PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ถึงคิวชำแหละงบกสทช.3.3พันล.! เฉพาะค่าจ้างที่ปรึกษา329ล.พิรุธเพียบ!

วันจันทร์ ที่ 08 ธันวาคม 2557 เวลา 20:00 น สำนักข่าวอิศรา

"เอ็กซ์คลูซีฟ" (3): ถึงคิวชำแหละละเอียดงบ กสทช. ปี 2556 ยอดค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน พุ่ง 1,859.72 ล้าน เฉพาะค่าจ้างที่ปรึกษา 329 ล้าน เจียดเงินส่งเสริม-สนับสนุนวัตถุประสงค์กองทุนวิจัยและพัฒนาฯ แค่ 2 ล้าน -สตง.ตรวจพบพิรุธเพียบ! 
gstcccdjjj
ในการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ของ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประจำปี 2556 ที่จัดทำโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีการระบุข้อมูลเกี่ยวกับผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของสำนักงาน กสทช. จำนวน 3,311.81 ล้านบาท ประจำปี 2556 ว่า นำไปใช้จ่ายตามภารกิจงานใดบ้างไว้อย่างละเอียด 
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ไล่เลี่ยงข้อมูลทั้งหมดมานำเสนอ ณ ที่นี้
ประการที่ 1 สตง. ระบุว่า งบประมาณจำนวน 3,311.81 ล้านบาท ถูกนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่าย จำนวน 8 ส่วน หลัก คือ
1. ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร จำนวน 1,009.96 ล้านบาท
2. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จำนวน 1,859.72 ล้านบาท
3. ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค จำนวน 49.98 ล้านบาท
4. ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย 254.44 ล้านบาท
5. ค่าใช้จ่ายสนับสนุนเพื่อการศึกษา วิจัยและพัฒนาโทรคมนาคมฯ จำนวน 106.11 ล้านบาท
6. ค่าใช้จ่ายในการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1.8 GHz จำนวน 19.50 ล้าน บาท
7. ค่าใช้จ่ายส่งเสริมและสนับสนุนวัตถุประสงค์กองทุนวิจัยและพัฒนาฯ จำนวน 2.10 ล้าน บาท 
8. เงินสมทบกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา(กระทรวงศึกษาธิการ) 10 ล้าน บาท 
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานปี 2556 จำนวน 3,311.81 ล้านบาท พบว่าประเภทค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีสัดส่วนสูงสุดถึงร้อยละ 56.15 จากปี 2555 ตามด้วยค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ในสัดส่วนร้อยละ 30.50 ในขณะที่ค่าใช้จ่ายสนับสนุนเพื่อการศึกษา วิจัยและพัฒนาโทรคมนาคมฯ มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 3.21 และค่าใช้จ่ายส่งเสริมและสนับสนุนวัตถุประสงค์กองทุนวิจัยและพัฒนาฯ มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.06 เท่านั้น
(ดูตารางประกอบ) 
ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน
2556
2555
จำนวนเงิน
ร้อยละ
จำนวนเงิน
ร้อยละ
1. ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร
1,009.96
30.50
803.50
30.85
2. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
1,859.72
56.15
1,430.85
54.95
3. ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค
49.98
1.51
47.33
1.82
4. ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย
254.44
7.68
215.52
8.28
5.ค่าใช้จ่ายสนับสนุนเพื่อการศึกษา วิจัยและพัฒนาโทรคมนาคมฯ
106.11
3.21
81.87
3.14
6.ค่าใช้จ่ายในการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1.8 GHz
19.50
0.59
-
-
7.ค่าใช้จ่ายส่งเสริมและสนับสนุนวัตถุประสงค์กองทุนวิจัยและพัฒนาฯ
2.10
0.06
-
-
8.เงินสมทบกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา(กระทรวงศึกษาธิการ)
10.00
0.30
25.00
0.96
รวม
3,311.81
100.00
2,604.07
100.00
ที่มาข้อมูล : จากงบการเงินของกลุ่มงานการคลัง
 
ประการที่ 2 โดยในส่วนงบค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ที่ใช้งบมากที่สุด จำนวน 1,859.72 ล้านบาท ถูกนำไปใช้ในภารกิจ 8 ด้าน คือ 
1. ค่าจ้างที่ปรึกษา 329.54 ล้านบาท
2. ค่าใช้จ่ายประชาสัมพันธ์ 291.12 ล้านบาท
3. ค่าใช้จ่ายเดินทางไปต่างประเทศ 250.26 ล้านบาท
4. ค่าจ้างเหมาบริการ 186.82 ล้านบาท
5. ค่าเช่า 138.10 ล้านบาท
6. ค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม 130.08 ล้านบาท
7. เงินบริจาคและการกุศล 103.82 ล้านบาท
8. อื่น ๆ 429.98 ล้านบาท
(ดูตารางประกอบ)
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
2556
2555
จำนวนเงิน
ร้อยละ
จำนวนเงิน
ร้อยละ
1. ค่าจ้างที่ปรึกษา
329.54
17.72
106.84
7.47
2.ค่าใช้จ่ายประชาสัมพันธ์
291.12
15.65
113.67
7.94
3. ค่าใช้จ่ายเดินทางไปต่างประเทศ
250.26
13.45
206.57
14.44
4. ค่าจ้างเหมาบริการ
186.82
10.05
161.71
11.30
5. ค่าเช่า
138.10
7.43
107.54
7.52
6.ค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม
130.08
7.00
112.84
7.89
7. เงินบริจาคและการกุศล
103.82
5.58
245.40
17.15
8. อื่น ๆ
429.98 
23.12
376.28
26.29
รวม
1,859.72
100.00
1,430.85
100.00
จากตารางแสดงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานดังกล่าว พบว่า ค่าจ้างที่ปรึกษามีการเบิกจ่ายสูงเป็นอันดับ 1 ค่าใช้จ่ายประชาสัมพันธ์มีการเบิกจ่ายสูงเป็นอันดับ 2 และมีค่าใช้จ่ายเดินทางไปต่างประเทศมีการเบิกจ่ายสูงเป็นอันดับ 3
สำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในปี 2556 จำนวน 429.98 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นค่าเบี้ยประชุมกรรมการ ค่าจ้างบำรุงรักษา ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและสัมมนา และค่าวัสดุเป็นหลัก
ประการที่ 3 สำหรับข้อสังเกตเกี่ยวกับค่าจ้างที่ปรึกษาเป็นค่าใช้จ่ายที่มีการจ่ายสูงสุดเป็นอันดับแรก คิดเป็นร้อยละ 17.72 ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ในปี 2556  สตง. พบว่า สำนักงาน กสทช. ได้เบิกจ่ายค่าจ้างที่ปรึกษาเป็นจำนวนเงิน 329.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 จำนวน 222.70 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 208.44
จากการตรวจสอบสัญญาค่าจ้างที่ปรึกษาที่มีจำนวนเงินเกิน 3.00 ล้านบาท จำนวน 25 สัญญา คิดเป็นเงิน 368.06 ล้านบาท พบว่า มีการระบุในสัญญาจ้างที่ปรึกษาที่รวมการศึกษาดูงานในต่างประเทศจำนวน 4 สัญญา เป็นเงิน 53.98 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14.67 ของสัญญาจ้างที่ปรึกษาที่ตรวจสอบตัวอย่าง กรณีการจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาวิจัยแนวทางการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงบริการชุมชนในประเทศไทยให้เป็นไปตามกฎหมาย ตามใบสั่งจ้างเลขที่ พย.(ป)(มส.) 144/2556 ลงวันที่ 27 กันยายน 2556 วงเงินตามสัญญาจำนวน 9.99 ล้านบาท (รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 0.65 ล้านบาท) มีรายละเอียดดังนี้
รายการ
จำนวนเงิน
ร้อยละ
1. ค่าตอบแทนบุคลากร
4,670,000.00
49.98
2. ค่าใช้สอยและการดำเนินการ
2,175,000.00
23.27
3.ค่าใช้จ่ายเดินทางดูงานต่างประเทศ 2 ประเทศ
2,000,000.00
21.40
4. ค่าธรรมเนียม ร้อยละ 5
500,000.00
5.35
รวม
9,345,000.00
100.00
ตารางแสดงรายละเอียดค่าจ้างที่ปรึกษาไม่รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม แยกตามประเภท
ข้อสังเกต
1. จากตารางดังกล่าวจะพบว่า สัญญาจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาแนวทางการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงบริการชุมชนในประเทศไทยให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่กลับรวมรายการค่าใช้จ่ายไปดูงานในต่างประเทศถึง 2 ประเทศ เป็นผลให้ค่าใช้จ่ายจ้างที่ปรึกษาเพิ่มขึ้นอีก 2,000,000.00 บาท คิดเป็นร้อยละ 21.40
ดังนั้น การกำหนดเงื่อนไขในสัญญาให้มีการเดินทางไปดูงานในต่างประเทศรวมกับสัญญาจ้าง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเดินทางไปต่างประเทศตามที่ปรากฏในบัญชีจำนวน 250.26 ล้านบาท  แสดงค่าใช้จ่ายไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจหมายถึงการบิดเบือนค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ยังทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่อาจไม่มีความจำเป็น เนื่องจากไม่สะท้อนประโยชน์จากผลงานทางวิชาการของที่ปรึกษาอย่างแท้จริงมารวมทำให้ค่าจ้างที่ปรึกษาสูงเกินความจำเป็นอีกด้วย ซึ่งหากนำค่าใช้จ่ายเดินทางดูงานต่างประเทศจำนวน 53.98 ล้านบาท ไปรวมกับค่าใช้จ่ายเดินทางไปต่างประเทศตามบัญชีจำนวน 250.26 ล้านบาท จะทำให้มีค่าใช้จ่ายเดินทางไปต่างประเทศสูงเป็นจำนวนเงินถึง 304.24 ล้านบาท
การดำเนินการดังกล่าวจึงอาจบ่งบอกถึงความจงใจที่จะมิให้มีการแสดงค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศตามข้อเท็จจริง
จากการตรวจสอบของ สตง. พบว่าเมื่อนำค่าใช้จ่ายเดินทางดูงานต่างประเทศหักออกจากค่าจ้างที่ปรึกษา และนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปรวมกับค่าใช้จ่ายเดินทางไปต่างประเทศแล้ว ผลการเปรียบเทียบจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีสาระสำคัญ กล่าวคือ ค่าใช้จ่ายเดินทางไปต่างประเทศจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเป็นอันดับแรกในกลุ่มค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทันที
2. จากการตรวจสอบสัญญาจ้างที่ปรึกษาที่มีจำนวนเงินเกิน 3.00 ล้านบาท พบว่า บางสัญญาดำเนินการโดยเชิญที่ปรึกษาเพียงรายเดียวยื่นข้อเสนอและขอบเขตในการดำเนินการ เช่น สัญญาเลขที่ พย.(ป)18/2555 โครงการการกำกับดูแลการรักษาความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคมในประเทศไทย จำนวนเงิน 10.00 ล้านบาท และ สัญญาเลขที่ พย.(ป)(พท.)128/2556 จ้างที่ปรึกษาเพื่อดำเนินการศึกษาการพัฒนาระบบเตือนภัยจากการแพร่กระจายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จากสถานีโทรศัพท์เคลื่อนที่เกินกำหนดโดยภาคประชาชน จำนวนเงิน 7.90 ล้านบาท ทำให้สำนักงาน กสทช. เสียโอกาสในการเปรียบเทียบคุณสมบัติ ข้อเสนอด้านคุณภาพและด้านราคา ที่จะทำให้สำนักงาน กสทช. ได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งอาจเป็นการเปิดโอกาสในการเอื้อประโยชน์ให้รายใดรายหนึ่งโดยง่าย
3. ระเบียบ กทช. ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และประกาศที่เกี่ยวข้องกับการจ้างที่ปรึกษาที่มิใช่ที่ปรึกษาด้านออกแบบและควบคุมงาน ที่ระบุให้จ้างโดยวิธีตกลงโดยมีวงเงินไม่จำกัด เมื่อเปรียบเทียบกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 83 ซึ่งกำหนดให้การจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีตกลงให้กระทำได้ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ต่อไปนี้
(1) เป็นการจ้างที่มีค่างานจ้างไม่เกิน 100,000 บาท
(2) เป็นการจ้างเพื่อทำงานต่อเนื่องจากงานที่ได้ทำอยู่แล้ว
(3) เป็นการจ้างในกรณีที่ทราบแน่ชัดว่าผู้เชี่ยวชาญในงานที่จะให้บริการตามที่ต้องการมีจำนวนจำกัด ไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการด้วยวิธีคัดเลือก และเป็นการจ้างที่มีค่างานจ้างไม่เกิน 2,000,000 บาท
(4) เป็นการจ้างส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นใดที่มีกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีให้การสนับสนุน ให้ดำเนินการจ้างได้โดยตรง 
จะเห็นได้ว่า สำนักงาน กสทช. ขาดความรัดกุมในการพิจารณาว่าจ้างที่ปรึกษา ซึ่งหากมีการเชิญที่ปรึกษาเพียงรายเดียวในการยื่นข้อเสนอและขอบเขตการดำเนินการ จะทำให้สำนักงาน กสทช. เสียโอกาสในการเปรียบเทียบกับรายอื่น ๆ และอาจมีค่าจ้างที่ปรึกษาที่ไม่เหมาะสมกับปริมาณงาน ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูงเกินความจำเป็น และอาจก่อให้เกิดช่องทางในการเอื้อประโยชน์ในที่สุด
ข้อเสนอแนะ
1. ในการกำหนดเงื่อนไขในการจ้างที่ปรึกษาขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในการว่างจ้างพิจารณาความเหมาะสมและความจำเป็นในการเพิ่มเงื่อนไขสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศ เนื่องจากจะทำให้ค่าใช้จ่ายจ้างที่ปรึกษาสูงเกินไปและทำให้ผู้บริหารของสำนักงาน กสทช. นำข้อมูลค่าใช้จ่ายไปวิเคราะห์อย่างผิดพลาดส่งผลต่อการจัดสรรงบประมาณในปีต่อ ๆ ไป
นอกจากนี้เพื่อให้การจ้างที่ปรึกษาเป็นไปอย่างคุ้มค่า สมประโยชน์ ขอให้เลขาธิการ กสทช. สั่งการให้มีการรวบรวมผลงานในการจ้างที่ปรึกษาไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อจะได้นำมาใช้ในการดำเนินงานของสำนักงาน กสทช. และการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมต่อไป
2. ขอให้ทบทวนระเบียบ กทช. ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2548 และระเบียบ กทช. ว่าด้วยการพัสดุ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 รวมทั้งประกาศที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์และวิธีการในการจ้างที่ปรึกษา โดยให้กำหนดหลักเกณฑ์ในการจ้างที่ปรึกษาวิธีตกลงและเงื่อนไขที่สามารถเชิญที่ปรึกษาเพียงรายเดียวทั้งข้อเสนอและขอบเขตในการดำเนินงาน  

19 ล้านใบ 356 ล.! เอกชนรายเดียวคว้างานปค.ซื้อบัตรปชช.2 สัญญารวด

16/12/58
เจาะข้อมูลจัดซื้อบัตรประชาชน กรมการปกครอง ก่อน 'บิ๊กตู่' ผุดไอเดีย ใส่ข้อมูลรายได้-อาชีพ พบเอกชนรายเดียว คว้างาน 2 สัญญารวด  19 ล้านใบ 356 ล้าน  
picbatt16 12 15
จากกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายที่จะให้มีการใส่ข้อมูลรายได้และอาชีพ ลงไปในบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อแยกแยะให้ได้ว่ารัฐบาลจะได้ใช้งบประมาณอย่างไรให้เหมาะสม นั้น 
ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลการประกวดราคาจัดซื้อบัตรประจำตัวประชาชน ของกรมการปกครอง พบว่าเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 57 ที่ผ่านมา กรมการปกครอง ได้ลงนามในสัญญาว่าจ้าง บริษัทดาต้าโปรดักส์ ทอปปัง ฟอร์ม จำกัด  เป็นคู่สัญญาจัดซื้อบัตรประจำตัวประชาชนที่ออกด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบอเนกประสงค์ (Smart Card) จำนวน 2,926,174 บัตร วงเงิน 54,254,192 บาท 
จากการตรวจสอบพบว่า ก่อนหน้านี้  เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 56 กรมการปกครอง ได้ว่าจ้าง บริษัทดาต้าโปรดักส์ ทอปปัง ฟอร์ม จำกัด เป็นคู่สัญญาจัดซื้อบัตรประชาชนที่ออกด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบอเนกประสงค์ (Smart Card) จำนวน 16,290,517 บัตร วงเงิน 302,042,475.70 บาท ของกรมการปกครองเช่นกัน 
เมื่อรวมวงเงินว่าจ้าง บริษัท ดาต้าโปรดักส์ ทอปปัง ฟอร์ม จำกัด ทั้ง 2 สัญญา 19,216,691 ใบ อยู่ที่ 356,296,667.70 บาท 
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า บริษัท ดาต้า โปรดักส์ ทอปปัง ฟอร์ม จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2527 ทุนปัจจุบัน 133,650,000 บาท ตั้งอยู่เลขที่  2387 ชั้น 2 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
แจ้งประกอบธุรกิจ โรงพิมพ์ ผลิตบัตรและแบบฟอร์ม ให้บริการบำรุงรักษา, ผลิตแทนและซื้อมาขายไป
ปรากฎชื่อ นายวีรวัฒน์ อริยะวิริยานันท์ นายอภิชาต อริยะวิริยานันท์ นายปรีชา จามรศรีอนันต์ นายคิอิจิโร่ โอกาว่า เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ 
รายชื่อผู้ถือหุ้น ณ 9 มีนาคม 2558  บริษัท เอมโก้ โฮลดิ้ง จำกัด (นายวีรวัฒน์ อริยะวิริยานันท์ ถือหุ้นใหญ่สุด) ถือหุ้นใหญ่สุด 694,999 หุ้น มูลค่า 69,499,900 บาท 
นำส่งงบการเงินแสดงผลประกอบการธุรกิจล่าสุด ปี 2557 ว่า มีรายได้รวม 807,409,854 บาท รวมรายจ่าย 728,255,083 บาท
กำไรสุทธิ 61,163,132 บาท 

สหรัฐฯกดดัน ขอพลเมืองหยุดซื้ออาหารทะเลจากไทย




สำนักข่าวเอพีรายงานจากกรุงวอชิงตันสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ว่า เจ้าหน้าที่ทางการ และกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในสหรัฐอเมริกาประสานเสียงเรียกร้องต่อประชาชนชาวอเมริกันให้เลิกซื้อปลาและกุ้งที่จัดส่งโดยเครือข่ายธุรกิจอาหารทะเลในประเทศไทยหลังจากรายงานผลการตรวจสอบของสำนักข่าวเอพีระบุว่ามีการบังคับใช้แรงงานทาสในอุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทย  โดยนายคริส สมิธ ส.ส.รัฐนิวเจอร์ซีย์ สังกัดพรรครีพับลิกัน คณะกรรมการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรียกร้องถึงชาวอเมริกัน ระบุทุกคนรู้ถึงที่มาที่ไปของอาหารทะเลจากประเทศไทย ขอให้ใช้ศีลธรรมส่วนตัวตัดสินคว่ำบาตรอาหารทะเลไทย

ทั้งนี้ รายงานของเอพีเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ระบุว่า การตรวจสอบพบการใช้แรงงานทาสซึ่งแรง งานถูกบังคับให้แกะเปลือกกุ้งในไทย บางครั้งนานถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน โดยได้รับค่าจ้างน้อย หรือไม่ได้รับเลย และแรงงานจำนวนมากถูกกักขังอยู่ภายในโรงงาน นานหลายเดือนหรือหลายปี บันทึกของศุลกากรสหรัฐแสดงให้เห็นว่า กุ้งจากไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของห้างค้าปลีก และบริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ เช่น วอลมาร์ท โครเกอร์ ดอลลาร์ เยเนอรัล และเพทโก รวมทั้งเครือข่ายร้านอาหาร เช่นโอลีฟ การ์เดน นอกจากนั้นยังเข้าสู่โซ่อาหารของผลิตภัณฑ์อาหารทะเล และอาหารสัตว์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของสหรัฐ รวมถึง ชิคเกนออฟเดอะซี และแฟนซีเฟสต์

ดาเนียล รัสเซล"โผล่แล้ว!! จ่อเยือนไทย 16-17 ธ.ค.นี้ เยี่ยมคารวะ"บิ๊กตู่-ดอน-สมคิด


"ดาเนียล รัสเซล"โผล่แล้ว!! จ่อเยือนไทย 16-17 ธ.ค.นี้ เยี่ยมคารวะ"บิ๊กตู่-ดอน-สมคิด"
Cr:ทีนิวส์
วันนี้ (15 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรมว.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ด้านกิจการภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก จะเดินทางเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 16-17 ธ.ค.นี้ โดยในวันที่ 16 ธ.ค. เวลา 08.30 น. นายรัสเซล และนายอภิชาติ ชินวรรโณ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ จะเป็นประธานร่วมในการประชุมยุทธศาสตร์ไทย-สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 5 ที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งจะมีการหารือถึงการขยายความร่วมมือระหว่างกันในด้านการทหารและความมั่นคง การค้าและการลงทุน การศึกษา วิทยาศาสตร์ พลังงาน ด้านสาธารณสุข การต่อต้านการค้ามนุษย์ และการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ
จากนั้น ผู้ช่วยรมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ จะเข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 11.00 น. ก่อนที่จะเดินทางกลับไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแถลงข่าวร่วมกับปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ถึงผลการประชุมยุทธศาสตร์ไทย-สหรัฐฯ ต่อมา ในวันที่ 17 ธ.ค. เวลา 11.00 น. นายรัสเซล จะเข้าเยี่ยมคารวะ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ที่กระทรวงการต่างประเทศ นอกจากนี้จะเข้าพบนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 16.30 น.

หนุ่มซวยตกท่อเย็บ 100 เข็ม ร้องกทม. ผอ.เขตฯเยี่ยมแล้ว แต่อ้างไม่มีระเบียบช่วยเหลือ


วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เวลา 14:00:08 น.





จากกรณีสมาชิกเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อ Watchira Sawatdee ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความเหตุการณ์ประสบอุบัติเหตุฝาท่อระบายน้ำชำรุดจนทำให้ได้รับบาดเจ็บ บริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมระบุว่า เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม เวลาประมาณ 19.00 น. ขณะเดินลงจากรถ รู้สึกได้ว่าขาข้างขวาได้ผลุบลงไป ซึ่งจุดที่ยืนอยู่เป็นฝาตะแกรงท่อชำรุด ทำให้เกิดบาดแผลลึกขนาดใหญ่ 3 แผล บริเวณขาข้างขวา แพทย์ได้ทำการเย็บแผลไปประมาณ 100 เข็ม ขณะนี้ต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เนื่องจากแผลเสี่ยงติดเชื้อ นั้น

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม นายเชาวฤทธิ์ ทรงนวรัตน์  ผู้อำนวยการเขตจตุจักร ให้สัมภาษณ์"มติชนออนไลน์"ถึงกรณีดังกล่าวว่า ผู้ว่าฯกทม.ได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว มีความห่วงใยมากจึงได้มอบหมายให้ตนเดินทางมาเยี่ยมผู้ประสบเหตุที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งพบว่ามีการบาดเจ็บที่ขาข้างขวาตั้งแต่ต้นขาลงไป โดยผู้บาดเจ็บได้ระบุว่าเย็บแผลไปประมาณ 100 เข็ม จึงได้มอบกระเช้าผลไม้และเครื่องดื่มบำรุงร่างกาย ส่วนค่ารักษาพยาบาลนั้น ทางผู้ประสบเหตุระบุว่าได้ใช้สิทธิ์ของประกันชีวิตแล้ว ทั้งนี้จากการสอบถามทางผู้ประสบเหตุ ระบุว่าไม่ได้ติดใจอะไร ส่วนหนึ่งมาจากความไม่ทราบและความไม่ระมัดระวังของตัวเองด้วย อย่างไรก็ตามทางเขตฯได้เข้าไปเปลี่ยนฝาท่อดังกล่าวแล้วทันที และจากการตรวจสอบพบว่าเป็นฝาท่อแบบเก่า มีอายุใช้งานกว่า 10  ปีลักษณะเป็นตะแกรงเหล็ก เพื่อให้ง่ายต่อการระบายน้ำบนผิวจราจร แต่จากการใช้งานมานานจึงทำให้ตะแกรงเหล็กมีสภาพชำรุด ที่ผ่านมาทางเขตฯได้เร่งเปลี่ยนฝาท่อดังกล่าวในพื้นที่เกือบเสร็จแล้วทั้งหมดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน โดยเปลี่ยนเป็นฝาคอนกรีต

เมื่อถามว่า กทม.แสดงความรับผิดชอบแค่การนำกระเช้าไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บแค่นี้ เพียงพอแล้วหรือ นายเชาวฤทธิ์ กล่าวว่า ความจริงแล้ว ไม่มีระเบียบใดๆที่จะเข้าไปช่วยตรงนี้เลย แต่อย่างไรก็ตาม ตนได้มอบเงินสดส่วนตัวให้กับผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง และเมื่อถามไปว่าจะให้ช่วยอะไรอีกบ้าง ผู้ได้รับบาดเจ็บบอกว่า ความจริงแล้วถือเป็นความผิดของตัวเองด้วยที่ประมาท ไม่ระมัดระวังตัว

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558

อย่าถามเรื่องราชภักดิ์อีก

อย่าถามเรื่องราชภักดิ์อีก.....

นายกฯบิ๊กตู่ ลั่นเรื่องทุจริต ให้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ตามกระบวนการ พิสูจน์ทราบ ยก ตัวอย่าง นายสิบทหารบก ทำผิด ผู้บังคับบัญชาตามสายบังคับบัญชาต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ตนเองมารับผิดชอบ วอนอย่าถามเรื่องราชภักดิ์อีก ติง สิทธิ เสรีภาพ พลเมือง แนะ กรธ.เน้น “หน้าที่พลเมือง” รู้จักเคารพกฎหมาย อย่าตีรวน ให้ทุกอย่างล้ม ส่ง “สุวพันธุ์” หารือร่วม 

ทีทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า วันนั้นตนมีโอกาสดุในโทรทัศน์ไม่ว่าจะคณะโฆษกใดๆก็ตาม แถลงเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องพูดถึง “พลเมือง” “ประชาชน” ต้องเป็นเจ้าของต่างๆและต้องมีสิทธิเสรีภาพ ซึ่งตนคิดว่ามันหายไปหนึ่งคำคือคำว่า “หน้าที่” หน้าที่พลเมือง สำคัญ ไม่อย่างนั้นจะเรียนหนังสือวิชาหน้าที่พลเมืองมาทำไม ตกลงพลเมืองไม่ต้องมีหน้าที่หรือ จะมีแต่สิทธิเสรีภาพหรือ 

หน้าที่ที่สำคัญที่สุดคือการเคารพกฎหมาย แล้วมันก็จะไม่ยุ่งเหยิงไม่วุ่นวาย รู้ขั้นตอนการบริหารราชการบ้าง ว่าแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร ไม่ใช่ตีรวนทุกเรื่องก็ไม่ได้ ต้องดูความตั้งใจดูเจตนารมณ์ แล้วมาเสนอแนวคิดต่างๆ ว่าจะเป็นแบบนี้ เพิ่มตรงนี้ อย่างไร ไม่ใช่ล้มมันทุกเรื่อง ไม่ได้ ใครทุจริตไปว่ามา ไปร้องทุกข์กล่าวโทษมา
 “อย่างนายกฯเอง ผมถือว่าผมลงละเอียดมาก มากเยอะ มากเกินที่จะเป็นนายกฯ โน้นผมลงไปถึงข้างล่างถึงคนทำแล้ว แต่มันก็ไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ มันอยู่ที่กระบวนการข้างล่างไปกำกับดูแล ขับเคลื่อนเร่งรัดกันอย่างไร นี่แหละ ทหารที่จะต่างกัน เพราะทหารมีวินัย มีการปกครอง บังคับบัญชาที่ชัดเจน

 สมมติเมื่อนักการเมืองเข้ามา วันนี้รัฐมนตรีก็เหมือนนักการเมือง ที่ลงไปทำงานคนเดียวแต่ทำงานกับคนข้าราชการทั้งกระทรวง เยอะแยะไปหมด ซึ่งต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน ในการทำงานจึงอาจจะช้าไปสักหน่อย ผมต้องกวดขันลงไป ใช้การสั่งการว่าต้องเสร็จ เมื่อนั่น เมื่อนี่ ต้องทำให้ได้ ไปหารือในแนวคิดใหม่ให้ได้ ต้องคิดใหม่”

นายกฯ กล่าวอีกว่า การจะเป็นผู้นำหรือการจะทำอะไรต่างๆต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต้องเป็นผู้นำทางความคิด ส่วนจะผิดหรือถูกต้องไปไตร่ตรองกันมา บางครั้งอาจจะคิดผิดก็ได้ วันนี้ตนริเริ่มให้ งบประมาณ กฎหมาย ให้กฤษฎีกาไปดูมา ไม่ใช่อยู่ดีๆตนสั่งโครมๆแล้วไปทำมาเลยไม่ได้ ที่มาของโครงการต้องผ่านกฤษฎีกา ว่าถูกต้องตามกฎหมายงบประมาณ ให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปดูว่าถูกต้องตรงกันหรือไม่ ถ้าไม่ตรงเข้าครม.ไม่ได้ ต้องผ่านครม.เห็นชอบ และเรื่องใดที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงต้องให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเห็นด้วยเช่นกัน และต้องไปดูว่าทำอย่างไรจึงจะเกิดขึ้น ดุว่าอนาคตการบริหารราชการแผ่นดินจะเป็นอย่างไร
“ผมว่าอย่าไปยุ่งนักเลยเรื่องที่มา เรื่องการลงโทษว่ากันไปตามกฎหมาย  อย่าให้ผิดเพี้ยนไปจากสากลมากนักเท่านั้น 

แต่ที่สำคัญคือต้นตอของปัญหา ใครจะทำอย่างไร คือเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ การแต่งตั้งคน กระบวนการลงโทษที่เป็นขั้นตอน สร้างความเป็นธรรม ไม่อย่างนั้นจะตีกันอยู่อย่างนี้ เพราะคนไม่เข้าใจว่าแต่ละส่วนเขาทำงานกันอย่างไร บางคนไปโทษองค์กรอิสระบ้าง บางคนไปโทษศาล โทษกระบวนการยุติธรรม บางคนโทษรัฐบาล บางคนโทษทหาร สรุปว่าไม่มีใครดีเลย ต้องไปสร้างความเข้มแข็งให้ได้ สร้างบูรณาการให้ได้งบประมาณทุกปีจะทำอย่างไร การใช้จ่ายงบประมาณ การนำเข้าครม. ต้องทำอย่างไร อาจจะต้องมีกฎกระทรวง หรือมีอะไรออกมา เพื่อปกป้องข้าราชการด้วย ไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่กล้าทำหมด เพราะอยู่ภายใต้อำนาจการบริหาร ถ้าเราได้คนดีมีธรรมาภิบาลก็โอเค แต่ถ้าไม่ได้มาจะทำอย่างไร 

"ไม่มีใครดี 100 เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญอย่าสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น อย่าทำให้งบประมาณเสียหาย หรือนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ต้องไปพิสูจน์ทราบกันมา กฎหมายก็มีแค่นั้น ความรับผิดชอบก็มีชัดเจนอยู่แล้วว่าระดับไหน ต้องรับผิดชอบกันอย่างไร เพราะถ้าย้อนกลับไปกลับมาว่า ผิดตรงนี้ เพราะคนนี้ตั้งมา มันยาวมันจะมีตั้งขั้น 

ผมเป็นทหารบก ถ้านายสิบสักคนไปทำผมก็คงไม่เกี่ยว ผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบ เพราะเขาปกครองสายบังคับบัญชาเป็นแบบนั้น แต่การเมืองอีกแบบ ผมก็เข้าใจ เดี๋ยวไปสอบมา อย่ามาถามผมอีกเรื่องนั้น พอได้แล้ว” นายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องหน้าที่พลเมืองจะสั่งการไปยัง กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ได้สั่งการไปแต่ให้ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ทำหน้าที่เป็นวิปประสานงาน นำข้อหารือจากครม.ไปประสานงานร่วมกับกรธ.อีกทีหนึ่ง เราได้หารือกันแล้วในเรื่องดังกล่าวว่าควรจะมีเรื่องหน้าที่พลเมืองด้วย เพราะปัญหาหนึ่งคือปัญหาความขัดแย้ง ปัญหาเรื่องความร่วมมือ ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ส่งผลให้ทำอะไรไม่ได้ จะทำทางทั้งทีติดอยู่ 3-4 ปี กว่าจะทำได้เพราะไม่ยอมกัน  บางทีก็ติดอยู่บ้านหลัวเดียว บางทีก็ติดบ้าน 20 หลัง แต่คนอีก 2,000คนไม่ได้ใช้ประโยชน์ ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน ตนยังไม่ไปฝืนเลย

น้องผมผมรักทั้งนั้น

นายกฯ โยนถาม ป.ป.ช.หลังตั้ง “วัชรพล” นั่งประธาน ถามใกล้ชิดใคร ทำไม เกิดตามกันมารึไง ครอบครัวเดียวกับพลเอกประวิตรหรือผม คนละนามสกุลอยู่แล้ว จะใกล้ชิดยังไง เขาเป็นข้าราชการ รู้จักทุกคน จะไปใกล้ชิดยังไง เทียบ ไก่อู-วีรชน ไม่ใช่ใกล้ชิดใคร มากกว่า แล้วรักคนนั้นมากกว่า ยันก็ต้องรักทุกคน ทุกคนทำเพื่อประเทศชาติ 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงกรณีที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) คนใหม่ว่า ใครเลือก ป.ป.ช.เลือกก็ต้องไปถามป.ป.ช.
ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ถูกมองว่าเป็นคนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง นายกฯ กล่าวว่า ใกล้ชิดใคร ทำไม เกิดตามกันมาหรือไง ครอบครัวเดียวกับท่านรองนายกฯ หรือผม คนละนามสกุลอยู่แล้ว จะใกล้ชิดยังไง เขาเป็นข้าราชการ รู้จักทุกคน จะไปใกล้ชิดยังไง 

"หรือผมใกล้ชิดกับ ไก่อู (พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) มากกว่า โหน่ง (พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ก็ต้องรักทุกคน ทุกคนทำเพื่อประเทศชาติ ทำให้เขาเป็นอย่างนั้น อย่าให้เขาทะเลาะกัน ใครจะเป็นก็ทั้งหมดก็รักกัน มาทำให้ประเทศ 

“อย่าให้เกิดปัญหาเรื่องความไม่เป็นธรรมขึ้นอีก และเรื่องความเป็นธรรมไม่เป็นธรรมอย่าไปฟังกระแสมากนัก เพราะบางคนด้วยความหวังดี ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยอารมณ์บริสุทธิ์ แต่บางคนไม่ใช่ พอตีกันไปตีกันมา กลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกแบบนั้น และมันก็แก้อะไรไม่ได้ แล้วก็ทะเลาะกันไปอยู่แบบนี้ไม่เลิก แก้ที่ผมพูดไม่ได้เลยสักอย่าง เพราะทะเลาะกันอยู่” พล.อประยุทธ์ กล่าว

ศาลฎีกากลับคำพิพากาษาสั่งจำคุกดีเจต้อยเผาศาลากลางอุบลตลอดชีวิต



15 ธ.ค.2558 ศาลจังหวัดอุบลราชธานีอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลฯ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 วัฒนา จันทศิลป์ ทนายความของ 13 จำเลยในคดีนี้เปิดเผยข้อมูลว่า ศาลฎีกากลับคำพิพากษาในส่วนของจำเลยหลายคน บางคนจากที่เคยยกฟ้องในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็กลับถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตในชั้นศาลฏีกา หลายรายได้รับโทษจำคุก 1-2 ปีก่อนหน้านี้ก็ถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต แต่ลดเหลือ 33 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลย 4 รายเดิมที่ถูกคุมขังมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2553 ด้วยโทษ 33 ปี 12 เดือนนั้นศาลฏีกาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ลดเหลือ 33 ปี 4 เดือน
โดยเฉพาะ ดีเจต้อย พิเชษฐ์ ทาบุดา ดีเจและแกนนำกลุ่มชักธงรบ ซึ่งเป็นกลุ่มมวลชนขนาดใหญ่ในจังหวัดอุบลราชธานี จากเดิมที่ถูกตัดสินจำคุก 1 ปีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นั้น ในชั้นศาลฎีกาถูกพิพากษาให้ได้รับโทษจำคุกหนักที่สุดในบรรดาจำเลยทั้งหมด 13 ราย คือ ประหารชีวิต แต่ได้รับการลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ประมวลสถานการณ์ข่าว


14122558 วันจันทร์ สมเด็จพระสังฆราชแห่งแผ่นดิน สมเด็จพระบรม ประยุทธ เบสท์ทิฏฐินันท์
• เรียงร้อยบูชาพระเกียรติ "สมเด็จพระสังฆราชแห่งแผ่นดิน
วันที่ 24 ต.ค. 2556 เป็นวันที่ประชาชนชาวไทยและคณะสงฆ์ไทยได้สูญเสียครั้งใหญ่เมื่อสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
(เจริญ สุวัฑฒโน คชวัตร) สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์.......
สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ได้สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
หลังจากนั้นได้มีการตั้งพระศพบำเพ็ญพระกุศล ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เรื่อยมาถึงปัจจุบันเป็นเวลา 2 ปีกว่า
จนบัดนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้มีการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพอย่างสมพระเกียรติ ณ
พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส ระหว่างวันที่ 15-17 ธ.ค. 2558
@ เลื่อนชั้นพระเกียรติเสมอ พระสังฆราชเจ้า....
@ พระเลซองพร้อมทำหน้าที่ถวายสังฆบิดร
(ผู้นำสงฆ์และผู้นำศาสนา 13 ประเทศ )
@ ตกแต่งพระเมรุสมพระเกียรติยศ....
@ พระจิตกาธานทรงบุษบกวิจิตรล้ำ....
อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/404762
• สมเด็จพระบรมฯพระราชทานการ์ดขอบใจ"ปั่นเพื่อพ่อ".... อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/social/royal/404656
• ยิ้มไม่หุบ!หนุ่มใจบุญมอบจักรยานให้"น้องเขียว"ปั่นเพื่อพ่อ.... อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/social/hot/404766
• คึกคัก! คนนับหมื่นวิ่งเฉลิมพระเกียรติฯสู่ผามออีแดง
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
• "เบสท์-ทิฏฐินันท์"คว้าแชมป์เดอะวอยซ์ซีซั่น4
เบสท์-ทิฏฐินันท์ อ้นปาน จากทีมโค้ชโจอี้ บอย คว้าแชมป์ เดอะวอยซ์ ไทยแลนด์ ซีซั่น 4 ด้วยคะแนน 35%
"รู้สึกดีใจมาก น้ำตาไหลเลย เพราะไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า
ตัวเองจะคว้าแชมป์ในการแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทุ่มเทมาทั้งหมดก็เพื่อแม่ โดยเงินรางวัลที่ได้มานั้น ส่วนหนึ่งจะนำไปใช้หนี้
และอีกส่วนหนึ่งจะนำไปซื้อบ้านให้แม่ครับ"
ทั้งนี้ผู้ชนะจะได้รับรางวัลเงินสด 3 ล้านบาท จาก ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และ
รถยนต์โตโยต้า โคโรล่า อัลติส ESPORT ....
@ โค้ชโจอี้บอย พูดคมชัด “ ไม่รู้ว่าจะทำให้เป็นแชมป์ได้อย่างไร “
หน้าที่ของตน(โค้ช) คือ ทำให้ทุกคนมีความสุขในการร้องเพลง ( เยี่ยม ! )
อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/thai/404760
• รัฐบาลประยุทธ เตรียมจัดแถลงผลงาน 1 ปี 23-25 ธ.ค.นี้
ผนึกกำลังทุกหน่วย เสนอผลงานเด่น
พ่วงนิทรรศการให้ความรู้และบริการประชาชนตลอด 3 วัน....
อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/politic/404746
• จ่อฟ้องขาไลค์-แชร์ ‘คสช.’หอบข้อมูลส่งตำรวจ/ปอท.ชี้เข้าข่ายความผิดสำเร็จ:ไทยโพสต์
@ ประเด็นที่ทำให้ชาวบ้านงง และถูกฝ่ายไม่หวังดี นำไปกล่าวหาต่อ
ว่า “ แค่โพสต์ ผังราชภักดิ์ ก็ผิดหรือ “
เท่าที่ติดตามบางส่วน เรื่องนี้ทำเป็นขบวนการ มีเป้าหมายทำลายรัฐบาล คสช.
เพราะผังนั้น มีการเขียนรายละเอียด กล่าวหาผู้นำรัฐบาลและครอบครัว อย่างเสียหาย
ไม่เป็นจริง
หากตำรวจ เอาผังมาเผย ก็จะยิ่งแผ่ข้อมูลผิดไปสู่สาธารณอีก
ได้ผลทั้งขึ้นทั้งล่อง
ขบวนการพวกนี้ เลวจริงๆ
• "เงินเดือน+อาชีพในบัตรประชาชน"...ละเมิดสิทธิ-ไร้ประโยชน์?.... อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/404757
นักสิทธิฯ ออกทันที “ ละเมิดสิทธิ “
รัฐบาลแจงหวังช่วยคนรายได้น้อย ยืนยันไม่ละเมิดสิทธิ
คงต้องรอดูกันว่า ไอเดียบัตรประชาชนแบบใหม่ที่รัฐบาลเสนอนั้นจะเกิดขึ้นจริงไหม
หรืออาจเจอกระแสคัดค้านจากประชาชนจนทำให้ต้องพับโครงการเก็บไปในที่สุด
@ ย้อนรอยบัตรประชาชนของไทย
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มมีการประกาศใช้ พรบ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 จนถึงวันนี้มีบัตรประจำตัวประชาชนใช้กันมาแล้ว 5 รุ่น ด้วยกัน
ประกอบด้วย .... อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/analysis/report/404757
• โพลหนุนตัดสิทธิ์โกงชั่วชีวิต : ไทยโพสต์
"นิด้าโพล" หนุนตัดสิทธิ์รับเลือกตั้งตลอดชีวิตกับคนโกงเลือกตั้ง-เคยถูกถอดถอน-พ้นตำแหน่งจากเหตุทุจริตหรือร่ำรวยผิดปกติ
โฆษก กรธ.ปัดยังไม่มีแนวคิดให้ประมุข 3 ศาลแก้ทางตันวิกฤติการเมือง หวั่นเกิดปัญหาหนักกว่าเดิม ถกคุณสมบัติ ครม.เข้มข้นกว่า ส.ส.แน่
"เสรี" ยันระบบถ่วงดุลแบบเดิมไร้ผล แนะใครทำผิดให้ใช้การอภิปรายแสดงพยานหลักฐานเพื่อเข้าสู่กระบวนการถอดถอนหรือดำเนินคดีอาญา
อดีต สปช.โดดขวาง ชี้ซักฟอกส่งผลสะเทือนให้องค์กรอื่นๆ
• ชงใช้ม.44คุมองค์กรอิสระ โละสารพัดโครงการอบรม : ไทยโพสต์
"วิลาศ" ลุยตรวจ รร.กทม. สอบซื้อเปียโนฉาว ก่อนยื่น ป.ป.ช.-สตง.กลางสัปดาห์
ร้อง "บิ๊กตู่" ใช้ม.44 เลิกโครงการอบรมองค์กรอิสระ-ศาล ชี้ผลาญงบเอื้อ
สร้างสายสัมพันธ์นักธุรกิจ ไร้ประโยชน์ต่อชาติ
โพลหนุน 10 ข้อ "ป๋าเปรม" แก้โกง เริ่มที่ตัวเอง-ร่วมกันกำจัดคนปล้นชาติ
@ โครงการอบรมขององค์กรอิสระต่างๆ เป็นการดำเนินการที่ไม่เหมาะสม เพราะหลักสูตรที่จัดจะเพิ่มปริมาณนักธุรกิจเป็นหลักเพื่อนำประกาศนียบัตรมาสร้างเครือข่ายเท่านั้น
เนื่องจากนักธุรกิจเป็นผู้สนับสนุนหลายอย่าง เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ และมีการทำของที่ระลึกบางรุ่นเป็นเข็มขัดทองลงยา ซึ่งถือว่ารับของเกิน 3,000 บาท
รวมทั้งองค์กรอิสระยังเรียนไขว้กันไปไขว้กันมา โดยมีตัวเลขงบประมาณการอบรมบางองค์กร 4 ครั้ง ใช้งบประมาณถึง 11 ล้านบาท
พบว่าส่วนใหญ่จะมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ใกล้เกษียณไปเรียนเพื่อสร้างเครือข่าย
บางคนจัดงานเกษียณพร้อมกับการรับประกาศนียบัตร
ไม่มีประโยชน์กับสังคม เป็นการผลาญเงินผลาญทองเล่น
• เปิดโพยภาษีใหม่ปี’59 รถรุ่นไหนจ่ายเพิ่มเท่าไหร่.... อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/auto/news/404758
• แกนนำเหยื่อกรือเซะเรียกร้องปกป้องศาสนสถานจากเหตุรุนแรง....
สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น
ขณะที่ อส.ทพ.ซัยต์ พร้อมด้วย อสทพ.อาซิ เจ๊ะดอมะ บิดา
เข้าไปเคารพหลุมศพของมารดาที่พึ่งเสียชีวิต
โดยอส.ทพ.ซัยค์ ได้ไปยืนสวดดุอาอ์เหนือหลุมฝังศพ พร้อมบิดา
ก่อนจะเกิดเหตุระเบิดขึ้นทำให้อส.ทพ.ซัยต์ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
ขณะที่บิดาได้รับบาดเจ็บ
จากการตรวจสอบพบว่าคนร้ายได้นำระเบิดมาฝังไว้ในหลุมศพก่อนจะกดชนวน
ขณะที่ผู้เสียชีวิตเข้าเคารพศพ.... อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/local/south/404767
• กรุงเทพโพลล์เผยนักเศรษฐศาสตร์มอง เศรษฐกิจ ดิจิทัล เป็นอนาคตใหม่เศรษฐกิจไทย แนะรัฐสร้างความชัดเจน-สื่อสารให้สังคมเข้าใจ....
อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/biz/gov/404682
• ปลูกผักสวนครัว อยู่ดี กินดี มีสุข.... อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/local/scoop/404759
• คอลัมน์ ความรู้ความคิด
1. หนังสือคู่มือการใช้ชีวิตให้มีคุณภาพเพื่อตนเอง ครอบครัวชุมชนและบ้านเมือง โดย ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
มีทั้งหมด 30 บท ครบทุกเรื่องของชีวิต ตั้งแต่เกิด…….
หมวดที่ 1. หนังสือนี้ เป็นประเภท How to ( มี 4 บท )
เป็น How to ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สำคัญที่สุดของมนุษย์คือ
เรื่องของตัวมนุษย์เองเริ่มตั้งแต่เกิด
๑. พ่อแม่ควรจะสอนอะไรลูก
๒. การศึกษาให้ดี ให้เป็นให้ถูก ให้ได้ประโยชน์สูงสุด
๓. เรื่องสำคัญที่ควรต้องศึกษา เพื่อรู้เข้าใจ นำไปใช้พัฒนาตนเอง-สังคมได้
๔. หลักสูตรอารยชน วินัยของชาวพุทธ โดย ป. อ. ประยุตโต
หมวดที่ 2 . การใช้ชีวิตให้มีคุณภาพ ( 10 บท )
หมวดที่ 3. การเริ่มต้นที่ดีและถูกต้อง ( 7 บท )
หมวดที่ 4. หลักคิดที่ดีและถูกต้อง ( 6 บท )
หมวดที่ 5. การวิเคราะห์สถานการณ์ การสรุปบทเรียน และการหยุด ( 3 บท)
2. 'ช้าเป็นการ-นานเป็นโทษ' เปลว สีเงิน
เรื่องตำรวจนี่ เป็นทั้งตัวบูดและตัวกันบูดเสียจริง กรณี "พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์"
เมื่อฟังความทั้ง ๒ ข้างแล้ว เท่าที่ฟัง มีทั้งฝ่ายเห็นใจ และฝ่ายไม่ชอบใจ ….
3. ชาวอุยกูร์ มณฑลซินเจียง และแนวทางรัฐบาลปักกิ่ง โดย : กาแฟดำ
…ซินเจียงมีความสำคัญต่อจีนเพราะเป็นบริเวณที่มีทรัพยากรธรรมชาติในระดับที่สูง
เช่นแก๊สธรรมชาติ
ที่แน่ ๆ ก็คือ 40% ของถ่านหินและ 22% ของน้ำมันที่จีนใช้มาจากซินเจียง
ที่สำคัญไม่น้อยกว่านั้นคือซินเจียง เป็นประตูสู่แหล่งพลังงานมหาศาลในเอเซียกลาง
อันเป็นหัวใจของการผลักดันเศรษฐกิจของจีนต่อไปในวันข้างหน้า
- See more at:http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/636369
4.เตรียมรับมือสหรัฐขึ้นดอกเบี้ย โดย : ดร.บัณฑิต นิจถาวร
การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐอาทิตย์นี้ เป็นที่คาดกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นโยบายในการประชุมคราวนี้
ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี คือ ตั้งแต่สิงหาคมปี 2007
อย่างที่ได้กล่าว การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐเมื่อเกิดขึ้น ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเริ่มถูกปรับขึ้นต่อเนื่อง เป็นขั้นบันไดจากนี้ไป ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยอย่างน้อยผ่าน 3 ช่องทาง
ช่องทางแรก คือ อัตราดอกเบี้ยในเศรษฐกิจโลกจะแพงขึ้น
ช่องทางที่ 2 คือ การไหลกลับของเงินทุนต่างประเทศ
ช่องทางที่ 3 คือ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ปริมาณหนี้ได้เพิ่มขึ้นมาก
- See more at:

'ช้าเป็นการ-นานเป็นโทษ' เปลว สีเงิน

14122558 'ช้าเป็นการ-นานเป็นโทษ' เปลว สีเงิน
เรื่องตำรวจนี่ เป็นทั้งตัวบูดและตัวกันบูดเสียจริง กรณี "พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์" เมื่อฟังความทั้ง ๒ ข้างแล้ว เท่าที่ฟัง มีทั้งฝ่ายเห็นใจ และฝ่ายไม่ชอบใจ
ที่เห็นใจ เพราะเชื่อตามที่ท่านแฉ ถูกย้ายไม่เป็นธรรม ขืนไปอยู่ชายแดนใต้ เท่ากับถูก "ล็อกเป้า" ให้แก๊งค้ามนุษย์ที่ท่านจับกุม "เอาคืน"
การค้ามนุษย์ มีทั้งคนในวงการตำรวจ-ทหาร-พลเรือน ซ้ำรัฐบาลก็ไม่จริงใจในการแก้ปัญหา
โดยเฉพาะการที่ท่าน "ออกหมายจับ" นายทหารระดับพลโท สร้างความไม่พอใจให้ขบวนการ "คนมีสี" มาก
เมื่อถูกย้ายไปชายแดนใต้ เท่ากับถูกส่งไปเชือด ซ้ำผู้บังคับบัญชาระดับเหนือขึ้นไปทราบเรื่องแล้ว แทนที่จะแก้ไข ก็ไม่แก้ไขอะไร
เพื่อความปลอดภัยทั้งตัวเองและครอบครัว ลาออกดีกว่า จึงไปขอลี้ภัยที่ออสเตรเลีย!
ประเด็นนี้ ประชาสังคมเข้าใจและเห็นใจ พล.ต.ต.ปวีณ เพราะเป็นเรื่องเข้าใจได้ง่ายๆ
เรื่องโรฮีนจา ค้ากันที่ภาคใต้ แก๊งที่ท่านออกหมายจับ รวมทั้งนายพลทหาร-นายตำรวจ ก็อยู่ที่ชายแดนภาคใต้
เมื่อจะโยกย้าย ใน สตช.มีตั้ง ๑๐ กองบัญชาการ ตำแหน่งให้ย้ายไปอยู่มีเป็นร้อย-เป็นพันแห่ง
ทั้งไม่ได้มีความผิดอะไร ตรงกันข้าม มีความดี-ความชอบเสียด้วยซ้ำ แต่ทำไม "เจาะจง" เหมือนผลักไส ให้ไปอยู่เขตอิทธิพลแก๊งค้ามนุษย์!?
จริงอยู่ พื้นที่ไหนๆ ก็ "ประเทศไทย" ประชาชนยังอยู่ได้ ทำไมตำรวจ-ทหาร ต้องเกี่ยง?
พูดตามหลักการ...มันใช่!
แต่ถ้าพูดตามหลักปฏิบัติ...จริงหรือ...?
เหตุนั้น พิเคราะห์รอบด้านแล้ว สิ่งที่ พล.ต.ต.ปวีณเผยออกมานั้น ชาวบ้านกว่า ๖๐-๗๐%
จึงเชื่อ!
คือเชื่อว่า...มีกลไกภายในเป็นน้ำหนักถ่วง "ดุลยธรรม" ผบ.ตร.ในการแต่งตั้ง-โยกย้าย
ยิ่งฟังที่ ผบ.ตร. "พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา" แถลง ถามทุกกองบัญชาการแล้ว "ไม่มีใครเอา พล.ต.ต.ปวีณเลย"
แม้กระทั่งผู้บัญชาการตำรวจภาค ๘ "พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท" ซึ่งเป็นเจ้าสังกัดที่ พล.ต.ต.ปวีณเป็นรองฯ อยู่ ก็ยังไม่ยอมให้อยู่ด้วย!?
ตรงนี้ เป็น "ปมใหม่" และ "ปมใหญ่"...........
น่าข้องใจมาก ประชาสังคมอยากได้คำอธิบายที่เป็นรูปธรรมจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ หรือระดับสูงขึ้นไป "พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ" รองนายกฯ ผู้รับมอบให้กำกับดูแลงานตำรวจ....ว่า
ที่ "ไม่เอา" พล.ต.ต.ปวีณ นั้น จะให้เข้าใจว่า.........
ก.) พล.ต.ต.ปวีณ เป็น "แกะดำ" ผิดธรรมชาติตำรวจตัวเดียว ในฝูง "แกะขาว" ตามธรรมชาติทั้งสถาบันตำรวจ
หรือ.......
ข.) พล.ต.ต.ปวีณ เป็น "แกะขาว" ผิดธรรมชาติตำรวจตัวเดียว ในฝูง "แกะดำ" ตามธรรมชาติทั้งสถาบันตำรวจ?
แท้จริงแล้ว พล.ต.ต.ปวีณ กับ สถาบันตำรวจวันนี้ ใคร-ฝ่ายไหนเป็น "แกะขาว-แกะดำ" กันแน่?
ผู้บังคับบัญชา "ต้นสังกัด" พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชาการตำรวจภาค ๘ เป็นคนแรก ที่จะอธิบาย-ให้เหตุผลได้ดีที่สุดว่า พล.ต.ต.ปวีณ เป็นนายตำรวจเช่นใด
เพราะท่านยืนยันหนักแน่น-ชัดเจน "ไม่เอา พล.ต.ต.ปวีณ"!?
ผบ.ตร.ยังบอก...สอบถามทุกภาค-ทุกแห่งแล้ว...ก็ไม่มีใครเอา พล.ต.ต.ปวีณเหมือนกัน!
แปลก...แปลกมากด้วย เรื่องนี้ ต้องมีเฉลย.......
เมื่อภาค ๘ ต้นสังกัด อธิบายแล้ว ผู้บัญชาการภาคอีกทั้ง ๙ ภาค ก็ควรต้องอธิบายด้วย
ว่า...ผบ.ตร.ได้สอบถามแล้วจริงหรือ ปฏิเสธ "ไม่เอา" พล.ต.ต.ปวีณ จริงหรือ และที่ไม่เอา เพราะ....
พล.ต.ต.ปวีณ "ไม่ดี" อย่างไร?
ตรงนี้คือ ในส่วนที่ประชาสังคม "เข้าใจ-เห็นใจ" พล.ต.ต.ปวีณ และต้องการคำอธิบายอยู่
ทีนี้มาดูในส่วนที่ไม่ชอบใจ-ไม่เห็นใจ พล.ต.ต.ปวีณบ้าง...........
สดับตรับฟังแล้ว สรุปได้สาเหตุเดียวที่ "ไม่ชอบใจ" พล.ต.ต.ปวีณ คือ การลาออก-ขอลี้ภัย "ใจเขา-ใจเรา" พอเข้าใจได้
แต่การที่ไม่พอใจอะไรแล้ว ออกไป "สาวไส้" ในลักษณะ "ขายประเทศ-ขายสถาบัน" บ้านเมืองตัวเอง กับสื่อที่ออสเตรเลียดังปรากฏ
รับไม่ได้...ไม่เป็นลูกผู้ชาย..........
อย่างที่ ผบ.ตร.จักรทิพย์ระเบิดอารมณ์นั่นแหละ!
ในประเด็น "ระดับรัฐบาล" เข้าไปล้วงลูกคดีค้ามนุษย์โรฮีนจานั้น ในความเห็นผม ถ้าจะล้วง ก็ล้วงเป็นคุณ
"ต้องทำคดีให้เต็มที่-ถึงที่สุด-ตรงไปตรงไป-ไม่ไว้หน้าใคร"!
เหตุผล คือ ถ้าล้วงเป็นโทษ นายกฯ ประยุทธ์ก็ดี พลเอกประวิตรก็ดี ต้องเบรก พล.ต.ต.ปวีณ ไม่ให้สาวไปถึงขนาดจับระดับ "นายพลโท"
ที่ พล.ต.ต.ปวีณทำงานได้เต็มที่ ออกหมายจับตามหลักฐานไม่เว้นหน้าอินทร์-หน้าพรหม แสดงว่ารัฐบาล "ไฟเขียว"
หรือไม่ก็...สั่งการ "แบบไม่ผูกมัดตัวเอง" ให้ผู้ปฏิบัติเดาใจ-ทำกันไป มีอะไรแล้วค่อยมาว่ากันไปตามสถานการณ์!?
คนที่จะยืนยันสมมุติฐานนี้ได้ดีที่สุด นอกจากตัว พล.ต.ต.ปวีณแล้ว ก็คือ..........
"พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์" รอง ผบ.ตร.ในขณะนั้น และเป็น "ปลัดสำนักนายกฯ" ขณะนี้ ซึ่งท่านได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทำคดีโรฮีนจาในครั้งนั้น
และ พล.ต.ต.ปวีณ อยู่ในทีมสอบสวนชุดนี้!
ถึงคราวเลือกคนขึ้นเป็น ผบ.ตร.เมื่อเดือนตุลา พลเอกประวิตร เลือกรอง ผบ.ตร.จากอันดับบ๊วย คือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ขึ้นเป็น ผบ.ตร. แทนที่จะเลือกอันดับ ๑ คือ พล.ต.อ.เอก
เมื่อเป็นอย่างนี้ คงไม่ใช่ทำนอง "เสร็จนาฆ่าโคถึก" แต่น่าเป็นการโยกย้ายในลักษณะ "ลูกน้องต่างนาย" มากกว่า
และเมื่อมีปัญหา ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปก็ "เซฟตัวเอง" จนดูแล้งน้ำใจ
และที่น่าใคร่ครวญ...พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชาการตำรวจภาค ๘ ที่ "ไม่เอาท่านปวีณ" นั้น
เป็น "นักเรียนเตรียมทหาร รุ่น ๑๖" รุ่นเดียวกับ "พลโทมนัส คงแป้น" ที่ พล.ต.ต.ปวีณออกหมายจับเป็นผู้ต้องหาร่วมแก๊งค้ามนุษย์!
"สำนักข่าวไทย" รายงานข่าวไว้เมื่อ ๒ มิ.ย.๕๘ ว่า....
"พล.ท.มนัส คงแป้น เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 16 จปร.รุ่น 27 เคยรับราชการเป็นผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 15 จังหวัดนครศรีธรรมราช ช่วงปี 2551-2552
ดำรงตำแหน่งเป็น ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกชุมพร และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 จังหวัดสงขลา ก่อนจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก
ถือเป็นนายทหารที่รับราชการอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ เติบโตในตำแหน่งหลักสำคัญของหน่วยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4
และยังเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีที่รัฐบาลเร่งปราบปราม.-สำนักข่าวไทย"
เหล่านี้....ก็น่าทำให้เข้าใจอะไรรางๆ พล.ต.ต.ปวีณ สภาพ "หัวเดียวกระเทียมลีบ" ในสังคมทหาร-ตำรวจ-พลเรือน "ต้มยำสามัคคี"
ในเมื่อข้างหน้าก็หลุมฝาก ข้างหลังก็หุบเหว คนเราเมื่อเวิ้งว้างอยู่คนเดียวในสภาพนั้น ด้วยสัญชาตญาณภาวะจนตรอก
อะไรที่คิดว่า "สำรอกแล้วรอด" ก็ไม่มีรีรอ!
เรื่องนี้ ถ้ารีบแก้ไข "ภายใน" ตอนนี้ ถือว่ายังไม่สาย แต่ถ้า "ระดับเหนือขึ้นไป" ไม่มีใครแตะ ด้วยเกรงต้องรับผิดชอบ
ทิ้งไว้.... ให้พูดกันไป-สาวกันมา อาจไม่เหลือชอบให้ใครรับ
เพราะมันจะเละ เป็นช่องให้ขบวนการทั้งในชาติ-นอกชาติที่จ้องเข้าแทรกฉวยโอกาสซ้ำ
หัด "ทำผิด" กันบ้างก็ได้ จะได้รู้...ที่คิดว่า "ทำถูก" แล้วนั้น บางทีมัน silly แท้ๆ!

รายงานพิเศษ : ร้อนๆลึกๆ ใน′กกต.′ เมื่อ 5 เสือเด้ง′ภุชงค์′




http://www.matichon.co.th/online/2015/12/14500036541450003688l.jpg

กลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อที่ประชุมของ 5 เสือ กกต. มีมติ 4 ต่อ 1 เสียง ให้เลิกจ้าง นายภุชงค์ นุตราวงศ์ จากตำแหน่งเลขาธิการ กกต.

มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2558 โดยอ้างเหตุจากที่ประชุม กกต.ได้พิจารณารายงานผลการประเมินการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.ประจำปี 2558 ตามที่คณะอนุกรรมการเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.ได้รายงานผล เมื่อการประชุมวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา

ผลการประเมิน นายภุชงค์ไม่ผ่านการประเมินผลตามหลักเกณฑ์ 60% ในกรอบ 4 ด้านที่กำหนด ประกอบด้วย

1.การดำเนินการตามแผนปฏิบัติงานประจำปี 2.การดำเนินการงานมติ กกต. 3.การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล และ 4.งานที่ต้องทำในฐานะผู้บริหารสูงสุดขององค์กร ที่มีความท้าทายพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้าเป็นมาตรฐานสากล

ทว่าประเด็นการเลิกจ้างนายภุชงค์ ไม่ได้จบลงง่ายๆ เพียงแค่เหตุผลของการไม่ผ่านการประเมินผลงาน เพราะอดีตเลขาฯ กกต. นอกจากโต้แย้งการประเมินว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในการทำงานของตนเองแล้ว

ยังมีข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่เปิดเผยออกมาผ่านสื่อมวลชนให้สังคมได้รับทราบ

ไล่เรียงมาตั้งแต่ข้อกล่าวหาจากอดีตเลขาฯว่ามีการล้วงลูกการทำงานของฝ่ายประจำสำนักงาน กกต. ขณะที่ กกต. บางคนออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวว่าเป็นแค่การกำกับนโยบายเท่านั้น

แต่ในทางปฏิบัติ มีปัญหาสารพัด อาทิ การส่งคนของตนเข้าไปดำเนินการ โดยจะให้ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญเข้าไปในงานแต่ละด้าน

อาทิ การกลั่นกรองบุคลากรเข้าสู่ตำแหน่ง จะมีการแต่งตั้งให้ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ เข้าไปทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการพิจารณา การแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานหรือผู้บริหารระดับสูง กลายเป็นการวางคนใกล้ชิดให้ไปดำรงตำแหน่ง

ขณะที่มีการแต่งตั้งที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ และทีมงาน เกินความจำเป็น ทำให้ต้องเสียงบประมาณถึงเดือนละ 2 ล้านบาท ปีละ 24 ล้านบาท

มีการผลักดันให้มีการกำหนดจำนวนตำแหน่งที่มากขึ้น และอัตราค่าตอบแทนที่สูงกว่าชุดก่อน โดยใน กกต.ชุดก่อนๆ จะกำหนด กกต.หนึ่งคน มีที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ โดยที่ปรึกษาจะได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 3 หมื่นบาท ส่วนตำแหน่งอื่นให้ทางสำนักงานคัดสรรพนักงานที่ปฏิบัติงานดีขึ้นไปทำหน้าที่

แต่ กกต.ชุดปัจจุบัน กำหนดให้ กกต.หนึ่งคนมีที่ปรึกษา 1-2 คน รับค่าตอบแทนคนละ 60,000 บาท ผู้เชี่ยวชาญประจำ กกต. 3 คน ค่าตอบแทนคนละ 40,000 บาท เลขานุการ 1 คน ค่าตอบแทน 45,000 บาท ผู้ช่วยเลขานุการ 2 คน ค่าตอบแทน 23,000 บาท คนขับรถ 15,000 และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 25,000 บาท เงินเพิ่มและสวัสดิการประจำเดือนให้เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการของแต่ละคนอีกคนละ 5,000 บาท เบี้ยประกันสุขภาพของทุกคนปีละไม่เกิน 20,000 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกับระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการประจําประธานกรรมการการเลือกตั้งและกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2551 กำหนดให้มีการแต่งตั้งเฉพาะตำแหน่งที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญประจำประธาน กกต.และกรรมการ กกต.เท่านั้น โดยกำหนดให้มีที่ปรึกษาประจำตัวประธาน กกต.ไม่เกิน 3 คน กรรมการ กกต. ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 35,000 บาท ผู้เชี่ยวชาญประจำประธาน กกต.และกรรมการ กกต.ไม่เกิน 2 คน ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 30,000 บาท

ยังมีเรื่องการใช้งบประมาณในการเดินทางไปต่างประเทศ อดีตเลขาฯกกต.ระบุว่า โดยในช่วงปี 2557-2558 กรรมการ กกต.มีการเดินทางไปต่างประเทศถึง 15 ครั้ง ใช้เงินไม่น้อยกว่า 15-20 ล้านบาท โดยทั่วไปกรรมการ กกต.จะมีผู้ติดตามแค่ 1 คน แต่บางคณะมีผู้ติดตามมากถึง 5-10 คน ให้ที่ปรึกษา กกต.นั่งชั้นบิซิเนสคลาส

อย่างการไปดูงานที่ประเทศเม็กซิโก 3-4 คนใช้เงินกว่า 1 ล้านบาท เช่นเดียวกับที่ประเทศโปแลนด์แม้จะเป็นการได้รับเชิญมา แต่ต้องใช้งบกับผู้ติดตามกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเป็นงบประมาณของ กกต. โดยอดีตเลขาฯกกต.ต้องเซ็นอนุมัติเพราะเป็นมติของบอร์ด กกต.สั่งลงมา

อีกประเด็นที่อดีตเลขาฯกกต. ได้เปิดเผยพร้อมกับให้สังคมร่วมกันตรวจสอบในประเด็นการจ้างโรงพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ 20 ล้านฉบับ เพื่อเตรียมการทำประชามติ โดยเมื่อครั้งการเตรียมจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ผ่านการเห็นชอบของที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ไปแล้วนั้น ดูเหมือนมีความพยายามออกใบสั่งให้เอกชนบางแห่งเป็นผู้จัดพิมพ์ ขณะที่สำนักงาน กกต.อยากให้มีโรงพิมพ์ทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมพิมพ์ไม่ใช่ให้โรงพิมพ์เดียวมารับงาน

ปิดท้ายที่ประเด็นการพัฒนาเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งแบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่คณะกรรมการ กกต. ได้มีการศึกษาเพื่อจะมาใช้ดำเนินการเลือกตั้ง โดยมีเหตุผลว่าเป็นการประหยัดงบประมาณในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ป้องกันบัตรเสีย

ขณะนี้สำนักงาน กกต.ได้ให้บริษัทวิทยุการบินฯ ผลิตเครื่องลงคะแนนฯต้นแบบจำนวน 200 ชุดในวงเงิน 40 ล้านบาท โดยเครื่อง 1 ชุด จะมีราคาประมาณ 2 แสนบาท

ทั้งนี้ กรรมการ กกต.มีนโยบายนำร่องแนวทางในการนำเครื่องลงคะแนนมาใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่น่าจับตาคือการจัดซื้อเครื่องลงคะแนนดังกล่าว หากจะนำมาใช้เลือกทุกหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ จะต้องใช้ถึง 95,000 หน่วย ซึ่งจะใช้งบประมาณจำนวนไม่น้อย

เหล่านี้เป็นประเด็นที่อดีต "คนใน" นำออกมาเสนอต่อสังคม และควรจะมีการทำความกระจ่างจากผู้เกี่ยวข้อง

น่าติดตามว่าประเด็นการเลิกจ้างเลขาฯกกต.ในครั้งนี้ ได้ทำให้เกิดข้อมูลและเงื่อนไข ที่จะนำไปสู่การปฏิรูปองค์กรอิสระ อย่าง "สำนักงาน กกต." หรือไม่ อย่างที่มีเสียงเรียกร้องหรือไม่



ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 13 ธันวาคม 2558

เตรียมรับมือสหรัฐฯขึ้นดอกเบี้ย

14122558 เตรียมรับมือสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยโดย : ดร.บัณฑิต นิจถาวร
การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐอาทิตย์นี้ เป็นที่คาดกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
นโยบายในการประชุมคราวนี้ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี คือ ตั้งแต่สิงหาคมปี 2007 ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงครั้งเดียว 50 bsp ส่งสัญญาณความไม่ปรกติในระบบการเงิน การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายคราวนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างกว้างขวาง วันนี้จึงอยากเขียนเรื่องนี้ เพื่อให้ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งกรณีเลวร้ายก็อาจมีผลรุนแรงจนเป็นชนวนความเปราะบาง หรือปัญหาใหญ่ในประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่จะมีผลกระทบมาถึงประเทศไทย นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
ความต้องการของเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีมาตั้งแต่ต้นปี ที่เฟดส่งสัญญาณชัดเจนว่าอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำมากหรือระดับใกล้ศูนย์ที่มีอยู่นี้จำเป็นต้องปรับขึ้น ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐมีการฟื้นตัว เพราะอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำเกินไป และยืนอยู่นานในระบบเศรษฐกิจจะกระตุ้นให้เกิดปัญหาฟองสบู่ได้ง่าย ดังนั้น เงื่อนเวลาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจึงรอเพียงให้ตัวเลขการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเข้มแข็งและชัดเจนขึ้น
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ล่าช้ามาตลอดทั้งปี ส่วนหนึ่งเพราะความเข้มแข็งของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ชัดเจน อีกส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ได้อ่อนแอลงมากโดยเฉพาะจีน ทำให้มีความห่วงใยถึงผลกระทบที่จะมีต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ถ้าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐเริ่มปรับสูงขึ้น ล่าสุดตัวเลขการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐดูดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่แรงกดดันของนักลงทุนต่อตลาดการเงินประเทศตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะจีนก็ได้ผ่อนคลายลง เดือนนี้จึงเป็นโอกาสสุดท้ายที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ ทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าคงมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐอาทิตย์นี้
อย่างที่ได้กล่าว การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐเมื่อเกิดขึ้น ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเริ่มถูกปรับขึ้นต่อเนื่อง เป็นขั้นบันไดจากนี้ไป ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยอย่างน้อยผ่านสามช่องทาง
ช่องทางแรก คือ อัตราดอกเบี้ยในเศรษฐกิจโลกจะแพงขึ้น ทำให้ต้นทุนการเงินของภาคธุรกิจจะสูงขึ้นกว่าเดิม มีผลต่อการใช้จ่ายของภาคเอกชน และต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ช่องทางที่ 2 คือ การไหลกลับของเงินทุนต่างประเทศ ที่เงินที่เคยถูกนำมาลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่ จะไหลกลับเพราะการลงทุนในทรัพย์สินเงินดอลลาร์จะให้ผลตอบแทนสูงขึ้น นักลงทุนจะเคลื่อนย้ายเงินลงทุนออกจากทรัพย์สินที่ลงทุนไว้ในประเทศตลาดเกิดใหม่ กลับสู่สหรัฐหรือทรัพย์สินเงินดอลลาร์ เกิดการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศจากตลาดเกิดใหม่ การไหลออกของเงินทุนนี้จะสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ให้อ่อนค่าลง พร้อมกับทำให้ภาวะสภาพคล่องในประเทศตลาดเกิดใหม่ตึงตัวมากขึ้น ผลกระทบทั้งสองด้านนี้จะกดดันให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องปรับสูงขึ้นตาม ซึ่งจะสร้างแรงกดดันหรือซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เช่น ไทย
ช่องทางที่ 3 คือ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ปริมาณหนี้ได้เพิ่มขึ้นมาก ตั้งแต่ช่วงหลังปี 2008 ทั้งหนี้ในสกุลเงินท้องถิ่นและในสกุลเงินดอลลาร์ ดังนั้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยสหรัฐปรับสูงขึ้น ภาระหนี้ของบริษัทธุรกิจที่มีหนี้ก็จะมากขึ้น รวมถึงการต่ออายุสัญญาเงินกู้ก็จะยากขึ้นเมื่อหนี้ครบกำหนด ทั้งจากผู้ให้กู้ที่เป็นนักลงทุนต่างประเทศธนาคารพาณิชย์และบริษัทในประเทศ ที่ได้ไปกู้เงินอัตราดอกเบี้ยต่ำจากต่างประเทศ มาปล่อยกู้ต่อในประเทศ (carry trade) สิ่งเหล่านี้จะสร้างแรงกดดันต่อความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทธุรกิจ และอาจนำมาสู่ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทเอกชนได้ในปีหน้า ซึ่งเป็นประเด็นที่จะเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ
ผลกระทบทั้ง 3 ช่องทางนี้ จะสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปีหน้า แต่ที่น่ากลัวและต้องระวังมากก็คือ ผลกระทบที่ต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจที่จะมาจากปัญหาการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนอย่างที่กล่าว ซึ่งในกรณีของประเทศไทยหนี้ทั้งสองประเภทนี้ได้เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ทำให้ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้อาจเกิดมากขึ้นปีหน้าทั้งจากเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวมาก และจากต้นทุนชำระหนี้ที่ได้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถ้าบริหารจัดการไม่ดีปัญหาระดับบริษัทก็อาจขยายไปเป็นความเปราะบางเชิงระบบได้
ภาระหนี้ของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ได้เพิ่มสูงขึ้นหลังปี 2008 เป็นผลโดยตรงจากการอัดฉีดสภาพคล่อง โดยธนาคารกลางของประเทศอุตสาหกรรมหลักทั้งสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ผ่านมาตรการคิวอีตั้งแต่ปี 2008 ประมาณว่าเม็ดเงินใหม่ที่ได้ถูกอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจโลกมีมากกว่า 8 ล้านล้านดอลลาร์ เม็ดเงินเหล่านี้ได้ถูกนำไป “ลงทุน” ในประเทศตลาดเกิดใหม่ สะท้อนจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ แต่ที่เกิดขึ้นจริงก็คือเงินทุนเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำไปลงทุนในด้านเครื่องจักร การสร้างโรงงานใหม่ หรือการสร้างกำลังการผลิต (Real investment) เพราะตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนในตลาดเกิดใหม่ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น ตามการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ
แต่ที่เกิดขึ้นก็คือเงินทุนเหล่านี้ ได้ถูกนำไปลงทุนในทรัพย์สินทางการเงินแทน ผลที่ตามมาก็คือเศรษฐกิจไม่ขยายตัว แต่หุ้นหรือตลาดการเงินดีขึ้นต่อเนื่องจากการลงทุนที่เกิดขึ้น ประมาณว่าความเป็นหนี้ที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในประเทศตลาดเกิดใหม่ เป็นหนี้ของบริษัทธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคาร ทำให้ระดับหนี้ของบริษัทธุรกิจในประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มสูงขึ้น จากประมาณร้อยละ 50 ของรายได้ประชาชาติปี 2008 เป็นร้อยละ 75 ในปี 2014
ในกรณีของประเทศไทย ยอดหนี้คงค้างของภาคธุรกิจไทย ณ ไตรมาสหนึ่งปีนี้ มีมากกว่าร้อยละ 50 ของรายได้ประชาชาติ ตัวเลขนี้อ้างโดย ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ขณะที่อัตราส่วนระหว่างหนี้ครัวเรือนกับรายได้ประชาชาติเทียบกับแนวโน้มระยะยาวได้เพิ่มขึ้นสูงสุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ด้วยกัน ดังนั้นประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ระดับหนี้ภาคเอกชนได้เพิ่มสูงขึ้นหลังปี 2008 ทำให้นโยบายต้องให้ความสำคัญ กับผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่จะมีต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจ และของครัวเรือน
ย้อนกลับเมื่อ 18 ปีก่อน ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งขึ้นปี 1997 ภาวะเศรษฐกิจโลกตอนนั้น ก็คล้ายมากกับขณะนี้ คือเศรษฐกิจของประเทศทั่วโลกส่วนใหญ่ขยายตัวไม่ดี มีแต่สหรัฐประเทศเดียวที่ขยายตัวได้ดี และสหรัฐก็เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่ามาก ผลก็คือเศรษฐกิจทั่วโลกถูกกระทบทั้งจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ ในกรณีของไทยถ้าจำได้ การส่งออกช่วงนั้นขยายตัวไม่ดี ประเทศมีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมาก และมีการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศต่อเนื่อง จนกระทบความมั่นใจของนักลงทุนในที่สุด ขณะนี้เทียบกับเมื่อ 18 ปีก่อนความท้าทายต่อนโยบายก็คล้ายกัน ต่างกันก็เพียงระบบอัตราแลกเปลี่ยนของไทยขณะนี้ มีความยืดหยุ่นมากกว่า เพราะไม่ได้เป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ขนาดของเงินทุนสำรองมีมากขึ้นจากเดิมและดุลบัญชีเดินสะพัด ณ จุดนี้ยังเป็นการเกินดุล ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะดูแลปัญหาที่ดีกว่าเมื่อ 18 ปีก่อน
ก็ต้องตามดูว่า จากนี้ไปการบริหารจัดการความเสี่ยงและผลกระทบต่างๆ จะเป็นอย่างไรโดยเฉพาะในปีหน้า

ไป ขุดรู อยู่ดีกว่า......


ไป ขุดรู อยู่ดีกว่า......
นายกฯ บ่น อุตส่าห์ทำงานมาแก่ปัญหา มา2ปี แต่คาดทุกอย่างจะกลับไปที่เก่า ทุกเริ่อง เดี๋ยวประชามตื เลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ อีก เดี๋ยวก็กลับที่เก่า อีก ผมอายคน อายตปท.เขาถามแต่ ความขัดแย้ง เลือกตั้ง รธน.ไม่ถามเรื่องดีๆ เลย
"ไม่รู้จะอยู่ไง ประเทศนึ้ ไปขุดรูอยู่ดีกว่า จะได้ไม่ต้องยุ่งกับใคร"
พลเอกประยุทธ์ นายกฯและหัวหน้าคสช.บ่น เสียเวลา สมองเสีย หงุดหงิด เขาบอกเป็นนายกฯ ต้องอดทน มาอยู่ตรงผมนี่ ทำยังผมนี่ จะได้รู้ว่าหงุดหงิดมั้ย ดีนะที่ ครม.เข้าใจผม ให้โอกาสผม ในการทำงาน ยัน กองทัพเหนียวแน่น อาจมีปัญหาบ้าง ทำไมต้องไปยึดโยง ผมไม่ได้ปกป้องใคร ให้ใช้กระบวนการยุติธรรม เหน็บทีพวกทำผิดเต็มๆ แต่ยังไม่ยอมรับ หาว่าผมรังแก
"ผมไม่อยากมีอำนาจสักวัน ไม่งั้นผมก็ทำแบบตปท.แล้ว ยึดเป็นของรัฐบาลหมด แล้วเอาไปแจกคนจนไป"
ลั่นเรื่องอุทยานฯ ก็ไปสอบมาดิ โครงการทบ.ไม่ใช่ของผม หรือเขาเป็นน้องผม แล้วต้องเกี่ยวกันจนตายชาติหน้ารึไง ผมไม่เคยสอนลูกน้อง ทำเสียหาย แต่เสียหาย ตรงไหน ยังไง ก็ไปสอบมา จริงมั้ย
ส่วนพวกอีกฝั่งบอก ผิดแต่ต้น คนแรกอจนคนสุดท้าย มีตัว มันถูกอยู่คนเดียว เนี่ยทำให้ผมคิดจนปวดหัว คืดย้อนไปมา ผมย้อนคิด ปวดหัว คิดกลับไปกลับมาเพราะผมอธิบายคนอื่นเขาไม่ได้ คนในพื้นที่เขาบอกจะมาทำไม เขาตรวจสอบ กันอยู่แล้ว

"บิ๊กตู่"ท้า ถามปชช.รู้เรื่องเลือกตั้งมากเเค่ไหน? ซัดคนหนีไปนอก กลับมาโดนจับแน่

 14 ธันวาคม 2558

“บิ๊กตู่” อัด นักการเมืองชอบอ้างประชาชน จนเป็นปัญหาการเลือกตั้ง ท้าไปถามรู้เรื่องเลือกตั้งมากเเค่ไหน เหน็บ คนหนีไป ตปท.กลับมาโดนจับแน่ ชี้ ครม.- กองทัพ ยังเหนียวแน่น บอก นักการเมืองต้องเสียสละ
 

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานในพิธีเปิดงานลดราคาจำหน่ายสินค้า “เทใจ..คืนสุข..เทศกาลปีใหม่” ซึ่งจัดโดยกระทรวงพาณิชย์ว่า ความขัดแย้งในปัจจุบันเกิดจากการอ้างประชาชน ขอให้ไปถามประชาชนว่ารู้เรื่องการเลือกตั้งมากแค่ไหน ปัญหาทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะคน คนไทยขยันอดทน แต่อดทนกับความยากจน ขยันสร้างความขัดแย้ง ถ้าช่วยกันเปลี่ยนประเทศให้ดีกว่าเดิม ถ้าทุกคนเลือกเสพข่าวต่อๆ กันแล้วนำมาตีกันก็ไม่ทำงานต่อหรืออย่างไร ใครมีปัญหาอะไรก็บอกมา แต่เวลาบอกก็ฟังเสียด้วย ไม่ใช้ให้คนใช้ประโยชน์จากการปลุกปั่น สร้างความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งในประเทศและต่างประเทศแบบนี้ ระหว่างตนที่ยืนหยัดอยู่แบบนี้กับคนที่หนีไปต่างประเทศ จะเชื่อใคร ตนอยู่ตรงนี้ ไม่ได้หนีไปไหน แต่คนที่หนีไปแล้วพูดให้ร้ายประเทศอยู่ ก็ทบทวนแล้วกันว่าเพราะอะไร เขาทำผิดกฎหมายหรือเปล่า ทุกคนใช้กฎหมายเดียวกัน ขึ้นอยู่ว่าเราจะให้เขาเข้ากระบวนการตรวจสอบหรือกระบวนการยุติธรรมอย่างไร ถ้าไม่เข้ากระบวนการก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น ก็หนีไป กลับมาก็โดนจับกุม ก็มีแค่นี้ มันยากตรงไหน มันเกี่ยวข้องอะไรตรงไหนที่จะเกี่ยวกับการเมือง เกี่ยวกับ คสช.

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ได้กลัวเรื่องสถานภาพของรัฐบาลและ คสช. แต่ตนกลัวการใช้อำนาจของตน ไม่ใช่คนที่บ้าประชาธิปไตยแล้วใช้อำนาจไม่กลัวใครเลย ทุกคนอยู่กระบวนการและตนก็อยู่ในกระบวนการเช่นกัน ที่ผ่านมาทุกคนสนับสนุนการเลือกตั้ง คราวนี้ตนก็ต้องสนับสนุนอีก ก็ต้องเลือกตั้งอยู่ดี แต่อยากถามว่าคนที่สร้างปัญหาให้ประเทศมันควรจะเป็นอย่างไร ก็สู้กันทุกเรื่อง สู้ใน สนช.ในรัฐธรรมนูญ ถามว่าคนที่สู้กันแต่เรื่องที่มาหรือการใช้อำนาจอะไรต่างๆ วันนี้ครม.และกองทัพก็ยังเหนียวแน่น ปัญหามีอยู่บ้าง คนเป็นล้านๆ คน มีก็มีไปทำไมต้องยึดโยง ตนไม่เข้าใจ ตนไม่ได้ปกป้องใครทั้งสิ้น แต่บอกให้ยึดตามกระบวนการยุติธรรมไปสอบสวน ตรวจสอบ ดำเนินคดีมา ถ้าผิดไม่ใช่บางคนผิดเต็มๆ แล้วยังไม่รับอีก ไปคิดเอาที่ตนพูดวันนี้อาจจะลืมนึกไปก็ได้ คิดว่ารัฐบาลนี้รังแกกัน เข้ามาแสวงหาอำนาจ ตนไม่อยากมีอำนาจสักวัน ถ้าจะมีอำนาจจริงๆ ทำแบบต่างประเทศเขาทำทั้งหมดเป็นของรัฐบาลหมด แจกคนจนไป แต่ตนไม่ได้ทำ มีแต่อำนวยความสะดวกให้ทุกคน ทำทุกอย่างให้เกิดความเป็นธรรม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า 2 ปีมาแล้วที่ทุกเรื่องกลับไปสู่ที่เก่า ทั้งเรื่องจำนำข้าว ประชามติ ถ้าเลือกตั้งก็คงกลับมาที่เก่าอีก นักการเมืองจึงต้องเสียสละ คนเลวๆตนไม่นับถือ คนดีๆก็มีอยู่เยอะ ตนจมอยู่กับความคิดอย่างนี้มาแล้ว 2 ปี ชีวิตอยู่กับแบบนี้มา 2 ปีเพราะตนอาย วันนี้ไปไหนก็อาย เพราะต่างประเทศไม่เคยถามในสิ่งดีๆ ถ้าทำแบบเดิมก็ได้แบบเดิมจึงต้องมีกติกา มีใครกล้าสาบานไหมล่ะ มีแต่ขอกลับไปที่เดิม หรือจะให้ตนขุดรูอยู่เพื่อที่จะได้ไม่เจอผู้คน คนไทยไม่เคยฟังคนอื่นพูด แต่โชคดีที่คนไทยยังให้โอกาสตนทำงาน

เครือข่ายนักวิชาการ ชี้ ปชช.มีสิทธิตรวจสอบทุจริต เปิดทางร่วมไขข้อกระจ่าง "ราชภักดิ์"

14ธันวาคม2558

เครือข่ายนักวิชาการฯ ยัน "ปชช.มีสิทธิตรวจสอบทุจริต" จี้ยุติละเมิดสิทธิ์ เปิดทางร่วมไขข้อกระจ่าง "ราชภักดิ์"
http://www.matichon.co.th/online/2015/12/14500916741450091765l.jpg
เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 14 ธันวาคม ที่ห้องประชุมคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง จัดแถลงข่าว "เรียกร้องให้ยุติการจับกุมคุมขังประชาชนที่ตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์" นำโดย นายอนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา นายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ นายยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์  โดย นายอนุสรณ์ อ่านแถลงการณ์ความว่า ในช่วงเดือนเศษที่ผ่านมาได้ปรากฏข้อมูลทางสื่อมวลชนถึงความไม่โปร่งใสในโครงการอุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ แม้ทางกองทัพจะได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้วมีผลสรุปว่าไม่มีการทุจริตใดๆ แต่ก็ไม่อาจลดทอนความเคลือบแคลงในหมู่ประชาชนได้ เนื่องจากเป็นการตรวจสอบกันเองภายในหน่วยงานเดียวกัน ทำให้นักศึกษาและประชาชนกลุ่มต่างๆ รณรงค์ให้รัฐบาลและกองทัพบกตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส แต่ความพยายามดังกล่าวกลับถูกขัดขวางข่มขู่โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ปัจจุบันการข่มขู่คุกคามได้เพิ่มระดับความรุนแรง ถึงขั้นเพียงการส่งข้อมูลข่าวสารการตรวจสอบทุจริตหรือเพื่อการกดปุ่ม ไลค์ บนหน้าสื่อออนไลน์กลับถูกจับกุมคุมขังตั้งข้อหาร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตรา 116 อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร มีประชาชน 2 คนคือ นายฐนกร ศิริไพบูลย์ และนายธเนศ อนันตวงศ์ ได้ถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบจับกุมและลำตัวไปกักขังในสถานที่ไม่เปิดเผยรวมทั้งไม่อนุญาตให้ญาติและทนายความเข้าพบด้วยความผิดในข้อหาดังกล่าว

http://www.matichon.co.th/online/2015/12/14500916741450091768l.jpg
 
ด้วยเหตุนี้เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองจึงเรียกร้องไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดังนี้

1. ยุติการขัดขวาง ข่มขู่ คุกคาม หน่วงเหนี่ยวนักศึกษาและประชาชนที่ตั้งข้อสงสัยและต้องการให้มีการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ เพราะการเคลื่อนไหวของนักศึกษาและประชาชนเป็นไปตามสิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐาน อีกทั้งรัฐบาลเป็นหน่วยงานสาธารณะที่ประชาชนย่อมวิพากษ์วิจารณ์ติชมได้ หากการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นใด ไม่อยู่บนฐานของข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง รัฐบาลมีหน้าที่ต้องชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเพื่อหักล้างข้อสงสัย มิใช่การปิดกั้นคุกคามการตั้งคำถามและข้อสงสัยของประชาชน ด้วยการจับกุมดำเนินคดีด้วยข้อหาที่รุนแรง

2. ยุติการดำเนินคดี "ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง" ต่อการแบ่งปันข้อมูลการทุจริตในโครงการอุทยานราชภักดิ์และการกดปุ่ม "ไลค์" บนหน้าสื่อออนไลน์ และยุติการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตรา 116 ในศาลทหารเป็นเครื่องมือในการดำเนินคดีบุคคลที่เรียกร้องให้มีการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์

3. ยุติการจับกุมโดยพลการและการควบคุมตัวที่ตัดขาดจากโลกภายนอก รวมทั้งยกเลิกเรือนจำชั่วคราวกองพันทหารราบมณฑลทหารบกที่ 11   ทั้งนี้ ให้นำวิธีปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้ อนุญาตให้ผู้ต้องหาเข้าถึงทนายและญาติตลอดจนการรักษาพยาบาลที่จำเป็น รวมทั้งเปิดให้ศาลพลเรือนตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการควบคุมตัว

http://www.matichon.co.th/online/2015/12/14500916741450091772l.jpg

"เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองยืนยันว่า ′การตรวจสอบทุจริตไม่ใช่อาชญากรรม′ และ ′ประชาชนที่กระตือรือร้นในการตรวจสอบทุจริตไม่ใช่อาชญากร′ ประชาชนไทยมีสิทธิสงสัยได้เรียกร้องให้ตรวจสอบโครงการของรัฐ มีสิทธิตั้งคำถามและแบ่งปันข้อมูลความไม่โปร่งใสในโครงการนั้นๆ การข่มขู่ คุกคาม ดำเนินคดีร้ายแรงจะยิ่งก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในโครงการดังกล่าวมากขึ้นไปอีก อีกทั้งมีแต่จะนำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคมมากยิ่งขึ้น" แถลงการณ์ ระบุ

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า จากที่เฝ้าดูเหตุการณ์ 2-3 วันมานี้ สิทธิพลเมืองที่จะแสดงความเห็นโดยสุจริตได้ถูกลิดรอน ทางเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองจึงออกแถลงการณ์ฉบับนี้ จากการจับกุมบุคคลที่เดินทางไปอุทยานราชภักดิ์โดยไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนปกติ มีการขังตัวนายธนกร ศิริไพบูลย์ ผู้เผยแพร่ผัง ต่อที่ศาลทหารโดยไม่บอกว่านำตัวไปที่ใด ผิดหลักการควบคุมตัวตามปกติค่อนข้างรุนแรง แลนายธเนตร อนันตวงษ์ที่ป่วยรอผ่าตัดอยู่ถูกพาตัวไปโดยอนุญาตให้ญาตินำเพียงยาแก้ปวดชนิดพื้นฐานไปให้เท่านั้นลิดรอนสิทธิผู้ต้องหาอย่างรุนแรง รัฐบาลและคสช.ได้ก้ามข้ามทุกอาณาบริเวณการแสดงความเห็นของประชาชนไปอีกระดับ  ตอนนี้สังคมสับสนว่าเรื่องไหนวิจารณ์ได้ จึงอยากใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเรียกร้องให้รัฐบาลหรือคนที่เกี่ยวข้องร่วมชี้แจงกับเราให้สังคมเกิดความกระจ่างชัด เพราะความสงสัยขยายตัวขึ้นแต่มีความกลัวกดไว้ไม่ให้ถาม ทางเครือข่ายนักวิชาการฯมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายคอมพิวเตอร์และสิทธิออนไลน์ต่างๆที่จะร่วมชี้แจงพร้อมกับคนจากรัฐบาลเพื่อคลายความกลัว ความสงสัยและไม่เข้าใจในเรื่องนี้

"เราไม่สามารถบังคับให้รัฐบาลทำตามเราได้ ทำได้เพียงบอกให้รัฐบาลทำในสิ่งที่ถูกต้อง  และไม่ควรให้องค์กรในกำกับของรัฐบาลเป็นผู้ตรวจสอบ ควรเปิดโอกาสให้องค์กรอื่นและภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม สำนึกพลเมืองขั้นพื้นฐานคือต้องช่วยกันตรวจสอบ เหตุผลที่คณะรัฐประหารขึ้นมาคือการขจัดทุจริตคอร์รัปชั่น เช่นนี้แล้วจะอ้างความชอบธรรมในการขึ้นมาได้อย่างไร   ถ้าบริสุทธิ์ใจก็ไม่มีเหตุผลที่จะปิดกั้นคนอื่น" นายอนุสรณ์กล่าว 

“บิ๊กตู่” บอกบ้าหรือเปล่าเขียนอาชีพบนบัตร ปชช. ยันใส่ในชิป ชูกองทัพเหนียวแน่น

นายกรัฐมนตรีเปิดงานลดราคาจำหน่ายสินค้า “เทใจ...คืนสุขเทศกาลปีใหม่” 17-27 ธันวานี้ ลั่นโกหกไม่เป็น ไม่ได้ใช้อำนาจอย่างเดียว จวกพวกบิดเบือนอันตราย ถามคนอยู่กับคนหนีไปนอกจะเชื่อใคร ชูกองทัพเหนียวแน่นแม้มีปัญหาบ้าง ย้ำไม่ปกป้อง ผิดถูกตามกระบวนการ แต่ราชภักดิ์โครงการ ทบ. ให้ไปสอบ ไปลงโทษให้ถูกต้อง บ่นปวดหัว ต่อไปนี้ไม่ต้องไปไล่จับมัน สวนระบุอาชีพน่าอายตรงไหน ซัดบ้าหรือเปล่าคิดเอาใส่ไว้ในบัตรประชาชน บอกแค่ใส่ชิปอีกตัว โอ่คิดเชื่อมโยงไปถึงจ่ายค่าสาธารณูปโภคได้ 
       
       วันนี้ (14 ธ.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานลดราคาจำหน่ายสินค้า “เทใจ...คืนสุข เทศกาลปีใหม่” โดยมีห้างค้าปลีกส่ง ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เกต และร้านค้าสะดวกซื้อทั่วประเทศกว่า 13,000 สาขาเข้าร่วมโครงการ ระหว่างวันที่ 17-27 ธันวาคมนี้ ซึ่งจะมีการลดราคาสินค้าสูงสุดถึงร้อยละ 80 เพื่อคืนความสุขให้กับประชาชน ลดค่าครองชีพเป็นของขวัญ พร้อมกันนี้ได้เปิดตัวโครงการตลาดชุมชน “ตลาดต้องชม” ตลาดท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์สะท้อนวิถีชีวิตชุมชน โดยกระทรวงพาณิชย์มีแผนพัฒนาตลาดทั้งหมด 231 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2561 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวคาดว่าจะมียอดขายสินค้ารวม 50,000 ล้านบาท ที่จะช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้ถึงร้อยละ 30 คิดเป็นเงินประมาณ 15,000 ล้านบาท
       
       โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลพยายามทำทุกอย่าง ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา ทั้งเศรษฐกิจโลกตกต่ำทำให้มีผลกระทบ เนื่องจากเป็นประเทศเกษตรกรรม รายได้ปานกลาง มีสิทธิพิเศษน้อยจึงทำให้การแข่งขันกับประเทศอื่นเป็นสิ่งที่ยาก แม้ตนจะเป็นทหารมาทั้งชีวิต แต่ก็ได้ติดตามงานต่างๆ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ คิดนโยบายเป็นรูปธรรม เพราะหากมีแต่คนขัดแย้งเราก็ไม่สามารถคาดหวังอะไรได้ จึงขอให้ร่วมมือกันแยกแยะความขัดแย้งให้ออกจากประเทศ ไม่ใช่เอามาปนกันหมดทั้งการปฏิรูป ปัญหาต่างๆ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจ ที่ผ่านมาไม่เคยมีการแก้ปัญหา จึงต้องมารื้อทุกเรื่อง ไม่ใช่เพราะเก่ง แต่รู้ปัญหาเพราะรับฟังจากทุกส่วน และขอให้ทุกคนร่วมมือกัน ไม่ใช่รัฐบาลคิดอะไรมาก็ขัดแย้งทั้งหมด
       
       นายกฯ กล่าวต่อว่า วันนี้รู้สึกว่าตนไม่ใช่นักการเมือง เพราะพูดแต่ความจริง โกหกไม่เป็น พูดด้วยข้อเท็จจริง และแก้ปัญหาโดยการทบทวนทุกอย่าง ไม่ได้ใช้อำนาจอย่างเดียว เพราะถ้าใช้คงไม่ยุ่งแบบนี้ การสร้างความเข้าใจที่บิดเบือนถือว่าอันตราย เพราะทำให้คนไม่เข้าใจไปตลอด ตนเห็นประเทศไทยเป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ชินกับสิ่งเหล่านี้และบังเอิญได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งที่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวแต่ทำไม่ได้ และมีคนมาบิดเบือนหลายอย่างที่ไม่เป็นความจริง แผ่นดินนี้เป็นของคนไทยทุกคน เมื่อเขามอบแผ่นดินนี้มาให้ดูแลก็ต้องดูแลทุกคนในชาติให้มีความปรองดองอยู่ร่วมกันให้ได้ ขอให้เอ็นจีโอเข้ามาร่วมมือ เพราะจะมีคนเข้ามาทำลายทั้งเจตนาและไม่เจตนา เพราะอาจจะรู้ไม่ถึงการณ์ทำให้ปัญหาแก้ไม่ได้ มีการสร้างความรับรู้ที่ไม่ถูกต้อง เราทำลายตัวเองกันโดยไม่รู้ตัว มัวแต่ถกแถลงโดยไม่มีข้อมูล เรื่องที่ไม่ดีไม่ถูกก็ต้องให้กระบวนการดำเนินการ มัวแต่ยุแยงก็จะไปกันไม่ได้ ถ้าเราจะอยู่แบบนี้ จะกลายเป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำที่สุดของอาเซียนในอนาคต ตามก้นประเทศอื่น เพราะทุกประเทศใช้กฎหมายได้ มีแต่ประเทศไทยที่ใช้กฎหมายไม่ได้หรือใช้ได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงต้องร่วมมือกันเพื่อหาหนทางให้ได้
       
       นายกฯ กล่าวอีกว่า ความขัดแย้งในปัจจุบันเกิดจากการอ้างประชาชน ขอให้ไปถามประชาชนว่ารู้เรื่องการเลือกตั้งมากแค่ไหน เรื่องที่ไปถึงต่างประเทศเราก็กำลังแก้ ปัญหาทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะคน คนไทยขยันอดทน แต่อดทนกับความยากจน ขยันสร้างความขัดแย้ง ถ้าช่วยกันเปลี่ยนประเทศให้ดีกว่าเดิม ก็ไม่ต้องมีตนมาพูดให้รำคาญอยู่แบบนี้ ตนก็รำคาญตัวเองเหมือนกัน
       
       “ถ้าทุกคนเลือกเสพข่าวต่อๆ กันแล้วนำมาตีกัน ก็ไม่ทำงานต่อหรืออย่างไร ใครมีปัญหาอะไรก็บอกมา แต่เวลาบอกก็ฟังเสียด้วย ไม่ใช้ให้คนใช้ประโยชน์จากการปลุกปั่น สร้างความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งในประเทศและต่างประเทศแบบนี้ ระหว่างผมยืนหยัดอยู่แบบนี้กับคนที่หนีไปต่างประเทศ จะเชื่อใคร ผมอยู่ตรงนี้ ไม่ได้หนีไปไหน แต่คนที่หนีไปแล้วพูดให้ร้ายประเทศอยู่ ก็ทบทวนแล้วกันว่าเพราะอะไร เขาทำผิดกฎหมายหรือเปล่า ทุกคนใช้กฎหมายเดียวกัน ขึ้นอยู่ว่าเราจะให้เขาเข้ากระบวนการตรวจสอบหรือกระบวนการยุติธรรมอย่างไร ถ้าไม่เข้ากระบวนการก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น ก็หนีไป กลับมาก็โดนจับกุม ก็มีแค่นี้ มันยากตรงไหน มันจะเกี่ยวข้องกับการเมืองตรงไหน เกี่ยวกับ คสช. หรือเกี่ยวกับสถานภาพของ คสช. สถานภาพผม ผมไม่ได้กลัวเรื่องสถานภาพของรัฐบาลและ คสช. แต่กลัวเรื่องเสถียรภาพ ผมกลัวการใช้อำนาจของผม ไม่ใช่คนที่บ้าประชาธิปไตยแล้วใช้อำนาจไม่กลัวใครเลย ทุกคนอยู่กระบวนการและผมก็อยู่ในกระบวนการเช่นกัน ที่ผ่านมาทุกคนสนับสนุนการเลือกตั้ง คราวนี้ผมก็ต้องสนับสนุนอีก ก็ต้องเลือกตั้งอยู่ดี” นายกฯ กล่าว
       
       นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนถามคนที่สู้กันแต่เรื่องที่มาหรือการใช้อำนาจอะไรต่างๆ คิดหรือไม่ว่าจะช่วยเหลือคนจนอย่างไร ตนไม่อยากพูดจาให้ร้ายใครขี้เกียจทะเลาะด้วย เพราะจะหงุดหงิด บอกว่านายกฯ ต้องอดทน ถ้ามาเป็นตนแล้วจะเข้าใจ แต่ยังดี ข้าราชการหรือพี่ๆ ใน ครม.ให้ความร่วมมือดีอยู่ กองทัพก็ยังเหนียวแน่น ปัญหามีอยู่บ้าง คนเป็นล้านๆ คน มีก็มีไปทำไมต้องยึดโยง ตนไม่เข้าใจ ตนไม่ได้ปกป้องใครทั้งสิ้น แต่ตนบอกให้ยึดตามกระบวนการยุติธรรมไปสอบสวน ตรวจสอบ ดำเนินคดีมา ถ้าผิด ไม่ใช่บางคนผิดเต็มๆ แล้วยังไม่รับอีก ไปคิดเอาที่ตนพูดวันนี้อาจจะลืมนึกไปก็ได้ คิดว่ารัฐบาลนี้รังแกกัน เข้ามาแสวงหาอำนาจ ตนไม่อยากมีอำนาจสักวัน ถ้าจะมีอำนาจจริงๆ ทำแบบต่างประเทศเขาทำทั้งหมดเป็นของรัฐบาลหมด แจกคนจนไป แต่ตนไม่ได้ทำ มีแต่อำนวยความสะดวกให้ทุกคน ทำทุกอย่างให้เกิดความเป็นธรรม
       
       พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาข้าราชการต้องปรับตัวไปตามคนที่มีอำนาจ ทำเรื่องผิดแล้วบอกว่าประชาชนเป็นคนได้ วันนี้ตนจึงต้องขับเคลื่อนเรื่องหลักธรรมาภิบาลให้ได้ และไม่ปกป้องใคร ใครผิด ใครถูกก็ว่าตามกระบวนการยุติธรรม ให้โอกาสทุกคน คดีเดิมๆ ตนก็ให้หมดทุกอัน ทั้งที่ตนไม่ให้ก็ได้ ทุกวันนี้ทุกอย่างผิดไปหมด เพราะอะไร เพราะประชาชนได้ ตนถามว่าจะได้สักเท่าไหร่ ได้กี่สตางค์ เดี๋ยวก็สอบกันเจอหมด
       
       “สร้างอุทยานฯ ก็ไปสอบมา มันเป็นโครงการของกองทัพบก ไม่ใช่โครงการของผม เข้าใจเสียที คิดว่าผมเป็นน้องเขา เขาเป็นน้องผม ผมต้องเกี่ยวกับเขาทุกเรื่องจนตายถึงชาติหน้าหรือไง ทุกคนต้องทำงานตามหน้าที่ของตัวเอง โครงการของกองทัพบกก็เป็นโครงการหนึ่ง เหมือนโครงการของกรมอีกหลายร้อยกรม กองทัพบกมีฐานะเท่ากรมเท่านั้น เพียงแต่มีคนเยอะ มีวินัย ผมไม่เคยสอนลูกน้องผมในทางที่เสียหาย แต่มันจะเสียเพราะอะไรไปสอบมา ไปลงโทษกันให้ถูกต้อง ใครผิดลงโทษแค่ไหนก็ไปว่ามา อีกข้างหนึ่งบอกว่าผิดตั้งแต่ต้น ไปฟ้องศาล เรื่องความผิด มันผิดตั้งแต่คนแรกไปถึงคนสุดท้าย แล้วมันถูกอยู่คนเดียว ผมถามมันใช่หรือ คิดอย่างนี้บ้าง ผมถึงปวดหัว คิดย้อนกลับไปมา ว่ามันอะไร ไม่รู้จะพูดอะไรกับคน อธิบายคนไม่ได้ วันนี้ก็ต้องไปตามจับไอ้พวกที่พูดโน้น พูดนี่ ผมเลยบอกต่อไปนี้ไม่ต้องไปจับมัน ปล่อยให้ไปไหนก็ไป เสียเวลา จับมาเดี๋ยวก็ต้องปล่อยอีก คนดีๆ คิดเป็น ถ้าคิดกันอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้ ประเทศไทยก็อยู่อย่างนี้ ข้าราชการ คนในพื้นที่บอกเขาไม่ได้หรือให้กลับบ้าน จะมาทำไม เขาก็ตรวจสอบกันอยู่แล้ว อีกหน่อย อีกพวกไม่พอใจก็ลุกมาไล่จำนำข้าวไปอีก ก็วนกลับมาที่เดิมอีก” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
       
       นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า 2 ปีมาแล้วที่ทุกเรื่องกลับไปสู่ที่เก่า ทั้งเรื่องจำนำข้าว ประชามติ ถ้าเลือกตั้งก็คงกลับมาที่เก่าอีก นักการเมืองจึงต้องเสียสละ คนเลวๆ ตนไม่นับถือ คนดีๆก็มีอยู่เยอะ ตนจมอยู่กับความคิดอย่างนี้มาแล้ว 2 ปี ชีวิตอยู่กับแบบนี้มาสองปีเพราะตนอาย วันนี้ไปไหนก็อาย เพราะต่างประเทศไม่เคยถามในสิ่งดีๆ ถ้าทำแบบเดิมก็ได้แบบเดิมจึงต้องมีกติกา มีใครกล้าสาบานไหม มีแต่ขอกลับไปที่เดิม หรือจะให้ตนขุดรูอยู่เพื่อที่จะได้ไม่เจอผู้คน คนไทยไม่เคยฟังคนอื่นพูด แต่โชคดีที่คนไทยยังให้โอกาสตนทำงาน
       
       พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนจะทยอยให้ของขวัญให้ประชาชนด้วยการมอบรอยยิ้มมอบความสุข โดยตนจะพยายามไม่โมโห ถ้าไม่มีใครมายั่ว เว้นแต่จะมีการถามคำถามให้หงุดหงิดใจ และตนเสนอว่าให้นำใบเสร็จซื้อสินค้าต่างๆ น่าจะนำมาจับของรางวัล ถ้านำของที่บางคนอาจจะทิ้งมาร่วมจับรางวัล สร้างความดีใจให้คนทุกระดับ และปีใหม่นี้อยากให้ทำกุศลร่วมกันเพื่อให้มีความสุขร่วมกันและฝากว่า อย่าเชื่อทุกสิ่งที่ได้ยิน อย่าเชื่อทุกสิ่งที่ได้เห็น แต่ทุกอย่างอยู่ที่การกระทำ ซึ่งตนทำเพื่อคนไทยทุกคน
       
       พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงแนวคิดการระบุอาชีพและรายได้ลงในบัตรประชาชนว่า ตนบอกว่าให้ไปคิดมา ไปทำบัตรมาอย่างบัตรประชาชน แล้วก็มาตีตนว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน มันละเมิดตรงไหน น่าอับอายตรงไหน การที่จะมีคำว่าทำอาชีพเกษตรกร มันอายเขาตรงไหน ตนถามสิ ไม่ได้หมายความว่าจะใส่ในบัตรประชาชน มันใส่ไม่ได้ คิดโง่ๆ แบบนี้ได้ยังไง มันจะเอาใส่อะไร อาชีพ รายได้ เดือนนี้เท่าไหร่ ปีนี้เท่าไหร่ จะบ้าหรือเปล่าคนที่คิดแบบนี้ เขาเพียงแค่ใส่ชิปเพิ่มเข้าอีกตัวเท่านั้นเอง ถึงเวลาก็เสียบการ์ดเข้าไปก็อ่านออกมาหมดว่าคนนี้ทำอะไร มันเสียหน้าตรงไหน กลัวเขาจะหาว่าเราจนหรืออย่างไร มันเสียหน้าตรงไหน ตนต้องการจะแยกแยะให้หมด แต่ไม่ต้องการไปแบ่งชนชั้น และตนต้องการที่จะคิดไปต่อถึงการเชื่อมโยงการเสียภาษี ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถเมล์ ค่าเครื่องบิน ซึ่งจะใช้เป็นการ์ดใบเดียว หรือสองใบ คนจนก็ใช้ได้ 

นายกฯบัตรปชช.


"ผมบอกว่าให้ไปคิดมา ไปทำบัตรมาอย่างบัตรประชาชน แล้วก็มาตีตนว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน มันละเมิดตรงไหน น่าอับอายตรงไหน การที่จะมีคำว่า ทำอาชีพเกษตรกร มันอายเขาตรงไหน ผมถามสิ ไม่ได้หมายความว่าจะใส่ในบัตรประชาชน มันใส่ไม่ได้หรอก คิดโง่ๆ แบบนี้ได้ยังไง มันจะเอาใส่อะไร อาชีพ รายได้ เดือนนี้เท่าไหร่ ปีนี้เท่าไหร่ จะบ้าหรือเปล่าคนที่คิดแบบนี้ เขาเพียงแค่ใส่ชิพเพิ่มเข้าอีกตัวเท่านั้นเอง ถึงเวลาก็เสียบการ์ดเข้าไป ก็อ่านออกมาหมดว่าคนนี้ทำอะไร มันเสียหน้าตรงไหน กลัวเขาจะหาว่าเราจนหรืออย่างไร มันเสียหน้าตรงไหน ตนต้องการจะแยกแยะให้หมด แต่ไม่ต้องการไปแบ่งชนชั้น และตนต้องการที่จะคิดไปต่อถึงการเชื่อมโยงการเสียภาษี ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถเมล์ ค่าเครื่องบิน ซึ่งจะใช้เป็นการ์ดใบเดียว หรือสองใบ คนจนก็ใช้ได้"
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี
14 ธันวาคม 2558