PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

สงครามการโจมตีเยเมน

ดังนั้น "สงคราม" ซึ่งกำลังอุบัติขึ้นมาในประเทศเล็กๆจนๆอย่างเยเมนนั้น จึงเป็นสิ่งที่มิอาจมองข้ามได้ง่ายๆ แต่ใครจะแพ้-จะชนะ ใครจะเป็นหมู่-เป็นจ่า นั่นคงต้องพยายามติดตามกันต่อไปเป็นระยะๆ และอย่ามัวแต่นั่งเอียงหูรับฟังข้อมูลข่าวสารจาก "สำนักข่าวตะวันตก" กันลูกเดียว ไม่งั้นอาจหงุดหงิด เป๋ไปเป๋มา อันเนื่องมาจากเสนอแต่ "ความจริงคนละเรื่อง" เพราะในโลกแห่งข้อมูล-ข่าวสาร ทุกวันนี้ ข่าวหรือข้อมูลมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธ ที่จะนำมาใช้เพื่อการประหัตประหาร เพื่อโค่นล้ม ทำลายกันไปเรียบร้อยแล้ว

โจมตีประเทศใดก็ตามที่กล้าแตะกลุ่ม IS ฮอลีวู๊ด

Cr:ทหารปฏิรูปประเทศไทย
วันที่ 30 มี.ค.58 มะกันเผยธาตุแท้แล้ว โจมตีประเทศใดก็ตามที่กล้าแตะกลุ่ม IS ฮอลีวู๊ด
สถานการณ์ในตะวันออกกลาง กองกำลังผสมของ อิรัก - อิหร่าน - เฮสบุลเลาะห์ ไล่ล่าล้อมนักรบ IS ที่ควบคุมโดย CIA ของอเมริกา รอบด้าน จนพ่ายแพ้ราบคาบยับเยิน ในเมืองติกริต ของอิรัก จนตายเพียบ และถูกจับจำนวนมาก รวมทั้งมี CIA ของอเมริกา ถูกจับตัวได้ด้วย
ตอนนี้ เพนตากอน และ CIA ของอเมริกา ออกลายเผยไต๋ซะแล้ว เมื่อกลุ่ม IS ฮอลีวู๊ด กำลังพลาดท่าเสียที จึงสั่งให้กองทัพอากาศ โจมตีตำแหน่งสำ
คัญทางทหารของกองทัพอิรัก ในเมืองติกริต ส่งผลให้ทหารอิรักบาดเจ็บจำนวนมาก...อ้าวว

ไหนอเมริกา ประโคมข่าวหนักหนาว่า จะทำสงครามต่อสู้กับกลุ่ม IS ตอนนี้กลับลำมาทำสงครามต่อสู้กับเจ้าของประเทศที่ปราบปรามกลุ่ม IS ซะแล้ว...เพจนี้บอกเรื่องนี้มานานกว่า 6 เดือนแล้ว รวมถึงเรื่องการเผาตัวประกัน ว่าแค่ฉากละครของอเมริกา แต่หลายคนก็ไม่เชื่อ ตอนนี้เป็นไงล่ะ..อึ้งเลยไหม
บอกแล้วอย่าไปอ่านข่าวจากสำนักข่าวหลักยิวไซออนิสต์มาก ไม่งั้นจะถูกตบตาหลอก จนเสียค่าโง่ให้ฝรั่ง ให้คำนึงเสนอว่าสำนักข่าวตะวันตก ประโคมเรื่องอะไร "ความจริงคือตรงกันข้าม" แล้วจะตาสว่างขึ้นอีกเยอะ
@ เสธ น้ำเงิน4

กสท.เชือดจอแดง “PEACE TV - TV 24” ออกอากาศขัดคำสั่ง คสช.

กสท.เชือดจอแดง “PEACE TV - TV 24” ออกอากาศขัดคำสั่ง คสช.
Cr:ผู้จัดการ
คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ มีมติ 4 ต่อ 1 สั่งพักใบอนุญาตทีวีดาวเทียมเสื้อแดง “พีซทีวี-ทีวี 24” เป็นระยะเวลา 7 วัน หลังออกอากาศเนื้อหาขัดคำสั่ง คสช. ก่อนที่จะส่งเรื่องให้ระงับออกอากาศและแจ้งโครงข่ายดาวเทียมให้ทราบ
วันนี้ (30 มี.ค.) รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีมติ 4 ต่อ 1 สั่งพักใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีซทีวี (PEACE TV) และสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ทีวี ยี่สิบสี่ (TV 24) เป็นระยะเวลา 7 วัน หลังออกอากาศมีเนื้อหายั่วยุ ปลุกปั่น ขัดกับประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 97 และ 103 ทั้งนี้ คณะกรรมการของ คสช.ได้ส่งข้อมูลให้ กสท.พิจารณาสั่งระงับการออกอากาศ ส่งผลให้ต้องระงับการออกอากาศ และแจ้งโครงข่ายดาวเทียมให้ทราบ
นายสมบัติ ลีลาพตะ รักษาการรองเลขาธิการ กสท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการออกอากาศรายการโทรทัศน์ช่องรายการ 24 ทีวี ตามที่คณะอนุกรรมการพิจารณาผังรายการ ที่ตรวจสอบเนื้อหาของ กสทช. เสนอ เห็นว่าเนื้อหารายการเข้าข่ายให้ข้อมูลข่าวสารยั่วยุ ปลุกปั่น ขัดต่อประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557 และฉบับที่ 103/2557 ได้แก่ รายกาย Awakened ออกอากาศวันที่ 2, 5 และ 10 มี.ค. 2558, รายการ News Room ออกอากาศ 28 ก.พ., 2 และ 10 มี.ค. 2558 และรายการ The Clear ออกอากาศ 7 มี.ค. 2558 โดยที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก เห็นด้วยตามที่คณะอนุกรรมการเสนอฯ และหน่วยงานความมั่นคงส่งมาว่า ขัดกับประกาศ คสช.จริง จึงมีมติให้พักใช้ใบอนุญาตการออกอากาศช่องรายการ 24 ทีวี เป็นเวลา 7 วัน นับตั้งแต่วันได้รับหนังสือแจ้งคำสั่ง และให้มีหนังสือแจ้งผู้ให้บริการโครงข่ายทีวีดาวเทียมไทยคม เพื่อระงับการออกอากาศ
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีมติให้พักใช้ใบอนุญาตช่องรายการ พีช ทีวี เป็นเวลา 7 วัน หลังหน่วยงานความมั่นคงส่งความเห็นมาว่า มีเนื้อหาขัดประกาศ คสช. ได้แก่ รายการมองไกล (ดำเนินรายการโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์) ออกอากาศ 28 ก.พ. และ 7 มี.ค. 2558, รายการคิดรอบด้าน ออกอากาศ 4 และ 5 มี.ค. 2558 (ดำเนินรายการโดย นายธนกร ภักดีนพรัตน์ แขกรับเชิญ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ และนายสมพงษ์ สระกวี), รายการเดินหน้าต่อไป (ดำเนินรายการโดย นพ.เหวง โตจิราการ) ออกอากาศ 4-6 มี.ค. 2558 และรายการเข้าใจตรงกันนะ (ดำเนินรายการโดย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) ออกอากาศ 4 และ 5 มี.ค. 2558 โดยที่ประชุมเสียงข้างมาก มีมติ ว่าการออกอากาศดังกล่าว มีเนื้อหายั่วยุปลุกปั่น ขัดต่อประกาศ คสช.ตามที่ผู้รับใบอนุญาตเคยทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับ สำนักงาน กสทช. ตามที่คณะอนุกรรมการพิจารณาผังรายการเสนอ
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2557 ที่ผ่านมา กสท.อนุญาตให้ช่องทีวีดาวเทียมที่ถูกคำสั่ง คสช.ระงับการออกอากาศตามประกาศ ฉบับที่ 15/2557 กลับมาออกอากาศได้อีก 7 สถานี ประกอบด้วย ไฟว์แชนแนล หรือช่อง เอ็มวีทีวี 5 เดิม, ฟ้าวันใหม่ หรือ บลูสกาย แชนแนล เดิม, บุญนิยม ทีวี หรือเอฟเอ็มทีวี เดิม, นิวส์วัน หรือเอเอสทีวี เดิม, พีเพิลทีวี หรือพีเพิล แชนแนลเดิม, พีซทีวี หรือยูดีดี ทีวีเดิม และทีวี ยี่สิบสี่ หรือเอเชียอัพเดทเดิม โดยมีเงื่อนไขคือ ต้องปรับเนื้อหาสาระ ผังรายการ เพื่อให้สอดคล้องและไม่กระทบกับประกาศ คสช.
ในระยะแรก กสท.ได้เรียกผู้บริหารโทรทัศน์ดาวเทียม 4 ช่อง ประกอบไปด้วย นิวส์วัน ฟ้าวันใหม่ พีซทีวี และทีนิวส์ เข้ามาพูดคุยและตักเตือนเกี่ยวกับการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ขัดต่อเงื่อนไขตามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ที่ทั้ง 3 ช่องได้ตกลงไว้กับ กสทช.ในการขออนุญาตออกอากาศ ได้เปิดคลิปรายการต่างๆ ของทุกช่องที่สุ่มเสี่ยงว่ามีเนื้อหาที่ขัดต่อเอ็มโอยู เช่น การวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับนโยบายประชานิยม การแสดงถึงอัตลักษณ์ของการแบ่งสีแบ่งฝ่าย การวิพากษ์วิจารณ์พาดพิงกระทบถึงบุคคลที่ 3 เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีซทีวีซึ่งมีผู้ดำเนินรายการเป็นแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง พบว่าก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ กสทช.ได้เรียกนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่ม นปช.ในฐานะผู้บริหารช่องพีซทีวี เพื่อสอบถามถึงแผนผังรายการและชี้แจงว่าเนื้อหาบางรายการ เช่น รายการมองไกล ที่นายจตุพรเป็นผู้ดำเนินรายการนั้นค่อนข้างรุนแรง และสร้างความไม่เข้าใจกันต่อสถานการณ์บ้านเมือง อีกทั้งยังมีเนื้อหาต่อว่า คสช. ด้วย ก่อนจะทำการปิดช่องชั่วคราวเป็นเวลา 7 วัน
ต่อมานายจตุพรได้กล่าวออกทีวีว่า การสั่งปิดทีวีคนเสื้อแดงที่ถือเป็นการทำร้ายหัวใจฝ่ายเดียว เพราะทีวีบางช่องใช้ถ้อยคำยิ่งกว่าทีวีเสื้อแดงไม่เห็นมีปัญหา ที่ผ่านมาได้เปิดรายการฟังความรอบด้าน โดยเชิญผู้รว่มรายการแต่ละฝ่ายมาทั้งหมด แต่ไม่สามารถเชิญผู้ร่วมรายการมาทั้งวันได้ เพราะหาคนยาก แต่ได้พยายามเปิดประตู คนในแม่น้ำ 5 สาย และฝ่ายตรงข้าม เช่น กลุ่ม กปปส.มาร่วมรายการ พร้อมตั้งคำถามกับ กสทช.ว่าทำไมไม่สร้างบรรยากาศไม่ให้เลวร้าย หรือทำไมต้องไปบีบบังคับให้คนไม่มีที่ยืน หรือบีบบังคับให้จนตรอก
อย่างไรก็ตาม พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ (กสท.) โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กเพจ “Natee Sukonrat” ตอบโต้นายจตุพรว่า การได้รับการอนุญาตให้เปิดสถานีโทรทัศน์ขึ้นมาออกอากาศใหม่ ได้อีกครั้งหลังถูกคำสั่ง คสช.ให้ปิดสถานี เป็นการดำเนินการเปิดโดยมีเงื่อนไขว่าจะไม่มีการออกอากาศเนื้อหาที่ส่งผลทำให้เกิดความแตกแยก หรือกระทบกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งทุกสถานีได้ยอมรับข้อตกลงดังกล่าว ดังนั้นในห้วง 6 เดือนที่ผ่านมา กสท. ได้เชิญสถานีที่ออกอากาศเนื้อหาไม่ถูกต้องมาตักเตือนโดยตลอด กสท.ได้ดำเนินการตามลำดับขั้นตอน มีกระบวนการชัดเจน ไม่เลือกปฏิบัติต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตามหลักกฎหมายและข้อตกลงที่ได้จัดทำร่วมกัน

จตุพร พรหมพันธ์:มาตรา44 กฎอัยการศึก หนีเสือปะจระเข้ ?

มาตรา 44 นั้น ความจริงก็คือมาตรา 17 ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม ต่อเนื่องถึงนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ก่อนจะมีการร่างรัฐธรรมนูญ 2517 หรือมาตรา 27 ในการยึดอำนาจ เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534 หรือมาตรา 27 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวในการยึดอำนาจใน 19 กันยายน 2549 พอมาถึง 2557 มาตราเหล่านี้เพียงเปลี่ยนแค่ตัวเลข และเพิ่มเนื้อหาเข้าไปเล็กน้อย นั่นคือมาตรา 44
มาตรา 44 เป็นการใช้อำนาจของรัฎฐาธิปัตย์ ของหัวหน้า คสช.เหนือกฎหมายทุกฉบับ ผมเห็นว่า การที่จะเดินเข้าไปสู่การให้อำนาจตัวบุคคลนั้น เป็นอันตรายสำหรับประชาชนที่ถูกใช้ รวมกระทั่งผู้ใช้อำนาจนั้นเอง การใช้กฎอัยการศึกนั้น เป้าก็อยู่กันเป็นคณะ แต่ทันทีที่ใช้มาตรา 44 อำนาจก็จะอยู่ที่คนประกาศใช้เพียงแค่คนเดียว
"ข้าพเจ้าคือกฎ กฎคือข้าพเจ้า คำพูดของข้าพเจ้าเป็นกฎ" ดังเช่นอำนาจของมาตรา 17 ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่จะประหารชีวิตใครก็ได้ ภายใต้วาทกรรมว่า "ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว" ดังเช่นการแก้ไขปัญหาไฟไหม้ช่วงตรุษจีน ด้วยการสั่งประหารชีวิตบ้านที่เป็นต้นเพลิงที่เกิดเหตุ จับโจรผู้ร้ายมาประหารชีวิตกลางสนามหลวงหรือศาลากลาง และให้คนไทยมามุงดูในขณะยิงเป้า จับคนที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมือง เช่น ครูครอง จันดาวงศ์ที่สกลนคร และสั่งยิงเป้าที่สนามบินสว่างแดนดิน เป้าหมายให้คนมาดูการประหารชีวิตเกิดความกลัว ภายใต้วาทกรรมว่า "ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว" โดยมีการเล่าเกร็ดกันว่า แม้กระทั่งนางสาวไทยบางคนในขณะนั้น ก็ยังถูกรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวไปด้วย
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ บริหารประเทศ 4 ปี ก็ถึงแก่อสัญกรรม มาตรา 17 ก็ย้อนตัว เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจรที่เป็นลูกน้องกันมา ประกาศใช้มาตรา 17 ยึดทรัพย์และบริหารประเทศต่อภายใต้วาทกรรมว่า "จงทำดี จงทำดี"
และท่ามกลางความยุ่งเหยิงทางการเมือง จอมพลถนอมประกาศยึดอำนาจตนเอง
นายอุทัย พิมพ์ใจชน นายอนันต์ ภักดิ์ประไพ และ นายบุญเกิด หิรัญคำ แจ้งความจับ แต่ภายใต้บรรยากาศที่บ้านเมือง "ข้าพเจ้าเป็นกฎ" สามารถเปลี่ยนแปลงได้แม้คำพิพากษา เหนือตุลาการ นิติบัญญัติ บริหาร ซึ่งคดีนี้ เป็นคดีที่โจทก์ถูกขัง จำเลยรอด และได้ออกจากคุกหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
ประวัติศาสตร์ได้อธิบายเส้นทางมามากมาย และเป็นกงกรรมกงเกวียน เพราะหลังการถูกขับไล่และต้องเดินทางออกนอกประเทศของจอมพลถนอมและคณะ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ก็ประกาศยึดทรัพย์จอมพลถนอมและพวก โดยอาศัยมาตรา 17 พอหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 มาตรา 17 ก็ถูกแปลงมาเป็นมาตรา 21
ในการเขียนรัฐธรรมนูญปี 2534 โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ผมเองก็ได้เป็นกงล้อเล็กๆที่ออกมาต่อต้านการเขียนมาตรา 27 ที่สามารถใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ลงในรัฐธรรมนูญฉบับนั้น และเมื่อต้านกระแสสังคมไม่ไหว นายมีชัย ฤชุพันธุ์ก็ไม่ได้ใส่มาตรานี้เข้าไป
ในรัฐธรรมนูญปี 2558 ที่กำลังเขียน ก็มีความพยายามที่จะคงไว้ซึ่งอำนาจรัฎฐาธิปัตย์ต่อไปอีก 5 ปี ที่ผมได้แสดงความคิดเห็นแล้วว่าไม่ได้เป็นผลดีต่อประชาชนและตัวผู้ใช้เอง เพราะเป้าทั้งปวงก็จะอยู่ที่ พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา ในฐานะผู้มีอำนาจเต็ม
การยกเลิกกฎอัยการศึกแล้วมาเจอสิ่งที่หนักกว่า เปรียบดั่งหนีเสือปะจระเข้ มันก็ตายทั้งคู่
และต้องยอมรับว่า เราไม่สามารถใช้มาตรา 44 ตบตานานาชาติได้ และยิ่งใช้อำนาจที่มาจากการยึดอำนาจ และเป็นอำนาจที่รวบไว้ที่หัวหน้า คสช.เพียงคนเดียว นานาชาติก็จะพุ่งเป้ามาที่คนๆเดียวแทน


ศาลเลื่อนตรวจหลักฐานคดีมือปืน"ป๊อปคอร์น"ยิงสู้เสื้อแดง ไป 18 พ.ค.นี้

ศาลเลื่อนตรวจหลักฐานคดีมือปืน"ป๊อปคอร์น"ยิงสู้เสื้อแดง ไป 18 พ.ค.นี้
ศาลเลื่อนตรวจหลักฐานคดี มือปืนป๊อปคอร์น ยิงปะทะเสื้อแดง แยกหลักสี่ไป 18 พ.ค.นี้ เหตุอัยการทำคำสั่งแก้ฟ้องจากพยายามฆ่าเป็นฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา หลังผู้เสียหายที่บาดเจ็บเสียชีวิตลง
ที่ห้องพิจารณาคดี 808 วันนี้ (30 มี.ค.) ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานคดีหมายเลขคดีดำ อ.1626/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ หรือท๊อป มือปืนป๊อปคอร์น อายุ 24 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และนำอาวุธปืนออกนอกเคหสถานภายในพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2557 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกมีปืนเล็กยาวไม่ทราบชนิดและขนาด ติดตัวไปที่ทางแยกหลักสี่ เขตหลักสี่ กทม. เป็นพื้นที่ประกาศให้เป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และยิงปืนเข้าไปในอาคารศูนย์การค้าไอทีสแควร์ ทำให้น.ส.สมบุญ สักทอง ผู้เสียหายที่ 1 นายอะแกว แซ่ลิ้ม ผู้เสียหายที่ 2 นายนครินทร์ อุตสาหะ ผู้เสียหายที่ 3 และนายพยนต์ คงปรางค์ ผู้เสียหายที่ 4 ได้รับอันตรายสาหัส เหตุเกิดที่แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม.
แต่เมื่อถึงเวลาพนักงานอัยการแถลงต่อศาลขอเลื่อนนัดออกไปก่อน เนื่องจากพนักงานอัยการยังอยู่ระหว่างพิจารณาทำคำสั่งแก้ฟ้อง หลังจากการเสียชีวิตของนายอะแกว แซ่ลิ้ม ผู้เสียหายที่ 2 จากความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นฆ่าผู้อื่นจนถึงแก่ความตายโดยเจตนา ศาลถามทนายความจำเลยแล้วไม่คัดค้าน จึงมีคำสั่งให้เลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานและออกไปเป็นวันที่ 18 พ.ค. 2558 เวลา 13.30 น.

ประยุทธ์" ย้อนถาม "ยิ่งลักษณ์" แก้ปัญหาค้ามนุษย์ได้ทำอะไรไปบ้าง

"ประยุทธ์" ย้อนถาม "ยิ่งลักษณ์" แก้ปัญหาค้ามนุษย์ได้ทำอะไรไปบ้าง
>>>>> ป้านี่ชั่งโง่ได้กล้วยจริงๆ จากนี้ไปป้าจะย้อนเกล็ดลุง ต้องคิดให้หนัก ป้าจะโดนตอกกลับทุกดอก เพราะป้าลืมนึกไปว่า ทุกเรื่องเกี่ยวกับตัวป้ากับพรรคพวก ลุงเค้าเมมไว้หมดแล้ว อย่าลืมนะว่าช่วงนั้นป้าเผลอเอาลุงเหน็บติดไปด้วยเกือบจะทุกที่ เพราะพี่สั่ง ด้วยว่าจะดึงกองทัพไว้ ลุงเค้าเฉยเอาเรื่องนะนั่น
ที่ท่าอากาศยานขนส่งทหารบก(ขส.ทบ.) - 29 มี.ค. 58 - ประยุทธ์ ย้อนถาม ยิ่งลักษณ์ แก้ปัญหาค้ามนุษย์ได้ทำอะไรไปบ้าง
เมื่อเวลา 20.45 น. วันที่ 29 มี.ค. 58 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงรายงานการค้า มนุษย์สมัยเป็นรัฐบาลไม่ได้ทำให้ประเทศไทยถูกลดอันดับไปอยู่ในกลุ่มที่ 3 ว่า แก้ด้วยอะไรให้บอกมาสิ มีอะไรบ้าง ถามว่ากฎหมายค้ามนุษย์มีหรือไม่ เพราะขณะนี้เพิ่งจะออกมาโดยรัฐบาลนี้ที่ออกพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ฉบับที่ พ.ศ. แก้ปัญหาโดยการจดทะเบียนเรือ 6 7 หมื่นลำ เพิ่มจากขึ้นจากเดิม 3 หมื่น มีการจดทะเบียนแรงงานทาส แรงงานเถื่อน ซึ่งทำก่อนหน้ารัฐบาลที่แล้ว รวมถึงการดูแลเหยื่อที่ติดคุกอยู่ในต่างประเทศแล้วนำกลับมา
"ถามว่าใครเป็นคนทำ รัฐบาลนี้ทำทั้งนั้น เพียงแต่ไม่ได้โฆษณา ระมัดระวังไม่พูดอะไรที่เกินเลยไป เพื่อไม่ให้เสียชื่อเสียง เราเก็บทุกเม็ดมาทำอยู่ ไม่อยากโทษว่าใครทำ แต่เมื่อถามอย่างนี้ต้องตอบแบบนี้ ยืนยันว่าแก้ทุกอัน แต่จะเสร็จหรือไม่เสร็จตนไม่ทราบ แต่มีความก้าวหน้าที่ดีขึ้น" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ที่ให้กลับไปอ่านรายงานของเขา ตนอ่านทุกอัน 2 3 แผ่น หรือมีกี่แผ่นก็ไม่รู้ แต่ทางสหรัฐอเมริกาไม่ได้อ่าน หรืออ่านแล้วเห็นว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น รัฐบาลนี้ทำไปเพิ่มอีกเป็นปึก สหรัฐฯยังตอบกลับมาว่าไม่ทันการณ์ ไม่ทันเวลา ขณะนี้ต้องเตรียมการว่าจะร่วมมือกับใครบ้าง เพื่อจะได้ไม่ถูกจับกุม จึงต้องบังคับให้มีการจดทะเบียนเรืออย่างถูกต้อง ดูเรือไม่ให้ชื่อซ้ำกัน สิ่งเหล่านี้ถามว่ากฎหมายปกติทำได้หรือไม่ ที่ทำได้เพราะมีกฎหมายพิเศษ ถ้าทหารไม่มีกฎหมายก็ไปช่วยไม่ได้ ทหารก็กลับบ้านไป เขาก็เหนื่อยและตนก็เครียดพอสมควร แต่ไม่เป็นไร ทนได้ ไม่โกรธใคร
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีรัฐธรรมนูญใหม่ออก นายกฯจะรับตำแหน่งอะไรในองค์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนว่า ให้แก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้ก่อน แล้วจึงจะคุยในสัปดาห์หน้า ไม่ต้องกังวลหรอก ไม่ต้องห่วง ถ้าอยากให้ประเทศชาติดีขึ้น อยากให้ประเทศชาติปลอดภัย ทัดเทียมกับประเทศอื่น ไม่ใช่อยู่อย่างนี้ อยู่ที่ประชาชนทั้งประเทศจะเอาอย่างไร ถึงเวลาตนอาจจะถามก็ได้ว่าประชาชนต้องการอะไร เมื่อถามว่า แสดงว่าต้องทำประชามติใช่หรือไม่ เรื่องทำรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ประชามติมันก็มีประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญแล้วไง

ป๋าเปรม :การปัดความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ เป็นสิ่งที่น่าละอาย ผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรม

พล.อ.เปรม ปธ.เปิดงาน สัมนาเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติการนานาชาติ ในโอกาสครบรอบ 15 ปี การก่อตั้งผู้ตรวจการแผ่นดินของไทย 
.
(30 มีค.58) 11.00 น. - ป๋าเปรม' ชี้..สังคมไทยแตกแยกเพราะการขาดธรรมาภิบาลฝั่งตัวหยั่งลึก จึงทำให้มีการเคลื่อนไหวทางสังคมเรียกร้องให้ต้องปฏิรูป ธรรมาภิบาลจะเป็นหนทางเดียวที่นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และการขจัดวงจรอุบาทว์ของการฉ้อราษฎร์บังหลวง 
'ป๋าเปรม'ชี้ ..บางท่านมองความสำนึกรับผิดชอบเป็นเรื่องใหม่ในวัฒนธรรมการใช้อำนาจในสังคมไทย บางท่านก็ยืนยันที่จะปฎิเสธ
ด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ...ความรับผิดชอบย่อมตกกับผู้ที่มีอำนาจหน้าที่และใช้อำนาจหน้าที่ การปัดความรับผิดชอบเป็นสิ่งที่น่าละอาย ผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรม
.
'ป๋าเปรม'... ความโปร่งใสเป็นส่วนหนึ่งของธรรมาภิบาล ระบบบริหารยิ่งมีความโปร่งใส ย่อมลดโอกาสการฉ้อราษฎร์บังหลวงให้น้อยลงไป.. พื้นฐานธรรมาภิบาลคือ ความสำนึกในภาระรับผิดชอบ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องรายงานและแสดงตัวรับผิดชอบต่อผลทั้งปวงที่ได้ทำไปในนามส่วนรวม !!
.
@Prachaya_Ice

ไม่ต้องมาสอน....ยันม.44เท่ากับอัยการศึก

"พล.อ.ประวิตร" แขวะ กก.สิทธิ์ฯไม่ต้องมาสอน ใช้กม.อะไรแทนอัยการศึก ยันเพื่อป้องกันคนคิดไม่ดีต่อประเทศ คนดีไม่ต้องเป็นห่วง ยันไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน แจงที่ผ่านมา พ.ร.บ.ความมั่นคง-พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เคยใช้มาแล้วเป็น10 ปี แต่ก็ไม่ได้ผล ยันให้นายกฯตัดสินใจ ใช้ม.44แทนอัยการศึก ระบุกฎอัยการศึกอาจดูรุนแรงในสายตาต่างชาติ ดังนั้นจึงพิจารณานำ มาตรา44 เพื่อใช้ดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อยแทน ให้อำนาจหัวหน้าคสช. และเห็นว่าทั้งมาตรา44และกฎอัยการศึก มีค่าเท่ากันเพราะใช้ควบคุมสถานการณ์ได้ โดยมาตรา44ยังคงเน้นในเรื่องการควบคุมตัวตรวจค้นและออกหมายจับเช่นเดียวกับกฎอัยการศึก
รำคาญ ติงสื่อมวลชน ไม่ควรตั้งคำถามเรื่อง ม.44แทน อัยการศึกอีก เพราะนายกรัฐมนตรีตอบมาแล้วหลายครั้ง รอนายกฯตัดสินใจ

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าว ถึงกรณีกรรมการสิทธิมนุษยชนหรือ กมส.แสดงความกังวลการนำมาตรา44มาใช้แทนกฎอัยการศึกจะทำให้หัวหน้าคสช.ใช้อำนาจมากเกินไปและเสนอให้ใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงหรือพ.ร.ก.ฉุกเฉินแทน นั่นว่า ไม่น่าจะต้องมาสอนกันเพราะกฎหมายที่นำมาใช้เพื่อป้องกันคนคิดไม่ดีต่อประเทศเท่านั้น ดังนั้นคนดีไม่ต้องเป็นห่วง และไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยที่ผ่านมาทั้งพ.ร.บ.ความมั่นคงและพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เคยใช้มาแล้วเป็น10 ปี แต่ก็ไม่ได้ผล ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนทราบกฎหมายดี และสุดท้ายนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร และเห็นว่าสื่อมวลชนไม่ควรตั้งคำถามเรื่องนี้อีก เพราะนายกรัฐมนตรีตอบมาแล้วหลายครั้ง

ส่วนกรณีมีการเปรียบเทียบระหว่างมาตรา44 กับกฎอัยการศึก พลเอกประวิตร กล่าวว่า การใช้กฎอัยการศึกอาจดูรุนแรงในสายตาต่างชาติ ดังนั้นจึงพิจารณานำมาตรา44 เพื่อใช้ดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อยแทน โดยอำนาจทั้งหมดอยู่ที่ หัวหน้า คสช. ซึ่งทราบดีว่าควรทำอย่างไร และเห็นว่าทั้งมาตรา44และกฎอัยการศึก มีค่าเท่ากันเพราะใช้ควบคุมสถานการณ์ได้ โดยมาตรา44ยังคงเน้นในเรื่องการควบคุมตัวตรวจค้นและออกหมายจับเช่นเดียวกับกฎอัยการศึก
ที่มา : เพจวาสนา นาน่วม

เลิกอัยการศึก เบาลง-หนักขึ้น?

ถ้อยคำการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. ก่อนบินไปประเทศบรูไน เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันถึงสภาพความเป็น "ไม้เบื่อไม้เมา" ระหว่างกันที่ยังคงเดิมนับตั้งแต่มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาภายหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

มองอย่างเข้าใจ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยอมรับว่าตัวเองนั้นเป็นแค่ปุถุชนธรรมดาที่มีหัวจิตหัวใจเหมือนคนทั่วไป เมื่อโดนสื่อเขียนวิพากษ์วิจารณ์เสียๆ หายๆ ก็ต้องโมโหและโต้กลับ
ชนิดแรงมาก็แรงไป
แม้ว่าสื่อต่างชาติจะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่สื่อไทยส่วนใหญ่ก็เข้าใจถึงอารมณ์ความรู้สึกของพล.อ.ประยุทธ์ เป็นอย่างดี ว่าทำไมถึงได้ประเดี๋ยวร้ายประเดี๋ยวดี ถ้าเป็นละครก็ประเภทตบ-จูบ ตบ-จูบ

นั่นเพราะพล.อ.ประยุทธ์กำลังเครียดหนักกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ตอนนี้

ที่ดูเหมือนปัญหาหลายด้านทั้งการเมือง สังคม ความมั่นคง ต่างประเทศ เศรษฐกิจ ฯลฯ จะประเดประดังพุ่งเข้าหาพร้อมกันสี่ทิศแปดทาง

โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลพยายามจะเข็นมาตรการหลายอย่างออกมา แต่ก็ดูเหมือนช่วยอะไรได้ไม่มากนัก

เพราะอย่างที่รู้กันว่าเศรษฐกิจประเทศ จะดีหรือไม่ดี จะทรงหรือทรุด นอกจากขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจโลก ยังขึ้นกับชั้นเชิงฝีไม้ลายมือและความเป็นเอกภาพของทีมเศรษฐกิจในรัฐบาลอีกด้วย

เศรษฐกิจโลกเป็นปัจจัยภายนอกที่รัฐบาลสั่งการควบคุมเองไม่ได้

ที่ทำได้จึงมีแต่การบริหารจัดการภายใน ทั้งในเรื่องการคัดเลือกคนดีมีฝีมือเข้ามาเป็นรัฐมนตรี รวมถึงเมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องมีเอกภาพในการทำงานร่วมกัน

การที่สังคมเริ่มเป็นห่วงปัญหาด้านเศรษฐกิจ โดยแสดงออกผ่านการสำรวจโพลสำนักต่างๆ ผ่านเวทีเสวนา หรือการวิพากษ์วิจารณ์ของบรรดานักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจที่สื่อมวลชนนำมาถ่ายทอดต่อ

นับเป็นการสะท้อนวิธีแก้ปัญหาอย่างหนึ่งที่รัฐบาลควรเปิดใจรับฟัง

การเปิดรับฟังประชาชนเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งของทุกๆ รัฐบาล ไม่ว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน หรือรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารก็ตาม

โดยเฉพาะรัฐบาลจากการรัฐประหารอย่างรัฐบาลคสช.ในปัจจุบัน ยิ่งต้องรับฟังประชาชนให้มาก
นั่นเพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่มีส.ส.-ส.ว.ที่มาจากประชาชนประกอบกันเป็นรัฐสภาคอยให้คำแนะนำชี้ให้เห็นถึงจุดแข็ง-จุดอ่อน ในการออกนโยบายมาตรการแก้ไขปัญหาต่างๆ

ถึงจะบอกว่ามีสมาชิกสภานิติบัญญัตติแห่งชาติ(สนช.) คอยทำหน้าที่แทนส.ส.-ส.ว. แต่สมาชิกทั้งหมดก็มีที่มาจากการคัดเลือกแต่งตั้งของ คสช.

การให้เข้ามาแสดงความเห็นคัดง้างนโยบายของรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.เป็นคนเดียวกัน จึงเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ

พูดถึงปัญหาหลายด้านที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้

ความขัดแย้งกันเองภายใน เป็นหัวข้อครหานินทาในสังคมคอการเมืองมาพักใหญ่ๆ ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่สามารถเดินหน้าไปได้เท่าที่ควร

รวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญที่เริ่มมีความเห็นไม่ตรงกันระหว่างคนในเครือข่ายแม่น้ำ 5 สายด้วยกันเอง หรือในหมู่พรรคการเมืองที่เห็น ขัดแย้งกับคณะกรรมาธิการยกร่างฯ

แรกเริ่มเดิมทีนั้น กรรมาธิการยกร่างฯ มักอ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฯ ที่กำลังจัดทำอยู่ มีเพียง 2 พรรคการเมืองใหญ่ พรรคเพื่อไทย-ประชาธิปัตย์เท่านั้นที่คัดค้านเนื่องจากตัวเองเสียประโยชน์

แต่ล่าสุดดูเหมือนไม่ใช่เช่นนั้น

เพราะปรากฏว่ามีพรรคการเมืองขนาดเล็ก ที่เรียกว่ากลุ่มสหพรรคการเมืองประชาธิปไตย 28 พรรค ได้เข้ายื่นหนังสือคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย

ในประเด็นเดียวกับที่พรรคใหญ่และภาคประชาชนจำนวนมากคัดค้านทั้งในเรื่องการเปิดช่องให้นายกฯ มาจากคนนอก ไม่จำเป็นต้องเป็นส.ส. รวมถึงการให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม เป็นต้น

ยังไม่นับถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่มี เนื่องจากพล.อ.ประยุทธ์ขอสงวนสิทธิ์ ในการตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว

ซึ่งก็ต้องรอลุ้นว่าจะอย่างไร เพราะเชื่อกันว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ารัฐบาล คสช.จะอยู่ต่อไปอีกยาวนานขนาดไหน

10 ปีเหมือนป้ายเชียร์ที่หัวหินหรือไม่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้ออกมาแก้ไขคำพูดของตัวเองที่เคยระบุว่าจะให้มีการเลือกตั้งภายในปลายปีนี้ ว่าเป็นการพูดรวบไปหน่อย

ความจริง คสช.ยังยึดตามโรดแม็ปเดิมคือให้มีการเลือกตั้งราวต้นปีหน้า ส่วนปลายปีนี้คาดว่ารัฐธรรมนูญ จะแล้วเสร็จ

อย่างไรก็ตาม สำหรับปัญหาด้านเศรษฐกิจที่มีการขยายความเชื่อมโยงไปถึงกระแสข่าวการปรับครม.เศรษฐกิจนั้น พล.อ.ประยุทธ์ยังยืนกรานจะไม่เลือกใช้วิธีการดังกล่าว เพราะเห็นว่าไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้ดีขึ้นได้

"มันไม่ได้แก้ปัญหาง่ายขนาดนั้น ประเทศชาติมีคนเกือบ 70 ล้านคน มีปัญหาร้อยกว่าเรื่อง จนถึงวันนี้ขึ้นเป็นพันกว่าเรื่อง แทนที่มาช่วยกัน วันนี้เป็นโอกาสดี ที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาแบบนี้ รวมพลังคนมาช่วยแก้ปัญหา ไม่ใช่ตีให้แตกไปทุกเรื่องเหมือนรัฐบาลปกติ"

จากประโยคดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังได้รับแรงเสียดทานอย่างหนักจากปัญหาหลายด้านที่มะรุมมะตุ้มเข้ามาพร้อมๆ กัน สวนทางกับอารมณ์ที่เคยพูดไว้ก่อนเป็นรัฐบาลว่า "บริหารราชการแผ่นดินไม่เห็นจะยากตรงไหน"

ขณะที่การเคลื่อนไหวของมวลชนกลุ่มต่างๆ เริ่มมีให้เห็นถี่ขึ้น เพราะเริ่มชินกับกฎอัยการศึกทำให้รัฐบาล คสช.ต้องหาวิธีกระชับอำนาจเพื่อรองรับสถานการณ์ ใหม่ในอนาคต ด้วยการเตรียมยกเลิกกฎอัยการศึก หันมาใช้มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวแทน

ซึ่งอาจเป็นตัวช่วยลดแรงกดดันจากต่างประเทศลงได้ระดับหนึ่ง เพราะไม่รู้ว่ามาตรา 44 คืออะไร รู้จักแต่กฎอัยการศึก

แต่สำหรับประชาชนคนไทยยังต้องลุ้นว่าร่างกฎหมายใหม่ที่ออกมารองรับมาตรา 44

จะทำให้แนวรบด้านสิทธิเสรีภาพเบาบางลงหรือเข้มข้นมากกว่าเดิม

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2558

สัญญานจาก ประยุทธถึงสื่อดูแลกันไม่ได้เดี๋ยวจัดให้

"นายกฯ"ขอโทษ สื่อ ที่โมโห มีอารมณ์รุนแรง สะกิดสื่อเป็น สุนัขเฝ้าบ้าน ไม่ควรมากัดเจ้าของบ้าน เผยสมาคมสื่อฯคุมกันเองก็ไม่ได้ถามประชาขน อยากให้ผมทำยังไงบอกมา จะให้หนักกว่านี้ หรือเบากว่านี้ ใช้อำนาจมากกว่านี้ว่ามา ผมจะไปพิจารณาอีกที แนะเลียนแบบ สิงคโปร์สร้างประเทศ

พลเอก ประยุทธ์ กล่าวในรายการ "คืนความสุขฯ" ว่า หน้าที่อีกอย่างหนึ่งของสื่อ คือการเฝ้าระวัง ผมไม่ใช่ศัตรูกับสื่อ ทุกสื่อ ทุกคน หน้าที่ของสื่อต้องมีหน้าที่เหมือนกับเฝ้าบ้าน ต้องคอยแจ้งเตือนเจ้าของบ้าน เหมือนเครื่องมือสักอย่าง เหมือนช่องทีวี หรือในตาวิเศษอะไรสักอย่าง เพราะเวลามีเหตุร้ายมีโจร ขโมยขึ้นบ้าน หรือจะเห็นการทุจริตผิดกฎหมาย สื่อทำหน้าที่คอยเตือนประชาชน เมื่อไหร่ก็ตามที่มีนักการเมือง ข้าราชการโกงทุจริตต้องเตือนตอนนั้น หรือมีนักบริหารออกนโยบายที่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศ 

แต่ไม่ใช่สื่อมาทำให้เกิดความระแวงกันเอง เพราะท่านมีหน้าที่ในการดูแลบ้านหลังนี้ เจ้าของบ้านเขาให้ท่านดู ติดตั้งท่าน อะไรท่าน เหมือนกับสื่อคอยดูแทน แล้วปรากฏว่าท่านไม่ดู ท่านกลับมาเล่นงานเจ้าของบ้าน กลับมาเล่นงานคนในบ้าน แล้วโจรก็เข้ามาได้ นั้นคือเรื่องธรรมดา ผมไม่อยากยกตัวอย่างเป็นอย่างอื่น แม้กระทั้งให้คนในบ้านแตกความสามัคคี สร้างความเดือดร้อนเสียหาย บางครั้งอาจจะมีความผิดพลาดบ้างในการติดต่อสื่อสาร แต่ให้รู้ความตั้งใจของรัฐบาลของทุกกระทรวงมานี้ อาจจะมีการสื่อสารที่ไม่ตรง ไม่เข้าใจกันบ้าง หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกัน 

วันนี้เราอยู่ทีมเดียวกัน ท่านบอกว่าท่านมีหน้าที่ ท่านบอกว่าท่านมีสิทธิและหน้าที่ของสื่อ จะต้องนี่ต้องโน่นผมไม่ได้ขัดแย้งท่าน

ท่านนายกสมาคมสื่อมวลชนหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย (ส.น.ว.ท.) บอกว่า ขอร้องให้ผมเข้าใจสื่อ เป็นการทำงานของสื่อ เพื่อติติงอะไรก็ได้ ผมไม่ได้ว่าเลย ถ้าท่านทำอย่างนั้นดีอยู่แล้ว แต่ถ้าท่านอีกอย่างเหมือนกับเล่นงานผมทุกเรื่องไปเลย ผมว่าไม่เป็นธรรมกับผม แล้วพอผมบอกให้ท่านไปดูแลกันเอง ตอบผมว่าอย่างไร 

สำหรับสื่อที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯจะดำเนินการต่อไปตามปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เนื่องจากมีสื่อหลายสื่อ ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคม อันนี้ไม่สามารถจะรับผิดชอบได้ ท่านไปทำสิครับ หรือไม่ จะให้ผมต้องออกกฎหมายว่า สื่อทุกสื่อต้องเป็นสมาชิกของสมาคมท่าน สมาคมหนังสือพิมพ์ สมาคมสื่อ เอาไหม ผมจะทำให้ ไม่อย่างนั้นก็อ้างอยู่อย่างนี้ 

"บางสื่อก็คุมไม่ได้ อะไรไม่ได้ เขียนส่งเดชไปเรื่อย แล้วจะไม่ให้ผมโมโหมีอารมณ์รุนแรงได้อย่างไรในบางครั้ง ผมขอโทษผู้ที่สุภาพอาจจะไม่ชอบ แต่ท่านต้องเห็นใจผม พอบอกให้ไปดูแล บอกไม่เห็นผิดตรงไหนเลย ผิดตรงไหนไปอ่านดูที่เขียน อันนี้สร้างสรรค์ สนับสนุนท่านทุกอย่าง โอ้โหด่าทุกวัน บอกว่านี่เป็นการติติง ก็ผมทำไปแล้ว กำลังทำ ท่านก็บอกว่าผมไม่ทำอะไร ยกตัวอย่างง่าย ๆ หรือไม่ก็ เรื่องนี้ไม่รู้จะกล้าทำหรือเปล่า ถ้าไม่กล้าทำผมไม่เข้ามาเอาอย่างนี้แล้วกัน เพียงแต่ว่าจะทำได้เมื่อไหร่ ผมไม่อยากจะไปบังคับขู่เข็นคนมากนัก "

ผมฝากพี่น้องประชาชนทั่วไปแล้วกัน จะให้ผมทำอย่างไรบอกมา จะให้หนักกว่านี้ หรือเบากว่านี้ ใช้อำนาจมากกว่านี้ว่ามา ผมจะไปพิจารณาอีกที ผมเข้ามาแล้วก็อยากให้สำเร็จ การปฏิรูปอีกมากมาย ไม่ได้จบภายในปีหนึ่ง ปีหนึ่งแค่ลดความขัดแย้ง แค่คิดไว้ว่าจะทำอะไรต่อไปในวันข้างหน้า ผมว่าอีก 10 ปียังไม่ทันเลย 

"สิงคโปร์เขาทำ 30 ปี เอาง่าย ๆ แล้วเขาเลยเวลาเหล่านั้นมาแล้ว วันนี้เขาเข้มแข็งหมดทุกอัน บางคนบอกว่าไทยทำไม่ได้หรอก เพราะเรามีคนมากกว่า เขามีพื้นที่เล็กกว่าเรา เรายิ่งใหญ่ ไปดูในแผนที่ว่าใหญ่ขนาดไหน มีคน 60 – 70 ล้านคน ก็ใช่ แต่ 60 ล้านคน รวมกันได้เป็นหนึ่งไหม รวมเป็นไม้ไผ่ก้อนเดียวได้ไหม ไม่ได้ 60 กว่าล้านคน 60 กว่าความคิด มีกลุ่มชุมชน วันนี้ไม่ใช่แค่ประชาชนแล้ว เป็นกลุ่มชน เป็นของคนนี้ ของคนนั้น ของพวกนี้ พวกนั้น เป็นกลุ่ม แล้วคนเหล่านี้ก็เข้ามาสู่กระบวนการเลือกตั้ง เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วก็เรียกร้องกับรัฐบาล เรียกร้องความต้องการจากรัฐบาลจนไม่มีความเพียงพอ เมื่อไม่เพียงพอ รัฐบาลก็ต้องมาดูแลเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมีปัญหาการบริหารราชการ ใช่ไหม คนอื่นก็ไม่ต้องได้ นี่แหละคือปัญหาของประชาธิปไตยไทย ท่านจะทำอย่างไรไปทำ วันนี้ผมจะทำให้ทั่วถึงก่อน วันหน้าจะให้ส่งต่อให้ระบบแข็งแรง ข้าราชการ หรือการเมืองแข็งแรงกว่านี้ ที่ผ่านมาไม่รู้จะโทษใคร"

'"นายกฯ"ขอโทษ สื่อ ที่โมโห มีอารมณ์รุนแรง สะกิดสื่อเป็น สุนัขเฝ้าบ้าน ไม่ควรมากัดเจ้าของบ้าน เผยสมาคมสื่อฯคุมกันเองก็ไม่ได้ถามประชาขน อยากให้ผมทำยังไงบอกมา จะให้หนักกว่านี้ หรือเบากว่านี้ ใช้อำนาจมากกว่านี้ว่ามา ผมจะไปพิจารณาอีกที แนะเลียนแบบ สิงคโปร์สร้างประเทศ

พลเอก ประยุทธ์ กล่าวในรายการ "คืนความสุขฯ" ว่า หน้าที่อีกอย่างหนึ่งของสื่อ คือการเฝ้าระวัง ผมไม่ใช่ศัตรูกับสื่อ ทุกสื่อ ทุกคน หน้าที่ของสื่อต้องมีหน้าที่เหมือนกับเฝ้าบ้าน ต้องคอยแจ้งเตือนเจ้าของบ้าน เหมือนเครื่องมือสักอย่าง เหมือนช่องทีวี หรือในตาวิเศษอะไรสักอย่าง เพราะเวลามีเหตุร้ายมีโจร ขโมยขึ้นบ้าน หรือจะเห็นการทุจริตผิดกฎหมาย สื่อทำหน้าที่คอยเตือนประชาชน เมื่อไหร่ก็ตามที่มีนักการเมือง ข้าราชการโกงทุจริตต้องเตือนตอนนั้น หรือมีนักบริหารออกนโยบายที่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศ 

แต่ไม่ใช่สื่อมาทำให้เกิดความระแวงกันเอง เพราะท่านมีหน้าที่ในการดูแลบ้านหลังนี้ เจ้าของบ้านเขาให้ท่านดู ติดตั้งท่าน อะไรท่าน เหมือนกับสื่อคอยดูแทน แล้วปรากฏว่าท่านไม่ดู ท่านกลับมาเล่นงานเจ้าของบ้าน กลับมาเล่นงานคนในบ้าน แล้วโจรก็เข้ามาได้ นั้นคือเรื่องธรรมดา ผมไม่อยากยกตัวอย่างเป็นอย่างอื่น แม้กระทั้งให้คนในบ้านแตกความสามัคคี สร้างความเดือดร้อนเสียหาย บางครั้งอาจจะมีความผิดพลาดบ้างในการติดต่อสื่อสาร แต่ให้รู้ความตั้งใจของรัฐบาลของทุกกระทรวงมานี้ อาจจะมีการสื่อสารที่ไม่ตรง ไม่เข้าใจกันบ้าง หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกัน 

วันนี้เราอยู่ทีมเดียวกัน ท่านบอกว่าท่านมีหน้าที่ ท่านบอกว่าท่านมีสิทธิและหน้าที่ของสื่อ จะต้องนี่ต้องโน่นผมไม่ได้ขัดแย้งท่าน

 ท่านนายกสมาคมสื่อมวลชนหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย (ส.น.ว.ท.) บอกว่า ขอร้องให้ผมเข้าใจสื่อ เป็นการทำงานของสื่อ เพื่อติติงอะไรก็ได้ ผมไม่ได้ว่าเลย ถ้าท่านทำอย่างนั้นดีอยู่แล้ว แต่ถ้าท่านอีกอย่างเหมือนกับเล่นงานผมทุกเรื่องไปเลย ผมว่าไม่เป็นธรรมกับผม แล้วพอผมบอกให้ท่านไปดูแลกันเอง ตอบผมว่าอย่างไร 

สำหรับสื่อที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯจะดำเนินการต่อไปตามปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เนื่องจากมีสื่อหลายสื่อ ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคม อันนี้ไม่สามารถจะรับผิดชอบได้ ท่านไปทำสิครับ หรือไม่ จะให้ผมต้องออกกฎหมายว่า สื่อทุกสื่อต้องเป็นสมาชิกของสมาคมท่าน สมาคมหนังสือพิมพ์ สมาคมสื่อ เอาไหม ผมจะทำให้ ไม่อย่างนั้นก็อ้างอยู่อย่างนี้ 

"บางสื่อก็คุมไม่ได้ อะไรไม่ได้ เขียนส่งเดชไปเรื่อย แล้วจะไม่ให้ผมโมโหมีอารมณ์รุนแรงได้อย่างไรในบางครั้ง ผมขอโทษผู้ที่สุภาพอาจจะไม่ชอบ แต่ท่านต้องเห็นใจผม พอบอกให้ไปดูแล บอกไม่เห็นผิดตรงไหนเลย ผิดตรงไหนไปอ่านดูที่เขียน อันนี้สร้างสรรค์ สนับสนุนท่านทุกอย่าง โอ้โหด่าทุกวัน บอกว่านี่เป็นการติติง ก็ผมทำไปแล้ว กำลังทำ ท่านก็บอกว่าผมไม่ทำอะไร ยกตัวอย่างง่าย ๆ หรือไม่ก็ เรื่องนี้ไม่รู้จะกล้าทำหรือเปล่า ถ้าไม่กล้าทำผมไม่เข้ามาเอาอย่างนี้แล้วกัน เพียงแต่ว่าจะทำได้เมื่อไหร่ ผมไม่อยากจะไปบังคับขู่เข็นคนมากนัก "

ผมฝากพี่น้องประชาชนทั่วไปแล้วกัน จะให้ผมทำอย่างไรบอกมา จะให้หนักกว่านี้ หรือเบากว่านี้ ใช้อำนาจมากกว่านี้ว่ามา ผมจะไปพิจารณาอีกที ผมเข้ามาแล้วก็อยากให้สำเร็จ การปฏิรูปอีกมากมาย ไม่ได้จบภายในปีหนึ่ง ปีหนึ่งแค่ลดความขัดแย้ง แค่คิดไว้ว่าจะทำอะไรต่อไปในวันข้างหน้า ผมว่าอีก 10 ปียังไม่ทันเลย 

"สิงคโปร์เขาทำ 30 ปี เอาง่าย ๆ แล้วเขาเลยเวลาเหล่านั้นมาแล้ว วันนี้เขาเข้มแข็งหมดทุกอัน บางคนบอกว่าไทยทำไม่ได้หรอก เพราะเรามีคนมากกว่า เขามีพื้นที่เล็กกว่าเรา เรายิ่งใหญ่ ไปดูในแผนที่ว่าใหญ่ขนาดไหน มีคน 60 – 70 ล้านคน ก็ใช่ แต่ 60 ล้านคน รวมกันได้เป็นหนึ่งไหม รวมเป็นไม้ไผ่ก้อนเดียวได้ไหม ไม่ได้ 60 กว่าล้านคน 60 กว่าความคิด มีกลุ่มชุมชน วันนี้ไม่ใช่แค่ประชาชนแล้ว เป็นกลุ่มชน เป็นของคนนี้ ของคนนั้น ของพวกนี้ พวกนั้น เป็นกลุ่ม แล้วคนเหล่านี้ก็เข้ามาสู่กระบวนการเลือกตั้ง เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วก็เรียกร้องกับรัฐบาล เรียกร้องความต้องการจากรัฐบาลจนไม่มีความเพียงพอ เมื่อไม่เพียงพอ รัฐบาลก็ต้องมาดูแลเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมีปัญหาการบริหารราชการ ใช่ไหม คนอื่นก็ไม่ต้องได้ นี่แหละคือปัญหาของประชาธิปไตยไทย ท่านจะทำอย่างไรไปทำ วันนี้ผมจะทำให้ทั่วถึงก่อน วันหน้าจะให้ส่งต่อให้ระบบแข็งแรง ข้าราชการ หรือการเมืองแข็งแรงกว่านี้ ที่ผ่านมาไม่รู้จะโทษใคร"'

ประมงไทยกลับบ้าน

เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา แรงงานลูกเรือประมงที่ไปทำงานที่อินโดนีเซียและประสบความทุกข์ยาก จำนวน 21 คน เดินทางกลับถึงท่าอากาศยานดอนเมืองแล้ว

นายสมพงษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน เปิดเผยว่า จากการที่เครือข่ายเดินทางไปช่วยเหลือแรงงานลูกเรือประมงที่สามารถเข้าถึงได้ช่วงระหว่างวันที่ 12 – 27 มีนาคม 2558 พบว่ามีคนไทย 31 คน คนพม่า 13 คน คนกัมพูชา 6 คน คนลาว 2 คน รวม 52 คน

ในจำนวนนี้ มีแรงงานลูกเรือไทย ที่เดินทางกลับประเทศไทยก่อนในวันนี้ (27 มีนาคม 2558 ) จำนวน 21 คน ยังเหลืออีก 10 คน 

นายสมพงษ์ ระบุว่าในจำนวน 10 คนที่เหลือ มีแรงงานไทย 1 คน ที่มาทำงานตั้งแต่อายุ 13 ปี ตอนนี้อายุ 21 ปี มีปัญหาสุขภาพ ต้องรักษา และมีแรงงานกัมพูชา 2 คน มาตั้งแต่อายุ 11 และ 13 ปี เคยทำงานที่เกาะเบนจิน่า 6 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างขอความช่วยเหลือที่เกาะอัมบน แรงงานสองคนดังกล่าวถูกส่งกลับและถูกนำมาขายเป็นครั้งที่สอง เป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปี 

นายสมพงษ์ เปิดเผยด้วยว่า ผู้ที่รอรับความช่วยเหลือบางคนมีอาการทางจิตประสาท เนื่องจากการถูกกระทำ และทำร้ายร่างกายเป็นเวลายาวนาน

(ภาพแรกและภาพที่สองนายวุฒิชัย โยธาศรี แรงงานคนหนึ่งที่ถูกช่วยกลับมาได้ โผเข้ากอดแม่กับน้องสาว และก้มลงกราบเท้าแม่ ภาพสองภาพสุดท้ายเป็นภาพแรงงานขณะอยู่ที่อินโดนีเซีย มาจากเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน)

นายกกลับคำขอบคุณสื่อเล่นเรื่องลูกเรือประมง

นายกฯ กลับลำ ขอบคุณสื่อ ช่วยชี้แจงเรื่องค้ามนุษย์ยกเป็นวาระแห่งชาติ เร่งแก้ปีญหาหมักหมมมานาน อย่าหาว่ารัฐบาลไมาทำอะไรเลย เผยปัญหา ก่อน22พค./รายการ คืนความสุขฯ ค่ำ27มีค.ของนายกฯเปลี่ยนฉากหลังเป็น ภาพทะเลตอนพระอาทิตย์ตก ให้เข้ากับ ครม.สัญจร หัวหิน ยาว53นาที

พลเอก ประยุทธ์ กล่าวในรายการ "คืนความสุขฯ" ถึงเรื่องแรงงานประมง ว่า วันนี้อาจจะมีหลายท่านไม่เข้าใจ ว่ามีปัญหามายาวนานพอสมควรเป็น 10 ปี เรื่องการค้ามนุษย์มีปัญหา ผมได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งรับผิดชอบในเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกกับผม ช่วยดำเนินการในการขับเคลื่อนทางนี้ ในภาคประมงแล้ว

อยากจะเรียนว่า รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องส่งคณะทำงานไปที่เกาะ Benjina แล้วก็หารือกับฝ่ายอินโดนีเซีย เพื่อจะร่วมกันและเร่งหาข้อมูลผู้ประกอบการ และการดำเนินการกับผู้กระทำความผิด คนไทยที่ไปถูกจับที่โน่น ที่ข่าวออกมาเป็นจำนวนมากหลายร้อยคน เราไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ทยอยทำมาเรื่อย แต่เราไม่อยากประชาสัมพันธ์มาก เพราะคนเหล่านี้ไปทำความผิดในประเทศเขา ใช่ไหม และทุกคนก็เป็นเหยื่อ ต้องถูกองค์กรสิทธิมนุษยชนเข้ามาดู องค์กรระหว่างประเทศมาดู และประเทศต้องรับผิดชอบ ท่านก็ต้องมาบอกเรา ว่าที่ไหนอย่างไร แนะนำตรงไหนเพิ่มเติม เราจะได้ไปหาทางช่วยกันให้ได้ เพราะว่าวันนี้ผมทราบว่า บางทีไปทำงานแล้วถูกจับไปแล้ว เจ้าของผู้ประกอบกิจการไม่สนใจ เขาจับแต่ละไฟท์ เรือมีตั้งหลายลำ ไปเสียค่าไถ่ก็ไม่ยอมเสีย ช่วยลูกเรือก็ไม่ช่วย แล้วโยนให้รัฐบาลดู ครั้งที่ผ่านมา 5 ปี ถูกจับไปที่โซมาเลีย แล้วพึ่งกลับมา เหมือนกับตายไปแล้วเกิดใหม่

เพราะฉะนั้นถ้าเรายังมีการเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์อยู่แบบนี้ ผมกำหนดไปแล้วว่า ไม่สมควรให้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการใด ๆ อีกต่อไปในประเทศไทย และต้องได้รับโทษทางกฎหมาย คือต้องเข้มงวดกัน ฉะนั้นเจ้าหน้าที่ก็ต้องถูกติดตามประเมินผลด้วย ไม่ว่าจะประมง กรมเจ้าท่า อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งหมด เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องทำให้ครบจดทะเบียน ติดเครื่องมือ และแก้ปัญหาในเรื่องของการทำประมงร่วม Joint Venture กับประเทศโน้นประเทศนี้ ผมก็เดินหน้าเรื่องนี้มาโดยตลอด

วันนี้ก็เตรียมตัวทำ Joint Venture กับอินโดนีเซีย มีปลามาก แต่เราชอบเข้าไปตรงที่เขาไม่ให้เข้า แล้วมาบอกว่าก็ขอให้ยกเว้นหน่อยแล้วกัน เพราะว่าเป็นอาชีพเขารายได้น้อย แล้วกฎหมายอยู่ตรงไหน ประเทศเขาก็มีกฎหมาย ถ้าผมอนุโลมท่าน ไม่จับกุม ไม่ดำเนินคดี ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แล้วท้ายที่สุดจะเกิดอะไรขึ้น ท่านรู้ไหม เรื่องสินค้าประมง เขาจะมีมาตรการไม่ให้เราขาย วันนั้นผมบอกว่า 2 แสนกว่าล้านบาท ไม่ใช่ 2 แสนกว่าล้านตัน ท่านไม่จับให้ตรง ผมพูดเสียงดัง ถ้า IUU (Illegal Unreported and Unregulated fishing หรือ IUU Fishing) ที่เราผิดอยู่นี่ทั้งหมด ค้ามนุษย์ด้วย อะไรด้วย ทางยุโรป ทางอเมริกาเขาบอกว่าเราค้ามนุษย์อยู่ แล้วทำนี่ก็ผิดกฎหมาย ละเมิดน่านน้ำ เขาบอกว่าต่อไปนี้ไม่รับซื้อสินค้าจากไทย เริ่มจากสินค้าประมงก่อน ต่อไปก็เป็นเรื่องที่ผิด ๆ ก็ลากพาไปสู่เรื่องผลไม้ ข้าว ยาง ไปหมด คนเหล่านี้ที่ทำความผิดตรงนี้ ต้องสำนึกตนเอง ทำมานานแล้ว หลายปีแล้ว ทุกรัฐบาลไม่เคยทำได้ รัฐบาลนี้จะทำกับท่าน อย่าหาว่าผมใจร้าย เอาเปรียบคนอื่นเขาได้อย่างไร ผู้ประกอบการบางคนรวยไม่รู้จะรวยอย่างไร มีเรือเป็นสิบ ๆ ลำ ทำตามกฎหมายบ้าง

เราจะจริงจังกับนโยบาย zero tolerance ในทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ และก็ทำเต็มที่เพื่อให้ปัญหาค้ามนุษย์หมดไปจากแผ่นดินไทย ต้องไปพูดคุย ไปเจราจาว่าเรากำลังดำเนินการอยู่เป็นขั้นเป็นตอนอย่างนี้ เราไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาที่ยาวนานมาเป็น 10 กว่าปี มาในช่วงเวลาเพียง 7 – 8 เดือนนี้ได้ แล้วที่ผ่านมาทำอะไรกันอยู่ ทำไมไม่แก้ หลายปีมาแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้อย่าบอกว่าไม่รู้เรื่องอีก 

เรื่องค้ามนุษย์ ก็ชอบไปบ่นว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลยต่าง ๆ ทุกเรื่องมีปัญหาไปหมด ลืมไปทั้งหมดแล้ว ก่อน 22 พฤษภาคม 2557 เป็นอย่างไร 

วันนี้จะเดินหน้าไปสู่ความขัดแย้งใหม่อีกแล้ว เรากำหนดให้มีการปราบปรามการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ วาระแห่งชาติคืออะไร ทุกหน่วยงานทุกคน ประชาชนต้องร่วมมือร่วมใจกัน เหมือนกับเรื่องยาเสพติด อะไรทำนองนี้ ใช้กฎหมายบังคับใช้ให้ได้ ต้องเตรียมการต้องมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน และร่วมมือกันกับรัฐบาลเพื่อนบ้านในภูมิภาค

โดยเฉพาะอินโดนีเซีย เมื่อวานผมก็ได้พูดกับสมเด็จพระราชาธิบดีบูรไนด้วยว่า เราจะต้องทำประมงร่วมกัน ฟิลิปปินส์ ใช่ไหม ที่อยู่น่านน้ำแถวนี้ รอบ ๆ บ้านเรา กัมพูชา จะทำกันอย่างไร Joint Venture กันอย่างไร กองเรือเราก็มีมากมาย ต้องรู้จักแบ่งปันบ้าง วันนี้เราเป็นพันธมิตรกัน แข่งขันไม่ได้ เดี๋ยวก็ไปโดนจับ ทะเลาะเบาะแว้งกัน ยิงกันไปยิงกันมาอีก นี่เราก็จับเขาเหมือนกัน แต่เขาจับเรามากกว่า
เรื่องนี้ผมทราบว่าสื่อมวลชนภายในประเทศได้ช่วยกันรายงานหน้าที่เต็มที่ ขอบคุณ

'นายกฯ กลับลำ ขอบคุณสื่อ ช่วยชี้แจงเรื่องค้ามนุษย์ยกเป็นวาระแห่งชาติ เร่งแก้ปีญหาหมักหมมมานาน อย่าหาว่ารัฐบาลไมาทำอะไรเลย เผยปัญหา ก่อน22พค./รายการ คืนความสุขฯ ค่ำ27มีค.ของนายกฯเปลี่ยนฉากหลังเป็น ภาพทะเลตอนพระอาทิตย์ตก ให้เข้ากับ ครม.สัญจร หัวหิน ยาว53นาที

พลเอก ประยุทธ์ กล่าวในรายการ "คืนความสุขฯ" ถึงเรื่องแรงงานประมง ว่า วันนี้อาจจะมีหลายท่านไม่เข้าใจ ว่ามีปัญหามายาวนานพอสมควรเป็น 10 ปี เรื่องการค้ามนุษย์มีปัญหา ผมได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งรับผิดชอบในเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกกับผม ช่วยดำเนินการในการขับเคลื่อนทางนี้ ในภาคประมงแล้ว

อยากจะเรียนว่า รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องส่งคณะทำงานไปที่เกาะ Benjina แล้วก็หารือกับฝ่ายอินโดนีเซีย เพื่อจะร่วมกันและเร่งหาข้อมูลผู้ประกอบการ และการดำเนินการกับผู้กระทำความผิด คนไทยที่ไปถูกจับที่โน่น ที่ข่าวออกมาเป็นจำนวนมากหลายร้อยคน เราไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ทยอยทำมาเรื่อย แต่เราไม่อยากประชาสัมพันธ์มาก เพราะคนเหล่านี้ไปทำความผิดในประเทศเขา ใช่ไหม และทุกคนก็เป็นเหยื่อ ต้องถูกองค์กรสิทธิมนุษยชนเข้ามาดู องค์กรระหว่างประเทศมาดู และประเทศต้องรับผิดชอบ ท่านก็ต้องมาบอกเรา ว่าที่ไหนอย่างไร แนะนำตรงไหนเพิ่มเติม เราจะได้ไปหาทางช่วยกันให้ได้ เพราะว่าวันนี้ผมทราบว่า บางทีไปทำงานแล้วถูกจับไปแล้ว เจ้าของผู้ประกอบกิจการไม่สนใจ เขาจับแต่ละไฟท์ เรือมีตั้งหลายลำ ไปเสียค่าไถ่ก็ไม่ยอมเสีย ช่วยลูกเรือก็ไม่ช่วย แล้วโยนให้รัฐบาลดู ครั้งที่ผ่านมา 5 ปี ถูกจับไปที่โซมาเลีย แล้วพึ่งกลับมา เหมือนกับตายไปแล้วเกิดใหม่

เพราะฉะนั้นถ้าเรายังมีการเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์อยู่แบบนี้ ผมกำหนดไปแล้วว่า ไม่สมควรให้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการใด ๆ อีกต่อไปในประเทศไทย และต้องได้รับโทษทางกฎหมาย คือต้องเข้มงวดกัน ฉะนั้นเจ้าหน้าที่ก็ต้องถูกติดตามประเมินผลด้วย ไม่ว่าจะประมง กรมเจ้าท่า อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งหมด เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องทำให้ครบจดทะเบียน ติดเครื่องมือ และแก้ปัญหาในเรื่องของการทำประมงร่วม Joint Venture กับประเทศโน้นประเทศนี้ ผมก็เดินหน้าเรื่องนี้มาโดยตลอด

 วันนี้ก็เตรียมตัวทำ Joint Venture กับอินโดนีเซีย มีปลามาก แต่เราชอบเข้าไปตรงที่เขาไม่ให้เข้า แล้วมาบอกว่าก็ขอให้ยกเว้นหน่อยแล้วกัน เพราะว่าเป็นอาชีพเขารายได้น้อย แล้วกฎหมายอยู่ตรงไหน ประเทศเขาก็มีกฎหมาย ถ้าผมอนุโลมท่าน ไม่จับกุม ไม่ดำเนินคดี ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แล้วท้ายที่สุดจะเกิดอะไรขึ้น ท่านรู้ไหม เรื่องสินค้าประมง เขาจะมีมาตรการไม่ให้เราขาย วันนั้นผมบอกว่า 2 แสนกว่าล้านบาท ไม่ใช่ 2 แสนกว่าล้านตัน ท่านไม่จับให้ตรง ผมพูดเสียงดัง ถ้า IUU (Illegal Unreported and Unregulated fishing หรือ IUU Fishing) ที่เราผิดอยู่นี่ทั้งหมด ค้ามนุษย์ด้วย อะไรด้วย ทางยุโรป ทางอเมริกาเขาบอกว่าเราค้ามนุษย์อยู่ แล้วทำนี่ก็ผิดกฎหมาย ละเมิดน่านน้ำ เขาบอกว่าต่อไปนี้ไม่รับซื้อสินค้าจากไทย เริ่มจากสินค้าประมงก่อน ต่อไปก็เป็นเรื่องที่ผิด ๆ ก็ลากพาไปสู่เรื่องผลไม้ ข้าว ยาง ไปหมด คนเหล่านี้ที่ทำความผิดตรงนี้ ต้องสำนึกตนเอง ทำมานานแล้ว หลายปีแล้ว ทุกรัฐบาลไม่เคยทำได้ รัฐบาลนี้จะทำกับท่าน อย่าหาว่าผมใจร้าย เอาเปรียบคนอื่นเขาได้อย่างไร ผู้ประกอบการบางคนรวยไม่รู้จะรวยอย่างไร มีเรือเป็นสิบ ๆ ลำ ทำตามกฎหมายบ้าง

เราจะจริงจังกับนโยบาย zero tolerance ในทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ และก็ทำเต็มที่เพื่อให้ปัญหาค้ามนุษย์หมดไปจากแผ่นดินไทย ต้องไปพูดคุย ไปเจราจาว่าเรากำลังดำเนินการอยู่เป็นขั้นเป็นตอนอย่างนี้ เราไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาที่ยาวนานมาเป็น 10 กว่าปี มาในช่วงเวลาเพียง 7 – 8 เดือนนี้ได้ แล้วที่ผ่านมาทำอะไรกันอยู่ ทำไมไม่แก้ หลายปีมาแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้อย่าบอกว่าไม่รู้เรื่องอีก 

เรื่องค้ามนุษย์ ก็ชอบไปบ่นว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลยต่าง ๆ ทุกเรื่องมีปัญหาไปหมด ลืมไปทั้งหมดแล้ว ก่อน 22 พฤษภาคม 2557 เป็นอย่างไร 

วันนี้จะเดินหน้าไปสู่ความขัดแย้งใหม่อีกแล้ว เรากำหนดให้มีการปราบปรามการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ วาระแห่งชาติคืออะไร ทุกหน่วยงานทุกคน ประชาชนต้องร่วมมือร่วมใจกัน เหมือนกับเรื่องยาเสพติด อะไรทำนองนี้ ใช้กฎหมายบังคับใช้ให้ได้ ต้องเตรียมการต้องมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน และร่วมมือกันกับรัฐบาลเพื่อนบ้านในภูมิภาค

 โดยเฉพาะอินโดนีเซีย เมื่อวานผมก็ได้พูดกับสมเด็จพระราชาธิบดีบูรไนด้วยว่า เราจะต้องทำประมงร่วมกัน ฟิลิปปินส์ ใช่ไหม ที่อยู่น่านน้ำแถวนี้ รอบ ๆ บ้านเรา กัมพูชา จะทำกันอย่างไร Joint Venture กันอย่างไร กองเรือเราก็มีมากมาย ต้องรู้จักแบ่งปันบ้าง วันนี้เราเป็นพันธมิตรกัน แข่งขันไม่ได้ เดี๋ยวก็ไปโดนจับ ทะเลาะเบาะแว้งกัน ยิงกันไปยิงกันมาอีก นี่เราก็จับเขาเหมือนกัน แต่เขาจับเรามากกว่า
เรื่องนี้ผมทราบว่าสื่อมวลชนภายในประเทศได้ช่วยกันรายงานหน้าที่เต็มที่ ขอบคุณ'