PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559

คำสั่งสำนักเลขาฯวุฒิสภามัด “พล.ร.อ.ธราธร” แต่งตั้ง “ภรรยา” ควบตำแหน่ง “ผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ชำนาญการ-ผู้ช่วยดำเนินงาน สนช.”

ดูชัด ๆ คำสั่งสำนักเลขาฯวุฒิสภามัด “พล.ร.อ.ธราธร” แต่งตั้ง “ภรรยา” ควบตำแหน่ง “ผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ชำนาญการ-ผู้ช่วยดำเนินงาน สนช.” ก่อนตั้ง "ลูก" ผู้ชำนาญการต่อ รับเงินรวดเดียว 5.9 หมื่นบาท
PIC sapa 4 3 58 1
ในที่สุดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็เริ่มขยับกาย !
ภายหลังสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบ สนช. จำนวนกว่า 50 ราย แต่งตั้งภรรยา-บุตร-เครือญาติ เข้าดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ชำนาญการ-ผู้ช่วยดำเนินงาน สนช. รับเงินเดือน 1.5-2.4 หมื่นบาท 
โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 ออกมาเปิดเผยถึงมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการกิจการสามัญสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) ยืนยันว่า มติวิป สนช. ให้คำแนะนำกับ สนช. ที่มีการแต่งตั้งบุคคลใกล้ชิดเข้ามาทำหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงาน ว่าควรปรับเปลี่ยนให้บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเหล่านี้ ออกจากตำแหน่งไป หลังจากที่สังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสม
อย่างไรก็ดี มีบางฝ่ายครหาว่า พล.ร.อ.ธราธร ขจิตสุวรรณ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ที่แต่งตั้ง "ภรรยา" เข้ามาดำรงตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ชำนาญการ-ผู้ช่วยดำเนินงาน สนช. ทั้ง 3 ตำแหน่งนั้น ไม่เป็นความจริง ?
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org นำคำสั่งของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เรื่อง การแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ชำนาญการ-ผู้ช่วยดำเนินงาน มาเผยแพร่ให้เห็นชัด ๆ ดังนี้
1.คำสั่งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ฉบับที่ 1660/2557 เรื่อง แต่งตั้งผู้ช่วยประจำตัว สนช. ลงวันที่ 29 ก.ย. 2557 มีผล 1 ส.ค. 2557
พล.ร.อ.ธราธร แต่งตั้ง พล.ร.ต.หญิง พวงพลอย ขจิตสุวรรณ คู่สมรส รับเงินเดือน 15,000 บาท
PIC ธราธรแตงตง 1
PIC ธราธรแตงตง 2
2.คำสั่งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ฉบับที่ 1741/2557 เรื่อง แต่งตั้งผู้ชำนาญการประจำตัว สนช. ลงวันที่ 14 พ.ย. 2557 มีผล 1 พ.ย. 2557
พล.ร.อ.ธราธร แต่งตั้ง พล.ร.ต.หญิง พวงพลอย รับเงินเดือน 20,000 บาท
PIC ธราธรแตงตง 3
ต่อมา คำสั่งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ฉบับที่ 44/2558 เรื่อง แต่งตั้งผู้ชำนาญการประจำตัว สนช. ลงวันที่ 12 ก.พ. 2558 มีผลเมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2558
พล.ร.อ.ธราธร แต่งตั้ง เรือตรีหญิงอนพัทย์ ขจิตสุวรรณ บุตรสาว รับเงินเดือน 20,000 บาท
อย่างไรก็ดี ยังไม่ปรากฏคำสั่งที่ให้ พล.ร.ต.หญิง พวงพลอย พ้นจากตำแหน่งผู้ชำนาญการประจำตัวแต่อย่างใด
PIC ธราธรแตงตง 6
3.คำสั่งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ฉบับที่ 43/2558 เรื่อง แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สนช. ลงวันที่ 15 ม.ค. 2558 มีผล 1 ม.ค. 2558 
พล.ร.อ.ธราธร แต่งตั้ง พล.ร.ต.หญิง พวงพลอย รับเงินเดือน 24,000 บาท
PIC ธราธรแตงตง 4
PIC ธราธรแตงตง 5
เท่ากับว่า หาก พล.ร.ต.หญิง พวงพลอย ยังไม่พ้นตำแหน่งผู้ชำนาญการ จะได้รับเงินเดือนทั้งหมด 15,000 + 20,000 + 24,000 = 59,000 บาท
อย่างไรก็ดีประกาศ สนช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติงานให้แก่ สนช. บังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2557 ประกาศเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2557 มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ลงลายมือชื่อกำกับ ระบุชัดเจนว่า
“บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเพื่อปฏิบัติงานให้แก่ สนช. คนหนึ่ง ให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ชำนาญการ-ผู้ช่วยดำเนินงาน ได้เพียงตำแหน่งเดียว และบุคคลดังกล่าวจะต้องไม่เป็นผู้ปฏิบัติงานให้แก่ สนช. คนอื่นอีก”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ได้ติดต่อไปยัง พล.ร.อ.ธราธร เพื่อให้ชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวแล้ว แต่ไม่สามารถติดต่อได้ โดยมีคนรับสายอ้างว่า พล.ร.อ.ธราธร ติดประชุมอยู่
ล่าสุด นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ได้ให้ น.ส.นันทนัช ศิรธรานนท์ บุตรสาว พ้นจากตำแหน่ง ตามคำสั่งเลขาธิการวุฒิสภา ที่ 101/2558 เรื่อง ให้ผู้ช่วยดำเนินงานของ สนช. พ้นจากตำแหน่ง แล้ว เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา 
ดังนั้น ต้องจับตาดูต่อว่า ท้ายสุด พล.ร.อ.ธราธร รวมไปถึง สนช. รายอื่น ๆ จะดำเนินการตามมติของวิป สนช. คือปรับเปลี่ยนคู่สมรสออกจากตำแหน่งหรือไม่
เพราะเมื่อท่านพูดเราจะฟัง เมื่อท่านลงมือทำเราถึงจะเชื่อ !

จับตา ผลสอบ "ราชภักดิ์"ของ ก.ยุติธรรม หลัง10มีค.นี้ หลัง ผู้ว่าฯ สตง. ยันซ้ำ ไม่พบความผิดปกติ

จับตา ผลสอบ "ราชภักดิ์"ของ ก.ยุติธรรม หลัง10มีค.นี้ หลัง ผู้ว่าฯ สตง. ยันซ้ำ ไม่พบความผิดปกติ "อุทยานราชภักดิ์" จะพลิก ตะแคง กลับไปกลับมา พลิกแล้วพลิกอีกยังไง สิ่งที่เรียกว่า "ผิดปกติ" ก็ยังไม่เจอ ขณะที่"รมว.ยุติธรรม"ให้ไปหา 2-3 ประเด็นเพื่อตอบสังคมทุกข้อสงสัย คาด บิ๊กต๊อก แถลงเอง
อ่านข่าว ย้อนหลัง....เพิ่งรู้ว่า เจอตัว "เซียนอุ๊" แล้ว แถมมาให้ปากคำ ด้วย
2 มีนาคม 2559 นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) อยากให้ตรวจสอบข้อมูลโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์เพิ่มเติม 2-3 ประเด็นว่า ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อน ในส่วนของ สตง.เอง เห็นว่าจะพลิก ตะแคง กลับไปกลับมา พลิกแล้วพลิกอีก อย่างไร สิ่งที่เรียกว่า "ผิดปกติ" ก็ยังไม่เจออะไร แต่อาจจะมีข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ใช่ผิดปกติมากมายอะไร
ส่วน2-3 ประเด็นที่ รมว.ยุติธรรม ต้องการให้ไปหาเพิ่มเติม นั้น ก็เป็นเรื่องของหลักฐาน เพื่อต้องการให้สามารถตอบคำถามต่อสังคมได้กระจ่างเท่านั้นช่วยดูให้ละเอียดขึ้น จะได้ตอบทุกปัญหาที่คาใจกันได้
ส่วนเรื่องพยานบุคคล สตง.สอบไปเยอะแล้ว รวมถึงนายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ อุ๊ กรุงสยาม เซียนพระชื่อดังด้วย
ทั้งนี้ หลังวันที่ 10 มี.ค.ทาง รมว.ยุติธรรมจะนัดให้มีการแถลงข่าวชี้แจงเรื่องนี้
(ผู้จัดการ ออนไลน์)
ผู้ว่าฯสตง. ยัน ไม่พบความผิดปกติโครงการราชภักดิ์ ระบุ รมว.ยุติธรรม ให้ไปหา 2 – 3 ประเด็นเพื่อตอบสังคมทุกข้อสงสัย เผย หลัง 10 มี.ค. “บิ๊กต๊อก”แถลงเรื่องนี้
MANAGER.CO.TH|โดย MGRONLINE LIVE

โฆษก คสช.เผย หน่วยมั่นคง เข้มงวด จัดการ ผู้มีอิทธิพล ระบุ มีปชช.ร้องเรียนเพียบ



โฆษก คสช.เผย หน่วยมั่นคง เข้มงวด จัดการ ผู้มีอิทธิพล ระบุ มีปชช.ร้องเรียนเพียบ ทั้งจริง และแอบอ้างชื่อ ปัดตอบ มีชื่อ "เสธ.ไอ้ซ์-ผู้กองมนัส-เก่ง การุณ" ให้เป็นรายละเอียดของแต่ละหน่วย
จากการที่ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาค1 (กกล.รส.ทภ.1) จะประชุม 8 มีค.นี้ เพื่อมอบนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยมีการมอบหมายให้แต่ละหน่วย ดำเนินการต่อผู้มีอิทธิพล ในแต่ละพื้นที่ และ ตามที่ ผู้บังคับบัญชา มอบหมาย นั้น
โดยมีเอกสารของ พล.1รอ. ระบุให้ ร.11พัน2รอ. เำเนินการกับ นาย การุณ โหสกุล. ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า และ เสธ.ไอ้ซ์ พลเอกไตรรงค์ อินทรทัต นั้น
พันเอก วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวว่า ในช่วงนี้หน่วยงานความมั่นคง จะเริ่มเข้มงวดมากขึ้น ในการดำเนินการต่อกลุ่มผู้มีอิทธิพลตามนโยบายของรัฐบาลและคสช.
โดยที่ผ่านมา พบว่า มีเรื่องร้องเรียนเข้าจำนวนมาก ที่ส่งสัญญาณว่าในสังคมไทยยังมีบางบุคคลพยายามเอารัดเอาเปรียบบุคคลอื่นๆอยู่ ด้วยพฤติกรรมที่หลากหลายรูปแบบ
จากข้อมูลที่ จนท.ได้รับในบางกรณีก็พบว่ามีมูล แต่ในบางกรณีก็พบว่าเป็นเรื่องของการแอบอ้างชื่อบุคคลอื่นๆ มาแอบแฝงอำพราง เพื่อหาประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถพิสูจน์ทราบและเข้าถึงข้อเท็จจริงได้ตามหลักฐานและองค์ประกอบที่น่าเชื่อถือ รวมทั้งจะสามารถดำเนินการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้โดยอาศัยกฎหมายเป็นหลัก
ส่วนรายละเอียดในการดำเนินการ ว่า เป็นใคร อย่างไรบ้าง นั้น เป็นเรื่องของแต่ละหน่วยแต่ละพื้นที จะบริหารจัดการเพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย

ถกแม่น้ำ 4 สาย..,..


ถกแม่น้ำ 4 สาย..,..
นายกฯ ประชุม แม่น้ำ4สาย ไม่ใช่5 สาย. บนตึกไทยคู่ฟ้า มีแค่ ครม -คสช-สนช-สปท. ตามจี้งาน ไม่มี"มีชัย"-กรธ.ร่วม เผย ไม่ได้เชิญ คาดหวั่นถูกมองรับใบสั่ง แถมกันพื้นที่สื่อเข้าใกล้ตึกฯ
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหน.คสช.หารือกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ “Prime Minister Meets CEOs (2st Series)”ในช่วงเช้าที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนมีการประชุมในช่วงบ่าย
ซึ่งคาดว่าเป็นการหารือการทำงานในภาพกว้าง รวมถึงการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกของ กรธ.ในประเด็นที่สังคมมีการวิพากษ์วิจารณ์กัน รวมถึงเรื่องแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการปฏิรูปประเทศของ สปท. เพราะการปฏิรูปเกี่ยวข้องกับองค์กรต่างๆ
ขณะเดียวกัน จะเร่งรัดการทำงานของ สนช.ในเรื่องการออกกฎหมายที่สำคัญๆ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติด้วย
โดยจะเร่งรัดให้การทำงานของแม่น้ำแต่ละสายให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลเหลือน้อยลง ดังนั้นภารกิจของแม่น้ำ 5 สายในแต่ละส่วนจะต้องมีผลงานให้เห็นเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ในเวลา 13.30 น. สมาชิก แม่น้ำ4 สาย ได้เดืนทางมาประชุม บนตึกไทยคู่ฟ้า โดยไม่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ และกรธ.
โดย นายมีชัย เปิดเผยกับสื่อ สายรัฐสภา ว่า เนื่องจาก ไม่ได้รับเชิญ
โดยทาง จนท.ทำเนียบฯ กำหนดพื้นที่หวงห้าม ไม่ได้อนุญาต สื่อไป รอที่ทางเชิ่อม ข้างตึกไทยคู่ฟ้า เพื้อดักสัมภาษณ ผู้มาร่วมประชุม. คาดว่า วันนึ้ นายกฯ อาจมอบหมาย. นายวิษณุ ชี้แจงสื่อ เรื้องการประชุม แทน

เสธ.ไอซ์" ลั่น เลอะเทอะ ไร้สาระ ถูกยัดชื่อ เป็นผู้มีอิทธิพล ยันไม่เกี่ยวข้อง ระบุ โลว์โปรไฟล์ มานานแล้ว

เสธ.ไอซ์" ลั่น เลอะเทอะ ไร้สาระ ถูกยัดชื่อ เป็นผู้มีอิทธิพล ยันไม่เกี่ยวข้อง ระบุ โลว์โปรไฟล์ มานานแล้ว ช่วยเหลืองานสังคม ทำบุญ เพราะเกษียณมา 7 ปีแล้ว อยากอยู่แบบเงียบ ๆ เชื่อน้องทหารคนที่ใส่ชื่อน่าจะเอาข่าวเก่ามาเล่น/ เผยสุขภาพ เสธ.ไอ้ซ์ ไม่ค่อยดี แล้ว ออกงานล่าสุด เมื่อวันเกิด1 กย.2558 ที่ผ่านมา ในร้านอาหารย่านรามอินทรา
จากกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)โดยกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.)กองทัพภาคที่ 1 ได้รายงานผู้ที่อยู่ในข่าย มีรายชื่อเป็นผู้มีอิทธิพลในเขตพื้นที่รับความผิดชอบของ พล.1 รอ. และมีชื่อ "เสธ.ไอซ์" พลเอกไตรรงค์ อินทรทัต อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. และเพื่อนเตรีมทหารรุ่น 10 ของ อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้มีอิทธิพลด้วยนั้น
พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต นายทหารนอกราชการ กล่าวว่า ตนไม่ให้ความสำคัญ กับข่าวนี้ ไม่มีสาระ ผมไม่เคยรู้เรื่อง เพราะตอนนี้ผมเกษียณราชการมา 7 ปี ไม่เคยทะเลาะเบาแว้งกับใคร เก็บตัว ทำบุญ ช่วยเหลืองานสังคมมาโดยตลอด ไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพล อยากจะอยู่เงียบๆ
"ข่าว น่าจะเลอะเทอะ อยากรู้ว่าหน่วยไหนหรือใครเป็นผู้รายงาน ถ้าจะบอกว่าเป็นผู้มีอิทธิพล มันต้องอยู่ในข่าย ขบวนการค้ายาเสพติด ฮั้วประมูล ค้ามนุษย์ บ่อนการพนัน แต่ผมไม่รู้เรื่องอะไร ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งเหล่านี้เลย"
"ปัจจุบันผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับใคร อยู่อย่างเงียบ ๆ ช่วยเหลืองานสังคม และรายชื่อที่เห็นก็น่าจะนำมาจากข่าวเก่า ๆ ไร้สาระ ไม่อยากให้ความสำคัญ ในเมื่อเรารู้ว่าเราทำอะไร"เสธ.ไอซ์. กล่าว
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบัน พลเอกไตรรงค์ อายุ67 ปี มีอาการไม่สบาย และทำอะไรช้าลง ไม่แข็งแรงเช่นแต่ก่อน และ ลดบทบาท มาตั้งแต่ หลัง รัฐประหาร22พค. เรื่อยมา โดยมักใช้เวลาไปพักผ่อน ในต่างประเทศ และรักษาตัว เพราะไม่ต้องการมีปัญหากับ คสช. โดยออกงานล่าสุด เมื่อวันเกิด1 กย.2558 ที่ผ่านมา ในร้านอาหารย่านรามอินทรา

เสร็จนาฆ่าโคถึก! อิหร่านสั่งประหาร “บาบัก ซันจานี” มหาเศรษฐีที่เคยช่วยรัฐ "ลักลอบขายน้ำมัน"

manager
7 มีนาคม 2559 16:21 น.
เสร็จนาฆ่าโคถึก! อิหร่านสั่งประหาร “บาบัก ซันจานี” มหาเศรษฐีที่เคยช่วยรัฐ ลักลอบขายน้ำมัน
บาบัก ซันจานี มหาเศรษฐีชาวอิหร่าน ซึ่งถูกศาลตัดสินประหารชีวิตฐานฉ้อโกงรัฐ
        เอเอฟพี - บาบัก ซันจานี มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของอิหร่าน ซึ่งเคยเป็นนายหน้าช่วยรัฐแอบขายน้ำมันในช่วงที่ถูกนานาชาติคว่ำบาตร ถูกศาลตัดสินประหารชีวิตด้วยข้อหาคอร์รัปชัน และฉ้อโกงเงินของทางการไปกว่า 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
       
       เจ้าหน้าที่ยุติธรรมอิหร่านประกาศลงโทษตายแก่ ซันจานี เมื่อวันอาทิตย์ (6) แต่ระบุว่า มหาเศรษฐีผู้มีประวัติอื้อฉาวจากการช่วยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดี มะห์มูด อาห์มาดิเนจัด ลักลอบค้าน้ำมันเพื่อดึงดูดสกุลเงินแข็งเข้าประเทศระหว่างปี 2005-2013 ยังมีสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์ได้
       
       ซันจานี เริ่มก้าวขึ้นมามีอิทธิพลอย่างสูง หลังชาติตะวันตกประกาศมาตรการคว่ำบาตรระบบธนาคารของอิหร่าน ซึ่งทำให้เตหะรานขาดแคลนรายได้อย่างหนัก
       
       ซันจานี ยืนยันว่า ตนเพียงทำหน้าที่ “นายหน้า” ให้กับรัฐบาลอาห์มาดิเนจัด ซึ่งรับรู้และให้การสนับสนุนตนมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังโอ้อวดทรัพย์สินมหาศาลที่ได้มาจาก “ทักษะ” ในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
       
       เศรษฐีผู้นี้ยอมรับว่า เคยลักลอบส่งออกน้ำมันหลายล้านบาร์เรลจากอิหร่าน โดยผ่านเครือข่ายบริษัทในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ตุรกี และมาเลเซีย
       
       ซันจานี มาถูกจับเอาเมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2013 หรือราวๆ 3 เดือนหลังจากที่ประธานาธิบดี ฮัสซัน รอฮานี ขึ้นบริหารประเทศ และประกาศว่าจะปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
       
       โฆลาม ฮอสเซน มอห์เซนี-เอเจอี โฆษกคณะตุลาการ ระบุว่า ซันจานี วัย 41 ปี ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฉ้อโกงและก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจ จะต้องคืนเงินให้แก่กระทรวงน้ำมันซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง และถูกลงโทษประหารชีวิตด้วย 
เสร็จนาฆ่าโคถึก! อิหร่านสั่งประหาร “บาบัก ซันจานี” มหาเศรษฐีที่เคยช่วยรัฐ ลักลอบขายน้ำมัน
มะห์มูด อาห์มาดิเนจัด อดีตประธานาธิบดีสายแข็งของอิหร่าน
        กระบวนการไต่สวนคดีนี้มีการเปิดเผยให้สาธารณชนรับทราบ ซึ่งนับว่าไม่บ่อยนักสำหรับคดีใหญ่ๆ ในอิหร่าน
       
       คดีนี้ยังมีผู้ต้องหาอีก 2 คนที่ถูกตัดสินประหารด้วยความผิดฐาน “ก่อการทุจริตบนแผ่นดิน” (corruption on earth) อันเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ที่สุดตามกฎหมายของอิหร่าน
       
       นอกจากส่งเงินคืนให้กระทรวงน้ำมันแล้ว ซันจานี และจำเลยอีก 2 คนยังต้องจ่ายค่าปรับอีก 1 ใน 4 ของจำนวนเงินที่ยักยอกไปด้วย
       
       ซันจานี ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และอ้างว่าที่ไม่ได้จ่ายเงินคืนให้กระทรวงน้ำมันก็เพราะมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกทำให้ไม่สามารถโอนเงินได้ ซึ่งข้ออ้างนี้ถูกหักล้างในชั้นศาล
       
       ซันจานี เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ตนรับคำสั่งจากรัฐบาล อาห์มาดิเนจัด ให้หาวิธีส่งออกน้ำมันเพื่อนำรายได้เข้าประเทศ โดยจะได้ค่านายหน้าเป็นสิ่งตอบแทน ซึ่งเวลานั้นราคาน้ำมันดิบกำลังพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ภารกิจนี้จึงมีวงเงินหลายพันล้านดอลลาร์เป็นเดิมพัน
       
       สื่ออิหร่านประเมินว่า มหาเศรษฐีผู้นี้อาจมีทรัพย์สินสูงถึง 13,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่สังคมก็ยังคงถกเถียงกันว่า สิ่งที่ ซันจานี ทำเป็นการช่วยเหลือรัฐบาล หรือกอบโกยผลประโยชน์ชาติเข้าตัวกันแน่ 

คสช.กำลังรุกหรือถอยร่น

คสช.กำลังรุกหรือถอยร่น


CC 408
พีเพิล ยูนิตี้ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาสนับสนุนแนวคิดให้มี ส.ว.สรรหาในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ซึ่งถูกจุดพลุขึ้นมาโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม
ซึ่งท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อเรื่องนี้ ก็คือการสำทับว่า คสช. “เอาแน่นอน”
ที่จริง พลันที่ พล.อ.ประวิตร ออกมาเปิดเผยแนวคิดนี้ ก็แทบไม่มีอะไรต้องสงสัยแล้วว่า เรื่องนี้เป็นแนวคิดและความประสงค์ของ คสช. เพียงแต่หลายฝ่ายอาจรอฟังจากปากหัวหน้า คสช.อีกที ซึ่งตอนนี้ก็ชัดเจนแล้ว
สรุปก็คือ งานนี้ พล.อ.ประวิตร เป็นคนเปิดเกมหรือออกโรง โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ คอยสนับสนุน แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับมันหมายความว่า เมื่อระดับ “พี่ใหญ่” เป็นคนออกมาเปิดเกมเอง และ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมารับลูก แสดงว่าเรื่องนี้มันต้องสำคัญมากและมีความหมายมากต่อ คสช. และงานนี้ต้องเป็นไปตามความประสงค์ของ คสช.สถานเดียว
สำคัญมากและมีความหมายมากต่อ คสช.แบบไหน อย่างไร ก็แล้วแต่ฝ่ายต่างๆจะมอง หากเป็นฝ่ายตรงข้าม คสช.และนักการเมืองมอง ก็ต้องมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของ คสช. และเป็นการลดบทบาทความสำคัญของ ส.ส.หรือนักการเมือง
ขณะที่ฝ่ายผู้เสนอ ก็ถือว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมากต่อช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านประเทศ ที่จะต้องมี ส.ว.เป็นพี่เลี้ยง และคอยถ่วงดุลนักการเมือง และล่าสุด พล.อ.ประวิตร ออกมาบอกอีกว่า คสช.ก็สามารถเข้าไปเป็น ส.ว.สรรหาได้ “ต้องช่วยไปทำ ไม่เช่นนั้นจะบอกว่าเสียของ” พล.อ.ประวิตร ให้เหตุผลที่ คสช.ต้องเข้าไปเป็น ส.ว.สรรหา
พล.อ.ประวิตร เปิดเผยถึง “ที่ยืนใหม่” ของ คสช.อย่างไม่ปิดบังอำพราง ไม่มีอะไรต้องเม้มไว้อีกแล้ว แม้จะรู้ว่าการแบไต๋เช่นนี้ย่อมหนีไม่พ้นถูกมองมากขึ้นว่า คสช.เตรียมสืบทอดอำนาจ
แต่นาทีนี้ พล.อ.ประวิตร ดูเหมือนจะไม่สนแล้ว เพราะไม่ว่าจะประเด็นไหนในร่างรัฐธรรมนูญ ก็ถูกมองว่าสืบทอดอำนาจทั้งนั้น
“สืบทอดก็สืบทอด ขอให้สามารถเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่อนาคตใหม่ได้ ไม่ใช่กลับไปเป็นแบบเดิม” พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ อาจคิดแบบนี้แล้วก็ได้ในนาทีนี้
ทว่า มันมีประเด็นหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องนี้
หนึ่ง มันเร็วไปที่จะรีบแบไต๋ว่า คสช.จะเข้าไปเป็น ส.ว.สรรหา ทั้งที่แค่เรื่องจุดพลุ ส.ว.สรรหาก็ลุกเป็นไฟอยู่แล้ว พล.อ.ประวิตร รีบร้อนเดินหน้าไปหน่อย หรือไม่ก็ไม่ทันคิด จึงพูดไปอย่างนั้น
แต่เอาเถอะ เมื่อพูดไปแล้วก็ปล่อยให้รู้แล้วรู้แรดไปเลย เรื่องผลตามมาค่อยว่ากันใหม่
สอง การเสนอเปลี่ยนแปลงที่มาของ ส.ว.มาเป็นสรรหา (ทั้งหมด) แสดงให้เห็นว่า คสช.ไม่ไว้วางใจและไม่มั่นใจในร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญร่างไว้ ว่าจะทำให้ประเทศเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ และจะสกัดคนไม่ดีไม่ให้เข้ามามีอำนาจในบ้านเมืองได้ แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะเปิดทางให้คนนอกเป็นนายกฯได้ และกำหนดวิธีการให้ที่มาของ ส.ส.มาจากสองทาง ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนอย่างเดียวไว้แล้วก็ตาม แต่สภาผู้แทนราษฎรก็ยังเป็นสภาของนักการเมืองและพรรคการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองใหญ่จะกุมเสียงในสภาผู้แทนราษฎรไว้เช่นเดิม ซึ่งนั่นหมายความต่อไปว่า โอกาสที่คนนอกจะเป็นนายกฯก็ไม่มีอะไรแน่นอน แม้จะเปิดช่องไว้แล้ว
ดังนั้น คสช.จึงยังไม่วางใจในจุดนี้ว่ารัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรหลังการเลือกตั้งจะเป็นรัฐบาลและสภาที่ดี
พูดตรงๆก็คือ คสช.ยังไม่ไว้วางใจนักการเมือง
ขณะที่ที่มาของ ส.ว.ที่คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า มาจากสังคมเลือกกันเองจำนวน 200 คน ก็ไม่สามารถมีหลักประกันได้ว่า สังคมเลือกกันเองจริงๆหรือไม่ หรือมีนักการเมืองและพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ส.ว.ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีคนของนักการเมืองและพรรคการเมืองแอบแฝงเข้ามา
การยึดครองทั้งสองสภาโดยนักการเมืองก็จะเกิดขึ้นอีก
จึงเป็นที่มาให้ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ออกโรงมาเสนอให้ที่มาของ ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด แทนที่จะไปเสี่ยงให้นักการเมืองเล็ดลอดเข้ามา
กันไว้ดีกว่าแก้ และยังเป็นการแบ่งแยกถ่วงดุลกันระหว่างสภาของนักการเมืองกับสภาของ คสช. ให้เกิดดุลยภาพ ไม่ให้สภาใดมีอำนาจมากกว่ากัน
มองในแง่ดี มันก็ต้องมองแบบนี้ เว้นแต่มองในแง่ร้าย ก็มองได้อย่างเดียวคือ สืบทอดอำนาจ
สาม การเสนอให้ ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านมีผลสัมฤทธิ์ และสิ่งที่ คสช.ทำลงไปไม่เสียของ ด้านหนึ่งแม้จะถือเป็นความพยายามอย่างที่สุดของ คสช.ที่จะไม่ยอมให้มีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นหลังมีรัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งแล้ว ทว่า อีกด้านหนึ่งกลับแสดงให้เห็นว่า คสช.ถดถอยหรือถอยร่นมาเป็นระยะ และสถานการณ์ในอนาคตไม่น่าไว้วางใจมากขึ้นสำหรับ คสช.
ถอยร่นและไม่น่าไว้วางใจอย่างไร
ประการหนึ่ง ต้องหันมาใช้บริการ ส.ว. เป็นฐานทัพ จากที่ก่อนหน้านี้คิดไปไกลถึง “โปลิตบูโร”
ประการสอง นายกฯคนนอก และที่มา ส.ส.แบบแปลกแหวกแนว ก็ไม่อาจมั่นใจได้ ซึ่งนั่นหมายความว่า ผลการเลือกตั้งอาจเข้าอีหรอบเดิมๆ
ประการที่สาม คงไม่ต้องบอกว่า หากมีการแก้ไขให้ที่มาของ ส.ว.มาจากการสรรหา ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติยากขึ้นกว่าเดิมแค่ไหน
คสช.ก็รู้ แต่ไม่มีทางเลือก เพราะสถานการณ์ไม่น่าวางใจ และมีความจำเป็นต่อบ้านเมือง
“เป็นไงเป็นกัน ไม่ผ่านก็ไม่ผ่าน (สิวะ)” พล.อ.ประวิตร พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้พูด พีเพิล ยูนิตี้พูดเอง เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ

ข่าวเจาะ // คสช.กำลังรุกหรือถอยร่น
พีเพิล ยูนิตี้
6 มีนาคม 2559
ที่มา : http://www.peopleunitynews.com/web02/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%B0-%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B8%8A-%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A3/

ตำรวจสกัดองค์กรพุทธแถลงแย้งมติผู้ตรวจการฯ ปมตั้งสังฆราช จ่อล่า 2 หมื่นชื่อถอดถอน


7 มี.ค.2559 หลังจากวานนี้ (6 มี.ค.59) พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) หรือเจ้าคุณประสาร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ในฐานะเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'พระเมธีธรรมาจารย์ - เจ้าคุณประสาร' ระบุว่า ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา จะแถลงท่าทีอย่างเป็นทางการ กรณีคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน และกำหนดการเคลื่อนไหว ในวันจันทร์ที่ 7 มี.ค. 59 เวลา 10.00 น. เปลี่ยนจาก S.D.Avenue เป็น ห้องประชุมศูนย์วัดศรีสุดาราม สี่แยกบางขุนนนท์ นั้น
 
วันนี้ (7 ก.พ.59)  เดลินิวส์  รายงานว่า เวลา 9.30 น.ที่อาคารหอประชุมมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วัดศรีสุดาราม กรุงเทพฯ ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลบางขุนนนท์ และทหาร ประมาณ 20 นาย ได้มาดูแลความเรียบร้อย
 
ต่อมาเวลา 10.20 น. พ.ต.อ.เมธี รักพันธุ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7 ได้ เชิญ ผศ.ดร.เสถียร วิพรมหา นายกสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ รองเลขาธิการ สนพ. และพระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และผู้ที่จะร่วมแถลงข่าว เพื่อกำหนดแนวทางการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยทางตำรวจ ได้แจ้งต่อพระเมธีธรรมาจารย์ อาจจะเข้าข่ายผิดพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 และไม่ได้ขออนุญาตตำรวจก่อนแถลงข่าว อีกทั้งกังวลว่าจะมีผู้อื่นปะปนแฝงตัวเข้ามาในการแถลงข่าว อาจจะก่อความวุ่นวาย โดยใช้เวลาหารือนานกว่า 30 นาที
 
จากนั้นเวลา 10.40 น. พระเมธีธรรมาจารย์ ได้ออกมาแถลงข่าวเพียงสั้นๆ ว่า ขอยืนยันว่าศูนย์พิทักษ์ฯและองค์กรพุทธ ทำเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ไม่มีวาระ ไม่มีการเมือง และไม่มีอามิสสินจ้างแต่อย่างใด ไม่เคยคิดจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อบ้านเมือง ซึ่งการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาได้ยึดหลักการ 3 ข้อ คือ เคารพกฎหมายบ้านเมือง พระธรรมวินัย และจารีตประเพณี
 
สำนักข่าวไทย รายงานด้วยว่า พระครูปลัดกวีวัฒน์  กล่าวว่า จากคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินต่อมติมหาเถรสมาคม(มส.)เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2559 เรื่องการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ตาม พ.ร.บ.การปกครองคณะสงฆ์ 2505 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 มาตรา 7 ว่าผิดขั้นตอนนั้น ทางศูนย์พิทักษ์พระพุทธ ศาสนาแห่งประเทศไทยและสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา เห็นว่าคำวินิจฉัยขอชผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดแย้งต่ออำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบข้าราชการเท่านั้น เช่นกรณีตัวอย่างเมื่อ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา มีการส่งเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน พิจารณาเรื่องความผิดของพระสงฆ์ใน จ.พิจิตร แต่ตีเรื่องกลับ ให้เหตุผลไม่มีอำนาจตีความเรื่องคณะสงฆ์  ซึ่งในเรื่องข้อกฎหมายเห็นว่าควรต้องเป็นหน้าที่ของกฤษฎีกา
 
ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลทั้งหมดศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนาเห็นว่าผู้ตรวจการแผ่นดินมีเจตนาวินิจฉัยตีความกฎหมายผิด ขัดต่อจารีตประเพณี ราชประเพณี และขัดต่อจริยธรรมขององค์กรอิสระอย่างร้ายแรง  ก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะสงฆ์และสังคมไทยอย่างร้ายแรงเช่นกัน จึงมีมติจะดำเนินการ ดังนี้ คือรวบรวมรายชื่อพระสงฆ์ และคฤหัสถ์ 20,000 ชื่อ เพื่อถอดถอนผู้ตรวจ การแผ่นดินต่อ สนช. ส่วนการขอนิมนต์และเรียนเชิญพุทธบริษัทร่วมลงชื่อถอดถอนจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
 
นอกจากนี้ เดลินิวส์ รายงานด้วยว่า ภายหลังเสร็จการแถลงข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้มีการพูดคุยกับพระเมธีธรรมาจารย์และคณะ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา โดยไม่มีการใส่กุญแจมือพระสงฆ์ ฆราวาส และไม่มีการเชิญตัวปรับทัศนคติแต่อย่างใด ซึ่งแตกต่างจากมติชนออนไลน์ ที่ระบุว่า หลังจากทั้ง 2 รูป แถลงข่าวได้เพียง 5 นาที ก็รีบออกจากห้องประชุม จากนั้นถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจประกบตัว พร้อมทั้งนำตัวออกไปจากวัดศรีสุดาราม
 
จดหมายเปิดผนึก ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา :
 
 
ดีเอสไอ ทำหนังสือนัดสมเด็จช่วงให้ถ้อยคำในสัปดาห์นี้
 
วันเดียวกัน สำนักข่าวไทย ยังรายงานด้วยว่า พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)  กล่าวถึงการดำเนินคดีกับรถเบนซ์คลาสสิคผิดกฎหมายในความครอบครองของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์  หรือสมเด็จช่วง  เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  ว่า พนักงานสอบสวนทำหนังสือนัดให้สมเด็จช่วงให้ถ้อยคำภายในสัปดาห์นี้ คงต้องดูภารกิจของสมเด็จช่วงว่าจะว่างในช่วงใดบ้าง เพื่อให้พนักงานสอบสวนไปพบที่วัดปากน้ำ
 
ส่วนเรื่องการรับรถผิดกฎหมายจากพิพิธภัณฑ์วัดปากน้ำ เป็นขั้นตอนที่จะดำเนินการ หลังได้พบและแจ้งต่อสมเด็จช่วง ส่วนผลตรวจสอบรถยนต์ในความครอบครองของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ดีเอสไอยังรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจากบริษัทจากัวร์
 
ที่มา : http://prachatai.org/journal/2016/03/64481

ประวิตร เสนอ ส.ว.สรรหา ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ชี้ คสช.อาจเข้าไปด้วย เพื่อไม่ให้เสียของ

ประวิตร เสนอ ส.ว.สรรหา ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ชี้ คสช.อาจเข้าไปด้วย เพื่อไม่ให้เสียของ

7 มี.ค. 2559 จากกรณีเมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมา MGR Online พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม  กล่าวถึงแนวคิดการให้มี ส.ว.สรรหาทั้งหมดในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีว่า เพื่อจะได้ทำงานร่วมกันกับ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ในการปฏิรูปและปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติให้เป็นตามกรอบที่วางไว้ เมื่อถามว่า ส.ว.จะกลายเป็นองค์กรหนึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านใช่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่มีองค์กร เขาทำหน้าที่เหมือน ส.ว.ปกติ แต่หน้าที่ที่เพิ่มขึ้นมาคือเรื่องยุทธศาสตร์และการปฏิรูป
ล่าสุดวันนี้ (7 มี.ค.59) เดลินิวส์ รายงานด้วยว่า พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงแนวคิดเรื่อง ให้มี ส.ว.สรรหา ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีนั้นว่า ตนพูดไปแล้วว่าเป็นความคิดของส่วนตัวในฐานะประชาชนว่าจะทำอย่างไรที่ให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ เพื่อให้เกิดความปรองดองให้ได้ มิเช่นนั้นจะเดินต่อไปไม่ได้ หากใครเสนอทางออกที่ดีกว่าก็ไม่ว่าอะไร แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)จะรับหรือไม่รับยังไม่รู้และจะไปคิดอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขาโดยคำนึงถึงบ้านเมืองอยู่ได้ ส่วนการประชุมแม่น้ำ 5 สายในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ยังไม่ทราบว่าจะหารือเรื่องอะไร
ซึ่งเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ทวิตเตอร์ ของ วาสนา นาน่วม '@WassanaNanuam' ได้เผยแพร่วิดีโอคลิปบางส่วนที่ พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงการมี ส.ว.สรรหา ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ว่า คสช. ต้องเข้าไปอยู่ใน ส.ว.ด้วยเพื่อช่วยกันทำ เพื่อไม่ให้เสียของ 

สู้ไม่ถอย…”พระจุณณ์” เดินหน้า ร้องผู้ตรวจฯสอบซื้อขายตำแหน่งใน สตช.


สู้ไม่ถอย…”พระจุณณ์” เดินหน้า ร้องผู้ตรวจฯสอบซื้อขายตำแหน่งใน สตช.

สู้ไม่ถอย..."พระจุณณ์" เดินหน้า ร้องผู้ตรวจฯสอบซื้อขายตำแหน่งใน สตช.
559000002482501
“พลเรือเอกพระจุณณ์”มาพร้อม”ทนายนกเขา” ยื่นคำร้องผูู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงการซื้อขายตำแหน่งใน สตช. เผย 10 มีนาคมนี้จะไปรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก ระบุถ้ากรณีของตนทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวงการตำรวจ ก็พร้อมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ยันกับบิ๊กป้อมก็สนิทกันดี แต่งงไม่รู้เกิดอะไรขึ้นถึงเกิดเรื่องนี้
7 มี.ค. 59 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) พร้อมด้วยนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความ เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินผ่านนายธาวิน อินทรจำนงค์ รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีและพนักงานสอบสวนกก.3 บก.ปอท.ออกหมายเรียกผู้ต้องหาโดยต้องหาว่าหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จฯว่าเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งนี้ นายนิติธร กล่าวว่าตามข่าวมีข้อความสำคัญ 3 ส่วน  คือ พลเรือเอก การซื้อขายตำแหน่ง และในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องพิจารณาเสียก่อนว่า ที่พล.ร.อ.พะจุณณ์พูด หรือที่ปรากทางข้อความแชทไลน์ มีการยืนยันตัวบุคคลหรือไม่ ซึ่งจาก 3 ข้อความดังกล่าวไม่สามารถยืนยันได้ว่าพลเรือเอกดังกล่าวเป็นใคร ขณะเดียวกันข้อความก็ไม่ได้มีการระบุสำนักงานตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง  หรือไปเกี่ยวจ้องกับพล.เรือเอกอย่างไร ซึ่งพนักงานสอบสวนการรับข้อกล่าวหารับได้  แต่การจะตั้งข้อกล่าวหาหรือทำให้ใครตกเป็นผู้ตกหาจะต้องพิสูจน์ให้ได้ความก่อนว่าพลเรือเอกที่มีการกล่าวหาเป็นใคร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกี่ยวข้องอย่างไร   จึงเห็นว่าการตั้งข้อกล่าวหาและการออกหมายเรียกไม่เป็นธรรม
ผู้สื่อข่าวถามว่า  ยืนยันใช่หรือไม่ว่าพลเรือเอก ที่ถูกระบุในแชทไลน์ไม่ใช่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ นายนิติธร กล่าวว่า ตอนที่ปรากฎเป็นข่าวนั้นไม่ทราบว่าหมายถึงใคร มารู้อีกทีตอนได้รับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวนแล้ว
ด้านพล.ร.อ. พระจุณณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้มอบให้ฝ่ายกฎหมายทำหน้าที่ ซึ่งหากเห็นว่ามีสิ่งใดต้องดำเนินการก็ให้ดำเนินการไปได้ เลยรวมถึงถ้าพิจารณาว่าจำเป็นต้องฟ้องกลับกับผู้ใดหรือไม่ก็ให้ดำเนินการไป  ยืนยันว่า การออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารงานของตำรวจเป็นการทำหน้าที่ในฐานสปท. โดยก่อนหน้านี้ตนมีตำแหน่งเป็นประธานอนุกรรมาการปฎิรูปโครงสร้างตำรวจของสภาปฎิรูปแห่งชาติ แม้ว่าต่อมาจะมีการยุบอนุไปแล้วแต่ก็ยังสนใจงานด้านนี้อยู่ และที่ต้องการให้มีการปฏิรูปตำรวจก็เพื่อให้ตำรวจมีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรีเป็นที่รักของประชาชน   ซึ่งในข้อเท็จจริงการปฏิรุปตำรวจต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล แต่ปัญหาคือจะไปได้มากน้อยแค่ไน สิ่งหนึ่งที่เราต้องการคือการปฏิรูปตำรวจ โดยตนคิดว่าปัจจุบันประชาชนทนได้กับปัญหาทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูงแต่ทนไม่ได้กับการทุจริตคอรัปชั่น  หากรัฐบาลแก้ไขได้คิดว่าประชาชนยอมรับได้ และทนได้ 5 ปี 10 ปีกับสภาวะการเมือง และเศรษฐกิจที่เป็นแบบนี้
” กรณีของผมถ้าสามารถเป็นจุดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจได้ ผมถือว่าผมรับได้ทั้งหมดกับอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นกับผม   และยืนยันผมไม่ได้มีความขัดแย้งกับใคร ซึ่งในวันที่ 10 มี.ค.นี้ก็จะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก แม้จะมีหลายฝ่ายไม่อยากให้ตนไปก็ตาม แต่ด้วยตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบัน ก็เห็นว่าจำเป็นต้องไป  ”
เมื่อถามต่อว่าตั้งแต่เกิดปัญหาได้มีการหารือกับทางกองทัพหรือนายทหารคนใดหรือไม่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ กล่าวว่า ไม่เคย จริงๆ ผมกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ชอบกันมาก เรียกได้ว่าเป็นพี่เป็นน้องที่สนิทกันให้ความช่วยเหลือกัน แต่ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นถึงได้เกิดเรื่องขึ้นมา
 ที่มา : http://www.sanamkhao.com/10042-2/