PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทแห่งกรรมคือ "เจตนาสมีโย" : เปลว สีเงิน "นักการเมืองขี้โกง"..........

บทแห่งกรรมคือ "เจตนาสมีโย" : เปลว สีเงิน
"นักการเมืองขี้โกง"..........
โดยเฉพาะแก๊งเข้าไปเล่นการเมืองด้วยทัศนคติ "โกงไม่เป็นไร ได้แล้วเอามาแบ่งกัน"
เจริญ "ราชทัณฑ์สติ"
คุกหนอ...คุกหนอ..รอไว้นะ!
นายชูชีพ หาญสวัสดิ์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในปฐมยุคแห่งรัฐบาลทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ย่านปทุมธานี
และนายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขาฯ รมว.เกษตรฯ ผู้เป็นน้องชาย "นายเสนาะ เทียนทอง" ผู้ยิ่งใหญ่ย่านสระแก้ว-ปราจีนบุรี
ด้วยศรัทธาและยึดมั่นในระบอบทักษิณ "โกงไม่เป็นไร ได้แล้วเอามาแบ่งกัน"
๘ มิ.ย.๕๙ วานซืนนี้เอง........
เข้าไปแบ่งกันอยู่ในคุกเรียบร้อยแล้ว โดย "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง"
ตัดสินขังคุก "คนละ ๖ ปี"
ฐานทุจริต-คอร์รัปชัน ฮั้วประมูลจัดซื้อปุ๋ย!
บน "มาตรฐานเดียวกัน" อย่างที่ขบวนการระบอบทักษิณชื่นชอบ และแหกปากตะโกนโหยหามาตลอด
ก็อีกหลายคนมิใช่หรือ?
ทั้งหญิง-ทั้งชาย ทั้งที่ชอบเสื้อดอกและดอกเองโดยสันดาน เห็นกำลังทยอยเข้าคิวรออยู่ที่ศาลอาญาบ้าง ศาลฎีกานักการเมืองบ้าง
เตรียมฟิตร่างกายกันไว้นะ....
เมื่อกฎกรรมและกฎหมายทำงานดังนี้ ราวๆ ปลายปีนี้-ต้นปีหน้า บางคนอาจโชคดี
ได้เข้าไปอยู่ร่วม-กินร่วม-นอนร่วม กับ "ชูชีพ-วิทยา" จะได้ไปอยู่แบบเฮลธี้ไงล่ะ!
เมื่อวงจร "โกงแล้วแบ่งกัน" กำลังบรรจบลักษณะนี้ ก็คงต้องแข่งกันหน่อย........
ว่าทีมไหน จะได้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นก่อนกัน ระหว่างทีมที่ไปสุมหัวเห่าอยู่อเมริกา กับพวกที่กำลังถูก "เรียกเก็บตัว" เข้าไปฟอร์มทีมในคุก ทีละคน-สองคน?
เรื่องกรรมและเรื่องกฎหมาย ทำหน้าที่ "เที่ยงตรง" เสมอ
ไม่เลือกหน้า-ไม่เว้นใคร ไม่ว่า "หัวดำ-หัวโล้น".........
ถ้าระยำ ด้วยโกงกิน อลัชชี ผิดศีล ขั้นครุกาบัติ ในยุคดาวอะไรมิต่ออะไรทั้งอม ทั้งคาย ทั้งชนกัน สับสนนัวเนีย อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ผมไม่ทราบ
ทราบอย่างเดียว..........
พวก "ดาวโจร" ทั้งหัวโล้น-หัวดำ" เมื่อสังคมชาติถึงยุคปฏิรูป "คือล้าง" ที่เละ มุ่งสู่อนาคตใหม่ที่เรี่ยมเร้
มนุษย์ประเภท "ฉิบหายแล้วจากความดี" ทั้งหลาย-ทั้งปวง จะอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่สำนึก ไม่ปรับตัว
"ต้องไป......" สถานเดียว!
ไปอยู่ที่ใหม่ จะเป็นคุก-ตะราง หรือเป็น ๙ ขุมนรก นั่นขึ้นอยู่กับกรรมของแต่ละคน
จากที่ "ปทุมธานี" เหมือนกัน แต่คนละสถานะ มาดูทาง "สมีโย" เจ้าลัทธิธรรมกายบ้าง ว่ายังอยู่ดีหรือไม่ดีไฉน?
กรรม คือการกระทำ ทาง "กาย-วาจา-ใจ"
ตัวใจ คือ "มโนกรรม" นี่แหละ เป็น "ตัวกรรม" แท้จริง พระบรมศาสดาเจ้าตรัสว่า "เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ"
แปลว่า....ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนา คือ กรรม"
เจตนาคือ ความคิด ความตั้งใจ ที่สั่งกาย สั่งวาจานั่นแหละ ถ้าสั่งด้วยเจตนาดี คิดดี ตั้งใจทำดี พูดดี
แบบนี้ ไม่ต้องตั้ง "ศูนย์ปราบโกงในโกงกูเอง" ก็ถือว่าประกอบกรรมดี มีผลเป็นสุขกาย-สุขใจ เทวดาและมนุษย์สรรเสริญแล้ว
แต่ถ้าสั่งด้วยเจตนาร้าย
ทุกอย่างจะตรงข้าม คือใช่ว่าคนพวกนี้ "ในความเป็นคน" จะไม่รู้จักชั่ว-ไม่รู้จักดี เสียเลย
รู้เต็มอก.......
แต่ด้วยความเป็นคนฉิบหายแล้วจากความดีนั่นแหละ คือดีไม่ได้-ดีไม่เป็น เหมือนหนอน มีแต่ขี้เท่านั้นหอม เป็นอาหารชื่นชอบ อย่างอื่นเหม็นหมด
"มโน" คือเจตนา จึงสั่งแต่ ให้กายเคลื่อน-ปากขยับ ด้วยคิดร้าย พูดร้าย-ทำร้าย มุ่งจ้องทางจะไปกินขี้สถานเดียว
ปกตินั้น ทางกาย ทางวาจา ทำอะไรลงไป ยังไม่ถือว่าเป็นกรรม
ต่อเมื่อ "ทำ-พูด" ด้วยเจตนาอย่างใด-อย่างหนึ่ง นั่นแหละ จึงถือเป็นกรรม!
เข้าใจตรงนี้กันไว้บ้างก็ดี แม้ทางกฎหมายบ้านเมือง การกระทำ จะเป็นโทษหรือไม่เป็น ก็ต้อง "ยึดเจตนา" เป็นหลักเช่นกัน
คนอดข้าวหลายวัน เราสงสาร เอาข้าวไปป้อน เจตนาดี หวังให้เขาหายหิว มีชีวิตอยู่ได้
แต่กินปุ๊บ ลมสว้านตีขึ้น เขาตายคาข้าวที่เราป้อน......
แบบนี้ ไม่บาป ไม่ติดคุกหรอก เพราะช่วยเขาด้วยเจตนาดี หวังให้อยู่ มิใช่หวังให้ตาย!
เมื่อมีหลักในการพิจารณาอย่างนี้แล้ว ก็ไปดูการไม่ยอมมอบตัวของสมีโย รวมทั้งการไม่ยอมให้แพทยสภาเข้าไปตรวจอาการ "ป่วยปางตาย" ด้วยโรค ๘ โรคบ้าง
การไม่ยอมมอบตัวแต่แรกก็ดี
การแสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อกฎหมาย ขัดขืน-ขัดขวาง การเข้าไปจับกุมของ DSI ที่วัด ก็ดี
และตัวเอง ไม่ยอมให้แพทย์โรงพยาบาลเข้าตรวจอาการ แต่ไปร้องขอให้ "แพทยสภา" ตั้งคณะแพทย์มาตรวจที่วัด
เพื่อยืนยันว่า "ป่วยหนัก-ตีนโตจริง" ไม่สามารถออกจากวัดไปมอบตัวกับ DSI ได้ มิใช่เล่นเล่ห์ หลีกเลี่ยง การถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด นั่นก็ดี
เมื่อพิจารณาเรื่องราวบนความต่อเนื่อง จะเห็นตัว "มโนกรรม" คือ "ตัวเจตนา" ของสมีโย ชัดเจน
เจตนาสั่งกายให้เจ้าเล่ห์ "หลบเลี่ยง-หลบซ่อน" ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย
เจตนาสั่งวาจา ให้สาวกเรียงหน้าไปกะล่อนปล้อนปลิ้น "พระเดชพระคุณหลวงพ่อบริสุทธิ์...พระเดชพระคุณหลวงพ่ออาพาธหนัก"
หวังถ่วงดึง ยื้อเวลา และการเข้าค้นจับของ DSI ไปเรื่อยๆ ชนิดให้นานที่สุด
จนกว่า "อำนาจรัฐ" จะเปลี่ยน เป็นระบอบทักษิณ ประมาณนั้น!?
อย่างนี้ถือเป็นกรรม เกิดจาก "เจตนา" ชัด.......
การคิดชั่ว ตั้งใจทำชั่ว เรียกว่าเป็น "กรรมชั่ว" นี้ มีผลแล้ว ถึงใครไม่เห็น จิตใจตัวเองก็รู้-ก็เห็น ยังไม่ได้รับโทษทางกฎหมาย แต่โทษทางใจ ได้รับแล้ว
คือ กิน-เดิน-นั่ง-นอน เหมือนอยู่ในทะเลเพลิง-ทะเลหนาม เร่าร้อน เป็นทุกข์ ต้องซอกซอน-ซุกซ่อนอยู่ เรียกว่า "ตกนรกทั้งเป็น"
คนภายนอกไม่เห็น ผี เทวดา ก็เห็น.........
กระทั่งยมบาล เห็นชัดแจ๋ว ป่านนี้ บันทึกกรรมชั่วนี้ ใส่หนังหมาไว้เรียบร้อยแล้ว!
จากหนังสือ "คณะแพทย์รักษาพระธัมมชโย" ซึ่งก็คือบรรดาสาวกที่ออกมาเคลื่อนไหวแทนสมีโย แจ้งให้ "ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา" นายกแพทยสภา ทราบ ด้วยใจความว่า
"ขอให้แพทยสภาเลื่อนการตรวจอาการอาพาธของพระธัมมชโยออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้ออกหมายจับไปแล้ว
การเข้าไปตรวจของแพทยสภา ก็ไม่ได้มีผลต่อรูปคดี ก็ไม่จำเป็นต้องส่งแพทย์เข้าไปตรวจอีก"
นี่เท่ากับตัวเอง "จับโกหก" ตัวเอง!
จับทั้งโกหกคณะแพทย์สมีโย จับโกหกทั้งตัวสมีโย ว่าทั้งหมดที่แถลง-แกล้งทำ ป่วยหนัก ๘ โรค ถึงขั้นเป็น-ตาย ๕๐-๕๐
และที่ทำเป็นนอนให้หมอตรวจตีนเน่า-ตีนบวมออกโทรทัศน์โชว์นักข่าว เพื่อยืนยันว่า ป่วยหนัก เดินไม่ได้จริงๆ นั้น
"ต้มคนทั้งโลก"!
คือแพทย์แก๊งสมีโยเอง เมื่อสังคมจับผิดได้ ถึงขั้นโรงพยาบาลต้นสังกัดยืนยันใบรับรองแพทย์มิใช่ของโรงพยาบาล
ก็ไปยื่นขอแพทยสภา ให้ส่งคณะแพทย์ไปตรวจ พูดง่ายๆ นั่นคือเล่ห์ หวังใช้แก้หน้า-กู้สถานการณ์
โดยอาศัยยี่ห้อ "แพทยสภา" หวังให้คนเข้าใจ แบบนี้ แสดงว่าสมีโยป่วย "ปางตัด-ปางตาย" จริงๆ ไม่งั้น ไม่กล้าท้าพิสูจน์
แล้วนี่...คืออะไร?
".........เนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้ออกหมายจับไปแล้ว การเข้าไปตรวจของแพทยสภา ก็ไม่ได้มีผลต่อรูปคดี ก็ไม่จำเป็นต้องส่งแพทย์เข้าไปตรวจอีก"
สรุปชัด การไปขอให้แพทยสภาตรวจ นั่นไม่ใช่ต้องพิสูจน์เพื่อยืนยันว่าสมีโยป่วยจริง
หากแต่หวังใช้ภาพแพทยสภาเป็น "ยันต์กัน DSI บุกเข้าไปจับ" เท่านั้นเอง!
แล้วตอนนี้ พอ DSI ไม่บุกเข้าไปค้น-ไปจับ.....
สมีโยหายป่วย หายตีนเน่า-ตีนโตฉับพลัน ประหนึ่งแม่ชีปัดระเบิดมาเป่า ทำหนังสือแจ้งแพทยสภาทันที
"ไม่ต้องส่งคณะแพทย์เข้าไปตรวจแล้ว"!?
นี่แหละ "มโนกรรม" คือเจตนาชั่ว เป็นตัวกรรม กรรมลวงโลกชัดแจ้ง มนุษย์ ผีสาง นางไม้ เทวดา ยังไม่ทัน "จับมั่น" ก็มีผลทันตา
โดยตัวเอง "คั้นตัวเอง" ให้ชั่วนั้น เป็นหางปรากฏ!
จะไม่กล่าวทาง DSI แต่ให้คอยดู ในเดือนนี้ จากสัปดาห์หน้าไป
DSI จะ I love YO.

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559

'พรายพล' จี้บอร์ดไทยพีบีเอสสอบอิทธิพลแทรกแซงตัดรายการ"เถียงให้รู้เรื่อง"

'พรายพล' จี้บอร์ดไทยพีบีเอสสอบอิทธิพลแทรกแซงตัดรายการ"เถียงให้รู้เรื่อง"

การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการออกอากาศ รวมทั้งการยอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม อันอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนในการนำเสนอเนื้อหาสาระของรายการโทรทัศน์ หากเป็นจริง ก็ย่อมเป็นเครื่องชี้ได้ว่า ผู้บริหารไทย PBS ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรม วิชาชีพอย่างร้ายแรง

วันที่ 9 มิถุนายน 2559 ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการด้านพลังงาน ทำจดหมายถึงประธานคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. หลังไปบันทึกเทปสำหรับรายการชื่อ "เถียงให้รู้เรื่อง" ในประเด็น :สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ? ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ของไทย PBS ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อตอนค่ำของวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2559

ดร.พรายพล ระบุถึงการไปออกรายการ ในฐานะนักวิชาการ เป็น commentator ร่วมกับอาจารย์ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์  ให้ความเห็นเพิ่มเติมจากการอภิปรายของวิทยากรหลัก 2 ท่านคือ คุณมนูญ ศิริวรรณ และคุณรสนา โตสิตระกูล  มีคุณอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์ เป็นพิธีกร และรายการที่บันทึกเทปนี้มีกำหนดออกอากาศผ่านช่องโทรทัศน์ของไทย PBS ในเวลาสี่ทุ่มครึ่งของวันอังคารที่ 7 มิถุนายน 2559นั้น

ต่อมาในเวลาประมาณสองทุ่มครึ่งของวันอังคารที่ 7 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ของไทย PBS ซึ่งประสานงานการเชิญผมเข้าร่วมรายการดังกล่าวได้โทรศัพท์มาถึงผมและแจ้งให้ทราบว่าในการออกอากาศรายการ “เถียงให้รู้เรื่อง” ในคืนวันอังคารที่ 7 มิถุนายนนั้น สถานีจำเป็นต้องตัดส่วนที่เป็นความเห็นของนักวิชาการออกไปเพื่อให้เกิดความเป็นกลาง ซึ่งผมก็ตอบไปว่าผมไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนั้นและหากดำเนินการจริงก็จะทำเรื่องร้องเรียนผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไปในการออกอากาศรายการในคืนนั้นก็ปรากฏว่าสถานีไทย PBS ได้ตัดส่วนที่เป็นความเห็นของผมและอาจารย์ฐิติศักดิ์ออกไปทั้งหมดจริง

ประเด็นจึงมีอยู่ว่า การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการนั้นก่อให้เกิด”ความเป็นกลาง” หรือไม่อย่างไร ผมได้รับเชิญเข้าร่วมรายการในฐานะที่เป็นนักวิชาการด้านพลังงาน ซึ่งได้ศึกษาและมีประสบการณ์ในการทำงานด้านพลังงานมาเป็นเวลาหลายสิบปี ผมตระหนักดีว่าการให้ความเห็นของผมในฐานะดังกล่าวจะต้องยึดหลักการของการมีเหตุมีผล มีหลักวิชา และมีข้อมูลที่ถูกต้องสนับสนุนอย่างรอบด้าน ไม่จำเป็นต้องเอาใจใครหรือตามใจใครไม่มีอคติเป็นการส่วนตัว และไม่เห็นแก่พวกพ้อง ผมเชื่อมั่นว่าผมได้ให้ความเห็นในรายการนี้โดยยึดหลักการดังกล่าวอย่างดีที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าอาจารย์ฐิติศักดิ์ก็คงยึดหลักการเดียวกัน ผมและอาจารฐิติศักดิ์จึงเปรียบเสมือนเป็น “คนกลาง” ที่ให้ความเห็นจากแง่มุมของวิชาการโดยแท้จริง ดังนั้นผมจึงไม่เข้าใจเลยว่า การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการจะทำให้เกิดความเป็นกลางได้อย่างไร ในทางตรงกันข้ามการตัดความเห็นของ “คนกลาง” ออกไปกลับจะทำให้ความเป็นกลางด้อยน้อยลงไปเสียด้วยซ้ำ

ในกรณีที่ความเห็นของนักวิชาการทั้งสองคนเผอิญไปสนับสนุนความเห็นของวิทยากรหลักท่านใดท่านหนึ่งเป็นส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้หมายความว่า รายการจะไม่มีความเป็นกลางและก็ไม่ได้หมายความว่าวิทยากรหลักอีกท่านหนึ่งจะเสียเปรียบหรือ "โดนรุม" เพราะผมเห็นว่าพิธีกรก็เปิดโอกาสให้วิทยากรหลักทั้งสองฝ่ายสามารถชี้แจงตอบโต้นักวิชาการและตอบโต้กันเองได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว

ผมเห็นว่าไทย PBS ควรออกอากาศเนื้อหาสาระที่วิทยากรหลักและนักวิชาการได้นำเสนอไว้ในการบันทึกเทปอย่างครบถ้วน แล้วเปิดโอกาสให้ผู้ชมรายการสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อใครโดยอาศัยเหตุผลและข้อมูลของแต่ละฝ่ายสำหรับผู้ชมรายการที่มีใจเป็นกลางแล้ว ความเห็นที่คน 3 คนเห็นตรงกันแต่ไม่มีเหตุผลเพียงพอย่อมไม่น่าเชื่อถือมากไปกว่าความเห็นของคนคนเดียวที่มีเหตุผลและข้อมูลสนับสนุนอย่างหนักแน่น

ผมได้ทราบมาว่า การที่ไทย PBS ตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการที่ได้ออกอากาศในวันนั้น เนื่องมาจากว่ามีวิทยากรหลักท่านหนึ่งไม่พอใจที่นักวิชาการทั้งสองคนมีความเห็นขัดแย้งกับความเห็นของตน และมองไปว่าการอภิปรายโต้เถียงกันมีลักษณะที่ตนถูกรุมโจมตี (ในทำนอง “สามรุมหนึ่ง”) จึงได้ติดต่อไปทางสถานีเพื่อให้แก้ไขตัดต่อเทปสำหรับการออกอากาศซึ่งจะทำให้ข้อเสนอและความเห็นของตนมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมากขึ้นโดยวิธีการตัดความเห็นของนักวิชาการออกไปในที่สุด

ผมได้ทราบมาด้วยว่า ในเบื้องแรกวิทยากรหลักท่านนี้ได้ขอให้ไทย PBS บันทึกเทปรายการใหม่ แต่เมื่อทำไม่สำเร็จจึงได้เดินทางไปที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทย PBS ในเย็นวันที่ 7 มิถุนายนโดยมีผู้บริหารของสถานีให้การต้อนรับเป็นพิเศษและพาเข้าไปถึงในห้องปฏิบัติงานเพื่อกำกับการตัดต่อเทปรายการ "เถียงให้รู้เรื่อง" ที่กำลังจะออกอากาศในคืนนั้นด้วย ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า วิทยากรหลักท่านนี้มีอิทธิพลและอำนาจมากล้นจนทำให้สามารถกดดันให้ผู้บริหารไทย PBS ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม และถูกแทรกแซงการทำงาน อันเป็นผลทำให้มีการแก้ไขเนื้อหาการออกอากาศตามความต้องการของวิทยากรหลักท่านนี้

หากเหตุการณ์นี้เป็นจริง ก็ถือได้ว่าเป็นการใช้อิทธิพลและอำนาจโดยบุคคลที่บ้าอำนาจ เห็นแก่ตัว มีจิตใจคับแคบไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี และสังคมไม่ควรให้การยอมรับนับถือ

การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการออกอากาศ รวมทั้งการยอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม อันอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนในการนำเสนอเนื้อหาสาระของรายการโทรทัศน์ หากเป็นจริง ก็ย่อมเป็นเครื่องชี้ได้ว่า ผู้บริหารไทย PBS ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะในข้อบังคับที่ให้ความสำคัญกับความเที่ยงตรง ความเป็นธรรมและความเป็นอิสระของวิชาชีพ ไทย PBS ในฐานะองค์กรก็คงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสถาบันสื่อสาธารณะที่สร้างสรรค์สังคม คุณภาพ และคุณธรรมได้อีกต่อไป ความเชื่อมั่นในการเป็นสถาบันสื่อที่มีความเป็นอิสระเพราะได้รับงบประมาณจากรายได้ภาษีสรรพสามิตของรัฐก็จะเสื่อมถอยลงในที่สุด

อนึ่ง การไม่ยอมให้ความเห็นทางวิชาการของผมได้รับการเผยแพร่ น่าจะเข้าข่ายการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งได้รับการคุ้มครองในรัฐธรรมนูญของไทยเกือบทุกฉบับ

ดังนั้น ผมจึงขอร้องเรียนต่อคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ให้สืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์และบุคคลที่ทำ ให้ความเห็นของผมและอาจารย์ฐิติศักดิ์ ถูกตัดออกจากรายการ"เถียงให้รู้เรื่อง" ซึ่งออกอากาศในคืนวันอังคารที่ 8 มิถุนายน 2559 และหากพบว่า มีการปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพ ก็ให้ดำเนินการตามระเบียบวินัยขององค์กรต่อไป พร้อมทั้งหาทางป้องกันไม่ให้เกิดข้อบกพร่องในการทำงานเช่นนี้อีกในอนาคต

ในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมทราบว่าในกรณีที่ผมร้องเรียนนี้ ไทย PBS ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบผ่านโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก ผมจึงหวังว่าคณะกรรมการฯ จะสามารถพิจารณาข้อร้องเรียนของผมได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม และชี้แจงผลการพิจารณาให้สาธารณชนได้ทราบ อันจะเป็นการกอบกู้ฟื้นฟูให้ไทย PBS มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นและสามารถกลับมาทำหน้าที่เป็นสื่อสาธารณะที่สร้างสรรค์สังคมได้อย่างแท้จริง

สนช.ไฟเขียวกม.ชำระค่าปรับผ่านแบงก์-ร้านสะดวกซื้อ

สนช.ไฟเขียวกม.ชำระค่าปรับผ่านแบงก์-ร้านสะดวกซื้อ
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธาน โดยได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.จราจรทางบก (เพิ่มช่องทางชำระค่าปรับ) พ.ศ..ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพาณิชย์ สมาชิก สนช.เป็นประธาน พิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีสาระสำคัญคือให้เพิ่มช่องทางชำระค่าปรับตามใบสั่งด้วยวิธีการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ บัตรเครดิต หรือวิธีการอื่น โดยผ่านธนาคารหรือหน่วยบริการรับชำระเงินได้ ตามวิธีการและสถานที่ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด และเมื่อผู้ได้รับใบสั่งได้ชำระค่าปรับครบถ้วนถูกต้องแล้วให้คดีเป็นอันเลิกกัน
ทั้งนี้ กมธ.ได้ตั้งข้อสังเกตให้กับคณะรัฐมนตรี 3 เรื่องคือ 1.การเพิ่มช่องทางชำระค่าปรับโดยวิธีการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ควรจะต้องเปิดโอกาสให้ธนาคารหรือหน่วยบริการรับชำระเงินอื่นๆ ได้เข้าร่วมโครงการด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการผูกขาดรวมทั้งควรให้มีการพัฒนาระบบการรับชำระค่าปรับผ่านเครดิตจากทุกธนาคารได้ด้วย 2.เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและไม่ก่อให้เกิดภาระกับผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถเกินสมควร ควรกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้บริการการชำระค่าปรับตามใบสั่งโดยผ่านบัตรเครดิตของธนาคารไว้ในข้อตกลงในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 ต่อหนึ่งใบสั่ง แต่หากเป็นการชำระด้วยเงินสดอัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าวต้องไม่เกิน 20 บาทต่อหนึ่งใบสั่ง และ 3.เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการชำระค่าปรับตามร่าง พ.ร.บ.นี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรเร่งรัดในการออกกฎหมายอนุบัญญัติให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนน 179 เสียง การประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ญี่ปุ่นเสนอธาตุใหม่"นิฮอนเนียม"

ชาวญี่ปุ่น เสนอชื่อธาตุใหม่ลำดับที่ 113 “นิฮอนเนียม (Nh)” ให้เวลา 5 เดือน ฟันธงใช้ชื่อ ส่วนทีมรัสเซียและสหรัฐเสนอชื่อธาตุลำดับที่ 115, 117 และ 118 ว่า มอสโกเวียม (Mc), เทนเนสซีน (Ts) และออแกนนิสซัน (Og) ตามลำดับ
ในขณะที่ผมไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับสำหรับงานเวิร์คช็อปของอาเซียน-ญี่ปุ่นเกี่ยวกับนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ STS ASEAN-JAPAN Workshop on Innovation, Science and Technology for Sustainable Development ที่จะจัดขึ้นวันศุกร์ที่ 10 มิ.ย. ณ บ้านพักท่านทูตญี่ปุ่น นั้น ท่านทูตได้กระซิบบอกผมเกี่ยวกับเรื่องที่น่าตื่นเต้นเรื่องหนึ่ง “ชาวญี่ปุ่นจะประกาศเสนอชื่อธาตุใหม่ของโลก ว่า นิโฮเนียม”
ย้อนกลับไปเมื่อต้นปีที่ผมโพสท์ (ดู goo.gl/Oe069G) เกี่ยวกับของขวัญปีใหม่สำหรับประชาคมโลก คือ นักวิทยาศาสตร์ในญี่ปุ่น รัสเซียและอเมริกา ได้รับสิทธิในการเสนอชื่อธาตุค้นพบใหม่ 4 ชนิด ในตารางธาตุ ในลำดับที่ 113, 115, 117 และ 118 ตามกติกาของสหภาพเคมีบริสุทธิ์และเคมีประยุกต์ระหว่างประเทศ หรือ IUPAC (ไอยูแพ็ก) ทำให้ตารางธาตุแถวที่ 7 มีธาตุครบถ้วนสมบูรณ์ มาวันนี้นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนั้น ได้เสนอชื่อมาเพื่อทำประชาพิจารณ์แล้ว โดยให้เวลา 5 เดือนถึง 8 พฤศจิกายน 2559
ชาวญี่ปุ่น ได้เสนอชื่อ “นิฮอนเนียม (nihonium)” มีสัญลักษณ์ว่า Nh สำหรับธาตุลำดับที่ 113 ที่ค้นพบที่สถาบัน RIKEN ในญี่ปุ่น ซึ่งนับว่าเป็นธาตุแรกของชาวเอเชีย โดยคำว่า นิฮอน (Nihon) หรือนิฮอง にほん(日本)เป็นชื่อเรียกประเทศญี่ปุ่น และหมายถึง ‘ถิ่นกำเนิดของดวงอาทิตย์’ ซึ่งชื่อ นิฮอนเนียมได้รับการเสนอชื่อเพื่อเป็นความภาคภูมิใจของชาวญี่ปุ่นและชาวเอเชีย โดยหัวหน้าคณะทีมวิจัย ศาสตราจารย์โคซูเกะ โมริตะ ใช้โอกาสนี้ในการเชิดชูเกียรติการค้นหาธาตุลำดับที่ 43 ของมาซาตากะ โอกาวา ในปีค.ศ. 1908 ซึ่งเขาได้พยายามตั้งชื่อว่า นิปอนเนียม แต่ต่อมาพบว่าธาตุดังกล่าว เป็นธาตุลำดับที่ 75 คือ รีเนียม (rhenium) ซึ่งศาสตราจารย์โคซูเกะหวังว่า การค้นพบนี้จะแทนที่ศรัทธาของชาวโลกที่สูญเสียไปจากเหตุการณ์นิวเคลียร์ที่ฟูกูชิม่าได้
ส่วนธาตุลำดับที่ 115 และ 117 ได้รับการเสนอชื่อโดยคณะนักวิจัยนิวเคลียร์จากสถาบันความร่วมมือด้านวิจัยนิวเคลียร์แห่งเมืองดุบนาประเทศรัสเซีย ห้องปฏิบัติการแห่งชาติโอคริดจ์ในสหรัฐอเมริกาและมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์ โดยเสนอชื่อธาตุลำดับที่ 115 ว่า “มอสโกเวียม (moscovium)” มีสัญลักษณ์ว่า Mc เพื่อเป็นเกียรติให้กับพื้นที่มอสโกที่เป็นที่ตั้งของสถาบันวิจัยร่วมที่ทดลองเครื่องแยกอนุภาคกับเครื่องเร่งอนุภาคในห้องแล็ป Flerov และธาตุลำดับที่ 117 ว่า “เทนเนสซีน (tennessine)” มีสัญลักษณ์ว่า Ts เพื่อเป็นเกียรติกับย่านเทนเนสซี ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องปฏิบัติการแห่งชาติโอคริดจ์ มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์และมหาวิทยาลัยเทนเนสซีแห่งเมืองนอกซ์วิลล์ ในสหรัฐอเมริกา
ในขณะที่ธาตุลำดับที่ 118 ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือของทีมจากสถาบันร่วมวิจัยนิวเคลียร์แห่งเมืองดุบนา ประเทศรัสเซีย กับห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอเรนซ์ลิเวอร์มอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับการเสนอชื่อว่า “ออแกนนิสซัน (oganesson)” ใช้สัญลักษณ์ว่า Og เพื่อเป็นเกียรติให้กับศาสตราจารย์ Yuri Oganessian ที่ทุ่มเทให้กับงานวิจัยธาตุหนัก โดยเฉพาะการสังเคราะห์ธาตุในแถวที่ 7 ของตารางธาตุ
สังเกตได้นะครับว่า การค้นพบทั้งหมดนี้มาจากความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งผมเห็นตรงกันว่าความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ในลักษณะเป็นจุดที่สร้างความสัมพันธ์ทางการทูตได้อย่างดี โดยเราชาวกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กำลังสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในลักษณะนี้ ภายใต้โปรแกรม “การทูตเชิงวิทยาศาสตร์ หรือ Science Diplomacy”
ความร่วมมือแบบนี้กำลังจะทำให้เกิดธาตุแถวที่ 8 ในตารางธาตุ ซึ่งเขากำลังทำงานกันอย่างหนักครับ
เครดิตข้อมูลจาก http://iupac.org/elements.html

ป.ป.ช.จับมือกลาโหม-เหล่าทัพ จัดงาน’กลาโหมโปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น’

ป.ป.ช.จับมือกองทัพจัดงาน “กลาโหมโปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น” จันทร์ 13 มิ.ย.นี้ ลงนาม MOU ปราบโกง ร่วม 7 หน่วยงาน
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่สำนักงาน ป.ป.ช. พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ช.ร่วมกับกระทรวงกลาโหม จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกระทรวงกลาโหม ภายใต้ชื่อโครงการ “กลาโหมโปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น” และจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระหว่างกระทรวงกลาโหมกับสำนักงาน ป.ป.ช. ในวันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน ที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดี กรุงเทพมหานคร ภายในงานเป็นการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ซึ่งมีหน่วยงานที่ร่วมลงนามทั้งหมด 7 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมราชองครักษ์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงาน ป.ป.ช.
จากนั้น นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะบรรยายพิเศษหัวข้อ “กฎหมาย ป.ป.ช. และกรณีศึกษา” และเวลา 10.30 น. นายอุทิศ บัวศรี ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.บรรยายหัวข้อ “การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม” อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินภารกิจหลักด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างต่อเนื่อง คือการป้องกันการทุจริตและการเสริมสร้างทัศนคติค่านิยมในความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้ประชาชนหรือกลุ่มบุคคล เครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556-2560) เรื่องการบูรณาการการทำงานของหน่วยงาน ในการต่อต้านการทุจริตและพัฒนาเครือข่ายในประเทศโดยการสร้างความเข้มแข็งการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่าย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและประชาชน ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดและขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย

ประวัติศาสาตร์วันที่9มิ.ย.2489

“ประวัติศาสตร์ไทย”
ฉะบับพิเศษ หน้า๕ ตอนที่ ๓๙ เล่ม ๖๑ ราชกิจจานุเบกษา ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙
.
ประกาศ
.
โดยที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้เสด็จสวรรคคต เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙
.
โดยที่ตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา ๙ การสืบราชสมบัติให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ และประกอบด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา
.
โดยที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์ที่ร่วมพระราชชนนี ตามความในมาตรา ๙ (๘) แห่งกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันนิวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗
.
โดยที่รัฐสภาได้ลงมติ ณ วันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ แสดงความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ในการที่จะอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันนิวงศ์ต่อไป ตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๙
.
จึงขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่า สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ได้ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันนิวงศ์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ เป็นต้นไป
.
ประกาศ ณ วันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙
.
ปรีดี พนมยงค์
นายกรัฐมนตรี
.
‪#‎DemocratTH‬ ‪#‎พรรคประชาธิปัตย์‬

ทักษิณ ถวายพระพรเนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี

อดีตนายกฯทักษิณ ถวายพระพรเนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี พร้อมเผย ปลาบปลื้มและสุขใจในเหตุการณ์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว
*****************************************************************
‪#‎NEWSROOM‬ ‪#‎TV24‬ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ Instagram ส่วนตัว เนื่องในโอกาสวันมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี โดยระบุว่า ผ่านมาแล้ว 10 ปี ที่ผมได้มีโอกาสจัดงานเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในวันนั้นพสกนิกรชาวไทยพร้อมใจกันสวมเสื้อเหลืองถวายพระพรฯ ทั่วทั้งประเทศ
ผมได้มีโอกาสกล่าวนำถวายพระพรฯ พร้อมกับพสกนิกรชาวไทยนับแสนคน เสียงแซ่ซ้อง "ทรงพระเจริญ" ที่เปล่งออกมาพร้อมๆ กัน ยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจจวบจนทุกวันนี้ วันนั้นเป็นวันที่ผมมีความปลาบปลื้มและสุขใจที่ได้ถวายความจงรักภักดี
วันนี้แม้จะไม่มีโอกาสได้ร่วมงานถวายพระพร ในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า ดร. ทักษิณ ชินวัตร

อาแล้วไง! SCB ปลดพนักงานกว่าครึ่งร้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ได้ทำการยกเลิกจ้างพนักงานกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ทั่วประเทศกว่า 50 ตำแหน่ง ซึ่งขณะนี้อดีตพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเคยปฏิบัติงานในสาขาพื้นที่ภาคใต้จำนวนหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะถูกผู้บริหารเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม อีกทั้งไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าตามกฎหมายกำหนด นอกจากนี้ยังหลีกเลี่ยงที่จะจ่ายเงินโบนัสจากการปฏิบัติงานช่วงกลางปีจำนวนอย่างน้อย 1 เดือน ที่ทุกคนจะต้องได้รับอีกด้วย
โดยภายหลังจากที่ฝ่ายบริหารแจ้งเรื่องการเลิกจ้างพนักงานกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ในวันที่ 25 พ.ค.นั้น ถัดมาเพียง 2 วัน คือ ในวันที่ 27 พ.ค. นายไวทิต ศิริสุวรรณประธานสหภาพแรงงานธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ทำหนังสือที่ สร.ธทพ.7/2559 ส่งถึง นายญนน์ โภคทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อแจ้งเรื่องขอให้ยกเลิกนโยบายเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อพนักงานกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ พร้อมกันนั้น ยังได้ส่งคู่ฉบับแจ้งไปยัง นายอานันท์ ปันยารชุน นายกกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ และ ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหารธนาคารไทยพาณิชย์ด้วย โดยมีเนื้อหาสำคัญดังนี้
ด้วยสหภาพแรงงานธนาคารไทยพาณิชย์ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพนักงานกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ภาคใต้ และภาคเหนือที่มีผลกระทบกรณีผู้บริหารสายงานสินเชื่อรถยนต์เลิกจ้างไม่เป็นธรรม มีการบังคับลงลายมือชื่อให้ทำหนังสือลาออกโดยพนักงานไม่ยินยอม และยังมีพนักงานอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้ลงลายมือชื่อ แต่ถูกผู้บริหารหน่วยงานแจ้งให้พนักงานกลุ่มนี้ไม่ต้องมาปฏิบัติงาน อีกทั้งยังแจ้งให้มีผลสิ้นสุดการเป็นพนักงานภายในวันที่ 1 มิ.ย.2559

อยู่ได้เป็นแสนปี!สุสานนิวเคลียร์ใต้ดินในฟินแลนด์

อยู่ได้เป็นแสนปี!สุสานนิวเคลียร์ใต้ดินในฟินแลนด์
การจัดการกากของเสียจากโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์นั้นถือเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อเร็วๆนี้ฟินแลนด์ได้ก่อสร้างโกดังที่แน่นหนาลึกลงไปใต้ดินประมาณ 400 เมตรบนเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งจะเอาไว้ปิดผลึกกากของเสียที่ใช้แล้วนานถึง 1 แสนปี คำถามคือ มันจะปลอดภัยไหม?สำนักข่าวของฝรั่งเศสให้ความเห็นว่า หากว่ายังปิดผนึกโกดังใต้ดินอยู่ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
เมื่อเร็วๆนี้ ฟินแลนด์ได้ก่อสร้าง “สุสานนิวเคลียร์” บนเกาะ Olkiluoto และเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “Onkalo” ซึ่งภาษาฟินแลนด์มีความหมายว่า “ข้างในว่างเปล่า” ตั้งอยู่ใต้ดินลึก 420 เมตร ซึ่งหลังจากแล้วเสร็จจะกลายเป็นโกดังเก็บกากนิวเคลียร์ที่ใช้ต้นทุนเยอะที่สุดและเก็บได้นานที่สุดในโลก
หลังจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งแรกของโลกได้ก่อสร้างขึ้นทศวรรษที่ 50 นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็พยายามหาวิธีเก็บกากนิวเคลียร์ โดยที่ผ่านมาหลายประเทศก็สร้างพื้นที่เก็บกากนิวเคลียร์บนดิน ดังนั้น “Onkalo” จึงจะเป็นพื้นที่เก็บกากนิวเคลียร์แห่งแรกของโลกที่สามารถเก็บกากนิวเคลียร์ใต้ดินได้นานเป็นแสนปี
บนเกาะ Olkiluoto มีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แล้วสองแห่ง การก่อสร้างพื้นที่เก็บกากนิวเคลียร์ใต้ดินแห่งนี้คาดว่าจะใช้ทุนประมาณ 35 ร้อยล้านยูโร และจะเริ่มใช้สถานที่เพื่อเก็บกากนิวเคลียร์ในปี 2020 หลังจากนั้นก็จะปิดผลึกไว้ตลอดกาล
Onkalo มีความยาวใต้ดิน 42 กิโลเมตร เนื่องจากใต้ดินมีอุณหภูมิต่ำ ดังนั้นจึงเหมาะสมกับการเก็บกากนิวเคลียร์ โดยจะเก็บกากนิวเคลียร์ไว้ในเหล็กหล่อ จากนั้นก็เก็บไว้ใต้ดิน โดยมีกันชนเพื่อป้องกันความเสียหายจากแรงสั่นสะเทือนและความชื้น

'พรายพล' จี้บอร์ดไทยพีบีเอสสอบอิทธิพลแทรกแซงตัดรายการ"เถียงให้รู้เรื่อง"


การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการออกอากาศ รวมทั้งการยอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม อันอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนในการนำเสนอเนื้อหาสาระของรายการโทรทัศน์ หากเป็นจริง ก็ย่อมเป็นเครื่องชี้ได้ว่า ผู้บริหารไทย PBS ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรม วิชาชีพอย่างร้ายแรง

วันที่ 9 มิถุนายน 2559 ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการด้านพลังงาน ทำจดหมายถึงประธานคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. หลังไปบันทึกเทปสำหรับรายการชื่อ "เถียงให้รู้เรื่อง" ในประเด็น :สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ? ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ของไทย PBS ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อตอนค่ำของวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2559

ดร.พรายพล ระบุถึงการไปออกรายการ ในฐานะนักวิชาการ เป็น commentator ร่วมกับอาจารย์ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์  ให้ความเห็นเพิ่มเติมจากการอภิปรายของวิทยากรหลัก 2 ท่านคือ คุณมนูญ ศิริวรรณ และคุณรสนา โตสิตระกูล  มีคุณอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์ เป็นพิธีกร และรายการที่บันทึกเทปนี้มีกำหนดออกอากาศผ่านช่องโทรทัศน์ของไทย PBS ในเวลาสี่ทุ่มครึ่งของวันอังคารที่ 7 มิถุนายน 2559นั้น

ต่อมาในเวลาประมาณสองทุ่มครึ่งของวันอังคารที่ 7 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ของไทย PBS ซึ่งประสานงานการเชิญผมเข้าร่วมรายการดังกล่าวได้โทรศัพท์มาถึงผมและแจ้งให้ทราบว่าในการออกอากาศรายการ “เถียงให้รู้เรื่อง” ในคืนวันอังคารที่ 7 มิถุนายนนั้น สถานีจำเป็นต้องตัดส่วนที่เป็นความเห็นของนักวิชาการออกไปเพื่อให้เกิดความเป็นกลาง ซึ่งผมก็ตอบไปว่าผมไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนั้นและหากดำเนินการจริงก็จะทำเรื่องร้องเรียนผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไปในการออกอากาศรายการในคืนนั้นก็ปรากฏว่าสถานีไทย PBS ได้ตัดส่วนที่เป็นความเห็นของผมและอาจารย์ฐิติศักดิ์ออกไปทั้งหมดจริง

ประเด็นจึงมีอยู่ว่า การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการนั้นก่อให้เกิด”ความเป็นกลาง” หรือไม่อย่างไร ผมได้รับเชิญเข้าร่วมรายการในฐานะที่เป็นนักวิชาการด้านพลังงาน ซึ่งได้ศึกษาและมีประสบการณ์ในการทำงานด้านพลังงานมาเป็นเวลาหลายสิบปี ผมตระหนักดีว่าการให้ความเห็นของผมในฐานะดังกล่าวจะต้องยึดหลักการของการมีเหตุมีผล มีหลักวิชา และมีข้อมูลที่ถูกต้องสนับสนุนอย่างรอบด้าน ไม่จำเป็นต้องเอาใจใครหรือตามใจใครไม่มีอคติเป็นการส่วนตัว และไม่เห็นแก่พวกพ้อง ผมเชื่อมั่นว่าผมได้ให้ความเห็นในรายการนี้โดยยึดหลักการดังกล่าวอย่างดีที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าอาจารย์ฐิติศักดิ์ก็คงยึดหลักการเดียวกัน ผมและอาจารฐิติศักดิ์จึงเปรียบเสมือนเป็น “คนกลาง” ที่ให้ความเห็นจากแง่มุมของวิชาการโดยแท้จริง ดังนั้นผมจึงไม่เข้าใจเลยว่า การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการจะทำให้เกิดความเป็นกลางได้อย่างไร ในทางตรงกันข้ามการตัดความเห็นของ “คนกลาง” ออกไปกลับจะทำให้ความเป็นกลางด้อยน้อยลงไปเสียด้วยซ้ำ

ในกรณีที่ความเห็นของนักวิชาการทั้งสองคนเผอิญไปสนับสนุนความเห็นของวิทยากรหลักท่านใดท่านหนึ่งเป็นส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้หมายความว่า รายการจะไม่มีความเป็นกลางและก็ไม่ได้หมายความว่าวิทยากรหลักอีกท่านหนึ่งจะเสียเปรียบหรือ "โดนรุม" เพราะผมเห็นว่าพิธีกรก็เปิดโอกาสให้วิทยากรหลักทั้งสองฝ่ายสามารถชี้แจงตอบโต้นักวิชาการและตอบโต้กันเองได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว

ผมเห็นว่าไทย PBS ควรออกอากาศเนื้อหาสาระที่วิทยากรหลักและนักวิชาการได้นำเสนอไว้ในการบันทึกเทปอย่างครบถ้วน แล้วเปิดโอกาสให้ผู้ชมรายการสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อใครโดยอาศัยเหตุผลและข้อมูลของแต่ละฝ่ายสำหรับผู้ชมรายการที่มีใจเป็นกลางแล้ว ความเห็นที่คน 3 คนเห็นตรงกันแต่ไม่มีเหตุผลเพียงพอย่อมไม่น่าเชื่อถือมากไปกว่าความเห็นของคนคนเดียวที่มีเหตุผลและข้อมูลสนับสนุนอย่างหนักแน่น

ผมได้ทราบมาว่า การที่ไทย PBS ตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการที่ได้ออกอากาศในวันนั้น เนื่องมาจากว่ามีวิทยากรหลักท่านหนึ่งไม่พอใจที่นักวิชาการทั้งสองคนมีความเห็นขัดแย้งกับความเห็นของตน และมองไปว่าการอภิปรายโต้เถียงกันมีลักษณะที่ตนถูกรุมโจมตี (ในทำนอง “สามรุมหนึ่ง”) จึงได้ติดต่อไปทางสถานีเพื่อให้แก้ไขตัดต่อเทปสำหรับการออกอากาศซึ่งจะทำให้ข้อเสนอและความเห็นของตนมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมากขึ้นโดยวิธีการตัดความเห็นของนักวิชาการออกไปในที่สุด

ผมได้ทราบมาด้วยว่า ในเบื้องแรกวิทยากรหลักท่านนี้ได้ขอให้ไทย PBS บันทึกเทปรายการใหม่ แต่เมื่อทำไม่สำเร็จจึงได้เดินทางไปที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทย PBS ในเย็นวันที่ 7 มิถุนายนโดยมีผู้บริหารของสถานีให้การต้อนรับเป็นพิเศษและพาเข้าไปถึงในห้องปฏิบัติงานเพื่อกำกับการตัดต่อเทปรายการ "เถียงให้รู้เรื่อง" ที่กำลังจะออกอากาศในคืนนั้นด้วย ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า วิทยากรหลักท่านนี้มีอิทธิพลและอำนาจมากล้นจนทำให้สามารถกดดันให้ผู้บริหารไทย PBS ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม และถูกแทรกแซงการทำงาน อันเป็นผลทำให้มีการแก้ไขเนื้อหาการออกอากาศตามความต้องการของวิทยากรหลักท่านนี้

หากเหตุการณ์นี้เป็นจริง ก็ถือได้ว่าเป็นการใช้อิทธิพลและอำนาจโดยบุคคลที่บ้าอำนาจ เห็นแก่ตัว มีจิตใจคับแคบไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี และสังคมไม่ควรให้การยอมรับนับถือ

การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการออกอากาศ รวมทั้งการยอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม อันอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนในการนำเสนอเนื้อหาสาระของรายการโทรทัศน์ หากเป็นจริง ก็ย่อมเป็นเครื่องชี้ได้ว่า ผู้บริหารไทย PBS ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะในข้อบังคับที่ให้ความสำคัญกับความเที่ยงตรง ความเป็นธรรมและความเป็นอิสระของวิชาชีพ ไทย PBS ในฐานะองค์กรก็คงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสถาบันสื่อสาธารณะที่สร้างสรรค์สังคม คุณภาพ และคุณธรรมได้อีกต่อไป ความเชื่อมั่นในการเป็นสถาบันสื่อที่มีความเป็นอิสระเพราะได้รับงบประมาณจากรายได้ภาษีสรรพสามิตของรัฐก็จะเสื่อมถอยลงในที่สุด

อนึ่ง การไม่ยอมให้ความเห็นทางวิชาการของผมได้รับการเผยแพร่ น่าจะเข้าข่ายการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งได้รับการคุ้มครองในรัฐธรรมนูญของไทยเกือบทุกฉบับ

ดังนั้น ผมจึงขอร้องเรียนต่อคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ให้สืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์และบุคคลที่ทำ ให้ความเห็นของผมและอาจารย์ฐิติศักดิ์ ถูกตัดออกจากรายการ"เถียงให้รู้เรื่อง" ซึ่งออกอากาศในคืนวันอังคารที่ 8 มิถุนายน 2559 และหากพบว่า มีการปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพ ก็ให้ดำเนินการตามระเบียบวินัยขององค์กรต่อไป พร้อมทั้งหาทางป้องกันไม่ให้เกิดข้อบกพร่องในการทำงานเช่นนี้อีกในอนาคต

ในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมทราบว่าในกรณีที่ผมร้องเรียนนี้ ไทย PBS ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบผ่านโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก ผมจึงหวังว่าคณะกรรมการฯ จะสามารถพิจารณาข้อร้องเรียนของผมได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม และชี้แจงผลการพิจารณาให้สาธารณชนได้ทราบ อันจะเป็นการกอบกู้ฟื้นฟูให้ไทย PBS มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นและสามารถกลับมาทำหน้าที่เป็นสื่อสาธารณะที่สร้างสรรค์สังคมได้อย่างแท้จริง

กอ.รมน.แจ้งความดำเนินคดี 3 นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชายแดนใต้ กรณีเผยแพร่ข้อมูลการซ้อมทรมานบนอินเทอร์เน็ต

กอ.รมน.แจ้งความดำเนินคดี 3 นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชายแดนใต้ กรณีเผยแพร่ข้อมูลการซ้อมทรมานบนอินเทอร์เน็ต
วานนี้ (8 มิถุนายน 2559) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CRCF) เปิดเผยต่อไอลอว์ว่า ทางมูลนิธิฯเพิ่งได้รับแจ้งว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 กองทัพบกมอบอำนาจให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคสี่ส่วนหน้า(กอ.รมน. 4 สน.) เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา ให้ดำเนินคดีกับพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ, สมชาย หอมลออ และอัญชนา หีมมิหน๊ะ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เบื้องต้นทางมูลนิธิคาดว่าการตั้งข้อกล่าวหาน่าจะเกิดจากกรณีทั้งสามร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม ปี 2557-2558 ฉบับเต็มลงบนเว็บไซต์วอยซ์ ฟอร์ม ไทย (Voice from Thais) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559
ก่อนหน้านี้ในวันที่ 8 มกราคม 2559 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, กลุ่มด้วยใจและเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปัตตานี ได้สรุปสถานการณ์การซ้อมทรมานลงบนเว็บไซต์วอยซ์ ฟอร์ม ไทย (Voice from Thais) และยื่นรายงานฉบับเต็มต่อแก่พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่สี่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานระดับสูงที่รับผิดชอบโดยตรงตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซ้อมทรมานในค่ายทหารในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา โดยเนื้อหาของรายงานเป็นการเก็บข้อมูลบุคคลที่อ้างว่าถูกซ้อมทรมานจากเจ้าหน้าที่รัฐจนได้รับความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจระหว่างปีพ.ศ. 2547-2558 จำนวน 54 เรื่อง ใบแถลงข่าวประกอบการเปิดตัวรายงานฉบับดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 บนเว็บไซต์วอยซ์ฟอร์มไทยยังระบุด้วยว่า ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆเกี่ยวกับการสืบสวนหาข้อเท็จจริงใดๆเกี่ยวกับกรณีที่อยู่ในรายงาน
สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของคดี มีการสอบปากคำพยานเสร็จสิ้นไปแล้ว 6 ปากและอยู่ระหว่างการออกหมายเรียกผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหา
ดูรายงานฉบับเต็มที่นำมาซึ่งการแจ้งข้อกล่าวหาครั้งนี้ >>>https://voicefromthais.wordpress.com/…/press-release-launc…/

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ปิดฉากชีวิต 'เสธ.ไอซ์' ตำนานนายทหารม้าคนดัง RIP

การจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาของ "เสธ.ไอซ์" พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต เมื่อช่วงเช้า 07.17 น. ของวันที่ 8 มิ.ย. ที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า ด้วยโรคติดเชื้อในกระแสโลหิต ถือเป็นการปิดฉาก-ตำนาน นาย

ทหารม้าคนดัง ในแวดวงทหารผู้มากบารมี และเป็นทหารผู้ที่มีเรื่องราวน่าติดตาม น่าสนใจ น่าศึกษา คนหนึ่งในกองทัพไทย...

การเสียชีวิตของ "เสธ.ไอซ์" พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก เมื่อช่วงเช้า 07.17 น. ที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า อย่างสงบ ด้วยโรคติดเชื้อในกระแสโลหิตอย่างรุนแรง 

สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับ ตระกูล "อินทรทัต" เพื่อนๆเตรียมทหารรุ่น 10 ตลอดจนพรรคพวก เพื่อนฝูง เพราะหลังจากที่เข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา อาการมีแต่ทรุดๆ ทรงๆ และ

มาดีขึ้นเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว จากนั้น ก็ติดเชื้อ เกิดโรคแทรกซ้อน ในที่สุดก็ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับมา ('เสธ.ไอซ์' ถึงแก่กรรม รพ.พระมงกุฎฯ ติดเชื้อในกระแสเลือดรวมอายุ 67 ปี)

หากจะย้อนรอยชีวิตของ เสธ.ไอซ์ นายทหารม้าคนดัง ต้องบอกว่า

ยุทธจักรแวดวงคนมีสี หากเอ่ยชื่อ "เสธ.ไอซ์" ผู้มากบารมีแล้ว เชื่อว่าไม่มีใครรู้จักเขา ในฐานะนายทหารผู้มีอิทธิพล หรือนายทหารมาเฟีย หรือ เสธ.คนดัง

เสธ.ไอซ์ ถือเป็นนายทหารแกนหลักของ ตท.10 มีเพื่อนร่วมรุ่นประกอบด้วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยและอดีตผบ.ทบ. พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต 

อดีต รมว.กลาโหม พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต อดีต รมช.คมนาคม พล.อ.พรชัย กรานเลิศ อดีต ผช.ผบ.ทบ. พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ อดีต ผบ.ทร. พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ อดีต ผบ.สส. เป็นต้น

หากย้อนในภาพวัยเด็ก เสธ.ไอซ์ เป็นนายทหารหนุ่มมาดเท่ เติบโตในราชการในกองพันทหารม้าที่ 3 (ม.พัน.3) กระทั่งไต่เต้าถึง รองผู้บังคับกองพัน เขาผ่านสนามรบในชายแดนมากมาย ชีวิตทหาร

ม้าผู้นี้ ตั้งแต่แต่งเครื่องแบบทหาร เส้นทางเขาก็ถูกลากเข้าสู่ถนนยุทธจักรนักเลงเต็มตัว เพราะด้วยความมีเพื่อนฝูงมากมาย ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เคลียร์ได้ทุกวงการ ทำให้ทุกย่างก้าวที่เขาเดิน ถือเป็น

ใบเบิกทางทำให้ "บารมี" ที่ค่อยๆ สะสมมา ส่งผลให้ชื่อเสียงความเป็น "เสธ.ไอซ์" กระฉ่อนไปในทุกหนแห่ง และถนนทุกสายต้องเกรงอกเกรงใจ

จนเติบโตในเส้นทางการรับราชการทหาร จนมาสู่ยศสูงสุดของกองทัพบกไทย นั่นคือ "พลเอก"

การถูกขนานนามว่า "นายทหารคนดัง" หรือ "เสธ.คนดัง" หรือ "พี่ไอซ์" จนมาถึงคำว่า "มาเฟีย" ในเครื่องแบบ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ไม่ได้มาเพราะฟลุ๊ก แต่ได้มาเพราะความเป็นตัวตนของเขาเอง

ทำให้อาณาจักร เสธ.ไอซ์ ได้ขยายตัว แผ่อิทธิพลอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "ซุ้มไอซ์" ที่มีคนในเครื่องแบบทั้ง ทหาร ตำรวจ หรือ นักเลงหัวไม้ อันธพาล ต่างขอเข้ามาอยู่ซุ้มในสังกัด เพียง

ขอได้มีชื่อตามหลังว่า "เด็กเสธ.ไอซ์" จะทำให้เดินเหินสะดวกในถนนราตรี ถนนสายสีเทา หรือการของาน ประมูลงาน การติดต่อประสานงาน ก็จะไหลลื่น จนเป็นที่หมายตาหมายหัวของ

ตำรวจนั่นเอง

จึงทำให้เมื่อเกิดคดีใหญ่ๆ ขึ้นมาในเมืองไทย เสธ.ไอซ์ ผู้นี้มักจะถูกโยง และพาดพิงไปเป็นตัวละครหนึ่ง เป็นประเด็นที่ถูกกล่าวขานในคดีนั้นๆ หลายๆ คดี ชื่อที่ถูกไปพัวพัน เขาก็มักจะออกมาชี้แจง 

และสุดท้าย ก็เป็นเพียงแค่โยนหินถามทาง เพราะทุกคดีไม่เคยเกิดเพราะเขา เขาไม่เคยตกเป็นผู้ต้องหา เพียงแต่มีชื่อเข้าไปเกี่ยวเท่านั้น

แม้คดีใหญ่ล่าสุด อุ้มฆ่า "เอกยุทธ อัญชันบุตร" เขาก็เป็นหนึ่งในตัวละครที่ถูกดึงเข้าไปอีก สุดท้ายก็จบลงที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

กระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ประกาศจะกวาดล้างผู้มีอิทธิพล มาเฟีย ตามคำสั่ง 

คสช. เสธ.ไอซ์ ก็ยังติดกลุ่มในบัญชีรายชื่อที่ถูกจับตา กระทั่งต้องออกมาชี้แจง

ในเส้นทางการเมือง เสธ.ไอซ์ เป็นมือการทำงานลับๆ ให้กับ "เพื่อนแม้ว" กระทั่งถูกเชิญให้เข้าไปนั่งเป็นที่ปรึกษานายกฯ สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น สร.1 หรือแม้เป็นคีย์แมนหลักให้กับ บิ๊กแอ๊ด 

"พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา" อดีตรมว.กลาโหม ต้องนั่งรั้งตำแหน่ง หัวหน้าสำนักงาน รมว.กห. จนเป็นที่มาของคดียุบพรรคไทยรักไทย การจ้างพรรคเล็ก

หลายต่อหลายครั้ง เสธ.ไอซ์ ได้ไปนั่งเป็นที่ปรึกษาในหลายกระทรวงของ รัฐมนตรีของพรรคไทยรักไทย และด้วยความสนิทสนมส่วนตัว จึงมีทุกพรรค รักทุกคน ทำให้ เสธ.ไอซ์ ถูกยกย่องในบรรดา 

นักการเมืองสายนักเลง เพราะด้วยความมีน้ำใจของเขา การไม่เอารัดเอาเปรียบ การช่วยเหลือเพื่อนฝูงทุกคน จนได้รับฉายา "เสธ.ไอซ์" มากมิตร

และหลายเหตุการณ์ในถนนการเมือง เสธ.ไอซ์ ก็มักถูกมองโยงไปว่า เป็นผู้นำในการก่อม็อบ การนำมวลชนไปปิดสถานที่ต่างๆ หรืออยู่เบื้องหลังชายชุดดำ ชายฉกรรจ์ เพราะด้วยตัวตนของเขาที่มี

ลูกน้อง มีเด็กในสังกัดจำนวนมาก

สิ้นยุค 3 ทหารม้าคนดัง

การสิ้นชีพของ เสธ.ไอซ์ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต ในครั้งนี้ บรรดาแวดวงทหารม้า ถือเป็นการปิดฉากนายทหารทหารม้าคนดังอีกราย เพราะหลังจากที่ เสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรง

คุณวุฒิ ทบ.(ตท.11) ที่ถูกลอบยิงในการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 และ พล.ต.จะเด็ด ชูศักดิ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ บก.สส.(ตท.15) เกิดหัวใจล้มเหลว บทบาททุกอย่างจึงต้องตกมาอยู่ที่ เสธ.ไอซ์ 

คนเดียว

ทุกจุดศูนย์รวมของทหารสายมาเฟีย จึงมาอยู่ที่ ซุ้มไอซ์ ทำให้บทบาทของเขาเต็มพาวเวอร์ จนหานายทหารที่จะก้าวขึ้นมาเทียบบารมียากยิ่งนัก แต่ ณ วันนี้เป็นต้นไปที่ไร้ 3 นายทหารม้าคนดัง ที่แสง

เจิดจรัสของเหล่านักเลงดับลงแล้ว ก็ยากที่จะมีนายทหารม้าคนใดที่จะก้าวขึ้นมาทำหน้าที่ มีบทบาทที่จะขึ้นมาเทียบเท่าบารมีเท่า "เสธ.ไอซ์" คงยาก

แต่ทุกสิ่งเปรียบได้ว่า เมื่อมีน้ำขึ้น ก็ย่อมมีน้ำลง ต้องติดตามดูต่อไปในอนาคตว่าบทบาทของ "นายทหารคนดัง" หรือ "เสธ.คนดัง" ตำแหน่งนี้ ในแวดวงสายนักเลงจะฟื้นคืนชีพ และตกไปอยู่ที่ใคร

'เสธ.ไอซ์' ลั่น ผมไม่ใช่ผู้มีอิทธิพล! วอนอย่าดึงไปเกี่ยวข้อง'เสธ.ไอซ์' ถึงแก่กรรม รพ.พระมงกุฎฯ ติดเชื้อในกระแสเลือดรวมอายุ 67 ปี

Cr ไทยรัฐออนไลน์8/6/59

อัสซาดลั่น! จะทวงคืนพื้นที่ทุกตารางนิ้วในซีเรีย!

อัสซาดลั่น! จะทวงคืนพื้นที่ทุกตารางนิ้วในซีเรีย!
เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา สำนักข่าวSANAของซีเรียได้รายงานถึงคำพูดของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาดที่กล่าวในการประชุมสมัชชาประชาชนในวันดังกล่าวที่กรุงดามัสกัสว่า จะปลดแอกให้กับพื้นที่ทุกตารางนิ้วในซีเรีย พร้อมกล่าวว่าก่อนที่กลุ่มก่อการร้ายจะถูกกำจัดให้หมดสิ้น ความคืบหน้าทางการเมืองใดใดก็เท่ากับไร้ความหมาย และจะไม่มีทางได้ผลตามที่หวังไว้
โดยกล่าวว่า “ถ้าหากพวกเราไม่กำจัดกลุ่มก่อการร้ายให้สิ้นซาก เลือดของชาวซีเรียก็คงไม่มีวันที่จะหยุดหลั่งลงได้ เราจะปลดปล่อยพื้นที่ทุกตารางนิ้วของซีเรียให้เป็นอิสระ เหมือนกับตอนยึดคืนเมืองพัลไมรา เพราะพวกเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องเอาชนะให้ได้เท่านั้น”
เมื่อพูดถึงการเจรจาสันติภาพซีเรียในนครเจนีวาที่ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าใดนัก อัสซาดกล่าวว่า ตอนนี้การเจรจาสันติภาพที่เป็นการลงมือทำจริงๆนั้นยังไม่ได้เริ่มขึ้นแต่อย่างใด เพราะ"เอกสารด้านหลักการ”ที่รัฐบาลซีเรียได้เสนอไปตั้งแต่ตอนเริ่มการเจรจารอบใหม่นั้นยังไม่ได้รับการตอบรับใดๆ
จากรายงาน เอกสารฉบับดังกล่าวประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับเป้าหมายในการโจมตีกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม การรักษาความเป็นหนึ่งเดียวในอธิปไตยของซีเรีย แต่ทว่าฝ่ายต่อต้านรัฐบาลก็ยังคงยืนหยัดที่จะให้อัสซาดออกจากการดำรงตำแหน่ง
ประธานาธิบดีอัสซาดกล่าวว่า ขอเพียงประเทศต่างๆเช่น รัสเซีย อิหร่าน จีน ยืนหยัดอยู่บนความถูกต้อง สนับสนุนให้ชาวซีเรียมีสิทธิ์ในการกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง กลุ่มก่อการร้ายจะถูกกำจัดจนหมดสิ้นไปในที่สุด
นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธต่างๆทิ้งอาวุธและร่วมเข้าในกระบวนการปรองดองแห่งชาติ
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากสิ้นสุดการเจรจาสันติภาพซีเรียที่กรุงเจนีวาที่มีรัฐบาลซีเรียและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเข้าร่วมด้วย ก็ยังไม่มีการกำหนดการเจรจาสันติภาพซีเรียรอบต่อไปแต่อย่างใด

รัสเซียเตรียมตอบโต้การขยายอิทธิพลของนาโต้

รัสเซียเตรียมตอบโต้การขยายอิทธิพลของนาโต้
China Xinhua News
รัสเซียเตรียมตอบโต้ “ให้เท่าเทียม” กับการขยายอิทธิพลของนาโต
เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียกล่าวว่า รัสเซียกำลังเตรียมตอบโต้ “ให้เท่าเทียม” กับการขยายอิทธิพลของนาโตตามเขตชายแดน
นายลาฟรอฟกล่าวในงานแถลงข่าวร่วมกับ Timo Soini รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของฟินแลนด์ว่า “เราไม่หลบซ่อนว่าเรามีทัศนคติในแง่ลบต่อนโยบายการขยายโครงสร้างพื้นฐานทหารของนาโตตามแนวชายแดน”
รัสเซียประกาศว่า การจัดกองพล 3 กองใกล้กับชายแดนฝั่งตะวันตกเป็นหนึ่งในมาตรการตอบโต้การที่นาโตจัดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธในโรมาเนียและโปแลนด์ รวมถึงการส่งสัญญาณว่ามีพิธีสารร่วมกับมอนเตเนโกร
มีการอ้างว่ามีโอกาสที่รัสเซียจะโจมตีประเทศสมาชิกในนาโต ซึ่งนายลาฟรอฟกล่าวว่าเป็นข้ออ้างของสหรัฐฯที่จะจัดกองกำลังและอาวุธมาควบคุมพื้นที่ในยุโรปนั่นเอง

ศาลฎีกาฯนักการเมืองจำคุก6ปี ‘ชูชีพ หาญสวัสดิ์-วิทยา เทียนทอง’ คดีฮั้วประมูลปุ๋ย1.31แสนตัน

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษา คดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อายุ 72 ปี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และนายวิทยา เทียนทอง อายุ 75 ปี อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีต ส.ส.สระแก้ว พรรคไทยรักไทย เป็นจำเลยที่ 1-2 ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 17
คำฟ้องสรุปว่าเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2544 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2545 พวกจำเลย ร่วมกันทุจริตจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยอัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2558 ว่านายชูชีพ จำเลยที่ 1 เป็น รมว.เกษตรฯ และนายวิทยา จำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการ รมว.เกษตรฯ ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีเสนอให้จัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยจำเลยทั้งสองมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอโครงการจัดซื้อปุ๋ยได้กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และกระทำการส่อไปในทางทุจริต ในการร่วมกันกำหนดคุณสมบัติของผู้เข้าประมูล เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย (ชสท.) เป็นผู้ประมูลได้เพียงรายเดียว
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธต่อสู้คดี และได้ประกันตัวในชั้นไต่สวน
ทั้งนี้ คณะองค์คณะผู้พิพากษาประชุมหารือกันนานกว่า 5 ชั่วโมง โดยพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานรับฟังได้ว่า จำเลยที่1, 2 เร่งรีบในการพิจารณารับราคา ที่มีการเสนอในการประกวดราคาจัดซื้อปุ๋ย และไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อพิรุธในการจัดซื้อที่น่าจะทราบมาตั้งแต่ต้น หลังจากมีหนังสือปลัดกระทรวงเกษตร และคณะกรรมมาธิการตรวจสอบการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของ ส.ส. แต่จำเลยกลับประวิงเวลากระทั่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ลงนามทำสัญญากับชุมนุมเกษตรกรแห่งประเทศไทย จัดซื้อปุ๋ยมูลอินทรีย์ มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท
องค์คณะจึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก พิพากษาว่านายชูชีพ จำเลยที่1 กระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการรเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 (ฮั้วประมูล) มาตรา 10,12 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนนายวิทยา จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานสนับสนุนนายชูชีพกระทำความผิด จึงให้จำคุกคนละ 6 ปี ฐานทำผิด มาตรา 12 พ.ร.บ.ฮั้วประมูลซึ่งเป็นบทหนักสุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่องค์คณะผู้พิพากษา ประชุมหารือกันนานกว่า 5 ชั่วโมง ระหว่างนี้นายวิทยา จำเลยที่2 มีอาการปวดศีรษะจนต้องวัดความดันถึง 2 ครั้ง และพบว่าความดันสูงเกือบ 200 มิลลิกรัมปรอท ขณะที่ภายหลังฟังคำพิพากษา นายชูชีพ จำเลยที่ 1 มีสีหน้าตกใจจนต้องใช้ยาดมบรรเทาอาการ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะควบคุมตัวจำเลยทั้งสองคนขึ้นรถตู้เพื่อไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป
ต่อมาเวลา 17.16 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เตรียมควบคุมตัวทั้งสองคนไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับคดีดังกล่าว ป.ป.ช.มีมติเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2555 ชี้มูลความผิดนักการเมือง 2 ราย ร่วมกับข้าราชการประจำและเอกชนหลายราย ทุจริตฮั้วประมูลปุ๋ยอินทรีย์ปลอม 1.31 แสนตัน วงเงิน 367 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติ ปี 2545 ของกรมส่งเสริมการเกษตร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 10,12 และ 13 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83