PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เปิดตัวขุนพลข้ากาย"บิ๊กหมู"

รายงานพิเศษ

สยบกระแส "แช่แข็งประเทศ" "บิ๊กตู่" ถอย วาทกรรม "ปิดประเทศ" เปิดตัว ขุนพล ข้างกาย "บิ๊กหมู" "บิ๊กโชย-บิ๊กปาน-บิ๊กบี้-บิ๊กหนุ่ย" จับตา "บิ๊กเจี๊ยบ" รบพิเศษ กลางดง "บูรพาพยัคฆ์"

มติชนสุดสัปดาห์ 6-12 พฤศจิกายน 2558



หลังจากที่ คำพูด ที่ว่า "การเมืองไม่ต้องระแวงผม เขียนกันทุกวันว่าผมอยากอยู่ในอำนาจหรืออยากอยู่ต่อ หากไม่สงบเรียบร้อย ผมก็ต้องอยู่ เอายังงี้มั้ย พูดกันให้รู้เรื่องสักที อยู่ที่ท่านนั้นแหละ หากไม่เลิกกันก็อยู่กันอย่างนี้ ปิดประเทศก็ปิดกันไป ผมไม่ได้ท้าทาย หากจะเอาประชาชนมา แกนนำจะโดนก่อน คนพูดมากๆ โดนก่อนหมด ผมมีอำนาจของผมอยู่" ของ บิ๊กตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ในการประชุมแม่น้ำ 5 สาย เมื่อ 28 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา 

จนกลายเป็นเรื่องฮือฮา และถูกนำไปตีความกันว่า บิ๊กตู่ จะอยู่ต่อ หากประเทศไม่สงบ และพร้อมที่จะ "ปิดประเทศ" อันสร้างความตื่นตระหนกอย่างยิ่ง

เพราะมีการนำไปโยงกับ "แผนแช่แข็งประเทศ" นาน 5 ปี ที่ เสธ.อ้าย พลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เมื่อครั้งนำมวลชนชุมนุมไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

รวมถึง กระแสข่าวก่อนการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ที่ว่า หาก พลเอกประยุทธ์ ก่อการรัฐประหาร แล้ว จะใช้ "ยาแรง" ด้วยการเป็นนายกรัฐมนตรี เอง และจะอยู่ยาว 3-5 ปี หรือหาไม่สงบ กลุ่มอำนาจเก่า ยังจะกลับมา ก็จะต้อง "ปิดประเทศ" ไปเลย

จนทำให้ พลเอกประยุทธ์ ต้องรีบสยบความเข้าใจผิด นี้ ด้วยการยืนยัน ว่าไม่เคยคิด "ปิดประเทศ" เพราะมองว่า สถานการณ์ก่อน 22 พฤษภาคมนั้น ก็เป็นการปิดประเทศไปแล้ว ปิดทางความรู้สึก งบประมาณเบิกจ่ายไม่ได้ ประเทศไม่เดินหน้า นักท่องเที่ยวหนีหมด

"ผมต่างหากที่ตอนนี้กำลังพยายามจะเปิดประเทศ หลังจากที่ปิดมานานอยู่แล้ว แล้วผมจะไปปิดประเทศทำไม ยิ่งในสมัยนี้ปิดประเทศได้มั้ยเล่า แต่ที่พูดหมายถึง ผมไม่ต้องการให้กลับไปเป็นแบบนั้นอีก" พลเอกประยุทธ์ แจง

แต่ทว่า ผลการสำรวจความคิดเห็นของ โพลบางสำนัก ก็ระบุว่า ประชาชนกว่าครึ่งหนึ่งขอการสำรวจ เห็นด้วยหากจะปิดประเทศ หากประเทศไม่สงบ 

จนพลเอกประวิตรออกมาระบุว่า เป็นการสะท้อนว่า ประชาชนต้องการความสงบ มากกว่า เรื่องประชาธิปไตย เพราะหากเลือกตั้งไม่ได้ หรือเลือกตั้งแล้วเกิดความรุนแรง มีการใช้อาวุธสงคราม มีบาดเจ็บล้มตายกัน เมื่อถึงเวลานั้น "จะเอายังไงก็เอา" แม้จะยอมรับว่า เป็นหนทางที่ยังมองไม่เห็นในโลกยุคปัจจุบัน

แต่จากการประเมินของ ฝ่าย คสช. มองว่า ไม่ได้ทำให้ พลเอกประยุทธ์ เสียคะแนนนิยมไปจากวาทกรรม "ปิดประเทศ" หรือ "ไม่สงบ จะอยู่ต่อ" ทั้งการประเมินภายใน มองว่า พลเอกประยุทธ์ ยังสามารถอยู่ต่อไปได้อีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น 

โดยจะดูสถานการณ์ตอนเลือกตั้งกรกฎาคม 2560 อีกที



จึงไม่แปลกที่ บิ๊กหมู พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นทั้ง เลขาธิการ คสช. และ รอง ผอ.รมน. และผบ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ของ คสช. จะเร่งเดินหน้าในการช่วยชี้แจง และสยบข่าวลือ ความเข้าใจผิด แทน พลเอกประยุทธ์ และรัฐบาล 

ทั้งการส่งทหาร และสั่งให้ นักศึกษา รด. กว่า 3 แสนคน ทั่วประเทศ ไปช่วยชี้แจง เรื่องโรดแมพ และเจตนารมณ์ ความตั้งใจของนายกฯ

พร้อมทั้งส่งทหาร ลงไปทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ รวมทั้งเชิญผู้ว่าราชการจังหวัด ในกองทัพภาคต่างๆ ที่ตนเองไปเยือน มาประชุมทำความเข้าใจ ในแนวทางของรัฐบาลและ คสช. เพื่อเร่งรัดการทำงาน

เรียกได้ว่า พลเอกประยุทธ์ สั่งอะไร พลเอกธีรชัย รับปฏิบัติทันที เพื่อให้ยุติความหวาดระแวง หรือกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่า ตัวเขาเองเป็นน้องรักของ บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ แล้วจะฟังแต่ บิ๊กป้อม คนเดียว 

จนเวลานี้ไม่ว่าไปไหน ทำอะไร พลเอกธีรชัย จะต้อง อ้างอิง นโยบายและคำสั่งของ พลเอกประยุทธ์ ทั้งสิ้น 

แม้แต่ ม็อตโต้ ในการทำงาน ก็ยังเป็น "กองทัพเข้มแข็ง ประเทศมั่นคง" เพื่อให้สอดรับกับ "ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง ยั่งยืน" ของ พลเอกประยุทธ์ ด้วย



ด้วยการเป็น ผบ.ทบ. ที่เปี่ยมอำนาจ เป็นศูนย์กลางอำนาจ เช่นนี้ ภารกิจของมากมาย พลเอกธีรชัย จึงต้องมีนายทหารขุนพล ข้างกาย มาช่วยงานสำคัญๆ จำนวนมาก แต่ทว่า ต้องผ่านการเลือกสรรมาแล้ว

ทั้ง บิ๊กปาน พลโทจิระพันธ์ มาลีแก้ว รอง เสธ.ทบ. แกนนำเตรียมทหาร 17 ถือว่า ไม่ธรรมดา เพราะนอกจากจะขึ้นมาเข้าไลน์ เป็น รอง เสธ.ทบ. แล้ว บิ๊กหมู ยังเลือกให้เป็น ผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ของ คสช. ด้วย

ทั้งนี้เพราะ พลเอกธีรชัย ในฐานะเลขาธิการ คสช. ปรับโครงสร้าง ให้ ศปป.มาขึ้นตรงกับ เลขาธิการ คสช. แทนที่เคยขึ้นตรงกับปลัดกลาโหม

ไม่แค่นั้น พลเอกธีรชัย ยังไว้วางใจ พลโทจิระพันธ์ ด้วยการมอบหมายให้เป็น ผู้จัดการทีมฟุตบอล ทบ. อาร์มี่ ยูไนเต็ด อีกด้วย แม้ พลโทจิระพันธ์ จะไม่ได้เป็น อดีตนักฟุตบอล รร.นายร้อย จปร. หรือเตรียมทหาร แต่ก็เป็นทหารนักรบ เพราะเคยเป็น ผบ.ร. 31 รอ. หน่วยพร้อมรบเคลื่อนที่เร็วของ ทบ. โดยเจ้าตัว เผยว่า เป็นนักยูโด อีกทั้ง เป็นรอง เสธ.ทบ. (5) ที่คุมสายงานกิจการพลเรือนด้วย

แต่ที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นเพื่อนรุ่นน้องของ บิ๊กโชย พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ ผช.ผบ.ทบ. ที่ พลเอกธีรชัย ก็วางใจ มอบหมายให้เป็น CEO-ของสโมสร Army United เพราะเติบโตมาจาก ร.31 รอ. ด้วยกัน เพราะ พลเอกกัมปนาท เองก็ไม่ได้เป็นนักฟุตบอล แต่เป็นนักรักบี้ แต่ทว่า เป็น พลเอกกัมปนาท เป็น น้องรักของ พลเอกประยุทธ์

ไม่ได้มอบหมายให้ บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบ.ทบ. ที่เป็นนักฟุตบอลแข้งทองของ ทบ. จนได้ฉายาในยุคใหม่นี้ว่า "เมสซี่ เจี๊ยบ" ที่ทุกวันนี้ ยังคงฟิตตามสไตล์ทหารรบพิเศษ เตะฟุตบอลอยู่

ที่สำคัญคือ ในยุค บิ๊กโด่ง พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เป็น ผบ.ทบ. นั้น นายทหารที่ได้ชื่อว่า ลูกน้องของบิ๊กโชย ก็โดนเตะเข้ากรุ และหลายคน ไม่ได้ตำแหน่งที่คิดว่าควรจะได้ แม้ว่า พลเอกกัมปนาท ในเวลานั้น จะเป็น แม่ทัพภาค 1 ก็ตาม

จึงไม่แปลก ที่ในยุค พลเอกธีรชัย นี้ น้องรักของบิ๊กโชย อย่าง เสธ.โอรส พันเอกกัณฑ์ชัย ประจวบอารีย์ (ตท.27) จะได้ขยับเข้าไลน์ มาเป็น รอง ผบ.พล.1 รอ. และจ่อที่จะเป็น ผบ.พล.1 รอ. คุมกำลังหลักในอนาคตอันใกล้ 

โดยมี เสธ.อ๊อบ พันเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี นายทหารรุ่นพี่ ตท.24 เป็น รอง ผบ.พล.1 รอ. ที่อาวุโส กว่า ท่ามกลางการถูกจับตามองว่า ใครจะถึงฝั่งฝัน หรือว่าจะต่อคิวกัน



แต่ทว่า ผบ.พล.1 รอ. คนใหม่ ที่เรียกว่าเป็น ขุนพลข้างกายของ พลเอกธีรชัย ตอนนี้ คือ บิ๊กบี้ พลตรีณรงค์พันธุ์ จิตต์แก้วแท้ ที่ก็เรียกว่า เป็น น้องรัก ที่โตมาจาก ร.31 รอ. กับ พลเอกกัมปนาท ด้วยเช่นกัน และเป็น ผบ.หน่วย ตอนกระชับพื้นที่ ปี 2553 ทำงานเคียงข้าง พลเอกกัมปนาท อีกทั้งยังเคยรับราชการใน พล.ร.2 รอ. มาอีกด้วย

พล.1 รอ. ถือเป็น ขุมกำลังรบสำคัญของกองทัพบก และกองทัพภาค 1 จนได้ฉายาว่าเป็น กองพลปฏิวัติ ของ ทบ. เป็นหน่วยขึ้นตรงของกองทัพภาค 1

พลตรีณรงค์พันธุ์ เตรียมทหาร 22 ถือเป็นนายทหารนักรบอีกคน ที่ไม่ค่อยพูด เป็นคนเงียบๆ แต่ทำงานจริงจัง ไม่เคยปริปากบ่น ไม่ว่าภารกิจใด จนทำให้เขามีม็อตโต้ประจำตัวว่า "บี้ อดทน" เพราะความเป็นที่เป็นทหาร ก็ต้องอดทน นั่นเอง

พลตรีณรงค์พันธุ์ ถือเป็นเพื่อนรักของ บิ๊กหนุ่ย พลตรีธรรมนูญ วิถี ผบ.พล.ร.9 ที่ก็ถือเป็นขุนพลข้างกายตัวจริงของ พลเอกธีรชัย 

เพราะก่อนที่จะขึ้นมาเป็น ผบ.พล.ร.9 ในโผโยกย้ายตุลาคมที่ผ่านมานั้น เขามานั่งเป็นฝ่ายเสนาธิการของ พลเอกธีรชัย ตอนเป็น ผช.ผบ.ทบ. ก่อนด้วย และเคยเป็น ผบ.ร.12 รอ. และ รอง ผบ.พล.ร.2 รอ. ด้วย

จึงทำให้มีข่าวสะพัดมาตั้งแต่ก่อนการโยกย้ายตุลาคมที่ผ่านมาว่า พลตรีธรรมนูญ ซึ่งเป็นลูกหม้อของ พล.ร.2 รอ. จะขยับไปเป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. แต่เนื่องจาก บิ๊กหิน พลตรีศรีศักดิ์ พูนประสิทธิ์ น้องรักของ พลเอกอุดมเดช เพิ่งขึ้นมาเป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. เมื่อเมษายน 2558 ที่ผ่านมา เกรงว่า อาจจะถูกมองว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่าง พลเอกธีรชัย กับ พลเอกอุดมเดช อีกได้



นี่จึงทำให้เกิดกระแสข่าวว่า โยกย้าย เมษายน 2559 นี้ พลเอกธีรชัย จะย้าย พลตรีธรรมนูญ กลับถิ่นบูรพาพยัคฆ์ เป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. แทน พลตรีศรีศักดิ์ ที่จะเป็นได้ครบ 1 ปี เพราะ พล.ร.2 รอ. ถือเป็นขุมกำลังรบหลักของ ทบ. อีกทั้ง พลเอกธีรชัย ก็เติบโตมาจาก พล.ร.2 รอ. นี้เช่นกัน

นอกจากนี้ พลตรีธรรมนูญ ยังเป็น ดาวรุ่งของ บูรพาพยัคฆ์ ที่ถูกวางตัวให้เป็น ผู้นำ ทบ. ในยุคต่อๆ ไป เพราะนอกจากเป็นคนเก่ง มีความสามารถ และเป็นขุนพลคนสำคัญตอนรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 แล้ว ยังเป็น น้องรักของ พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี อีกด้วย

ไม่แค่นั้น พลตรีธรรมนูญ ยังคงทำหน้าที่ เป็นเสมือนนายทหารฝ่ายเสนาธิการ คอยให้คำปรึกษา พลเอกธีรชัย อยู่เงียบๆ อีกด้วย ทั้งในฐานะที่เคยเป็น ฝ่าย เสธ. และเป็นน้องรัก นั่นเอง



ทุกวันนี้ ขุนพลข้างกาย พลเอกธีรชัย ที่อยู่ใกล้ตัวนั้น นำโดย บิ๊กหม่อม หรือบิ๊กจิ๋ว พลตรี ม.ล.เพิ่มวุทธิ์ สวัสดิวัตน์ ที่เป็นเพื่อนรักของ พลเอกธีรชัย แต่ทว่า จบจากต่างประเทศ และเป็นเหล่าสารวัตรทหาร วันนี้จึงกลายเป็นทั้งฝ่าย เสธ. และเพื่อคู่คิดของ พลเอกธีรชัย

รวมถึงเป็นหัวหน้าทีม รปภ. ที่ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้ พลเอกธีรชัย และเป็นคนที่พลิกโฉมหน้ากองทัพบก ด้วยการให้ สห.ทบ. มาทำหน้าที่ทีม รปภ.ผบ.ทบ. หลังจากที่ ผบ.ทบ. ในยุคก่อนๆ ใช้ทหารรบพิเศษ ใช้กองพันจูโจม รบพิเศษ และมาใช้ทหารเสือราชินี ร.21 รอ. กันมายาวนานต่อเนื่อง

แต่ พลตรี ม.ล.เพิ่มวุทธิ์ มองว่า สห.ทบ. นั้น ผ่านการฝึกหลักสูตรการอารักขา วี.ไอ.พี. มาอยู่แล้ว และมีอาวุธยุทโธปกรณ์ พร้อม อีกทั้ง เขาเคยเป็นหัวหน้าทีม รปภ. ให้ บิ๊กสุ พลเอกสุจินดา คราประยูร อดีตนายกฯ เมื่อครั้งเป็น ผบ.ทบ. ด้วยนั่นเอง

โดย สห.ทบ. ที่ทำหน้าที่ทีม รปภ.ผบ.ทบ. นั้น ไม่ได้แต่งชุด สห. แต่แต่งเครื่องแบบปกติเขียว พร้อมอุปกรณ์สื่อสารครบชุด โดยมี พลตรี ม.ล.เพิ่มวุทธิ์ ที่ถือวิทยุสื่อสาร หรือ ว. อยู่ตลอดเวลา คอยบัญชาการ



ขณะที่นายทหารทีมฝ่ายเสนาธิการ คนสำคัญของ พลเอกธีรชัย ก็มีทั้ง พลตรีศตวรรษ รามดิษฐ์ แกนนำ ตท.21 ที่เติบโตมาจาก พล.ร.2 รอ. และเคยเป็น ผบ.ร.2 รอ. เพราะเคยอยู่กับ พลเอกธีรชัย มาด้วยกัน และถูกมองว่า จะถูกส่งกลับมาเป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. หรือไม่

นอกจากนี้ ฝ่าย เสธ.ผบ.ทบ. ยังมี เสธ.หนอง พลตรีสนอง ชูดวง พันเอกนิติปกรณ์ คชมหิทธิ์ รวมถึง เสธ.ตุ้ม พันเอกสิริศักดิ์ ตุ้มทอง ที่เป็นนายทหารฝ่าย เสธ. แต่เสมือนเป็น นายทหารคนสนิท (ทส.) ไปด้วยในตัว เพราะจะทำหน้าที่ดูแล เสื้อผ้าหน้าผม และงานต่างๆ ให้ บิ๊กหมู แบบที่เรียกว่า อยู่ใกล้ บิ๊กหมู มากที่สุด

พันเอกสิริศักดิ์ เป็นแกนนำ ตท.28 ที่กำลังเป็นคนดังของรุ่น เพราะเป็นลูกชายของ พลเอกอำพล ตุ้มทอง นายทหารนอกราชการ แต่ทว่ามีบารมี และเป็นความหวังของเพื่อนๆ

แต่เป็นธรรมดา ที่นายทหารที่โตมาจากรุ่นที่ติดกัน ใกล้กัน จะถูกจับตามองว่า เป็น รุ่นที่ควบแข่งมากับ เตรียมทหาร 27 รุ่นของ เสธ.โต พลตรี สุชาติ พรมใหม่ และ ผู้การโจ้ พันเอกคชาชาต บุญดี อดีต ผบ.ป.1 รอ. ที่ถูกบิ๊กหมู เด้งเข้ากรุ ฝ่าย เสธ.ประจำ กองทัพภาค 3 ที่ล้วนเป็นน้องรักของ พลเอกอุดมเดช



ตําแหน่งสำคัญ ที่ พลเอกอุดมเดช ได้จัดทัพเอาไว้ตอนเป็น ผบ.ทบ. และได้รับเสียงชื่นชม คือ การให้ความชอบธรรมแก่ ทหารรบพิเศษ ด้วยการให้ บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.หน่วยบัญชการสงครามพิเศษ (ผบ.นสศ.) ขึ้นมาเป็น ผช.ผบ.ทบ. เพราะเขาเติบโตมาตามไลน์ และเป็น ผบ.นสศ. ที่เปรียบเป็น แม่ทัพภาค 5 มานาน 3 ปี ได้ขึ้นมาสู่ห้าเสือ ทบ. และมาเป็นแคนดิเดท ชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. ในอนาคต แม้ว่าในยุคนี้ จะเป็นยุคทหารเสือราชินี ยุคบูรพาพยัคฆ์ ภายใต้ร่มเงาอำนาจของ บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ ที่เป็นรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม และ พลเอกประยุทธ์ นายกฯ ก็ตาม

แม้ว่า พลเอกเฉลิมชัย จะเป็นนายทหารรบพิเศษ ที่โตมาในสายของ บิ๊กแอ้ด พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และ บิ๊กบัง พลเอก สนธิ บุญยะรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. และประธาน คมช. ก็ตาม

แต่ก็มีเสียงเพรียกจาก ทหารรบพิเศษ ที่รอว่าเมื่อใดที่ ทหารรบพิเศษ จะได้เป็น ผบ.ทบ. อีกสักคน หลังจากที่ พลเอกสนธิ เป็น ผบ.ทบ. เมื่อปี 2548 และ ก่อการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็ยังไม่มี หมวกแบเร่ต์แดง ก็ยังไม่มีโอกาสมาเบ่งบานในกองทัพบกเลย

พลเอกเฉลิมชัย จึงเป็นความหวังของทั้งทหารรบพิเศษ และทหาร ตท.16 ที่ก็พลาดหวังมาจากที่ลุ้น พลเอกกัมปนาท แกนนำรุ่นสายวงศ์เทวัญ ให้เป็น ผบ.ทบ. มาแล้ว ได้เกษียณแค่ ผช.ผบ.ทบ. เท่านั้น เพราะย่ำเป็น พลตรี เป็น ผบ.พล. นานหลายปี

แถมทั้ง พลเอกเฉลิมชัย มีอายุราชการถึงปี 2561 ซึ่งหากเป็น ผบ.ทบ. ก็จะได้เป็น 2 ปี มากกว่าแคนดิเดตซึ่งเป็นเต็งหนึ่ง อย่าง บิ๊กแกละ พลเอกพิสิทธิ์ สิทธิสาร เสธ.ทบ. น้องรักของ พลเอกประวิตร ที่เป็น ตท.17 แต่เกษียณ 2560 แต่ทว่าได้เปรียบ พลเอกเฉลิมชัย เพราะเป็นน้องรักของ พลเอกประวิตร และเป็น ทั้งทหารสายบูรพาพยัคฆ์ และวงศ์เทวัญ ในสายสัมพันธ์ "ราบ๑๑ คอนเนคชั่น" ที่มี บิ๊กหนุ่ย พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อนรัก ตท.12 ของ นายกฯ ตู่



แม้ว่า พลเอกพิสิทธิ์ จะเป็นเต็งหนึ่ง ผบ.ทบ. คนต่อจาก พลเอกธีรชัย ที่จะเกษียณกันยายน 2559 แต่ทว่า ในยุคนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะจับตามองกันว่า พลเอกพิสิทธิ์ ไม่ได้เป็นแม่ทัพภาค 1 หรือไม่ทัพภาคใดมาก่อน

แม้อาจไม่ใช่เรื่องสำคัญ หาก พลเอกประยุทธ์ และ พลเอกประวิตร ไฟเขียวทั้งคู่ เพราะ พลเอกพิสิทธิ์ ก็เป็นทั้งผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับการกรม และ ผบ.พล.1 รอ. มาแล้วทั้งสิ้น

แต่ทว่า จากวิกฤติที่ผ่านมา ก็มีความพยายามที่จะพาดพิงให้นายทหารดาวรุ่ง ใน ทบ.หลายคน ได้รับผลกระทบกระเทือนไปด้วย ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ยิ่งหากดูตามงานที่ ผบ.ทบ. มอบหมายแล้ว พลเอกพิสิทธิ์ ในฐานะ เสธ.ทบ. ก็ได้รับความไว้วางใจอย่างสูง ให้ดูแลทั้งสายงานการข่าว และกิจการต่างประเทศ สายงานยุทธการ การฝึก การศึกษาทางทหาร และสายงานปลัดบัญชี รวมถึงเป็นเลขาธิการ กอ.รมน. ด้วย ส่วน พลเอกเฉลิมชัย ดูแลแค่สายงานส่งกำลังบำรุงเท่านั้น

แต่ใน ทบ. นั้น รู้กันดีว่า เรื่องราวใหญ่โตที่เกิดขึ้นในประเทศเวลานี้ ที่สั่นสะเทือนทั้งวงการตำรวจและทหารนั้น กำลังถูกจับตามองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับรอยร้าวในกองทัพบกหรือไม่ 

จนทำให้นายทหารบางคนถูกพาดพิง และถูกปล่อยภาพทางโซเชี่ยลมีเดีย และกระแสข่าวต่างๆ มาตลอด

เพราะข่าวบางกระแส ก็พุ่งเป้าไปถึง พลโท พลเอก บิ๊กในกองทัพ เลยทีเดียว จนต้องมีปฏิบัติการ IO หรือปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร ต่อสู้กันเอง 

เรื่องราวในกองทัพ โดยเฉพาะ ทบ. จึงเป็นเรื่องที่ต้องรอดูกันต่อไป แบบอย่ากะพริบตาเลยเชียว...

ผลเลือกตั้งพม่า: NLD ได้ ส.ส.-ส.ว. 291 ที่นั่ง-เสียงเหลือเฟือเสนอชื่อประธานาธิบดี 2 ราย



ผลเลือกตั้งพม่า: NLD ได้ ส.ส.-ส.ว. 291 ที่นั่ง-เสียงเหลือเฟือเสนอชื่อประธานาธิบดี 2 ราย

ประกาศรับรองผลเลือกตั้งล่าสุดครั้งที่ 16 และ 17 ของ กกต. พม่า ทำให้ขณะนี้พรรคเอ็นแอลดีที่มีออง ซาน ซูจีเป็นแกนนำมีเสียง ส.ส.-ส.ว. รวมกัน 291 ที่นั่ง และทั้ง ส.ว.-ส.ว. ได้ที่นั่งเกินครึ่งของที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ทำให้สามารถเสนอชื่อผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ 2 ราย ส่วนผู้ชิง ปธน. อีกรายจะเสนอชื่อโดยสมาชิกสภาโควตากองทัพพม่า
ผู้สนับสนุนพรรคเอ็นแอลดี หลังเลิกฟังปราศรัยที่ลานหน้าสถานีรถไฟย่างกุ้ง เมื่อคืนวันที่ 5 พ.ย. (แฟ้มภาพ/ประชาไท
12 พ.ย. 2558 - เมื่อเวลา 15.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพ (UEC) หรือ กกต.พม่า ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งครั้งที่ 17 โดยครั้งนี้เป็นการประกาศรับรองผลสมาชิกสภาท้องถิ่นระดับภาคและรัฐ ทั้งสิ้น 60 ที่นั่ง โดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD ได้ 53 ที่นั่ง พรรคสหภาพเพื่อความสามัคคีและการพัฒนา หรือ USDP ได้ 7 ที่นั่ง ทำให้ขณะนี้ กกต.พม่า ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว 820 ที่นั่ง จากทั้งหมดที่มีการแข่งขัน 1,171 ที่นั่ง
ทั้งนี้มีแนวโน้มว่าพรรค NLD จะชนะการเลือกตั้งในสภาท้องถิ่นเกือบทุกภาคและรัฐ โดยในรัฐกะยาห์ หรือรัฐคะเรนนี พรรคเอ็นแอลดีได้ที่นั่งในสภาแห่งรัฐกะยาห์ 11 ที่นั่งจาก 13 ที่นั่งที่มีการเลือกตั้ง ขณะที่สภาแห่งภาคมะกวย พรรค NLD ครองทุกที่นั่งในสภาที่มีการเลือกต้ั้ง
ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 12.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น กกต.พม่า ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเพิ่มเติมสำหรับสภาชนชาติ (Amyotha Hluttaw) หรือ ส.ว. จำนวน 33 ที่นั่ง โดยแบ่งเป็นพรรค NLD 18 ที่นั่ง พรรค USDP 6 ที่นั่ง พรรคสันนิบาตแห่งชาติรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย หรือ SNLD ได้ 3 ที่นั่ง พรรคชาติยะไข่ หรือ ANP ได้ 2 ที่นั่ง พรรคคองเกรสโซมีเพื่อประชาธิปไตย หรือ ZCD ได้ 1 ที่นั่ง พรรคชาติมอญได้ 1 ที่นั่ง พรรคองค์กรแห่งชาติปะโอ (PNO) ได้ 1 ที่นั่ง และพรรคชาติตะอาง (Ta'ang National Party) ได้ 1 ที่นั่ง

ที่นั่งรวม ส.ส. และ ส.ว. NLD 291 ที่นั่ง USDP 33 ที่นั่ง พรรครัฐฉาน SNLD 15 ที่นั่ง
ทำให้ที่นั่งในรัฐสภาขณะนี้ (1) พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD ได้ที่นั่งในสภาประชาชน (Pyitthu Hluttaw) หรือ ส.ส. 196 ที่นั่ง ที่นั่งในสภาชนชาติ (Amyotha Hluttaw) หรือ ส.ว. 95 ที่นั่ง รวมสองสภาได้ 291 ที่นั่ง
(2) พรรคสหภาพเพื่อความสามัคคีและการพัฒนา หรือ USDP ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้ที่นั่ง ส.ส. 23 ที่นั่ง และ ส.ว. 10 ที่นั่ง รวมสองสภาได้ 33 ที่นั่ง
(3) พรรคสันนิบาตแห่งชาติรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย หรือ SNLD ได้ที่นั่ง ส.ส. 12 ที่นั่ง และ ส.ว. 3 ที่นั่ง รวมสองสภาได้ 15 ที่นั่ง
(4) พรรคชาติยะไข่ (ANP) ได้ ส.ส. 3 ที่นั่ง และ ส.ว. 2 ที่นั่ง รวม 5 ที่นั่ง
(5) พรรคคองเกรสโซมีเพื่อประชาธิปไตย (Zomi Congress for Democracy Party - ZCD) ได้ ส.ส. 2 ที่นั่ง และ ส.ว. 2 ที่นั่ง รวม 4 ที่นั่ง
(6) พรรคองค์กรแห่งชาติปะโอ (PNO) ได้ ส.ส. 2 ที่นั่ง ส.ว. 1 ที่นั่ง รวม 3 ที่นั่ง
(7) พรรคชาติตะอาง (Ta'ang National Party) ได้ ส.ส. 1 ที่นั่ง และ ส.ว. 1 ที่นั่ง รวม 2 ที่นั่ง
พรรคอื่นๆ ได้แก่ พรรคประชาธิปไตยว้า (Wa Democracy Party หรือ WDP) ได้ ส.ส. 1 ที่นั่ง พรรคประชาธิปไตยรัฐคะฉิ่น (Kachin State Democratic Party หรือ KSDP) ได้ ส.ส. 1 ที่นั่ง  พรรคชาติมอญ (Mon National Party หรือ Mon NP) ได้ ส.ว. 1 ที่นั่ง พรรคโกก้างเพื่อประชาธิปไตยและเอกภาพ (Kokang Democracy and Unity Party หรือ Kokang DUP) ได้ ส.ส. 1 ที่นั่ง ขณะที่มี ผู้สมัครอิสระเป็น ส.ส. 1 ที่นั่ง และ ส.ว. 1 ที่นั่ง

ผลเลือกตั้งสภาท้องถิ่น 7 รัฐ 7 ภาค พรรค NLD ยังกวาดเรียบ
ส่วนผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาประจำภาค 7 สภา และสภาประจำรัฐ 7 สภา รวม 14 สภา ประกาศแล้ว 438 ที่นั่ง จากที่มีการแข่งขันทั้งหมด 679 ที่นั่ง  ทำให้ขณะนี้พรรค NLD ได้ที่นั่งในสภาท้องถิ่น 367 ที่นั่ง พรรค USDP หรือพรรครัฐบาล ได้ 46 ที่นั่ง พรรคสันนิบาตแห่งชาติรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย SNLD ได้ 14 ที่นั่ง
พรรคประชาธิปไตยว้า หรือ WDP ได้ 2 ที่นั่ง  พรรคประชาธิปไตยรัฐคะฉิ่น KSDP ได้ 3 ที่นั่ง  พรรคชาติมอญ (Mon National Party - MNP) ได้ 1 ที่นั่ง  พรรคประชาธิปไตยแห่งแดนมอญทั้งปวง (All Mons Regions Democracy Party - All Mon) ได้ 1 ที่นั่ง พรรคประชาชนกะเหรี่ยง (Kayin People's Party) ได้ 1 ที่นั่ง  พรรคประชาธิปไตยแห่งเมียนมาร์ หรือ DP Myanmar ได้ 1 ที่นั่ง พรรคโกก้างเพื่อประชาธิปไตยและเอกภาพ (Kokang DUP) ได้ 1 ที่นั่ง และพรรคเพื่อเอกภาพและประชาธิปไตยแห่งรัฐคะฉิ่น (UDPKS) ได้ 1 ที่นั่ง

เสียงเอ็นแอลดีเหลือเฟือที่จะเสนอชื่อแคนดิเดตประธานาธิบดี 2 ราย
ทำให้ขณะนี้พรรคเอ็นแอลดี ได้ที่นั่งในสภาเกินร้อยละ 50 ของที่จัดเลือกตั้งได้แล้วทั้ง 2 สภา โดยในส่วนของ ส.ส. พรรค NLD ขณะนี้ได้ที่นั่ง 196 ที่นั่ง ซึ่งเกิน 162 ที่นั่ง หรือครึ่งหนึ่งของที่มีการจัดเลือกตั้งทั้งหมด 324 ที่นั่ง ขณะที่ในส่วนของ ส.ว. พรรค NLD ได้ 95 ที่นั่ง ซึ่งเกิน 84 ที่นั่งหรือครึ่งหนึ่งของที่มีการจัดเลือกตั้งทั้งหมด 168 ที่นั่ง ทำให้ตามรัฐธรรมนูญพรรค NLD มีสิทธิเสนอชื่อผู้เป็นรองประธานาธิบดีได้ 2 คน คือจากเสียงของ ส.ส. และ เสียงจาก ส.ว. ขณะที่กองทัพพม่ากำหนดให้เสนอชื่อผู้เป็นรองประธานาธิบดีได้อีก 1 คน
ทำให้เมื่อเปิดประชุมสภาในเดือนมกราคม ส.ส. และ ส.ว. ทั้งหมด 657 คน ซึ่งรวม ส.ส. และ ส.ว. ร้อยละ 25 ที่แต่งตั้งโดยกองทัพแล้วจะเป็นผู้ลงมติเลือก 3 บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นรองประธานาธิบดี โดยผู้ชนะจะเป็นประธานาธิบดี และอีก 2 คนที่เหลือจะเป็นรองประธานาธิบดี
ที่มา: แปลและเรียบเรียงเพิ่มเติมจาก The Myanmar Times Election Livehttp://www.mmtimes.com/index.php/election-2015/live-blog.html

อธิบดีราชทัณฑ์ ยัน "อาท จิรวงศ์" ผู้ต้องหาคดีม.112 ยังมีชีวิต


"วิทยา" อธิบดีราชทัณฑ์ ยัน "อาท จิรวงศ์" ผู้ต้องหาคดีม.112 ยังมีชีวิต สุขภาพแข็งแรงดี ครบกำหนดฝากขังผัด3พรุ่งนี้
นายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวนายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ หรือ “อาท ชัตเตอร์เทพ” เลขานุการนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยอง ผู้ต้องขังคดีความผิด มาตรา112 เสียชีวิตแล้วว่า ขณะนี้นายจิรวงศ์ยังมีชีวิตอยู่ และมีสุขภาพแข็งแรงดี อยู่ในเรือนจำภายในมทบ. 11โดย ในวันพรุ่งนี้ (13พ.ย.) จะครบกำหนดฝากขังต่อเป็นผัดที่3เป็นเวลา12วัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายจิรวงศ์ ภายหลังมีผู้ต้องขังคดีความผิด มาตรา112 เสียชีวิต ในเรือนจำ 2 รายทำให้เมื่อวันที่ 10พ.ย. ที่ผ่านมา พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการว่าการกระทรวงยุติธรรม สั่งการให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เข้มงวดกับการตรวจสุขภาพกายและจิตใจของผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวฯจะได้ไม่มีข้อสงสัยเมื่อเกิดเหตุขึ้น

ไม่รู้เหมือนกันว่าหายไปไหน ติดต่อตุ้ยไม่ได้เลย




"ไม่รู้เหมือนกันว่าหายไปไหน ติดต่อตุ้ยไม่ได้เลย" นายทหารจากเตรียมทหาร15 รุ่นเดียวกับพล.อ.ประวุฒิ ถาวรศิริ บอกไม่มีข่าวเพื่อนตุ้ยเลยไม่รู้หายไปไหน หรือยังไม่กลับจากเมืองนอกหลังมีข่าวว่ากลับมาแล้ว...ใครมีข้อมูลว่ามาที

อองซานซูจี จากวันวานถึงวันนี้

12112558 อองซานซูจี : จากวันวานถึงวันนี้
โดย : กาแฟดำ

ชัยชนะท่วมท้นของการเลือกตั้งใหญ่ สำหรับอองซานซูจีครั้งนี้ กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าการเมือง ของพม่าครั้งสำคัญยิ่ง
จากผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ถูกกักบริเวณ ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง และแม้จะมีการเลือกตั้งเมื่อปี 1990 ที่ประชาชนเลือกพรรค NLD ของเธออย่างล้นหลาม เธอก็ไม่สามารถไปใช้สิทธิหย่อนบัตรเพราะยังถูกกักบริเวณ
วันนี้เธอกำลังจะก้าวเข้าสู่อำนาจรัฐ และหากเป็นไปตามที่เธอต้องการ อองซานซูจี จะมีฐานะ “อยู่เหนือประธานาธิบดี” เพราะทหารเขียนรัฐธรรมนูญไม่ให้เธอมีตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองอย่างเป็นทางการได้
แต่เมื่อเธอคือขวัญใจของประชาชน รัฐธรรมนูญจะเขียนอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่ากับ “อาณัติ” ยิ่งใหญ่ที่ประชาชนให้กับเธอในการเลือกตั้งครั้งนี้
หากต้องการจะเข้าใจว่าเธอจะเดินหน้าการเมืองอย่างไร ต้องเข้าใจถึงวิธีคิดและแนวทางที่เธอต้องการจะวางตัวเองให้อยู่ในฐานะที่จะร่วมขบวนการปฏิรูปประเทศโดยไม่จำเป็นต้องปัดบทบาทของทหารออกไปจากแวดวงการเมืองทั้งหมดเสียเลยทีเดียว
จึงน่าสนใจว่าการต่อรองเจรจา ระหว่างเธอกับนายพลเต็งเส่ง และผู้นำกองทัพโดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารสูงสุด นายพลมินอ่องหลาย จะนำไปสู่การตั้งรัฐบาลที่เสียงข้างมาก มีสิทธิในการบริหารโดยที่ยังคงบทบาททหารในระดับที่เหมาะสมอย่างไร
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 หรือ 3 ปีก่อน ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์อองซานซูจีก่อนจะมีการเลือกตั้งซ่อม ที่เป็นก้าวแรกของการผลักดันให้พรรค NLD ของเธอเข้าสู่ฐานอำนาจรัฐ หากฟังคำตอบของเธอต่อคำถามของผมขณะนั้น ก็จะพอประเมินแนวทางของเธอจากนี้ไปได้ไม่ยากนัก
ถาม : จากที่เคยเป็นผู้ต่อต้าน ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป คุณรู้สึกอย่างไร?
ซูจี : ฉันยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งเลยค่ะ
ถาม : คุณวางแผนจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิรูปหรือไม่?
ซูจี : วันหนึ่ง ฉันหวังว่าจะได้มีส่วนร่วมค่ะ
ถาม : มันยากไหม ที่จะเปลี่ยนแปลง?
ซูจี : ไม่หรอกค่ะ มันอาจจะเป็นงานหนัก แต่เราชินกับการทำงานหนัก มันคงจะไม่ได้หนักไปกว่าในอดีตแล้ว
ถาม : แต่ช่วงเวลาไหนที่ทำให้คุณตัดสินใจว่าคุณจะเล่นเกมนี้กับฝ่ายทหาร?
ซูจี : ฉันไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นช่วงเวลาไหน เพราะเราเชื่อมาโดยตลอดว่าความร่วมมือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่จะทำให้ทุกอย่างเดินหน้า เราเชื่อในการเจรจามาโดยตลอด และความพยายามร่วมกัน
ถาม : ฝ่ายรัฐบาลให้สัญญาหรือคำมั่นอะไรกับคุณ ถึงทำให้คุณตัดสินใจเข้าร่วม?
ซูจี : ไม่มีคำสัญญาหรือคำมั่นใดๆ แต่ฉันเชื่อว่า ท่านประธานาธิบดีจริงใจที่จะปฏิรูป และท่านบอกว่า ต้องการช่วยสนับสนุนในกระบวนการสู่ประชาธิปไตย เราพูดคุยกันในประเด็นนี้ ซึ่งทำให้เราสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งซ่อมได้
ถาม : ผมเชื่อว่า คุณคงถามท่านว่าฝ่ายทหารสนับสนุนการปฏิรูปครั้งนี้หรือไม่
ซูจี : ไม่ค่ะ ดิฉันไม่ได้ถามท่าน ดิฉันจะไม่พูดว่าฉันพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับท่านอย่างไร
ถาม : อย่างน้อยผมก็ต้องการรู้ว่า...
ซูจี : ฉันจะไม่พูดถึงสิ่งที่พูดคุยเป็นการส่วนตัวกับท่านค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราพูดคุยกันหรือไม่ได้พูดคุยกันก็ตาม
ถาม : อนาคตของคุณล่ะครับ ก้าวต่อไปของคุณคืออะไร?
ซูจี : ก้าวต่อไป ก็คือต้องชนะการเลือกตั้งซ่อมค่ะ ฉันคิดว่า เราควรก้าวไปข้างหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไป
ถาม : และถ้าคุณชนะการเลือกตั้งซ่อม คุณจะเล่นบทบาทอะไรในสภา?
ซูจี : บทบาทของการเป็น ส.ส.ฝ่ายค้านที่ดีค่ะ
ถาม : ฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลครับ?
ซูจี : เราต้องเริ่มจากการเป็นฝ่ายค้านค่ะ เราคงไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มี ส.ส. 48 ที่นั่ง แม้ว่าจะชนะทุกๆเขตก็ตาม
ถาม : คุณจะบอกอะไรกับโลกในขณะที่พม่ากำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว?
ซูจี : จับตามองกระบวนการเลือกตั้งซ่อม ฉันคิดว่าเราต้องค่อยๆเดินไปทีละก้าว และสิ่งสำคัญตอนนี้ก็คือ การเลือกตั้งซ่อมที่จะเกิดขึ้น ควรจะมีอิสระและความยุติธรรมและเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย
จากวันนั้นถึงวันนี้ ทุกอย่างกำลังจะปรับเปลี่ยนอีกครั้ง ท่ามกลางความคาดหวังสูงจากคนพม่าทั่วประเทศ “แม่ซู” กำลังจะต้องก้าวเข้าสู่บทบาทที่หนักหน่วงและท้าทายยิ่ง
- See more at:http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/636095…

ปธน.เมียนมาส่งสารยินดี "ซูจี" ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง



http://www.matichon.co.th/online/2015/11/14472498861447250030l.jpg
(นายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีเมียนมา ที่มาภาพ: AFP)

(11 พ.ย.58) สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง แห่งเมียนมาร์ ร่วมแสดงความยินดีต่อความสำเร็จในการเลือกตั้งแก่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบล

นายอู เย ทุต โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีเมียนมาร์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า “ข้อความของเราสู่ประชาชนในประเทศ ในนามของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีต้องการแสดงความยินดีต่อประชาชนชาวเมียนมาร์สำหรับวันเลือกตั้งที่สงบ ยุติธรรม และมีเสรีภาพ” ก่อนเสริมต่อว่า “และในส่วนที่สอง ประธานาธิบดีต้องการแสดงความยินต่อพรรคเอ็นแอลดีสำหรับความสำเร็จในการเลือกตั้ง และปราถนาให้พวกเขาสามารถเติมเต็มความปราถนาของประชาชนในอนาคต”

ภายใต้การประกาศผลที่นั่งในสภาที่ดำเนินไปประมาณ40 เปอร์เซนต์ พรรคเอ็นแอลดีครองคะแนนเสียงเกือบ 90 เปอร์เซนต์ ขณะที่พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ครองที่นั่งประมาณ 5 เปอร์เซนต์

ก่อนหน้านี้ นางซูจีได้เขียนเอกสารถึงประธานาธิบดีเต็ง เส่งเพื่อร้องขอให้ประชุมเจรจาถึงการประนีประนอมแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีฯเผยว่า การประชุมลักษณะนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผลการเลือกตั้งทั้งหมดถูกประกาศออกมาแล้ว พร้อมยืนยันว่า ไม่มีการพยายามที่จะทำให้ประกาศผลการเลือกตั้งล่าช้า

ผู้นำหญิงพรรคประชาธิปไตยในพม่า



Cr:ปฏิรูปไทย
ผู้นำหญิงพรรคประชาธิปไตยในพม่า สั่งกดขี่กีดกันชาวมุสลิม อย่าให้โงหัวได้
** คลิ๊กดูภาพนัวเนียจัดเต็มแบบประชาธิปไตยได้ที่http://topsecretthai2.blogspot.com/2015/11/blog-post_40.html
ตามที่อองซานประกาศแถลงไปทั่วโลกหลังการเลือกตั้งว่า "จะเป็นผู้บริหารประเทศตัวจริง โดยอยู่เหนือประธานาธิบดี และผู้นำนอมินี จะต้องทำตามสิ่งที่เธอสั่ง" สร้างความช็อคตะลึงกันไปทั่ว เพราะนี่ขนาดยังไม่ได้อำนาจยังกล้าดูถูกระบอบประชาธิปไตยขนาดนี้ ระบอบนี้คนแดนไกลเคยใช้ควบคุมผู้นำประเทศไทยแบบนอมินีถึง 3 คน
และควบคุมเสียงข้างมาก สั่งเจ้าหน้าที่ยิงประชาชน คดโกงจำนำข้าว 7 แสนล้านบาท และออกกฎหมายล้างผิดตอนตี 4 มาแล้วโดยไม่สนใจประชาชนผู้เลือกตั้ง ล่าสุดสมาชิกอาวุโสของพรรค NLD ของประเทศพม่าแฉว่า นางออง ซาน ซู จี หัวหน้าพรรค และเจ้าของรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ “สั่งห้ามไม่ให้ชาวมุสลิมในพรรคลงสมัครเลือกตั้ง “ ที่ผ่านมา
เน้นว่า "ชาวมุสลิม" ไม่ใช่ชาวโรฮิงยา เหตุเพราะกลัวคะแนนเสียงตก ในกลุ่มมาบาทา ที่เป็นกลุ่มชาตินิยมพุทธ ทำให้นางซูจีถูกโวยวายอย่างหนักจากชาวมุสลิมในประเทศ และนานาชาติ ที่กีดกันและกดขี่ทางศาสนาแล้วพม่าจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร ?? ในเมื่อเป็นประชาธิปไตยที่เห็นคนไม่มีสิทธิและคุณค่าเท่ากัน ??
โอว..ซวยแล้วชาวพม่า เจอเผด็จการที่รับคำสั่งทุกเม็ดมาจากจ้าวลัทธิประชาธิปไตยเข้าให้แล้ว " อเมริกาสั่ง ซูจีคิด พรรค NLD ทำตาม" คอยดูคนมุสลิมพม่าจะถูกกดขี่ และสร้างชนชั้นทางศาสนาในยุคประชาธิปไตยนี่แหละ
@ เสธ น้ำเงิน2

โปรดเกล้าฯ ให้บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ผู้แทนพระองค์ฯทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.
 
 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ผู้กำกับชื่อดัง,ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ มูลนิธิร่วมกตัญญู และประธานบริษัท “บิณฑ์ บูม บิสซิเนสจำกัด” เป็นผู้แทนพระองค์นำผ้าพระกฐินพระราชทาน พร้อมขบวนอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานและเครื่องบริวารพระกฐินไปถวาย ณ วัดบางแวกแขวงคูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 
หลังเสร็จสิ้นพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ถวายปัจจัยบำรุงแก่วัดบางแวก และได้มอบทุนการศึกษาแก่มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี หลังจากนั้นประธานฯบิณฑ์ ก็เดินทักทายเหล่าญาติสนิทและแฟนคลับ พร้อมร่วมรับประทานอาหาร เฮฮาปิดท้ายด้วยการแสดงจากศิลปินนักร้องค่าย ท็อปไลน์
ไดมอนด์

ประมูลคลื่น 1800 MHz จบแล้ว - ทรู - เอไอเอส คว้าชัยชนะ ราคารวม 80,778 ล้านบาท


กินเวลากว่า 33 ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลา 10.00 น. ของวันที่ 11 พฤศจิกายน จนถึงตอนนี้ การประมูลคลื่น 1800 MHz จบลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยราคาสุดท้ายพร้อมผู้ชนะมีดังต่อไปนี้ครับ
  • สล็อต 1 (1710 – 1725 / 1805 – 1820MHz) บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมูนิเคชัน จำกัด เสนอราคา 39,792 ล้านบาท
  • สล็อต 2 (1725 – 1740 / 1820 – 1835MHz) บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด เสนอราคา 40,986 ล้านบาท
  • ราคารวมทั้งสิ้น 80,778 ล้านบาท
กระบวนการถัดไปคือ กทค. จะรับรองผลการประมูลภายในวันที่ 18 พฤศจิกายน และหลังจากนั้น 90 วัน ผู้ชนะจะต้องจ่ายค่าประมูลงวดแรก ที่ราคา 20,493 ล้านบาท (50% ของ AWN) หลังจากนั้น กทค. จะนัดวันรับใบอนุญาตต่อไปในภายหลัง
ที่มา - MXPhone

ผลประมูล4G1800M

ข่าวล่าสุดจาก Peerapol Chatanantavej หรือ ปีเตอร์กวงครับ ในที่สุดก็ได้ผู้ชนะการประมูลซะที AIS นี่ผมว่าได้ชัวร์ๆ ส่วน True ก็น่าจะสู้ไม่ถอย
ทาง Dtac ถือว่ามีใบอนุญาตเก่าอยู่อาจจะพอมีช่องทางให้ถอยได้

งานนี้ปรบมือให้ผู้บริหารทุกค่ายครับ โคตรเครียดเลย

แกนนำแดงอุบลพบบิ๊กตู่เสนอตัวร่วมพัฒนาประเทศ



12 พ.ย. 58 เมื่อเวลา 07.45น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) พร้อมด้วย พล.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี  นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางจากฝูงเครื่องบิน กองการบิน ศูนย์การเคลื่อนย้าย กองทัพบก ดอนเมือง เดินทางโดยเครื่องบินแอมแบร์ บ.ท.135  มายังท่าอากาศยานทหาร กองบิน 21 จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ พร้อมด้วยทหาร ตำรวจและข้าราชการให้การต้อนรับ โดยมีมาตรการการรักษาความปลอดภัยคุ้มกันอย่างเข้มงวด
จากนั้น เวลา 09.30 น. นายกฯ และคณะ เดินทางถึงบ้านยางกะเดา ต.ท่าเมือง อ.ดอนมดแดง จ.อุบลราชธานี เพื่อติดตามโครงการบริหารจัดการน้ำ และโครงการสนับสนุนด้านการเกษตร ต่อด้วยการตรวจเยี่ยมการดำเนินนโยบายการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกอบด้วย กิจกรรมกองทุนหมู่บ้าน ตำบลละ 5 ล้านบาท โรงสีหมู่บ้าน สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และตลาดประชารัฐ
ทั้งนี้ ระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินตรวจเยี่ยมและพบปะประชาชนในตลาดประชารัฐอยู่นั้น ได้มี นายจำรูญศักดิ์ จันทรมัย แกนนำ นปช.จังหวัดอุบลราชธานี ประสานกับเจ้าหน้าที่ เพื่อขอพบพูดคุย กับนายกฯ เพื่อเสนอตนเข้าร่วมพัฒนาประเทศ โดยทันทีที่พบ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับ นายจำรูญศักดิ์ ว่า"เป็นคนไทยหรือเปล่า ถ้าเป็นคนไทยก็ต้องช่วยกัน แล้วทำให้ดี ผิดถูกเป็นเรื่องของกฏหมาย ก็ว่ากันไป ถ้าไม่มีอะไรก็ช่วยกัน ถ้าไม่ช่วยวันนี้ แล้วจะช่วยวันไหน สงสารประชาชนเขาไหม เราแพ้ชนะกัน แต่คนเดือดร้อน คือ ชาวบ้าน ข้าราชการ เดือดร้อนหมด มันไม่ได้ วันนี้ไม่ได้ว่าคุณต้องมาเข้าข้างผม หรือเข้าข้างใคร แต่ต้องทำให้ทุกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เขาทำเพื่อประชาชนจริงๆ โอเคไหม" นายกฯ กล่าว
โดยนายจำรูญศักดิ์ ได้ตอบกลับนายกฯว่า พร้อมที่จะร่วมพัฒนาร่วมกัน จากนั้น นายกฯ ได้หยอกล้อกับ นายจำรูญศักดิ์ อย่างอารมณ์ดี พร้อมตบไหล่ และโอบกอด พร้อมระบุว่า"ไม่กลัวเขาว่าอะไรหรือ" ขณะที่ นายจำรูญศักดิ์ ตอบกลับว่า"ไม่กลัว เราทำเพื่อชาติ"
นายจำรูญศักดิ์ กล่าวภายหลังด้วยว่า ที่ผ่านมา ปัญหาความขัดแย้ง ไม่ได้ช่วยให้ประเทศพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งหากมีการเลือกตั้งในเวลานี้ ในขณะที่ความขัดแย้งยังมีอยู่ ประเทศจะไม่สามารถเดินหน้าได้ ที่ผ่านมา ตนพยายามพูดคุยกับแกนนำ นปช.ในหลายจังหวัดว่า ให้มาช่วยกัน เพราะหากยังเป็นอย่างนี้อยู่ ต่อให้อีกยี่สิบปีข้างหน้า ปัญหาก็จะไม่จบ ดังนั้น จึงต้องหยุดอยู่คนละครึ่งทาง ให้เวลานายกฯ ซึ่งตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.57 เป็นต้นมา ประชาชนให้การยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์ มากขึ้น และมีอีกหลายส่วน ที่ไม่แสดงออก จึงต้องมีคนกลางเข้ามา นั่นก็คือ พล.อ.ประยุทธ์
อย่างไรก็ตาม การเสนอตัวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ครั้งนี้ ตนไม่กังวลว่า จะกระทบต่อแกนนำ นปช.คนอื่นๆ ซึ่งในบรรดาแกนนำด้วยกัน มีหลายอุดมการณ์ และอยากให้รัฐบาล สิ่งที่ตนอยากได้จากรัฐบาลมากที่สุด คือจัดการกับการทุจริตคอรัปชั่น และยอมรับว่า การดำเนินคดีในโครงการรับจำนำข้าวต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถือว่าเตะกล่องดวงใจคนเสื้อแดง แต่ขอให้ทำทุกอย่างตามขบวนการยุติธรรมอย่างถูกต้อง และสามารถพิสูจน์ได้ เพราะที่ผ่านมา คนเสื้อแดงต่างไม่ได้รับความเป็นธรรมในหลายๆ เรื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มงวด โดยมีการสนธิกำลังระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร คอยตรวจดูความเรียบร้อยโดยรอบงาน รวมถึงมีหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดคอยสแกนพื้นที่โดยรอบ ขณะที่การตรวจค้นบุคคลเข้า-ออก ที่ทางเข้างานนอกจากต้องผ่านเครื่องแสกนโลหะแล้ว ยังมีการขึงผ้าเป็นสองห้องแบ่งเป็นชาย-หญิง เพื่อตรวจค้นร่างการโดยละเอียด ทั้งนี้ ก่อนนายกฯ จะเดินทางมาถึง ได้มีการสั่งให้รื้อถอนป้ายไวนิลขนาดใหญ่ สูงกว่า 2 เมตร กว้างประมาณ 8 เมตร ที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าทางเข้างาน โดยมีข้อความร้องเรียนขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เพื่อดำเนินโครงการเลี้ยงโค-กระบือ ของกลุ่มสหกรณ์เกตรกรไทยพอเพียงจำกัด โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า สาเหตุที่ต้องมีการรื้อถอนเนื่องจากเป็นหนังสือร้องเรียน ซึ่งในพื้นที่งานก็ได้มีการจัดพื้นที่รับเรื่องราวร้องทักข์จากศูนย์ดำรงธรรมไว้อยู่แล้ว
ทั้งนี้ ในช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. นายกรัฐมนตรีจะพบปะกับประชาชนราว 2,000 คน เพื่อรับทราบปัญหาของประชาชนในพื้นที่และนำไปสู่การแก้ไขต่อไป ซึ่งคาดว่า ปัญหาที่ประชาชนเตรียมร้องเรียนกับนายกรัฐมนตรี อาทิ ปัญหาโรงงานผลิตเอทานอล ปล่อยน้ำเสีย ปิดกั้น บุกรุกทางสาธารณะ และแหล่งน้ำสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ปัญหาโรงโม่หิน ที่ อำเภอน้ำยืน รุกพื้นที่ป่าสงวน ก่อให้เกิดฝุ่นละอองต่อประชาชน และนักเรียน รถบรรทุกน้ำหนักเกินทำให้ถนนเสียหาย และปัญหาการก่อสร้างถนน 4 เลน อุบลราชธานี-อำนาจเจริญ งบประมาณ 930 ล้านบาท ที่ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน
จากนั้นในเวลา 11.45 น. นายกรัฐมนตรตรี และคณะ จะเดินทางไปยัง ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เพื่อเข้าร่วมประชุมกลุ่มย่อยกับภาคเอกชนส่วนกลาง ต่อด้วยเป็นประธานการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ(กรอ.) กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ที่ประกอบไปด้วย จ.อุบลราชธานี จ.ยโสธร จ.ศรีสะเกษ และ จ.อำนาจเจริญ เพื่อหารือร่วมกันเป็นเรื่องของมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ มาตรการส่งเสริมเอสเอ็มอี การส่งเสริมการลงทุนว่า มีความคืบหน้า และมีปัญหาอุปสรรคมากน้อยเพียงใด ตลอดจนมาตรการในการบรรเทาภัยแล้ง และบทบาทของภาคธุรกิจที่จะมาสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลในพื้นที่ 

ผบ.ทบ. พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ตั้งกรรมการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์.



ผบ.ทบ. พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ตั้งกรรมการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์...ถ้าไม่ฮั้วกันงานนี้รับรองมีแจ่มจันทร์ แต่ถ้าฮั้วกันก็มีเฮ
โฆษก.ทบ.ชี้แจง กรณีเรื่องของอุทยานราชภักดิ์ข้อมูลที่มีการนำเสนอในช่วงที่ผ่านมาหลายๆ ข้อมูลอาจยังไม่ได้ผ่านกระบวนการพิสูจน์ที่สมบูรณ์อย่างเป็นทางการจากผู้ปฏิบัติและผู้ที่มีหน้าที่โดยตรง ทำให้หลายๆ ข้อมูลนั้นอาจคลาดเคลื่อนได้ จนอาจไปมีผลต่อภาพลักษณ์องค์กรได้ ทั้งนี้เมื่อมีข้อกังวลสงสัยขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นโครงการที่ไม่ได้ใช้งบประมาณของแผ่นดินก็ตาม แต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง กองทัพบกจึงได้แต่งตั้ง“คณะกรรมการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์” เพื่อทำการตรวจสอบการดำเนินโครงการอุทยานราชภักดิ์ในทุกด้าน อย่างเร่งด่วนแล้ว. ทั้งนี้ทางผู้บังคับบัญชายังได้มีการขีดกรอบการทำงานไว้คือ จะพยายามทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ โดยขอให้เชื่อมั่นว่าการดำเนินการจะอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ที่จะต้องไม่มีการบิดเบือน โดยหากพบว่ามีกำลังพลไปการดำเนินการใดๆ ที่ดูไม่เหมาะสม ทบ.จะมีการดำเนินการไปตามระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน สำหรับ พ.อ.คชาชาติฯ หลังจากที่มีการแจ้งข้อหามา ทางต้นสังกัดได้เสนอขอให้มีการปลดออกจากราชการ เนื่องจากต้องหาคดีอาญาฯ และได้มีการหลบหนี ปัจจุบันจึงได้มีคำสั่ง กห.ให้ปลดออกจากราชการแล้ว...นิวทีวี
เสธโจ้ ข่าวว่าพันทั้งเรืองหาประโยชน์กับหยองที่ไปไหนไหนแล้วและเรื่องโรงหล่อ ที่ปิดกันให้แซดว่าเกิดอะไรขึ้น … จะมีเฮหรือแจ่มจันทร์ ต้องติดตาม

สหรัฐ-อียูจ่อเลิกคว่ำบาตรเมียนมา ทัพธุรกิจไทย-ต่างชาติแห่ขยับลงทุน

ทั่วโลกเกาะติดผลเลือกตั้ง ลุ้นโฉมหน้ารัฐบาลเมียนมา สหรัฐ-สหภาพยุโรปจ่อยกเลิกคว่ำบาตรเป็นทางการ ทัพธุรกิจชาติตะวันตกเตรียมบุก คาดมูลค่าเงินลงทุนพุ่งพรวดหลังมี ครม.ใหม่ ทุนไทยไม่น้อยหน้า "สหพัฒนฯ-คาราบาว กรุ๊ป-Tharaphu Decor" รอดูทิศทางนโยบายเศรษฐกิจก่อนขยับลงทุน

แม้ คณะกรรมการการเลือกตั้งเมียนมายังไม่ประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อ 4 พ.ย. 2558 เป็นทางการ แต่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ภายใต้การนำของนางออง ซาน ซู จี รวมถึงผู้สนับสนุนมั่นใจว่าจะเป็นฝ่ายกำชัย ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์เป็นที่จับตามองของนานาประเทศ รวมทั้งนักธุรกิจนักลงทุน ตลอดจนนักวิชาการของไทย ที่ต่างเกาะติดข่าวความเคลื่อนไหวใกล้ชิด

นายวิน ไมยินต์ กรรมการบริหารพรรค NLD เปิดเผยว่า พรรคคาดว่าจะมีผู้สมัคร ได้รับการเลือกตั้งราว 80% จาก 323 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ (สภาผู้แทนราษฎรเมียนมามี ส.ส.ได้ 330 คน แต่จัดการเลือกตั้งได้เพียง 323 เขต) และผลการเลือกตั้งที่ประกาศออกมา 54 เขต ผู้สมัครจากพรรค NLD กวาดที่นั่งได้ 49 ที่นั่ง

ด้านนายฮเต อู หัวหน้าพรรคสหภาพ สามัคคี และการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นแกนนำในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ออกมายอมรับความพ่ายแพ้ แม้แต่ตัวนายอูเองก็พลาดท่าในเขตที่ตนลงสมัครรับเลือกตั้ง

ยุโรปจ่อเลิกคว่ำบาตร-ทุนไหลเข้า

รอย เตอร์สระบุว่า การยอมรับความพ่ายแพ้ของหัวหน้าพรรค USDP เป็นนิมิตหมายที่ดีว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันรวมถึงกองทัพจะยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ซ้ำรอยการเลือกตั้งปี 2533 ที่พรรค NLD คว้าชัยแบบถล่มทลาย แต่รัฐบาลเผด็จการในขณะนั้นปฏิเสธที่จะก้าวลงจากอำนาจ

หากกระบวนการ ต่อจากนี้ไปจนถึงการเลือกตัวประธานาธิบดี และการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างโปร่งใส นักวิเคราะห์มองว่า จะทำให้สหรัฐและสหภาพยุโรป (EU) ตัดสินใจยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเมียนมาอย่างเป็นทางการ จากก่อนหน้านี้แขวนมาตรการลงโทษส่วนใหญ่ไว้ชั่วคราว หลังเมียนมามีรัฐบาลกึ่งพลเรือนภายใต้การนำของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง

การ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรจะหนุนให้ธุรกิจจากตะวันตกเข้าลงทุนในเมียนมามากขึ้น จากเดิมที่สนใจอยู่แล้ว โดยปีงบประมาณ 2557 ที่สิ้นสุดในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เมียนมามีมูลค่าเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ 8,100 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ถึง 20 เท่า และคาดว่าจะพุ่งขึ้นรวดเร็วยิ่งขึ้นหลังมีรัฐบาลใหม่ 

เปิดประตู ศก.รับนักลงทุนทั่วโลก 

ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งเมียนมาครั้งนี้ว่า ภาพใหญ่ทางการเมืองและเศรษฐกิจเมียนมา เป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย โดยทหารเป็นฝ่ายริเริ่ม ยินยอมให้การเลือกตั้ง และรัฐบาลทหารได้ออกแบบรัฐธรรมนูญ พร้อมยังคงกุมอำนาจบางส่วนอยู่

"คาดว่านางออง ซาน ซู จี จะมีส่วนสำคัญในการบริหารประเทศ ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารสู่รัฐบาลพลเรือน แม้ทหารยังมีอำนาจแต่งตั้งผู้บริหารประเทศในสัดส่วน 25% และยังคุม 3 กระทรวงหลัก คือ กลาโหม, มหาดไทย และกิจการชายแดน และพรรค NLD คงไม่สามารถบริหารประเทศได้โดยไม่ปรึกษาทหาร"

ภาพทางเศรษฐกิจ เมื่อการเมืองนิ่ง มีเสถียรภาพ จากนี้จะเห็นกลุ่มธุรกิจข้ามชาติ เดินหน้าเข้าลงทุนในเมียนมามากขึ้น โอกาสเมียนมาหลังเลือกตั้งคือ ประเทศมีกติกาชัดเจน ทุกโครงสร้างอำนาจยอมรับร่วมกัน พรรคทหารมีการปรับตัวช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงที่เมียนมามีความลงตัวทางอำนาจ มีรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง, มีรัฐธรรมนูญ และทหารร่วมเป็นรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคง ทำให้การเจรจาการค้า การลงทุน การทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น 

"บรรยากาศ ดังกล่าวจะเปิดให้กลุ่มประเทศที่เคยหันหลังให้เมียนมา ไปลงทุนมากขึ้น ทั้งสหภาพยุโรป, สหรัฐ และอังกฤษ และชัดเจนว่าที่ผ่านมาพรรค NLD และนางซู จี มีนโยบายเรื่องการต้อนรับนักลงทุนต่างชาติ เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ นักลงทุนจะเห็นภาพชัดว่าจะติดต่อกับฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติอย่างไร เมื่อการเมืองนิ่ง เศรษฐกิจประเทศจะคล่องตัวมากขึ้น" 

"คาราบาว กรุ๊ป" เดินหน้าตั้งรง.

นาย เสถียร เศรษฐสิทธิ์ ประธานกรรมการ บมจ.คาราบาว กรุ๊ป กล่าวว่า ทิศทางของการลงทุนในเมียนมาต่อจากนี้ นักลงทุนยังต้องจับตาการจัดตั้งรัฐบาล ส่วนตัวมองว่าหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เมียนมาจะแข็งแกร่งมากขึ้น เช่นเดียวกับแผนเข้าไปลงทุนจัดตั้งโรงงานผลิตร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น บริษัทติดตามผลการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใกล้ชิด หากเป็นไปอย่างราบรื่นจะเดินหน้าลงทุนตามแผนที่วางเอาไว้ปีหน้า 

"ยัง ต้องรอดูว่าพรรค NLD จะร่วมมือกับกลุ่มอำนาจเดิมพัฒนาประเทศต่อไปอย่างไร แต่ 2 ปีที่ผ่านมา เมียนมามีสัญญาณชัดเจนว่าเดินหน้าเปิดประเทศ และยอมรับการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนพลิกโฉมอย่างรวดเร็ว"

สหพัฒนฯชี้ยังมีข้อจำกัด

ขณะ ที่นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บมจ.สหพัฒนพิบูล มองว่าสถานการณ์การลงทุนในเมียนมาไม่น่าเปลี่ยนแปลงหรือได้รับผลกระทบมากนัก บริษัทยังไม่มีแผนลงทุนเพิ่มจากเดิมที่ได้เข้าไปลงทุนมาสักระยะแล้ว อาทิ โรงงานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และมีธุรกิจจัดจำหน่าย จะเน้นขยายช่องทางให้มากขึ้น ล่าสุดบริษัทในเครือคือ ไลอ้อน ได้ร่วมทุนกับท้องถิ่นผลิตผงซักฟอก แม้ขณะนี้นักลงทุนสนใจลงทุนในเมียนมา แต่อีกนานกว่าทุกอย่างจะลงตัว

"นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดทั้งเรื่อง พลังงาน ค่าเช่าที่ดินแพง ความไม่พร้อมด้านสาธารณูปโภค ทำให้ชะลอแผนลงทุนนิคมอุตสาหกรรม หลังสำรวจตลาดเมื่อ 1-2 ปีก่อน ที่น่าสนใจคือ การผลิตสินค้าในเมียนมายังมีน้อย เราจึงสนใจหาฐานการผลิตใช้บริโภคภายในประเทศ สร้างการเติบโตให้สินค้าของเราด้วย"

รอดูโฉมหน้ารัฐบาล

นาย ณัฐวิน พงษ์เภตรารัตน์ รองนายกสมาคมนักธุรกิจไทยพม่า และกรรมการผู้จัดการ Tharaphu Decor Co.,Ltd. ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ และมีโชว์รูมในกรุงย่างกุ้ง ชี้ว่า ช่วงนี้ธุรกิจที่เตรียมแผนลงทุนบางส่วนอาจชะลอไว้ชั่วคราว รอดูแนวทางการตั้งรัฐบาลจะเป็นไปในทิศทางใด เช่น หากพรรค NLD ชนะการเลือกตั้งขาดลอยได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว หรือต้องตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับฝ่ายทหาร เพราะมีผลต่อนโยบายด้านต่าง ๆ รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจ

"ผลที่เกิดขึ้นทันทีจากการเลือกตั้งทำให้ บรรยากาศการลงทุนปรับตัวดีขึ้น เพราะการเลือกตั้งโปร่งใส เพียงแต่ที่ผ่านมาการหาเสียงของทั้ง 2 พรรคไม่มีการประกาศนโยบายเศรษฐกิจชัดเจน แต่คิดว่าทั้ง 2 ฝ่ายน่าจะมีนโยบายเปิดเรื่องการค้า การลงทุน" 

เมียนมาร่วมถกผู้นำ AEC พ.ย. นี้

ด้าน นางสาวศิรินารถ ใจมั่น อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การประชุมระดับผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 27 วันที่ 19-22 พ.ย.นี้ คาดว่าจะมีสมาชิกทุกประเทศเข้าร่วม รวมถึงเมียนมา ประเด็นที่จะหารือเป็นการสานต่อการดำเนินการภายหลังการรวมกลุ่มประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (AEC) วันที่ 1 ม.ค. 2559 โดยเฉพาะการผลักดันร่างพิมพ์เขียวอาเซียน 2025 (Blueprint 2025) ซึ่งไทยต้องให้ความสำคัญกับภาคบริการเพิ่มขึ้น การสร้างความเชื่อมโยงภายในประเทศและภูมิภาค การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ปรับปรุงกฎระเบียบในประเทศอำนวยความสะดวกและลดปัญหาอุปสรรค ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการให้แข่งขันได้ในตลาดโลก 

รายงาน ข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า มูลค่าการค้าไทย-เมียนมา ช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย. 2558) อยู่ที่ 5,942.07 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเป้ามูลค่าการค้าที่วางไว้ว่าจะขยายตัว 20% จากปีก่อนที่ 8,155.83 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออก 3,077.44 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.10% นำเข้า 2,864.63 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.18% สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เครื่องดื่ม น้ำมันสำเร็จรูป ปูน น้ำตาล และเหล็ก สินค้านำเข้า อาทิ ก๊าซธรรมชาติ สัตว์มีชีวิตไม่ได้ทำพันธุ์ สินแร่โลหะอื่น ๆ ผักและผลไม้ปรุงแต่ง และน้ำมันดิบ เป็นต้น

โปรเจ็กต์ทวายไม่ระคาย 

นาย ปรเมธี วิมลสิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลพม่าหลังจากมีการเลือกตั้งใหม่คาดว่าจะไม่มีผลต่อ โครงการทวาย เนื่องจากโครงการยังเดินหน้าพัฒนาอยู่ต่อเนื่อง หลัง บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ได้พัฒนาโครงการระยะแรกเสร็จแล้วทั้งท่าเรือ ระบบไฟฟ้า การคมนาคม พื้นที่อุตสาหกรรมขนาดเล็ก ยังเหลือในส่วนของการก่อสร้างถนนเชื่อมจากทวายมายังชายแดนไทย ซึ่งทางพม่าอยู่ระหว่างขออนุมัติสภาหลังรัฐบาลไทยให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยผ่อน ปรนมาก่อสร้าง วงเงิน 3,900 ล้านบาท 

สำหรับการพัฒนาโครงการเฟสที่ 2 ทางรัฐบาลญี่ปุ่นตอบตกลงที่จะร่วมลงทุนด้วยกับรัฐบาลไทยและพม่า ในรูปแบบ SPV (นิติบุคคลเฉพาะกิจ) จะมี 3 ประเทศถือหุ้นร่วมกัน สัดส่วนยังไม่นิ่ง อาจจะประเทศละ 35% ภายใน ธ.ค.นี้จะมีการลงนาม MOU ร่วมกับรัฐบาลญี่ปุ่น หลังมีการประชุมระดับนโยบายที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจเป็นประธาน แล้วจากนั้นจะเปิดประมูลโครงการก่อสร้างและลงทุนใน 7 โครงการ และจะมี SPV เป็นผู้บริหารโครงการ เช่น อุตสาหกรรมสาธารณูปโภค ท่าเรือน้ำลึก โรงงานไฟฟ้า เป็นต้น