PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559

'อิศรา' ถาม 'แม่ทัพภาค 3' ตอบ! ไฉน หจก.ลูกพล.อ.ปรีชา จดทะเบียนตั้งในค่ายทหาร

"..ผมก็ไม่ทราบว่ามันจะทำได้หรือไม่ได้ อาจจะถามหน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้เราไม่ได้เป็นเจ้าของเรื่องที่สามารถบอกว่าการจัดตั้งหจก.ในบ้านพักราชการทหารจะสามารถทำได้หรือไม่.."
pickkkkooo
จากกรณีที่สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า ห้างหุ้นส่วนจัด (หจก.) คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ของนายปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชาย ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นคู่สัญญารับเหมาก่อสร้างเป็นคู่สัญญารับเหมาหน่วยงานภาครัฐทั้งสิ้น 11 โครงการ (สัญญา) รวมวงเงิน 155,603,000 บาท เป็นโครงการของกองทัพบก (กองทัพภาคที่ 3) จำนวน 7 โครงการ 97,651,000 บาท (ธ.ค.57-เม.ย.59) สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 9 กรมทรัพยากรน้ำ 1 โครงการ 44,887,000 บาท (5 มี.ค. 58) และ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พิษณุโลก 3 โครงการ 13,065,000 บาท (ส.ค.-ต.ค.58) (อ่านประกอบ : เปิดขุมทรัพย์! หจก.‘ปฐมพล จันทร์โอชา’ 11 สัญญา 155.6 ล. - ‘ทัพภาค 3’ 97.6 ล.)
ขณะที่ สำนักข่าวอิศรา www.isrnews.org ตรวจสอบพบว่า ที่ตั้ง หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น เลขที่ 128/31/007 ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เป็นบ้านพักในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ (อ่านประกอบ: ที่ตั้ง หจก. ‘ปฐมพล จันทร์โอชา’ อยู่ในค่ายทหาร-แจ้งงบการเงินมีเครื่องมือ 7 แสน)
ล่าสุดสำนักข่าวอิศรา www.isranrws.org ได้โทรศัพท์ไปสอบถามข้อเท็จจริงจาก พล.ท.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล แม่ทัพภาคที่ 3 เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบ้านพักในค่ายทหารของ นายปฐมพล จันทร์โอชา ที่ใช้จดทะเบียนจดตั้ง หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ก่อนเข้ารับงานของกองทัพภาคที่ 3 
ปรากฎรายละเอียดนับจากบรรทัดนี้ เป็นต้นไป  
@ ขั้นตอนการจัดประมูลงานของกองทัพภาคที่ 3 เป็นอย่างไร
"ผมไม่ทราบรายละเอียด เพราะไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการประมูลงาน ผมดูแลกองทัพภาคที่ 3 ก็ดูแลงานคุมกำลังเป็นหลัก ส่วนการประมูลโครงการต่างๆก็มีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลอยู่ และไม่ทราบด้วยซ้ำว่ามีหจก.ลูกพล.อ.ปรีชา เข้ามาประมูลโครงการของกองทัพภาคที่ 3 เพิ่งรู้ก็ตอนเป็นข่าว"

@ มีข้อมูลว่า หจก.ที่นายปฐมพลถือหุ้นอยู่ตั้งอยู่ในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ
"ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน ไม่ทราบว่ามีบริษัทของนายปฐมพลตั้งอยู่ในค่ายทหาร"
@ ตามระเบียบแล้วบ้านพักข้าราชการทหารสามารถนำมาใช้จัดตั้งหจก.ได้หรือไม่
"ผมก็ไม่ทราบว่ามันจะทำได้หรือไม่ได้ อาจจะถามหน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้เราไม่ได้เป็นเจ้าของเรื่องที่สามารถบอกว่าการจัดตั้งหจก.ในบ้านพักราชการทหารจะสามารถทำได้หรือไม่"
“จริงๆผมยังไม่รู้เลยว่าเขาเอาที่อยู่ตามบ้านพักไปจดทะเบียนจัดตั้งหจก.เพียงอย่างเดียวหรือไม่ แล้วตัวหจก.จริงๆ อาจจะอยู่ข้างนอกหรือไม่”
@ หากที่อยู่ในการจัดตั้งหจก.ไม่ตรงกับที่อยู่ของหจก.จริง อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องผิดปกติ
"ผมบอกแล้วว่าผมยังไม่รู้รายละเอียดเลย"
@ มีข้อกังขาว่าหากจดทะเบียน หจก.ในบ้านพักข้าราชการได้ สาธารณูปโภคเช่น น้ำ ไฟฟ้า สามารถใช้ฟรีได้หรือมีส่วนลดให้
"บ้านพักทหารน้ำ-ไฟไม่ฟรีนะครับ ข้าราชการก็เสียตามปกติ มีมิติเตอร์น้ำ จากการประปา มีมิติเตอร์ไฟจากการส่วนไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ไม่ได้ใช้ฟรี เพียงแต่อาจจะมีส่วนลดอย่างที่ว่า ซึ่งคิดตามเปอร์เซ็นต์หน่วยที่ใช้ไป"
@ ขณะนี้นายปฐมพลยังพักอยู่ในบ้านพักหลังดังกล่าวหรือไม่
"ช่วงนี้นายปฐมพลไม่ได้อยู่ค่ายแล้ว ออกไปอยู่ข้างนอกนานแล้ว"
@ ย้ายออกไปพร้อมกับพล.อ.ปรีชาที่ต้องไปรับตำแหน่งสูงขึ้น
"คงใช่ เขาออกมาอยู่ที่กทม. ส่วนหจก.ก็ไม่น่าจะอยู่ในค่ายตั้งแต่เริ่มต้น เพียงแต่ว่าอาจจะจดทะเบียนตามบ้านที่เขาอยู่ ซึ่งน่าจะเป็นแบบนั้น ผมไม่ทราบในรายละเอียดเหมือนกัน"
@ ได้เข้าไปดูบ้านพักหลังดังกล่าว เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือไม่
"ไม่ได้ไปดูหรือตรวจสอบอะไร เพราะพล.อ.ปรีชาและนายปฐมพลย้ายออกไปนานแล้ว"

'ปรีชา' บอกเพิ่งรู้ลูกใช้บ้านในค่ายตั้งบริษัท ด้านขาใหญ่ต้านโกงปัดจ้อปมนี้พัลวัน

'ปรีชา' บอกเพิ่งรู้ลูกใช้บ้านในค่ายตั้งบริษัท ด้านขาใหญ่ต้านโกงปัดจ้อปมนี้พัลวัน

พล.อ.ปรีชา เผยเพิ่งรู้ว่าลูกชายเอาบ้านในค่ายไปจดทะเบียนตั้งบริษัท ประธาน ป.ป.ช. ยันไม่หนักใจสอบครอบครัวปรีชา แต่ต้องรอบคอบ ขณะที่ 'วันชัย ตัน' เผยขาใหญ่ต้านคอรัปชั่น ปฏิเสธพูดปมลูกปรีชาพัลวัน PPTV เปิดตัวละครใหม่ หจก. นำพล อินเตอร์เทรด
27 ก.ย. 2559 จากกรณีสื่อหลายสำนักรายงานว่าห้างหุ้นส่วนจัด (หจก.) คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ซึ่งมีปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ที่เป็นคู่สัญญารับเหมาก่อสร้างหน่วยงานภาครัฐหลายโครงการนั้น ตั้งเลขที่ 128/31/007 ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก อยู่ในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ (สนามบิน) ตำบลอรัญญิก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก กองทัพภาคที่ 3 โดยมีลักษณะแบ่งเป็นบ้านพักของนายทหาร อยู่ติดกับพื้นที่สนามกอล์ฟดงภูเกิด (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)
ล่าสุดวันนี้ (27 ก.ย.59) โพสต์ทูเดย์รายงานว่า พล.อ.ปรีชา กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เพิ่งทราบ เพราะไม่รู้เห็น ซึ่งตอนลูกชายเอาบ้านในค่ายไปจดทะเบียนตั้งบริษัทนั้นไม่รู้จริงๆ
“ตอนนั้นเขาจัดการเอง เพราะไม่มีบ้าน มีแต่บ้านในค่าย และพร้อมให้ตรวจสอบตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการให้มีการตรวจสอบ ผมพร้อมชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” พล.อ.ปรีชา กล่าว

ประธาน ป.ป.ช. ยันไม่หนักใจสอบครอบครัว พล.อ.ปรีชา แต่ต้องรอบคอบ

ขณะที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า เรื่องคดีลูกชายและภริยาของ พล.อ.ปรีชานั้น เมื่อมีคนมาร้อง ทางเจ้าหน้าที่ก็คงจะต้องไปตรวจสอบข้อมูล ซึ่งเป็นขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริง ส่วนระยะเวลาขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่ามีอะไรบ้าง เป็นขั้นตอนปกติที่ ป.ป.ช.ต้องทำ
“เรื่องนี้ไม่หนักใจ แต่ต้องทำด้วยความละเอียดรอบคอบ เพราะสังคมเฝ้ามองอยู่ ทั้งนี้ระยะเวลาในการดำเนินการคงตอบไม่ได้ ก็ดำเนินการไปตามขั้นตอน ทุกเรื่องมีความสำคัญหมด คงไม่ล่าช้า เพราะทุกเรื่อง ป.ป.ช.ก็เร่งหมด” ประธาน ป.ป.ช. กล่าว

'วันชัย ตัน' เผยขาใหญ่ต้านคอรัปชั่น ปฏิเสธพูดปมลูกปรีชาพัลวัน

วานนี้ (26 ก.ย.59) วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานข่าว PPTV โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 'Vanchai Tantivitayapitak' ในลักษณะสาธารณะด้วยว่า "สถานการณ์บอกตัวตน วันนี้นักข่าว PPTV โทรไปขอสัมภาษณ์ผู้นำหลายคนมีชื่อเสียงด้านการรณรงค์ให้ผู้คนต่อต้านการคอรัปชั่น ตอนแรกก็ยินดีให้สัมภาษณ์เมื่อนักข่าวบอกว่าเรื่องคอรัปชั่น แต่พอบอกประเด็นเรื่อง ลูกชายปลัดกระทรวงกลาโหมประมูลงานกองทัพได้ ปรากฏว่าทุกคนปฏิเสธกันหมดโดดหนีพัลวัน บางคนติดประชุมด่วนกระทันหัน บางคนไม่รับสายอีก"
 
ที่มา 'Vanchai Tantivitayapitak'

PPTV เปิดตัวละครใหม่ หจก. นำพล อินเตอร์เทรด

ขณะเดียวกัน วานนี้ PPTV ได้เผยแพร่รายงานด้วยว่า กรณีดังกล่าวนี้ ตัวละครที่น่าสนใจอีกหนึ่งบริษัท คือ หจก.นำพล อินเตอร์เทรด ซึ่งทีมข่าว PPTV ค้นพบข้อมูลที่ยืนยันได้อย่างน้อย 3 โครงการ ว่า เป็นหนึ่งในบริษัท ที่เข้าประกวดราคาแข่งกับ คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น (ของบุตรชาย พล.อ.ปรีชา) และแพ้การประกวดราคา ไปหลักพันบาททั้ง 3 โครงการนี้ รวมทั้งมีประวัติรับงาน กับกองทัพ มากกว่า 100 โครงการ และเฉพาะช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา รับงานกองทัพ 50 โครงการ เป็นของกองทัพภาคที่ 3 ถึง 49 โครงการ
รายงานของ PPTV ชี้ให้เห็นว่า ความน่าสนใจของ หจก.นำพลฯ คืออาจจะเป็นคู่สัญญาที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพภาคที่ 3  ซึ่งไม่นับ โครงการก่อนหน้าปี 2558  อีกมากกว่า 50 โครงการ ลักษณะโครงการ มีตั้งแต่ จัดซื้อเครื่องแต่งกาย รองเท้า เสื้อยืด เครื่องสนาม เครื่องแบบทหาร ไปจนถึงจัดซื้อรถจักรยานยนต์ จัดซื้อเครื่องหาพิกัดด้วยดาวเทียม และปรับปรุงอาคาร ก่อสร้างอาคาร แต่ หจก.นำพลฯ กลับมาแพ้การประกวดราคา ในโครงการที่มี คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น เป็นคู่แข่ง ในราคาที่ต่างกันเพียงหลักพันบาท (อ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ เปิดข้อมูล “นำพล อินเตอร์เทรด” คู่เทียบ หจก.ลูก พล.อ.ปรีชา)

“ป.ป.ช.” เผย จะสอบ “น้องนายกฯ” ช้าเร็วตอบไม่ได้


“ป.ป.ช.” เผย จะสอบ “น้องชาย-น้องสะใภ้-หลานชาย” “บิ๊กตู่” ต้องทำตามขั้นตอน ช้าหรือเร็วตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของเรื่อง

           26 ก.ย.59 -- พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ภึงกรณีที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือป.ป.ช.ให้ตรวจสอบพล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหมกับพวก รวม 4 คน กรณีอำนวยความสะดวกในการใช้ทรัพย์สินราชการให้นางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภรรยาพล.อ.ปรีชา ในฐานะนายกสมาคมภริยาข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมในการเดินทางไปสร้างฝายที่จ.เชียงใหม่ รวมถึงกรณี พล.อ.ปรีชาใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ช่วยเหลือห้างหุ้นส่วนจำกัด ของบุตรชายให้ได้รับงานก่อสร้างในหน่วยงานต่างๆ ว่า เมื่อมีผู้มายื่นร้อง ทางป.ป.ช.ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริงตามขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริงเสียก่อน แล้วจึงพิจารณาอีกครั้งว่า จะดำเนินการไต่สวนอย่างไรต่อไป ซึ่งการใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบนั้นก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน เรื่องกล่าวหามีประเด็นใดบ้าง มีใครบ้างที่ต้องเข้าไปตรวจสอบ และดูพยานเอกสารด้วยตามขั้นตอน                                          
           ผู้สื่อข่าวถามว่า หนักใจหรือไม่ที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นน้องชายนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ไม่หนักใจ และต้องทำด้วยความละเอียดรอบคอบ เพราะสังคมเฝ้ามองอยู่เราก็ต้องทำให้ถูกต้อง และจะช้าหรือเร็วคงตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของเรื่องว่ามีอะไรบ้าง เพราะถ้ามีหลายประเด็นก็อาจต้องใช้เวลามากหน่อย ขึ้นอยู่กับข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวยังไม่รายงานเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.แต่อย่างใด แต่ยังไม่ต้องรายงานทันที เพราะหลังจากรับเรื่องร้องแล้วนั้น ทางสำนักเลขาธิการป.ป.ช.โดยอำนาจหน้าที่แล้วทางเลขาธิการป.ป.ช.มีอำนาจหน้าที่ในการตั้งคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงยังไม่ต้องรายงานคณะกรรมการ จะรายงานก็ต่อเมื่อมีผลการแสวงหาข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า จะรับเรื่องไว้ไต่สวนหรือไม่                                           
           เมื่อถามว่า จะต้องสอบลึกถึงเรื่องการรับเหมางานในพื้นที่ทัพภาค 3 ของบริษัทบุตรชายพล.อ.ปรีชา หรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ก็ต้องดูที่ประเด็นข้อกล่าวหา เวลาตรวจสอบก็ต้องตรวจสอบตามข้อกล่าวหานั้นๆ    
 เมื่อถามถึงความคืบหน้ากรณีฝายแม่ผ่องพรรณ ประธานป.ป.ช. กล่าวว่า ก็ต้องดูให้รอบคอบหากเป็นประเด็นที่ถูกกล่าวหา                                                  
           ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องดังกล่าวเป็นที่สนใจของสังคม ทางป.ป.ช.จะเร่งรัดให้ดำเนินการหรือไม่ ประธานป.ป.ช. กล่าวว่า ดำเนินการไปตามขั้นตอน ทุกๆเรื่องต่างมีความสำคัญทั้งหมด
           เมื่อถามว่า ขณะนี้ป.ป.ช.ถูกวิจารณ์ว่าทำงานล่าช้า ประธานป.ป.ช. กล่าวว่า ไม่ล่าช้า เพราะตอนนี้ป.ป.ช.เร่งสอบทุกเรื่อง เร่งมากจนเป็นประเด็นขึ้นมาว่าไปเลือกทำเฉพาะตรงนั้นตรงนี้ ความจริงเร่งทุกเรื่อง และตนเองก็มีนโยบายแล้วว่า ให้เร่งเรื่องค้างต้องเสร็จภายใน 2 ปีข้างหน้า เรื่องที่รับไว้ก่อนที่กรรมการชุดนี้จะเข้ามา 2,100 เรื่องที่อยู่ระหว่างไต่สวนปี 59 ทำไป 500 เรื่อง ที่เหลือทำให้เสร็จในปี 61 ตอนนี้เร่งทุกเรื่อง 

งบการเงินมัด! หจก.‘ปฐมพล’ ปิกอัพ‘ซูซูกิ’1 คัน -ไม่มีที่ดิน อาคาร ฟันงาน 155.6 ล.

ชัดๆ เปิดงบการเงิน หจก. 'ปฐมพล จันทร์โอชา' ปี 57 เครื่องมือเครื่องใช้ แค่ 5 หมื่นบ. เพิ่มเป็น 1.6 ล.ปี 58 รถปิกอัพ‘ซูซุกิ แคร์รี่’ราคา 3 แสน 1 คัน ไม่มีที่ดิน อาคาร ก่อนฟันโครงการรัฐ 2 หน่วยงานรัฐ - ทัพภาค 3 กว่า 155.6 ล.
piidddddddd26 916
กรณีห้างหุ้นส่วนจัด (หจก.) คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ของนายปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชาย ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นคู่สัญญารับเหมาก่อสร้างเป็นคู่สัญญารับเหมาหน่วยงานภาครัฐทั้งสิ้น 11 โครงการ (สัญญา) รวมวงเงิน 155,603,000 บาท เป็นโครงการของกองทัพบก (กองทัพภาคที่ 3) จำนวน 7 โครงการ 97,651,000 บาท (ธ.ค.57-เม.ย.59) สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 9 กรมทรัพยากรน้ำ 1 โครงการ 44,887,000 บาท (5 มี.ค. 58) และ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พิษณุโลก 3 โครงการ 13,065,000 บาท (ส.ค.-ต.ค.58) (อ่านประกอบ : เปิดขุมทรัพย์! หจก.‘ปฐมพล จันทร์โอชา’ 11 สัญญา 155.6 ล. - ‘ทัพภาค 3’ 97.6 ล.)
สำนักข่าวอิศรา www.isrnews.org รายงานไปก่อนหน้านี้ว่า ที่ตั้ง หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น เลขที่ 128/31/007 ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เป็นบ้านพักในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ ขณะเดียวกกันงบการเงิน ปี 2555-5656 ไม่มีรายได้ ช่วงปี 2557 สินทรัพย์ 11 ล้านบาท เครื่องจักรอุปกรณ์ 7 แสน หนี้สิน 9 ล้าน (อ่านประกอบ: ที่ตั้ง หจก. ‘ปฐมพล จันทร์โอชา’ อยู่ในค่ายทหาร-แจ้งงบการเงินมีเครื่องมือ 7 แสน)
ล่าสุดพบว่า หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อ วันที่ 4 พฤษภาคม 2555 จนถึงสิ้นปี 2558 ไม่มีที่ดินและอาคารสำนักงาน ปัจจุบันมีเครื่องมือ อุปกรณ์ และพาหนะเพียง 1,777,756 บาท (ราคาสุทธิ) ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ ซูซุกิ แคร์รี ปิกอัพเพียง 1 คน มูลค่า 340,934 บาท ( ราคาก่อนหักค่าเสื่อม ราคา 70,428 บาท)
มีรายละเอียดดังนี้
ปี 2555 งบการเงิน มีสินทรัพย์ 997,622 บาท ( เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด) หนี้สิน 5,000 บาท (ค่าสอบบัญชี) งบกำไรขาดทุน ไม่มีรายได้ มีค่าใช้จ่ายในการบริหาร 7,378 บาท ขาดทุนสุทธิ 7,378 บาท
ปี 2556 งบการเงิน สินทรัพย์ 997,622 บาท (เท่าปี 2555) หนี้สิน 5,000 บาท (ค่าจ้างและบริการค้างจ่าย) งบกำไรขาดทุนไม่มีรายได้ มีค่าใช้จ่ายในการบริหาร 5,000 บาท
1ppp
2ppp
ปี 2557 งบการเงิน สินทรัพย์ 11,025,515 บาท แบ่งเป็น สินทรัพย์หมุนเวียน 3 รายการ 10,639,941 บาท ได้แก่ เงินลดและรายการเทียบเท่าเงินสด 266,984 บาท ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น 9,583,177.57 บาท หนี้สินหมุนเวียนอื่น 789,869 บาท ทรัพย์สินไม่หมุนเวียน 385,574 บาท ได้แก่ เครื่องมือเครื่องใช้
อาทิ สว่าน กระแทก ตู้เชื่อม เครื่องจี้ปูน ฯลฯ ราคาที่ซื้อ 46,881 บาท ราคาสุทธิ 46,881 บาท และ ยานพาหนะ รถยนต์ SUZUKI CARRY PIC UP 1 คัน ราคาซื้อ 340,934 บาท ราคาสุทธิ 338,692 บาท หนี้สิน 9,092,666 บาท งบกำไรขาดทุน รายได้ 9,583,186 บาท ค่าใช้จ่าย 9,114,515 บาท กำไรสุทธิ 445,227 บาท
6ppp
7ppp
ปี 2558 งบการเงิน สินทรัพย์ 9,537,331 บาท สินทรัพย์หมุนเวียน 3 รายการ 7,759,575 บาท
ได้แก่ เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 806,633 บาท ลูกหนี้การค้าและลูกหนื้อื่น 6,161,028 บาท สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น 791,913 บาท สินทรัพย์ ไม่หมุนเวียน 1,777,756 บาท ได้แก่ เครื่องมือเครื่องใช้ 1,677,701 บาท ยานพาหนะ 340,934 บาท (เท่าเดิม) และเครื่องใช้สำนักงาน 59,100 บาท หักค่าเสื่อมราคา 299,979 บาท งบกำไรขาดทุน รายได้ 45,342,927 บาท ค่าใช้จ่าย 42,882,788 บาท กำไรสุทธิ 1,968,111 บาท
3ppp
4ppp
5ppp
น่าสังเกตว่า
1.ไม่มีที่ดินอาคารมาตั้งแต่ก่อตั้งเดือน พ.ค. 2555
2.นับแต่ก่อตั้งเพิ่งมีรายได้ช่วงปี 2557-2558 รวม 54,926,113 บาท (ตัวเลขที่ปรากฎในงบการเงิน)
3.ปี 2557-2558 มีพาหนะเพียง รถยนต์ SUZUKI CARRY PIC UP ราคา 340,934 บาท เพียง 1 คัน
ทั้งหมด คือ สถานะทางบัญชีผู้คว้างานรัฐอย่างน้อย 11 โครงการ 155.6 ล้านบาท

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

"ไก่อู"แจงคำสั่งให้คุมกรมประชาฯ

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 59/2559 แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ว่า อยากให้มีการเชื่อมโยงงาน ของคสช.และรัฐบาล เพื่อสนับสนุนให้เป็นสถานีโทรทัศน์ที่เป็นการสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ซึ่ง นายอภินันท์ จันทรังษี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ทำไว้ดีแล้วในส่วนของการข่าว ตนคงจะเข้าทำเพิ่มเดิม โดยการใช้องคาพยพที่มีอยู่ทั้งหมดของทุกหน่วยงาน เพื่อจะขับเคลื่อนงานประชาสัมพันธ์ของประเทศไทยไปสู่ประชาชน ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ให้รู้ว่ารัฐบาลทำอะไร แต่จุดมุ่งหมาย เมื่อประชาชนรับทราบเขาจะต้องรู้ว่าทำอะไรแบบไหนจะช่วยส่งเสริมทำให้งานสำเร็จ และหากเข้าทำอะไร จะส่งผลให้งานพัฒนาประเทศหรือการแก้ไขปัญหาประเทศจะชะงัก ทั้งนี้เพื่อให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศไปข้างหน้า เพราะภาครัฐอย่างเดียวคงทำไม่ได้ ถ้าประชาชนไม่รู้ว่าเขาอยู่ตรงไหนในการขับเคลื่อน โดยทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นสิ่งสำคัญที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เคยปรารภไว้ทุกเวทีมีโอกาสสั่งการในเรื่องดังกล่าวนี้
เมื่อถามว่าตกใจกับคำสั่งที่ออกมาหรือไม่ พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า นายกฯ เป็นทหาร ตนก็เป็นทหาร คนที่เป็นทหารไม่มีใครถามผู้บังคับบัญชาว่าจะให้ตนเองเป็นอะไร และไม่มีผู้บังคับบัญชาที่จะบอกผู้ใต้บังคับบัญชาว่าจะให้เป็นอะไร นายกฯ คงจะพิจารณาเอง ซึ่งเมื่อได้รับคำสั่งเรามาก็ต้องทำหน้าที่เต็มความ บนพื้นฐานของความขยันหมั่นเพียรที่มีอยู่ ดีหรือไม่ดีนายกฯ จะพิจารณาเอง และประชาชนจะเป็นคนตัดสิน
เมื่อถามว่าอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นในกรมประชาสัมพันธ์บ้าง พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า อยากเห็นความรักความสามัคคี ซึ่งปัจจุบันเขาก็มีอยู่แล้ว ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันอย่างเต็มที่ และอยากให้ข้อมูลการทำงานทั้งหลายของรัฐบาลลงไปสู่ภาคประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งที่ผ่านมาเขาก็ทำเต็มที่อยู่แล้ว แต่ตนก็ต้องพยายามหาอะไรที่จะทำให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง และเข้าใจประเด็น แต่คงไม่ถึงกับต้องไปจัดระเบียบอะไร เพราะตนก็ไม่ใช่ผู้วิเศษมาจากไหน และต้องการให้ช่อง 11 เป็นสถานีโทรทัศน์เพื่อการพัฒนาประเทศ

บิ๊กตู่ ลอยแพ บิ๊กติ๊ก เผยผมรักน้อง แต่ผมช่วยเขาไม่ได้

บิ๊กตู่ ลอยแพ บิ๊กติ๊ก เผยผมรักน้อง แต่ผมช่วยเขาไม่ได้
นายกฯบิ๊กตู่ ฉุน โดนถาม " ลูกชายบิ๊กติ๊ก" พลเอกปรีชา ตั้งบริษัท โดยใช้บ้านในค่ายทหาร จดทะเบียน ขอให้รอการตรวจสอบของปปช. ขอให้มั่นใจ ในกระบวนการตรวจสอบ ถ้าไม่มั่นใจ ก็ไปอยู่ที่อื่น ยัน ผมกับน้องชาย คนละคนกัน ให้สอบหมด บริษัท ด้วย ผมรักน้อง แต่ผมช่วยเขาไม่ได้ จะให้ผมไปชี้แจงแทน ก็ไม่ได้ เพราะเรื่องบริษัทนี่ผมก๋เพิ่งรู้ ให้เขาเตรียมเอกสาร ชี้แจง เชาก็บอกว่า เขาพร้อม

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

หัวอกชาวบ้านริมทางรถไฟ

หลายท่านเป็นห่วงเรื่อง "น้องนํ้า" มาเยือน ขอบคุณมากครับ ถ้าฝนไม่ตกหนักติดต่อกันเหมือน 2 วันก่อน ยังรับมือได้ครับ เพราะนํ้าจะค่อยๆลดระดับลง เป็นห่วงก็แต่ "น้องนํ้า" ที่จะหลากลงมาจากการปล่อยนํ้าของเขื่อนด้านเหนือ ตอนนี้ยังไม่มีปัญหา ขอบคุณที่หลายท่านเป็นห่วง จะลำบากอยู่บ้างก็คือต้องลุยนํ้าเวลาออกนอกบ้าน รถเล็กที่ใครต่อใครเคยเอาเสบียงมาส่งยังเข้าไม่ได้ ยังรับมือไหวครับ ถ้าท่วมมากเหมือนปี 54 ก็มีเรือแล้ว ไม่ต้องลอยคอเหมือนครั้งก่อน ภาพเขียนอยู่บนชั้นสองหมดแล้ว ส่วนหนังสือใหม่ๆที่งอกขึ้นมาอีกมาก ถ้ามาไว ช่วยไมทัน ก็ให้ "น้องนํ้า" เอาไปอ่าน - ไม่เป็นไร !
เรื่อง "น้องนํ้า" ช่างเธอ แต่เรื่องที่ยังเป็นห่วงอยู่ที่การวางแนวรั้วกั้นที่เป็นทางเข้าออกของชุมชน ทำไมผู้ว่าการรถไฟ และผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเงียบไปเฉยๆ ยังไม่มีลายลักษณ์อักษรตอบมาอย่างเป็นทางการว่าจะมาแก้ปัญหาให้ชาวบ้านอย่างใด
1. ขอถนนที่จะเป็นทางเข้าออกถาวร หน้ากว้าง 4 - 5 เมตร ทางด้านหน้าของทางรถไฟฟ้า เพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีหลักหก และเพื่อไม่ให้ที่ดินมีโฉนดของชาวบ้านกลายเป็นที่ดินตาบอด
2. ขอสะพานข้ามที่จะเชื่อมชุมชนทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก สะพานเชื่อมสองฝั่งก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะสร้าง แต่การรถไฟก็ประกาศปิดทางที่ชาวบ้านชุมชนเคยใช้สัญจรไปแล้ว ( โดยยังให้คนปีนโครงครอบสายไฟได้ แต่รถมอเตอร์ไซต์ผ่านไม่ได้ ) และได้เริ่มวางแนวรั้วกั้นในบางช่วง ( ถ้าไม่แก้ปัญหาเรื่องสะพานเชื่อม เมื่อรถไฟฟ้าสายสีแดงเริ่มเปิดเดินในอีก 2 ปีข้างหน้า เส้นทางสัญจรตรงนี้ก็จะต้องถูกรั้วกั้นปิดเป็นการถาวรไปโดยปริยาย
3. เรื่องทางระบายนํ้าระบบเปิดที่ขอก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ( ตัวอย่างก็เห็นกันตรงหน้าแล้วว่า การตัดสินใจเอา "รถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต" ช่วงดอนเมือง-รังสิต ลงวิ่งระดับดินทางฝั่งด้านตะวันออกนั้น มันเหมือนเป็นการสร้าง "บิ๊กแบ็คถาวร" ที่ก่อให้เกิด "นํ้ารอระบาย" เวลาฝนตกหนักในทันที และทำให้ชาวบ้านตลอดเส้นทางวิ่งระดับดินทางฝั่งด้านตะวันออกเดือดร้อนกันอยู่ในเวลานี้ นี่เป็นสาเหตุจากฝนตกหนักในพื้นที่เท่านั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องของ "มวลนํ้าก้อนใหญ่" ที่หลากลงมาเหมือนเช่นเมื่อปี 2554
นมมันหกไปแล้วก็เป็นเช่นนี้แหละ !
บรรยายภาพ
ภาพที่ 1. ปรกาศของการรถไฟ โดยที่ยังไม่มีวี่แววเรื่องการก่อสร้างสะพานเชื่อให้ชุมชนทั้งสองฝั่ง
ภาพที่ 2. เห็นลิบๆ ที่กำลังก่อสร้าง คือ สถานรถไฟฟ้ารังสิต ปลายทางของสายสีแดง
ภาพที่ 3. เห็นลิบๆ ที่กำลังก่อสร้าง คือ สถานีรถไฟฟ้ลักหก และ "นํ้าอระบาย" ที่เกิดจากฝนตกหนักเมื่อ 2 วันก่อน บริเวณหน้า "ชุมชนเดชาพัฒนา 87"
ท่านเห็น "บิ๊กแบ็คถาวร" ของเส้นทางวิ่งระดับพื้นดินของรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงดอนเมือง - รังสิต ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านหรือไม่ นี่ขนาดมวลนํ้าก้อนใหญ่เหมือนเช่นในปี 2554 ที่มีระดับนํ็าสูงกว่าทางรถไฟยังมาไม่ถึงด้วยซํ้า !

กรมชลประทานประชุมบริหารจัดการน้ำ หลังอุตุนิยมวิทยาระบุ 26-29 ก.ย.59 จะมีฝนตกในภาคเหนือและอีสานล่าง



กรมชลประทานประชุมบริหารจัดการน้ำ หลังอุตุนิยมวิทยาระบุ 26-29 ก.ย.59 จะมีฝนตกในภาคเหนือและอีสานล่าง ก่อนที่วันที่ 30 ก.ย.-2 ต.ค.59 จะมีร่องฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคกลาง
ตรงนี้ทำให้ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.เป็นต้นไปจะปล่อยน้ำเพิ่มจากเขื่อนเจ้าพระยาที่ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากเดิม 1,800 และจำเป็นต้องเปิดประตูระบายน้ำเอาน้ำเข้าทุ่งรับน้ำที่ผักไห่ เสนา บางบาล พระนครศรีอยุธยา ซึ่งชาวนาจะเร่งเกี่ยวข้าวหมดสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อตัดน้ำรับน้ำเหนือช่วงฝนสุดท้าย 30-2 ต.ค.นี้ เพื่อเก็บไว้ใช้และไม่ให้เข้าท่วม และป้องกันน้ำท่วม
(กรมชลประทานยืนยันน้ำยังไม่วิกฤติ น้ำในเขื่อนยังเฉลี่ยน้อยเพียงร้อยละ60)
สถานการณ์น้ำเทียบเคียงปี 2554 เขื่อนหลัก 4 แห่ง น้ำเต็มความจุ ส่งผลให้ลุ่มเจ้าพระยาท่วมรวมถึง กทม. แต่ปี 2559 น้ำในเขื่อน 34 แห่งทั่วไทย เฉลี่ยร้อยละ 60 ของความจุ
และ 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำเทียบเคียงเดือนกันยายน คือ เขื่อนภูมิพล ปี 54 ปริมาณน้ำ 12,183 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 90 ของความจุ ปี 59 มีปริมาณน้ำเพียง 5,752 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 43 ของความจุ
เขื่อนสิริกิติ์ ปี 54 ปริมาณน้ำ 9,376 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 98 ของความจุ ปี 59 มีปริมาณน้ำ 6,993 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 74 ของความจุ
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปี 54 ปริมาณน้ำ 1,035 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 130 ของความจุ ปี 59 มีปริมาณน้ำ 730 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 76 ของความจุ
เขื่อนแควน้อย ปี 54 ปริมาณน้ำ 899 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 96 ของความจุ ปี 59 มีปริมาณน้ำเพียง 680 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 72 ของความจุ
เมื่อเทียบเคียงปริมาณน้ำไหลผ่าน ระหว่างปี 54 และ 59 จุดสถานี C.2 แม่น้ำเจ้าพระยา อ.เมือง จ.นครสวรรค์ (น้ำเหนือ) 26 ก.ย.ปี 54 อยู่ที่ 4,686 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 26 ก.ย.59 อยู่ที่ 1,775 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
จุดสถานี C.13 แม่น้ำเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท (เขื่อนเจ้าพระยา) 26 ก.ย.ปี 54 อยู่ที่ 3,721 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 26 ก.ย.59 อยู่ที่ 1,790 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
จุดสถานี C.29A แม่น้ำเจ้าพระยา อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา (จุดระดมมวลน้ำมุ่งตรงเข้า กทม.) 26 ก.ย.ปี 54 อยู่ที่ 3,860 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 26 ก.ย.59 อยู่ที่ 1,359 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
...พูดง่าย ปี 54 มากกว่า ปี59 เท่าหนึ่ง อย่าตกใจ...
ปล.ข้อมูลทั้งหมดจากกรมชลประทาน

แผนแม่บทการปฏิรูป-ปรับปรุงโครงสร้างกลาโหม 10 ปี

(23ก.ย.59)กลาโหม จัดทำ "แผนแม่บทการปฏิรูป-ปรับปรุงโครงสร้างกลาโหม 10 ปี 2558-2567 โดย5 ปีแรกจะปฏิรูประบบบริหารจัดการและเตรียมความพร้อมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ อีก5 ปีจะปรับปรุงโครงสร้างให้สอดคล้องกัน เพื่อให้กองทัพมีขนาดที่เหมาะสม ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ/ย้ำกองทัพหนุน’รัฐบาล-คสช.’ ชี้ช่วงปฏิรูปสถานการณ์เปราะบาง ขอเชื่อมั่น ในทหาร
พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหมว่า ในโอกาสครบรอบ 2 ปีของรัฐบาล หลังการเข้ามาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กระทรวงกลาโหมได้ทุ่มเททรัพยากรที่มีอยู่ทำหน้าที่เป็นแกนนำในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลและ คสช.
โดยใช้ศักยภาพกองทัพที่มีอยู่เข้าคลี่คลายแก้ปัญหาของชาติที่เป็นวาระเร่งด่วน เช่น การค้ามนุษย์ การแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย ปัญหาการบินพลเรือน แก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในชาติ ตลอดจนการสนับสนุนการปฏิรูปประเทศด้วยการเป็นการแกนหลักขับเคลื่อนลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดบางประการ ที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อย หรือบ่อนลายเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า จากผลการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนในงานความมั่นคงในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาแสดงถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงในการทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนมาโดยตลอด
ขณะที่ประเทศชาติกำลังเข้าสู่โหมดการปฏิรูปนั้น กระทรวงกลาโหมก็ไม่ได้ละเลยการปฏิรูปกองทัพเพื่อรองรับสภาพแวดล้อมและภัยคุกคามของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยกระทรวงกลาโหมได้ทบทวนและจัดทำแผนยุทธศาสตร์กระทรวงกลาโหม 20 ปี รองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่กำลังจะเกิดขึ้น
โดยจัดทำเป็นแผนควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างและระบบบริหารจัดการกระทรวงกลาโหม โดยจัดทำเป็นแผนแม่บทการปฏิรูปการบริหารจัดการและการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง 10 ปี (พ.ศ.2558-2567) 5 ปีแรกจะปฏิรูประบบบริหารจัดการและเตรียมความพร้อมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ จากนั้นจะปรับปรุงโครงสร้างให้สอดคล้องกันใน 5 ปีต่อไป เพื่อให้กองทัพมีขนาดที่เหมาะสม ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ สามารถเผชิญกับความท้าทายระดับภูมิภาค
“การวางรากฐานปฏิรูปประเทศในระยะเปลี่ยนผ่าน มีความเปราะบางยิ่งต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ หากขาดความเข้าใจร่วมกันก็จะมีปัญหา ดังเช่นตัวอย่างจากหลายประเทศที่ขยายตัวจากความขัดแย้งภายในและถูกแทรกแซงจากนอกประเทศ จนถึงขั้นบ้านแตกสาแหรกขาดและล่มสลาย"
ทั้งนี้งานความมั่นคงในปัจจุบัน มีความซับซ้อนเชื่อมโยงทุกมิติของสังคม ทั้งในและต่างประเทศ ความเข้าใจและตระหนักรู้เท่าทันร่วมกัน ต่อผลกระทบส่วนรวมและผลประโยชน์ชาติที่จะเกิดขึ้น เป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนทุกภาคส่วนมิอาจเพิกเฉย โดยจำเป็นต้องเรียนรู้ร่วมกันและต้องการ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในทุกมิติงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นพลังที่สำคัญยิ่งของการนำมาซึ่งความมั่นคงของประเทศที่ยั่งยืน”
พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า ขอความเข้าใจ ไว้ใจและเชื่อมั่น ในการทำหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม ที่เป็นสถาบันหลักเคียงข้างประชาชนและผลประโยชน์ของชาติแห่งนี้ ทหารทุกคน จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

"บิ๊กตู่” ลั่น เขาไม่โง่หรอก



"บิ๊กตู่” ลั่น เขาไม่โง่หรอก
ไฟเขียว ให้ตรวจสอบ "น้องชาย-น้องสะใภ้-หลานชาย" ให้ ปปช.สอบ ขอรอพิสูจน์ก่อนว่าผิดหรือไม่ แต่ไม่ขอรับประกันแทน ขอแยกแยะคนละคนกัน อย่าเหมารวม เปรย ถูกโจมตีทุกวันอยู่แล้ว
ทันทีที่กลับถึง ไทย ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ(25ก.ย.)พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวถึงกรณีการวิพากษ์วิจารณ์หลังมีผู้ร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจติตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ทั้งในเรื่องการสร้างฝาย ที่อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และการประมูลงานก่อสร้างของกองทัพภาค 3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับพล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกลาโหม ภริยาและบุตรชาย ว่าใ เรื่องน้องชายก็ส่วนน้องชาย เป็นคนละคน
ส่วนที่ตนถูกโจมตีไปด้วยนั้นก็โจมตีไป เพราะโดนอยู่ทุกวันอยู่แล้ว แต่อย่าทำผิดกฎหมายกับผมก็แล้วกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯห่วงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แล้วคุณห่วงน้อง ห่วงญาติพี่น้องคุณหรือไม่ และเรื่องที่ถูกโจมตีเหล่านั้นจริงหรือเปล่า พิสูจน์หรือยังว่ามันผิด โดยในเรื่องการทำธุรกรรมบริษัทนั้น ยังไม่รู้ว่าถูกหรือผิด
“เขาคงไม่โง่หรอก แต่ผมก็ไม่รับประกันแทนอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องของเขาที่ต้องรับผิดชอบไป เพียงแต่ว่ามันจะถูกจับตานี่โน่น คือพอมีอะไรขึ้นมาผมก็จะต้องโดน แล้วมาบอกว่ารัฐบาลไม่เอาใจใส่ มันคนละประเด็น อยากจะสอบก็สอบไป
แต่อย่าไปเอาเรื่องที่เกิดขึ้นมาตีกันอีกว่าทางนี้ก็เป็น จะทำไปเพื่ออะไร” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า เมื่อมีการฟ้องร้องก็ให้สอบไป ตนคงไม่ทำตัวแบบที่มันเกิดๆมาหรอก อะไรที่ตัดสินแล้วหลุดตัวเองถูกตัวเองดีนั้นชอบกระบวนการศาลยุติธรรม แต่ถ้าไม่หลุดแล้วด่าศาล คนแบบนี้มันอยู่ได้ยังไงประเทศไทย ก็ปล่อยให้เขาทำลายต่อไปแล้วกัน ตนก็ทำได้แค่นี้

"นายกฯ” เผย เล่าสถานการณ์ไทยให้ผู้นำหลายๆประเทศฟัง เรากำลังเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตย ทุกคนก็ไม่ได้มีใครว่าอะไร



"นายกฯ” เผย เล่าสถานการณ์ไทยให้ผู้นำหลายๆประเทศฟัง เรากำลังเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตย ทุกคนก็ไม่ได้มีใครว่าอะไร ไม่ได้มีปัญหาอะไร"/เตรียมส่งมอบ ประธานG77 ให้"เอกัวดอร์" มค.60
ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ(25ก.ย.59) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางถึงประเทศไทย ภายหลังกลับจากการร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 71 ที่สหรัฐอเมริกา
พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ในโอกาสที่ได้เข้าร่วมประชุมนี้ตนได้กล่าวถ้อยแถลงถึงการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนโดยให้ให้มีแรงกดดันจากสากลเข้าไปช่วยกันสนับสนุนในแต่ละประเทศที่เป็นสมาชิก เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
นายกฯ กล่าวว่า และในที่ประชุมกลุ่ม 77ที่ตนเป็นประธานนั้นก็ได้ขอบคุณและย้ำเรื่องการนำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่การปฏิบัติซึ่งมีหลายประเทศแล้วที่ได้นำไปใช้ และประเทศสมาชิกได้ขอบคุณประเทศไทยที่เผื่อแผ่แบ่งปันสิ่งที่เป็นของคนไทย ที่เขาเห็นคุณค่า ทำให้นำประเทศถึงขีดที่น่าพึงพอใจเพื่อการยกระดับ พัฒนาต่อไป โดยเฉพาะประเทศที่มีการพัฒนาน้อย บอกว่ากำลังใช้แนวทางดังกล่าวในการพัฒนาประเทศ
อย่างไรก็ตามในช่วงเดือนม.ค. 60 จะได้ส่งต่อให้ ประเทศเอกวาดอร์ ได้เป็นประธานต่อจากประเทศไทย ขณะนี้ก็เตรียมการส่งต่อ เพื่อให้ขับเคลื่อนงานกันต่อไป โดยให้ประเทศสมาชิกเดินหน้าร่วมกับสหประชาชาติ โดยไทยมีบทบาทเป็นสะพานเชื่อม อย่างที่ได้เชื่อมระหว่างกลุ่ม จี77 กับ จี20 ซึ่งก็อยู่ในช่วงที่ประเทศไทยเป็นประธานพอดี
"ในโอกาสนี้ได้พบปะกับผู้นำหลายๆประเทศ ทุกคนก็ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ผมได้มีโอกาสเล่าถึงสถานการณ์ในประเทศ บอกว่าเรากำลังเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตย ทุกคนก็ไม่ได้มีใครว่าอะไร ไม่ได้มีปัญหาอะไร"

"พลเอกประวิตร" ยัน เห็นหน้า "ครม.ส่วนหน้า " แน่ 1 ต.ค. นี้ ไม่บอกจะมอบ "พลเอกอุดมเดช" ไปทำไร



"พลเอกประวิตร" ยัน เห็นหน้า "ครม.ส่วนหน้า " แน่ 1 ต.ค. นี้ ไม่บอกจะมอบ "พลเอกอุดมเดช" ไปทำไร เผยจะตำแหน่งใดแต่จะเป็นผู้พิจารณาเอง /พลเอกอุดมเดช ยันพร้อมทำหน้าที่ตามบัญชา บิ๊กป้อม จะส่งไปไหน ก็พร้อมไปทุกที่
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการแต่งตั้งผู้แทนพิเศษของรัฐบาลแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ มาทำหน้าที่ในครม.ส่วนหน้าว่าขอให้รอรายชื่อที่ชัดเจนในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ก่อน ส่วนรายชื่อผู้แทนพิเศษของรัฐบาลไม่ต้องผ่านครม. ซึ่งนายกรัฐมนตรีสามารถลงนามได้เลย
สำหรับผู้ที่จะลงไปทำหน้าที่ผู้แทนพิเศษของรัฐบาลนั้นจะต้องมีส่วนในการดูแลรับผิดชอบงานด้านความมั่นคงอยู่ก่อนแล้ว
ส่วนจะมีชื่อของพลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมหรือไม่นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ตนจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะมอบหมายภารกิจใดให้
ขณะที่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กห. บอก พร้อมไปทำงานทุกที่ ไม่ว่า พลเอกประวิตร จะให้ไปทำอะไร ยินดีทำทุกอย่าง หลังมีข่าว จะถูกส่งลงชายแดนใต้เป็น หน.ทีม ครม.ส่วนหน้า

กกต.เผยร่างกม.ลูก ส.ว. ให้ คสช. เฟ้น50คนเพิ่มโทษโกง

กกต.เผยร่างกม.ลูก ส.ว. ให้ คสช. เฟ้น50คนเพิ่มโทษโกง
ข่าวการเมือง วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ.2559 16:51 น.

"สมชัย" เผย ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย ส.ว.กำหนดประสบการณ์ 20 ด้าน ขณะให้ คสช. เลือก 50 คน พร้อมเพิ่มโทษเอาผิดผู้สมัคร-ฝ่ายการเมืองทุจริต มีสิทธิ์ถูกจำคุก เพิกถอนสิทธิ์สมัคร-สิทธิ์เลือกตั้ง 10 ปี
ความเคลื่อนไหวที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง วันนี้ มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยว่า สาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องของกระบวนการ วิธีการที่จะทำให้ได้มาซึ่ง ส.ว. 200 คน ตามมาตรา 107 ของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ โดยแบ่งเป็น 3 หมวด และกำหนดให้บุคคลที่จะเป็น ส.ว.ต้องมีความรู้ เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในงานแต่ละด้าน เป็น 20 ด้านตามแนวความคิดของ กรธ. ซึ่งผู้สมัครแต่ละด้านสามารถยื่นสมัครได้เพียงด้านเดียวพร้อมค่าธรรมเนียม 500 บาท

โดยต้องผ่านการเลือกไขว้ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ ซึ่งในระดับอำเภอคัดเลือกตัวแทนอำเภอละ 60 คน มี 928 อำเภอ ก็จะได้ตัวแทนระดำอำเภอ 55,680 คน และส่งรายชื่อไปยังจังหวัด 77 จังหวัด ดังนั้น เมื่อแบ่งเป็น 20 กลุ่ม ก็จะได้ตัวแทน 1,540 คน ก่อนเข้าสู่การคัดเลือกระดับประเทศกลุ่มละ 10 คน จาก 20 กลุ่ม รวมทั้งหมด 200 คน

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวของ กกต. มีจุดประสงค์ซึ่งการได้มาของ ส.ว. ภายใต้แนวคิด "หลากหลาย ได้คนดี ไม่มีบล็อกโหวต"

นายสมชัย ยังเปิดเผยถึงการดำเนินการเกี่ยวกับกรณีมีการร้องเรียน การคัดค้านการทุจริตการเลือก ส.ว. หรือ บทลงโทษ ว่า หากพบทุจริตให้ถือว่ามีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 2 หมื่น - 2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 10 ปี

อย่างไรก็ตาม ผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ว. จำนวน 200 คน ตามบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 269 (ค) ได้บัญญัติให้ คสช. เลือกผู้ที่ได้รับเลือกเป็น ส.ว.จากบัญชีที่ กกต. ส่งไปนี้ จำนวน 50 คน และคัดเลือกรายชื่อสำรองไว้อีกจำนวน 50 คน โดยให้นำจำนวนที่เลือกจากบัญชีที่ กกต. ส่งไป 50 คน ไปรวมกับที่ คสช. จะเลือกอีก 200 คน รวมเป็น ส.ว. 250 คน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดด้วย

///////////////
เปิดร่างกฎหมายลูกส.ว.กำหนดประสบการณ์ 20 ด้าน คสช.เลือก 50คน
เพิ่มโทษเอาผิดผู้สมัคร-ฝ่ายการเมืองทุจริต มีสิทธิโดนคุก 10ปี ซ้ำถูกเพิกถอนสิทธิสมัคร-สิทธิเลือกตั้ง 10 ปี


              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมกกต.วันที่ 26 ก.ย.นี้ ที่ประชุมจะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่คณะทำงานของสำนักงานกกต.เสนอ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นฉบับสุดท้ายใน 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งระดับชาติ  ที่กกต.ต้องส่งให้กรธ.พิจารณาต่อไป

                ซึ่งสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องของกระบวนการ วิธีการที่จะทำให้ได้มาซึ่งส.ว  200 คนตามมาตรา 107 ของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ โดยแบ่งเป็น 3 หมวด  คือ  หมวดการได้มาซึ่งส.ว.  หมวดการสืบสวน หรือไต่สวน และวินิจฉัย หมวดการควบคุมการเลือกและบทกำหนดโทษ และบทเฉพาะกาล   โดยบุคคลที่จะเป็นส.ว.ต้องมีความรู้ เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในงานแต่ละด้านนั้น


               ร่างกฎหมายได้กำหนดเป็น 20 ด้านตามแนวความคิดของกรธ.  คือ 1. ด้านการบริหาร ความมั่นคง หรือการต่างประเทศ  2. ด้านกฎหมาย หรือกระบวนการยุติธรรม  3. ด้านการบัญชี การเงิน การคลัง หรือการงบประมาณ 4. ด้านการศึกษาหรือวิจัย 5. ด้านการสาธารณสุข  6. ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 7. ด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม วรรณกรรม การแสดง หรือการกีฬา  8. ด้านกสิกรรม หรือป่าไม้ 9. ด้านปศุสัตว์ หรือประมง  10. ด้านลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงาน องค์กรลูกจ้าง หรือองค์กรนายจ้าง

                11.ด้านคุ้มครองผู้บริโภค การสื่อสาร สื่อสารมวลชน 12. ด้านการประกอบการธุรกิจ การค้า หรือการธนาคาร 13 ด้านการประกอบการอุตสาหกรรม  14. ด้านการประกอบวิชาชีพ  15 ด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง ที่อยู่อาศัย หรือการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  16.ด้านทรัพยากรธรรมชาติหรือพลังงาน  17. ด้านองค์กรชุมชน หรือประชาสังคม 18.ด้านผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส หรือสตรี  19. ด้านผู้ประกอบอาชีพอิสระ 20. ด้านอื่น ๆ

             ซึ่งผู้สมัครแต่ละด้านต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 108 ที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดเป็นหลัก ยื่นลงสมัครได้เพียงด้านเดียวพร้อมค่าธรรมเนียม 5,000 บาท ห้ามหาเสียง  ทำได้เพียงเอกสารแนะนำตัวเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว การศึกษา ผลงานในการทำงาน โดยกกต.เป็นผู้เผยแผร่ให้เท่านั้น

               ส่วนการเลือกกันเองตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ประเทศจะใช้เวลาดำเนินการไม่เกิน 60 วัน โดย กกต.จังหวัดและ คณะอนุกรรมการประจำอำเภอที่มีการแต่งตั้งขึ้น จะดำเนินการเลือกระดับอำเภอ และระดับจังหวัด  ส่วนกกต.กลางเลือกระดับประเทศ    หนึ่งหน่วยเลือกตั้งจะประกอบด้วยผู้มีสิทธิลงคะแนนจำนวน 500 คนเป็นประมาณ ใช้หีบบัตรเลือกตั้ง 20 หีบ ผู้สมัครจะลงคะแนนเลือกให้ผู้สมัครกลุ่มอื่นได้กลุ่มละหนึ่งหมายเลข  เกณฑ์ได้รับเลือก ผู้ได้คะแนนมากที่สุดเรียงลำดับลงมาตามจำนวนที่ต้องการในการเลือกของแต่ละกลุ่มแต่ละระดับเป็นผู้ได้รับเลือก ถ้ามีคะแนนเท่ากันในลำดับที่ทำให้เกินจำนวนที่จะพึงมีในแต่ละกลุ่มแต่ละระดับให้ใช้การจับสลาก และการเลือกในระดับอำเภอ ระดับจังหวัดใช้เวลาระดับละ  15 วัน ระดับประเทศ 7 วัน

           ระดับอำเภอ เมื่อดำเนินขั้นตอนการสมัคร ตรวจสอบคุณสมบัติ  ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสมัครแล้ว หากผู้สมัครกลุ่มใดใน 20 กลุ่มมีจำนวนเกินกว่า 5 คน จะทำ 2 ขั้นตอน  คือ ขั้นตอนแรกให้ผู้สมัครเลือกกันเองในกลุ่มให้เหลือผู้สมัครกลุ่มละ 5 คน และขั้นตอนที่ 2  ให้ผู้ที่ผ่านการคัดกรองกันเอง 5 คนของแต่ละกลุ่ม  ไปเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่น 19 กลุ่มที่เหลือ  หรือที่เรียกว่า "เลือกไขว้" โดยแต่ละคนมีสิทธิลงคะแนนเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นได้กลุ่มละหนึ่งหมายเลข เพื่อให้ได้ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนมากสุดเรียงลำดับลงมาจำนวน 3 คนในแต่ละกลุ่ม  

           ดังนั้นหนึ่งอำเภอเมื่อคัดเลือกได้ผู้สมัครที่เป็นตัวแทนกลุ่มละ 3 คนจาก 20 กลุ่ม ก็จะได้ผู้สมัครที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนอำเภอๆละ 60 คน ประเทศไทยมี 928 อำเภอ ก็เท่ากับว่าจะได้ผู้สมัครส.ว.ที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนระดับอำเภอ 55,680 คน โดยคณะอนุกรรมการฯจะประกาศรายชื่อผู้สมัครที่ได้รับเลือกในระดับอำเภอไว้ที่ว่าการอำเภอให้ประชาชนตรวจสอบพร้อมส่งรายชื่อดังกล่าวให้กับกกต.จังหวัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการเลือกส.ว.ประจำจังหวัดนำเข้าสู่กระบวนการเลือกระดับจังหวัด

             การเลือกในระดับจังหวัดนั้น เมื่อนำผู้สมัครที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนระดับอำเภอ 55,680 คน มาแยกเป็น 20 กลุ่มก็จะได้ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนระดับอำเภอกลุ่มละ2,784 คน   ไปลงคะแนนเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่น 19 กลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มของตน โดยเลือกให้เหลือกลุ่มละ 3 คน เป็นผู้ได้รับเลือกในระดับจังหวัด ซึ่งทั้งประเทศมี 77 จังหวัด ดังนั้นใน 20 กลุ่ม ก็จะได้ผู้สมัครที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนจังหวัดรวม 4,620 คน  รายชื่อดังกล่าวจะถูกส่งให้กกต.กลางดำเนินการเลือกในระดับประเทศ ซึ่งเมื่อแบ่งเป็น 20 กลุ่มก็จะมีผู้ที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนระดับจังหวัดในแต่ละกลุ่ม  231 คน  ไปลงคะแนนเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่น 19 กลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มของตนให้เหลือกลุ่มละ 10 คน เป็นผู้ได้รับเลือกในระดับประเทศจาก 20 กลุ่มรวม 200 คน

             ซึ่งหากกกต.เห็นว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต ไม่มีการคัดค้านก็จะประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกตามลำดับคะแนน 10 อันดับในแต่ละกลุ่ม 20 กลุ่มจำนวน 200 คน เป็นผู้ได้รับเลือกเป็นส.ว.  พร้อมจัดทำบัญชีสำรองของผู้ผ่านการคัดเลือกไว้บัญชีละ 10 รายชื่อ เผื่อกรณีที่สมาชิกภาพของส.ว.ในกลุ่มใดสิ้นสุดลงก่อนครบวาระ 5 ปี ก็จะไม่ต้องมีการเลือกใหม่ แต่ให้เลื่อนจากบัญชีสำรองในแต่ละกลุ่มได้เลย

                ขณะที่การดำเนินการเกี่ยวกับกรณีมีการร้องเรียน การคัดค้านการทุจริตการเลือกส.ว. หรือบทลงโทษนั้นส่วนใหญ่จะเหมือนกับที่บัญญัติในร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มีเพิ่มในส่วนผู้ใดกระทำการสนับสนุนให้บุคคลเข้าหรือไม่เข้ารับการสมัครเพื่อประโยชน์ในการลงคะแนนให้แก่ตน หรือผู้สมัครอื่น หรือลงสมัครเพื่อการเลือกโดยมีผลประโยชน์ตอบแทน  รวมทั้งกรรมการบริหาร ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง ส.ส.  ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใด กระทำการโดยวิธีใดที่เป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็นส.ว หรือผู้สมัครคนใดยินยอมให้บุคคลเหล่านี้ช่วยเหลือเพื่อให้เป็นส.ว.  อีกทั้งผู้ใดกระทำการให้ สัญญาว่าจะให้ จัดเลี้ยง ใช้อิทธิพล เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนๆ ให้แก่ตน หรืองดเว้นลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครใด ให้ถือว่ามีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่สองหมื่น-สองแสนบาทและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

                อย่างไรก็ตามผู้ได้รับเลือกเป็นส.ว.จำนวน 200 คนดังกล่าว ตามบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 269 (ค) ได้บัญญัติให้คสช.เลือกผู้ที่ได้รับเลือกเป็นส.ว.จากบัญชีที่กกต.ส่งไปนี้ จำนวน 50 คน และคัดเลือกรายชื่อสำรองไว้อีกจำนวน 50 คน โดยให้นำจำนวนที่เลือกจากบัญชีที่กกต.ส่งไป 50 คนไปรวมกับที่คสช.จะเลือกอีก  200 คน รวมเป็นส.ว. 250 คนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดด้วย
///////////////

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

2บ.ทำอีเว้นท์

2บ..ทำอีเวนท์-พีอาร์ท่องเที่ยวคืนความสุข ปชช. สนง.จังหวัดนนท์ 20 ล. พบ “หุ้นใหญ่”ทำธุรกิจรับเหมา “อนุพงษ์ เผ่าจินดา”ร่วมเป็น กรรมการปี 55-57 “บิ๊กป๊อก”เซ็นค้ำประกันหนี้ 258.9 ล้าน 

PIC-anupong-2-11-57 4

กรณีสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ผู้รับเหมาจัดงานโครงการลูกท่งแสนสุขจังหวัดนนทบุรี ปี 2557 (คืนความสุขประชาชนบริเวณท่าน้ำนนท์) โดย สำนักงานจังหวัดนนทบุรี สำนักปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ว่าจาง บริษัท ครีเอท อินเทลลิเจ้นซ์ จำกัด วงเงิน 10 ล้านบาท เมื่อ 11 ก.ย. 57 และ โครงการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวประเพณีและวัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรีผ่านสื่อประชาสัมพันธ์และสื่อดิจิตอลประจำ ปี 2557 โดย บริษัท อาร์เอ็นวีซัพพลาย จำกัด เป็นผู้รับจ้าง วงเงิน 10 ล้านบาท 12 ก.ย. 57 ซึ่งทั้งสองบริษัทมีกรรมการและผู้ถือหุ้นกลุ่มเดียวกัน คือนายชาญชัย พาณิชยารมณ์ และ นายสมหมาย ฆ้องอินต๊ะ (อ่านประกอบ: จว.นนท์จ้าง 2 บริษัทจัดอีเวนท์-พีอาร์ท่องเที่ยว 20 ล.-พบผู้ถือหุ้น“กลุ่มเดียวกัน”)

ล่าสุดพบว่าเอกชนทั้งสองรายเป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในบริษัท พฤกษาพรรณ พัฒนา จำกัด มี ชื่อ “อนุพงษ์ เผ่าจินดา” เป็นกรรมการ 

ทั้งนี้ บริษัท พฤกษาพรรณ พัฒนา จำกัด เดิมชื่อ บริษัท แอล.เอ.โอ. กรุ๊ป จำกัด จดทะเบียนวันที่ 7 ก.ค.42 มีนายวิสูตร เอี้ยวศิริกูล นายเอกชัย เอี้ยวศิริกูล นายสรศักดิ์ เอี้ยวศิริกูล นายชาญชัย พาณิชยาภรณ์ นายพัลลภ กิมแห เป็นผู้ก่อตั้งและร่วมกันถือหุ้น

10 ม.ค.50 บริษัทดังกล่าวได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท พฤกษาพรรณ พัฒนา จำกัด มี นายชาญชัย พาณิชยารมณ์ และ นายสมหมาย ฆ้องอินต๊ะ เป็นกรรมการ สำนักเลขที่ 187/1 หมู่ที่ 1 ต.ธรรมศาลา อ.เมือง จ.นครปฐม 
11 ก.ย. 55 นายชาญชัย พาณิชยารมณ์ ลาออก จากกรรมการ “นายอนุพงษ์ เผ่าจินดา” เป็นกรรมการ แทน ร่วมกับ นายสมหมาย ฆ้องอินต๊ะ สำนักงานเลขที่ 311/3 หมู่ที่ 3 ต.ลำพยา อ.เมือง จ.นครปฐม 

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารการจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเพื่อเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทฯนั้น ได้กรอกข้อมูลกรรมการเข้าใหม่ว่า "นายอนุพงษ์ เผ่าจินดา (มิได้ระบุว่ายศ พลเอก)อายุ 63 ปี สัญชาติไทย อยู่บ้านเลขที่ 77/19 หมู่ที่ 7 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ"  มีนายสมหมาย ฆ้องอินต๊ะ เป็นกรรมการผู้จดทะเบียนต่อสำนักงานนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จังหวัดนครปฐม เมื่อ 1 ต.ค.55 

20 ธ.ค.55 นายสมหมาย ฆ้องอินต๊ะ ลาออกจากกรรมการ นายชาญชัย พาณิชยารมณ์ เข้ามาเป็นกรรมการแทน ร่วมกับ นายอนุพงษ์ เผ่าจินดา 

9 ก.ค.57 นายอนุพงษ์ เผ่าจินดา ลาออก และนายสมหมาย ฆ้องอินต๊ะ เข้ามาเป็นกรรมการแทนร่วมกับ นายชาญชัย พาณิชยารมณ์  มีนายสมหมาย ฆ้องอินต๊ะ และ นายชาญชัย พาณิชยารมณ์ ถือหุ้นใหญ่ 

จากการตรวจสอบพบว่า ที่อยู่ของ“นายอนุพงษ์ เผ่าจินดา” เลขที่ 77/19 หมู่ที่ 7 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ ตามที่ระบุว่าในเอกสารกรรมการ บริษัท พฤกษาพรรณ พัฒนา จำกัด 

เป็นที่อยู่เลขที่เดียวกับ ที่อยู่ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ตามแจ้งในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามที่ยื่นต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตอนรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย วันที่ 4 ก.ย.57 

และจากการตรวจสอบพบว่า ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯกรณีรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ แจ้ง ป.ป.ช. มีหนี้สินค้ำประกัน ให้กับบริษัท พฤกษาพรรณ พัฒนา จำกัด ในวงเงิน 258,940,000 บาท เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2556 (อ่านประกอบ:เจาะกรุสมบัติ 3 นายพล “บูรพาพยัคฆ์”เบ็ดเสร็จ 253 ล้าน)

(เอกสารค้ำประกันหนี้สินให้กับ บจ.พฤกษาพรรณ พัฒนา)

PIC-คำประกนบกปอก-1

PIC-คำประกนบกปอก-2

PIC-คำประกนบกปอก-3

ทั้งนี้ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนนทบุรี วันที่ 19 ก.ย.57 รายงานว่า จังหวัดนนทบุรี ร่วมกับกรมการท่องเที่ยว จัดโครงการลูกทุ่งแสนสุข จังหวัดนนทบุรี ประจำปี 2557 ส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างกระแสและจูงใจให้ประชาชนมีความรักสามัคคีปรองดอง เน้นจัดกิจกรรมบันเทิงในรูปแบบคอนเสิร์ตลูกทุ่ง เมื่อ 19 กันยายน 2557 ณ ลานหน้าท่าน้ำนนท์ ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี ตั้งแต่เวลา 10.00-24.00 น. กิจกรรมในงาน ประกอบด้วย การแสดงดนตรี ศิลปิน ดารา นักร้อง อาทิ แช่ม แช่มรัมย์ ยิ่งยง ยอดบัวงาม อาภาพร นครสวรรค์ การออกร้านจำหน่ายสินค้ามากมาย ทั้งนี้ จึงขอเชิญชวนผู้สนใจเที่ยวงานในครั้งนี้โดยทั่วกัน 

และมีแผนจัดอีกหลายจังหวัด

(เอกสารการจัดโครงการลูกทุ่งแสนสุข)

PIC-คำประกนบกปอก-4

PIC-คำประกนบกปอก-5


วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

วีระ จี้ต่อลูกชายน้องนายกฯ

ายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ได้โพสต์ความเห็นลงเฟซบุ๊ก “Veera Somkwamkid” เมื่อวันที่ 21 ก.ย. กรณีกระแสอื้อฉาวการรับงานของกองทัพภาคที่สามของลูกชายปลัดกระทรวงกลาโหม โดยนายวีระ ระบุว่า ข้อมูลฉาวถูกเปิดโปงทุกวัน จะไม่ให้เกิดความกังขา สงสัย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา กรณีอาจจะมีการที่ใช้อำนาจหน้าที่ เอื้อประโยชน์โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ช่วยให้หจก.ของบุตรชายได้รับเหมางานก่อสร้างของกองทัพภาคที่ 3

ถ้าทำทุกต้องโปร่งใส ก็เปิดแถลงข่าว เอาหลักฐานออกมายืนยัน มีผู้รับเหมากี่รายที่เข้าประมูลงาน บริษัทอะไรบ้าง ชนะประมูลงานด้วยเงินหลักพันบาทจริงหรือไม่ งานรับเหมาเกือบทั้งหมดกับกองทัพภาคที่ 3 เกิดขึ้นระหว่าง เดือนธันวาคม 2557 ถึงเดือนสิงหาคม 2559 ช่วงที่พล.อ.ปรีชา เรืองอำนาจในกองทัพบก จะมีคำตอบอย่างไร คุณเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องถูกตรวจสอบได้ ไม่มีใครไปกลั่นแกล้ง หรือไปสร้างเรื่องทั้งหมดแทนคุณและครอบครัวได้ คุณและครอบครัวทำเรื่องขึ้นเองทั้งสิ้น

“วีระ สมความคิด เป็นเลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน(คปต.) มีหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน ไม่ได้รู้จักหรือเกลียดชังคนในตระกูลใดทั้งสิ้น ผู้ใดเข้ามาใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐ เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมือง วีระจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่วีระจะไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ เข้ามาใช้อำนาจหน้าที่กอบโกยทุจริตคอร์รัปชัน การทำงานจะยึดหลักช่วยปกป้องรักษาผลประโยชน์ให้กับรัฐ(ราชการ) ไม่ปกป้องคนชั่ว คนเลว คนโกง เจ้าหน้าที่ของรัฐที่สุจริตจะไม่เดือดร้อนเสียหายจากการทำหน้าที่ของวีระทั้งสิ้น” นายวีระ ระบุ

ทูตสหรัฐฯ Gyn Davies พอใจ ประชามติร่างรธน. ระบุ" Free and Fair " ชื่นชม บิ๊กตู่

ทูตสหรัฐฯ Gyn Davies พอใจ ประชามติร่างรธน. ระบุ" Free and Fair " ชื่นชม บิ๊กตู่ ที่UNGA
Gyn Davies เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา พบ พลเอกประวิตร ที่กลาโหม พร้อมเผยว่า ได้หารือ ประเด็น ที่จะประชุม รมว.กลาโหม US-Asean ,ADMM ที่ Honolulu ,Hawaii ของสหรัฐฯ จะคุยเรื่องความมั่นคงในภูมิภาค และการต่อต้าน ก่อการร้าย พวกExtremist และ อาจพบหารือ กับ รมว.กลาโหม สหรัฐ แบบส่วนตัว หากมีโอกาส
และคุยความร่วมมือ ด้านการฝึกร่วม ด้านต่างๆ การแพทย์ทหาร การค้ามนุษย ที่ต้องพยายามกันต่อไป อย่างจริงจัง เพราะเป็น Global issue พอใจการทำงานหนักของ จนท.ไทย ในการปราบปรามการค้ามนุษย์ แต่อยากให้เน้น เรื่องการคุ้มครองพยาน และการ นำตัวคนผิดมาสู่กระบวนการยุติธรรม
และ พอใจการลงประชามติที่ผ่านมา ระบุ free and fair ยันจุดยืนUSไม่เปลี่ยนหวังไทย Strong and free เดินตามroad mapสู่เลือกตั้ง สู่ปชต. เขื่อมั่นว่า ไทยจะมีเลือกตี้ง ในปลายปี2560 ตามที่กำหนด
รวมทั้ง ชื่นชม ที่นายกฯ พลเอกประยุทธ์ ไปกล่าวถ้อยแถลง ที่UNGA ในเรื่องผู้ลี้ภัย เพราะเป็นบทบาทสำคัญของไทย

บิ๊กป้อม ชี้ ส่ง"รมช." ลงใต้ เป็น "ครม.ส่วนหน้า" แต่ไม่ปฏิเสธข่าวจะส่ง บิ๊กโด่ง พล.อ.อุดมเดช ลงไป

บิ๊กป้อม ชี้ ส่ง"รมช." ลงใต้ เป็น "ครม.ส่วนหน้า" แต่ไม่ปฏิเสธข่าวจะส่ง บิ๊กโด่ง พล.อ.อุดมเดช ลงไป แต่บอกจำไม่ได้ แต่ส่ง"รมช."ลงไป /ส่วนการปรับครม.และบิ๊กหมู พลเอกธีรชัย ผบทบ. ที่จะเกษียณ จะได้เป็นอะไรมั้ย นั้น ต้องถามนายกฯ/ประชุมสภากห. ขอบคุณ ผบ.เหล่าทัพ
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนหน้าทำหน้าที่ประสานงานการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า มีการคาดเดาชื่อกันไปซึ่งยังไม่มีอะไร เพราะสื่อก็คาดเดาและแต่งตั้งให้ทุกวัน
โดย หัวหน้าทีม ก็มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วย แต่จะมีใครบ้าง จำไม่ได
เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าทีม ครม.ส่วนหน้าหรือไม่ เพราะเป็นอดีตผบ.ทบ. พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ทราบ และจำไม่ได้เพราะความจำ ผมไม่ค่อยดี
ส่วนผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่เกษียณอายุราชการ เช่น พลเอกธีรชัย ผบ.ทบ.จะร่วม ครม.หรือไม่ นั่น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ยังมีหน้าที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อยู่ ต้องดูว่ามีตำแหน่งอะไรที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะไม่ใช่แต่งตั้งได้เรื่อยเปื่อย
สำหรับเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีนั้นต้องถาม พล.อ.ประยุทธ์
ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมสภากลาโหม โดยมีผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมประชุมว่า ถือเป็นการประชุมนัดสุดท้ายก่อนที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพจะเกษียณอายุราชการ ทั้ง ปลัดกห. ผบ.สส.ผบ.ทบ.และ ผบ.ทอ.
พลเอกประวิตร กล่าวว่า ต้องขอบคุณผู้บัญชาการเหล่าทัพที่ช่วยดูแลกำลังพลให้มีความเรียบร้อย และช่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล โดยการทำงาน 1 ปีที่ผ่านมากับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผมมีความประทับใจทุกอย่าง เพราะสั่งการอะไรลงไปทางผู้บัญชาการเหล่าทัพก็ดำเนินการให้เป็นอย่างดีและไม่มีปัญหา