PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558

รัฐคุชราตประกาศเคอร์ฟิวหลังคนวรรณะปาเทลออกมาประท้วงใหญ่

รัฐคุชราต ทางภาคตะวันตกของอินเดียประกาศห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานในยามวิกาล หลังชาวบ้านวรรณะปาเทลออกมาประท้วงใหญ่ เรียกร้องขอโอกาสในตำแหน่งงานและการศึกษา แต่เหตุประท้วงได้บานปลายกลายเป็นเหตุจลาจลในที่สุด

ด้านนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดีของอินเดีย ได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในความสงบและใช้การเจรจา และว่าการก่อความรุนแรงจะไม่ทำให้เกิดผลดีต่อใครทั้งสิ้น

การประท้วงเมื่อวานนี้ (25 ส.ค.) มีขึ้นที่เมืองอาห์เมดาบัด และมีชาวปาเทลมาชุมนุมราว 300,000 คน โดยคนกลุ่มนี้ซึ่งเป็นวรรณะที่มีอิทธิพลในภาคเศรษฐกิจและการเมือง ได้เรียกร้องขอโอกาสเข้าถึงด้านการศึกษาและตำแหน่งงานมากกว่านี้ โดยชี้ว่าโควต้าที่ทางการกำหนดไว้ให้กลุ่มคนวรรณะต่ำกว่า ตามนโยบายช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ทำให้ชาวปาเทลเข้าถึงตำแหน่งงานและที่นั่งในสถาบันการศึกษาได้น้อยลง

อย่างไรก็ตาม การประท้วงได้ลุกลามเป็นเหตุจลาจลหลายจุดในเมืองอาห์เมดาบัดเมื่อคืนนี้ หลังจากกลุ่มผู้ประท้วงวรรณะปาเทลเกิดปะทะกับคนท้องถิ่นที่มีวรรณะต่ำกว่า รวมทั้งยังไม่พอใจที่แกนนำการประท้วงวัย 22 ปีถูกจับกุม รายงานหลายกระแสระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้ใช้กระบองเข้าสลายการชุมนุม ขณะที่ผู้ประท้วงบางคนจุดไฟเผาทำลายรถบัสอย่างน้อย 70 คัน ส่งผลให้ทางการต้องประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่ 9 เขตในเมืองอาห์เมดาบัด นอกจากนี้ทางการได้ระดมกำลังทหารและทหารอาสาไปรักษาความสงบเรียบร้อย อีกทั้งยังมีการระงับบริการอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือในพื้นที่ด้วย

ด้านกลุ่มผู้ประท้วงได้นัดผละงานประท้วงเป็นเวลา 1 วันในวันนี้ ส่งผลให้สถานศึกษาและธุรกิจหลายแห่ง ปิดทำการ รวมทั้งมีการระงับบริการขนส่งมวลชนในเมืองอาห์เมดาบัด และหลายพื้นที่ในรัฐคุชราต

ทั้งนี้ คนวรรณะปาเทลมีสัดส่วนคิดเป็น 20% ของประชากรในรัฐคุชราต พวกเขาระบุว่า ไม่ได้รับสิทธิให้เข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษา เพราะทางการเก็บโควต้าเข้าเรียนให้คนวรรณะต่ำกว่า นอกจากนี้ภาวะที่อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมที่ชะลอตัว ทำให้หางานได้ยากขึ้นจากระบบโควต้าดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ จึงขอเรียกร้องให้ทางการจัดพวกเขาอยู่ในกลุ่ม Other Backward Classes (OBC) ซึ่งเป็นกลุ่มคนวรรณะกลางในระบบวรรณะของศาสนาฮินดู ที่ไม่ได้ถูกกีดกันจากสังคม แต่เป็นกลุ่มที่มักเสียเปรียบทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ

สื่อนอกเฉ่งยับ! คดีบึ้มราชประสงค์สะท้อนชื่อเสียงด้านแย่ของตำรวจไทย


สื่อนอกเฉ่งยับ! คดีบึ้มราชประสงค์สะท้อนชื่อเสียงด้านแย่ของตำรวจไทย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
26 สิงหาคม 2558 02:30 น. (แก้ไขล่าสุด 26 สิงหาคม 2558 10:26 น.)
สื่อนอกเฉ่งยับ! คดีบึ้มราชประสงค์สะท้อนชื่อเสียงด้านแย่ของตำรวจไทย
        เอพี - สำนักข่าวเอพีของสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร (25 ส.ค.) ตีแผ่รายงานชี้การสืบสวนเหตุระเบิดบริเวณศาลพระพรหม เอราวัณ ที่ยังไร้ความคืบหน้า สะท้อนประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจไทยที่ภาพลักษณ์แปดเปื้อนไปด้วยคอร์รัปชัน เต็มไปด้วยความอำมหิตและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการเมืองมาอย่างช้านาน
      
       ในรายงานของเอพีระบุว่าด้วยที่ยังไม่สามารถระบุชื่อผู้ต้องสงสัยหรือแม้แต่สัญชาติของมือระเบิด ได้กระพือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการสืบสวนเหตุระเบิดบริเวณศาลพระพรหม เอราวัณ ใจกลางกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม โดยตำรวจถูกกล่าวหาล้มเหลวในการคุ้มกันหลักฐานทางนิติเวชศาสตร์ ออกประกาศผิดพลาดหรือให้ข้อมูลที่นำไปสู่ความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน จนกระทั่งเกิดคำถามด้านความมีประสิทธิภาพของพวกเขาหรือแม้แต่ก่อข่าวลือว่ารัฐบาลทหารที่ยึดอำนาจเมื่อปีที่แล้วอาจไม่ต้องการได้ตัวผู้กระทำผิดตัวจริง
      
       รายงานของเอพีบอกว่า ประชาชนในไทยมีความศรัทธาในตำรวจเพียงน้อยนิด ขณะที่ในดินแดนแห่งนี้ตำรวจชั้นผู้น้อยมีเงินเดือนต่ำอย่างน่าอดสู ส่วนเจ้าหน้าที่ระดับสูงก็ยังคงต่อสู้แย่งชิงอำนาจและอิทธิพลกันอย่างไม่ลดละ
      
       เอพีระบุต่อว่า ผลสำรวจเมื่อปี 2013 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ พบว่าจากผู้ตอบแบสอบถามทั้งหมด มีถึง 71 เปอร์เซ็นต์ที่ลงความเห็นว่าตำรวจไทยคอร์รัปชัน หรือคอร์รัปชันอย่างร้ายแรง ครองแชมป์สถาบันที่มีการคอร์รัปชันมากที่สุด เหนือเหล่าพรรคการเมืองต่างๆ ที่ได้รับการโหวตไป 68 เปอร์เซ็นต์
      
       ส่วนผลสำรวจในอันดับความเชื่อถือได้ของตำรวจ ที่เผยแพร่ในรายงานดัชนีขีดความสามารถด้านการแข่งขันโลกของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม จัดให้ ไทย อยู่อันดับ 113 จากทั้งหมด 144 ชาติ “ในไทย อาชญากรรมที่อ่อนไหวที่สุดของประเทศ บ่อยครั้งมักเป็นตำรวจ” นิตยสารอีโคโนมิสต์ให้คำจำกัดความอย่างรวบรัดในปี 2008
      
       เอพีได้อ้างคำกล่าวของ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับเหตุระเบิดอย่างน่าสนใจว่า “การสืบสวนเหตุระเบิดใดๆบนโลกใบนี้ล้วนยากลำบาก บางกรณีอาจใช้เวลานานกว่า 5 ปี บางคดีอาจไม่พบผู้ต้องสงสัยเลย แต่แม้จะผ่านไป 20 ปี เราจะพยายามต่อไป”
      
       อย่างไรก็ตาม เอพีว่าบอกว่าแม้มีการจับกุม แต่ก็อาจนำมาอีกฟากหนึ่งของเสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยตำรวจไทยมักถูกกล่าวหาใช้การข่มขู่และทรมานเพื่อให้ผู้ต้องสงสัยรับสารภาพ ในปีนี้ตำรวจไทยถูกกล่าวหาทรมานแรงงานต่างด้าวชาวพม่า 2 คนให้รับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า ส่วนคดีวางระเบิดนั้นมีข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่แค่กำลังหาทางคลี่คลายความกังวลแก่นักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็วเท่านั้น
      
       เอพีระบุว่า ชื่อเสียงของตำรวจไทยได้รับความเสียหายหนักในปี 2003 เมื่อรัฐบาลที่นำโดยทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้หลบหนี ประกาศสงครามยาเสพติดจัดการกับการไหลบ่าของยาบ้า ซึ่งระหว่างช่วงพีคสุดของมาตรการนี้พบว่ามีอัตราคดีฆาตกรรมเพิ่มกว่า 2 เท่า ที่ทางการกล่าวโทษว่าเป็นการฆ่าตัดตอนกันเองในหมู่ขบวนการต้ายาเสพติด แต่ก็มีหลายคดีสำคัญๆที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องมาเสียชีวิตจากปฏิบัติการของตำรวจ
      
       สื่อมวลชนระดับโลกแห่งนี้บอกต่อว่ามุมมองด้านลบของคนไทยจำนวนมากที่มีต่อตำรวจ มาจากประสบการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยบ่อยครั้งตำรวจมักเรียกรับสินบนจากผู้ขับขี่ตามท้องถนนหรืออื่นๆ รูปแบบคอรัปชันหนึ่งซึ่งเป็นผลจากการมีรายได้น้อย
      
       เอพีอ้างคำสัมภาษณ์ของ ร.ต.อ.จอมเดช ตรีเมฆ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ให้ความเห็นว่า รัฐบาลที่นำโดยทหารให้สัญญาว่าจะชำระล้างกองกำลังตำรวจ แต่ในคดีระเบิดอาจบีบให้คณะสืบสวนต้องถอยห่างจากสมมติฐานหนึ่งที่อาจก่อกัดเซาะรัฐบาล นั่นคือมีความเป็นไปได้ที่การโจมตีนี้จะเป็นฝีมือของพวกอุยกูร์
      
       ศาลพระพรหมจุดที่เกิดระเบิดเป็นแหล่งยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีน และเหตุโจมตีดังกล่าวคร่าชีวิตชาวจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงอย่างน้อย 6 ศพ โดยหากเป็นการโจมตีแก้แค้นไทยกรณีรับมือผู้อพยพชาวอุยกุร์ มันอาจนำมาซึ่งเสียงกล่าวโทษคณะรัฐประหารที่มอบข้ออ้างแก่มือระเบิดและก่อความตื่นกลัวแก่นักท่องเที่ยวชาวจีนที่ตอนนี้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย “ถ้าแรงจูงใจที่แท้จริงของพฤติกรรมก่อการร้ายนี้มีความสัมพันธ์กับประเด็นอุยกูร์” ร.ต.อ.จอมเดช บอกกับเอพี “ผมเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้”
      
       ร.ต.อ.จอมเดชบอกกับเอพีว่า การด่วนเก็บกวาดบริเวณจุดเกิดเหตุสะท้อนให้เห็นถึงความเร่งรีบคืนความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ซึ่งกระทบต่อการรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวถูกปิดแค่ไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากเกิดเหตุ ส่วนหลุมระเบิดก็ถูกกลบภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง
      
       รายงานของเอพีระบุว่าในขณะที่ตำรวจยังไม่พบผู้ต้องสงสัยใดๆที่เกี่ยวกับเหตุโจมตี แต่พวกเขาจับกุมประชาชน 2 คน ตามคำกล่าวหาเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จบนโลกออนไลน์

สื่อนอกจวกสอบคดีบึ้มล้มเหลว "ตอกย้ำ"ชื่อเสียงแย่ตร.ไทย ชี้"อาจรู้จริง แต่บอกไม่ได้"!

สื่อนอกจวกสอบคดีบึ้มล้มเหลว "ตอกย้ำ"ชื่อเสียงแย่ตร.ไทย ชี้"อาจรู้จริง แต่บอกไม่ได้"!

วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558 เวลา 12:30:18 น มติชน

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า กรณีการสอบสวนคดีลอบวางระเบิดพระพรหมเอราวัณ บริเวณย่านราชประสงค์ของตำรวจไทย ซึ่งแทบไม่มีหลักฐานด้านนิติเวชวิทยา ไม่มีการสรุปแรงจูงใจอย่างชัดเจน และไม่มีการอ้างความรับผิดชอบใด ๆ ยิ่งส่งผลทำให้ภาพพจน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทยย่ำแย่ขึ้นอีก จากเดิมที่เคยอื้อฉาวจากเรื่องคอร์รัปชั่น การทารุณผู้ต้องหา และการรับใช้ทางการเมือง

รายงานระบุว่า ในคดีนี้ ปรากฏว่าหน่วยงานตำรวจแห่งชาติไม่สามารถระบุชื่อของผู้ต้องหา หรือแม้แต่สัญชาติได้เลย ซึ่งยิ่งทำให้เกิดกระแสสังคมโจมตีมากขึ้น โดยตำรวจไทยถูกกล่าวหาว่า ล้มเหลวในการเก็บหลักฐานนิติเวช รวมทั้งยังแถลงการณ์ข้อมูลผิด ๆ ต่อสาธารณชน

ขณะที่บางรายตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของตำรวจไทย รวมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า คดีนี้อาจเป็นเพราะรัฐบาลปัจจุบันที่มาจากการยึดอำนาจไม่ต้องการเปิดเผยคนร้ายที่แท้จริง ขณะที่ความศรัทธาของคนไทยต่อตำรวจไทย ที่ผ่านมาก็ถือว่าไม่ค่อยมีอยู่แล้ว จากกรณีตำรวจบนท้องถนนและเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงที่เชื่อว่าเกี่ยวพันกับการแสวงอำนาจและการรับใช้ทางการเมือง

โดยผลสำรวจเมื่อปี2013จากหน่วยงานความโปร่งใสสากลพบว่า71 เปอร์เซ็นต์มองว่า ตำรวจไทยคอร์รัปชั่นจริง หรือมีการคอร์รัปชั่นระดับอย่างสูงที่สุด มากกว่าพรรคการเมืองซึ่งอยู่ระดับ 61 เปอร์เซ็นต์ ในบรรดาสถาบันทั้งหลายของไทย ขณะที่การสำรวจของรายงานด้านการแข่งขันทั่วโลก ได้จัดอันดับให้เมืองไทย อยู่ในอันดับที่ 113 จากทั้งหมด 144 ประเทศ ในด้านความเชื่อถือได้ในการทำงานของตำรวจไทย

ขณะที่นิตยสาร"ดิ อีโคโนมิสต์"เคยระบุไว้เมื่อปี 2008 ว่า ในคดีอาชญากรรมล่อแหลมที่สุดในเมืองไทย ผู้ต้องหาหลักมักจะเป็นตำรวจ

รายงานระบุวด้วยว่า ภาพลักษณ์ของตำรวจไทยยิ่งย่ำแย่ในปี 2013 เมื่อรัฐบาลได้ประกาศสงครามต่อต้านยาเสพติด เพื่อจัดการกับปัญหายาบ้ามหาศาลที่หลั่งทะลักเข้าประเทศ ปรากฏว่า จำนวนคดีฆ่าคนตายได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วงดังกล่าว โดยปรากฏว่า ในเหตุการณ์จับกุมใหญ่ มีผู้บริสุทธิ์ถูกสังหาร โดยมีประจักษ์พยานเห็นอย่างชัดเจนว่า ตำรวจใช้นโยบายวิสามัญฆาตกรรมเป็นหลัก นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ตำรวจก็ยังมีเรื่องของการรีดไถผู้ใช้ยานพาหนะอย่างบ่อยครั้ง ซึ่งนี่ถือเป็นรูปแบบการคอร์รัปชั่นของพวกตำรวจชั้นผู้น้อยที่มีรายได้ต่ำ

เอพีรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ รัฐบาลคสช.ได้สัญญาว่าจะล้างพฤติกรรมอื้อฉาวของตำรวจไทย แต่เมื่อเกิดคดีวางระเบิดพระพรหมฯ เหตุการณ์นี้อาจกระต้นให้ผู้ตรวจสอบคดีถอยห่างจากทฤษฎีที่อาจสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ต่อทางการไทยที่อาจเกิดขึ้นได้เพราะก่อนหน้านี้มีรายงานรั่วระบุว่าตำรวจไทยได้ชี้ว่ากลุ่มมุสลิมอุยกูร์เป็นผู้ต้องสงสัยเพราะต้องการแก้แค้นเหตุการณ์ที่ทางการไทยส่งตัวคนกลุ่มนี้กลับประเทศจีน เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าทางการไทยได้พยายามลดกระแสคาดการณ์ว่าคดีนี้อาจเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ แม้ว่าจะมีการออกหมายจับผู้ต้องสงสัยหลักที่ยังไม่ทราบสัญชาติที่มีการระบุว่าเป็น"คนต่างชาติ"และผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็บอกว่ายังไม่มีการตัดประเด็นใดๆทิ้งทั้งสิ้น

นอกจากนี้รายงานระบุว่า สถานสักการะท้าวมหาพรหมซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักที่เป็นที่นิยมของชาวจีนถูกวางระเบิด หากเหตุการณ์นี้เป็นการแก้แค้นทางการไทยต่อวิธีการปฏิบัติต่อกลุ่มอุยกูร์จริง สิ่งนี้ก็จะส่งผลให้เกิดการตำหนิต่อรัฐบาลคสช.ที่ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น และยังส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนเกิดความกลัว และย่อมจะกระทบต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวชาติจีนที่ถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยด้วย

ขณะที่ร้อยตำรวจเอกจอมเดช ตรีเมฆ อาจารย์ประจำหลักสูตรอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรมมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า หากแรงจูงใจที่แท้จริงของการก่อการร้ายเกี่ยวกับกรณีชาวอุยกูร์ เขาเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่มีการเปิดเผยเรื่องนี้ และว่า การเร่งรีบทำความสะอาดสถานที่เกิดเหตุ เป็นความพยายามทำเพื่อฟื้นความมั่นใจต่อผู้คน ทั้งที่มันจะกำจัดการเก็บหลักฐานได้เพิ่มขึ้น โดยบริเวณดังกล่าวได้ถูกล้างทำความสะอาดเพียงไม่ถึง 24 ชม.หลังเกิดเหตุ ขณะที่รูระเบิดก็ยังถูกซ่อมแซมอุดรูทั้งที่ยังไม่ถึง 48 ชม.

เอพียังได้อ้างศาสตราจารย์ ดร.ณัฎฐพงศ์ ทองภักดี แห่งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งได้เขียนบทความเมื่อสัปดาห์ก่อน เปรียบเทียบคดีบึ้มท้าวมหาพรหมกับคดีวางระเบิดบอสตันของสหรัฐ เมื่อปี 2013 ว่า คดีบอสตันถูกมองว่าเป็นคดีของสาธารณชน และมีการระดมกำลังทุกอย่างเพื่อหาตัวคนร้ายและแรงจูงใจให้ได้ เพื่อรับประกันว่าเหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำรอย หรืออย่างน้อยก็จะต้องรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นอีกหรือไม่ โดยทางการสหรัฐได้ตามหาหลักฐานโดยไม่มีการคาดเดาอย่างไม่มีมูล

อย่างไรก็ตาม เอพีระบุด้วยว่า ก่อนหน้านี้ มีตำรวจไทยที่รับราชการยาวนานกว่า 10 ปี บางรายที่ขอสงวนนาม เผยกับสื่อว่า ทีมกำจัดวัตถุระเบิด และหน่วยงานนิติเวชวิทยาศาสตร์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ถูกส่งไปยังพื้นที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็วและเก็บหลักฐานได้เยอะมาก จากหน่วยสืบสวนที่ดีที่สุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยตำรวจไทยได้ประโยชน์จากการที่เคยร่วมมือรับการฝึกจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ รวมทั้งหลักสูตร "การสอบสวนหลังเกิดเหตุระเบิดด้วย"

พิพากษาจำคุก “ร.ท.สุชาย-วิโรจน์” 18 ปี ทุจริตปล่อยกู้กรุงไทย ชดใช้หมื่นล.

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม 2558 เวลา 13:23 น isranews

ศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุก ร.ท.สุชาย-วิโรจน์ อดีตบอร์ดแบงก์กรุงไทย 18 ปี ปมปล่อยสินเชื่อเครือ 'กฤษดามหานคร' ทำเสียหายกว่าหมื่นล้าน จำคุกผู้บริหารเครือกฤษดานคร 12 ปี ให้ชดใช้ค่าเสียหายร่วมหมื่นล้าน  
piitteeeeeedde
 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2558 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อม.3/2555 ระหว่างอัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ์ อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย จำเลยที่ 2 นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย จำเลยที่ 3 และบริษัทในเครือของบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 27 ราย เป็นจำเลยในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ความผิดต่อ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 ความผิดต่อ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 และความผิดต่อ พ.ร.บ.บริษัทมหาชน พ.ศ.2535
คดีนี้จำเลยที่ 1 คือ พ.ต.ท.ทักษิณ จำเลยที่ 2-4 เป็นอดีตกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย จำเลยที่ 5-12 คืออดีตคณะกรรมการสินเชื่อฯ ธ.กรุงไทย จำเลยที่ 13-17 คืออดีตพนักงานสินเชื่อฯภาคเหนือและตะวันตก ธ.กรุงไทย และจำเลยที่ 18-27 คือ บริษัทในเครือกฤษดามหานคร กรรมการผู้มีอำนาจ และผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร
คดีนี้มีประเด็นว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลเห็นว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์มีอำนาจฟ้องเฉพาะจำเลยที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งปรากฏว่าไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 6-7 
ประเด็นว่า การอนุมัติสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 18-19 ชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 18-20 รวมทั้งบริษัทในกลุ่มต่างอยู่ในสภาพมีหนี้สินจำนวนมาก ไม่มีรายได้ต่อเนื่องกันมาหลายปี มีดอกเบี้ยค้างชำระเพิ่มพูนขึ้น เกิดการขาดทุนสะสมตลอดมา ทำให้ฐานะการเงินไม่มั่นคง ความสามารถในการหารายได้ต่ำจนไม่น่าเชื่อว่าจะชำระหนี้ได้ มีเหตุอันควรสงสัยว่า ไม่ได้ประกอบธุรกิจจริงจังและไม่ปรากฏรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ เข้าลักษระเป็นลูกหนี้ที่ไม่อาจชำระหนี้ได้ หรืออาจชำระหนี้ได้โดยยาก ซึ่งต้องห้ามมิให้ให้สินเชื่อตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และคำสั่งธนาคารกรุงไทย 
แม้ว่าการขอสินเชื่อของจำเลยที่ 19 เพื่อทำโครงการกฤษดาซิตี้ 4000 โดยมีจำเลยที่ 20 เป็นพันธมิตรร่วมลงทุนจะแสดงประมาณการว่ามีผลกำไร แต่เมื่อจำเลยที่ 20 เป็ฯหนี้สถาบันการเงินหลายแห่ง มีการปรับโครงสร้างหนี้หลายครั้งจนถูกห้ามมิให้ก่อหนี้เพิ่ม จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 18 หรือไม่อยู่ในฐานะที่จะหาเงินมาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 19 ได้ 
อีกทั้งโครงการของจำเลยที่ 19 เป็นโครงการขนาดใหญ่ วงเงินที่ขอสินเชื่อสูง แต่ไม่มีรายละเอียดของข้อมูลที่จำเป็นประกอบการขอสินเชื่อ เพื่อให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของโครงการ การที่จำเลยที่ 5-17 อนุมัติสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 18 และจำเลยที่ 2-5 และจำเลยที่ 8-27 กรรมการสินเชื่ออนุมัติสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 19 จึงเป็นการไม่ชอบ
ประเด็นว่า จำเลยที่ 2-4 ขายหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพของจำเลยที่ 20 ให้แก่จำเลยที่ 22 เป็นเงิน 1,185,735,380 บาท ด้วยการให้เครดิตชำระเงินภายใน 4 เดือน และมอบฉันทะให้จำเลยที่ 22 ออกเสียงลงคะแนนในการประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 20 ชอบหรือไม่ 
ศาลเห็นว่า การขายหุ้นบุริมสิทธิด้วยวิธีการดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการให้สินเชื่ออย่างหนึ่ง จึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่ ธ 222/2545 เรื่อง นโยบายสินเชื่อ ที่กำหนดให้มีการวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ซื้อคือจำเลยที่ 22 แต่จำเลยที่ 2-4 ไม่วิเคราะห์สินเชื่อ ทำให้ธนาคารผู้เสียหายขายหุ้นบุริมสิทธิไปโดยไม่ได้รับชำระค่าหุ้น ทั้งมีการมอบฉันทะให้จำเลยที่ 22 เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 20 ในการออกเสียงลงคะแนนลดจำนวนหุ้นบุริมสิทธิเพื่อลดขาดทุนสะสม ทำให้หุ้นบุริมสิทธิมีมูลค่าเป็นศูนย์ เป็นการไม่ชอบ
ศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 2-4 และที่ 12 มีความผิดให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การฯ มาตรา 4 ให้จำคุกคนละ 18 ปี
จำเลยที่ 5 ที่ 8-11 และที่ 13-17 มีความผิดให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การฯ มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้จำคุกคนละ 12 ปี
สำหรับจำเลยที่ 18-27 มีความผิดให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การฯ มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 แบ่งเป็น
จำเลยที่ 18-22 เป็นนิติบุคคล ให้ปรับรายละ 26,000 บาท จำเลยที่ 23-27 ให้จำคุกคนละ 12 ปี
และให้จำเลยที่ 20 ที่ 25 และที่ 26 ร่วมกันคืนเงิน 10,004,467,480 บาท แก่ธนาคารที่เสียหาย โดยให้จำเลยที่ 3 ที่ 22 และที่ 27 ร่วมรับผิด 9,554,467,480 บาท จำเลยที่ 12-17 ที่ 21 ที่ 23 และที่ 24 ร่วมรับผิด 8,818,732100 บาท จำเลยที่ 18 ร่วมรับผิด 450,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8-11 และที่ 19 ร่วมรับผิด 8,368,732,100 บาท ซึ่งเงินสส่วนนี้ถ้าธนาคารผู้เสียหายได้รับชำระคืนแล้วเป็นจำนวนเท่าใด ก็ให้หักออกจากจำนวนที่สั่งให้ใช้คืนตามส่วน หากจำเลยที่ 18-22 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29
ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับจำเลยที่ 6-7 ให้ยกฟ้อง 
ส่วนกรณีจำเลยที่ 2-5 และที่ 8-27 ร่วมกันสนับสนุนจำเลยที่ 1 (พ.ต.ท.ทักษิณ) หรือไม่ ศาลพิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า การที่กรรมการบริหารธนาคารกรุงไทยคนหนึ่งในช่วงเวลานั้น อ้างถึงกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทยอีกรายหนึ่ง ระบุว่า “บิ๊กบอส” เป็นคนสั่งการให้ธนาคารดำเนินการปล่อยสินเชื่อให้บริษัทในเครือกฤษดามหานคร ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ยังไม่ชัดเจนว่า “บิ๊กบอส” หมายถึงใคร รวมถึงเรื่องของเส้นทางการเงินที่อ้างว่า มีการโอนให้บุตรและภรรยา ก็ยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน
ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานในส่วนนี้ยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2-5 และที่ 8-27 ร่วมสนับสนุนจำเลยที่ 1 ฐานเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และมีส่วนได้ส่วนเสีย ผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 152 และ 157 จึงให้ยกคำร้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้เป็นการกล่าวหาว่า ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้สินเชื่อกลุ่ม บมจ.กฤษดามหานคร ที่มีสถานะอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคาร เนื่องจาก ผอ.ฝ่ายกลั่นกรองสินเชื่อธุรกิจนครหลวง เคยจัดอันดับความเสี่ยงของกลุ่มกฤษดามหานครในอันดับ 5 คือไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อให้ได้ แต่ได้มีการอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทในกลุ่มกฤษดามหานคร 3 กรณี คือ 1. การอนุมัติสินเชื่อให้บริษัท อาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด จำนวนเงิน 500 ล้านบาท 2. การอนุมัติสินเชื่อให้บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด วงเงิน 9,900 ล้านบาท (วงเงินไฟแนนซ์ 8,000 ล้านบาท วงเงินซื้อที่ดินเพิ่ม 500 ล้านบาท และวงเงินพัฒนาโครงการ 1,400 ล้านบาท) และ 3. การอนุมัติขายหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพของ บมจ.กฤษดามหานคร ให้กับบริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์คอมมูนิเคชั่น จำกัด จำนวนเงิน 1,185,735,380 บาท ถือว่าผู้เกี่ยวข้องมีพฤติการณ์ร่วมกันหรือสนับสนุนการกระทำความผิดกรณีธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐ เป็นการกระทำโดยทุจริต เพื่อฟื้นฟูกิจการของ บมจ.กฤษดามหานคร โดยมิชอบ
สำหรับคดีนี้ เมื่อปี 2555 ศาลฎีกาฯ ได้ออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว เนื่องจากจำเลยหนีคดี ไม่มารายงานตัวต่อศาล

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2558

"บิ๊กตู่"ซัดนักการเมืองปลุกกระเเสคว่ำร่างรธน. ไม่ห้าม แต่ถึงเวลาจะจัดการ!



updated: 25 ส.ค. 2558 เวลา 16:10:51 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 ส.ค. 2558  ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเเละหัวหน้าคณะรักษาความสงบเเห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม. ในกรณีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช. ในวันที่ 6 ก.ย.นี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ร่างรธน.จะผ่านการพิจารณาจาก สปช.หรือไม่ ตนยังไม่รู้  หากร่าง รธน.จะผ่านหรือไม่ผ่าน ทางคณะกรรมการขับเคลื่อนฯที่แต่งตั้งขึ้นมา 200 คน จะเป็นคนไปดูว่าสิ่งใดทำได้และต้องนำเข้าให้สภานิติบัตญัติแห่งชาติพิจารณาด้วย ว่าจะออกกฎหมายหรือจะปฎิรูปอะไร อย่าเพิ่งไปกังวล ตนได้สั่งการให้ครม.ชุดใหม่และข้าราชการทุกกระทรวงเร่งทำการขับเคลื่อนประเทศให้เร็วที่สุด

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีมีนักการเมืองบางท่านออกมาเสนอให้ สปช.คว่ำร่าง รธน.ฉบับดังกล่าว ท่านนายกฯมีความคิดเห็นอย่างไร  พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ก็แล้วแต่ เขาก็มีสิทธิ์ที่จะเสนอ สื่อจะไปขยายความให้เขาทำไม นักการเมืองไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการวันนี้

“ให้พูดนี่ก็เก่งแล้ว ปกติไม่ควรให้พูดด้วยซ้ำพวกมีคดีหลายคนก็ออกมาพูด คดีความก็มีเยอะแยะ แต่กลับไม่กลัวอะไรสักอย่าง  ในเมื่อคนเหล่านี้พูดแรงกับผม ผมก็ต้องแรงกลับ อย่าปฎิเสธกฎหมายแล้วกัน แล้วโดนดำเนินคดีอย่ามาเรียกร้องโวยวายว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะท่านทำตัวท่านเอง” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า แล้วจะสั่งห้ามไม่ให้นักการเมืองออกมาเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาร่าง รธน.หรือไม่

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ถึงกับต้องห้าม เมื่อถึงเวลาตนจะจัดการเอง ประชาชนต้องคิดเอง ไม่ให้ใครมาชี้นำได้ นักการเมืองหลายคนบอกจะไม่ลงเลือกตั้ง อย่าลงแล้วกัน วันหน้าจำคำพูดตัวเองไว้ด้วยว่าจะไม่ลงเลือกตั้ง บันทึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์เลย พูดแล้วท่านต้องทำตามนั้น

ครม.ประยุทธ3


(25ส.ค.58)พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ และคณะรัฐมนตรีชุดเก่า ร่วมถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี ณ หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ขาดเพียงแต่ พลเอก ไพบูลย์ รมว.ยุติธรรม ที่ติดราชการต่างประเทศ แต่คงนำภาพมาตัดต่อใส่ในภายหลัง..


อัพเดทข่าว: ราคามน้ำมันดิบในตลาดโลก และกรณีเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้

-------------
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งต่อเนื่อง WTI ของสหรัฐฯร่วงลงมาอยู่ที่ 38.04 ดอลล่าร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่วน BRENT ของอังกฤษร่วงลงมาที่ 43.26 เหรียญต่อบาร์เรล คาดว่าจะตกลงมาอีกที่ 42.37 เหรียญต่อบาร์เรล ต่ำกว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมาซะอีก (ขอให้ตกมาที่ 20-25 เหรียญต่อบาร์เรลภายในปีนี้ โอมเพี้ยงงงงง!)
ไหนขอไปเช็กดูราคาน้ำมันดิบดูไบ ที่ตลาดซื้อขายล่วงหน้าในสิงคโปร์บ้างซิว่าเป็นอย่างไรบ้าง จากข้อมูลในเว็บไซท์ dubaimerc.com ของ DME พบว่า วันที่ 21 ส.ค.58 ที่ผ่านราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 45.77 เหรียญ และในวันที่ 24 ส.ค.58 อยู่ที่ 43.72 ลดลงมา 2.05 เหรียญ เยสสสส...
คราวนี้ก็มาสำรวจราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเราบ้าง กบง.พึ่งประกาศการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งใหม่ บอกว่า ปตท.และบางจากประกาศลดราคาน้ำมันทุกชนิด 40 สตางค์ต่อลิตร ยกเว้นอี85 ลด 20 สตางค์ต่อลิตร ดีเซลคงเดิม มีผลตีห้าพรุ่งนี้
ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ก็ผ่อนคลายแล้ว โดยก่อนหน้าจะมีการบรรลุข้อตกลงร่วมกัน ทางปธน.ของเกาหลีใต้ได้ออกมาแถลงข่าวผ่านสื่อฯว่าต้องการให้เกาหลีเหนือออกมากล่าวขอโทษต่อเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการกรณีที่ทหารเกาหลีใต้ซุ่มซ่ามทะเล่อทะล่าเข้าไปในเขต DMZ ที่เต็มไปด้วยดงระเบิด แล้วก็เหยียบกับระเบิดจนพิการขาขาดแล้วโวยวายว่าเกาหลีเหนือเป็นคนลอบวางกับระเบิดไว้ ซึ่งทางเกาหลีเหนือออกมาปฏิเสธและบอกว่าเป็นเรื่องไรสาระ DMZ โซนมีความกว้างตั้ง 4 กม.ยาว 250 กม.กั้นระหว่างสองเกาหลี นั่นมันดงมรณะชัด แล้วทหารเกาหลีเหนือจะเสี่ยงเข้าไปวางกับระเบิดถึงฝั่งเกาหลีใต้ได้อย่างไร พูดไม่คิด เขตนี้ถือว่าเป็นพื้นที่ทางทหารที่อันตรายมากที่สุดในโลก ดังนั้นเขาจึงกำหนดให้เป็นเขตปลอดทหาร (Demilitarized Zone)
ส่วนเกาหลีเหนือบอกว่า ฝันไปเหอะที่จะให้เกาหลีเหนือตกหลุมพลางแล้วออกมายอมรับผิด แบบนี้ต่อไปไม่รู้ว่าจะถูกกล่าวหาอะไรต่อมิอะไรอีก และในอนาคตเกาหลีใต้อาจจะใช้จุดนี้มาเล่นงานเกาหลีเหนือได้ ไม่มีทางซะหละที่เกาหลีเหนือจะยอมขออภัยต่อกรณีดังกล่าว แต่เกาหลีเหนือก็บอกว่า รู้สึกเสียใจ (regret) ต่อกรณีการบาดเจ็บของทหารเกาหลีใต้ทั้งสองนาย (อ้าว เกาหลีเหนือก็ไม่ได้แล้งน้ำใจนิ) แล้วทางเกาหลีเหนือก็กระซิบบอกเกาหลีใต้ว่า ทีหลังก็อย่าเข้าไปในเขตต้องห้ามอีกหละ มันอันตรายรู้ไหม? (คริๆ) เดี๋ยวจะหาว่าคิมน้อยไม่เตือน นี่ขนาดอยู่ในเขต DMZ ฝั่งเกาหลีใต้นะ ยังอันตรายขนาดนั้น ถ้าเป็นฝั่งเกาหลีเหนือหละ จะขนาดไหน?
และหลังจากที่เกาหลีเหนือบอกว่า "รู้สึกเสียใจ" ต่อการบาดเจ็บของทหารเกาหลีใต้แล้ว ทางเกาหลีใต้ก็บอกว่า งั้นเกาหลีใต้ก็จะขอนำเอาลำโพงออกไปจากบริเวณใกล้ชายแดนเกาหลีเหนือภายในช่วงบ่ายวันนี้ และจะหยุดการสร้างโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองโจมตีเกาหลีเหนือ (ขอบคุณนะเกาหลีเหนือที่อย่างน้อยก็ช่วยรักษาหน้าให้เกาหลีใต้เอาไว้บ้าง แม้จะว่าจะไม่ได้ทุกอย่างตามที่เรียกร้องไป)
การเจรจาในครั้งนี้ใช้เวลานานถึง 43 ชั่วโมง (ที่หมู่บ้าน Panmunjom ระหว่างชายแดนของทั้งสองประเทศ) มาราธอนมาก รายงานข่าวบอกว่าทั้งสองฝ่ายจะจัดให้มีการเจรจา Red Cross talks เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับรวมญาต (reuniting families) ของบรรดาผู้ที่พลัดพรากจากกันช่วงเกิดสงครามเกาหลีในอดีต โดยน่าจะจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ จริงๆแล้วในการเจรจาคลี่คลายความตึงเครียดในครั้งนี้ได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ด้วย มีผลเป็นบวก และคาดว่าอาจจะมีการจัดประชุม Red Cross talks ขึ้นที่กรุงเปียงยางหรือกรุงโซลในเร็วๆนี้

ล่า!! แท็กซี่เขียวเหลือง ‘มฏ’ เอี่ยวบึ้มราชประสงค์-สาทร

ตำรวจตรวจวงจรปิดพบแท็กซี่เขียวเหลือง หมวด’มฏ’ ขึ้นต้นด้วยเลข27 เอี่ยวระเบิดราชประสงค์ โยงท่าเรือสาทร ขณะจับตาอุยกรู์หลังหนีจากค่ายกักกัน
วันที่ 25 ส.ค. จากเหตุการณ์ระเบิดบริเวณสี่แยกราชประสงค์ และบริเวณท่าเรือสาทร ซึ่งตำรวจเชื่อว่าทั้ง 2 เหตุ น่าจะมีส่วนเชื่อมโยงกัน ซึ่งความคืบหน้านั้นมีรายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ชุดสืบสวนได้สุ่มเชิญโชเฟอร์แท็กซี่ในพื้นที่กทม. โดยเน้นเฉพาะแท็กซี่สีเขียวเหลืองมาให้ข้อมูลและบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานประมาณ 15 คันนั้น
ล่าสุดวานนี้(24ส.ค.) ได้สุ่มเชิญโชเฟอร์แท็กซี่มาให้ข้อมูลอีกครั้ง และจากการเฝ้าสังเกตพบรถแท็กซี่โตโยต้าอัลติส สีเขียวเหลือง ทะเบียนหมวดอักษร “มฏ” ตามด้วยเลข “27” นำมาบันทึกภาพด้านหน้าด้านข้าง และด้านหลัง ไว้เป็นข้อมูลเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับภาพวงจรปิดรถแท็กซี่ของคนร้ายนั่งไปก่อเหตุ แต่ในเบื้องต้นไม่พบตัวโชเฟอร์แท็กซี่ของคนร้ายแต่อย่างใด
มีรายงานข่าวด้วยว่า ตลอดทั้งวันที่ผ่านมาชุดสืบสวนคลี่คลายคดีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมที่บริเวณรพ.กลาง ใกล้กับตลาดคลองถม สามารถจับภาพรถแท็กซี่คันดังกล่าวไว้ได้ โดยไปส่งคนร้ายที่สถานีรถไฟหัวลำโพงวิ่งเข้าเส้นทางรพ.กลาง ขึ้นสะพานพุทธ ข้ามไปยังฝั่งธนบุรี
และเบื้องต้นคาดว่ารถแท็กซี่น่าจะวิ่งรับส่งผู้โดยสารย่านฝั่งธนบุรีเป็นเส้นทางประจำ จึงตรวจสอบกล้องวงจรปิดย่านถนนสาทร ยานนาวา บุคคโล สมเด็จเจ้าพระยา สำเหร่ เพื่อใช้เป็นเบาะแสติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี
ในส่วนการติดตามคนร้ายก่อเหตุที่ท่าเรือสาทร พบภาพวงจรปิดจับภาพคนร้ายถือกระเป๋าพร้อมกับโทรศัพท์ขนาดใหญ่ใช้สนทนาพูดคุยสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต สอดคล้องกับชุดคลี่คลายคดีระบุว่า แอพพลิเคชั่นวีแซทเป็นที่นิยมในกลุ่มชาวจีน มาเลเชีย และชาวตะวันออกกลาง ประกอบกับการใช้แอพพลิเคชั่นยากต่อการติดตามตัว รวมทั้งมีความเป็นไปได้ว่า การที่คนร้ายนำระเบิดมาทิ้งที่ท่าเรือสาทรนั้นเป็นการนำมาทิ้งไว้โดยไม่ประสงค์ต่อชีวิต เนื่องจากการก่อเหตุที่ราชประสงค์สำเร็จแล้ว จึงพยายามทำลายหลักฐาน และหลังจากก่อเหตุแล้ว คนร้ายเดินออกจากท่าเรือสาทรไปยังซอยเจริญนคร 29 ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายสามารถจับความเคลื่อนไหวได้
ทั้งนี้มีรายงานด้วยว่า ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลกลุ่มชาวอุยกูร์หลบหนีจากค่ายกักกัน หลังจากพบข้อมูลว่าเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา มีชาวอุยกูร์หลบหนีออกห้องขังที่ด่านพรหมแดนตรวจค้นเข้าเมือง จ.สระแก้ว17 คน และต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมไว้ได้ 9 คน เหลืออีก 8 คน หลบหนีไปได้ สอดรับกับข้อมูลของทีมสืบสวนพบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุน่าจะมีอยู่ประมาณ 7-8 คน
ขอบคุณข้อูล/ภาพจาก เดลินิวส์
MThai News

นายกฯ บิ๊กตู่ แบ่งงาน รองนายกรัฐมนตรี ทั้ง6 คน "สมคิด" แรง ได้คุม7กระทรวง เศรษฐกิจ ยึด ก.ต่างประเทศ

นายกฯ บิ๊กตู่ แบ่งงาน รองนายกรัฐมนตรี ทั้ง6 คน "สมคิด" แรง ได้คุม7กระทรวง เศรษฐกิจ ยึด ก.ต่างประเทศ วิทยาศาสตร์ด้วย "พลเอกธนะศักดิ์"คุมท่องเที่ยวฯ วัฒนธรรม/ สั่งครม. ห้ามควบ เลิกควบ "ควบ" ขรก.การเมือง-ขรก.ประจ
พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ เผยผลประชุมคณะรัฐมนตรี "ประยุทธ์3" ครั้งแรก ว่า พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ได้แบ่งงาน รองนายกฯ ทั้ง7 ท่าน
"พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ" เป็น รองนายกฯคนที่1( สร.2) คุมกลาโหม -ทรัพยากรฯ -มหาดไทย-แรงงาน- สตช -สำนักข่าวกรองแห่งชาติ-สมช.- ศอบต.
พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร (สร.3) ไม่ได้คุมกต. แล้ว ไปคุม กระทรวงท่องเที่ยว , วัฒธรรม และ องค์กรอื่นๆ
พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย (สร.4) คุม ก. พัฒนาสังคม , สาธารณสุข , อย.
พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง (สร.5) คุม ศึกษาธิการ-ICT-พลังงาน- สถาบันวิจัยและพัฒนา
นาย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์(สร.6) คุม7กระทรวง ก.ต่างประเทศ คลัง เกษตร คมนาคม พาณิชย์ วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม
นาย วิษณุ เครืองาม (สร.7)คุมฝ่ายกม. สำนักปลัดนายกฯ กรมประชาฯ สำนักพระพุทธ ,ราชบัณฑิตยสภา
ที่สำคัญ นายกฯ สั่งในที่ประชุม ครม. จากนี้ ไม่มีควบ ข้าราชการการเมือง ในครม. จะไม่มีสถานภาพ ของเป็นขรก.ประจำ ต้องลาออก เพื่อไม่ให้เคลือบแคลงสงสัย เริ่องผลประโยชน์ทับซ้อน

หลังปิดจ็อบสปช.เตรียมลงเรือแป๊ะฉลอง


http://www.matichon.co.th/online/2015/08/14404807361440481142l.jpg

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ คอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จัดโครงการสัมนาหารือระหว่างสมาชิก สปช. นำโดย นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช.  และกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญบางส่วน นำโดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ  ประธานกมธ.ยกร่างฯโดยก่อนสู่การประชุม นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิก สปช. ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ได้แจ้งต่อสมาชิกว่า กิจกรรมล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยาในวันที่ 7 กันยายนนี้ จะเป็นการเลี้ยงอำลาการทำหน้าที่ของ สปช. เริ่มตั้งแต่เวลา 18.00น. ที่ศูนย์การค้าลิเว่อร์ ซิตี้  โดยงบประมาณจัดงานรวมทั้ง 250,000 บาท รวมค่าอาหารเครื่องดื่มและดนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุมในวันนี้ได้จัดเก้าอี้ห้องประชุมเป็นลักษณะตัวยู โดยในช่วงแรกนายเทียนฉาย จะกล่าวเปิดพิธีทักทายสมาชิก จากนั้นนายบวรศักดิ์  จะทำการชี้แจงประเด็นสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ  ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1ชั่วโมง แล้วจะเปิดโอกาสให้สมาชิกสปช.ซักถามประเด็นสำคัญของหลักการในร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม การประชุมดังกล่าวไม่อนุญาติให้สื่อมวลชนและข้าราชการผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังแต่อย่างใด

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง 2 นปช.เผาเซ็นทรัลเวิลด์ ชี้พยานหลักฐานไม่พอ

ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง 2 นปช.เผาเซ็นทรัลเวิลด์ ชี้พยานหลักฐานไม่พอ

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม4 กันยายน 2557 18:17 น

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ยกฟ้อง 2 นปช.วางเพลิงเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ช่วงเหตุการณ์จลาจลป่วนเมือง ปี 2553 ชี้พยานหลักฐานไม่เพียงพอ
      
       ที่ห้องพิจารณา 405 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 วันนี้ (4 ก.ย.) ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีวางเพลิงเผาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ หมายเลขดำ ด. 2478/2553 ที่อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสายชล แพบัว อายุ 32 ปี ชาว จ.ชัยนาท การ์ด นปช. และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ อายุ 30 ปี เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ โรงเรือนที่เก็บสินค้า เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
      
       คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวก ร่วมกันชุมนุม และมั่วสุมกันบริเวณสี่แยกราชประสงค์ กทม. ซึ่งอยู่ในระยะเวลาที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และได้เข้าไปในบริเวณอาคารห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ใช้กำลังทำลายบานกระจก ผนังอาคารบานกระจกประตู อาคารเซ็นทาวเวอร์ อาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณห้างสรรพสินค้าดังกล่าว จนแตกเสียหายเป็นการกีดขวางการจราจร ขัดขวางต่อการประกอบกิจการของห้าง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเสียหาย และเกรงกลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันเข้าไปภายในบริเวณอาคารเซ็นทาวเวอร์ และอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ที่เป็นทรัพย์โรงเรือนที่เก็บสินค้าของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และจำเลยกับพวกได้ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ จนทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ ลุกลามเผาอาคารเซ็นทาวเวอร์ และไฟไหม้เผาทรัพย์สินต่างๆ ของผู้เสียหาย 270 ราย รวมค่าเสียหาย 8,890,578,649.61 บาท และเป็นเหตุให้นายกิติพงษ์ หรือกิตติพงษ์ สมสุข ที่อยู่ภายในอาคารดังกล่าวถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่แขวงและเขตปทุมวัน กทม. ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 217, 218, 224 และพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 5, 9, 11, 18 และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 7 เม.ย. 2553 และประกาศศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เรื่องห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุม ลงวันที่ 8 เม.ย. 2553 ชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
      
       คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นเวลา 1 ปี คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกเป็นเวลา 9 เดือน ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์
      
       ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักไม่เพียงพอ ที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลอุทธรณ์เห็นด้วยพิพากษายืนยกฟ้อง
      
       ภายหลังนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ นปช.เปิดเผยว่า วันนี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำการวางเพลิง ประกอบกับอากัปกิริยาของจำเลยที่ 1 ที่ได้ถือถังดับเพลิงเข้าไปภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โจทก์ไม่มีพยานมายืนยันสนับสนุน แค่เห็นว่าเป็นการวางเพลิง และพยายามเชื่อมโยงกับกลุ่มที่มีอาวุธปืน เนื่องจากถังดับเพลิงที่จำเลยที่ 1 ถือนั้นไม่ได้นำไปใช้ก่อเหตุวางเพลิง อีกทั้งพยานโจทก์ทุกปากไม่ยืนยันว่าเห็นจำเลยที่ 1 อยู่ในขณะเกิดเหตุวางเพลิง พยานทั้งหมดของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อยมาก นอกจากนี้ อัยการยังไม่สามารถนำสืบให้เห็นจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีความเชื่อมโยงกัน หรือแบ่งหน้าที่กันวางเพลิงอย่างไร พยานหลักฐานจึงไม่สามารถรับฟังว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้วางเพลิง ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นั้นศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 ปี แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกจำคุกมาจนครบกำหนดแล้ว จึงไม่ต้องถูกจำคุกอีก
      
       นายวิญญัติกล่าวอีกว่า พนักงานอัยการจะยื่นฎีกาหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอัยการ แต่คดีนี้มีการยกฟ้องทั้ง 2 ศาลตามหลักแล้วต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เว้นแต่มีผู้พิพากษารับรองให้ฎีกา อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ามีโอกาสที่พนักงานอัยการจะยื่นฎีกา ดังนั้น ตนจะทำหนังสือขอให้อัยการหยุดฎีกา
      
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุกในความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นเวลา 9 เดือน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 จำคุกมาครบกำหนดแล้วและศาลไม่ได้มีคำสั่งให้ขังไว้ระหว่างอุทธรณ์ จึงต้องปล่อยตัวตัวไป โดยในวันนี้จำเลยทั้งสองซึ่งไม่ได้ถูกควบคุมตัวได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา ภายหลังฟังคำพิพากษาจำเลยทั้งสอง ได้แสดงความดีใจที่ศาลพิพากษายกฟ้อง

สมเด็จพระเทพฯ พระราชทาน สิ่งของเยี่ยมผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิดราชประสงค์



สมเด็จพระเทพฯ พระราชทาน
สิ่งของเยี่ยมผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิดราชประสงค์
.
วันนี้ (24 ส.ค.58) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ท่านผู้หญิงรวิจิตร สุวรรณบุปผา รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเจ้าหน้าที่กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เข้าเยี่ยมและติดตามอาการของผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา และได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ผู้ป่วยและญาติ ที่ได้รับพระราชทานสิ่งของเยี่ยมในครั้งนี้ พร้อมกับพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อช่วยเหลือในการนี้ด้วย
.
นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าหน้าที่กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเจ้าหน้าที่กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เดินทางเข้าเยี่ยมและติดตามอาการของผู้บาดเจ็บที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลต่างๆ ด้วย
.
ขอบคุณข้อมูลจาก : ASTVผู้จัดการออนไลน์
ขอบคุณภาพ จาก: flagship.prd.go.th
‪#‎DemocratTH‬#ประชาธิปัตย์

ประชาชนชาวญี่ปุ่นหลายพันคนเดินขบวนประท้วงคัดค้านกฎหมายส่งทหารญี่ปุ่นไปปฏิบัติการในต่างประเทศ



ประชาชนชาวญี่ปุ่นหลายพันคนเดินขบวนประท้วงคัดค้านกฎหมายส่งทหารญี่ปุ่นไปปฏิบัติการในต่างประเทศ
--------------
ไปต่อที่ญี่ปุ่นกันอีกซักข่าวนะครับ... เมื่อวานนี้ (23 ส.ค.58) สำนักข่าว cnn ของสหรัฐฯไม่รายงานข่าวนี้ แต่ RT news ของรัสเซียจัดให้ รายงานข่าวบอกว่าเยาวชนชาวญี่ปุ่นหลายพันคน (ตื่นตัว) รวมตัวกันประท้วงทั่วประเทศ คัดค้านกฎหมายฉบับหนึ่งที่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนญี่ปุ่นไปก่อนหน้านี้ โดยอนุญาตให้ญี่ปุ่นสามารถส่งกองทัพป้องกันตนเองของญี่ปุ่นออกไปต่างประเทศ และอนุญาตให้กองทัพญี่ปุ่นสามารถเข้าร่วมในปฏิบัติการทางทหารร่วมกับกองทัพต่างชาติได้
มีผู้ประท้วงจำนวนมากในเกือบ 60 เมืองทั่วญี่ปุ่น ซึ่งรวมทั้ง เกียวโต โซากา และโตเกียว ฮ็อกไกโด อาอิชิ ฟุกุโอกะ และจังหวัดอื่นๆ รายงานจากสำนักข่าว Kyodo ของญี่ปุ่น มีประชาชนชาวญี่ปุ่นที่เข้าร่วมประท้วงในเขต Shibuya กรุงโตเกียวราว 6,000 คนส่วนมากแล้วเป็นคนหนุ่มสาว
กลุ่มผู้ประท้วงพากันชูป้ายและโพสต์การ์ดที่มีข้อความต่อต้านสงครามและร้องตะโกนว่า "ไม่เอาสงคราม!, ปกป้องการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ!, สงครามจบไปแล้ว, สันติ ไม่ใช่สงคราม, ให้โอกาศแด่สันติภาพ!, ใช่ สันติภาพ!" การเดินขบวนในครั้งนี้มีการจัดตั้งโดยนักศึกษาจากที่ต่างๆ และองค์เยาวชนซึ่งรวมทั้งองค์กรนักศึกษาปฏิบัติการฉุกเฉินเพื่อเสรีภาพประชาธิปไตยด้วย (Students Emergency Action for Liberal Democracy)
กฎหมายฉบับดังกล่าวที่ได้สร้างคลื่นความขุ่นเคืองจากภาคประชาชนชาวญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องนี้ได้มีการอนุมัติล่วงหน้าโดยสภาล่างของรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และประกอบด้วยกฎหมายหลายฉบับที่อนุญาตให้มีการแก้ไขกฎหมายด้านความมั่นคงอีกด้วย โดยร่างกฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้กองทัพป้องกันตนเองของญี่ปุ่นออกปฏิบัติการในต่างประเทศเพื่อ "ปกป้องชาติพันธมิตรอื่นๆ" เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา (ญี่ปุ่นจะไปปกป้องใครหรือ? สหรัฐฯ? ยุโรป? ฮ่าๆๆ ถ้าสหรัฐฯต้องการให้ญี่ปุ่นไปปกป้องจริงๆ ก็น่าจะอนุญาตให้ญี่ปุ่นเข้าไปตั้งฐานทัพบนแผ่นดินแม่ของประเทศสหรัฐฯอเมริกาได้บ้างสิ ไม่ใช่มีแต่สหรัฐฯเท่านั้นที่เที่ยวขยายสร้างฐานทัพของตนไปในประเทศต่างๆหลายประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะญี่ปุ่น)
กฎหมายฉบับดังกล่าวมีความเป็นไปได้ที่จะอนุญาตให้กองทัพญี่ปุ่นเข้าร่วมในปฏิบัติการ (ทางทหาร) ร่วมกับต่างชาติ แม้ว่าญี่ปุ่นจไม่ถูกคุกคามโดยตรงก็ตาม นอกจากนี้แล้วยังเป็นการยกเลิกข้อห้ามบางอย่างในการมีส่วนร่วมของญี่ปุ่นในปฏิบัติการของยูเอ็น ซึ่งอนุญาตให้กองทัพป้องกันตนเองของญี่ปุ่นให้ (ต่างชาติ) ยืมการสนับสนุนด้านโลจิสติก (การขนส่ง) ให้กับสหรัฐฯและกองกำลังของชาติที่เป็นมิตร โดยปราศจากระบุชื่อประเทศที่พิจารณาว่าเป็นพันธมิตรของญี่ปุ่น
หมายความว่าเปิดช่องให้กองทัพต่างชาติเข้าไปใช้ระบบโลจิสติกของญี่ปุ่นได้มากขึ้น เช่นจักรวรรดิเฮเกต้องการจะเผด็จศึกที่เยเมนและยูเครนหรือในซีเรียให้เร็วที่สุด แทนที่จะใช้เครื่องบินรบหรือหรือรบของตนเองออกศึก ก็จะใช้ของญี่ปุ่นแทนโดยบีบหรือกล่อมให้ญี่ปุ่นซื้อจากจักรวรรดิเฮเกกับพันธมิตร จากนั้นคนที่ใช้งานอาจจะไม่ใช่กองทัพญี่ปุ่น แต่เป็นกองทัพของต่างชาติ อ้างว่าขอยืมไปใช้ก่อน ถ้าพังมาก็ให้ญี่ปุ่นสั่งซื้อใหม่จากจักรวรรดิเฮเกอีกรอบ ว้าววว! แผนนี้แหล่มแฮะ จากนั้นประเทศที่เป็นอริกับจักรวรรดิเฮเกที่ถูกจักรวรรดิเฮเกเข้าไปก่อสงครามอาจจะทำตาเขียวใส่ญี่ปุ่น แล้วก็ส่งผู้ก่อการร้ายเข้าไปป่วนในญี่ปุ่นแทน แล้วสันติและความสงบภายในญี่ปุ่นก็จะหายไปเหมือนกับที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในยุโรปในปัจจุบันนี้ เข้าแก๊บอีกแล้วครับท่าน อันนี้มโนเล่นๆนะครับ ฮ่าๆๆ
รายงานข่าวกล่าวต่ออีกว่า พลเมืองชาวญี่ปุ่นได้คัดค้านกฎหมายฉบับดังกล่าวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จากโพลของ Asahi Shimbun บอกว่ามีผู้คัดค้านนโยบายทางกองทัพจำนวน 56% ในขณะที่อีก 26% ให้การสนับสนุน
การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนครั้งล่าสุดซึ่งขึ้นโดยสำนักข่าว Kyodo ได้แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันนี้ชาวญี่ปุ่นเป็นประมาณ 70% มีความเห็นตรงข้ามกับการให้การรับรองกฎหมายในรอบสุดท้าย โดยจำนวนของผู้สนับสนุนลดลองประมาณ 2% มาอยู่ที่ 26%
ประชาชนชาวญี่ปุ่นมากกว่า 73% ไม่พึงพอใจกับข้อเท็จจริงที่ว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวมีการอนุมัติไว้ล่วงหน้า แม้ว่า ส.ส.คนสำคัญหลายคนจากพรรคฝ่ายค้านไม่ได้เข้าร่วมการประชุม ซึ่งประท้วงด้วยบอยคอตการออกเสียง
ฝ่ายค้านจะประท้วงหรือจะวอร์คเอาท์ก็ช่าง... ภาคประชาชนจะออกมาคัดค้านก็ช่าง... ฝ่ายรัฐบาลที่กุมเสียงข้างมากจะเดินหน้าต่อไป เพราะว่าได้รับใบสั่งมาแล้วว่ายังไงซะก็ต้องผ่านกฎหมายฉบับนี้ให้ได้ ถ้าไม่ผ่านในช่วงนี้ ก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว เพื่อให้ดูสมเหตุสมผลหน่อยก็จะยกกรณีของจีนในทะเลจีนกับจีนนี่แหละขึ้นมาใช้เป็นข้ออ้าง ประมาณว่าถ้าไม่รีบเสริมกองทัพของตัวเองให้แข็งแกร่ง มีหวังโดนจีนเอาคืนแน่ เพราะไปทำเขาไว้เยอะ แต่กลับไม่คิดว่า ขนาดญี่ปุ่นกับสหรัฐฯเองก็เคยถล่มสงครามใส่กันมาแล้วหนักกว่ากรณีญี่ปุ่นกับจีนซะอีก ยังร่วมมือกันได้เลย แล้วทำไมถึงญี่ปุ่นถึงไม่หันไปร่วมมือกับจีนแบบสหรัฐฯบ้างหละ? ปัญหาก็คือสหรัฐฯไม่ยอมให้ร่วมมือนะสิ เพราะคอยเป่าหูญี่ปุ่นอยู่ทุกวันว่า "ระวังจีนนะ ระวังจีนกับเกาหลีให้ดี เขาเอาคืนแน่ เพราะสมัยก่อนคุณไปเล่นเขาไว้เยอะ งานนี้มีแต่สหรัฐฯเท่านั้นที่จะช่วยปกป้องญี่ปุ่นเอาไว้ได้ ถ้าไม่ร่วมมือกับสหรัฐฯ และต่อต้านจีนตามนโยบายของสหรัฐฯ มีหวังญี่ปุ่นเละเป็นโจ๊กแน่" (โดยใคร? คงไม่ใช่จีนหรอก เพราะในอดีตคนที่ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ใส่ญี่ปุ่นตั้งสองลูกก็คือสหรัฐฯนั่นแหละ)

เศรษฐกิจจะไม่ผลัดใบหากขวดใหม่ยังใส่เพียงเหล้าเก่า

เศรษฐกิจจะไม่ผลัดใบหากขวดใหม่ยังใส่เพียงเหล้าเก่า

โดย ไสว บุญมา
23 สิงหาคม 2558 16:05 น.
        ย้อนไปในตอนก่อนที่ประธานาธิบดีบิล คลินตัน จะชนะการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2535 ที่ปรึกษาทางการเมืองของเขาเสนอว่า การหาเสียงต้องจับเรื่องปากท้องของชาวอเมริกัน ทั้งนี้เพราะในช่วงเวลานั้น ชาวอเมริกันกำลังเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ประโยคสั้นๆ ที่เขาใช้ได้แก่ It’s the economy, stupid. หรือ “ต้องชูเรื่องเศรษฐกิจนะเจ้างั่ง” ซึ่งทั้งหนักแน่นและตรงประเด็นจนมักถูกยกมาเป็นตัวอย่างทุกครั้งในการหาเสียงเลือกตั้งที่สหรัฐอเมริกา
      
        เศรษฐกิจเป็นประเด็นสำคัญมากเนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่สัมผัสอยู่ในชีวิตประจำวัน ความกดดันทางด้านเศรษฐกิจมักก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นในระบบประชาธิปไตยหรือในระบบเผด็จการ รัฐบาลจีนจึงกังวลมากหลังจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงมาก จากปีละเกิน 10% เหลือปีละ 6-7% ทั้งที่อัตรานี้ยังสูงจนเป็นที่อิจฉาของชาวโลก ที่เป็นเช่นนั้นเพราะชาวจีนคุ้นเคยกับการขยายตัวในอัตราสูงมากหลังประเทศเปลี่ยนจากระบบคอมมิวนิสต์มาใช้ระบบตลาดเสรี ในขณะที่การเมืองยังคงไว้ซึ่งระบบเผด็จการ หากรัฐบาลไม่สามารถทำเศรษฐกิจให้ขยายตัวในระดับที่ชาวจีนคาดหวังได้ ผู้กำอาจอาจถูกขับไล่ซึ่งจะนำไปสู่การนองเลือด
      
        การปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีล่าสุดของไทยโดยเปลี่ยนรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจยกแผงสะท้อนให้เห็นประเด็นเดียวกัน รัฐมนตรีที่รับหน้าที่ทางด้านนี้จะตกอยู่ในภาวะกดดันสูงมาก หากเปลี่ยนเศรษฐกิจจากภาวะซบเซาให้กลับเข้าสู่ภาวะรุ่งโรจน์ไม่ได้ ผู้กุมอำนาจอาจถูกขับไล่ให้พ้นจากตำแหน่งเร็วเกินคาด การขับไล่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งร้ายแรงถึงเลือดตกยางออก ด้วยเหตุนี้ นโยบายที่จะนำมาใช้ในอนาคตอันใกล้จึงอาจเป็นจำพวกที่ทำให้เศรษฐกิจดูกระชุ่มกระชวยขึ้นมาแบบทันทีทันใด แต่จะสร้างความเสียหายร้ายแรงในระยะยาว ยิ่งผู้ที่เข้ามาเป็นผู้นำรับทำหน้าที่เคยมีประวัติการใช้นโยบายในแนวประชานิยมแบบเลวร้ายด้วยแล้ว โอกาสที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยมีอยู่สูงมาก
เศรษฐกิจจะไม่ผลัดใบหากขวดใหม่ยังใส่เพียงเหล้าเก่า
        ก่อนเขียนต่อไปขอทบทวนว่าในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกยังตกอยู่ในภาวะซบเซาและเปราะบางมาก ทั้งจากปัญหาของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและปัญหาการเมืองของโลก ญี่ปุ่นยังซบเซาต่อ อัตราการขยายตัวของจีนลดลงมาก ยุโรปปั่นป่วนจนกรีซถึงกับล้มละลายและหลายประเทศตกอยู่ในภาวะลูกผีลูกคน สหรัฐอเมริกาฟื้นขึ้นมาจากปัญหาฟองสบู่แตก แต่การขยายตัวยังต่ำมาก ละตินอเมริกาประสบปัญหามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบราซิลหรือเวเนซุเอลา แอฟริกาคงไม่ต้องพูดถึงเนื่องจากส่วนหนึ่งยังรบราฆ่าฟันกันอยู่ ย่านตะวันออกกลางก็เช่นกัน แม้แต่มหาเศรษฐีน้ำมันก็ใช้จ่ายได้น้อยลงเนื่องจากราคาน้ำมันตกต่ำ ในภาวะเช่นนี้ จะให้เศรษฐกิจไทยซึ่งอาศัยการส่งออกและการท่องเที่ยวสูงมากขยายตัวในอัตราที่เคยทำได้ย่อมเป็นไปได้ยาก ส่วนด้านจะใช้การขยายตัวของการบริโภคภายในก็เป็นไปได้ยากเนื่องจากภาวะหนี้สินล้นพ้นที่เกิดจากนโยบายเลวร้ายในอดีต เมื่อเป็นเช่นนี้ พฤติกรรมเลื่อยขาเก้าอี้ประกอบกับความกดดันจากหลายฝ่ายจึงทำให้ต้องปรับเปลี่ยนผู้รับหน้าที่ด้านเศรษฐกิจ
      
        ในช่วงปีที่จะมาถึง ภาวะความซบเซาอาจเปลี่ยนไปในทางบวกบ้างเนื่องจากสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มว่าจะขยายตัวได้ต่อไปและยุโรปคงตัดเนื้อร้ายออกไปได้บ้าง แต่เนื่องจากทั้งโครงสร้างและปัญหาทางการเมืองเดิมยังอยู่ ฉะนั้น ทุกอย่างยังเปราะบางและอาจเปลี่ยนไปในทางลบแบบฉับพลันก็ได้ โอกาสขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจึงมีไม่สูงนัก ยิ่งถ้าปัญหาภายในจำพวกวางระเบิดในกรุงเทพฯ ยังไม่จบ โอกาสขยายตัวยิ่งริบหรี่มากขึ้น สภาพเช่นนี้จะกดดันให้รัฐบาลใช้นโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายให้ขยายตัวอย่างรวดเร็วขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง 
      
        สิ่งแรกๆ ที่น่าจะเห็นเป็นจำพวกตำน้ำพริกละลายแม่น้ำของภาครัฐ และการหาทางให้ภาคเอกชนเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายขึ้น การจัดงานจำพวกขายผลิตภัณฑ์ของโครงการต่างๆ รวมทั้งหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์จะเกิดบ่อยขึ้นและเอิกเกริกขึ้น รัฐจะทุ่มเงินลงไปในโครงการระดับหมู่บ้านมากขึ้น รวมทั้งผ่านกองทุนหมู่บ้านที่มีอยู่แล้วและผ่านการช่วยเหลือเกษตรกร และครูที่มีหนี้สินล้นพ้นโดยไม่ให้ความสนใจมากนักว่าเงินที่ทุ่มลงไปนั้นจะนำไปสู่การบริโภค หรือการลงทุนที่จะมีผลดีในระยะยาวหรือไม่ ในขณะเดียวกันก็อาจมีการรื้อฟื้นโครงการจำพวกทำเมืองไทยให้เป็นศูนย์ต่างๆ รวมทั้งกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่นและโครงการจำพวกซื้อบ้านหลังแรกพร้อมๆ กับการไปตั้งศูนย์ขายสินค้าไทยในต่างประเทศ รัฐจะเปิดประตูโดยตั้งกองทุน หรือโครงการให้กู้ยืมได้ง่ายขึ้นรวมทั้งการกู้ไปใช้จ่ายในการท่องเที่ยวภายในซึ่งเคยทำในอดีต นอกจากนั้น ยังจะมีการกดดันให้ลดราคาพลังงาน การควบคุมราคาสินค้า และการขยายการขายสินค้าราคาถูกแนวกิจการธงฟ้าให้กว้างขวางขึ้นอีก
      
        สำหรับในด้านการสร้างความเชื่อมั่นที่พูดถึงกันมาก นอกจากจะเป็นเรื่องการสร้างแรงจูงใจเพื่อมิให้นักท่องเที่ยวงดมาเมืองไทยเพราะไม่มั่นใจในเรื่องความปลอดภัยแล้ว จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระตุ้นนักลงทุนให้ลงทุนเพิ่มขึ้น การให้สิทธิพิเศษต่างๆ รวมทั้งการยกเว้นภาษีจะถูกนำมาใช้ การให้สิทธิเหล่านั้นเป็นไปได้ว่าจะไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะถ้ามันนำไปสู่การทำให้คนไทยสนับสนุนการลดต้นทุนของนายทุนสามานย์ด้วยการทำลายสุขภาพ ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่เป็นประจำแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการตัดต้นไม้ทำลายป่าเพื่อนำที่ดินมาปลูกยางพาราและข้าวโพด การทำลายลูกปลาและป่าชายเลนเพื่อทำปลาป่นและเลี้ยงกุ้ง หรือการปล่อยสารพิษลงไปในดิน ในน้ำและออกไปในอากาศ การเอาใจจะทำให้นายทุนสามานย์รุกรานประชาชนและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตัวอย่างในด้านนี้ได้แก่การเคลื่อนไหวจะให้เปลี่ยนพื้นที่สีเขียวของจังหวัดนครนายกเป็นเขตอุตสาหกรรม โดยมีข้าราชการอำนวยความสะดวกให้โดยใช้วิธีลักหลับ ลับลวงพรางและลักไก่
      
        อนึ่ง เรื่องการเอาใจนายทุนสามานย์โดยการให้ประชาชนรับต้นทุนกำลังเป็นเรื่องใหญ่ในเมืองจีน ที่ดินการเกษตรจึงได้ถูกทำลายด้วยสารเลวร้ายไปแล้วอย่างน้อย 20% เพราะรัฐบาลยอมให้โรงงานอุตสาหกรรมทิ้งสารจำพวกตะกั่ว สารหนูและแคดเมียมลงไป น้ำในแม่น้ำและห้วยหนองคลองบึงเป็นพิษไปแล้วราว 1 ใน 3 แหล่งน้ำใต้ดินใช้อาบกินไม่ได้แล้วถึง 60% และการวิจัยพบว่าชาวจีนตายจากมลพิษในอากาศถึงปีละ 1.6 ล้านคนเนื่องจากทั้งโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมต่างปล่อยสารพิษออกไปในอากาศจนทำให้บรรดาเมืองจีน 161 เมือง เพียง 16 เมืองเท่านั้นที่กระทรวงปกป้องสิ่งแวดล้อมบอกว่าอากาศสะอาดพอหายใจได้ เรื่องโรงงานและอาคารระเบิดในเทียนจินเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการให้ประชาชนใช้ชีวิตและทรัพย์สินสนับสนุนการลดต้นทุนของนายทุนสามานย์
      
        เมืองไทยจะทำลายสิ่งแวดล้อมที่มีผลทำให้คนไทยตกอยู่ในภาวะตายผ่อนส่งมากขึ้น หากยังฝืนกระตุ้นให้นายทุนสามานย์ลงทุนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้เข้ามารับหน้าที่ทางด้านเศรษฐกิจเป็นนักการตลาดมากกว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์มาก่อน ต่อไปเมื่อเศรษฐกิจไม่ขยายตัวสูงตามคาด หรือเกิดอะไรที่ประชาชนทั่วไปไม่ปรารถนา จะมีการนำการตลาดออกมาใช้ปกปิด หรือบิดเบือนสภาพความเป็นจริง นอกจากการจัดงานต่างๆ เพื่อสร้างความสนุกสนานที่จะผลาญงบประมาณมากมายแล้ว อาจมีการปกปิดและบิดเบือนข้อมูลอีกกระทงหนึ่งอีกด้วย รัฐบาลอาร์เจนตินาพยายามทำเช่นนั้นจนถึงกับในกรณีมีการลงโทษข้าราชการและนักวิชาการที่ออกมาบอกความจริง คนไทยคงไม่เลวทรามจนถึงกับทำขนาดนั้น แต่อาจใช้วิธีที่เรียกกันว่า “โกหกด้วยวิชาสถิติ” ซึ่งเป็นชื่อของหนังสืออมตะ How to Lie with Statistics หนังสือเล่มเล็กๆ นี้มีประโยชน์มากหากต้องการรู้ทันนักการเมือง หรือนักวิชาการที่ต้องการบิดเบือนภาพของความเป็นจริง หากไม่มีเวลาอ่านทั้งหมด อาจลองอ่านบทคัดย่อภาษาไทยซึ่งดาวน์โหลดได้ฟรีที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com
เศรษฐกิจจะไม่ผลัดใบหากขวดใหม่ยังใส่เพียงเหล้าเก่า
        เนื่องจากนโยบายและมาตรการต่างๆ จะต้องใช้เงิน ฉะนั้น เงินจะมาจากแหล่งไหนคนไทยควรช่วยกันจับตาและหากเห็นว่าไม่ชอบมาพากลต้องออกมาบอกหัวหน้ารัฐบาล บทความนี้จะไม่พูดถึงที่มาเหล่านั้นนอกจากจะแนะว่าให้ช่วยกันดูเรื่องการกู้หนี้ยืมสินและการเสนอให้ใช้เงินสำรองของประเทศ เงินกองนี้แม้จะดูว่ามีขนาดใหญ่จนเกินความจำเป็นในระยะสั้น แต่เราจะต้องเก็บมันไว้และไม่ควรโยกย้ายไม่ว่าจะเป็นการนำออกมาใช้ในโครงการที่อาจมองกันว่าเกินคุ้มค่า หรือเพื่อการตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund)
      
        มาถึงตอนนี้คงมีคำถามว่า จะให้ทำอย่างไรต่อไป คอลัมน์นี้ได้เสนอข้อคิดให้พิจารณามาหลายต่อหลายครั้งหลังการยึดอำนาจเมื่อปีที่ผ่านมา จึงจะไม่นำมาเสนออีก หลายเรื่องได้นำไปรวมไว้ให้ดาวน์โหลดได้ฟรีที่ในเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา นอกจากบทความจำนวนหนึ่งแล้ว เว็บไซต์นั้นยังบรรจุบทคัดย่อภาษาไทยของหนังสือภาษาอังกฤษที่มีข้อคิดน่าศึกษากว่าร้อยและหนังสือภาษาไทยหลายเล่มไว้อีกด้วย รวมทั้งเรื่อง “สู่จุดจบ!” ซึ่งสันนิษฐานกันว่าน่าจะถูกลิ่วล้อของรัฐบาลในอดีตกีดกันมิให้วางขายในร้านหนังสือต่างๆ จนทำให้สำนักพิมพ์ขาดทุนย่อยยับ วันนี้อาจดาวน์โหลดกันได้ฟรีแล้ว
      
        ในฐานะหนึ่งในคนไทยที่อยากให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างมั่นคง และเมืองไทยพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน ขอภาวนาให้รัฐบาลและผู้รับงานด้านเศรษฐกิจเปิดเผยสภาพความเป็นจริงต่อประชาชนพร้อมกับก้าวพ้นกลไกเก่าๆ อันจะเป็นเสมือนการเปลี่ยนทั้งขวดทั้งเหล้าซึ่งจะนำไปสู่เป้าหมาย งดใช้กลไกเก่าๆ เพราะบ้านเมืองของเราจะล้มลุกคลุกคลาน หรือร้ายยิ่งกว่านั้นจะล้มละลายเช่นหลายประเทศที่ใช้นโยบายประชานิยมแบบเลวร้ายไม่ว่าจะเป็นอาร์เจนตินา เวเนซุเอลา หรือกรีซ