PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561

ศาลยกฟ้อง 'รินดา' มือโพสต์หา 'บิ๊กตู่-ภรรยา' ถ่ายเททรัพย์หมื่นล้านไปสิงคโปร์

ศาลยกฟ้อง 'รินดา' มือโพสต์หา 'บิ๊กตู่-ภรรยา' ถ่ายเททรัพย์หมื่นล้านไปสิงคโปร์
25 มกราคม พ.ศ. 2561 เวลา 19:22 น.
25 ม.ค.61 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.3530/2559 คดีที่อัยการสำนักงานคดีพิเศษ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางรินดา ปฤชาบุตร หรือพรศิริพิทักษ์ ชื่อเล่นหลิน จำเลยคดีความผิดตาม พ.ร.บ คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ

คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 6-7 ก.ค. 2558 จำเลยได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก ชื่อบัญชี รินดา พรศิริพิทักษ์ ซึ่งเป็นของจำเลย ใส่ความ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และภรรยา มีใจความทำนองว่า "มาช่วยกันสกัดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของ พล.อ.ประยุทธ์ และภรรยา ฝากถึงเพื่อนๆ และคนไทยทุกคน ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับทางการเงินการธนาคาร ทางบัญชีและตรวจสอบทรัพย์สิน และพวกไฟแนลเชี่ยลในทุกสถาบันข่าวมาแรงตอนนี้ กลุ่มประยุทธ์ และภรรยา ได้ทำธุรกิจขายทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบไปฝากไว้ที่ประเทศสิงคโปร์" ซึ่งเป็นข้อความเท็จ ซึ่งความจริงแล้ว พล.อ.และภรรยามิได้มีการทำธุรกิจที่ได้มาโดยมิชอบไปฝากไว้ที่ประเทศสิงคโปร์ และไม่ได้กระทำอย่างที่จำเลยใส่ความ เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. และทั่วราชอาณาจักร

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อความดังกล่าวอาจจะกระทบกระเทือนหรืออาจจะสร้างความเสียหายต่อผู้ถูกพาดพิง แต่ยังไม่มีลักษณะกระทบต่อความมั่นคง และฝ่ายโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบว่าข้อความเป็นจริงหรือเท็จอย่างไรจึงพิพากษายกฟ้องนางรินดา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้สืบนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ก.ค.2558 นางรินดาถูกเจ้าหน้าที่ทหารเข้าจับกุมจากบ้านพักย่านคลองสาม จ.ปทุมธานีโดยเจ้าหน้าที่ทหารนำตัวนางรินดาไปควบคุมตัวที่กรมทหาราบที่ 11 รักษาพระองค์ เป็นเวลาหนึ่งคืนก่อนถูกนำตัวส่งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท.เพื่อทำการสอบสวน

ครั้งนั้น พล.ต.ท.ศิริพงษ์ ติมุลา ผู้บังคับการ ปอท. แถลงว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้ทำการสืบสวนสอบสวนคดีที่มีการแชร์ข้อความกล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมภรรยา โอนเงินไปที่ธนาคารในประเทศสิงคโปร์จำนวน 10,000 ล้านบาท ตำรวจปราบปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) หน่วยงานความมั่นคงและทหารได้ประชุมร่วมกันเพื่อทำการสืบสวนหาตัวผู้กระทำรายนี้

ทางเจ้าหน้าที่สืบทราบว่ามีผู้โพสต์สู่สาธารณะโดยเฟซบุ๊กเมื่อเมื่อวันที่ 6ก.ค. 2558 โดยใช้ชื่อบัญชีว่า “รินดา พรศิริพิทักษ์" จากการสืบสวนสืบทราบว่าผู้โพสต์คือรินดา ปฤชาบุตร จึงนำมาสู่การฟ้องร้องตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาผิดตามมาตรา 116 ทำให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน และผิดตามมาตรา 384 ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกตกใจ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 มาตรา 14(2).

'วิษณุ'ชูกฎหมายปราบโกง 'ผู้มีอำนาจ' รอดวันนี้แต่ไม่รอดวันต่อไป

'วิษณุ'ชูกฎหมายปราบโกง 'ผู้มีอำนาจ' รอดวันนี้แต่ไม่รอดวันต่อไป

25 มกราคม พ.ศ. 2561 เวลา 17:41 น.

25 ม.ค.60 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามทุจริต ในกิจกรรม "สื่ออยากรู้ รัฐอยากเล่า" ตอน "กฎหมายหลายรส เพื่ออนาคตประเทศ" ที่ได้มีการเชิญคอลัมนิสต์และผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมว่าหน่วยงานที่ทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริต ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) คณะกรรมการป้องกันและการปราบปรามการฟองเงิน(ปปง.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และวันนี้มีศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) มาบูรณาการทำงานร่วมกัน และผลงานที่เห็นคือเรื่องการตรวจสอบข้าราชการพัวพันการทุจริตที่มีคำสั่งและประกาศคสช.ที่มีพักงานไปแล้ว และในอนาคตศอตช.อาจจะยกฐานะขึ้นมา

นายวิษณุ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีกฎหมายป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการเล็ดลอดที่เกี่ยวข้องการปราบปรามการทุจริต พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม หรือกฎหมาย 4 ชั่วโคตร ที่อยู่ระหว่างการปรับแก้ของสนช. และร่างพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่เห็นผู้ที่มีอำนาจและปกปิดอะไรต่างๆ จะถูกกฎหมายเหล่านี้จัดการได้เลย นายวิษณุ กล่าวว่า กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้ผู้ใด ไม่ได้ยกเว้นให้กับผู้ที่มีอำนาจวาสนา ถ้าจะเล็ดลอดจริงๆก็เพราะใช้กฎหมายไม่ได้ผล กฎหมายก็เหมือนกระดาษ เหมือนดาบ ถ้าไม่ชักหรือถอดออกจากฝักก็ไม่สามารถฟันใครได้ อยู่ที่เจ้าหน้าที่บังคับการ ของอย่างนี้อายุความไม่มี หรือมีอายุความยาว ต่อให้รอดวันนี้ แต่ไม่รอดวันต่อไป วันหนึ่งก็ต้องโดนจนได้ ไม่ว่าจะทุจริตเรื่องใด 

เมื่อถามว่า รวมถึงการจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินด้วยใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ทุกเรื่อง หลายเรื่องที่เป็นคดีความไม่ได้เพิ่งมาเกิด เมื่อรัฐบาลพ้นไปก็สมารถหยิบขึ้นมาพิจารณาได้ วันนี้มีศาลอาญาทุจริตแล้ว กรรมตามทันติดจรวดแน่นอน เพราะทำให้คดีทุจริตพิจารณาได้รวดเร็วขึ้น

เมื่อถามว่า มูลนิธิองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย เปิดเผยว่าองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทยได้ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติแล้ว นายวิษณุ กล่าวว่า ไทยไม่ได้ถอนตัว เพราะไทยไม่เคยเป็นสมาชิก เป็นเรื่องของเอกชนกับเอกชน.

ด่วน ! มติสนช.196 ต่อ 12 เสียงโหวตเลื่อนโรดแมปยืดใช้กม.ส.ส. 90 วัน

ด่วน ! มติสนช.196 ต่อ 12 เสียงโหวตเลื่อนโรดแมปยืดใช้กม.ส.ส. 90 วัน


มติสนช.196 ต่อ 12 เสียงโหวตเลื่อนโรดแมป เห็นชอบวาระสอง ยืดใช้กม.ส.ส. 90 วัน

เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ฉบับที่ พ.ศ…. ในวาระ2-3 ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ส.ส.พิจารณาเสร็จแล้ว มีจำนวน 178 มาตรา ซึ่งสาระสำคัญที่ถูกจับตามองคือ มาตรา 2 การให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ภายหลังพ้น 90 วันนับจากการประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยนายวิทยา ผิวผ่อง ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวชี้แจงว่า ความจำเป็นการเลื่อนเวลาบังคับใช้ร่างพ.ร.ป.ฉบับนี้ 90 วันเพื่อให้ประชาชน พรรคการเมือง ได้ศึกษา ทำความเข้าใจกฎหมายล่วงหน้า จะได้ไม่กระทำผิดโดยไม่เจตนา จะได้ไม่กระทำผิดโดยไม่เจตนา อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 1.5 ล้านคน จะได้ปฏิบัติหน้าที่ได้โดยไม่ผิดพลาด จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาบังคับใช้กฎหมายออกไปเป็น 90 วัน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีกฎหมายหลายฉบับที่มีการขยายระยะเวลาบังคับใช้กฎหมาย


ต่อมา เวลา 20.30 น.ภายหลังที่สมาชิกอภิปรายครบถ้วนทั้ง 178 มาตรา ที่ประชุม สนช.ได้เริ่มลงมติเป็นรายมาตราในวาระที่ 2 โดยมาตรา 2 ว่าด้วยการขยายระยะเวลาการบังคับใช้ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ออกไป 90 วันนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผลปรากฏที่มีประชุมเห็นด้วย 196 ต่อ 12 งดออกเสียง 14 คะแนน

ปลด ‘เปรมศักดิ์’เหตุจับนักข่าวแก้ผ้า - อุ้ม‘บิ๊กป้อม’นาฬิกาหรู เรื่องส่วนตัว

ปลด ‘เปรมศักดิ์’เหตุจับนักข่าวแก้ผ้า - อุ้ม‘บิ๊กป้อม’นาฬิกาหรู เรื่องส่วนตัว

เขียนวันที่
วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม 2561 เวลา 13:13 น.
เขียนโดย
isranews


พลิกคำสั่ง หัวหน้า ม.44 ที่ 50/2559 พักงาน ‘หมอเปรมศักดิ์’ ปมพฤติกรรมจับนักข่าวแก้ผ้า เทียบเคียง ประเด็นทรัพย์สินนาฬิกาหรู อุ้ม พล.อ.ประวิตร ‘บิ๊กตู่’ชี้เรื่องส่วนตัว
250118 scoop1fds
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุด กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะใช้อำนาจออกคำสั่งมาตรา 44 ปลดหรือพักงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อันเนื่องมาจากนาฬิกาหรู โดย พล.อ.ประยุทธ์ให้เหตุผลสรุปว่า
1.การใช้คำสั่ง ม.44 ในช่วงที่ผ่านมาเป็นการใช้ตามข้อเสนอของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เสนอขึ้นมา กรณีนี้ก็ต้องรอฟัง ป.ป.ช.จะเสนอเรื่องขึ้นมา
2. เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นความบกพร่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณแผ่นดิน
“ขอให้แยกแยะให้ออกว่าอันไหนใช้งบประมาณของรัฐ อันไหนเป็นเรื่องส่วนตัว ท่านก็ต้องไปแก้ไขในเรื่องส่วนตัวของท่านในกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระให้ได้ เท่านี้ดีกว่า” คำแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 23 ม.ค.2561
จากกรณีดังกล่าวพลิกข้อมูลการใช้คำสั่ง ม.44 ของหัวหน้า คสช.ที่เกี่ยวข้องกับการสั่งพักงาน เจ้าหน้าที่รัฐ (ข้าราชการ และ นักการเมืองท้องถิ่น) ในช่วงที่ผ่านมา มีจำนวน 9 ครั้ง ประมาณ 328 ราย มีอย่างน้อย 1 รายที่เหตุผลในการสั่งพักงานมาจากการสอบสวนในเรื่องพฤติกรรมส่วนตัว คือ คำสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 50/2559 วันที่ 25 ส.ค.2559 เรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 6 พักงาน นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น (คำสั่งนี้พักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกรุงเทพฯด้วย)
คำสั่งฉบับดังกล่าวระบุว่า
“โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางรายซึ่งเป็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบขององค์กรตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย มูลกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือมีพฤติกรรมซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ แม้ผลการตรวจสอบหรือการสอบข้อเท็จจริงในขณะนี้ ยังไม่อาจสรุปความผิดได้ แต่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอยู่ในความสนใจของประชาชน และมีการดำเนินการไปแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเคยมีคำสั่งให้ใช้มาตรการชั่วคราวในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาในการชี้แจง พิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างโปร่งใสไม่เป็นที่ครหาและเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการและประชาชน ตลอดจนเพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อราชการแผ่นดิน”
กรณีของนายเปรมศักดิ์ ก่อนถูกคำสั่ง ม.44 ถูกสอบสวนเนื่องมาจากพฤติกรรมจับนักข่าวแก้ผ้า และกักขังหน่วงเหนี่ยว ภายหลังจากสื่อมวลชนใน จ.ขอนแก่นเสนอข่าวนายเปรมศักดิ์กำลังผูกข้อมือแต่งงานกับเด็กสาว ต่อมากระทรวงมหาดไทยตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนและมีคำสั่งปลดออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีเเมืองบ้านไผ่ มีผลตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค.2560 (หลังคำสั่งพักงาน ม.44 ประมาณ 8 เดือน)
เห็นได้ว่า การใช้คำสั่ง ม.44 กรณีของนายเปรมศักดิ์ มาจากเรื่องพฤติกรรมส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณรัฐ  ขณะที่เรื่องการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นการตรวจสอบบุคคลในการใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ และ กฎหมาย ป.ป.ช. หัวหน้า คสช.ยก‘เรื่องส่วนตัว’มาเป็นเหตุผล ไม่พักงาน พล.อ.ประวิตร
250118 scoop1

สุดๆไปเลย! สมาชิกสนช. เอาใจคสช. เสนอ ‘เลื่อนเลือกตั้ง5ปี’ หวั่น ปท. เป็นแบบเดิม

สุดๆไปเลย! สมาชิกสนช. เอาใจคสช. เสนอ ‘เลื่อนเลือกตั้ง5ปี’ หวั่น ปท. เป็นแบบเดิม


วันที่ 25 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ซึ่งพิจารณามาตรา 2 การให้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ภายหลังพ้น 90 วันนับจากการประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมีกมธ.เสนอทั้งการขยายเวลา 90 วัน และ 120 วัน ด้วยเหตุผลเพื่อให้ประชาชนและพรรคมีความเข้าใจและดำเนินการกิจกรรมทันตามที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดนั้น
ปรากฎว่า มีพ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต สมาชิกสนช. อภิปรายเสนอว่า ถ้าประเทศไทยไม่มีวันที่ 22 พ.ค. 2557 เราจะไม่มีประเทศไทยแบบทุกวันนี้ จะมีแต่การเผาบ้านเผาเมือง แบ่งแยกประเทศ จับอาวุธสงครามมากมาย แต่การพัฒนาประเทศจะไม่เกิดขึ้น ขอถามว่าที่ผ่านมานักการเมืองทำอะไรเพื่อประเทศและประชาชนบ้าง มีแต่ใช้วาทะกรรมบิดเบือน ชักศึกเข้าบ้าน ซึ่งเรื่องการขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้น ขอเสนอให้บังคับใช้กฎหมายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 60 เดือนหรือ 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

โปรดอดใจรอ

โปรดอดใจรอ


ลืม...ลืมกันแล้วหรือยัง
ย้อนหลังไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หน.คสช.มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีให้เสร็จภายใน 120 วัน
วันนี้ (25 ม.ค.2561) ครบกำหนดเส้นตาย 120 วันพอดี!
“แม่ลูกจันทร์” ยังไม่ได้เห็นโฉม หน้าร่างแผนยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้านของ คสช.ว่าบรรจุเนื้อหารายละเอียดอย่างไร??
เนื่องจากต้องเสนอร่างแผนยุทธศาสตร์ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชุดใหญ่ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานเอง ลงมติเห็นชอบเสียก่อน แล้วจึงเสนอให้ที่ประชุม ครม.ลงมติเห็นชอบซ้ำอีกที
จากนั้นจึงส่งร่างแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เสนอที่ประชุม สนช.ทำคลอดออกมาประกาศใช้ภายในเดือนมิถุนายน
ปัญหาคือ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รัฐบาล คสช.คิดเองเขียนเองชงเองใช้เองโดยไม่เปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมคิดร่วมทำตามสมควร
ฉะนั้น แผนยุทธศาสตร์ชาติจะออกมาอย่างไร ย่อมเป็นไปตามความประสงค์ของรัฐบาล คสช.ฝ่ายเดียว
“แม่ลูกจันทร์” ขออนุญาตทบทวนความจำ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้แบ่งซอยเป็น 6 ด้านดังนี้คือ...
1, ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง
2,ยุทธศาสตร์ชาติด้านความสามารถในการแข่งขัน
3, ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพคนไทย
4, ยุทธศาสตร์ชาติด้านสร้างโอกาสและความเสมอภาคในสังคม
5,ยุทธศาสตร์ชาติด้านคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
6, ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ
ร่างแผนยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ด้านจะนำมาขยำรวมเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี บังคับให้รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องปฏิบัติตามห้ามหือห้ามอือ
รัฐบาลใดขัดขืน หรือฝ่าฝืน ไม่เดินตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือไม่จัดงบสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์ชาติ หรือกำหนดนโยบายไม่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติของ คสช.
ถือว่ามีความผิดฐานฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ!!
ต้องโดนโทษหนักตั้งแต่ถอดถอนออกจากตำแหน่ง หรือถูกตัดสิทธิการเมือง หรือถูกศาลตัดสินติดคุกหัวโต
พูดง่ายๆแผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับนี้ จะเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจ คสช.ยาวต่อไปและยาวไปๆๆ อีก 20 ปี
โดยมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชุดใหญ่ เป็นผู้กำกับดูแลไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง
“แม่ลูกจันทร์” สรุปหัวใจสำคัญของร่างแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คือมุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
วาดอนาคตประเทศไทยใน 20 ปีข้างหน้าให้เป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจ ระดับหัวแถวของเอเชีย
20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะหลุดจากประเทศรายได้ปานกลาง เป็นประเทศรายได้สูงตามมาตรฐานอินเตอร์
อีก 20 ปีข้างหน้า การทุจริตคอร์รัปชันจะสูญพันธุ์จากประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง
อีก 20 ปีข้างหน้า รายได้เฉลี่ยขั้นต่ำของคนไทยจะกระเด้งขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 4.5 แสนบาทต่อปี หรือ 3.75 หมื่นบาทต่อเดือน
อีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆและเป็นประเทศที่ส่งออกเทคโนโลยีเต็มตัว
จริงไม่จริงไม่รู้....ต้องรอพิสูจน์ไปอีก 20 ปี
อย่ารีบแก่ตายเสียก่อนก็แล้วกัน.
“แม่ลูกจันทร์”

ชนักปัก ‘ตัวป่วน’ เดี้ยง

ชนักปัก ‘ตัวป่วน’ เดี้ยง


กรรมตกค้างจากเกม “ชัตดาวน์” กรุงเทพฯ
ล่าสุดศาลประทับรับฟ้องคดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส.และพวกที่เป็นแกนนำรวม 9 คน
ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ ยุยงปลุกปั่น กระทำให้ปรากฏแก่วาจาฯ อั้งยี่ ซ่องโจร มั่วสุมกันเกิน 10 คน ประทุษร้าย ขัดขวางการเลือกตั้ง รวม 8 ข้อหา
กรณีชุมนุมขับไล่รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เมื่อปี 2556-2557
โดยนายสุเทพ และนายชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ อัยการได้สั่งฟ้องในข้อหาร่วมกันก่อการร้ายอีก 1 กระทงด้วย
อย่างไรก็ดี ทนายความแกนนำ กปปส.ทั้ง 9 คน ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นกรมธรรม์ประกันอิสรภาพ มูลค่าคนละ 800,000 บาท เพื่อขอประกันตัวจำเลยระหว่างต่อสู้คดี
ถึงจุดนี้ “ลุงกำนัน” กับทีมงานม็อบ กปปส.โดนชนักปักกลางหลังแล้ว
ตามแนวโน้มแบบที่มีตัวอย่างเทียบเคียงกับคดีม็อบพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบิน ศาลฎีกาตัดสินให้แกนนำชดใช้ค่าเสียหายให้บริษัท การท่าอากาศยานฯ อ่วมอรทัย ถึงขั้นล้มละลาย
รายของทีม กปปส.ก็คงอยู่ในข่ายใกล้เคียงกัน คงไม่จบแบบแล้วๆกันไป
ก่อนอื่นเลย โดยเงื่อนไขสถานการณ์ที่จะส่งผลต่อการเมืองภาพรวม เมื่อ “ลุงกำนัน” และทีมงานติดบ่วง โดนชนักปักหลังคดีก่อการร้ายปิดกรุงเทพฯ เกมชิงอำนาจการนำในพรรคประชาธิปัตย์ระหว่างขั้วของ “เทพเทือก” กับฝั่ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็คงพลิกไปพลิกมา
สถานะของฝั่ง “ลุงกำนัน” น่าจะตกเป็นรอง
และคงต้องประคองเกมเกาะกับฝ่ายคุมเกมอำนาจพิเศษไว้ก่อน เพื่อความสบายเนื้อสบายตัว
แบบที่โชว์ตัวแสดงตนตั้งแต่หัววัน ประกาศหนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช.ให้เป็นผู้นำเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูปประเทศนั่นแหละ
ที่แน่ๆโดยกรรมตกค้างจากยุทธการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” ของทีม “ลุงกำนัน” และแกนนำ กปปส. บทสรุปคดียึดสนามบินของเหล่าแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯย้อนไปถึงชะตากรรมของเหล่าแกนนำม็อบแดง นปช.ที่พาเหรดเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในคุก
เกมปลุกม็อบเป็นเรื่องที่ต้องชดใช้ด้วย “อิสรภาพ” หรือไม่ก็ทรัพย์สินเงินทอง
ถึงวันหนึ่งก็หนีไม่พ้นกฎหมาย ขื่อแปบ้านเมือง
การใช้ “มวลชน” เป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจ คงฝ่อลงไปอีก
และนั่นก็ยิ่งเข้าทางรัฐบาล คสช.ของ “นายกฯลุงตู่” ที่มีจุดขายในเรื่องความมั่นคง คุมสถานการณ์ให้ประเทศสงบ ไร้ม็อบป่วนเมืองมาตลอด 3 ปีขึ้นปีที่ 4
ยิ่งเป็นอะไรแบบที่ล่าสุดทนายความส่วนตัวของ “เสี่ยโอ๊ค” นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ได้เข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในประเด็นที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอตัดพยานของฝ่ายผู้ต้องหาในคดีการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กลุ่มกฤษดามหานครโดยมิชอบ
จากที่อ้างไป 18 ปาก เหลือแค่ 3 ปาก
โดยฝั่งเพื่อไทยเชื่อและสงสัยว่ามีการแทรกแซงทางคดี และเกรงว่าผู้ต้องหาจะเสียความยุติธรรม
คดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยส่อปิดกล่องเร็ว ล้อกับข่าววงในจากแบงก์ชาติที่ออกมาในมุมฟันธง “จุดตาย” อยู่ที่ “ต้นขั้วเช็ค” 6–7 ใบ
ชะตากรรมของ “เสี่ยโอ๊ค” มีผลเต็มๆกับการเดินหมากของ “ทักษิณ”
เอาเป็นว่าถึงตรงนี้ “ตัวเงื่อนไข” ที่จะทำให้เกิดสถานการณ์ป่วนเมืองได้ ล้วนติดชนักทางคดี
นี่คือสภาวการณ์ “ดุลอำนาจ” แท้จริงทางการเมือง ณ ห้วงปัจจุบัน
จะเขย่าจะขย่มกันยังไง สุดท้ายมันก็ไหลกลับมาเข้าทาง พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ดี
ถึงแม้จะมีกระแสเรื่องนาฬิกาหรูของ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม มาคั่นรายการ แต่นั่นก็ไม่ได้ส่งผลกระแทกโดยตรงกับ “นายกฯลุงตู่” อย่างที่เจ้าตัวชิงตัดเกม “คัตเอาต์” ไปแล้วว่า เป็นเรื่องส่วนตัวไม่ได้เกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดินแต่อย่างใด
และถึงที่สุดถ้า “บิ๊กป้อม” ทนอึดไม่ไหว ต้องตัดสินใจถอนสมอออกไป
“บิ๊กตู่” ก็คงไม่สะดุ้งเท่าไหร่ ตามสถานะของคนที่ถูกเลือกไว้แล้ว.
ทีมข่าวการเมือง

จับตาผลสอบปปช.นาฬิการหรูบิ๊กป้อมส่อรอด

จับตาผลสอบป.ป.ช. ‘บิ๊กป้อม’ส่อรอดคดีนาฬิกาหรู?

หลังจากที่นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่าจะมีเซอร์ไพรส์ในการแถลงข่าวความคืบหน้าผลสอบกรณีอื้อฉาวนาฬิกาหรู 25 เรือนมูลค่าหลายสิบล้านบาทของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ “บิ๊กป้อม” รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง แต่ในการแถลงล่าสุดของเลขาธิการป.ป.ช.กลับไม่มีอะไรในกอไผ่โดยแค่การถอนตัวจากการสอบสวนกรณีนี้ของพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ หรือ “บิ๊กกุ้ย” ประธานป.ป.ช.ซึ่งเคยเป็นลูกน้องคนใกล้ชิดของ “บิ๊กป้อม” ท่ามกลางการคาดหวังของสื่อสำนักต่างๆ ที่คิดว่าเซอร์ไพรส์ที่ว่าจะเป็นข้อมูลเด็ดความคืบหน้าผลการสอบสวนของคณะทำงานของป.ป.ช.

ในการแถลงข่าว นายวรวิทย์ ก็แค่เท้าความว่า กรณีนาฬิกาหรูของ “บิ๊กป้อม” จากเดิมมีแค่เรือนเดียว แต่ล่าสุดปรากฏภาพนาฬิกาหรูบนข้อมือของ “บิ๊กป้อม” ตามสื่อต่างๆ ถึง 25 เรือน ซึ่งป.ป.ช.กำลังตรวจสอบความมีอยู่จริงของบัญชีการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของ “บิ๊กป้อม” ที่ยื่นไว้เมื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อเดือนก.ย.2557

สำหรับนาฬิกาหรูนั้นป.ป.ช.ทราบจากสื่อว่า “บิ๊กป้อม” ชี้แจงว่านาฬิกาทั้งหมดไม่ใช่ของตัวเองแต่เป็นของเพื่อนและคืนไปหมดแล้ว ซึ่งเรื่องนี่จะมีการตรวจสอบข้อมูล แต่เนื่องจากนาฬิกามีจำนวนถึง 25 เรือนซึ่งภาพที่มีการเผยแพร่มีบางภาพที่ชัดเจน แต่บางภาพมีแต่ตัวเรือนหรือมีแต่สาย แต่มีการระบุว่าเป็นนาฬิกายี่ห้อนั้นรุ่นนั้น จึงเกิดคำถามว่านาฬิกาที่ “บิ๊กป้อม” ใส่มีจำนวนถึง 25 เรือนตามที่เป็นข่าวหรือไม่ หรือเป็นเรือนที่ซ้ำกันซึ่งอาจมีแค่ 15 เรือนจึงต้องมีการตรวจสอบต่อไปเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง และต้องตรวจสอบด้วยว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง ซึ่งมีการตรวจสอบหมดแล้วเหลืออีก 1 รายซึ่งเป็นพยานสำคัญที่ยังไม่ได้ตรวจสอบเพราะพยานปากนี้อยู่ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศจะกลับในสัปดาห์หน้า

นายวรวิทย์กล่าวอีกว่าจะมีการตรวจสอบไปยังตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาหรู 13 แห่งตามที่ปรากฏเป็นข่าวโดยเจาะทีละเรือนว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง ซึ่งต้องใช้เวลาเยอะ โดยคาดว่าน่าจะรวบรวมหลักฐานแล้วเสร็จในเดือน ก.พ.นี้ พร้อมเปิดเผยปิดท้ายว่า “บิ๊กกุ้ย” ในฐานะประธานป.ป.ช.ขอถอนตัวจากการพิจารณาคดีนี้

การถอนตัวจากการพิจารณาคดีนี้ของ “บิ๊กกุ้ย” ไม่ได้ถือว่าเป็นการแสดงสปิริตหรือมีความสำคัญอะไรมากนัก ตรงกันข้ามหาก “บิ๊กกุ้ย” ยังยืนกรานทำหน้าที่ประธานในการลงมติของกรรมการป.ป.ช.ว่าจะชี้มูลความผิด “บิ๊กป้อม” หรือไม่นั่นจึงถือว่าผิดปกติ เพราะโดยมารยาท “บิ๊กกุ้ย” ในฐานะลูกน้องเก่าของ “บิ๊กป้อม” จะดันทุรังอยู่ทำหน้าที่ไม่ได้อยู่แล้ว หากขืนอยู่ทำหน้าที่มีหวังถูกสังคมโห่และทำให้ป.ป.ช.หมดความน่าเชื่อถือ

เมื่อนักข่าวถามว่าในกรณีหากนาฬิกาที่ “บิ๊กป้อม” ใส่เป็นของคนอื่นต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.หรือไม่ นายวรวิทย์กล่าวชี้ช่องทางรอดของ “บิ๊กป้อม” ว่าไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินเพราะการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินจะยื่นเฉพาะทรัพย์สินที่เป็นของตัวเองและคู่สมรสพร้อมบุตร

และเมื่อถามต่อไปว่าหากนาฬิกาเป็นของบุคคลอื่นๆจะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 103 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 เกี่ยวกับการให้หรือรับสิ่งของที่มีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท หรือไม่ เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ให้หรือยังยังไม่ทราบเพราะเจ้าตัวยังไม่ได้บอกเลยว่าเป็นการให้ที่ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของตน

การที่ “บิ๊กกุ้ย” ถอนตัวคงไม่ส่งผลอะไรมากนักต่อความน่าเชื่อถือของป.ป.ช.ท่ามกลางความคลางแคลงใจของสังคมที่เกิดกระแสไม่เชื่อว่า
นาฬิกา 25 เรือนที่ “บิ๊กป้อม” ใส่ยืมมาจากเพื่อน

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือผลสรุปการสอบสวนของคณะทำงานป.ป.ช. ซึ่งเมื่อพิจารณาจากคำแถลงของเลขาธิการป.ป.ช.ที่แพลมออกมาว่าหากเป็นนาฬิกาที่เพื่อนให้ยืมถือว่าไม่ผิดแล้วเริ่มมองเห็นสัญญาณแนวโน้มว่า คดีนี้ “บิ๊กป้อม” ส่อเค้ามีสิทธิ์รอดด้วยช่องทางที่ว่าเป็นนาฬิกาของเพื่อนที่ให้ยืมใส่ไม่ใช่ให้เลยจึงไม่ผิด ซึ่งประเด็นนี้มันพิสูจน์มัดยากว่าเป็นเรื่องจริงหรือเป็นการจัดฉากลวงโลก

ทั้งนี้สิ่งสำคัญคือผลการสอบสวนของป.ป.ช.ครั้งนี้จะมีคำชี้แจงที่มีน้ำหนักสมเหตุสมผลขจัดข้อเคลือบแคลงของสาธารณชนได้หรือไม่
แค่ไหน ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานตลอดจนตัวชี้ว่าความน่าเชื่อถือของป.ป.ช.ชุดนี้ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอยู่ภายใต้เงาของอำนาจรัฐคสช. ขณะที่หลายกลุ่มกำลังจับตาผลการตรวจสอบของป.ป.ช.ซึ่งหากผลออกมาแบบค้านสายตามหาชนเชื่อว่ากรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นจะไม่จบลงง่ายๆ โดยจะมีการขุดคุ้ยตีแผ่และเคลื่อนไหวโจมตีจนอาจกลายเป็นไฟลามทุ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อวิกฤติศรัทธาทั้งต่อป.ป.ช.และอำนาจรัฐคสช.

ทีมข่าวการเมือง

เปลวสีเงิน:ตายในสนามรบคือวีรบุรุษ

ตายในสนามรบคือวีรบุรุษ


    
    ก็....กลยุทธ์ของทหารเขาล่ะ!
   

    บางครั้ง บางสถานการณ์ ต้องทำตัวให้เล็กลงบ้าง
    เรื่องนาฬิกาเพื่อน ไงซะ...ไม่มีทางสลัดให้พ้นได้ 
    สลัดไม่ได้ แต่ลากยาวได้ 
    ทำให้สังคมเห็นว่ากระบวนการตรวจสอบกำลังเดินอยู่ อย่างน้อยก็ลดกระแสเดือดดาลนายพลโรเล็กซ์ลงได้บ้าง
    ครับ...วานนี้ไม่มีอะไรในกอไผ่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  นอกจากพยายามทำให้เรื่องราวมันลดความร้อนแรงลง 
    พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ขอถอนตัวจากคดี เพื่อความโปร่งใส ไม่ใช่เซอร์ไพรส์ เพราะท่านไม่ควรเข้ามาใน ป.ป.ช.ตั้งแต่แรก
    มาแล้วเกิดข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อนในอำนาจ มันก็เป็นปัญหาอย่างที่เห็น
    ซึ่งก็คือปัญหาเก่าๆ ของบ้านเมืองที่ไร้การปฏิรูป
    ประธาน ป.ป.ช.กับรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ถูกมองว่าเป็นลูกน้องกับนายเก่า 
    แล้วจะสลัดข้อสงสัยองค์กรตรวจสอบถูกแทรกแซงได้อย่างไร
    ต้องอยู่ในสภาพนี้กันไปอีกพักใหญ่ 
    แต่.....อย่าเพิ่งด่า ป.ป.ช.ครับ!
    คดีแม้ว หมู หมา กา ไก่ ล้วนต้องใช้เวลาตรวจสอบ สอบสวน ใช่ว่ารับคำร้องปั๊บ จะฟันปุ๊บ แบบนั้นมันก็ไม่เป็นธรรมแก่ผู้ถูกร้อง 
    คดีแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน ก็เช่นกัน คืบหน้านิดหน่อย 
    ที่จริงว่าจะเลิกคุยเรื่องนาฬิกา ปล่อยให้ว่ากันไปตามกรรม แต่มันอดไม่ได้ เห็นท่านเลขาฯ ป.ป.ช.แถลงข่าวแล้ว มันข้องใจ
    หลังจากถูกแฉไปถึงเรือนที่ ๒๕ ป.ป.ช.ก็บอกให้ "บิ๊กป้อม" ชี้แจงอีกรอบ
    เป็นครั้งที่ ๓ 
    นี่ถ้าเพิ่มเป็น ๓๐ เรือน ก็คงต้องชี้แจงเป็นคำรบที่ ๔ ซินะ!
    เอาแค่เบื้องต้นตามนี้ มันสะท้อนให้เห็นความจริงบางอย่างเช่นกัน 
    ยืมเขามากี่เรือนทำไมไม่แจกแจงไปคราวเดียว เพราะตัวเองรู้อยู่ 
    แต่ละเรือนไม่ใช่บาทสองบาท ยืมมั่วคงไม่ได้
    หรือยืมเยอะจนจำไม่ได้ 
    ยืมเยอะจนจำไม่ได้นี่ก็แปลก 
    แต่ที่มากกว่าแปลกคือ....
    มันมีคนแบบนี้จริงหรือ?
    นี่...ถามในฐานะมนุษย์ขี้เหม็น คนที่ชอบอะไรบางอย่างถึงขั้นคลั่งไคล้ จะมีสักกี่คนที่ไม่มีสิ่งนั้นไว้ในครอบครองเลย 
    เอาแต่ยืมเพื่อนตลอด มันผิดธรรมชาติ
    เรือนร้อยเรือนพันไม่ใส่ ใส่ไม่เป็น 
    ต้องเรือนแสนเรือนล้านเท่านั้นถึงจะยืมใส่  
    ย้ำอีกที ในโลกใบนี้ จะมีคนแบบนี้สักกี่คน 
    ไปดู "วรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช." แถลงข่าวซะหน่อย 
    "ต้องตรวจสอบว่าข้อมูลเท็จจริงเป็นอย่างไร มี ๒๕ เรือนจริงหรือไม่ หรืออาจเป็นภาพซ้ำ ความจริงแล้วอาจมีแค่ ๑๕  เรือนก็ได้ และต้องตรวจสอบว่าเป็นนาฬิกาของใคร ใครเป็นเจ้าของ"
    “คิดว่าต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบสักพัก เพราะต้องตรวจสอบนาฬิกาทั้ง ๒๕ เรือน คาดว่าถ้ารวบรวมข้อมูลครบถ้วนเรียบร้อยข้อเท็จจริงยุติตามแผน จะสามารถสรุปได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้” 
    "หากนาฬิกาเป็นของบุคคลอื่น พล.อ.ประวิตรไม่ต้องแสดง เพราะจะต้องแสดงเฉพาะทรัพย์สินที่เป็นของตัวเอง และคู่สมรส พร้อมบุตร" 
    ใช่...เป็นของคนอื่นจะแสดงทำไม แต่ ป.ป.ช.ควรมีทัศนะในฐานะองค์กรตรวจสอบที่รอบด้านกว่านี้   อย่าเลือกพูดให้ชัดเฉพาะบางประเด็น 
    แล้วปล่อยให้บางประเด็นคลุมเครือต่อไป
    ก็ทุบโต๊ะไว้ล่วงหน้า สิ้นกุมภาพันธ์ ป.ป.ช.จะขยายเวลาตรวจสอบออกไปอีก 
    มีเหตุผลครับ!
    บริษัทนาฬิกาชี้แจงมาไม่ครบ ก็คล้ายกับสินบนโรลส์-รอยซ์ ให้เอกสารหลักฐานตามที่ขอไปไม่ครบ      ลากยาวกันไป....
    ตามท้องเรื่องนาฬิกาเพื่อน มันมีหลายประเด็นขัดความรู้สึกของประชาชน แต่กลับไม่มีการตอบสนองจากรัฐบาล
    แม้กระทั่งการแถลงข่าวของ ป.ป.ช.วานนี้ นายกรัฐมนตรียังรู้ก่อนกรรมการ ป.ป.ช.บางคนเสียอีก  ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
    ท่ามกลางเสียงเตือนว่าอย่างน้อยให้พักงาน "บิ๊กป้อม" เสีย เพื่อเคลียร์นาฬิกาให้จบก่อน แต่เสียงที่ว่าไปไม่ถึงหู "ลุงตู่" 
    สดๆ ร้อนๆ คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ ๒๑-๒๕๖๑ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน 
    กรรมการชุดนี้มีหน้าที่ทำอะไร?
    เบื้องต้นคือไปขับเคลื่อนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๗๙) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๔) 
    รวมทั้งยุทธศาสตร์พัฒนาพื้นที่เพื่อสร้างความมั่นคงของชาติ
    คณะกรรมการมีใครบ้าง เยอะครับ 
    มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน 
    ส่วนรองประธานก็เรียงตามลำดับไหล่ 
    "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" รองประธานเบอร์ ๑ 
    มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและแนวทางในการบูรณาการขับเคลื่อนงาน โครงการของส่วนราชการของหน่วยงานต่างๆ ที่มีเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่ในระดับหมู่บ้าน ชุมชนร่วมกันตามแนวทางประชารัฐ 
    สนับสนุนในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ระดับตำบล/ชุมชน ฯลฯ
    โดยสรุปคือ นี่คือ "กรรมการไทยนิยม"
    แน่นอนครับ "บิ๊กป้อม" คนเดียวกำหนดทิศทางอะไรไม่ได้
    แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่นายกฯ ไม่อยู่ ไม่ว่าง "บิ๊กป้อม" ก็นั่งหัวโต๊ะ 
    เมื่อ "บิ๊กป้อม" มาเป็นโลโก้ "ไทยนิยม" จะเกิดอะไรขึ้น
    ที่จริงไม่มีใครรังเกียจรังงอน "บิ๊กป้อม" หรอกครับ ถ้าไม่มีกรณีนาฬิกาเพื่อน 
    ก็ดูซิครับ....
    "ป้อมเรือดำน้ำ" 
    "ป้อมรถถัง" 
    ถึงจะมีคนด่า แต่ส่วนใหญ่เขาไม่เอาด้วยก็เงียบไป 
    แต่ "ป้อมนาฬิกา" มันไม่ได้เป็นแบบนั้น 
    ที่ผู้คนออกมาแหกปากบอก ให้ "บิ๊กป้อม" สละเรือ เพื่อ คสช.ส่วนรวมได้อยู่แก้ปัญหาชาติต่อ อย่าคิดว่านั่นคือพวกจ้องล้มรัฐบาล
    ต้องแยกให้ออก!
    การตรวจสอบไม่ว่าฝ่ายไหน ต้องถูกตรวจสอบเท่าเทียมกัน ฝ่ายแม้ว ฝ่ายมาร์ค ฝ่าย คสช. ต้องเสมอกัน
    ไม่ใช่เชียร์ฝ่ายไหน ก็ไม่อยากให้ฝ่ายตัวเองถูกตรวจสอบ แบบนั้นมันไปไม่ได้แน่ 
    นักการเมือง ๔.๐ ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ถ้าไม่มีความรับผิดชอบ นักการเมือง ๐.๐ ก็ยังเป็นไม่ได้    
    ก็นึกภาพไม่ออกว่า "บิ๊กป้อม" จะหามไทยนิยมไปได้อย่างไร ในขณะที่ขา ๒ ข้างยังพันด้วยนาฬิกาเพื่อน แบบนี้ 
    เท่าที่รู้มา มีความพยายามที่จะให้ออกมาในรูป ยืมนาฬิกาเพื่อนมาใส่ จึงไม่ต้องแสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สินตามที่ เลขาฯ ป.ป.ช. แถลงเอาไว้จริงๆ
    มีความพยายามรวบรวมที่มาของนาฬิกาแต่ละเรือน ที่หามาไม่ได้ก็อ้างเจ้าของเสียชีวิตแล้ว ติดตามไม่ได้ สุดท้ายก็ยกประโยชน์ให้จำเลย 
    มันจะออกมาแบบนั้น ไม่มีพลิกเป็นอย่างอื่น 
    ก็อยู่ที่สังคมไทยจะยอมรับหรือไม่ 
    แต่ในทางการเมือง "บิ๊กป้อม" คือตัวถ่วงของรัฐบาล คสช.
    และถ้า "ลุงตู่" ไปเป็นนายกฯ คนนอก ก็น่ากังวลแทนจริงๆ
    เพราะแม้ ป.ป.ช.ทำให้จบเรื่องไปแล้ว แต่เรื่องนาฬิกาเพื่อนยังไม่จบแน่นอน 
    หาก "ลุงตู่" ยังสลัดไม่พ้น แล้วยังใช้งาน "บิ๊กป้อม" อีก บอกได้คำเดียว สภาผู้แทนฯ ต่างจากสภาสนช.ราวฝ่ามือกับหลังตีน 
    ฉะนั้นมองการเมืองไกลไปอีก ๑-๒ ปี หาก คสช.ยังเล่นการเมือง นาฬิกาเพื่อนก็ยังคงอยู่กวนใจต่อไป 
    ตัดฉากไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด วานนี้ แกนนำ กปปส.เข้ารายงานตัวฟังคำสั่งคดีกบฏ เพื่อส่งฟ้องต่อศาลอาญา
    ก็ต้องยอมรับจุดหนึ่งว่า กปปส.ทำให้เกิดกระแสปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แม้สุดท้ายยากที่จะเกิด แต่กปปส.ทำบางอย่างสำเร็จไปแล้วนั่นคือ 
    สังคมตื่นตัวกับการปฏิรูปประเทศ! 
    สงครามย่อมมีการบาดเจ็บล้มตาย แกนนำ กปปส.มีคดียาวเป็นหางว่าว ทั้งกบฏ ก่อการร้าย โทษตายก็หลายคน 
    ทหารตายในสงครามจะได้รับการยกย่องเชิดชูจากคนรุ่นหลังในฐานะวีรบุรุษ  
    แต่แม่ทัพที่เอาแต่หลบซ่อน ไร้ความกล้าหาญ ไม่ยอมรับความจริง  
    อนาคตมีแต่เสียงสาปแช่งไล่หลัง.
                                ผักกาดหอม

วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561

งด ...มะรุม มะตุ้ม !!!

งด ...มะรุม มะตุ้ม !!!
หลังจาก วานนี้ ทีม รปภ. ไม่กันนักข่าว เดินมะรุมมะตุ้ม หลังเลิกให้สัมภาษณ์ เริ่องนาฬิกา....จนถูกเอ็ด.... วันนึ้ ทีมงานเลยขอความร่วมมือนักข่าว ว่า
ถ้าไม่ให้สัมภาษณ์ ขออย่ารุมเดินตาม
ถ้าไม่ให้. ขออย่ามะรุม มะตุ้ม
ถ้าไม่ให้ ขอไม่ต้องเดืนตามไปถามถึง ประตูรถ
ทีมรปภ.จะได้ ไม่ต้องกัน
วันนี้ บิ๊กป้อม งดพูด งดตอบคำถาม ไม่พูดคำใดๆ ปิดปาก สนิท แต่ หน้าตาอมยิ้มอ่อนๆ ไม่เครียด
เดี๋ยวนี้ "บิ๊กป้อม"ขึ้นรถ แล้ว ไม่กดกระจกรถลง ทักทาย ทีมงาน หรือนักข่าว อีกเลย เพราะ รู้ว่า นักข่าว ช่างภาพ รออยู่!!
ข่าวว่า ภาพ แบบนี้ เป็นเหตุผลหนึ่ง เพราะ ถ่ายตอนพูดกับนักข่าว ก่อนขึ้นรถ เมื่อสัปดาห์ ก่อน บิ๊กป้อม ไม่แฮปปี้นัก!!

ความสุข !!

ความสุข !!
"บิ๊กตู่" แขวะ"สมชัย กกต" ไปเตรียมตัวแต่งงาน เถอะ อย่ามายุ่ง เสนอ"ปลดล็อค" แทนแก้กม.ยิ้อเวลา บอกยินดีด้วย ศอกกลับ ไม่เชิญผม แต่ถึงเชิญก็ไม่รู้จะไปรึเปล่า
(23)พล.อ ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคสช.กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ที่เสนอแนวคิดคสช.ให้ปลดล็อคพรรคการเมืองแทนการขยายเวลาบังคับใช้พ.ร.บประกอบรัฐธรรมนูญเลือกตั้งสส. เพื่อให้พรรคการเมืองมีเวลาเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งมากขึ้นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของกกต.
"ผมว่าท่านไปเตรียมแต่งงานของท่านจะดีกว่า ไปเตรียมแต่งงานของท่าน ไปน่ะดีแล้วแหละ ก็ยินดีกับท่านด้วย
แต่งงานท่านบอกท่านไม่ได้เชิญผม ถ้าท่านเชิญผมมา ผมจะไปหรือเปล่าไม่รู้เหมือนกันนะ เป็นเรื่องความสุขของท่าน"

Meet the press .."สื่ออยากรู้ รัฐอยากเล่า"

Meet the press .."สื่ออยากรู้ รัฐอยากเล่า"
"บิ๊กตู่" สั่ง รมต.วนคิวพบนักข่าว "พฤหัสนี้" ให้ สื่อ-บรรณาธิการ-คอลัมนิสต์"พบ"วิษณุ"ถาม-ตอบ "กฎหมาย-โรดแมพรัฐบาล" ให้นัดกินข้าว 2 เดือนครั้ง กระชับสัมพันธ์
พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ จะเปิดโอกาสให้บรรณาธิการ คอลัมนิสต์ รวมถึงสื่อมวลชน ได้พบปะและสอบถามงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะงานในส่วนของกฎหมายและการดำเนินการตามโรดแมพของรัฐบาล
ภายใต้ชื่องาน "สื่ออยากรู้ รัฐอยากเล่า" ตอนกฎหมายหลายรส เพื่ออนาคตประเทศไทย ในวันที่ 25 ม.ค.นี้ ที่อาคารภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล
ซึ่งเปลี่ยนจากชื่องานเดิมคือ "Meet the Press" ที่เคยจัดไปเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมีนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(ดีอี) มาพูดคุยเป็นกระทรวงแรก เพื่อเป็นการชี้แจงนโยบายการทำงานตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.ได้สั่งการ

ทั้งนี้ นายกฯ ยังอยากให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมีสัมพันธไมตรีที่ดีกับสื่อฯ จึงจะจัดให้มีการรับประทานอาหารร่วมกันกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับงานด้านประชาสัมพันธ์ เช่น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ
โดยกำหนดไว้ 2 เดือนต่อครั้ง เพื่อเสนอแนะแลกเปลี่ยนการทำงานซึ่งกันและกัน โดยจะเริ่มในช่วงปลายเดือนก.พ.

"บิ๊กป้อม"......คำไหน คำนั้น ..ไม่พูด ไม่ให้สัมภาษณ์

"บิ๊กป้อม"......คำไหน คำนั้น ..ไม่พูด ไม่ให้สัมภาษณ์...ไม่เอื้อน ไม่เอ่ย พิกุลไม่ร่วง เลย....
ไม่ว่า นักข่าวจะถามอะไร บิ๊กป้อม เดิน อมยิ้มอ่อนๆ ขึ้นรถ กลับ โดยมี ทีมรปภ. กันตลอดทาง..... โดยทีมงาน ขอร้องนักข่าวว่า ถ้า พลเอกประวิตร ไม่หยุดให้สัมภาษณ์ ก็ไม่ต้องตาม มะรุมมะตุ้ม ทีมรปภ. จะได้ไม่ต้อง กั้น ...นักข่าว ช่างภาพ กว่า50 คน รอทำข่าว
หลังประชุมบอร์ดกีฬา นาน2 ชม.เต็ม !!

รับได้มั้ยเลื่อนเลือกตั้ง ๙๐ วัน

รับได้มั้ยเลื่อนเลือกตั้ง ๙๐ วัน


   
    ประเทศไทยเราปัญหาเยอะจริงๆ 
    จิ้มไปตรงไหน ก็เจอแต่ปัญหา 
    สาเหตุไม่ใช่อื่นไกล อยู่ที่คนนี่แหละ 

    เห็นท่าจะจริงกับคำกระแนะกระแหนว่า ประเทศไทยดีไปหมดทุกอย่าง พร้อมไปเสียหมดทุกเรื่อง   
ทั้งภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สารพัดศาสตร์ เสียอย่างเดียว 
    มีคนไทยอยู่! 
    คนไทยเถียงกันทุกเรื่อง ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดี  
    แต่ที่เสียมากกว่าได้คือ ไม่เคยเถียงกันจบสักเรื่อง แล้วเอาไปขยายต่อ เป็นเรื่องราวสร้างความ
ขัดแย้งไม่จบไม่สิ้น 
    มันก็มาจากหลายสาเหตุ 
    คุยกันไม่รู้เรื่องเพราะทำมึน ไม่อยากจะรู้เรื่อง ทั้งๆ ที่รู้เรื่องดีที่สุด 
    บางคนรู้ทุกอย่าง รู้ทุกเรื่อง รู้มากจนเหมาเอาว่าคนอื่นไม่รู้เรื่อง 
    และมีพวกที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ทำเป็นรู้ทุกเรื่อง
    เอาแค่เลือกตั้งเรื่องเดียว คุยกันมาเป็นปีแล้ว ที่คิดว่าจะจบก็ไม่จบ เพราะคนรู้ไม่พูด คนไม่รู้ก็พูด
กันจัง บางคนคิดแทนคนอื่น ส่วนคนที่ถูกคิดแทนไม่หือไม่อือ 
    หรือไม่ก็ลากไปเป็นอีกเรื่อง
    มันถึงยุ่งไม่รู้จบ 
    สองสามวันมานี้มีข่าวการเลือกตั้งจะเลื่อนออกไปอีก ๙๐ วัน
    คือเลื่อนจากเดือนพฤศจิกายนออกไปเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ แทน
    นั่นเพราะมีข้อเสนอแก้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภา
ผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ให้ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายหลังประกาศราชกิจจานุเบกษาออกไป ๙๐ วัน 
    โดยมากแล้วกฎหมายจะประกาศใช้ในวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา     
    แต่กฎหมายฉบับนี้ ๙๐ วัน 
    ถามว่าแปลกหรือเปล่า? 
    ก็ไม่แปลก เพราะกฎหมายบางฉบับระบุให้ประกาศในช่วงเวลาที่เหมาะสม ๙๐, ๑๒๐ วันก็เคยมี
ให้เห็นมาแล้ว
    ว่ากันตามตำรา...
    ก่อนอื่นต้องเข้าใจคำว่ากฎหมาย ในที่นี้หมายถึง รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนด  
หรือประกาศของคณะปฏิวัติชื่อต่างๆ ที่มีลำดับศักดิ์ของกฎหมายเป็นชั้น 
    พระราชบัญญัติที่เรียกว่า "กฎหมายแม่บท" กฎหมายแม่บทเหล่านี้ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา
จึงจะใช้บังคับได้ 
    ส่วนพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่ง นั้น โดยปกติออกโดย
อาศัยอำนาจของกฎหมายแม่บทฉบับใดฉบับหนึ่ง 
    จึงถูกจัดเป็นกฎลำดับรอง หรืออนุบัญญัติของกฎหมายแม่บท ที่มีทั้งอยู่ภายใต้บังคับให้ต้องประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาจึงจะใช้บังคับได้ และที่ให้มีผลใช้บังคับได้ทันทีที่ตราออกมาโดยไม่ต้องประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษา 
    ขึ้นอยู่กับกฎหมายแม่บทแต่ละฉบับจะบัญญัติเรื่องนั้นไว้อย่างไรเป็นสำคัญ
    การประกาศกฎหมายแม่บท หรือกฎลำดับรองในราชกิจจานุเบกษานั้น เป็นกระบวนการเพื่อเป็นตาม
หลักนิติธรรมที่ว่า..... 
    รัฐจะออกกฎหมายหรือกฎมาบังคับประชาชนเท่าที่จำเป็น
    เมื่อต้องการออกกฎหมายหรือกฎใดเพื่อบังคับประชาชนก็ต้องจัดให้ประชาชนได้ทราบกฎหมายหรือ
กฎนั้น 
    เพื่อตรวจสอบหรือโต้แย้งได้ด้วย 
    จะเห็นได้จากการที่กฎหมายแม่บทแต่ละฉบับให้อำนาจรัฐมนตรี หรือเจ้าหน้าที่ออกกฎลำดับรองได้ 
ก็มักจะระบุเพิ่มเติมด้วย กฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งนั้นให้ใช้บังคับได้เมื่อประกาศในราช
กิจจานุเบกษา 
    แต่หลักการดังกล่าวและกฎหมายต่างๆ ส่วนใหญ่จะมิได้กำหนดให้กฎหมายหรือกฎลำดับต้องมีผล
ใช้บังคับในวันใดตายตัว 
    ผู้ตราหรือออกกฎหมายหรือกฎลำดับรอง สามารถเลือกกำหนดได้ตามความจำเป็นเร่งด่วน หรือ
เหมาะสมของแต่ละกรณี 
    โดยอาจกำหนดวันเดือนปีที่จะใช้บังคับไว้ตายตัว 
    หรือก่อนหลัง 
    หรือในวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็ได้ทั้งสิ้น 
    เพียงแต่ถ้าจะให้มีผลใช้บังคับก่อนวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะกระทำได้เฉพาะก่อให้เกิดผล
เป็นคุณต่อผู้อยู่ในบังคับของกฎหมายหรือกฎลำดับรองนั้นเท่านั้น เป็นโทษไม่ได้ 
    ดังนั้น การพิจารณาว่าด้วยกฎหมายหรือกฎลำดับรองฉบับใดเริ่มมีผลใช้บังคับเมื่อใด จึงไม่ใช่วันที่
พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย 
    และอาจมิใช่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเสมอไป 
    หากแต่ต้องตรวจสอบเนื้อหาภายในกฎหมายหรือกฎลำดับรองนั้นๆ เป็นเรื่องๆ ไปว่า กำหนดวันบัง
คับใช้ไว้เป็นเมื่อใดเป็นหลัก 
    เว้นแต่กรณีที่ไม่ได้เขียนกำหนดไว้เลย จึงจะให้ถือวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นวันเริ่มต้นการ
มีผลใช้บังคับกฎหมายหรือกฎลำดับรองนั้นได้ตามหลักกฎหมายทั่วไป
    ทำความเข้าใจแล้ว มาดูต่อว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังทำอะไรอยู่ 
    สนช.ให้เหตุผลว่า การขยายเวลาบังคับใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หลังประกาศราชกิจจานุเบกษา ๙๐ วัน เพื่อช่วยพรรคการเมือง 
    ช่วยอย่างไร? 
    ช่วยให้พรรคการเมืองสามารถเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้งได้ทันการณ์ โดยเฉพาะการทำไพรมารีโหวต 
ซึ่งต้องใช้เวลานานนับเดือน 
    เดิมที่พรรคการเมืองต่างๆ สามารถทำกิจกรรมพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยพรรคการเมืองได้ในเดือนนี้
    แต่เพราะ คสช.ยังไม่ปลดล็อก ทุกอย่างจึงยังหยุดนิ่ง  
    เมื่อกิจกรรมที่พรรคการเมืองต้องทำได้เลื่อนออกไป โดยที่ คสช.ยอมปลดล็อกในภายหลังให้ดำเนิน
การได้เฉพาะบางกรณี เดือนมีนาคม เมษายนนี้ 
    นั่นก็เท่ากับว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ถูกเลื่อนบังคับใช้ไปโดย
ปริยายแล้ว 
    ฉะนั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอื่นเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะออกมาหลังจากนี้ ควรเลื่อน
การบังคับใช้ด้วยหรือไม่  เพราะมีความเกี่ยวพันกัน กระทบเป็นลูกโซ่
    นั่นคือโจทย์ที่ต้องแก้ไข 
    แต่...มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า สนช.รับใบสั่งรัฐบาล คสช. 
    แล้วพรรคการเมืองเอาด้วยหรือเปล่า?
    ก่อนนี้หลายพรรคการเมืองพูดตรงกัน ปลดล็อกช้ากระทบแน่นอน ฉะนั้นต้องปลอดล็อกทั้งหมดโดย
เร่งด่วน 
    ขณะที่รัฐบาล คสช.ยืนกรานยังมีเวลาตามโรดแมปมากพอ 
    มาทบทวนโรดแมปกันอีกที    
     หลังจากที่กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง ๔ ฉบับคือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
พรรคการเมือง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พระราชบัญญัติประกอบรัฐ
ธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง   
มีผลบังคับใช้แล้ว    
    ให้จัดการเลือกตั้งภายใน ๑๕๐ วัน 
    อธิบายสั้นๆ หลังกฎหมายทั้ง ๔ ฉบับมีผลบังคับใช้ ให้เลือกตั้งใน ๑๕๐ วัน บวกอีก ๙๐ วัน 
เท่ากับ ๒๔๐ วัน 
    ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมา ๙๐ วัน พรรคการเมืองไม่พอใจแน่นอน 
    แม้ สนช.จะอ้างว่าเผื่อเอาไว้ ให้พรรคการเมืองเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งก็ตาม
    ก็ว่าไปตามประสาพรรคการเมือง เลือกตั้งช้า ประชาชนลำบาก เศรษฐกิจมีปัญหา ราวกับว่าเลือกตั้ง
แล้วรัฐบาลของประชาชนจะขยันทำงานให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ทันที 
    ก็พยายามจะเข้าใจพรรคการเมือง เพราะห่างจากสภา ไม่มีอำนาจในมือมานาน 
    แต่เมื่อมีปัญหาให้ต้องแก้ไข ระยะเวลา ๓ เดือน ไม่ใช่เงื่อนเวลาที่รอกันไม่ได้ 
    มองอย่างเป็นกลาง การมีเวลาเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะการทำไพรมารีโหวต ผลประโยชน์จะ
ตกอยู่กับพรรคการเมืองเอง 
    ยกเว้นพรรคที่ยังชี้นิ้วสั่งได้ 
    ขณะที่ คสช.เอง ก็ต้องทบทวนเช่นกันว่า การออกคำสั่งอะไรออกไปแล้วจะกระทบอะไรบ้าง 
    การเลือกตั้งจะเลื่อนออกไป ๓ เดือน ๔ เดือนไม่ใช่ปัญหา 
    ความชัดเจนต่างหากคือเรื่องใหญ่ 
    "ลุงตู่" เคยประกาศชัดเจนว่า เดือนมิถุนายน ๒๕๖๑ จะประกาศวันเลือกตั้ง 
    และในเดือน พฤศจิกายน ๒๕๖๑ จะให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไป และขอให้นักการเมืองอยู่ใน
ความสงบเรียบร้อย เพราะจะมีผลต่อการผ่อนปรนมาตรการ
    นั่นถือเป็นสัญญาประชาคม 
    วานนี้ โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
การเลือกตั้ง ส.ส. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกาศว่า คณะกรรมาธิการฯ มีมติเสียงข้างมากให้แก้ไข
มาตรา ๒ ของกฎหมายดังกล่าว 
    กำหนดให้ร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ๙๐ วันนับแต่วันประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา 
    ถ้า สนช.เคาะตามนี้จะกลายเป็นโรดแมปใหม่ การเลือกตั้งจะมีขึ้นอย่างน้อยช่วงต้นปี ๒๕๖๒  
    มองในภาพรวมการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปนิดหน่อยเพื่อให้ทุกฝ่ายมีความพร้อม ไม่มีเหตุผลใด
ที่จะยอมรับกันไม่ได้ 
    แต่ถ้า คสช.เลื่อนไม่รู้จบ ด้วยข้ออ้างใหม่ๆ ส่วนพรรคการเมืองเอาแต่งอแงจะเลือกตั้งเร็วๆ โดยที่
ตัวเองก็ไม่พร้อม 
    ความเสียหายจะตกที่ประชาชน 
    ฉะนั้นไม่มีทางเลือกอื่น วันนี้ต้องคุยกันให้เข้าใจ เอาประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง แล้วจบด้วย
ข้อสรุปเดียวกัน 
    แบบนี้ถึงจะไปได้.
                                    ผักกาดหอม

ยังอีกนาน

ยังอีกนาน


ข่าวลอบวางระเบิด “มอเตอร์ไซค์บอมบ์” ตลาดสดพิมลชัย อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เมื่อเช้าตรู่วันจันทร์ที่ผ่านมา

ทำให้พี่น้องประชาชนเสียชีวิต 3 ราย และมีผู้เคราะห์ร้ายได้รับบาดเจ็บอีก 18 คน

ถือเป็นเหตุรุนแรงสะเทือนขวัญหลังผ่านปีใหม่ 2561 เพียง 22 วัน

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าเหตุมอเตอร์ไซค์บอมบ์ตลาดสดกลางเมืองยะลาเป็นสัญญาณเตือนว่าวิกฤติไฟใต้ที่ลากยาวมาถึง 14 ปี ยังไม่จบ และยังจบไม่ลง

ความหวังจะได้เห็นพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้กลับคืนสู่ความสันติสุขยังห่างไกลมากจากความเป็นจริง

เพราะแม้แต่เขตชุมชนกลางเมือง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ “เซฟตี้โซน” มีมาตรการป้องกันเข้มข้นตลอด 24 ชั่วโมง

ก็ไม่สามารถป้องกันการลอบก่อเหตุระเบิดได้ 100 เปอร์เซ็นต์

“แม่ลูกจันทร์” ขอสาปแช่งกลุ่มสัตว์นรกที่ใช้วิธีก่อเหตุโหดเหี้ยมอำมหิตต่อเป้าหมายอ่อนแอในเขตเซฟตี้โซน

1, เลือกก่อเหตุในตลาดสด เพื่อมุ่งหวังเข่นฆ่าพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยตรง
2,มุ่งหวังให้เกิดความสูญเสียชีวิตจำนวน มากจากการลอบวางระเบิดเพียงครั้งเดียว
3, มุ่งหวังทำลายเศรษฐกิจการค้าขายชายแดนภาคใต้ให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง
4, มุ่งหวังโชว์ศักยภาพเพื่อท้าทายฝ่ายความมั่นคง
5, มุ่งหวังให้เกิดข่าวดังเพื่อข่มขู่คนในพื้นที่ให้หวาดกลัว

“แม่ลูกจันทร์” กระชุ่น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าที่รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดยะลา ให้เร่งไล่ล่าจับกุมสัตว์นรกกลุ่มนี้ เอามาลงโทษโดยเร็ว

เพราะถ้าปล่อยโจรชั่วกลุ่มนี้หลบหนีการจับกุมต่อไป

พวกมันก็จะไปก่อเหตุทำร้ายพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ซ้ำอีกอย่างแน่นอน!!

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า ตลาดสดพิมลชัย หรือตลาดรถไฟกลางเมืองยะลาแห่งนี้เคยเกิดเหตุลอบวางระเบิดมาแล้วถึง 2 ครั้ง 2 ครา

ครั้งแรก เกิดระเบิดเมื่อต้นปี 2550 มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 7 ราย

ครั้งที่ 2 เมื่อต้นปี 2553 เกิดระเบิดซ้ำอีก มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 3 ราย

ล่าสุด ครั้งที่ 3 เมื่อเช้าวานซืน ก่อเหตุมอเตอร์ไซค์บอมบ์ มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 18 คน

สรุปว่าวิกฤติไฟใต้ที่ยืดเยื้อมา 14 ปี มีพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงสูญเสียชีวิตไปแล้วกว่า 2.5 พันราย

ได้รับบาดเจ็บไปแล้วกว่า 5.8 พันคน

และตัวเลขความสูญเสียยังเพิ่มขึ้นๆๆตลอดเวลา

“แม่ลูกจันทร์” ยอมรับว่าในปี 2560 ที่เพิ่งผ่านไป สถิติการก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน

แม้ว่าภาพรวมสถานการณ์ชายแดนใต้จะดีขึ้นเป็นลำดับ

แต่ยังไม่มี “จุดเปลี่ยน” หรือ “จุดพลิกผัน” ที่จะทำให้วิกฤติไฟสิ้นควันอย่างสิ้นเชิง

เพราะยังหาคำตอบไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังตัวจริง??

แม้แต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่เองก็ยังมองต่างมุม

บางฝ่ายมองว่าเป็นฝีมือกลุ่มแยกดินแดน

บางฝ่ายมองว่าเป็นฝีมือกลุ่มธุรกิจมืด

บางฝ่ายมองว่าเป็นฝีมือกลุ่มการเมือง

เมื่อยังมองเป้าไม่ชัด ก็ยังแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ยังเกาไม่ถูกที่คัน

ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้จึงต้องบานๆ หุบๆ อย่างนี้ไปอีกนาน

อีกนานแค่ไหน...ก็ไม่รู้เหมือนกัน.
"แม่ลูกจันทร์"

เดิมพันแชร์อำนาจใหม่

เดิมพันแชร์อำนาจใหม่


ใครไม่โดนกับตัวเอง คงไม่รู้หรอกว่า “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ออกอาการ “hurt” เจ็บปวดมากแค่ไหน

กับการโดนเพื่อนรักที่ “เตะตูด” เล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ หักเหลี่ยมโหด

“ลงมีด” เชือดกันอย่าง “เลือดเย็น”

ตามปรากฏการณ์แบบที่ “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ ออกมาตอกย้ำปมร้อนนาฬิกาหรู เป็นเชิงว่ารู้เบื้องลึกเบื้องหลังตัวละครที่เกี่ยวข้องตามท้องเรื่อง ย้อนอดีตเพื่อน “เซนต์คาเบรียลคอนเน็กชั่น” แต่ไม่รับรู้

เรื่องของการให้ยืมนาฬิกาอย่างที่อ้างกัน

แถมยังกดดัน ถ้าเป็นตัวเองลาออกแล้ว สังคมกดดันขนาดนี้ยังไงก็อยู่ไม่ไหว

ในจังหวะสถานการณ์ที่เล่นต่อเป็น “ลูกระนาด” หลัง “หม่อมอุ๋ย” พูดเสร็จก็เป็น

ลูกชายซึ่งนั่งเป็นผู้จัดรายการคุยข่าวทีวีดิจิตอลช่องของฝั่ง “ทักษิณ” ลากประเด็นเอาไปซัลโวตามน้ำ
ตอกย้ำ ซ้ำแผล แห่กระแส “ฆ่า” กันให้เห็นๆ

ที่แสบทรวงก็ตรงย้อนไปดูข่าวเก่า “บิ๊กป้อม” เป็นคนดึง “หม่อมอุ๋ย” เข้ามานั่งเป็นรองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.ในช่วงแรก เพราะความไว้วางใจเพื่อนที่เตะตูดเล่นกันมา

ก่อนที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. จะปรับ “หม่อมอุ๋ย” ออกให้ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาเป็นรองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ

ทิ้งไว้ซึ่งอาการ “ค้างคาใจ” ของคนบางคน

สถานการณ์สะท้อนตัวตน “เซนต์คาเบรียลคอนเน็กชั่น” มีครบทั้ง ใจกว้าง ใจแคบ ใจดำ

แต่แน่นอน ประเมินกันตามรูปการณ์ของเพื่อนที่เตะตูดเล่นกันมา หันมาหักเหลี่ยมโหดกัน

แสดงว่า มันต้องเป็นอะไรที่โยงกับ “เดิมพัน” สูงๆ

ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ยุทธการเด็ด “บิ๊กป้อม” หักขาค้ำยัน “บิ๊กตู่” เดินมาถึงจุดที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “แนวร่วมมุมกลับ”

ขบวนการเจาะยางทั้งฝั่งตรงข้ามและอดีตแนวร่วมฝ่ายเดียวกัน แปรรูปขบวนรบเข้าถล่มรัฐบาล

รายการ “กฐินสามัคคี” ที่ไม่มีเจ้าภาพหลัก

ตามรูปการณ์แปร่งๆ ที่เริ่มมีเครื่องหมายคำถาม ขบวนการไล่ทุบ “พี่ใหญ่” ใครเป็นหัวขบวนกันแน่

เพราะโดยเกมไม่น่าจะใช่พรรคเพื่อไทย ในเมื่อรู้กันทั้งวงนอกวงใน “พี่ใหญ่” คือช่องที่เหลืออยู่เพียงประตูเดียวของฝ่ายคุมเกมอำนาจพิเศษที่ฝั่ง “ทักษิณ” ยังพอจะต่อสายเชื่อมได้

เป็นหลักประกันความปลอดภัยของลูกเมียในประเทศไทย

ถ้าโค่น “บิ๊กป้อม” ไป “นายใหญ่” จะเสียมากกว่าได้

ส่วนพวกที่จะได้มากกว่าเสีย ชัดเจนว่าเปิดหน้าเล่นกันมาตลอดก็คือเครือข่ายม็อบพันธมิตร ที่ฝังอกฝังใจคดีลอบสังหาร “สนธิ ลิ้มทองกุล”

แถมยังมาขัดอกขัดใจเรื่องขุมทรัพย์ ปตท. สัมปทานปิโตรเลียม โรงไฟฟ้าถ่านหิน

งานนี้ได้เช็กบิล “พี่ใหญ่” ถอนบัญชีแค้นทบต้นทบดอก

และที่ออกตัวแรงขึ้นตามลำดับก็คือรายของพรรคประชาธิปัตย์ที่ล่าสุดตั้งแท่นยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความปม “เซ็ตซีโร่” สมาชิกพรรคการเมือง

ใสหัวเรือเข้า “ขวางลำ” เรือแป๊ะ ไม่ไหลตามน้ำอีกต่อไป

ที่ต้องจับตา ในห้วงสถานการณ์มะรุมมะตุ้ม ตามข่าววงในเริ่มจับความเคลื่อนไหวของ “ขาใหญ่” เบื้องหลัง มีการโยงไปถึงการขยับของทีมงาน “ผู้ดีรัตนโกสินทร์”

ต่อสายนัดพบขุมข่าย “ผู้เฒ่า” ขั้วอำนาจเก่าสายโบร่ำโบราณ

ล้อไปกับปรากฏการณ์ที่เซเลบ ดารา นักร้อง ที่เคยกระโดดขึ้นเวทีม็อบไล่ “ยิ่งลักษณ์” เริ่มกลับมาแสดงตัวแสดงตนบนสื่อโซเชียลฯ แห่กระแสกดดัน “บิ๊กป้อม” เขย่ารัฐบาล

บรรยากาศเริ่มเหมือนตอนโค่นกระดาน “ทักษิณ”

เร้ากับยุทธการปล่อยข่าวจากพวก “กระสัน” ปั่นกระแสรัฐบาลแห่งชาติ หวังแชร์อำนาจ เขย่าผลประโยชน์กันใหม่ในหมู่ขบวนการโค่น “นายใหญ่”

ซึ่งนั่นก็ย้อนแย้งกับกระแสอีกฟากหนึ่งจากฝ่ายคุมเกมประเทศไทย ถ้าวุ่นมากก็พร้อม “รีเซ็ต”

ส่ง “นกกระสา” มาแทน “ลุงตู่” ให้รู้แล้วรู้รอดไป.


ทีมข่าวการเมือง