PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เบื้องหลัง! กก.สรรหาชง‘เรวัต’นั่งผู้ตรวจฯอีกรอบ-จับตา สนช.กลืนน้ำลาย?

วันพุธ ที่ 06 กรกฎาคม 2559
“…คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไม ‘หมอเรวัต’ ถึงกลับเข้ามาสมัครได้อีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ที่ประชุม สนช. ต่าง ‘ส่ายหน้า’ ไม่เอาไปแล้ว และที่สำคัญคือ ยังได้รับ ‘ความไว้วางใจ’ จากคณะกรรมการสรรหาฯ ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งนี้ได้อีก ว่ากันว่า คนหนุนหลังให้เข้ามานั่งเก้าอี้ร้อนตัวนี้คือ ‘บิ๊กในสภา’ และ ‘บิ๊กจากฝ่ายทหาร’ ?...”
PIC rewatt 6 7 59 1
กลายเป็นเรื่องชวนสงสัยอีกครั้ง!
กรณีที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินจำนวน 6 คน ประกอบด้วย 1.นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานฯ 2.นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ 3.นายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด 4.นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 5.พล.ท.ศิลปชัย สรภักดี บุคคลที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือก และ 6.นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ บุคคลที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดคัดเลือก เป็นกรรมการ
มีมติเห็นชอบให้ ‘นพ.เรวัต วิศรุตเวช’ อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ และอดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้ามานั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดินอีกหน !
ภายหลังก่อนหน้านี้คณะกรรมการสรรหาชุดดังกล่าวเคยมีมติเห็นชอบให้ ‘หมอเรวัต’ เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาในชั้น สนช. มีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เพื่อตรวจสอบประวัติ ก่อนจะประชุมลับกันร่วม 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นมีการลงคะแนนลับ ปรากฏว่าไม่ได้คะแนนเสียงข้างมาก จึงไม่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน
ว่ากันว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ ‘หมอเรวัต’ อดนั่งเก้าอี้ร้อนตัวนี้ เนื่องจากมีสมาชิก สนช. หลายคนสงสัยประเด็นที่เคยเปลี่ยนชื่อและนามสกุล โดยบางชื่อเคยปรากฏในคดีที่ฟ้องร้องกันอยู่ รวมถึงอาจมีสายสัมพันธ์ทางการเมืองเกี่ยวกับ ‘ซีกสีแดง’ เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา รมช.พาณิชย์ (นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) และที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศของนายสมศักดิ์ เกีรยติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ก่อนหน้านี้
ไม่ว่าข้อเท็จจริงข้างต้นจะเป็นอย่างไร แต่ประเด็นที่น่าสงสัยคือ ไฉน ‘หมอเรวัต’ จึงสมัครเข้ามาในการคัดเลือกรอบสองได้อยู่อีก และทำไมคณะกรรมการสรรหาฯ จึงมีมติเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินอีกครั้ง ?
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org มีคำตอบ ดังนี้
แหล่งข่าวจาก สนช. ระบุว่า แคนดิเดตที่จะนั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดินคราวนี้ มีอยู่ 2 คน ได้แก่ 1.นพ.เรวัต 2.นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดีคณะกรรมการสรรหาฯ ต้องโหวตกันถึง 30 ครั้ง จึงจะได้ชื่อของ นพ.เรวัต
สำหรับการโหวตนั้น 29 ครั้ง คะแนนเสียงออกมาเท่ากัน 3 ต่อ 3 ได้แก่ ฝ่ายสนับสนุน นพ.เรวัต คือ นายพรเพชร พล.ท.ศิลปชัย และนายปิยะ ส่วนฝ่ายสนับสนุนนางเสาวนีย์ ได้แก่ นายวีระพล นายนุรักษ์ และนายอัครวิทย์
กระทั่งในการโหวตครั้งที่ 30 ปรากฏว่า คณะกรรมการสรรหาฯ อาจจำเป็นต้องใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 206 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติไว้เพื่อเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้ทรงคุณวุฒิ แต่สามารถนำมาใช้สรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินได้โดยอนุโลม 
โดยมาตรา 206 วรรคท้าย ระบุว่า กรณีไม่อาจสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิได้ภายในเวลาที่กำหนด ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแต่งตั้งผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวน 3 คน และให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดแต่งตั้งตุลาการในศาลปกครองสูงสุดจำนวน 2 คน เป็นกรรมการสรรหาเพื่อดำเนินการแทน
ทำให้นายนุรักษ์ ซึ่งค้านไม่เอา นพ.เรวัต มาตลอด 29 ครั้ง ‘กลับลำ’ เลือก นพ.เรวัต แทน ส่งผลให้มติออกมาเป็น 4 ต่อ 2 ได้แก่ ฝ่ายสนับสนุน นพ.เรวัต คือ นายพรเพชร พล.ท.ศิลปชัย นายปิยะ และนายนุรักษ์ ส่วนฝ่ายสนับสนุนนางเสาวนีย์ คือ นายวีระพล และนายอัครวิทย์
ทั้งหมดคือเบื้องลึก-ฉากหลังในวงประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ท้ายสุดมีมติเลือก ‘หมอเรวัต’ ให้กลับเข้ามาขึ้นแท่นนั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดินอีกครั้ง ภายหลังก่อนหน้านี้ถูกมติ สนช. ไม่เห็นชอบ
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไม ‘หมอเรวัต’ ถึงกลับเข้ามาสมัครได้อีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ที่ประชุม สนช. ต่าง ‘ส่ายหน้า’ ไม่เอาไปแล้ว และที่สำคัญคือ ยังได้รับ ‘ความไว้วางใจ’ จากคณะกรรมการสรรหาฯ ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งนี้ได้อีก 
ว่ากันว่า คนหนุนหลัง ‘หมอเรวัต’ ให้เข้ามานั่งเก้าอี้ร้อนตัวนี้คือ ‘บิ๊กในสภา’ และ ‘บิ๊กจากฝ่ายทหาร’ ?
ข้อสั่งเกตอีกประการหนึ่งคือ นายวีระพล ประธานศาลฎีกา และ พล.ท.ศิลปชัย ซึ่งได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ต่างลงคะแนนเสียงต่างกันทั้งที่มาจากหน่วยงานเดียวกัน เช่นเดียวกันกับที่ นายปิยะ ประธานศาลปกครองสูงสุด และนายอัครวิทย์ ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ก็โหวตต่างคนละฝ่ายเช่นกัน
นอกจากนี้เหตุใด กรรมการสรรหาฯทั้ง 3 ราย (นายพรเพชร นายปิยะ พล.ท.ศิลปชัย) จึงยังมั่นใจเลือก นพ.เรวัต เหมือนตอนสรรหาครั้งแรก หากเลือกแล้วที่ประชุม สนช. ลงมติไม่ผ่านอีก จะรับผิดชอบอย่างไร ?
โดยเฉพาะนายพรเพชร ที่เป็นถึงประธาน สนช. ทำไมถึงไม่ฟังเสียงสมาชิก สนช. คนอื่นบ้าง เพราะตามมารยาทแล้วไม่ควรเลือกคนที่ไม่ผ่านมติของ สนช. กลับเข้ามาอีก !
ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาดูกันไปต่อจากนี้คือ เมื่อกรณีนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้น สนช. จะต้องมีการตั้ง กมธ.ตรวจประวัติฯอีกครั้ง ก่อนจะบรรจุเข้าสู่วาระประชุมเพื่อลงมติ
จะมี สนช. รายไหนกล้า ‘กลืนน้ำลาย’ ตัวเอง โหวตให้ผ่านหรือไม่ ต้องรอลุ้นกันอีกครั้ง !

ล้วงยุทธการดัน‘หมอเรวัต’นั่งผู้ตรวจฯ-ผล ปย.คสช.-นักการเมืองหญิงชื่อดัง?



วันพฤหัสบดี ที่ 07 กรกฎาคม 2559
“…เชื่อกันว่าสาเหตุที่ ‘หมอเรวัต’ จ่อคิวได้ตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน เนื่องจากเป็น ‘เด็กฝาก’ ของ ‘อดีตนักการเมืองหญิง’ รายหนึ่งที่กำลังโด่งดังเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่ในขณะนี้ โดยอดีตนักการเมืองหญิงรายดังกล่าว ได้ฝากฝัง ‘หมอเรวัต’ ไว้กับ ‘บิ๊ก คสช.’ รายหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยังรุ่งเรืองทางการเมือง ?...”
PIC dodome 7 7 59 1
“ถือเป็นครั้งแรกของ สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) หรือสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ที่คณะกรรมการสรรหามีการเสนอชื่อบุคคลเดิม ที่ถูกสภาไม่ให้ความเห็นชอบกลับมาอีกครั้ง”
เป็นคำยืนยันตอนหนึ่งจากปาก ‘กล้านรงค์ จันทิก’ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสมาชิก สนช. ที่ ‘ข้องใจ’ ถึงเหตุผลที่คณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติเสนอชื่อ นพ.เรวัต วิศรุตเวช อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินอีกครั้ง ภายหลังก่อนหน้านี้ สนช. มีมติไม่เห็นชอบ 66 เสียง เห็นชอบ 66 เสียง และงดออกเสียง 24 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุม 156 คน ซึ่งตรงนี้นายกล้านรงค์ เห็นว่า การงดออกเสียงก็คือการไม่เห็นด้วย ดังนั้นยอดรวมจากผู้ไม่เห็นด้วยจะพุ่งถึง 90 ต่อ 66 เลยทีเดียว
“ขอฝากให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบลงลึกในประวัติการทำงานของผู้ได้รับการเสนอชื่อ ทั้งจริยธรรม ความประพฤติและการกระทำ เพื่อประโยชน์ของผู้ได้รับการเสนอชื่อ และถ้าตรวจสอบไม่ลึกพอแล้ว สนช. มีคำถามที่ กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ไม่ได้สอบถามอาจจะเกิดความไม่สบายใจแก่สมาชิกในการลงคะแนน เพราะจะต้องลงมติด้วยความรู้สึกรับรู้ข้อเท็จจริง และเหตุผลอย่างแท้จริงบนพื้นฐานของความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ผมเห็นชื่อ กมธ. ทุกท่านแล้วเชื่อในเกียรติคุณของพวกท่าน และเชื่อว่าจะสามารถตรวจสอบประวัติได้อย่างลึกซึ้ง และตอบคำถามของสมาชิกได้” นายกล้านรงค์ กล่าว
สำหรับเบื้องหลังการเสนอชื่อ ‘หมอเรวัต’ เข้านั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดินอีกครั้งนั้น คณะกรรมการสรรหาฯ ต้องโหวตกันถึง 30 รอบ โดยในรอบที่ 30 ‘หมอเรวัต’ ก็เฉือนนางสาวนีย์ อัศวโรจน์ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วยคะแนน 4 ต่อ 2 ทั้งที่ 29 ครั้งที่ผ่านมาเสนอกัน 3 ต่อ 3 ตลอด โดยผู้ที่กลับมติคือ นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ขั้นตอนปัจจุบันขณะนี้คือได้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม สนช. แล้ว โดยมีการตั้ง กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ขึ้นมา 17 คน ได้แก่ 1.พล.อ.อ.อาคม กาญจนหิรัญ กมธ.การเมือง 2.นางนิพัทธา อมรรัตนเมธา กมธ.การบริหารราชการแผ่นดิน 3.พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ กมธ.การกฎหมายฯ 4.นายนิรวัชช์ ปุณณกันต์ กมธ.การปกครองท้องถิ่น 5.นายวิทวัส บุญญสถิต กมธ.การศึกษาและกีฬา 6.พล.อ.อ.ศิวเกียรติ ชเยมะ กมธ.การเศรษฐกิจฯ 7.พล.อ.สุรวัชร บุตรวงษ์ กมธ.การพลังงาน 8.นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ กมธ.การสาธารณสุข
9.นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย กมธ.การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีฯ 10.นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ กมธ.สังคมฯ 11.พล.อ.ธีรวัฒน์ บุญยะประดับ กมธ.การเกษตรฯ 12.พล.ท.สมโภชน์ วังแก้ว กมธ.คมนาคม 13.พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข กมธ.การต่างประเทศ 14.พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก กมธ.การทรัพยากรธรรมชาติฯ 15.พล.ท.สุวโรจน์ ทิพย์มงคล กมธ.การพาณิชย์ 16.พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ กมธ.การศาสนาฯ และ 17.พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ กมธ.สามัญกิจการสภาฯ (วิป สนช.)
ล่าสุด แหล่งข่าวจาก สนช. เปิดเผยสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ถึงกรณีนี้ว่า ในวันนี้ (7/7/59) กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ได้นัดประชุมกันเพื่อเลือก ประธาน กมธ. อย่างไรก็ดีมีความพยายามจาก สนช. 2 ราย ที่ดำเนินการ ‘บล็อค’ ไม่ให้ สนช. ใน กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ เปิดประชุมได้ครบ ให้การประชุมล่ม เนื่องจากต้องการล็อบบี้ให้ พล.อ.ธีรวัฒน์ ลาออกจาก กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ เพื่อให้ พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ สมาชิก สนช. เป็นมาเป็น กมธ. แทน 
โดยมีเหตุผลเบื้องหลังคือต้องการให้ พล.อ.ยอดยุทธ นั่งเก้าอี้ประธาน กมธ. เพราะเป็นเตรียมทหารรุ่นที่ 12 รุ่นเดียวกับ ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และว่ากันว่าเป็น ‘สายตรง’ ของ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อ ‘เคลียร์’ ประวัติ ‘หมอเรวัต’ ให้สะอาด-โปร่งใส ผลักดันให้ได้นั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดิน 
ซึ่งขณะนี้มีรายงานข่าวแจ้งว่า พล.อ.ธีรวัฒน์ ได้ยื่นหนังสือลาออกแล้วด้วย ?
ทั้งนี้ถือเป็นวันแรกที่การประชุม กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ล่ม ทั้งที่มีเวลาแค่ 20 วันเท่านั้น !
โดยรายชื่อบุคคลที่ร่วมเข้าประชุมได้นั้นมีแค่ พล.อ.ฉัตรเฉลิม นางนิพัทธา พล.อ.สุรวัชร พล.อ.ธีรวัฒน์ พล.อ.อ.อาคม จึงทำให้องค์ประชุมไม่ครบและล่มลงในที่สุด
นอกจากนี้การตั้ง กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการตั้ง สนช. หลังรัฐประหาร 2557 ปกติมักมีชื่อของ พล.อ.อู้ด เบื้องบน อดีตนายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เข้ามาตรวจสอบด้วยเกือบทั้งหมด 
แต่คราวนี้กลับไม่มีชื่อของ พล.อ.อู้ด มานั่งเป็น กมธ. แต่อย่างใด!
กลับมีการผลักดัน พล.อ.ยอดยุทธ ซึ่ง สนช. หลายคนเชื่อกันว่า เป็น ‘สายตรง’ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อเข้ามาดำเนินการในเรื่องนี้ ?
ท่ามกลางกระแสข่าวว่า ในวันที่ 8 ก.ค. 2559 จะมี สนช. ที่ร่วมเป็น กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ทยอยลาออกอีก เพราะอึดอัดกับสิ่งที่ถูกกระทำ 
ซึ่งการดันคน ๆ เดียวนั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะทำให้ สนช. ทั้ง 218 คน ‘เน่า’ ไปด้วย !
และหากที่ประชุม สนช. กลับลำลงมติโหวตเลือก ‘หมอเรวัต’ ให้เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินตาม ‘ใบสั่ง’ จริง ก็อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในตัว ‘บิ๊กตู่’ และ คสช. ที่เป็นผู้ตั้ง สนช. มาได้ เพราะที่ผ่านมาในการตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมถึงกรรมการองค์กรอิสระทั้งหลาย ทำได้ดีมาตลอด
ทั้งนี้ สนช. เชื่อกันว่าสาเหตุที่ ‘หมอเรวัต’ จ่อคิวได้ตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน เนื่องจากเป็น ‘เด็กฝาก’ ของ ‘อดีตนักการเมืองหญิง’ รายหนึ่งที่กำลังโด่งดังเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่ในขณะนี้ 
โดยอดีตนักการเมืองหญิงรายดังกล่าว ได้ฝากฝัง ‘หมอเรวัต’ ไว้กับ ‘บิ๊ก คสช.’ รายหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นอย่างยาวนานตั้งแต่ยังรุ่งเรืองทางการเมือง ?
อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ยุทธการ’ ผลักดัน-จัดเต็ม เพื่อตอบแทนผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่าง คสช. กับ ‘อดีตนักการเมืองหญิง’ รายนั้น 
ส่วนท้ายสุดแค่คน ๆ เดียวจะทำให้ สนช. เน่าทั้งเข่งจริงหรือไม่ รอลุ้นกันวันโหวตลงมติอีกครั้ง !

ลั่นกลองรบ! สนช.ฝ่าย'ประวิตร'VS'บิ๊กตู่'สงครามเลือกผู้ตรวจฯเปิดฉากแล้ว

ลั่นกลองรบ! ล้วงกลยุทธปม กก.สรรหาฯชง ‘เรวัต’ นั่งเก้าอี้ผู้ตรวจฯ เปิดฉากสงคราม สนช.สาย 'บิ๊กป้อม' vs 'บิ๊กตู่' ฝ่ายค้านงัดไม้เด็ดให้เขียนโหวตในกระดาษแทนกดบัตรป้องกันถูกกาหัว
PIC sntchdd 8 7 59 1
(8/7/59:ข้อมูล ที่มา :อิสรา)
กลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันร้อนแรงที่สุดในห้วงเวลานี้ในหมู่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
สำหรับกรณีคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอชื่อ ‘หมอเรวัต วิศรุตเวช’ อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ เข้ามานั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดินซ้ำสอง !
เนื่องจากก่อนหน้านี้คณะกรรมการสรรหาฯชุดดังกล่าวเคยเสนอชื่อ นพ.เรวัต ไปแล้ว แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับเสียงข้างมาก คือ เห็นชอบ 66 ไม่เห็นชอบ 66 และงดออกเสียง 24 จากผู้เข้าร่วมประชุม 156 คน (แต่ สนช. มีทั้งหมด 218 คน) ทำให้ไม่ได้รับเลือกเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน
แต่ ‘หมอเรวัต’ ไม่ยอมแพ้ กลับเข้ามาสมัครอีกครั้ง และคณะกรรมการสรรหาฯชุดเดิม ก็เลือกให้นั่งเก้าอี้ตัวนี้อีกหน !
ท่ามกลางข้อครหา-กังขาจากบรรดา สนช. หลายคนว่า ทำไมจึงมีการเสนอชื่อบุคคลที่ สนช. มีมติเห็นชอบไปแล้วกลับมาได้อีก ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 
ขณะที่มีเสียงซุบซิบกันสนั่นสภาว่า ‘หมอเรวัต’ มี ‘แบ็คใหญ่’ ระดับ ‘บิ๊กในสภา-บิ๊กทหาร’ คอยหนุนหลังอยู่ ?
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องที่เคยเป็น ‘เด็กฝาก’ ของ ‘อดีตนักการเมืองหญิงชื่อดัง’ รายหนึ่งที่ปัจจุบันปรากฏบนหน้าสื่ออยู่เนือง ๆ ซึ่งว่ากันว่า อดีตนักการเมืองหญิงรายนี้เป็นคนฝากชื่อ ‘หมอเรวัต’ ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของ ‘บิ๊ก คสช.’ รายหนึ่ง ซึ่งทั้งคู่เคยมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยอดีตนักการเมืองหญิงรายนี้ยังรุ่งเรืองอยู่
และด้วยเหตุผลนี้เองจึงทำให้ 'บิ๊ก คสช.' ถอยไม่ได้ ?
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า มีความพยายามจาก ‘บิ๊ก คสช.’ ที่ต้องการผลักดันให้ พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ (เรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์) เข้ามา ‘คุมหัวโต๊ะ’ กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ‘เคลียร์ทาง’ ให้ ‘หมอเรวัต’ โดยสาเหตุสำคัญที่ใช้ พล.อ.ยอดยุทธ เพื่อเป็นการ 'อ้าง' ต่อ กมธ. ในทำนองว่าเป็น 'สายตรง' จาก 'บิ๊กตู่' ?
ทว่าท้ายสุดเจอเพื่อน ๆ ก๊วนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 เช่นกัน ได้เรียกไปพบและตักเตือน พล.อ.ยอดยุทธ จึงต้องยอมหลบฉากถอยออกมาในที่สุด
นอกจากนี้ กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ บางคนก็ ‘ขัดขืน’ ไม่ยอมเดินตามเกมดังกล่าว โดยมี สนช. อย่างน้อยตอนนี้ 2 รายแล้ว ที่ขอลาออกจากการเป็น กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ได้แก่ นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย และนางนิพัทธา อมรรัตนเมธา โดยมี พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ และนายปรีชา วัชราภัย เข้าไปเป็น กมธ. แทน
แหล่งข่าวจาก สนช. เปิดเผยสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ถึงกรณีนี้ว่า ในการโหวตเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินครั้งนี้ แบ่ง สนช. ออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายคัดค้าน และฝ่ายพลังเงียบ
โดยฝ่ายสนับสนุน ส่วนใหญ่คือ สนช. สายทหารที่อาจเรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์หรือสนิทสนมระดับหนึ่งกับ ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พี่ใหญ่ 'บูรพาพยัคฆ์' รวมไปถึงบรรดา ’28 สนช.เกรียน’ บางคน ที่เคยยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครอง ขอให้ สนช. ไม่ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ทว่ากลับถูกศาลฯ ‘สอนหน้าที่’ กลับมา จนท้ายสุดต้องปฏิบัติตามมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินจนได้
สำหรับรายชื่อ 28 สนช. ดังกล่าว ได้แก่ 1.พล.อ.นพดล อินทปัญญา อดีตเลขานุการ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สมัยดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม 2.พ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต 3.นายสุธรรม พันธุศักดิ์ 4.นายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ 5.นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน 6.พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย อดีตนายทหารคนสนิท (ทส.) พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 7.นายชัชวาล อภิบาลศรี อดีต ส.ว.สรรหา 8.พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) สมัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็น ผบ.ตร. 9.นายประมุท สูตะบุตร อดีตผู้อำนวยการ อสทม คนแรก สายสัมพันธ์เครือญาติคู่สมรสนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 10.พล.อ.จิรพงศ์ วรรณรัตน์ อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพบก
11.พล.อ.ไตรรัตน์ รังคะรัตน ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า เตรียมทหารรุ่นที่ 10 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) 12.นายธำรง ทัศนาญชลี อดีต ส.ว.สรรหา 13.นางสุวิมล ภูมิสิงหราช อดีตเลขาธิการวุฒิสภา 14.พล.อ.ชยุติ สุวรรณมาศ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญการกองทัพไทย 15.นายศรีศักดิ์ ว่องส่งสาร 16.พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก สนิทสนมกับ พล.อ.ประวิตร 17.นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย 18.พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) 19.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ 
20.พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ อดีต ส.ว.สรรหา 22.พล.อ.โสภณ ศีลพิพัฒน์ อดีตเสนาธิการทหารบก 22.พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ นายตำรวจคนสนิท ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ จบเตรียมนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 25 (รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาท) 23.พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) 24.พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ อดีต ผบ.หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (นปอ.) เตรียมทหารรุ่นที่ 12 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) 25.พล.อ.ยุวนัฏ สริยกุล ณ อยุธยา อดีต ผบ.กองอัยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เตรียมทหารรุ่นที่ 12 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์) 26.นายธานี อ่อนละเอียด อดีต ส.ว.สรรหา 27.พล.อ.คณิต สาพิทักษ์ อดีตประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม อดีตแม่ทัพภาคที่ 1 28.พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.)
สำหรับฝ่ายคัดค้านส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มอธิการบดี-นักวิชาการ กลุ่มพลเรือน บางส่วนของกลุ่ม ’40 ส.ว.’ และบรรดาทหารที่เรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 หลายคน (รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ และหลายคนมีสัมพันธ์ใกล้ชิด หรือสนิทสนมกับ 'บิ๊กตู่') 
ส่วนที่เหลือเป็นฝ่ายพลังเงียบ คือกลุ่มนักวิชาการ-กลุ่มอดีตข้าราชการ ที่ยังไม่ตัดสินใจ หรือบางคนเลือกแล้วแต่ไม่กล้า ‘เปิดหน้าสู้’ เป็นต้น
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ กรณีนี้ทาง สนช. จะไม่มีการหารือถกกันเหมือนกับกรณีการลงมติในเรื่องอื่น ๆ เพราะมีปัญหาเยอะ จึงปล่อยให้แต่ละคนโหวตกันอย่างอิสระ ตัดสินใจกันเอาเอง ซึ่งคล้าย ๆ กับกรณีลงมติไม่ถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ที่มีคะแนนเสียงออกมาก้ำกึ่งกันแต่ห่างกันไม่มากนัก
แต่บรรดา สนช. ฝ่ายคัดค้าน ‘หมอเรวัต’ มี ‘ไม้เด็ด’ อยู่คือ เตรียมจะเสนอต่อที่ประชุม สนช. เพื่อขอให้การโหวตดังกล่าวใช้การเขียนชื่อลงในกระดาษ แทนที่จะใช้บัตรเสียบโหวตเหมือนกรณีอื่น ๆ 
ซึ่งตรงนี้จะส่งผลดีคือบรรดา ‘ฝ่ายพลังเงียบ’ กล้าตัดสินใจ เนื่องจากการเขียนลงในกระดาษ ไม่ได้ทิ้งร่องรอยหรือหลักฐานอะไรไว้ว่าใครเป็นเขียน ซึ่งแตกต่างจากกรณีการเสียบบัตรลงมติ แม้จะเป็นการลงมติลับก็ตาม แต่ก็ยังปรากฏชื่ออยู่ในระบบว่าใครเป็นคนโหวตแบบไหนบ้าง
นัยว่าเป็นการป้องกันถูก ‘กาหัว’ จาก ‘บิ๊ก คสช.’ ที่อาจไม่พอใจ หากโหวตสวนทางกับธงที่ตั้งไว้ได้ ?
ไม่ว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดจะเป็นเช่นไร แต่อาจเรียกได้ว่า สงครามระหว่าง สนช. ฝ่าย 'บิ๊กป้อม' VS สนช. ฝ่าย 'บิ๊กตู่' ได้เปิดฉาก-ลั่นกลองรบขึ้นแล้ว ! 
และหากยังบานปลายหาบทสรุปไม่ได้ ก็อาจเป็นชนวนนำไปสู่การล่มสลายของ สนช. ทั้งหมดได้ ไม่ช้าก็เร็ว ?

เปิดรายงานลับสรรหานั่งผู้ตรวจฯ! ล้วงเหตุผลไฉนดัน‘หมอเรวัต’สุดลิ่ม?

“…การเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินคราวนี้ คือเพื่อไปแทนนายศรีราชา วงศารยางกูร ที่พ้นวาระไปเนื่องจากอายุครบ 70 ปี ซึ่งปัจจุบันมีเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะผู้ตรวจการแผ่นดินคือ ประเด็นท่อก๊าซของ ปตท. และการร้องเรียนเรื่องร้านค้าปลอดภาษีในสนามบิน ซึ่งกรณีเหล่านี้มีส่วนพัวพันกับ 'นักธุรกิจ-เครือข่ายการเมือง' ที่เป็นเหมือน 'ผนังทองแดง-กำแพงเหล็ก' ค้ำยัน คสช. อยู่…” 
 PIC rewattt 11 7 59 1
ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
สำหรับกรณีคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติเสนอชื่อ นพ.เรวัต วิศรุตเวช อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ ให้เข้าดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินซ้ำสอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้รับเสียงข้างมากจาก สนช. ให้เข้าดำรงตำแหน่งก็ตาม
ท่ามกลางข่าวซุบซิบกันหนาหูในสภาว่ามี ‘ใบสั่ง’ จาก ‘บิ๊ก คสช.’ รายหนึ่งให้ดำเนินการเรื่องนี้ ?
แม้ว่าปัจจุบันกรณีดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการตรวจสอบประวัติ โดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตรวจสอบประวัติฯ ที่มี พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ เป็นประธาน ซึ่งยืนยันว่าจะดำเนินการไปตามระเบียบข้อบังคับ และเตรียมเรียก ‘หมอเรวัต’ เข้ามาชี้แจงข้อข้องใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการเมืองบางกลุ่ม
แต่ก็ยังเกิดปัญหาวุ่นวายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นก่อนหน้านี้ที่นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย และนางนิพัทธา อมรรัตนเมธา ลาออกจากการเป็น กมธ.ตรวจสอบประวัติ โดยอ้างว่า ถูกล็อบบี้ทำให้การประชุมล่ม ส่งผลให้ พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ และนายปรีชา วัชราภัย เข้าไปเป็น กมธ. แทน 
ยังไม่นับรวมรายงานข่าวว่า ‘บิ๊กในสภา’ กับ ‘บิ๊ก คสช.’ เตรียมผลักดันให้ พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ เตรียมทหารรุ่นที่ 12 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ) เข้ามานั่งใน กมธ. นัยว่าอาศัยชื่อของ ‘บิ๊กตู่’ เข้ามาเคลียร์ ?
ท่ามกลางข้อสงสัยของ สนช. หลายรายว่า ไฉนคณะกรรมการสรรหาฯถึงได้ชงชื่อ ‘หมอเรวัต’ เข้ามาอีกหน และมีการผลักดันจาก ‘บิ๊ก คสช.’ ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบรายงานคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน พบว่า ในการโหวตเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินหนนี้นั้น มีผู้สมัคร 21 คน มีแคนดิเดตอย่างน้อย 5 คน ได้แก่ 1.นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ 2.นพ.เรวัต วิศรุตเวช 3.นายไพจิตร์ วราชิต 4.นายเชาวนะ ไตรมาศ 5.นายกำธร ถาวรสถิต
สำหรับคณะกรรมการสรรหาฯมีทั้งหมด 6 คน ได้แก่ 1.นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานฯ 2.นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ 3.นายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด 4.นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 5.พล.ท.ศิลปชัย สรภักดี บุคคลที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือก และ 6.นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ บุคคลที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดคัดเลือก เป็นกรรมการ
สำหรับในการโหวตครั้งแรกถึงครั้งที่ 3 พบว่า มีบุคคลได้รับการเสนอชื่อ ดังต่อไปนี้
ครั้งแรก นางเสาวนีนย์ ได้ 1 คะแนน นพ.เรวัต ได้ 3 คะแนน นายไพจิตร์ ได้ 1 คะแนน นายเชาวนะ ได้ 1 คะแนน
ครั้งที่สอง นางเสาวนีย์ ได้ 2 คะแนน นายกำธร ได้ 1 คะแนน นพ.เรวัต ได้ 3 คะแนน
ครั้งที่สาม นางเสาวนีย์ ได้ 2 คะแนน นพ.เรวัต ได้ 3 คะแนน นายเชาวนะ ได้ 1 คะแนน
หลังจากนั้นในครั้งที่สี่ถึงครั้งที่ยี่สิบเก้า มีแค่ชื่อของ นพ.เวรัต 3 คะแนน และนางเสาวนีย์ 3 คะแนน ตลอดทุกครั้ง
กระทั่งในครั้งที่สามสิบ (ครั้งสุดท้าย) นพ.เรวัต ได้ 4 คะแนน และนางเสาวนีย์ ได้ 2 คะแนน
ทั้งนี้น่าสังเกตว่า ชื่อของ ‘หมอเรวัต’ ได้รับการเสนอมาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้นคือยืนอยู่ 3 เสียงทุกครั้ง โดยผู้ที่ลงคะแนนให้คือ นายพรเพชร พล.ท.ศิลปชัย และนายปิยะ 
ก่อนที่ในรอบสามสิบ นายนุรักษ์ จะกลับลำหันไปเลือก ‘หมอเรวัต’ แทนทั้งที่สนับสนุนนางเสาวนีย์มาโดยตลอดก่อนหน้านี้ (ดูเอกสารประกอบ)

PIC สรรหาเรวต 1
PIC สรรหาเรวต 2
PIC สรรหาเรวต 3
PIC สรรหาเรวต 4
PIC สรรหาเรวต 5
PIC สรรหาเรวต 6 
ซึ่งเรื่องนี้สร้างความกังขาให้กับบรรดา สนช. เป็นอย่างมากว่า เป็นเพราะเหตุใดจึงมีการดันสุดลิ่มทิ่มประตูเช่นนี้ เพราะต้องไม่ลืมว่า ในการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินครั้งแรก นายพรเพชร นายปิยะ และ พล.ท.ศิลปชัย ก็ยืนยันเลือก นพ.เรวัต มาโดยตลอด
ในหมู่ สนช. วิเคราะห์และประเมินกันว่า นอกเหนือจากกรณีที่มีการพูดกันว่า ‘หมอเรวัต’ เป็น ‘เด็กฝาก’ ของ ‘อดีตนักการเมืองหญิงชื่อดัง’ รายหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนานกับ ‘บิ๊ก คสช.’ รายหนึ่ง ตั้งแต่สมัยอดีตนักการเมืองรายนี้ยังรุ่งเรืองอยู่
ขณะเดียวกันยังมีกรรมการสรรหารายหนึ่ง พูดยืนยันกลางวงประชุมเลยว่า “ผมรับผิดชอบเอง” จึงทำให้กรรมการสรรหาฯหลายคนมั่นใจทำตาม
นอกจากนี้ยังวิเคราะห์ว่า การเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินคราวนี้ คือเพื่อไปแทนนายศรีราชา วงศารยางกูร ที่พ้นวาระไปเนื่องจากอายุครบ 70 ปี ซึ่งปัจจุบันมีเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะผู้ตรวจการแผ่นดินคือ ประเด็นท่อก๊าซของ ปตท. และการร้องเรียนเรื่องร้านค้าปลอดภาษีในสนามบิน ซึ่งกรณีเหล่านี้มีส่วนพัวพันกับ 'นักธุรกิจ-เครือข่ายการเมือง' ที่เป็นเหมือน 'ผนังทองแดง-กำแพงเหล็ก' ค้ำยัน คสช. อยู่
และสำหรับขั้นตอนของคณะผู้ตรวจการแผ่นดินหากจะส่งเรื่องฟ้องศาลได้ จะต้องได้รับมติเอกฉันท์ คือ 3 เสียง ดังนั้นการผลักดันให้ 'หมอเรวัต' เข้ามานั่งเก้าอี้ตัวนี้ อาจนำเข้ามา 'บล็อค' เสียงของผู้ตรวจการแผ่นดินคนอื่นก็เป็นไปได้ ?
ก่อนที่จะเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายขึ้นใน สนช. โดยเฉพาะฝ่ายสนับสนุนคือ บรรดาทหารที่มีความสนิทสนมสัมพันธ์กับ ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พี่ใหญ่ ‘บูรพาพยัคฆ์’ ส่วนฝ่ายค้านคือ อดีตข้าราชการ-นักวิชาการ-กลุ่มอธิการบดีบางส่วน ทหารบางส่วนจากกลุ่มเตรียมทหารรุ่นที่ 12 ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์
ดังนั้นหากเงื่อนปมนี้ยัง ‘ไม่เคลียร์’ ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งทำให้ สนช. แตกแยกกันได้ ?
โดยเฉพาะในไลน์กลุ่มของ สนช. ที่มีการส่งข้อความกันต่อ ๆ ว่า "1 นอกใส้ ใครไม่รู้ แลก 218 เพื่อนร่วมรบ ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ทิ้งศรัทธาประชาชน เสี่ยงล้มประชามติ คิดได้ไง?" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความระส่ำระส่ายใน สนช. อย่างชัดเจน
ท้ายสุดเรื่องนี้จะมีบทสรุปอย่างไร ต้องรอดูการโหวตลงมติของ สนช. ในเร็ววันนี้เท่านั้น !
อ่านประกอบ :

ลั่นกลองรบ! สนช.ฝ่าย'ประวิตร'VS'บิ๊กตู่'สงครามเลือกผู้ตรวจฯเปิดฉากแล้ว

“บิ๊กป๊อก” ยอมรับ สตง.สั่งฟัน ชายหมู ปมอุโมงค์ไฟฟ้า 39 ล้าน

“บิ๊กป๊อก” ยอมรับ สตง.สั่งฟัน ชายหมู ปมอุโมงค์ไฟฟ้า 39 ล้าน ระบุ รอคดีถึงที่สุด ก่อนพิจารณาปลดหรือพักงาน
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 12 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีสอบสวนข้อเท็จจริงตามที่สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบพบทุจริตโครงการค่าใช้จ่ายประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของกทม. ว่า ทางสตง.แจ้งมาที่กระทรวงมหาดไทย 2-3 ประการด้วยกันคือ ให้มีการสอบสวนหาข้อเท็จจริงซึ่งทางกระทรวงก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริงแล้ว และสตง.ยังแจ้งมาด้วยว่าให้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ว่าการกรุงเทพมหานคร และให้ตั้งกรรมการสอบวินัยเจ้าหน้าที่กทม.หากพบมีความผิดก็ให้แจ้งความฟ้องแพ่งผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็ได้ดำเนินการตามที่สตง.แจ้งมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ในส่วนเรื่องการแจ้งความนั้นก็จะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า การพิจารณาปลดหรือจะพักงาน ผู้ว่าฯกทม.ได้หรือไม่อย่างไรจะต้องรอให้คดีถึงสิ้นสุดก่อนใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า คงต้องเป็นเช่นนั้น เพราะต้องให้คณะกรรมการสรุปข้อเท็จจริงก่อนแล้วดูตามระเบียบ ตามกฎหมายที่จะดำเนินการได้
counter

บุกยึดวัดดังเมืองกาญจน์เครือข่ายธรรมกายรุกอุทยาน90ไร่

12 ก.ค. 59 เวลา 09.00 น. พล.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.สั่งการให้ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ผบก.ปทส.) พ.ต.อ.พุฒิเดช บุญกระพือ ผกก.5 บก.ปทส. พ.ต.ท.สุทธินันท์ คงแช่มดี รอง ผกก.5 บก.ปทส. พ.ต.ต.พีรณัฒน์ ชิวปรีชา สว.กก.5 บก.ปทส. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปทส.สนธิกำลังร่วมกับนายธรรมรัฐ วงศ์โสภา ผอ.ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) นายฐิติ โสมภีร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินท เจ้าหน้าที่ทหารชุดประสานงานประจำพื้นที่อำเภอศรีสวัสดิ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.ศรีสวัสดิ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นำหมายค้นศาลเข้าตรวจยึดพื้นที่บุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เนื้อที่ 97 ไร่เศษ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นของวัดถ้ำเนรมิต เลขที่ 2 หมู่ 6 ต.แม่กระบุง อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี และเป็นวัดศูนย์สาขาวัดพระธรรมกาย
โดยเมื่อคณะเจ้าหน้าที่ไปถึงพบพระครูวิสุทธิ์กาญจนกิจ (สมบูรณ์ สุวณฺโณ)เจ้าอาวาสนั่งอยู่บนรถวีลแชร์ ของผู้พิการอยู่ภายในศาลาการเปรียญ โดยมีพระลูกวัด 1 รูป นั่งอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีพระและสามเณรที่บวชใหม่อีก จำนวน 4 รูป ขณะเดียวกันมีลูกศิษย์ ที่ทราบข่าวว่าคณะเจ้าหน้าที่จะเข้ามาตรวจยึดพื้นที่ของวัดคืนกลับไปเป็นของรัฐ ต่างได้เดินทางมาที่วัดเพื่อให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง
ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นให้กับพระครูวิสุทธิ์กาญจนกิจ อ่านหมายค้นด้วยตนเอง จนเข้าใจ และก็ได้เอ่ยขึ้นมาว่า “ทำไมทำกันถึงขนาดนี้” แต่พระครูวิสุทธิ์กาญจนกิจ ก็ยินยอมที่จะเซ็นต์รับหมายค้นด้วยดี นอกจากนี้ทางวัดยังนำหนังสือรับรองสภาพวัด ที่ออกให้โดยกรมการศาสนา เมื่อปี พ.ศ.2534 มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ด้วย
ระหว่างนั้นคณะเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และเจ้าหน้าที่ ตร.ปทส.ได้กระจายกำลังกันออกไปตรวจสอบพื้นที่ภายในวัด เพื่อตรวจนับและวัดความสูงความกว้างของสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่ทุกชนิด เช่นศาลาปฏิบัติธรรม ศาลาการเปรียญ โรงครัว ลานคอนกรีต โรงเครื่องปั่นไฟฟ้า ถ้ำรวมทั้งซุ้มประตู ทั้งนี้ พล.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวน สังกัด กก.5 บก.ปทส.มาสอบปากคำ พระครูวิสุทธิ์กาญจนกิจ รวมทั้งพยานบุคคลประกอบด้วยนายก อบต.กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พระลูกวัดรวมทั้งลูกศิษย์จำนวนหนึ่ง
พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ปทส.เปิดเผยภายหลังว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจค้นและให้พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำกับผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งการตรวจค้นก็พบมีอาคารต่างๆ เช่นศาลาการเปรียญ โรงครัว และศาลาปฏิบัติธรรมรวมทั้งศาลาที่กำลังสร้างใหม่ รวมแล้วมีอยู่ประมาณ 12 อาคาร ซึ่งอาคารเหล่านี้ทราบจากทาง อบต.ว่า สร้างโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งก็คงจะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ส่วนพื้นที่จำนวน 97 ไร่ได้มาอย่างไร สำหรับขั้นตอนการดำเนินการกับเจ้าอาวาสนั้น เบื้องต้นก็ได้สอบสวนการให้ถ้อยคำเอาไว้ เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับหลักฐานที่เจ้าอาวาสนำมายื่นก่อนหน้านี้ สำหรับใบขออนุญาตจัดตั้งที่ทางวัดนำมาแสดงนั้นเป็นเพียงแค่สำเนา ดังนั้นจะต้องตรวจสอบให้แน่ชัดอีกครั้งหนึ่งว่าเอกสารที่นำมาแสดงนั้นถูกต้องหรือไม่
ในส่วนของกรมอุทยานฯที่ได้ร้องทุกข์กับ ปทส.เอาไว้แล้วนั้น เราจะต้องดำเนินการสืบสวนต่อไป หากพบว่ามีส่วนไหนกระทำผิดกฎหมาย ก็ต้องมีการออกหมายเรียก จากนั้นก็ออกหมายจับในภายหลัง หรือไม่ก็ให้ไปมอบตัวเพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนอยู่แล้ว
ด้านนายธรรมรัฐ วงศ์โสภา ผอ.ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวนั้นเป็นวัด หรือศาสนสถาน ตามปกติจะต้องมีการแจ้งเป็นพุทธอุทยาน ซึ่งเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ทางกรมอุทยานฯได้มีการดำเนินการสำรวจว่า พื้นที่ใดเป็นวัด หรือเป็นสำนักสงฆ์ที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่านอนุรักษ์ ก็ให้มาแจ้งกับเจ้าหน้าที่เพื่อขึ้นทะเบียนเอาไว้ แต่ปรากฏว่าวัดแห่งนี้ยังไม่มีการแจ้งขึ้นทะเบียนเอาไว้แต่อย่างใด
ดังนั้นจึงต้องถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.อุทยานฯ พ.ศ.2504 มาตรา 16 ฐานบุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติ และจากนั้นจะต้องบังคับใช้มาตรา 21 มาตรา 22 โดยการประกาศไม่ให้บุคคลใดเข้ามาในพื้นที่ จากนั้นผู้กระทำผิดจะต้องดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด หากไม่ดำเนินการตามกฎหมาย กรมอุทยานฯก็จะเข้ามารื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเอง โดยผู้กระทำผิด จะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับพระครูวิสุทธิ์กาญจนกิจ (สมบูรณ์ สุวณฺโณ)อายุประมาณ 57 ปี หลายปีที่ผ่านมาเคยบวชเป็นพระสงฆ์อยู่ที่วัดพระธรรมกาย จากนั้นวัดพระธรรมกายได้ส่งพระครูวิสุทธิ์กาญจนกิจ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดถ้ำเนรมิต ต่อมาเมื่อประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้พิการมาจนถึงปัจจุบัน

"ไพบูลย์-มโน"ระบุ4มลทินค้าน"สมเด็จช่วง"เป็นสังฆราช

"ไพบูลย์-มโน"ระบุ4มลทินค้าน"สมเด็จช่วง"เป็นสังฆราช
Tuesday, July 12, 2016 - 14:01
"ไพบูลย์-หมอมโน" ยื่นหนังสือถึงนายกฯคัดค้านการนำชื่อ"สมเด็จช่วง"ขึ้นทูลเกล้าฯเป็นสังฆราชองค์ใหม่ ระบุ4มลทินของเจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ
วันนี้(12 ก.ค.)ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)พร้อมด้วย นพ.มโน เลาหวนิช อดีตศิษย์เอกวัดพระธรรมกาย ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯเพื่อคัดค้านการเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เป็นสมเด็จพระสังฆราช
นายไพบูลย์ กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องคัดค้านการเสนอนามดังกล่าวเนื่องจากพบว่ายังมีคดีความ มีการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย จึงต้องขอให้มีการตรวจสอบ เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองเบื้องพยุคลบาทเมื่อนำเสนอชื่อขึ้นกราบบังคมทูลฯ จึงให้พึงระวัง 4 เรื่อง คือ 1.กรณีที่ปรากฎว่ามีการครอบครองรถเบนซ์ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งคดีกำลังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของดีเอสไอ 2. ตนได้ยื่นเรื่องร้องดีเอสไอไว้ในกรณีสมเด็จช่วงให้การช่วยเหลือพระธัมมชโยกรณีพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชเข้าข่ายกระทำการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยมีหลักฐานว่ามีผลประโยชน์ร่วมกับพระธัมมชโย
3.นอกจากนั้น ยังพบว่า มีการชำระเงินค่ารถเบนซ์คันที่มีปัญหาโดยจ่ายเป็นบัญชีกระแสรายวัน สั่งจ่ายเป็นเช็ค ระบุชื่อเจ้าของอู่รถ ซึ่งเป็นการทำผิดธรรมวินัย 2 ข้อ คือ พระภิกษุการต้องไม่รับหรือยินดีเงินทอง และต้องไม่นำเงินทองไปทำการซื้อขายแลกเปลี่ยน แต่ปรากฎว่ามีการนำเช็คดังกล่าวไปชำระค่าซ่อมรถ โดยเรื่องนี้ควรตั้งกรรมการอิสระตามพูดตรวจการแผ่นดินเคยเสนอไว้ ขึ้นมาตรวจสอบ โดยประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ พระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ นักวิชาการ ฯลฯ เนื่องจากเกรงว่าหากผู้ตรวจสอบ และพูดถูกตรวจสอบเป็นคนเดียวกันจะไม่ได้ข้อยุติ และเกิดความไม่สง่างาม
4.ในวันที่ 9 มิถุนายน 2559 ที่วัดพระแก้ว ที่มีงานราชพิธีสำคัญ สมเด็จช่วงในฐานะประธานในพิธีต้องนำสวดบทถวายพระพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี 2 บทก่อน แต่ท่านกลับข้าม ไม่นำสวดบทถวายพระพรดังกล่าว ตนจึงได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พ.ศ.) ให้ตรวจสอบสาเหตุ และข้อเท็จจริง
ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯ ระบุว่า การเสนอนามซึ่งเป็นอำนาจนายกฯนั้น หากพบว่ามีปัญหาจะยังไม่พิจารณา นายไพบูลย์ กล่าวว่า รู้สึกประทับใจ และเชื่อใจหากนายกฯ พูดอย่างนั้น แต่ก็จะถูกกดดันจากฝ่ายที่เรียกร้องให้เสนอแต่งตั้งสมเด็จช่วง จึงไม่อยากให้เกิดปัญหา ขอให้นายกฯ พิจารณาด้วยความรอบคอบ โดยมีความเห็นของกฤษฎีกาเข้ามาประกอบการพิจารณา ส่วนจะปฏิบัติตามหรือไม่อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับนายก

‘บิ๊กตู่’ท้า’เจ้าคุณประสาร’ออกมาเคลื่อนไหว ใช้อำนาจจับหมดไม่เว้นหน้าไหน


“บิ๊กตู่” ท้า “เจ้าคุณประสาร ” ออกมาเคลื่อนไหว ลั่นใช้คำสั่ง คสช. ดำเนินการจับหมดไม่เว้นหน้าไหน ชี้ไม่มีสิทธิยื่นคำขาด ส่วนข้อเสนอ “ไพบูลย์” มี จนท.ดำเนินการอยู่แล้ว เชื่อ “ธัมมชโย” ยังอยู่เพราะยังไม่มีรายงานว่าหนีออกไปไหน มี ตร.เฝ้าตลอด
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอขา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยื่นหนังสือคัดค้านสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง วัดปากน้ำ) เป็นสมเด็จพระสังฆราช โดยระบุยังมีปัญหาคดีความ และยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบการละเมิดพระธรรมวินัยว่า โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนถามว่า จะให้ใช้อำนาจอะไรในการตรวจสอบ จะให้ใช้มาตรา 44 หรืออำนาจของนายกฯ แล้วจะให้สอบสวนในประเด็นอะไร อย่าลืมว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเขากำลังสอบอยู่ ในทุก ๆ คดี อยู่ในขั้นตอน และกระบวนการ วันนี้ต้องเข้าใจว่าเมื่อทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการ ก็จะมีขั้นตอนดำเนินการสอบไปเรื่อยๆ ยกเว้นอะไรที่ไม่เข้ากระบวนการ นั่นคือปัญหาของประเทศ เมื่อวันนี้ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวก็ต้องมีการสอบก็จะได้ผลการสอบสวนโดยเร็ว เพียงแต่อย่าไปเอาสถานการณ์อื่นมาเพิ่ม เป็นคดีอีกมากมาย จนเจ้าหน้าที่ไม่มีเวลาจะทำ
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนที่นายไพบูลย์เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องการกระทำผิดพระธรรมวินัยนั้น เรื่องดังกล่าวนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลอยู่ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือกับมหาเถรสมาคม (มส.) ที่ได้มีการพูดคุยมาโดยตลอด อะไรที่เป็นเรื่องของคดีความทาง มส. ก็ไม่ยุ่งเกี่ยว แต่ถ้าเมื่อไรมีความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องของสงฆ์ ก็จะว่ากันอีกที ทุกอย่างมีขั้นตอนถ้าไม่ไปเร่งรัดก็สามารถไปได้ทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เตรียมเคลื่อนไหว ภายใน 7 วัน หากยังไม่มีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ตกลงประเทศไทยเป็นรัฐของใคร” เมื่อถามว่า รัฐบาลจะดูแลอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบขึ้นในสังคม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างฉุนเฉียวว่า “ก็ออกมา กฎหมายเขามีหรือเปล่า คำสั่ง คสช. เขาว่าอย่างไร ชุมนุมเกิน 5 คนได้หรือเปล่า อยากเคลื่อนไหวก็ออกมา จับวันนี้ไม่ได้ก็จับพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะใครทั้งนั้น ผมไม่ได้พูดแค่ผู้ที่ถูกกล่าวชื่ออย่างเดียว ทั้งหมดนั่นแหละ วันนี้จับไม่ได้ก็พรุ่งนี้ ถ้ายังไม่ได้ก็เป็นมะรืนนี้ อย่างไรก็โดนจับอยู่ดีนั่นแหละ เพราะมันผิดกฎหมาย ผมไม่ปล่อยปละละเลย จะเอาอย่างไรกันอีก จะปล่อยให้มันเละเทะ ปล่อยให้ใครอยากทำอะไรก็ทำอย่างนั้นหรือ มายื่นคำขาดกับผมอย่างนี้ได้หรือ ผมควรจะเป็นคนยื่นคำขาดมากกว่าแต่ผมยังไม่ทำเลย สื่อก็ชอบไปให้เครดิตแบบนี้แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร ผมอยากจะรู้นัก ถ้าเขาออกมาแล้วพวกคุณได้อะไร หรือถ้าไม่ออกมาแล้วได้อะไร ก็ไม่เห็นจะได้อะไรสักอย่าง นอกจากได้ข่าวมาเขียนแล้วปล่อยให้ประเทศชาติเป็นอย่างไร ช่างมันก็เอาสิ เขียนข่าวกันเข้าไป”
เมื่อถามถึงกรณีพระธัมมชโย ที่หลายคนสงสัยว่ายังอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “สื่อไปช่วยดูให้ผมหน่อย ในทางการข่าวยังไม่มีรายงานว่าไปไหน เห็นว่าก็ยังอยู่ในวัด ผมก็เฝ้ามาตั้งแต่ต้น ตำรวจเองก็อยู่มาตลอด ส่วนจะออกไปทางไหนผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าจะออก สื่อไปช่วยผมหาหน่อยว่ายังอยู่หรือเปล่า เพราะผมเข้าไปไม่ได้อยู่แล้ว จะเข้าไปก็ต้องลุยเข้าไป แล้วก็เกิดความเดือดร้อนขึ้นมา

พุทธะอิสระโต้คนจับผิดซื้อที่3พันไร่ แจงแค่ป่าสงวนฯ300ไร่ไว้ปลูกป่า 10ปีคืนกรมป่าไม้


เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พระพุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ และเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพที่อ้างว่าเป็นการครอบครองที่ดินป่าสงวนฯ ที่บ้านใหม่วังผาปูน ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งระบุว่าเป็นของพระพุทธะอิสระ มาเผยแพร่ทางโลกสังคมออนไลน์

โดยพระพุทธะอิสระชี้แจงเรื่องดังกล่าวผ่านการให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไป ทางช่องสปริงนิวส์ ระบุว่า ตนเองไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้น สืบเนื่องจากได้ปรารภกับ “มูลนิธิธัมมะพุทธะอิสระ” ว่า อยากให้ภาคเหนือมีป่า เพื่อภาคกลางจะได้มีน้ำใช้ตลอดปี ทางบริษัทพฤษเวช ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยาสมุนไพร ยาสีฟัน และยารักษาโรคให้กับวัดอ้อน้อย จึงร่วมกับมูลนิธิ โดยในภาพเป็นการไปเจรจาขอคืนพื้นที่โดยจ่ายเงินให้แล้วนำมาปลูกป่าให้รัฐบาลและแผ่นดิน มีทหาร กรมป่าไม้ ครู และนักเรียนมาช่วยเอากล้าไม้ต้นไม้ขึ้นไปปลูก คนที่นำภาพไปเผยแพร่จึงต้องถามว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า เพราะตนกำลังทำความดีให้กับแผ่นดิน
ทั้งนี้ มูลนิธิธัมมะพุทธะอิสระเป็นของวัดอ้อน้อย ไม่เกี่ยวกับตน ร่วมกับบริษัทพฤษเวช ที่มีกรรมการมูลนิธิเป็นผู้จดทะเบียน โดยเงินที่ได้มาถูกดูแลโดยมูลนิธิ ซึ่งการนำเงินไปซื้อที่ดินป่าสงวนฯที่ถูกบุกรุกโดยชาวบ้านดังกล่าวนั้น ซึ่งบุกรุกไปเยอะมาก มูลนิธิไม่มีเงินมากพอ จึงขอคืนเฉพาะต้นน้ำ ซึ่งคนที่ครอบครองไม่ใช่คนยากจน แต่กลับเป็นครู ข้าราชการ มีคนยากจนจริงๆ ไม่กี่ราย และที่ดินที่รับซื้อไม่ใช่ 3,000 ไร่ เพียงแค่ 300 ไร่เท่านั้น เพื่อปลูกป่าฟื้นฟูธรรมชาติ โดยเมื่อครบ 10 ปีก็จะคืนพื้นที่ตรงนี้ให้กับกรมป่าไม้ เพราะเป็นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งก็ต้องจ้างคนดูแลถึง 5 คน ทั้งหมดจ่ายเงินไป 3 ล้านกว่าบาท วันปลูกป่าหัวหน้าเขตป่าไม้ นายอำเภอก็มาช่วย เพราะไม่ได้ทำเพื่อหวังประโยชน์กับตนเอง ซึ่งทำมานานแล้ว แต่ปัจจุบันที่เป็นปัญหาเพราะมีคนจ้องจับผิด
ที่มา: มติชน

อภิสิทธิ์ขอทราบร่างรธน.ไม่ผ่านแล้วอย่างไรต่อ ชี้ถ้าไม่รับ แล้วได้สิ่งที่แย่กว่าก็ต้องคิดหนัก

อภิสิทธิ์ขอทราบร่างรธน.ไม่ผ่านแล้วอย่างไรต่อ ชี้ถ้าไม่รับ แล้วได้สิ่งที่แย่กว่าก็ต้องคิดหนัก
เตือนไม่ว่า รธน.จะผ่านหรือไม่ ถ้าบ้านเมืองวุ่นวายจะไม่มีใครชนะ ทุกคนจะเดือดร้อน ขออย่าบิดเบือน ร่าง รธน. ชี้ผิดกฏหมาย พร้อมแนะผู้มีอำนาจตีความให้ ปชช.ได้แสดงออกเต็มที่อย่างสุจริต ระบุถ้าประยุทธ์ร่างฯใหม่ แนะเปิดให้ประชาชนร่วมออกความเห็นแด้วย
“สิ่งที่เราต้องการมีอยู่ 2 ประเด็น 1. ผมต้องการทราบว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะดำเนินการต่ออย่างไร เพราะถ้าไม่รับแล้วได้สิ่งที่แย่กว่า ก็ต้องคิดหนักเหมือนกัน 2. ผมไม่ต้องการเห็นบรรยากาศความขัดแย้ง ที่ผ่านมาก็ยังกังวลอยู่ เนื่องจากมีการพูดเรื่องร่างรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นทางการเมือง แต่ทั้งนี้ที่ผ่านมาผมขอยืนยันว่าท้ายที่สุดแล้วเราต้องคิดไปไกลกว่าวันที่ 7 ส.ค. ส่วนเรื่องการแสดงจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผมไม่มีปัญหา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็ต้องแสดงจุดยืนอยู่แล้ว” อภิสิทธิ์ กล่าว

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

คสช.มองเกมนักศึกษาเคลื่อนไหว

คสช.มองเกม นปช.และ นักศึกษา

โฆษกคสช. ชี้แกนนำนปช. หวังชิงพื้นที่ข่าว ออกโรงหนุน นักศึกษา ชี้ เพราะคิดว่า คำว่า นศ.ทำให้สังคมสนใจเป็นพิเศษ และมองเป็น "พลังบริสุทธิ์" แต่ไม่ใช่ เพราะเชื่อมโยงการเมือง ชี้มีแค่กลุ่มเล็กๆ ที่เคลื่อนไหว แถมเป็นนศ.ที่ไม่สนใจเรื่องเรียน และมีนัยะแอบแฝง. ชี้มีพวกอ้างประชาธิปไตย และ ชอบโมเมอ้างเอาประชาชนบังหน้า ในการเคลื่อนไหว ชี้สังคมช่วยกันปฏิเสธนักการเมืองไม่ดี
          
พันเอกวินธัย สุวารีโฆษก คสช.กล่าวถึง  การที่แกนนำ นปช. ที่เริ่มหันมาสนับสนุนกลุ่ม นศ.นั้นว่า เพื่อต้องการสร้างพื้นที่ข่าว  และรักษาบทบาทของกลุ่มไว้นั้นก็เป็นไปได้    
ส่วนการแสดงความคิดเห็นที่ทางกลุ่มแกนนำฯ ได้แสดงออกมาช่วงนี้นั้น โฆษกคสช.มองว่า ส่วนใหญ่ก็เหมือนเดิมคือเห็นต่างทุกเรื่องภายใต้มุมมองและจินตนาการที่เป็นลบ  ซึ่งเชื่อว่าสังคมคุ้นชินและไม่ได้ให้น้ำหนักความสนใจมากนัก     
          
สำหรับกรณีกลุ่มที่เคลื่อนไหวใช้คำว่า นักศึกษา นั้น. สังคมทั่วไปเข้าใจว่าจะทำให้น่าสนใจเป็นพิเศษเหมือนเป็นการแสดงออกด้วยพลังบริสุทธิ์  แต่ปัจจุบัน หรือกรณีนี้คงไม่ใช่   เพราะสังคมพบเห็นความเชื่อมโยงในทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง 

 อีกทั้งเป็น นศ.กลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดิม ที่ชอบออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงกฎหมาย  เหมือนมีนัยยะแอบแฝง ซึ่งบางคนก็ไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาเล่าเรียนเพื่อที่จะให้จบ  

ในขณะที่ นศ. ส่วนใหญ่ในประเทศไทยจำนวนมากนับแสนคน ได้พยายามตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรียนเพื่อที่จะจบมาแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงาน"
          
สำหรับประเด็นเรื่องของประชามติและ ร่าง รธน.นั้น ทุกคนสามารถให้ความเห็นได้ภายใต้กรอบกฎหมาย  

ส่วนการรับฟังข่าวสารขอให้ใช้วิจารณญาณในการรับฟังอย่างเหมาะสม  เพราะที่ผ่านมาพบยังมีการแสดงความเห็นที่บิดเบือนหรือให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนในแต่ละประเด็น โดยเฉพาะบางข้อมูลมีลักษณะชอบยัดเยียดคำว่าว่าไม่เป็นประชาธิปไตยให้กับคนอื่น  หรือชอบโมเมอ้างเอาประชาชนบังหน้า ทั้งๆ ที่ไม่เคยถามหรือได้รับข้อมูลจากประชาชนส่วนใหญ่จริงๆ เลย ซึ่งเชื่อว่าสังคมส่วนใหญ่มองออกและไม่ได้คล้อยตาม   
           
"ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาล และ คสช. มีความตั้งใจจริงที่จะเดินหน้าสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงให้กับประเทศและคนไทย "   

พร้อมสนับสนุนเจตนารมณ์ของคนไทยส่วนใหญ่ที่จะปฏิเสธนักการเมืองที่ไม่ดีให้เข้ามามีอำนาจ  รวมถึงป้องกันการแอบอ้างเอาคำว่าประชาธิปไตย ไปแสวงหาอำนาจ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง

ประยุทธ์เชื่อมีคนให้ทุนทำร่างรธน.บิดเบือนแจก เตือนกำลังสอบสวนทุกเรื่อง


มีชัยระบุหากเป็นเรื่องเล็กน้อย กรธ. ก็พร้อมทำใจปล่อยวาง แต่หากประเด็นใดบิดเบือนเป็นเท็จก็รับไม่ได้ ก็จำเป็นต้องดำเนินคดี หวั่นคนอ่านไม่ครบเข้าใจผิดได้ ชี้อย่าว่าแต่ประชาชนแม้กระทั่งนักวิชาการยังเข้าใจกันคนละอย่าง
ที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล
8 ก.ค.2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกรณีที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุว่ามีการแจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญที่บิดเบือนสาระสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ ว่า ผู้ที่พบเห็นควรแจ้งข้อมูลมายังเจ้าหน้าที่ เพื่อจะได้สืบหาได้ง่ายขึ้น และหากพบว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง จะมีความผิดฐานการปลอมแปลงเอกสารราชการ เชื่อว่ามีกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังให้ทุนและสนับสนุนความเคลื่อนไหวดังกล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบทุกเรื่อง มั่นใจว่าจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้ ยืนยันว่ายังไม่ได้รับการประสานจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.เพื่อพูดคุยกรณีนี้ และคงไม่ต้องพูดคุย เพราะกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นไปแล้ว กำลังเดินหน้าเรื่องการทำประชามติ ซึ่งผลออกมาเป็นอย่างไร ต้องดำเนินการไปตามนั้น หากมีปัญหาต้องแก้ไข เชื่อมั่นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในการดูแลการออกเสียงประชามติ ขณะที่คสช.และกระทรวงมหาดไทยดูแลความเรียบร้อย
“มันต้องมีคนให้ทุน ประชาชนทำเองได้หรือ เดี๋ยวมันจะชัดเจนขึ้นทุกเรื่อง ผมบอกไว้ก่อนกำลังสอบสวนทุกเรื่อง ทุกคดี ผมมั่นใจเจ้าหน้าที่ของผม” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า ต้องจับตานักการเมืองที่จะเดินทางออกนอกประเทศ ในช่วงวันที่วันที่ 26 กรกฎาคมซึ่งตรงกับวันเกิดของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คงไม่ต้องจับตานักการเมืองเป็นพิเศษ เพราะการเดินทางออกนอกประเทศของนักการเมืองได้อนุญาตไปแล้ว และการพิจารณาจะให้เดินทางหรือไม่เป็นอำนาจศาล ทุกอย่างมีกฎหมายดูแลอยู่
“ใครจะเกิดก็เกิดไปเถอะ เวลาผมเกิดผมยังไม่ให้ใครสนใจว่าเกิดเมื่อไหร่ จะไปสนใจทำไม ก็เรื่องของผม ครอบครัวผมไม่เกี่ยวกับคนอื่น เขาอนุญาตอยู่แล้วออกไปไหนก็ไป ถ้าผิดกฏหมายก็ไปสู้คดีในศาล ศาลเป็นคนพิจารณาเอง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

มีชัยระบุหากเป็นเรื่องเล็กน้อย กรธ. ก็พร้อมทำใจปล่อยวาง 


ขณะที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวถึงกรณีการเอาผิดกับผู้เผยแพร่เอกสารบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญว่า แม้ กกต.  จะขอให้กรธ.ตัดสินใจว่าประเด็นใดเข้าข่ายผิดกฎหมาย แต่หน้าที่ดำเนินคดีเรื่องนี้ยังเป็นหน้าที่ของกกต.โดยตรงที่จะต้องดำเนินการ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเนื้อหาเอกสารสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญปลอม พบว่าหลายเรื่องไม่มีเหตุผล ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด
“หากเป็นเรื่องเล็กน้อย กรธ. ก็พร้อมทำใจปล่อยวาง แต่หากประเด็นใดบิดเบือนเป็นเท็จก็รับไม่ได้ ก็จำเป็นต้องดำเนินคดี อย่างไรก็ตามจะให้ที่ประชุมกรธ.วันนี้ วิเคราะห์ว่าเนื้อหาส่วนใดผิดกฎหมายบ้าง ก่อนส่งให้กกต. ดำเนินการ โดยจะพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป คนอ่านไม่ครบ ก็เข้าใจผิดได้อย่าว่าแต่ประชาชนแม้กระทั่งนักวิชาการยังเข้าใจกันคนละอย่าง” มีชัย กล่าว

เรียบเรียงจาก สำนักข่าวไทย

เสื้อยืดเป็นปัญหา?

ขณะที่เจ้าหน้าที่สงสัยว่าเป็นเสื้อพิมพ์ข้อความสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน เจ้าของเสื้อกลับบอกว่าทำขาย เผยแพร่งานและหาทุน

นี่เป็นภาพของเสื้อยืดที่ขายกันในภาคใต้ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสงสัยว่าส่อเจตนาต้องการแบ่งแยกดินแดน ในขณะที่ผู้ผลิตเสื้อยืดบอกว่า เป็นแค่เสื้อทำขายที่ต้องการเผยแพร่ให้คนรู้จักภาษามลายูและหาทุนประกอบการทำงาน ข้อสงสัยของเจ้าหน้าที่ทำให้เกิดการซักถามไปทั่วทั้งในหมู่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียและคนทำงานภาคประชาสังคม ทั้งกลุ่มบุหงารายาผู้ผลิตเสื้อยืดและประธานชมรมโรงเรียนตาดีกา 5 จังหวัดเผยจะเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการอิสลามปัตตานีเย็นวันนี้ถึงที่มาของเสื้อยืดดังกล่าว

ก่อนหน้านี้สื่อหลายรายลงภาพนักกิจกรรมห้าคนในชุดโสร่งและเสื้อยืดสีขาวพิมพ์ภาพแผนที่บนหน้าอกพร้อมภาษามลายูมีทั้งที่เขียนด้วยอักษรอาราบิกและอักขระยาวี หลายภาพที่สื่อลงมีการเบลอส่วนของใบหน้าชายหนุ่มทั้งห้า บีบีซีไทยได้รับภาพเดียวกันจากเจ้าของภาพที่ยินดีให้ลงโดยเปิดเผยใบหน้าได้ พร้อมบอกว่าพวกเขาเป็นเพียงคนทำกิจกรรมในพื้นที่ที่เป็นลูกค้าซื้อเสื้อยืดเพื่อสนับสนุนเพื่อนนักกิจกรรมด้วยกันโดยไม่ได้คิดว่าจะมีเรื่องของการแบ่งแยกดินแดนมาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

ฮาซัน ยามาดีบุ ประธานกลุ่มบุหงารายาบอกว่า กลุ่มเป็นผู้ผลิตเสื้อตัวนี้เอง เพื่อเผยแพร่การใช้ภาษามลายูอักขระยาวี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายที่ทำงานในเรื่องส่งเสริมการศึกษาในโรงเรียนตาดีกาหรือโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามสำหรับเด็กเล็ก และเพื่อหาทุนทำกิจกรรมของกลุ่มต่อไป ข้อความบนเสื้อยืดที่เขียนด้วยอักษรอาราบิกว่า TANAH PERKASA MELAYU UTARA แปลได้ว่า พื้นที่ของศูนย์ประสานงานโรงเรียนตาดีกาชายแดนใต้มลายูตอนเหนือ ส่วนสีแดงเป็นสีประจำของความเป็นมลายู “แผนที่และรูปภาพนี้เราใช้ผลิตเสื้อยืดและใช้ประจำสำนักงานมานานหลายปีแล้ว ทุกๆปีทำเสื้อยืดออกขายก็ใช้ภาพนี้ ไม่เคยมีปัญหาเลยครับ” เขาว่า

ผู้รู้ในเรื่องภาษาอธิบายเพิ่มเติมถึงคำที่พิมพ์บนเสื้อยืดที่อาจทำให้เจ้าหน้าที่ตีความไปได้นั้น คำแรก TANAH หมายถึงพื้นที่หรือดิน คำว่า PERKASA เป็นตัวย่อมาจาก Persatuan pusat penyelarasan tadika 5 wilayah sempadan selatan หรือศูนย์ประสานงานตาดีกาห้าจังหวัด ส่วนคำที่สามคือคำว่ามลายู และคำสุดท้ายแปลว่าเหนือ อย่างไรก็ตาม แต่ละคำอาจตีความต่างไปบ้างได้ เช่น คำว่า TANAH เจ้าหน้าที่อาจแปลว่าดินแดน คำว่า PERKASA แปลได้ว่าความยิ่งใหญ่ ทำให้การแปลความทั้งหมดออกไปสู่ท่วงทำนองของการแบ่งแยกดินแดน

ส่วนที่เป็นอักขระยาวีนั้น ล้วนเป็นชื่อจังหวัดในภาษามลายู ยะลา Pertiwi หรือเปอตีวี สงขลาส่วนของ 5 อำเภอที่มีตาดีกาคือคำว่า Putra หรือปุตรา สตูล Pantas หรือปานตาส นรา Pusaka หรือปูซากอ

ฮาซันแห่งกลุ่มบุหงารายาชี้ว่า การใช้ศัพท์พวกนี้เพราะกลุ่มสนับสนุนให้คนใช้มลายูอักขระยาวี แต่แรงสะท้อนจากงานนี้เหนือความคาดหมาย “ผมเองตกใจ และสงสัยมากว่าถ้าเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจทำไมเขาไม่มาถามผมที่เป็นคนผลิตเสื้อ แต่ไปถามคนที่ใส่เสื้อโพสต์ คือพอดีผมเห็นพวกเขามีคนรู้จัก ก็เลยขอให้เขาใส่ ถ่ายและโพสต์ ไม่นึกว่าจะมาเป็นแบบนี้” ฮาซันกล่าว “แล้วยิ่งไปอ่านในเฟสยิ่งไปกันใหญ่ มีการเอาไปโยงกันมากมายหลายอย่าง บ้างว่าแบ่งแยกดินแดน บ้างว่าเชื่อมโยงกลุ่มไอเอส (รัฐอิสลาม) บ้างโยงไปเรื่องป้ายเรื่องอะไรอีกมากมาย ผมว่าถ้าคนที่เข้าใจแบบนี้เป็นคนทั่วๆไปไม่มีวิจารณญานก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เจ้าหน้าที่มาออกข่าวแบบนี้โดยที่ไม่มาถามเรา ผมท้อมากเลย”

ด้านนายอับดุลมุไฮมิน สาและ แห่งกลุ่มเปอร์กาซา หรือชมรมโรงเรียนตาดีกา 5 จังหวัดบอกว่า ผู้ที่ผลิตเสื้อยืดตัวนี้คือกลุ่มบุหงารายา แต่ภาพที่ปรากฏบนเสื้อนั้นเป็นภาพของพื้นที่ทำงานของบุหงารายากับชมรมในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ คือปัตตานี ยะลา นรานิวาส สตูลและสงขลา การร่วมมือของสองกลุ่มเป็นความพยายามสนับสนุนการศึกษาในระดับตาดีกา มีทั้งเรื่องของการสอนภาษามลายูและสันติภาพรวมอยู่ด้วย โดยทั้งสองกลุ่มทำงานร่วมกันมาสามปีแล้ว โรงเรียนในโครงการมีทั้งหมด 20 แห่งด้วยกัน เขาบอกว่าแปลกใจที่เรื่องนี้เป็นปัญหาขึ้นมา พร้อมทั้งยืนยันว่า ข้อความและรูปภาพไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องของการแบ่งแยกดินแดน แต่เมื่อเรื่องนี้เป็นกระแสและมีการสอบถามกันมากมาย ก็ทำให้จะต้องไปชี้แจงกับคณะกรรมการอิสลามประจำปัตตานีเย็นวันนี้

ขณะที่นักกิจกรรมในพื้นที่ห้าคนที่สวมเสื้อยืดดังกล่าวถ่ายรูปโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อหลายวันที่ผ่านมา ต่างถูกเจ้าหน้าที่สอบถามทุกคน หลายคนมีเจ้าหน้าที่ไปเยี่ยมถึงบ้าน หนึ่งในนักกิจกรรมที่ใส่เสื้อยืดดังกล่าว นายทวีศักดิ์ ปิ บอกว่าเขาถูกตัวแทนของทางการในระดับพื้นที่เรียกไปพูดคุยสอบถามถึงความเกี่ยวข้องกับเสื้อยืดราคา 180 บาทตัวนี้ ทำให้ต้องชี้แจงตั้งแต่เมื่อหลายวันที่ผ่านมาหลังจากที่ได้โพสต์ภาพกับเพื่อนๆรวมห้าคนใส่เสื้อยืดของ Perkasa ลงในเฟซบุ๊ก และมีคำถามมากมายข้องใจถึงเรื่องภาพที่โพสต์ว่าโพสต์ในต่างประเทศ ทั้งคนใส่ยังใส่โสร่ง “ความจริงไม่มีอะไร พวกเราไปละหมาดวันศุกร์มา ปกติเราก็ใส่โสร่งละหมาดกันอยู่แล้ว พอดีมีเพื่อนบอกว่าเสื้อที่ทำเสร็จแล้ว เขาจะขายเพื่อหาทุน เราก็ชักชวนกันไปดูแล้วก็ซื้อคนละตัว ช่วยเพื่อน ซื้อเสร็จก็ใส่แล้วโพสต์กัน ไม่ได้คิดอะไร” ส่วนสถานที่ถ่ายภาพ คือหน้าสำนักงานของกลุ่มกิจกรรมในปัตตานีนั่นเอง

“ผมบอกว่า ถ้ารู้ว่าเป็นเรื่องแบ่งแยกดินแดน ใครมันจะกล้าใส่แล้วโพสต์รูปละครับ ผมรู้ผมก็ไม่กล้าหรอก ผมก็ถามเขาแล้ว นี่มันเป็นภาพพื้นที่การศึกษา มีรูปดอกชบาด้วย อะไรด้วย มันเหมือนกับว่า เราทำอะไรที่ไม่ใช่เรื่องเลย แต่เจ้าหน้าที่มองเป็นเรื่องใหญ่โต”

ก่อนหน้านี้พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกอ.รมน.ภาคสี่ส่วนหน้าได้ให้สัมภาษณ์กับทั้งสำนักข่าวอิศราและสปริงนิวส์ว่า ทางเจ้าหน้าที่เตรียมเชิญบุคคลที่ใส่เสื้อยืดทั้งห้าคนไปพบเพื่อพูดคุย เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย สื่อบางรายระบุว่า ภาพชายหนุ่มห้าคนใส่เสื้อยืดดังกล่าวสร้างกระแสความตกใจให้กับคนในพื้นที่บางส่วนที่มองว่าเป็นความจงใจประกาศเขตพื้นที่รัฐปาตานี แต่เลี่ยงไปใช้คำว่ามลายูแทนคำว่า ปาตานี

ในภาพ ฮาซันกับเสื้อยืดที่กลุ่มของเขาผลิตออกขาย ภาพที่สอง กลุ่มลูกค้าที่ซื้อเสื้อยืด เสร็จแล้วถ่ายภาพโพสต์จนเป็นที่มาของปัญหา