PR
วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ประยุทธ์ ลงนาม MOU 4 ฉบับกับสิงคโปร์ ย้ำ เลือกตั้งปี 59
“สปช.” อย่าเสียขวัญ โดย : ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์
ผมได้เจอ อาจารย์อมร หลายครั้ง ได้ฟังทัศนะความเห็นที่ดีๆประจำ
มี Key Words หลายคำ
1. “อย่าเสียขวัญนะครับท่าน สปช.”
2. คสช. จึงต้องทำการ “เขย่าขวด (shake up)” ให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว
3. ซึ่งปกติเชื่อแน่ว่า คสช.และคณะรัฐมนตรี “ย่อมไม่ฟังความข้างเดียว”
4. อย่างไรก็ตาม โครงสร้างส่วนใหญ่ของ “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป”
จะยังเป็น “หน้าเดิม” ใน สปช.
...............................
“อย่าเสียขวัญนะครับท่าน สปช.”
ผมพูดกับสมาชิก สปช.ที่แสดงความรู้สึกกังวลต่อภาระหน้าที่งานปฏิรูปที่ได้ริเริ่มฟูมฟักกันมาเกือบปีเต็ม
ว่า หาก สปช.ถูกยุบเลิกไป ใครจะมาสานงานต่อ
ขอให้กำลังใจกับการทำหน้าที่อย่างหนักหน่วงของ สปช.
ส่วนใหญ่ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา
มีส่วนทั้งในการยกร่างและแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ
ที่กำลังจะต้องมาสู่การลงมติ “รับ” หรือ “ไม่รับ”
ร่างรัฐธรรมนูญที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ
คาดว่าน่าจะอยู่ในราวต้นเดือนกันยายน ซึ่งจะเป็นวาระยุติ
การทำงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ สภาประวัติศาสตร์แห่งแรกของโลกเลยก็ว่าได้
รวมทั้งในแง่ขององค์ประกอบและการทำหน้าที่ในส่วนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วย
เพราะแม้จะได้คนเกษียณอายุราชการมาเป็นส่วนใหญ่
แต่การขาดประชุมและการมีผู้อภิปรายแบบซ้ำหน้าของ สนช.ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่มีการพูดถึงกันว่า
อาจต้องถึงวาระในการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลเช่นเดียวกัน
เป็นที่รู้กันว่า มีทั้งสมาชิกที่มีปัญหาด้านสุขภาพอยู่หลายท่าน
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีคุณูปการต่อการปฏิรูป
แต่สุขภาพของหลายท่านในระยะหลัง ด้วยการกรำงานหนัก
จึงเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของหลายท่าน
รวมทั้งรูปแบบการอภิปราย การล่วงเกินเลยกรอบการเป็น “สภาวิชาการ”
เป็นอีกข้อถกเถียงหนึ่ง ไ
ม่แตกต่างจาก “ตัวบุคคล” จำนวนหนึ่ง
ที่ทาง คสช.และคณะรัฐมนตรีอาจพิจารณาประเมินการทำหน้าที่ในช่วงที่ผ่านมา แล้วอาจเห็นว่าเป็นส่วนผสมที่ยังไม่ลงตัว
จึงต้องทำการ “เขย่าขวด (shake up)” ให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว
และไม่ควรขวัญเสียกับสิ่งที่ได้ริเริ่มกันมา
เพราะผลงานที่แต่ละท่านได้ดำเนินการอยู่นั้น
จะเป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญในการจะอยู่หรือไป
เพราะรัฐบาลและทาง คสช.นั้น ใช้เหตุใช้ผลในการพิจารณาและประเมินผลการปฏิบัติงานของ สปช.
มีข้อมูลและประจักษ์พยานต่างๆ รองรับ
คนที่อยู่ใน สปช.จำนวนหนึ่งก็เป็นคนที่ต่อสายตรงได้ถึง คสช.และคณะรัฐมนตรี ย่อมมีการรายงานและสื่อสารให้ได้ยินได้ฟังกันอยู่
ซึ่งปกติเชื่อแน่ว่า คสช.และคณะรัฐมนตรี “ย่อมไม่ฟังความข้างเดียว”
ต้องมีการตรวจสอบและคานน้ำหนักข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง
“ทำให้คนที่คิดว่าจะต้องไปหรืออยู่ น่าจะรู้ตัวเองดี”
ที่จะมีการจัดตั้งขึ้นทดแทนสภาปฏิรูป ที่กำลังจะสลายไป
เมื่อมีการ “รับ “ หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญนี้
จะพบว่าเกณฑ์ที่มีการกำหนดขึ้นทาง คสช.และคณะรัฐมนตรี
ต้องการได้คนที่มีศักยภาพที่เป็นคนรุ่นหนุ่มสาวมากขึ้น คือ
มีการปรับเกณฑ์อายุให้เข้ามาได้ตั้งแต่อายุ 35 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
ทำให้สะท้อนปัญหาหนึ่งที่ได้นำเรียนมาข้างต้นเกี่ยวกับ
อายุเฉลี่ยของ สปช.ในชุดปัจจุบันที่ว่ากันว่า อยู่ที่ห้าสิบปลายๆ ถึงหกสิบกว่าขวบปี
จะยังเป็น “หน้าเดิม” ใน สปช.
เช่น บรรดา ประธานคณะกรรมาธิการ ประธานอนุกรรมาธิการ กรรมาธิการยกร่าง (จำนวนหนึ่ง) และบุคคลที่มีส่วนขับเคลื่อนในการปฏิรูปทั้งในลับและเปิดเผย
แต่สำหรับสมาชิกที่ “ขาด” “ลา” “ป่วย” เดินทางบ่อย
ขาดการแสดงความคิดความอ่านในวาระโอกาสอันสมควร
หรือไม่สามารถทำงานเต็มเวลาให้กับการขับเคลื่อนการปฏิรูปได้
จะเป็นข้อเสียเปรียบของแต่ละบุคคล
ดังได้เรียนไว้แล้วว่า แต่ละท่านย่อมทราบอยู่แก่ใจว่า
ใครประพฤติปฏิบัติตัวเช่นไรในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ที่ผมทำหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการอยู่ทั้งสองคณะ
ขอเรียนผ่านไปยัง คสช.และคณะรัฐมนตรีว่า
ภารกิจการดำเนินงานที่ผ่านมาของทั้งสองคณะนั้น เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
และกำลังจะมีการร่างกฎหมายในลักษณะพระราชบัญญัติหรือแม้กระทั่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญออกมาอีกหลายฉบับ
อาทิ เรื่องการสร้างแนวทางการส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายในหน่วยงานองค์กรของฝ่ายบริหาร
การออกกฎหมายเพื่อควบคุมจัดการวินัยจราจร การใช้รถใช้ถนน ที่จะเข้าไปดูแลปัญหา “เด็กแว้นซ์” “ เด็กซิ่ง” “บิ๊กไบค์” ทั้งหลาย
ขณะเดียวกัน ประเด็นการปฏิรูปเกี่ยวกับพรรคการเมืองจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน2558 นี้
ทราบว่าจะมีการถ่ายทอดภาพและเสียงทางสถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา
จึงใคร่เรียนเชิญผู้สนใจติดตามรับฟังแนวทางการปฏิรูปให้ระบบ “พรรคการเมือง” ของประเทศไทยมีความเข้มแข็งและเป็นสถาบันทางสังคม
"โหรโสรัจจะ"ชี้ปี 58 ไทยวุ่นหนัก ส่อปฏิวัติซ้ำ | เดลินิวส์
วันพุธที่ 10 ธันวาคม 2557 เวลา 17:45 น. เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. นายโสรัจจะ นวลอยู่ โหรชื่อดัง เจ้าของฉายา "นอสตราดามุสเมืองไทย" เปิดเผยกับ "เดลินิวส์ออนไลน์" ถึงดวงเมืองปี 2558 ว่า ตามตำราระบุว่า ดาวเสาร์ยังสถิตในดวงเมือง ตกภพมรณะ ทำให้สถานการณ์การเมืองวุ่นวายตลอดปี 58-59 ผนวกกับดาวอังคารสีเลือดย้ายจากราศีมิถุน เข้าสู่ราศีกรกฏ ทำมุมตั้งฉากกับลักคณาเมืองในราศีเมษ ช่วงวันที่ 30 ก.ค.58 ดาวพระราหู สถิตในราศีกันย์ต่อเนื่องไปอีกทั้งปี ถ้าอย่างนี้ถึงคราวชะตาลักคณาเมืองถูกบาปเคราะห์จตุโกณกากบาท ทุกจุดจึงทำให้ชาติบ้านเมืองเข้าสู่การณ์คับขันตลอดเวลา เช่น เกิดสงครามกลางเมือง ปฏิวัติยึดอำนาจอีกครั้ง ประกาศกฎอัยการศึก เพราะดาวอังคารย้ายมา บ่งถึงผู้มีอำนาจในมือที่ไม่อยู่ในศีลธรรมจะต้องเข้ามามีบทบาทแทรกเป็นยาดำในคณะรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โหรชื่อดัง ยังทำนายอีกว่า ดาวมฤตยูกับพระราหูเล็งกันอยู่เหนือขอบฟ้า ตั้งแต่ปี 57 ไปจนถึงวันที่ 11 ก.ค.58 ดาวคู่นี้หมายถึงที่เล็งกัน คือการถูกปล่อยเกาะอย่างโดดเดียว การถูกลอยแพ บ่งถึงว่าเมืองไทยจะตกอยู่ในภาวะขับคันรอบด้าน โดยประเทศที่ล้อมรอบอยู่ บ้านเมืองลุกเป็นไฟและตกอยู่ในภาวะตึงเครียด และอยู่อย่างโดดเดียว ในวันที่ 12 ก.ค.58 ดาวมฤตยูย้ายเข้าทับลักคณาดวงเมืองในราศีเมษ ทำให้เกิดเป็นปีอภิมหาวิปโยค ที่จะเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ประเทศไทยโดยสิ้นเชิงทุกด้าน "หมายถึงการบริหารของรัฐบาล การบริหารแผ่นดิน คนเป็นผู้นำหากใจร้อน จะทำให้ปัญหาเป็นไฟลามทุ่ง จุดที่ต้องระวังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดจากกลุ่มคนภาคอีสานและภาคใต้ เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว แต่เกิดความเข้าใจผิดกัน จนนำไปสู่การต่อสู้ขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงทุกภาคของประเทศ เกิดสงครามกลางเมืองอีกรอบ ที่สำคัญสูญเสียชีวิตมากมายกว่าทุกครั้งในอดีตและไม่น่าเกิดขึ้นได้ คือความแตกแยกทางการเมือง จากนักการเมือง ผู้ใหญ่ของประเทศ และคนทั่วไปยาวนานไปปี 59"นายโสรัจจะ กล่าว
โหรชื่อดังรายนี้ ยังทำนายอีกว่า ความยากจนเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาอีกมากในปีหน้า คนรวยกลายเป็นคนจน ฆ่าตัวตายจนเป็นตัวกระตุ้น ซึ่งเป็นชะตากรรมของประเทศที่คนไทยร่วมทำกันมา ส่งผลให้ดวงดาวมาบอกเหตุว่า "ปีหน้าเกิดอาเพศ" ผู้คนผิดเพี้ยนไปหมด หวังแต่กอบโกยผลประโยนช์ ไม่คิดถึงศีลธรรม จะเป็นปีที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งอาจจะมาจากผลกระทบภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทั้งในประเทศและทั่วโลก ทำให้การฟื้นฟูประเทศทำไม่ได้ จะยิ่งซบเซา ไม่อาจจะฟื้นมาได้ เกิดโรคติดต่อและผู้คนเสียชีวิตจากภัยแล้งมากที่สุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน บางพื้นที่ไม่มีน้ำกิน เกิดทะเลาะกันถึงขั้นแย่งชิงน้ำและความร้อนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้คนเสียชีวิตเจ็บป่วยจากความร้อนในช่วงต้นปี ส่วนปลายปีน้ำท่วมหนัก กรุงเทพฯพายเรือได้อีกเหมือนปี 54 และช่วงนั้นระวังแผ่นดินไหวในภาคกลางสร้างความสูญเสียมากกว่าเกิดสึนามิ ปี 47
นายโสรัจจะ กล่าวอีกว่า ด้านวิกฤติเศรษฐกิจ จะหนักกว่าปี 40 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ตลาดหุ้นตกแบบท้องร่วง เกิดจากต่างประเทศทั่วโลกตกต่ำในรอบหลายสิบปี เป็นเหตุให้เกิดสงครามโลกครั้งสามในอีกหลายปีต่อมา โดยปี 59 เริ่มมีการใช้อาวุธหนัก ๆ ประเทศมหาอำนาจ ขัดแย้งเป็นชนวนกลายเป็นสงครามใหญ่ของโลก โหรชื่อดังรายนี้ ได้แนะนำว่า ผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองต้องทำบุญประเทศครั้งใหญ่ อาจทำให้ช่วยด้านจิตใจของประชาชน เพราะไม่มีอะไรมาแก้ดวงดาวได้ เพราะดวงดาวกำหนดมาแล้ว เป็นชะตากรรมของบ้านเมือง แต่หลังจากทุกอย่างระเบิดแล้ว ในอนาคตประเทศจะยิ่งใหญ่ได้ ใช้เวลา 5-6 ปี ภายใน 10 ปีจะกลายเป็นมหาอำนาจได้ ซึ่งจะขุดเจอทรัพยากรใต้ดิน เช่นน้ำมัน ทองคำขาว มีมูลค่ามหาศาล.“
อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/politics/286603
นายกฯ ถกนักธุรกิจสิงคโปร์ ขอบคุณเชื่อมั่น ศก.ไทย ชวนลงทุน-ชมแข้งสาวไทย
Cr:ผู้จัดการ
“ประยุทธ์” เยือนสิงคโปร์วันที่ 2 ร่วมพิธีตั้งชื่อกล้วยไม้ ชมตะกร้อไทย ก่อนพบปะนักธุรกิจสิงคโปร์ ชี้ไทยเผชิญความท้าทาย แต่พื้นฐานสังคม-เศรษฐกิจแกร่ง เป็นศูนย์กลางอาเซียน จึงผ่านได้ ขอบคุณสิงคโปร์เชื่อมั่น ศก.ไทยตลอด แย้มเลือกตั้งปีหน้า หวัง ศก.เติบโตทั้งภูมิภาค เผยปรับยุทธศาสตร์เสริมการลงทุนใหญ่รอบ 20 ปี เชื่อพัฒนา SMEs ให้เข้มแข็ง เชิญลงทุนในไทย “ไก่อู” เผยนายกฯ ชมชบาแก้วคว้าชัยบอลโลกหญิง
สิงคโปร์ตั้งชื่อกล้วยไม้"ประยุทธ์ นราพร จันทร์โอชา"เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและภริยา
(Prayuth Naraporn Chan-O-Cha) 😊
.
(12 มิย.) 15.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ และภริยา เข้าร่วมในพิธีตั้งชื่อกล้วยไม้ ณ บริเวณน้ำพุ (Crane Fountain) อุทยานสวนกล้วยไม้แห่งชาติสวนพฤษศาสตร์สิงคโปร์
โดยสิงคโปร์ได้ตั้งชื่อกล้วยไม้ พันธุ์สกุลหวายชื่อ "ประยุทธ์ นราพร จันทร์โอชา" (Prayuth Naraporn Chan-O-Cha) เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและภริยา ในฐานะผู้นำประเทศ ที่เยือนซีเกมส์ ครั้งที่ 28 ที่ประเทศสิงคโปร์
.
โดยมีนางโฮ ชิง ในฐานะประธานกรรมการบริหารบริษัท Temasek เข้าเยี่ยมคารวะ
.
Cr : ทำเนียบฯ
"สี จิ้นผิง" คุย "อองซาน ซูจี" แบบเบาๆ ต่างฝ่ายต่างไม่แตะประเด็นอ่อนไหว
รายงานระบุว่า ประธานาธิบดีสีไม่ได้กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการเมืองภายในประเทศของเมียนมาแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ไม่มีรายงานระบุชัดเจนว่านางซูจีได้กล่าวถึงประเด็นการจำคุกนายหลิว เสี่ยวโป เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2553 ที่ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 11 ปี ตั้งแต่ปี 2552 ฐานยั่วยุให้เกิดการบ่อนทำลายอำนาจรัฐ ซึ่งนักเคลื่อนไหวจำนวนมากได้เรียกร้องให้นางซูจีเจรจาประเด็นดังกล่าวต่อทางการจีน
หลายฝ่ายมองว่าการพบปะของนายสีและผู้นำฝ่ายค้านจากต่างชาตินั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ซึ่งประธานาธิบดีจีนระบุต่อนางซูจีถึงความคาดหวังต่อพรรคเอ็นแอลดีว่า จะมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์และนำเมียนมาไปสู่ความสัมพันธ์ภายใต้มุมมองอันมีเหตุมีผล
“ผมหวังและเชื่อว่าทางการเมียนมาจะมีความมั่นคงต่อความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศโดยไม่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ภายใน และเมียนมาจะยังคลักดันมาตรการเชิงรุกในการพัฒนาความสัมพันธ์ต่อไป” ประธานาธิบดีจีนเผย ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ผมหวังว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจประเทศจีนและพรรคคอมมิวนิสต์อย่างลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจซึ่งกันและกัน รวมถึงความไว้วางใจ และรากฐานที่ดีสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างพรรค และระหว่างรัฐ”
ขณะที่นางซูจีตอบรับว่า พรรคของเธอให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่มีต่อพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน และชื่นชมความสำเร็จของพรรคด้วย เมียนมาและจีนต่างเป็นเพื่อนบ้านกันและ “เพื่อนบ้านไม่สามารถถูกเลือกได้”
ทั้งนี้ นางซูจีชนะรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2534 และใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วง 20 ปีภายใต้การควบคุมตัวในบ้านของเธอเนื่องจากต่อต้านการปกครองรัฐบาลทหารเมียนมา ก่อนจะถูกปล่อยตัวเมื่อปี 2553
ธีรยุทธ ให้ความเห็น ต่อสถานการณ์การเมือง
1. การพาดหัวข่าวของนสพ. มักเอาประเด็นรองมาเป็นประเด็นหลัก
2.1 รูปแบบการเมืองการปกครองจะตอบสนองภารกิจทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์ในแต่ละช่วง
2.2 ประชาธิปไตยมันเกิดมาเพื่อตอบสนองภารกิจทางการเมืองทั้งสิ้น
2.3 โจทย์ใหญ่ที่จะต้องค้นหาเหมือนทั่วโลกที่ค้นหาว่า
รูปแบบโครงสร้างอำนาจใดที่เหมาะกับประเทศ
2.4 ที่ผ่านมา ฝ่ายธุรกิจและฝ่ายการเมือง นำเสนอให้มีผู้นำมีความเข้มแข็งเพื่อสยบกลุ่มย่อยทางการเมืองเพื่อให้การบริหารประเทศบริหารได้ราบรื่น ทำให้เกิดผู้มีอำนาจเพียงหนึ่งเดียว
ซึ่งนี่คือปมปัญหาที่ทำให้เกิดระบอบทักษิณตามมา
2.5 ดังนั้นผมจึงไม่สนใจกระบวนการเลือกตั้ง
แต่สนใจที่จะให้กระบวนการในรัฐธรรมนูญที่สนับสนุนให้ประชาชนเขาลุกขึ้นมาดูแลของของเขา
2.6 สิ่งที่ทหารทำไม่ใช่ไปทำแทนประชาชน แต่ต้องดึงให้ประชาชนมามีส่วนร่วมมากที่สุด
ต้องไม่ผลักใสประชาชน ทั้งแง่ความคิดและการปฏิบัติ
3.1 ไม่ได้นำเสนอว่า จะแก้ปัญหาการรวมศูนย์อำนาจของนักการเมือง ข้าราชการและกลุ่มทุน
ซึ่งเป็นปัญหาหลักในปัจจุบัน ได้อย่างไร
3.2 ประสบการณ์จากทั่วโลก เขาจะต้องใช้อำนาจแห่งธรรม ความมีวิสัยทัศน์ของผู้นำการเปลี่ยนแปลง
มาทำให้ ฝ่ายต่างๆในสังคมมีอำนาจได้ดุลกันก่อน ซึ่งสามารถจะต่อกรถ่วงดุลและตรวจสอบกันได้จริง
โดยต้องลดอำนาจรวมศูนย์ของคนส่วนน้อยไปก่อน และสร้างปรับยกระดับฝ่ายอื่นๆโดยเฉพาะฝ่ายประชาชน ขึ้นมาให้เข้มแข็งก่อน
3.3 โดยสรุป นักวิชาการทั่วไป มักนำมาปนกัน ระหว่างการแก้ปัญหาวิกฤตขั้นต้น กับ การแก้ปัญหาช่วงถัดไป
ประเด็นคือ ต้องมีการจัดลำดับก่อนหลังให้ถูกต้อง จึงจะทำให้แก้แก้วิกฤตหรือการปฏิรูปเป็นจริงได้
........................................
อ่านข่าวของอาจารย์ธีรยุทธ >>>>>>>>>>
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
เผยปลายมิ.ย.จะตั้งโต๊ะวิจารณ์การเมือง
"ปฏิรูประบบสุขภาพและชีวิต ปฏิรูปจิตสำนึกประชาธิปไตย " ในโอกาส 9 ปี สช.
ณ ศูนย์ประชุมอิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการจัดประชุม
ที่จัดมาตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย.
โดยในวันนี้เชิญนายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มาปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "พลังพลเมือง สร้างสังคมสุขภาวะ"
ซึ่งต่างจากทุกครั้งที่จะเห็นนายธีรยุทธสวมเสื้อกั๊กออกมานั่งวิเคราะห์วิจารณ์การเมืองไทย
โดยนายธีรยุทธ กล่าวว่า ในวันนี้สวมเสื้อสีขาวเพราะต้องการพูดให้ตรงกับงานด้านสุขภาพตามหัวข้อที่ได้รับเชิญมาพูดจึงใส่สีขาวให้เหมือนเสื้อกราวของหมอ
ส่วนสาเหตุที่เงียบหายไปนั้นนายธีรยุทธระบุว่า
“ผมค่อนข้างกลัวลุงตู่(พลเอกประยุทธ์ จันทร์อชา) ผมว่าแกดุเป็นบ้าเลย แกชอบบ่น เลยไม่ได้ออกมาวิจารณ์เป็นปีแล้ว เดี๋ยวแกเรียกไปปรับทัศนคติ
ทั้งนี้สังเกตหรือไม่ว่าลุงตู่ทำให้ทหารเปลี่ยนไป จากท.ทหารอดทนเป็น ท. ทหารฉุนเฉียวนะในบางที และ
ซึ่งท่านจะเขียนการ์ตูนในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และลุงประยูรจะจั่วหัวคอลัมน์ว่า
สัปดนวันละนิดจิตแจ่มใส แต่ตอนนี้ต้องเปลี่ยนแล้วเป็น ฉุนวันละนิดจิตแจ่มใส”
ตนจะสรุปภาพรวมการเมือง ทิศทางใหญ่โดยรอให้การถกเถียเรื่องรัฐธรรมนูญเสร็จก่อน และ
คิดว่าจะทำบทสรุปในช่วงสิ้นเดือนนี้แล้วจะแถลงความคิดเห็นให้สื่อมวลชนทราบต่อไป
รูปแบบการเมืองการปกครองจะตอบสนองภารกิจทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์ในแต่ละช่วง
ดังนั้นการเมืองในแต่ละช่วงจะต่างไปเรื่อยๆ
ดังนั้นระบบการเมืองการปกครองจะไม่มีแน่นนอนถาวรตลอดไป เพราะมันมีภารกิจของมันแต่ละช่วง
แต่เป็นหลักการใหญ่ของระบบที่ต้องเคารพอำนาจสิทธิของประชาชนส่วนใหญ่
ซึ่งเท่าที่ศึกษามาประชาธิปไตยมันเกิดมาเพื่อตอบสนองภารกิจทางการเมืองทั้งสิ้น
แต่ตนไม่ได้บอกว่าเราควรมีประชาธิปไตยแบบไทย ๆ และไม่มีประชาธิปไตยแบบสากล
เพราะไม่มีแบบไหนเหมือนกันเลย
ดังนั้นคิดว่าเป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องค้นหาเหมือนทั่วโลกที่ค้นหาว่า
รูปแบบโครงสร้างอำนาจใดที่เหมาะกับประเทศเขา
คือต้องทำให้มีผู้นำมีความเข้มแข็งเพื่อสยบกลุ่มย่อยทางการเมืองเพื่อให้การบริหารประเทศบริหารได้ราบรื่น
ซึ่งฝ่ายธุรกิจก็พยายามผลักดันแนวคิดนี้
อย่างไรก็ตามฝ่ายบริหารของเราควรมีประสิทธิภาพและอิสระในการทำงาน
แต่ไม่ใช่ว่าเป็นผู้มีอำนาจเพียงหนึ่งเดียว เพราะโครงสร้างบ้านเรากระจายอำนาจ
ซึ่งนี่คือปมปัญหาที่ทำให้เกิดระบอบทักษิณตามมา
ไม่สามารถแก้ได้ถาวร
ซึ่งตนคิดว่าท่านทำดีแต่ท่านต้องไปฟังพวกที่เขาที่ทำอาชีพนี้อยู่ว่าเดี๋ยวก็กลับมาอีก
เพราะการใช้อำนาจพิเศษแก้ไม่ได้
ดังนั้นควรจะต้องผลักดันให้ท้องถิ่นชุมชนหรือบุคคลในที่นั้นเป็นผู้จัดการดูแลแก้ปัญหา
ซึ่งถ้าเป็นที่อเมริกาประชาชนจะแจ้งรัฐ แต่ของเราแจ้งรัฐแล้วรัฐไม่ดูแล
เพราะจะเป็นอันตรายกับตัวเอง คนไทยจึงเฉื่อยชา
แต่สนใจที่จะให้กระบวนการในรัฐธรรมนูญที่สนับสนุนให้ประชาชนเขาลุกขึ้นมาดูแลของของเขา
หาบเร่แผงไหนก็ให้คนเขตนั้นลุกขึ้นมาดูแล ร้านสะดวกซื้อก็มีจำนวนมากก็แข่งกันเอง
ในเป็นต่างประเทศเขามีโซนนิ่ง
ดังนั้นถ้าชุมชนมีโอกาสรับผิดชอบ ได้ร่วมรับผิดชอบ ทำให้เป็นวิถีชีวิต”นายธีรยุทธ กล่าว
สิ่งที่ทหารทำไม่ใช่ไปทำแทนประชาชน แต่ต้องดึงให้ประชาชนมามีส่วนร่วมมากที่สุด
ต้องไม่ผลักใสประชาชน ทั้งแง่ความคิดและการปฏิบัติ
ถ้าท่านทำเดี่ยวๆมันจะควบคุมสถานการณ์ได้ชั่วครั้งชั่วคราว ปัญหาจะกลับมา
จะลดหรือเพิ่มก็ประเมินสถานการณ์ไม่ได้
ดังนั้นทำอย่างไรที่ประชาธิปไตย จะเป็นวิถีชีวิตของคน คนดีเลวไม่เท่ากัน คนจน คนชั้นกลาง คนรวย
คนเรียนจบประถม มหาวิทยาลัย ปริญญาเอก ก็ต้องเคารพในเกียรติ์ ศักดิ์ศรี ความสามารถของมนุษย์ และวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย
"อมร"เเฉ! สปช.เห็นแก่ตัว ไม่ทำงาน-ย้ายเก้าอี้นั่งหวังออกทีวี ทำบกพร่อง-จนถูกยุบ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 12 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายอมร วาณิชวิวัฒน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และประธานอนุกรรมาธิการ(กมธ.)ปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมด้วยนายวรรณชัย บุญบำรุง สปช. และนายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล อนุ กมธ. ร่วมกันแถลงข่าวถึงการดำเนินการปฏิรูปที่ผ่านมา โดยนายอมร กล่าวว่า คณะอนุกมธ.ได้พิจารณาศึกษาและยกร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ส่งเสริมติดตามและเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมาย พ.ศ. ... เพื่อปฏิรูปการใช้บังคับใช้กฎหมายในภาพรวมของประเทศ เป็นการแก้ปัญหาทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ โดยบังคับใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ซึ่งถ้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล เห็นความสำคัญของกฎหมายนี้ ตนเชื่อว่าแม้ สปช. จะหมดอายุไป แต่คณะอนุกมธ.ฯ ของตนจะได้เข้ามาทำงานนี้ต่อแน่นอน นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาปัญหาการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการทุจริตและอาชญากรรมที่เกี่ยวข้อง โดยการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาเรื่องกล่าว รวมทั้งเสนอให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนการเสริมมาตรการทางภาษีให้มีความเข้มงวดยิ่งขึ้น ตามมาตรา 247 ของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนในการตรวจสอบช่วงต้นของกระบวนการเพื่อคัดกรองบุคคลผู้ประสงค์เข้าสู่กระบวนการใช้อำนาจรัฐ
นายอมรกล่าวถึงกรณีที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 ว่า สปช. ไม่เสียขวัญที่มีการแก้ไข ทำให้สปช. เหลือเวลาในการทำงานเพียง 3 เดือน ซึ่งทราบว่าสาเหตุที่ต้องมีการเขย่าขวด สปช. เนื่องจาก สปช. ส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 60 ปี ถือว่าสภาพร่างกายมีปัญหา และบางบุคคลเป็นข้าราชการประจำมีภารกิจมากจนไม่มีเวลาประชุม เท่าที่ทราบสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ กำหนดอายุขั้นต่ำ 35 ปี ชัดเจนว่าเขาอยากได้คนที่มีกำลังวังชาเข้ามาทำงาน อย่างไรก็ตามแม้ สปช. ส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ แต่ผลงานยังมีข้อบกพร่อง
“การอภิปรายในสภา สปช.มีดราม่าเยอะ เหมือนสภาการเมือง โดยเฉพาะการพูดถึงผลประโยชน์ในพื้นที่ของตนเองไม่ต่างจาก ส.ส. บางคนพูดแต่เรื่องธุรกิจของตนเอง หรือบางคนไม่ได้พูดอะไรเลยแต่ชอบย้ายที่นั่งเพื่อได้ออกทีวี ยอมรับว่ามี สปช. บางคนต่อสายตรงถึงผู้ใหญ่ให้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในการทำงานของ สปช. คนเหล่านี้คอยกระซิบให้เห็นว่าใครมาทำงานอย่างสม่ำเสมอหรือเซ็นชื่ออย่างเดียวแล้วออกไป ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณาในการคัดเลือกสมาชิกสภาขับเคลื่อนฯ ต่อไป” นายอมร กล่าว
นายอมร กล่าวอีกว่า ยอมรับว่าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวครั้งนี้มีความเสี่ยงที่ สปช. จะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ถ้า สปช. นึกถึงผลประโยชน์ส่วนตัวก็มีแนวโน้มว่าจะร่อแร่ แต่ถ้านึกถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศก็อยากให้เดินหน้าต่อไป เพราะ สปช. ส่วนใหญ่มีแต่น้ำดีแถวหนึ่งของประเทศ คงไม่มีใครอยากให้เกิดปรากฎการณ์ใช้คนแถวสอง หรือแถวสามเหมือนในอดีตมาทำงาน ทั้งนี้ แม้ตนจะขอให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 7 เพียงมาตราเดียว แต่หากคณะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่แก้ไขให้ ตนก็ไม่ติดใจ ยังคงโหวตให้ผ่าน แต่ตนก็ไม่แน่ใจกับกลุ่มอื่นๆที่เสนอแก้ไขเป็นร้อยมาตรา ว่าหากคณะกมธ.ยกร่างฯ ไม่ยอมแก้ไขให้พวกเขาจะโหวตอย่างไร อย่างไรก็ตามแม้ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบของ สปช. เราก็จะได้เลือกตั้งตามโรดแมป ซึ่งก่อนการเลือกตั้งรัฐบาลก็จะต้องบริหารประเทศนานเกือบ 2 ปี อยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ผ่านในชั้น สปช. รัฐบาลก็จะมีข้ออ้างในการอยู่ต่ออยู่แล้วเช่นกัน
รัฐประหารที่เป็นปชต.?
ลักษณะของ "รัฐประหารที่เป็นประชาธิปไตย"
โดย : สฤณี อาชวานันทกุล
สามเดือนหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ท่ามกลางเสียงสนับสนุนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่ดูจะยังมีไม่น้อย (แต่มากน้อยเท่าไรไม่อาจรู้ได้แน่ชัด ในภาวะที่สื่อยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ภายใต้คำสั่งเซนเซอร์สื่อต่างๆ นานา ของ คสช. กฎอัยการศึกยังมีผลบังคับใช้ และผลโพลหลายสำนักน่าสงสัยในวิธีสุ่มตัวอย่าง มากกว่าจะน่าสนใจในผลโพลที่ออก)
นักวิชาการและผู้มีอิทธิพลทางความคิดจำนวนไม่น้อยที่สนับสนุนรัฐประหารในครั้งนี้ก็พยายามชี้ว่า คนไทยควร “อดทน” และ “ให้เวลา” กับคสช. เพราะรัฐประหารครั้งนี้อาจนำไปสู่ “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ตามที่หัวหน้า คสช. ควบนายกฯ คนใหม่ได้เคยลั่นวาจาไว้หลายครั้งหลายครา
บทความวิชาการซึ่งมักจะถูกหยิบยกขึ้นมาอ้างเป็น “หลักฐาน” ว่ารัฐประหารครั้งล่าสุดนี้ “เป็นประชาธิปไตย” คือ “The Democratic Coup d’Etat” เขียนโดย โอซาน โอ. วารอล (Ozan O. Varol) ศาสตราจารย์กฎหมายจากมหาวิทยาลัย ลูวิส แอนด์ คลาร์ก สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Harvard International Law Review (ดาวน์โหลดได้จาก http://www.harvardilj.org/wp-content/uploads/2010/05/HLI203.pdf) ในปี 2012
ในบทความชิ้นนี้ วารอลเสนอว่า รัฐประหารอาจไม่ทำลายประชาธิปไตยโดยอัตโนมัติแบบที่นักวิชาการหลายคนเชื่อก็ได้ จะต้องดูเงื่อนไขแวดล้อมตอนเกิดรัฐประหารและผลพวงที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ก่อนที่จะสรุปได้ว่า รัฐประหาร “ทำลาย” ประชาธิปไตย หรือ “สร้างเสริม” ประชาธิปไตยให้แข็งแกร่งกว่าเดิมกันแน่
วารอลแบ่งรัฐประหารออกเป็นสองแบบ แบบแรกคือ “รุ่นเก่า” นั้นมีลักษณะตรงกันกับรัฐประหารที่นักวิชาการส่วนใหญ่เข้าใจ คือการโค่นอำนาจรัฐเพื่อยึดอำนาจมาเป็นของตัวเอง ไม่สนใจประชาชน แต่ในบรรดาแบบที่สองคือ “รุ่นใหม่” ที่เกิดหลังยุคสงครามเย็น (หลังทศวรรษ 1990) นั้น วารอลพบว่าร้อยละ 74 เป็นรัฐประหารที่เขาเรียกว่า “เป็นประชาธิปไตย” (The Democratic Coup d’Etat) คือไม่ได้ทำให้ประชาธิปไตยถดถอยเหมือนกับรัฐประหารรุ่นเก่า สามารถปูทางไปสู่รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างราบรื่นภายในเวลา 5 ปี
เนื้อหาส่วนสำคัญในงานของวารอลชิ้นนี้ประมวลมาจากการสังเกตการณ์รัฐประหารและผลพวงของมันในประเทศอียิปต์ ปี 2011 เมื่อเกิดปรากฏการณ์ “อาหรับ สปริง” ที่ประชาชนลุกฮือขึ้นโค่นล้มผู้นำเผด็จการ นอกจากนี้วารอลยังอ้างถึงรัฐประหารในตุรกี ปี 1960 และรัฐประหารในโปรตุเกส ปี 1974 ว่าทั้งสามกรณีนี้ล้วนแต่เข้าข่าย “รัฐประหารที่เป็นประชาธิปไตย” ในมุมมองของเขา
ลักษณะของ “รัฐประหารที่เป็นประชาธิปไตย” มีอะไรบ้าง? วารอลสรุปว่ามีอยู่ 7 ประการด้วยกัน เรียงตามลำดับความสำคัญได้ดังต่อไปนี้
ข้อแรก รัฐประหารที่เกิดขึ้นจะต้องมุ่งโค่นล้มระบอบเผด็จการ (totalitarian) หรือระบอบที่ผู้ปกครองใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ (authoritarian) ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้มีความหลากหลายทางการเมือง
ข้อนี้วารอลขยายความว่า “รัฐประหารใดๆ ก็ตามที่โค่นล้มรัฐบาลที่ไม่ใช่เผด็จการหรือไม่ได้ใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ใช่ “รัฐประหารที่เป็นประชาธิปไตย” ภายใต้กรอบคิดนี้ รัฐประหารหลายครั้งที่ผ่านมาถูกอ้างว่าทำเพื่อโค่นนักการเมืองที่ผู้นำคณะรัฐประหารมองว่าคอร์รัปชัน ไร้ประสิทธิภาพ หรือสายตาสั้น รัฐประหารประเภทนี้อยู่นอกเหนือขอบข่ายของ “รัฐประหารที่เป็นประชาธิปไตย” เพราะประชาชนสามารถปลดนักการเมืองแบบนี้เองได้ด้วยการไม่โหวตเลือกพวกเขาในการเลือกตั้ง โดยไม่จำเป็นจะต้องให้กองทัพเข้าแทรกแซง รัฐประหารจะเป็นประชาธิปไตยได้ก็เฉพาะแต่ในกรณีที่การเลือกตั้งไม่ใช่วิธีปลดนักการเมืองที่มีความหมาย เพราะผู้นำทางการเมืองคนนั้นไม่ยอมสละอำนาจ [ถึงแม้จะแพ้เลือกตั้ง]”
ข้อสอง “รัฐประหารที่เป็นประชาธิปไตย” มุ่งตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่ออกมาต่อต้านผู้นำเผด็จการหรือผู้นำที่ใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จอย่างยาวนาน ปกติการต่อต้านนี้จะอยู่ในรูปของการลุกฮือขึ้นประท้วง พลเมืองอยากได้ประชาธิปไตย แต่ถูกกีดกันไม่ให้มีสิทธิเลือกตั้ง
ข้อสาม แม้จะเผชิญกับเสียงต่อต้านจากประชาชนจำนวนมหาศาล ผู้นำเผด็จการยังไม่ยอมลงจากตำแหน่ง
ข้อสี่ “รัฐประหารที่เป็นประชาธิปไตย” มักจะเกิดในประเทศที่บังคับให้พลเมืองต้องเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้กองทัพเต็มไปด้วยสมาชิกของสังคม ไม่ใช่ทหารรับจ้าง กองทัพในแง่นี้อาจได้ชื่อว่าเป็นสถาบันแห่งเดียวที่ไม่คอร์รัปชันและไม่ถูกกระทบจากกลไกของรัฐซึ่งมีคอร์รัปชันซึมลึก
ข้อห้า กองทัพขานรับเสียงเรียกร้องของประชาชน ทำรัฐประหารเพื่อโค่นระบอบเผด็จการ
ข้อหก กองทัพจัดการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมภายในระยะเวลาไม่นาน ประกาศวันเลือกตั้งล่วงหน้าอย่างชัดเจนเพื่อสร้าง “ตลาดการเมือง” ขึ้นมาใหม่ อีกทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณของรัฐบาลเฉพาะกาลว่า ตนมีบทบาทจำกัดและจะอยู่ในอำนาจเพียงชั่วคราวเท่านั้น
ข้อเจ็ด ภายหลังการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม กองทัพถ่ายโอนอำนาจให้กับผู้นำที่ชนะการเลือกตั้งโดยทันที ไม่ว่าผู้นำที่ประชาชนเลือกจะเป็นใคร ไม่ว่านโยบายจะสอดคล้องกับนโยบายของกองทัพหรือไม่ โดยกองทัพจะไม่พยายามแก้ไขหรือหลีกเลี่ยงผลการเลือกตั้ง
ผู้เขียนเห็นว่าจากลักษณะเจ็ดข้อของ “รัฐประหารที่เป็นประชาธิปไตย” ที่สรุปมาข้างต้นนั้น ชัดเจนว่ารัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดย คสช. ไม่เข้าข่ายในกรอบคิดของวารอลเลย - ดูข้อแรกกับข้อสองก็ไม่เข้าแล้ว ข้อสี่ยิ่งไม่เข้าใหญ่ แต่น่าเสียดายที่นักวิชาการบางท่านพยายามบิดเบือนเนื้อหาในบทความชิ้นนี้ อ้างคำพูดครึ่งเดียวเพื่อตีความเข้าข้างตัวเอง
ในปี 2013 หลังจากที่กองทัพอียิปต์ออกมาทำรัฐประหารโค่นรัฐบาลของประธานาธิบดี โมฮาเหม็ด มอร์ซี วารอลก็ได้รับคำถามมากมายว่า รัฐประหารครั้งนี้เข้าข่าย “รัฐประหารที่เป็นประชาธิปไตย” ในกรอบคิดของเขาหรือไม่ วารอลเขียนบทความตอบ (ดูhttp://journal.georgetown.edu/egypts-non-democratic-coup-detat-and-turkeys-response-by-ozan-varol/) โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
“รัฐประหาร [ปี 2013 ในอียิปต์] เข้าข่าย “รัฐประหารที่เป็นประชาธิปไตย” หรือไม่? คำตอบคือไม่ใช่ …ในรัฐประหารครั้งนี้ กองทัพอียิปต์โค่นประธานาธิบดีที่ชนะการเลือกตั้งเพียงหนึ่งปีก่อนหน้า ในการเลือกตั้งที่หลายคนมองว่าเสรีและเป็นธรรม แน่นอน กองทัพในกรณีนี้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนจำนวนมหาศาลที่ออกมาประท้วงประธานาธิบดีที่ไม่ได้รับความนิยมและไม่ยอมสละอำนาจ มีเรื่องให้เราวิพากษ์มากมายถึงสไตล์การบริหารแบบชอบอ้างเสียงข้างมากของประธานาธิบดีมอร์ซี ...แต่กองทัพลงมือก่อนเวลาอันควร
ถ้าไม่นับข่าวลือต่างๆ แล้ว ก็ไม่มีสัญญาณใดๆ ณ ตอนเกิดรัฐประหารว่า มอร์ซีจะไม่ยอมสละอำนาจถ้าหากเขาแพ้การเลือกตั้งครั้งต่อไป และไม่มีสัญญาณที่บ่งชี้ว่าการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลของเขาจะถูกโกงแบบเดียวกับที่มูบารักโกง ถ้าหากกองทัพไม่โค่นมอร์ซีด้วยกำลัง กลุ่มที่ต่อต้านก็อาจสามารถฉวยโอกาสจากภาวะขาดคะแนนนิยมของมอร์ซี โค่นเขาลงจากอำนาจผ่านหีบเลือกตั้ง ความมักง่ายของกองทัพทำให้ขั้นตอนประชาธิปไตยที่ถูกสถาปนาแล้วเกิดการลัดวงจร”
วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ในสายตานักลงทุน หม่อมอุ๋ย กับ ดร.สมคิด ใครเก่งกว่ากัน
การลงทุนการเงินเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์
2 ขาใหญ่ซดเกาเหลา เศรษฐกิจไม่กระเตื้อง
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000134197
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 พฤศจิกายน 2557 07:18 น.
“ครม.บิ๊กตู่” ได้ฤกษ์ปรับทัพอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่งวดนี้ยังไม่มีใครถูกปรับออก เป็นเพียงการเติมเต็มใน 2 ตำแหน่งที่ยังขาดหายไป ซึ่งตามภาษาข่าวต้องเรียกว่า “ครม.ตู่ 2” โดยมีชื่อ “อำนวย ปะติเส” เข้ามาเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ และ “วิสุทธ์ ศรีสุพรรณ”เข้ามาเป็น รมช.คลัง
ทั้ง 2 หน่อก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลนั่งเป็น “ที่ปรึกษา” ของทั้งสองกระทรวงอยู่แล้ว
ชื่อของ “อำนวย” ติดโผมาพักใหญ่ ที่จะมีการดึงให้เข้าช่วยเสริมยุทธศาสตร์ด้านการเกษตร โดยเฉพาะเรื่องยางพารา โดยมักมีชื่ออยู่ในลิสต์ลำดับต้นๆที่จะเข้ามาช่วยดูแลปัญหาราคายางพาราของรัฐบาลเกือบทุกยุค ยังเคยนั่งเป็นกุนซือของ “ธีระชัย แสนแก้ว” อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ จากพรรคภูมิใจไทย ในช่วงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มาก่อนด้วย
ส่วนชื่อของ “วิสุทธิ์” ถือว่าสร้างเซอร์ไพรส์เล็กๆ เพราะก่อนหน้านี้แทบจะไม่มีข่าวหลุดออกมาก่อนเลย แต่ด้วยดีกรี “ลูกหม้อคลัง” จึงถูกหัวหน้าทัมเศรษฐกิจ “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ดึงตัวมาช่วยงาน หลังจากที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร เมื่อครั้งตั้ง “สมหมาย ภาษี” เป็น รมว.คลัง เพียงคนเดียว โดยไม่มีรัฐมนตรีช่วยเลย ทั้งที่แต่ละรัฐบาลที่ผ่านมาอย่างน้อยๆต้องมี รมช.คลังถึง 2 คนด้วยซ้ำ
จากนี้ไป “กระทรวงคลัง” ก็อยู่ในอุ้มมือของ “หม่อมอุ๋ย” เรียกว่าคุมหางเสือเศรษฐกิจไทยในยุค “รัฐบาลทหาร” อย่างเบ็ดเสร็จ
ขณะเดียวกันบรรดา “ขุนทหาร” ก็ยังพอมี “หมาก” ที่ทำให้รู้เท่าทัน “หม่อมอุ๋ย” เหมือนกัน โดยเฉพาะการวางตัว “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” สมาชิก คสช.เข้ามาเป็นประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งตำแหน่ง ที่คอยให้คำแนะนำทั้งทางลับและทางเปิด
ซึ่งรู้กันทั้งบางว่าทฤษฎีทางเศรษฐกิจของ “สมคิด - หม่อมอุ๋ย” แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
โดย “หม่อมอุ๋ย” มีแนวคิดสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการค้าของอาเซียน โดยเร่งจัดทำระบบคมนาคมให้ดีที่สุด เพื่อรองรับการขนส่งของอาเซียนที่จะใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง และเร่งสร้างท่าเรือน้ำลึกโดยเร็ว และต้องการให้รัฐบาลผลักดันให้นักลงทุนไทยหันไปลงทุนในต่างประเทศบ้าง เพราะไทยเริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และต้องการให้นักลงทุนไทยจับมือกับนักลงทุนต่างชาติ เปิดสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค ในประเทศไทย
ไทยต้องเป็นศูนย์กลางของอาเซียนให้ได้คือแนวทางของ “หม่อมอุ๋ย” ซึ่งดูจะมองไกล โดยไม่เหลียวมองปัญหาที่อยู่ใกล้ตัว เพราะสิ่งที่ “หม่อมอุ๋ย” ลืมคิดไปในตอนนี้คือการแก้ไขปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะเรื่องของแพง ที่ต่อเนื่องมาจากสมัย “รัฐบาลปูแดง” ซึ่งที่ผ่านมา 6 เดือนของ คสช.ยังแก้ปัญหากันไม่ตก
ส่วนแนวคิดของ “สมคิด” ที่เพิ่งโชว์วิสัยทัศน์ผ่านการปาฐกถาพิเศษเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็เน้นย้ำเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจควรกระทำต่อเมื่อจำเป็น การใช้จ่ายภาครัฐต้องทำเพื่อกระตุ้นในสิ่งที่สอดรับ สอดคล้องเท่านั้น
"ที่ต้องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ขอยกตัวอย่างจีน ในปี 2551 จีนได้ทุ่มเทเงิน 4 ล้านล้านหยวน เพื่อลดช่องว่างความการเติบโตระหว่างเมืองกับชนบท”
สิ่งที่ “สมคิด” พูดคือการส่งสัญญาณชัดเจนว่าอีกไม่นานอาจจะมีการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาลออกมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่จะกระทำก็ต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น พูดง่ายๆว่าหาก “รัฐบาลบิ๊กตู่” เข้าตาจนเมื่อไร มีหวังโปรโมชั่นลด-แลก-แจก-แถม ออกมากระหน่ำซัมเมอร์เซลแน่ๆ
เพราะ “กุนซือสมคิด” รู้ดีกว่าหากปล่อยให้ดีอีกไม่นาน แรงหนุนจากพ่อค้า-แม่ค้า-ประชาชน จะสวิงกลับโจมตี “รัฐบาล-คสช.” ได้ เพราะอย่าลืมว่า “ภัยความมั่นคง-ภัยม็อบ” แก้ไขหายไปได้ถือเป็นชัยชนะแบบชั่วคราว แต่หากแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ยิ่งปล่อยผ่านไปจะกลับเป็นหอกทิ่มแทง “รัฐบาล-คสช.” เสียเอง
ซึ่งด้านพรรคเพื่อไทยก็รู้เกมดีว่าประเด็นทางเศรษฐกิจถือเป็น “ม๊อคกิ้งเจย์” ของพลพรรคสีแดง เป็นหมากเด็ดที่จะทำให้คะแนนนิยมของ “บิ๊กตู่” ตกลงเรื่อยๆ จนเสียรังวัด และหมากต่อไปคงหนีไม่พ้นการออกมาโจมตีว่า “รัฐบาลทหาร” ไม่มีความรู้ความเข้าใจทางเศรษฐกิจ และไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่นคั่งได้
ตัวอย่างที่มีให้เห็นทันตาคือ “พิชัย นิริพทะพันธุ์” มือเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ “รัฐบาลบิ๊กตู่” ไม่เพียงพอต่อการฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาดีขึ้น สอดคล้องกับตัวเลขการเติบโตด้านเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ของปี 2557 โดยคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ที่ระบุว่า ขยายตัวเพียง 0.6%
“พิชัย” บวกลบคูณหารให้ฟังว่า “เมื่อตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีในไตรมาส 3 โตเพียง 0.6% ทำให้ 9 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้โตเพียง 0.2% ส่งผลให้โอกาสที่ทั้งปี 2557 จะขยาย ตัวถึง 1% เป็นไปได้ยาก แต่ “ขุนคลัง” ของรัฐบาล กลับดื้อดึงว่า จีดีพีของไทยทั้งปีจะโตเกิน 1.5% ซึ่งเท่ากับว่าในไตรมาส 4 จะจีดีพีต้องโตเกิน 6% ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย” “พิชัย” ฟันธงไว้แบบนี้
คำพูดคำเตือนของ “พิชัย” สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนด้อยของ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่อยู่เบื้องหลัง “รัฐบาลบิ๊กตู่” ซึ่งนำโดย “หม่อมอุ๋ย” เตรียมรับสภาพเอาไว้เลย หากยังไม่มีมุกกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆออกมา ดูท่ารัฐบาล คสช.คงจะลำบาก
หากเทียบนโยบายของ “หม่อมอุ๋ย” ที่มักจะวาดฝันอนาคต กับแนวคิดของ “สมคิด” ที่ติดอยู่กับปัจจุบัน “รัฐบาล-คสช.” คงต้องเลือกว่าใครดีกว่ากัน
มีเสียงแว่วจาก “ตึกไทยคู่ฟ้า” ออกมาเหมือนกันว่าอีกไม่นานให้จับตาว่าอาจจะมีการปรับเปลี่ยน ครม. เพราะมีการประเมินกันว่า “รัฐมนตรีบางคน” ทำผลงานได้ไม่ตรงตามเป้า ซึ่งอาจจะมีการประเมินกันในช่วงปลายเดือนมกราคม 2558 เพราะถือว่า “รัฐมนตรี” ทำงานครบ 5 เดือนพอดี หากใครไม่เข้าเป้าปรับออกเมื่อครบ 6 เดือน
แม้ “สมคิด” จะเป็น “รัฐมนตรี” ด้วยตัวเองไม่ได้ เพราะถูกรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเขียนล็อคห้ามเอาไว้ แต่เด็กในคาถาที่อยู่ในทีมที่ปรึกษานายกฯก็มีดีกรีไม่ธรรมดาทีเดียว ดีไม่ดีต้นปีหน้าอาจจะเห็น “ทีม สมคิด” ผงาดเข้ามาคุมบังเหียนเศรษฐกิจให้รัฐบาลก็เป็นได้
ส่วนเรื่องเกาเหลาไม่กินเส้นกันนั้น ตามบทก็ต้องแก้ตัวเพื่อสร้างบรรยากาศกันไป ถึงขนาด “บิ๊กตู่” ยังต้องออกมาคอนเฟิร์มด้วยตัวเองว่ารักกันดูดดื่มดี แต่หากจับทิศทางให้ดี ทั้ง “หม่อมอุ๋ย - สมคิด” ต่างคนต่างกันเล่นเกมปล่อยข่าวบลั๊ฟกันไปมาอยู่เนืองๆ
จากนี้ต้องติดตามเกม “แทงข้างหลัง” แต่ “แทงถึงหัวใจ” ของทั้ง 2 คน ว่าสุดท้ายแล้วใครจะชนะเกมยาว ปรับ ครม.หนหน้าก็คงรู้กัน
----------------
เกาเหลาหม่อมอุ๋ย–สมคิด ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจ
โดย ลมกรด 18 พ.ย. 2557 05:01
ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลกำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากในช่วงนี้ เพราะจะมีการเสริมรัฐมนตรีใหม่เข้าไปอีก 2 คน ซึ่ง “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เผยว่าได้ส่งรายชื่อแต่งตั้งรัฐมนตรีเพิ่มเติมให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไปแล้ว ประกอบด้วยคุณอำนวย ปะติเส เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ กับคุณวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ เป็น รมช.คลัง
ขณะเดียวกันทีมงานของ คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการคสช.ที่รับหน้าเสื่อคุมงานเศรษฐกิจ ก็ย่างก้าวเข้ามามีบทบาทเต็มตัวแล้ว โดย “บิ๊กตู่” ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะที่ปรึกษานายกฯจำนวน 12 คน ยกให้คุณสมคิดเป็นประธาน มีอำนาจให้คำปรึกษาทุกเรื่อง ประสานและขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน ติดตามงานที่ เป็นภารกิจหลักของนายกฯ และสามารถเชิญหน่วยงานต่างๆมาให้ข้อมูลและแสดงความคิดเห็น เรียกว่าติดอาวุธให้เต็มพิกัด
เป็นที่รับรู้กันในแวดวงอยู่แล้วว่า หม่อมอุ๋ยกับคุณสมคิดไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่ แม้กระทั่งในงานสัมมนาทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2558 ที่จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ซึ่งหม่อมอุ๋ยนำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจไปร่วมกล่าวปาฐกถา ทั้งคุณสมหมาย ภาษี รมว.คลัง คุณปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรฯ และคุณณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน หม่อมอุ๋ยถึงกับประกาศบนเวทีว่าพวกเขาไม่ใช่กลุ่มเดียวที่มีอำนาจในการกำกับดูแลขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พูดอย่างนี้ยิ่งตอกย้ำอาการขบเหลี่ยมปีนเกลียวชัดเจน
จะว่าไปแล้วรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดนี้ไม่มีผลงานอะไรโดดเด่นเลย ที่ดูเข้าท่าเข้าทางหน่อยเห็นจะเป็นคุณณรงค์ชัยที่สามารถปรับโครงสร้างพลังงาน ราคาน้ำมันและก๊าซขยับเข้าใกล้ต้นทุนแท้จริง แต่ช่วงที่เศรษฐกิจฝืดเคืองก็ควรผ่อนหนักผ่อนเบาบ้าง ส่วนคุณปีติพงศ์ยังไม่ได้โชว์ฝีมือช่วยเหลือเกษตรกรให้เข้าตาซักนิด
ยิ่งคุณสมหมายขุนคลัง ตอนแรกบอกนโยบายเศรษฐกิจจะทำให้ผู้คนร้องว้าว ทำไปทำมาดูเหมือนจะต้องร้องว้ายแทน ทั้งยังทำให้ภาคธุรกิจสับสนอย่างมาก คุยว่าออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วเศรษฐกิจจะโตทะลุ 2% แต่หลังจากนั้นไม่นานก็อ้างภาวะเงินฝืดทำให้เศรษฐกิจโตไม่ถึง 1.5%
ส่วนหม่อมอุ๋ยก็ดูจะหนักไปทางคุยโว บอกจะทำงานใหญ่ต้องใจถึง แต่ยังไม่เห็นท่านแสดงความใจถึงตรงไหนเลย หว่านเงินอัดฉีดก็ทำแบบกั๊กๆ ไม่มีประสิทธิภาพ งบประมาณยังค้างท่ออยู่อีกเพียบ ไม่เพียงพึ่งการลงทุนภาครัฐไม่ได้ แม้แต่การส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุนภาคเอกชน ก็ลดลงอย่างมาก ใจผมยังผวาผลงานในอดีตของท่านตอนเป็น รมว.คลังในยุครัฐบาลขิงแก่อยู่เลย ที่ไปออกมาตรการควบคุมเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศ ทำให้หุ้นตก 108 จุดภายในวันเดียว สุดท้ายต้องยกเลิกมาตรการดังกล่าวในตลาดหุ้น
มาดูทางคุณสมคิดบ้าง เท่าที่ได้พูดคุยกับนักเศรษฐศาสตร์หลายคน ส่วนใหญ่มองคุณสมคิดเป็นแค่นักวิชาการนักอธิบายความเท่านั้น ไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นนักคิดนักบริหารหรือมีฝีมือในการกุมบังเหียนเศรษฐกิจเลย ว่ากันว่าหลายสิ่งที่ท่านหยิบมาพูดเป็นตุเป็นตะ ก็มาจากไอเดียของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ
ภาวะเศรษฐกิจปีหน้าน่าเป็นห่วงมากนะครับ ลำพังคนเก่งยังแทบจะเอาไม่อยู่ นี่ดันเอาคนไม่ลงรอยกันมานั่งขัดแข้งขัดขากันอีก ถ้าไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่านี้ ผมอยากเสนอให้บิ๊กตู่ควรเลือกใช้บริการคนเดียวพอครับ.
เกาเหลาหม่อมอุ๋ย–สมคิด ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจ
โดย ลมกรด 18 พ.ย. 2557 05:01
ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลกำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากในช่วงนี้ เพราะจะมีการเสริมรัฐมนตรีใหม่เข้าไปอีก 2 คน ซึ่ง “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เผยว่าได้ส่งรายชื่อแต่งตั้งรัฐมนตรีเพิ่มเติมให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไปแล้ว ประกอบด้วยคุณอำนวย ปะติเส เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ กับคุณวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ เป็น รมช.คลัง
ขณะเดียวกันทีมงานของ คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการคสช.ที่รับหน้าเสื่อคุมงานเศรษฐกิจ ก็ย่างก้าวเข้ามามีบทบาทเต็มตัวแล้ว โดย “บิ๊กตู่” ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะที่ปรึกษานายกฯจำนวน 12 คน ยกให้คุณสมคิดเป็นประธาน มีอำนาจให้คำปรึกษาทุกเรื่อง ประสานและขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน ติดตามงานที่ เป็นภารกิจหลักของนายกฯ และสามารถเชิญหน่วยงานต่างๆมาให้ข้อมูลและแสดงความคิดเห็น เรียกว่าติดอาวุธให้เต็มพิกัด
เป็นที่รับรู้กันในแวดวงอยู่แล้วว่า หม่อมอุ๋ยกับคุณสมคิดไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่ แม้กระทั่งในงานสัมมนาทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2558 ที่จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ซึ่งหม่อมอุ๋ยนำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจไปร่วมกล่าวปาฐกถา ทั้งคุณสมหมาย ภาษี รมว.คลัง คุณปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรฯ และคุณณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน หม่อมอุ๋ยถึงกับประกาศบนเวทีว่าพวกเขาไม่ใช่กลุ่มเดียวที่มีอำนาจในการกำกับดูแลขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พูดอย่างนี้ยิ่งตอกย้ำอาการขบเหลี่ยมปีนเกลียวชัดเจน
จะว่าไปแล้วรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดนี้ไม่มีผลงานอะไรโดดเด่นเลย ที่ดูเข้าท่าเข้าทางหน่อยเห็นจะเป็นคุณณรงค์ชัยที่สามารถปรับโครงสร้างพลังงาน ราคาน้ำมันและก๊าซขยับเข้าใกล้ต้นทุนแท้จริง แต่ช่วงที่เศรษฐกิจฝืดเคืองก็ควรผ่อนหนักผ่อนเบาบ้าง ส่วนคุณปีติพงศ์ยังไม่ได้โชว์ฝีมือช่วยเหลือเกษตรกรให้เข้าตาซักนิด
ยิ่งคุณสมหมายขุนคลัง ตอนแรกบอกนโยบายเศรษฐกิจจะทำให้ผู้คนร้องว้าว ทำไปทำมาดูเหมือนจะต้องร้องว้ายแทน ทั้งยังทำให้ภาคธุรกิจสับสนอย่างมาก คุยว่าออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วเศรษฐกิจจะโตทะลุ 2% แต่หลังจากนั้นไม่นานก็อ้างภาวะเงินฝืดทำให้เศรษฐกิจโตไม่ถึง 1.5%
ส่วนหม่อมอุ๋ยก็ดูจะหนักไปทางคุยโว บอกจะทำงานใหญ่ต้องใจถึง แต่ยังไม่เห็นท่านแสดงความใจถึงตรงไหนเลย หว่านเงินอัดฉีดก็ทำแบบกั๊กๆ ไม่มีประสิทธิภาพ งบประมาณยังค้างท่ออยู่อีกเพียบ ไม่เพียงพึ่งการลงทุนภาครัฐไม่ได้ แม้แต่การส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุนภาคเอกชน ก็ลดลงอย่างมาก ใจผมยังผวาผลงานในอดีตของท่านตอนเป็น รมว.คลังในยุครัฐบาลขิงแก่อยู่เลย ที่ไปออกมาตรการควบคุมเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศ ทำให้หุ้นตก 108 จุดภายในวันเดียว สุดท้ายต้องยกเลิกมาตรการดังกล่าวในตลาดหุ้น
มาดูทางคุณสมคิดบ้าง เท่าที่ได้พูดคุยกับนักเศรษฐศาสตร์หลายคน ส่วนใหญ่มองคุณสมคิดเป็นแค่นักวิชาการนักอธิบายความเท่านั้น ไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นนักคิดนักบริหารหรือมีฝีมือในการกุมบังเหียนเศรษฐกิจเลย ว่ากันว่าหลายสิ่งที่ท่านหยิบมาพูดเป็นตุเป็นตะ ก็มาจากไอเดียของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ
ภาวะเศรษฐกิจปีหน้าน่าเป็นห่วงมากนะครับ ลำพังคนเก่งยังแทบจะเอาไม่อยู่ นี่ดันเอาคนไม่ลงรอยกันมานั่งขัดแข้งขัดขากันอีก ถ้าไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่านี้ ผมอยากเสนอให้บิ๊กตู่ควรเลือกใช้บริการคนเดียวพอครับ.
“หม่อมอุ๋ย” ดัก “สมคิด” ไม่ร่วมทีมเศรษฐกิจ โวไม่ต้องเพิ่มคน ยันดีขึ้นกว่าชาติอื่นที่ชะลอตัว
วันนี้ (11 มิ.ย.58) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 09.15 น. ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวจะมีการดึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาคณะรักษาคววามสงบแห่งชาติ (คสช.) มาดูเรื่องเศรษฐกิจแทนตนเองว่า “ไม่มี ท่านไม่มาหรอก” ผู้สื่อข่าวถามว่า ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้จำเป็นต้องหาคนมาช่วยทีมเศรษฐกิจหรือไม่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า “ไม่เห็นต้องมีเลย ก็ทำได้อยู่แล้ว”
ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวด้วยว่า อยากให้เข้าใจว่าเศรษฐกิจของประเทศ ตอนที่เราเข้ามายังติดลบอยู่ นี่บวกมา 2 งวด ขึ้นมาเรื่อยจนถึง 3% เศรษฐกิจประเทศอื่นปีที่แล้ว 5 ตอนนี้ลงมาเหลือ 3% เราขึ้นในขณะที่ประเทศอื่นลง โลกทั้งโลกชะลอซึ่งมาจากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะจีนที่ปรับฐานเศรษฐกิจของเขา และจากราคาน้ำมันที่ลดลงถือว่าแรงที่สุด ราคาโลหะ ราคาสินค้าเกษตรลดลง ทำให้การส่งออกของทั้งโลกลดลง การนำเข้าก็ลดลง การค้าทั้งโลกชะลอตัว ของเราถือว่าดีแล้ว และเชื่อว่าจากนี้ไปก็จะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น
รองนายกรัฐมนตรียังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้นาคมเร่งเสนอแผนปรับปรุงสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 ว่า เรื่องนี้ทาง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม กำลังทำแผนอยู่คาดว่าจะเสนอแผนได้ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงทั้งเทอร์มินัลและต้องทำรันเวย์เพิ่ม เพราะแคบไป ไม่พอ มันโตเร็วมาก และประเทศไทยเริ่มจะเป็นฮับในเรื่องของการเดินทาง แต่จะใช้งบประมาณเท่าไหร่ ตนจำไม่ได้ เดี๋ยวทาง รมว.คมนาคม คงจะแถลง
รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เห็นด้วยที่การประชุมคณะนโยบายการเงิน (กนง.) คงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.50% ไม่ต้องลดเพราะขณะนี้ถือว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียนอยู่แล้ว และสิ่งที่รัฐบาลสนใจธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ทำไปแล้วคือเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งขณะนี้ค่าเงินบาทได้อ่อนลงแล้ว 3% โดย ธปท.ก็ใช้วิธีกลไกตลาดในการดูแลไม่ได้แทรกแซง ซึ่งก็ต้องติดตามดูว่ากลไกตลาดจะช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้อีกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ดอกเบี้ยไม่ใช่ประเด็นใหญ่ เมืองไทยค่อนข้างต่ำแล้วไม่เช่นนั้นผู้ฝากเงินจะบ่น แต่ประเด็นใหญ่คืออัตราแลกเปลี่ยนซึ่ง ธปท.ก็แก้ไปแล้ว โดยค่าเงินบาทที่อ่อนลงได้ช่วยส่งออก แต่กว่าจะเห็นผลก็ใช้เวลาเพราะกว่าจะโค้ดราคา ส่งออกก็ 3-4 เดือน
“ถามว่าดอกเบี้ยปัจจุบันพอใจไหม มันต้องเทียบกับภูมิภาค ตอนนี้เราต่ำกว่าภูมิภาค ก็ต้องหยุดไม่เช่นนั้นการไหลออกของเงินจะรุนแรงผิดปกติ ซึ่ง ธปท.ก็ทำได้ดีแล้ว” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัวเพราะเงินจากธุรกิจสีเทาที่หายไป ตอนนี้มีการประเมินหรือไม่ว่าเงินจากธุรกิจสีเทาหายไปจากระบบเท่าไหร่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่มีใครรู้ เงินจากธุรกิจสีเทารู้ยากมาก แต่ถ้าเราดูจากจำนวนยาเสพติดที่จับได้มากในขณะนี้คิดแล้วเป็นแสนๆ ล้าน ความจริงยาเสพติดพวกนี้ก็เข้ามาปกติ แต่ที่ผ่านมาการจับกุมน้อย ขณะที่รัฐบาลปัจจุบันมีการจับกุมและเอาจริงเอาจังมากขึ้นจึงจับได้มาก
เมื่อถามว่า ธุรกิจสีเทาที่ถูกปราบปรามแล้วหายไป และมีผลกระทบต่อการใช้จ่ายในเศรษฐกิจ นอกจากยาเสพติดแล้วมีธุรกิจอะไรที่หายไปอย่างมีนัยสำคัญ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า คงเป็นพวกบ่อนการพนัน เมื่อถามว่า การปราบปรามคอร์รัปชันของรัฐบาลขณะนี้ ทำให้เงินมืดในธุรกิจสีเทาหายไปบ้างหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ก็ลดลงเยอะ แต่ที่ทำได้ดีมากก็คือเรื่องยาเสพติด บ่อนรองลงมา
ผู้สื่อข่าวถามถึงปัญหาค่าแรงที่จะให้ลอยตัว ไม่จำกัดที่ 300 บาท ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า ที่ตนได้ยินข่าวมีภาคเอกชนพูดถึงเรื่องการลอยตัวค่าแรง ตนก็งงเหมือนกัน เพราะปัจจุบันนี้ค่าแรงในประเทศไทยก็ลอยตัวอยู่แล้ว เพียงแต่กำหนดว่าอย่างต่ำ 300 บาท แล้วแต่ผู้ประกอบการจะจ่ายเท่าไหร่ ไทยถือว่าจ่ายค่าแรงแพงสุดในแถบนี้แล้วถ้าไม่รวมสิงคโปร์
นักศึกษาไทยพกปืนและบรรจุกระสุนเพียบขึ้นเครื่องบินทำไม ??
วันที่ 11 มิ.ย.58 แปลก..นักศึกษาไทยพกปืนและบรรจุกระสุนเพียบขึ้นเครื่องบินทำไม ??
นักศึกษาทั้ง 5 คนเดินทางเข้าปากีสถานตั้งแต่ปี 2556 และเมื่อ 3 วันที่แล้วเขาจะเดินทางกลับไทย ขึ้นเครื่องที่สนามบินลาฮอร์ ประเทศปากีสถาน พวกเขาแอบซ่อนอาวุธปืนขนาด 9 มม. พร้อมแถบบรรจุกระสุน และกระสุนปืนแยกซุกซ่อนไว้ในกล่องเพื่อนำขึ้นเครื่องการบินไทย เที่ยวบินที่ TG346 ลาฮอร์-กรุงเทพฯ
และสามารถผ่านระบบตรวจอาวุธของสนามบินมาได้ แต่ก่อนขึ้นเครื่องพนักงานของสายการบินไทย พบพิรุธหนึ่งในกลุ่มนักเรียนไทย
สถานเอกอัครราชทูต ได้ขอเข้าเยี่ยมเพื่อสอบถามพูดคุยกับนักศึกษาทั้ง 5 คน ทั้งหมดอยู่ที่เรือนจำเมืองละฮอร์ ตามกฎหมายและระเบียบของทางการปากีสถานแล้ว แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยม คือ
1.นายต่วนอับดุลรอซะ จ. ปัตตานี
2.นายศักดิ์ จ. ตรัง
3.นายเตชิต จ. ฉะเชิงเทรา
4.นายอภิสิทธิ์ จ. สงขลา
5.นายฟารุค จ. กระบี่
------------------------------------------>
ประจวบกับล่าสุดทางกองทัพอินเดีย เพิ่งจู่โจมผู้ก่อการร้ายที่ใช้อาวุธปืนอเมริกาโจมตีทหารอินเดียตาย ที่ชายแดนอินเดีย-พม่า ใกล้ปากีสถาน...น่าแปลกที่นักศึกษาไทย 5 คนนี้นำปืน พร้อมบรรจุกระสุน แอบนำขึ้นเครื่องไปทำอะไร ??
@ เสธ น้ำเงิน2
สั่งซื้อหนังสือรวมเล่ม แฉ ความลับ คลิ๊กไปที่ https://t.co/KxhM77h8oO










