PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

เบื้องหลัง ‘สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน’ ไม่รับสารภาพ คดีระเบิดหน้าศาล

เบื้องหลัง ‘สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน’ ไม่รับสารภาพ คดีระเบิดหน้าศาล

สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน มีอาชีพขับแท็กซี่และเคยเป็นแกนนำ นปก.รุ่น 2 ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระหว่างเดินทางกลับบ้านย่านพุทธมณฑล ในช่วงกลางคืนวันที่ 9 มี.ค.58 เวลาประมาณ 22.00 น. เขาถูกนำตัวไปกองบัญชาการตำรวจนครบาล
สรรเสริญเข้าใจเอาเองว่าถูกจับจากกฎอัยการศึกเนื่องจากบทบาททางการเมืองที่ผ่านมา เพราะเขาแสดงท่าทีทางการเมืองที่ชัดเจนว่าคัดค้านการรัฐประหารตลอดมาตั้งแต่ปี 2549
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งมอบตัวเขาให้เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งมารับตัวต่อไปยังกรมสารวัตรทหารเวลาประมาณ 23.00 น.ของวันที่ 9 มี.ค.นั้นเอง เมื่อไปถึงกรมสารวัตรทหาร เขาจึงทราบข้อกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับคดีขว้างระเบิดที่ศาลอาญา เขาโดนใส่กุญแจมือไพล่หลัง ใช้ผ้าดำปิดตาพร้อมกับเอาถุงดำคลุมหัว และถูกบังคับให้สารภาพว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว
เขาอยู่ในความควบคุมของทหาร 7 วัน ก่อนเจ้าหน้าที่นำตัวไปฝากขังที่ศาลทหารและนำตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในวันที่ 16 มี.ค.58
ในเรื่องการซ้อมทรมานนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่าได้รับการร้องเรียนจากผู้ต้องหาคดีระเบิดหน้าศาลอาญา 4 รายในจำนวน 9 รายว่ามีการซ้อมผู้ต้องหาระหว่างการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก (อ่านรายละเอียดที่นี่)

ย้อนกลับไปในขณะถูกเจ้าหน้าที่จับกุม สรรเสริญได้ยุติการดื่มน้ำและรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นมาตรการที่เขาได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าหากมีการจับกุมเกิดขึ้น ทั้งยังได้ทำหนังสือไว้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเขาขอมอบร่างกายให้กับคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่าโครงกระดูกก็มอบให้คณะแพทย์ไว้ใช้สำหรับการศึกษา และหากมีเศษของร่างกายหลงเหลือจากการใช้เพื่อการศึกษา ให้นำไปฝังไว้ที่ดอยม่อนยะ อ.แม่วาง เชียงใหม่  โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการเก็บสำเนาหนังสือมอบอำนาจของเขาไว้
เขาว่าเหตุที่ไปพัวพันกับเหตุการณ์ปาระเบิดศาลอาจเนื่องมาจากเขาได้รับการชวนจากชาญวิทย์ (ถูกจับกุมเช่นกัน)  ให้ไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองให้กับกลุ่มผู้สนใจทางการเมืองกลุ่มหนึ่งที่ จ.ขอนแก่น ประมาณสิบกว่าคน โดยที่เขาไม่ได้เคยรู้จักกับกลุ่มดังกล่าวมาก่อนแต่อย่างใด งานดังกล่าวจัดขึ้นในวันที่14-15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในเขตอำเภอเมือง ชาญวิทย์เขาบอกว่าชาญวิทย์พูดคนเดียวไม่ไหวจึงต้องการให้เขาไปช่วยพูด ขณะที่ทหารรวมถึงตำรวจซึ่งมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนได้สรุปรวมว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นการพบปะเพื่อวางแผนก่อเหตุ โดยมีสรรเสริญและชาญวิทย์เป็นคนบรรยายแนวคิด
กระบวนการที่เจ้าหน้าที่พยายามทำให้สารภาพคือ การขู่ตะคอก ตบหน้า ชกเขาที่บริเวณลิ้นปี่และชายโครง รวมถึงเหยียบบริเวณลำตัว รอยช้ำส่วนใหญ่เริ่มจางลงไปไปหมดแล้ว เหลืออยู่เพียงบางส่วน อย่างไรก็ตาม เขายังรู้สึกเจ็บชายโครงที่ถูกชก
สรรเสริญไม่ยอมรับสารภาพว่าเกี่ยวข้องกับเหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้ใช้ไฟฟ้าช็อตที่บริเวณต้นขา เขาประมาณว่าถูกช็อตราว 30-40 ครั้ง
สรรเสริญนิยามตัวเองว่าเป็นโซเชียลลิสต์(นักสังคมนิยม) เป็นผู้นิยมในแนวทางของพรรคซินเฟน (Sinn Fein) ชมชอบมาร์ติน ลูเธอร์ คิงส์ ชื่นชมในความเด็ดเกี่ยวของโฮจิมินห์ และเช เกวารา โดยเฉพาะเช เขาว่าหากเชอยู่คิวบาอย่างน้อยก็ต้องได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแต่เชกลับเลือกที่จะทำการปฏิวัติต่อจนตัวตาย
แนวทางสันติของเขาชัดเจนมาตั้งแต่อดีต ต้นปี 2553 เขาคือหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรค ‘แนวร่วมสังคมประชาธิปไตย’ ซึ่งเน้นเรื่องความเท่าเทียมของโอกาสของผู้คนในสังคม แต่พรรคที่เขานิยามว่าเป็น ‘พรรคกระยาจก’ นี้ก็ถูกยุบไปหลังจากนั้นเพราะหาสมาชิกไม่ทันตามกำหนด อย่างไรก็ตาม ในห้วงการก่อตั้งพรรคเขาเคยให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดและแนวทางของเขาว่า
“เราพยายามรื้อฟื้นจิตวิญญาณที่ทำเพื่อคนอื่นขึ้นมา คนที่อยากจะทำอะไรเพื่อสังคมยังคงมีอยู่เยอะในสถานการณ์ที่ทางโน้นคนก็ไม่ชอบ ทางนี้คนก็ไม่ชอบ”
“การผลิตที่ทันสมัยเป็นของมนุษยชาติ มีแต่คนไร้เดียงสาเท่านั้นที่จะบอกว่านั่นเป็นของทุน คอนเซ็ปต์เดิมของสังคมนิยมไม่ได้อธิบายเรื่องการผลิต พูดแต่เรื่องการแบ่งปัน อุดมการณ์เดิมนั้นดูกันที่การแบ่งปัน แต่สำคัญเราต้องทำการผลิตที่ก้าวหน้า แล้วกำหนดกติกาการแบ่งปัน การบริหารจัดการที่ไม่ให้กลุ่มคนต่างๆ เอาเปรียบกัน ที่สำคัญ ต้องมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นมีทั้งอำนาจ มีเงิน และรับผิดชอบต่อประชาชนโดยตรง”
“พรรคเพื่อไทยรับภารกิจได้ระดับหนึ่ง เขาไม่สะดวกจะทำบางอย่าง เช่น ภาษีก้าวหน้า คนที่จะทำเรื่องพวกนี้ คือพวกที่ไม่มีเนื้อจะเฉือน”
สำหรับการควบคุมตัวในคดีปาระเบิดศาลอาญานี้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวคนอีกหลายคน และปัจจุบันถูกนำเข้าเรือนจำทั้งหญิงและชาย ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาเขาว่า “ร่วมกันพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, กระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ของผู้อื่น, มีและใช้เครื่องกระสุนปืนที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย, มีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งเด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์, ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนและมียุทธภัณฑ์ทางทหารไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
 สรรเสริญยืนยันว่าเขาไม่ใช่พวกก่อวินาศกรรม ไม่ใช่พวกวางระเบิด
“ผมไม่ใช่คนแบบนั้น จะให้ผมยอมรับได้อย่างไร " เขากล่าวพร้อมน้ำตา
“ผมพูดได้เท่าที่ผมคิดและผมกระทำ(ต่อต้านการรัฐประหาร) ผมไม่สามารถยอมรับสิ่งที่ผมไม่ได้ทำได้ เขาซ้อมจนผมชนะเขา”
สุดท้ายเจ้าหน้าได้ยุติการมาตรการดังกล่าว กักตัวเขาไว้จนครบ 7 วันก่อนนำตัวเขามาแถลงข่าวในเวลาต่อมา ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาดื่มน้ำ รับประทานอาหาร ด้วยคำขอว่า ขอให้เห็นแก่มิตรภาพของเรา

กองทัพอากาศ ใช้กองบิน 41 เขียงใหม่ เป็นที่วางกำลัง รับดูแล ส่งกำลังบำรุง Chinook สิงคโปร์ 2 ลำ

กองทัพอากาศ ใช้กองบิน 41 เขียงใหม่ เป็นที่วางกำลัง รับดูแล ส่งกำลังบำรุง Chinook สิงคโปร์ 2 ลำ และ ฮ. MI 17 1ลำและ ฮ.Hury 3 ลำ กองทัพบก ร่วม BT67 ทอ.แก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันในภาคเหนือ/ ผบทอ.สั่งกองบิน 46 พิษณุโลก จัดเครื่องบินBT-67อีก 1เครื่อง สมทบดับไฟป่า ที่เชียงใหม่
พลอากาศเอก มณฑล สัชฌุกร โฆษกกองทัพอากาศ เผยว่า ตามที่ได้เกิดวิกฤตการณ์หมอกควันปกคลุมพื้นที่หลายจังหวัดในภาคเหนืออยู่ในขณะนี้
กองทัพอากาศ โดย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการติดต่อประสานจากกองทัพบก ในการเตรียมพื้นที่สำหรับการวางกำลังอากาศยานของกองทัพอากาศสิงคโปร์ที่เดินทางมาร่วมการฝึกผสม Cope Tiger 2015 ที่กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเข้ามาสนับสนุนภารกิจการดับไฟป่าและแก้ปัญหาหมอกควัน ในพื้นที่ภาคเหนือ
ในการสนับสนุนอากาศยานของกองทัพอากาศสิงคโปร์ในครั้งนี้ประกอบด้วยเฮลิคอปเตอร์แบบชินุก Chinook จำนวน 2 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์การดับไฟป่า นอกจากนั้นกองทัพบกยังจัดอากาศยานเข้าร่วมอีก
ได้แก่ เฮลิคอปเตอร์แบบ MI-17 จำนวน 1 เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1H จำนวน 3เครื่องโดยอากาศยานทั้งหมดได้เข้าที่ตั้งกองบิน 41 ในวันนี้ (๑๘ มี.ค.๕๘) เมื่อเวลา ๑๔.๐๐ น.และพร้อมที่จะเริ่มปฏิบัติการทันที ในขณะที่กองทัพอากาศยังคงใช้เครื่องบินลำเลียงแบบที่2 ก (BT-67) จำนวน 1 เครื่อง ทำการบินโปรยละอองน้ำทุกวัน วันละ4เที่ยวบิน การร่วมมือเข้าช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในครั้งนี้ของกองทัพบก
กองทัพอากาศ และกองทัพอากาศสิงคโปร์ นับเป็นการดำเนินการร่วมกันตามกรอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ
(Humanitarian Assistance and Disaster Relief : HADR)ของกองทัพในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ได้มีการประชุมวางแผนร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ดี และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน
พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศได้สั่งการให้กองบิน 46 พิษณุโลก จัดเครื่องบินBT-67อีก 1เครื่อง
เข้าร่วมปฏิบัติการที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้เดินทางออกจากจังหวัดพิษณุโลก และจะเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค. เวลา 08.00 น.เป็นต้นไปเพื่อเข้าร่วมสมทบกับเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 2 ก ที่มีอยู่แล้วพร้อมกับเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกและกองทัพอากาศสิงคโปร์


บิ๊กโด่ง"สั่งด่วน ส่ง ฮ.MI 17 และ Huey เสริมเครื่องบินC130 ของ ทอ.และ ฮ.Chinook ของสิงคโปร์ 2 ล กำลังฝึก Cope Tiger ที่โคราช เข้าช่วยดับไฟป่าหมอกควัน

"บิ๊กโด่ง"สั่งด่วน ส่ง ฮ.MI 17 และ Huey เสริมเครื่องบินC130 ของ ทอ.และ ฮ.Chinook ของสิงคโปร์ 2 ล กำลังฝึก Cope Tiger ที่โคราช เข้าช่วยดับไฟป่าหมอกควัน เพิ่มเติมจากที่มีอยู่ หวังยุติสถานการณ์ลดผลกระทบต่อประชาชนโดยเร็วที่สุด
สถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในภาคเหนือยังคงมีความรุนแรงอยู่หลายพื้นที่ ซึ่งทุกหน่วยงานยังระดมสรรพกำลังและเครื่องมือเข้ายุติปัญหาอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ดูแลในภาพรวม
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก ทบ. กล่าวว่า ในส่วนของกองทัพบก ยังคงบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน ปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าและลดหมอกควันใน ๙ จังหวัดสำคัญ ได้แก่ เชียงใหม่, เชียงราย, ลำปาง, ลำพูน, น่าน, แพร่, แม่ฮ่องสอน, ตาก และ พะเยา เป็นผลให้พื้นที่การเกิดไฟป่าและความหนาแน่นของหมอกควันลดลงจากเดิม แต่คุณภาพอากาศในบางจังหวัด เช่น แม่ฮ่องสอน, เชียงราย, เชียงใหม่ ยังมีค่าเกินมาตรฐานส่งผลต่อสุขภาพ
ล่าสุดจากการประชุมศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกในวันนี้ พลเอก อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก และ รมช.กห. ได้สั่งการเร่งด่วนให้ ศูนย์การบินทหารบก ส่งอากาศยานของกองทัพบกเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนภารกิจการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันในภาคเหนือจากที่หน่วยทหารในพื้นที่มีอยู่เดิม ประกอบด้วย เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง แบบ 17 (MI-17 )จำนวน 1 ลำ ,เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 1(UH1H) จำนวน 2 ลำ
และกองทัพภาคที่ 3 ยังขอรับการสนับสนุนเครื่องบินลำเลียงC130 จำนวน 1 ลำ จากกองทัพอากาศ
นอกจากนี้ ทางกองทัพสิงคโปร์ ซึ่งขณะนี้ทำการฝึกร่วมผสม COPE Tiger2015 อยู่ในประเทศไทย ได้ให้การสนับสนุนเครื่องบินลำเลียง Chinook จำนวน 2ลำ พร้อมตระกร้าบรรจุน้ำ เข้าร่วมภารกิจดับไฟป่าและหมอกควันในขณะนี้ด้วย
โดยอากาศยานทั้งหมดจะเข้าปฏิบัติการในช่วงบ่ายวันนี้ (18มี.ค.)ภายใต้การกำกับดูแลของกองทัพภาคที่ 3
ทั้งนี้อากาศยานที่นำมาสนับสนุนเพิ่มเติมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดับไฟป่าและลดปริมาณหมอกควันได้มากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการลาดตระเวนตรวจสอบภาคพื้นดินและทางอากาศ เพื่อหาจุดที่มีไฟป่า การฉีดพ่นละอองน้ำ การทำฝนเทียม การโปรยละอองน้ำจากอากาศยาน การทำแนวกันไฟ และการรณรงค์ให้ประชาชนงดเผาไฟในที่โล่ง อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถานกาณ์ยุติโดยเร็ว


พระพุทธอิสระเตือนมหาโชว์ระวัง มหาเถรฯระวังโดนย้อนศร


ขอส่งสัญญาณหน่อย
๑๘ มีนาคม ๒๕๕๘
เห็นผู้ถูกกล่าวหาทั้ง ๒ คือ มหาโชว์และนายเสถียร เดินทางไปกล่าวโทษร้องทุกข์แก่เจ้าคณะปกครองเขตบางกะปิ ฐานะเป็นเจ้าคณะปกครองในพื้นที่ๆ เกิดเหตุ ให้ดำเนินคดีปรับอาบัติปาราชิกในความผิดฐานตบทรัพย์จากโรงแรม เอส ซี ปาร์ค
ฉันเลยขอส่งสัญญาณไปยังบรรดาคุณพระผู้ทำหน้าที่พิจารณาคดีว่า ระวังจะเจอย้อนศร โดยศรนี้ มหาเถรสมาคมได้ทำบรรทัดฐานเอาไว้ในการพิจารณาคดีของธัมมชโย ว่ายักยอกทรัพย์ไม่เป็นปาราชิก หากส่งคืนทรัพย์แก่เจ้าของแล้ว
ที่พูดเช่นนี้ไม่ไช่หมายความว่าฉันมีเจตนาไปตบทรัพย์ต้องการเงินของโรงแรมมาเป็นของฉัน ซึ่งฉันได้แถลงเบิกความแก่ศาลแพ่งไปเมื่อวานนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ขออุบเอาไว้ก่อน เดี๋ยวไก่ตื่น
หากศาลสงฆ์จะพิจารณาคดีตบทรัพย์ต่อฉัน ก็ต้องไปดูบรรทัดฐานที่มหาเถรสมาคมพิจารณาคดีธัมมชโย โดยมหาเถรสมาคมอ้างว่า เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลทางโลกแล้ว ศาลสงฆ์จะต้องชะลอเพื่อรับฟังคำตัดสินคดีของศาลทางโลกเสียก่อน ดังที่มหาเถรใช้เป็นข้ออ้างในการพิจารณาคดีของธัมมชโย ในคดีรูปแบบเดียวกัน
และถ้าหากศาลสงฆ์จะเร่งรัดพิจารณาคดีของฉันให้จบๆ เพื่อปิดเกมดังที่ตั้งใจจะกำจัดฉัน ระวังจะเจอย้อนศร
ถ้าหากศาลสงฆ์ยังเอาผิดธัมมชโยไม่ได้ ทั้งที่พระสังฆราชเป็นผู้โจทก์ ผู้กล่าวหา
แล้วนายเสถียรและมหาโชว์เป็นใคร ยิ่งใหญ่มาจากไหน ถึงจะมาโจทก์กล่าวหา ใส่ร้าย แจ้งความเท็จ ฟ้องร้องต่อศาลสงฆ์ให้มาเอาผิดต่อพุทธะอิสระ เอาไว้รอชาติหน้า หากมีโอกาสได้เกิดเป็นคนอีกค่อยมาว่ากันใหม่ดีไหม แต่ชาตินี้ ดูท่าจะไม่มีแววเลย หรือว่าไงท่านด็อกเตอร์มหาโชว์และท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์
ที่ส่งสัญญาณเตือนมานี้ เพราะขี้เกียจขึ้นศาลฟ้องเอาผิดแก่ศาลสงฆ์ เบื่อที่จะหาเงินมาจ้างทนาย
สรุปว่า มหาเถรสมาคมและบริวารจะทำอะไรแก่พุทธะอิสระ ก็ให้ใช้ปัญญาให้มากๆ กว่านี้หน่อย อย่าใช้สัญญาและอารมณ์ ถ้าอยากคว่ำหรือกำจัดพุทธะอิสระให้ได้ ขอแนะนำให้หาคนที่มีสมองมาจัดการกับฉัน หากฉันพ่ายแพ้เพลี่ยงพล้ำ จะได้รู้สึกสมน้ำสมเนื้อกันหน่อย ถ้าหากชนะ ใครๆ ก็จะว่าฉันมิได้ ว่าใช้ความได้เปรียบมากลั่นแกล้งรังแกคนอ่อนแอ อย่าไปใช้พวกชอบกินหญ้าขาดปัญญามาต่อสู้กับฉัน เพราะนอกจากจะกำจัดฉันไม่ได้แล้ว อาจจะโดนกำจัดเองเสียด้วยซ้ำ
พุทธะอิสระ


บิ๊กตู่:ทีเล่นทีจริงมะกันห้ามเข้าประเทศ?

หนังสือพิมพ์ BangkokPost รายงานว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แค่พูดหยอกล้อนักธุรกิจอเมริกัน เรื่ออเมริกาไม่ให้ประเทศ ไม่ทราบว่าหนังสือพิมพ์เจตนาแก้ขวยให้อเมริกา หรือว่านายพูดเล่นจริง แต่อย่าลืมนะครับโบราณกล่าวว่า “คำพูดเล่นๆมีความจริงแอบแฝงอยู่เสมอ” จากประสบการณ์ส่วนตัวเชื่อว่าอเมริกา ไม่ยินดีต้อนรับรัฐบาลชุดนี้ที่มันเรียกว่ารัฐบาลทหารจริง ดูได้จากที่นางคริสตี้ เจนนี่อดีตทูตสหรัฐประจำประเทศไทยปฏิเสธเชิญนายกประยุทธ์และ ครม เข้ารวมรงานวันชาติเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ปีกลาย แต่นางกลับเชิญพวกเสื้อแดง นักข่าวและเอนจีโอกลุ่ม ต่อต้าน คสช เข้าชูสามนิ้วร่วมงานพร้อมกับคำพูดเย้ยหยันว่า “เราเชิญเฉพาะคนที่เป็นมิตรกับอเมริกามาร่วมงาน”

ส่วนที่นายกพูดว่าท่านจะไปร่วมประชุมยูเอน ตามคำเชิญของนายบัน คีมูล ในเดือนกันยายนนั้น แน่นอนครับท่านไปได้ในฐานะผู้น้ำประเทศไปทำภารกิจยูเอน อ้ายกันอาจห้ามได้เพราะสำนักงานใหญ่ยูเอน อยู่ในอเมริกา ในอดีตมีผู้นำหลายคนที่ทีอเมริกาห้ามเข้าประเทศ แต่เข้าร่วมประชุมยูเอนได้ เช่นผู้นำเขมรแดง เจ้าหน้าที่เกาหลีจากประเทศเกาหลีเหนือ ยังจำกันได้ไหมครับ นายบูโทรส บูโทรส กาลี เลขายูเอนคนที่ 6 ที่รับตำแหน่งตั้งแต่ปี 1992 ถึง 1996 นายกาลีขัดแย้งกับอเมริกาอย่างรุนแรง เรื่องสงครามกลางเมืองในราวันดา เรื่องบอสเนีย เรื่องยูโกสโลวาเกีย ฯลฯ อเมริกาโกรธสั่งห้ามนายกาลี เข้าประเทศเด็ดขาด แต่ด้วยภารกิจยูเอน นายบูโทรส บูโทรส กาลีก็บินปร๋อเข้ายูเอนได้

กรณีนายกประยุทธ์ก็เช่นเดียว อเมริกาไม่ต้อนรับท่านแต่สมาชิกยูเอนอีกร้อยกว่าประเทศต้อนรับท่าน ท่านสามารถเดินไปอเมริกาได้ในภารกิจยูเอน แต่สิ่งที่ท่านควรระวังคืออเมริกา จะฉีกหน้าท่านโดยปล่อยสมุนบริวารทรราช ที่หนีความผิดจากเมืองไทยไปสุมหัวอยู่ในคุ้มครองของ ซี.ไอ.ไอ และผู้ต้องหาก่อการร้ายที่ร่วมผางแผนระเบิดศาลอาญา มาเขียนป้ายชูสามนิ้วใส่หน้าท่านในอเมริกาทุกแห่งที่ท่านไป
อย่าลืมว่าเหตุร้ายทั้งมวลที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาอเมริกา มีส่วนสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายในประเทศอยู่มาก

อเมริกาทนไม่ได้ที่ท่านขัดขวางผลประโยชน์ที่มันสมคบกับสมสมุนรับใช้ในเมืองไทย ท่านเป็นผู้ขัดขวางแผนการโลกล้อมประเทศ ท่านยับยั้งแผนการก่อสงครามกลางเมืองของมัน ทาสรับใช้ของมันสารภาพออกมาแล้ใช่ไหมว่าพวกกันวางระเบิดก่อกวนให้เกิดความวุ่นวายเพื่อต้องการให้ยูเอน เข้ามาแทรกแซง นั้นคือแผนหนึ่งที่ซี.ไอ.เอ วางแผนร่วมกับสมุนรับใช้อเมริกาในประเทศไทย

ท่านพูดเล่นพูดจริงอย่างไรเรื่องอเมริกาไม่ให้เข้าประเทศ ไม่จำเป็นต้องชี้แจงกับสื่อที่มีวาระซ่อนเร้น

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2558

นงนุช สิงหเดชะ: อเมริกาจะถล่มไทย ถ้าจำคุก "ยิ่งลักษณ์"??

บทความพิเศษ

มติชนสุดสัปดาห์ 6-12 มีนาคม 2558


หลังจากคดีรับจำนำข้าวเดินทางมาถึงจุดไคลแมกซ์ เมื่ออัยการสูงสุดได้ฟ้อง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไปเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ก็ปรากฏว่าเกิดปฏิกิริยาออกไปในแนวดราม่าในฝั่งของผู้สนับสนุนเธอ บ้างก็ขู่ว่าคุกจะแตกถ้าจำคุกหรือดำเนินคดียิ่งลักษณ์

ดราม่าหลักๆ ก็คือการหวังพึ่งอเมริกาให้เป็นผู้ช่วยเหลือยิ่งลักษณ์ ซึ่งมีมาตลอด นับจากรัฐบาลของเธอถูกรัฐประหาร

เริ่มจากมวลชนของเธอส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่น"ไลน์" แพร่กระจายไปทั่วหลังเกิดรัฐประหารวันแรกๆ ว่า "ด่วน อเมริกายกพลขึ้นบกเข้าไทยวันนี้เพื่อโค่นคณะรัฐประหาร"

พร้อมกับลงท้ายยืนยันความน่าเชื่อถือว่าข่าวนี้มาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้

นี่เป็นงานถนัดของคนบางกลุ่มที่หนุนหลังยิ่งลักษณ์ที่จะทำให้มวลชนของตนหลงเชื่ออย่างหัวปักหัวปำ ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะเป็นเท็จเพียงใดก็ตาม

ซึ่งต่อมาภายหลังก็ถูกพิสูจน์ด้วย "ไลน์" ปลอมแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เมื่อมีการจับกุมตัวผู้ส่งข้อความเท็จนี้ผ่านไลน์ได้เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งไม่ผิดคาด เพราะปรากฏว่าผู้ต้องหาเป็นคนในกลุ่มเสื้อแดง ระดับแกนนำเสียด้วย

นี่เป็นเพียงไลน์ปลอม เพียงชิ้นเดียวที่มีการจับได้พร้อมหลักฐานชัดเจน แต่ยังไม่รู้ว่าคนเหล่านี้ ในเครือข่ายนี้ ได้ปลอมข้อความในลักษณะดังกล่าวมากี่ครั้งแล้ว

และไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มเดียวกับที่"เล่นแรง" ด้วยการส่งข่าวปลอมที่ไม่เป็นมงคลผ่านไลน์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคมปีที่แล้วหรือไม่ จนทำให้ตลาดหุ้นไทยรูดลงวันเดียว 138 จุด มากที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย

ซึ่งความจริงน่าจะมีการสอบสวนขยายผล เพื่อเปิดให้เห็นชัดว่าพวกไหนที่มีนิสัยแบบนี้มาช้านาน จะได้ปฏิเสธไม่ออกอีก



ถัดมา เมื่อคดีจำนำข้าวงวดเข้ามา ก็มีการปล่อยข่าวว่าอเมริกาจะให้ยิ่งลักษณ์ลี้ภัยที่สถานกงสุลสหรัฐในเชียงใหม่ เพื่อให้หลบหนีคดี ซึ่งก็เป็นกระแสข่าวเดียวกับช่วงที่เกิดรัฐประหารใหม่ๆ ว่า สถานทูตสหรัฐอเมริกา ในกรุงเทพฯ จะเปิดให้ยิ่งลักษณ์และคณะเข้าไปลี้ภัยเพื่อตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น สู้กับคณะรัฐประหารเพื่อเอาอำนาจคืนมา

ล่าสุดนี้คอลัมนิสต์สีแดงบางคน ก็เขียนในทำนองมีความหวังอย่างเรืองรองว่าสหรัฐอเมริกาจะเข้ามาแทรกแซงประเทศไทย ในยุค คสช.

โดยยกตัวอย่างในอดีตหลายประเทศว่าหากผู้นำประเทศใดดำเนินนโยบายไม่ถูกใจอเมริกาก็จะถูกอเมริกาเข้ามาแทรกแซง ด้วยการหนุนหลังฝ่ายตรงข้ามให้รัฐประหารโค่นล้มผู้นำประเทศรายนั้น

คอลัมนิสต์คนที่ว่านี้ยกตัวอย่างกรณีของชิลี ที่สหรัฐอเมริกาหนุนหลังให้ นายพลออกุสโต ปิโนเชต์ รัฐประหารยึดอำนาจ จาก ดร.อาเยนเด (ผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดี) แต่อเมริกาไม่ชอบเพราะอาเยนเดเป็นรัฐบาลสังคมนิยม จึงส่งหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาไปปลุกปั่นคนชั้นสูงและชั้นกลางไม่ให้ยอมรับนโยบายเศรษฐกิจของอาเยนเด

แต่สิ่งที่คอลัมนิสต์ผู้นี้ไม่ได้เอ่ยถึงกรณีของปิโนเชต์ก็คือหลังจากอาเยนเดเสียชีวิต (คาดว่าฆ่าตัวตาย) ปิโนเชต์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ได้กวาดล้างฝ่ายตรงข้ามโดยอ้างว่าเพื่อกวาดล้างคอมมิวนิสต์

เขาสังหารประชาชนไปกว่า3,000 ราย คนจำนวนมากถูกทรมาน

ส่งผลให้ประชาชนราว 2 แสนรายต้องอพยพหนีออกนอกประเทศ โดยมีสหรัฐอเมริกาจ่ายเงินหลายล้านดอลลาร์สนับสนุนปฏิบัติการของปิโนเชต์

ปิโนเชต์ ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำที่โหดเหี้ยมที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก เขาตกเป็นข่าวอื้อฉาวไปทั่วโลกเมื่อมีความพยายามจะขอตัวเขาไปลงโทษในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ



คอลัมนิสต์รายนี้แสดงความหวังว่าอเมริกาจะเข้าแทรกแซงประเทศไทย ด้วยการปิดล้อมทางเศรษฐกิจ ไม่ให้ประเทศไทยมีเพื่อน (ซึ่งเป็นร่องความคิดเดียวกับคนในฝั่งทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ในขณะนี้) เพื่อบีบให้ไทยไม่มีทางเดินในโลก (ไม่รู้ว่าฝันกลางวันหรือเปล่า)

พร้อมกับทิ้งท้ายว่า หาก คสช. ทำอะไรไม่ถูกใจอเมริกา เขาหวังจะเห็นหรือเชื่อว่าอเมริกาเข้ามาปฏิบัติการทางจิตวิทยา (แบบเดียวกับที่อเมริกาส่งคนไปปฏิบัติการจิตวิทยาในชิลี) เพื่อให้ คสช. เป็นทรราช

โดยนัยยะของคอลัมนิสต์รายนี้ น่าจะหมายถึงว่า มีโอกาสที่อเมริกาจะส่งสายลับเข้ามาปฏิบัติการทางจิตวิทยาเพื่อกวาดล้างคนชั้นกลางและสูง ที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับของทักษิณ-ยิ่งลักษณ์

แบบเดียวกับที่กวาดล้างฝ่ายที่ถูกมองว่าเป็นคอมมิวนิสต์ในชิลี



การเมืองไทยสะท้อนให้เห็นว่าคนเรามีความคิดที่ย้อนแย้งสับสนอย่างน่าประหลาดใจ อย่างกรณีคอลัมนิสต์รายนี้ที่ฟังแล้วไม่ชอบการรัฐประหาร แต่ในขณะเดียวกันกลับชอบใจหากการรัฐประหารนั้นสนับสนุนและแทรกแซงโดยอเมริกา แม้ว่าผลจากการแทรกแซงของอเมริกา จะทำให้เกิดการเข่นฆ่าและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางแบบเดียวกับชิลีก็ตาม

บางคนก็แปลกที่โวยวายสุดขั้วต่อการรัฐประหารที่ยังไม่ได้ฆ่าใครแม้แต่คนเดียวอ้างว่ากฎอัยการศึกทำให้คนหวาดกลัว ขาดเสรีภาพ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ถึงขนาดออกแคมเปญ "ปลุกพลเมืองสู้ความกลัว" กันเลยทีเดียว

แต่ไม่รู้ว่าพลเมืองฝ่ายไหนกันแน่ที่กลัวกฎอัยการศึกอย่างที่อ้างเพราะพลเมืองส่วนใหญ่น่าจะกลัว "ระเบิดเอ็ม 79" ที่ปลิวมาทุกคืนตั้งแต่ปลายปี 2556 จนถึงก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ต่างหาก

คนเขาแยกแยะได้ว่าอะไรน่ากลัวกว่ากัน ระหว่างกฎอัยการศึก-รัฐประหาร ที่ไม่ได้ฆ่าใครสักคน กับของจริงที่ทำให้ถึงตายได้ทุกเมื่ออย่างระเบิดเอ็ม 79



ขณะนี้มีการสร้างกระแสเพื่อเชิดชูยิ่งลักษณ์ให้มีสภาพเหมือน ออง ซาน ซูจี ของพม่า (ที่เคยถูกรัฐบาลทหารพม่ากักบริเวณ) เพื่อดึงความสนใจของต่างชาติให้มารุมบีบ คสช. และก็คล้ายว่าจะได้เป็นหัวเชื้อให้อเมริกาเข้ามาแทรกแซงไทยเพื่อช่วยเหลือยิ่งลักษณ์

แต่อย่าลืมว่าแม้ขบวนการเชียร์ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ อาจประสบความสำเร็จในการดึงอเมริกาเข้าแทรกแซงไทย หรืออเมริกาอาจประสบความสำเร็จหนุนหลังฝ่ายตรงข้ามโค่นอำนาจ คสช. หรือแม้กระทั่งประสบความสำเร็จในการใช้กำลังอาวุธเข้ายึดประเทศไทย

แต่ก็อาจจะเจอด่านสำคัญคือพลังจากประชาชนอีกฝ่ายที่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามีพลังอยู่ไม่น้อยตั้งแต่ปลายปี 2556 เป็นต้นมา

ปัจจุบันนี้ ความรู้สึกของคนไทยที่มีต่ออเมริกา ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ไม่ได้ welcome แบบในอดีต โดยเฉพาะนับจากอเมริกาแสดงอาการเลือกข้าง เลือกสีทางการเมือง และที่สำคัญสนับสนุนขบวนการที่มีแนวคิดยกเลิกมาตรา 112

หากต้องการความสงบอย่างยั่งยืน ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการแก้ปัญหาภายในให้ได้ก่อน

ชัยชนะของทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ จะยั่งยืนหรือ ถ้าเพียงแค่ได้แรงสนับสนุนจากชาติตะวันตก แต่ไม่สามารถชนะใจคนในประเทศอีกกลุ่มใหญ่

อยากเป็นอย่างอิรักในปัจจุบัน หรือเหมือนชิลีในอดีต ก็รีบเชื้อเชิญอเมริกาเข้ามาไวๆ

ลีกวนยูอาการทรุดหนัก


17 มี.ค.58 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานแถลงการณ์จากทำเนียบนายกรัฐมนตรี นายลี เซียน ลุง เกี่ยวกับนายลี กวน ยู ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 91 ปี และบิดาของนายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งกำลังพักรักษาตัวจากโรคปอดบวม อยู่ภายในแผนกอภิบาลผู้ป่วยหนักของโรงพยาบาลกลางสิงคโปร์ ( เอสจีเอช ) มีอาการทรุดลง เนื่องจากพบการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งแพทย์กำลังทำการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ และเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
สุขภาพของนายลี กวน ยู เริ่มทรุดโทรมลงอย่างชัดเจน หลังการเสียชีวิตของภรรยาซึ่งแต่งงานกันมานานถึง 63 ปี คือนางกวา ค็อก ชู เมื่อปี 2553 โดยนายลี กวน ยู เดินทางเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเอสจีเอชตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. ท่ามกลางกระแสข่าวลือแพร่ออกมาเป็นระยะ ว่าอดีตผู้นำสิงคโปร์ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว
นายลี กวน ยู ได้รับการยกย่องอย่างมากจากประชาคมโลก ให้เป็นผู้พลิกฟื้นประเทศเกาะขนาดเล็กอย่างสิงคโปร์ จนกลายเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ซึ่งนายลี กวน ยู บริหารสิงคโปร์ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศยาวนานถึง 31 ปี นับตั้งแต่ปี 2502

ศาลทหารกรุงเทพมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว "แหวน"

ศาลทหารกรุงเทพมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว "น้องแหวน" !!
ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ประกอบด้วย นางสาวณัฏฐธิดา มีวังปลา , นางวาสนา บุษดี , และนายนเรศ อินทรโสภา
โดยให้เหตุผลว่าพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาไว้ ประกอบกับพฤติการแห่งคดีเป็นเหตุร้ายแรง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า หากปล่อยตัวชั่วคราวน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี และเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน และอาจเสียหายต่อการสอบสวนได้
ฝากขังผู้ต้องหาที่เรือนทัณฑสถานหญิงกลาง และเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ให้พนักงานสอบสวนนำตัวมาฝากขังอีกครั้งในวันที่ 28 มีนาคม 2558
Cr. เฟสบุ๊ค ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี


จาตุรนต์ ฉายแสง:พลเรือนขึ้นศาลทหาร : การชี้แจงที่คลาดเคลื่อน

พลเรือนขึ้นศาลทหาร : การชี้แจงที่คลาดเคลื่อน

"...ในความเป็นจริงผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรงไม่ค่อยได้ขึ้นศาลทหาร... ผู้ที่ล้มล้างการปกครองหรือสมคบกันเป็นกบฏก็ไม่ได้ขึ้นศาลทหาร ยังลอยนวลอยู่ทั้งนั้นด้วยซ้ำ".

จาตุรนต์ ฉายแสง
17 มีนาคม 2558

---------------------------------------

พลเรือนขึ้นศาลทหาร : การชี้แจงที่คลาดเคลื่อน

"ในความเป็นจริงผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรงไม่ค่อยได้ขึ้นศาลทหาร... ผู้ที่ล้มล้างการปกครองหรือสมคบกันเป็นกบฏก็ไม่ได้ขึ้นศาลทหาร ยังลอยนวลอยู่ทั้งนั้นด้วยซ้ำ

ผู้ที่ต้องขึ้นศาลทหารส่วนใหญ่กลับไม่ได้ทำความผิดในข้อหาร้ายแรง แต่ส่วนใหญ่ถูกตั้งข้อหาจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากผู้มีอำนาจเท่านั้น"

การชี้แจงเกี่ยวกับการให้คดีขึ้นศาลทหารคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงอย่างมากทั้งการชี้แจงของทางคณะผู้แทนประเทศไทยแห่งองค์การสหประชาชาติประจำ ณ นครเจนีวาและการชี้แจงของพล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิดที่อ้างคำชี้แจงของรองเจ้ากรมพระธรรมนูญทหาร

คณะผู้แทนประเทศไทยแห่งองค์การสหประชาชาติประจำ ณ นครเจนีวาว่า “การใช้ศาลทหารนั้น เราใช้ในเฉพาะคดีที่มีข้อหาร้ายแรงเท่านั้น ข้อหาความผิดรวมถึงครอบครองอาวุธและคดีฆาตกรรม จำเลยพลเรือนในคดีศาลทหารได้รับสิทธิในกระบวนการยุติธรรมเหมือนกับในศาลพลเรือน รวมทั้งสิทธิที่จะมีทนายความและได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์”

ส่วนพล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิดชี้แจงโดยอ้างคำชี้แจงของรองเจ้ากรมพระธรรมนูญทหารที่ว่า"...พลเรือนจะขึ้นศาลทหารเฉพาะ ในกรณีความผิดร้ายแรง ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 107-112 ซึ่งเกี่ยวกับความผิดต่อสถาบัน และประกาศฉบับที่ 113-118 เช่น การล้มล้างเปลี่ยนแปลง แบ่งแยกราชอาณาจักร หรือสะสมอาวุธ สมคบกันเป็นกบฏ ซึ่งผู้กระทำผิดในคดีร้ายแรง ภายใต้กฎอัยการศึก ต้องขึ้นศาลทหาร เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง

พร้อมทั้งชี้แจงว่า กระบวนการยุติธรรมของศาลทหารกับศาลพลเรือนไม่มีความแตกต่างกัน"

เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ควรทราบว่าพลเรือนต้องขึ้นศาลทหารในเรื่องใดบ้าง

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประกาศให้บรรดาคดีความผิดตามที่กำหนดไว้ดังต่อไปนี้ ซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตราชอาณาจักร และในระหว่างที่ประกาศนี้ใช้บังคับอยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของศาลทหาร

1. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

(1) ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่มาตรา 107 ถึงมาตรา 112

(2) ความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา 113 ถึง มาตรา 118 ยกเว้นซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

2. ความผิดตามประกาศ หรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ที่ว่าคำชี้แจงข้างต้นคลาดเคลื่อนก็เพราะเป็นคำชี้แจงที่ต้องการให้ผู้ฟังคำชี้แจงนี้เข้าใจผิดว่าพลเรือนที่ต้องขึ้นศาลทหารนั้นมีแต่ผู้ที่กระทำความผิดอย่างร้ายแรงเท่านั้น ทั้งๆที่ในความเป็นจริงผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรงไม่ค่อยได้ขึ้นศาลทหาร ความผิดข้อหาฆาตกรรมไม่ได้ขึ้นศาลทหารอย่างที่ชี้แจง ส่วนผู้ที่ล้มล้างการปกครองหรือสมคบกันเป็นกบฏก็ไม่ได้ขึ้นศาลทหาร ยังลอยนวลอยู่ทั้งนั้นด้วยซ้ำ

ผู้ที่ต้องขึ้นศาลทหารส่วนใหญ่กลับไม่ได้ทำความผิดในข้อหาร้ายแรง แต่ส่วนใหญ่ถูกตั้งข้อหาจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากผู้มีอำนาจเท่านั้น

ที่เห็นได้ชัดเช่นการตั้งข้อหาตามมาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญาที่ว่า

มาตรา 116 ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือ มิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต
(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย
(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินเจ็ดปี

มีการตั้งข้อหาตามมาตรานี้จากการแสดงความเห็นที่ต่างจากคณะคสช.ทั้งๆไม่มีการกระทำตามที่ระบุไว้ในมาตรานี้

ข้อหาอีกประเภทหนึ่งคือการขัดคำสั่งคสช. ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไม่เพียงแต่ไม่ใช่การกระทำความผิดที่ร้ายแรงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการกระทำที่ไม่ได้ผิดกฎหมายบ้านเมืองตามปรกติแม้แต่น้อยเลยด้วยซ้ำไป

ความคลาดเคลื่อนอีกประการที่สำคัญมากคือที่บอกว่ากระบวนการยุติธรรมของศาลทหารกับศาลพลเรือนไม่มีความแตกต่างกัน ถ้าทำผิดก็ถูกลงโทษเหมือนกัน ข้อนี้ผมขออนุญาตไม่ชี้แจงอะไรมาก นอกจากจะชี้ให้เห็นความต่างเพียงประการเดียวเท่านั้นคือพลเรือนที่ขึ้นศาลทหารนี้ไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ ฎีกาเหมือนผู้ที่ขึ้นศาลพลเรือน

ผมเพียงให้ข้อเท็จจริง การให้พลเรือนขึ้นศาลทหารจะถูกผิดอย่างไร ผมขอไม่แสดงความเห็นในโอกาสนี้เนื่องจากอยู่ระหว่างดำเนินคดีในศาลทหารและกำลังร้องเรียนเรื่องนี้อยู่ครับ

สงครามโลกใกล้เปิดฉาก?

Alexander Bortnikov ในทำเนียบขาวและกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯเชิญไปประชุมหัวข้อต่อต้านลัทธิความรุนแรง ที่วอชิงตัน ดีซี เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์นั้น Bortnikov คืออดีตมือหนึ่งของ KGB ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการ FSB (Federal Security Service) สามารถเจรจาเรื่องความมั่นคงของรัสเซียได้ทุกเรื่อง ที่น่าสังเกตคือ EU ห้ามเดินทางเข้ายุโรปเนื่องจากการแซงชั่น แต่สหรัฐฯกลับไม่มีชื่อ Bortnikov อยู่ในแบล็คลิสต์ ไม่ห้ามเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา และโอบามายังฝากข้อความมาถึงปูตินด้วยว่า สงครามโลกใกล้เข้ามาแล้ว และปูติน "อาจจะ" ไม่สามารถหยุดยั้งได้ ความพยายามจุดชนวนสงครามของสหรัฐฯอย่างเร่งร้อนในเวลานี้นั้น ก็เนื่องมากจาก "ตะวันตก" ฆ่าบาริส เนียมต์โซฟ เพื่อปลุกกระแสให้คนรัสเซียต่อต้านปูติน แต่ไม่สำเร็จ ด้านปูตินรู้ตัวว่าไม่ปลอดภัยจึงต้องซุ่มเงียบ เมื่ออยู่นิ่งๆก็จะเห็นความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามที่ลุกลี้ลุกลนเต็มที่
The Russian Ministry of Defence (MoD) has declared a 'state of war' - activating the 'Dead Hand' nuclear order issued to The Strategic...
YOURNEWSWIRE.COM

ซ้ำรอย สนช. ! เผยรายชื่อล่าสุด สปช. 12 ราย ยังตั้งคน “สกุลเดียวกัน” เป็นผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ชำนาญการ

ซ้ำรอย สนช. ! เผยรายชื่อล่าสุด สปช. 12 ราย ยังตั้งคน “สกุลเดียวกัน” เป็นผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ชำนาญการ-ผู้ช่วยดำเนินงานอยู่ รับเงิน 1.5-2.4 หมื่น/เดือน “เทียนฉาย” ไร้คนช่วยงาน
PIC tienchai 17 3 58 1
เป็นอันว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทนสำนักงานเลขาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร คำสั่งแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว สปช. แก่ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา
โดยข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยเป็นเพียงตารางสรุปรายชื่อบุคคลเพื่อปฏิบัติงานให้แก่สมาชิก สปช. ข้อมูลสิ้นสุด ณ วันที่ 12 มี.ค. 2558 เท่านั้น
ส่วนก่อนหน้านี้จะมี สปช. คนใดโยกย้ายหรือสลับสับเปลี่ยนใครเข้ามาบ้าง มิอาจทราบได้ !
อย่างไรก็ดีตามข้อมูลล่าสุดที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนฯ “จัดเรียง” มาให้ ก็พบว่ายังมี สปช. บางราย ที่ยังคงแต่งตั้ง “เครือญาติ” เข้ามาดำรงตำแหน่งช่วยงานอยู่ดีนับสิบราย
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org นำข้อมูลล่าสุด จากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนฯ รายชื่อบุคคลเพื่อปฏิบัติงานให้แก่ สปช. ที่พบว่า “นามสกุลเดียวกัน” มาเสนอให้เห็นกันชัด ๆ ดังนี้
1.นายกิตติภณ ทุ่งกลาง แต่งตั้ง น.ส.ภัสสร ทุ่งกลาง เป็นผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว รับเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท
2.นางกูไชหม๊ะวันชาฟีหน๊ะ มนูญทวี แต่งตั้ง นายอาบีดีน มนูญทวี เป็นผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว รับเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท
3.นายจรัส สุทธิกุลบุตร แต่งตั้ง นายณรงค์ชัย สุทธิกุลบุตร เป็นผู้ชำนาญการประจำตัว รับเงินเดือน 2 หมื่นบาท
4.นายเจริญศักดิ์ ศาลากิจ แต่งตั้ง นายพิสุทธิ์ ศาลากิจ เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว รับเงินเดือน 2.4 หมื่นบาท
5.นายทิวา การกระสัง แต่งตั้ง นายสกนธ์ การกระสัง เป็นผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว รับเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท
6.นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ แต่งตั้ง นายณัฐชนน พานิชวิทย์ เป็นผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว รับเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท
7.พล.อ.อ.มนัส รูปขจร แต่งตั้ง นายวัชรเดช รูปขจร เป็นผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว รับเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท
8.นายวันชัย สอนศิริ แต่งตั้ง น.ส.ฉัตรทิพย์ สอนศิริ เป็นผู้ชำนาญการประจำตัว รับเงินเดือน 2 หมื่นบาท
9.นายสยุมพร ลิ่มไทย แต่งตั้ง นายอิศร์ ลิ่มไทย เป็นผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว รับเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท
10.นายสุวัช สิงหพันธุ์ แต่งตั้ง พ.ต.หญิง ธัญนุช สิงหพันธุ์ เป็นผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว รับเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท
11.นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ แต่งตั้ง น.ส.พนิดา สอนหลักทรัพย์ เป็นผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว รับเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท
12.นางอุบล หลิมสกุล แต่งตั้ง น.ส.พนมดา หลิมสกุล เป็นผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว รับเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท
นอกจากนี้ยังมีรายชื่อที่น่าสนใจ เช่น “เทียนฉาย กีระนันนท์” หัวขบวน สปช. รวมไปถึง สปช. อีก 4-5 ราย ที่ไม่ได้แต่งตั้งบุคคลใดเข้ามาช่วยงานเลยแม้แต่คนเดียว !
เรียกได้ว่า “ทำงานแบบหัวเดียวกระเทียมลีบ” ก็ว่าได้
ทั้งหมดคือรายชื่อ “ล่าสุด” ของบรรดาผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ชำนาญการ-ผู้ช่วยดำเนินงานของ สปช. ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนฯ “ป้อน” มาให้ ซึ่งเหลือ สปช. ที่แต่งตั้งเครือญาติเพียงเท่านี้ 
แต่ก่อนหน้านี้ไม่รู้มีมากกว่านี้หรือไม่ เนื่องจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนฯ ไม่ยอมให้คำสั่งฉบับเต็ม
ท่ามกลางเสียงซุบซิบที่สำนักงานสภาผู้แทนฯว่า ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มี สปช. “บางราย” ดำเนินการสับเปลี่ยนโยกย้ายให้ “เครือญาติ-คนใกล้ชิด” พ้นตำแหน่งกันเป็นว่าเล่น หลังจากที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  ถูกนำข้อมูลมาเปิดเผยไปก่อนหน้านี้
ผนวกกับคำพูดของ “เทียนฉาย” ที่ว่า หากพบ สปช. รายใดแต่งตั้ง “เครือญาติ” เข้ามาช่วยงาน จะดำเนินการตามมติของคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) คือขอให้ “เชิญออก” ทันที
ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะสามารถทำได้อย่างที่เอ่ยไว้หรือไม่ ?
พร้อมกับต้องย้ำชัด ๆ ดัง ๆ อีกครั้งว่า เมื่อท่านพูดเราจะฟัง เมื่อท่านลงมือทำเราถึงจะเชื่อ !