PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

"บิ๊กป้อม" ให้รอก่อน ปลดล็อค เลือกตั้งท้องถิ่น แต่มี แน่ เลือกตั้ง

"บิ๊กป้อม" ให้รอก่อน ปลดล็อค เลือกตั้งท้องถิ่น แต่มี แน่ เลือกตั้ง
พลเอกประวิตร รองหัวหน้าคสช. ยัน คสช.ยังไม่พิจารณา"ปลดล็อค"พรรคการเมือง อีกทั้ง ยังไม่มีประชุม คสช.
ส่วนจะปลดล้อค สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อใดนั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ตอนนี้ ยังไม่ได้กำหนดวันเลือกตั้งชัดเจน ยังไม่มีเลย จะปลดล้อคได้ไง แต่ยันมีเลือกตั้ง ทัองถิ่น มีแน่
ส่วน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะตั้งพรรคหนุน พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกฯนั้น พลเอกประวิตร ปฏิเสธที่จะตอบ โดยกล่าวว่า ไม่รู้ เป็นเรื่องของคุณสุเทพ พรรคสุเทพ ไปถาม สุเทพ โน่น
ก่อนรีบจบการให้สัมภาษณ์

วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เบื้องหลังล้มกระดาน! สนช.กลับลำชิงคว่ำ 7 ว่าที่ กกต. นาทีสุดท้าย

เปิดเบื้องหลังล้มกระดาน! สนช.กลับลำชิงคว่ำ 7 ว่าที่ กกต. นาทีสุดท้าย

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 17.36 น.

บันทึกประวัติศาสตร์ครั้งแรก สัญญาณชัด 'สนช.' ชิงโหวตคว่ำล้ม7ว่าที่กกต.ยกชุด หวั่นมีคนร้องศาลรธน.ตัวแทนสายศาลกระบวนการที่มาผิดไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แถมยังไร้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้งเข้ามาทำงาน ยันโรดแมปเลือกตั้งไม่เลื่อน กกต.ชุดเก่าทำหน้าที่ต่อไปได้
22 ก.พ.61 ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1ทำหน้าที่ประธาน เพื่อพิจารณาการให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งคณะกรรมาธิการสามัญทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการเลือกตั้ง ที่มี พล.อ.อู้ด เบื้องบน เป็นประธาน กมธ.ฯ
โดยรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 7 คน ประกอบด้วยตัวแทนที่มาจากคณะกรรมการสรรหา 5 คน ได้แก่ นายประชา เตรัตน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และอดีตผวจ.หลายจังหวัด นายเรืองวิทย์ เกษสุวรรณ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ นางชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท วรวิสิฏฐ์ จำกัด และหัวหน้าสำนักงานกฎหมายสุธีรชาติ
ขณะที่ตัวแทนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คน ได้แก่ นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา นายปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ทั้งนี้ พล.อ.อู้ด ได้รายงานการตรวจสอบประวัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้ง 7 คน ต่อที่ประชุม สนช.ในส่วนที่เป็นรายงานเปิดเผย
จากนั้นที่ประชุม สนช.ได้สั่งให้ประชุมลับ เพื่อพิจารณารายงานลับของผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้ง 7 คน โดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง จนกระทั่งเวลา 13.00 น.เมื่อกลับมาเปิดประชุมอีกครั้ง โดย นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้สั่งให้สมาชิก สนช.ลงมติลับด้วยการเข้าคูหากาบัตรลงคะแนน ผลปรากฏว่า ที่ประชุม สนช.ลงมติไม่เห็นความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้ง 7 คน
ทั้งนี้ ผลโหวตปรากฎว่า นายฐากร ตัณฑสิทธิ ไม่เห็นชอบด้วยคะแนน 156 เห็นชอบ 27 งดออกเสียง 17 นายเรืองวิทย์ไม่เห็นชอบด้วยคะแนน 175 เห็นชอบ 10 งดออกเสียง 14 นางชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ ไม่เห็นชอบด้วยคะแนน 168 เห็นชอบ 16 งดออกเสียง 16 นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ไม่เห็นชอบด้วยคะแนน 149 เห็นชอบ 30 งดออกเสียง 21 นายประชา เตรัตน์ ไม่เห็นชอบด้วยคะแนน 125 เห็นชอบ 57 งดออกเสียง 86 นาย นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ไม่เห็นชอบด้วยคะแนน 128 เห็นชอบ 46 งดออกเสียง 26 และนายปกรณ์ มหรรณพ ไม่เห็นชอบด้วยคะแนน 130 เห็นชอบ 41 งดออกเสียง 29
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับขั้นตอนการนับคะแนนที่ได้เกิดความล่าช้า เนื่องจากคะแนนเกินจำนวนผู้ลงคะแนน คือ 200 คน แต่เมื่อคะแนนรวมได้ 201 กรรมการนับคะแนน จึงต้องตรวจสอบความถูกต้องใหม่ ภายหลังการตรวจสอบปรากฏว่า ได้มีการแก้คะแนนในส่วนของงดออกเสียงออกคนละ 1 เสียง อย่างไรก็ตามการที่ สนช.ไม่ให้ความเห็นชอบผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อไปเป็นกรรมการขององค์กรอิสระถือเป็นครั้งแรกที่โหวตคว่ำยกชุด
ทั้งนี้ บุคคลทั้ง 7 คน ได้รับความเห็นชอบน้อยกว่ากึ่งหนึ่งจากสมาชิก สนช.ทั้งหมด หรือ 124 คน จากสมาชิก สนช.ทั้งหมด 248 คน ส่งผลให้บุคคลทั้ง 7 คน ไม่ได้รับความเห็นชอบจาก สนช.ให้ดำรงตำแหน่ง กกต.โดยขั้นตอนต่อไป สนช.จะต้องรายงานการประชุมไปให้คณะกรรมการสรรหาและที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อดำเนินการสรรหาบุคคลมาให้ สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบใหม่อีกครั้ง โดยทั้ง 7 คนดังกล่าว จะไม่สามารถกลับมาสมัครใหม่ได้ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ศ.2560
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมลับได้มีการรายงานการตรวจสอบประวัติในเชิงลึกของผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้ง 7 คน อย่างละเอียดพบว่า ทุกคนมีเรื่องถูกร้องเรียนหมด โดยนายเรืองวิทย์ ถูก สนช.รุมซักถามประวัติอย่างหนัก โดยเหตุผลที่ สนช.ลงมติไม่เห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อทุกคน แม้ว่าทุกคนจะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก สนช.เห็นว่างานของ กกต.ตามรัฐธรรมนูญใหม่มีภารกิจสำคัญเรื่องการเลือกตั้ง จึงอยากได้บุคคลมีความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ในการทำงาน โดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง
ซึ่งสมาชิก สนช.ส่วนมากยังไม่เชื่อมั่นในฝีมือของผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้ง 7 คน ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของสาธารณชน และยังไม่เคยแสดงฝีมือการทำงานให้เป็นที่ประจักษ์ ขณะเดียวกันในส่วนของผู้ได้รับการเสนอชื่อจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คน อาจมีปัญหาเรื่องที่มาการสรรหาได้ดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่ แม้ สนช.จะได้รับหนังสือยืนยันจากศาลฎีกาว่า กระบวนการสรรหาดำเนินการอย่างถูกต้อง แต่ สนช.เกรงว่า จะมีผู้ไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยขั้นตอนการสรรหาของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่า ดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่ในภายหลัง จะเกิดความวุ่นวายตามมามากมาย
ดังนั้น สนช.จึงอยากได้คนใหม่ที่ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความตั้งใจที่ดีที่สุด จึงลงมติไม่เห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้ง 7 คน
แหล่งข่าวจาก สนช.เปิดเผยว่า สำหรับการลงคะแนนเลือก กกต.ทั้ง 7 คน ที่ผลออกมาเป็นการเซ็ตซีโร่ โดยที่ไม่มีใครได้รับการเห็นชอบของ สนช.เลยนั้น เรื่องนี้เริ่มต้นมาจากบรรยากาศก่อนการประชุม สนช.มีการจับกลุ่มพูดคุยกันถึงการลงมติเลือก โดยมีกระแสข่าวสะพัดว่า ให้ลงมติไม่เห็นชอบ 7 ว่าที่ กกต.โดยมีการถกกันประเด็นที่มีผู้ได้รับคัดเลือก 2 คน ซึ่งมีปัญหาเรื่องที่มา ทำให้ สนช.เกิดความไม่มั่นในใจการทำงานของคณะกรรมการสรรหา เพราะหากปล่อยผ่านคนที่มีปัญหา อาจทำให้ผู้สมัครคนอื่นถูกตั้งคำถามด้วยเช่นกันถึงคุณสมบัติ ดังนั้น จึงทำให้เป็นผลการลงคะแนนออกมาเป็นไม่มีใครได้รับความเห็นชอบ
"การลงคะแนนของสมาชิก สนช.เป็นการตัดสินใจแบบกะทันหัน หลังจากที่มีการถกกันในการประชุมลับ ซึ่งการลงคะแนนแบบนี้ก็แสดงให้เห็นว่า สมาชิก สนช.ไม่มั่นใจในกรรมการสรรหา ไม่เชื่อมั่นในกรรมการสรรหา ไม่รู้ไปทำงานกันมาอย่างไร ถึงออกมาเป็นแบบนี้ได้" แหล่งข่าวระบุ
ขณะที่แหล่งข่าวจาก สนช.อีกรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ยืนยันมีสัญญาณชัดจาก คสช.ให้คว่ำทั้ง 7 คน โดย 2 คนแรกที่ สนช.ให้ความเป็นห่วงมาจากการสรรหาของศาลฎีกาที่ใช้วิธีการลงคะแนนอย่างเปิดเผยถูกต้องหรือไม่ ขณะเดียวกันในส่วนการสรรหา 5 คน จากกรรมการสรรหามีอยู่ 2 - 3 คนที่กังวลว่าจะทำงานไม่ได้ เนื่องจากไม่มีประสบการณ์การทำงานในด้านการเลือกตั้ง แต่สนช.ก็ไม่สามารถเห็นชอบอีก 2 คนที่เหลือ โดยหนึ่งคนที่แน่นอน คือ นายประชา เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นการไม่ให้เกียรติศาล ดังนั้น จึงเห็นว่าต้องคว่ำทั้งหมด 7 คน
ด้าน นพ.เจตน์ ศิรธารานนท์ สนช.กล่าวว่า การลงคะแนนเป็นผลมาจากการประชุมลับที่สมาชิกได้รับฟังการชี้แจงจากประธานและกรรมการสรรหาตรวจสอบประวัติ แต่เนื่องจากเป็นการประชุมลับจึงไม่สามารถบอกได้ว่า เนื้อหาการประชุมลับเป็นอย่างไร แต่หลังจากที่ฟังแล้วก็อาจจะมีสมาชิกที่ตัดสินใจรับรองและไม่รับรอง แต่หัวใจของเรื่องนี้ก็คือ แม้จะไม่ได้ กกต.ทั้ง 7 คนนี้ ก็ไม่มีผลต่อโรดแมปการเลือกตั้ง เนื่องจาก กกต.ชุดเก่ายังทำหน้าที่สามารถที่จะจัดการเลือกตั้งหรือทำกฎหมายต่อไปได้

ยังมีข่าวดีสู้ ‘ลางร้าย’

ยังมีข่าวดีสู้ ‘ลางร้าย’


อ่างบัวแตก กระถางต้นข่อยพัง ธูปปริศนา 36 ดอก อีการุมจิกซากนกพิราบ
ลางร้ายกระฉ่อนทำเนียบรัฐบาลรายวัน
กระแสข่าว “ไสยศาสตร์ 0.4” ถาโถมเข้าใส่รัฐบาลยุค 4.0 ไม่หยุดหย่อน
ในอารมณ์อ่อนอกอ่อนใจ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องขอร้องอย่ามองเป็นเรื่องโหราศาสตร์ เพราะมันแค่ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ
สื่ออย่าเสนอเรื่องอะไรที่มันเป็นความเคลือบแคลงสงสัยอีกเลย
เรื่องของเรื่อง มันก็เป็นภาวการณ์ปกติธรรมดาทางการเมืองในห้วงเทอมสุดท้ายรัฐบาล ตามท้องเรื่องที่ทีมงาน คสช.กำลังตกอยู่ในห้วง “ยางรั่ว” เซแซดๆตามแรงกระแทก
หลงอยู่ในวังวนกระแส “ขาลง” ตามอุปาทานหมู่ที่ถูกสร้างขึ้นโดยฝ่ายจ้องคว่ำกระดาน
สถานการณ์มาถึงจุดที่เริ่มเกิดอาการ “สะท้านกระแส”
ปรากฏการณ์แบบที่ “เสธ.ไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยช็อตร้อนในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดล่าสุด กรณีข้อสั่งการของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่พูดขึ้นกลางวง ครม.
“ผมไม่เคยสั่งการใครในทางที่ผิดกฎหมาย หรือให้ไปล็อบบี้ใคร ถ้าใครไปแอบอ้างโดยเฉพาะชื่อผมให้มาแจ้งกับผมเลย ผมจะเอาเรื่องไอ้คนนั้น”
และนั่นก็ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์สำทับเลยว่า ได้ข่าวมาเหมือนกัน มีการอ้างชื่อ 3 ป.
แต่ยืนยันได้เลยว่าทั้งหมดไม่เคยสั่งการอะไรเหล่านี้ หากพบมีการแอบอ้างชื่อตนเอง พล.อ.ประวิตร และ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เรียกรับผลประโยชน์ ให้แจ้งเอาผิดได้เลย
และเชื่อมั่นองคาพยพที่เลือกมาใน ครม.ไม่มีบุคลิกเช่นนี้เหมือนกัน
“ลุงตู่” สั่งเสียงเข้มเลยว่า ทุกคนอยู่เฉยๆไม่ได้ ทำงานของตัวเองแล้ว ยังต้องตรวจสอบคนในอาณัติของตัวเองด้วยว่าได้อยู่ในกติกา ระเบียบวินัย สิ่งที่ดีงามหรือไม่ หรือไป เบียดเบียนประชาชน
ถึงจังหวะต้องขยับทบทวน “ต้นทุน” ความโปร่งใส
“พี่ใหญ่” ต้องเทกแอ็กชั่น แสดงความจริงจัง เคลียร์สถานะตัว “เป้าล่อ” ของรัฐบาล
ในสถานการณ์ที่ “ภูมิคุ้มกัน” คสช.เหลือน้อยเต็มที
ถ้าปล่อยกระแสไหลไปมากกว่านี้อาจเข้าขั้น “โคม่า” เสี่ยงถึง “จุดตาย” ได้
และตามฟอร์ม สถานะของ คสช.ตอนนี้ไม่พร้อมเปิดศึกหลายด้าน
โดยจังหวะต้อง “เจาะรู” ระบายแรงกดดัน รูปการณ์แบบที่ “นายกฯลุงตู่” ต้องออกโรงยืนกรานด้วยตัวเองเลยว่า จะไม่มีการคว่ำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เพื่อยื้อเลือกตั้งออกไป
ไม่ปล่อยให้ภาวะอึมครึมเพิ่มแรงกดดันมาโหลดอยู่ที่รัฐบาล คสช.
ล่าสุดก็เป็นคิวที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย ออกมาคอนเฟิร์มล่วงหน้าแล้ว รัฐบาลจะมีการปลดล็อกคำสั่ง คสช.ให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ในเดือนมิถุนายนนี้
ยังเดินตามคิวที่ “นายกฯลุงตู่” ประกาศสัญญาประชาคมไว้
โดยเงื่อนสถานการณ์จำเป็นต้องเจาะช่องระบายแรงเสียดทานจากนักการเมือง
ตามสภาพนักเลือกตั้งอาชีพถูกสะกดมา 3-4 ปี ใกล้ “ผีป่าช้าแตก”
แต่ก็เป็นอะไรที่เห็นได้ว่า ไม่มีการท้าแลกหมัดวัดดวงตามสไตล์ผู้นำทหารที่ถืออำนาจพิเศษเต็มมือ
“บิ๊กตู่” เป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ผู้ไม่เน้นการใช้อาวุธและกำลังตรงกันข้าม กลับใช้เหลี่ยมการตลาด เดินกระแสเชิงบวกสู้กับข่าวด้านลบ
ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าคิกออฟยุทธศาสตร์ “ไทยนิยมยั่งยืน” กลบกระแส “ลางร้าย”
การเปิด “ข่าวดี” ทางเศรษฐกิจ แบบที่กระทรวงพาณิชย์แถลงภาวะการส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2561 ขยายตัวสูงสุดในรอบ 62 เดือน ที่ร้อยละ 17.6 หรือคิดเป็นมูลค่า 20,101 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
คาดการณ์แนวโน้มการส่งออกในปี 2561 จะขยายตัวต่อเนื่องตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก
พร้อมๆกับที่นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนมกราคม 2561 อยู่ที่ระดับ 91.0 เพิ่มขึ้นจากระดับ 89.1 ในเดือนธันวาคม 2560
เป็นการปรับตัวติดต่อกัน 3 เดือน และสูงสุดในรอบ 36 เดือน
เหมือนให้ถ่วงน้ำหนักกันไประหว่าง “ข่าวร้าย” กับ “ข่าวดี”.
ทีมข่าวการเมือง

รูดซปปากวันที่2

"บิ๊กป้อม" รูดซิป....งดพูด เป็นวันที่2/โฆษก  กห.แจง จะให้สัมภาษณ์ เฉพาะเรื่องงาน ส่วนเรื่องส่วนตัว ชี้แจง ปปช. เผยตอบไป ก็ถูกจับไปเป็นประเด็น อีก/ จุดยืน ยังเหมือนเดิม !!

"บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร  งดให้สัมภาษณ์  เป็นวันที่2 ....ดอด ออกจากกลาโหม ไปทานข้าวกลางวัน ที่ บ้าน ร.1รอ.  หลังช่วงเช้า เข้า กลาโหม มาต้อนรับ ทูตเวียดนาม.และ ลาว ....ก่อนจะกลับมา ช่วงบ่าย ต้อนรับ ผบ.กกล.ภาคพื้นแปซิฟิคสหรัฐอเมริกา

แต่ สารวัตรทหาร กั้นเขต นักข่าว ไม่ให้เข้าใกล้ พลเอกประวิตร

พลโทคงชีพ โฆษกกลาโหม กล่าวว่า  พลเอกประวิตร ไม่ได้งดให้สัมภาษณ์  แต่จะให้สัมภาษณ์ เฉพาะ เรื่องการทำงาน เท่านั้น แต่ เริ่องส่วนตัวของท่าน  ก็ให้เป็นเรื่องของท่าน ในการชี้แจงตามกระบวนการ เอง เพราะถ้าพูดอะไรไป ก็ถูกจับไปเป็นประเด็น อีก

เมื่อถามว่า ยังยืนยันว่า จุดยืนของ พลเอกประวิตร ยังเหมือนเดิม ใช่หรือไม่ โฆษกกลาโหม  ไม่ตอบ แต่ทำมือ โอเค.

วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

คลอดแล้วกฎหมายอัยการใหม่ ห้ามนั่งบอร์ด รสก.-รับจ็อบเอกชน

คลอดแล้วกฎหมายอัยการใหม่ ห้ามนั่งบอร์ด รสก.-รับจ็อบเอกชน


20 ก.พ.2561 – คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ ..)  พ.ศ....ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ก่อนเสนอ สนช.ต่อไป และรับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลาและกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองซึ่งต้องออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดเสนอ 
ทั้งนี้สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ ประกอบด้วย 1. กำหนดให้มีคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ประกอบด้วย  ประธาน ก.อ. ซึ่งต้องไม่เป็นพนักงานอัยการ อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นรองประธาน รองอัยการสูงสุดตามลำดับอาวุโส จำนวน 4 คน เป็นกรรมการอัยการโดยตำแหน่ง กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 8 คน และอธิบดีอัยการ สำนักงานคณะกรรมการอัยการ เป็นกรรมการอัยการโดยตำแหน่ง และเป็นเลขานุการ ก.อ.  
2. กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของประธาน ก.อ. และกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นบุคคลภายนอก  3. กำหนดให้มีการเลือกประธาน ก.อ. และกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยห้ามกระทำการอันใดมีลักษณะเป็นการหาเสียง 4. กำหนดให้ประธาน ก.อ. และกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี และดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว 
5.แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดให้ข้าราชการอัยการต้องไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ  หรือกิจการอื่นของรัฐในทำนองเดียวกัน และไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษากฎหมาย หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือกิจการอื่นใดที่มีลักษณะทำนองเดียวกับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่มีวัตถุประสงค์มุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นที่ปรึกษาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งอื่นใดในลักษณะเดียวกัน 

“ประทิน”จี้ถอดยศ “เสี่ยอ๊อด”พูดจาหมิ่นเกียรติองค์กร ลากไส้ “ดาบนัส ลอยฟ้า”มือแจกอั่งเปา

Prapatchot Thanavorasart ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 2 ภาพติดตาม
กาฝากสีกากี!!
“ประทิน”จี้ถอดยศ “เสี่ยอ๊อด”พูดจาหมิ่นเกียรติองค์กร ลากไส้ “ดาบนัส ลอยฟ้า”มือแจกอั่งเปา อยู่ในราชการแต่ชื่อ ไม่เคยโผล่ทำงาน ทัวร์นอกโดยไม่รับอนุญาตเกือบร้อยหน เปิดภาพลับ“ดาบนัส”หิ้วกระเช้าอวยพรปีใหม่ “บิ๊กหยม”ผู้การนครบาล พบไวน์ลังละครึ่งแสน โผล่กลางโต๊ะทำงานด้วย
รุ่นใหญ่ต้องออกโรง .. องค์กรอันเป็นที่รักถูกย่ำยีต่อเนื่อง พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ในวัย 83 ปี ออกมากระซวก “เสี่ยอ๊อด ไซด์ไลน์”พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. ที่เปรียบ“อาชีพผู้พิทักษ์สันติราษฎร์”เป็นแค่“อาชีพไซด์ไลน์” ..ถือเป็นคำพูดที่ทำลาย “เกียรติ-ศักดิ์ศรี”ของตำรวจเป็นอย่างมาก อีกทั้งตำแหน่ง ผบ.ตร. เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ ได้รับการโปรดเกล้าฯ รวมทั้งการเป็น“ผู้นำตำรวจ”แต่ไปหยิบยืมเงิน “เจ้าของอาบอบนวด”นั่นก็อีก .. พฤติการณ์ลักษณะนี้“ขอโทษ”ไม่เพียงพอ ต้องเจอโทษสถานเดียวคือ“ถอดยศ”เท่านั้น .. งานนี้ก็ไม่รู้ว่า “ผู้มีอำนาจ”จะนำพาข้อชี้แนะของ“ผู้อาวุโส”แค่ไหน ..
ไปกันต่อที่ “อั่งเปาสีกากี”ที่ตำรวจนับร้อยชักแถวมารับกับ ร.ต.ต.มานัส เติมธนะศักดิ์ เจ้าของฉายา“อ้วน ลอยฟ้า”ที่มีชื่อพัวพัน“ธุรกิจสีเทา” ..ข้อมูลชวนอึ้งที่ “ร.ต.ต.มานัส”ปัจจุบันยังเป็น “ตำรวจในราชการ”ระดับ“รองสารวัตร”สังกัด “สันติบาล”ที่ถูกขอตัวไปทำหน้าที่อารักขา พล.ต.อ.ไพศาล เชื้อรอด อดีตที่ปรึกษา (สบ10) ที่เพิ่งเกษียณไปเมื่อปีกลาย .. พอมีปม“อั่งเปาร้อน”ก็แอคชั่นเอาเรื่องกันขึ้นมาที ตามตัวเรียกกลับต้นสังกัดกันให้ควั่ก ปรากฏว่า ยังตามตัวไม่พบ .. แถม “บิ๊กปู”พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล เพิ่งออกมาแฉด้วยว่า “ดาบนัส”มีประวัติ “ละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่” ไปต่างประเทศ “โดยไม่ได้รับอนุญาต”เกือบ 100 ครั้ง ตั้งแต่ช่วงปี 58 เป็นต้นมาเสียด้วย .. ซึ่งตามระเบียบก.ตร. “ละทิ้งหน้าที่”แค่ 15 วัน ก็ไล่ออกได้แล้ว ก็น่าสงสัยว่าไฉน“อดีตดาบมนัส”ถึงยังอยู่รอดปลอดภัย จนได้ติดยศนายร้อย อยู่กินภาษีประชาชนได้สบายใจเฉิบ .. ชีวิต“ตำรวจไซด์ไลน์”มันดี๊ดี อย่างนี้นี่เอง เพราะแค่เงินเดือนราชการ ไม่น่าจะทำให้อู้ฟู่ ขนาดใจป้ำเลี้ยงโต๊ะจีน “ตำรวจชั้นผู้น้อย”ในสังกัด บช.น.7 นับร้อยนาย แถมแจกอั่งเปา ซองละ 500 พร้อมยันต์คุ้มภัยให้แบบไม่เสียดาย ..ฟังเสียง“บิ๊กหยม”พล.ต.ท. ชาญเทพ เสสะเวช ผู้การนครบาล กำกับดูแล บช.น.7 ช่วงวันแรกๆ ที่เกิดเรื่อง ดูแปร่งๆ ที่เบี่ยงประเด็นให้ดูมูลค่าในซองอั่งเปา ว่า ผิดกฎหมายป.ป.ช.หรือไม่ .. ทั้งที่ภาพออกมา มันประจานท่นโท่ว่าไม่เหมาะสม “บิ๊กอวบ”พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. ก็เพิ่งประกาศหลั่ดๆ ห้ามรับแต๊ะเอีย-อั่งเปา-ประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น ในช่วงตรุษจีน
.. แล้วก็ถึงบางอ้อ สาเหตุที่ทำให้“บิ๊กหยม” เสียงแปร่งๆ เมื่อมีเรื่องเกี่ยวกับ“ดาบนัส ลอยฟ้า”เมื่อ “มือดี”ปล่อยภาพ “ดาบนัส”เข้ามอบกระเช้าอวยพร “บิ๊กหยม”เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมานี่เอง .. เจ้ากระเช้ากาแฟ-คอฟฟี่เมต เต็มที่พันกว่าบาท ไม่ผิดกฎหมาย ป.ป.ช.ชัวร์ .. ที่สะดุดตา ก็เจ้าลัง “Opus One”ไวน์ชั้นดีจากนาปา วัลเลย์ ประเทศสหรัฐฯ ที่กองอยู่บนโต๊ะทำงาน“บิ๊กหยม”มากกว่า .. สนนราคา Opus Oneไวน์ดังฝั่งอเมริกา ต่อขวดก็ไม่ต่ำกว่า“หมื่นบาทไทย”ยกลัง 6 ขวด ก็คูณเข้าไป .. ดูจากภาพนิ่งที่ปล่อยออกมา ไม่ชัดเจนว่าใครเป็น “ผู้ให้-ผู้รับ”ไวน์ลังละเกินครึ่งแสนที่ว่า แต่ถ้ามีการ“ให้ - รับ”เกิดขึ้นในห้องวันนั้น ในฐานะ “ข้าราชการตำรวจ”ทั้งคู่ ให้หรือรับ ความผิดก็ทั้งขึ้นทั้งล่อง นะท่านนะ
ช.ชฎา

"ทูตโปแลนด์"คนใหม่ พบแนะนำตัวกับ"บิ๊กป้อม"

"ทูตโปแลนด์"คนใหม่ พบแนะนำตัวกับ"บิ๊กป้อม" เผย เตรียมลงนามMOUความร่วมมือทางทหาร-ความมั่นคง เชิญ"บิ๊กป้อม" เยือน โปแลนด์/ ยินดีร่วมEEC

นาย Waldemar Dubaniowski ออท.สาธารณรัฐโปแลนด์ เข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯและ รมว.กห. ที่ ศาลาว่าการกลาโหม เพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับหน้าที่

พล.อ.ต.รังสรรค์ เยาวรัตน์ ผช.โฆษก กห. กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้กล่าวถึง ความสัมพันธ์ไทยและโปแลนด์ ที่มีมายาวนานกว่า 100 ปี
โดยไทยเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับที่ 2 ของโปแลนด์ในอาเซียน และได้หารือร่วมกันถึง ความร่วมมือด้านความมั่นคง ด้าน เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
โดยได้จัดทำและเตรียมลงนามบันทึกความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางทหารระหว่างกัน การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง อันจะนำไปสู่การัฒนาความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างกัน

โดย นาย Waldemar ให้ความสำคัญต่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และกล่าวชื่นชมยินดีที่ไทย มีอัตราการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจที่ดี
ซึ่ง พล.อ.ประวิตร. กล่าวแสดงขอบคุณ พร้อมทั้งเชิญโปแลนด์ได้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ( EEC) ซึ่งโปแลนด์มีความสนใจอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน เห็นว่า ประเทศไทยมีเสถียรภาพและมีความเข้าใจต่อสถานการณ์ของไทย ที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
พล.อ.ประวิตร ได้เชิญ รมว.กห.สาธารณรัฐโปแลนด์ มาเยือนไทย เพื่อหารือถึงความร่วมมือทางทหารที่สำคัญระหว่างกัน
ขณะที่ นายวัลแตมาร์ เชิญ พล.อ.ประวิตร ให้ไปเยือนสาธารณรัฐโปแลนด์เช่นเดียวกัน

เตรียมตัว ไปเลือกตั้ง

เตรียมตัว ไปเลือกตั้ง
"บิ๊กตู่" ให้ความหวัง -ลดกระแส "คนอยากเลือกตั้ง ปลุกคนไทย ให้พร้อมไปเลือกตั้ง เลือกหรือไม่เลือก ก็ได้ แต่ต้องไปเลือกตั้ง ระบุไม่ใช่ว่าไม่ชอบ แล้วไม่ไปเลือกตั้ง /ชี้ ปชต. ไม่ใช่ เดินประท้วง วอน เลิก We walk แจง ความหมาย "ปวงชนชาวไทย กับ ประชาชน"
หลังจากวานนี้. ยืนยันว่า จะไม่มีการคว่ำร่างกฎหมายลูก ยกเว้น มีเหตุจำเป็นจริงๆแล้ว
วันนี้ พลเอกประยุทธ์ ทำให้เกิดความหวัฃ ว่าจะมีเลือกตั้ง โดยชี้ว่า ประชาธิปไตยไทยจะต้องเป็นประชาธิปไตย ที่ยั่งยืนเป็นสากล ถึงเวลาเลือกตั้งก็ต้องไป ถ้าบอกไม่ไปเลือกตั้งดีกว่า อันนี้เสร็จเลย ต้องเลือกให้ดี
ต้องรู้เรื่องประชาธิปไตยเป็นอย่างไร ประชาธิปไตยไม่ใช่การมาเดินประท้วง เช่นที่กลุ่ม We Walk ทำนั้น ไม่เกิดประโยชน์ ควรหันหน้าหารัฐบาลมาให้ข้อมูลจะดีกว่า
ส่วนการเลือกตั้ง ขอให้ทุกคนไปเลือกตั้ง ไม่ว่าจะกาช่องเลือกใคร หรือไม่เลือกใครก็ตาม ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ แล้วไม่ไปเลือกตั้ง เพราะเมื่อรวมคะแนนแล้ว อาจส่งผลต่อการมีรัฐบาลต่อไป
ก็เพื่อให้ได้รัฐบาลที่ดีเป็นของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า รัฐบาลที่ดีต้องเป็นของปวงชนชาวไทย
คำว่าปวงชนนั้น แตกต่างจากประชาชน ถ้าประชาชน คือคนนั้นคนนี้ กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ มันไม่ใช่ ปวงชนชาวไทย คือคนทุกอาชีพ รัฐบาลต้องทำหน้าที่แทนทุกคน
รัฐบาลนี้ดูทุกคน ปัญหาถึงได้เยอะ ผมพูดด้วยความจริงใจ
หากมีคนมาแจกเงินถือว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ เพราะคงไม่มีอะไรที่จะได้มาเปล่าอย่าให้ใครมาบิดเบือน สร้างความร้าวฉานอีก
ส่วนตัวไม่สามารถจ่ายเงินให้ได้อยู่แล้ว และทุกคนต้องรู้กฎหมายเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พายเอง ได้.....เรือ(แป๊ะ)

พายเอง ได้.....เรือ(แป๊ะ)
"บิ๊กตู่" ลงเรือ ลุย แปลงนาบัว เปรย
ไม่ต้องมีใครมาพายให้ พายเองได้ เพราะบ้านติดคลอง เคยพายเรือมาก่อน
สนใจ วิธีการปลูกบัว เล็งจะปลูกบัว ใน คูคลอง หลังตึกไทยคู่ฟ้า ข้างตึกภักดีบดืนทร์
ฝากให้ บิ๊กอ้อ พลเอกวิลาส เลขานายกฯ หาข้อมูล ปลูกอย่างไร. ไม่ให้ปลากินบัวหมด
นายกฯลงเรือลุย แปลงนาบัว ลุงแจ่ม สวัสดิ์โต ที่บ้านศาลาดินหมู่ที่ 3 ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล ซึ่งเป็นที่ดินพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่ดินในประเทศไทย
ปลูกบัว พันธุ์บัวสัตตบุษที่มีกลีบดอกสีขาว และ บัวสัตตบงกช กลีบดอกสีชมพูอมม่วง โดยนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยว จะได้ร่วมกิจกรรมพายเรือกลางนาบัว ชมและเก็บดอกบัวตลอดจนเรียนรู้ การพับกลีบดอกบัว

แต่งกลอน"ไทยนิยม"....บิ๊กตู่ ซัด "คนพาล"

แต่งกลอน"ไทยนิยม"....บิ๊กตู่ ซัด "คนพาล"
หลัง ปล่อย เพลง"ใจเพชร" ออกมา เมื่อ 2 สัปดาห์ ที่แล้ว.....แต่ ไม่ฮือฮา นัก แม้จะใส่ทำนองร็อคเล็กๆ หวังเข้าหู คนรุ่นใหม่ ก็ตาม
ตอนนี้ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. มาเป็น กลอน.... เขียนด้วยลายมือตัวเอง ในโอกาส Kick off "ไทยนิยม ยั่งยืน" วันแรก...รับ บิ๊กตู่ ลงพื้นที่ นครปฐม

"ประชารัฐ ไทยนิยม เหมาะสมยิ่ง
ทำทุกอย่าง ความจริง ให้มองเห็น
สาระพัด สารพัน ปัญหา น่าลำเค็ญ
ให้เปรียบเป็น แสงสว่าง ช่วยนำทาง
ความสำเร็จ ใช่จะมา ได้โดยง่าย
สิ่งที่หมาย อุปสรรค นั้นนักหนา
ทั้งยินดี ติฉิน คำนินทา
อย่าระอา ช่วยฝ่าฟัน ให้ยั่งยืน
ให้คนไทย มีรอยยิ้ม ทุกหย่อมหญ้า
ร่วมไขว่คว้า หาโอกาส ที่เหมาะสม
ทำความดี ต่อไป ไทยนิยม
ร่วมชื่นชม สุขด้วย ช่วยพัฒนา
ขอวิงวอน สื่อสังคม ช่วยสานต่อ
อย่ารั้งรอ คนพาล รานเสียหาย
ไม่หยุดยั้ง ขัดแย้งเพิ่ม เติมวุ่นวาย
ถึงที่หมาย มั่นคงมั่งคั่ง อย่างยั่งยืน"
ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

ไม่ตอบคำถามใด เรื่อง"ต่อตระกูล ยมนาค" เสนอนายกฯให้ ปลด

"บิ๊กป้อม" เงียบ!! ไม่ตอบคำถามใด เรื่อง"ต่อตระกูล ยมนาค" เสนอนายกฯให้ ปลด ออกจาก คณะกรรมการต่อต้านทุจริตแห่งชาติ(คตช.) จากปม นาฬิกา
บิ๊กป้อม ทำนักข่าว ผิดคาด อีกแล้ว...ขา กลับ ก็เดินลงบันได ไม่ลงลิฟท์ ....แค่คราวนี้ นักข่าว รอที่หน้าบันได ด้วย....แต่บิ๊กป้อม ไม่ตอบอยู่ดี เดินยิ้ม ขึ้นรถกลับ ไปทานข้าวกลางวันที่ ร.1รอ.
หลัง ตัอนรับ เอกอัครราชทูตโปแลนด์ และกัมพูชา เข้าพบ

ให้เยอะเกิน

ให้เยอะเกิน


โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินอู่ตะเภาแบบไร้รอยต่อ ระยะทาง 260 กม. วงเงินลงทุน 2 แสนล้านบาท
กำลังเป็นเค้กชิ้นใหม่ที่กลุ่มทุนขาใหญ่จ้องสะง่อมกันตาเป็นมัน
เพราะใครที่ได้รับเลือกให้ลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงสายนี้ นอกจากได้รับสัมปทานยาวมากถึง 50 ปี
รัฐบาล คสช.จะยกที่ดินทำเลทองย่านมักกะสันอีก 140 ไร่ให้ไปพัฒนาเชิงธุรกิจ สร้างศูนย์การค้า โรงแรมหรู ศูนย์ประชุมนานาชาติ อาคารสำนักงาน ร้านค้า ปลอดภาษี ฯลฯ อีก 50 ปี
บวกที่ดินไข่แดงศรีราชาอีก 30 ไร่ให้ไปต่อยอดโครงการพัฒนาเชิงพาณิชย์ระยะยาว
แค่นั้นยังไม่จุใจ รัฐบาลยังให้สิทธิ พิเศษพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานี รถไฟความเร็วสูงตลอดเส้นทางอีก 9 สถานี
แถมได้สัมปทานเดินรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์อีก 50 ปี พร้อมสิทธิใช้พื้นที่สถานีรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ (พญาไท-สุวรรณภูมิ) เพื่อพัฒนาหากำไรระยะยาว
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าไม่เคยเห็นโครงการสัมปทานโครงการไหนได้รับประเคนสิทธิประโยชน์จากรัฐบาลมากเท่าโครงการนี้มาก่อนเลย
ยิ่งกว่านั้น เนื่องจากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก หรือ “อีอีซี” ซึ่งรัฐบาล คสช.ได้เสนอสิทธิประโยชน์ล่อใจอีกมากมายก่ายกอง
ดังนั้น เอกชนผู้ได้รับสัมปทานลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน นอกจากได้สิทธิประโยชน์บานแห้วที่รัฐบาลเสนอให้แล้ว
ยังจะได้รับสิทธิประโยชน์จากโครง การอีอีซีเพิ่มอีกตามกติกา
เช่น...สิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 15 ปี
สิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินอีก 99 ปี
และสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกบานตะไท
ดังนั้น ไม่ว่ากลุ่มทุนยักษ์รายใดจะได้สัมปทานโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินไปครองจากรัฐบาล
ย่อมได้สิทธิประโยชน์ 2 เด้ง โกยกำไรสะดือปลิ้นไปอีก 50 ปีด้วยประการฉะนี้แล
อย่างไรก็ดี “แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยกับโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
เพราะจะทำให้การขนส่งผู้โดยสารจากสนามบินสู่สนามบินสะดวกรวดเร็วครบวงจร
แต่ “แม่ลูกจันทร์” ไม่เห็นด้วย...ที่รัฐบาลประเคนสิทธิประโยชน์ให้เอกชนผู้รับสัมปทานมากมโหฬารเกินความจำเป็น
ไม่เห็นด้วย เพราะเหตุผล 3 ประการคือ
1, ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำกับโครงการอื่นๆของรัฐบาลเอง
2, การที่รัฐบาลเวนคืนที่ดินชาวบ้านไปให้เอกชนผู้รับสัมปทานพัฒนาเชิงธุรกิจหากำไรผิดหลักนิติธรรม
3, การกระหน่ำสิทธิประโยชน์ให้เอกชนผู้ลงทุนมากเกินไป ทำให้ผลประโยชน์ ที่รัฐพึงได้...เหลือก้อนเล็กนิดเดียว!!
“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่าจากข้อมูลเบื้องต้น โครงการนี้ รฟท.จะได้ผลตอบแทนจากเอกชนผู้รับสัมปทานประมาณ 1 หมื่นล้านบาทถึง 2 หมื่นล้านบาทในระยะเวลา 50 ปี
ถ้าเอา 50 ปี ไปหารผลตอบแทน 2 หมื่นล้านบาท เท่ากับรัฐจะได้ผลตอบแทนจากเอกชนปีละ 400 ล้านบาทเท่านั้นเอง
ผลตอบแทนปีละ 400 ล้านบาทเทียบกับสิทธิประโยชน์มากมายที่รัฐบาลประเคนให้เอกชนผู้รับสัมปทานยาวถึง 50 ปี
มันคุ้มค่าหรือไม่...ช่วยหาคำตอบให้รัฐบาลกันเถอะโยม??
"แม่ลูกจันทร์"

หมากยื้อม็อบแบบนิ่มๆ

หมากยื้อม็อบแบบนิ่มๆ


ผ่องแรงกดดัน ถอดชนวนไปได้ก่อนหนึ่งจุด

ล่าสุดม็อบเครือข่ายปกป้องสองฝั่งทะเลกระบี่–เทพา ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน ได้ประกาศยุติการชุมนุมกดดันรัฐบาลทหาร คสช.ที่หน้าสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ถนนราชดำเนิน

ภายหลังได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน

และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยให้กระทรวงพลังงานจัดทำรายงานประเมินผลกระทบใหม่ ใช้นักวิชาการที่มีความเป็นกลางและทั้งสองฝ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 9 เดือน นับตั้งแต่วันนี้

ถ้าชี้ชัดว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่เหมาะสม กฟผ.จะต้องยุติการดำเนินการก่อสร้าง

เบื้องต้น แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติยืดหยุ่น

กระบวนการจัดการม็อบอย่างละมุนละม่อม

สะท้อนสถานการณ์ภายใต้การคุมเกมของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ไม่ใช่ฟอร์มของรัฐบาลทหารที่ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์เต็มมือ

และนั่นก็ถือเป็นการเสริมน้ำหนักให้ “บิ๊กช้าง” พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ออกโรงชี้แจงกรณีแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เชิญชวนสมาชิกและนักกิจกรรมทั่วโลก ส่งจดหมายเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ยุติดำเนินคดีอาญาต่อกลุ่มนักศึกษาที่ร่วมกิจกรรมทางการเมืองเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง
ยืนยันเรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายของไทย และมีการชี้แจงไปแล้วว่าอยู่ในขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม โดยไม่จำเป็นต้องทำหนังสือชี้แจงไปยังแอมเนสตี้

ยังไม่เต้นตามเกม “อีเวนต์” สไตล์องค์กรเอ็นจีโอฝรั่ง

ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับรัฐบาลทหารในทุกประเทศ ทุกกรณี ไม่มีข้อยกเว้น

แต่ก็อย่างที่เห็นๆกัน มันคือวิธีการป้องกัน “น้ำผึ้งหยดเดียว” อย่างได้ผลในแบบฉบับรัฐบาลทหารไทย ไม่ได้ใช้ปืนหรือกำลังในการจัดการม็อบต้านอย่างรุนแรงแต่อย่างใด

แค่แจ้งตำรวจให้ดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย

แม้แต่การแตะเนื้อต้องตัวผู้ชุมนุมยังแทบไม่มี

ตรงกันข้ามมีแต่พวกจ้องจุดไฟ ที่ใช้วิชามารตัดต่อคลิปการปะทะกันระหว่างตำรวจกับม็อบ กปปส.ในอดีตมารวมเป็นเหตุการณ์เดียวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม We Walk ที่เดินไปจังหวัดขอนแก่น

แชร์กันว่อนโซเชียลฯ คสช.สั่งทุบม็อบ เล่นบทโหดสลายมวลชน

หวังผลปลุกอารมณ์เกลียดชังทหาร กระตุกมวลชนฝ่ายต้านให้ลุกฮือ

เรื่องของเรื่องก็คือ ประเมินทีมทหารของ “นายกฯลุงตู่” ต่ำไป นึกว่าจะเป็นแบบทหารโบราณที่ยั่วตบะได้ง่ายๆ คิดอะไรไม่ได้มากไปกว่าการใช้กำลัง

โดยเฉพาะอาการแพ้ “ของแสลง” กับนักศึกษา ปัญญาชน

แต่ถึงตรงนี้ ผู้นำรัฏฐาธิปัตย์ก็ยังอยู่ในอารมณ์ที่พูดจากันด้วยเหตุด้วยผล แบบที่ “นายกฯลุงตู่” แสดงความเป็นห่วงกลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหว สร้างความขัดแย้งโดยเอาหลักต่างประเทศมาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศ

แต่ลืมดูไปว่า ตอนที่ต่างประเทศเปลี่ยนแปลง มีการบาดเจ็บและสูญเสียไปกี่แสนกี่ล้านคน

ทั้งๆที่เราเองสามารถเปลี่ยนได้ในทางที่สงบ ไม่เกิดความขัดแย้ง สูญเสีย

“บิ๊กตู่” ฉายภาพตามความเป็นจริง ล้อไปกับสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ในบ้านเมืองยังขยาดหวาดผวา
กลัวม็อบกลับมาฉุดประเทศลงเหวกู่ไม่กลับ

และแทนที่จะปักหลักชนกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษา รัฐบาลก็มุ่งหน้าไปที่การเจาะถึงชาวบ้าน
ดีเดย์ 21 กุมภาพันธ์ วัน “คิกออฟ” เริ่มต้นยุทธศาสตร์ “ไทยนิยมยั่งยืน”

ภายหลัง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้นโยบายกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ข้าราชการพลเรือน พร้อมคัดบุคลากรคุณภาพ “เกรดเอ” จากกองทัพ

รวมแล้วกว่า 7,500 ทีม เดินสายกระจายลงพื้นที่ทั่วประเทศ

ในลักษณะไปคลุกคลีกับชาวบ้าน ปรับทุกข์ บำรุงสุข สำรวจปัญหาและความต้องการของประชาชน
เพื่อเป้าหมายทำให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในระยะยาว

ที่สำคัญคือการทำให้ประชาชนรู้ว่าต้องเลือกคนเก่ง เลือกคนดี เพื่อจะได้รัฐบาลที่ดีมาทำให้บ้านเมืองดีขึ้น ไม่ให้ประเทศวนกลับไปที่เดิม

ตามจังหวะชิงตัดหน้า ไม่ให้เติมเกมระดมม็อบง่ายๆ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ความคืบหน้าคดี ซีอีโออิตาเลียนไทยล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ # 4

ความคืบหน้าคดี ซีอีโออิตาเลียนไทยล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ # 4

ความคืบหน้าคดี ซีอีโออิตาเลียนไทยล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ # 4
จากเหตุการณ์ที่นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับพวก 4 คน ถูกเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกเข้าจับกุมขณะตั้งแคมป์ในพื้นที่หวงห้ามของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และตรวจพบซากเสือดำ ซากไก่ฟ้าหลังเทา ซากเก้ง อาวุธปืน และเครื่องกระสุนจำนวนมาก
เจ้าหน้าที่ได้พานายเปรมชัยพร้อมพวกส่งพนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ แจ้งดำเนินคดี 9 ข้อหา ไปในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ โดยนายเปรมชัยได้ประกันตัวออกมาในวงเงิน 1.5 แสนบาท ล่าสุดพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกนายเปรมชัยให้มารายงานตัวในวันที่ 22 ก.พ. นี้ ซึ่งครั้งนี้เป็นการออกหมายเรียกครั้งที่ 2 หลังจากที่ครั้งแรก 15 ก.พ. นายเปรมชัยและพวกไม่ได้เข้าพบตามที่เรียก

ออกหมายเรียกเปรมชัย เข้าทราบข้อหาเพิ่มครั้งที่ 2

พนักงานสอบสวนได้ประสานผ่านทางทนายความส่วนตัวและนายประกัน ของ นายเปรมชัย เพื่อเรียก นายเปรมชัย พร้อมพวก มาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนเพิ่มเติม พร้อมกับรับทราบข้อกล่าวหา ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อ นายเปรมชัย พร้อมพวก ในข้อหา ทารุณกรรมสัตว์ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557
ก่อนหน้านี้ได้ออกหมายเรียกครั้งแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ก.พ. แต่ทนายความส่วนตัวนายเปรมชัยได้แจ้งว่ามีเหตุขัดข้องไม่สามารถเดินทางมาพบพนักกงานสอบสวนได้ ทางพนักงานสอบสวนจึงได้ออกหมายเรียกครั้ง ให้นายเปรมชัยพร้อมพวกมาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 22 ก.พ. ในเวลา 09.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี
หากในครั้งที่ 2 นายเปรมชัยไม่มาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 22 ก.พ.นี้ พนักงานสอบสวนจะแจ้งต่อศาลถึงพฤติการณ์ของผู้ต้องหา เพื่อให้ศาลใช้ดูลพินิจในการพิจารณาสั่งการต่อไป

จ่อแจ้งข้อหาเปรมชัย ครอบครองปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต

ผลการตรวจสอบจากกองพิสูจน์หลักฐานกลางและเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย ในการตรวจสอบอาวุธปืนของนายเปรมชัย หลังจากการเข้าตรวจค้นบ้านของนายเปรมชัยเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่า มีปืนที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย 2 กระบอก
โดยปืนกระบอกที่ 1 เป็นปืนที่ผลิตขึ้นเอง กระบอกที่ 2 อาวุธปืนยาวขนาด 9 มม.ออโตเมติก มีความยาวลำกล้องถึง 420 มม. มีความยาวลำกล้องเกินกว่าที่กฎหมายระบุ คือ 160 มม.
นอกจากนี้ปืนที่ตรวจพบอีกจำนวน 8 กระบอก ยังไม่พบเอกสารว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่นายทะเบียนจากกระทรวงมหาดไทย ว่าบุคคลใดเป็นเจ้าของ และครอบครองถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งพนักงานสอบสวนของคดีนี้ จะต้องแจ้งกล่าวข้อหาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

แฉเปรมชัย มีเป้าเปิบจู๋เสือด

ชุดพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เข้าไปเก็บหลักฐานในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก พร้อมจัดทำลำดับเหตุการณ์การเข้าล่าสัตว์และการชำแหละเนื้อเสือดำเป็นบันทึกประกอบในสำนวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เนื้อของการจัดทำเหตุการณ์ล่าสัตว์ของคณะนายเปรมชัย ระบุเนื้อหาตอนหนึ่งไว้ว่า
เนื้อขาขวาของเสือดำถูกเลาะออกจากกระดูกมาย่างกิน ส่วนหางเสือดำนำไปปรุงเป็นซุปหางเสือดำหรือหากชอบแบบต้มยำสามารถใส่เครื่องปรุงตามใจชอบ ทั้งนี้กลุ่มพรานไม่ได้มาเพื่อกินหางหรือเนื้อเสือดำเท่านั้นเป้าหมายต้องการกินตัวเดียวอันเดียวของเสือดำด้วย สรุปคือกลุ่มพรานได้กินอวัยวะเพศผู้ของเสือดำ หาง เนื้อสะโพกและขาขวาหลัง ส่วนเนื้อไก่ฟ้าหลังเทาแทบจะไม่ได้แตะเลยในอาหารมื้อเย็นของวันที่ 3 ก.พ.

เตรียมแจ้งข้อหาทารุณกรรมสัตว์เพิ่ม

ร.ต.อ.สุมิตร  บุญยะนิจ รอง สว.(สอบสวน) สภ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เจ้าของคดี กล่าวว่า ในส่วนของข้อกล่าวหารวมทั้งหมดเวลานี้มี 10 ข้อกล่าวหา เดิมมี 9 ข้อหาแต่เพิ่มอีก 1 ข้อหาที่มีการแจ้งความเพิ่ม คือทารุณกรรมสัตว์
ในข้อกล่าวหานี้ ได้ประสานเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ที่ด่านกักกันสัตว์ อ.สังขละบุรี มาให้ข้อมูลในรายละเอียดข้อกฎหมาย เพราะเป็นกฎหมายใหม่ ต้องทำให้รัดกุมที่สุดในแต่ละข้อกล่าวหา

22 ก.พ. นัดหัวหน้าทุ่งใหญ่สอบปากคำคดีติดสินบน

จากกรณีที่ นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก แจ้งดำเนินคดีกับนายเปรมชัย ในข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน ล่าสุด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนแล้ว และจะเรียก นายวิเชียร พร้อมลูกน้องที่อยู่ในเหตุการณ์ 4 คน มาให้ปากคำเพิ่มเติมอีกครั้งในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ นี้ เพื่อให้สำนวนมีความครอบคลุมครบถ้วน ก่อนจะเชิญ นายเปรมชัย มาให้ปากคำต่อไป

ป่าไม้ชงปปง.ยึดทรัพย์-ฟ้องแพ่ง กรณีรุกป่า

จากการตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าใน อ.ภูเรือ จ.เลย ของบริษัท ซี พี เค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่มีนายเปรมชัย เป็นหนึ่งในกรรมการบริหาร พบว่าเรื่องนี้มี 2 ประเด็นสำคัญ
1. ส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ซี พี เค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จากการตรวจสอบพบว่าที่มีการครอบครองผิดกฎหมายรวมทั้งสิ้น 6,215 ไร่ ซึ่งเมื่อมีการแจ้งความผู้ที่ถูกเอาผิดทางอาญาจริงๆ คือ พี่สาวของนายเปรมชัย แต่นายเปรมชัยไม่ถูกดำเนินคดีอาญาเพราะไม่ได้ลงนามในเอกสาร แต่ในส่วนของคดีแพ่งนั้น ภาครัฐสามารถเอาผิดเรียกค่าเสียหายเป็นเงินและเสนอเรื่องให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เอาผิดโดยยึดทรัพย์ได้ เพราะที่ดินดังกล่าวอยู่ในโซนป่าต้นน้ำ 1 และ 2 ที่ห้ามถือครองเพื่อทำธุรกิจ แต่พบว่าบริษัทดังกล่าวถือครองที่ดินและทำธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องทุกพื้นที่
2. ส่วนที่เกี่ยวข้องกับนายเปรมชัย ตรวจสอบพบว่านายเปรมชัยมีชื่อถือครองโฉนดไม่ต่ำกว่า 5 แปลง ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน รวมประมาณ 500 กว่าไร่ ดังนั้น ต้องตรวจสอบด้วยว่าได้มาอย่างไร ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการบุกรุกป่าท้องที่ อ.ภูเรือ ซึ่งประกอบด้วย 5 ฝ่าย
ส่วนเรื่องท่าจอดเรือยอชต์ อ่าวปอ แกรนด์ มารีน่า จ.ภูเก็ต กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ระบุว่า ท่าจอดเรือยอชต์นั้นมีเอกสารสิทธิถือครองที่ดินถูกต้อง

รมว.ทรัพยฯ ยันหลักฐานเอาผิดเปรมชัยแน่นหนา

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับนายเปรมชัย พร้อมพวกที่เข้าไปล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก มีรายละเอียดสำคัญดังนี้
การดำเนินคดี 9 ฐานความผิดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการไปแล้วนั้น มีพยานหลักฐานที่แน่นหนามาก ส่วนคดีอื่นที่จะมีการแจ้งความดำเนินคดีเพิ่มเติมนั้นก็อยู่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสืบสวนต่อไป ส่วนเรื่องการดำเนินคดีเกี่ยวกับการบุกรุกพื้นที่ป่าทั้งในพื้นที่ อ.ภูเรือ จ.เลย และ สนามกอล์ฟเขาสอยดาว จ.จันทบุรี เป็นเรื่องที่กรมป่าและกรมอุทยานฯกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ

วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ต่อตระกูลทิ้งบอมบ์!ร่อนหนังสือจี้‘บิ๊กตู่’ตัดสินใจโดยด่วนปมนาฬิกาบิ๊กป้อม

ต่อตระกูลทิ้งบอมบ์!ร่อนหนังสือจี้‘บิ๊กตู่’ตัดสินใจโดยด่วนปมนาฬิกาบิ๊กป้อม

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 07.00 น.
ประธานคตช.สุดทนทำหนังสือถึง“บิ๊กตู่” จี้ตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดโดยด่วนปมนาฬิกาหรู“บิ๊กป้อม” เหมือนอย่างที่เคยประกาศเจตนารมณ์ ระบุอนุกรรมการหลายคณะไม่สบายใจ ชี้ปัญหากระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กรตรวจสอบการทุจริตที่ คสช.ตั้งขึ้นมากับมือ โดยเฉพาะวิกฤติศรัทธาต่อนายกฯ
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา นายต่อตระกูล ยมนาค ประธานอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติด้านการป้องกันการทุจริต ในคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานได้ทำหนังสือที่คตช.(อนปก) /15  ถึงประธานคตช.เรื่องขอแสดงความกังวลต่อบทบาทของคตช.ในสถานการณ์วิกฤติปัจจุบันกรณีที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ถูกตรวจสอบเรื่องนาฬิกาหรู
โดยหนังสือระบุว่า ตามที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาประธาน คตช. อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบข้อเท็จจริงจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีที่เป็นข่าวทางสื่อต่างๆว่า พล.อ.ประวิตร สวมใส่นาฬิกาและแหวนเพชรราคาแพง แต่ไม่ได้แสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในกรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2557 นั้น
“กระผมรองศาสตราจารย์ ต่อตระกูล ยมนาค ในฐานะประธานอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติด้านการป้องกันการทุจริต และอนุกรรมการส่วนใหญ่  รู้สึกมีความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความเลื่อมใสศรัทธาต่อคตช.ที่คสช. ได้แต่งตั้งขึ้นโดยมีนโยบายสำคัญและเร่งด่วนในการป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤติศรัทธาต่อพล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และประธาน คตช. โดยตรง ดังนั้น ท่านควรพิจารณาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเร็ว เพื่อเป็นแบบอย่างตามที่ท่านเคยประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง รวมถึงเป็นนโยบายของรัฐบาลที่สำคัญและเร่งด่วนของชาติด้วย” หนังสือระบุ
ทั้งนี้ ในท้ายหนังสือยัง ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ โปรดพิจารณาข้อกังวลดังกล่าวด้วย
ก่อนหน้านี้นางทิชา ณ นคร ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) นำรายชื่อที่รวบรวมผ่านเว็บไซต์กว่า 80,000 รายชื่อมาให้กับนายกฯเพื่อเพื่อเรียกร้องให้พล.อ.ประวิตร แสดงสปิริตลาออกมาแล้ว

ชัยชนะนี้เกิดจากคนไทยทั้งประเทศ โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า "รัฐบาลตาสว่างแล้ว"

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
3 ชม.
ชัยชนะนี้เกิดจากคนไทยทั้งประเทศ โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า "รัฐบาลตาสว่างแล้ว"
สำหรับผม ไม่อาจขอบคุณรัฐบาลได้ ที่ตัดสินยกเลิก EHIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา เพราะการที่รัฐบาลมาเจรจา จนได้ข้อสรุปพบกันครึ่งทาง ยอมหยุด EHIA ไม่ให้เดินต่อ ให้ศึกษาภาพรวมยุทธศาสตร์พลังงานก่อน แล้วค่อยทำ EHIA ใหม่ในอนาคต ที่ออกมาเป็นสูตรนี้ก็เพราะแรงกดดันมากมายของมหาชน
การที่ชาวบ้านเทพาถูกทุบสลายการเดินที่สงขลาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 ทำให้ผู้คนเทใจให้เทพาอย่างมหาศาล เป็นต้นทุนสำคัญที่ทำให้คนไทยรู้จักและเข้าใจเห็นใจคนเทพา จนเมื่อชาวบ้านเทพาตัดสินใจขึ้น กทม.มานั่งอารยะขัดขืนอย่างสงบหน้าทำเนียบรัฐบาล การเยี่ยมเยือนให้กำลังใจมีอย่างต่อเนื่อง เมื่อทัพกระบี่มาเสริม แรงค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาจึงเด่นชัดขึ้นอีก ผู้คนจากทั่วสารทิศมาเยี่ยมมาให้กำลังใจ การมาเชียร์พี่น้องกระบี่เทพาก็เท่ากับเป็นการก่นด่ารัฐบาลที่ใจดำให้ชาวบ้านตากแดดดมควันรถ เพิกเฉยต่อทิศทางพลังงานสะอาดนั่นเอง
เมื่อถึงที่สุด ชาวบ้านกระบี่เทพาประกาศจะบุกประชิดรั้วทำเนียบในวันนี้(อังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561) สัญญาณความหวั่นไหวของรัฐบาลก็เริ่มปรากฏตั้งแต่วันจันทร์ เช่นนายทหารที่หายไปนานโทรมาหาผม เป็นต้น จากเดิมที่อดข้าวมาสิบวันไม่มีสีเขียวลายพรางโทรมาหาเลย
ไม่แปลกที่รัฐบาล คสช.จะหวั่นไหว เพราะเรื่องถ่านหินมีกระแสคัดค้านจากทั่วโลก คนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องการ การประชิดหน้าทำเนียบในช่วงที่จะมีการประชุม UN ที่กรุงเทพเรื่องพลังงานยั่งยืน ยิ่งทำให้รัฐบาลจะลงมือใช้ความรุนแรงก็ไม่ได้ ครั้นจะให้ชุมนุมประชิดหน้าทำเนียบอยู่นาน เดี๋ยวหากมีป้าย "อยากเลือกตั้ง" หรือ "มาชูสามนิ้ว" หรือ "มาไล่คนใส่นาฬิกา 25 เรือน" ซึ่งยากที่จะห้ามได้ รัฐบาลจะยิ่งเสียศูนย์
ในยามที่ง่อนแง่นเอาตัวไม่รอด จึงต้องยอมตัดไฟแต่ต้นลม รักษาสภาพรัฐบาลที่แผลเต็มตัวเอาไว้ก่อน ไม่พร้อมปะทะกับทีมชาวบ้านกระบี่เทพา การเจรจาและยอมลงนามข้อตกลงกับกลุ่มคัดค้านที่หน้า UN อย่าให้ได้เคลื่อนทัพมาทำเนียบรัฐบาลจึงเกิดขึ้น
ชัยชนะครั้งนี้จึงเกิดจากพี่น้องทั้งประเทศ ที่ช่วยกันกระแนะกระแหนหรือวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องจนอำนาจรัฐทหารเผด็จการที่มีอยู่เป็นขาลงอย่างหนัก จนไม่พร้อมจะเปิดศึกหลายด้าน รัฐบาลไม่ได้คิดจะยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้วหันมาสนับสนุนพลังงานสะอาดหรอก แต่ทำเพราะความจำเป็น สถานการณ์บังคับ
หากรัฐบาลตาสว่างจริง และมีจุดยืนสร้างประเทศไทยสู่การก้าวไปสู่พลังงานหมุนเวียนจริง ก็ต้องประกาศสนับสนุนการติดโซลาร์รูฟตามบ้านเรือนทุกหลัง เพื่อให้ประชาชนพึ่งตนเองด้วยพลังงานให้มากที่สุด สนับสนุนนโยบาย net-metering คือหากบ้านไหนผลิตไฟได้เกิน สามารถขายไฟเข้าสายส่งได้ ให้มิเตอร์หมุนกลับได้ รวมทั้งสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเป็นต้น นั่นหมายความว่า "renewable energy come first" หรือเลือกใช้เลือกผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนก่อน แต่นโยบายเช่นนี้ยังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรม
ชัยชนะในครั้งนี้ จึงเป็นชัยชนะจากกระแสหลากหลายที่วิพากษ์รัฐบาลของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ
ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ทั้งที่คัดค้านไม่เอาถ่านหิน หรือทั้งที่นินทาหรือต่อสู้กับอำนาจรัฐอันไม่ชอบธรรมในประเด็นอื่นๆมาตลอด จนทำให้อำนาจรัฐปวกเปียก และเกิดเป็นชัยชนะของพี่น้องกระบี่และเทพาในวันนี้
ภารกิจของภาคประชาชนยังมีอีกยาวไกล ความทุกข์ยากของพี่น้องคนไทยที่ถูกริดรอนสิทธิและถูกรุกรานแย่งชิงฐานทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงชีวิตและครอบครัวยังมีอีกทั่วแผ่นดินไทย กระบี่-เทพาเป็นเพียงหนึ่งเรื่องร้อนของยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ภารกิจของประชาชนสามัญชนอย่างเราๆจึงยังต้องสามัคคีรวมพลังกันอีกยาวไกล....