PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

อ่าน ‘คำชี้แจงกรรมการนโยบายฯ’ ปมที่มา ‘ผอ.ไทยพีบีเอส’- พนักงานยื่นข้อเสนอ ‘เปิดทาวน์ฮอลล์’ วงใหญ่

29 ม.ค. 2559 เมื่อเวลา 15.00 น. ตัวแทนพนักงานไทยพีบีเอสรวมตัวกันยื่นเอกสารต่อคณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) เพื่อทวงถามความคืบหน้า หลังการยื่นหนังสือเปิดผนึกเมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา ตั้งคำถามต่อกระบวนการสรรหาผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ผอ.ส.ส.ท.) หรือ ผอ.ไทยพีบีเอสคนใหม่
โดยตัวแทนพนักงานตั้งข้อสังเกตว่า ผอ.ส.ส.ท.คนใหม่ อาจมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตาม พ.ร.บ.องค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มาตรา 32 (3) ที่ระบุว่า ผอ.ส.ส.ท.ต้องมีคุณสมบัติ "มีความรู้ความเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ หรือการสื่อสารมวลชน"
20162901163632.jpg
การยื่นหนังสื่อครั้งนี้ยืนยันคำถามเดิมพร้อมยื่นรายชื่อพนักงานที่รวบรวมได้เพิ่มเติม อีกทั้งมีการยื่นข้อเสนอให้มีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมมาขึ้น ดังนี้
1.ให้ชี้แจงหลักเกณฑ์และเหตุผลต่อสาธารณะถึงการพิจารณาคุณสมบัติ ผอ.ไทยพีบีเอสคนใหม่ ว่าตรงตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะฯ อย่างไร โดยไม่ใช่การอธิบายขั้นตอนกลไกการพิจารณาเพียงอย่างเดียว แต่มุ่งเน้นการตีความคุณสมบัติ ผอ.ไทยพีบีเอส ซึ่งเชื่อมโยงถึงอนาคตขององค์การฯ
2.เพื่อสร้างบรรยากาศและบรรทัดฐานของ “สื่อเพื่อสาธารณะ เที่ยงตรง โปร่งใส สังคมเป็นธรรม” ตามปรัชญาขององค์การฯ ขอให้เปิด Town Hall เพื่อตอบข้อสงสัยดังกล่าวต่อประชาคมไทยพีบีเอสภายในวันศุกร์ ที่ 5 ก.พ. 2559 โดยเปิดเผยข้อมูล พร้อมแสดงเอกสารที่เกี่ยวข้องในกระบวนการสรรหา ทั้งจากคณะกรรมการนโยบาย และคณะกรรมการสรรหา ผอ.ไทยพีบีเอส
“การชี้แจงและอธิบายต่อสาธารณะเป็นหนทางของอารยชนที่พึงกระทำเมื่อเกิดบรรยากาศแห่งความสงสัยคลางแคลง เราหวังอย่างยิ่งว่าประธานกรรมการนโยบาย กรรมการนโยบาย และคณะกรรมการสรรหา ผอ.ส.ส.ท. จะไม่นิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” เอกสารของพนักงานไทยพีบีเอสระบุ
20162901163658.jpg
ด้านคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. มีตัวแทน คือ รุ่งมณี เมฆโสภณ กรรมการนโยบายด้านกิจการสื่อสารมวลชนและ สมพันธ์ เตชะอธิก กรรมการนโยบายด้านส่งเสริมประชาธิปไตย มารับหนังสือจากพนักงาน พร้อมมอบเอกสารคำชี้แจงของกรรมการนโยบาย เรื่อง การสรรหาผู้เข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ซึ่งเผยแพร่ต่อสาธารณะให้กับพนักงาน
รายละเอียดคำชี้แจงมี ดังนี้
คำชี้แจงของคณะกรรมการนโยบาย
เรื่อง การสรรหาผู้เข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท.
สืบเนื่องจากการที่พนักงาน ส.ส.ท. จำนวน 32 คนได้ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึก ลงวันที่ 26 มกราคม 2559 ขอให้คณะกรรมการนโยบายชี้แจงเรื่องกระบวนการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ต่อสาธารณะ หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายมีมติเลือกผู้อำนวยการ ส.ส.ท. คนใหม่ไปเมื่อวันที่ 14 มกราคม ศกนี้ นั้น
คณะกรรมการนโยบายขอขอบคุณพนักงานที่มีความห่วงใยองค์การและขอชี้แจงดังนี้
ประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้อำนวยการ ส.ส.ท. นั้น มาตรา 32 (3) ของพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ระบุว่า “มีความรู้ความเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในกิจการวิทยุกระจายเสียงกิจการวิทยุโทรทัศน์หรือการสื่อสารมวลชน” นั้น คุณสมบัติดังกล่าวผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกด้านกฎหมายสื่อสารมวลชน ทั้งภาควิชาการและวิชาชีพ รวมทั้งภาคประชาสังคม รวมถึงได้หารือเพิ่มเติมประเด็นนี้กับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มีข้อสรุปว่า คุณสมบัติของผู้ที่ได้รับเลือกเป็นผู้อำนวยการ ส.ส.ท. คนใหม่ มิได้ขัดกับมาตรา 32 (3) ของพระราชบัญญัติ ส.ส.ท. พ.ศ. 2551
กรณีที่มีความเข้าใจโดยทั่วไปว่า ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ต้องมีประสบการณ์ตรงด้านสื่อนั้น เนื่องจากปัจจุบันสภาพภูมิทัศน์สื่อมีการเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยีทางการสื่อสารก้าวหน้าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มีผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญเกิดขึ้นมากมาย โดยไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานสังกัดองค์กรสื่อสารมวลชนหรือมีประสบการณ์ด้านสื่อสารมวลชนโดยตรง
คณะกรรมการนโยบายขอเรียนให้ทราบทั่วกันว่า คณะกรรมการนโยบายชุดนี้ตระหนักถึงความโปร่งใสในกระบวนการสรรหาผู้เข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท. มาตั้งแต่ต้น จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการสรรหาผู้เข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ชุดนี้ ไม่มีคณะกรรมการนโยบายร่วมอยู่ เพื่อความโปร่งใสและหลีกเลี่ยงข้อครหาที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้คณะกรรมการนโยบายยังได้ปรับคุณสมบัติอื่นๆ ในการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น คุณสมบัติทางการศึกษาและประสบการณ์ในการบริหารองค์การขนาดใหญ่ อีกทั้งได้มอบหมายให้ฝ่ายบริหารไปปรับแก้คุณสมบัติของพนักงานให้สอดคล้องกับแนวทางข้างต้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติด้วย
คณะกรรมการนโยบายขอขอบคุณและยินดีอย่างยิ่งที่พนักงานและสาธารณะชนส่วนหนึ่ง ให้ความสนใจต่อกระบวนการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ครั้งนี้ ส.ส.ท. เป็นองค์การสาธารณะที่มีเจตจำนงที่จะให้ประชาคมทั้งภายในและภายนอกมีส่วนร่วมในการผลักดันสื่อสาธารณะแห่งนี้ เพื่อสร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง
คณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท.
29 มกราคม 2559
 

20162901163524.jpg

มาแล้ว! ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”


วันนี้ (29 มกราคม) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้แถลงร่างเบื้องต้นต่อสื่อมวลชน ถึงร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้น  โดยเนื้อหาของรัฐ
ธรรมนูญนั้น มีทั้งหมด 270 มาตรา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรธ.ได้แต่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2558 ทำงานวันแรกในวันที่ 6 ตุลาคม มีกำหนดการเปิดเผยร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกในวันที่ 29 มกราคม รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 117 วัน หักวันหยุด 40 วัน คงเหลือ 77 วัน ทั้งนี้สำหรับร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวน 94 หน้า แบ่งเป็น 15 หมวด คือ 1. บททั่วไป 2. พระมหากษัตริย์ 3.สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย 4. หน้าที่ของปวงชนชาวไทย 5. หน้าที่ของรัฐ 6. แนวนโยบายแห่งรัฐ 7. รัฐสภา 8. คณะรัฐมนตรี. 9. การขัดกันแห่งผลประโยชน์ 10.ศาล 11. ศาลรัฐธรรมนูญ 12. องค์กรอิสระ 13. องค์กรอัยการ 14. การปกครองท้องถิ่น และ15. การแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญ และบทเฉพาะกาล นอกจากนี้ ยังเผยแพร่สิ่งพิมพ์ สรุปหลักการสำคัญร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้น จำนวน 55 หน้า บทความสรุปสาระสำคัญ ของระบบเลือกตั้งส.ส. การเลือก ส.ว. และสาระคัญ เรื่องการปกครองท้องถิ่น เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจด้วย
อ่านรายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญ คลิ๊กที่นี่ 

มีชัยเปิดตัวร่างรธน.

“มีชัย” เปิดตัวร่างรัฐธรรมนูญ 

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แถลงเปิดตัวร่างรัฐธรรมนูญ เน้นประเด็นปราบการทุจริตคอร์รัปชั่น ขณะที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยให้สัมภาษณ์สื่อ หวังเห็นไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว 

บ่ายนี้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้แถลงเปิดตัวร่างรัฐธรรมนูญซึ่งพร้อมให้ประชาชนดาวน์โหลดเนื้อหาและอินโฟกราฟิกแล้ว โดยหลังจากนี้จะส่งเอกสารให้กับ “แม่น้ำ 4 สาย” คือ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รวมถึงจะส่งเอกสารให้กับพรรคการเมืองและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง 

สำหรับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งเปิดตัวนั้น มีความยาวทั้งสิ้น 270 มาตรา โดยคณะกรรมการได้แจกเอกสารฉบับย่อ 36 หน้าให้กับผู้สื่อข่าวที่เข้าฟังการแถลง โดยการแถลงข่าวนั้นนายมีชัยระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเข้มข้น 

ขณะที่สิ่งที่เป็นที่จับตาของหลายฝ่ายคือบทเฉพาะกาล ซึ่งกำหนดให้ คสช. ครม. สนช. อยู่ทำหน้าที่ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และให้มีการปฏิรูปโครงสร้างการทำงานของตำรวจ โดยมาตราสุดท้าย ได้บัญญัติรับรองให้บรรดาประกาศ คําสั่ง และการกระทําของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ให้มีผลบังคับชอบด้วยกฎหมายต่อไป 

ทั้งนี้ สภาปฏิรูปประเทศจะอยู่ต่อไปอีก 1 ปี นับจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ และกำหนดให้สมาชิกแม่น้ำ 4 สาย ที่ตั้งขึ้นระหว่างการเปลี่ยนผ่าน สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.และ สว.ได้ โดยการลาออกจากตำแหน่งภายใน 90 วัน เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้ 

ขณะที่ทางฝ่ายนายกลิน ที เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในช่วงเช้า และให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหลังการหารือนานกว่า 30 นาที ระบุว่าจะอ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะเปิดตัว ในขณะที่ ก็คาดหวังว่าประเทศไทยจะกลับคืนสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว #ThaiConstitutionDraft

เปิดชื่อ ‘กรรมการ’ บริษัทบารอนฯ คู่ขัดแย้ง–ไล่รื้อชุมชน ‘ชาวเลราไวย์’

เปิดชื่อ ‘กรรมการ’ บริษัทบารอนฯ คู่ขัดแย้ง–ไล่รื้อชุมชน ‘ชาวเลราไวย์’

เปิดชื่อ ‘กรรมการ’ บริษัทบารอนฯ คู่ขัดแย้ง–ไล่รื้อชุมชน ‘ชาวเลราไวย์’
12633532_1005355702871100_2834334788944929587_o
ชื่อของ “บริษัทบารอน เวิลด์ เทรด จำกัด” ปรากฏขึ้น ภายหลังเกิดเหตุความรุนแรงกับชาวเลดั้งเดิม ซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนชาวไทยใหม่ ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต
ชาตรี หมาดสตูล ผู้แทนบริษัทบารอนฯ ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2559 ภายหลังเกิดเหตุชายฉกรรจ์ 100 ราย ปะทะกับชาวเลจนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 10 รายว่า สาเหตุที่นำเครื่องจักรกลมาปิดทางสัญจรไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาในพื้นที่ เนื่องจากต้องการปรับไถพื้นที่ในการก่อสร้างวิลล่า จำนวน 17 ห้อง บนเนื้อที่ 33 ไร่
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่สามารถดำเนินการได้สักครั้ง เนื่องจากถูกชาวไทยใหม่ขับไล่
ชาตรี ย้ำว่า บริษัทบารอนฯ มีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย และที่ผ่านมาก็ได้ตรวจสอบโฉนดกับสำนักงานที่ดินภูเก็ตมาหลายรอบแล้ว ซึ่งก็ได้รับคำยืนยันว่าเป็นเอกสารสิทธิที่ถูกต้อง
“บริษัทบารอนฯ ได้ขออนุญาตทางจังหวัดในการเข้าปรับพื้นที่ โดยทางจังหวัดก็อนุญาตให้เข้าพื้นที่ได้ ส่วนที่ดินผืนดังกล่าวมีการซื้อขายกันมา 3 ครั้งแล้ว โดยครั้งนี้เป็นของบริษัทบารอนฯ” ชาตรี ระบุ
“สำนักข่าวสิ่งแวดล้อมกรีนนิวส์” ได้ตรวจสอบข้อมูลจากสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัทบารอนฯ จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2533 ทะเบียนเลขที่ 0105533082564
สำหรับคณะกรรมการ (บอร์ด) ของบริษัทบารอนฯ มีทั้งสิ้น 5 ราย ประกอบด้วย 1.นางสุชาดา ลีสวัสดิ์ตระกูล 2.นายพิชัย โกมลวิทยาธร 3.นายชาลี โสภณพนิช 4.นายวิวัฒน์ สุทธิพงษ์ชัย 5.นางสาวิตรี รมยะรูป โดยมีทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท
บริษัทบารอนฯ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 49 อาคารเอเชียเสริมกิจ ชั้น 8 ซอยพิพัฒน์ (สีลม3) ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร โดยระบุประเภทกิจการว่า “ลงทุนในหลักทรัพย์”
ชื่อของ “ชาลี โสภณพนิช” และ “สุชาดา ลีสวัสดิ์ตระกูล” เคยตกเป็นข่าวเมื่อประมาณต้นปี 2553 ในฐานะ 2 ใน 8 คณะกรรมการบริษัท “จันทบุรีคันทรีคลับ” จำกัด และบริษัท “สวนจันทบุรี” ซึ่งถูกกล่าวหาว่า “บุกรุกป่าสงวน” บนเขาสอยดาว รวมพื้นที่กว่า 482 ไร่ เพื่อสร้างเป็นสนามกอล์ฟสอยดาวไฮแลนด์
ขณะนั้นบริษัทสวนจันทบุรี ครอบครองที่ดินประมาณ 4,010 ไร่เศษ ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว เขตป่าสงวนแห่งชาติเขาสอยดาว เขตป่าไว้ถาวรเขาสอยดาว และได้มีการสร้างลวดหนามล้อมรอบพื้นที่ไว้ทุกด้าน โดยอ้างว่ามีโฉนดที่ดิน จำนวน 5 แปลง ที่ดินที่เตรียมออกโฉนด จำนวน 6 แปลง และที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ
ที่สุดแล้ว อัยการสูงสุดชี้ขาดว่าสนามกอล์ฟสอยดาวไฮแลนด์มีเจตนารุกล้ำเข้ายึดถือครอบครองที่ดิน จึงมีความเห็นให้สั่งฟ้องบริษัท สวนจันทบุรี และให้เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ไม่ถูกต้อง
นอกจากบอร์ดบริษัทบารอนฯ แล้ว ปัจจุบัน “ชาลี” ยังดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด และเป็นผู้ถือหุ้นในลำดับที่ 8 ในกิจการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม โดยมี “สุชาดา” ซึ่งถือหุ้นในบริษัทเดียวกันนี้ ในลำดับที่ 3
“ชาลี” ยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ ASP ซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมี “ธนาคารกรุงเทพ” เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และมี “สุชาดา” ถือหุ้นเป็นลำดับที่ 12
“ชาลี โสภณพนิช” เป็นบุตรชายของ นายชาตรี โสภณพนิช ประธานกรรรมการธนาคารกรุงเทพ (BBL) และผู้ถือหุ้นในลำดับที่ 16 สัดส่วน 0.89%
ความเชื่อมโยงข้างต้น นำมาสู่การยื่นหนังสือของ “ชาวเลราไวย์”
เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2559 ชาวเลราไวย์ ได้เดินทางไปยังธนาคารกรุงเทพ สาขาภูเก็ต เพื่อยื่นหนังสือถึง “ชาตรี โสภณพนิช” ในฐานะประธานบอร์ด BBL และบิดาของ “ชาลี” ขอความช่วยเหลือให้ประสานบุตรชาย เข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่
————————————————-
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก
สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม Greennews

“นิพิฏฐ์”ซัดร่างรธน.มีชู้-กรธ.โกหกหน้าตาย อ้างกม.ขยายเวลาเลือกตั้ง หวังอยู่ในอำนาจ

เมื่อวันที่ 28 มกราคม นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญทำให้โรดแมปขยายเวลาออกไปเป็น 6-4-8-5 ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่นักการเมืองจะพูดว่ารับได้หรือรับไม่ได้ เพราะอยู่ที่เหตุผล และความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากโรดแมปนี้มาจากกฎหมายสูงสุดของประเทศ คือ รัฐธรรมนูญ ซึ่งก่อนร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.ต้องวางแผนไว้อยู่แล้ว ว่ารัฐธรรมนูญจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นว่าโรดแมปเดิม คือ 6-4-6-4 นั้นเหมาะสม อีกทั้งรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ก็เคยแก้ไขมาแล้ว แต่ไม่ได้แก้ไขให้ขยายโรดแมป และถ้าจะเลื่อนโรดแมปออกไปจะต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 อีก แต่เกรงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพื่อให้รัฐบาลอยู่ในอำนาจต่อไป จะทำให้สังคมประชาธิปไตยทั้งในประเทศและสังคมโลกจับตาระแวงด้วยความสงสัย ตนยืนยันว่าไม่ได้พูดเพราะกลัวว่าจะไม่ได้เลือกตั้ง แต่การที่คนที่อยู่ในฝ่ายประชาธิปไตย ถูกตั้งคำถามว่า เห็นด้วยหรือไม่นั้น ตอบยากมาก เพราะถ้าเราจะตอบว่าสนับสนุนก็เท่ากับว่า ส่งเสริมให้ผู้มีอำนาจพิเศษอยู่ในอำนาจต่อไป ซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตย
“ดังนั้น การที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.จะขยายโรดแมปออกไป โดยอ้างว่าต้องทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ มันไม่ใช่ จะมาเลื่อนโรดแมปออกไปง่ายๆ โดยไม่มีเหตุผลไม่ได้ เรื่องนี้จะกลายเป็นการโกหกหน้าด้านๆ เพราะคนร่างรัฐธรรมนูญต้องรู้มาก่อนแล้วว่าจะต้องเตรียมออกพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เพราะกฎหมายพ่อและแม่ ต้องไปพร้อมกันกับลูก ถ้าพ่อกับแม่หน้าตาอีกอย่าง แต่ลูกกลับออกมาหน้าตาอีกอย่าง แสดงว่า ไม่พ่อก็แม่ ไปมีชู้ ดังนั้น ถ้ายึดตามโรดแมปที่นายมีชัยระบุ แสดงว่าตอนนี้ร่างรัฐธรรมนูญกำลังมีชู้ เพราะลูกออกมาหน้าตาไม่เหมือนและแปลกออกไปจากเดิม ทำให้โรดแมปต้องเลื่อนออกไป ซึ่งถ้าจะเลื่อนโรดแมป จะต้องมีการชี้แจงให้เหมาะสมชัดเจน” นายนิพิฏฐ์กล่าว

ล่าข้ามโลก! เผยโฉมที่ทำงานอดีตอ.สาวมหิดล ในฮาวาร์ด หลังหนีทุนไม่กลับปท.

"...ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้กดคลิกเข้าไปตรวจสอบข้อมูลในเพจที่ชื่อว่า  Olsen Symposium พบว่า มีการโพสต์ภาพชุดการจัดงานประชุมสัมมนาและงานเลี้ยงอาหารค่ำของม.ฮาร์วาร์ดไว้ ขณะที่มีคนไทยหลายคนเข้าไปแสดงความเห็น เกี่ยวกับการไม่เดินทางกลับมาใช้ทุนในประเทศไทย ของ อดีตอาจารย์สาวมหิดลเป็นจำนวนมาก  และแสดงความเสียใจที่ม.ฮาร์วาร์ด  รับบุคคลนี้เข้ามาทำงาน.."
 piooeeegtgtgtgtgt
กำลังถูกกระแสวิจารณ์วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก! สำหรับกรณี อดีตอาจารย์สาวมหิดล ที่มีชื่ออักษรย่อว่า 'ด' ซึ่งขอทุนไปเรียนป.โท และป.เอก ต่อที่สหรัฐอเมริกา
แต่เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ไม่ยอมเดินทางกลับมาใช้ทุน และไปแต่งงานกับหนุ่มอเมริกัน จดทะเบียนเปลี่ยนสัญชาติ เข้าทำงานอยู่ในม.ฮาร์วาร์ด ส่งผลให้ เพื่อน อาจารย์ รุ่นพี่ ที่ช่วยค้ำประกันให้ เดือนร้อนต้องชดใช้หนี้แทนป็นจำนวนเงินกว่าสิบล้านบาท 
ล่าสุดสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลในแฟนเพจ "สำนักข่าวอิศรา'  https://www.facebook.com/isranewsfanpage/?fref=ts พบว่า ภายหลังจากที่สำนักข่าวอิศราได้โพสต์รายงานพิเศษเรื่อง รับไม่ได้ให้ชดใช้เงินคืน3เท่า! เปิดเบื้องหลัง อดีตอ.สาวมหิดล หนีทุนเรียนนอก  มีบุคคลทั่วไปให้ความสนใจเข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมาก 
อย่างไรก็ดี มีบุคคลคนหนึ่ง เข้ามาแสดงความเห็น โดยการโพสต์รูปถ่าย ของ ผู้หญิงรายหนึ่ง ที่เผยแพร่ในแฟนเพจ ที่ชื่อว่า Olsen Symposium
piiooeddd
เมื่อผู้สื่อข่าวกดคลิกเข้าไปตรวจสอบข้อมูลในเพจที่ชื่อว่า  Olsen Symposium  พบว่า มีการโพสต์ภาพชุดการจัดงานประชุมสัมมนาและงานเลี้ยงอาหารค่ำของโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดไว้จำนวนมาก และมีรูปของหญิงไทยรายหนึ่ง ที่เข้าไปร่วมงานด้วย  
ขณะที่มีคนไทยหลายคนเข้าไปแสดงความเห็น เกี่ยวกับการไม่เดินทางกลับมาใช้ทุนในประเทศไทย ของ อดีตอาจารย์สาวมหิดลเป็นจำนวนมาก  และแสดงความเสียใจที่ม.ฮาร์วาร์ด  รับบุคคลนี้เข้ามาทำงาน 
อาทิ
" I have heard that this Dr... was a scholarship recipient of Mahidol Univ in Thailand on a condition that she had to return to work for Mahidol U and her colleagues gave bond on behalf of her convinced that this Dr would return to work with Mahidol Univ. However this Dr never returns and refuses to pay back to Mahidol U as result those who guaranteed her had to pay a huge amount to Mahidol for about US$61K. Shame on you Dr ......!!!"
"..it's so sad that a famous university accept an ungrateful person to be its staff..."
ppiooddddddd
นอกจากนี้ ยังมีการโพสต์ลิงค์แสดงข้อมูลและสถานที่ทำงานของ อดีตอาจารย์สาวมหิดล ใน ม.ฮาร์วาร์ด ไว้ด้วย  
ระบุข้อมูลว่า มาจากมหาวิทยาลัยมหิดล จบปริญญาเอกที่โรงเรียนฮาร์วาร์การแพทย์ทันตกรรมในปี 2003 และปัจจุบันทำงานที่อยู่ศูนย์รักษาฟันของฮาร์วาร์ด 
puiieeeeeeee
dcenter
เมื่อเข้าไปตรวจสอบข้อมูลในเฟซบุ๊กของบุคคลที่เข้ามาแสดงความเห็นในเพจ Olsen Symposium  พบว่า มีการระบุถึงความเคลื่อนไหวในการส่งอีเมลแจ้งข้อมูลปัญหาของอดีตอาจารย์สาวมหิดลรายนี้ ให้ทีมนักวิจัยในหน่วยงานเดียวกันของม.ฮาร์วาร์ด รับทราบด้วย (ก่อนหน้าที่ ม.ฮาร์วาร์ด ออกมาแสดงความเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว)
ppiooossswww
 ทั้งหมดนี่ คือ ข้อมูลความเคลื่อนไหวล่าสุด ที่กำลังเกิดขึ้นในต่างประเทศ ต่อกรณีอดีตอาจารย์สาวมหิดล ขอทุนไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา แต่เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วไม่ยอมเดินทางกลับมาประเทศไทย
โดยอ้างว่า  ระบบขอทุนประเทศเราเอาเปรียบ ให้ชดใช้เงิน 3 เท่า จึงรับไม่ได้  
ทั้งที่ ในทางตรงกันข้าม หากเลือกเดินทางกลับมาทำงานในประเทศ ตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ ก็ไม่ต้องชดใช้หนี้ และไม่ทำให้ เพื่อน อาจารย์ รุ่นพี่ต้องเดือนร้อน
แถมยังจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติด้านทันตแพทย์อีกด้วย!
อ่านประกอบ : 

"รัฐมนตรีเศรษฐกิจญี่ปุ่น" ลาออก! หลังถูกพาดพิงมีเอี่ยวคดีทุจริต

28 ม.ค. 2559 เวลา 18:37:59 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
เอเอฟพีรายงานว่า นายอากิระ อามาริ รัฐมนตรีเศรษฐกิจญี่ปุ่น ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกกล่าวหาว่าตนเอง และทีมงานมีส่วนพัวพันกับการรับสินบนจำนวน 12 ล้านเยน (ราว 101,000 ดอลลาร์) จากบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง
หลังการเปิดเผยจากนิตยสาร Shukan Bunshun ที่อ้างเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้าว่า มีบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งได้ขอความช่วยเหลือจากนายอามาริ ในการจัดการกับปัญหาเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโครงการสร้างถนน ระหว่างบริษัทดังกล่าวกับบริษัทด้านที่อยู่อาศัยกึ่งเอกชน โดยบทความยังได้อ้างเจ้าหน้าที่บริษัทก่อสร้างแห่งนั้นว่า บริษัทได้เลี้ยงรับรองอาหารให้กับเจ้าหน้าที่ของนายอามาริ และได้มอบของขวัญรวมทั้งเงินจำนวนหนึ่ง ขณะที่สำหรับนายอามาริเองแล้ว บริษัทได้มอบของขวัญและเงินให้รวมแล้วราว 1 ล้านเยน

นายอามาริ ระบุในการแถลงข่าวว่า "เนื่องด้วยความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกสภา ที่ต้องให้การดูแลเจ้าหน้าที่ที่ทำงานให้กับตน หน้าที่ของตนในฐานะสมาชิกคณะรัฐมนตรี และเกียรติยศในฐานะนักการเมือง ตนขอลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป"

นายอามาริยังยอมรับว่า ได้ไปพบปะกับบริษัทดังกล่าวจริง และมีซองจดหมายที่ภายในบรรจุเงินไว้จำนวนหนึ่ง ส่งมาที่ทำงานตนจริง แต่ตนได้สั่งให้เจ้าหน้าที่จัดการกับเงินจำนวนดังกล่าว ตามกฎของการรับเงินบริจาคทางการเมืองแล้ว อย่างไรก็ตาม บริษัทดังกล่าวได้ปฏิเสธที่จะรับเงินส่วนหนึ่งคืน ซึ่งนายอามาริระบุว่า เจ้าหน้าที่ของตนได้ใช้จ่ายเงินจำนวนราว 3 ล้านเยน เพื่อกิจการส่วนตัว และไม่ได้มีการอธิบายเพิ่มเติม

ด้านนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ได้ประกาศแต่งตั้งนายโนบุเตรุ อิชิฮาระ อดีตเลขาธิการพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party) ลูกชายของอดีตผู้ว่าการกรุงโตเกียว และคู่แข่งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคของอาเบะในช่วงปี 2555 ให้เป็นรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจคนต่อไป

ทั้งนี้ การลาออกจากตำแหน่งของนายอามาริ ส่งผลกระทบกับการดำเนินนโยบายของนายอาเบะ โดยเฉพาะในการร่วมมือกับพรรคอื่น ๆ เพื่อหาเสียงในสภาสูงของญี่ปุ่นให้ได้เกิน 2 ใน 3 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงกลางปีนี้ นอกจากนี้ยังต้องการเร่งให้รัฐสภาญี่ปุ่นให้สัตยาบันข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) โดยนายอามาริจัดว่าเป็นบุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนการเจรจา TPP

ด้านจูนิชิ มาคิโนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก SMBC Nikko Securities Inc. ระบุว่า "ยังไม่ชัดเจนว่านายอิชิฮาระมีความรู้เกี่ยวกับ TPP หรือนโยบายเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ ยังไม่ชัดเจนด้วยว่า นายอิชิฮาระจะสามารถเข้ามาช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองในประเด็นดังกล่าวอย่างไร ดังนั้น อนาคตของอาเบะโนมิกส์ และนโยบายของรัฐบาลอาเบะในอนาคตจึงยังเป็นเรื่องไม่แน่นอน"

ทลายทุกทฤษฎีดีไซน์! มาชม ′อินโฟกราฟฟิก′ ผลงานรัฐบาล หลังนายกฯโปรโมทแรง!

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคาร (26 ม.ค. 2559) ที่ผ่านมา ถึงการสร้างความรับรู้แก่ประชาชนผ่านทางเทคโนโลยีมากขึ้น โดยระบุว่า รัฐบาลได้จัดทำอินโฟกราฟิกสวยๆ อธิบายง่ายๆ เกี่ยวกับนโยบาย รายละเอียดงานของหน่วยงานราชการ และทิศทางขับเคลื่อนของรัฐ


หน้าปก สมุดภาพ Infographics รัฐบาลเพื่อประชาชน

นายกฯ ได้ถามผู้สื่อข่าวว่า ยังไม่มีใครเห็นอินโฟกราฟฟิกผลงานรัฐบาลหรือ พร้อมกับนำมือถือมาโชว์ตัวอย่างผลงานดังกล่าวต่อผู้สื่อข่าว 

ล่าสุด บนเว็บไซต์ของรัฐบาล www.thaigov.go.th ได้มีการเผยแพร่ "สมุดภาพ Infographics รัฐบาลเพื่อประชาชน" ที่ระบุว่า จัดพิมพ์โดย สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ความยาว 104 หน้า


แบนเนอร์โควตคำพูดนายกฯ หลากสี

ผู้สื่อข่าว พบว่า สมุดภาพ Infographics ดังกล่าว ได้แบ่งออกเป็น 11 หมวดหมู่หลัก ในหน้าสารบัญ ได้แก่ การสร้างความปรองดอง , การจัดระเบียบสังคม , การช่วยเหลือเกษตรกรปัญหาความยากจน , การสร้างความเชื่อมั่นในเวทีโลก , มาตรการทางเศรษฐกิจ , การแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ , การลดความเหลื่อมล้ำ , การแก้ปัญหาภัยแล้ง , การยกร่างรัฐธรรมนูญ , การปฏิรูปประเทศ  และ  มาตรการสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล 



แบนเนอร์โควตผู้นำต่างประเทศ และรองนายกฯ สีสันไม่แพ้กัน




โดยการออกแบบของ สมุดภาพ Infographics นี้ ประกอบด้วยแบนเนอร์โควตคำพูด ทั้งของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ รวมทั้งแขกต่างชาติที่พูดถึงรัฐบาลไทย นอกจากนี้ ยังมีการนำข้อมูลมาจัดวางให้อ่าน ประกอบตัวการ์ตูน และภาพถ่ายข่าวจากสำนักต่างๆ โดยใช้โทนสีหลากเฉดและหลากสีสัน เลย์เอาท์หลายแบบ ดูได้ไม่ซ้ำเดิม

ผู้สื่อข่าว พบว่า อินโฟกราฟฟิก ของรัฐบาลชุดนี้แตกต่างจากที่เคยพบ ไม่ได้ถูกออกแบบให้เหมือนอินโฟกราฟฟิกในแบบมาตรฐานสากล

ในโซเชียลมีเดีย ได้มีการแชร์ลิ้งค์อินโฟกราฟฟิกของรัฐบาลและตั้งข้อสงสัยว่า ผลงานรัฐบาลที่นายกฯ ระบุว่าเป็นอินโฟกราฟฟิกนั้นไม่ได้เป็นรูปแบบอินโฟกราฟฟิกที่เห็นได้ทั่วไป

ทั้งนี้  อินโฟกราฟฟิก โดยทั่วไปคือการทำข้อมูลมาย่อยประเด็นและแสดงออกมาเป็นภาพ และใช้ข้อความน้อยๆ เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจได้มากที่สุด 


แผนผังวงรีทั้งสาม ให้ข้อมูลจากมติ ครม.


แผนผังสี่เหลี่ยมสลับสี ให้ข้อมูลการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว





อ่าน "สมุดภาพ Infographics รัฐบาลเพื่อประชาชน" ทั้งหมดได้ที่นี่ http://www.thaigov.go.th/pdf/Infographics.pdf

หนาวเฉียบพลัน 59 โลกจะส่งสัญญาณอะไร

เรื่อง : จิตติมา บ้านสร้าง
2524_thaihealth_2k53ovi9lbhj
ความหนาวเฉียบพลันที่เกิดขึ้นทั่วประเทศเมื่อสัปดาห์ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาดูจะกลายเป็นเรื่องแปลกประหลาด เพราะการรับรู้ของคนไทยดูเหมือนว่า มกราคมเข้ากุมภาพันธ์นี่เป็นฤดูร้อนแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่ร้อนจัด แต่จู่ๆก็หนาวขึ้นมาซะอย่างนั้น
คนจำนวนไม่น้อยคงโยนให้โลกร้อนเป็นจำเลย  บางคนอาจคิดถึงหนัง The day after tomorrow ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2554 กลางเดือนมีนาคมก็มีอยู่ 1 วันที่อุณหภูมิที่กรุงเทพลดลงเหลือ 16 องศาเซลเซียส เพียงวันเดียวเท่านั้น ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับคนไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยมีการอธิบายว่าเป็นเพราะมวลอากาศเย็นจากจีนลงมาอย่างรวดเร็ว ถัดมาปี 2557 สหรัฐอเมริกาถูกหิมะปกคลุมค่อนประเทศด้วยอุณหภูมิ -50 องศาเซลเซียส แต่ไม่มีผลกระทบกับประเทศไทย ครั้งนั้นมีการอธิบายว่า เป็นเพราะ Polar Vortex หรือ Polar cyclone ซึ่งก็คือพายุขั้วโลกเหนือ
ทั้ง 2 เหตุการณ์ยังไม่สามารถหาความเชื่อมโยงทางวิทยาศาสตร์กับโลกร้อนได้ แต่ความรู้สึกของคนทั่วไปคงตัดสินกันไปแล้ว
ส่วนคราวนี้มีอีกชุดคำอธิบายที่ดูเหมือนจะใกล้เคียงหนังเรื่อง The day after tomorrow มากที่สุด  ในหนังเล่าถึงความหนาวเย็นจนน้ำแข็งเข้าปกคลุมทวีปอเมริกาอย่างเฉียบพลัน เพราะโลกร้อนจนน้ำแข็งขั้วโลกละลายทำให้น้ำจืดลงสู่มหาสมุทร มีผลให้ไปบล็อคการเคลื่อนตัวของกระแสน้ำอุ่น-เย็นหลักของโลกหยุดเคลื่อนไหว ไม่นำพาความร้อนเย็นไปแลกเปลี่ยนตามภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกเหมือนปกติ
ความหนาวเย็นครั้งนี้ ในแง่สภาพอากาศสามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้าราวสัปดาห์หนึ่ง แต่คนอาจจะไม่ตระหนักมากนักเพราะคงไม่คิดว่าจะหนาวเย็นขนาดนี้ และกินเวลาหลายวัน
436189main_atlantic20100325a-full
ระบบ กระแสน้ำอุ่น-เย็น (Great Conveyor Belt)
แต่ในแง่ของคำอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในระดับโลก  ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุทรศาสตร์และสภาพภูมิอากาศโลก สันนิษฐานจากเหตุการณ์แวดล้อมและหลักการทางวิทยาศาสตร์ว่า “อาจจะเป็นเพราะกระแสน้ำอุ่น-เย็น (Great Conveyor Belt) หลักของโลกเกิดการสะดุด”
ครั้งแรกที่ได้ยินผู้เขียนถึงกับอึ้ง เพราะคิดว่าแม้หนังจะสร้างจากหลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่คิดว่าระบบใหญ่ขนาดนั้นจะมีอะไรไปทำให้ “ขัดข้อง” ได้ ซึ่งคำอธิบายนี้น่าสนใจ แม้ ดร.อานนท์ จะบอกว่า เป็นการคาดเดาด้วยหลักการทางวิทยาสตร์และหลักฐานแวดล้อมก็ตาม
ดร.อานนท์อธิบายว่า เพราะปีนี้เอลนินโญมีความรุนแรงและขนาดใหญ่ จึงอาจส่งอิทธิพลได้ หลักฐานแวดล้อมที่ว่าคือ ตัวที่ 1 ลมตะวันตกที่พัดจากมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าหาด้านฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นลมร้อนของเอลนินโญมีความเร็วและความรุนแรงอย่างฉับพลัน พัดพาเอาความร้อนไปสู่น้ำในมหาสมุทรด้านตะวันตก (ฟิลิปปินส์) ความร้อนทำให้น้ำในมหาสมุทรบริเวณฟิลิปปินส์ขยายตัว เห็นได้จากระดับน้ำบริเวณนั้นสูงขึ้น นี่เป็นหลักฐานแวดล้อมตัวที่ 2
หลักฐานแวดล้อม 2 ตัวนี้ ถูกเอามาประมวลกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ จึงสันนิษฐานว่า เมื่อน้ำในมหาสมุทรขยายตัว จึงเกิดโดมน้ำหรือภูเขาน้ำลูกย่อม ๆ ไปบล็อคหรือสกัดการเคลื่อนไหวของกระแสน้ำอุ่น-เย็น (Great Conveyor Belt) ที่อยู่ระหว่างกำลังไหลเวียนเอาน้ำอุ่นกลับไปผ่านฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก สะดุดชั่วคราว เมื่อไม่มีความร้อนไหลเวียนมาความเย็นจึงส่งอิทธิพลเด่นชัด
ข้อสันนิษฐานนี้ ถูกประกบด้วยหลักฐานแวดล้อมตัวที่ 3 คือ โซนยุโรปและอเมริกาก็เกิดหิมะถล่มและมีความหนาวเย็นเฉียบพลันด้วย ซึ่งโดยปกติแล้ว ซีกโลกตะวันตกและตะวันออกจะตรงข้ามกัน เมื่อทั้ง 2 ซีกโลกเกิดเหตุการณ์เหมือนกัน จึงสันนิษฐานว่าเพราะอิทธิพลของกระแสน้ำอุ่น-เย็น (Great Conveyor Belt) ที่ไม่ไหลเวียนแลกอุณหภูมิกันตามปกติ
ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมลมตะวันตก ซึ่งเป็นลมร้อนของเอลนินโญเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วฉับพลันทันที เกี่ยวกับโลกร้อนหรือไม่ วิทยาศาสตร์ทั่วโลกยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้
ส่วนผลกระทบจากโลกร้อนนั้นจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าเฉลี่ยให้ค่อย ๆ เพี้ยนไปจากในอดีต เช่น ความยาวเฉลี่ยของฤดูหนาวสั้นลง อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูหนาวสูงขึ้น ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยสูงขึ้น พายุจำนวนมากขึ้น รุนแรงขึ้น ค่าเฉลี่ยความแห้งแล้งยาวนานขึ้น และแล้งมากขึ้น เป็นวงกว้างมากขึ้น ฤดูร้อนอุณหภูมิเฉลี่ยสูง ขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตในคาบ 30 ปีที่แล้ว เป็นต้น  ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ทยอยเกิดขึ้นจนคนปัจจุบันสามารถปรับตัวได้ตามสมควร
แต่การเปลี่ยนแปลงในลักษณะเป็นเหตุการณ์ โดยเฉพาะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันจนคนไม่สามารถรับมือสถานการณ์ได้ทัน เช่น หนาวเฉียบพลันแบบนี้ หลายคนคงไม่มีเสื้อกันหนาวหนา ๆ ใหญ่ ๆ เก็บไว้แล้ว เพราะปรับตัวไปแล้วว่า ฤดูหนาวอุณหภูมิไม่ต่ำมากเหมือนในอดีต เป็นต้น  ความเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลันแบบนี้แม้จะเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ ค้นหาสาเหตุ เพื่อให้สามารถวางแนวทางรับมือในลักษณะภัยธรรมชาติได้อย่างถูกต้องทันท่วงที
ภาพ : http://www.thaihealth.or.th/Content/2524.html และ NASA

ทูตสหรัฐเดินสายพบผู้ว่าฯภาคใต้ บอกสหรัฐแคร์คนไทย


วันนี้(27 ม.ค.) นายกลิน ที เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พร้อมภริยา ได้เยี่ยมคารวะนายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจังหวัดแรกของภาคใต้ที่ได้เดินทางไปเยือนนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2558 โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที โอกาสนี้เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาและผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มอบของที่ระลึกให้ระหว่างกัน
นายกลิน ที เดวีส์ กล่าวว่ามีความยินดีได้เดินทางมาเยือนจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความสวยงาม มีวัดพระมหาธาตุที่เก่าแก่ที่สุดในภาคใต้ ซึ่งตนได้เดินทางไปเยี่ยมชมด้วย การมาครั้งนี้เป็นการเดินทางที่สั้น เพื่อศึกษาเรียนรู้ แต่หวังว่าจะกลับมาใหม่ในอนาคตในฐานะนักท่องเที่ยว
"การพูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช มีประเด็นเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ และการเกษตร และสิ่งต้องมีความร่วมมือกันคือภาษาอังกฤษ และการค้ามนุษย์ ตนได้เดินทางไปเยือนมาแล้วหลายจังหวัดในภาคต่าง ๆ แต่สำหรับภาคใต้ มาจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดแรก มีความรู้สึกที่ดีมาก และเป็นการแสดงให้รู้ว่าคนสหรัฐแคร์คนไทย ในฐานะที่เป็นพันธมิตรกันมายาวนาน"นายกลิน กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยและภริยา ได้เดินทางไปเยี่ยมชมวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งก่อนหน้านั้นในช่วงเช้าได้มีการเยี่ยมคารวะ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ที่โรงเรียนประทีปศาสน์ (ปอเนาะบ้านตาล) อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมได้พบปะกับนักเรียนใช้เวลา 1.30 ชั่วโมง และพบปะพูดคุยกับอาสาสมัครอเมริกัน หรือ Peace Corps ที่มาช่วยในการพัฒนาภาษาอังกฤษในสถานศึกษาและการพัฒนาชนบทด้วย.

กรรมาธิการปฏิรูปสื่อ สปท.เชิญตัวแทนกูเกิลเข้าหารือมาตรการเร่งด่วนจัดการเว็บกระทบความมั่นคง

กรรมาธิการปฏิรูปสื่อ สปท.เชิญตัวแทนกูเกิลเข้าหารือมาตรการเร่งด่วนจัดการเว็บกระทบความมั่นคง
คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เชิญตัวแทนจากบริษัท กูเกิล จำกัด เข้าหารือเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ในประเทศไทย ขณะที่ตัวแทนของกูเกิลแจงใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ระบุจะปิดกั้นเว็บไซต์ควรดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย และขออำนาจศาล ส่วนประชาชนที่เห็นเว็บไซต์ไม่เหมาะสม สามารถปักธงแจ้งกูเกิลตรวจสอบได้
เว็บไซต์สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เผยแพร่ภาพและสรุปรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนด้านการสื่อสารมวลชน วันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญนาย Matt Sucherman รองประธานและที่ปรึกษากฎหมายในประเด็นระหว่างประเทศ บริษัท กูเกิล เอเชีย แปซิฟิก จำกัด เข้าร่วมประชุม โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตในทางไม่สร้างสรรค์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลกระทบต่อความมั่นคง และมีการมุ่งทำลายสถาบันสำคัญของชาติ และละเมิดกฎหมายหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

คณะกรรมาธิการฯ ระบุว่าความนิยมของคนไทยในการใช้โปรแกรมต่างๆ ของบริษัท กูเกิลสูงเป็นอันดับ 9 ของโลกและมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น คณะกรรมาธิการฯ จึงขอความร่วมมือบริษัท กูเกิลในการสอดส่องและถอดเว็บไซต์ที่มีลักษณะดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ผ่านเครือข่ายของกูเกิล เช่น ยูทูบ ไม่ให้เผยแพร่สร้างความเสียหายต่อไป

ทางด้านตัวแทนบริษัท กูเกิล ให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการฯ ว่า ทางบริษัททราบดีว่าการเผยแพร่เว็บไซต์บางเรื่องเป็นสิ่งต้องห้ามและอาจมีปัญหาจากแนวคิดทางสังคมและวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งทางกูเกิลมีบริการและนโยบายที่เป็นมาตรฐานเหมือนกันทั่วโลก การถอดถอนหรือป้องกันการเผยแพร่เว็บไซต์ผิดกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งนั้น บริษัท กูเกิล ไม่อาจพิจารณาหรือตัดสินใจเองได้ จำต้องได้รับการร้องขอจากหน่วยงานที่มีอำนาจของประเทศนั้นและมีขั้นตอน กระบวนการอันเป็นที่ยอมรับได้ในระดับสากล คือการขอให้ศาลมีคำสั่งระงับ ยับยั้งการเผยแพร่เว็บไซต์ดังกล่าว ซึ่งทางกูเกิลได้ถือปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการฯ ยังคงแสดงความกังวลว่า ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน อยากให้บริษัท กูเกิล เร่งรัดกระบวนการในการถอดเว็บไซต์หากมีคำขอจากหน่วยงานที่มีอำนาจ เพื่อให้ทันต่อการยับยั้งความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งหากรอให้ผ่านกระบวนการทางศาลอาจไม่ทันการ อย่างไรก็ดี ขั้นตอนการร้องขอดังกล่าวก็ต้องผ่านการพิจารณาของหน่วยงานที่มีอำนาจยับยั้งการกระทำผิดกฎหมายอยู่แล้ว เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 

ด้านตัวแทน กูเกิลตอบประเด็นนี้ว่าจะนำข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณา โดยจะคำนึงถึงความแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรมประเพณีของแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกัน และแนะนำว่า หากประชาชนเห็นว่าเว็บใดมีเนื้อหาไม่พึงประสงค์เพราะขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี สามารถใช้วิธีปักธงเว็บนั้น เพื่อเข้าสู่กระบวนการเฝ้าระวังและตรวจสอบจากกูเกิล ซึ่งมีบุคลากรที่มีความรู้และประสบการณ์คอยสอดส่องตลอด 24 ชั่วโมง และหากเห็นว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่สมควรเผยแพร่ก็จะระงับหรือถอดออกจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตต่อไป

ร้องไห้หนักมาก!! เมื่อรู้เบื้องหลังว่าทำไม ดีเซลพม่า 14 บาท แต่ดีเซลไทย 19 บาท !?

    ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย...ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
ร้องไห้หนักมาก!!  เมื่อรู้เบื้องหลังว่าทำไม ดีเซลพม่า 14 บาท แต่ดีเซลไทย 19 บาท !?
        เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2559 ราคาเบนซิน 95 ณ หน้าโรงกลั่นไทย พบว่า น้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ลิตรละ 12.02 บาท แต่ในขณะที่ "เอทานอลไทย" ซึ่งใช้เติมผสมในน้ำมันเบนซินเพื่อให้ได้แก๊สโซฮอลนั้นมีราคาลิตรละ 23.82 บาท หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือมีราคาแพงกว่าน้ำมันเบนซินถึงเกือบ 2 เท่าตัว 
      
       หมายความว่าในความเป็นจริงแล้วยิ่งเติมเอทานอลมากขึ้นในน้ำมันเบนซินเพื่อเป็นแก๊สโซฮอลมากขึ้นเท่าใด ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอลก็ควรจะแพงมากขึ้นเท่านั้น
      
       แต่รัฐบาลไทยต้องการส่งเสริมให้คนไทยสนับสนุนการใช้เอทานอลผ่านแก๊สโซฮอล จึงต้องใช้มาตรการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต และเรียกเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อดันให้น้ำมันเบนซิน 95 แพงขึ้นจนไม่มีใครต้องการใช้ โดยมีราคาขายปลีกสูงถึง 30.06 บาทต่อลิตร และแพงกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอลทุกชนิด และยิ่งเติมเอทานอลมากเท่าใดก็ยิ่งต้องหาเงินเข้ากองทุนน้ำมันซึ่งเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันชนิดอื่นๆไปสนับสนุนให้กับโรงกลั่นน้ำมันที่ผลิตแก๊สโซฮอลมากขึ้นเท่านั้น
      
       สิ่งที่แปลกประหลาดยิ่งกว่าคือ เกิดการ "ฝืนตลาด" แบบกลับหัวกลับหาง จากเดิม ราคา ณ หน้าโรงกลั่นน้ำมันไทย น้ำมันเบนซินยิ่งผสมเอทานอลมากขึ้นเท่าใดก็ควรจะยิ่งแพงมากขึ้นไปเท่านั้น กลับกลายเป็นว่าน้ำมันเบนซิน 95 แพงที่สุดแต่ยิ่งผสมเอทานอลมากเท่าใดราคาแก๊สโซฮอลชนิดนั้นก็ยิ่งถูกลง จนถูกที่สุดคือแก๊สโซฮอล E85 (น้ำมันเบนซินผสมเอทานอลสูงถึง 85 %) ซึ่งได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันที่ต้องจ่ายให้กับผู้ที่ใช้น้ำมันประเภทนี้ถึงลิตรละ 9.23 บาท
      
       ด้วยเหตุผลนี้เองประเทศพม่าแม้ไม่ได้มีโรงกลั่นน้ำมันมากเท่ากับประเทศไทย และเน้นการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ แต่ไม่มีกลไกการบิดเบือนราคาดังกล่าว จึงสามารถขายปลีกน้ำมันเบนซิน 95 ในวันที่ 21 มกราคม 2559 เพียงลิตรละ 18.42 บาทเท่านั้น ถูกกว่าเบนซิน 95 ขายปลีกที่ประเทศไทยซึ่งสูงถึงลิตรละ 30.06 บาท และยังถูกกว่าราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 ในประเทศไทยซึ่งอยู่ที่ลิตรละ 23.10 บาทอีกด้วย
      
       ไม่ต้องพูดถึงประเทศมาเลเซียที่น้ำมันเบนซิน 95 อยู่เพียงแค่ 15 บาทต่อลิตรเท่านั้น
      
       ความจริงที่คนไทยควรรู้เอาไว้ก็คือราคาเอทานอลที่มาผสมในน้ำมันเบนนซินเพื่อผลิตเป็นแก๊สโซฮอลนั้น รัฐได้มีสูตรคำนวณให้โรงกลั่นลิตรละ 23.82 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงเกินกว่าตลาดต่างประเทศ เมื่อเทียบกับบราซิลหรือสหรัฐอเมริกาซึ่งอยู่ที่ประมาณ 18 -19 บาท และข้อสำคัญยิ่งกว่านั้นคือการชดเชยของกองทุนน้ำมันนั้นชดเชยไปให้ "โรงกลั่นน้ำมัน" ไม่ได้ชดเชยให้โรงงานเอทานอล ไม่ใช่โรงงานน้ำตาล และไม่ใช่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและน้ำตาล
      
       ถ้าจะเปรียบเทียบกับสินค้าข้าว ก็คือรัฐนำงบประมาณไปชดเชยอุ้มราคาข้าวให้กับโรงสีข้าว ไม่ได้ไปชดเชยตรงๆให้กับชาวนา ส่วนจะตกถึงมือชาวนาเท่าไหร่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง (แล้วแต่โรงสีข้าว)
      
       แต่ที่แน่ๆก็คือคนไทยยังไม่มีโอกาสใช้ราคาของน้ำมันเบนซินที่ลดลงอย่างมากตามกลไกตลาดโลกเพราะติดพันธนาการจาก "เอทานอลไทย"
      
       แต่ปัญหาลักษณะโครงสร้างเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะน้ำมันเบนซินเท่านั้น แต่เกิดความยุ่งยากมากกว่านั้นใน "น้ำมันดีเซล" อีกด้วย
      
       ประเทศไทยมีสูตรคำนวณสำหรับราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นไทยให้สูงกว่าสิงคโปร์ โดยเท่ากับ ราคา อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์ + ค่าขนส่ง+ค่าประกันภัย+ค่าปรับปรุงคุณภาพ+ค่าสูญเสียระหว่างทาง+ค่าพรีเมียม
      
       เมื่อพิจารณา ราคาน้ำมัน อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์ และ ราคาน้ำมัน ณ หน้าโรงกลั่นไทย เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 ก็จะพบข้อมูลดังนี้
      
       ราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95 อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์ อยู่ที่ 10.74 บาทต่อลิตร ในขณะที่หน้าโรงกลั่นไทยวันที่ 21 มกราคม 2559 เริ่มต้นราคาเบนซิน 95 ที่ 12.02 บาทต่อลิตร ซึ่งหมายถึงเพิ่มขึ้นมา 1.28 บาทต่อลิตร
      
       ราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (ซัลเฟอร์ 0.05%) อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์อยู่ที่ 7.11 บาทต่อลิตร ในขณะที่หน้าโรงกลั่นไทยวันที่ 21 มกราคม 2559 เริ่มต้นราคาดีเซลที่ 9.83 บาทต่อลิตร ซึ่งหมายถึงเพิ่มขึ้นมา 2.72 บาทต่อลิตร
      
       คำถามมีอยู่ว่าราคาส่วนต่างระหว่างราคา อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์ กับ ราคา ณ หน้าโรงกลั่นไทย นั้นมีส่วนต่างระหว่างดีเซลประมาณ 2.72 บาทต่อลิตร เพราะเหตุใดจึงมีส่วนต่างมากกว่าเบนซินซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.28 บาทต่อลิตร ทั้งๆที่ฐานคำนวณของราคาน้ำมันดีเซลที่อ้างอิงสิงคโปร์นั้นถูกกว่าเบนซินมาก
      
       คำตอบที่ได้ส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก "ไบโอดีเซล"!!!
      
       ราคาไบโอดีเซลที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มดิบของไทยนั้นมีราคาลิตรละ 32.37 บาท!!!!
      
       หมายความว่ายิ่งเติมไบโอดีเซลซึ่งมีราคาลิตรละ 32.37 บาท ไปเติมผสมในน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว %) อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์อยู่ที่ลิตรละ 7.11 บาท ก็ยิ่งทำให้ราคาน้ำมันดีเซลที่ผสมไบโอดีเซลนั้นก็จะยิ่งแพงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
      
       ปัญหานี้คล้ายๆกับเอทานอล แต่ในเวลานี้ไบโอดีเซลนั้นแพงกว่าเอทานอลมาก เพราะเอทานอลไทยอยู่ที่ 23.82 บาทต่อลิตร แต่ไบโอดีเซลไทยแพงกว่านั้นไปอีกถึง 32.37 บาทต่อลิตร 
      
       ซึ่งประกาศกรมธุรกิจพลังงาน ได้กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2558 ให้ผสมไบโอดีเซลร้อยละ 6.5-7 และให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นของน้ำมันดีเซลไทยที่แพงกว่าราคา ณ อ้างอิงที่สิงคโปร์
      
       ปัญหาก็ยังคงคล้ายกับแก๊สโซฮอล์อย่างไม่มีผิดเพี้ยน คือสูตรการคำนวณไบโอดีเซลไทยที่สูงมากถึง 32.37 บาทนั้น ผู้ที่จะได้ประโยชน์ในการชดเชยไปก็คือ "โรงกลั่นน้ำมัน"อยู่ดี ไม่ใช่โรงงานไบโอดีเซล และไม่ใช่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน
      
       ปัญหานี้ความจริงเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ประชาชนเริ่มตื่นรู้และตั้งคำถามมากขึ้น ส่งผลทำให้เมื่อวันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2559 นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน จึงได้ให้สัมภาษณ์ว่าได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ไปศึกษาต้นทุนราคาเอทานอล และไบโอดีเซล ตั้งแต่พืชวัตถุดิบ ด้านการตลาด ที่มีราคาแพงกว่าน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล โดยให้ไปเปรียบเทียบกับราคาเอทานอลของประเทศเพื่อนบ้านว่าสูงไปหรือไม่แล้ว
      
       แต่ปัญหาของน้ำมันดีเซล มีความสลับซับซ้อนมากไปกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อปรากฏเป็นข่าวเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ว่ากระทรวงพลังงานมีนโยบายให้น้ำมันดีเซลไม่ควรต่ำกว่า 20 บาทต่อลิตร เพราะกลัวคนไทยใช้ไม่ประหยัด หรือสิ้นเปลือง จึงส่งผลทำให้ต้องบวกทั้งภาษีสรรพสามิต และกองทุนน้ำมัน ฯลฯ จนส่งผลทำให้ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2559 อยู่ที่ 19.29 บาทต่อลิตร
      
       ลำพังน้ำมันเบนซินก็พอจะเข้าใจได้ว่าผู้ที่ใช้นั้นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีรถยนต์ แต่น้ำมันดีเซลนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งก็เพราะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในภาคการผลิตของประเทศไทย ดังนั้นถ้าคิดแต่เรื่องความไม่ประหยัดแล้ว ก็อาจจะทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปได้ 
      
       เพราะผลการสำรวจปริมาณการผลิตและการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงพบว่าคนไทยใช้น้ำมันเบนซินประมาณ 31 ล้านลิตรต่อวัน แต่ใช้น้ำมันดีเซลถึง 71 ล้านลิตรต่อวัน ราคาน้ำมันดีเซลจึงเป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันในภาคขนส่ง การเกษตร และการผลิตที่สำคัญอย่างยิ่ง
      
       ประเทศมาเลเซียซึ่งมีนโยบายกำหนดราคาพลังงานให้ต่ำแต่รัฐต้องไม่ขาดทุน โดยน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 13 บาทเท่านั้น ส่วนประเทศพม่านั้นขายปลีกน้ำดีเซลอยู่เพียงลิตรละ 13.95 บาทเท่านั้น ซึ่งต่างจากประเทศไทยที่ขายปลีกน้ำมันดีเซลสูงถึงลิตรละ 19.29 บาท 
      
       ข้ออ้างเรื่องความไม่ประหยัดอาจจะฟังไม่ขึ้น เพราะคนไทยย่อมเลือกพลังงานที่ถูกกว่าตามธรรมชาติ แต่น่าจะมีอะไรที่ซ่อนมากไปกว่านั้น หรือไม่?
      
       ลองจินตนาการตามต่อดูว่าถ้าราคาน้ำมันดีเซลลดลงไปจนใกล้เคียงประเทศเพื่อนบ้านประมาณ 14 บาทต่อลิตร (เหมือนพม่า) จะเกิดอะไรขึ้น?
      
       ถ้ารถบรรทุกต้องการวิ่ง 100 กิโลเมตร และใช้น้ำมันดีเซลซึ่งจะทำให้รถวิ่งได้ 3 กิโลเมตรต่อลิตร ผลก็คือต้องใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 33.33 ลิตร เมื่อราคาขายปลีกอยู่ที่ลิตรละ 14 บาท ก็จะต้องใช้เงินทั้งสิ้น 466.62 บาท (ประเมินจากการสำรวจข้อมูลรถบรรทุกขนาด 300 แรงม้าพร้อมน้ำหนักบรรทุกตามกฏหมาย)
      
       แต่ถ้ารถบรรทุกต้องการวิ่ง 100 กิโลเมตร และใช้ก๊าซเอ็นจีวี ซึ่งจะทำให้รถวิ่งได้ 2 กิโลเมตรต่อเอ็นจีวี 1 กิโลกรัม ผลก็คือต้องใช้ก๊าซเอ็นจีวีประมาณ 50 กิโลกรัม เมื่อราคาขายปลีกอยู่ที่ลิตรละ 13.50 บาท ก็จะต้องใช้เงินทั้งสิ้น 775 บาท (ประเมินจากการสำรวจข้อมูลรถบรรทุกขนาด 300 แรงม้าพร้อมน้ำหนักบรรทุกตามกฏหมาย)
      
       นั่นหมายถึง ถ้าปล่อยน้ำมันดีเซลลดลงตามประเทศเพื่อนบ้านแล้ว จะส่งผลทำให้ค่าใช้จ่ายของน้ำมันดีเซลถูกกว่าก๊าซเอ็นจีวีถึง 39.8%!!!
      
       แม้ต่อให้วันนี้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอยู่ 19.29 บาทต่อลิตร ในระยะการวิ่ง 100 กิโลเมตร ก็จะใช้เงินเพียง 642.93 บาท ซึ่งก็ถูกกว่าการใช้ก๊าซเอ็นจีวีประมาณ 17.04% อยู่ดี
      
       แปลว่าในวันนี้ราคก๊าซเอ็นจีวีไม่น่าสนใจเท่ากับดีเซลอีกแล้ว นั่นหมายถึงว่า ถ้าน้ำมันดีเซลลงตามตลาดโลก และอยู่ใกล้เคียงประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะส่งผลทำให้คนมีแรงจูงใจที่จะเติมน้ำมันดีเซลมากกว่าก๊าซเอ็นจีวี หรืออาจเลิกใช้เอ็นจีวีไปเลยก็ได้ถ้าไม่ยอมลดราคาก๊าซเอ็นจีวีให้ลงมากกว่านี้
      
       เพียงแต่ในทุกวันนี้ที่รถบรรทุก หรือรถโดยสาร จำนวนไม่น้อยที่ยังไม่กลับมาใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมด ก็เพราะที่ผ่านมารถเหล่านี้ได้ลงทุนติดตั้งระบบก๊าซเอ็นจีวี คันละ 4-5 แสนบาทไปแล้ว ดังนั้นเมื่อราคาดีเซลลดต่ำลงก็ยังไม่สามารถกลับมาใช้น้ำมันดีเซลได้ จึงต้องยอมทนก้มหน้าใช้เอ็นจีวีต่อไป
      
       แต่ผู้ประกอบการบางคนก็ดิ้นรนไม่ยอมที่จะใช้พลังงานที่แพงกว่า เพราะเห็นว่าไม่คุ้มค่าก็สามารถที่แปลงเครื่องกับมาใช้ดีเซลแบบเดิม ก็ต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ เพียงแต่ค่าใช้จ่ายเท่าๆกับการแปลงเครื่องยนต์ในครั้งแรก
      
       หรือถ้าเป็นรถใหม่ก็คงตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้นว่าเติมน้ำมันดีเซลคุ้มค่ากว่าไปเปลี่ยนระบบให้เป็นระบบก๊าซเอ็นจีวี
      
       นั่นหมายความว่าทุกวันนี้มีแนวโน้มที่คนหันมาใช้ดีเซลมากขึ้น และใช้เอ็นจีวีน้อยลงเพราะปัญหาปัจจัยราคา ไม่ใช่ดังที่กระทรวงพลังงานอ้างว่าประชาชนจะไม่ประหยัดหากน้ำมันดีเซลถูกลง ใช่หรือไม่?
      
       ดังนั้นการลดราคาดีเซลย่อมจะส่งผลทำให้ราคาก๊าซเอ็นจีวีจะต้องถูกกดดันให้ต่ำลงกว่านี้อีกมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการเติมน้ำมันดีเซลนั้นนอกจากจะมีความปลอดภัยมากกว่าแล้ว ยังทำให้อายุการใช้งานเครื่องยนต์สั้นลง และค่าบำรุงรักษาที่สูงกว่ารถใช้น้ำมันดีเซลอีกด้วย
      
       ทุกข์ของคนไทยบางกลุ่มที่อาจต้องร้องไห้หนักมากเพราะอุตส่าห์ลงทุนเปลี่ยนเครื่องยนต์มาใช้ระบบก๊าซเอ็นจีวี ก็เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนมาใช้ก๊าซเอ็นจีวี โดยออกมาเป็นมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2545 ว่าให้ราคาขายปลีกของก๊าซเอ็นจีวีต้องต่ำกว่าน้ำมันดีเซลถึง 50%
      
       แต่หลังปี 2550 เป็นต้นมานโยบายโดยมติคณะรัฐมนตรี และมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนทยอยปรับราคาก๊าซเอ็นจีวีให้สูงขึ้นเรื่อยๆตามสารพัดสูตรคำนวณจนเป็นอยู่แบบทุกวันนี้ ประชาชนบางส่วนจึงรู้สึกเหมือนตัวเองถูกภาครัฐหลอกให้เปลี่ยนเครื่องยนต์เพื่อติดก๊าซเอ็นจีวี หรือไม่?
      
       แต่ด้วยการผูกขาดการขายก๊าซเอ็นจีวีเพียงรายเดียว ซึ่งไม่อยากให้ประชาชนเลิกใช้ และไม่อยากปรับสูตรราคาใหม่ให้ลดลงด้วย ก็เลยต้องดันราคาดีเซลให้แพงเข้าไว้ และเพราะก๊าซเอ็นจีวีเป็นธุรกิจผูกขาดจึงไม่มีใครให้ความสำคัญต่อการลดต้นทุนการบริหารจัดการในการผูกขาดก๊าซเอ็นจีวีว่ามีประสิทธิภาพจริงหรือไม่?
      
       ดังนั้นถ้าอยากให้ประชาชนยังคงใช้ก๊าซเอ็นจีวีต่อไป ทางแก้จึงไม่ใช่การผลักดันให้น้ำมันราคาดีเซลแพงกว่าที่ควรจะเป็น (จนแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน) แต่ควรทบทวนปรับราคาขายปลีกก๊าซเอ็นจีวีให้ลดลงมากกว่านี้ จนสามารถแข่งขันกับน้ำมันดีเซลได้จึงจะเป็นการแก้ที่ตรงประเด็นที่สุด และทำให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นได้ด้วย
      
       ถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงที่ประเทศไทยจะต้องยอมรับกลไกตลาดโลก และทบทวนโครงสร้างราคาและสูตรของเอ็นจีวีแบบไทยๆได้แล้วหรือไม่?