และทรัพย์สินทั้งหมดเป็นมรดกซึ่งไม่ได้มีสิ่งใดเพิ่มเติม
/////////////
ป.ป.ช. เปิดแสดงบัญชีทรัพย์สิน 195 สนช. ให้ติดตามตรวจสอบวันแรก ขณะ จนท. ทยอยปฏิบัติงานต่อเนื่อง
บรรยายกาศสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในช่วงเช้าวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พนักงานและเจ้าหน้าที่ทยอยเดินทางเข้ามาปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ยืนประจำตามจุดต่าง ๆ คอยดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
ขณะที่ ในวันนี้จะมีการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 195 คน ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ห้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตั้งแต่เวลา 08.30 น.
อย่างไรก็ตาม การแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิก สนช.นี้ มีขึ้นตั้งแต่วันที่ 3 - 17 ต.ค. บุคคลทั่วไปสามารถเข้าติดตามตรวจสอบได้
-----------
ป.ป.ช. เผย "รัชตะ - อาคม" ยังไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน หลังลาออก สนช. ร่วม ครม. ขณะ รมต. แสดงแล้ว 26 คน
นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการกรรมดารป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า มีสมาชิกยื่นแสดงบัญชีทรัพย์และหนี้สิน 195 คน จากทั้งหมด 197 คน ซึ่งผู้ที่ไม่ยื่นคือ น.พ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ลาออกไปรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ทาง ป.ป.ช. ได้ส่งหนังสือถึงทั้ง 2 คน ให้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. พร้อมทั้งชี้แจงถึงสาเหตุที่ไม่ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินตามกำหนด เพื่อพิจารณาดูขัดต่อข้อกฎหมายหรือไม่
โดยทั้ง 2 คน ยังคงต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินในตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย ซึ่งจนถึงขณะนี้คณะรัฐมนตรียื่นแสดงบัญชีทรัพย์แล้ว 26 คน เหลืออีก 7 คน ซึ่งคาดว่าจะครบภายในวันนี้ และสามารถแสดงรายการได้ในช่วงปลายเดือนตุลาคม นี้
อย่างไรก็ตาม ทาง ป.ป.ช. จะเก็บรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไว้ เพื่อเปรียบเทียบกับรายการบัญชีทรัพย์ภายหลังจากที่พ้นจากตำแหน่ง หากพบว่ามีเจตนาแจ้งเอกสารเท็จ ทาง ป.ป.ช. จะส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ซึ่งมีโทษสูงสุดคือ ตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี
------------------
ป.ป.ช. เปิดบัญชีทรัพย์สิน สนช. "อิสระ" รวยสุด 5,225 ล. ขณะ "จักรทิพย์" 962 ล. "พรเพชร" 48 ล. "นพดล" 21 ล.
สรุปรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 197 คน ที่เข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 8 ต.ค. โดยสมาชิก ที่มีทรัพย์สินมาก 3 อันดับแรก คือ
1. นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าไทย มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 5,225,733,163.03 บาท
2. นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ ประธานกรรมการ บริษัท โรงแรมปาร์คนายเลิศ จำกัด มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,313,781,715.39 บาท
3. พลตำรวจโทจักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาการรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 962,067,522.93 บาท
ส่วน นายสมพร เทพสิทธา อดีตประธานคณะทำงานการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นสมาชิกที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุด คือ 160,735.46 บาท โดยไม่มีหนี้สิน
ขณะที่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 48,536,225.25 บาท นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 177,134,015.43 บาท และ พล.อ.นพดล อินทปัญญา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 21,313,634.94 บาท
---------------------
"วัชระ" แถลง ขอ ป.ป.ช. ตรวจสอบการทำงาน อดุลย์ สมัยนั่ง ผบ.ตร. หลังไม่ถอดยศ "ทักษิณ" หากไม่คืบ จ่อยื่นนายกฯ
นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวที่การพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ต้องการให้ตรวจสอบการทำงานของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในขณะดำรงแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กรณีไม่ดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ทั้งนี้ หากไม่มีความคืบหน้า นายวัชระ จะเดินทางไปยื่นหนังสือแก่ พล.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในสัปดาห์หน้าต่อไป
อย่างไรก็ตาม ขอสนับสนุนการทำงานและเชื่อมั่นในการทำงานของนายกรัฐมนตรี
----------------
"วัชระ" ยืนหนังสือ ป.ป.ช. ตรวจสอบ "พล.ต.อ.อดุลย์" แล้ว หนุน นายกฯ แก้ปัญหาประเทศสำเร็จ
วันนี้ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมายื่นหนังสือถึง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการชี้มูลความผิดคดีอาญาและเอาผิดทางวินัยตำรวจกับ พล.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จากกรณีไม่ดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 2 ปี และเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดีอาญาร้ายแรงถึง 5 คดี แต่ พล.ต.อ.อดุลย์ ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ทั้งนี้ นายวัชระ กล่าวว่า การเดินทางมายื่นครั้งนี้ไม่ได้แปลว่า ไม่สนับสนุนรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แต่สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินการแก้ไขปัญหาของประเทศได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม สัปดาห์หน้าจะเดินทางไปยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อไป
-/////////////////
รรท.ผบช.ภ.8 เผย ผลตรวจดีเอ็นเอ 2 พม่า ฆ่าแหม่มอังกฤษตรงกับอสุจิทั้งคู่ ขอศาลหมายจับ ก่อน ผบ.ตร. แถลงและนำตัวทำแผนทันทีวันนี้
พล.ต.ต.เดชา บุตรน้ำเพชร รรท.ผบช.ภ.8 เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า ความคืบหน้า การรวบรวมพยานหลักฐาน เอาผิด 2 แรงงานต่างด้าวชาวพม่า 2 คน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฆ่าข่มขืนโหด 2 นักท่องที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า ล่าสุดผลตรวจดีเอ็นเอ ออกมาแล้ว ปรากฏว่าตรงกับอสุจิที่พบในตัวผู้ตาย ซึ่งทาง พงส.ได้นำเอกสารเพื่อไปขอหมายศาลสมุยอนุมัติออกหมายจับทั้ง 2 คน ทันทีที่ศาลเปิดทำการในวันนี้ (3 ต.ค.) ก่อนที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ที่เดินทางลงพื้นที่ เกาะเต่า เมื่อคืนวานนี้จะทำการแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 รายนี้อีกครั้ง ที่ สภ.ย่อยเกาะเต่า จากนั้น ตร.จะนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ณ จุดเกิดเหตุทันที
นอกจากนี้ การควบคุมตัว ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ที่ สภ.ย่อยเกาะเต่า เป็นไปด้วยความเข้มงวด เนื่องจากเป็นคดีสำคัญระดับประเทศคดีหนึ่ง
--------------
รรท.ผบช.ภ.8 เผย ผบ.ตร. สั่งเร่งสรุปสำนวน 2 พม่า สั่งห้องส่งอัยการภายในวันอังคารที่จะถึงนี้ หลังนำตัวทำแผนแล้ว
พล.ต.ต.เดชา บุตรน้ำเพชร รรท.ผบช.ภ.8 เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้นำตัว 2 ผู้ต้องหาชาวพม่า ที่ก่อเหตุฆ่าข่มขืน 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ บนเกาะเต่า ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ณ จุดเกิดหตุแล้ว โดยมีประชาชนที่สนใจมามงดูจำนวนมาก โดยมีตร.ควบคุมฝูงชน 2 กองร้อย ดูแลความเรียบร้อย และทาง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พงส.ในคดีนี้ เร่งสรุปสำนวนทั้งหมด เพื่อส่งอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องต่อไป ในวันอังคารที่ 9 ต.ค. นี้ เพราะเนื่องจากเป็นคดีสำคัญ
-----------------
ผบ.ตร. แถลงผลการจับกุม คนร้ายชาวพม่า 2 คน ที่ลงมือฆ่า 2 นักท่องเที่ยว ชาวอังกฤษที่ เกาะเต่า
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. พร้อมทั้งชุบสืบสวนกลาง ชุดสอบสวนภูเก็ต ตร.สภ.เกาะพะงัน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แถลงผลการจับกุม นายเวพิว หรือ วิน (ไม่ทราบนามสกุล) อายุ 21 ปี และ นายซอลิน หรือ โซเรน อายุ 21 ปี (ไม่ทราบนามสกุล) สัญชาติเมียนมาร์ (ยะไข่) ผู้ต้องหาก่อเหตุฆ่าตกรรม นายเดวิด วิลเลียม อายุ 24 ปี และ น.ส.ฮันนาห์ วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา บริเวณหาดทรายรี ต.เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมทำแผนประกอบคำรับสารภาพตรงจุดเกิดเหตุ จากการสืบสวนทราบว่าวันเกิดเหตุขณะผู้เสียชีวิตทั้ง 2 เดินเล่นอยู่บริเวณหาดทรายรี ผู้ต้องหาได้ใช้จอบฟาดเข้าที่ต้นคอของ นายเดวิด จนหมดสติ จากนั้นจึงช่วยกันลาก น.ส.ฮันนาห์ ไปรุมข่มขืน และใช้จอบอันเดิมฟาดเข้าที่หน้าหลายครั้งจนเสียชีวิต แล้วลาก นายเดวิด ไปโยนทิ้งน้ำก่อนแยกย้ายกันหลบหนี
เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจสอบจากวัตถุพยาน หลักฐานในที่เกิดเหตุ รวมทั้งกล้องบริเวณจุดเกิด จนสามารถรู้ตัวคนร้ายก่อนเข้าจับกุมตัวในวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา พร้อมตั้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา โดยร่วมกระทำความผิดเป็นลักษณะโทรมหญิง จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ผู้ต้องหาทั้ง2 ให้การรับสารภาพว่าเป็นคนก่อเหตุจริง ด้านโทรศัพท์ที่เอาไปนั้นใช้งานไม่ได้จึงทุบแล้วโยนทิ้งป่าหลังห้อง นายวิน จนมาถูกจับกุมได้
---------------------
รรท.ผบช.พฐ. เผยผลตรวจดีเอ็นเอ 3 พม่า ตรงกับอสุจิแหม่มอังกฤษจริง ส่งผลตรวจให้ พงส. ไปแล้ว
พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก รรท.ผบช.สพฐ.ตร. เปิดเผยถึง ผลการตรวจดีเอ็นเอเปรียบเทียบของผู้ต้องสงสัยชาวพม่า 3 รายที่ฆ่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า ว่า ยืนยันผลการตรวจพบว่า ดีเอ็นเอ 2
รายตรงกับดีเอ็นเออสุจิที่พบในช่องคลอดของผู้ตาย ส่วนอีก 1 รายดีเอ็นเอ ตรงกับก้นบุหรี่ที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งได้ส่งผลการตรวจให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา ร่วมเป็นประธานการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์สามเณร จำนวน 150 รูป อุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสคล้ายวันประสูติเป็นปีที่ 101 วันที่ 3 ตุลาคม และครบรอบ 1 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ บริเวณถนนพระสุเมรุ ด้านหน้าวัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดย นายกรัฐมนตรี ได้วางพวงมาลาในนามพุทธศาสนิกชนชาวไทย น้อมสำนึกในพระเมตตาคุณและพระกรุณาคุณ จากนั้น เข้าถวายสักการะพระศพ และถวายสักการะ สมเด็จพระวันรัต รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร ก่อนจะเดินทางชมนิทรรศการพระประวัติ
ทั้งนี้ บรรยากาศภายในงานมีทั้งคณะรัฐมนตรีผู้บัญชาการเหล่าทัพ รวมถึงหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมด้วย
----
นายกรัฐมนตรี เผย ได้รับรายงานจับผู้ต้องสงสัยคดีฆ่านักท่องเที่ยวเกาะเต่า เบื้องต้นแล้ว ขณะรายชื่อ สปช. รอโปรดเกล้าฯ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางออกจากวัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหารแล้ว ภายหลังร่วมเป็นประธานการทำบุญตักบาตรพระ
สงฆ์สามเณร เนื่องในโอกาสคล้ายวันประสูติเป็นปีที่ 101 วันที่ 3 ตุลาคม และครบรอบ 1 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยได้ตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างอาคาร 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จากนั้นเข้าชมนิทรรศการสัมพัจฉรานุสรณ์
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารับรายงานเบื้องต้นกรณีจับกุมผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี แล้ว ส่วนการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรายชื่อสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ขอให้รอก่อน
------------
ขรก.ทำเนียบ ทยอยเข้าปฏิบัติงาน จนท. เข้มคนเข้า-ออก ขณะ "พล.อ.ประยุทธ์" นั่งหัวโต๊ะประชุมบีโอไอ ช่วงบ่าย
ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าวันนี้ ยังเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย การรักษาความปลอดภัยยังเป็นไปด้วยความเข้มงวด มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำอยู่บริเวณจุดตรวจทางเข้า-ออก และเดินตรวจตรารักษาความปลอดภัยโดยรอบทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ยังคงทยอยเดินทางมาทำงานตามปกติ
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ในเวลา 13.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล
-------------
"ม.ร.ว.ปรีดิยาธร" เผย บอร์ดบีโอไอ อนุมัติโครงการ 18 โครงการ 80,000 ล้านบาท มั่นใจนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเหมือนเดิม
หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติโครงการ 18 โครงการ จำนวน 80,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการ Eco car ซึ่งเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางในการผลิต
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดส่งเสริมการลงทุนแบบเจาะตามโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมทั่วไปในประเทศลดลง โดยจะใช้เวลา 3 สัปดาห์ ในการรวบรวมข้อมูลก่อนเสนอให้นายกรัฐมนตรี รวมถึงส่งเสริมการลงทุนไปยังต่างประเทศ เนื่องจากไทยเตรียมขยายฐานการผลิตในต่างประเทศ เพื่อให้แข่งขันกับตลาดโลก ส่วนในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยางพารา นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้ดำเนินการเปิดนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ เพื่อผลิตยางพาราใช้ภายในประเทศ พร้อมดึงนักลงทุนต่างชาติเข้าร่วมลงทุน
ทั้งนี้ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร ยังกล่าวถึงภาพรวมการท่องเที่ยวในประเทศไทย จากเดิมมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยเดือนละ 2.3 ล้านคน และลดลงเรื่อย ๆ จากผลกระทบทางการเมือง จนกระทั่งเดือนกรกฎาคมมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นและเชื่อว่าสิ้นปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาเฉลี่ยที่ 2.3 ล้านคนเช่นเดิม
--------------
หม่อมอุ๋ย ย้ำ ให้เงินชาวนาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่ประชานิยม เพราะไม่จำเป็นต้องหาเสียงกับใคร
หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การอนุมัติงบประมานเพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรชาวนานั้น ไม่ได้เป็นนโยบายประชานิยม เพราะตนไม่ต้องหาเสียงกับใคร แต่เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเร็วกว่าการจ้างงานที่ต้องใช้เวลา
โดยการอนุมัติงบให้กับชาวนานั้น จะให้เฉพาะโครงการนาปี 57/58 เท่านั้น เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยจะไม่มีงบประมานสำหรับโครงการนาปรัง 58ในขณะที่การพิจารณายกเลิกกฎอัยการศึกในพื้นที่ท่องเที่ยว ขึ้นอยู่กับฝ่ายความมั่นคงจะพิจารณาตามความเหมาะสม
-------------
รมว.พลังงาน เผย นายกฯ เตรียมเจรจาความร่วมมือพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้าน เริ่ม เมียนมาร์ 9-10 ต.ค.นี้ พร้อมตั้งคณะทำงานร่วม
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การเดินทางไปยังประเทศเมียนมาร์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 9 - 10 ต.ค.นี้ จะเป็นการหารือถึงความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเฉพาะเรื่องพัฒนาศักยภาพการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ปัจจุบันเมียนมาร์ มีกำลังผลิตรวมเพียง 4,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ทางไทยสามารถผลิตได้กว่า 30,000 เมกะวัตต์ ซึ่งกระแสไฟฟ้าที่เหลือจากความต้องการใช้ในเมียนมาร์ จะส่งกลับมาใช้ในไทย นับเป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย โดยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไทยซื้อก๊าซจากเมียนมาร์ เพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้ามีมูลค่าสูงถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยต้องเผชิญความเสี่ยงทุกครั้งที่เมียนมาร์ปิดซ่อมบำรุงท่อส่งก๊าซ นอกจากนี้ เมียนมาร์ ยังต้องการให้ไทยช่วยเหลือพัฒนาระบบจำหน่ายน้ำมัน และการตั้งโรงกลั่นน้ำมัน เนื่องจากไทยมีหน่วยงานที่มีศักยภาพเช่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี ขณะที่ความร่วมมือกับประเทศกัมพูชา จะมีการตั้งคณะทำงานด้านพลังงาน ร่วมกันระหว่างกระทรวงพลังงานของไทยและกัมพูชา เพื่อพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในทะเล รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลให้แล้วเสร็จ
นอกจากนี้ นายณรงค์ชัย กล่าวว่า ในเดือนนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ชุดที่จะทำงานภายใต้การบริหารงานของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อทบทวนเรื่องการปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบให้มีความชัดเจนต่อไป
-------------
"ทนง" มองมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น รบ. ไม่ช่วยเศรษฐกิจขยายตัวมาก ขณะ เรื่องประชานิยมอยู่ที่มุมมอง
นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยผ่าน รายการ ไอ.เอ็น.เอ็น. โฟกัสเศรษฐกิจ ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลระยะสั้น ช่วง 3 เดือนนั้น มองว่าไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยขยายตัวมากนัก ซึ่งปัจจัยที่ช่วยผลักดัน ได้แก่ ภาคการส่งออก ที่ปัจจุบันมีแนวโน้มขยายตัวที่ลดลง ดังนั้นจึงต้องหาวิธีเพิ่มความสามารถการแข่งขันสินค้าไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการหลายรายต้องประสบปัญหาล้มละลายจากค่าแรงขั้นต่ำที่ถูกปรับขึ้นเป็น 300 บาทต่อวัน
นอกจากนี้ มาตรการจ่ายเงินอุดหนุนให้ชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 15 ไร่นั้น ส่วนตัวมีความเป็นห่วงชาวนาทางภาคอีสานมากกว่า เนื่องจากมีปัจจัยการผลิตที่ไม่เอื้อเหมือนภาคกลางที่สามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2-3 ครั้ง
ขณะที่นโยบายต่าง ๆ ที่ออกมาจะเป็นประชานิยมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคลมากกว่า
////////////////
สภาพร้อมรับ สปช.รายงานตัว
"จเร" ยัน สนง.เลขาธิการสภาฯ พร้อมรับ สปช. รายงานตัว ขณะประชุมนัดแรกเลือก ปธ. - รอง พร้อมกำหนดกรอบงาน
นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสำนักงานเลขาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้เตรียมความพร้อมด้านสถานที่รับรายงานตัวของ สมาชิก
สปช. ซึ่งตามขั้นตอนหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ก็จะเปิดให้รายงานตัวในวันรุ่งขึ้น โดยจะเปิดให้รายงานตัว 5 วัน จากนั้น จะเป็นการประชุมนัดแรก โดยมีวาระการพิจารณาเลือกประธาน และรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ พร้อมหารือกำหนดกรอบการทำงานของ สปช.
อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวจะต้องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา หรือ กร. เพื่อให้เกิดความชัดเจนซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 1-2 เดือน จะทราบผล
------------
"สุรชัย" คาด ป.ป.ช. ส่งเรื่องถอดถอนถึง สนช. สัปดาห์หน้า ขอเชื่อมั่นการทำงาน ยึดหลัก กม. ยัน ไม่ก้าวก่าย
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 กล่าวว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังไม่ได้ส่งเรื่องถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกลับมาที่ สนช. คาดว่าทาง ป.ป.ช. จะส่งเรื่องมาในสัปดาห์หน้าและไม่ถือเป็นการล่าช้าเพราะเป็นเรื่องของระบบการทำงานของ ป.ป.ช. ซึ่งจะต้องจัดทำรายงานก่อน หากเรื่องมาถึง สนช. ก็จะนำเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาทันทีว่าสำนวนคดีนั้นเข้าค่ายความผิดหรือไม่ ซึ่งจะพิจารณาด้วยความยุติธรรมตามหลักกฎหมาย โดยจะพิจารณาเป็นรายกรณี
อย่างไรก็ตาม นายสุรชัย ขอให้เชื่อมั่นการทำงานของสภาเพราะในการพิจารณาถอดถอนนั้นการทำงานเป็นขั้นตอน และ สนช. จะยึดตัวบทกฎหมายเป็นสำคัญและไม่ก้าวก่ายในส่วนงานของ ป.ป.ช. อย่างเด็ดขาด
//////////////
"พล.อ.อุดมเดช" พร้อม "พล.อ.ประวิตร" ลงชายแดนใต้ มอนนโยบาย เยี่ยมกำลังพล ยัน จับคนฆ่าฝรั่งไม่จัดฉาก
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้เดินทางด้วยเครื่องบินของกองทัพบกไทย จากฝูงเครื่องบินกองการบิน กรมการขนส่งทหารบก เพื่อเดินทางไปยังจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อมอบนโยบายและเยี่ยมให้กำลังใจกับกำลังพลและประชาชนในพื้นที่
ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงทีมพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้ว่า ในขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน ต้องรอให้มีการประชุมอีกครั้ง ส่วนกรณีการฆ่า 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี นั้นยืนยันไม่ใช่การจัดฉากหรือการจับแพะแต่อย่างใด
-------------
"พล.ท.กัมปนาท" ปรับลดกำลังพล เพิ่มชุดมวลชนสร้างความเข้าใจ ปชช. ขณะ หากมีคำสั่งเลิกอัยการศึก พร้อมปฏิบัติ
พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 และผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กล่าวภายหลังการเป็นประธานในการอบรมแนวทางการปฏิบัติงานด้านกิจการพลเรือนให้กับเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการมวลชนกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาคที่ 1 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ว่า ขณะนี้ได้เข้าสู่โรดแมปในระยะที่ 2 จึงได้มีการลดบทบาทและกำลังพลเจ้าหน้าที่ทหาร รวมถึงเป็นการลดค่าใช้จ่ายเพื่อนำงบประมาณมาบริหารประเทศในด้านต่าง ๆ วันนี้ จึงได้มีการจัดอบรมชุดปฏิบัติการมวลชน เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงชี้แจงการทำงานของ คสช. และรัฐบาล เช่น การชี้แจงกรณีนโยบายมอบเงินให้ชาวนา ไร่ละ 1 พันบาท โดยชุดปฏิบัติการดังกล่าวจะทำงานควบคู่ไปกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และมีการประเมินผลงาน 3 เดือน
ส่วนยกเลิกกฎอัยการศึกนั้น ขณะนี้ กำลังอยู่ในขั้นการประเมินสถานการณ์ในทุกมิติ ซึ่งหากมีคำสั่งมานั้นทางกองทัพภาคที่ 1 ก็พร้อมปฏิบัติตาม
นอกจากนี้ พล.ท.กัมปนาท กล่าวว่า ได้ชี้แจงบัญชีทั้งหมดกับ ป.ป.ช. แล้ว และทรัพย์สินทั้งหมดเป็นมรดกซึ่งไม่ได้มีสิ่งใดเพิ่มเติม
/////////////
ป.ป.ช. เปิดแสดงบัญชีทรัพย์สิน 195 สนช. ให้ติดตามตรวจสอบวันแรก ขณะ จนท. ทยอยปฏิบัติงานต่อเนื่อง
บรรยายกาศสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในช่วงเช้าวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พนักงานและเจ้าหน้าที่ทยอยเดินทางเข้ามาปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ยืนประจำตามจุดต่าง ๆ คอยดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
ขณะที่ ในวันนี้จะมีการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 195 คน ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ห้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตั้งแต่เวลา 08.30 น.
อย่างไรก็ตาม การแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิก สนช.นี้ มีขึ้นตั้งแต่วันที่ 3 - 17 ต.ค. บุคคลทั่วไปสามารถเข้าติดตามตรวจสอบได้
-----------
ป.ป.ช. เผย "รัชตะ - อาคม" ยังไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน หลังลาออก สนช. ร่วม ครม. ขณะ รมต. แสดงแล้ว 26 คน
นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการกรรมดารป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า มีสมาชิกยื่นแสดงบัญชีทรัพย์และหนี้สิน 195 คน จากทั้งหมด 197 คน ซึ่งผู้ที่ไม่ยื่นคือ น.พ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ลาออกไปรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ทาง ป.ป.ช. ได้ส่งหนังสือถึงทั้ง 2 คน ให้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. พร้อมทั้งชี้แจงถึงสาเหตุที่ไม่ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินตามกำหนด เพื่อพิจารณาดูขัดต่อข้อกฎหมายหรือไม่
โดยทั้ง 2 คน ยังคงต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินในตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย ซึ่งจนถึงขณะนี้คณะรัฐมนตรียื่นแสดงบัญชีทรัพย์แล้ว 26 คน เหลืออีก 7 คน ซึ่งคาดว่าจะครบภายในวันนี้ และสามารถแสดงรายการได้ในช่วงปลายเดือนตุลาคม นี้
อย่างไรก็ตาม ทาง ป.ป.ช. จะเก็บรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไว้ เพื่อเปรียบเทียบกับรายการบัญชีทรัพย์ภายหลังจากที่พ้นจากตำแหน่ง หากพบว่ามีเจตนาแจ้งเอกสารเท็จ ทาง ป.ป.ช. จะส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ซึ่งมีโทษสูงสุดคือ ตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี
------------------
ป.ป.ช. เปิดบัญชีทรัพย์สิน สนช. "อิสระ" รวยสุด 5,225 ล. ขณะ "จักรทิพย์" 962 ล. "พรเพชร" 48 ล. "นพดล" 21 ล.
สรุปรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 197 คน ที่เข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 8 ต.ค. โดยสมาชิก ที่มีทรัพย์สินมาก 3 อันดับแรก คือ
1. นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าไทย มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 5,225,733,163.03 บาท
2. นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ ประธานกรรมการ บริษัท โรงแรมปาร์คนายเลิศ จำกัด มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,313,781,715.39 บาท
3. พลตำรวจโทจักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาการรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 962,067,522.93 บาท
ส่วน นายสมพร เทพสิทธา อดีตประธานคณะทำงานการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นสมาชิกที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุด คือ 160,735.46 บาท โดยไม่มีหนี้สิน
ขณะที่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 48,536,225.25 บาท นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 177,134,015.43 บาท และ พล.อ.นพดล อินทปัญญา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 21,313,634.94 บาท
---------------------
"วัชระ" แถลง ขอ ป.ป.ช. ตรวจสอบการทำงาน อดุลย์ สมัยนั่ง ผบ.ตร. หลังไม่ถอดยศ "ทักษิณ" หากไม่คืบ จ่อยื่นนายกฯ
นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวที่การพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ต้องการให้ตรวจสอบการทำงานของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในขณะดำรงแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กรณีไม่ดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ทั้งนี้ หากไม่มีความคืบหน้า นายวัชระ จะเดินทางไปยื่นหนังสือแก่ พล.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในสัปดาห์หน้าต่อไป
อย่างไรก็ตาม ขอสนับสนุนการทำงานและเชื่อมั่นในการทำงานของนายกรัฐมนตรี
----------------
"วัชระ" ยืนหนังสือ ป.ป.ช. ตรวจสอบ "พล.ต.อ.อดุลย์" แล้ว หนุน นายกฯ แก้ปัญหาประเทศสำเร็จ
วันนี้ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมายื่นหนังสือถึง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการชี้มูลความผิดคดีอาญาและเอาผิดทางวินัยตำรวจกับ พล.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จากกรณีไม่ดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 2 ปี และเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดีอาญาร้ายแรงถึง 5 คดี แต่ พล.ต.อ.อดุลย์ ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ทั้งนี้ นายวัชระ กล่าวว่า การเดินทางมายื่นครั้งนี้ไม่ได้แปลว่า ไม่สนับสนุนรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แต่สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินการแก้ไขปัญหาของประเทศได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม สัปดาห์หน้าจะเดินทางไปยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อไป
-/////////////////
รรท.ผบช.ภ.8 เผย ผลตรวจดีเอ็นเอ 2 พม่า ฆ่าแหม่มอังกฤษตรงกับอสุจิทั้งคู่ ขอศาลหมายจับ ก่อน ผบ.ตร. แถลงและนำตัวทำแผนทันทีวันนี้
พล.ต.ต.เดชา บุตรน้ำเพชร รรท.ผบช.ภ.8 เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า ความคืบหน้า การรวบรวมพยานหลักฐาน เอาผิด 2 แรงงานต่างด้าวชาวพม่า 2 คน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฆ่าข่มขืนโหด 2 นักท่องที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า ล่าสุดผลตรวจดีเอ็นเอ ออกมาแล้ว ปรากฏว่าตรงกับอสุจิที่พบในตัวผู้ตาย ซึ่งทาง พงส.ได้นำเอกสารเพื่อไปขอหมายศาลสมุยอนุมัติออกหมายจับทั้ง 2 คน ทันทีที่ศาลเปิดทำการในวันนี้ (3 ต.ค.) ก่อนที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ที่เดินทางลงพื้นที่ เกาะเต่า เมื่อคืนวานนี้จะทำการแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 รายนี้อีกครั้ง ที่ สภ.ย่อยเกาะเต่า จากนั้น ตร.จะนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ณ จุดเกิดเหตุทันที
นอกจากนี้ การควบคุมตัว ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ที่ สภ.ย่อยเกาะเต่า เป็นไปด้วยความเข้มงวด เนื่องจากเป็นคดีสำคัญระดับประเทศคดีหนึ่ง
--------------
รรท.ผบช.ภ.8 เผย ผบ.ตร. สั่งเร่งสรุปสำนวน 2 พม่า สั่งห้องส่งอัยการภายในวันอังคารที่จะถึงนี้ หลังนำตัวทำแผนแล้ว
พล.ต.ต.เดชา บุตรน้ำเพชร รรท.ผบช.ภ.8 เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้นำตัว 2 ผู้ต้องหาชาวพม่า ที่ก่อเหตุฆ่าข่มขืน 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ บนเกาะเต่า ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ณ จุดเกิดหตุแล้ว โดยมีประชาชนที่สนใจมามงดูจำนวนมาก โดยมีตร.ควบคุมฝูงชน 2 กองร้อย ดูแลความเรียบร้อย และทาง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พงส.ในคดีนี้ เร่งสรุปสำนวนทั้งหมด เพื่อส่งอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องต่อไป ในวันอังคารที่ 9 ต.ค. นี้ เพราะเนื่องจากเป็นคดีสำคัญ
-----------------
ผบ.ตร. แถลงผลการจับกุม คนร้ายชาวพม่า 2 คน ที่ลงมือฆ่า 2 นักท่องเที่ยว ชาวอังกฤษที่ เกาะเต่า
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. พร้อมทั้งชุบสืบสวนกลาง ชุดสอบสวนภูเก็ต ตร.สภ.เกาะพะงัน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แถลงผลการจับกุม นายเวพิว หรือ วิน (ไม่ทราบนามสกุล) อายุ 21 ปี และ นายซอลิน หรือ โซเรน อายุ 21 ปี (ไม่ทราบนามสกุล) สัญชาติเมียนมาร์ (ยะไข่) ผู้ต้องหาก่อเหตุฆ่าตกรรม นายเดวิด วิลเลียม อายุ 24 ปี และ น.ส.ฮันนาห์ วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา บริเวณหาดทรายรี ต.เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมทำแผนประกอบคำรับสารภาพตรงจุดเกิดเหตุ จากการสืบสวนทราบว่าวันเกิดเหตุขณะผู้เสียชีวิตทั้ง 2 เดินเล่นอยู่บริเวณหาดทรายรี ผู้ต้องหาได้ใช้จอบฟาดเข้าที่ต้นคอของ นายเดวิด จนหมดสติ จากนั้นจึงช่วยกันลาก น.ส.ฮันนาห์ ไปรุมข่มขืน และใช้จอบอันเดิมฟาดเข้าที่หน้าหลายครั้งจนเสียชีวิต แล้วลาก นายเดวิด ไปโยนทิ้งน้ำก่อนแยกย้ายกันหลบหนี
เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจสอบจากวัตถุพยาน หลักฐานในที่เกิดเหตุ รวมทั้งกล้องบริเวณจุดเกิด จนสามารถรู้ตัวคนร้ายก่อนเข้าจับกุมตัวในวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา พร้อมตั้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา โดยร่วมกระทำความผิดเป็นลักษณะโทรมหญิง จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ผู้ต้องหาทั้ง2 ให้การรับสารภาพว่าเป็นคนก่อเหตุจริง ด้านโทรศัพท์ที่เอาไปนั้นใช้งานไม่ได้จึงทุบแล้วโยนทิ้งป่าหลังห้อง นายวิน จนมาถูกจับกุมได้
---------------------
รรท.ผบช.พฐ. เผยผลตรวจดีเอ็นเอ 3 พม่า ตรงกับอสุจิแหม่มอังกฤษจริง ส่งผลตรวจให้ พงส. ไปแล้ว
พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก รรท.ผบช.สพฐ.ตร. เปิดเผยถึง ผลการตรวจดีเอ็นเอเปรียบเทียบของผู้ต้องสงสัยชาวพม่า 3 รายที่ฆ่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า ว่า ยืนยันผลการตรวจพบว่า ดีเอ็นเอ 2
รายตรงกับดีเอ็นเออสุจิที่พบในช่องคลอดของผู้ตาย ส่วนอีก 1 รายดีเอ็นเอ ตรงกับก้นบุหรี่ที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งได้ส่งผลการตรวจให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557
โอ้!“ประยุทธ์”นั่งประธานบอร์ดขับเคลื่อนประเทศคนเดียว 8 แห่ง
โอ้!“ประยุทธ์”นั่งประธานบอร์ดขับเคลื่อนประเทศคนเดียว 8 แห่ง
วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม 2557
พลิกประกาศ–คำสั่ง คสช.พบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานคณะกรรมการแก้ไข-ขับเคลื่อนประเทศ คนเดียว 8 ชุด ตั้งแต่พลังงาน-บีโอไอ-สวล. ล่าสุดที่ปรึกษาด้านโครงสร้าง
พื้นฐานคมนาคม
นับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 จนถึงขณะนี้ 30 ก.ค.57 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีตำแหน่งเป็นประธาน
คณะกรรมการแก้ไขปัญหาต่างๆถึง 8 ชุด ไม่นับบทบาทภาระหน้าที่ในหัวหน้า คสช.
สำนักข่าวอิศรา www.isranew.org รวบรวมดังนี้
1. ประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๕๔/๒๕๕๗ ) วันที่ 6 มิ.ย.57
2.ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจและขนาดย่อม (เฉพาะกิจ) (ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๖๑/๒๕๕๗) วันที่ 10 มิ.ย.57
3.ประธานคณะกรรมการ ร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๖๗/๒๕๕๗)วันที่ 16 มิ.ย.57
4.ประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ(คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗๒ / ๒๕๕๗) วันที่ 19 มิ.ย.57
5.ประธานคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗๕/๒๕๕๗ วันที่ 26 มิ.ย.57
6.ประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๙๐/๒๕๕๗ )วันที่ 10 ก.ค.57
7.ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐๕/๒๕๕๗) วันที่ 21 ก.ค.57 (ยกเลิกคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่มีประกาศคณะรักษาความ
สงบแห่งชาติ ที่ ๕๕/๒๕๕๗ วันที่ 6 มิ.ย.57 )
8.ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาของ คสช.ด้านโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม (คำสั่งฉบับที่ 110/2557) วันที่ 29 มิ.ย.57
ทั้งนี้ คำสั่ง คสช.ล่าสุดเมื่อกลางดึกวันที่ 29 ก.ค.57 คือคำสั่งฉบับที่ 110/2557 เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาของคสช.ด้านโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม จำนวน 23 ราย โดยมีพล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.เป็นประธาน ส่วนกรรมการมีตัวแทนหน่วยงานราชการและเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ นายกสมาคมการขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย นายกสมาคมตัวแทน
ขนส่งสินค้าทางอากาศไทย นายกสมาคมผู้จัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น ส่วนผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เป็นกรรมการและฝ่ายเลขานุการ
////////////////////
คสช.สั่งคลังทำข้อมูลเตรียมลดผลปย.บอร์ดรัฐวิสาหกิจเพิ่ม
Thu, 12/06/2014
หลังมีการตัดสิทธิประโยชน์การบินฟรีของกรรมการบริษัทการบินไทย คสช. ยังสั่งการให้กระทรวงการคลังทำข้อมูลผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ส่วนเกินที่กรรมการรัฐวิสาหกิจไม่ควรได้ และ
รายงานให้ คสช.รับทราบ เพื่อพิจารณาลดผลประโยชน์เพิ่มเติม
หลังมีการตัดสิทธิประโยชน์การบินฟรีของกรรมการบริษัทการบินไทย คสช. ยังสั่งการให้กระทรวงการคลังทำข้อมูลผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ส่วนเกินที่กรรมการรัฐวิสาหกิจไม่ควรได้ และ
รายงานให้ คสช.รับทราบ เพื่อพิจารณาลดผลประโยชน์เพิ่มเติม
หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้มอบหมายให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้า คสช.ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ไปทบทวนและดูความเหมาะสมของสิทธิ
ประโยชน์ของกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง โดยให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรก ที่ปรับลด
สิทธิประโยชน์ของบอร์ดด้วยการยกเลิกการให้ตั๋วโดยสาร
เบื้องต้นมีการเปิดเผยข้อมูลผลตอบแทนของบอร์ดรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เช่น การบินไทย นอกจากตั๋วโดยสารฟรีปีละ 20 ใบ กรรมการยังได้รับเบี้ยประชุม คนละ 30,000 บาทต่อเดือน ส่วนประธาน
จะได้รับเพิ่มอีก ร้อยละ 25
ขณะที่คณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. กำหนดจ่ายเบี้ยประชุมให้กับประธานบอร์ดครั้งละ 20,000 บาท ส่วนกรรมการได้รับคนละ 10,000 บาท นอกจากนี้ยังมีค่าตอบ
แทนกรรมการคนละ 50,000 บาทต่อปี ส่วนประธานบอร์ดจะได้รับปีละ 100,000 บาท
ส่วนคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. ได้กำหนดเบี้ยประชุมให้กรรมการครั้งละ 10,000 บาทต่อคน โดยไม่มีค่าตอบแทนและผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น
ด้านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ บีโอไอ ประธานบอร์ดจะได้รับเบี้ยประชุม 7,000 บาทต่อครั้ง ส่วนกรรมการจะได้รับครั้งละ 6,000 บาท โดยมีการประชุมเฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง แต่จะไม่มี
ผลตอบแทนเหมือน รัฐวิสาหกิจอื่นๆ
ส่วนค่าตอบแทนของกรรมการของบริษัทปตท. จำกัด มหาชน ในส่วนของเบี้ยประชุมของคณะกรรมการปตท.ประกอบด้วย เบี้ยกรรมการเดือนละ 30,000 บาท เบี้ยประชุมเฉพาะกรรมการที่เข้า
ร่วมประชุมครั้งละ 50,000 บาท โดยจำกัดการจ่ายไม่เกินปีละ 15 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีเบี้ยประชุมอื่นที่คณะกรรมการ ปตท.แต่งตั้งขึ้นด้วย ในส่วนของเงินโบนัส ในปี 2556 ปตท.จ่ายโบนัสให้กับ
คณะกรรมการจำนวน 15 คนเป็นเงินกว่า 37.5 ล้านบาท และตลอดทั้งปี 2556 ปตท.ต้องจ่ายเงินโบนัสและเบี้ยประชุมเป็นเงินประมาณ 51.3 ล้านบาท
/////////////////////
วันเกิดบิ๊กบัง
พลเอก ดร.สนธิ บุญยรัตกลิน[1] (2 ตุลาคม พ.ศ. 2489 — ) อดีตรองนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารบกของไทยคนแรกที่เกิดภายใต้พระบรมโพธิสมภารในรัชกาลปัจจุบันและก็เป็น ผู้บัญชาการ
ทหารบกของไทยคนแรกที่มาจากชาวไทยมุสลิม และอดีตหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในเหตุการณ์ รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ.
2549 ปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ
ประวัติ
พลเอก สนธิ เป็นบุตรของ พันเอกสนั่น (นามสกุลเดิม อหะหมัดจุฬา) [2] และนางมณี บุญยรัตกลิน ชาวไทยเชื้อสายมอญ เป็นบุตรชายคนโตในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 6 คน เติบโตในครอบครัวมุสลิม
ที่นับถือนิกายชีอะห์ ในจังหวัดปทุมธานี (บิดานับถือนิกายชีอะห์) แต่ตัวท่านนับถือศาสนาอิสลาม นิกายซุนนีย์ (มารดานับถือนิกายซุนนีย์) [3] ต้นตระกูล เฉกอะหมัด หรือ เจ้าพระยาบวรราชนายก
ขุนนางเชื้อสายเปอร์เซีย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี และ สมุหนายกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ลูกหลานบางส่วนของเฉก อาหมัด เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ เช่น ตระกูลบุนนาค ตระกูลจุฬารัตน์
โดยนามสกุล บุญยรัตกลิน (อ่านว่า บุน-ยะ-รัด-กะ-ลิน) จริงๆแล้วคือ บุณยรัตกลิน แต่พิมพ์ผิดเป็น "ญ" นั้น เป็นนามสกุลพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 มีที่มาจากการที่หนึ่งในสาแหรกฝั่งย่าเป็นทหาร
เรือ สังกัดพรรคกลิน คือหลวงพินิจกลไก (บุญรอด) [4] มีชื่อทางมุสลิมว่า อับดุลเลาะห์ อหะหมัดจุฬา ได้ฉายาจากสื่อมวลชนทั่วไปว่า "บิ๊กบัง"
พลเอก สนธิ มีภรรยาทั้งหมด 3 คน ภรรยาคนแรกชื่อ สุกัญญา จดทะเบียบสมรสขณะที่ พลเอก สนธิยังเป็นพลโท ภรรยาคนที่สองชื่อ ปิยะดา จดทะเบียนสมรสเมื่อเป็นนายพล ภรรยาคนที่สามชื่อ
วรรณา ปัจจุบันอาศัยอยู่กับทั้งหมดแม้ว่าการมีภรรยาสามคนจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายในประเทศไทยก็ตาม อย่างไรก็ตาม นายอารีย์ วงศ์อารยะ [5] [6] วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 พลเอก สนธิ
กล่าวว่าตนไม่ยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินของภรรยาคนที่ 3 ต่อ ป.ป.ช. เนื่องจากไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางกฎหมาย [7]
บุตรที่เกิดกับนางปิยะดา บุญยรัตกลิน มี 2 คน คือ ร.อ.นิธิ บุญยรัตกลิน (ป๊อป) และ นายนิรินทร์ บุญยรัตกลิน (ไปป์) บุตรที่เกิดกับนางวรรณา บุญยรัตกลิน มี 2 คน คือ พ.ต.ต.สุทธิเวท บุญยรัตกลิน
และ ร.ท.สุธาวิทย์ บุญยรัตกลิน และบุตรที่เกิดกับนางสุกัญญา บุญยรัตกลิน มี 2 คน คือ นายเอกรินทร์ บุญยรัตกลิน และน.ส.ศศิภา บุญยรัตกลิน (พลอย)
การศึกษา
พลเอก สนธิศึกษาในระดับประถมและมัธยมที่ โรงเรียนวัดพระศรีมหาธาตุ และศึกษาต่อโรงเรียนเตรียมทหาร (รุ่นที่ 6) และศึกษาต่อ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เหล่าทหารราบ (รุ่นที่ 17)
และได้ศึกษาในระดับอุดมศึกษา สำหรับปริญญาโท สาขาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (การทหาร) โรงเรียนเสนาธิการทหารบก สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (รุ่นที่
42) ในปี พ.ศ. 2556จบปริญญาเอก สาขารัฐศาสตร์ (สาขาวิชาการเมือง) มหาวิทยาลัยรามคำแหง รุ่นแรกของคณะ โดยมีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลินเป็นประธานรุ่น ที่มีอายุมากที่สุดคือ 63 ปี
บทบาททางการเมือง
รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549
ดูบทความหลักที่: รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549
วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 พลเอก สนธิ เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองของ รัฐบา
ลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเกิดขึ้นก่อนจะมีการเลือกตั้งเดือนหน้า และ ซึ่งอยู่ระหว่างการประชุมสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก
อนึ่งในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 พลเอก สนธิ เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้มีประกาศคำสั่งให้อำนาจหน้าที่ของนายก
รัฐมนตรีเป็นของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ดังนั้นจึงให้ถือว่าพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เคยดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีด้วย
หลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว พลเอก สนธิ ได้เปลี่ยนตำแหน่งจากหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปเป็นประธานคณะมนตรีความ
มั่นคงแห่งชาติ
หลังเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2550 พลเอก สนธิ ได้รับพระราชทานโปรดเกล้า ฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงโดยเฉพาะ ในรัฐบาลพลเอก สรุยุทธ์ จุลานนท์ [9]
หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ
หลังพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี พลเอกสนธิ ก็มักปรากฏข่าวคราวว่าจะเล่นการเมือง โดยจะเป็นหัวหน้าพรรคเอง ในที่สุด ในวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 พลเอก สนธิก็รับตำแหน่ง
ประธานพรรคมาตุภูมิ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งโดยนักการเมืองใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นมุสลิม โดยมีเป้าหมายหวังฐานเสียงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ [10] และรับตำแหน่งหัวหน้า
พรรคในปี พ.ศ. 2554 โดยการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ได้ลงรับสมัครเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคมาตุภูมิ[11]
ประธานคณะกรรมาธิการปรองดองฯ
บัญชีทรัพย์สิน
วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้เปิดเผยรายการบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินของคณะรัฐมนตรี ในรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์
โดย พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ยื่นบัญชีทรัพย์สินเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีมีทรัพย์สิน 38,796,977 บาท ประกอบด้วยเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ 10,241,195 บาท เงินฝากในสถาบันการเงิน
อื่น 13,355,541 บาท หลักทรัพย์รัฐบาล และรัฐบาลค้ำประกัน 142,600 บาท หลักทรัพย์จดทะเบียนและรับอนุญาต 6,393,240 บาท หลักทรัพย์และเงินลงทุนอื่น 4,664,400 บาท สิ่งปลูกสร้าง 1 หลัง
มูลค่า 4 ล้านบาท ภรรยาทั้ง 2 คน ที่จดทะเบียนสมรสคือ นางสุกัญญา มีทรัพย์สินกว่า 14 ล้านบาท และ นางปิยะดา 42 ล้านบาท บุตรสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะกว่า 3 แสนบาท ซึ่งรวมทั้งครอบครัว
แล้วมีทรัพย์สินกว่า 94 ล้านบาท
ทหารบกของไทยคนแรกที่มาจากชาวไทยมุสลิม และอดีตหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในเหตุการณ์ รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ.
2549 ปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ
ประวัติ
พลเอก สนธิ เป็นบุตรของ พันเอกสนั่น (นามสกุลเดิม อหะหมัดจุฬา) [2] และนางมณี บุญยรัตกลิน ชาวไทยเชื้อสายมอญ เป็นบุตรชายคนโตในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 6 คน เติบโตในครอบครัวมุสลิม
ที่นับถือนิกายชีอะห์ ในจังหวัดปทุมธานี (บิดานับถือนิกายชีอะห์) แต่ตัวท่านนับถือศาสนาอิสลาม นิกายซุนนีย์ (มารดานับถือนิกายซุนนีย์) [3] ต้นตระกูล เฉกอะหมัด หรือ เจ้าพระยาบวรราชนายก
ขุนนางเชื้อสายเปอร์เซีย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี และ สมุหนายกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ลูกหลานบางส่วนของเฉก อาหมัด เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ เช่น ตระกูลบุนนาค ตระกูลจุฬารัตน์
โดยนามสกุล บุญยรัตกลิน (อ่านว่า บุน-ยะ-รัด-กะ-ลิน) จริงๆแล้วคือ บุณยรัตกลิน แต่พิมพ์ผิดเป็น "ญ" นั้น เป็นนามสกุลพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 มีที่มาจากการที่หนึ่งในสาแหรกฝั่งย่าเป็นทหาร
เรือ สังกัดพรรคกลิน คือหลวงพินิจกลไก (บุญรอด) [4] มีชื่อทางมุสลิมว่า อับดุลเลาะห์ อหะหมัดจุฬา ได้ฉายาจากสื่อมวลชนทั่วไปว่า "บิ๊กบัง"
พลเอก สนธิ มีภรรยาทั้งหมด 3 คน ภรรยาคนแรกชื่อ สุกัญญา จดทะเบียบสมรสขณะที่ พลเอก สนธิยังเป็นพลโท ภรรยาคนที่สองชื่อ ปิยะดา จดทะเบียนสมรสเมื่อเป็นนายพล ภรรยาคนที่สามชื่อ
วรรณา ปัจจุบันอาศัยอยู่กับทั้งหมดแม้ว่าการมีภรรยาสามคนจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายในประเทศไทยก็ตาม อย่างไรก็ตาม นายอารีย์ วงศ์อารยะ [5] [6] วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 พลเอก สนธิ
กล่าวว่าตนไม่ยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินของภรรยาคนที่ 3 ต่อ ป.ป.ช. เนื่องจากไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางกฎหมาย [7]
บุตรที่เกิดกับนางปิยะดา บุญยรัตกลิน มี 2 คน คือ ร.อ.นิธิ บุญยรัตกลิน (ป๊อป) และ นายนิรินทร์ บุญยรัตกลิน (ไปป์) บุตรที่เกิดกับนางวรรณา บุญยรัตกลิน มี 2 คน คือ พ.ต.ต.สุทธิเวท บุญยรัตกลิน
และ ร.ท.สุธาวิทย์ บุญยรัตกลิน และบุตรที่เกิดกับนางสุกัญญา บุญยรัตกลิน มี 2 คน คือ นายเอกรินทร์ บุญยรัตกลิน และน.ส.ศศิภา บุญยรัตกลิน (พลอย)
การศึกษา
พลเอก สนธิศึกษาในระดับประถมและมัธยมที่ โรงเรียนวัดพระศรีมหาธาตุ และศึกษาต่อโรงเรียนเตรียมทหาร (รุ่นที่ 6) และศึกษาต่อ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เหล่าทหารราบ (รุ่นที่ 17)
และได้ศึกษาในระดับอุดมศึกษา สำหรับปริญญาโท สาขาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (การทหาร) โรงเรียนเสนาธิการทหารบก สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (รุ่นที่
42) ในปี พ.ศ. 2556จบปริญญาเอก สาขารัฐศาสตร์ (สาขาวิชาการเมือง) มหาวิทยาลัยรามคำแหง รุ่นแรกของคณะ โดยมีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลินเป็นประธานรุ่น ที่มีอายุมากที่สุดคือ 63 ปี
บทบาททางการเมือง
รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549
ดูบทความหลักที่: รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549
วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 พลเอก สนธิ เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองของ รัฐบา
ลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเกิดขึ้นก่อนจะมีการเลือกตั้งเดือนหน้า และ ซึ่งอยู่ระหว่างการประชุมสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก
อนึ่งในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 พลเอก สนธิ เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้มีประกาศคำสั่งให้อำนาจหน้าที่ของนายก
รัฐมนตรีเป็นของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ดังนั้นจึงให้ถือว่าพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เคยดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีด้วย
หลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว พลเอก สนธิ ได้เปลี่ยนตำแหน่งจากหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปเป็นประธานคณะมนตรีความ
มั่นคงแห่งชาติ
หลังเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2550 พลเอก สนธิ ได้รับพระราชทานโปรดเกล้า ฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงโดยเฉพาะ ในรัฐบาลพลเอก สรุยุทธ์ จุลานนท์ [9]
หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ
หลังพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี พลเอกสนธิ ก็มักปรากฏข่าวคราวว่าจะเล่นการเมือง โดยจะเป็นหัวหน้าพรรคเอง ในที่สุด ในวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 พลเอก สนธิก็รับตำแหน่ง
ประธานพรรคมาตุภูมิ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งโดยนักการเมืองใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นมุสลิม โดยมีเป้าหมายหวังฐานเสียงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ [10] และรับตำแหน่งหัวหน้า
พรรคในปี พ.ศ. 2554 โดยการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ได้ลงรับสมัครเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคมาตุภูมิ[11]
ประธานคณะกรรมาธิการปรองดองฯ
บัญชีทรัพย์สิน
วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้เปิดเผยรายการบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินของคณะรัฐมนตรี ในรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์
โดย พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ยื่นบัญชีทรัพย์สินเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีมีทรัพย์สิน 38,796,977 บาท ประกอบด้วยเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ 10,241,195 บาท เงินฝากในสถาบันการเงิน
อื่น 13,355,541 บาท หลักทรัพย์รัฐบาล และรัฐบาลค้ำประกัน 142,600 บาท หลักทรัพย์จดทะเบียนและรับอนุญาต 6,393,240 บาท หลักทรัพย์และเงินลงทุนอื่น 4,664,400 บาท สิ่งปลูกสร้าง 1 หลัง
มูลค่า 4 ล้านบาท ภรรยาทั้ง 2 คน ที่จดทะเบียนสมรสคือ นางสุกัญญา มีทรัพย์สินกว่า 14 ล้านบาท และ นางปิยะดา 42 ล้านบาท บุตรสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะกว่า 3 แสนบาท ซึ่งรวมทั้งครอบครัว
แล้วมีทรัพย์สินกว่า 94 ล้านบาท
ผ่ายุทธวิธี!...ชำแหละขุมทรัพย์ “รื้อโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ ฉากหน้าหรือเอาจริง?”
ผ่ายุทธวิธี!...ชำแหละขุมทรัพย์ “รื้อโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ ฉากหน้าหรือเอาจริง?”
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 มิ.ย. 2557 05:45
“เก้าอี้บอร์ดรัฐวิสาหกิจ” เปรียบได้ดั่งอู่ข้าวอู่น้ำของเหล่าพรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมากเข้ามาบริหารประเทศ ที่จะเดินเกมส่งบุคคลที่มีสายสัมพันธ์อันดีและเป็นที่ไว้วางใจไปเป็นคณะกรรมการ หรือบอร์ดแต่ละรัฐวิสาหกิจ หรือแม้แต่การปูนบำเหน็จรางวัลให้คนรับใช้ใกล้ชิดในเครือข่ายเข้าไปนั่งในบ่อเงิน บ่อทอง ทำงานสนองนโยบายให้เป็นไปอย่างคล่องตัว
กระนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากการจัดโต๊ะ จัดเก้าอี้เป็นที่เรียบร้อย จึงเป็นการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์และส่งเสริมให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันขนานใหญ่!
โดยเฉพาะระบอบทักษิณอันเป็นระบอบที่ครองอำนาจมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน บอร์ดรัฐวิสาหกิจแทบทุกแห่งจะมีคนของนายใหญ่ เข้าไปฝังตัวรับทรัพย์ตุงกระเป๋าอยู่ทั่วทุกหนแห่ง โดยที่นายใหญ่
ไม่จำเป็นต้องควักเงินในกระเป๋ามาจ่ายให้สักแดงเดียว หากเพราะนี่คือยุทธวิธีจัดสรรผลประโยชน์อย่างชาญฉลาด และสุดถนัดของคนแดนไกล
ฉะนั้น เมื่อถึงช่วงเวลาอันเหมาะเจาะที่จะรื้อกันเสียที ก็ควรจะต้องปฏิรูปกันเสียให้สิ้นซาก และเป็นมาตรการถาวร ยั่งยืน และที่สำคัญ จะต้องจับตาให้ดีว่า คสช.จะล้างบางได้สำเร็จ หรือพลาดพลั้ง
หนุนนำคนของระบอบทักษิณขึ้นมาหากินบนหลัง คสช.ได้อย่างเนียนๆ หรือไม่
‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ จะพาคุณไปไขปริศนา ค้นหาคำตอบถึง แนวทางการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจในยุครัฐประหาร ‘บิ๊กตู่’ ว่าจะเก่งกล้าสามารถรื้อได้สำเร็จ ชนิดถอนรากถอนโคน หรือจะเข้า
สำนวนลูบหน้าปะจมูก เท่านั้น...
ชำแหละ! ขุมทรัพย์รัฐวิสาหกิจ เบี้ยประชุมจัดเต็ม โบนัสจัดจริง
- บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)...
ประธานบอร์ดการบินไทย ได้เบี้ยประชุมครั้งละประมาณ 45,000 บาท กรรมการได้ 30,000 บาท และยังได้สิทธิตั๋วโดยสารเครื่องบินต่างประเทศปีละ 10 ใบ ในประเทศอีก 10 ใบ
ค่ายานพาหนะในแต่ละเดือนของผู้บริหารระดับสูง ซึ่งขณะนี้ในระดับรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ได้รับเดือนละ 75,000 บาท และระดับผู้อำนวยการใหญ่ได้รับ 70,000 บาท
การบินไทย รัฐวิสาหกิจที่ขึ้นชื่อว่ามีระบบเส้นสายมาก
- บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)...
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บอร์ดจะได้รับค่าเบี้ยประชุมเดือนละ 3 หมื่นบาท เบี้ยประชุมเฉพาะที่เข้าร่วมประชุมครั้งละ 5 หมื่นบาท จ่ายเบี้ยประชุมไม่เกินปีละ 15 ครั้ง และเบี้ยประชุมอื่นที่บอร์ด
แต่งตั้ง บอร์ดตรวจสอบได้รับเบี้ยกรรมการรายเดือน เดือนละ 1.5 หมื่นบาท ได้เบี้ยประชุมครั้งละ 1.5 หมื่นบาท
ในส่วนของเงินโบนัส จะสะท้อนและเชื่อมโยงกับผลประกอบการ หรือกำไรสุทธิของ ปตท. ในอัตรา 0.05% ของกำไรสุทธิประจำปี แต่กำหนดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อคนต่อปี และในปี
2556 ปตท.ต้องจ่ายเงินบอร์ด มูลค่ากว่า 64.4 ล้านบาท แยกเป็น เงินเบี้ยประชุม 16.3 ล้านบาท และเงินโบนัส 45.12 ล้านบาท
บอร์ด ปตท.จะไม่ได้สิทธิใช้น้ำมันฟรี ส่วนพนักงาน ปตท. จะได้สิทธิซื้อน้ำมันราคาถูก หรือซื้อผลิตภัณฑ์ ปตท. ราคาถูก ในวงเงิน 3,000 บาทต่อปี
ในส่วนของบริษัท ปตท. ที่มีบริษัทลูกจำนวนมาก ยังพบว่าบริษัทลูกบางแห่ง มีการจ่ายผลตอบแทนให้กรรมการสูงกว่าบริษัท ปตท. ด้วย ซึ่งกระทรวงการคลังไม่สามารถเข้าแทรกแซงได้ เพราะไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ
ในปี 2555 ปตท. ได้ถูกจัดอันดับให้เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อันดับที่ 95 จาก 500 ของบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก
- บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)...
การประชุมบอร์ดได้รับเบี้ยประชุมครั้งละประมาณ 3 หมื่นบาทต่อเดือน และยังมีคณะกรรมการย่อยอีกจำนวน 6 คณะ ที่คณะกรรมการต้องเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ ซึ่งค่าตอบแทน บอร์ดจะได้ชุดละ
3 หมื่นบาทต่อ 3 เดือน
บอร์ด 1 คน จะนั่งคณะกรรมการชุดนี้ประมาณคนละ 3 คณะ และยังมีค่าเบี้ยเลี้ยงประชุมคณะอนุกรรมการอีกครั้งละประมาณ 1 หมื่นบาทเท่านั้น และ ทอท. ไม่ได้มีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม
- การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย...
กำหนดจ่ายเบี้ยประชุมให้กับประธานบอร์ดครั้งละ 20,000 บาท ส่วนกรรมการได้รับคนละ 10,000 บาท นอกจากนี้ยังมีค่าตอบแทนกรรมการคนละ 50,000 บาทต่อปี ส่วนประธานบอร์ดจะได้รับปี
ละ 100,000 บาท
บอร์ด กฟผ. ไม่มีการได้รับสิทธิประโยชน์ใช้ไฟฟ้าฟรี โดยการให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรีแก่พนักงาน กฟผ.นั้น ที่ผ่านมา พนักงานเคยได้รับจริงแต่เป็นไปในรูปเงินยังชีพ ประเภทค่ากระแสไฟฟ้าที่รวมอยู่ใน
เงินเดือนและได้ยกเลิกไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 37 เป็นต้นมา (พนักงานที่เข้าก่อนปี 2537 ยังได้รับสิทธินี้อยู่)
บอร์ดกฟผ.ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใช้ไฟฟ้าฟรี แต่ได้เบี้ยประชุมให้กรรมการครั้งละ 10,000 บาทต่อคน
บอร์ดรัฐวิสาหกิจสุดสะพรึง! แห่ลาออกก่อนโดนเก็บ
ภายหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายปรับปรุงประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะประเด็นเรื่องผู้ที่มาเป็นกรรมการและผู้บริหารระดับสูง ส่วนกระทรวงการคลัง ก็เร่งเดิน
หน้าประเมินสถานะและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกรรมการรัฐวิสาหกิจ และบริษัทมหาชนที่รัฐบาลถือหุ้นอยู่ทั้ง 56 แห่ง โดยรวบรวมรายละเอียด ทั้งเรื่องของผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ส่วน
เกิน ค่าตอบแทนกรรมการ เบี้ยประชุม โบนัส และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่กรรมการได้รับ เพื่อเสนอให้ คสช.พิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง
เหล่าบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่แจ้งลาออกจากตำแหน่ง
ฉะนั้น จึงไม่แปลกแต่อย่างใด ที่เหล่าคณะกรรมการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ จะเริ่มร้อนๆ หนาวๆ ทยอยลาออกกันเป็นทิวแถว...
ล่าสุด ยอดรายชื่อบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่แจ้งลาออกจากตำแหน่งแล้ว จำนวน 6 คน ทั้งนายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ประธานธนาคารกรุงไทย นายศิธา ทิวารี ประธานกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย นาย
ปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานกรรมการบริษัท ปตท. พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นายธานินทร์ อังสุวรังษี กรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ
นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นอีกหนึ่งรัฐวิสาหกิจที่นักการเมืองจะส่งพวกพ้องเข้ามานั่งเก้าอี้บอร์ด
แหก พ.ร.บ. อุ้มพรรคพวก ส่องรัฐวิสาหกิจแห่งแดนสนธยา
รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ได้วิพากษ์ถึงประเด็นการตัดสิทธิประโยชน์ให้กับ 'ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์' ฟัง อย่างน่าสนใจว่า ณ ปัจจุบันมีรัฐวิสาหกิจเป็น
จำนวนน้อยมากที่มีระบบธรรมาภิบาลอันเป็นที่ยอมรับได้ หากเพราะไม่ว่าจะเป็นขั้วไหน ฝ่ายใดขึ้นมาเถลิงอำนาจ ก็ย่อมจะส่งคนของฝ่ายการเมืองเข้ามาเป็นกรรมการเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทั้งสิ้น
โดยเฉพาะระบบการจัดซื้อจัดจ้าง อันเป็นยุทธวิธีที่สามารถเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง มิหนำซ้ำยังเป็นหนทางที่แสนจะง่ายดายและแยบยลที่สุด...
รศ.ดร.สังศิต ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “หากผู้บริหารไม่สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้รุดหน้า สร้างผลกำไรให้เกิดแก่บริษัทได้ ฉะนั้น ควรแล้วหรือที่จะได้รับผลตอบแทน สิทธิประโยชน์นานา ในขณะ
เดียวกัน หากผู้บริหารคนนั้นๆ สามารถบริหารงานสร้างผลกำไร หนุนนำความเจริญก้าวหน้าให้แก่องค์กรได้ เช่นนั้นจึงจะควรค่าแก่การได้รับผลตอบแทน แม้ว่าจะต้องตอบแทนกันอย่างมากมาย ก็็
ถือว่าเป็นเรื่องอันควร”
ในปี 2556 คือ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นรัฐวิสาหกิจที่สามารถนำเงินส่งรัฐได้มากที่สุด
มิใช่ว่า ประเทศไทยจะไม่มีกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขใดๆ ในการสรรหาคณะกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ แต่ที่ผ่านมานักการเมืองไม่เคารพกฎหมาย และแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ ในรัฐวิสาหกิจกัน
อย่างตามอำเภอใจ ทั้งๆ ที่มี พ.ร.บ. คุณสมบัติมาตรฐานสําหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2550 บัญญัติไว้อย่างชัดเจน
“มาตรา 5 กรรมการของรัฐวิสาหกิจ จะต้องมีคุณวุฒิและประสบการณ์เหมาะสมกับกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ, ไม่เป็นข้าราชการการเมือง, ไม่เป็นผู้ถือหุ้นของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ จะต้องไม่เคยต้อง
คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกจริงหรือไม่” นี่คือตัวอย่างข้อบังคับที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.อย่างชัดเจน
ปตท. เป็๋นรัฐวิสากิจอันดับต้นๆที่มีคนจำนวนมากอยากเข้าไปร่วมงาน
ทว่าบรรดากฎหมาย และข้อบังคับได้กำหนดไว้อย่างมากมายภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว แต่กระนั้น เหล่าผู้เรืองอำนาจทั้งหลาย ก็ยังจะแหกกฎ ฝ่าฝืนกันอย่างซึ่งหน้า บ้างก็ถ่างขาควบตำแหน่ง
หลายแห่ง ฟันค่าตอบแทนกระเป๋าตุงปีละหลายๆ ล้าน หรือการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องโทษ หรือกลุ่มที่มีคดีร่ำรวยผิดปกติ เข้ามาเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ จนได้เข้าไปชูคอเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจจำนวน
มาก
ส่วนรัฐวิสาหกิจที่น่าเป็นห่วงและควรแก่การปฏิรูปอย่างถึงรากถึงโคน คือ ปตท. รัฐวิสาหกิจที่ขึ้นชื่อว่า เป็นแดนสนธยา การบินไทยสุดยอดแห่งระบบอุปถัมภ์ และรัฐวิสาหกิจที่เก่ียวข้องกับหน่วย
งานพลังงานและคมนาคมก็อยู่ในสถานะที่น่าเป็นห่วงเช่นกัน
ดังนั้น รัฐวิสาหกิจควรจะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร เนื่องจากที่ผ่านมา การปรับเปลี่ยนนั้น ฝ่ายรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลและปรับเปลี่ยนบอร์ดไป
ตามยุคตามสมัยขั้วอำนาจ ทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่อง ดังนั้น ทางออกควรมีผู้ทรงคุณวุฒิอิสระและมาจากการสรรหาเพื่อถ่วงดุลอำนาจ และควรแก่การร่างกฎหมายบังคับมิให้ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์การ
แต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจอย่างเด็ดขาด หากผู้ใดฝ่าฝืนให้ฟ้องร้องได้เลย เพื่อป้องกันการทุจริตในอนาคต
บอร์ดปตท. ได้เงินโบนัสคณะกรรมการได้ 0.05% ของกำไรสุทธิประจำปี 57
ค่าตอบแทนน้อย-กำไรมาก ความแตกต่างระหว่างต่างชาติ-ไทย
ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้สะท้อนทรรศนะเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวผ่าน ‘ทีมข่าวไทยรัฐ
ออนไลน์’ ว่า หากเราพิจารณาเปรียบเทียบรัฐวิสาหกิจของไทย กับต่างชาติ จะพบว่า ในต่างประเทศ อย่างเช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย การแต่งตั้งบอร์ดใช้วิธีการสรรหา เหมือนกับเอกชนทั่วไป และไม่มี
ข้าราชการเข้ามาร่วมบริหารองค์กรรัฐวิสาหกิจแต่อย่างใด มีแต่มืออาชีพในสาขาที่เกี่ยวข้องกับองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้นๆ เข้ามาบริหาร อีกทั้งแต่ละคนล้วนแล้วแต่มากด้วยประสบการณ์ และเป็นที่จัด
เจนทั้งสิ้น
ส่วนสาเหตุที่ไม่ควรให้ข้าราชการเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการบอร์ดนั้น เนื่องจากเกรงว่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะข้าราชการบางคนอยู่ในตำแหน่งหน้าที่กำกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจนั้นอยู่แล้ว
ฉะนั้น แม้แต่จะได้ค่าตอบแทนก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่ควรได้รับอยู่ดี ซึ่งถือว่าเป็นการทำตามหน้าที่ ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการให้การบริหารรัฐวิสาหกิจเจริญรุ่งเรืองเหมือนต่างประเทศ ข้าราชการ
ไม่ควรเข้ามาเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ
ในปี 2556 ปตท.จ่ายโบนัสให้กับคณะกรรมการจำนวน 15 คน เป็นเงินกว่า 37.5 ล้านบาท
หากต้องการปรับปรุงรัฐวิสาหกิจจริง จะต้องรื้อกระบวนการการสรรหาตำแหน่งต่างๆ ทั้งประเทศ มิใช่จะทำแค่ค่อนๆ กลางๆ และที่สำคัญจะต้องนำมืออาชีพเข้ามาบริหารรัฐวิสาหกิจ โดยให้ค่า
ตอบแทนที่มีการกำหนดไว้ให้ชัดเจน และเหมาะสมแก่คุณสมบัติของบุคคลนั้นๆ
“เปรียบเทียบค่าตอบแทนของคณะกรรมการ ปตท. กับ คณะกรรมการบริษัท สแตทออยล์ ไฮโดร ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติของประเทศนอร์เวย์ พบว่า กรรมการของบริษัทสแตทออยล์ฯ ได้รับ
ค่าตอบแทนต่อคนต่อปีน้อยกว่ากรรมการ ปตท. ร่วม 1 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทพลังงานแห่งชาติของนอร์เวย์แห่งนี้ มียอดขายมากกว่า ปตท. 2 เท่า สามารถทำกำไรมากกว่า ปตท. 3 เท่า โดยที่มี
กรรมการน้อยกว่าแต่ประชุมมากกว่า และค่าครองชีพของประเทศนอร์เวย์สูงกว่าประเทศไทย” ดร.เดือนเด่น ได้ยกตัวอย่างไว้อย่างถึงลูกถึงคน
ทว่า ประชาชนตาดำๆ กำลังจับจ้องการรื้อโครงสร้าง ล้างคอร์รัปชัน ของ คสช. ว่าจะเข้าอีหรอบเก่า ตำราเดิมอีกหรือไม่ เพราะบรรดาเสือหิว กำลังจับจ้องเก้าอี้ว่างกันให้ตาเป็นมัน โดยมุ่งหวังที่จะ
เสียบแทนพวกเก่าที่ถูกโละออกไป...ฉะนั้น วินาทีนี้ จึงเป็นเวลาพิสูจน์ฝีไม้ลายมือว่า เหล่าทหารหาญ จะเป็นได้แค่ คสช.เทียม หรือ คสช.แท้ กันแน่!
/////////////////////
คสช.ทุบ20บอร์ดรัฐวิสาหกิจ ส่งคนคลัง-ธปท.คุมแบงก์รัฐ
updated: 24 ก.ค. 2557 เวลา 16:00:30 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
เดิน หน้าปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ จัดสรรที่นั่งบอร์ดใหม่ลงตัวแล้วกว่า 20 แห่ง แค่รอไฟเขียว "ประยุทธ์" ส่งคนคลัง-แบงก์ชาติ นั่งกำกับนโยบายแบงก์รัฐปลัดรังสรรค์ควบเก้าอี้ใหญ่ ธ.ก.ส.-ทหารไทย-
ปตท. ส่วน "พิสิฐ ลี้อาธรรม-มนตรี ศรไพศาล" นั่งบอร์ดทีโอที
ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายจะปรับปรุงรัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่ง พร้อมทั้งได้มีการประกาศ แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ
หรือซูเปอร์บอร์ด เพื่อกำหนดนโยบายในการกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจทั้ง ระบบให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันได้รื้อสิทธิประโยชน์ และค่าตอบ
แทน บอร์ดรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่มีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย โดยพุ่งเป้าไปที่ค่าตอบแทนพิเศษ รวมถึงการรื้อโบนัสพนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง
ของการดำเนินงานนอก จากนี้ ที่ผ่านมา คสช.ได้ทยอยปรับเปลี่ยนคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจไปจำนวนหนึ่ง อาทิ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ท่า
อากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นต้น
ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวเรื่องการปรับเปลี่ยนบอร์ดรัฐวิสาหกิจอีกจำนวนหนึ่ง
จ่อตั้งบอร์ด รสก.กว่า 20 แห่ง
แหล่ง ข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ขณะนี้การแต่งตั้งประธานคณะกรรมการและกรรมการในรัฐวิสาหกิจได้ดำเนินการ เสร็จเรียบร้อยแล้วกว่า 20 แห่ง รอเพียง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้า คสช. ออกประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเท่านั้น โดยรัฐวิสาหกิจที่มีการปรับบอร์ด อาทิ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทุกแห่ง เช่น ธนาคารออมสิน ที่มีการตั้งนายสมชัย สัจจพงษ์
อธิบดีกรมศุลกากรเป็นประธาน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) แต่งตั้งนายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นประธาน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาด
ย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ตั้งนางสาลินี วังตาล ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.เป็นประธาน ส่วนธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยตั้งนายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ เป็นประธานขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและ
สหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง นั่งเป็นประธานบอร์ดโดยตำแหน่งเป็นการชั่วคราว และได้ตรวจสอบกับ ธปท.แล้ว ระบุว่านายรังสรรค์ไม่จำเป็นต้อง
ลาออกจากการเป็นประธานบอร์ดธนาคารทหารไทย ซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้น และยังสามารถนั่งเป็นกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ด้วยส่วนธนาคารกรุงไทยที่ต้องแต่งตั้งกรรมการ
แทนนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ต้องลาออกไปเป็นกรรมการ ธปท. (โดยตำแหน่ง ผอ.สศค.) นั้น ขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งนายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล
รองปลัดกระทรวงการคลังเข้าไปนั่งแทน"แบงก์รัฐส่วนใหญ่จะตั้งคนของกระทรวงการ คลังกับแบงก์ชาติเข้าไปเป็นประธาน" แหล่งข่าวกล่าวส่วนรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ที่มีการปรับเปลี่ยนบอร์ดรอบนี้
อาทิ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เป็นต้น
เขย่าบอร์ดคมนาคม
นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) ในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคมเป็นอำนาจของ สคร. แต่มีแนวโน้มว่ากรรมการใน
บอร์ดบางแห่งอาจจะต้องปรับเปลี่ยน หลังมีการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารในบางหน่วยงานใหม่ เช่น บอร์ดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่นายจุฬา สุขมานพ เป็นกรรมการ อาจ
ต้องเปลี่ยนเนื่องจากนายจุฬาได้รับคำสั่งให้ย้ายไปเป็นอธิบดีกรมเจ้าท่า ส่วนบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) อาจจะไม่ปรับเปลี่ยนเพราะตรงกับ
สายงานอยู่แล้วผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรัฐวิสาหกิจอื่นในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่อาจมีการปรับเปลี่ยน ประกอบด้วย บอร์ดองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)
และสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) ที่นายสมชัย ศิริวัฒนโชค อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ถูกโยกไปเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน
พลเรือเอกอภิวัฒน์ ปธ.บอร์ดท่าเรือ
สำหรับ บอร์ดการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) มีการเปลี่ยนแปลงบอร์ดชุดใหม่ โดยมีพลเรือเอกอภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพเรือ เป็นประธานกรรมการ ประกอบด้วย
พลเรือเอกจักรชัย ภู่เจริญยศ รองผู้บัญชาการทหารเรือ, พลโทฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รองเสนาธิการทหารบก,นายจุฬา
สุขมานพ อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.), นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม, นายกฤษฎา อุทยานิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง, นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวง
พาณิชย์ มีผลตั้งแต่ 1กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยนายจุฬาและนายศรศักดิ์ยังคงอยู่ เพราะแต่งตั้งโดยชื่อ แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งแล้วก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับตำแหน่งประธาน
บอร์ดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีกระแสข่าวผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง คือนางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม
"พิสิฐ-มนตรี" นั่งบอร์ดทีโอที
รายงาน ข่าวแจ้งว่า หลังจากมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคมเรียบร้อยแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งบอร์ด บมจ.ทีโอทีเช่นกัน ซึ่งรายชื่อที่ออกมา ได้แก่
พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ รองเสนาธิการทหาร, นายพิสิฐ ลี้อาธรรม, นายมนตรี ศรไพศาล, ดร.ชิด เหล่าวัฒนา เป็นต้น ซึ่งช่วงที่ผ่านมาการขับเคลื่อนแผนธุรกิจรวมถึงการปรับปรุงองค์กรของทั้งสอง
องค์กรหยุดชะงักลงจากการว่างเว้นบอร์ด รวมถึงรัฐมนตรีไอซีที เช่น การทำสัญญาธุรกิจขายส่งขายต่อบริการ 3G ของทีโอที เป็นต้น
ด้านนาย ธนศักดิ์ วัฒนฐานะ ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) เปิดเผยว่า เมื่อ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา กปน.ได้รับคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) กปน.ชุดใหม่ ทดแทนประธานบอร์ดเดิม
คือนายสมัย อนุวัตรเกษม และบอร์ดชุดเดิมที่ลาออกรวม 9 คน จากทั้งหมด 10 คน เมื่อ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา คงเหลือผู้ว่าการ กปน.ที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง โดยคำสั่งแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่
แต่งตั้งนายเจริญ ภัสสระ อดีตผู้ว่าการ กปน.เป็นประธานบอร์ดคนใหม่ และกรรมการอีก 9 คนขณะที่บอร์ดการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ที่นางอัญชลี ชวนิชย์ ประธานบอร์ดได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง
ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน เพื่อเปิดทางให้ คสช.ปฏิรูปพลังงาน ก็กำลังถูกจับตามองเช่นเดียวกันว่าจะมีการประกาศแต่งตั้งในคราวเดียวกัน
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 มิ.ย. 2557 05:45
“เก้าอี้บอร์ดรัฐวิสาหกิจ” เปรียบได้ดั่งอู่ข้าวอู่น้ำของเหล่าพรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมากเข้ามาบริหารประเทศ ที่จะเดินเกมส่งบุคคลที่มีสายสัมพันธ์อันดีและเป็นที่ไว้วางใจไปเป็นคณะกรรมการ หรือบอร์ดแต่ละรัฐวิสาหกิจ หรือแม้แต่การปูนบำเหน็จรางวัลให้คนรับใช้ใกล้ชิดในเครือข่ายเข้าไปนั่งในบ่อเงิน บ่อทอง ทำงานสนองนโยบายให้เป็นไปอย่างคล่องตัว
กระนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากการจัดโต๊ะ จัดเก้าอี้เป็นที่เรียบร้อย จึงเป็นการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์และส่งเสริมให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันขนานใหญ่!
โดยเฉพาะระบอบทักษิณอันเป็นระบอบที่ครองอำนาจมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน บอร์ดรัฐวิสาหกิจแทบทุกแห่งจะมีคนของนายใหญ่ เข้าไปฝังตัวรับทรัพย์ตุงกระเป๋าอยู่ทั่วทุกหนแห่ง โดยที่นายใหญ่
ไม่จำเป็นต้องควักเงินในกระเป๋ามาจ่ายให้สักแดงเดียว หากเพราะนี่คือยุทธวิธีจัดสรรผลประโยชน์อย่างชาญฉลาด และสุดถนัดของคนแดนไกล
ฉะนั้น เมื่อถึงช่วงเวลาอันเหมาะเจาะที่จะรื้อกันเสียที ก็ควรจะต้องปฏิรูปกันเสียให้สิ้นซาก และเป็นมาตรการถาวร ยั่งยืน และที่สำคัญ จะต้องจับตาให้ดีว่า คสช.จะล้างบางได้สำเร็จ หรือพลาดพลั้ง
หนุนนำคนของระบอบทักษิณขึ้นมาหากินบนหลัง คสช.ได้อย่างเนียนๆ หรือไม่
‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ จะพาคุณไปไขปริศนา ค้นหาคำตอบถึง แนวทางการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจในยุครัฐประหาร ‘บิ๊กตู่’ ว่าจะเก่งกล้าสามารถรื้อได้สำเร็จ ชนิดถอนรากถอนโคน หรือจะเข้า
สำนวนลูบหน้าปะจมูก เท่านั้น...
ชำแหละ! ขุมทรัพย์รัฐวิสาหกิจ เบี้ยประชุมจัดเต็ม โบนัสจัดจริง
- บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)...
ประธานบอร์ดการบินไทย ได้เบี้ยประชุมครั้งละประมาณ 45,000 บาท กรรมการได้ 30,000 บาท และยังได้สิทธิตั๋วโดยสารเครื่องบินต่างประเทศปีละ 10 ใบ ในประเทศอีก 10 ใบ
ค่ายานพาหนะในแต่ละเดือนของผู้บริหารระดับสูง ซึ่งขณะนี้ในระดับรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ได้รับเดือนละ 75,000 บาท และระดับผู้อำนวยการใหญ่ได้รับ 70,000 บาท
การบินไทย รัฐวิสาหกิจที่ขึ้นชื่อว่ามีระบบเส้นสายมาก
- บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)...
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บอร์ดจะได้รับค่าเบี้ยประชุมเดือนละ 3 หมื่นบาท เบี้ยประชุมเฉพาะที่เข้าร่วมประชุมครั้งละ 5 หมื่นบาท จ่ายเบี้ยประชุมไม่เกินปีละ 15 ครั้ง และเบี้ยประชุมอื่นที่บอร์ด
แต่งตั้ง บอร์ดตรวจสอบได้รับเบี้ยกรรมการรายเดือน เดือนละ 1.5 หมื่นบาท ได้เบี้ยประชุมครั้งละ 1.5 หมื่นบาท
ในส่วนของเงินโบนัส จะสะท้อนและเชื่อมโยงกับผลประกอบการ หรือกำไรสุทธิของ ปตท. ในอัตรา 0.05% ของกำไรสุทธิประจำปี แต่กำหนดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อคนต่อปี และในปี
2556 ปตท.ต้องจ่ายเงินบอร์ด มูลค่ากว่า 64.4 ล้านบาท แยกเป็น เงินเบี้ยประชุม 16.3 ล้านบาท และเงินโบนัส 45.12 ล้านบาท
บอร์ด ปตท.จะไม่ได้สิทธิใช้น้ำมันฟรี ส่วนพนักงาน ปตท. จะได้สิทธิซื้อน้ำมันราคาถูก หรือซื้อผลิตภัณฑ์ ปตท. ราคาถูก ในวงเงิน 3,000 บาทต่อปี
ในส่วนของบริษัท ปตท. ที่มีบริษัทลูกจำนวนมาก ยังพบว่าบริษัทลูกบางแห่ง มีการจ่ายผลตอบแทนให้กรรมการสูงกว่าบริษัท ปตท. ด้วย ซึ่งกระทรวงการคลังไม่สามารถเข้าแทรกแซงได้ เพราะไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ
ในปี 2555 ปตท. ได้ถูกจัดอันดับให้เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อันดับที่ 95 จาก 500 ของบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก
- บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)...
การประชุมบอร์ดได้รับเบี้ยประชุมครั้งละประมาณ 3 หมื่นบาทต่อเดือน และยังมีคณะกรรมการย่อยอีกจำนวน 6 คณะ ที่คณะกรรมการต้องเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ ซึ่งค่าตอบแทน บอร์ดจะได้ชุดละ
3 หมื่นบาทต่อ 3 เดือน
บอร์ด 1 คน จะนั่งคณะกรรมการชุดนี้ประมาณคนละ 3 คณะ และยังมีค่าเบี้ยเลี้ยงประชุมคณะอนุกรรมการอีกครั้งละประมาณ 1 หมื่นบาทเท่านั้น และ ทอท. ไม่ได้มีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม
- การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย...
กำหนดจ่ายเบี้ยประชุมให้กับประธานบอร์ดครั้งละ 20,000 บาท ส่วนกรรมการได้รับคนละ 10,000 บาท นอกจากนี้ยังมีค่าตอบแทนกรรมการคนละ 50,000 บาทต่อปี ส่วนประธานบอร์ดจะได้รับปี
ละ 100,000 บาท
บอร์ด กฟผ. ไม่มีการได้รับสิทธิประโยชน์ใช้ไฟฟ้าฟรี โดยการให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรีแก่พนักงาน กฟผ.นั้น ที่ผ่านมา พนักงานเคยได้รับจริงแต่เป็นไปในรูปเงินยังชีพ ประเภทค่ากระแสไฟฟ้าที่รวมอยู่ใน
เงินเดือนและได้ยกเลิกไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 37 เป็นต้นมา (พนักงานที่เข้าก่อนปี 2537 ยังได้รับสิทธินี้อยู่)
บอร์ดกฟผ.ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใช้ไฟฟ้าฟรี แต่ได้เบี้ยประชุมให้กรรมการครั้งละ 10,000 บาทต่อคน
บอร์ดรัฐวิสาหกิจสุดสะพรึง! แห่ลาออกก่อนโดนเก็บ
ภายหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายปรับปรุงประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะประเด็นเรื่องผู้ที่มาเป็นกรรมการและผู้บริหารระดับสูง ส่วนกระทรวงการคลัง ก็เร่งเดิน
หน้าประเมินสถานะและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกรรมการรัฐวิสาหกิจ และบริษัทมหาชนที่รัฐบาลถือหุ้นอยู่ทั้ง 56 แห่ง โดยรวบรวมรายละเอียด ทั้งเรื่องของผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ส่วน
เกิน ค่าตอบแทนกรรมการ เบี้ยประชุม โบนัส และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่กรรมการได้รับ เพื่อเสนอให้ คสช.พิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง
เหล่าบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่แจ้งลาออกจากตำแหน่ง
ฉะนั้น จึงไม่แปลกแต่อย่างใด ที่เหล่าคณะกรรมการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ จะเริ่มร้อนๆ หนาวๆ ทยอยลาออกกันเป็นทิวแถว...
ล่าสุด ยอดรายชื่อบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่แจ้งลาออกจากตำแหน่งแล้ว จำนวน 6 คน ทั้งนายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ประธานธนาคารกรุงไทย นายศิธา ทิวารี ประธานกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย นาย
ปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานกรรมการบริษัท ปตท. พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นายธานินทร์ อังสุวรังษี กรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ
นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นอีกหนึ่งรัฐวิสาหกิจที่นักการเมืองจะส่งพวกพ้องเข้ามานั่งเก้าอี้บอร์ด
แหก พ.ร.บ. อุ้มพรรคพวก ส่องรัฐวิสาหกิจแห่งแดนสนธยา
รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ได้วิพากษ์ถึงประเด็นการตัดสิทธิประโยชน์ให้กับ 'ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์' ฟัง อย่างน่าสนใจว่า ณ ปัจจุบันมีรัฐวิสาหกิจเป็น
จำนวนน้อยมากที่มีระบบธรรมาภิบาลอันเป็นที่ยอมรับได้ หากเพราะไม่ว่าจะเป็นขั้วไหน ฝ่ายใดขึ้นมาเถลิงอำนาจ ก็ย่อมจะส่งคนของฝ่ายการเมืองเข้ามาเป็นกรรมการเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทั้งสิ้น
โดยเฉพาะระบบการจัดซื้อจัดจ้าง อันเป็นยุทธวิธีที่สามารถเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง มิหนำซ้ำยังเป็นหนทางที่แสนจะง่ายดายและแยบยลที่สุด...
รศ.ดร.สังศิต ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “หากผู้บริหารไม่สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้รุดหน้า สร้างผลกำไรให้เกิดแก่บริษัทได้ ฉะนั้น ควรแล้วหรือที่จะได้รับผลตอบแทน สิทธิประโยชน์นานา ในขณะ
เดียวกัน หากผู้บริหารคนนั้นๆ สามารถบริหารงานสร้างผลกำไร หนุนนำความเจริญก้าวหน้าให้แก่องค์กรได้ เช่นนั้นจึงจะควรค่าแก่การได้รับผลตอบแทน แม้ว่าจะต้องตอบแทนกันอย่างมากมาย ก็็
ถือว่าเป็นเรื่องอันควร”
ในปี 2556 คือ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นรัฐวิสาหกิจที่สามารถนำเงินส่งรัฐได้มากที่สุด
มิใช่ว่า ประเทศไทยจะไม่มีกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขใดๆ ในการสรรหาคณะกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ แต่ที่ผ่านมานักการเมืองไม่เคารพกฎหมาย และแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ ในรัฐวิสาหกิจกัน
อย่างตามอำเภอใจ ทั้งๆ ที่มี พ.ร.บ. คุณสมบัติมาตรฐานสําหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2550 บัญญัติไว้อย่างชัดเจน
“มาตรา 5 กรรมการของรัฐวิสาหกิจ จะต้องมีคุณวุฒิและประสบการณ์เหมาะสมกับกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ, ไม่เป็นข้าราชการการเมือง, ไม่เป็นผู้ถือหุ้นของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ จะต้องไม่เคยต้อง
คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกจริงหรือไม่” นี่คือตัวอย่างข้อบังคับที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.อย่างชัดเจน
ปตท. เป็๋นรัฐวิสากิจอันดับต้นๆที่มีคนจำนวนมากอยากเข้าไปร่วมงาน
ทว่าบรรดากฎหมาย และข้อบังคับได้กำหนดไว้อย่างมากมายภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว แต่กระนั้น เหล่าผู้เรืองอำนาจทั้งหลาย ก็ยังจะแหกกฎ ฝ่าฝืนกันอย่างซึ่งหน้า บ้างก็ถ่างขาควบตำแหน่ง
หลายแห่ง ฟันค่าตอบแทนกระเป๋าตุงปีละหลายๆ ล้าน หรือการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องโทษ หรือกลุ่มที่มีคดีร่ำรวยผิดปกติ เข้ามาเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ จนได้เข้าไปชูคอเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจจำนวน
มาก
ส่วนรัฐวิสาหกิจที่น่าเป็นห่วงและควรแก่การปฏิรูปอย่างถึงรากถึงโคน คือ ปตท. รัฐวิสาหกิจที่ขึ้นชื่อว่า เป็นแดนสนธยา การบินไทยสุดยอดแห่งระบบอุปถัมภ์ และรัฐวิสาหกิจที่เก่ียวข้องกับหน่วย
งานพลังงานและคมนาคมก็อยู่ในสถานะที่น่าเป็นห่วงเช่นกัน
ดังนั้น รัฐวิสาหกิจควรจะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร เนื่องจากที่ผ่านมา การปรับเปลี่ยนนั้น ฝ่ายรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลและปรับเปลี่ยนบอร์ดไป
ตามยุคตามสมัยขั้วอำนาจ ทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่อง ดังนั้น ทางออกควรมีผู้ทรงคุณวุฒิอิสระและมาจากการสรรหาเพื่อถ่วงดุลอำนาจ และควรแก่การร่างกฎหมายบังคับมิให้ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์การ
แต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจอย่างเด็ดขาด หากผู้ใดฝ่าฝืนให้ฟ้องร้องได้เลย เพื่อป้องกันการทุจริตในอนาคต
บอร์ดปตท. ได้เงินโบนัสคณะกรรมการได้ 0.05% ของกำไรสุทธิประจำปี 57
ค่าตอบแทนน้อย-กำไรมาก ความแตกต่างระหว่างต่างชาติ-ไทย
ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้สะท้อนทรรศนะเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวผ่าน ‘ทีมข่าวไทยรัฐ
ออนไลน์’ ว่า หากเราพิจารณาเปรียบเทียบรัฐวิสาหกิจของไทย กับต่างชาติ จะพบว่า ในต่างประเทศ อย่างเช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย การแต่งตั้งบอร์ดใช้วิธีการสรรหา เหมือนกับเอกชนทั่วไป และไม่มี
ข้าราชการเข้ามาร่วมบริหารองค์กรรัฐวิสาหกิจแต่อย่างใด มีแต่มืออาชีพในสาขาที่เกี่ยวข้องกับองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้นๆ เข้ามาบริหาร อีกทั้งแต่ละคนล้วนแล้วแต่มากด้วยประสบการณ์ และเป็นที่จัด
เจนทั้งสิ้น
ส่วนสาเหตุที่ไม่ควรให้ข้าราชการเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการบอร์ดนั้น เนื่องจากเกรงว่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะข้าราชการบางคนอยู่ในตำแหน่งหน้าที่กำกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจนั้นอยู่แล้ว
ฉะนั้น แม้แต่จะได้ค่าตอบแทนก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่ควรได้รับอยู่ดี ซึ่งถือว่าเป็นการทำตามหน้าที่ ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการให้การบริหารรัฐวิสาหกิจเจริญรุ่งเรืองเหมือนต่างประเทศ ข้าราชการ
ไม่ควรเข้ามาเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ
ในปี 2556 ปตท.จ่ายโบนัสให้กับคณะกรรมการจำนวน 15 คน เป็นเงินกว่า 37.5 ล้านบาท
หากต้องการปรับปรุงรัฐวิสาหกิจจริง จะต้องรื้อกระบวนการการสรรหาตำแหน่งต่างๆ ทั้งประเทศ มิใช่จะทำแค่ค่อนๆ กลางๆ และที่สำคัญจะต้องนำมืออาชีพเข้ามาบริหารรัฐวิสาหกิจ โดยให้ค่า
ตอบแทนที่มีการกำหนดไว้ให้ชัดเจน และเหมาะสมแก่คุณสมบัติของบุคคลนั้นๆ
“เปรียบเทียบค่าตอบแทนของคณะกรรมการ ปตท. กับ คณะกรรมการบริษัท สแตทออยล์ ไฮโดร ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติของประเทศนอร์เวย์ พบว่า กรรมการของบริษัทสแตทออยล์ฯ ได้รับ
ค่าตอบแทนต่อคนต่อปีน้อยกว่ากรรมการ ปตท. ร่วม 1 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทพลังงานแห่งชาติของนอร์เวย์แห่งนี้ มียอดขายมากกว่า ปตท. 2 เท่า สามารถทำกำไรมากกว่า ปตท. 3 เท่า โดยที่มี
กรรมการน้อยกว่าแต่ประชุมมากกว่า และค่าครองชีพของประเทศนอร์เวย์สูงกว่าประเทศไทย” ดร.เดือนเด่น ได้ยกตัวอย่างไว้อย่างถึงลูกถึงคน
ทว่า ประชาชนตาดำๆ กำลังจับจ้องการรื้อโครงสร้าง ล้างคอร์รัปชัน ของ คสช. ว่าจะเข้าอีหรอบเก่า ตำราเดิมอีกหรือไม่ เพราะบรรดาเสือหิว กำลังจับจ้องเก้าอี้ว่างกันให้ตาเป็นมัน โดยมุ่งหวังที่จะ
เสียบแทนพวกเก่าที่ถูกโละออกไป...ฉะนั้น วินาทีนี้ จึงเป็นเวลาพิสูจน์ฝีไม้ลายมือว่า เหล่าทหารหาญ จะเป็นได้แค่ คสช.เทียม หรือ คสช.แท้ กันแน่!
/////////////////////
คสช.ทุบ20บอร์ดรัฐวิสาหกิจ ส่งคนคลัง-ธปท.คุมแบงก์รัฐ
updated: 24 ก.ค. 2557 เวลา 16:00:30 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
เดิน หน้าปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ จัดสรรที่นั่งบอร์ดใหม่ลงตัวแล้วกว่า 20 แห่ง แค่รอไฟเขียว "ประยุทธ์" ส่งคนคลัง-แบงก์ชาติ นั่งกำกับนโยบายแบงก์รัฐปลัดรังสรรค์ควบเก้าอี้ใหญ่ ธ.ก.ส.-ทหารไทย-
ปตท. ส่วน "พิสิฐ ลี้อาธรรม-มนตรี ศรไพศาล" นั่งบอร์ดทีโอที
ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายจะปรับปรุงรัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่ง พร้อมทั้งได้มีการประกาศ แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ
หรือซูเปอร์บอร์ด เพื่อกำหนดนโยบายในการกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจทั้ง ระบบให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันได้รื้อสิทธิประโยชน์ และค่าตอบ
แทน บอร์ดรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่มีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย โดยพุ่งเป้าไปที่ค่าตอบแทนพิเศษ รวมถึงการรื้อโบนัสพนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง
ของการดำเนินงานนอก จากนี้ ที่ผ่านมา คสช.ได้ทยอยปรับเปลี่ยนคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจไปจำนวนหนึ่ง อาทิ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ท่า
อากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นต้น
ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวเรื่องการปรับเปลี่ยนบอร์ดรัฐวิสาหกิจอีกจำนวนหนึ่ง
จ่อตั้งบอร์ด รสก.กว่า 20 แห่ง
แหล่ง ข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ขณะนี้การแต่งตั้งประธานคณะกรรมการและกรรมการในรัฐวิสาหกิจได้ดำเนินการ เสร็จเรียบร้อยแล้วกว่า 20 แห่ง รอเพียง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้า คสช. ออกประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเท่านั้น โดยรัฐวิสาหกิจที่มีการปรับบอร์ด อาทิ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทุกแห่ง เช่น ธนาคารออมสิน ที่มีการตั้งนายสมชัย สัจจพงษ์
อธิบดีกรมศุลกากรเป็นประธาน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) แต่งตั้งนายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นประธาน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาด
ย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ตั้งนางสาลินี วังตาล ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.เป็นประธาน ส่วนธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยตั้งนายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ เป็นประธานขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและ
สหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง นั่งเป็นประธานบอร์ดโดยตำแหน่งเป็นการชั่วคราว และได้ตรวจสอบกับ ธปท.แล้ว ระบุว่านายรังสรรค์ไม่จำเป็นต้อง
ลาออกจากการเป็นประธานบอร์ดธนาคารทหารไทย ซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้น และยังสามารถนั่งเป็นกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ด้วยส่วนธนาคารกรุงไทยที่ต้องแต่งตั้งกรรมการ
แทนนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ต้องลาออกไปเป็นกรรมการ ธปท. (โดยตำแหน่ง ผอ.สศค.) นั้น ขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งนายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล
รองปลัดกระทรวงการคลังเข้าไปนั่งแทน"แบงก์รัฐส่วนใหญ่จะตั้งคนของกระทรวงการ คลังกับแบงก์ชาติเข้าไปเป็นประธาน" แหล่งข่าวกล่าวส่วนรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ที่มีการปรับเปลี่ยนบอร์ดรอบนี้
อาทิ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เป็นต้น
เขย่าบอร์ดคมนาคม
นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) ในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคมเป็นอำนาจของ สคร. แต่มีแนวโน้มว่ากรรมการใน
บอร์ดบางแห่งอาจจะต้องปรับเปลี่ยน หลังมีการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารในบางหน่วยงานใหม่ เช่น บอร์ดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่นายจุฬา สุขมานพ เป็นกรรมการ อาจ
ต้องเปลี่ยนเนื่องจากนายจุฬาได้รับคำสั่งให้ย้ายไปเป็นอธิบดีกรมเจ้าท่า ส่วนบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) อาจจะไม่ปรับเปลี่ยนเพราะตรงกับ
สายงานอยู่แล้วผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรัฐวิสาหกิจอื่นในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่อาจมีการปรับเปลี่ยน ประกอบด้วย บอร์ดองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)
และสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) ที่นายสมชัย ศิริวัฒนโชค อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ถูกโยกไปเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน
พลเรือเอกอภิวัฒน์ ปธ.บอร์ดท่าเรือ
สำหรับ บอร์ดการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) มีการเปลี่ยนแปลงบอร์ดชุดใหม่ โดยมีพลเรือเอกอภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพเรือ เป็นประธานกรรมการ ประกอบด้วย
พลเรือเอกจักรชัย ภู่เจริญยศ รองผู้บัญชาการทหารเรือ, พลโทฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รองเสนาธิการทหารบก,นายจุฬา
สุขมานพ อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.), นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม, นายกฤษฎา อุทยานิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง, นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวง
พาณิชย์ มีผลตั้งแต่ 1กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยนายจุฬาและนายศรศักดิ์ยังคงอยู่ เพราะแต่งตั้งโดยชื่อ แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งแล้วก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับตำแหน่งประธาน
บอร์ดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีกระแสข่าวผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง คือนางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม
"พิสิฐ-มนตรี" นั่งบอร์ดทีโอที
รายงาน ข่าวแจ้งว่า หลังจากมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคมเรียบร้อยแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งบอร์ด บมจ.ทีโอทีเช่นกัน ซึ่งรายชื่อที่ออกมา ได้แก่
พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ รองเสนาธิการทหาร, นายพิสิฐ ลี้อาธรรม, นายมนตรี ศรไพศาล, ดร.ชิด เหล่าวัฒนา เป็นต้น ซึ่งช่วงที่ผ่านมาการขับเคลื่อนแผนธุรกิจรวมถึงการปรับปรุงองค์กรของทั้งสอง
องค์กรหยุดชะงักลงจากการว่างเว้นบอร์ด รวมถึงรัฐมนตรีไอซีที เช่น การทำสัญญาธุรกิจขายส่งขายต่อบริการ 3G ของทีโอที เป็นต้น
ด้านนาย ธนศักดิ์ วัฒนฐานะ ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) เปิดเผยว่า เมื่อ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา กปน.ได้รับคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) กปน.ชุดใหม่ ทดแทนประธานบอร์ดเดิม
คือนายสมัย อนุวัตรเกษม และบอร์ดชุดเดิมที่ลาออกรวม 9 คน จากทั้งหมด 10 คน เมื่อ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา คงเหลือผู้ว่าการ กปน.ที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง โดยคำสั่งแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่
แต่งตั้งนายเจริญ ภัสสระ อดีตผู้ว่าการ กปน.เป็นประธานบอร์ดคนใหม่ และกรรมการอีก 9 คนขณะที่บอร์ดการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ที่นางอัญชลี ชวนิชย์ ประธานบอร์ดได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง
ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน เพื่อเปิดทางให้ คสช.ปฏิรูปพลังงาน ก็กำลังถูกจับตามองเช่นเดียวกันว่าจะมีการประกาศแต่งตั้งในคราวเดียวกัน
ครม.ไฟเขียวหน.คสช.รับเหนาะๆ 125,590 บ./ด.
ครม.ไฟเขียวหน.คสช.รับเหนาะๆ 125,590 บ./ด.
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ในการประชุม ครม. วานนี้ ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่น ของผู้ดำรง
ตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญบางตำแหน่ง พ.ศ.... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว มาเพื่อ ครม.พิจารณา ซึ่งเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญฯ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 40
กำหนดให้เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้ดำรงตำแหน่งตามที่กำหนด ให้เป็นไปตามกำหนดในพระราชกฤษฎีกา รวมทั้งได้กำหนดค่าตอบแทนและประโยชน์ตอบ
แทนอื่น แก่คณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติแ ละคณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย
ครม.ไฟเขียวหน.คสช.รับเหนาะๆ125,590บ./ด.: พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ © กรุงเทพธุรกิจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก
รัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
"การกำหนดเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มเทียบเคียงจากลักษณะงานของผู้ดำรงตำแหน่งที่คล้ายคลึงกัน และกำหนดอัตราเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในประเทศและต่าง
ประเทศโดยเทียบเคียงกับทางราชการ และกำหนดค่ารักษาพยาบาล ให้ได้รับเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากมีลักษณะงานที่คล้ายคลึงกัน"
สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาได้กำหนด ดังนี้ 1.หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เงินประจำตำแหน่ง 75,590 บาท/เดือน เงินเพิ่ม
อีก 50,000 บาท/เดือน รวม 125,590 บาท/เดือน โดยได้รับอัตราเดียวกับประธานสภาผู้แทนฯ 2.ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใน คสช.และประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เงินปประจำตำแหน่ง 74,420
บาท/เดือน เงินเพิ่ม 45,500 บาท/เดือน รวม 119,920 บาท/เดือน ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับประธานวุฒิสภา
3.รองประธาน สนช. และรองประธาน สปช. เงินประจำตำแหน่ง 73,240 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,500 บาท/เดือน รวม 115,740 บาท/เดือน ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับรองประธานสภาผู้แทนฯ และรอง
ประธานวุฒิสภา 4.สมาชิก สนช. และสมาชิก สปช. เงินประจำตำแหน่ง 71,230 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,330 บาท/เดือน รวม 113,560 บาท/เดือน ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนฯ และสมาชิก
วุฒิสภา
5.ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีเงินเดือน แต่ได้เบี้ยประชุม 9,000 บาท/ครั้ง 6.กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีเงินเดือน แต่ได้เบี้ยประชุม 6,000 บาท/ครั้ง 7.กรรมาธิการ สนช.
และกรรมาธิการ สปช. ไม่มีเงินเดือน แต่ได้รับเบี้ยประชุม 1,500 บาท/ครั้ง
"ตำแหน่งที่ 5 , 6 และ 7 ได้รับสิทธิ์ค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการภายในราชอาณาจักร เดียวกับข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง"
8. อนุกรรมาธิการของ สนช. และอนุกรรมาธิการของ สปช. ไม่มีเงินเดือน แต่ได้รับเบี้ยประชุม 800 บาท/ครั้ง พร้อมได้รับสิทธิ์ค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการภายในราชอาณาจักร เดียวกับข้าราชการ
ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม
อนุมัติเพิ่ม 105 ล้านให้โครงการสร้างรัฐสภาใหม่
นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติอนุมัติให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) ในสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมตามโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ให้กับโรงเรียนโยธินบูรณะ จำนวน
105,654,700 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของครุภัณฑ์ระบบสาธารณูปโภค และการก่อสร้างโรงอาหารชั่วคราวของโรงเรียน
โดยใช้จ่ายจากเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 พ.ศ. 2554 และ พ.ศ. 2556 ของ สผ. ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอ
อนุมัติเห็นชอบให้คว่ำบาตรเกาหลีเหนือ
พร้อมกันนี้ ครม.อนุมัติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ขอความเห็นชอบต่อการดำเนินการตามข้อเสนอของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่ 2141 (ค.ศ.2014)
เกี่ยวกับการให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ และคณะผู้เชี่ยวชาญภายใต้คณะกรรมการคว่ำบาตร
ทั้งนี้มอบหมายให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของไทย ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์
สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การท่าเรือแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่ง
ประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย คณะกรรมการการบินพลเรือน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) ปฏิบัติตามข้อมติดังกล่าวและปรับปรุงฐานข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวให้
เป็นไปตามรายชื่อล่าสุด
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ในการประชุม ครม. วานนี้ ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่น ของผู้ดำรง
ตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญบางตำแหน่ง พ.ศ.... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว มาเพื่อ ครม.พิจารณา ซึ่งเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญฯ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 40
กำหนดให้เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้ดำรงตำแหน่งตามที่กำหนด ให้เป็นไปตามกำหนดในพระราชกฤษฎีกา รวมทั้งได้กำหนดค่าตอบแทนและประโยชน์ตอบ
แทนอื่น แก่คณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติแ ละคณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย
ครม.ไฟเขียวหน.คสช.รับเหนาะๆ125,590บ./ด.: พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ © กรุงเทพธุรกิจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก
รัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
"การกำหนดเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มเทียบเคียงจากลักษณะงานของผู้ดำรงตำแหน่งที่คล้ายคลึงกัน และกำหนดอัตราเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในประเทศและต่าง
ประเทศโดยเทียบเคียงกับทางราชการ และกำหนดค่ารักษาพยาบาล ให้ได้รับเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากมีลักษณะงานที่คล้ายคลึงกัน"
สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาได้กำหนด ดังนี้ 1.หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เงินประจำตำแหน่ง 75,590 บาท/เดือน เงินเพิ่ม
อีก 50,000 บาท/เดือน รวม 125,590 บาท/เดือน โดยได้รับอัตราเดียวกับประธานสภาผู้แทนฯ 2.ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใน คสช.และประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เงินปประจำตำแหน่ง 74,420
บาท/เดือน เงินเพิ่ม 45,500 บาท/เดือน รวม 119,920 บาท/เดือน ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับประธานวุฒิสภา
3.รองประธาน สนช. และรองประธาน สปช. เงินประจำตำแหน่ง 73,240 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,500 บาท/เดือน รวม 115,740 บาท/เดือน ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับรองประธานสภาผู้แทนฯ และรอง
ประธานวุฒิสภา 4.สมาชิก สนช. และสมาชิก สปช. เงินประจำตำแหน่ง 71,230 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,330 บาท/เดือน รวม 113,560 บาท/เดือน ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนฯ และสมาชิก
วุฒิสภา
5.ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีเงินเดือน แต่ได้เบี้ยประชุม 9,000 บาท/ครั้ง 6.กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีเงินเดือน แต่ได้เบี้ยประชุม 6,000 บาท/ครั้ง 7.กรรมาธิการ สนช.
และกรรมาธิการ สปช. ไม่มีเงินเดือน แต่ได้รับเบี้ยประชุม 1,500 บาท/ครั้ง
"ตำแหน่งที่ 5 , 6 และ 7 ได้รับสิทธิ์ค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการภายในราชอาณาจักร เดียวกับข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง"
8. อนุกรรมาธิการของ สนช. และอนุกรรมาธิการของ สปช. ไม่มีเงินเดือน แต่ได้รับเบี้ยประชุม 800 บาท/ครั้ง พร้อมได้รับสิทธิ์ค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการภายในราชอาณาจักร เดียวกับข้าราชการ
ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม
อนุมัติเพิ่ม 105 ล้านให้โครงการสร้างรัฐสภาใหม่
นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติอนุมัติให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) ในสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมตามโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ให้กับโรงเรียนโยธินบูรณะ จำนวน
105,654,700 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของครุภัณฑ์ระบบสาธารณูปโภค และการก่อสร้างโรงอาหารชั่วคราวของโรงเรียน
โดยใช้จ่ายจากเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 พ.ศ. 2554 และ พ.ศ. 2556 ของ สผ. ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอ
อนุมัติเห็นชอบให้คว่ำบาตรเกาหลีเหนือ
พร้อมกันนี้ ครม.อนุมัติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ขอความเห็นชอบต่อการดำเนินการตามข้อเสนอของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่ 2141 (ค.ศ.2014)
เกี่ยวกับการให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ และคณะผู้เชี่ยวชาญภายใต้คณะกรรมการคว่ำบาตร
ทั้งนี้มอบหมายให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของไทย ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์
สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การท่าเรือแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่ง
ประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย คณะกรรมการการบินพลเรือน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) ปฏิบัติตามข้อมติดังกล่าวและปรับปรุงฐานข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวให้
เป็นไปตามรายชื่อล่าสุด
สถานการณ์ข่าว2ต.ค.57
นายกฯ แจงผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่น ยัน บริหารประเทศเป็นธรรม ยึดโรดแมป ดูแลความมั่นคง-เศรษฐกิจ
ร้อยเอกนายแพทย์ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่นเข้าพบนายกรัฐมนตรี ว่า นายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่นได้ฝากสาส์นแสดงความยินดีในการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมทั้งเชิญไปเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงเหตุผลที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ต้องเข้ามามีบทบาททางการเมือง รวมถึงการเข้ามาบริหารดูแลเสถียรภาพ ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยทางรัฐบาลญี่ปุ่นมีความเข้าใจถึงสถานการณ์ในประเทศไทยเป็นอย่างดีและให้ดำเนินการตามโรดแมปที่วางไว้
อย่างไรก็ตาม ได้มีการเสนอการลงทุนท่าเรือน้ำลึกทวายในประเทศเมียนมาร์ ซึ่งทางการญี่ปุ่นได้ให้ความสนใจ พร้อมเสนอให้มีการประชุมไตรภาคีร่วมกัน 3 ประเทศ ซึ่งขณะนี้การพูดคุยอยู่ในภาพรวมและอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
----------
นายกฯ ชวนญี่ปุ่นลงทุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 5 แห่งติดกับชายแดนไทย ยืนยันจะดูแลอย่างเต็มที่
ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เชิญให้ประเทศญี่ปุ่นพิจารณาการลงทุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 5 แห่งที่ติดกับชายแดนไทย ซึ่งถือเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเพื่อนบ้านของไทย และพิจารณาการลงทุน 18 จังหวัดนอกเขตนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเป็นการกระจายเม็ดเงินสู่ท้องถิ่น
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันจะดูแลนักธุรกิจญี่ปุ่นที่มาลงทุนในประเทศไทยเพื่อรักษาผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีของประเทศญี่ปุ่นในประเทศไทย
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดในประเทศญี่ปุ่น ที่มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยทั้งสองประเทศได้ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ญี่ปุ่นจะมีความยั่งยืน
------------
"ยงยุทธ" ยืนยัน นายกฯ เดินทางเยือนพม่า 9-10 ต.ค. นี้ หารือความร่วมมือเศรษฐกิจ-สังคม
ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุถึง การเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความ
สงบแห่งชาติ (คสช.) ในระหว่างวันที่ 9-10 ตุลาคม นี้ ว่า ทันทีที่เดินทางถึงจะพบปะหารือแบบเต็มคณะกับ นายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ในประเด็นความร่วมมือสารัตถะต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคม และในช่วงค่ำวันดังกล่าว รัฐบาลเมียนมาร์จะจัดพิธีเลี้ยงรับรองนายกรัฐมนตรีและคณะอย่างเป็นทางการ
สำหรับวันที่สอง นายกรัฐมนตรีและคณะ จะพบปะกับนักธุรกิจไทยที่ไปลงทุนในประเทศเมียนมาร์ เพื่อหารือถึงการลดอุปสรรด้านการค้าการลงทุน ที่รัฐบาลไทยจะได้หารือขอความร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมาร์ ซึ่งปัจจุบันมีนักธุรกิจไทยจำนวนไม่น้อยไปลงทุนที่ประเทศเมียรมาร์ในหลาย ๆ ด้าน
ร.อ.นพ.ยงยุทธ ระบุว่า เหตุที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนสหภาพเมียนมาร์เป็นชาติแรก เนื่องจากเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความใกล้ชิดกับไทย และในฐานะประธานอาเซียน ดังนั้นการเดินทางไปเยือนครั้งนี้ก็ถือเป็นการไปแนะนำตัวหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นธรรมเนียบปฏิบัติที่นายกรัฐมนตรีจะต้องเดินทางไปแนะนำตัวกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน
//////////
"พรเพชร" นัดสมาชิกประชุม สนช. ครั้งที่ 13 เตรียมเลือกกรรมการศาลยุติธรรม พร้อมพิจารณาร่าง กม. 9 ฉบับ
การรักษาความปลอดภัยที่รัฐสภา เช้านี้เป็นไปอย่างเข้มงวด เนื่องจากในเวลา 10.00 น. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นัดสมาชิกประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่
13/2557 โดยมีวาระด่วนให้พิจารณา เริ่มจากการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ และการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน จากนั้นเป็นการพิจารณาร่างกฎหมาย 9 ฉบับ อาทิ ร่างพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. ... ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ร่างพระราชบัญญัติการค้างาช้าง พ.ศ. ...
-------
สนช. มีมติเลือก "เมธี - ปรีชา" ดำรงตำแหน่งกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ
การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ภายหลังจากลงคะแนนแบบลับ โดยมีผลการลงคะแนน คือ
1. ศ.เมธี ครองแก้ว ได้ 144 คะนน
2. นายพิภพ อะสีติรัตน์ ได้ 91 คะแนน
3. นายปรีชา ชวลิตธำรง ได้ 134 คะแนน
4. นายวรสิทธิ์ โรจนพานิช ได้ 29 คะแนน
ทั้งนี้ ปรากฏว่า ศ.เมธี ครองแก้ว และ นายปรีชา ชวลิตธำรง เป็นผู้ได้คะแนนสูงสุดเป็นลำดับที่ 1 และ 2 จึงถือเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ
จากนั้นที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน จำนวน
15 คน มีกรอบระยะเวลาการทำงานภายใน 15 วัน
------------
สนช. ผ่านร่างกฎหมายวาระ 3 แล้ว จำนวน 2 ฉบับ ขณะพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งต่อ
ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติผ่านวาระ 3 เห็นสมควรให้ประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติถวายความปลอดภัย พ.ศ. .... เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 201:0 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง
และเห็นสมควรให้ประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 199:2 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง
จากนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การดำเนินคดีแบบกลุ่ม) หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นผู้เสนอ (เป็นเรื่องที่เลื่อนมาจากการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2557)
///////////
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ส่งเจ้าหน้าที่เร่งเตรียมสถานที่รับรายงานตัวสมาชิก สปช. พร้อมแล้ว
บรรยากาศที่รัฐสภา ล่าสุด ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ส่งเจ้าหน้าที่เร่งจัดเตรียมสถานที่รองรับการรายงานตัวสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ให้มีความพร้อมทันทีที่มีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งรายชื่อ สปช. จำนวน 25 คน โดยมีการจัดพื้นที่บริเวณห้องโถง อาคารรัฐสภา 1 พร้อมประดับดอกไม้สด การติดตั้งไฟเพิ่มเติม รวมถึงการจัดบอร์ดนิทรรศการต้อนรับ
ขณะที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบผ่านวาระแรกของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การดำเนินคดีแบบกลุ่ม) จากนั้นตั้งคณะกรรมาธิการ 15 คน แปรญัตติใน 7วัน และกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน 30 วัน
//////////
เลขาฯ ป.ป.ช. เผย ได้ข้อสรุปถอดถอนทุกคดีสัปดาห์หน้า ก่อนส่ง สนช. ขณะ สปช. ยื่นแสดงบัญชีหรือไม่ ต้องพิจารณารายบุคคล
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ทาง ป.ป.ช. จะพิจารณาเรื่องถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้ส่งเรื่องกลับคืนมา ก่อนส่งไปยัง สนช. อีกครั้ง รวมถึงทุกสำนวนคดีที่ค้างอยู่ที่ ป.ป.ช. ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้าเพื่อให้ สนช. พิจารณาถอดถอนต่อไป พร้อมกันนี้ ยืนยันว่า ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาด้วยความยุติธรรมตามหลักกฎหมาย
นอกจากนี้ การยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้ของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะพิจารณาเป็นรายบุคคลไป ทั้งนี้หาก สปช. ทำหน้าที่เพียงปฏิรูปและร่างกฎหมายโดยไม่แสวงหากำไร ไม่ได้ทำหน้าที่เสมือนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็อาจจะไม่จำเป็นต้องยื่นแสดงบัญชี
----
พรเพชร ยัน สนช. ใช้อำนาจวุฒิสภาถอดถอนได้ รอ ป.ป.ช. ส่งสำนวนกลับ ดำเนินการภายใน 30 วัน
บรรยากาศการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ล่าสุด เข้าสู่วาระการประชุมแล้ว โดยมี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ทั้งนี้ ก่อนการประชุม นายพรเพชร กล่าวว่า ขณะนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ยังไม่ได้ส่งสำนวนถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา กลับคืนมาให้ สนช. จึงยังไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ เพราะต้องรอพิจารณาเหตุผล แต่ยืนยัน สนช. ทำหน้าที่วุฒิสภาและใช้อำนาจถอดถอนได้ และหาก ป.ป.ช.ส่งเรื่องกลับมายัง สนช. โดยยังอ้างฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็จะใช้ดุลพินิจของประธานพิจารณาว่า ความผิดยังคงอยู่หรือไม่ เสนอญัตติถอดถอนต่อที่ประชุม หากมีสมาชิกเห็นแย้ง ก็จะเปิดให้อภิปรายและลงมติ ซึ่ง สนช. ต้องดำเนินการภายในกรอบระยะเวลา 30 วัน
-----------
ป.ป.ช. มีมติส่งถอดถอน นิคม-สมศักดิ์ ให้ สนช. พิจารณาใหม่ คาดสัปดาห์หน้า ขณะพรุ่งนี้เตรียมเปิดบัญชีทรัพย์สิน
บรรยากาศที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภายหลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ส่งสำนวนคดีถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ในกรณีมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมิชอบ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาใหม่อีกครั้ง
ล่าสุด ในวันนี้ได้มีการประชุมคณะกรรมการตั้งแต่ช่วงเช้า แต่ไม่เปิดเผยวาระการประชุม ซึ่งคาดว่าอาจมีการหารือในเรื่องดังกล่าวด้วย ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสรุปสำนวนคดีถอดถอนที่ค้างอยู่ที่ ป.ป.ช. ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะส่งให้ สนช. พิจารณาได้ภายในสัปดาห์หน้า
อย่างไรก็ตาม สำหรับบรรยากาศที่สำนักงาน ป.ป.ช. ขณะนี้ได้มีการจัดเตรียมห้องแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแสดงบัญชี
ทรัพย์ของสมาชิก สนช. ในวันพรุ่งนี้
////////////////
"พล.ต.อภิรัชต์" ทำพิธีรับส่งหน้าที่ ผบ.พล.1 รอ.คนใหม่ "พล.ต.พงษ์สวัสดิ์" หลังได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1
บรรยากาศความเคลื่อนไหวที่กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ถนนวิภาวดี พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ได้ทำพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และการบังคับบัญชา ให้กับ พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ โดยในพิธีได้มีการจัดกองทหารเกียรติยศไว้ต้อนรับเพื่อเป็นเกียรติแก่ พล.ต.อภิรัชต์ และ พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ พร้อมกับการลงนามในสมุดรับส่งตำแหน่ง ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดิ ทั้งนี้ สำหรับ พล.ต.อภิรัชต์ นั้น ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1
-------------
"พล.อ.วีรัณ" ส่งมอบ ผบ.นปอ.คนใหม่ ขอยึดมั่นอุดมการณ์ ขณะ "พล.ท.พันธ์ศักดิ์" ยัน ทำหน้าที่ด้วยความสุจริต
พล.อ.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล มอบตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (ผบ.นปอ.) ให้กับ พล.ท.พันธ์ศักดิ์ หลวงอุดม โดยพิธีเริ่มตั้งแต่สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหน่วย ก่อนเซ็นเอกสารรับมอบตำแหน่ง จากนั้น ออกไปเข้าพิธีรับมอบธงประจำหน่วยและรับชมการสวนสนามเทิดเกียรติ
ทั้งนี้ พล.อ.วีรัณ กล่าวขอบคุณ กำลังพลทุกหน่วยที่ร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่จนประสบผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายของราชการ ขอให้กำลังพลทุกนายรักษาคุณความดีไว้ และยึดมั่นอุดมการณ์ ใช้ความรู้ความสามารถในการพัฒนากองทัพให้มีประสิทธิภาพทุกมิติ พร้อมเชื่อว่า ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบกคนใหม่ จะนำพาหน่วยไปสู่การพัฒนาที่ดี และสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน
ด้าน พล.ท.พันธิ์ศักดิ์ กล่าวชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.อ.วีรัณ ตลอดการเป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมยืนยันว่าจะปฏิบัติ
หน้าที่ด้วยความสุจริต และปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนตามธรรมเนียมทหาร พร้อมพัฒนาบุคลากรของกองทัพ รวมถึงยุทโธปกรณ์ของกองทัพ และจะปฏิบัติตามนโยบายของกองทัพอย่างเคร่ง
ครัด
-----------
"พล.ต.พลภัทร" สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 2 ส่งมอบตำแหน่งเลขานุการกองทัพบก แก่ "พล.ต.วัชระ"
ที่สำนักงานเลขานุการกองทัพบก มีการจัดพิธีรับมอบหน้าที่เลขานุการกองทัพบก ระหว่าง พล.ต.พลภัทร วรรณภักตร์ กับ พล.ต.วัชระ นิตยสุทธิ์ โดยมีพิธีสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 2 ศาลพระภูมิ ณ หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ ศาลพระชัยมงคล หน้ากองบัญชาการกองทัพบก และพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 จากนั้น พล.ต.พลภัทร จึงมาทำพิธีส่งมอบธงประจำสำนักงานเลขานุการกองทัพบกให้กับ พล.ต.วัชระ และมาลงนามในเอกสารการรับส่งหน้าที่ เมื่อเสร็จพิธี ข้าราชการ ทหาร ลูกจ้าง ได้ร่วมกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึก
ทั้งนี้ พล.ต.วัชระ เป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 20 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมจอมเกล้า รุ่นที่ 31 เคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญในกองทัพบก คือ อาจารย์ส่วนวิชาทหารโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หัวหน้าสำนักงานเลขานุการกองทัพบก ผู้อำนวยการกองสำนักงานเลขานุการกองทัพบก รองเลขานุการกองทัพบก ก่อนที่จะได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการกองทัพบก
--------------
พล.อ.อุดมเดช ประชุม ศปก.ทบ. ครั้งแรก หลังรับตำแหน่ง ผบ. ยัน ทหารป้องสถาบัน หนุนงานมั่นคง ดูแลประชาชน แรงแก้ 3 จว.ใต้
พลเอก อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานประชุมศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกเป็นครั้งแรก หลังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของกองทัพบกสานต่องานในภาระหน้าที่ และความรับผิดชอบเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ทั้งภารกิจปกป้องอธิปไตยดูแลชายแดนให้มีความสงบสุข ภายใต้ความสัมพันธ์อันดีของประเทศเพื่อนบ้าน การช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะภารกิจสำคัญคือ การพิทักษ์เทิดทูนสถาบัน รวมทั้งการเผยแพร่และน้อมนำแนวทางพระราชทานมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต
ในขณะเดียวกัน กองทัพบกจะยังคงให้การสนับสนุน และปฏิบัติตามนโยบายด้านความมั่นคงของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และรัฐบาลอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อดูแลให้สังคมมีความสงบสุข ประชาชนมีความปลอดภัย และประเทศสามารถเดินหน้างานการปฏิรูปให้มีความก้าวหน้าตามแนวทางที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันกำหนด โดยเฉพาะความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
///////////////
"พล.อ.อนุพงษ์" ขอ "จตุพร" อย่ามีนัยจัดวันเกิด ห่วงขัดแย้ง เชื่อคนเห็นต่างอยู่ร่วมกันได้ พร้อมหนุนช่วยชาวนา ไร่ละ 1 พัน
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุญาตให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จัดงานฉลองวันเกิดในวันที่ 5 ต.ค. นี้ ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ ว่า หากการจัดงานเป็นไปตามเจตนาเพื่อฉลองวันเกิดคงไม่เป็นปัญหา แต่หากมีนัยที่อาจทำให้เกิดความวุ่นวายคงไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ เชื่อว่าประชาชนเข้าใจว่าในความเห็นต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้
นอกจากนี้ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในการนำเงินมอบให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท เพราะเป็นเรื่องที่ดี โดยไม่อยากให้มองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นประชานิยม แต่อยากให้มองว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้มากกว่า
/////////////
คดีเกาะเต่า
ผบ.ตร. เผย เชิญเอกอัครราชทูตอังกฤษไปดูเกาะเต่า ยัน ตร. ยังเดินทางสางคดีฆ่า 2 ฝรั่งเต็มที่
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. เปิดเผยภายหลัง นายมาร์ค เคนท์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เดินทางเข้าพบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ในวันนี้ เอกอัครราชทูตอังกฤษ ได้เข้ามาแสดงความยินดีในโอกาสที่ตนได้รับตำแหน่ง ผบ.ตร. พร้อมกันนี้ ตนก็ได้ชี้แจงในส่วนของความคืบหน้าคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า ทั้งในเรื่องผู้มีอิทธิพลและกระแสข่าวต่าง ๆ ซึ่งในเบื้องต้นไม่ได้ยืนยันกับทางเอกอัครราชทูตอังกฤษว่าจะสามารถจับกุมตัวคนร้ายได้เมื่อไร แต่ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานเต็มที่และรอบครอบ ส่วนในเรื่องของดีเอ็นเอ เตรียมส่งไปตรวจที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อตรวจสอบความชัดเจน
ขณะเดียวกัน ตนได้เชิญเอกอัครราชทูตอังกฤษพร้อมคณะลงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมคำสั่งมอบหมายให้ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. ลงพื้นที่ แต่ยังอยู่ระหว่าง รอรายชื่อชุดสืบสวน ซึ่งเบื้องต้นทางเอกอัครราชทูตอังกฤษก็ได้ตอบรับมาแล้ว แต่ยังไม่มีกำหนดวัน
ด้าน นายมาร์ค เคนท์ เอกอัครราชทูตอังกฤษ กล่าวว่า พึงพอใจกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยซึ่งทำเต็มที่แล้วและได้รับความร่วมมืออย่างดี
อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.สมยศ ยังกล่าวอีกว่า ทางสถานทูตอังกฤษพร้อมเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนทางการไทยทุกด้านหากมีการร้องขอไป แต่ยืนยันว่าจะไม่เข้ามาแทรกแทรงการทำงานของเจ้า
หน้าที่ตำรวจ
-------
พล.ต.ท.จักรทิพย์ เผย สามารถรวบคนร้ายที่ฆ่า 2 นทท.ชาวอังกฤษ ได้แล้ว ชี้ทั้งหมดเป็นแรงงานพม่า 3 คน
พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รรท.รอง ผบ.ตร. เปิดเผยความคืบหน้าคดีฆ่า 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า ว่า ล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม 3 คนร้ายที่เป็นแรงงานชาวพม่าได้แล้ว หลัง 1 ใน 3
ได้สารภาพว่าก่อเหตุจริง และคำสารภาพได้สอดคล้องกับพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึงในขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวอย่างดีเอ็นเอของคนร้ายทั้ง 3 มาตรวจพิสูจน์
ที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยืนยันความชัดเจน และจะทราบผลภายในคืนนี้
ล่าสุด พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. บินด่วนไปยังเกาะเต่าแล้ว เมื่อเวลา 17.00 น.
-----------
พล.ต.อ.สมยศ มีคำสั่งให้ ผกก.สภ.เกาะสมุย ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. ตั้งแต่ 2 ต.ค. 57 เป็นต้นไป
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 536/2557 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2557ให้ พ.ต.อ.พยุงศักดิ์ สุรินทร์ ผกก.สภ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์
ธานี ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ผบ.ตร. มอบหมายตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้
ไปรายงานตัวที่ ศปก.ตร. ภายในเวลา 16.00 น.ของวันที่ 2 ตุลาคม 2557
ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.เดชา บุตรน้ำเพชร รรท.ผบช.ภ.8 ได้มีคำสั่งให้ พ.ต.อ.พรศักดิ์ นวนหนู รอง ผบก.จว.สุราษฎร์ธานี ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ ผกก.สภ.เกาะสมุย ตั้งวันที่ 2 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับสาเหตุการสั่งย้าย ผกก.สภ.เกาะสมุย ครั้งนี้ น่าจะมาจากหย่อนยานในการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยปละละเลยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาในสังกัดไปเรียกเก็บส่วยในพื้นที่ แล้ว
แอบอ้างว่าส่งให้ผู้บังคับบัญชาและนักการเมืองระดับสูง
////////////
ผบ.ตร.รับตำแหน่งใหม่
ผบ.ตร. พร้อมด้วย ภริยา ไหว้สักการะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใน สตช. เพื่อเสริมสิริมงคลในโอกาสรับตำแหน่งใหม่
เมื่อเวลา 07.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย นางพจมาน พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ภริยา ไหว้สักการะ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบด้วย พระภูมิเจ้าที่หน้าประตูสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พระภูมิเจ้าที่ข้างสมาคมแม่บ้านตำรวจ พระนารายณ์ พระนิรันตราย พระบรมราชานุสาว
รีย์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 รูปปั้นพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ โดยมี พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก รรท.รอง ผบ.ตร.
และภริยาร่วมด้วย
ทั้งนี้ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวเพียงว่า ตนไม่มีพิธีการอะไร เพียงการสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลในโอกาสเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ร้อยเอกนายแพทย์ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่นเข้าพบนายกรัฐมนตรี ว่า นายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่นได้ฝากสาส์นแสดงความยินดีในการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมทั้งเชิญไปเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงเหตุผลที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ต้องเข้ามามีบทบาททางการเมือง รวมถึงการเข้ามาบริหารดูแลเสถียรภาพ ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยทางรัฐบาลญี่ปุ่นมีความเข้าใจถึงสถานการณ์ในประเทศไทยเป็นอย่างดีและให้ดำเนินการตามโรดแมปที่วางไว้
อย่างไรก็ตาม ได้มีการเสนอการลงทุนท่าเรือน้ำลึกทวายในประเทศเมียนมาร์ ซึ่งทางการญี่ปุ่นได้ให้ความสนใจ พร้อมเสนอให้มีการประชุมไตรภาคีร่วมกัน 3 ประเทศ ซึ่งขณะนี้การพูดคุยอยู่ในภาพรวมและอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
----------
นายกฯ ชวนญี่ปุ่นลงทุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 5 แห่งติดกับชายแดนไทย ยืนยันจะดูแลอย่างเต็มที่
ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เชิญให้ประเทศญี่ปุ่นพิจารณาการลงทุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 5 แห่งที่ติดกับชายแดนไทย ซึ่งถือเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเพื่อนบ้านของไทย และพิจารณาการลงทุน 18 จังหวัดนอกเขตนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเป็นการกระจายเม็ดเงินสู่ท้องถิ่น
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันจะดูแลนักธุรกิจญี่ปุ่นที่มาลงทุนในประเทศไทยเพื่อรักษาผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีของประเทศญี่ปุ่นในประเทศไทย
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดในประเทศญี่ปุ่น ที่มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยทั้งสองประเทศได้ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ญี่ปุ่นจะมีความยั่งยืน
------------
"ยงยุทธ" ยืนยัน นายกฯ เดินทางเยือนพม่า 9-10 ต.ค. นี้ หารือความร่วมมือเศรษฐกิจ-สังคม
ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุถึง การเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความ
สงบแห่งชาติ (คสช.) ในระหว่างวันที่ 9-10 ตุลาคม นี้ ว่า ทันทีที่เดินทางถึงจะพบปะหารือแบบเต็มคณะกับ นายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ในประเด็นความร่วมมือสารัตถะต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคม และในช่วงค่ำวันดังกล่าว รัฐบาลเมียนมาร์จะจัดพิธีเลี้ยงรับรองนายกรัฐมนตรีและคณะอย่างเป็นทางการ
สำหรับวันที่สอง นายกรัฐมนตรีและคณะ จะพบปะกับนักธุรกิจไทยที่ไปลงทุนในประเทศเมียนมาร์ เพื่อหารือถึงการลดอุปสรรด้านการค้าการลงทุน ที่รัฐบาลไทยจะได้หารือขอความร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมาร์ ซึ่งปัจจุบันมีนักธุรกิจไทยจำนวนไม่น้อยไปลงทุนที่ประเทศเมียรมาร์ในหลาย ๆ ด้าน
ร.อ.นพ.ยงยุทธ ระบุว่า เหตุที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนสหภาพเมียนมาร์เป็นชาติแรก เนื่องจากเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความใกล้ชิดกับไทย และในฐานะประธานอาเซียน ดังนั้นการเดินทางไปเยือนครั้งนี้ก็ถือเป็นการไปแนะนำตัวหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นธรรมเนียบปฏิบัติที่นายกรัฐมนตรีจะต้องเดินทางไปแนะนำตัวกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน
//////////
"พรเพชร" นัดสมาชิกประชุม สนช. ครั้งที่ 13 เตรียมเลือกกรรมการศาลยุติธรรม พร้อมพิจารณาร่าง กม. 9 ฉบับ
การรักษาความปลอดภัยที่รัฐสภา เช้านี้เป็นไปอย่างเข้มงวด เนื่องจากในเวลา 10.00 น. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นัดสมาชิกประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่
13/2557 โดยมีวาระด่วนให้พิจารณา เริ่มจากการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ และการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน จากนั้นเป็นการพิจารณาร่างกฎหมาย 9 ฉบับ อาทิ ร่างพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. ... ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ร่างพระราชบัญญัติการค้างาช้าง พ.ศ. ...
-------
สนช. มีมติเลือก "เมธี - ปรีชา" ดำรงตำแหน่งกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ
การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ภายหลังจากลงคะแนนแบบลับ โดยมีผลการลงคะแนน คือ
1. ศ.เมธี ครองแก้ว ได้ 144 คะนน
2. นายพิภพ อะสีติรัตน์ ได้ 91 คะแนน
3. นายปรีชา ชวลิตธำรง ได้ 134 คะแนน
4. นายวรสิทธิ์ โรจนพานิช ได้ 29 คะแนน
ทั้งนี้ ปรากฏว่า ศ.เมธี ครองแก้ว และ นายปรีชา ชวลิตธำรง เป็นผู้ได้คะแนนสูงสุดเป็นลำดับที่ 1 และ 2 จึงถือเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ
จากนั้นที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน จำนวน
15 คน มีกรอบระยะเวลาการทำงานภายใน 15 วัน
------------
สนช. ผ่านร่างกฎหมายวาระ 3 แล้ว จำนวน 2 ฉบับ ขณะพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งต่อ
ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติผ่านวาระ 3 เห็นสมควรให้ประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติถวายความปลอดภัย พ.ศ. .... เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 201:0 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง
และเห็นสมควรให้ประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 199:2 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง
จากนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การดำเนินคดีแบบกลุ่ม) หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นผู้เสนอ (เป็นเรื่องที่เลื่อนมาจากการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2557)
///////////
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ส่งเจ้าหน้าที่เร่งเตรียมสถานที่รับรายงานตัวสมาชิก สปช. พร้อมแล้ว
บรรยากาศที่รัฐสภา ล่าสุด ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ส่งเจ้าหน้าที่เร่งจัดเตรียมสถานที่รองรับการรายงานตัวสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ให้มีความพร้อมทันทีที่มีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งรายชื่อ สปช. จำนวน 25 คน โดยมีการจัดพื้นที่บริเวณห้องโถง อาคารรัฐสภา 1 พร้อมประดับดอกไม้สด การติดตั้งไฟเพิ่มเติม รวมถึงการจัดบอร์ดนิทรรศการต้อนรับ
ขณะที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบผ่านวาระแรกของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การดำเนินคดีแบบกลุ่ม) จากนั้นตั้งคณะกรรมาธิการ 15 คน แปรญัตติใน 7วัน และกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน 30 วัน
//////////
เลขาฯ ป.ป.ช. เผย ได้ข้อสรุปถอดถอนทุกคดีสัปดาห์หน้า ก่อนส่ง สนช. ขณะ สปช. ยื่นแสดงบัญชีหรือไม่ ต้องพิจารณารายบุคคล
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ทาง ป.ป.ช. จะพิจารณาเรื่องถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้ส่งเรื่องกลับคืนมา ก่อนส่งไปยัง สนช. อีกครั้ง รวมถึงทุกสำนวนคดีที่ค้างอยู่ที่ ป.ป.ช. ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้าเพื่อให้ สนช. พิจารณาถอดถอนต่อไป พร้อมกันนี้ ยืนยันว่า ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาด้วยความยุติธรรมตามหลักกฎหมาย
นอกจากนี้ การยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้ของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะพิจารณาเป็นรายบุคคลไป ทั้งนี้หาก สปช. ทำหน้าที่เพียงปฏิรูปและร่างกฎหมายโดยไม่แสวงหากำไร ไม่ได้ทำหน้าที่เสมือนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็อาจจะไม่จำเป็นต้องยื่นแสดงบัญชี
----
พรเพชร ยัน สนช. ใช้อำนาจวุฒิสภาถอดถอนได้ รอ ป.ป.ช. ส่งสำนวนกลับ ดำเนินการภายใน 30 วัน
บรรยากาศการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ล่าสุด เข้าสู่วาระการประชุมแล้ว โดยมี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ทั้งนี้ ก่อนการประชุม นายพรเพชร กล่าวว่า ขณะนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ยังไม่ได้ส่งสำนวนถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา กลับคืนมาให้ สนช. จึงยังไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ เพราะต้องรอพิจารณาเหตุผล แต่ยืนยัน สนช. ทำหน้าที่วุฒิสภาและใช้อำนาจถอดถอนได้ และหาก ป.ป.ช.ส่งเรื่องกลับมายัง สนช. โดยยังอ้างฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็จะใช้ดุลพินิจของประธานพิจารณาว่า ความผิดยังคงอยู่หรือไม่ เสนอญัตติถอดถอนต่อที่ประชุม หากมีสมาชิกเห็นแย้ง ก็จะเปิดให้อภิปรายและลงมติ ซึ่ง สนช. ต้องดำเนินการภายในกรอบระยะเวลา 30 วัน
-----------
ป.ป.ช. มีมติส่งถอดถอน นิคม-สมศักดิ์ ให้ สนช. พิจารณาใหม่ คาดสัปดาห์หน้า ขณะพรุ่งนี้เตรียมเปิดบัญชีทรัพย์สิน
บรรยากาศที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภายหลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ส่งสำนวนคดีถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ในกรณีมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมิชอบ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาใหม่อีกครั้ง
ล่าสุด ในวันนี้ได้มีการประชุมคณะกรรมการตั้งแต่ช่วงเช้า แต่ไม่เปิดเผยวาระการประชุม ซึ่งคาดว่าอาจมีการหารือในเรื่องดังกล่าวด้วย ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสรุปสำนวนคดีถอดถอนที่ค้างอยู่ที่ ป.ป.ช. ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะส่งให้ สนช. พิจารณาได้ภายในสัปดาห์หน้า
อย่างไรก็ตาม สำหรับบรรยากาศที่สำนักงาน ป.ป.ช. ขณะนี้ได้มีการจัดเตรียมห้องแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแสดงบัญชี
ทรัพย์ของสมาชิก สนช. ในวันพรุ่งนี้
////////////////
"พล.ต.อภิรัชต์" ทำพิธีรับส่งหน้าที่ ผบ.พล.1 รอ.คนใหม่ "พล.ต.พงษ์สวัสดิ์" หลังได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1
บรรยากาศความเคลื่อนไหวที่กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ถนนวิภาวดี พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ได้ทำพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และการบังคับบัญชา ให้กับ พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ โดยในพิธีได้มีการจัดกองทหารเกียรติยศไว้ต้อนรับเพื่อเป็นเกียรติแก่ พล.ต.อภิรัชต์ และ พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ พร้อมกับการลงนามในสมุดรับส่งตำแหน่ง ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดิ ทั้งนี้ สำหรับ พล.ต.อภิรัชต์ นั้น ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1
-------------
"พล.อ.วีรัณ" ส่งมอบ ผบ.นปอ.คนใหม่ ขอยึดมั่นอุดมการณ์ ขณะ "พล.ท.พันธ์ศักดิ์" ยัน ทำหน้าที่ด้วยความสุจริต
พล.อ.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล มอบตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (ผบ.นปอ.) ให้กับ พล.ท.พันธ์ศักดิ์ หลวงอุดม โดยพิธีเริ่มตั้งแต่สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหน่วย ก่อนเซ็นเอกสารรับมอบตำแหน่ง จากนั้น ออกไปเข้าพิธีรับมอบธงประจำหน่วยและรับชมการสวนสนามเทิดเกียรติ
ทั้งนี้ พล.อ.วีรัณ กล่าวขอบคุณ กำลังพลทุกหน่วยที่ร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่จนประสบผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายของราชการ ขอให้กำลังพลทุกนายรักษาคุณความดีไว้ และยึดมั่นอุดมการณ์ ใช้ความรู้ความสามารถในการพัฒนากองทัพให้มีประสิทธิภาพทุกมิติ พร้อมเชื่อว่า ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบกคนใหม่ จะนำพาหน่วยไปสู่การพัฒนาที่ดี และสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน
ด้าน พล.ท.พันธิ์ศักดิ์ กล่าวชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.อ.วีรัณ ตลอดการเป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมยืนยันว่าจะปฏิบัติ
หน้าที่ด้วยความสุจริต และปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนตามธรรมเนียมทหาร พร้อมพัฒนาบุคลากรของกองทัพ รวมถึงยุทโธปกรณ์ของกองทัพ และจะปฏิบัติตามนโยบายของกองทัพอย่างเคร่ง
ครัด
-----------
"พล.ต.พลภัทร" สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 2 ส่งมอบตำแหน่งเลขานุการกองทัพบก แก่ "พล.ต.วัชระ"
ที่สำนักงานเลขานุการกองทัพบก มีการจัดพิธีรับมอบหน้าที่เลขานุการกองทัพบก ระหว่าง พล.ต.พลภัทร วรรณภักตร์ กับ พล.ต.วัชระ นิตยสุทธิ์ โดยมีพิธีสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 2 ศาลพระภูมิ ณ หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ ศาลพระชัยมงคล หน้ากองบัญชาการกองทัพบก และพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 จากนั้น พล.ต.พลภัทร จึงมาทำพิธีส่งมอบธงประจำสำนักงานเลขานุการกองทัพบกให้กับ พล.ต.วัชระ และมาลงนามในเอกสารการรับส่งหน้าที่ เมื่อเสร็จพิธี ข้าราชการ ทหาร ลูกจ้าง ได้ร่วมกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึก
ทั้งนี้ พล.ต.วัชระ เป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 20 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมจอมเกล้า รุ่นที่ 31 เคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญในกองทัพบก คือ อาจารย์ส่วนวิชาทหารโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หัวหน้าสำนักงานเลขานุการกองทัพบก ผู้อำนวยการกองสำนักงานเลขานุการกองทัพบก รองเลขานุการกองทัพบก ก่อนที่จะได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการกองทัพบก
--------------
พล.อ.อุดมเดช ประชุม ศปก.ทบ. ครั้งแรก หลังรับตำแหน่ง ผบ. ยัน ทหารป้องสถาบัน หนุนงานมั่นคง ดูแลประชาชน แรงแก้ 3 จว.ใต้
พลเอก อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานประชุมศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกเป็นครั้งแรก หลังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของกองทัพบกสานต่องานในภาระหน้าที่ และความรับผิดชอบเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ทั้งภารกิจปกป้องอธิปไตยดูแลชายแดนให้มีความสงบสุข ภายใต้ความสัมพันธ์อันดีของประเทศเพื่อนบ้าน การช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะภารกิจสำคัญคือ การพิทักษ์เทิดทูนสถาบัน รวมทั้งการเผยแพร่และน้อมนำแนวทางพระราชทานมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต
ในขณะเดียวกัน กองทัพบกจะยังคงให้การสนับสนุน และปฏิบัติตามนโยบายด้านความมั่นคงของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และรัฐบาลอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อดูแลให้สังคมมีความสงบสุข ประชาชนมีความปลอดภัย และประเทศสามารถเดินหน้างานการปฏิรูปให้มีความก้าวหน้าตามแนวทางที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันกำหนด โดยเฉพาะความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
///////////////
"พล.อ.อนุพงษ์" ขอ "จตุพร" อย่ามีนัยจัดวันเกิด ห่วงขัดแย้ง เชื่อคนเห็นต่างอยู่ร่วมกันได้ พร้อมหนุนช่วยชาวนา ไร่ละ 1 พัน
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุญาตให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จัดงานฉลองวันเกิดในวันที่ 5 ต.ค. นี้ ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ ว่า หากการจัดงานเป็นไปตามเจตนาเพื่อฉลองวันเกิดคงไม่เป็นปัญหา แต่หากมีนัยที่อาจทำให้เกิดความวุ่นวายคงไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ เชื่อว่าประชาชนเข้าใจว่าในความเห็นต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้
นอกจากนี้ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในการนำเงินมอบให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท เพราะเป็นเรื่องที่ดี โดยไม่อยากให้มองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นประชานิยม แต่อยากให้มองว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้มากกว่า
/////////////
คดีเกาะเต่า
ผบ.ตร. เผย เชิญเอกอัครราชทูตอังกฤษไปดูเกาะเต่า ยัน ตร. ยังเดินทางสางคดีฆ่า 2 ฝรั่งเต็มที่
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. เปิดเผยภายหลัง นายมาร์ค เคนท์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เดินทางเข้าพบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ในวันนี้ เอกอัครราชทูตอังกฤษ ได้เข้ามาแสดงความยินดีในโอกาสที่ตนได้รับตำแหน่ง ผบ.ตร. พร้อมกันนี้ ตนก็ได้ชี้แจงในส่วนของความคืบหน้าคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า ทั้งในเรื่องผู้มีอิทธิพลและกระแสข่าวต่าง ๆ ซึ่งในเบื้องต้นไม่ได้ยืนยันกับทางเอกอัครราชทูตอังกฤษว่าจะสามารถจับกุมตัวคนร้ายได้เมื่อไร แต่ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานเต็มที่และรอบครอบ ส่วนในเรื่องของดีเอ็นเอ เตรียมส่งไปตรวจที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อตรวจสอบความชัดเจน
ขณะเดียวกัน ตนได้เชิญเอกอัครราชทูตอังกฤษพร้อมคณะลงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมคำสั่งมอบหมายให้ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. ลงพื้นที่ แต่ยังอยู่ระหว่าง รอรายชื่อชุดสืบสวน ซึ่งเบื้องต้นทางเอกอัครราชทูตอังกฤษก็ได้ตอบรับมาแล้ว แต่ยังไม่มีกำหนดวัน
ด้าน นายมาร์ค เคนท์ เอกอัครราชทูตอังกฤษ กล่าวว่า พึงพอใจกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยซึ่งทำเต็มที่แล้วและได้รับความร่วมมืออย่างดี
อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.สมยศ ยังกล่าวอีกว่า ทางสถานทูตอังกฤษพร้อมเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนทางการไทยทุกด้านหากมีการร้องขอไป แต่ยืนยันว่าจะไม่เข้ามาแทรกแทรงการทำงานของเจ้า
หน้าที่ตำรวจ
-------
พล.ต.ท.จักรทิพย์ เผย สามารถรวบคนร้ายที่ฆ่า 2 นทท.ชาวอังกฤษ ได้แล้ว ชี้ทั้งหมดเป็นแรงงานพม่า 3 คน
พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รรท.รอง ผบ.ตร. เปิดเผยความคืบหน้าคดีฆ่า 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า ว่า ล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม 3 คนร้ายที่เป็นแรงงานชาวพม่าได้แล้ว หลัง 1 ใน 3
ได้สารภาพว่าก่อเหตุจริง และคำสารภาพได้สอดคล้องกับพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึงในขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวอย่างดีเอ็นเอของคนร้ายทั้ง 3 มาตรวจพิสูจน์
ที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยืนยันความชัดเจน และจะทราบผลภายในคืนนี้
ล่าสุด พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. บินด่วนไปยังเกาะเต่าแล้ว เมื่อเวลา 17.00 น.
-----------
พล.ต.อ.สมยศ มีคำสั่งให้ ผกก.สภ.เกาะสมุย ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. ตั้งแต่ 2 ต.ค. 57 เป็นต้นไป
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 536/2557 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2557ให้ พ.ต.อ.พยุงศักดิ์ สุรินทร์ ผกก.สภ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์
ธานี ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ผบ.ตร. มอบหมายตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้
ไปรายงานตัวที่ ศปก.ตร. ภายในเวลา 16.00 น.ของวันที่ 2 ตุลาคม 2557
ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.เดชา บุตรน้ำเพชร รรท.ผบช.ภ.8 ได้มีคำสั่งให้ พ.ต.อ.พรศักดิ์ นวนหนู รอง ผบก.จว.สุราษฎร์ธานี ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ ผกก.สภ.เกาะสมุย ตั้งวันที่ 2 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับสาเหตุการสั่งย้าย ผกก.สภ.เกาะสมุย ครั้งนี้ น่าจะมาจากหย่อนยานในการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยปละละเลยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาในสังกัดไปเรียกเก็บส่วยในพื้นที่ แล้ว
แอบอ้างว่าส่งให้ผู้บังคับบัญชาและนักการเมืองระดับสูง
////////////
ผบ.ตร.รับตำแหน่งใหม่
ผบ.ตร. พร้อมด้วย ภริยา ไหว้สักการะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใน สตช. เพื่อเสริมสิริมงคลในโอกาสรับตำแหน่งใหม่
เมื่อเวลา 07.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย นางพจมาน พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ภริยา ไหว้สักการะ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบด้วย พระภูมิเจ้าที่หน้าประตูสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พระภูมิเจ้าที่ข้างสมาคมแม่บ้านตำรวจ พระนารายณ์ พระนิรันตราย พระบรมราชานุสาว
รีย์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 รูปปั้นพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ โดยมี พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก รรท.รอง ผบ.ตร.
และภริยาร่วมด้วย
ทั้งนี้ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวเพียงว่า ตนไม่มีพิธีการอะไร เพียงการสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลในโอกาสเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

