PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

"เพื่อไทย" ออกแถลงการณ์ 7 ข้อ ย้ำเลือกตั้งคือทางออกประเทศ

"เพื่อไทย" ออกแถลงการณ์ 7 ข้อ ย้ำเลือกตั้งคือทางออกประเทศ

เขียนวันที่
วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน 2557 เวลา 16:29 น.
เขียนโดย
isranews
หมวดหมู่
"พท.ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ ตระหนักว่า ทางออกจากความขัดแย้งและความพยายามให้เกิดสุญญากาศนั้น มีเพียงวิธีการเดียวคือการฟังเสียงประชาชน"
talag-poto
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2557 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) สมาชิกพท. 20 คน นำโดย นายวิโรจน์ เปาอินทร์ รองหัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค นายโภคิน พลกุล คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค ร่วมอ่านแถลงการณ์ของพท. เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองดังนี้
1.ความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ และมีแนวโน้มว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นกลียุคได้นั้น พท.เห็นพ้องด้วยกับหลายฝ่ายว่า มีสาเหตุหลักมาจากความพยายามของกลุ่มบุคคลและพรรคการเมืองบางพรรคที่ไม่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ไม่ยอมรับและเคารพในอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยและการตัดสินใจของประชาชนผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ไม่เคารพกติกาของบ้านเมือง พวกเขาจึงร่วมมือกันปฏิเสธการเลือกตั้ง และจงใจขัดขวางกระบวนการเลือกตั้งทุกขั้นตอน
 2. พท.ขอเรียนพี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนทุกระดับว่า การสมคบคิดและการดำเนินการเพื่อไปสู่ความมุ่งหมายดังกล่าว เป็นความคิดและการกระทำที่จะเป็นต้นเหตุสำคัญที่สุดของความพินาศของชาติ เพราะเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักสากลและประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันดีงามของประเทศไทยอย่างชัดแจ้ง เป็นการยั่วยุให้เกิดความแตกแยกและเกลียดชังในหมู่ประชาชน เป็นความต้องการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย
 3.พท.ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักว่า ทางออกจากความขัดแย้งและความพยายามให้เกิดสุญญากาศนั้น มีเพียงวิธีการเดียวคือการฟังเสียงประชาชน ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยก็คือการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติดังที่ศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ 9/2549 วันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ระบุว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปที่เกิดขึ้นภายหลังจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ มีสาเหตุตามที่ปรากฏในพ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 สรุปได้ว่ามีการเกิดการชุมนุมสาธารณะตั้งข้อเรียกร้องทางการเมือง โดยการชุมนุมเรียกร้องดังกล่าวได้ขยายตัวไปในทางที่กว้างขวางและอาจรุนแรงขึ้น เมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความคิดเห็นในสังคมที่หลากหลายและยังคงแตกต่างกันจนกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงเช่นนี้
การดำเนินการเพื่อตรวจสอบความประสงค์อันแท้จริงของประชาชน โดยประการอื่นเพื่อให้ทุกฝ่ายหยั่งทราบแล้วยอมรับให้เป็นไปตามกลไกในระบอบประชาธิปไตยก็ทำได้ยาก ทางออกในระบอบประชาธิปไตยที่เคยปฏิบัติมาในนานาประเทศและแม้แต่ในประเทศไทย คือ การคืนอำนาจตัดสินใจทางการเมืองกลับไปสู่ประชาชนด้วยการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปขึ้นใหม่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญต่อไป
4.พท.ขอยืนยันความเห็นตามหนังสือของพรรคการเมืองทั้งหลายที่มีถึงศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 31 มีนาคม 2557 โดยสรุปคือ ขอให้ กกต. ดำเนินการจัดการการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นใหม่โดยเร่งด่วนภายใน 45-60 วัน นับตั้งแต่วันที่ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2557 ที่วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มีผลใช้บังคับ คือวันที่ 27 มีนาคม 2557 แต่บัดนี้เวลาได้ล่วงเลยมาเกือบ 1 เดือน หลังคำวินิจฉัยมีผลบังคับใช้แล้ว กกต. ก็ยังไม่มีท่าทีกระตือรือร้นเพื่อทำหน้าที่
5.แม้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2557 จะเป็นคำวินิจฉัยที่แปลกเพราะไม่ปกป้องคนสุจริตที่เข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง แต่ก่อให้เกิดผลที่ไปรับรองความมุ่งหมายของคนไม่สุจริตที่ไม่ร่วมมือและขัดขวางการเลือกตั้งเพื่อไปสู่สุญญากาศ อย่างไรก็ตามศาลก็มิได้วินิจฉัยเลยว่า การเลือกตั้ง วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ให้เหตุผลว่าการเลือกตั้งไม่อาจเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรได้ เพราะการรับสมัครผู้สมัครฯ ใน 28 เขตเลือกตั้งไม่อาจทำได้ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งและแตกแยกของชนในชาติอย่างรุนแรงและมีการขัดขวางการสมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้นขอให้ฝ่ายที่ไม่ร่วมมือและขัดขวางการเลือกตั้งอย่าได้อ้างว่าถ้ามีการเลือกตั้งแล้วจะไม่สุจริตและเที่ยงธรรม เพราะเท่ากับเป็นการดูถูก กกต. ว่าจะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรมได้
6.พท.ขอเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เห็นความสำคัญของการฟังเสียงประชาชน ด้วยการให้ความร่วมมือในทุกขั้นตอนของกระบวนการเลือกตั้ง และขอให้ทุกฝ่ายหยุดการใช้วาทกรรมและการกระทำที่เป็นการสร้างความเคลือบแคลงหรือขัดขวางการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย
7.พท.ขอให้พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนร่วมมือกันยืนหยัดพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย และใช้วิจารณญาณของท่านโดยสุจริตและไม่เห็นแก่ผู้ใดหรือสิ่งใด ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร    ที่จะมีขึ้นในเร็ววันนี้ และขอให้ทุกท่านทราบด้วยว่า หากมีบุคคลใดหรือองค์กรใด การกระทำใดๆที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ท่านทุกคนมีสิทธิต่อต้านการกระทำดังกล่าวโดยสันติวิธี (รัฐธรรมนูญ มาตรา 69)

วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557

แถลงการณ์ ๗ ข้อของ ศอ.รส.ที่ทำให้ปปช.,ศาล รธน.ออกมาตอบโต้

ศอ.รส.ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่าง ๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่าง ๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งองค์กรกลุ่มบุคคล คณะรัฐมนตรี กลุ่มแกนนำผู้ร่วมชุมนุม ประชาชน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างสถานการณ์ หรือแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง หรือรักษาความสงบเรียบร้อย
วันนี้ (17 เม.ย.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รองผู้อำนวยการ ศอ.รส. พร้อมด้วย นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการ ศอ.รส. และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะทำงานเลขาธิการ ศอ.รส. แถลงการณ์ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ 1 เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่าง ๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ดังนี้
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. เป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดย ศอ.รส. มีภารกิจสำคัญในการสนธิกำลังทั้งข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต่างๆ เพื่ออำนวยการและปฏิบัติการให้เกิดความเรียบร้อยในทุกๆ มิติ ทั้งในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และสังคมในภาพรวม
ตลอดเวลา 30 วันที่ได้มีการจัดตั้ง ศอ.รส. ให้ทำหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการทั้งปวงให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้ตลอดมาในระดับหนึ่งนั้น ขณะนี้มีข้อมูลอย่างเพียงพอที่ได้บ่งชี้ว่าจะเกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบของศอ.รส. โดยเฉพาะการระดมจัดมวลชนให้มีการชุมนุมใหญ่ทั้งของ กปปส. และ นปช. และกลุ่มอื่น ๆ ในลักษณะท้าทายและแข่งขันกัน ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือการวินิจฉัยขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ 2 องค์กร คือคณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ
กล่าวคือคณะกรรมการ ป.ป.ช. กำลังจะวินิจฉัยว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้รัฐเสียหาย กรณีโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่ ซึ่งหากวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีมูลแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ซึ่งกรณีเช่นนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงว่านายกรัฐมนตรีจะต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามมาตรา 181 หรือจะให้รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเข้าปฏิบัติหน้าที่แทนเพื่อให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้โดยไม่เกิดสุญญากาศทางการบริหารประเทศ
ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญนั้นกำลังจะมีคำวินิจฉัยว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกระทำการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ตามมาตรา 266 แห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 266 ดังกล่าว รัฐมนตรีทั้งคณะก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 180 ซึ่งแม้มาตรา 181 จะบัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ แต่ก็มีการคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญจะได้วินิจฉัยเกินจากรัฐธรรมนูญ คือวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งโดยจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 181 อีกไม่ได้
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดสุญญากาศตามที่ กปปส. และกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มต้องการเพื่อนำไปสู่การทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งมีการอ้างมาตรา 3 และมาตรา 7 ในขณะที่กลุ่ม นปช. และกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มก็จะไม่ยอมรับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เกินจากรัฐธรรมนูญเช่นนี้ ตลอดจนการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ดังกล่าวข้างต้นด้วย ซึ่งขณะนี้ก็ได้ปรากฏเป็นข้อมูลและข้อเท็จจริงของการเผชิญหน้าและการท้าทายที่จะจัดการชุมนุมใหญ่ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย และจะนำไปสู่การปะทะกันและก่อเหตุร้ายต่อกันและกันแล้ว
ศอ.รส. มีความกังวลและห่วงใยต่อสถานการณ์ในขณะนี้เป็นอย่างมากเพราะขณะนี้ความขัดแย้งและการจัดแนวร่วมของแต่ละฝ่ายขยายตัวในวงกว้างมีกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนและคัดค้านแต่ละฝ่ายจำนวนมาก และมีการกล่าวหาว่าองค์กรอิสระบางองค์กรเป็นแนวร่วมกับบางกลุ่มด้วย ตลอดจนมีความพยายามจัดการเลือกตั้งให้เนิ่นช้าออกไปเพื่อให้ปัญหาลุกลามและเกิดสุญญากาศตามแนวทางของบางฝ่าย
เพื่อบรรลุภารกิจของ ศอ.รส. ซึ่งเป็นหน่วยงานพิเศษที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาความไม่สงบอันเกิดจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงในขณะนี้ ศอ.รส. โดยมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานที่ปรึกษา ศอ.รส. นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษา ศอ.รส. นายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองผู้อำนวยการ ศอ.รส. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการ ศอ.รส. พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศอ.รส. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ในฐานะเลขาธิการ ศอ.รส. และหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้แทนซึ่งรวมเป็นฝ่ายบริหาร และที่ปรึกษา ศอ.รส. อันประกอบด้วยทหารทุกเหล่าทัพ ตำรวจ พลเรือน และหน่วยงานด้านความมั่นคงทุกหน่วย ซึ่งได้ร่วมประชุมปรึกษากันแล้ว เห็นสมควรออกแถลงการณ์ฉบับนี้เพื่อเรียกร้องต่อองค์กรกลุ่มบุคคล คณะรัฐมนตรี และกลุ่มแกนนำผู้ร่วมชุมนุมตลอดจนพี่น้องประชาชน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างสถานการณ์หรือแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง หรือรักษาความสงบเรียบร้อยโดยขอให้แต่ละฝ่ายดำเนินการดังต่อไปนี้
1. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยความเคารพต่อองค์กรและเห็นถึงบทบาทอันสำคัญ แต่มีความกังวลในตัวคณะกรรมการบางคน ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินคดีและมีคำวินิจฉัยต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในกรณีโครงการรับจำนำข้าวอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติเป็น 2 มาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างคนของพรรคฝ่ายค้านและกับพรรคฝ่ายรัฐบาล โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมอันเป็นมาตรฐานสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วย
2. ศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพต่อองค์กรและเห็นถึงความสำคัญ แต่มีความกังวลในตัวตุลาการบางคน ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและมีคำวินิจฉัยต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในกรณีการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อย่างตรงไปตรงมา เพราะเมื่อเป็นการกระทำในอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีแล้วก็ไม่อาจเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงได้ และประการสำคัญอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญจะต้องไม่วินิจฉัยเกินเลยไปถึงขนาดว่าหากความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงแล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะจะต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามมาตรา 180 โดยจะอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ตามมาตรา 181 อีกไม่ได้ ซึ่งจะเป็นการวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญจะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมและคำถวายสัตย์อันเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องยึดถือในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย
3. คณะรัฐมนตรี ศอ.รส. ขอเรียกร้องว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญตามที่กล่าวมาในข้อ 2 แล้ว คณะรัฐมนตรีจะต้องแก้ไขปัญหามิให้เกิดสุญญากาศเพราะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญเสียเอง คณะรัฐมนตรีก็ชอบที่จะทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากการอยู่ในตำแหน่งตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินจากรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะคณะรัฐมนตรีได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง การจะพ้นไปก็สมควรที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นไป มิใช่ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ชี้ขาดเสียเองโดยฝ่าฝืนมาตรา 181 ดังกล่าว โดยในระหว่างทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยนั้นให้กราบบังคมทูลด้วยว่าคณะรัฐมนตรีจะคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามมาตรา 181 การทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยเช่นนี้ก็เพื่อให้เกิดข้อยุติอันจะนำมาซึ่งความสงบสุขของบ้านเมืองโดยมิต้องเกิดการใช้กำลังของกลุ่มคน 2 กลุ่มเข้าก่อเหตุร้ายต่อกัน และป้องกันมิให้คณะรัฐมนตรีกระทำผิดตามมาตรา 181 ด้วย
ศอ.รส. เห็นว่ามาตรา 181 เป็นหลักการอันสำคัญของการบริหารประเทศที่ป้องกันไม่ให้เกิดสุญญากาศหรือช่องว่างโดยจะไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้เป็นอันขาดในทุก ๆ กรณี ซึ่งในอดีตรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็บัญญัติไว้ทำนองเดียวกับมาตรา 181
อนึ่ง ข้อเรียกร้องดังกล่าวข้างต้นนั้นรวมถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะได้วินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาต่อนายกรัฐมนตรีมีมูล และนายกรัฐมนตรีต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 272 ด้วย
4. คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้รับผิดชอบในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว เพื่อจะได้มีรัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ และการชุมนุมของกลุ่มต่าง ๆ จะยุติลงทันที และการแสดงพฤติกรรมของ กกต. บางคนที่ประกาศชัดเจนว่าจำเป็นต้องเอนเอียงเข้าข้างบางฝ่ายนั้น เป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรอย่างยิ่งและเข้าข่ายผิดต่อกฎหมายด้วย
5. แกนนำของ กปปส. และ นปช. ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้ยุติการชุมนุมและไม่ปลุกระดมเรียกคนเข้าร่วมชุมนุมใหญ่เพราะจะเป็นความเสี่ยงอย่างมากต่อการกระทบกระทั่ง และก่อเหตุร้ายต่อกันและกัน หากแกนนำยังคงฝ่าฝืนจนเกิดเหตุร้าย แกนนำทุกคนทุกกลุ่มจะต้องรับผิดชอบต่อการทำผิดกฎหมายทั้งทางอาญาและทางแพ่งอย่างถึงที่สุด
6. หัวหน้าส่วนราชการ ศอ.รส. ขอเรียกร้องต่อหัวหน้าส่วนราชการระดับสูง อันได้แก่ ปลัดกระทรวง เลขาธิการ อธิบดี และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออื่น ๆ ได้ปฏิบัติหน้าที่ในราชการอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการบริหารจัดการให้ส่วนราชการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ สามารถปฏิบัติงานให้บริการประชาชนได้อย่างดีตามปกติ โดยไม่ถูกบุกรุกหรือปิดล้อมจนไม่สามารถให้บริการได้ รวมถึงการกำชับ ตักเตือน และดูแลให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกับกิจกรรมใด ๆ ที่อาจเข้าข่ายสนับสนุนแกนนำของกลุ่มเรียกร้องที่กระทำผิดกฎหมายและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี เช่น กลุ่ม กปปส. และกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งหัวหน้าส่วนราชการจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและเหมาะสมด้วย
7. พี่น้องประชาชน ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้งดเว้นการเข้าร่วมชุมนุมไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. และกลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใด เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและเหตุร้ายที่จะรุนแรงขึ้นแล้วยังเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของผู้เข้าร่วมชุมนุมด้วย และขณะนี้แกนนำของทุกฝ่ายได้พยายามใช้การปลุกระดมในลักษณะสงครามทางจิตวิทยาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อฝ่ายตนและเพิ่มความเกลียดชังฝ่ายอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องประชาชนจะต้องมีสติ และใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบให้มากที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อตามคำยุยงแล้วกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า ศอ.รส. มีความมั่นใจอย่างไรว่าแถลงการณ์ฉบับนี้จะลดระดับความร้อนแรงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ได้ โดยนายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รองผู้อำนวยการ ศอ.รส. กล่าวว่า คิดว่าตอนนี้ไม่มีใครที่จะตอบได้ว่ามั่นใจแค่ไหน แต่ ศอ.รส. พยายามที่จะทำให้ดีที่สุด การที่มีแถลงการณ์วันนี้เพื่อจะเตือนทุกฝ่ายให้เห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมือง ไม่ให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง เรื่องความมั่นใจนั้นยังตอบไม่ได้ แต่จะทำให้ดีที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเรียกร้องข้อที่ 3 ต่อคณะรัฐมนตรีนั้น รัฐบาลมีความจำเป็นที่ต้องทำตามหรือไม่ นายชัยเกษมกล่าวว่า แถลงการณ์ของ ศอ.รส. ออกมาจากการปรึกษาหารือกันใน ศอ.รส. ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับรัฐบาล เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่รัฐบาล ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่เห็นว่าจะทำให้เกิดความสงบเรียบร้อย ไม่เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายที่เห็นต่างกับรัฐบาลก็มองว่าเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ นายชัยเกษมกล่าวว่า ที่ ศอ.รส. แถลงการณ์ออกมา เป็นการเตือนทุกฝ่ายในส่วนที่ทุกฝ่ายควรจะทำเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในความคิดเห็นของ ศอ.รส. ฉะนั้นคนที่เห็นต่างย่อมจะมีได้ แล้วแต่จะวิพากษ์วิจารณ์กันไป อยากจะให้ทุกฝ่ายที่ ศอ.รส. ได้กล่าวถึง ได้ทำในสิ่งที่ ศอ.รส. ได้ระดมสมองและแนะนำว่าควรจะเป็นอย่างนี้ เพราะน่าจะเป็นหนทางที่จะช่วยให้มีความสงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมืองได้
“แนวความคิดของผม ถ้าไม่มีทางที่จะทำอะไรประการอื่นได้ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินนอกกฎหมาย นอกรัฐธรรมนูญ ไม่มีทางใดทำได้เราก็มีอย่างเดียว ต้องพึ่งพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นี่คือแนวความคิด ซึ่ง ศอ.รส. เห็นพ้องด้วยว่าถ้าดำเนินไปอย่างนั้น อย่างน้อยบ้านเมืองก็ไม่เป็นสุญญากาศ และไม่เกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างบุคคลที่ไม่เห็นด้วย” นายชัยเกษมกล่าว

ลิขิต ธีระเวคิน ราชบัณฑิต ยืนยัน ต้องตีความ มาตรา 7 สอดคล้องประชาธิปไตย

ศาสตราจารย์ลิขิต ธีระเวคิน ราชบัณฑิต ยืนยัน ต้องตีความ มาตรา 7 สอดคล้องประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ขณะที่อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ระบุจำเป็นต้องปฏิรูปองค์กรอิสระโดยด่วน
 
 
ที่งานสัมนาประชาชนปฏิรูป ศาสตราจารย์ลิขิต ธีระเวคิน ราชบัณฑิต ยืนยัน การปฏิรูปในสังคมไทยต้องเกิดจากการมีส่วนร่วม ไม่ควรมีกลุ่มใดคิดแทนประชาชน ขณะที่ข้อเสนอ มาตรา 7 เห็นว่า สังคมต้องตีความให้เป็นประชาธิปไตย และเคารพอำนาจของประชาชนผ่านกลไกทางรัฐธรรมนูญ ใน 3 เสาหลัก คือ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และตุลาการ จะมีอำนาจใด อำนาจหนึ่งเหนือขึ้นมาไม่ได้ นอกจากนี้ยังระบุเช่นเดียวกับนักวิชาการด้านนิติศาสตร์ ว่า สิทธิการเลือกตั้งเวลานี้ถูกริดรอน และผิดหลักสากล 
 
สำหรับบทบาทขององค์อิสระ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง เห็นว่า องค์กรอิสระจำเป็นต้องปฏิรูป เพราะปัจจุบันมีบทบาทหน้าที่ในลักษณะรัฏฐาธิปัตย์ โดยเฉพาะการยึดโยงประชาชน และการถ่วงดุลจากองค์กรอื่น นอกจากนั้นรองหัวพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันพรรคการเมืองจำเป็นต้องปฏิรูปตนเองเช่นกัน 
 
ทั้งนี้วิทยากรเห็นว่า การปฏิรูปต้องกระทำผ่านระบบประชาธิปไตย และมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกคน ซึ่งการเสวนาในวันนี้จัดขึ้นโดยพรรคการเมืองในนามกลุ่มพรรคการเมืองสามัคคี ที่จะรวบรวมปัญหา และจัดทำพิมพ์เขียวเพื่อการปฏิรูปต่อไป

เหรียญทอง:คนที่ต่อต้านไม่สนับสนุนผม ต่อต้านความจงรักภักดีใช่หรือไม่?

นพ.เหรียญทอง แน่นหนา โพสFBวันนี้(๑๘เม.ย.๕๗) ตั้งคำถาม ว่า คนที่ต่อต้านไม่สนับสนุนเขาในกรณี การตั้งองค์กร"เก็บขยะแผ่นดิน"จัดการกับผู้หมิ่นกระบรมเดชานุภาพที่ถือว่าเป็นขยะแผ่นดิน  ถือว่าเป็น ต่อต้านความจงรักภักดีใช่หรือไม่?




ป.ป.ช.มีมติไม่ไต่สวนพยานเพิ่มอีก 2 ปากตามที่นายกฯร้องขอ

ป.ป.ช.มีมติไม่ไต่สวนพยานเพิ่มอีก 2 ปากตามที่นายกฯร้องขอคาดต้นเดือน พ.ค.ได้คำตอบชี้มูลความผิดนายกฯหรือไม่




ปลัดยุติธรรมจะหมดวาระตำแหน่ง๑ พ.ค.๕๖

มีหนังสือภายในกระทรวงยุติธรรมลงวันที่๑๘เม.ย.๕๗ ให้หน่วยงานต่างๆดำเนินการเกี่ยวกับการส่งมอบงาน ด้วยเหตุเหตุผลที่ ปลัดยุติธรรม"กิตติพงษ์ กิตติยารักษ์"จะหมดวาระตำแหน่ง๑ พ.ค.๕๖






กองกำลัง"แรมโบ้อีสาน"

พี่น้องช่วยจับตากันหน่อย เรื่องนี้น่ากลัว ... กองกำลังคนเสื้อแดง อพปช. ของแรมโบ้อีสาน ไม่ใช่กระจอก เพราะมีพี่เอื้อยตระกูลชิน อยู่เบื้องหลัง ภารกิจออกสื่อคือ เป็นการฝึกการ์ดให้แกนนำ นปช. ลักษณะการฝึกท่ามือเปล่า แค่บังหน้าเท่านั้น หากเกิดการปะทะกัน จะนำกองกำลังเดิมที่เป็นอดีตทหารพราน หรือผู้ที่ผ่านการฝึกในระดับพระกาฬ เข้าไปในปฎิบัติการใน อพปช. และใช้การ์ดเหล่านั้น เป็นกองกำลังพื้นฐาน ยอดจำนวนคนที่จะเข้ารับการฝึก เป็น อพปช. รุ่นสองนี้นั้น แม้แรมบ้า ตั้งเป้าไว้จำนวนมากกว่า 15,000 คน แต่ผู้ที่ลงชื่อสมัครจริง ๆ และพร้อมจะเดินทางไปฝึก ยังแค่หลักร้อย วันที่ 20-21 เม.ย.57 แรมบ้า จะจัดให้มีการสวนสนาม เพื่อแสดงพลัง ของ อพปช.ทั่วประเทศ โดยใช้ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทย ภาค 3 เป็นพื้นที่จัดงานนั้น คุยว่าจำนวนผู้ร่วมสวนสนาม ในครั้งนี้กว่า 10,000 คน ... กปปส. โคราชถ่ายภาพ ไว้เป็นหลักฐาน หน่อย
//หมายเหตุ : รายงานโดยเพจ Anonymous Photographer

“ศาลรัฐธรรมนูญ” ทำหนังสือโต้แถลงการณ์ “ศอ.รส.” ต่อจาก “ป.ป.ช.” ซัดคุกคาม – ก้าวล่วง


“ศาลรัฐธรรมนูญ” ทำหนังสือโต้แถลงการณ์ “ศอ.รส.” ต่อจาก “ป.ป.ช.” ซัดคุกคาม – ก้าวล่วง



“ศาลรัฐธรรมนูญ” ทำหนังสือโต้แถลงการณ์ “ศอ.รส.” ต่อจาก “ป.ป.ช.” ซัดคุกคาม – ก้าวล่วง

“ศาลรัฐธรรมนูญ” ทำหนังสือโต้แถลงการณ์ “ศอ.รส.” ต่อจาก “ป.ป.ช.” ซัดคุกคาม – ก้าวล่วงการใช้ดุลยพินิจของตุลาการและศาล แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ สวนใช้อำนาจเลยเถิด มีหน้าที่แค่ป้องกันความมั่นคงเท่านั้น
PIC-ศาลรธน.-22
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มีหนังสือชี้แจงกรณีศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 โดยนายชัยเกษม นิติสิริ รักษาการรมว.ยุติธรรม ในฐานะรองผู้อำนวยการ ศอ.รส. และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะเลขาธิการ ศอ.รส. ร่วมกันแถลงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและมีคำวินิจฉัยในกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ถูกกล่าวหาว่าก้าวก่ายโดยแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) อย่างตรงไปตรงมา และจะต้องไม่วินิจฉัยเกินเลยไปถึงขนาดว่าหากความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดแล้ว คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 โดยจะอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ตามรัฐธรรรมนูญ มาตรา 181 อีกไม่ได้นั้น
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า การออกแถลงการณ์หรือการให้ข้อมูลข่าวสารของ ศอ.รส. ซึ่งเป็นศูนย์อำนวยการหรือหน่วยงานของฝ่ายบริหาร มีลักษณะเป็นการก้าวก่ายและแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรตุลาการหนึ่งในอำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ โดย ศอ.รส. มีอำน่าจหน้าที่หลักรับผิดชอบในการป้องกัน ปราบปราม ระงับยับยั้ง และแก้ไข หรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551
“การแถลงการณ์ของ ศอ.รส. ข้างต้น เป็นการคาดการณ์ว่า เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มีลักษณะคุกคาม ก้าวล่วงการใช้ดุลยพินิจของตุลาการและศาล ซึ่งมีผลเป็นการทำลายชื่อเสียง ความเชื่อถือศรัทธาของรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่กำหนดให้ ศอ.รส. เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติงานเพื่อป้องกันภยันตรายอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศเท่านั้น” หนังสือดังกล่าว ระบุ
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ระบุอีกว่า การพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูย ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ดังที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 197 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ และต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ การปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หากการดำเนินงานของ ศอ.รส. กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ จะพิจาณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ป.ป.ช.! ขอชี้แจงข้อมูลกรณี ศอ.รส. แถลงการณ์ถึง ป.ป.ช.

คำชี้แจง ป.ป.ช.! ขอชี้แจงข้อมูลกรณี ศอ.รส. แถลงการณ์ถึง ป.ป.ช. เกี่ยวกับการพิจารณาคดีโครงการรับจำนำข้าว ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี

ในวันนี้ (18 เมษายน 2557) เวลา 13.00 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ได้มีหนังสือชี้แจงความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อสื่อมวลชนว่า

“ตามที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 เรื่องข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่าง ๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในขณะนี้ และได้มีข้อเรียกร้องถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการพิจารณาดำเนินคดีและมีคำวินิจฉัยต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในกรณีโครงการรับจำนำข้าวอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติเป็น 2 มาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างคนของพรรคฝ่ายค้านกับพรรคฝ่ายรัฐบาล โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมอันเป็นมาตรฐานสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วย นั้น สำนักงาน ป.ป.ช. ขอเรียนชี้แจงข้อมูลในกรณีดังกล่าวดังนี้

1. การดำเนินการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 3 วรรค 2 ที่ว่า “การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม” ซึ่งหมายถึงการไม่กระทำตามอำเภอใจ การใช้หลักเหตุผล หลักกฎหมายและหลักความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายเดียวกัน โดยเคร่งครัดปราศจากอคติ แม้จะถูกข่มขู่ คุกคาม ก้าวร้าวและมีการกระทำรุนแรงจากบุคคลบางกลุ่ม คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ไม่เคยท้อถอยและละทิ้งต่อการทำหน้าที่ตามหลักนิติธรรม

2. การที่ ศอ.รส. ได้ออกแถลงการณ์ดังกล่าว นับว่าเป็นการหมิ่นเหม่ต่อการที่อาจทำให้สาธารณชนเห็นได้ว่า มีการแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จากฝ่ายบริหาร อันไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม และกดดันให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. วินิจฉัย หรือใช้ดุลพินิจไปในทางที่ฝ่ายบริหารต้องการ ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ

จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน


เครือข่ายข้าราชการพลเรือน ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ป้อง ปลัด สธ.

เครือข่ายข้าราชการพลเรือน ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 กรณี ปลัด สธ.ไม่ร่วมประชุมศอ.รส. 


วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557

คลิป"ฐิติ ชัยนาม"เสรีไทยรุ่น3






ผลการประชุม "องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน" นัดแรก

ผู้อำนวยการกองเก็บขยะครับ !!
ผลการประชุม "องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน" นัดแรก พลตรีเหรียญทอง แน่นหนา สั่งขจัดพวกหมิ่นสถาบันกษัตริย์ให้หมดสิ้น ยันใช้มาตรการทางสังคมกดดัน เผยผู้มีอำนาจทางกฏหมายไร้น้ำยา ไม่กลาจัดการอย่างจริงจัง ซัดพวกโลกสวยจาบจ้วงอ้างประชาธิปไตยโดนด้วย

ความเคลื่อนไหวของ"พล.อ.เปรม"และ"2ป."


การเข้าเฝ้าฯของพล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ เมื่อเย็นวันพุธ กำลังเป็น talk of the town แม้จะเป็นการร่วมคณะสมเด็จพระวันนะรัตเพื่อถวายพระ ก็ตาม

เพราะพล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ ถูกพาดพิงตลอดว่า เกี่ยวข้องกับ กำนันสุเทพ และมีชื่อเป็นนายกฯคนกลาง มาตลอด แต่ครั้งนึ้เข้าเฝ้าฯเพื่อถวายพระ

นายทหารคนสนิท เผยว่า เป็นการเข้าเฝ้าในนามมูลนิธิGolden Place ใช้เวลาแค่ไม่กีนาที เท่านั้นก็ออกมา ไม่ได้มีการเฝ้าฯเป็นการส่วนพระองค์

แต่ในสถานการณ์แบบนี้ก็ทำให้คนที่จับตามอง 2ป.บูรพาพยัคฆ์ ต้องจ้องเขม็ง แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ได้ร่วมคณะกับพี่เลิฟ เขัาเฝ้าฯด้วยก็ตาม

นี่ไม่ใช่การแก้ข่าวค่ะ เป็นการสะทัอนว่า เรื่องนี้ถูกจับตามอง วาส เองก็สนใจ และตรวจสอบอยู่ เพราะทั้ง 2ป.เงียบ เลยคุยได้แต่ทส.บอกวาคณะใหญ่

ทส.ป๋าเปรม ยืนยันว่า ป๋าไม่ได้เข้าเฝ้าฯด้วยเมื่อวาน ค่ะ อยู่บ้านสี่เสาฯแต่งเพลงอยู่ ยังไม่มีกำหนดการเข้าเฝ้าฯ ค่ะ

ส่วนที่ไม่ออกข่าวราชสำนัก นั้น วาส ไม่ทราบ แต่ ทส. พล.อ.อนุพงษ์ บอกว่า เป็นการเข้าเฝ้าฯส่วนพระองค์ แต่คณะใหญ่ ไม่ได้เฝ้าฯส่วนพระองค์

Fb วาสนา นาน่วม
///////////////
Fb กูต้องได้ 10 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ

อันนี้ขอบใจ วาสนา นาน่วม ที่เขียนข่าวยืนยันจาก ทส. ของเปรม ที่บอกว่า เปรมอยู่สี่เสาเทเวศน์ แต่งเพลง ไม่มีหมายเข้าเฝ้า น้องก็รายงานตามที่ได้ข่าว ทำดีแล้ว

แต่ น้องวาส (เล็ก) จ๋า

เอาข่าวอีกด้านไปนะน้อง เมื่อวานนี้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ

ไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ณ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ ทส.ของ พล.อ.เปรม ก็ไปด้วย

ทั้งนี้ การเข้าเฝ้าของ พล.อ.เปรม มีรายละเอียดคร่าวๆ เพื่อให้ท่าน และหน่วยต่างๆ ประเมินสถานการณ์ ดังนี้

เมื่อวานนี้ พล.อ.เปรม เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการล้มรัฐบาล รวมถึงไปเล่าสถานการณ์บ้านเมืองถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ โดยที่ พล.อ.เปรม พยายาม convince พระองค์ท่าน อ้างความเห็นเรื่องชาติบ้านเมือง พร้อมไปอ้างว่า ตามข้อกฎหมายแล้ว การล้มรัฐบาล และปลดนายก เป็นเรื่องทำได้ แล้วจะแต่งตั้ง เชี่ยไรของพวกแม่ง เป็นเรื่องทำได้

อันนี้เป็นรายละเอียดคร่าวๆ ส่วนผลจะเป็นอย่างไร คงจะขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัยของพระองค์ท่าน

แต่กู ขอประนาม พล.อ.เปรม ณ ที่นี้เลยว่า ไปเพ็ดทูล ให้ข้อมูลผิดๆ แก่พระองค์ท่านทำไม

และคำถามถึง พล.อ.เปรม อีกอย่าง คือ ให้ ทส. ไปโกหกน้องเล็ก วาสนา ทำไม อย่างปิดข่าวอย่างนั้นหรือ มึงแก่ขนาดนี้แล้ว ทำตัวเป็นเด็กโป้ปดมดเท็จ (ฟันแท้จะหลุดหมดปาก เหมือนเด็กผลัดฟันน้ำนมแล้ว) มึงยังคิดว่า จะไม่มีคนรู้ เรื่องที่มึงไปไกลกังวลหรือ

เค้ารู้กันทั้งกรมราชองครักษ์ นี่มันไม่ใช่มหาอำมาตย์ แต่เป็น #หมาอำมาตย์แก่

#ตูดนั่งทับขี้แต่ไม่ล้างกลิ่นขี้ก็หึ่งไปทั่ว

มึงอาจหลอกคนทั่วไป ที่ไม่รู้เรื่องได้ แต่กลิ่นขี้ ที่โชยมามันปิดไม่ได้ดอก #ท่านเปรมทวารบาน

ปล. กูถึงมิวนิคแล้วนะ มามะ มาหากันได้
///////////

Kittipong Kittayarak
22 ชม. ·

ในห้วงเทศกาลสงกรานต์มีผู้สอบถามผมเข้ามาเป็นจำนวนมากว่าผมจะเดินทางไปร่วมประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงที่ศอ.รส.จัดขึ้นในวันที่ ๑๗ เมษายนนี้หรือไม่ มีหลายท่านได้กรุณาแสดงทัศนะและแนะนำต่างๆด้วยความปราถนาดี ซึ่งผมต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ

ผมขอเรียนว่าหลังจากที่ผมได้พิจารณาข้อมูลต่างๆอย่างรอบด้านแล้วผมตัดสินใจจะเข้าร่วมประชุมในวันที่ ๑๗ เมษายนนี้ตามที่ทาง ศอ.รศ.ได้เชิญมาครับ

ที่ผ่านมาผมยังไม่เคยมีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงชองเรื่องที่เกิดขึ้นกับศอ.รส.โดยตรงเลย ในการประชุมคราวนี้หากได้รับโอกาสผมจะได้แจ้งให้ที่ประชุมได้ทราบถึงข้อเท็จจริงในส่วนของผมที่นำมาสู่เหตุการณ์ในวันที่ ๘ เมษายน

นอกจากนี้ การที่ศอ.รศ.ได้เชิญเพื่อนๆปลัดกระทรวงของผมมาประชุมในคราวนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการกระทำของผม ผมคิดว่าผมควรจะถือโอกาสนี้แจ้งให้เพื่อนๆปลัดกระทรวงได้ทราบถึงความเป็นมาของเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยตนเองด้วย

จากการที่ผมเป็นอดีตกรรมการ คอป.และทำงานเกี่ยวข้องกับการสร้างความปรองดองและการปฏิรูปมายาวนาน ผมเป็นผู้หนึ่งที่เชื่อในการพูดคุย รับฟังและหารือกันต่อหน้าอย่างตรงไปตรงมา แทนที่จะต่างตนต่างพูดโดยหลีกเลี่ยงการที่จะได้พบปะพูดคุยและรับฟังกัน ผมคิดว่าผมควรยึดถือหลักการนี้ไว้

ผมเชื่อว่าผมและเพื่อนข้าราชการทุกคนตระหนักดีถึงความสำคัญของบทบาทของข้าราชการในสถานการณ์ความขัดแย้งนี้

ข้าราชการนั้นหมายถึง ผู้ที่ทำกิจการของพระราชา ซึ่งในที่นี้หมายถึงการเป็นผู้รับผิดชอบใน "งานของแผ่นดิน" อันเป็น งานของส่วนรวม เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับทุกข์สุขของประชาชน และเกี่ยวข้องกับความเจริญขึ้น หรือเสื่อมลงของบ้านเมืองโดยตรง

ความภาคภูมิใจในความเป็นข้าราชการคือการที่ได้ทำงานเพ่อส่วนรวมให้ประชาชนชื่นใจ มิใช่การทำงานให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใด

ในท่ามกลางความขัดแย้งนี้ ข้าราชการต้องมีความหนักแน่น อดทนที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ อันเป็นงานของแผ่นดินให้ดีที่สุด โดยรักษาความเป็นกลางทางการเมือง และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของบ้านเมืองครับ

'อดีตปธ.ศาลรธน.'ชี้ศาลมีอำนาจชี้ขาดสถานะนายกฯ


โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
"วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์" อดีตปธ.ศาลรธน. ระบุ ศาลรธน.มีอำนาจชี้ขาดสถานภาพนายกฯ พร้อมยกเทียบเคียงคดีสถานภาพ "อภิสิทธิ์"

ที่สำนักงานศาลรธน.นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยสถานะนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182(7) จากกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากสถานะของนายกรัฐมนตรีได้สิ้นสุดลงนับแต่มีพ.รฎ.ยุบสภาแล้ว ว่า

ต้องถามว่า แล้วน.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีอยู่ต่อไปจนมีรัฐบาลใหม่เข้ามาใช่หรือไม่ และยังรับเงินเดือน ใช้รถประจำตำแหน่งอยู่ อีกทั้งยังคงทูลเกล้าฯการออกพระราชกฤษฎีกาต่างๆ ได้อยู่ รวมทั้งยังมีอำนาจสั่งการข้าราชการได้อยู่ เพียงแต่อำนาจถูกจำกัดลงโดยรัฐธรรมนูญมาตรา 181 เท่านั้นเอง

ดังนั้นจึงถือว่าเหตุแห่งการวินิจฉัยยังมีอยู่ และอยู่ในอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย อย่างกรณีที่ก่อนหน้านี้ส.ส.พรรคเพื่อไทยเข้าชื่อเสนอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพการเป็นส.ส.ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีกระทรวงกลาโหมมีคำสั่งปลดร.ต.อภิสิทธิ์ ออกจากราชการทหาร ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำสั่งรับวินิจฉัย แต่เมื่อมีการยุบสภา ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องสั่งจำหน่ายคดี เพราะเหตุแห่งการวินิจฉัยคดีหมดไปแล้ว ไม่ได้เป็นส.ส.ไม่ได้รักษาการส.ส. ที่ยังรับเงินเดือน หรือได้รับสิทธิพิเศษของการเป็นส.ส.อยู่

รวมทั้งกรณีประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งความเห็นของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยในขณะนั้น ขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส.หรือไม่

จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลว่ามีการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และมติอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ของกระทรวงมหาดไทย มีมติให้ไล่ออกจากราชการ จากเหตุทุจริตที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ เมื่อส่งเรื่องมายังศาลรัฐธรรมนูญ นายยงยุทธ ลาออกจากทุกตำแหน่งทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติไม่รับคำร้อง เพราะหมดเหตุแห่งการวินิจฉัยแล้ว ดังนั้นมีการกล่าวหาว่าศาลรัฐธรรมนูญสองมาตรฐานรับวินิจฉัยเรื่องของนายกรัฐมนตรี แต่กลับไม่พิจารณาเรื่องของนายอภิสิทธิ์ จึงไม่ถูกต้อง เพราะถ้าจะบอกว่าสองมาตรฐาน รายละเอียดของเรื่องทั้งสองเรื่องต้องเหมือนกันทุกกรณี แต่ตัดสินต่างกัน ซึ่งกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ กับนายอภิสิทธิ์นั้นต่างกัน

นายวสันต์ ยังกล่าวด้วยว่า แม้กรณีนี้ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาว่าการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิลไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเป็นเรื่องที่ผู้ร้องๆ ว่านายกรัฐมนตรีใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าไปแทรกแซง ก้าวก่าย เพื่อเอื้อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งจะผิดไม่ผิดยังไม่รู้ ไม่เหมือนกับกรณียุบพรรคพลังประชาชนที่เมื่อศาลฎีกาตัดสินว่าผู้สมัครซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคกระทำผิดฐานทุจริตเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญมาตรา 237 กำหนดไว้ให้ต้องยุบพรรค ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นไม่ได้

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีระบุว่าได้คืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติให้แก่นายถวิล ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดแล้ว นายวสันต์ ถามกลับว่า กรณีมีคนขโมยของในห้างสรรพสินค้า แล้วต่อมาเอาของไปคืนโดยวางไว้ในที่เดิม ถือว่าความผิดที่ได้ทำหมดไปหรือไม่ ในทางกฎหมายถือว่า ความผิดสำเร็จไปแล้ว แต่การนำของมาคืนถือเป็นเหตุให้บรรเทาโทษเท่านั้น และส่วนตัวเห็นว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์กระทำขัดรัฐธรรมนูญจริง ความเป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องสิ้นสุดลงทันที เพราะตามรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัวจะอยู่รักษาการก็ไม่ได้ และแม้โดยปกติ เมื่อนายกพ้นจากตำแหน่งก็จะมีผลให้คณะรัฐมนตรีพ้นไปทั้งคณะด้วย แต่กรณีนี้เป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว คณะรัฐมนตรีจะพ้นไปทั้งคณะด้วยหรือไม่ ก็ต้องไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ รวมถึงก่อนหน้านี้ที่มีการยุบ 3 พรรคการเมือง ซึ่งมีผลให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นต้องพ้นจากตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นก็ทำหน้าที่รักษาการแทน ส่วนจะเทียบเคียงหรือไม่ก็ขอให้ลองคิดดู ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าบ้านเมืองไม่ควรเกิดสุญญากาศไม่มีฝ่ายบริหาร แต่ก็อาจจะไม่ถูกใจใครหลายๆคน

นายวสันต์ ยังกล่าวกรณีศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) เรียก ปลัดกระทรวงต่างๆเข้าพบเพื่อทำความเข้าใจกรณีเปิดกระทรวงรับฟังความคิดเห็นของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ว่า หากการพบนายสุเทพ ที่มีหมายจับถือว่าผิด แล้วเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหนีคดีที่ต่างประเทศทำไมไม่มีการดำเนินการทางวินัยบ้าง จะถือเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่

Alibaba Group ของจีนกำลังเข้าจดทะเบียนในจลาดสหรัฐฯด้วยมูลค่าIPOสูงสุดรองแค่กูเกิ้ล


ในขณะที่บ้านเรากำลังเถียงกันระหว่างจะเอา “ถนนลูกรัง” หรือ “รถไฟความเร็วสูง” ที่ตลาดหุ้นของสหรัฐฯ กำลังจะมีบริษัทด้านเทคโนโลยีที่มีมูลค่า IPO สูงสุดเข้าจดทะเบียน มีขนาดใหญ่แซงหน้า IPO ของ Facebook เมื่อปี 2012 นักวิเคราะห์ประเมินมูลค่าบรรษัทแห่งนี้อยู่ที่ 136 -245 พันล้านเหรียญ ใหญ่สุดเป็นรองแค่ Google และคาดว่าจะขายหุ้น IPO บางส่วนคงได้เงินมาไม่น้อยกว่า 20 พันล้านเหรียญแล้ว
บริษัทแห่งนี้ไม่ได้มาจากสหรัฐฯ ครับ แต่มาจากจีน “Alibaba Group” ถามคนไทยส่วนใหญ่คงส่ายหัวว่าไม่รู้จัก แม้แต่คนอเมริกันก็ไม่รู้จัก เพราะเขาขายสินค้าผ่านเน็ตให้กับผู้บริโภคเกือบ 700 ล้านคนในจีนเป็นหลัก ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 1999 หรือ 15 ปีที่แล้วนี่เอง ภายในวันโปรโมชันประจำปีวันเดียว (11/11/56) บริษัทแห่งนี้ทำยอดขาย 5.75 พันล้านเหรียญ มีกำไรสุทธิและยอดขายสูงกว่า Ebay กับ Amazon รวมกัน รายได้เพิ่มจาก 4.1 เป็น 7.9 พันล้านเหรียญระหว่างปี 2555-2556
ผู้ก่อตั้ง Alibaba คือนาย Jack Ma อายุแค่ 49 ปี ตอนเป็นวัยรุ่น เขาสอบเอ็นทรานซ์สองครั้งไม่ติด เลยไปเรียนวิทยาลัยครู จบออกมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ จากนั้นก็เริ่มเข้าสู่วงการไอที เริ่มจากทำเว็บ Yellow Pages ทำเว็บขายสินค้าให้ฝรั่ง แต่ปัจจุบันเขาเป็นประธานบริษัท Alibaba และถือหุ้น 7.4% ใน Alibaba ซึ่งเป็นเว็บ e-commerce ใหญ่สุดในโลก ขายตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ
แจ็ค หม่ารวยได้อย่างไร? เขารวยเพราะเข้าใจ “รากหญ้า” ดีมาก ธุรกิจจำนวนมากที่ขายของผ่านหน้าเว็บเขาเป็นพวก SME ทั้งนั้น มีคนเคยถามเขาว่าทำไมหากินกับรากหญ้าจนได้ดี แจ็ค หม่าตอบว่า “ผมเคยเห็นแต่คนรวยขึ้นมาได้ เพราะจับกุ้งตัวเล็ก ๆ ไปขาย ไม่เคยเห็นใครรวยจากการจับปลาฉลามหรือปลาวาฬสักคน เหมือนที่ฟอเรสต์ กัมพ์บอกไง”
บางคนขนานนามเขาว่าเป็น China's Forrest Gump หนังซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับเขา เขาพูดถึงกัมพ์ว่า “ฟอเรสต์ กัมพ์ไม่ใช่คนฉลาด แต่แน่วแน่ ไม่ใช่คนเก่ง แต่ขยันมาก ๆ เป็นคนเรียบง่ายและมองหาโอกาสเสมอ” เขาบอกต่อว่า "EBay อาจเป็นเหมือนปลาฉลามในมหาสมุทร แต่ผมเป็นจระเข้ในแม่น้ำแยงซี ถ้าไปสู้ในมหาสมุทร เราแพ้ แต่ถ้าสู้กันในแม่น้ำ เราชนะ”
โลกยุคนี้ถ้าเอาใจรากหญ้าเป็น ทุกคนก็มีโอกาสรวยเหมือนแจ็ค หม่า (เสี่ยตัน เสี่ยเจริญ เสี่ยธนินท์ ฯลฯ) แต่ถ้าเขาอยู่เมืองไทยแล้วเล่นการเมือง เขาต้องป่วยเป็นโรคภูมิแพ้รถถังเหมือนคนที่หน้าคล้าย ๆ เขาแน่นอน เพราะบ้านเรามีพวกอำมาตย์ที่ไม่ชอบเล่นตามกติกา ไม่เคยมองเห็นหัวคน เอาใจรากหญ้าไม่เป็น พวกนี้รวยเพราะมรดก เกาะแต่รถถังกับทหารแก่ ๆ เพื่อรั้งอำนาจเอาไว้ น่าเศร้าใจแทนประเทศไทย

เปิดโครงสร้าง ‘องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน’ กับภารกิจขจัด “คนหมิ่นสถาบันฯ”

เปิดโครงสร้าง ‘องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน’ กับภารกิจขจัด “คนหมิ่นสถาบันฯ”

เขียนวันที่
วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน 2557 เวลา 15:46 น.
เขียนโดย
ณัฐพร วีระนันท์
หมวดหมู่
“…เบื้องต้นคือต้องจับพวกตัวเล็ก ๆ ต้องเล่นให้หนัก ออกข่าวให้หนัก จะได้ไม่มีการกระทำแบบนี้อีก โดยพวกตัวใหญ่ที่รู้กันอยู่แล้วมันเล่นยาก ส่วนพวกที่มีพฤติกรรมกำกวมนั้น จะต้องใช้มาตรการต่อต้านทางสังคมกดดันเข้าไปอีก…”
PIC-เหรยญทอง-องคกรเกบขยะแผนดน
“เราทำในสิ่งที่ประชาชนคนหนึ่งที่ทำตามหน้าที่ เพื่อถวายอารักขา และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้องค์กรเก็บขยะแผ่นดินเป็นองค์กรเปิดเผย ไม่ใช่องค์กรลับ จัดตั้งเป็นองค์กรมหาชน ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีวาระซ่อนเร้นหรือแอบแฝง”
เป็นถ้อยคำบางส่วนของ “พล.ต.เหรียญทอง แน่นหนา” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ในฐานะแกนนำ ‘องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน’ ที่กล่าวระหว่างการประชุมองค์กรครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2557 ที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เพื่อเฟ้นหาทีมงานและทนายความอาสามาจัดการกับกรณี “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ทั้งในประเทศไทย และทั่วโลก
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจคือ องค์กรเก็บขยะแผ่นดินที่ว่านี้ มีรูปแบบการทำงาน – ภารกิจหลักเป็นอย่างไร โครงสร้างเป็นอย่างไร
และมีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ?
เพื่อความกระจ่างชัด สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ขอนำผลการประชุมดังกล่าวมานำเสนออย่างละเอียด ดังนี้
“เราจะเก็บขยะ และทำให้สังคมไทยกลับมาสะอาดอีกครั้ง แม้อาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีก็ตาม เราจะรณรงค์และปลูกฝังในทุกชุมชนให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก แม้จะทำสำเร็จแล้วก็จะทำต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะอีกกี่เดือนหรือกี่ปีก็ตาม”
เป็นภารกิจหลักของ ‘องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน’ ที่ “พล.ต.เหรียญทอง” กล่าวย้ำในการประชุม ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมว่า การระดมพลังแผ่นดิน ไม่ได้ทำเพียงคนไม่กี่คน แต่ทำด้วยหัวใจของคนที่รักในสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง
“วิธีการขององค์กรไม่มีนโยบาย เนื่องจากแต่ละคนมีดุลยพินิจที่แตกต่างกันไป ไม่สามารถควบคุมหรือสั่งใครได้ และในเมื่อแต่ละคนมีความสามารถในการจัดการที่แตกต่างกันไป แต่โดยหลักขององค์กร ต้องทำให้เกิดเครือข่าย ให้เกิดการแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของสังคม”
“วันนี้คนที่มีความคิดจงรักภักดีในสถาบันกษัตริย์เหมือนกับเรา ได้แทรกซึมอยู่ในทุกชุมชน ทุกหมู่บ้าน เพียงแต่เขายังไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไร แต่หลาย ๆ คนก็ทราบว่าต้องทำอย่างไร และเราจะใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อกดดันหน่วยงานที่มีหน้าที่ทางกฎหมายให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริง ต่อเนื่อง และไม่ชักช้าเอื่อยเฉื่อยเหมือนที่ผ่านมาอีก”
นอกจากนี้ “พล.ต.เหรียญทอง” ยังระบุถึงวิธีการสำคัญที่จะได้ตัวการคนหมิ่นสถาบันฯคือ “เงินมีพลังอำนาจอย่างหนึ่ง เงินเหล่านั้นจะทำให้เราได้ตัวคนเหล่านี้” พร้อมกล่าวสำทับว่า ต้องเริ่มด้วยรูปแบบบูรณาการ ซึ่งการเข้าถึงกลุ่มก่อการเหล่านี้ บางทีต้องใช้เงินเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลและพฤติกรรม เพราะคนเหล่านี้อยู่ด้วยความไม่จริงใจต่อกัน ผลประโยชน์บางอย่างสามารถทำให้ขายกันเองได้ ส่วนอีกรูปแบบคือใช้มาตรการกดดันทางสังคม ให้คนเหล่านี้อยู่ร่วมกับคนอื่นด้วยความยากลำบาก เป็นต้น
โดยโครงสร้างองค์กร แบ่งออกเป็น
1.หน่วยงานบริหารกองทุนและการสนับสนุน ทำหน้าที่เป็นกองทุนเก็บขยะ ประกอบด้วย นักบัญชีและนักการเงิน โดยรวบรวมอาสาสมัครเบื้องต้นก่อนเป็นจำนวน 11 คน เพื่อคิดการจัดการระบบบัญชี
“หน่วยงานบริหารกองทุนและการสนับสนุน จำเป็นต้องมีกองทุนขยะ ซึ่งจะไม่มีนโยบายขอ แต่ประเมินได้ว่าถ้าเกิดขึ้นมาจริงเมื่อไหร่จะมีเงินจำนวนเยอะมาก เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องรอบคอบ เปิดบัญชีไม่ยาก แต่ปัญหาคือองค์กรนี้ต้องบริหารด้วยความโปร่งใสจริง ไม่ใช่ว่าทำขึ้นมาแล้วผู้บริหารไปซี้ซั้วกัน อย่างนี้ทำไม่ได้”
2.หน่วยปฏิบัติงานสำรวจขยะ ทำหน้าที่เป็น ชุดประมวลข่าวกรอง ประกอบด้วย
2.1 เจ้าหน้าที่เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่สามารถสืบค้นได้ถึงข้อมูล ชื่อ – นามสกุลจริง ที่อยู่จริง ทำหน้าที่ตรวจเช็คในขั้นเก็บหลักฐาน เพราะบางทีอาจมีการกลั่นแกล้งกัน ซึ่งอาจทำให้เสียรูปคดีได้
2.2 ชุดสืบค้น ประกอบด้วย จิตอาสาสืบค้น คอยรวบรวมข้อมูลทั้งจากสื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ โดยรวบรวมข้อมูล ชื่อ – นามสกุล ภาพถ่าย และพฤติกรรมการหมิ่นของผู้กระทำ โดยหน่วยงานนี้สำคัญมาก และต้องการเครือข่ายเยอะมากในด้านเว็บไซต์ โดยเฉพาะในเฟซบุ๊ก (Facebook)
“เบื้องต้นคือต้องจับพวกตัวเล็ก ๆ ต้องเล่นให้หนัก ออกข่าวให้หนัก จะได้ไม่มีการกระทำแบบนี้อีก โดยพวกตัวใหญ่ที่รู้กันอยู่แล้วมันเล่นยาก ส่วนพวกที่มีพฤติกรรมกำกวมนั้น จะต้องใช้มาตรการต่อต้านทางสังคมกดดันเข้าไปอีก”
3.หน่วยปฏิบัติงานเก็บขยะ ทำหน้าที่เป็น ชุดเจรจา และชุดปฏิบัติการจับกุมและดำเนินคดี ซึ่งประกอบด้วย อัยการ ทนายความ และตำรวจ โดยบางส่วนจะเป็นการเจรจา และมีการพูดคุย ไม่มีการข่มขู่ แต่จะมีการเก็บภาพไว้เป็นหลักฐาน กับอีกส่วนที่ต้องทำหน้าที่ส่งฟ้อง แจ้งความดำเนินคดี และเร่งรัดจับกุม
โดยในการแจ้งความมีการเสนอให้ทนายผู้รับคดีเป็นผู้ยื่นแจ้งความ เพราะการให้ถ้อยคำกับพนักงานสอบสวน ถ้าไม่ลงในรายละเอียดว่า เห็นพฤติกรรมมาเป็นอย่างไร จากไอพีแอดเดรส (IP Address) อะไรให้ดีแล้วนั้น เมื่อเรื่องเข้าสู่ศาลอาจถูกยกฟ้องได้
“ส่วนใหญ่เมื่อตรวจสอบเจอ และส่งไอพีแอดเดรสให้กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ไอซีที) จะได้รับคำตอบกลับมาว่า “เซิร์ฟเวอร์อยู่ต่างประเทศ ไม่สามารถตรวจสอบได้” ศาลจะยกฟ้องทันที ดังนั้นต้องแม่นในด้านข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเลขบัตรประชาชน เพราะในโลกออนไลน์ไม่สามารถตรวจสอบได้ ฉะนั้นคนในองค์กรต้องพร้อมเข้าให้ปากคำในชั้นศาลด้วย”
4.หน่วยรณรงค์ป้องกัน ทำหน้าที่เป็น ชุดคิดค้นมาตรการต่อต้านทางสังคม และชุดพัฒนาเครือข่ายชุดชม ประกอบด้วย หน่วยงานและบุคคลที่มีความสัมพันธือันดีกับผู้นำชุมชน
ก่อนที่ “พล.ต.เหรียญทอง” จะเอ่ยถึงบุคคล “เบื้องหลัง” ที่คอยช่วยเหลืออยู่วงนอกว่า มีเพื่อนและลูกศิษย์ที่เป็นทหารในกองทัพหลายคนที่คอยดูแลตรวจสอบเรื่องเหล่านี้อยู่
“ถึงแม้ว่าฉากหน้าเราจะเห็นว่าเขาไม่ได้ทำอะไรกับเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่นัก แต่เบื้องหลังนั้นเขากำลังขะมักเขม้นทำกันอย่างแข็งขัน พยามสืบค้นบุคคลที่หมิ่นสถาบันฯอย่างเต็มที่ แต่จะบอกให้คนอื่นรู้มากไม่ได้”
ทั้งหมดนี้คือโครงสร้างองค์กร และรูปแบบการทำงานของ ‘องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน’ ที่มีเป้าหมายเพื่อ “กำจัด” ผู้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
อย่างไรก็ดี ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าองค์กรที่ว่านี้ จะสามารถทำได้สำเร็จจริงหรือไม่ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากบุคคลบางกลุ่ม รวมถึงหน่วยงานเอกชนต่างประเทศบางองค์กรว่า มาตรา 112 ละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่ในขณะนี้ !