ล้างมาเฟียให้สิ้นซาก เชื่อสิ! เรื่องจริงไม่ใช่นิยาย?
โดย ผู้จัดการรายวัน
12 มีนาคม 2559 06:28 น.
ล้างมาเฟียให้สิ้นซาก เชื่อสิ! เรื่องจริงไม่ใช่นิยาย?
“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ออกลีลาท่าทางขึงขังแต่เชื่อขนมกินได้เลยว่าอีเวนต์ล้างมาเฟียให้หมดไปจากแผ่นดินไทย เป็นเพียงหนังโฆษณาคั่นเวลาของมหากาพย์ทำคลอดหรือทำแท้งรัฐธรรมนูญฯ
ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ยังไม่แน่ลูกผีลูกคน และมาเฟียที่ล็อกเป้าเข้าไปทำลายล้างคราวนี้ก็เชื่อขนมกินได้เลยเช่นกันว่าจะมีแต่ขาใหญ่ใต้ร่มเงานักการเมืองเป็นหลัก
ส่วนมาเฟียมีสีที่เป็นทหารนั้น จะถูกฟันแรงไม่เลี้ยงอย่างที่ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และเลขาธิการ คสช. ส่งเสียงขู่หรือไม่ คำตอบไม่ได้ล่องลอยในสาย
ลมแต่ชัดเจนทั่วไทยอยู่แล้ว ไม่งั้น “บิ๊กหมู”จะต้องสั่งแล้วสั่งอีกทำไมให้ทหารที่ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลเลิกประพฤติตัวเป็นมาเฟียเสียที พี่ขอร้องอีกครั้ง นี่จะเอาจริงแล้วนะ
จะว่าไปคงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า การปราบมาเฟียที่ล้มเหลวมาตลอดทุกยุคทุกสมัย และทำได้เพียงลูบหน้าปะจมูกก็เพราะคนปราบและคนถูกปราบล้วนแต่เป็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันและ
เป็นคนกันเองทั้งนั้น เป็นคนกันเองที่มีทั้งสีเขียว สีกากี และนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพล ที่รู้ๆ กันอยู่ว่าใครเป็นใคร ในการลงมือปราบแต่ละครั้งจึงขึ้นอยู่กับว่าใครจะถูกเลือกเป็นเป้าเข้าลุยล้างสร้าง
ภาพเชือดไก่ให้ลิงดู ก็เท่านั้น
คราครั้งนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ซุ้มนครปฐม เจอแจ๊กพ็อตเข้าให้ เพราะใครๆ ก็รู้ว่านี่เป็นถิ่นของขาใหญ่เพื่อไทย พรรคการเมืองใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศไทยที่ไม่ยอมทำตัวเป็น “เด็กดี” อยู่ใน
โอวาทของคสช.แถมยังชอบปล่อยให้ลิ่วล้อออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฯ ให้บิ๊ก คสช.อารมณ์เสียอยู่เรื่อย และไม่ใช่แค่ซุ้มนครปฐมเท่านั้น อดีตส.ส.เถื่อนถ่อยระดับตัวพ่อของพรรคเพื่อไทย
“เก่ง- การุณ โหสกุล” แห่งทุ่งดอนเมือง ก็มีชื่ออยู่ในบัญชีที่จะเจอดีพร้อมกับ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต หรือเสธ.ไอซ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก และเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 รุ่นเดียวกับนาย
ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามที่มีชื่อหลุดออกมาด้วย ก่อนที่บิ๊ก คสช. จะปฏิเสธในภายหลังว่าไม่มี ไม่มี ไม่ได้ขึ้นบัญชีผู้มีอิทธิพล “เก่ง-การุณ”กับ “เสธ.ไอซ์” และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
ทหารนอกราชการ แต่อย่างใด
“ไม่มี ไปเอามากันจากไหน” พล.อ.ธีรชัย กล่าวปฏิเสธในการตอบคำถามผู้สื่อข่าว
หากนับตั้งแต่ยึดอำนาจบริหารประเทศ คสช.ได้ชิมลางลุยล้างอิทธิพลมาแล้วในหลายพื้นที่หลายวงการตามนโยบายจัดระเบียบสังคม ทั้งหวย บ่อน ซ่อง วินมอเตอร์ไซค์ รถตู้ แท็กซี่ ทางเท้า ฯลฯ
ซึ่งมีทั้งสำเร็จและล้มเหลว ได้ทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ มีทั้งเสียงสรรเสริญและก่นด่า ละเว้นพวกเดียวกันบ้าง เคาะกะลาบ้าง กระชับอำนาจสร้างฐานบารมีของกลุ่มอำนาจใหม่บ้าง ผลงานด้านการจัด
ระเบียบสังคมปราบมาเฟียที่ออกมาจึงเป็นแบบครึ่งๆ กลางๆ ไม่สุดซอย จนต้องเรียกความเชื่อมั่นว่าคราวนี้เอาจริงแบบเข้มข้นแน่ แต่ผ่านไปแค่ไม่กี่วันก็แผ่วตามท่าทีที่คล้ายแข็งกร้าวแต่ผ่อนปรน
เหมือนการแสดงปาหี่ที่กลับไปกลับมาของบิ๊ก คสช.
ดูจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ทำท่าขึงขังรายชื่อผู้มีอิทธิพลที่มีทุกจังหวัดทุกอำเภอได้ส่งรายชื่อไปแล้ว แต่ละพื้นที่ก็
จะดำเนินการ ยืนยันเจ้าหน้าที่จะดำเนินการหมด ไม่ว่าจะเป็นสีไหน ข้าราชการฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ก็ว่ากันไป ใครทำให้ประชาชนเดือดร้อน เข้าข่าย 16 ฐานความผิดสำหรับผู้มีอิทธิพล
หมด ยืนยันว่าจำนวนรายชื่อผู้มีอิทธิพลทั้ง6,000 รายชื่อ ที่ออกมานั้น มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอย่างแน่นอน และไม่ได้เจาะจงไปยังกลุ่มหัวคะแนนของนักการเมือง
แต่เมื่อถามถึงคนที่คุณก็รู้ว่าใครอย่าง พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต(เสธ.ไอซ์) อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก พล.อ.ประวิตร กลับอ้อมๆ แอ้มๆ ว่า “ขึ้นอยู่กับว่าเขาทำเรื่องอะไร เมื่อไหร่ บางที
อาจจะไม่ผิด หรือว่าผิดนิดหน่อย บางทีตัวเขาอาจจะไม่ได้ทำอาจจะเกี่ยวพันกับลูกน้องเขา เดี๋ยวคงมีการออกมาชี้แจงเอง...”
ส่วนเส้นตายที่ “บิ๊กป้อม” บอกว่า รัฐบาลจะพยายามปราบผู้มีอิทธิพลให้หมดภายใน 2 เดือน ก็แบ่งรับแบ่งสู้ต่อว่าแต่หากทำไม่สำเร็จก็จะต้องขยายเวลาออกไปแต่จะเร่งรัดให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด
และไม่จำเป็นต้องตักเตือน เพราะทุกคนต้องวางมือจากการกระทำทั้งหมดอยู่แล้ว
เป็นท่าทีเช่นเดียวกันกับ “บิ๊กหมู”พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่บอกว่า การจัดการกับผู้มีอิทธิพลจากนี้จะมีความ
เข้มข้นมากขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ แต่ไม่ได้มีการตั้งกรอบเวลาว่าจะต้องเสร็จสิ้นภายในกี่เดือน
“เราจะทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมด เพียงแต่จะเน้นให้มีความเข้มข้นในช่วง 6 เดือนตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงระบุ แต่ไม่ใช่ว่าครบ 6
เดือนแล้วจะหยุด เพราะเราจะทำต่อเนื่องเพื่อให้ผู้มีอิทธิพลหมดไปจากประเทศนี้....” “บิ๊กหมู” บอกเล่าความฝันกลางวันในหน้าแล้ง และยืนยันว่าการปฏิบัติในทุกพื้นที่และทุกหน่วย ไม่มีแบ่งฝ่าย
ตามที่ฝ่ายการเมืองโจมตี และไม่เจาะจงว่าต้องเป็นการเมือง หรือว่าเป็นผู้มีอิทธิพลที่อยู่กับฝ่ายการเมือง
ส่วนที่สั่งการให้ทุกหน่วยไปตรวจสอบกำลังพลที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลนั้น “บิ๊กหมู” ได้เน้นย้ำไปแล้ว หากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะทหารจะไม่มีเตือน แต่จะดำเนินการ
แบบแรงทันทีเพราะสั่งการไปหลายครั้งแล้ว ในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐของหน่วยงานอื่นได้ส่งรายชื่อไปต้นสังกัดเรียบร้อยแล้ว
สำหรับบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพล นอกจากจะอยู่ในมือ “บิ๊กป้อม” 6,000 รายชื่อแล้ว ยังมีอยู่ในมือของ “บิ๊กต๊อก” อีกจำนวนหนึ่ง
ถามว่า กระทรวงยุติธรรม มีบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพลหรือไม่ “บิ๊กต๊อก” ตอบว่า ก็ต้องบอกว่า มี เพราะเขาทำกันไว้ก่อนหน้านี้ เป็นฐานข้อมูลเดิม เพราะทำกันมานานแล้ว แต่จำนวนตัวเลขเท่าไหร่
ยังไม่ทราบ อีกทั้งยืนยันไม่ได้ว่าตัวเลข 3,000 รายชื่อ ถูกต้องหรือไม่ แต่ถ้าถามว่ามีรายชื่อกลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือไม่ ก็ตอบได้ว่ามี
การจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพลในส่วนของกระทรวงยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ ได้สั่งให้ดำเนินการตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยเป็นกลุ่มที่อยู่ในอำนาจหน้าที่
การทำงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มฐาน
ความผิดเกี่ยวกับการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ ยาเสพติดในเรือนจำ การลักลอบหนีภาษี หนี้นอกระบบ และกลุ่มต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว
พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกำกับดูแลปัญหาอาชญากรรมพิเศษ ให้รายละเอียดว่า รายชื่อผู้มีอิทธิพลได้มีการรวบรวมรายชื่อมีมาเป็นปีแล้ว จากหน่วยงานที่เกี่ยว
ข้องของกระทรวงยุติธรรม คือ ดีเอสไอ ป.ป.ท. และ ป.ป.ส.โดยจำแนกออกเป็น 5 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีรายชื่อผู้มีอิทธิพลมากน้อยต่างกันไป เชื่อว่า รายชื่อที่กระทรวงยุติธรรม ไม่ซ้ำกับหน่วยงาน
อื่นที่มีอยู่ ซึ่งเป็นข้อมูลในการดำเนินชั้นความลับสูง ไม่จำเป็นต้องส่งให้ใครไปดำเนินการ เนื่องจากหน่วยงานของเรามีศักยภาพตามกฎหมายอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องมีการใช้มาตรานั้นมาตรานี้มา
จัดการ เพราะในกลุ่มเหล่านี้มีการกระทำความผิดที่ชัดเจนอยู่แล้ว
ขณะที่ความเคลื่อนไหวฟากฝั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เด้งรับนโยบายปราบมาเฟียอย่างคึกคัก โดย “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
พร้อมกับ “บิ๊กปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. รับผิดชอบงานฝ่ายความมั่นคง พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ที่ปรึกษา (สบ.10) นำทีมประชุม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9
ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนใต้ (ศชต.)กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยขีดเส้นภายใน 2 เดือน กลุ่มผู้มีอิทธิพล จะต้องลดลง 60-70 เปอร์เซ็นต์
ตามมาตรการปราบมาเฟียของ สตช.จะมีคณะกรรมการคัดเลือกรายชื่อบุคคลที่เข้าข่ายกระทำความผิดเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลราว 1,000 - 6,000 คน โดยจัดอยู่ในกลุ่มฐาน 16 ความผิด ประกอบ
ด้วย 1.ยาเสพติด2.ฮั้วประมูลงาน 3.การเรียกรับผลประโยชน์จากโรงงานและสถานบริการ 4.คิวมอเตอร์ไซค์ รถรับจ้างที่ผิดกฎหมาย 5.ลักลอบขนสินค้าหนีภาษี น้ำมันเถื่อน 6.บ่อนการพนัน หวยใต้
ดิน 7.ลักลอบค้าหญิงและเด็ก 8.หลอกลวงคนไปทำงานต่างประเทศ9.ลักลอบนำเข้า-ออกประเทศ 10.หลอกลวงต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว 11.มือปืนรับจ้าง12.ทวงหนี้ ข่มขู่ 13.ค้าอาวุธ 14.บุกรุกที่ดิน
สาธารณะ15.เรียกค่าคุ้มครองในที่สาธารณะ เส้นทางหลวงหรือเก็บส่วย16.นายทุนปล่อยกู้นอกระบบ โดยพื้นที่เป้าหมายที่กำหนดเป็นโซนสีแดงที่ต้องจับตามากที่สุดคือ เขตภาคกลางที่จัดว่ามีกลุ่ม
ผู้มีอิทธิพลมากที่สุด
“.... การปราบปรามจะต้องเห็นผล ไม่เพียงแต่ปราบปรามผู้มีอิทธิพลอย่างเดียว แต่ตำรวจก็ต้องปัดกวาดถูบ้านของตัวเองด้วย” “บิ๊กแป๊ะ”สารภาพชัด คล้ายจะบอกต่อสังคมว่าตำรวจไม่ได้
ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เท่านั้น แต่มีงานพาร์ตไทม์ที่ทำรายได้ดีกว่างานประจำเสียอีกคือเป็นผู้มีอิทธิพลด้วย เป็นคำสารภาพเดียวกันกับที่ บิ๊ก คสช. ที่ว่าถึงเวลาทหารต้องเลิกเข้าไปยุ่ง
เกี่ยวหรือทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลได้แล้ว
เป็นคำสารภาพต่อสังคมว่า คนในเครื่องแบบสีกากี สีเขียว นี่แหละคือ กลุ่มผู้มีอิทธิพล ที่ล้างเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด
/////////
วันที่ 31 มีนาคม 2559 | เปิดดู 4,753 ครั้ง
ทหารปราบมาเฟีย : อำนาจครอบจักรวาล
พิกัดข่าวเช้า
กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางสำหรับคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/2559 ที่ให้อำนาจทหารตั้งแต่สัญญาบัตร ลงไปจนถึงประทวน และอาสาสมัครทหารพราน มีอำนาจหน้าที่ในการปราบมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล แม้นโยบายนี้จะมีความสำคัญและโดนใจพี่น้องประชาชน แต่การให้อำนาจทหารแบบครอบจักรวาลผ่านกฎหมายถึง 27 ฉบับ จะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ ไปติดตามได้จากรายงานพิเศษของทีมพิกัดข่าว NOW26
คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทําลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ // ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา ไม่ใช่คำสั่งฉบับแรกที่ คสช.ให้เจ้าหน้าที่ทหาร เข้ามามีอำนาจตรวจค้น จับกุมบุคคล และตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอาญาได้
เพราะเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2558 ก็เคยมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติ ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารเสมือนเป็นตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในร่างเดียวมาครั้งหนึ่งแล้ว
ครั้งนั้นชัดเจนว่าเป็นการคงอำนาจของฝ่ายทหารให้คงอยู่ต่อไปภายหลังจากยกเลิกกฎอัยการศึกทั่วประเทศ จากที่ประกาศไว้ในวันที่ คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง
คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เป็นการให้อำนาจทหารชั้นสัญญาบัตร ยศร้อยตรี เรือตรี และเรืออากาศตรี ขึ้นไป เป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย ส่วนทหารยศต่ำกว่านั้น หรือที่เรียกว่า “ชั้นประทวน” เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย
ขณะที่คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/2559 ที่เพิ่งประกาศล่าสุด ให้อำนาจทหารชั้นสัญญาบัตรเป็น “เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม” ส่วนทหารชั้นประทวน เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม
คำสั่งหัวหน้า คสช.ทั้ง 2 ฉบับ ยึดหลักการเดียวกัน คือให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร ทำการเหมือนตำรวจ และฝ่ายปกครอง คือ สืบสวน สอบสวน เรียกตัว จับกุม คุมตัว ตรวจค้น และยึดทรัพย์ได้
แต่ความต่างก็คือ อำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มอบให้กับเจ้าหน้าที่ทหาร มีมากน้อยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง // โดยคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ให้อำนาจทหารปฏิบัติการได้ในความผิดเพียง 4 ฐาน คือ ความผิดต่อสถาบันเบื้องสูง // ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร // ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธสงคราม // และความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช.
พิจารณาแล้วก็พอยอมรับได้ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ด้านการรักษาความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเป็นงานของทหาร
แม้ต่อมา คสช.จะออกคำสั่งเพิ่มอำนาจให้ทหารจัดการกับขบวนการบุกรุกป่า ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และขบวนการค้ายาเสพติด แต่อำนาจหน้าที่ที่มอบให้ก็ยังมีขอบเขตจำกัดอยู่บ้าง
แต่สำหรับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 แม้จะอ้างว่ามุ่งจัดการกับมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล ตามที่ระบุไว้ในเหตุผลของการออกคำสั่งก็ตาม // แต่การกำหนดฐานความผิดอาญาแนบท้ายคำสั่ง ประกอบด้วยกฎหมายมากมายถึง 27 ฉบับ ไม่เว้นแม้กระทั่งกฎหมายว่าด้วยโรงรับจำนำ // ทางหลวง // พระราชบัญญัติรถยนต์ // การขนส่งทางบก // หรือแม้แต่พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต และศุลกากร // ทำให้มองได้ว่านี่เป็นการมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ทหารชนิดที่เรียกว่า “ครอบจักรวาล” ถึงขนาดไม่ต้องมีหน่วยปกติรับผิดชอบการทำงานแล้วก็ได้
ขณะที่ผู้ช่วยเจ้าพนักงานที่เป็นทหารชั้นประทวน ก็ครอบคลุมไปถึงระดับ “อาสาสมัครทหารพราน” กันเลยทีเดียว
ที่สำคัญการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างครอบจักรวาลนี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายปกครอง และไม่ต้องรับผิดทั้งแพ่งและอาญา หากกระทำโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และพอสมควรแก่เหตุ
เรียกว่าปิดช่องฟ้องกลับแทบทุกกรณี และไม่มีองค์กรใดตรวจสอบถ่วงดุลได้!
เมื่อไล่เรียงดูอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะคนที่รู้กฎหมาย ล้วนแสดงความวิตกต่อการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารมากมายขนาดนี้
ที่สำคัญเมื่อย้อนดูผลจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ที่มุ่งปราบปรามแก๊งหมิ่นสถาบัน และกลุ่มที่เคลื่อนไหวกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ // จะพบว่าแม้ทหารจะได้อำนาจในการจัดการแบบเฉียบขาด // แต่การดำเนินการกับกลุ่มที่กระทำผิดกฎหมาย ก็ไม่ได้ปรากฏผลสำเร็จเป็นรูปธรรมชัดเจนแต่อย่างใด
และที่น่าวิตกไปกว่านั้นก็คือ ดีกรีความขัดแย้งของคนในชาติแทบไม่ลดน้อยลงเลย // เพราะ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเองก็ยังบ่นผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติอยู่แทบทุกสัปดาห์
คำถามที่ทุกฝ่ายต้องนำไปขบคิดก็คือ นี่เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่ถูกต้องแล้วจริงหรือ?
PR
วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559
แนะตร.สังกัดมท.หลัง"ปฏิบัติการสังขร"
cr FB ปรีย์ มาลากุล
โดย นายณรงค์ ทิพย์ศิริ ผู้อำนวยการส่วนกำกับและตรวจสอบ สำนักการตรวจสอบและนิติกร กรมการปกครอง เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ใช้เวลานานตั้ง 3 เดือน ในการสืบหาข้อมูลจนแน่ชัด ก่อนเข้าตรวจค้นและทำการล่อซื้อ
ปฏิบัติการครั้งนี้สะเทือนไปทั่ว ราวกับเกิดแผ่นดินไหวระดับ 9 ตามมาตราริกเตอร์ใจกลางพระนคร และผมนั่งรออาฟเตอร์ช็อคจากกระทรวงมหาดไทยว่าจะมาอีกเท่าไร
การตรวจค้นครั้งนี้ ไม่ได้ทำง่ายๆ ต้องยกย่องการเอาจริงเอาจังของ กระทรวงมหาดไทย ที่ น้อยครั้งจะเห็นเดินเกมรุก ทลายขบวนการค้ามนุษย์แบบนี้
สถานบริการดังกล่าว มีนายบอล รับว่าเป็นผู้ดูแลมานาน มีหญิงสาวที่ทำงานค้าบริการกว่า 400 คนหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันมาทำงาน
สำหรับการพบสมุดบัญชีรายชื่อที่มีการโอนเงินให้กับเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงานนั้น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งมาร่วมตรวจสอบด้วย จะเป็นผู้พิจารณาดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป (ห้ามฮั้ว) ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า บัญชีส่วยได้ระบุถึงหน่วยงานสำคัญ ๆ หลายหน่วยงาน แต่ไม่มีข้าราชการกระทรวงมหาดไทยเข้าไปเกี่ยวข้องหรือรับผลประโยชน์ด้วย
พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ บริรักษ์กุล ผบก.น. 1 ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงให้พวกเดียวกัน!!!!!! พร้อมกับสั่งให้ข้าราชการตำรวจ 4 นายในพื้นที่ สน.ห้วยขวาง ให้ย้ายไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.บช.น.1 ประกอบด้วย 1. พ.ต.อ.กิตติพงศ์ วิเศษสงวน ผกก. สน.ห้วยขวาง 2. พ.ต.ท.ศาสตร์ศักดิ์ ชัยประเสริฐ รอง ผกก.ป. สน.ห้วยขวาง 3. พ.ต.ท.จีระพล ประพันธ์จันทร์ สว.สส. สน.ห้วยขวาง 4. พ.ต.ท.ศุภภัทร สวัสดี สวป. สน.ห้วยขวาง
การปฏิบัติการครั้งนี้ ถ้าจะวิเคราะห์แบบตรงไปตรงมา หน่วยงานทั้งหมดคงไม่พ้นจากกรมตำรวจ
อ่านมาแล้วช่วยออกความเห็นกันหน่อย เพื่อให้ชาติมีความมั่นคง ถ้าเห็นด้วยก็กด like มามากๆ อาจจะได้อย่างที่เราต้องการ คือเอากรมตำรวจไปขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต จะได้มีผู้นำที่ใจเด็ดอย่างเช่น พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และขอฝากความคารวะมา ณ ที่นี้ด้วย
อ่านมาแล้วช่วยออกความเห็นกันหน่อย เพื่อให้ชาติมีความมั่นคง ถ้าเห็นด้วยก็กด like มามากๆ อาจจะได้อย่างที่เราต้องการ คือเอากรมตำรวจไปขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต จะได้มีผู้นำที่ใจเด็ดอย่างเช่น พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และขอฝากความคารวะมา ณ ที่นี้ด้วย
เร่งเครื่องปราบการค้ามนุษย์ในธุรกิจค้าประเวณี เข้ากวาดจับ “นาตารี” เป็นแห่งแรกในกทม.
เร่งเครื่องปราบการค้ามนุษย์ในธุรกิจค้าประเวณี เข้ากวาดจับ “นาตารี” เป็นแห่งแรกในกทม. เจ้าหน้าที่ 5 นายโดนโยกย้าย
นายมานะ สิมมา ผู้อำนวยการส่วนการสอบสวนคดีอาญา กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเผยว่า กระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินนโยบายป้องกันและปรามปรามการค้ามนุษย์ โดยดำเนินการมาแล้ว 19 กรณีในต่างจังหวัด แต่เพิ่งดำเนินการในกรุงเทพฯ ที่ “นาตารี” เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. หลังจากสืบสวนและหาข้อมูลมาเป็นเวลากว่า 3 เดือนและถือเป็นกรณีที่มีผู้เกี่ยวข้องมากที่สุด โดยเปรียบเทียบกับการปฏิบัติการในต่างจังหวัด จะใช้เวลาสืบสวนราวๆ 1 เดือนครึ่ง และจะเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ในสถานประกอบการที่มีการลักลอบค้าประเวณีต่อไปเนื่องจากเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ
นายมานะ อธิบายว่ากรณีการลงพื้นที่จับกุมผู้ให้บริการและผู้ดูแลสถานประกอบการ นาตารีเอ็นเตอร์เทนเมนท์ อาบอบนวด ถนนรัชดาภิเษก แขวงและเขตดินแดง กรุงเทพฯ ว่า เป็นการดำเนินการของชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (สมาชิก อส.) กระทรวงมหาดไทย โดยอาศัยอำนาจที่มีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่ให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองมีอำนาจในการจับกุมได้ แต่หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนสอบสวนต่อไป
สำหรับความคืบหน้าของคดี บ่ายนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบสวนและคัดแยกผู้ต้องหาข้อหาค้าประเวณี พบว่า 77 ราย เป็นชาวต่างชาติ หญิงสาวจำนวน 57 รายถูกนำมาฝากขังที่ศาลอาญา รัชดา โดย พ.ต.อ.เทพพิทักษ์ แสงกล้า ช่วยราชการสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางระบุว่าทั้งหมดเป็นบุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานในราชอาณาจักร และได้นำตัวหญิงสาวอีก 20 รายไปฝากขังที่ศาลแขวงพระนครเหนือ โดยระบุว่าเป็นบุคคลที่ทำงานไม่ตรงตามประเภทที่ได้รับอนุญาตโดยพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากเป็นบุคคลไม่มีที่พำนักเป็นหลักแหล่ง เกรงว่าจะหลบหนี
พ.ต.อ.เทพพิทักษ์ระบุว่าจากการสอบสวนพบว่ามีหญิงสาว 9 รายเข้าข่ายเป็นผู้เสียหายจากการถูกหลอกมาค้าประเวณี โดยได้ส่งตัวให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดูแลแล้ว และมีหญิงสาว 12 รายที่ต้องตรวจพิสูจน์อายุว่าเป็นเยาวชนหรือไม่โดยคาดว่าจะทราบผลในสัปดาห์หน้า ที่เหลือเป็นหญิงสาวชาวไทยที่มีอายุเกิน 18 ปี ถูกเปรียบเทียบปรับและปล่อยตัวไปแล้ว
สำหรับนายพงษ์อนัน คณะเขตต์ ผู้ดูแลร้าน กับพวกรวม 5คนยังอยู่ระหว่างถูกสอบปากคำโดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันค้ามนุษย์ และร่วมกันเป็นธุระจัดหาให้ที่พักพิงแรงงานต่างด้าว
ภายหลังการบุกจับผู้ที่อาจเกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีและค้ามนุษย์ที่สถานประกอบการนาตารี สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย ประจำสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง เพื่อดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงในส่วนของการลักลอบค้าประเวณีและการจ่ายสินบนต่อไป
ภาพประกอบ: ผู้ต้องหาบางส่วนถูกนำตัวมาฝากขังที่ศาลอาญา รัชดา
บทแห่งกรรมคือ "เจตนาสมีโย" : เปลว สีเงิน "นักการเมืองขี้โกง"..........
บทแห่งกรรมคือ "เจตนาสมีโย" : เปลว สีเงิน
"นักการเมืองขี้โกง"..........
"นักการเมืองขี้โกง"..........
โดยเฉพาะแก๊งเข้าไปเล่นการเมืองด้วยทัศนคติ "โกงไม่เป็นไร ได้แล้วเอามาแบ่งกัน"
เจริญ "ราชทัณฑ์สติ"
คุกหนอ...คุกหนอ..รอไว้นะ!
นายชูชีพ หาญสวัสดิ์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในปฐมยุคแห่งรัฐบาลทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ย่านปทุมธานี
และนายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขาฯ รมว.เกษตรฯ ผู้เป็นน้องชาย "นายเสนาะ เทียนทอง" ผู้ยิ่งใหญ่ย่านสระแก้ว-ปราจีนบุรี
ด้วยศรัทธาและยึดมั่นในระบอบทักษิณ "โกงไม่เป็นไร ได้แล้วเอามาแบ่งกัน"
๘ มิ.ย.๕๙ วานซืนนี้เอง........
เข้าไปแบ่งกันอยู่ในคุกเรียบร้อยแล้ว โดย "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง"
ตัดสินขังคุก "คนละ ๖ ปี"
ฐานทุจริต-คอร์รัปชัน ฮั้วประมูลจัดซื้อปุ๋ย!
บน "มาตรฐานเดียวกัน" อย่างที่ขบวนการระบอบทักษิณชื่นชอบ และแหกปากตะโกนโหยหามาตลอด
ก็อีกหลายคนมิใช่หรือ?
ทั้งหญิง-ทั้งชาย ทั้งที่ชอบเสื้อดอกและดอกเองโดยสันดาน เห็นกำลังทยอยเข้าคิวรออยู่ที่ศาลอาญาบ้าง ศาลฎีกานักการเมืองบ้าง
เตรียมฟิตร่างกายกันไว้นะ....
เมื่อกฎกรรมและกฎหมายทำงานดังนี้ ราวๆ ปลายปีนี้-ต้นปีหน้า บางคนอาจโชคดี
ได้เข้าไปอยู่ร่วม-กินร่วม-นอนร่วม กับ "ชูชีพ-วิทยา" จะได้ไปอยู่แบบเฮลธี้ไงล่ะ!
เมื่อวงจร "โกงแล้วแบ่งกัน" กำลังบรรจบลักษณะนี้ ก็คงต้องแข่งกันหน่อย........
ว่าทีมไหน จะได้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นก่อนกัน ระหว่างทีมที่ไปสุมหัวเห่าอยู่อเมริกา กับพวกที่กำลังถูก "เรียกเก็บตัว" เข้าไปฟอร์มทีมในคุก ทีละคน-สองคน?
เรื่องกรรมและเรื่องกฎหมาย ทำหน้าที่ "เที่ยงตรง" เสมอ
ไม่เลือกหน้า-ไม่เว้นใคร ไม่ว่า "หัวดำ-หัวโล้น".........
ถ้าระยำ ด้วยโกงกิน อลัชชี ผิดศีล ขั้นครุกาบัติ ในยุคดาวอะไรมิต่ออะไรทั้งอม ทั้งคาย ทั้งชนกัน สับสนนัวเนีย อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ผมไม่ทราบ
ทราบอย่างเดียว..........
พวก "ดาวโจร" ทั้งหัวโล้น-หัวดำ" เมื่อสังคมชาติถึงยุคปฏิรูป "คือล้าง" ที่เละ มุ่งสู่อนาคตใหม่ที่เรี่ยมเร้
มนุษย์ประเภท "ฉิบหายแล้วจากความดี" ทั้งหลาย-ทั้งปวง จะอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่สำนึก ไม่ปรับตัว
"ต้องไป......" สถานเดียว!
ไปอยู่ที่ใหม่ จะเป็นคุก-ตะราง หรือเป็น ๙ ขุมนรก นั่นขึ้นอยู่กับกรรมของแต่ละคน
จากที่ "ปทุมธานี" เหมือนกัน แต่คนละสถานะ มาดูทาง "สมีโย" เจ้าลัทธิธรรมกายบ้าง ว่ายังอยู่ดีหรือไม่ดีไฉน?
กรรม คือการกระทำ ทาง "กาย-วาจา-ใจ"
ตัวใจ คือ "มโนกรรม" นี่แหละ เป็น "ตัวกรรม" แท้จริง พระบรมศาสดาเจ้าตรัสว่า "เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ"
แปลว่า....ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนา คือ กรรม"
เจตนาคือ ความคิด ความตั้งใจ ที่สั่งกาย สั่งวาจานั่นแหละ ถ้าสั่งด้วยเจตนาดี คิดดี ตั้งใจทำดี พูดดี
แบบนี้ ไม่ต้องตั้ง "ศูนย์ปราบโกงในโกงกูเอง" ก็ถือว่าประกอบกรรมดี มีผลเป็นสุขกาย-สุขใจ เทวดาและมนุษย์สรรเสริญแล้ว
แต่ถ้าสั่งด้วยเจตนาร้าย
ทุกอย่างจะตรงข้าม คือใช่ว่าคนพวกนี้ "ในความเป็นคน" จะไม่รู้จักชั่ว-ไม่รู้จักดี เสียเลย
รู้เต็มอก.......
แต่ด้วยความเป็นคนฉิบหายแล้วจากความดีนั่นแหละ คือดีไม่ได้-ดีไม่เป็น เหมือนหนอน มีแต่ขี้เท่านั้นหอม เป็นอาหารชื่นชอบ อย่างอื่นเหม็นหมด
"มโน" คือเจตนา จึงสั่งแต่ ให้กายเคลื่อน-ปากขยับ ด้วยคิดร้าย พูดร้าย-ทำร้าย มุ่งจ้องทางจะไปกินขี้สถานเดียว
ปกตินั้น ทางกาย ทางวาจา ทำอะไรลงไป ยังไม่ถือว่าเป็นกรรม
ต่อเมื่อ "ทำ-พูด" ด้วยเจตนาอย่างใด-อย่างหนึ่ง นั่นแหละ จึงถือเป็นกรรม!
เข้าใจตรงนี้กันไว้บ้างก็ดี แม้ทางกฎหมายบ้านเมือง การกระทำ จะเป็นโทษหรือไม่เป็น ก็ต้อง "ยึดเจตนา" เป็นหลักเช่นกัน
คนอดข้าวหลายวัน เราสงสาร เอาข้าวไปป้อน เจตนาดี หวังให้เขาหายหิว มีชีวิตอยู่ได้
แต่กินปุ๊บ ลมสว้านตีขึ้น เขาตายคาข้าวที่เราป้อน......
แบบนี้ ไม่บาป ไม่ติดคุกหรอก เพราะช่วยเขาด้วยเจตนาดี หวังให้อยู่ มิใช่หวังให้ตาย!
เมื่อมีหลักในการพิจารณาอย่างนี้แล้ว ก็ไปดูการไม่ยอมมอบตัวของสมีโย รวมทั้งการไม่ยอมให้แพทยสภาเข้าไปตรวจอาการ "ป่วยปางตาย" ด้วยโรค ๘ โรคบ้าง
การไม่ยอมมอบตัวแต่แรกก็ดี
การแสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อกฎหมาย ขัดขืน-ขัดขวาง การเข้าไปจับกุมของ DSI ที่วัด ก็ดี
และตัวเอง ไม่ยอมให้แพทย์โรงพยาบาลเข้าตรวจอาการ แต่ไปร้องขอให้ "แพทยสภา" ตั้งคณะแพทย์มาตรวจที่วัด
เพื่อยืนยันว่า "ป่วยหนัก-ตีนโตจริง" ไม่สามารถออกจากวัดไปมอบตัวกับ DSI ได้ มิใช่เล่นเล่ห์ หลีกเลี่ยง การถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด นั่นก็ดี
เมื่อพิจารณาเรื่องราวบนความต่อเนื่อง จะเห็นตัว "มโนกรรม" คือ "ตัวเจตนา" ของสมีโย ชัดเจน
เจตนาสั่งกายให้เจ้าเล่ห์ "หลบเลี่ยง-หลบซ่อน" ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย
เจตนาสั่งวาจา ให้สาวกเรียงหน้าไปกะล่อนปล้อนปลิ้น "พระเดชพระคุณหลวงพ่อบริสุทธิ์...พระเดชพระคุณหลวงพ่ออาพาธหนัก"
หวังถ่วงดึง ยื้อเวลา และการเข้าค้นจับของ DSI ไปเรื่อยๆ ชนิดให้นานที่สุด
จนกว่า "อำนาจรัฐ" จะเปลี่ยน เป็นระบอบทักษิณ ประมาณนั้น!?
อย่างนี้ถือเป็นกรรม เกิดจาก "เจตนา" ชัด.......
การคิดชั่ว ตั้งใจทำชั่ว เรียกว่าเป็น "กรรมชั่ว" นี้ มีผลแล้ว ถึงใครไม่เห็น จิตใจตัวเองก็รู้-ก็เห็น ยังไม่ได้รับโทษทางกฎหมาย แต่โทษทางใจ ได้รับแล้ว
คือ กิน-เดิน-นั่ง-นอน เหมือนอยู่ในทะเลเพลิง-ทะเลหนาม เร่าร้อน เป็นทุกข์ ต้องซอกซอน-ซุกซ่อนอยู่ เรียกว่า "ตกนรกทั้งเป็น"
คนภายนอกไม่เห็น ผี เทวดา ก็เห็น.........
กระทั่งยมบาล เห็นชัดแจ๋ว ป่านนี้ บันทึกกรรมชั่วนี้ ใส่หนังหมาไว้เรียบร้อยแล้ว!
จากหนังสือ "คณะแพทย์รักษาพระธัมมชโย" ซึ่งก็คือบรรดาสาวกที่ออกมาเคลื่อนไหวแทนสมีโย แจ้งให้ "ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา" นายกแพทยสภา ทราบ ด้วยใจความว่า
"ขอให้แพทยสภาเลื่อนการตรวจอาการอาพาธของพระธัมมชโยออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้ออกหมายจับไปแล้ว
การเข้าไปตรวจของแพทยสภา ก็ไม่ได้มีผลต่อรูปคดี ก็ไม่จำเป็นต้องส่งแพทย์เข้าไปตรวจอีก"
นี่เท่ากับตัวเอง "จับโกหก" ตัวเอง!
จับทั้งโกหกคณะแพทย์สมีโย จับโกหกทั้งตัวสมีโย ว่าทั้งหมดที่แถลง-แกล้งทำ ป่วยหนัก ๘ โรค ถึงขั้นเป็น-ตาย ๕๐-๕๐
และที่ทำเป็นนอนให้หมอตรวจตีนเน่า-ตีนบวมออกโทรทัศน์โชว์นักข่าว เพื่อยืนยันว่า ป่วยหนัก เดินไม่ได้จริงๆ นั้น
"ต้มคนทั้งโลก"!
คือแพทย์แก๊งสมีโยเอง เมื่อสังคมจับผิดได้ ถึงขั้นโรงพยาบาลต้นสังกัดยืนยันใบรับรองแพทย์มิใช่ของโรงพยาบาล
ก็ไปยื่นขอแพทยสภา ให้ส่งคณะแพทย์ไปตรวจ พูดง่ายๆ นั่นคือเล่ห์ หวังใช้แก้หน้า-กู้สถานการณ์
โดยอาศัยยี่ห้อ "แพทยสภา" หวังให้คนเข้าใจ แบบนี้ แสดงว่าสมีโยป่วย "ปางตัด-ปางตาย" จริงๆ ไม่งั้น ไม่กล้าท้าพิสูจน์
แล้วนี่...คืออะไร?
".........เนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้ออกหมายจับไปแล้ว การเข้าไปตรวจของแพทยสภา ก็ไม่ได้มีผลต่อรูปคดี ก็ไม่จำเป็นต้องส่งแพทย์เข้าไปตรวจอีก"
สรุปชัด การไปขอให้แพทยสภาตรวจ นั่นไม่ใช่ต้องพิสูจน์เพื่อยืนยันว่าสมีโยป่วยจริง
หากแต่หวังใช้ภาพแพทยสภาเป็น "ยันต์กัน DSI บุกเข้าไปจับ" เท่านั้นเอง!
แล้วตอนนี้ พอ DSI ไม่บุกเข้าไปค้น-ไปจับ.....
สมีโยหายป่วย หายตีนเน่า-ตีนโตฉับพลัน ประหนึ่งแม่ชีปัดระเบิดมาเป่า ทำหนังสือแจ้งแพทยสภาทันที
"ไม่ต้องส่งคณะแพทย์เข้าไปตรวจแล้ว"!?
นี่แหละ "มโนกรรม" คือเจตนาชั่ว เป็นตัวกรรม กรรมลวงโลกชัดแจ้ง มนุษย์ ผีสาง นางไม้ เทวดา ยังไม่ทัน "จับมั่น" ก็มีผลทันตา
โดยตัวเอง "คั้นตัวเอง" ให้ชั่วนั้น เป็นหางปรากฏ!
จะไม่กล่าวทาง DSI แต่ให้คอยดู ในเดือนนี้ จากสัปดาห์หน้าไป
DSI จะ I love YO.
วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559
'พรายพล' จี้บอร์ดไทยพีบีเอสสอบอิทธิพลแทรกแซงตัดรายการ"เถียงให้รู้เรื่อง"
'พรายพล' จี้บอร์ดไทยพีบีเอสสอบอิทธิพลแทรกแซงตัดรายการ"เถียงให้รู้เรื่อง"
การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการออกอากาศ รวมทั้งการยอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม อันอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนในการนำเสนอเนื้อหาสาระของรายการโทรทัศน์ หากเป็นจริง ก็ย่อมเป็นเครื่องชี้ได้ว่า ผู้บริหารไทย PBS ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรม วิชาชีพอย่างร้ายแรง
วันที่ 9 มิถุนายน 2559 ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการด้านพลังงาน ทำจดหมายถึงประธานคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. หลังไปบันทึกเทปสำหรับรายการชื่อ "เถียงให้รู้เรื่อง" ในประเด็น :สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ? ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ของไทย PBS ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อตอนค่ำของวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2559
ดร.พรายพล ระบุถึงการไปออกรายการ ในฐานะนักวิชาการ เป็น commentator ร่วมกับอาจารย์ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมจากการอภิปรายของวิทยากรหลัก 2 ท่านคือ คุณมนูญ ศิริวรรณ และคุณรสนา โตสิตระกูล มีคุณอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์ เป็นพิธีกร และรายการที่บันทึกเทปนี้มีกำหนดออกอากาศผ่านช่องโทรทัศน์ของไทย PBS ในเวลาสี่ทุ่มครึ่งของวันอังคารที่ 7 มิถุนายน 2559นั้น
ต่อมาในเวลาประมาณสองทุ่มครึ่งของวันอังคารที่ 7 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ของไทย PBS ซึ่งประสานงานการเชิญผมเข้าร่วมรายการดังกล่าวได้โทรศัพท์มาถึงผมและแจ้งให้ทราบว่าในการออกอากาศรายการ “เถียงให้รู้เรื่อง” ในคืนวันอังคารที่ 7 มิถุนายนนั้น สถานีจำเป็นต้องตัดส่วนที่เป็นความเห็นของนักวิชาการออกไปเพื่อให้เกิดความเป็นกลาง ซึ่งผมก็ตอบไปว่าผมไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนั้นและหากดำเนินการจริงก็จะทำเรื่องร้องเรียนผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไปในการออกอากาศรายการในคืนนั้นก็ปรากฏว่าสถานีไทย PBS ได้ตัดส่วนที่เป็นความเห็นของผมและอาจารย์ฐิติศักดิ์ออกไปทั้งหมดจริง
ประเด็นจึงมีอยู่ว่า การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการนั้นก่อให้เกิด”ความเป็นกลาง” หรือไม่อย่างไร ผมได้รับเชิญเข้าร่วมรายการในฐานะที่เป็นนักวิชาการด้านพลังงาน ซึ่งได้ศึกษาและมีประสบการณ์ในการทำงานด้านพลังงานมาเป็นเวลาหลายสิบปี ผมตระหนักดีว่าการให้ความเห็นของผมในฐานะดังกล่าวจะต้องยึดหลักการของการมีเหตุมีผล มีหลักวิชา และมีข้อมูลที่ถูกต้องสนับสนุนอย่างรอบด้าน ไม่จำเป็นต้องเอาใจใครหรือตามใจใครไม่มีอคติเป็นการส่วนตัว และไม่เห็นแก่พวกพ้อง ผมเชื่อมั่นว่าผมได้ให้ความเห็นในรายการนี้โดยยึดหลักการดังกล่าวอย่างดีที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าอาจารย์ฐิติศักดิ์ก็คงยึดหลักการเดียวกัน ผมและอาจารฐิติศักดิ์จึงเปรียบเสมือนเป็น “คนกลาง” ที่ให้ความเห็นจากแง่มุมของวิชาการโดยแท้จริง ดังนั้นผมจึงไม่เข้าใจเลยว่า การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการจะทำให้เกิดความเป็นกลางได้อย่างไร ในทางตรงกันข้ามการตัดความเห็นของ “คนกลาง” ออกไปกลับจะทำให้ความเป็นกลางด้อยน้อยลงไปเสียด้วยซ้ำ
ในกรณีที่ความเห็นของนักวิชาการทั้งสองคนเผอิญไปสนับสนุนความเห็นของวิทยากรหลักท่านใดท่านหนึ่งเป็นส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้หมายความว่า รายการจะไม่มีความเป็นกลางและก็ไม่ได้หมายความว่าวิทยากรหลักอีกท่านหนึ่งจะเสียเปรียบหรือ "โดนรุม" เพราะผมเห็นว่าพิธีกรก็เปิดโอกาสให้วิทยากรหลักทั้งสองฝ่ายสามารถชี้แจงตอบโต้นักวิชาการและตอบโต้กันเองได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว
ผมเห็นว่าไทย PBS ควรออกอากาศเนื้อหาสาระที่วิทยากรหลักและนักวิชาการได้นำเสนอไว้ในการบันทึกเทปอย่างครบถ้วน แล้วเปิดโอกาสให้ผู้ชมรายการสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อใครโดยอาศัยเหตุผลและข้อมูลของแต่ละฝ่ายสำหรับผู้ชมรายการที่มีใจเป็นกลางแล้ว ความเห็นที่คน 3 คนเห็นตรงกันแต่ไม่มีเหตุผลเพียงพอย่อมไม่น่าเชื่อถือมากไปกว่าความเห็นของคนคนเดียวที่มีเหตุผลและข้อมูลสนับสนุนอย่างหนักแน่น
ผมได้ทราบมาว่า การที่ไทย PBS ตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการที่ได้ออกอากาศในวันนั้น เนื่องมาจากว่ามีวิทยากรหลักท่านหนึ่งไม่พอใจที่นักวิชาการทั้งสองคนมีความเห็นขัดแย้งกับความเห็นของตน และมองไปว่าการอภิปรายโต้เถียงกันมีลักษณะที่ตนถูกรุมโจมตี (ในทำนอง “สามรุมหนึ่ง”) จึงได้ติดต่อไปทางสถานีเพื่อให้แก้ไขตัดต่อเทปสำหรับการออกอากาศซึ่งจะทำให้ข้อเสนอและความเห็นของตนมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมากขึ้นโดยวิธีการตัดความเห็นของนักวิชาการออกไปในที่สุด
ผมได้ทราบมาด้วยว่า ในเบื้องแรกวิทยากรหลักท่านนี้ได้ขอให้ไทย PBS บันทึกเทปรายการใหม่ แต่เมื่อทำไม่สำเร็จจึงได้เดินทางไปที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทย PBS ในเย็นวันที่ 7 มิถุนายนโดยมีผู้บริหารของสถานีให้การต้อนรับเป็นพิเศษและพาเข้าไปถึงในห้องปฏิบัติงานเพื่อกำกับการตัดต่อเทปรายการ "เถียงให้รู้เรื่อง" ที่กำลังจะออกอากาศในคืนนั้นด้วย ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า วิทยากรหลักท่านนี้มีอิทธิพลและอำนาจมากล้นจนทำให้สามารถกดดันให้ผู้บริหารไทย PBS ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม และถูกแทรกแซงการทำงาน อันเป็นผลทำให้มีการแก้ไขเนื้อหาการออกอากาศตามความต้องการของวิทยากรหลักท่านนี้
หากเหตุการณ์นี้เป็นจริง ก็ถือได้ว่าเป็นการใช้อิทธิพลและอำนาจโดยบุคคลที่บ้าอำนาจ เห็นแก่ตัว มีจิตใจคับแคบไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี และสังคมไม่ควรให้การยอมรับนับถือ
การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการออกอากาศ รวมทั้งการยอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม อันอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนในการนำเสนอเนื้อหาสาระของรายการโทรทัศน์ หากเป็นจริง ก็ย่อมเป็นเครื่องชี้ได้ว่า ผู้บริหารไทย PBS ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะในข้อบังคับที่ให้ความสำคัญกับความเที่ยงตรง ความเป็นธรรมและความเป็นอิสระของวิชาชีพ ไทย PBS ในฐานะองค์กรก็คงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสถาบันสื่อสาธารณะที่สร้างสรรค์สังคม คุณภาพ และคุณธรรมได้อีกต่อไป ความเชื่อมั่นในการเป็นสถาบันสื่อที่มีความเป็นอิสระเพราะได้รับงบประมาณจากรายได้ภาษีสรรพสามิตของรัฐก็จะเสื่อมถอยลงในที่สุด
อนึ่ง การไม่ยอมให้ความเห็นทางวิชาการของผมได้รับการเผยแพร่ น่าจะเข้าข่ายการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งได้รับการคุ้มครองในรัฐธรรมนูญของไทยเกือบทุกฉบับ
ดังนั้น ผมจึงขอร้องเรียนต่อคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ให้สืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์และบุคคลที่ทำ ให้ความเห็นของผมและอาจารย์ฐิติศักดิ์ ถูกตัดออกจากรายการ"เถียงให้รู้เรื่อง" ซึ่งออกอากาศในคืนวันอังคารที่ 8 มิถุนายน 2559 และหากพบว่า มีการปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพ ก็ให้ดำเนินการตามระเบียบวินัยขององค์กรต่อไป พร้อมทั้งหาทางป้องกันไม่ให้เกิดข้อบกพร่องในการทำงานเช่นนี้อีกในอนาคต
ในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมทราบว่าในกรณีที่ผมร้องเรียนนี้ ไทย PBS ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบผ่านโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก ผมจึงหวังว่าคณะกรรมการฯ จะสามารถพิจารณาข้อร้องเรียนของผมได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม และชี้แจงผลการพิจารณาให้สาธารณชนได้ทราบ อันจะเป็นการกอบกู้ฟื้นฟูให้ไทย PBS มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นและสามารถกลับมาทำหน้าที่เป็นสื่อสาธารณะที่สร้างสรรค์สังคมได้อย่างแท้จริง
การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการออกอากาศ รวมทั้งการยอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม อันอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนในการนำเสนอเนื้อหาสาระของรายการโทรทัศน์ หากเป็นจริง ก็ย่อมเป็นเครื่องชี้ได้ว่า ผู้บริหารไทย PBS ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรม วิชาชีพอย่างร้ายแรง
วันที่ 9 มิถุนายน 2559 ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการด้านพลังงาน ทำจดหมายถึงประธานคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. หลังไปบันทึกเทปสำหรับรายการชื่อ "เถียงให้รู้เรื่อง" ในประเด็น :สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ? ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ของไทย PBS ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อตอนค่ำของวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2559
ดร.พรายพล ระบุถึงการไปออกรายการ ในฐานะนักวิชาการ เป็น commentator ร่วมกับอาจารย์ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมจากการอภิปรายของวิทยากรหลัก 2 ท่านคือ คุณมนูญ ศิริวรรณ และคุณรสนา โตสิตระกูล มีคุณอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์ เป็นพิธีกร และรายการที่บันทึกเทปนี้มีกำหนดออกอากาศผ่านช่องโทรทัศน์ของไทย PBS ในเวลาสี่ทุ่มครึ่งของวันอังคารที่ 7 มิถุนายน 2559นั้น
ต่อมาในเวลาประมาณสองทุ่มครึ่งของวันอังคารที่ 7 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ของไทย PBS ซึ่งประสานงานการเชิญผมเข้าร่วมรายการดังกล่าวได้โทรศัพท์มาถึงผมและแจ้งให้ทราบว่าในการออกอากาศรายการ “เถียงให้รู้เรื่อง” ในคืนวันอังคารที่ 7 มิถุนายนนั้น สถานีจำเป็นต้องตัดส่วนที่เป็นความเห็นของนักวิชาการออกไปเพื่อให้เกิดความเป็นกลาง ซึ่งผมก็ตอบไปว่าผมไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนั้นและหากดำเนินการจริงก็จะทำเรื่องร้องเรียนผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไปในการออกอากาศรายการในคืนนั้นก็ปรากฏว่าสถานีไทย PBS ได้ตัดส่วนที่เป็นความเห็นของผมและอาจารย์ฐิติศักดิ์ออกไปทั้งหมดจริง
ประเด็นจึงมีอยู่ว่า การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการนั้นก่อให้เกิด”ความเป็นกลาง” หรือไม่อย่างไร ผมได้รับเชิญเข้าร่วมรายการในฐานะที่เป็นนักวิชาการด้านพลังงาน ซึ่งได้ศึกษาและมีประสบการณ์ในการทำงานด้านพลังงานมาเป็นเวลาหลายสิบปี ผมตระหนักดีว่าการให้ความเห็นของผมในฐานะดังกล่าวจะต้องยึดหลักการของการมีเหตุมีผล มีหลักวิชา และมีข้อมูลที่ถูกต้องสนับสนุนอย่างรอบด้าน ไม่จำเป็นต้องเอาใจใครหรือตามใจใครไม่มีอคติเป็นการส่วนตัว และไม่เห็นแก่พวกพ้อง ผมเชื่อมั่นว่าผมได้ให้ความเห็นในรายการนี้โดยยึดหลักการดังกล่าวอย่างดีที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าอาจารย์ฐิติศักดิ์ก็คงยึดหลักการเดียวกัน ผมและอาจารฐิติศักดิ์จึงเปรียบเสมือนเป็น “คนกลาง” ที่ให้ความเห็นจากแง่มุมของวิชาการโดยแท้จริง ดังนั้นผมจึงไม่เข้าใจเลยว่า การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการจะทำให้เกิดความเป็นกลางได้อย่างไร ในทางตรงกันข้ามการตัดความเห็นของ “คนกลาง” ออกไปกลับจะทำให้ความเป็นกลางด้อยน้อยลงไปเสียด้วยซ้ำ
ในกรณีที่ความเห็นของนักวิชาการทั้งสองคนเผอิญไปสนับสนุนความเห็นของวิทยากรหลักท่านใดท่านหนึ่งเป็นส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้หมายความว่า รายการจะไม่มีความเป็นกลางและก็ไม่ได้หมายความว่าวิทยากรหลักอีกท่านหนึ่งจะเสียเปรียบหรือ "โดนรุม" เพราะผมเห็นว่าพิธีกรก็เปิดโอกาสให้วิทยากรหลักทั้งสองฝ่ายสามารถชี้แจงตอบโต้นักวิชาการและตอบโต้กันเองได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว
ผมเห็นว่าไทย PBS ควรออกอากาศเนื้อหาสาระที่วิทยากรหลักและนักวิชาการได้นำเสนอไว้ในการบันทึกเทปอย่างครบถ้วน แล้วเปิดโอกาสให้ผู้ชมรายการสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อใครโดยอาศัยเหตุผลและข้อมูลของแต่ละฝ่ายสำหรับผู้ชมรายการที่มีใจเป็นกลางแล้ว ความเห็นที่คน 3 คนเห็นตรงกันแต่ไม่มีเหตุผลเพียงพอย่อมไม่น่าเชื่อถือมากไปกว่าความเห็นของคนคนเดียวที่มีเหตุผลและข้อมูลสนับสนุนอย่างหนักแน่น
ผมได้ทราบมาว่า การที่ไทย PBS ตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการที่ได้ออกอากาศในวันนั้น เนื่องมาจากว่ามีวิทยากรหลักท่านหนึ่งไม่พอใจที่นักวิชาการทั้งสองคนมีความเห็นขัดแย้งกับความเห็นของตน และมองไปว่าการอภิปรายโต้เถียงกันมีลักษณะที่ตนถูกรุมโจมตี (ในทำนอง “สามรุมหนึ่ง”) จึงได้ติดต่อไปทางสถานีเพื่อให้แก้ไขตัดต่อเทปสำหรับการออกอากาศซึ่งจะทำให้ข้อเสนอและความเห็นของตนมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมากขึ้นโดยวิธีการตัดความเห็นของนักวิชาการออกไปในที่สุด
ผมได้ทราบมาด้วยว่า ในเบื้องแรกวิทยากรหลักท่านนี้ได้ขอให้ไทย PBS บันทึกเทปรายการใหม่ แต่เมื่อทำไม่สำเร็จจึงได้เดินทางไปที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทย PBS ในเย็นวันที่ 7 มิถุนายนโดยมีผู้บริหารของสถานีให้การต้อนรับเป็นพิเศษและพาเข้าไปถึงในห้องปฏิบัติงานเพื่อกำกับการตัดต่อเทปรายการ "เถียงให้รู้เรื่อง" ที่กำลังจะออกอากาศในคืนนั้นด้วย ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า วิทยากรหลักท่านนี้มีอิทธิพลและอำนาจมากล้นจนทำให้สามารถกดดันให้ผู้บริหารไทย PBS ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม และถูกแทรกแซงการทำงาน อันเป็นผลทำให้มีการแก้ไขเนื้อหาการออกอากาศตามความต้องการของวิทยากรหลักท่านนี้
หากเหตุการณ์นี้เป็นจริง ก็ถือได้ว่าเป็นการใช้อิทธิพลและอำนาจโดยบุคคลที่บ้าอำนาจ เห็นแก่ตัว มีจิตใจคับแคบไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี และสังคมไม่ควรให้การยอมรับนับถือ
การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการออกอากาศ รวมทั้งการยอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม อันอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนในการนำเสนอเนื้อหาสาระของรายการโทรทัศน์ หากเป็นจริง ก็ย่อมเป็นเครื่องชี้ได้ว่า ผู้บริหารไทย PBS ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะในข้อบังคับที่ให้ความสำคัญกับความเที่ยงตรง ความเป็นธรรมและความเป็นอิสระของวิชาชีพ ไทย PBS ในฐานะองค์กรก็คงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสถาบันสื่อสาธารณะที่สร้างสรรค์สังคม คุณภาพ และคุณธรรมได้อีกต่อไป ความเชื่อมั่นในการเป็นสถาบันสื่อที่มีความเป็นอิสระเพราะได้รับงบประมาณจากรายได้ภาษีสรรพสามิตของรัฐก็จะเสื่อมถอยลงในที่สุด
อนึ่ง การไม่ยอมให้ความเห็นทางวิชาการของผมได้รับการเผยแพร่ น่าจะเข้าข่ายการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งได้รับการคุ้มครองในรัฐธรรมนูญของไทยเกือบทุกฉบับ
ดังนั้น ผมจึงขอร้องเรียนต่อคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ให้สืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์และบุคคลที่ทำ ให้ความเห็นของผมและอาจารย์ฐิติศักดิ์ ถูกตัดออกจากรายการ"เถียงให้รู้เรื่อง" ซึ่งออกอากาศในคืนวันอังคารที่ 8 มิถุนายน 2559 และหากพบว่า มีการปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพ ก็ให้ดำเนินการตามระเบียบวินัยขององค์กรต่อไป พร้อมทั้งหาทางป้องกันไม่ให้เกิดข้อบกพร่องในการทำงานเช่นนี้อีกในอนาคต
ในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมทราบว่าในกรณีที่ผมร้องเรียนนี้ ไทย PBS ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบผ่านโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก ผมจึงหวังว่าคณะกรรมการฯ จะสามารถพิจารณาข้อร้องเรียนของผมได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม และชี้แจงผลการพิจารณาให้สาธารณชนได้ทราบ อันจะเป็นการกอบกู้ฟื้นฟูให้ไทย PBS มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นและสามารถกลับมาทำหน้าที่เป็นสื่อสาธารณะที่สร้างสรรค์สังคมได้อย่างแท้จริง
สนช.ไฟเขียวกม.ชำระค่าปรับผ่านแบงก์-ร้านสะดวกซื้อ
สนช.ไฟเขียวกม.ชำระค่าปรับผ่านแบงก์-ร้านสะดวกซื้อ
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธาน โดยได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.จราจรทางบก (เพิ่มช่องทางชำระค่าปรับ) พ.ศ..ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพาณิชย์ สมาชิก สนช.เป็นประธาน พิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีสาระสำคัญคือให้เพิ่มช่องทางชำระค่าปรับตามใบสั่งด้วยวิธีการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ บัตรเครดิต หรือวิธีการอื่น โดยผ่านธนาคารหรือหน่วยบริการรับชำระเงินได้ ตามวิธีการและสถานที่ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด และเมื่อผู้ได้รับใบสั่งได้ชำระค่าปรับครบถ้วนถูกต้องแล้วให้คดีเป็นอันเลิกกัน
ทั้งนี้ กมธ.ได้ตั้งข้อสังเกตให้กับคณะรัฐมนตรี 3 เรื่องคือ 1.การเพิ่มช่องทางชำระค่าปรับโดยวิธีการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ควรจะต้องเปิดโอกาสให้ธนาคารหรือหน่วยบริการรับชำระเงินอื่นๆ ได้เข้าร่วมโครงการด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการผูกขาดรวมทั้งควรให้มีการพัฒนาระบบการรับชำระค่าปรับผ่านเครดิตจากทุกธนาคารได้ด้วย 2.เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและไม่ก่อให้เกิดภาระกับผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถเกินสมควร ควรกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้บริการการชำระค่าปรับตามใบสั่งโดยผ่านบัตรเครดิตของธนาคารไว้ในข้อตกลงในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 ต่อหนึ่งใบสั่ง แต่หากเป็นการชำระด้วยเงินสดอัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าวต้องไม่เกิน 20 บาทต่อหนึ่งใบสั่ง และ 3.เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการชำระค่าปรับตามร่าง พ.ร.บ.นี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรเร่งรัดในการออกกฎหมายอนุบัญญัติให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนน 179 เสียง การประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
ญี่ปุ่นเสนอธาตุใหม่"นิฮอนเนียม"
ชาวญี่ปุ่น เสนอชื่อธาตุใหม่ลำดับที่ 113 “นิฮอนเนียม (Nh)” ให้เวลา 5 เดือน ฟันธงใช้ชื่อ ส่วนทีมรัสเซียและสหรัฐเสนอชื่อธาตุลำดับที่ 115, 117 และ 118 ว่า มอสโกเวียม (Mc), เทนเนสซีน (Ts) และออแกนนิสซัน (Og) ตามลำดับ
ในขณะที่ผมไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับสำหรับงานเวิร์คช็อปของอาเซียน-ญี่ปุ่นเกี่ยวกับนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ STS ASEAN-JAPAN Workshop on Innovation, Science and Technology for Sustainable Development ที่จะจัดขึ้นวันศุกร์ที่ 10 มิ.ย. ณ บ้านพักท่านทูตญี่ปุ่น นั้น ท่านทูตได้กระซิบบอกผมเกี่ยวกับเรื่องที่น่าตื่นเต้นเรื่องหนึ่ง “ชาวญี่ปุ่นจะประกาศเสนอชื่อธาตุใหม่ของโลก ว่า นิโฮเนียม”
ย้อนกลับไปเมื่อต้นปีที่ผมโพสท์ (ดู goo.gl/Oe069G) เกี่ยวกับของขวัญปีใหม่สำหรับประชาคมโลก คือ นักวิทยาศาสตร์ในญี่ปุ่น รัสเซียและอเมริกา ได้รับสิทธิในการเสนอชื่อธาตุค้นพบใหม่ 4 ชนิด ในตารางธาตุ ในลำดับที่ 113, 115, 117 และ 118 ตามกติกาของสหภาพเคมีบริสุทธิ์และเคมีประยุกต์ระหว่างประเทศ หรือ IUPAC (ไอยูแพ็ก) ทำให้ตารางธาตุแถวที่ 7 มีธาตุครบถ้วนสมบูรณ์ มาวันนี้นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนั้น ได้เสนอชื่อมาเพื่อทำประชาพิจารณ์แล้ว โดยให้เวลา 5 เดือนถึง 8 พฤศจิกายน 2559
ชาวญี่ปุ่น ได้เสนอชื่อ “นิฮอนเนียม (nihonium)” มีสัญลักษณ์ว่า Nh สำหรับธาตุลำดับที่ 113 ที่ค้นพบที่สถาบัน RIKEN ในญี่ปุ่น ซึ่งนับว่าเป็นธาตุแรกของชาวเอเชีย โดยคำว่า นิฮอน (Nihon) หรือนิฮอง にほん(日本)เป็นชื่อเรียกประเทศญี่ปุ่น และหมายถึง ‘ถิ่นกำเนิดของดวงอาทิตย์’ ซึ่งชื่อ นิฮอนเนียมได้รับการเสนอชื่อเพื่อเป็นความภาคภูมิใจของชาวญี่ปุ่นและชาวเอเชีย โดยหัวหน้าคณะทีมวิจัย ศาสตราจารย์โคซูเกะ โมริตะ ใช้โอกาสนี้ในการเชิดชูเกียรติการค้นหาธาตุลำดับที่ 43 ของมาซาตากะ โอกาวา ในปีค.ศ. 1908 ซึ่งเขาได้พยายามตั้งชื่อว่า นิปอนเนียม แต่ต่อมาพบว่าธาตุดังกล่าว เป็นธาตุลำดับที่ 75 คือ รีเนียม (rhenium) ซึ่งศาสตราจารย์โคซูเกะหวังว่า การค้นพบนี้จะแทนที่ศรัทธาของชาวโลกที่สูญเสียไปจากเหตุการณ์นิวเคลียร์ที่ฟูกูชิม่าได้
ส่วนธาตุลำดับที่ 115 และ 117 ได้รับการเสนอชื่อโดยคณะนักวิจัยนิวเคลียร์จากสถาบันความร่วมมือด้านวิจัยนิวเคลียร์แห่งเมืองดุบนาประเทศรัสเซีย ห้องปฏิบัติการแห่งชาติโอคริดจ์ในสหรัฐอเมริกาและมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์ โดยเสนอชื่อธาตุลำดับที่ 115 ว่า “มอสโกเวียม (moscovium)” มีสัญลักษณ์ว่า Mc เพื่อเป็นเกียรติให้กับพื้นที่มอสโกที่เป็นที่ตั้งของสถาบันวิจัยร่วมที่ทดลองเครื่องแยกอนุภาคกับเครื่องเร่งอนุภาคในห้องแล็ป Flerov และธาตุลำดับที่ 117 ว่า “เทนเนสซีน (tennessine)” มีสัญลักษณ์ว่า Ts เพื่อเป็นเกียรติกับย่านเทนเนสซี ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องปฏิบัติการแห่งชาติโอคริดจ์ มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์และมหาวิทยาลัยเทนเนสซีแห่งเมืองนอกซ์วิลล์ ในสหรัฐอเมริกา
ในขณะที่ธาตุลำดับที่ 118 ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือของทีมจากสถาบันร่วมวิจัยนิวเคลียร์แห่งเมืองดุบนา ประเทศรัสเซีย กับห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอเรนซ์ลิเวอร์มอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับการเสนอชื่อว่า “ออแกนนิสซัน (oganesson)” ใช้สัญลักษณ์ว่า Og เพื่อเป็นเกียรติให้กับศาสตราจารย์ Yuri Oganessian ที่ทุ่มเทให้กับงานวิจัยธาตุหนัก โดยเฉพาะการสังเคราะห์ธาตุในแถวที่ 7 ของตารางธาตุ
สังเกตได้นะครับว่า การค้นพบทั้งหมดนี้มาจากความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งผมเห็นตรงกันว่าความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ในลักษณะเป็นจุดที่สร้างความสัมพันธ์ทางการทูตได้อย่างดี โดยเราชาวกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กำลังสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในลักษณะนี้ ภายใต้โปรแกรม “การทูตเชิงวิทยาศาสตร์ หรือ Science Diplomacy”
ความร่วมมือแบบนี้กำลังจะทำให้เกิดธาตุแถวที่ 8 ในตารางธาตุ ซึ่งเขากำลังทำงานกันอย่างหนักครับ
เครดิตข้อมูลจาก http://iupac.org/elements.html
ป.ป.ช.จับมือกลาโหม-เหล่าทัพ จัดงาน’กลาโหมโปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น’
ป.ป.ช.จับมือกองทัพจัดงาน “กลาโหมโปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น” จันทร์ 13 มิ.ย.นี้ ลงนาม MOU ปราบโกง ร่วม 7 หน่วยงาน
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่สำนักงาน ป.ป.ช. พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ช.ร่วมกับกระทรวงกลาโหม จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกระทรวงกลาโหม ภายใต้ชื่อโครงการ “กลาโหมโปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น” และจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระหว่างกระทรวงกลาโหมกับสำนักงาน ป.ป.ช. ในวันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน ที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดี กรุงเทพมหานคร ภายในงานเป็นการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ซึ่งมีหน่วยงานที่ร่วมลงนามทั้งหมด 7 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมราชองครักษ์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงาน ป.ป.ช.
จากนั้น นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะบรรยายพิเศษหัวข้อ “กฎหมาย ป.ป.ช. และกรณีศึกษา” และเวลา 10.30 น. นายอุทิศ บัวศรี ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.บรรยายหัวข้อ “การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม” อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินภารกิจหลักด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างต่อเนื่อง คือการป้องกันการทุจริตและการเสริมสร้างทัศนคติค่านิยมในความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้ประชาชนหรือกลุ่มบุคคล เครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556-2560) เรื่องการบูรณาการการทำงานของหน่วยงาน ในการต่อต้านการทุจริตและพัฒนาเครือข่ายในประเทศโดยการสร้างความเข้มแข็งการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่าย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและประชาชน ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดและขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย
ประวัติศาสาตร์วันที่9มิ.ย.2489
“ประวัติศาสตร์ไทย”
ฉะบับพิเศษ หน้า๕ ตอนที่ ๓๙ เล่ม ๖๑ ราชกิจจานุเบกษา ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙
.
ประกาศ
.
โดยที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้เสด็จสวรรคคต เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙
.
โดยที่ตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา ๙ การสืบราชสมบัติให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ และประกอบด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา
.
โดยที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์ที่ร่วมพระราชชนนี ตามความในมาตรา ๙ (๘) แห่งกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันนิวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗
.
โดยที่รัฐสภาได้ลงมติ ณ วันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ แสดงความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ในการที่จะอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันนิวงศ์ต่อไป ตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๙
.
จึงขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่า สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ได้ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันนิวงศ์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ เป็นต้นไป
.
ประกาศ ณ วันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙
.
ปรีดี พนมยงค์
นายกรัฐมนตรี
.
#DemocratTH #พรรคประชาธิปัตย์
ฉะบับพิเศษ หน้า๕ ตอนที่ ๓๙ เล่ม ๖๑ ราชกิจจานุเบกษา ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙
.
ประกาศ
.
โดยที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้เสด็จสวรรคคต เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙
.
โดยที่ตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา ๙ การสืบราชสมบัติให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ และประกอบด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา
.
โดยที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์ที่ร่วมพระราชชนนี ตามความในมาตรา ๙ (๘) แห่งกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันนิวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗
.
โดยที่รัฐสภาได้ลงมติ ณ วันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ แสดงความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ในการที่จะอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันนิวงศ์ต่อไป ตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๙
.
จึงขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่า สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ได้ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันนิวงศ์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ เป็นต้นไป
.
ประกาศ ณ วันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙
.
ปรีดี พนมยงค์
นายกรัฐมนตรี
.
#DemocratTH #พรรคประชาธิปัตย์
ทักษิณ ถวายพระพรเนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี
อดีตนายกฯทักษิณ ถวายพระพรเนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี พร้อมเผย ปลาบปลื้มและสุขใจในเหตุการณ์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว
*****************************************************************
#NEWSROOM #TV24 ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ Instagram ส่วนตัว เนื่องในโอกาสวันมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี โดยระบุว่า ผ่านมาแล้ว 10 ปี ที่ผมได้มีโอกาสจัดงานเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในวันนั้นพสกนิกรชาวไทยพร้อมใจกันสวมเสื้อเหลืองถวายพระพรฯ ทั่วทั้งประเทศ
ผมได้มีโอกาสกล่าวนำถวายพระพรฯ พร้อมกับพสกนิกรชาวไทยนับแสนคน เสียงแซ่ซ้อง "ทรงพระเจริญ" ที่เปล่งออกมาพร้อมๆ กัน ยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจจวบจนทุกวันนี้ วันนั้นเป็นวันที่ผมมีความปลาบปลื้มและสุขใจที่ได้ถวายความจงรักภักดี
ผมได้มีโอกาสกล่าวนำถวายพระพรฯ พร้อมกับพสกนิกรชาวไทยนับแสนคน เสียงแซ่ซ้อง "ทรงพระเจริญ" ที่เปล่งออกมาพร้อมๆ กัน ยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจจวบจนทุกวันนี้ วันนั้นเป็นวันที่ผมมีความปลาบปลื้มและสุขใจที่ได้ถวายความจงรักภักดี
วันนี้แม้จะไม่มีโอกาสได้ร่วมงานถวายพระพร ในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า ดร. ทักษิณ ชินวัตร
อาแล้วไง! SCB ปลดพนักงานกว่าครึ่งร้อย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ได้ทำการยกเลิกจ้างพนักงานกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ทั่วประเทศกว่า 50 ตำแหน่ง ซึ่งขณะนี้อดีตพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเคยปฏิบัติงานในสาขาพื้นที่ภาคใต้จำนวนหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะถูกผู้บริหารเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม อีกทั้งไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าตามกฎหมายกำหนด นอกจากนี้ยังหลีกเลี่ยงที่จะจ่ายเงินโบนัสจากการปฏิบัติงานช่วงกลางปีจำนวนอย่างน้อย 1 เดือน ที่ทุกคนจะต้องได้รับอีกด้วย
โดยภายหลังจากที่ฝ่ายบริหารแจ้งเรื่องการเลิกจ้างพนักงานกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ในวันที่ 25 พ.ค.นั้น ถัดมาเพียง 2 วัน คือ ในวันที่ 27 พ.ค. นายไวทิต ศิริสุวรรณประธานสหภาพแรงงานธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ทำหนังสือที่ สร.ธทพ.7/2559 ส่งถึง นายญนน์ โภคทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อแจ้งเรื่องขอให้ยกเลิกนโยบายเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อพนักงานกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ พร้อมกันนั้น ยังได้ส่งคู่ฉบับแจ้งไปยัง นายอานันท์ ปันยารชุน นายกกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ และ ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหารธนาคารไทยพาณิชย์ด้วย โดยมีเนื้อหาสำคัญดังนี้
ด้วยสหภาพแรงงานธนาคารไทยพาณิชย์ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพนักงานกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ภาคใต้ และภาคเหนือที่มีผลกระทบกรณีผู้บริหารสายงานสินเชื่อรถยนต์เลิกจ้างไม่เป็นธรรม มีการบังคับลงลายมือชื่อให้ทำหนังสือลาออกโดยพนักงานไม่ยินยอม และยังมีพนักงานอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้ลงลายมือชื่อ แต่ถูกผู้บริหารหน่วยงานแจ้งให้พนักงานกลุ่มนี้ไม่ต้องมาปฏิบัติงาน อีกทั้งยังแจ้งให้มีผลสิ้นสุดการเป็นพนักงานภายในวันที่ 1 มิ.ย.2559
อยู่ได้เป็นแสนปี!สุสานนิวเคลียร์ใต้ดินในฟินแลนด์
อยู่ได้เป็นแสนปี!สุสานนิวเคลียร์ใต้ดินในฟินแลนด์
การจัดการกากของเสียจากโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์นั้นถือเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อเร็วๆนี้ฟินแลนด์ได้ก่อสร้างโกดังที่แน่นหนาลึกลงไปใต้ดินประมาณ 400 เมตรบนเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งจะเอาไว้ปิดผลึกกากของเสียที่ใช้แล้วนานถึง 1 แสนปี คำถามคือ มันจะปลอดภัยไหม?สำนักข่าวของฝรั่งเศสให้ความเห็นว่า หากว่ายังปิดผนึกโกดังใต้ดินอยู่ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
เมื่อเร็วๆนี้ ฟินแลนด์ได้ก่อสร้าง “สุสานนิวเคลียร์” บนเกาะ Olkiluoto และเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “Onkalo” ซึ่งภาษาฟินแลนด์มีความหมายว่า “ข้างในว่างเปล่า” ตั้งอยู่ใต้ดินลึก 420 เมตร ซึ่งหลังจากแล้วเสร็จจะกลายเป็นโกดังเก็บกากนิวเคลียร์ที่ใช้ต้นทุนเยอะที่สุดและเก็บได้นานที่สุดในโลก
หลังจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งแรกของโลกได้ก่อสร้างขึ้นทศวรรษที่ 50 นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็พยายามหาวิธีเก็บกากนิวเคลียร์ โดยที่ผ่านมาหลายประเทศก็สร้างพื้นที่เก็บกากนิวเคลียร์บนดิน ดังนั้น “Onkalo” จึงจะเป็นพื้นที่เก็บกากนิวเคลียร์แห่งแรกของโลกที่สามารถเก็บกากนิวเคลียร์ใต้ดินได้นานเป็นแสนปี
บนเกาะ Olkiluoto มีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แล้วสองแห่ง การก่อสร้างพื้นที่เก็บกากนิวเคลียร์ใต้ดินแห่งนี้คาดว่าจะใช้ทุนประมาณ 35 ร้อยล้านยูโร และจะเริ่มใช้สถานที่เพื่อเก็บกากนิวเคลียร์ในปี 2020 หลังจากนั้นก็จะปิดผลึกไว้ตลอดกาล
Onkalo มีความยาวใต้ดิน 42 กิโลเมตร เนื่องจากใต้ดินมีอุณหภูมิต่ำ ดังนั้นจึงเหมาะสมกับการเก็บกากนิวเคลียร์ โดยจะเก็บกากนิวเคลียร์ไว้ในเหล็กหล่อ จากนั้นก็เก็บไว้ใต้ดิน โดยมีกันชนเพื่อป้องกันความเสียหายจากแรงสั่นสะเทือนและความชื้น
'พรายพล' จี้บอร์ดไทยพีบีเอสสอบอิทธิพลแทรกแซงตัดรายการ"เถียงให้รู้เรื่อง"
การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการออกอากาศ รวมทั้งการยอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม อันอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนในการนำเสนอเนื้อหาสาระของรายการโทรทัศน์ หากเป็นจริง ก็ย่อมเป็นเครื่องชี้ได้ว่า ผู้บริหารไทย PBS ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรม วิชาชีพอย่างร้ายแรง
วันที่ 9 มิถุนายน 2559 ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการด้านพลังงาน ทำจดหมายถึงประธานคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. หลังไปบันทึกเทปสำหรับรายการชื่อ "เถียงให้รู้เรื่อง" ในประเด็น :สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ? ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ของไทย PBS ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อตอนค่ำของวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2559
ดร.พรายพล ระบุถึงการไปออกรายการ ในฐานะนักวิชาการ เป็น commentator ร่วมกับอาจารย์ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมจากการอภิปรายของวิทยากรหลัก 2 ท่านคือ คุณมนูญ ศิริวรรณ และคุณรสนา โตสิตระกูล มีคุณอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์ เป็นพิธีกร และรายการที่บันทึกเทปนี้มีกำหนดออกอากาศผ่านช่องโทรทัศน์ของไทย PBS ในเวลาสี่ทุ่มครึ่งของวันอังคารที่ 7 มิถุนายน 2559นั้น
ต่อมาในเวลาประมาณสองทุ่มครึ่งของวันอังคารที่ 7 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ของไทย PBS ซึ่งประสานงานการเชิญผมเข้าร่วมรายการดังกล่าวได้โทรศัพท์มาถึงผมและแจ้งให้ทราบว่าในการออกอากาศรายการ “เถียงให้รู้เรื่อง” ในคืนวันอังคารที่ 7 มิถุนายนนั้น สถานีจำเป็นต้องตัดส่วนที่เป็นความเห็นของนักวิชาการออกไปเพื่อให้เกิดความเป็นกลาง ซึ่งผมก็ตอบไปว่าผมไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนั้นและหากดำเนินการจริงก็จะทำเรื่องร้องเรียนผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไปในการออกอากาศรายการในคืนนั้นก็ปรากฏว่าสถานีไทย PBS ได้ตัดส่วนที่เป็นความเห็นของผมและอาจารย์ฐิติศักดิ์ออกไปทั้งหมดจริง
ประเด็นจึงมีอยู่ว่า การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการนั้นก่อให้เกิด”ความเป็นกลาง” หรือไม่อย่างไร ผมได้รับเชิญเข้าร่วมรายการในฐานะที่เป็นนักวิชาการด้านพลังงาน ซึ่งได้ศึกษาและมีประสบการณ์ในการทำงานด้านพลังงานมาเป็นเวลาหลายสิบปี ผมตระหนักดีว่าการให้ความเห็นของผมในฐานะดังกล่าวจะต้องยึดหลักการของการมีเหตุมีผล มีหลักวิชา และมีข้อมูลที่ถูกต้องสนับสนุนอย่างรอบด้าน ไม่จำเป็นต้องเอาใจใครหรือตามใจใครไม่มีอคติเป็นการส่วนตัว และไม่เห็นแก่พวกพ้อง ผมเชื่อมั่นว่าผมได้ให้ความเห็นในรายการนี้โดยยึดหลักการดังกล่าวอย่างดีที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าอาจารย์ฐิติศักดิ์ก็คงยึดหลักการเดียวกัน ผมและอาจารฐิติศักดิ์จึงเปรียบเสมือนเป็น “คนกลาง” ที่ให้ความเห็นจากแง่มุมของวิชาการโดยแท้จริง ดังนั้นผมจึงไม่เข้าใจเลยว่า การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการจะทำให้เกิดความเป็นกลางได้อย่างไร ในทางตรงกันข้ามการตัดความเห็นของ “คนกลาง” ออกไปกลับจะทำให้ความเป็นกลางด้อยน้อยลงไปเสียด้วยซ้ำ
ในกรณีที่ความเห็นของนักวิชาการทั้งสองคนเผอิญไปสนับสนุนความเห็นของวิทยากรหลักท่านใดท่านหนึ่งเป็นส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้หมายความว่า รายการจะไม่มีความเป็นกลางและก็ไม่ได้หมายความว่าวิทยากรหลักอีกท่านหนึ่งจะเสียเปรียบหรือ "โดนรุม" เพราะผมเห็นว่าพิธีกรก็เปิดโอกาสให้วิทยากรหลักทั้งสองฝ่ายสามารถชี้แจงตอบโต้นักวิชาการและตอบโต้กันเองได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว
ผมเห็นว่าไทย PBS ควรออกอากาศเนื้อหาสาระที่วิทยากรหลักและนักวิชาการได้นำเสนอไว้ในการบันทึกเทปอย่างครบถ้วน แล้วเปิดโอกาสให้ผู้ชมรายการสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อใครโดยอาศัยเหตุผลและข้อมูลของแต่ละฝ่ายสำหรับผู้ชมรายการที่มีใจเป็นกลางแล้ว ความเห็นที่คน 3 คนเห็นตรงกันแต่ไม่มีเหตุผลเพียงพอย่อมไม่น่าเชื่อถือมากไปกว่าความเห็นของคนคนเดียวที่มีเหตุผลและข้อมูลสนับสนุนอย่างหนักแน่น
ผมได้ทราบมาว่า การที่ไทย PBS ตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการที่ได้ออกอากาศในวันนั้น เนื่องมาจากว่ามีวิทยากรหลักท่านหนึ่งไม่พอใจที่นักวิชาการทั้งสองคนมีความเห็นขัดแย้งกับความเห็นของตน และมองไปว่าการอภิปรายโต้เถียงกันมีลักษณะที่ตนถูกรุมโจมตี (ในทำนอง “สามรุมหนึ่ง”) จึงได้ติดต่อไปทางสถานีเพื่อให้แก้ไขตัดต่อเทปสำหรับการออกอากาศซึ่งจะทำให้ข้อเสนอและความเห็นของตนมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมากขึ้นโดยวิธีการตัดความเห็นของนักวิชาการออกไปในที่สุด
ผมได้ทราบมาด้วยว่า ในเบื้องแรกวิทยากรหลักท่านนี้ได้ขอให้ไทย PBS บันทึกเทปรายการใหม่ แต่เมื่อทำไม่สำเร็จจึงได้เดินทางไปที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทย PBS ในเย็นวันที่ 7 มิถุนายนโดยมีผู้บริหารของสถานีให้การต้อนรับเป็นพิเศษและพาเข้าไปถึงในห้องปฏิบัติงานเพื่อกำกับการตัดต่อเทปรายการ "เถียงให้รู้เรื่อง" ที่กำลังจะออกอากาศในคืนนั้นด้วย ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า วิทยากรหลักท่านนี้มีอิทธิพลและอำนาจมากล้นจนทำให้สามารถกดดันให้ผู้บริหารไทย PBS ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม และถูกแทรกแซงการทำงาน อันเป็นผลทำให้มีการแก้ไขเนื้อหาการออกอากาศตามความต้องการของวิทยากรหลักท่านนี้
หากเหตุการณ์นี้เป็นจริง ก็ถือได้ว่าเป็นการใช้อิทธิพลและอำนาจโดยบุคคลที่บ้าอำนาจ เห็นแก่ตัว มีจิตใจคับแคบไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี และสังคมไม่ควรให้การยอมรับนับถือ
การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการออกอากาศ รวมทั้งการยอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม อันอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนในการนำเสนอเนื้อหาสาระของรายการโทรทัศน์ หากเป็นจริง ก็ย่อมเป็นเครื่องชี้ได้ว่า ผู้บริหารไทย PBS ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะในข้อบังคับที่ให้ความสำคัญกับความเที่ยงตรง ความเป็นธรรมและความเป็นอิสระของวิชาชีพ ไทย PBS ในฐานะองค์กรก็คงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสถาบันสื่อสาธารณะที่สร้างสรรค์สังคม คุณภาพ และคุณธรรมได้อีกต่อไป ความเชื่อมั่นในการเป็นสถาบันสื่อที่มีความเป็นอิสระเพราะได้รับงบประมาณจากรายได้ภาษีสรรพสามิตของรัฐก็จะเสื่อมถอยลงในที่สุด
อนึ่ง การไม่ยอมให้ความเห็นทางวิชาการของผมได้รับการเผยแพร่ น่าจะเข้าข่ายการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งได้รับการคุ้มครองในรัฐธรรมนูญของไทยเกือบทุกฉบับ
ดังนั้น ผมจึงขอร้องเรียนต่อคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ให้สืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์และบุคคลที่ทำ ให้ความเห็นของผมและอาจารย์ฐิติศักดิ์ ถูกตัดออกจากรายการ"เถียงให้รู้เรื่อง" ซึ่งออกอากาศในคืนวันอังคารที่ 8 มิถุนายน 2559 และหากพบว่า มีการปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพ ก็ให้ดำเนินการตามระเบียบวินัยขององค์กรต่อไป พร้อมทั้งหาทางป้องกันไม่ให้เกิดข้อบกพร่องในการทำงานเช่นนี้อีกในอนาคต
ในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมทราบว่าในกรณีที่ผมร้องเรียนนี้ ไทย PBS ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบผ่านโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก ผมจึงหวังว่าคณะกรรมการฯ จะสามารถพิจารณาข้อร้องเรียนของผมได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม และชี้แจงผลการพิจารณาให้สาธารณชนได้ทราบ อันจะเป็นการกอบกู้ฟื้นฟูให้ไทย PBS มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นและสามารถกลับมาทำหน้าที่เป็นสื่อสาธารณะที่สร้างสรรค์สังคมได้อย่างแท้จริง
กอ.รมน.แจ้งความดำเนินคดี 3 นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชายแดนใต้ กรณีเผยแพร่ข้อมูลการซ้อมทรมานบนอินเทอร์เน็ต
กอ.รมน.แจ้งความดำเนินคดี 3 นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชายแดนใต้ กรณีเผยแพร่ข้อมูลการซ้อมทรมานบนอินเทอร์เน็ต
วานนี้ (8 มิถุนายน 2559) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CRCF) เปิดเผยต่อไอลอว์ว่า ทางมูลนิธิฯเพิ่งได้รับแจ้งว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 กองทัพบกมอบอำนาจให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคสี่ส่วนหน้า(กอ.รมน. 4 สน.) เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา ให้ดำเนินคดีกับพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ, สมชาย หอมลออ และอัญชนา หีมมิหน๊ะ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เบื้องต้นทางมูลนิธิคาดว่าการตั้งข้อกล่าวหาน่าจะเกิดจากกรณีทั้งสามร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม ปี 2557-2558 ฉบับเต็มลงบนเว็บไซต์วอยซ์ ฟอร์ม ไทย (Voice from Thais) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559
ก่อนหน้านี้ในวันที่ 8 มกราคม 2559 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, กลุ่มด้วยใจและเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปัตตานี ได้สรุปสถานการณ์การซ้อมทรมานลงบนเว็บไซต์วอยซ์ ฟอร์ม ไทย (Voice from Thais) และยื่นรายงานฉบับเต็มต่อแก่พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่สี่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานระดับสูงที่รับผิดชอบโดยตรงตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซ้อมทรมานในค่ายทหารในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา โดยเนื้อหาของรายงานเป็นการเก็บข้อมูลบุคคลที่อ้างว่าถูกซ้อมทรมานจากเจ้าหน้าที่รัฐจนได้รับความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจระหว่างปีพ.ศ. 2547-2558 จำนวน 54 เรื่อง ใบแถลงข่าวประกอบการเปิดตัวรายงานฉบับดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 บนเว็บไซต์วอยซ์ฟอร์มไทยยังระบุด้วยว่า ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆเกี่ยวกับการสืบสวนหาข้อเท็จจริงใดๆเกี่ยวกับกรณีที่อยู่ในรายงาน
สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของคดี มีการสอบปากคำพยานเสร็จสิ้นไปแล้ว 6 ปากและอยู่ระหว่างการออกหมายเรียกผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหา
ดูรายงานฉบับเต็มที่นำมาซึ่งการแจ้งข้อกล่าวหาครั้งนี้ >>>https://voicefromthais.wordpress.com/…/press-release-launc…/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)














