PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

นายพลเหรียญทอง จี้ !ฮิวแมนไรต์วอทช์ปลด "สุณัย" ปกป้องกลุ่มหมิ่นสถาบัน"

(1ต.ค.58)เมื่อเวลา 13.00 น. พล.ต นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และผู้ก่อตั้งเครือข่ายผู้จงรักภักดีต่อสถาบันฯในนาม องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน และพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม พร้อมผู้ชุมนุมกว่า 50 คน เดินทางจากการรวมตัวที่สวนลุมพินี มายังหน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถนนวิทยุ เพื่อต่อต้านนายสุณัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรต์วอทช์ ประจำประเทศไทย ที่ออกมาปกป้องบุคคลหมิ่นสถาบัน 

โดย พล.ต นพ.เหรียญทอง และพระพุทธะอิสระ ได้เดินเข้าไปยังภายในสถานทูตสหรัฐฯ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้อง โดยให้กลุ่มผู้ชุมนุมยืนรอด้านหน้า ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาโปรยปรายต่อเนื่อง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายสิบนายยืนดูแลความปลอดภัยเข้มงวดตลอดการชุมนุมจากนั้นเวลา 13.15 น. พล.ต นพ.เหรียญทอง และพระพุทธะอิสระ ได้เดินออกมาจากสถานทูตสหรัฐฯ ภายหลังได้ยื่นหนังสือและพูดคุยกับนางเจนนิเฟอร์ กรีน เจ้าหน้าที่ประสานงานการเมือง สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เสร็จสิ้น โดยพระพุทธะอิสระได้ประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางกลับไปที่สวนลุมพินีอีกครั้ง เพื่อสรุปการยื่นหนังสือถึงสถานทูตสหรัฐฯ ในครั้งนี้ 

เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางมาถึง พระพุทธะอิสระ กล่าวว่า ได้เรียกร้องและส่งสัญญาณให้ทางฮิวแมนไรต์วอทช์ ที่มีสำนักงานใหญ่ในประเทศ สหรัฐอเมริกา ปลดนายสุณัยออกจากการทำหน้าที่ ภายหลังไม่มีความซื่อตรง มีจุดยืนการเลือกข้างทางการเมือง โดยไม่มาเคยมาพูดคุยกับกลุ่มกปปส.ว่ามีผลกระทบอย่างไร ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้ไม่น่าจะมาทำงานเพื่อมนุษยชาติได้ เพราะเลือกที่จะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งมีการล่วงเกินและละเมิดกฎหมายบ้านเมืองโดยเฉพาะการตัดสินคดีของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่ศาลได้ดูตามหลักฐานเรียบร้อย และในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทำร้ายประชาชนก็ไม่เคยเห็นนาย สุณัย ออกมา

พระพุทธะอิสระ กล่าวต่อว่า ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาชัดเจนว่าสถานทูตสหรัฐฯ จะมีการประสานงานไปยังสำนักงานใหญ่ฮิวแมนไรต์วอทช์ เพื่อให้ปลด นายสุณัย เมื่อใด แต่เจ้าหน้าที่ทูตได้รับปากจะนัดพูดคุย ซึ่งเราก็มีหลายเรื่องที่จะให้ข้อมูลหากสถานทูตสหรัฐฯ มีข้อสงสัย การมาเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นเรื่องหัวใจของประชาชนกับกลุ่มที่มาล่วงละเมิดกฎหมายหมายมาตรา 112 ซึ่งจะมากระทบกับอธิปไตยของชาติ นอกจากนี้ พระพุทธะอิสระ ยังกล่าวว่า การที่คณะอุปทูตสหรัฐฯ ได้เดินทางไปพบกับกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดงหลายกลุ่ม เราก็ไปประท้วงว่าเหตุใดจึงไม่มาพูดคุยกับกลุ่ม กปปส.บ้าง เพื่อมีข้อมูลอีกมุมเพื่อให้สหรัฐฯ ได้รับทราบ

ไม่ใช่มาสรุปตัดสินจากความเห็นของกลุ่มเหล่านี้เพียงกลุ่มเดียว แล้วส่งข้อมูลให้ประเทศสหรัฐฯสรุป ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับรัฐบาล และได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ทั้งหมดแล้ว คิดว่ารัฐบาลคงไม่ใจแคบที่จะมาทำร้ายกับบุคคลที่ปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวให้มีการเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พล.ต นพ.เหรียญทอง ได้โพสต์เฟซบุ๊ค ระบุว่า "การทำงานของ นายสุณัย ผาสุข มีลักษณะบกพร่อง โดยมองไม่เห็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งที่การให้ร้ายป้ายสีสถาบันเบื้องสูงคือการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนส่วนบุคคลเช่นกัน การที่ นายสุณัย ผาสุข เพิกเฉยต่อ การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของสถาบันฯ และเอาแต่ปกป้องผู้ที่กระทำการละเมิดสิทธิส่วนพระองค์ นับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือว่าแท้ที่จริงคุณก็แค่นักสิทธิมนุษยชน จอมปลอม? หากไม่สามารถปกป้องสิทธิฯส่วนพระองค์ ขอให้ลาออกเสียดีกว่า

“อำนวย นิ่มฯ” พร้อมคนดังแห่ลงสมัคร ป.ป.ช.



อำนวย นิ่มนะโม-ผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราช-รองเลขาฯ ศาล รธน.-อดีตเลขาฯ กก.โครงการพระราชดำริ-วัยวุฒิ หล่อตระกูล-อดีตผู้ว่าฯ ปัตตานี-อดีตรองปลัด กทม.-ผู้พิพากษาศาลฎีกา ร่วมลงสมัคร ป.ป.ช. ส่วน"พล.ต.อ.วัชรพล"ลาออก สนช.สมัครเพิ่ม 
       
       วันนี้ (1 ต.ค.) ที่จุดรับสมัครบริเวณห้องโถง อาคารรัฐสภา 2 ถนนอู่ทองใน และอาคารสุขประพฤติ ถนนประชาชื่น บรรยากาศการเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (2 ต.ค.) เป็นวันสุดท้าย ขณะนี้ปรากฏว่ามีผู้เข้าสมัครแล้วทั้งสิ้นจำนวน 27 คน โดยเมื่อวานที่ผ่านมามีผู้สมัครจำนวนถึง 9 คน ได้แก่ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายสมฤทธิ์ ไชยวงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล อัยการอาวุโส สำนักงานคดีอัยการสูงสุด นายวิทยา พานิชพงศ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายสมภพ ระงับทุกข์ อดีตรองปลัดกรุงเทพมหานคร นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และนายวิเชียร ชุบไธสง อุปนายกฝ่ายสวัสดิการและสิทธิประโยชน์สภาทนายความ อย่างไรก็ตาม ยังเหลือเวลาเปิดรับสมัครอีก
       
       มีรายงานด้วยว่า พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อไปไปยื่นใบสมัครรับการสรรหา ป.ป.ช. เนื่องจากคุณสมบัติการสมัครเป็นกรรมการป.ป.ช.มีข้อห้ามว่า ห้ามเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แม้ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวจะได้รับการยกเว้น โดยพล.ต.อ.วัชรพล เห็นว่าอาจจะไม่เหมาะสม และหากไม่ได้รับการสรรหาก็จะไปทำงานอย่างอื่นแทน โดยใบลาออกจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2558 เป็นต้นไป ทำให้ขณะนี้เหลือจำนวนสมาชิกสนช.ทั้งหมด 217 คน
       

ทำเนียบฯร้อน ก่อน นายกฯ บิ๊กตู่ กลับคืนนี้ หนุ่มน่าน บุกทำเนียบฯ ร้องหนี้สิน ราดน้ำมันจะเผาตัว


ทำเนียบฯร้อน ก่อน นายกฯ บิ๊กตู่ กลับคืนนี้ หนุ่มน่าน บุกทำเนียบฯ ร้องหนี้สิน ราดน้ำมันจะเผาตัว ผู้การโจ้ รุดเจรจา สำเร็จ
เพิ่งรับตำแหน่ง รอง ผบ.มทบ.11 วันนี้ วันแรก แต่ยังไม่ได้ส่งมอบตำแหน่ง ผบ.ป.1รอ. เพราะคำสั่ง ผู้การกรม ยังไม่ออก ผู้การโจ้ พันเอกคชาชาต บุญดี เลยยังต้องทำหน้าที่ ผบ.ป.1รอ. ต่อไปก่อน เมิ้อเกิดเหตุที่ทำเนียบรัฐบาล พื้นที่รับผิดชอบ ผู้การโจ้ ก็มาได้ทันเวลา ไม่เช่นนั่นชาวบ้านอาจเผาตัวตายอีกราย
เหตุเกิดเมื่อบ่ายที่ผ่านมา นายเฉลิม สอนนนฐี ชาวจังหวัดน่าน บุกเข้าทำเนียบรัฐบาลหลังมาติดตามปัญหาหนี้สินนอกระบบกว่า 7 แสนบาทที่เคยร้องต่อศูนย์บริการประชาชนประจำทำเนียบรัฐบาลแล้วไม่มีความคืบหน้า โดยได้เฉลิมได้ใช้น้ำมันราดตัว พร้อมทั้งถือแกลลอนน้ำมันส่วนที่เหลือและไม้ขีดพร้อมที่จะจุดไฟเผาตัวตลอดเวลา และตะโกนว่าหากเจ้าหน้าที่ไม่แก้ไขปัญหาให้ก็พร้อมจะเผาตัวตาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทำเนียบรัฐบาลได้พยายามเกลี้ยกล่อมกว่า 30 นาที
ต่อมา พ.อ.คชาชาต บุญดี รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 /รักษาการ ผบ.ป.1รอ. เข้ามาเจรจาและขอให้ใจเย็นๆซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)และรัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลือกับชาวบ้าน ทำให้นายเฉลิม ยอมสงบสติอารมณ์และเปลี่ยนเสื้อที่ราดน้ำมันและล้างตัวพร้อมไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา
"ขอให้ไว้ใจผม ไว้ใจทหาร ว่ารัฐบาลนี้จะช่วยประชาขนแน่ ผมเอาเกียรติของผม เป็นประกัน" พันเอกคชาชาต บอกกับ นาย เฉลิม ก่อนที่เขาจะยอม โดย ถามย้ำว่า "ไม่หลอกผม แน่นะ"
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นายเฉลิมเคยมาร้องขอความช่วยเหลือโดยปีนเข้ามาในทำเนียบรัฐบาลและไปที่ดาดฟ้าชั้น2 ของอาคารกองรักษาการณ์ตำรวจสันติบาล จนตำรวจเกลี้ยกล่อมให้ลงจากตึกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558

ทนายเผย อาเดม เป็นชาวอุยกูร์ สารภาพวางบึ้มจริง ตอบแทนบุญคุณ ไม่รู้จักคนอื่นที่ถูกจับ

วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558 เวลา 11:00:01 น

http://www.matichon.co.th/online/2015/09/14435857131443585737l.jpg

วันที่ 30 กันยายน นายชูชาติ กันภัย ทนายความเข้าพบนายอาเดม คาราดัก หรือ บิลาล โมฮัมเหม็ด ผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหม เอราวัณ แยกราชประสงค์ ที่เรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรีมณฑลทหารบกที่ 11โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนจะออกมา เปิดเผยว่า นายอาเดม ยอมรับว่า เป็นชาวอุยกูร์ ไม่ใช่คนสัญชาติตุรกี โดยสารภาพว่า เป็นผู้นำระเบิดไปวางจริง โดยทำตามคำสั่งของนายอับดุลเลาะห์ อับดุลเลาะห์มาน ซึ่งเป็นผู้ที่นำนายอาเดม เข้ามาในประเทศไทย และรู้จักกับ นายอับดุลเลาะห์ อับดุลเลาะห์มาน มาตั้งแต่เดือนเมษายนปีนี้

แต่นายอาเดม อ้างว่าไม่ทราบสาเหตุที่ยอมทำตามคำสั่งของนายอับดุลเลาะห์ อับดุลเลาะห์มาน แต่เชื่อว่า อาจจะเป็นเพราะบุญคุณที่นายอับดุลเลาะห์ อับดุลเลาะห์มาน สัญญาว่า จะนำพาไปยังประเทศที่สาม และนายอาเดม ยังยอมรับว่า เป็นบุคคลที่ใส่เสื้อสีเทา ที่มีข้อความ ไอเลิฟไทยแลนด์จริง โดยนายอับดุลเลาะห์ อับดุลเลาะห์มาน เป็นผู้ซื้อมาให้

สำหรับหนังสือเดินทาง นายอาเดม ยอมรับว่า เป็นหนังสือเดินทางปลอมของประเทศตุรกี และปฏิเสธว่า ไม่เคยรู้จักกับกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับคนอื่นๆในคดีนี้ ส่วนแนวทางการสู้คดี นายอาเดม ต้องการล่ามที่สื่อสารภาษาอุยกูร์ได้ เท่านั้น เนื่องจากไม่สามารถสื่อสารในภาษาอังกฤษ หรือภาษาตุรกี ได้คล่อง และในฐานะทนายความเตรียมทำรายงานมูลเหตุจูงใจเสนอต่อศาลทหาร กรุงเทพฯ เพื่อพิจารณา ผ่อนปรนโทษเนื่องจากให้การรับสารภาพ

ประวัติศาสตร์ ทบ. ตท.14 เป็น ผบทบ.ต่อกัน 2คน

ประวัติศาสตร์ ทบ. ตท.14 เป็น ผบทบ.ต่อกัน 2คน /ทบ.จัดยิ่งใหญ่อำลา "พลเอกอุดมเดช" และส่งมอบหน้าที่ ผบทบ. ร้องเพลง"คนดีไม่มีวันตาย" ลั่นทบ. ส่ง บิ๊กโด่ง
พลเอกอุดมเดช สีตบุตร ส่งมอบตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ผบ.ทบ.ให้ พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบทบ.คนใหม่ ซึ่งเป็นเพื่อน ตท.14 ด้วยกัน โดยมีการสวนสนามของกองทหารเกียรติยศ ทหารราบ ม้า ปืน จาก ร.1รอ. พล.ม.2รอ.และ พล ปตอ.
พลเอกอุดมเดช กล่าวอำลาตำแหน่ง โดยระบุว่า "การเป็นผบทบ.ถือเป็นเกียรติยศสูงสุด และภาคภูมิใจ ที่ได้รับหน้าที่สำคัญ รับผิดชอบที่มีต่อ ชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์และประชาชน ถือเป็นเวลาที่มีความหมาย มีค่า ที่ประทับใจ ที่ได้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ที่มีความหมาย มีค่า ประทับใจ ร่วมปฏิบัติหน้าที่กำลังพลทุกคน ที่เสียสละตนเพื่อกองทัพและประเทศชาติ
พร้อมกล่าวยินดี กับ ผบทบ.คนใหม่ ด้วยความจริงใจ และเชื่อมั่นว่า ผบทบ ใหม่ จะใช้ความรู้ ประสบการณ์ อย่างมีวิสัยทัศน์ เพราะดำรงตำแหน่งสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ตนเองพร้อมเป็นกำลังใจให้ทุกคน
ขณะที่ พลเอกธีรชัย กล่าวในการรับมอบตำแหน่ง ผบทบ.ว่า จะนำกองทัพบก อย่าง
เข้มแข็ง พรัอมรับภารกิจในทุกรูปแบบ และจะสนับสนุนงานของรัฐบาล อย่างเต็มที่ เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และดำรงเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของทบ. ในการเป็นกองทัพของ ชาติ และราชบัลลังก์ และประชาชนอย่างแท้จริง
หลังจบพิธี วงดุริยางค์ ทบ.ได้บรรเลงและร้องเพลง "คนดีไม่มีวันตาย" เพลงโปรด ของ พลเอก อุดมเดช เป็นการส่งท้าย ก่อนขึ้นรถ กลับออกไปจาก กองบัญชาการกองทัพบก เมื่อเวลา 11.32 น.

"ตู่"เช็กแล้ว! ไม่มี"อ๊อด"ในบัญชีการ์ดนปช.-ประวัติอาชญากรรม ถาม อยากมีเรื่องหรือ

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ  (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล ผ่านยูทูป ถึงกรณีนายยงยุทธ พบแก้ว หรือ อ๊อด ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวพันการวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ โดย พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ระบุว่า เป็นการ์ด นปช. และถูกหมายจับในคดีระเบิดสมานเมตตาแมนชั่น ย่านบางบัวทองปี 2553 และระเบิดย่านมีนบุรี ปี 2557 เป็นผู้เกี่ยวข้องกับการวางระเบิดตามหมายจับ ว่า 

ตนเองได้ตรวจสอบรายชื่อการ์ด นปช. ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา นายอารีย์ ไกรนรา หัวหน้าการ์ด นปช. ยืนยันว่า ไม่มีรายชื่อนายอ๊อด ในทะเบียนประวัติ นอกจากนี้ ตนให้ทนายตรวจสอบคดีทั้ง 9 ครั้ง และต้องคำพิพากษาอีก 1 ครั้ง ของนายอ๊อดด้วย และปรากฎว่า ไม่มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนประวัติอาชญากรอีกเช่นกัน รวมทั้ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ปฏิเสธว่า ไม่พบข้อมูลของนายอ๊อด เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด สมานเมตตาแมนชั่น ย่านบางบัวทอง เมื่อปี 2553 แต่พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กลับบอกปัดว่า เป็นข้อมูลชุดสอบสวนของตำรวจนครบาล ซึ่งต้องตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้านายอ๊อดถูกจับถึง 9 คดีแล้ว คงมีรายชื่อในทะเบียนประวัติอาชญากร สิ่งสำคัญต้องมีรูปถ่ายและเลขที่บัตรประชาชนด้วย แต่การทำหน้าที่ของตำรวจกลับมีข้อสงสัยอย่างมาก คือ ไม่มีรูปถ่ายที่ชัดเจน ได้แต่รูปภาพจางๆ มาแสดงประกอบการแถลงปิดคดี โดยเฉพาะคนต้องคดีไม่มีเลขบัตรประชาชนนั้น เป็นไปไม่ได้

การจงใจเลี้ยวเอาข้อหามาใส่ นปช. โดยโยงนายอ๊อดมาเชื่อมคนเสื้อแดง เท่ากับมองคนเสื้อแดงเป็นศัตรู ซึ่งเป็นวิธีสกปรกชั่วช้าที่สุด และเป็นไปได้อย่างไรถ้าคนถูกดำเนินคดี 9 ครั้ง ไม่มีบัตรประชาชนก็ปล่อยตัวไป ตำรวจทำหน้าที่เหมือนคนขายชาติเอาหน้ารอด ถ้าไม่เลิกพฤติกรรมประเภทใช้ปืนนัดเดียวยิงนกได้หลายตัวแบบนี้ ไม่ได้กิน นปช. ดังนั้น ควรเปิดตัวนายอ๊อดออกมาเลย ซึ่งก็ไม่รู้ว่า อ๊อดไหน และเป็นการทำหน้าที่แบบง่ายมากกับการอธิบายความเชื่อด้วยความเท็จเพื่อต้องการปิดคดี และตนจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายขบวนการประชาชน

"ไอ้อ๊อด พวกผมไม่ทราบ ไม่ได้อยู่ในระบบการ์ด นปช. วิธีการแบบนี้ปัญหามันจะไม่จบ ยิ่งสร้างความเคลือบแคลงสงสัย ผมไม่มีปัญหาส่วนตัวกับ พล.ต.อ.สมยศ แต่การเลี้ยวมาที่เสื้อแดง ผมต้องรับผิดชอบต่อ นปช. เราได้พยายามเตือนการชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน ดังนั้น ใครคิดว่ามีอำนาจ ไปทำเรื่องราวที่เลวร้ายแบบนี้ สร้างความอยุติธรรมไปทั่วหัวระแหง แล้วคิดว่าทำได้ ต้องการบีบบังคับให้สู้เหรอ บอกแล้วว่า อยากอยู่ก็อยู่ไป หรือแผ่นดินนี้จะไม่มีที่ยืนกับคนอื่นด้วยเหรอ" นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวอีกว่า มีการไปพูดเรื่องสันติภาพ อยู่ดีกินดีที่สหประชาชาติ แต่ในประเทศกลับหาแพะไปวันๆ คงยิ่งใหญ่กัน ทำไมไม่คิดว่า เมื่อประชาชนให้โอกาสแล้ว ควรบริหารประเทศไป แต่กลับหาเรื่องคนอื่นข้างทางตลอด ทำไมไม่อยู่กันดีๆ จะไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก็ทำไป จะลดความเหลื่อมล้ำก็ทำไป หรือทำอะไรไม่ได้ก็เอาของตายดีกว่า ทำไมไม่แถลงบอกคนไทยว่า อยากมีเรื่อง ไม่ต้องการหางาน แสดงว่า ไม่ต้องการหาทางออกให้ประเทศใช่หรือไม่ 

ทั้งนี้ ฝากถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า ขอถามหัวใจพวกท่านว่า ต้องการอะไร ถ้าประชาชนยึดมั่นเวลาการคืนประชาธิปไตยแล้ว คงเกิดเรื่องแล้ว แต่ประชาชนยอมขมขื่น เพื่อให้ประเทศผ่านพ้นได้ หรืออาจคิดเอาเองว่า อำนาจปากกระบอกปืนจะข่มหัวใครก็ได้ ซึ่งลืมไปว่า นิสัยคนไทยจะเหลืออดกับสิ่งที่มากเกินไป

"พวกท่านตอนนี้อยู่ด้วยความระวังหรือระแวง พวกรอบข้างต้องการสร้างจินตนาการให้เกิดขึ้น เพื่อให้ท่านลงมือกับพวกผม ถ้ามีสติอยู่บ้าง ควรตั้งหลักทำหน้าที่ไป และอย่าให้องคาพยพของพวกท่านอย่าไปรุกรานคนอื่น เพราะพวกท่านรู้ดีว่า ขณะนี้กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ผมบอกมาหลายครั้งแล้วว่า มีเรื่องกันไม่ยากหรอก รบกันไม่ยาก ที่อดทนกันเพราะเห็นแก่ชาติบ้านเมือง พวกผมประกาศชัดไม่แย่งชิงอำนาจพวกท่าน แต่ไม่ต้องการให้ใครมาย่ำยีกัน พูดทั้งหมดตรงไปตรงมา อย่าให้พวกผมคิดว่า นั่งพับเพียบก็แล้ว นิ่งก็แล้ว ถ้ายังไม่หยุด ท่านจะได้ในสิ่งที่ท่านต้องการ" นายจตุพร กล่าว

"บิ๊กหมู”แถลงหน้าบก.ทบ. ลั่น หนุนรัฐบาล-คสช. ไม่เสื่อมคลาย

"บิ๊กหมู”แถลงหน้าบก.ทบ. ลั่น หนุนรัฐบาล-คสช. ไม่เสื่อมคลายสั่งทบ.-กกล.รส. ทำทุกวิถีทางสร้างภาวะประเทศให้ปกติ เอื้อต่อรัฐบาลบริหารประเทศ ยันสถานการณ์ยังไม่ปกติ ลั่นกองทัพไม่เป็นศัตรูกับใคร ไม่ขัดแย้ง เผยอยู่ข้าง “ประชาชน” ยึดคำสั่ง รมว.กลาโหม ปัดตอบ ปฏิวัติ เตรียมบินลงใต้ เผยนโยบายดับไฟใต้ เน้นสานงานต่อ เล็งเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติ
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก คนใหม่ ที่เพิ่งรับตำแหน่ง กล่าวถึงนโยบายในการบริหารงานของกองทัพบก ว่า แนวทางที่จะปฏิบัติงานในปีที่จะถึงนี้ ทางกองทัพบกมีภารกิจรับผิดชอบอยู่แล้วในแต่ละงาน เพราะฉะนั้นตนจะพยายามทำตามความรับผิดชอบของกองทัพบก
สิ่งที่สำคัญคือจะทำให้กองทัพบกมีความเข้มแข็ง ส่วนการสนองต่อนโยบายของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขับเคลื่อนการบริหารประเทศนั้น
" ผมอยากให้ทำความเข้าใจว่าสถานการณ์ประเทศเรายังอยู่ในภาวะไม่ปกติ ดังนั้นกองทัพบกจะมีส่วนสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ซึ่งผมเคยปฏิบัติงานตอนเป็นแม่ทัพภาคที่ 1
และต่อจากนี้ไปส่วนต่างๆ ทั้ง กองทัพ และกกล.รส.จะมีหน้าที่ทำทุกวิถีทาง เพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะปกติ พร้อมทั้งสร้างมีสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการบริหารประเทศของรัฐบาล ดั้งนั้นที่กล่าวไปจึงเป็นหน้าที่ของ คสช. กกล.รส. และกองทัพบก"

เมื่อถามว่า ผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่จะให้ความสำคัญกับสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการบริหารประเทศ จะให้ลำดับความสำคัญหน้าที่ทหารอย่างไร เพราะทหารต้องดูแลหลายอย่าง รวมทั้งชายแดน พล.อ.ธีรชัย กล่าวต่อว่า ในส่วนชายแดนและภารกิจต่างๆ ถือเป็นภารกิจของกองทัพบกอยู่แล้ว ซึ่งกองกำลังชายแดนทั้งหมดมีหน้าที่รับผิดชอบแน่ชัดในการปฏิบัติ
"แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ การดูแลสภาวะแวดล้อมของทั้งประเทศให้เอื้อต่อการบริหารประเทศ เพราะฉะนั้น ผมย้ำว่าทุกสิ่งทุกอย่างกองทัพบกจะทำให้ได้"

เมื่อถามย้ำว่าถ้าเป็นแบบนี้จะทำให้ทหารเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง หรือไม่ พล.อ.ธีรชัย กล่าวว่า “ไม่มีความขัดแย้ง เราอยู่ตรงกลาง และเราอยู่ข้างประชาชน เราไม่มีศัตรู แต่เรามีหน้าที่ทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งหมด ว่าความมุ่งหวังของรัฐบาลมีความตั้งใจจริงต่อการบริหารประเทศ เพื่อให้เกิดความสงบสุข และเรียบร้อยที่สุด”
ผู้สื่อถามถามต่อว่า กองทัพบกจะให้ความมั่นใจหรือไม่จะสนับสนับสนุนรัฐบาลอย่างไม่เสื่อมคลาย พล.อ.ธีรชัย กล่าวว่า เราเป็นกองทัพของประชาชนที่ปฏิบัติงานร่วมกับรัฐบาล และปฏิบัติงานต่างๆ ตามแนวทางและนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
พล.อ.ธีรชัย กล่าวถึงนโยบายในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ว่า กองทัพบกไม่เคยเปลี่ยนแปลงนโยบาย ซึ่งนโยบายยังคงเหมือนเดิม โดยแนวทางการปฏิบัตินั้นจะปฏิบัติตามแนวทางรัฐบาลในแต่ละสภาวะ ซึ่งในสัปดาห์หน้าตนจะลงไปพื้นที่ จชต. เพื่อไปกำกับดูแล ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนวิธีการในการปฏิบัติงานใน จชต.ใหม่ ทั้งนี้จะต้องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง

เมื่อถามว่านโยบายสร้างกองทัพบกให้เป็นกองทัพชั้นนำในอาเซียนอย่างไร พล.อ.ธีรชัย กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ดีในช่วยปลายเดือนพฤศจิกายน เราจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งกองทัพบกจะมีการประชุมผู้บัญชาการทหารบกอาเซียน รวม 10 ประเทศ อีกทั้งจะมีการแข่งขันยิงปืนกองทัพบกอาเซียน ซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี เพราะเป็นหน่วยงานแรกที่มีการประชุมผู้บัญชาการทหารบกของอาเซียนที่ประเทศไทย และสิ่งต่างๆจะเป็นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของกองทัพทั้งอาเซียน ขณะเดียวกันจะทำให้การเตรียมการที่จะเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ทางกองทัพบกได้เตรียมการมานานแล้วทุกเรื่อง เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล
เมื่อถามเริ่อง ให้ยืนยันเรื่อง การปฏิวัติ พลเอก ธีรชัย ยิ้มๆและปฏิเสธ จะตอบเรื่องนี้
"วันนี้ วันแรก ขอเบาๆ นะ" พลเอก ธีรชัย กล่าว

ลงทุนการศึกษาเพื่อให้หลุดพ้น “กับดัก”



30 กันยายน 2015
วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
สหประชาชาติกำลังพูดถึง Global Goals ของโลกใน 15 ปีข้างหน้า หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมคือ SDG (Sustainable Development Goals: เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน) ที่บ้านเราเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีพูดกันถึงเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในเอเชีย” โดย ดร.ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (อดีตประธาน ADB) ในงาน Amartya Sen Lecture Series
ปาฐกถาครั้งนี้น่าสนใจเพราะมีส่วนที่เกี่ยวกับไทยอยู่มาก “จดหมายเหตุถึงเพื่อนสมาชิก” ของ สสค. (สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน) ได้ลงสรุปย่อปาฐกถาครั้งนี้ ซึ่งผู้บันทึกคือ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา ของ สสค.
ในบ้านเราปัจจุบันมีนักเศรษฐศาสตร์การศึกษาน้อยคนมากอย่างน่าเสียดาย รุ่นใหม่ก็มี ดร.ไกรยศ (Harvard) ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ (Australian National University-Berkeley) อยู่ที่ World Bank เป็นผู้รับผิดชอบรายงานสถานะการศึกษาของประเทศไทยที่เพิ่งออกมาและ สสค. กำลังแปลเป็นไทย ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว (Australian National University) อยู่ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มีบทความเรื่องการกู้ยืมเพื่อการศึกษา ในวารสารต่างประเทศหลายบทความ ฯลฯ
ผมขอนำข้อสรุปปาฐกถาบางส่วนมาสื่อต่อดังต่อไปนี้ “…ดร.ฮารุฮิโกะ กล่าวว่า แม้ว่าเศรษฐกิจเอเชียจะเติบโตเร็วถึง 12 เท่าภายในเวลา 50 ปีที่ผ่านมา แต่ในอีกไม่ช้านี้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียจะต้องเผชิญกับปัญหาการชะลอตัวเช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกเคยประสบมา เนื่องมาจาก 3 กับดักที่สำคัญ คือ
(1) “กับดักของประเทศรายได้ปานกลาง” (Middle Income Trap) ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่จะส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มปัจจัยการผลิตที่สำคัญอย่างการลงทุนและการโยกย้ายแรงงานจากชนบทป้อนภาคอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มแรงงานราคาถูก แม้วิธีนี้จะใช้ได้ผลในระยะแรก แต่ผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะค่อยๆ ลดลงจนหมดไปในที่สุด ประเทศที่ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางไปได้อย่างประเทศเสือเศรษฐกิจ 4 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และฮ่องกง สามารถก้าวข้ามได้ด้วยการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการเพิ่มผลิตภาพการผลิตรวม (Total Factor Productivity) ของระบบเศรษฐกิจ และการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง รวมถึงการเปิดตลาดใหม่สู่การเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขั้นสูงที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
(2) “กับดักโครงสร้างประชากร” (Demographic Trap) ธรรมชาติของประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร อันเนื่องมาจากอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงและอายุขัยเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ประชากรในประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้จึงมีความเสี่ยงที่จะ “แก่ก่อนรวย” หรือก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ก่อนเป็นประเทศรายได้สูง (High Income Country) การมีประชากรวัยพึ่งพิงสูงกว่าประชากรวัยแรงงานเช่นนี้จะยิ่งทำให้การหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลางล่าช้ายิ่งขึ้นไปอีก
(3) “กับดักด้านความจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ” (Natural Resource Trap) การสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ น้ำ รวมถึงที่ดิน เป็นต้น เมื่อทรัพยากรเหล่านี้ร่อยหรอไป ภาระต้นทุนการผลิตจึงเพิ่มขึ้นและฉุดรั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายจึงพยายามรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจด้วยการขยายฐานการค้นหาทรัพยากรธรรมชาติแหล่งใหม่จากในและนอกประเทศตนเอง
กับดักทั้ง 3 ประการนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังไม่สามารถเป็นเสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 แห่งเอเชียได้เสียที ปัจจุบันการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกสินค้าการเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมที่ยังขาดนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงเหมือนเมื่อทศวรรษที่แล้ว ด้วยภาวะการแข่งขันในระดับนานาชาติที่สูงขึ้น รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยไม่ยั่งยืน และมีแนวโน้มถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง
ห้องเรียนนำร่อง ห้องเรียนอนาคต โครงการซัมซุงSamsung Smart Learning โรงเรียนเทิงวิทยาคม จ.เชียงราย
ห้องเรียนนำร่อง ห้องเรียนอนาคต โครงการซัมซุงSamsung Smart Learning โรงเรียนเทิงวิทยาคม จ.เชียงราย
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในอีก 10 ปี ในขณะที่ประชากรวัยเด็กกำลังลดลง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ธนาคารโลกได้รายงานว่า “…มีการเพิ่มขึ้นของจำนวนโรงเรียนขนาดเล็ก (จำนวนเด็กต่ำกว่า 120 คน) ถึง 5,000 โรงเรียน (ปัจจุบันร้อยละ 50 ของ 28,803 โรงเรียนในบ้านเราเป็นขนาดเล็ก) อันเนื่องมาจากการลดลงของจำนวนนักเรียนกว่า 2 ล้านคน (ร้อยละ 20) ภายในเวลาเพียง 10 ปีเท่านั้น สวนทางกับการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยในประเทศไทย ทำให้ปัจจุบันดัชนีการสูงวัย (Aging Index) ซึ่งคิดจากสัดส่วนผู้สูงวัยต่อประชากรเด็ก 0-15 ปีของประเทศไทยสูงถึง 83.1 สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน และมีแนวโน้มสูงกว่า 100 ภายใน 10 ปีข้างหน้านี้ ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการก้าวออกจากกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง
ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นจึงได้ให้กุญแจ 3 ดอก ในการสร้างความยั่งยืนให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในเอเชีย ได้แก่ (1) มาตรการยกระดับคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ (2) การยกระดับสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ และ (3) การพัฒนาตลาดการเงินให้เข้มแข็งและมีเสถียรภาพ โดยประเทศที่พัฒนาแล้วล้วนมีประชากรวัยแรงงานส่วนใหญ่ที่มีระดับการศึกษาสูง ตรงกันข้ามกับประเทศไทยที่ 7 ใน 10 คน ของประชากรวัยแรงงานมีการศึกษาสูงสุดเพียงแค่ระดับประถมศึกษาเท่านั้น
แม้ว่าประเทศไทยจะเร่งขยายโอกาสและคุณภาพทางการศึกษาผ่านการลงทุนด้านการศึกษาด้วยการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาสูงถึงปีละ 5 แสนล้านบาท และเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แต่ด้วยการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียงร้อยละ 3 ต่อปีเท่านั้น หากต้นทุนการจัดการศึกษายังคงเพิ่มสูงกว่าการเติบโตของรายได้คนไทยถึง 2.5 เท่าเช่นนี้ มาตรการยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของไทยก็จะไม่ยั่งยืน ระบบการศึกษาไทยจึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปประสิทธิภาพการลงทุนด้านการศึกษาอย่างเร่งด่วน…”
ด้วยสถานการณ์และทางโน้มของประเทศเราข้างต้น ดังนั้น จึงมีหนทางเดียวเท่านั้นที่จะสามารถช่วยให้หลุดพ้นจากปัญหาอันหนักหน่วงในอนาคตอันใกล้ได้ นั่นก็คือการเร่งปฏิรูปการศึกษาอย่างไม่อาจรออะไรได้อีกต่อไป
หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์“อาหารสมอง” นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคารที่ 29 ก.ย. 2558

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

ปิดจ็อบ คสช.ล่ามือบึ้มราชประสงค์

ปิดจ๊อบ......
"พันเอกวินธัย" แถลง ยุติ การแถลงข่าวประจำวันของ ศูนย์ติดตามสถานการณ์ คสช. หลังรายงานความคืบหน้าต่อเนื่อง1เดือน11วัน หลังตำรวจจับกุมผู้ต้องหา-ปิดคดี จากนี้ให้ตำรวจแถลงตามปกติ
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก คสช. แถลงผ่าน ทรท. ว่า ภายหลังเกิดเหตุที่แยกราชประสงค์และท่าเรือสาทร คสช. ได้จัดตั้ง ศูนย์ติดตามสถานการณ์ฯ เพื่อเร่งรัด/ติดตาม และบูรณาการการปฏิบัติของหน่วยที่เกี่ยวข้องทั้งในด้านการสืบสวน สอบสวนคดี การให้ความช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิต การรักษาพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ การดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อฟื้นฟูและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว การจัดการอบรม/ให้ความรู้ประชาชนและกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ในเรื่องแนวทางการสังเกตสิ่งบ่งชี้ เพื่อป้องกันการก่อเหตุร้ายรวมถึงการรายงานความคืบหน้าในด้านต่างๆ ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วน สมบูรณ์ ทำให้สามารถแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดแล้ว และสถานการณ์โดยรวมของประเทศขณะนี้ได้คลี่คลายลง กลับสู่สภาวะปกติ ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคง ยังคงดูแลความสงบเรียบร้อยอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการปฏิบัติงานของ "ศูนย์ติดตามสถานการณ์คณะรักษาความสงบแห่งชาติ"และการชี้แจงสถานการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ จะได้ยุติลงนับตั้งแต่บัดนี้
อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน สื่อมวลชน ที่เป็นส่วนสำคัญ และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในทุกด้าน จนทำให้เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งได้รับการแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว สังคมไทยกลับมามีความสงบสุขเช่นเดิม
หลังจากนี้ในส่วนของคดีจะเป็นการดำเนินการของพนักงานสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งพี่น้องประชาชนสามารถติดตามความคืบหน้าได้จากช่องทางปกติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

“นายกฯ” เขียนคอลัมน์ ปลุกคนไทยเลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ สร้างความเข้มแข็งพึ่งพาตนเอง

“นายกฯ” เขียนคอลัมน์ ปลุกคนไทยเลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ สร้างความเข้มแข็งพึ่งพาตนเอง มั่นใจนโยบายช่วยฟื้นประเทศกลับมาเป็น “สยามเมืองยิ้ม” เผยเข้าใจ "ถ้าพี่น้องกินไม่อิ่ม นอนไม่หลับ แล้วจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปทำมาหากิน และจะเอากำลังกายกำลังใจที่ไหนไปสร้างชาติ"
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เขียนคอลัมน์ “จากใจนายกรัฐมนตรี” ลงใน “จดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน” ปีที่ 1 ฉบับที่ 11 วันที่ 1 ตุลาคม
โดยมีเนื้อหา ว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยความไม่สมดุลทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม อันเป็นผลมาจากความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลขาดความต่อเนื่อง
หลังจากที่ผมเข้ามาบริหารประเทศได้มุ่งแก้ปัญหาของชาติในอดีต พร้อมทั้งวางรากฐานการปฏิรูปในอนาคต เพราะรู้ดีว่า ถ้าพี่น้องกินไม่อิ่ม นอนไม่หลับ แล้วจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปทำมาหากิน และจะเอากำลังกายกำลังใจที่ไหนไปสร้างชาติ
ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลกและเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งรายได้กว่าร้อยละ 70 จากการส่งออก ผมคิดว่าคนไทยต้องเลิกยืมจมูกผู้อื่นหายใจ เราต้องสร้างความเข้มแข็งของประเทศด้วยการพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ดังนั้นรัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร ผู้เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ด้วยการแก้ปัญหาหนี้สินนอกระบบ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ลดต้นทุนการผลิต พัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทาน รวมไปถึงการพัฒนาสวัสดิการสังคม และการปลูกฝังวินัยการออม ให้ครอบคลุมถึงเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยที่ประกอบอาชีพอิสระ
นอกจากนี้ รัฐบาลได้เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน หมู่บ้าน ตำบล รวมถึงธุรกิจSMEs ที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการผลักดันกองทุนหมู่บ้าน ตำบล เม็ดเงินการลงทุนขนาดเล็กของรัฐ และสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้
ทั้งนี้การลงทุนในระบบโครงสร้างการคมนาคมพื้นฐานทั้งทางถนน ราง ท่าเรือ ท่าอากาศยาน นอกจากจะช่วยในการขนส่งคนและสินค้าแล้ว ยังเป็นตัวเชื่อมโยงตัวเมืองสู่ท้องถิ่น เพื่อการกระจายความเจริญเชื่อมโยงแหล่งผลิตสู่ตลาด เชื่อมโยงเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษอันเป็นรากฐานการผลิตขนาดใหญ่ไปสู่ภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก อันเป็นรากฐานการพัฒนาของประเทศในอนาคตต่อไป
"ผมมีความมั่นใจว่ามาตรการเหล่านี้ จะช่วยคืนความสุขให้กับคนไทย กลับมาเป็น “สยามเมืองยิ้ม” ที่ชาวโลกรู้จักคุ้นเคย ในเร็ววัน"
ทั้งนี้ในเนื้อหาในจดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน ฉบับดังกล่าวได้มีการ เผยแพร่ “วาทะนายกรัฐมนตรี” ในพิธีเปิดเวทีจุดประกายสานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก วันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา ระบุว่า “ประเทศไทยเป็นประชารัฐ ไม่มีคำว่าประชานิยม ประชารัฐหมายถึง ประชาชนกับรัฐบาลร่วมกัน รัฐบาลจะเป็นผู้ที่อำนวยความสะดวกเปิดช่องทางให้เอกชน ประชาชน เข้ามาร่วมมือกัน ตามกระบวนการประชาธิปไตย”
นอกจากนี้ในหน้าสุดท้ายได้มีการ อธิบายเนื้อหาสาระสำคัญ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 โดยมีการระบุถึงวัตถุประสงค์ และบทลงโทษเอาไว้ด้วย

พลเอกหญิง สมเด็จพระเทพฯ ทรงเครื่องแบบทหารบก ร่วม พิธีเทิดพระเกียรติในโอกาสที่ทรงเกษียณราชการ

ทรงมีใจรัก....
พลเอกหญิง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเครื่องแบบทหารบก ร่วม พิธีเทิดพระเกียรติในโอกาสที่ทรงเกษียณราชการ พร้อม 332 นายพล โดยมีการสวนสนาม ภาคพื้นดิน และ ทางอากาศ ทรงเผยว่า ที่มาเป็นอาจารย์ รร.นายร้อยจปร. เพราะความมีใจรักเป็นอาจารย์ จปร. ในฐานะเป็นพลเมืองไทยคนหนึ่ง ทรงภูมิใจ ที่มีส่วนพัฒนา สติปัญญาวิสัยทัศน์ให้ นร.นายร้อย ที่จะเป็นอนาคตของ ทบ.และชาติบ้านเมืองต่อไป ทรงขอ กองทัพ นายร้อย จปร.ให้ผดุงเกียรติ รักษาความมั่นคง สำนึกในคุณแผ่นดินอย่างสุจริตใจ ยึดถือเอกราชอธิปไตย ประโยชน์ประชาชน

"พลเอกหญิงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ "ทรงทรงเครื่องแบบทหารบก ร่วมพิธีเทิดเกียรติอำลา เนื่องในโอกาสทรงเกษียณราชการ พร้อม อีก332 นายพล ทบ. โดยมีการสวนสนาม 11 กองพัน ของ นักเรียนนายร้อยจปร. และ กองพลทหารราบที่2 รักษาพระองค์ ร.21 รอ.และ ร.31รอ. และ กองพันทหารม้า สวนสนาม และม้าอากาศ เฮลิคอปเตอร์ 12 ลำ และ เครื่องบินปล่อยควันสีธงชาติ และสีม่วง สีประจำพระองค์

พลเอกหญิงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯทรงมีพระราโชวาท อำลาเกษียณ ตอนหนึ่งเพื่อทรงขอบพระทัย ต่อความปรารถนาดีที่แสดงต่อข้าพเจ้า มีคุณค่าสูงส่ง ซาบซึ้งใจและจะจดจำไม่ลืมเลือน
พล.อ.หญิงสมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทาน พระราโชวาท ในตอนหนึ่งว่า ขอขอบใจท่านทั้งหลาย ในวาระที่จะเกษียณอายุราชการ ความปราถนาดีของท่านทั้งหลายที่แสดงต่อข้าพเจ้ามีคุณค่าสูงสง ทำให้ข้าพเจ้าซาบซึ้งใจและจะจำไว้ไม่ลืมเลือน
" การที่ข้าพเจ้าเข้ามารับราชการ
เป็นอาจารณ์ ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เกิดจากความมีใจรักที่จะเพิ่มพูนความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ให้บุคคลอื่น และปราถนาจะสร้างสรรค์สิ่งอันเป็นประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในฐานะที่เป็นพลเมืองไทยคนหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงมีความภูมิใจที่ได้มีส่วนในการพัฒนา สติปัญญา และวิสัยทัศน์ให้กับนักเรียนนายร้อย ผู้ที่จะเป็นอนาคตของกองทัพบกและชาติบ้านเมืองต่อไป"
"ซึ่งหมายถึงการได้ร่วมสร้างความเข้มแข็ง ให้แก่กองทัพบก สถาบันอันเป็นเสาหลักด้านความมั่นคงของชาติ ที่มีภาระหน้าที่อันสำคัญในการสร้างเสริมความมั่นคง ปลอดภัยของชาติและความสงบสุขของสังคม "
"นับตั้งแต่ข้าพเจ้ารับราชการจนถึงปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าปลื้มปิติใจที่ได้เห็นลูกศิษย์แต่ละรุ่น เจริญเติบโตและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน สร้างประโยชน์แก่ส่วนรวมในฐานะที่เป็นทหารและประชาชนชาวไทย จึงขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนทำหน้าที่ของตนให้บรรลุผลและขอให้ช่วยผดุงเกียรติของสถานศึกษาแห่งนี้และรักษาเกียรติของตนไว้ให้มั่นคง ทั้งมีความสำนึกในคุณแผ่นดิน สุจริตใจปฎิยัติภาระกิจน้อยใหญ่ให้ผสานสอดคล้อง เกื้อกูลกัน โดยยึดถือเอกราช อธิปไตย ของชาติ และประโยชน์สุขอันยั่งยืนของประชาชนเป็นจุดหมายสูงสุด ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้อวยพรให้ทุกท่านที่มาร่วมพิธีมีแต่ความาขสวัสดี เจริญด้วยจตุรพิธพรชัยโดยทั่วกัน"

ทั้งนี้หลังสวนสนาม ทหารทั้งหมด ร่วมร้องเพลง "พระเทพแห่งไทย" ถวายเสียงดังกึกก้อง และถวายพรพร "ทรงพระเจริญ"

ในพิธีครั้งนี้ สมเด็จพระเทพฯ ทรงโปรดเกล้าฯให้จัดรวมกับ 332 นายพล ที่เกษียณเลย โดยนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ที่เกษียณ 30กย.นี้มี11 จอมพล และเป็น6 รัฐมนตรี ในรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ ด้วย

นายทหารชั่นผู้ใหญ่ ที่ครองอัตราจอมพล เกษียณ 30 กย.นี้ ทั้ง บิ๊กใหญ่ พลเอก มล.ประสบชัย เกษมสันต์ฯ ประธานที่ปรึกษากลาโหม และ บิ๊กกี๋ พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ จเรทั่วไป
พลเอกศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกห./ รมว.แรงงาน พลเอกไพชยนต์ ค้าทันเจริญ รองปลัดกห. พลเอกวิชิต ศรีประเสริฐ รองปลัดกห.
พลเอกวรพงษ์ สง่าเนตร ผบ.สส. พลเอกวุฒินันท์ ลีลายุทธ รอง ผบสส.
พลเอกอุดมเดช สีตบุตร ผบทบ./รมช.กห.
พลเอกอักษรา เกิดผล ประธานที่ปรึกษา ทบ.รวม11 บิ๊กๆ เกษียณราชการ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ /รองผบทบ
ขาดแต่ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา รองผบสส. และ รมว.ยุติธรรม ที่ไม่ร่วมพิธี แม้จะกลับจากจีนแล้วก็ตาม และก่อนหน้านี้ ก็ไม่ไปอำลา ศูนย์การทหารราบ เมื้อ24 กย. ด้วย แต่ตอนนี้ไปเยือนจีน
นอกจากนี้ อีก2 พลเอก รัฐมนตรี คือ พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษทบ. /รมว.พลังงาน พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ หน.ฝ่ายเสธ.ประจำ ผบช./ รมช.ศธ. ก็เกษียณ
(ภาพจาก Bangkok Post)

ทำไมสีจิ้นผิงกับโมดี ต้องจับเข่าคุยซีอีโอไฮเทคมะกัน? โดย : กาแฟดำ


29092558 ทำไมสีจิ้นผิงกับโมดี ต้องจับเข่าคุยซีอีโอไฮเทคมะกัน?
โดย : กาแฟดำ

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดียกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ทำอะไรเหมือนกัน
อย่างหนึ่งในการเยือนสหรัฐในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

นั่นคือการนัดพบกับผู้นำด้านไฮเทคของสหรัฐเพื่อชักชวนให้ไปลงทุนในประเทศของตน

นายกฯโมดีบุกไปตั้งโต๊ะสนทนาถึงซิลิคอน เวลลี (Silicon Valley) ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ถือเป็นผู้นำอินเดียคนแรกที่มาเยือนที่นี่ใน 33 ปี

โมดีไม่ได้ไปเยี่ยมเพียงเพื่อให้ทำตัวเป็นข่าวเท่านั้น แต่ยังนั่งแลกเปลี่ยนความเห็นด้วยการเสวนากับผู้บริหารของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Google, Apple, Facebook, Microsoft เป็นต้น ก่อนที่จะร่วมงานเลี้ยงอาหารเย็นกับผู้นำธุรกิจใหญ่ ๆ ของอเมริกา 350 คนเพื่อตอกย้ำถึงความพร้อมของอินเดีย ที่จะก้าวเข้าสู่ยุคไฮเทคพร้อมกับความร่วมมือของคนที่เก่งที่สุดทางด้านนี้ระดับโลก

ยิ่งเมื่อซีอีโอของกูเกิลคนใหม่ Sundar Pichai มีเชื้อสายอินเดียด้วย ก็ยิ่งเห็นภาพของอินเดียในอันที่จะสร้างนักนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่เปิดกว้าง และพร้อมจะให้คนเก่งที่สุดของโลก เข้ามามีส่วนในการสร้างเสริมอินเดียให้ก้าวกระโดดไปข้างหน้า

ทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิลบอกนายกฯ โมดี ว่าบริษัทของเขามีความผูกพันเป็นพิเศษกับอินเดีย “เพราะสตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งของเราไปอินเดียเพื่อแสวงหาแรงบันดาลใจในการสร้างนวัตกรรมยิ่งใหญ่ของโลก”
โมดีไปเยี่ยมโรงงานของ Telsa Motors นำโดยซีอีโอ Elon Musk ซึ่งมีชื่อว่าเป็นผู้นำธุรกิจที่คิดนอกกรอบและกล้าทำอะไรที่คนอื่นไม่กล้าแม้แต่คิด

ผู้นำอินเดียทำการบ้านมาอย่างดีเพราะต้องการเห็นนวัตกรรมการสร้างรถยนต์ใช้ไฟฟ้าเพื่อประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผมเชื่อว่าโมดีคงได้ยินกิตติศัพท์ของผู้นำไฮเทคคนนี้ว่าเขาทุ่มทุนเพื่อสร้างยานอวกาศที่จะไปค้นหาสิ่งมีชีวิตในดาวดวงอื่นในจักรวาลด้วย จึงต้องมาซักถามด้วยตนเองว่ามันเป็นเรื่องเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด

นายกฯโมดีก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯเมื่อปีเศษ ๆ ที่ผ่านมาท่ามกลางความฮือฮาว่าเขาเป็นผู้นำไม่ธรรมดา กล้าประกาศวาระแห่งชาติในหลาย ๆ เรื่องที่นักการเมืองแต่ก่อนเก่าไม่กล้าแม้แต่คิด

โมดีสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการรุกทุกด้าน ตั้งแต่แก้ปัญหาความยากจนระดับหมู่บ้านไปถึงการผลักดันให้อินเดียเป็นศูนย์กลางการผลิตด้วยนโยบาย Make in India และให้อินเดียเป็นสังคมดิจิทัลอย่างแท้จริง

แม้อินเดียจะมีชื่อเสียงด้านไอทีโดยมีบังคาลอร์เป็นศูนย์กลางด้านนี้มาระยะหนึ่งแล้ว แต่โมดีต้องการจะต่อยอดเพิ่มเติมด้วยการดึงเอามันสมองชั้นเลิศของโลกมาที่อินเดียให้กว้างขวางเต็มที่

นายกฯโมดีประกาศต่อหน้าคนอินเดียในแคลิฟอร์เนียกว่า 18,000 คนว่า “Brain Drain can become Brain Gain.”

เพื่อตอกย้ำว่าการที่คนอินเดียออกนอกประเทศมาทำงานในสหรัฐฯนั้นต้องไม่มองว่าเป็น “สมองไหลออก” แต่ต้องมองว่าเป็น “สมองไหลกลับ” ก็ยังได้

เพราะวันนี้คนอินเดียเก่งๆ ที่มาทำงานนอกบ้านกำลังมีตำแหน่งแห่งหนที่สำคัญๆ โดยเฉพาะด้านบริหารบริษัทไฮเทคจนสามารถที่จะร่วมมือสร้างความแข็งแกร่งให้กับบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองได้จากข้างนอก

การไปเหยียบซิลิคอน เวลลีครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำทิศทางที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง กระตุ้นให้คนอินเดียทั่วประเทศ ได้มีความตระหนักร่วมกันในการรุกไปทางเทคโนโลยี เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและเพื่อสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในเวทีโลกให้ได้

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงไปสหรัฐคราวนี้ แวะมาที่ซีแอตเทิลของรัฐวอชิงตันก่อนไปวอชิงตันเมืองหลวงด้วยซ้ำ เพื่อพบปะกับผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Amazon, Apple, Facebook และผู้บริหารบริษัทไฮเทคของจีนที่เป็นเจ้าของแบรนด์ดังระดับโลก

เป้าหมายของสี จิ้นผิงไม่ต่างกับของโมดีนัก แต่จีนต้องเร่งรัดเรื่องนี้มากกว่าเพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจภาพรวมที่ชะลอตัวลง ทำให้ผู้นำจีนต้องหันมาหาทาง สร้างประสิทธิภาพทางด้านการผลิต และผลักดันให้ใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ให้กับเศรษฐกิจของตนเองอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
เห็นหรือยังว่าทำไมประเทศไทยเราจึงต้องเอาจริงเอาจังกับการสร้าง “ซิลิคอน เวลลี” ของไทยเพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมให้สามารถแข่งขันระดับโลกได้

เพราะหากผู้นำยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ยังต้องนั่งลงจับเข่าคุยกับ เจ้าของธุรกิจไฮเทคด้วยตนเอง เพื่อให้เข้าใจแนวโน้มของโลกด้านนี้ ผู้นำประเทศเล็กๆ ที่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้จะต้องไปต่อแถวยาวเหยียดเพียงใด?
- See more at:http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/635702…

'จากนิวยอร์ก ถึงราชประสงค์' เปลว สีเงิน



29092558 'จากนิวยอร์ก ถึงราชประสงค์' เปลว สีเงิน
ต้องเรียกว่า เป็นปรากฏการณ์ "ประวัติศาสตร์" ฝากไว้ที่หน้ายูเอ็นกันเลยทีเดียว....!
โดยคนไทยในสหรัฐฯ.......
หลั่งไหลไปรวมตัวกันต้อนรับ "ผู้นำรัฐบาล" ประเทศตัวเอง คือ "นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา" มืดฟ้า-มัวดินนิวยอร์ก
ยูเอ็น ประชุมสมัชชาใหญ่มาก็ตั้ง ๗๐ ครั้ง มีบ้างบางครั้ง ที่คนมาชุมนุมต่อต้านผู้นำคนนั้น-คนนี้
แต่ก็พอเป็นกิริยา เป็นสีสันทัศนคติต่างทางการเมือง!
มีครั้งนี้แหละ ๒๖-๒๗ กันยา ๕๘ มากันเหมือนกรีธาทัพ ชนิด "คนทั้งโลก" ต้องหันมาสนใจศึกษา
เพราะไม่ใช่มาต่อต้าน หรือมาแค่เป็นสีสัน!
หากแต่มารวมตัวกัน "ด้วยศรัทธา" สนับสนุน เป็นกำลังใจให้ผู้นำของตน จนเกิดเป็นสีสัน-บรรยากาศบรรเจิด ในตัวมันเอง
ตะโกนเรียก ลุงตู่..ลุงตู่..สู้ๆ
จนฝ่ายมาต้าน ซึ่งซุกๆ อยู่กระจุกหนึ่ง หงอยสนิท ทิ้งป้าย Why did you revoke my passport?
หลบหัว-หลุบหาง ไปยืนบิดตูดโบกแท็กซี่ หนีอายไปเลย!
ไม่แน่นะแบบนี้ นายใหญ่อาจกระทืบแทนจ่าย...หนอย กูให้ไปด่ามันแทนกู ดันไปประท้วงเพื่อตัวมึงเองซะนี่!?
จะไม่ให้หนีได้ไง เพราะพี่น้องคนไทยในสหรัฐฯ มาเชียร์ลุงตู่กันเป็นพัน แต่ละป้ายสะอาด-สะอ้าน สวยงาม
We Support Our Policy Of Anti Corruption And Reconstruct Thailand's Politic บ้าง
No More corrupt democracy We love and support prime minister Gen.Prayut Chan-o-cha บ้าง
PM PRAYUT:Thank You For Your Leadership And Bringing Peace To Thailand บ้าง
และอีกเป็นร้อย-เป็นพันป้าย อ่านไม่ไหว....!
ล้วนแต่สนับสนุน "นายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง" ที่ชื่อลุงตู่ ให้อยู่นานๆ ทำหน้าที่กวาดบ้าน-กวาดเมือง
ที่ "นักการเมืองมาจากการเลือกตั้ง" ทำสกปรกไว้ด้วยคอร์รัปชัน และหั่นประเทศขาย!
คนไทยในแอลเอ ที่ไม่ได้ไปรวมอยู่นิวยอร์ก ก็รวมตัวกันที่ไทยทาวน์ราวกับมีงานมหกรรม
ร่างแถลงการณ์ แจงเหตุ-แจงผล ที่ต้องสนับสนุนรัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แล้วอ่านแถลงการณ์ออกอากาศ
ทั้งภาคภาษาไทย-ภาษาอังกฤษ ก้องแอลเอ!
ผมดูคลิปที่เขาโพสต์ในโซเชียลมีเดีย นี่ถ้านายกฯ ลุงตู่ได้ดู ต้องยิ้มจนหน้ากลมกลบลูกตาแหงๆ
บอกตรงๆ ตอนนี้...ปลื้มลุงตู่น้อยลง
เพราะเทใจไปปลื้มพี่น้องคนไทยในต่างบ้าน-ต่างเมืองมากกว่า...นิดนึง!
มีประเด็น G 77 ค้างอยู่หน่อย.....
คือหลังจาก ๑๓๔ ประเทศสมาชิก โหวตให้ไทยให้เป็น "ประธานกลุ่ม G 77" ในวาระปี ๒๕๕๙ แล้ว
มีเสียงจากบางพวก-บางคน ก็คนไทยด้วยกันนี่แหละ ค่อนขอด... "โหวตเหวิดที่ไหน ก็แค่ประธานเวียนกันเป็นเหมือนเปียแชร์ ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้นยินดี"
ฟังแล้วก็....อย่าให้พูดดีกว่านะ!
อยากอธิบายสั้นๆ ให้บางคนที่เหมือนสวะลอยน้ำ ฟังเขามาแล้วก็หยิบมาพูด-มากระเดียดต่อ โดยไม่ศึกษาหาข้อเท็จจริงให้กับตัวเอง
ถ้าจะว่าเวียนเหมือนเปียแชร์ ก็ต้องรู้ก่อนว่า ประเทศกำลังพัฒนา ที่เป็นประเทศรุ่นก่อตั้ง มี ๗๗ ประเทศ
เรียงกันตามอักษร T ไทยแลนด์ อยู่ลำดับที่ ๖๕!
ถ้าบอกว่าเวียน ปีหน้า คือ ๒๕๕๙ จะเป็นปีที่ ๕๑ ของการต่อตั้ง G 77
ยังเวียนไม่ถึงไทยหรอก.........
อันดับที่ ๕๑ น่าจะเป็นปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศรุ่นก่อตั้งเหมือนกัน เขาเคยเป็นมาแล้ว ๒-๓ ครั้งด้วยซ้ำ!
หลักปฏิบัติของกลุ่ม G 77 เท่าที่ผมศึกษาดู น่าจะเป็นอย่างนี้ครับ เขาแบ่งเป็นกลุ่มประเทศตามภูมิภาค
ถ้าจะเวียน ก็ในความหมาย เวียนกันไปแต่ละภูมิภาค ไม่ใช่เป็นกันอยู่แต่ประเทศกลุ่มใด-กลุ่มหนึ่ง
นั่นคือ ถึงวาระภูมิภาคใด ก็ให้แต่ละภูมิภาคนั้น คัดเลือกประเทศในกลุ่ม เสนอให้ที่ประชุมใหญ่เห็นชอบอีกที
ปัจจุบัน กลุ่ม G 77 ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ สำคัญอันดับ ๓ ในสหประชาชาติ มีสมาชิกเพิ่มจาก ๗๗ ประเทศ เป็น ๑๓๔ ประเทศ
ปี ๒๕๕๘ คือขณะนี้ แอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นสมาชิกเพิ่มใหม่ อยู่ในลำดับที่ ๑๒๓ เป็นประธานกลุ่ม G 77!
การทำงานกลุ่ม G 77 จะแบ่งส่วนงานของแต่ละกลุ่มออกเป็นส่วนๆ ตามที่ตั้งองค์กรระหว่างประเทศในประเทศต่างๆ
เช่น FAO องค์การอาหารและเกษตร สำนักงานอยู่อิตาลี
UNIDO องค์การพัฒนาอุตสาหกรรม สำนักงานอยู่ออสเตรีย
UNESCO องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม อยู่ฝรั่งเศส
UNEP โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาติ สำนักงานอยู่เคนยา
ยังมี G 24 IMF และ IBRD อีก สำงานตั้งอยู่วอชิงตัน ดี.ซี.
ทราบคร่าวๆ อย่างนี้แล้ว ในความเป็นคนไทย ได้อาศัยแผ่นดินนี้เกิด ถึงจะอิจฉานายกฯ ประยุทธ์จนเก็บอาการไม่อยู่
ก็ควรแยกแยะ "ความเป็นชาติ" กับความอิจฉา-ริษยาตัวคนออกจากกัน ถึงไม่ดีใจกับประเทศตัวเอง ก็ไม่มีใครว่า
แต่ควรหุบปาก....
หุบไม่ได้ ก็ยกหัวแม่เท้าตัวเองยัดปากไว้!
นั่นจะเป็นสง่าราศีกับตัวเอง และหมู่คณะของท่าน มากกว่า หาเหตุ-หาจุดเจาะไชประเทศชาติตัวเองให้เกิดรอยหมอง
เอ้า...กลับมาเรื่อง "ในบ้าน-ในเมือง" ซักนิดปะไร เมื่อวาน (๒๘ ก.ย.๕๘) สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลง "ความสำเร็จ" ในคดีระเบิดย่านราชประสงค์
ผมดูโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดสดตอนใกล้บ่าย ถึงตอนนักข่าวซักลึกไปถึงประเด็น "โยงถึงการเมือง" ในประเทศเท่านั้นแหละ
คลื่นดาวเทียมขัดข้อง...จอดำทันที!
ขัดข้องทางเทคนิค หรือมีคนใช้เทคนิคทำให้ขัดข้องก็ไม่ทราบ มันพิลึกอยู่?
ผมจะไม่เท้าความอะไร ขอจับประเด็นตรง "พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช" ผบก.น.๖ บรรยายสรุป ดังนี้
".....คดีดังกล่าวออกหมายจับผู้ต้องหาไปแล้ว ๑๗ ราย จับกุมได้ ๒ ราย ยังเหลือ ๑๕ ราย ที่ต้องติดตามตัวมาดำเนินคดี
ส่วนกรณี ที่มีคนไทยถูกออกหมายจับ ๒ คน คือ "นายอ๊อด พยุงวงศ์" หรือ "นายยงยุทธ พบแก้ว" และนางวรรณา สวนสัน
โดยเฉพาะนายอ๊อด นั้น.....
ที่ผ่านมา พบว่าเคยฝ่าฝืน พ.ร.บ.ฉุกเฉิน ปี ๕๓ ถูกศาลสั่งจำคุก ๑ ปี แต่รอลงอาญา และยังเกี่ยวข้องเป็นผู้ต้องหาคดีระเบิดเมื่อปี ๕๗ ที่ย่านมีนบุรี
จากการตรวจสอบประวัติ มีการเชื่อมโยงไปยัง "สมานเมตตาแมนชั่น" นนทบุรี ซึ่งเกิดเหตุระเบิดเมื่อปี ๕๓
ผบ.ตร. "พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง" แถลงว่า......
".......มูลเหตุจูงใจการก่อเหตุครั้งนี้ เชื่อได้ว่ามาจากเจ้าหน้าที่ไปจับกุมเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ชาวอุยกูร์ที่จำเป็นต้องใช้พาสปอร์ตปลอม
นอกจากนี้ ยังเชื่อว่า มีบุคคลอยู่เบื้องหลัง ที่เป็นคนจ้างวาน หรือใช้สอยกลุ่มผู้ที่ก่อเหตุ
ตัวละครต่างๆ อาจเชื่อมโยงได้ เช่นนายอ๊อด หรือนายยงยุทธ มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่มีนบุรี และที่สมานเมตตาแมนชั่น
ดังนั้น การทำงานของตำรวจก็ต้องไปหาส่วนเชื่อมโยง และคนจ้างวานอาจจะต้องการให้เกิดเจตนาเหตุร้าย โดยการว่าจ้างคนอีกกลุ่มที่อาจจะไม่พอใจการทำงานเข้มงวดของรัฐเข้ามาก่อเหตุ
'เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ทั้งกลุ่มผู้ก่อเหตุและจ้างวาน'
......จะเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่นั้น ตำรวจไม่สามารถตัดเรื่องนี้ทิ้งไปได้ เพราะมีผู้ต้องหา คือนายยงยุทธ มีส่วนเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดทางการเมืองที่ผ่านมา ทั้งที่มีนบุรีและที่สมานเมตตาแมนชั่น
และล่าสุด ก็เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์
ส่วนจะรู้ได้อย่างไร ต้องรอจับนายยงยุทธหรือนายอ๊อดให้ได้ก่อน จากการสอบสวนพบว่า มีส่วนเชื่อมโยงกันจริง แต่ตำรวจยังไม่หยุด ต้องขยายผลต่อว่า มีใครมาเกี่ยวข้องอีกหรือไม่"
"พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล" ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงว่า...
"นายยงยุทธ หรือนายอ๊อด มีประวัติติดยาบ้า เล่นการพนัน มีหน้าที่สนับสนุนจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับกลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุระเบิดครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังมีประวัติทางคดีอาชญากรรมด้วย อย่างไรก็ตาม เลขบัตรประจำตัวประชาชนของนายอ๊อดก็ไม่มี"
พล.ต.ต.ชยพล แถลงเพิ่มเติม.......
"นายยงยุทธ พบแก้ว เป็นผู้พบกับนางวรรณา และนายเมียไรลี ยูซุฟู ที่ไมมูณาการ์เด้นโฮม จึงขอศาลออกหมายจับ"
"ระเบิดสมานเมตตาแมนชั่น" นนทุบรี จับแก๊งไหนไป...ระเบิดหล่นซอยราษฎร์อุทิศ มีนบุรี อ้าว..."แก๊งเจ้าเก่าอีก"
พลันตำรวจระบุ โยงการเมือง ปี ๕๓ กับปี ๕๗ และบรรจบ ๑๗ สิงหา ๕๘ "บึ้มราชประสงค์"
โยมก็พลัน...ดวงตา "เห็นโจร" ทันที!

สถานการณ์ข่าว28/9/58


29092558 ข่าวในหลวง และข่าวที่ค้างคา กำลังเกิดขึ้น ทั้งการเมือง UN ถึงซูปเปอร์Moon
• 28 กย. สำนักพระราชวังได้เผยแพร่แถลงการณ์เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 18 ความว่า
ในหลวงปอดไม่อักเสบ-พระโลหิตไม่ติดเชื้อ อุณหภูมิพระวรกายปรกติ
.... อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/social/royal/390767
• นายอมร วาณิชวิวัฒน์ อดีตสปช.เชื่อโผสภาขับเคลื่อนปฏิรูปฯที่ปล่อยออกมา
ยังไม่ใช่ของจริง ชี้คนปล่อยแค่หวังกดดันนายกฯ มั่นใจบิ๊กตู่คนเดียวที่รู้รายชื่อที่แท้จริง
@ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล กรรมการที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า พรรคจะส่งชื่อบุคคลที่เป็น สปท.ให้ คสช.ในวันที่ 28 ก.ย. จำนวน 2 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการหาตัวบุคคล อาทิ นายธีระ วงศ์สมุทร นายนิกร จำนง นายประภัตร โพธสุธน
@ ดูแล้ว นับแล้ว มีคนหลายพันคนที่มีชื่ออ้างตัว ที่คอยนายกตู่ คัดเหลือ 200 คน
.
• 28 ก.ย. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มี
นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฏีกา เป็นประธานเพื่อพิจารณาเลือกตุลาการศาลรธน. ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ จากจำนวน 10 คน
ได้มีมติเสนอชื่อ "ปัญญา อุดชาชน" เลขาธิการสำนักงานศาลรธน. ให้สนช.พิจารณา
• 28 กย. คดีระเบิดราชประสงค์ “สมยศ” แถลงที่มาที่ไปขบวนการทำร้ายประเทศ
ยันหลักฐานเชื่อมโยงการเมืองนอกเหนือจากค้ามนุษย์และส่งอุยกูร์กลับจีน
แฉ “อ๊อด พยุงวงศ์” ตัวละครสำคัญ พันระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่นปี 53 และ
มีนบุรีปี 57 สุดอึ้ง! ศรีวราห์ปูดเคยจับมาแล้ว 9 ครั้งแต่ไม่รู้ที่อยู่ ไม่มีบัตรประชาชน บอกเป็นบุคคลลึกลับ มั่วสุมกับขบวนการมาตั้งแต่ปี 2557
• 26 ก.ย. ซีอีโอของเฟซบุ๊กอย่าง "มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก" และ "โบโน่" นักร้องนำวง U2
ผู้เข้ามามีบทบาทผลักดันเรื่องการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ก็ได้ร่วมมือกันเผยแพร่บทความน่าสนใจผ่านทางหนังสือพิมพ์ The New York Times หากเราต้องสร้างโลก
ที่ไม่ใช่เพื่อ "บางคน" แต่เป็น "ทุกคน" ให้สามารถมีชีวิตที่ดีและปลอดภัย
ก็ยังมีสิ่งต่างๆอีกมากมายที่ต้องทำซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ผลักดันให้ทุกๆคนบนโลกมีตัวตนด้วยการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ภายในปี 2020
• 28 กย.ตำรวจกองปราบฯจำลองเหตุรถชนคดี "ชูวงษ์" พบความเร็ว 40.6 กม./ชม.
ที่พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์เป็นคนขับ อ้าง80 กม./ชม.
• 28 กย. บุรีรัมย์-ทหารสนธิกำลังหลายฝ่ายเข้าตัดโค่นต้นยางกว่า 80 ไร่
หลังมีผู้บุกรุกปลูกในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
• สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติเผยภาพ "ซูเปอร์มูน" คืน 28 ก.ย.
ชี้ดวงจันทร์โคจรใกล้โลกสุดในรอบปี
• พี่เปลว สีเงิน 'จากนิวยอร์ก ถึงราชประสงค์' มีหลากหลายประเด็น เช่น
@ พี่น้องคนไทยในสหรัฐฯ มาเชียร์ลุงตู่กันเป็นพัน แต่ละป้ายสะอาด-สะอ้าน สวยงาม
We Support Our Policy Of Anti Corruption And Reconstruct Thailand's Politic บ้าง
No More corrupt democracy We love and support prime minister Gen.Prayut Chan-o-cha บ้าง
PM PRAYUT : Thank You For Your Leadership And Bringing Peace To Thailand บ้าง
ล้วนแต่สนับสนุน "นายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง" ที่ชื่อลุงตู่ ให้อยู่นานๆ ทำหน้าที่กวาดบ้าน-กวาดเมือง
ที่ "นักการเมืองมาจากการเลือกตั้ง" ทำสกปรกไว้ด้วยคอร์รัปชัน และหั่นประเทศขาย!
@ พี่เปลว ยังเตือนไปยัง คนบางคนที่หน้ากลมหน้าเหลี่ยมและบริวาร
ทราบคร่าวๆ อย่างนี้แล้ว ในความเป็นคนไทย ได้อาศัยแผ่นดินนี้เกิด
ถึงจะอิจฉานายกฯ ประยุทธ์จนเก็บอาการไม่อยู่
ก็ควรแยกแยะ "ความเป็นชาติ" กับความอิจฉา-ริษยาตัวคนออกจากกัน
ถึงไม่ดีใจกับประเทศตัวเอง ก็ไม่มีใครว่า
แต่ควรหุบปาก....
หุบไม่ได้ ก็ยกหัวแม่เท้าตัวเองยัดปากไว้!
นั่นจะเป็นสง่าราศีกับตัวเอง และหมู่คณะของท่าน มากกว่า หาเหตุ-หาจุดเจาะไชประเทศชาติตัวเองให้เกิดรอยหมอง
• ทำไมสีจิ้นผิงกับโมดี ต้องจับเข่าคุยซีอีโอไฮเทคมะกัน? โดย : กาแฟดำ
เป้าหมายของสี จิ้นผิงไม่ต่างกับของโมดีนัก แต่จีนต้องเร่งรัดเรื่องนี้มากกว่าเพราะ
การขยายตัวทางเศรษฐกิจภาพรวมที่ชะลอตัวลง ทำให้ผู้นำจีนต้องหันมาหาทาง
สร้างประสิทธิภาพทางด้านการผลิต และผลักดันให้ใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ให้กับเศรษฐกิจของตนเองอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
เห็นหรือยังว่าทำไมประเทศไทยเราจึงต้องเอาจริงเอาจังกับการสร้าง “ซิลิคอน เวลลี” ของไทยเพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมให้สามารถแข่งขันระดับโลกได้
เพราะหากผู้นำยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ยังต้องนั่งลงจับเข่าคุยกับ
เจ้าของธุรกิจไฮเทคด้วยตนเอง เพื่อให้เข้าใจแนวโน้มของโลกด้านนี้
ผู้นำประเทศเล็กๆ ที่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้จะต้องไปต่อแถวยาวเหยียดเพียงใด?
• สุดท้าย ไม่ใช่เรื่องข่าวการบ้านการเมือง แต่เป็นเรื่องของชีวิตและความเป็นมนุษย์
เป็นเรื่องของอนาคตของความรัก ที่เราคนรุ่นปู่รุนพ่อมีหน้าที่และความรับผิดชอบฯ
เมื่อวานไปสมัครเรียนกับลูกให้หลานน้ำผึ้ง ที่ได้น้ำใจของเพื่อนมิตรที่ช่วยสนับสนุน
ด้วยความขอบคุณ และไปดูบ้านดูห้องที่ต้องปรับเสริมแต่งให้น่าอยู่
แล้วไปกินอาหารกับลูกๆและครอบครัวที่ ห้างใหญ่ 4 แยกอสมท.
เป็นความรักและความสุขเล็กๆ ที่เป็นกำลังใจในการทำงานตามอุดมคติต่อไป
@ ก็ขอฝากเพื่อนมิตร ที่เดินบนเส้นทางประชาธิปไตยของประชาชน
อย่าลืมให้ความรักและความสุขที่เป็นจริงแก่ครอบครัวและตัวเองบ้าง
เพราะเรื่องอุดมการณ์ยังมีอุปสรรคอีกมากมายมหาศาล สู้มา 83ปี ยังไปไม่ถึงฝั่ง