PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561

พุทธะอิสระ ถามบิ๊กตู่ ‘มุ่งกวาดต้อนคนพาลมาเป็นพวก แล้วจะต่างอะไรกับทักษิณ’

พุทธะอิสระ ถามบิ๊กตู่ ‘มุ่งกวาดต้อนคนพาลมาเป็นพวก แล้วจะต่างอะไรกับทักษิณ’


พุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อยและแกนนำกปปส. โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊กแสดงความเห็นกรณีรัฐบาลนำนักการเมือง มาช่วยงาน โดยระบุว่า มีประชาชนบ่นว่าทำให้รัฐบาลเสียภาพลักษณ์
“เขาต่างบ่นให้ฟังด้วยความเป็นห่วงเป็นใยภาพลักษณ์ของรัฐบาล คสช. และหลวงพ่อประยุทธ์ จันทร์โอชาว่า “จักไปเข้าทางคนพาลเสียแหละกระมั่ง” หากคิดว่าการจะชนะการเลือกตั้ง แล้วกลับมามีอำนาจได้ต้องกวาดต้อนคนพาลให้เข้ามาเป็นพวก เช่นนั้นมันจะต่างอะไรกับนายทักษิณ ที่สมัยตั้งพรรคใหม่ๆ มีคนเคยทักท้วงว่า ผู้ที่นายทักษิณไปชวนมาร่วมพรรค ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมไม่ต่างอะไรกับมหาโจร เป็นคนพาลทั้งนั้น จำได้ว่า นายทักษิณพูดว่า หากคบกับโจร ใช้โจร แล้วทำให้ชนะการเลือกตั้งได้ ก็ถือว่าคุ้ม อะไรประมาณนี้แหละ เหมือนกับคำพูดของประธานเหมาของจีนที่ว่า แมวถ้าจับหนูได้ ไม่ว่าจะเป็นแมวสีอะไรก็ล้วนมีประโยชน์ทั้งนั้น หรือว่าคำพูดเหล่านี้ คสช. จักยืมมาใช้เพื่อสืบทอดอำนาจด้วยการไปกวาดคนพาลมาเข้าฝูง” พุทธะอิสระ ระบุว่า
และว่า “ขอบอกว่า พวกเราไม่ได้เชื่อนายทักษิณ พวกเราคนไทยไม่ได้เชื่อประธานเหมา แต่พวกเราเชื่อพระพุทธเจ้า ที่ทรงสอนเอาไว้ว่า อย่าคบคนพาล จงคบแต่บัณฑิต ทั้งยังทรงสำทับอีกว่า “การคบคนพาล นั่นเท่ากับว่าการคบศัตรู” เวลานี้คนไทยไม่ได้โง่เหมือนแต่เก่าแล้ว คนไทยส่วนใหญ่รู้ตื่น จากอำนาจมืดของคนพาลแล้ว ฉะนั้น แม้บริวารหรือคนรอบข้างของหลวงพ่อประยุทธ์ จักเที่ยวไปกวาดต้อนบรรดานักการเมืองที่มีประวัติทั้งที่พอจะรับได้ และเลวจนถึงขนาดคนได้ยินชื่อก็สะอิดสะเอียน เอาเข้ามาอยู่ในก๊วนการเมืองของคนใกล้ชิด คสช. และใกล้ชิดหลวงพ่อประยุทธ์เพื่อชนะการเลือกตั้ง แล้วไอ้ที่หลวงพ่อประยุทธ์เทศน์ เอาไว้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เรื่อง หิริ ความละอายชั่ว โอตัปปะ ความเกรงกลัวบาปล่ะมันมิอาจนำมาใช้กับการเลือกคนเข้าพรรคดอกหรือ”พุทธะอิสระ กล่าว

‘รสช.’ กับ ‘คสช.’ บทเรียน สามัคคีธรรม และ ‘พลังดูด’

‘รสช.’ กับ ‘คสช.’ บทเรียน สามัคคีธรรม และ ‘พลังดูด’


ถามว่าเหตุปัจจัยอันใดทำให้ความพยายามต่อท่ออำนาจของ “รสช.” ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2535 ไม่ประสบความสำเร็จ
คำตอบ 1 เพราะว่า “ชาวบ้าน” รับไม่ได้
เหมือนกับประเด็นที่ว่าชาวบ้านรับไม่ได้นั้นจะรวมศูนย์ไปอยู่ที่ข้ออ้างในการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของผู้นำรสช.
คือยอม “เสียสัตย์เพื่อชาติ”
อาจเป็นเช่นนั้น แต่ในที่สุดแล้วกรณี “ยอมเสียสัตย์เพื่อชาติ” เสมอเป็นเพียงปลายบนสุดของยอดภูเขาน้ำแข็ง
แต่อีกคำตอบ 1 คือ รูปของการจัดตั้ง “พรรค” เพื่อสืบทอด “อำนาจ”
จะเข้าใจประเด็นนี้จะมองเพียง “พรรคสามัคคีธรรม” ไม่ได้ จำเป็นต้องมองไปยัง “พรรคชาติไทย” จำเป็นต้องมองไปยัง “พรรคกิจสังคม” ประกอบด้วย
ขณะเดียวกัน ก็ต้องนึกถึง “ประกาศ รสช.ฉบับที่ 42″
หากเทียบสัดส่วนการประณามหยามเหยียดต่อ “นักการเมือง” ระหว่าง รสช.กับ “คสช.” ต้องยอมรับว่า คสช.เฉียบขาดมากกว่า
เพราะยึดกุมหลัก “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”
เพราะรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 สืบทอดไม่เพียงแต่ความเฉียบขาดของ “กปปส.” หากแต่ยังสืบทอดความเฉียบขาดของ “พันธมิตร” ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ด้วย
นั่นก็คือ ฟาดกระหน่ำ “นักการเมือง” เข้าเต็มพิกัด
รสช.อาจไม่ได้ออกแอ๊กชั่นแบบนี้ แต่หากดูประกาศ รสช.ฉบับที่ 42 ในการตรวจสอบทรัพย์สินของนักการเมืองแล้วก็ต้องยอมรับว่าเป็นมาตรการ “เด็ดหัว” นักการเมือง
ถึงกับตั้ง พล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ มาเป็นประธานตรวจสอบ

แต่เอาเข้าจริงๆ ชาวบ้านก็ค่อยๆ รับรู้เป็นลำดับว่า รสช.มิได้เอาจริง หากแต่เสมอทำเพื่อนำไปสู่แนวทางอย่างที่รับรู้กันในแวดวงนักเลงว่า “ตีเมืองขึ้น”
ความมาแตกเอาเมื่อหลังการเลือกตั้งบรรดาพรรคการเมืองที่นำโดย “พรรคสามัคคีธรรม” อันถือว่าเป็นพรรคของรสช.นั่นแหละเป็นแกนนำ
แกนนำในการรวมกับพรรคชาติไทย พรรจกิจสังคม
ฟอร์มรัฐบาลขึ้นมาแล้วก็ไปเชิญคนสำคัญของ รสช.ให้ลาออกจากตำแหน่งทางทหารเข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี
เท่านั้นแหละกระแส “ต้าน” ก็เกิดขึ้น
เริ่มจาก ร.ต.ฉลาด วรฉัตร ประท้วงด้วยการอดอาหาร ตามมาด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม
นั่นแหละคือที่มาแห่งการเคลื่อนไหวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535
นั่นแหละคือที่มาแห่งการแบ่งพรรคการเมืองออกเป็น 2 กลุ่มขนาดใหญ่ นั่นก็คือ 1 พรรคเทพ และ 1 พรรคมาร
พรรคใดเป็นเทพ พรรคใดเป็นมารก็รู้ๆ กันอยู่
ปฏิบัติการ “ดูด” จากทำเนียบรัฐบาลไปยังคนของพรรคประชาธิปัตย์ไปยังคนของพรรคพลังชล จึงนำไปสู่นัยประหวัดถึงพรรคสามัคคีธรรม
พรรคสามัคคีธรรม อันถือเป็น “พรรคมาร”
ทำไมจึงเป็นพรรคมาร หาก นายสกลธี ภัททิยกุล อธิบายไม่ได้ หาก นายสนธยา คุณปลื้ม นายอิทธิพล คุณปลื้ม อธิบายไม่ได้
สามารถใช้บริการของพรรคประชาธิปัตย์ได้

เรื่องนี้จบเร็ว

เรื่องนี้จบเร็ว



ไม่มีไฟย่อมไม่มีควัน ไม่มีใบสั่ง ก็ไม่มีล้มกระดาน
ควันหลงใบสั่งล้มกระดาน “ว่าที่ กรรมการ กสทช.ชุดใหม่” ที่ผ่านการสรรหารอบแรกจำนวน 14 คน ส่งให้ที่ประชุม สนช.ลงมติคัดเลือกให้เหลือ 7 คน
แต่แทนที่ สนช.จะลงมติคัดเลือก 14 คนให้เหลือ กสทช. 7 คนตามกติกา
ที่ประชุม สนช.กลับแหกกติกา มีมติโละทิ้งยกเข่งผู้ผ่านการสรรหาทั้ง 14 คน
โดยอ้างเหตุผลกำปั้นทุบดินว่ามีผู้ที่ผ่านการสรรหา 8 คนขาดคุณสมบัติมีลักษณะต้องห้าม และมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่จะได้รับการคัดเลือกเป็น กสทช.??
ดังนั้น ที่ประชุม สนช.ลากตั้งจึงมีมติด้วยคะแนน 118 เสียงต่อ 25 เสียง ให้ล้มกระดานการสรรหา กสทช.ทั้งหมด 14 คน
โยนกลับไปให้เริ่มต้นการสรรหา กสทช.ใหม่ซ้ำอีกที
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าการ ที่ สนช.ลากตั้งโหวตล้มกระดานการสรรหา กสทช.ชุดใหม่โดยไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากคณะกรรมการสรรหามาแล้ว 8 คน จาก 14 คน ขาดคุณสมบัติตรงไหน? และมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างไร??
ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติอย่างแรง
ประกอบกับมีไอ้โม่งปล่อย “คลิปหลุด” อ้างชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ว่าไม่แฮปปี้โผรายชื่อว่าที่ กสทช. ที่ผ่านการสรรหาทั้ง 14 คน??
ยิ่งเพิ่มความน่าสงสัยว่าจะมีใบสั่งให้ สนช.ลากตั้งล้มกระดานอย่างที่ลือกัน
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และ หน.คสช. จึงต้องใช้อำนาจพิเศษ ม.44 เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม โดยมีสาระสำคัญ 3 ประเด็น
1,สั่งยกเลิกกระบวนการสรรหา กสทช.ชุดที่โดนที่ประชุม สนช.ลากตั้งล้มกระดาน
2,สั่งระงับการสรรหา กสทช.ชุดใหม่ไม่มีกำหนด จนกว่า หน.คสช.จะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
3,สั่งต่อวีซ่าให้กรรมการ กสทช.ชุดเดิมปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า คำสั่ง คสช.ม.44 ฉบับนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการล้มกระดานการสรรหา กสทช.
ไม่ต้องเริ่มต้นกระบวนการสรรหา กสทช.ใหม่ให้ยุ่งยากสับสนวุ่นวาย
ส่วนการใช้อำนาจ ม.44 สั่งยกเลิกการสรรหา กสทช.ซ้ำอีกดอก เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผ่านการสรรหา 14 คน ไปร้องศาลปกครองว่าได้รับความเสียหาย และสูญเสียโอกาสที่จะได้ดำรงตำแหน่ง กสทช.
และประเด็นสุดท้าย เพื่อลบล้างความผิดให้ สนช.ลากตั้งที่ร่วมกันลงมติฝ่าฝืน พ.ร.บ.กสทช.
“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่า พ.ร.บ.กสทช. กำหนดให้ที่ประชุม สนช.มีหน้าที่ลง มติคัดเลือกผู้ผ่านการสรรหา 14 คน ให้เหลือ 7 คน
ดังนั้น การที่ สนช.ปฏิเสธไม่ลงมติคัดเลือกผู้ผ่านการสรรหาเป็น กสทช.
แถมยังร่วมกันล้มกระดานการสรรหา กสทช. ยกเข่งทั้ง 14 คน จึง เป็นเจตนาฝ่าฝืนมาตรา 16 และ 17 ของ พ.ร.บ.กสทช.
แต่คำสั่ง คสช.ฉบับนี้จะช่วยลบล้างความผิดให้ สนช.ที่ทั้ง 118 คน ที่ร่วมกันล้มกระดานยกเข่งทันที
ใครจะเอาประเด็นนี้ไปฟ้องศาลไม่ได้อีกต่อไป
แบบนี้ก็จบข่าวน่ะซีโยม.
"แม่ลูกจันทร์"

ปมแฝง 'เครื่องดูดฝุ่น'

ปมแฝง 'เครื่องดูดฝุ่น'



ตบปาก ไม่ให้ด่าตีกินฟรีกันง่ายๆอีกต่อไป
จับอาการที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. สั่งให้ฝ่ายกฎหมายไล่เช็กบิล “แจ็คผู้ฆ่าลุงกำนัน” นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าสำนัก “ข่าวไม่ได้กรอง” โทษฐานที่ปูดตัวเลขกลมๆ 40,000 ล้านบาท ทุนตั้งพรรคทหาร
ตามพฤติการณ์สะสมชอบตีปี๊บปมทุจริตกระแทกรัฐบาล ตีกินแล้วก็เงียบหายไป
ยิ่งในจังหวะที่นายวัชระโผล่มาร่วมแห่ ตามขบวนที่ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กำลังเดินหน้านำลูกหาบปั่นกระแสดูด ผลิตวาทกรรม “ตกเขียว” เขย่าพรรคการเมืองใหม่
สไตล์ยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่ถนัดเตะตัดขา “เจาะยาง” คู่แข่งที่จะมาแย่งพื้นที่
งานนี้ถ้า “ลุงตู่” ยอมเป็นเป้านิ่ง ไม่ตอบโต้อะไรก็เท่ากับยอมรับสภาพที่ทีม “อภิสิทธิ์” ป้ายสีให้ สุดท้ายก็ติดเนื้อล้างไม่ออก สังคมเชื่อตามลมปากช่างทาสียี่ห้อประชาธิปัตย์
ฟอร์มเดิมพรรคทหารใช้เงิน อำนาจ กวาดต้อน ส.ส.ไปสู่จุดจบไม่สวย
“ลุงตู่” เป็นมวยพอที่จะเด้งเชือกออกจากมุม
อีกจุดที่แฝงอยู่ในคำพูดคมๆของ “นายกฯลุงตู่” ที่สวนหมัด “อภิสิทธิ์” เลยว่า ไม่ใช่เครื่อง “ดูดฝุ่น”
โดยนัยนั่นหมายถึงไม่ดูดขยะปฏิกูล ของโสโครกโสมม
อารมณ์เหมือนจงใจเปรียบกับนักการเมืองน้ำเน่าพันธุ์เก่า ไม่เอามาสังฆกรรม
และในคราวเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ก็แบะท่าเปิดทางเป็นนัย พร้อมดึงนักการเมืองน้ำดี ที่แสดงบทบาทว่าจะร่วมกันพัฒนาประเทศ ทำเพื่อประเทศชาติ
เพื่อโอกาสเดินหน้าปฏิรูป ไม่ทำการเมืองแบบเดิมๆ
เสริมกับปรากฏการณ์ที่แต่งตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพราะเจ้าตัวอาสาใช้ความชำนาญในพื้นที่ภาคตะวันออกช่วยประสานโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เมกะโปรเจกต์เรือธงของ
รัฐบาล
สถานการณ์บ่งชี้ “ลุงตู่” ฉลาดพอที่จะไม่ย่ำรอยเดิมไปสู่จุดตาย
แม้โดยรูปเกมมันยังวนอยู่ในระบบนิเวศการเมืองแบบไทยๆที่หนีไม่พ้นระบบอุปถัมภ์
เงื่อนไขบังคับการก่อกำเนิดป้อมค่ายการเมืองใหม่ จำเป็นต้องพึ่งนักการเมืองเก่าที่เป็นเจ้าของพื้นที่ เพื่อเป็นหลักประกันแต้มชัวร์ไม่ให้วืดเป้าจั่วลม
ต้องเดินหมากตามทฤษฎีขนมชั้นของ “ทักษิณ ชินวัตร”
แบบที่ไม่มีการบอกปัดบ้านใหญ่นครปฐม ตระกูลสะสมทรัพย์ที่ถูกทาบร่วมทีมหนุน “ลุงตู่”
ในอารมณ์อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดเป็นทำนองออกตัว นักการเมืองหลายคนอาจอยากทำความดี แต่มันทำดีไม่ได้ ท้ายที่สุดถูกนโยบายพรรค ถูกอะไรต่างๆมันทำให้เขาต้องเปลี่ยนแปลง เลยเสียไปหมด
นี่คือจุดที่หัวหน้า คสช.พยายามสะท้อนจุดแตกต่าง
เปิดทางให้ตัวเองเป็นเชิงต้องอาศัยกระบวนการเข้าสู่อำนาจแบบวังวนเดิมๆ
หักมุมจากอดีตที่ทำนักการเมืองผิดเพี้ยนไป เพราะหัวขบวนอาศัยเหลี่ยมการเมือง สร้างฐานอำนาจเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจกินรวบประเทศไทย นักเลือกตั้งอาชีพกลายสภาพเป็นลูกจ้างบริษัทไม่กล้าหืออือ
เพราะกลัวโดนไล่ออกหมดอนาคต
หัวหด จำใจต้องทำตามใบสั่ง ผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิด เหตุที่มาทำให้การเมืองวิกฤติ
นักการเมืองจึงถูกเหมาเป็นผู้ร้าย
แต่ถึงวันนี้ “ลุงตู่” เปิดโอกาสให้กลับตัวกลับใจ เปิดทางให้นักการเมืองออกจากบริษัทจำกัด กลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เป้าหมายเพื่อการปฏิรูปประเทศ
ล็อกกรอบให้การเมืองกลับมาอยู่ในร่องในรอย
โดยที่ “ลุงตู่” ไม่มีเหลี่ยมแฝงผลประโยชน์ทางธุรกิจ กินรวบประเทศไทย
แต่นั่นก็หมายเหตุไว้ เลือกเฟ้นเอาเฉพาะน้ำดี พวกที่ยังพอกลับตัวกลับใจได้
ส่วนพวกตัวแสบที่กู่ไม่กลับแล้ว ก็ไม่เสี่ยงเอามาสังฆกรรมให้โดนด่า
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่เปิดให้ขยับแข้งขยับขา ปล่อยให้
โชว์หน้าโชว์ตา ออกฤทธิ์ออกเดชกันเต็มที่ ใครถือหางฝั่งไหน ใครซ่า ห้าวเป้งยังไง
หน่วยสแกนท็อปบูต “ล็อกเป้า” ไว้หมดแล้ว
แนวโน้มอันดับแรก พวกที่มีแผล มีชนักปักหลัง ติดคดีความอาญา คดีเลือกตั้ง คดีทุจริตคอร์รัปชัน และยังแสดงตัวแสดงตนเป็นกองกำลังสำคัญของ “นายใหญ่”
รอลุ้นเป็นผู้โชคดีทางบ้านได้ มีของแจกแน่.

ทีมข่าวการเมือง

ยังไง ก็หนุน "บิ๊กตู่"!

ยังไง ก็หนุน "บิ๊กตู่"!
"ผบ.สูงสุด"นำแผงผบ.เหล่าทัพ ยัน เสียงหนักแน่น หนุน "บิ๊กตู่" แม้จะลงเล่นการเมือง-ตั้งพรรค ไม่หวั่น ถูกใช้เครื่องมือหาเสียง ยัน กองทัพ หนุนรัฐบาลมาตลอด แล้วแต่มุมมอง/พร้อมรับมือ ม็อบ 4 ปี คสช.
พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึง การดูแลสถานการณ์การบ้านเมือง ภายหลัง จะมีการชุมนุมที่จะเกิดขึ้น ครบรอบ4ปี คสช.ในเดือนพฤษภาคมนี้ว่า คงจะดูแลตามขอบเขตและอำนาจหน้าที่ ซึ่ง
หน่วยงานต่างๆได้เตรียมแผนการรองรับไว้แล้ว
ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมจะมีการปักหลัก ค้างคืนนั้น ช่วงครบรอบ 4 ปีในการยึดอำนาจของ คสช.นั้น เราคงใช้กฎหมายเป็นหลัก พร้อมด้วยการพูดจาหารือทำความเข้าใจ ถึงขั้นตอนในการดำเนินการ และคิดว่า ที่ผ่านมาคงได้มีการพูดคุยกันไว้บ้างแล้ว
เมื่อถามถึง บทบาทของกองทัพหลังพลเอกประยุทธ์ มีท่าทีจะเล่นการเมือง พล.อ.ธารไชยยันต์ กล่าวว่า แน่นอน ทางกองทัพก็ยังเป็นเครื่องมือ ของรัฐบาลอยู่แล้ว การสนับสนุนรัฐบาลเป็นหน้าที่หลักของกองทัพ
เมื่อถามย้ำว่า บทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มชัดเจนในการลงเล่นการเมืองเพราะมีการดึงตัวอดีตนักการเมืองเข้ามาร่วมทำงานกับรัฐบาล กองทัพยังคงสนับสนุนอยู่หรือไม่ พล.อ.ธารไชยยันต์ กล่าวว่า เรายังสนับสนุนรัฐบาลและผู้นำรัฐบาลอยู่
เมื่อถามว่า หลังเกษียณจะเห็นผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดนี้ร่วมพรรคทหารหรือไม่ ว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องของอนาคต แต่ส่วนในความคิดส่วนตัว คงไม่เกี่ยว ซึ่งตนก็คงจะมีหน้าที่บทบาทในเรื่องของสนช.แค่นั้น
เมื่อถามอีกว่า กองทัพต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง จะรักษาจุดนี้ไว้อย่างไร พล.อ.ธารไชยยันต์ กล่าวว่า การปฏิบัติงานของทหาร สนับสนุนงานตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งปกติจะมีแผนล่วงหน้าที่ชัดเจนอยู่แล้ว เราก็จะดำเนินการไป
ส่วนนโยบายที่เพิ่มเติมหรือปัญหาเฉพาะหน้า เช่นการช่วยเหลือประชาชน หรือสิ่งที่เกิดขึ้นทันทีทันใด เราก็มีแผนงาน แผนเผชิญเหตุรองรับ ซึ่งภาพรวมใหญ่ๆกองทัพปฏิบัติตามแผนและนโยบาย ที่วางไว้
ส่วนที่ฝ่ายการเมืองมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือในการหาเสียงนั้น ผบ.สูงสุด กล่าวว่า คิดว่าแล้วแต่คนมอง ซึ่งปกติตั้งแต่ดำเนินการมา ตนก็ทำอย่างนี้มาโดยตลอด ส่วนใครจะคิดอย่างไรเป็นเรื่องของมุมมอง ของแต่ละคน

ปราม ลูกน้อง !!

ปราม ลูกน้อง !!
"บิ๊กเจี๊ยบ"เผย ปราม ทหารภาคใต้ตอนบน อย่าเอี่ยวค้ามนุษย์ -ผู้มีอิทธิพล หลังได้ข้อมูลมา แต่ยังไม่ชี้ชัด ระบุ หากมีมูล จะเอาผิดตามกฎหมาย ยันไม่เกี่ยวเครือข่าย "พลโทมนัส คงแป้น"

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบทบ./รองผอ.รมน. กล่าวถึงกรณีที่ได้ไปประชุม ที่ กองกำลังเทพสตรี จ.ระนอง สัปดาห์ที่แล้ว
กำชับทหารในภาคใต้ตอนบน ไม่ให้เกี่ยวข้องผลประโยชน์ และผู้มีอิทธิพลว่า พื้นที่นี้ มีปัญหาเรื่องแรงงานเยอะ ผมจึงอยากให้ทหารในพื้นที่ระมัดระวัง
"ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐาน ชัดเจน แต่มีข่าวว่าอาจมีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์เท่านั้น ผมจึงไปปรามลูกน้อง ซึ่งยัง ไม่รู้ว่าใช่ คนนี้ คนนั้น หรือไม่ เพราะยังไม่มีข้อมูล"

เมื่อถามว่า เป็นข้อมูลเดียว กับที่ พลเอกประยุทธ์ นายกฯ มีอยู่ใช่ หรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ตนไม่ทราบ หากเราพบข้อมูลจริงๆ เราต้องดำเนินการตามกฎหมาย
เมื่อถามอีกว่า เกี่ยวข้องกับเครือข่ายเดิมของพล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่ถูกจับกุมคดีค้ามนุษย์ หรือไม่ ผบ.ทบ. กล่าวว่า ในพื้นที่ตรงนั้นมีปัญหาแรงงาน ปัญหาการหลบหนีเข้าเมือง และเรื่องธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ตนก็ต้องไปปรามลูกน้อง ให้ระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้ เพราะได้ข่าวมาว่ามี แต่ไม่เกี่ยวกับพล.ท.มนัส เพราะเป็นเรื่องอดีต

ตบเท้าเข้า"พรรคบิ๊กตู่"หลังเกษียณ กันมั้ย??

ตบเท้าเข้า"พรรคบิ๊กตู่"หลังเกษียณ กันมั้ย??
"บิ๊กต๊อก" ปัดตอบ ผบ.เหล่าทัพ ตบเท้าเข้า"พรรคบิ๊กตู่"หลังเกษียณ มั้ย เปรย "ทุกอย่างเป็นเรื่องของอนาคต" คาด คงเป็นแค่ สนช.
เมื่อถูกถามว่า หลังเกษียณ ตค.นี้ ผบ.เหล่าทัพชุดนี้ จะไปร่วมพรรคทหาร ของ พลเอกประยุทธ์ หรือไม่
"ยังไม่ได้คิด ทุกอย่างเป็นเรื่องของอนาคต " บิ๊กต๊อก พลเอกธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.ทหารสูงสุด กล่าว
ทั้งนี้ ทั้ง พลเอกธารไชยยันต์ และ บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. บิ๊กนุ้ย พลเรือเอก นริส ประทุมสุวรรณ ผบ.ทร. และ บิ๊กจอม พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ. จะเกษีบณราชการ 30 กย.2561 นี้ พร้อมกัน
"แต่ส่วนในความคิดส่วนตัว คงไม่เกี่ยว ซึ่งผม ก็คงจะมีหน้าที่บทบาทในเรื่องของสนช แค่นั้น"พลเอกธารไชยยันต์ กล่าว

ทหาร พร้อมรับมือ ม็อบ "4 ปี คสช."เชื่อคุยกันได้!!


"บิ๊กต๊อก"พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวถึง การดูแลสถานการณ์การบ้านเมือง ภายหลัง จะมีการชุมนุมที่จะเกิดขึ้น ครบรอบ4ปี คสช.ในเดือนพฤษภาคมนี้ว่า คงจะดูแลตามขอบเขตและอำนาจหน้าที่ ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ได้เตรียมแผนการรองรับไว้แล้ว
ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมจะมีการปักหลัก ค้างคืนนั้น ช่วงครบรอบ 4 ปี ในการยึดอำนาจของ คสช.นั้น เราคงใช้กฎหมายเป็นหลัก พร้อมด้วยการพูดจาหารือทำความเข้าใจ ถึงขั้นตอนในการดำเนินการ และคิดว่า ที่ผ่านมาคงได้มีการพูดคุยกันไว้บ้างแล้ว

คำพูด ไม่สำคัญ เท่าพยานหลักฐาน

คำพูด ไม่สำคัญ เท่าพยานหลักฐาน
"ศรีวราห์" ไม่สน"เปรมชัย" บอก ไม่ได้ฆ่าเสือดำ ยันพนักงานสอบสวนยึดตามพยานหลักฐาน และการร้องทุกข์ของกรมอุทยานฯ ทุกอย่างสิ้นสุดที่ศาล ลั่น"นามสกุล ไม่มีผล "นามสกุล ไม่ได้ระบุไว้ในกฎหมาย กฎหมายระบุไว้ว่า คุณทำผิด หรือ ทำถูก"

จากกรณีที่ นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด ตอบคำถามผู้ถือหุ้น ระหว่างการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 ว่า ไม่ได้เป็นคนฆ่าเสือดำ และล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯ
พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรามณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กล่าวว่า สำนวนของพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ ได้สรุปความเห็นส่งพนักงานอัยการไปแล้ว ว่าร่วมกันดำเนินการ ซึ่งทางพนักงานอัยการมีความเห็นฟ้องแล้วเรื่องการล่าสัตว์ป่า
ดังนั้น กระบวนการยุติธรรมต้องไปสิ้นสุดกันที่ศาล ไม่ว่านายเปรมชัยจะยืนยันตนเองอย่างไร
ส่วนตัวก็ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐาน ก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น
ส่วนกรณีที่สังคมโซเชียลตั้งข้อสงสัย หลังจากนายเปรมชัย ยืนยันในที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่าไม่ได้ฆ่าเสือดำ และอาจจะหลุดคดีนั้น ขอสังคมอย่าคิดแทนอัยการ อย่าคิดแทนศาล
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อสังเกตว่า ตำรวจจะหยิบประเด็นเล็กน้อยมาดำเนินการแทนประเด็นการล่าสัตว์ พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า ทุกประเด็นเป็นเรื่องที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร้องทุกข์มา เราก็ต้องดำเนินการสอบสวนให้ครบถ้วนตามที่เขาร้องทุกข์มา จะเล็กน้อย จะใหญ่แค่ไหน มันไม่เกี่ยว เพราะมันเกี่ยวว่าจะผิด หรือไม่ผิดมากกว่า
เมื่อถามย้ำว่า ขณะนี้กลายเป็นว่านามสกุลของนายเปรมชัย จะมีผลต่อกระบวนการยุติธรรม พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า นามสกุล ไม่ได้ระบุไว้ในกฎหมาย กฎหมายระบุไว้ว่า คุณทำผิด ทำถูกหรือไม่ ซึ่งพนักงานสอบสวนยืนยันว่า เรารวบรวมหลักฐานและพิจารณาไปตามกฎหมายบ้านเมือง ขอย้ำว่าเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ

รอง ผบ.ตร. กล่าวด้วยว่า ส่วนความเห็นแย้งที่ส่งให้อัยการสูงสุด ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีความเห็นอย่างไร เบื้องต้น ทราบเพียงว่าคณะกรรมการอยู่ในการพิจารณายังไม่เสร็จสิ้น ตามขั้นตอนถ้าอัยการสูงสุดมีความเห็นอย่างไร ก็ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด
ส่วนสำนวนคดีการติดสินบนเจ้าพนักงาน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่อัยการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 7 กำลังพิจารณา ตนขอยืนยันเช่นเดิมว่า มีความมั่นใจในสำนวนคดีร้อยเปอร์เซ็นต์

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561

ยุทธศาสตร์ครม.สัญจร ซ่อนนัยยะ “ดึง-ดูด”

ยุทธศาสตร์ครม.สัญจร ซ่อนนัยยะ “ดึง-ดูด”


ยุทธศาสตร์ดึงและดูด ของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กำลังเป็นประเด็นร้อนเรียกแขกให้ฝ่ายการเมือง แทบจะทุกพรรคออกมาวิพากษ์ วิจารณ์ ตำหนิ ตีเตียน ในกลเกมการเมืองของผู้มีอำนาจที่ย้อนยุคกลับไปสู่การเมืองในอดีต คล้ายกับโมเดลพรรคสามัคคีธรรม เพื่อรองรับการอยู่ต่อ อยู่ยาวของผู้มีอำนาจ

ดังจะเห็นได้จากกลยุทธ์เดินสายประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) สัญจร หมุนเวียนไปทุกภูมิภาค ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ตลอดห้วงปี 2560 ต่อเนื่องมาถึงปี 2561

เพราะการประชุมครม.สัญจรของ ”บิ๊กตู่” ไม่ได้เพียงแค่รับฟังปัญหาของคนในพื้นที่ แล้วเสนอผ่านมติครม.เพื่อจัดงบประมาณลงไปช่วยเหลือและดำเนินการได้ทันทีแต่ยังมีนัยยะของการพบปะนักการเมืองเจ้าของพื้นที่ ระดับเกรดเอ ตัวจริงเสียงจริง

ดังจะเห็นได้จากการประชุมครม.สัญจร ที่จ.สุพรรณบุรีและจ.พระนครศรีอยุธยา ระหว่างวันที่ 18-19 กันยายน 2560 “บี๊กตู่” ได้พบและพูดคุยกับอดีตส.ส.พื้นที่ ที่มาต้อนรับ โดยเฉพาะอดีตส.ส.จากพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) เจ้าของพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ทั้ง ประภัตร โพธสุธน วราวุธ ศิลปอาชา ภราดร-กรวีร์ ปริศนานันทกุล

พร้อมกับวลีสนับสนุนแบบฉันท์มิตรของ “ประภัตร” ที่ระบุว่า “หากปากท้องของประชาชนได้รับการแก้ไข นายกฯ จะอยู่อีก 8 ปี 10 ปี ผมก็ไม่ว่า”

นำมาซึ่งการตีความทางการเมืองว่า ชทพ. พร้อมหนุน”บิ๊กตู่” ในสูตรของการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอีกหรือไม่

ถัดมาคือครม.สัญจรที่ จ.ปัตตานี ระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2560 แม้จะเป็นที่ภาคใต้ ที่มีทั้งพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และกลุ่มวาดะห์ เจ้าของพื้นที่คุมฐานเสียงของส.ส.อยู่ แต่ “บิ๊กตู่” ก็ได้ย้ำกับชาวบ้านในพื้นที่ว่า “พร้อมจะดูแลความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ให้ดีขึ้น เพราะเป็นรัฐบาลที่ดูแลคนทุกกลุ่ม ทุกภาค ไม่ได้เลือกที่จะช่วยเฉพาะพื้นที่ที่เลือกพรรคนั้น พรรคนี้”

ต่อเนื่องขี้นไปพื้นที่ภาคเหนือ ในการประชุมครม.สัญจร ระหว่างวันที่ 25-26 ธันวาคม 2560 ที่จ.พิษณุโลก และจ.สุโขทัย ที่มี “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำกลุ่มมัชฌิมาธิปไตย และแกนนำกลุ่มวังน้ำยม ให้การต้อนรับ พร้อมกับประกาศจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการบริหารประเทศตามนโยบาย

ข้ามศักราชขึ้นมาปี 2561 “บิ๊กตู่” ยกคณะ ไปประชุมครม.สัญจร ที่จ.จันทบุรี ระหว่างวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ 2561 มีระดับอดีตส.ส.และนักการเมืองในพื้นที่ภาคตะวันออก มาร่วมวงพูดคุยกันพร้อมหน้า ทั้ง “เสี่ยแป๊ะ” สนธยา คุณปลื้ม อดีตรมว.วัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังชล “อิทธิพล คุณปลื้ม” น้องชาย ในฐานะอดีตนายกฯเมืองพัทยา “เสี่ยตี๋” สาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)

ซึ่งวงครม.สัญจร ที่จ.จันทบุรี นำมาซึ่งการที่ครม.มีมติแต่งตั้ง “สนธยา” เป็นที่ปรึกษานายกฯ ด้านการเมือง และตั้ง”อิทธิพล” เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จนหลายฝ่ายมองว่าเป็น กลยุทธ์ “ดึง”และ”ดูด”ในทางการเมือง เริ่มเด่นชัดขึ้น

โปรแกรมครม.สัญจร ครั้งต่อไป ที่บิ๊กตู่จะยกคณะ ไปเยือน นั่นคือ การประชุมครม.สัญจรที่จ.สุรินทร์ และจ.บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 7-8 พฤษภาคมนี้

พื้นที่ฐานเสียงของ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) และพรรคเพื่อไทย(พท.) งานนี้คนการเมืองต่างจับตาดูว่า กลยุทธ์ “ดึง”และ”ดูด”จะทำงานอีกหรือไม่ โดยเฉพาะเจ้าบ้านอย่าง “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมนำอดีตส.ส.ของพรรคเข้าร่วมหารือกับ บิ๊กตู่ และคณะ เสนอแนวทางการพัฒนาจ.บุรีรัมย์ และพื้นที่ภาคอีสานในแบบ พรรคที่พร้อมเป็นมิตรกับทุกฝ่าย

พร้อมกับยืนยันผ่านสื่อไว้ล่วงหน้าด้วยว่า “การลงพื้นที่จ.บุรีรัมย์ ของพล.อ.ประยุทธ์ และครม. จะไม่มีการดีลอะไรกันทางการเมืองทั้งสิ้น ทุกอย่างต้องดูกันหลังปิดหีบนับคะแนนผลการเลือกตั้ง”

แม้ “บิ๊กตู่” จะออกมายืนยันหลังการประชุมครม.เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา เชิงตอบโต้นักการเมืองที่รุมวิพากษ์วิจารณ์ กลยุทธ์ “ดึง”และ”ดูด” ของรัฐบาลและคสช.ว่า “ผมไม่ร่วมกับพรรคไหน แล้วจะไปร่วมอะไรกับใครได้ ตอนนี้ไม่รู้ตัวผมอยู่ตรงกลาง จะเป็นอะไร จะทำอะไรก็แล้วแต่ ผมต้องอยู่ตรงกลางให้ได้ คำว่าตรงกลางคือเอาทุกคนมาร่วมกันบริหารประเทศให้ได้ ด้วยกลไกประชาธิปไตยแต่จะไปอย่างไร ผมยังไม่รู้ และผมจะไปตรงนั้นได้อย่างไรก็ยังไม่รู้เหมือน”

ท้ายที่สุดกลยุทธ์”ดึง”และ”ดูด” จะเกิดขึ้นจริงและสำเร็จหรือไม่ รวมทั้งภาพทางการเมืองของรัฐบาลและคสช.จะเด่นชัดขนาดไหน “บิ๊กตู่” และองคาพยพ จะเป็นผู้ให้คำตอบ

อ่านเกม สกลธี สนธยา อิทธิพล กลยุทธ์ ‘การทหาร – การตลาด’

อ่านเกม สกลธี สนธยา อิทธิพล กลยุทธ์ ‘การทหาร – การตลาด’


ไม่ว่าประเด็นอันเกี่ยวกับกรณี นายสกลธี ภัททิยกุล ไม่ว่าประเด็น อันเกี่ยวกับกรณี นายสนธยา คุณปลื้ม นายอิทธิพล คุณปลื้ม
มีลักษณะแบ่งยุค แบ่งสมัย
คสช.อาจมองว่าเป็นการดึงคนเข้ามาช่วยงาน เพราะ นายสกลธี ภัททิยกุล คือ รองผู้ว่าฯกทม. เพราะ นายสนธยา คุณปลื้ม คือ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เพราะ นายอิทธิพล คุณปลื้ม คือ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
เป็นเรื่องของ “บ้านเมือง” ไม่ใช่เรื่องของ “การเมือง”
แต่ความอ่อนไหวเป็นอย่างมาก อยู่ที่รากฐานเดิมของ นาย สกลธี ภัททิยกุล นายสนธยา คุณปลื้ม นายอิทธิพล คุณปลื้ม
3 คนนี้เป็นใคร มาจากไหน

หากมอง นายสกลธี ภัททิยกุล เป็นบุตร พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ก็ถูกต้อง
แต่อย่าลืมเขาเคยเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์
และอย่าลืมว่าเขาเคยคล้องนกหวีดร่วมกับ นายสุเทพ เทือก สุบรรณ ในการ”ชัตดาวน์”กทม.มาแล้ว
ยิ่ง นายสนธยา คุณปลื้ม ยิ่งเป็นหัวหน้าพรรคพลังชล

ขณะที่ นายอิทธิพล คุณปลื้ม ยังถูกคสช.ใช้คำสั่งมาตรา 44 ปลดออกจากตำแหน่งทางการเมืองมาแล้ว
ยังรากฐานสำคัญคือบุตรของ”กำนันเป๊าะ”
ไม่ว่าคสช.และรัฐบาลจะเรียงหน้ากระดานเรียงหนึ่งออกมา”ฟอกขาว”ให้กับ นายสกลธี ภัททิยกุล นายสนธยา คุณปลื้ม นายอิทธิพล คุณปลื้ม อย่างไร
ก็เข้าทำนองภาษิตโบราณที่ว่า “ขว้างงูไม่พ้นคอ” คือไม่พ้นประเด็นในทาง”การเมือง”
ทุกอย่างยังแวดล้อมอยู่กับคำว่า “ดูด”

ไม่ว่าจะมองจากด้านการวางกลยุทธ์ทางด้าน”การทหาร” ไม่ว่าจะมองจากด้านการวางกลยุทธ์ทางด้าน”การตลาด”
นี่ย่อมเป็นเรื่องของการสะสม”กำลัง”
นี่ย่อมเป็นเรื่องของการหา”พันธมิตร” การสะสมพลังในด้านกองหนุน ทำไมเพิ่งมาคิดได้ในตอนนี้ ทำไมไม่มีการวางแผนตั้งแต่แรก
ประเด็น “พลังดูด”จึงยังวนเวียนอยู่โดยรอบ”พรรคคสช.”

เอาไงดี

เอาไงดี



เมืองไทยมีปัญหารอให้รัฐบาลแก้ไขมากมาย ก่ายกอง
ปัญหาเก่าๆกองเป็นภูเขาเลากา ยังมีปัญหาใหม่ๆ งอกเพิ่มขึ้นๆทุกวันๆ
และทุกปัญหาจะไหลไปกองรวมกันที่นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดียว
แม้มีอำนาจพิเศษ ม.44 ในมือก็แก้ปัญหาไม่ได้ทุกเรื่องแน่นอน
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าปัญหาหนักอกที่ “นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์” ตัดสินใจยากที่สุด คือปัญหาโครงการก่อสร้างหมู่บ้านตุลาการเชิงดอยสุเทพ
หรือ “หมู่บ้านป่าแหว่ง” ที่กำลัง ดังระเบิดเถิดเทิง
แม้โครงการนี้จะดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน
แต่เกิดผลกระทบทำให้พื้นที่ป่าเชิงดอยสุเทพ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ “แหว่งเป็นง่าม ถ่อ” ไปมากพอสมควร
ทำให้เครือข่ายประชาชนชาวเชียงใหม่เคลื่อนไหวคัดค้านโครงการหมู่บ้านป่าแหว่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 กันอึกทึกครึกโครม
“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่าข้อเรียกร้อง ของกลุ่มทวงคืนผืนป่าดอยสุเทพมีสาระหลักๆอยู่ 3 ประเด็น
1,ขอให้ นายกฯบิ๊กตู่ สั่งยุติโครงการก่อสร้าง และรื้อถอนอาคารต่างๆ ออกจากพื้นที่โดยพลัน
2,ขอให้รัฐบาลกำหนดให้พื้นที่เชิงดอยสุเทพทั้งหมดเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ไม่อนุญาตให้มีการก่อสร้างใดๆตลอดไป
3,ให้รัฐบาลสนับสนุนงบก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา และอาคารชุดในพื้นที่ใหม่ เพื่อคืนผืนป่าดอยสุเทพให้กลับคืนสภาพธรรมชาติตามเดิม
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าประเด็นที่ทำให้นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจยาก คือข้อเรียกร้องให้รื้อถอนบ้านพักผู้พิพากษา 38 หลัง และอาคารชุดอีก 2 อาคาร ซึ่งสร้างเสร็จแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์
เพราะหากรื้อถอนอาคารต่างๆ ออกไป งบที่ใช้ก่อสร้างกว่าสามร้อยล้านบาทก็สูญฟรี!!
แต่ถ้าไม่รื้อ ปล่อยให้คาอยู่ต่อไป ก็เป็นหนามตำใจชาวเชียงใหม่ไปอีกยาวนาน
แม้จะเปลี่ยนสภาพบ้านพักตุลาการ ทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ หรือใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวม ฯลฯ
ก็ไม่ใช่เป้าหมายที่ชาวเชียงใหม่เรียกร้องต้องการ
คือต้องการให้ผืนป่าดอยสุเทพสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ กลับคืนสู่สภาพเดิม
“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่า นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จะฟังเสียงเรียกร้องของ กลุ่มคัดค้านฝ่ายเดียวก็ไม่ได้
ต้องฟังฝ่ายศาลอีกทาง เพื่อให้เกิดความสมดุล
แม้โฆษกศาลยุติธรรมจะยืนยันว่า หาก “พล.อ.ประยุทธ์” ตัดสินใจอย่างไร ทางศาลยินดีปฏิบัติตาม
แต่โครงการนี้ได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายครบถ้วนทุกขั้นตอน
การจะให้ยุติการก่อสร้างกลางคันทำไม่ได้!!
เพราะจะผิดสัญญาก่อสร้างที่มีเงื่อนไขผูกพัน
หรือจะทุบทิ้งบ้านพักผู้พิพากษา ก็ทำไม่ได้ เพราะเป็นทรัพย์สินราชการ ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนบุคคล
“แม่ลูกจันทร์” นึกไม่ออกจริงๆ ว่า “พล.อ.ประยุทธ์” จะตัดสินใจให้ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันได้อย่างไร??
ฝ่ายหนึ่งยืนยันต้องรื้อให้กลับคืนสภาพเดิม
อีกฝ่ายยืนยันว่ารื้อไม่ได้ เพราะเป็นทรัพย์สินราชการ
สรุป...จะรื้อ? หรือจะไม่รื้อ...? ต้องเลือกเอาซะทาง.
“แม่ลูกจันทร์”

สูตรเตี่ย ‘ท็อป’ ยืนสบาย

สูตรเตี่ย ‘ท็อป’ ยืนสบาย



นับวันยิ่งเห็นชัด กับความเป็นตัวตนของ “นายกฯลุงตู่” ที่นักการเมืองอาชีพยังสู้ไม่ได้
โฟกัสจากช็อตล่าสุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ออกลีลาท่าเต้นเพลง “คุกกี้เสี่ยงทาย” จับไม้จับมือ ทำสัญลักษณ์ร่วมเฟรมกับเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดัง “BNK48” ที่ทำเนียบรัฐบาล
โดยไม่มีอาการเคอะเขิน ไม่มีเก๊ก ทุกอย่างไหลไปตามธรรมชาติ
ตุนคะแนนความน่ารัก หักล้างภาพเผด็จการทหารจนแทบไม่เหลือคราบเลย
แถมในจังหวะลอยหน้าลอยตาตอบคำถามนักข่าวแบบชิวๆ ถึงกระแสดูดนักการเมืองเข้าค่าย
“ฉันไม่ใช่เครื่องดูดฝุ่น”
สะท้อนอารมณ์สบายๆของคนที่ตุนแต้มต่อ ถือไพ่เหนือกว่าอยู่ในมือ
ถึงตรงนี้ “นายกฯลุงตู่” แต่งตัวพร้อม รอแค่ฤกษ์เปิดตัวลงสนาม
ตรงกันข้ามกับอาการดิ้นพล่าน นักการเมืองที่โวยวาย 3 เวลาหลังอาหารทุกวัน
โดยเฉพาะคนยี่ห้อประชาธิปัตย์ ไล่ตั้งแต่หัวแถวอย่าง “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ หัวหน้าพรรค ที่เปิดฉากตามบี้ ไล่เบิ้ลบลัฟพรรคใหม่ ตั้งแต่นาทีแรกที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เปิดไต๋สนับสนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ
ตั้งท่าล่อเป้ากันแบบโจ๋งครึ่ม ไม่ไว้ไมตรี ไม่มีกั๊ก
เขียนบท เซตฉาก มโนกันคึกคัก ล่าสุดก็เป็นตัวเลข 4 หมื่นล้านจาก “ข่าวไม่กรอง” สำนัก “แจ็คผู้ฆ่าลุงกำนัน” นายวัชระ เพชรทอง จอมแฉเบอร์หนึ่งแห่งค่ายประชาธิปัตย์ อ้างกลุ่มทุนลงขันตั้งพรรคทหาร
ฉายหนังขายยารุ่นโบราณ ประจานพรรคท็อปบูตตามสูตร
พูดกันตามเนื้อผ้า อดีตแนวร่วมอย่าง “อภิสิทธิ์” และทีมงานประชาธิปัตย์ออกอาการ
เต้นชัดมากกว่าโจทก์ตัวจริงอย่างพรรคเพื่อไทย ลูกข่ายยี่ห้อ “ทักษิณ” ซะอีก
ตามเดิมพันที่อ่านไต๋ตื้นๆ จับทางได้ง่ายๆ
โดยเงื่อนไขสถานการณ์ ถ้าพรรคการเมืองหนุน “นายกฯลุงตู่” ทำตัวเลข ปั่นแต้มได้สูงเท่าไหร่
ประชาธิปัตย์ก็หมดราคาต่อรองไปเท่านั้น
เผลอๆจะตกรถไฟขบวนไทยนิยม เส้นทางอำนาจเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปีเป็นอย่างต่ำ
“อภิสิทธิ์” ยิ่งออกตัวแรง ยิ่งพาประชาธิปัตย์ถลำลึก ส่อกลับลำยากลำบาก
โดยสถานการณ์กลายเป็นนักการเมือง “คาบเกี่ยว” รุ่นเก่ากับเจเนอเรชั่นใหม่อย่าง “ท็อป” นายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ประคองจังหวะรักษาพื้นที่ยืนได้สบายๆกับเหลี่ยมออกตัว แสดงท่าทีสนับสนุนการดึงนักการเมืองเข้าไปช่วยงานรัฐบาลของ “นายกฯลุงตู่”
ด้วยเหตุผลตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สังคมได้เห็นแล้วว่า การบริหารงานของ คสช.อาจตรงแบบทหาร ทำให้ไม่มีความยืดหยุ่นในการแก้ปัญหารากหญ้า การที่นายกฯมีนักการเมืองเข้าไปช่วยให้คำปรึกษา รัฐบาลจะได้เข้าถึงประชาชนว่ามีความต้องการ หรือมีความเดือดร้อนเช่นไร จะได้เห็นภาพจริงมากกว่าที่คนอื่นมาเล่าให้ฟัง
วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวเรือใหญ่นำเรือออกทะเลไปแล้ว
เราไม่สามารถเปลี่ยนเรือได้ แต่สามารถเปลี่ยนวิธีการทำงานของเรือลำนี้ได้ ทำให้เรือไปถึงฝั่งด้วยความเข้มแข็ง
ไม่ใช่ผลประโยชน์ต่างตอบแทน แต่เป็นการเพิ่มศักยภาพให้รัฐบาลมากกว่า
นี่แหละแบบฉบับลีลา “มังกร” ของอดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา ผู้ล่วงลับ
เบื้องต้นมันคือการตอบรับ พร้อมร่วมงานกับทีมงาน “นายกฯลุงตู่”
และก็ไม่แปลกถ้าเร็วๆนี้จะมีตัวแทนของพรรคชาติไทยพัฒนาได้รับทาบทามให้เข้าร่วมงานของรัฐบาล “นายกฯลุงตู่” เหมือนกับทีมงานค่าย “พลังชล”
แต่จะมองว่า แบะท่าพร้อมโดนดูดก็ไม่ได้
เพราะในคิวเดียวกันนายวราวุธก็ยืนยันด้วยน้ำเสียงนิ่มๆแต่
แฝงนัยแกร่งๆเลยว่า จะมีธงของพรรคชาติไทยพัฒนาปักอยู่ทุกภาคของประเทศไทยแน่นอนในการเลือกตั้งรอบต่อไป
เป็นที่รู้กัน “พรรคชาติไทย” เป็นสมบัติที่อดีตนายกฯบรรหารหวงแหนยิ่ง
ก็ขนาดสมัยพรรคไทยรักไทยเรืองอำนาจ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร พยายามเปิดพลังดูด ไล่บี้ไล่ต้อนไล่ทุบแล้วทุบอีก ยังดูด
“บิ๊กเติ้ง” เข้าคอกไม่ได้
แล้วยุคนี้ถ้าพรรคชาติไทยพัฒนาหายไป เท่ากับ “หนุ่มท็อป” รักษาสมบัติของเตี่ยไว้ไม่ได้
นี่คือความจำเป็นที่ทีมหนุน “ลุงตู่” ย่อมรู้เงื่อนไขดี.
ทีมข่าวการเมือง

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561

ประกาศแล้ว! ม.44 ยกเลิกกระบวนการสรรหากสทช.ชุดใหม่

ประกาศแล้ว! ม.44 ยกเลิกกระบวนการสรรหากสทช.ชุดใหม่


วันนี้ (24 เมษายน) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗/๒๕๖๑เรื่อง การยกเลิกและระงับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคล มีรายละเอียดระบุว่า เพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติตามที่ได้มีการตราพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อปรับปรุง โครงสร้างและอํานาจหน้าที่ ตลอดจนกําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม รวมทั้งวิธีการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคล เพื่อแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งดังกล่าว แต่โดยที่ปรากฏว่าได้เกิดสภาพปัญหาในทางปฏิบัติเป็นอย่างมาก ทําให้การสรรหาและคัดเลือกบุคคลไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ได้รับการสรรหา และคัดเลือกเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ประกอบกับปรากฏข้อร้องเรียนเป็นจํานวนมากเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ผ่านการสรรหา เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งดังกล่าว จึงเป็นการสมควรที่จะต้องระงับ กระบวนการสรรหาและคัดเลือกไว้ก่อน เพื่อให้มีการพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบและเหมาะสมเพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลที่มีคุณสมบัติและมีความสามารถที่เหมาะสมต่อการ ปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์แก่การปฏิรูปการกํากับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ และประชาชน
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๒๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับ มาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะ รักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิกกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งได้ดําเนินการอยู่ในวันก่อนวันที่ คําสั่งนี้มีผลใช้บังคับ และให้ระงับการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติไว้ก่อน จนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น
ข้อ ๒ ให้กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันที่คําสั่งนี้มีผลใช้บังคับ ยังคงดํารงตําแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ตามที่จําเป็น ไปพลางก่อนต่อไป ตามที่กําหนดในมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ ในระหว่างนี้หากกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติพ้นจากตําแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ ทั้งนี้ จนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น
ข้อ ๓ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ได้รับการสรรหา และคัดเลือกเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ และดําเนินการให้มีการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งดังกล่าวโดยเร็วต่อไป

ข้อ ๔ ในกรณีที่เห็นสมควรนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบ แห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้
ข้อ ๕ คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ ๒๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๑
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ


นายกคนกลาง

ตัวจิ๊ดดดด ปรี๊ดดดดด ข่าว...ฉบับวัน ครม.

-"โอนิกิริ " บิ๊กตู่ ก็เป็น โอตะ BNK48 /
BNK48 ก็ FC ลุงตู่
-  ไม่ใช่ นายกฯคนนอก แล้ว นะ "บิ๊กตู่" ส่อแวว เป็น"นายกฯคนกลาง"

--แถมจะเป็น ท่าน ว่าที่ "หัวหน้าพรรค"!!-"บิ๊กตู่" ปัดตอบ อนาคตจะ เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เอง หรือไม่  เข่นพรรคของนาย"สมคิด" ที่มีข่าวว่า จะใช้ชื่อพรรค"ภูมิธรรม"...แต่ทว่า ก็ไม่ปฏิเสธ โดย เปรย"ไม่รู้"  ยันยังไม่ได้ตกลงอะไรกับพรรคไหน 
--และ ยังไม่ได้ "เดิน"อะไร  ยังไม่ได้ "ดูด"ใคร  แต่ยันจะร่วมงานกับ นักการเมืองดีๆ แต่ ยังไงที่เรียกว่าดี ...แต่ยอมรับ เคยคุยนักการเมือง ที่ก็ออกตัวว่า อยากทำหลายอย่าง แต่ติดขัด เรื่องนโยบายพรรค 
-- รอดู จะพรรค"พลัง ประชารัฐ" หรือ "พรรคสมคิด" รอดู!!

--"บิ๊กตู่" ยัน ไม่ใช่ เครื่อง ดูด!!-โต้ "อภิสิทธิ์-วัขระ "ยัน ผมไม่ใช่ เครื่องดูดอากาศ เครื่องดูดฝุ่น ไม่ได้ดูด อดีตสส.นักการเมือง ยันไม่ได้บีบทางธุรกิจใคร ..ขออย่าเรียก"ดูด"ตามนักการเมือง หรือ ดูด "เนวิน"ใครจะดูด หรือถูกดูด ก็เป็นเรื่องของเขา

--บิ๊กตู่ ซัด"วัชระ เพชรทอง"ออกมา พูดเรื่อย เอามาจากไหน ทุน4หมื่นล้าน เข้าพรรคทหาร ไม่ใช่เงินน้อยๆ เอาเงินมาตั้งพรรค ถ้าได้มาขนาดนั้น เอาไปดูแลปชช ดีกว่า ยัน100% ผมไม่ได้ทุจริต แต่ในระบบ มีมั้ย ก็ไปดูกัน  ยันรัฐบาลนี้ นำเข้าสู่ขบวนการ ณ ทั้งหมด และว่ากันด้วยหลักฐาน  เล็ง ใช้กม. ฟ้อง ทำเสียหาย  ทั้งคนพูดและ สื่อมี่ลงข่าว ชี้มี พรบ.คอมพิวเตอร์ ด้วย

-- จะยังไม่ตั้ง นักการเมือง มาเป๋น ที่ปรึกษา เพิ่ม/ เผย สนธยา คุณปลื้ม  ช่วยงานEEC 

- บิ๊กป้อม อย่างเท่. อเมริกา ตั้งแถวต้อนรับ  แถม รมว.กห. มารับถึงรถ

จากเพจวาสนา

เป็นนายกเหนื่อยมั้ย

"เป็นนายกฯเหนื่อยมั้ย คับ?"
"บิ๊กตู่"เปรย อยู่ที่ว่า จะไปทางตรง ที่ขรุขระ หรือทางอ้อม

"นายกฯบิ๊กตู่" ตอบว่า เป็นธรรมดาในการทำงานทำสิ่งดีๆ บางทีมันก็เหนื่อย ถ้าเราคิดถึงเรื่องความเป็นจริง คนเราการทำงานมี2 อย่าง 

ทางหนึ่งทำโดยสุจริต ต้องมีปัญหาเยอะแยะ มันอาจจะเป็นเส้นทาง ที่อ้อมไปอ้อมมา มันเหนื่อยตรงนี้แหละ 

แต่ถ้าจะไปเส้นทางที่ไม่ดี มันก็เป็นเส้นทางสั้น ๆ เดินไปตรง ๆ มันต้องเดินโดยการแก้ไขปัญหาไปเรื่อย ๆ ก็จะมีเด็ก ๆ เป็นกำลังใจให้ลุง นี่ล่ะ"

ว่าที่หัวหน้า

ท่าน ว่าที่ "หัวหน้าพรรค"!!

"บิ๊กตู่" ปัดตอบ อนาคตจะ เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เอง หรือไม่  เข่นพรรคของนาย"สมคิด" ที่มีข่าวว่า จะใช้ชื่อพรรค"ภูมิธรรม"...แต่ทว่า ก็ไม่ปฏิเสธ โดย เปรย"ไม่รู้"  ยันยังไม่ได้ตกลงอะไรกับพรรคไหน และ ยังไม่ได้ "เดิน"อะไร  ยังไม่ได้ "ดูด"ใคร  แต่ยันจะร่วมงานกับ นักการเมืองดีๆ แต่ ยังไงที่เรียกว่าดี ...แต่ยอมรับ เคยคุยนักการเมือง ที่ก็ออกตัวว่า อยากทำหลายอย่าง แต่ติดขัด เรื่องนโยบายพรรค 

เมื่อถามย้ำว่า การบอกว่า "ไม่รู้" แสดงว่า ไม่ปฏิเสธ ว่า อนาคตอาจเป็นหัวหน้าพรรค ใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไม่รู้ คือ ไม่รู้ ไม่แสดงว่า อะไรทั้งนั้น

จะพรรค"พลัง ประชารัฐ" หรือ "พรรคสมคิด" รอดู!!

ท้าแล้วกลัว 'ลุงตู่' ทำไม

ท้าแล้วกลัว 'ลุงตู่' ทำไม



เขียนบทเอง เล่นดราม่าเอง มาเป็นฉากๆเลย
กับลีลาของ “เสี่ยตี๋” นายสาธิต ปิตุเตชะ อดีต ส.ส.ระยอง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาบอกปัดกระแสชิ่งพรรคประชาธิปัตย์ ถูกดูดตามทีมงานค่าย “พลังชล”
โอดครวญร่ายยาวเป็นเรื่องเป็นราว ถ้าย้ายค่ายใครจะเลือกพรรคทหาร เพราะฟังความรู้สึกของชาวบ้านส่วนใหญ่ในจังหวัดระยองสะท้อนความเดือดร้อนเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง
เจ็บช้ำน้ำใจจากการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. มายึดอำนาจ
จับไต๋ได้ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ถือโอกาสรับมุกส่งไม้กับ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่เหน็บพรรคใหม่รายวัน
จับควันไฟเหมือนปล่อยออกมาจากในพรรคประชาธิปัตย์เอง
ทั้งๆว่ากันด้วยข้อมูลเบื้องหลัง ตามเงื่อนไขการเมืองในพื้นที่ภาคตะวันออก นายสาธิตกับทีมชลบุรีของตระกูล “คุณปลื้ม” ยืนอยู่คนละข้าง เคยต่อสู้กันอย่างหนักมาตลอด
ซึ่งตามรูปการณ์เมื่อ “พลังชล” ถูกดึงมาอยู่ฟากเดียวกับทีมหนุน “นายกฯลุงตู่” จึงไม่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่จะดึงนายสาธิตมาทับซ้อนให้วุ่นวายกันแต่อย่างใด
เรื่องของเรื่อง ถ้ามองกันเงื่อนไขสถานการณ์ เมื่อ “พลังชล” มาอยู่ฟากรัฐบาล โดยรูปเกมน่าจะเป็นนายสาธิตเองที่เป็นฝ่ายหวั่นไหว เพราะเคยเป็นมวยพลาดท่า แพ้ทางกันมาตลอด
โดยเฉพาะเมื่อทีมชลบุรีแข็งแกร่ง และยี่ห้อประชาธิปัตย์ไม่มีตัวช่วย
ตามเหลี่ยมมวย เลยต้องเตะตัดขา “เจาะยาง” ทีมชลบุรี แถมด้วยดิสเครดิตทีมหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อ
ลูกเขี้ยวยี่ห้อประชาธิปัตย์เริ่มอัดมาเป็นชุดๆ
และเท่าที่จับจุดจับทิศทางกระแสต่อต้านพรรคหนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ เดินอย่างเป็นระบบ
ตามฟอร์ม เริ่มจาก “ป้ายสีเขียว” ให้เป็นพรรคทหาร คสช.
ต่อมาก็เป็นการสร้างวาทกรรม “ดูด–ตกเขียว” สื่อให้เห็นภาพของการกวาดต้อน ส.ส.ของพรรคท็อปบูต ด้วยพลังเงิน อำนาจ ปืน ตามสูตร
จ่อซ้ำรอยทหารเล่นการเมืองไปตายตอนจบ
แต่อย่างไรก็ตาม จากที่เห็นการดึง 2 พี่น้องทีมพลังชล นายสนธยานั่งตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการเมือง ขณะที่นายอิทธิพล คุณปลื้ม ในฐานะอดีตนายกเมืองพัทยา นั่งเก้าอี้ผู้ช่วยรัฐมนตรีการท่องเที่ยวฯ โดยภารกิจสำคัญยังอยู่ที่ช่วยประสานโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก (อีอีซี)
เอาเนื้องานมาเป็นปัจจัยประกอบเงื่อนไข “มัดจำ” แต้มแบบเนียนๆ
อาศัยเหลี่ยมเซียนเบี่ยงแรงกระแทกแค่นั้น
ยังไม่มีตรงไหนที่ส่อให้เห็นชัดว่ามีการทุ่มเงิน ใช้อำนาจกดดันให้นักการเมืองย้ายพรรค
และสังเกตได้แค่ว่า บรรยากาศความคึกคัก มันเริ่มตั้งแต่นาทีที่ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ “เปิดไพ่” ประกาศหนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ
โดยที่ “สมคิด” และทีมงานกลายเป็นเป้าล่อทันที
ตามสถานการณ์เหมือน “จอมยุทธ์กวง” แบกรับความเสี่ยงขึ้นไปจุดตะเกียงไฟบนประภาคาร ทำให้เห็นเส้นทางเรือที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ ตีตั๋วไปต่อผ่านสนามการเมืองแน่
ทำให้นักการเมืองที่กำลังสละเรือเก่า ไม่อยากเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับยี่ห้อ “ทักษิณ” ไปเผชิญวิบากกรรมที่รออยู่ข้างหน้า ไร้ความหวังกับการรอ “ตายซาก” กับพรรคประชาธิปัตย์
เห็นแล้วว่า “นายกฯลุงตู่” คือทางเลือกที่ลงตัว
ไม่ต้องกลัวประชาชนด่า นักการเมืองพาบ้านเมืองกลับไปลงเหวอับปาง
นี่คือภาพจริงที่ขาใหญ่ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยหวั่นไหว จำเป็นต้องถล่มดักทางเอาให้หัวคะมำให้ได้ และสถานการณ์จะยิ่งร้อนแรงขึ้นภายหลังเดือนมิถุนายน ตามกำหนดที่ “ลุงตู่” แจ้งแล้วจะเปิดตัวแสดงความชัดเจน เป็นหนึ่งในบัญชีนายกฯจากพรรคการเมือง
ต้องโดนแรงกระแทกหนักกว่านี้อีกหลายเท่า
ตามสถานะ “คู่แข่ง” ที่นักเลือกตั้งอาชีพไม่เกรงใจ “รัฏฐาธิปัตย์” อีกต่อไป
แต่ขณะเดียวกัน นักการเมืองด่าไปก็ต้องเสี่ยงกับแรงสะท้อนกลับ เจอคำถามย้อนคอหอย ในเมื่อตอนแรกทุกเสียงก็ท้าให้ “นายกฯลุงตู่” แน่จริง มาสู้กันในสนามเลือกตั้ง
ครั้นพอถึงเวลาเจ้าตัวกระโดดลงมา เพื่อยกระดับความชอบธรรมกลับพากันรุมด่า
อาการมันจับไต๋ได้ สะท้อนความหวั่นไหวของนักการเมืองเจ้าถิ่น
“ลุงตู่” คือคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวของจริง.
ทีมข่าวการเมือง

เครื่องดูดฝุ่น

ไม่ใช่ เครื่อง ดูด!!

"บิ๊กตู่"โต้ "อภิสิทธิ์-วัขระ "ยัน ผมไม่ใช่ เครื่องดูดอากาศ เครื่องดูดฝุ่น ไม่ได้ดูด อดีตสส.นักการเมือง ยันไม่ได้บีบทางธุรกิจใคร ..ขออย่าเรียก"ดูด"ตามนักการเมือง หรือ ดูด "เนวิน"ใครจะดูด หรือถูกดูด ก็เป็นเรื่องของเขา แต่ขอให้ดูแลสมาชิกพรรค ให้ดี..อย่ากลัว ขอทำอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล.....

บิ๊กตู่ ซัด"วัชระ เพชรทอง"ออกมา พูดเรื่อย เอามาจากไหน ทุน4หมื่นล้าน เข้าพรรคทหาร ไม่ใช่เงินน้อยๆ เอาเงินมาตั้งพรรค ถ้าได้มาขนาดนั้น เอาไปดูแลปชช ดีกว่า ยัน100% ผมไม่ได้ทุจริต แต่ในระบบ มีมั้ย ก็ไปดูกัน  ยันรัฐบาลนี้ นำเข้าสู่ขบวนการ ณ ทั้งหมด และว่ากันด้วยหลักฐาน  เล็ง ใช้กม. ฟ้อง ทำเสียหาย  ทั้งคนพูดและ สื่อมี่ลงข่าว ชี้มี พรบ.คอมพิวเตอร์ ด้วย