PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เอฟทีเอว็อทห่วงร่าง รธน.ฉบับใหม่-ไม่เอื้อธรรมาภิบาลเรื่องหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ


เอฟทีเอว็อทออกแถลงการณ์หลังผลประชามติ ห่วงเนื้อหารัฐธรรมนูญ เรื่องทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศสุดล้าหลัง ดึงอำนาจการตัดสินใจไปอยู่ที่ฝ่ายบริหาร ตัดการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ ตัดการมีส่วนร่วมของประชาชน "หากก่อนหน้านี้ใครบอกว่า รัฐบาลทักษิณเจรจาเอฟทีเอแบบไม่สนใจใคร จนผลได้กระจุกในกลุ่มทุนใกล้ชิดรัฐบาล แต่ผลเสียกระจายสิ่งเหล่านี้ จะหวนกลับมาอีกครั้ง หลังรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้"
วันนี้ (8 ส.ค.) กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์)  ออกแถลงการณ์ "เมื่อทุนรัฐทหารสบคบ รัฐธรรมนูญไม่เอื้อให้เกิดธรรมาภิบาล ภาคประชาชนมุ่งมั่นเดินหน้าตรวจสอบเพิ่มความเข้มข้น" มีรายละเอียดดังนี้
ที่มาของภาพประกอบ: เพจเอฟทีเอว็อทช์
แถลงการณ์เอฟทีเอว็อทช์: เมื่อทุนรัฐทหารสบคบ รัฐธรรมนูญไม่เอื้อให้เกิดธรรมาภิบาล ภาคประชาชนมุ่งมั่นเดินหน้าตรวจสอบเพิ่มความเข้มข้น
เอฟทีเอ ว็อทช์ยอมรับผลการลงประชามติที่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญด้วยเสียง 61% แม้จะมีผู้ไปใช้สิทธิ์ต่ำมากเพียงแค่ 54% ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่เปิดกว้างและปราศจากการถกแถลงในวิถีประชาธิปไตย
เอฟทีเอ ว็อทช์เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
มีเนื้อหารัฐธรรมนูญในส่วนของการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ล้าหลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยดึงอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดไปอยู่ที่ฝ่ายบริหาร ตัดการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ ตัดเนื้อหาเชิงกระบวนการประชาธิปไตย นั่นคือการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ยิ่งไปกว่านั้นยังเปลี่ยนการเยียวยาที่รวดเร็ว เหมาะสม เป็นธรรม เป็นแค่การเยียวยาเท่าที่จำเป็นโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้น นอกจากนี้ เดิมจะต้องมีงานวิจัยรองรับการเจรจา แต่เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องให้ข้อมูลแก่ประชาชนก่อนการเจรจาและไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลแก่รัฐสภาเพื่อพิจารณากรอบการเจรจา งานวิจัยจึงอาจจะถูกตัดทิ้งไปในที่สุด
จากนี้เราจะเห็นความน่ากลัวอีกครั้งหลังรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้ หากเทียบเนื้อหาหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐธรรมนูญปี 2540 มีความน่ากลัวน้อยกว่านี้ ความก้าวร้าวในเชิงเนื้อหาไม่มากเท่านี้ ฉะนั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไปไม่ทันโลก
“หากก่อนหน้านี้ใครบอกว่า รัฐบาลทักษิณเจรจาเอฟทีเอแบบไม่สนใจใคร จนผลได้กระจุกในกลุ่มทุนใกล้ชิดรัฐบาล แต่ผลเสียกระจายสิ่งเหล่านี้ จะหวนกลับมาอีกครั้ง หลังรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้”
การตัดขั้นตอนธรรมาภิบาลออกไปเป็นความพยายามชนชั้นนำไทยไม่ว่าภาคธุรกิจหรือภาคราชการ นับตั้งแต่มาตรา 190 ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ถือกำเนิดขึ้นมา
ตลอดชีวิตของมาตรา 190 ได้ก่อให้เกิดคุณูปการมากมายต่อประเทศไทย ได้วางรากฐานกระบวนการการเจรจาหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ดี แต่ขณะเดียวกัน มาตรานี้ ก็ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือฟาดฟันกลุ่มการเมืองขั้วตรงข้าม ดูเหมือนผู้มีอำนาจปัจจุบันจะมองเห็นเพียงประโยชน์อย่างหลัง ณ นาทีนี้ กระบวนการที่ดีและมีธรรมาภิบาลและเป็นประชาธิปไตยจึงถูกกำจัดทิ้ง
ย้ำอีกครั้ง กระบวนการธรรมาภิบาลซึ่งประกอบด้วยการศึกษาผลกระทบของการจัดทำความตกลง การรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาชนที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้สร้างความขัดแย้งหรือความเกลียดชังทางการเมืองแต่อย่างใด และไม่ได้ลดประสิทธิภาพการเจรจา ดังนั้น การกำจัดหลักการเหล่านี้ออกไป จึงเป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง
เอฟทีเอ ว็อทช์ ก็เช่นเดียวกับนักกิจกรรมทางสังคมอื่นๆที่เผชิญความยากลำบากในการอธิบายเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญให้สาธารณชนได้รับทราบ ก่อนหน้าการลงประชามติ เนื่องจากไม่มีพื้นที่ในการถกแถลงที่เปิดกว้าง อีกทั้งสังคมยังตกอยู่ในความหวาดกลัวในการแสดงความคิดเห็นที่ต่างจากผู้ปกครอง
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทดท้อหรือถอดใจในการตรวจสอบนโยบายสาธารณะและสร้างธรรมาภิบาลในการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลกระทบกับประชาชน แน่นอนว่า เราจะเผชิญความยากลำบาก แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยง่าย ครั้งหนึ่งทุนเคยจับมือนักการเมือง-ข้าราชการในการแสวงประโยชน์ในนาม 'ผลประโยชน์ของประเทศ' แต่ปัจจุบันพวกเขาได้รับการเสริมกำลังจากชนชั้นนำและขุนทหาร
พวกเราจะพยายามอย่างสร้างสรรค์ที่จะนำหลักการธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมกลับมาสู่การจัดทำความตกลงระหว่างประเทศ เราจะยืนหยัดสร้างเสรีภาพและขยายพื้นที่แสดงออกของเราไว้ให้ได้แม้ว่าจะเผชิญกับแรงกดดันมากมายแค่ไหนก็ตาม เราจะยิ่งมุ่งมั่นในการทำข้อมูลความรู้เพื่อตรวจสอบนโยบายรัฐ เพื่อไม่ให้ผลได้กระจุกตัวแต่ในกลุ่มทุนชนชั้นนำ แล้วปล่อยให้สาธารณชนไทยแบกรับผลเสียอีกต่อไป
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน
(เอฟทีเอ ว็อทช์)
8 ส.ค.59

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559

นับใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศนับคะแนนที่หน่วยออกเสียงในพื้นที่กรุงเทพฯ ปรากฎว่าเกิดความวุ่นวายในหลายพื้นที่ อาทิ หน่วยออกเสียงที่ 19 เขตจตุจักร ที่มีผู้ไปใช้สิทธิ 293 คน แต่เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยนับคะแนนได้ 335 คะแนน ขณะที่เขตคันนายาว มีบางหน่วยเลือกตั้งมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 507 คน มีการฉีกบัตรลงคะแนนออกจากต้นขั้ว 348 ใบ แต่ปรากฎบัตรลงคะแนนในหีบเพียง 347 ใบ

ทั้งนี้ นางอุดมพร พัฒนโกวิท ผู้อำนวยการเขตคันนายาว กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีจำนวนบัตรลงคะแนนในตู้หย่อนบัตรไม่ตรงกับจำนวนที่เจ้าหน้าที่ฉีกออกไปว่า กรณีดังกล่าวมาจากการนับผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้มีการนับใหม่อีก 1 รอบ โดยมีประชาชนเป็นพยานในการสังเกตการพบว่าตรงกัน ไม่ได้มีปัญหาบัตรหายไปแต่อย่างใด

ขณะที่นายเชาวฤทธิ์ ทรงนวรัตน์ ผู้อำนวยการเขตจตุจักร กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าบัตรลงคะแนนไม่ตรงกับคะแนนที่ปรากฎบนกระดานนับคะแนนว่า เป็นความผิดพลาดในการขีดคะแนนของเจ้าหน้าที่บนกระดาน แต่เมื่อมีการนับทวนระหว่างจำนวนบัตรกับจำนวนผู้มาลงคะแนนพบว่าตรงกันจึงไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด

โหวตเยส! ผลประชามติ “รับร่างรัฐธรรมนูญ-คำถามพ่วง” ท่วมท้น

โหวตเยส! ผลประชามติ “รับร่างรัฐธรรมนูญ-คำถามพ่วง” ท่วมท้น
Cr:ผู้จัดการ
ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ การออกเสียงประชามติ 2559 พบร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบมากถึง 15.56 ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ 9.7 ล้านเสียง ส่วนคำถามพ่วง เห็นชอบ 13.96 ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ 10 ล้านเสียงเศษ รอนายกรัฐมนตรีรายงานผลอย่างเป็นทางการ
วันนี้ (7 ส.ค.) เมื่อเวลา 19.33 น. ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ จากศูนย์แถลงข่าวการจัดการออกเสียงประชามติ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลังนับคะแนนได้ร้อยละ 94 จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิทั้งประเทศ 27,623,126 คน พบว่า ประเด็นคำถามที่ 1 ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2559 ทั้งฉบับ พบว่ามีผู้เห็นชอบ 15,562,027 คน คิดเป็นร้อยละ 61.40 ไม่เห็นชอบ 9,784,680 คน คิดเป็นร้อยละ 38.60
ส่วนประเด็นคำถามที่ 2 ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี พบว่ามีผู้เห็นชอบ 13,969,594 คน คิดเป็นร้อยละ 58.11 ไม่เห็นชอบ 10,070,599 คน คิดเป็นร้อยละ 41.89
ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ระบุว่า เมื่อแสดงผลการออกเสียงถึงร้อยละ 95 ของจํานวนหน่วยออกเสียง ให้หยุดการแสดงผลการออกเสียงต่อสาธารณะ และเมื่อ กกต. ได้รับรายงานผลการนับคะแนนออกเสียงจากหน่วยออกเสียงทุกหน่วยทั้งประเทศ หากไม่มีการร้องคัดค้าน ให้ กกต. ประกาศผลการออกเสียงและจํานวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง แล้วให้รายงานนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว

“ประยุทธ์” ชี้ถูก “มิตรประเทศ”แทรกแซงในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง


นายกรัฐมนตรีระบุรัฐบาลทำประชามติโดยสมัครใจ โปร่งใส เปิดกว้าง และตรากตำ กว่าจะถึงจุดหมาย แต่ต้องผิดหวังกับการแทรกแซงอย่างไม่เหมาะสมจากต่างชาติโดยเฉพาะผู้ที่เรียกตนเองว่าเป็นมิตรประเทศ
หลังสิ้นสุดการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งการประกาศผลอย่างไม่เป็นทางการ พบว่าคนไทยส่วนใหญ่เห็นชอบกับทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง สำนักงานโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ ส่งเอกสารทางออนไลน์ให้สื่อมวลชนต่างชาติ มีข้อความจั่วหัวว่าสารจากนายกรัฐมนตรี “ถึงคนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ออกไปใช้สิทธิ์ในการลงประชามติหรือไม่ รัฐบาลได้ยินเสียงของพวกท่าน” ในสารดังกล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การทำประชามติไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลถูกกำหนดให้ต้องดำเนินการ แต่เป็นการทำโดยสมัครใจ เป็นความคิดริเริ่มของรัฐบาลที่มีนโยบายอันคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก และว่าการทำประชามติที่จัดขึ้นเป็นไปอย่างโปร่งใสและเปิดกว้าง กับเป็นส่วนหนึ่งของโรดแมปที่จะนำไทยไปสู่การปฏิรูปทางการเมืองอันเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
“การจัดทำประชามติวันนี้เป็นความคิดริเริ่มของรัฐบาลที่ต้องอาศัยความเหนื่อยยากตรากตรำกว่าจะมาถึงจุดหมายสูงสุด ในอันที่จะตัดสินอนาคตของตนเองได้อย่างมีอารยะ อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าผิดหวังที่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองนี้กลับมีการแทรกแซงอย่างไม่เหมาะสมจากต่างชาติ การแทรกแซงเหล่านี้ทำให้เราอดที่จะรังเกียจอคติของคนที่เรียกตนเองว่าเป็นมิตรของไทยไม่ได้ อย่างไรก็ดี การแทรกแซงด้วยความมุ่งร้ายนี้กลับได้รับแรงสะท้อนกลับอย่างกังวานและชัดเจนจากคนไทยที่ออกไปลงประชามติในวันนี้!” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกรัฐมนตรีระบุด้วยว่าจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่แสดงออกมาในวันนี้และดำเนินการทุกอย่างที่จัดการปัญหาที่เป็นข้อกังวล ในเวลาเดียวกันก็จะเสนอทางเลือกที่ยั่งยืนในการแก้ปัญหาการเมืองของชาติ
ทั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศผลการนับคะแนนการลงประชามติอย่างไม่เป็นทางการจำนวน 94% พบว่าประเด็นที่ 1 มีผู้เห็นชอบ 61.40% ไม่เห็นชอบ 38.60% ประเด็นที่ 2 เห็นชอบ 58.11% ไม่เห็นชอบ 41.89 % โดยคาดว่ามีผู้มาใช้สิทธิ 55% และจะมีการรายงานผลอย่างเป็นทางการภายในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ ‪#‎ประชามติ‬

ตำรวจยังไม่ให้ประกันตัว 'โตโต้' ฉีกบัตร

ตำรวจยังไม่ให้ประกันตัว 'โตโต้' ฉีกบัตร พร้อมเตรียมเพิ่มข้อหา 'สร้างความวุ่นวายในหน่วยลงคะแนน' ม.60 (9) หลังจากโดนแล้ว 3 ข้อหา
8 ส.ค.2559 เวลา 20.30 น. เจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน แจ้งว่า ที่ สน.บางนา โตโต้ ปิยะรัฐ จงเทพ นายกสมาคมเพื่อเพื่อน FFA ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขังคดีการเมืองและอดีต ทำการฉีกบัตรประชามติ พร้อมตะโกนว่า "เผด็จการจงพินาศประชาธิปไตยจงเจริญ" หลังจากนั้นถูกตำรวจควบคุมตัวจากหน่วยออกเสียงมายัง สน.บางนา และทำประวัติตั้งแต่เวลา 12.00 น. ซึ่งการจับกุมปิยรัฐนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สอบปากคำผู้ต้องหาทันที แต่ตำรวจไปสอบสวนกรรมการการเลือกตั้งประจำหน่วยสำนักเขตบางนาซึ่งเป็นเจ้าทุกข์
หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบเจ้าทุกข์และแจ้งความดำเนินคดี 3 ข้อหา 1.ทำให้เสียทรัพย์ มาตรา 358 มีโทษจำคุก 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท, 2.ทำลายเอกสารราชการ มาตรา 188 มีโทษจำคุก 5 ปี หรือปรับไม่เกิน1หมื่อนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, 3.การกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ (ฉีกหรือทำลายบัตรเลือกตั้ง) มีโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ล่าสุดเจ้าหน้าที่จากศูนย์ทนายความสิทธิมนุษยชน แจ้งว่า ในขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ให้ดำเนินการประกันตัว เพราะยังไม่รู้ว่าจะสอบปากคำเพิ่มข้อหาอีกหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นข้อหา ม.60(9) สร้างก่อความวุ่นวายในหน่วยลงคะแนน
‪#‎ส่องประชามติ‬

หนังสือพิมพ์เดอะ การเดี้ยน วิจารณ์

7 ส.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนเว็บไซต์ หนังสือพิมพ์เดอะ การเดี้ยน ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์รายวันแห่งชาติของประเทศอังกฤษ ที่มี "แคทารีน ไวเนอร์" เป็นบรรณาธิการ ได้โพสต์ข้อความรายงานถึงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในประเทศไทย เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 7 ส.ค.ก่อนจะมีการปิดหีบให้ประชาชนชาวไทยไปลงคะแนนรับร่างหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นเพียงการปูทางไปสู่การเลือกตั้งใหญ่ในปี 2560 ตามโมดแมปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้วางไว้ก่อนหน้านี้ แต่เนื้อหานั้น เดอะการ์เดี้ยน ระบุว่า ยังคงสานต่ออำนาจ คสช.ให้ปกครองประเทศต่อไป
เดอะ การ์เดี้ยน ระบุว่า การลงประชามติ คือบททดสอบความนิยมรัฐบาลทหาร ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.เป็นครั้งแรก หลังการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองประเทศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อเดือน พ.ค.57 โดยจากการสำรวจเห็นว่า มีผู้ให้การสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขณะที่ประเทสไทยมีผู้มีสิทธิออกเสียบงประชามติกว่า 50.5 ล้านคน
เดอะ การ์เดี้ยน อ้างว่า ประชาชนคนไทยจะไปลงคะแนนเพื่อแสดงประชามติทิศทางและอนาคตของประเทศของพวกเขา แต่ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของทหารโดยพฤตินัย ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศไว้ก่อนว่าไม่ว่าประชาชนจะลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ก็จะไม่มีการลาออกอย่างแน่นอน แต่จะดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายตามโรดแมป คือ ให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2560
เว็บไซต์เดอะ การ์เดี้ยน ระบุด้วยว่า กองทัพได้ทำการโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนที่ดำเนินการโดยคนในตระกูลชินวัตรที่บริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ 2 ครั้ง ในช่วงกว่าทศวรรษของความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทย โดยแหล่งข่าวของเดอะ การ์เดี้ยน อ้างว่ากองทัพพยายามออกกฎบัตรต่างๆ ที่เป็นการทำดีกับประชาชน ขณะที่จุดมุ่งหมายในการกำจัดและขับไล่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เจ้าของนโยบายประชานิยมเกิดความล้มเหลว
"ทักษิณหลบหนีออกมาอยู่ในต่างประเทศ แต่เขายังคงมีอิทธิพลทางการเมืองอยู่อย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีฐานสนับสนุนของเขาในชนบทในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งผู้นำท้องถิ่นเดิมเป็น "เสื้อแดง" ที่สนับสนุนตระกูล "ชินวัตร" ทำให้น้องสาวของเขา "ยิ่งลักษณ์" กวาดคะแนนเสียงในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อปี 54 ทำให้ก้าวขึ้นสู่อำนาจในการปกครองประเทศ"

ส่องประชามติ รวมข้อร้องเรียนในการนับคะแนน

ส่องประชามติ รวมข้อร้องเรียนในการนับคะแนน

we watch สรุป 6 ประเด็นร้องเรียงออกเสียงประชามติ ได้แก่ จนท.สับสนในการนับบัตรดี/บัตรเสีย, นับคะแนนก่อนเวลาปิดหีบ, จนท.ไม่ให้ถ่ายภาพนอกคูหา เรียกดูบัตรปชช.,คะแนนรวมไม่ตรงกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ, มีการย้ายหน่วยโดยไม่แจ้ง, เปลี่ยนที่นับคะแนนนอกหน่วยเลือกตั้ง
7 ส.ค.2559 สรุปข้อร้องเรียนและประเด็นที่อาสาสมัครของ We Watch ร่วมสังเกตการณ์หน่วยออกเสียงหลายจุด มีดังนี้
1. หลายหน่วยเจ้าหน้าที่มีความสับสนในการนับบัตรดี/บัตรเสีย และในบางจุด เช่น หน่วยหนึ่งใน ต.สันทรายงาม อ.เทิง จ.เชียงใหม่ การนับคะแนนต้องหยุดชะงักไปราว 5 นาที เพราะเจ้าหน้าที่ต้องโทรสอบถามส่วนกลาง ไม่มีการดูคู่มือ หรือหน่วยออกเสียงที่ศาลากลางจังหวัดนนทบุรีก็มีการร้องเรียนในประเด็นนี้
2. มีหน่วยที่เจ้าหน้าที่ต้องการเริ่มนับคะแนนตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาปิดหีบใน เวลา 16.00 น. แต่เนื่องจากมีประชาชนที่ไปสังเกตการณ์ทักท้วงจึงมีการรอจนกระทั่งถึงเวลา ปิดหีบ เช่น หน่วยออกเสียงในหมู่ 8 ต.ไผ่ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์
3. มีหน่วยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เฝ้าหน่วยไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ แม้จะอยู่นอกคู่หาก็ตาม และมีการเรียกดูบัตรประชาชนผู้สังเกตการณ์ที่จะถ่ายรูปการนับคะแนน เช่น ในเขตดินแดง กรุงเทพฯ และที่อ.เขาวง จ.มุกดาหาร
4. มีหน่วยที่เมื่อนับคะแนนเสร็จสิ้นต้องเริ่มนับคะแนนใหม่เพราะคะแนนรวมไม่ตรง กับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ เช่น หน่วยที่ 2 หมู่ 2 ต.สามัคคี อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส มีคนมาใช้สิทธิ 389 คน แต่เมื่อรวมการนับคะแนนแล้วได้ 379 หายไป 10 คะแนน เมื่อมีการนับใหม่คะแนนออกมาตรงกัน หรือที่หน่วยออกเสียงที่ 9 หมู่7 ต.หนองควาย เทศบาลหนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ผู้มีสิทธิ 906 มีผู้มาใช้สิทธิ 533 คน ผลการนับคะแนน สรุปรวมคะแนนทั้งหมดตรงกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิแต่เมื่อแยกจำนวนคะแนนระหว่าง ผู้ลงคะแนนเห็นชอบ/ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ กับ คำถามพ่วง พบว่า จำนวนไม่ตรงกับบัตร โดยพบว่าในส่วนคำถามเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีคะแนนมากกว่าในส่วนคำถาม พ่วงอยู่ 2 คะแนน จึงได้มีการนับคะแนนใหม่
5. มีการย้ายหน่วยลงคะแนนในช่วงเช้าวันที่ 7 ส.ค.โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าและไม่มีการติดประกาศให้ทราบ ณ ที่ตั้งหน่วยเดิม
6. มีการนำบัตรลงคะแนนไปนับที่อำเภอ ไม่นับที่หน้าหน่วยออกเสียง เช่น หน่วยออกเสียงในต.บางยี่เรือ อ.ธนบุรี หรือหน่วยออกเสียง 6 หน่วยใน ต.คลองเขื่อน อ. คลองเขื่อน จ. ฉะเชิงเทรา ซึ่งนำหีบไปนับที่อำเภอทั้งหมด

เวลา 19.08 น. ผลประชามติ รับร่างฯ 14.6 ล้านเสียง ไม่รับ 9.2 ล้านเสียง

7 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นวันลงคะแนนออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยหลังจากปิดหีบลงคะแนนเสียงไปในเวลา 16.00 น. และคณะกรรมการได้มีการนับคะแนน โดยผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 19.08 น. มีผู้ออกเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญ 14,698,915 คน ไม่รับ 9,222,192 คน

ส่วนประเด็นคำถามพ่วงนั้น มีประชาชนเห็นด้วยกับคำถามพ่วง 13,189,257 คน ไม่เห็นด้วย 9,493,004 คน

นักวิชาการงง คนไทยสวนกระแสโลก’ปชต.’น้อย ปราบโกงได้

นักวิชาการงง คนไทยสวนกระแสโลก’ปชต.’น้อย ปราบโกงได้
นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญมุ่งปราบโกงสูง แต่มีประชาธิปไตยน้อย เป็นบทพิสูจน์ว่าเจตนารมณ์ผู้ร่างต้องการปราบโกง ลดประชาธิปไตย แต่ทางสากล ความมีประชาธิปไตยเต็มที่ถึงจะปราบโกง คอร์รัปชั่นได้ เป็นบทพิสูจน์การเมืองเชิงประจักษ์นั้นเห็นแล้วว่าการเพิ่มบทบาทให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมจะลดคอร์รัปชั่นได้ ดังนั้นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญตั้งใจถูกหรือไม่ และถ้าต่อไปทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ลด จะทบทวนการใช้รัฐธรรมนูญนี้ได้แค่ไหน
นางสิริพรรณกล่าวว่า ในคำถามพ่วง ไม่แน่ใจคนเข้าใจหรือไม่ ที่ให้รัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรีได้ นัยยะคือให้นอกจากให้ ส.ส. 500 คนแล้ว ยังให้ ส.ว. 250 คน ที่ คสช.เลือกมา เลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ถ้าย้อนกลับไปได้ อธิบายให้คนเข้าใจ จะยอมให้วุฒิสภามีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่
นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ผลประชามติที่ออกมาเป็นการแสดงออกของประชาชนเหนื่อยต่อการเมืองก่อน 22 พฤษภาคม 2557 ที่มีความเป็นประชาธิปไตยแต่ทะเลาะกัน ถือว่านี่คือการแสดงออก ที่เบื่อผลประโยชน์ทับซ้อน แต่การที่จะให้ทุจริตคอร์รัปชั่นน้อย ความเป็นประชาธิปไตยต้องเข้มแข็ง ถือว่าสวนทางกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเครื่องมือประชาธิปไตยคือการตรวจสอบที่โปร่งใส ซึ่งเป็นขอยุติทั่วโลกแล้วว่าการจะปราบทุจริตคอร์รัปชั่นได้ต้องมีประชาธิปไตย

ด่วน! นักกิจกรรมการเมือง ประท้วงฉีกบัตรลงประชามติที่เขตบางนา

วันนี้ (7 สิงหาคม) เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. ที่หน่วยออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ สำนักงานเขตบางนา มีรายงานว่า นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ นายกสมาคมเพื่อเพื่อนและนักกิจกรรมทางการเมือง สวมเสื้อยืดโดยมีคำว่า “NO COUP” เข้าไปยังหน่วยออกเสียง ก่อนตะโกนว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” พร้อมฉีกบัตรลงคะแนนเสียงประชามติ จึงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวไปที่ สน.บางนา
โดยนายปิยรัฐได้เขียนแถลงการณ์ลงบนกระดาษว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ผมขอเรียนต่อเจ้าหน้าที่พนักงาน สื่อมวลชน และประชาชน ให้ทราบว่า การกระทำของผมได้กระทำไปโดยมีสติครบสมบูรณ์ ไม่มีซึ่งอาการป่วยทางจิตใดๆ ไม่ได้เสพติดสุราและของมึนเมา ทุกสิ่งอย่างล้วนเกิดขึ้นโดยจิตสำนึกของพลเมืองที่เพียงต้องการเรียกร้อง และยืนยันต่อสิทธิเสรีอันพึงมีพึงได้ของเราก็เพียงเท่านั้น หากแม้ว่าผลของมันจะเป็นเช่นไร ผมจะขอรับผิดชอบกับการกระทำของผม โดยไม่หลีกลี้หนีหายเพราะความกลัวแต่อย่างใด
ผมจะขอสู้คดีนำสืบให้ศาลเห็นถึงการใช้อำนาจอย่างเผด็จการ บิดเบือนกฎหมายจากความชอบธรรมตามหลักการประชาธิปไตย จับกุมคุมขังประชาชนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม จนยากจะหาทางแก้ และไร้ซึ่งความมั่นคงในเสรีภาพ อิสรภาพของประชาชนชาวไทย
โดยก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว นายปิยรัฐได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่ เผด็จการจะพินาศสาบสูญไป ประชาชนประชาธิปไตยจงเจริญ”
ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวไปสืบสวนที่ สน.บางนา

“มีชัย”กลางปฏิทินหลังรับร่างรธน. จากนี้อีก 90 วันประกาศใช้ แย้มเลือกตั้งต้นปี 61

“มีชัย”กลางปฏิทินหลังรับร่างรธน. จากนี้อีก 90 วันประกาศใช้ แย้มเลือกตั้งต้นปี 61
เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 7 สิงหาคม นายมีชัย ฤชุพันธุ์ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ผ่านช่อง 9 อสมท.ว่า เมื่อคำถามพ่วงผ่าน กรรมการร่างจะนำมาผนวกไว้กับบทเฉพาะกาลให้แล้วเสร็จใน 30 วัน แล้วส่งศาลรัฐธรรมนูญให้เสร็จ 30 วัน รวม 60 วัน ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นถูกต้องจะส่งให้นายกรัฐมนตรีกราบบังคบทูล เพื่อพระปรมาภิไธย ใน 30 วัน ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ตรง จะใช้เวลาไม่เกิน 15 วัน แล้วส่งให้กรรมการร่างแก้ไข สรุปขั้นตอนทั้งหมดต้องทำให้เสร็จใน 3 เดือนเศษๆแล้วประกาศใช้รัฐธรรมนูญได้
“กำหนดคร่าวๆ เต็มเหนี่ยว ปลายปี 2560 หรือต้นปี 2561 จะมีการเลือกตั้ง”นายมีชัยกล่าว
นายมีชัยกล่าวว่า สำหรับเหตุผลที่ประชามติร่างรัฐธรรมนูญผ่านนั้นมีเหตุผลผสมผสานกัน คือประชาชนออกมาลงประชามติด้วยความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง เพราะอย่าลืมว่า ไม่ใช่การเลือกตั้ง ไม่มีหัวคะแนนเกณฑ์มา และคำพูดนายกรัฐมนตรีที่แสดงจุดยืนรับร่างรัฐธรรมนูญนั้นสำคัญ ทั้งที่ควรจริงนายกฯไม่ได้ตั้งใจ แต่มีคนบิดเบือนบอกว่านายกรัฐมนตรีไม่สั่งให้ไม่รับร่าง ไม่อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน นายกรัฐมนตรีจึงต้องบอกว่าตัวเองรับ ตรงนี้มีผลเพราะประชาชนทั่วไปที่มาลงประชามติรับนายกฯ
นายมีชัยกล่าวว่า สำหรับพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญต้องให้เสร็จทั้ง 10 ฉบับ ใช้เวลาอีก 8 เดือน ฉบับหนึ่งใช้เวลาร่างไม่ถึง 1 เดือน เพราะองค์กรอิสระ 5-6 แห่งยังขาดพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญใช้ทำงาน ไม่อย่างนั้นรัฐรรมนูญใช้การไม่ได้ ส่วนท่าทีพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทยที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ นายมีชัยกล่าวว่า เมื่อผลออกมาว่ารับร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องพยายามคุยกับ 2 พรรคนี้

ผลคะแนนไม่เป็นทางการ17:55น.

ตัวเลขผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ทั่วประเทศมีทั้งสิ้น 50,585,118 คน ชาย 24,465,842 คน หญิง 26,119,331 คน เฉพาะในกทม. มีจำนวน 4,483,075 คน
.
ผลคะแนนรวมประชามติทั้งประเทศ (เมื่อเวลา 17.55 น.)
คะแนนรับร่างฯ 7,736,491
คะแนนไม่รับ 4,896,748
คะแนนรับคำถามพ่วง 7,153,623
คะแนนไม่รับคำถามพ่วง 5,056,247
.
-ภาคเหนือ-
คะแนนรับร่างฯ 1,446,038
คะแนนไม่รับ 1,055,925
คะแนนรับคำถามพ่วง 1,299,738
คะแนนไม่รับคำถามพ่วง 1,070,989
.
-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-
คะแนนรับร่างฯ 2,072,247
คะแนนไม่รับ 2,193,750
คะแนนรับคำถามพ่วง 1,778,722
คะแนนไม่รับคำถามพ่วง 2,224,314
.
-ภาคกลาง-
คะแนนรับร่างฯ 3,117,104
คะแนนไม่รับ 1,369,174
คะแนนรับคำถามพ่วง 2,853,618
คะแนนไม่รับคำถามพ่วง 1,456,255
.
-ใต้-
คะแนนรับร่างฯ 1,536,306
คะแนนไม่รับ 414,842
คะแนนรับคำถามพ่วง 1,440,312
คะแนนไม่รับคำถามพ่วง 447,887

ยูเอ็นลงพื้นที่กรุงเทพฯ-อีสาน จับตาการลงประชามติ

ยูเอ็นลงพื้นที่กรุงเทพฯ-อีสาน จับตาการลงประชามติ ขณะที่สหภาพนักศึกษาพม่าออกแถลงการณ์สนับสนุนนักศึกษาไทยต่อสู้กับร่างรัฐธรรมนูญที่ผลักดันโดยทหาร
สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยแพร่ภาพและข้อความผ่านเครือข่ายทวิตเตอร์ว่าคณะผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งของสหประชาชาติลงพื้นที่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เพื่อสังเกตการณ์การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ที่จัดขึ้นทั่วประเทศในวันนี้ (7 ส.ค.)
ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของนายลุค สตีเวนส์ ผู้ประสานงานสหประชาชาติ (UN) ประจำประเทศไทย ซึ่งระบุว่าไม่ว่าผลการลงประชามติจะเป็นอย่างไร สหประชาชาติต้องการเห็นการพูดคุยระหว่างกองทัพและกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองไทยเกิดขึ้น ถ้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป้นคนวางเงื่อนไขในการปรองดอง คงไม่เกิดการปรองดองที่แท้จริงได้ ทั้งยังต้องเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุย เพื่อจะได้ไม่มีใครถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
นอกจากนี้ สหภาพนักศึกษาแห่งสหพันธ์พม่า (ABFSU) ซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายของนักศึกษาเมียนมาที่ก่อตั้งขึ้นในสมัยที่เมียนมายังอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร ได้ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 6 ส.ค. เพื่อเรียกร้องให้นักศึกษาไทยและประชาชนไทยยืนหยัดคัดค้านรัฐธรรมนูญและการลงประชามติที่มาจากทหาร โดยระบุว่าจากประสบการณ์ของ ABFSU พบว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างโดยรัฐบาลทหารมีเป้าหมายเพื่อให้ทหารยึดบทบาททางการเมืองอย่างถาวร ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการทำลายประชาธิปไตย
เนื้อหาในแถลงการณ์ระบุว่าด้วยว่า ABFSU เชื่อมั่นในประชาชน นักศึกษา และองค์กรภาคประชาสังคมของไทย ที่เคยให้การสนับสนุนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่า และเชื่อว่าทุกฝ่ายจะร่วมกันคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้รับการสนับสนุนโดยทหาร ซึ่งไม่ได้มาตรฐานประชาธิปไตย ด้วยความกล้าหาญและเข้มแข็ง

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เปรียบเทียบความคึกคักการทำประชามติ

วันอาทิตย์นี้ถึงกำหนดไปลง #ประชามติ กันแล้ว บรรยากาศก่อนการลงประชามติครั้งนี้บางคนก็บอกว่าเงียบเหงา บางคนก็บอกว่าแปลกประหลาด บางคนก็บอกว่ารณรงค์กันเยอะเกินไปทำให้วุ่นวาย 

นี่เป็นประชามติครั้งที่สองของประเทศไทย ครั้งแรกก็ทำกันในปี 2550 ถ้าเปรียบเทียบกับครั้งที่แล้ว จะเห็นว่าตอนปี 2550 มีกิจกรรมหลากหลายทั้งการแถงข่าว ขบวนปั่นจักรยาน ฝ่ายไม่รับร่างทำสติ๊กเกอร์และเสื้อสีแดง ขึ้นมาภายใต้คำขวัญ "We Vote No" และ "ล้มรัฐธรรมนูญ=ล้มรัฐประหาร" ฝ่ายที่รับร่างรณรงค์โดยใช้ "ไฟเขียว" เป็นสัญลักษณ์ มีการโฆษณาตามหน้าหนังสือพิมพ์และวิทยุโทรทัศน์มีอย่างเต็มที่ ครม.กำหนดให้วันหลังลงคะแนนเป็นวันหยุดราชการ มีการประกาศลดราคาค่าโดยสารรถไฟ รถเมล์ รถ บ.ข.ส. เรือโดยสาร รถไฟฟ้า จะเห็นได้ว่าบรรยากาศแบบนี้ไม่มีให้เห็นในปี 2559 [อ่านเปรียบเทียบประชามติขอ'ไทยทั้งสองครั้งที่ https://ilaw.or.th/node/4170]

#อียิปต์ ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ กันสามครั้ง เมื่อปี 2011, 2012 และ 2014 ท่ามกลางการรัฐประหาร การชุมนุมประท้วง และความรุนแรง การทำประชามติครั้งหลังสุดภายใต้รัฐบาลทหาร มีการปราบปรามผู้คัดค้านจำนวนมาก พรรคการเมืองใหญ่ถูกประกาศว่าเป็นผู้ก่อการร้ายและถูกกวาดล้าง ก่อนวันลงคะแนนนักกิจกรรม 7 คนที่ไปติดโปสเตอร์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญถูกจับ หลายฝ่ายจึงประกาศบอยคอตไม่เข้าร่วมกับการจัดทำประชามติ และไม่ไปลงคะแนน แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบมาด้วยเสียง 98% แต่ก็ไม่ใช่ทางออกของปัญหาการเมืองในอียิปต์ หลังใช้รัฐธรรมนูญฝ่ายทหารชนะการเลือกตั้งและปกครองประเทศเรื่อยมา ท่ามกลางการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความหวาดกลัวของผู้คน [อ่านเรื่องของอียิปต์ต่อที่ https://ilaw.or.th/node/4188]

#พม่า ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในปี 2008 ซึ่งเป็นร่างที่ทำโดยรัฐบาลทหาร มีหลายส่วนที่ให้ทหารสืบทอดอำนาจต่อในสภาสูง โดยกระบวนการประชามติทหารจัดทำขึ้นเพื่อเป็นโรดแมปไปสู่ประชาธิปไตย (คุ้นๆ นะ) ระหว่างกระบวนการประชามติ รัฐบาทหารคุมเข้มการรายงานข่าว ใช้สถานีโทรทัศน์ของรัฐ และหนังสือพิมพ์รณรงค์ให้คนไปโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ มีการติดป้ายตามสถานที่ราชการต่างๆ ให้คนโหวตรับ มีการโกงทุกวิถีทาง และจับกุมนักกิจกรรมอย่างน้อย 48 คนที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ จนผลสุดท้ายคนโหวตรับร่าง 93% คนพม่าจึงต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญที่ปิดทางไม่ให้ออง ซาน ซูจี ขึ้นเป็นประธานาธิบดี มาจนปัจจุบัน [อ่านเรื่องของพม่าต่อที่ https://ilaw.or.th/node/4220]

การทำประชามติในยุคของเผด็จการทหาร เพื่อหาความชอบธรรมให้ตัวเองอยู่ในอำนาจต่อได้ เกิดขึ้นอีกหลายครั้งในประวัติศาสตร์โลก เช่น การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของ #รวันดา เมื่อปี 2015 ขยายวาระประธานาธิบดีให้นายพลพอล คากาเมะ ปกครองประเทศต่อ การลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของ #ศรีลังกา ในปี 1982 เพื่อต่ออายุของรัฐสภาของ เจ.อาร์.จายาวาร์ดินี่ ออกไปอีก 6 ปีโดยไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ หรือ การลงประชามติของ #บังกลาเทศ ในปี 1977 รับรองพล.ตรี ซิเออร์ รามัน ให้อยู่ในอำนาจต่อ [อ่านเรื่องของศรีลังกาและบังกลาเทศต่อที่ https://ilaw.or.th/node/4181]

การทำประชามติทั้งของศรีลังกา บังกลาเทศ อียิปต์ และพม่า จัดทำในบรรยากาศที่ไม่เปิดกว้าง มีการใช้กฎหมายพิเศษ เช่น กฎอัยการศึก ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน การรณรงค์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเสรี ส่วนใหญ่ผลการทำประชามติออกมาเป็น YES แบบถล่มทลายมากกว่า 90% แต่เมื่อการทำประชามติเป็นเพียงแบบพิธีทางเมืองที่ไม่ได้สะท้อนความต้องการของประชาชนที่แท้จริง ผลทางการเมืองหลังจากนั้นก็ไม่ได้นำประเทศไปสู่ทางออกที่ดีขึ้นได้ 

____________________________________

ลองมาดูตัวอย่างประชามติแบบอื่นกันบ้าง.....

ในหลายประเทศ ประชามติ ไม่ได้มีไว้เพื่อรับรองร่างรัฐธรรมนูญ หรือต่ออายุของเผด็จการเท่านั้น

ใน #เคนย่า มีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2010 หลังจากที่ประเทศเกิดความวุ่นวาย เกิดสงครามกลางเมือง ผู้คนต่างเผ่าฆ่าฟันกันล้มตายจำนวนมาก จนUN ต้องเข้าแทรกแซง การร่างรัฐธรรมนูญใหม่และลงประชามติ ในปี 2010 จึงเป็นความหวังของชาวเคนย่าว่าจะหาทางออกของวิกฤติความรุนแรงในประเทศ ร่างรัฐธรรมนูญถูกจัดทำโดยการเอาฝ่ายที่ทะเลากันทุกฝ่ายมาช่วยกันร่าง ไม่ใช่เอาคนที่อ้างว่า "เป็นกลาง" มาทำโดยลำพัง ระหว่างการลงประชามติเปิดให้มีการรณรงค์โดยเสรี ฝ่ายรับใช้สีเขียวในการรณรงค์ ฝ่ายไม่รับใช้สีแดงในการรณรงค์ ผลลัพธ์ที่ได้คือโหวต YES กัน 68% รัฐธรรมนูญจึงถูกบังคับใช้มาต่อเนื่องโดยทุกฝ่ายยอมรับ แม้แต่ฝ่ายแพ้ก็ยอมรับ และประเทศไม่กลับไปสู่ภาวะสงครามกลางเมืองอีก [อ่านเรื่องของเคนย่า ต่อได้ที่ https://ilaw.or.th/node/4180]


หัวข้อการทำประชามติ ไม่ได้มีแค่เพื่อเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น

ใน สหราชอาณาจักร (UK) การออกกฎหมายเป็นอำนาจของรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนอยู่แล้ว การทำประชามติจะเกิดขึ้นในประเด็นที่นอกเหนือจากอำนาจโดยตรงของรัฐสภาเท่านั้น เช่น ประชามติเอกราชของสก๊อตแลนด์ ในปี 2013 หรือประชามติออกจากEU ในปี 2016 ส่วนที่สวิตเซอร์แลนด์การทำประชามติจะทำได้กว้างขวาง ทั้งการคัดค้านกฎหมาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และทำกันเป็นประจำปีละ 4 ครั้ง หัวข้อการทำประชามติเสนอโดยประชาชน ทั้งสหราชอาณาจักรและสวิตเซอร์แลนด์ไม่มีข้อจำกัดการรณรงค์ก่อนวันลงคะแนน ตรงกันข้ามรัฐยังสนับสนุนส่งเสริมให้รณรงค์ได้เต็มที่อีกด้วย

ที่ #สวิตเซอร์แลนด์ รัฐบาลจะตีพิมพ์คู่มือประชามติส่งให้ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนทางไปรษณีย์ก่อนล่วงหน้า 3-4 สัปดาห์ ในคู่มือการทำประชามติจะประกอบด้วยเนื้อหาของประเด็นที่จะลงประชามติในครั้งนั้นๆ ข้อคิดเห็น และข้อแนะนำต่อประเด็นดังกล่าว ประชาชนที่เสนอหัวข้อทำประชามติจะเขียนข้อคิดเห็นของตนเองลงในสมุดคู่มือได้ โดยรัฐบาลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อความนั้นได้ ส่วนการรณรงค์ทำกิจกรรมบนท้องถนน การเดินขบวนด้วยสีสันต่างๆ ก็เกิดขึ้นเป็นประจำทุกครั้งก่อนการลงประชามติในประเด็นต่างๆ

สำหรับ #สหราชอาณาจักร กกต. มีหน้าที่รับจดทะเบียนภาคประชาชนที่ต้องการจะทำกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ ทั้งฝ่าย YES และ NO ช่วงเวลาประมาณ 3 เดือนก่อนวันประชามติ กกต.จะเข้าไปตรวจสอบการใช้จ่ายและการรับเงินบริจาคของ ‘แคมเปญที่จดทะเบียน’ องค์กรที่ใช้เงินรณรงค์มากกว่า 10,000 ปอนด์จะต้องจดทะเบียน แต่ทำกิจกรรมขนาดเล็กกว่านั้น ก็สามารถจัดกิจกรรมต่างๆ ได้เลยเต็มที่ 

องค์กรที่จดทะเบียนแล้ว สามารถลงสมัครเพื่อเป็น ผู้นำการรณรงค์ได้ องค์กรที่ กกต. คัดเลือกให้เป็นผู้นำ กกต.จะเพิ่มเพดานการใช้จ่ายเงินให้เป็น 1,500,000 ปอนด์, ได้สิทธิส่งจดหมายรณรงค์ฟรี, สามารถใช้ห้องหรือพื้นที่ราชการบางแห่งได้ฟรี และได้สิทธิใช้พื้นที่โฆษณาทางโทรทัศน์ ในการทำประชามติ #Brexit กกต.ยังมีเงินกินเปล่า 600,000 ปอนด์ ให้เอาไปใช้รณรงค์อีกด้วย

บทเรียนจากการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายรณรงค์อย่างเต็มที่ เห็นได้ชัดจากกรณีประชามติ Brexit เมื่อผลออกมาพลิกโผ คือ ประชาชนส่วนใหญ่ลงคะแนนให้สหาราชอาณาจักรออกจากEU แต่ท้ายที่สุด ทุกฝ่ายคงรู้ดีว่า เมื่อผลออกมาแล้ว จะพอใจหรือไม่ก็ต้องยอมรับ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตยที่ใจความสำคัญคือ "กระบวนการ" ส่วนความผิดหวังและบทเรียนจากข้อผิดพลาดคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของประชาชนนั่นเอง
 

[อ่านเรื่อง การทำประชามติเอกราชสก็อตแลนด์ ต่อได้ที่ https://ilaw.or.th/node/4178]
[อ่านเรื่อง การทำประชามติBrexit ต่อได้ที่ https://ilaw.or.th/node/4183]
[อ่านเรื่องของสวิตเซอร์แลนด์ ต่อได้ที่ https://ilaw.or.th/node/4225]

อ่านบทเรียนประชามติต่างประเทศ ที่ https://ilaw.or.th/taxonomy/term/1988
ที่มาภาพ http://adst.org/2014/09/scotland-a-land-apart/

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559

“ยิ่งลักษณ์”พร้อมขึ้นไต่สวนคดีจำนำข้าวนัดแรกวันพรุ่งนี้


"ทนาย ยิ่งลักษณ์ ”เผย "อดีตนายกฯ"พร้อมขึ้นศาลฎีกานักการเมืองไต่พยานจำเลยนัดแรก คดีอัยการสูงสุดฟ้องปฏิบัติหน้าที่โครงการจำนำข้าว ขอศาลแถลงเปิดคดีด้วยวาจา 1 ช.ม.

- 4 ส.ค. 59 - นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อไต่สวนเป็นพยานจำเลยปากแรก คดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบโครงการรับจำนำข้าว เช้า พรุ่งนี้ 5 ส.ค.ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเดินทางไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อไต่สวนเป็นพยานจำเลยปากแรก ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เตรียมความพร้อมแล้วว่าจะแถลงเปิดคดีด้วยวาจา 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะเริ่มไต่สวนพยาน และตอบคำถามการซักค้านของอัยการโจทก์ซึ่งเตรียมคำถามไว้กว่า 100 คำถาม แต่ก็ไม่ทราบว่าศาลจะอนุญาตให้ถามทั้งหมดกี่คำถาม หากคำถามมีจำนวนมาก คาดว่าจะต้องใช้เวลาไต่สวนพยานทั้งช่วงเช้าและบ่าย ส่วนการไต่สวนพยานปากแรกจะเสร็จในวันเดียวหรือไม่นั้น ต้องดูสถานการณ์อีกครั้ง
เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ หนักใจหรือไม่ กับคำถามอัยการโจทก์กว่า 100 คำถามในวันพรุ่งนี้
นายนรวิชญ์ ทนายความ กล่าวว่า ตนตอบแทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ แต่ทีมทนายก็ต้องมั่นใจซึ่งเรามีความพร้อม ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า วันพรุ่งนี้ เป็นการไต่สวนพยานจำเลย ครั้งแรก ซึ่งศาลฎีกาฯ ก็ได้จัดกำลัง รปภ. และประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ร่วมรักษาความปลอดภัยบริเวณอาคารศาลฎีกาอย่างเข้มงวดเหมือนเช่นการไต่สวนพยานทุกครั้งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางมาทุกนัดและจะมีกลุ่มมวลชนมาให้กำลังใจหลายร้อยคน
โดยภายในอาคารศาลฎีกา ตามประตูทางเข้าหลัก จะจัดกำลัง รปภ. ประจุดทางเข้าตรวจค้นบุคคลเข้มงวด ซึ่งล่าสุดบริเวณทางเข้าหลัก มีเครื่องสแกนวัตถุต้องสงสัยมาติดตั้งเพิ่มด้วย ตามนโยบายการรักษาความปลอดภัยบริเวณศาลที่จะมีในทุกคดี ส่วนการเข้าฟังการไต่สวนพยาน ในห้องพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯนั้นจะต้องมีการแลกบัตรตามปกติ โดยห้องพิจารณา สามารถรองรับผู้ร่วมเข้าฟังได้ประมาณ 120 คน ซึ่งศาลจะเปิดให้มีการแลกบัตร เวลา 08.30 น. สำหรับผู้ที่จะเข้าฟังการไต่สวน
ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ Yingluck Shinawatra มีเนื้อหาทำนองว่า “ ต้องการกำลังใจจากพี่น้องประชาชนและแฟนเพจ ในการขึ้นไต่สวนพยานในครั้งนี้ ” นายนรวิชญ์ กล่าว

“ทักษิณ” วิจารณ์ประชามติไร้ประโยชน์

“ทักษิณ” วิจารณ์ประชามติไร้ประโยชน์ ด้าน รมว.ต่างประเทศระบุต่างชาติชมไทยจัดให้มีการออกเสียงประชามติ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้วิพากษ์วิจารณ์การจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้ว่าเป็น “ความเขลาอันเปล่าประโยชน์” และเป็นการคงอำนาจอันถาวรของรัฐบาลทหาร กับทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคตปกครองประเทศไม่ได้
นายทักษิณ ตอบคำถามที่รอยเตอร์ถามถึงความเห็นเกี่ยวกับการจัดทำประชามติ โดยระบุว่าผู้ร่าง ได้ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อความ “ต่อเนื่อง” ในการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้ก่อรัฐประหาร ไปตราบจนกระทั่งหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่อย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม
นายทักษิณประเมินด้วยว่า แม้รัฐบาลใหม่จะได้รับมอบหมายให้เข้ามาทำหน้าที่ แต่ก็คงจะไม่สามารถบริหารเศรษฐกิจและประเทศชาติไปได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งให้อำนาจเต็มที่แก่องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล
ด้านนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าววันนี้ (4 ส.ค.) ว่าต่างชาติได้แสดงความชื่นชมไทยที่เปิดโอกาสให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อให้มีประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ ได้ยืนยันว่าประเทศยังมีความสงบเรียบร้อย ส่วนที่สถานทูตต่างๆ ประกาศเตือนพลเมืองให้เพิ่มความระมัดระวังนั้น อาจเพราะไม่ได้ตระหนักว่าไทยมีความปลอดภัยกว่าประเทศตะวันตกหลายประเทศ
ขณะที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่าทุกอย่างจะดำเนินไปตามโรดแมปไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการลงประชามติหรือไม่ เพราะมีขั้นตอนรองรับอยู่แล้ว‪#‎ประชามติ‬

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559

รับเพื่อความสงบ? ทายท้าวิชามาร

ใบตองแห้ง
นักธุรกิจบางราย ออกมาเปิดตัวว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญ “เพื่อให้บ้านเมืองสงบ” ฟังแล้วตลก พร้อมน่าสมเพช แม้ไม่แน่ใจว่าพูดเพื่อเอาใจผู้มีอำนาจหรือเปล่า
ก็เข้าใจนะครับ ภาคธุรกิจไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย ต้องการความสงบ เพื่อทำมาหากิน ผมเข้าใจดีว่าคนทำมาค้าขายพึงพอใจบรรยากาศทางการเมืองใน 2 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่านี่คือความสงบชั่วคราว รอวันปะทุ
คนส่วนหนึ่งคิดเอาง่ายๆ อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน เพราะกลัวจะมีการลุกฮือไล่ คสช. หรือกลัวบรรยากาศการเมืองกระทบความเชื่อมั่น เศรษฐกิจกำลังจะฟื้น หยวนๆ ยอมๆ กันดีกว่า ไม่แปลกอะไรนี่คือนิสัยคนไทยที่ชอบผลักภาระไปข้างหน้า
โดยไม่ยักมองว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ 2 พรรคการเมืองใหญ่ไม่รับ ภาคประชาสังคม NGO ไม่เอา จะนำไปสู่การเลือกตั้งได้ไง นำไปสู่ความสงบได้ไง
ย้อนคิดง่ายๆ สมมติประชามติครั้งนี้เปิดให้มีดีเบตรณรงค์เหมือนปี 2550 คุณว่าจะผ่านไหม ครั้งนั้นมีแค่พรรคไทยรักไทยกับผู้รักประชาธิปไตยจำนวนหนึ่ง กรธ.ชูจุดขาย “รับรัฐธรรมนูญเลือกตั้งเร็ว” “รับไปก่อนแก้ทีหลัง” ก็ยังชนะกัน 14.7 ต่อ 10.7 ล้านเสียง ครั้งนี้เพิ่มพรรคประชาธิปัตย์ครึ่งพรรค เพิ่ม NGO อีกหลากหลาย เพียงแต่ฝ่ายไม่รับเสียเปรียบเพราะถูกปิดกั้นมีข้อห้ามเอาผิดกันมากมาย
ถ้าประชามติผ่านเพราะคนไม่เข้าใจ หรือผ่านเพราะคนลงประชามติใต้บรรยากาศหวาดกลัว แม้ผ่านได้ก็กลายเป็นพันธนาการนำไปสู่ความขัดแย้งที่แรงขึ้น
อย่าลืมนะครับ ปี 50 มีพรรคไทยรักไทยค้านอยู่กลุ่มเดียว ก็ยังวุ่นวายจนเกิดรัฐประหารใหม่ ครั้งนี้มีทั้งเพื่อไทย ปชป. ไม่นับภาคประชาสังคมที่คนต่างสียังเห็นตรงกัน แล้วมันจะสงบได้ไง แน่ละ ตราบใดที่มี ม.44 คสช.ก็ยังคุมอำนาจได้ แต่จะไปสู่เลือกตั้ง จะมีรัฐบาลหลังเลือกตั้งได้อย่างไร ในสถานการณ์ที่คนไม่เห็นด้วยมีมากขึ้นทุกที
แน่ละ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็ไม่สงบหรอก ต่อให้ผู้นำบอกว่าไม่ต้องรับผิดชอบอะไร โหวตแล้วกลับบ้านไปดูหนังดูละคร แต่ความจริงก็รู้แก่ใจ เสถียรภาพไม่เหมือนเดิม แม้กองทัพเป็นปึกแผ่น ยังไม่มีใครล้มได้ แต่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทางลงจากอำนาจ จะลำบากยากเย็น เว้นแต่จะหันกลับมา “ปรองดอง” หาทางออกร่วมกับทุกฝ่าย
แน่ละ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็จะปั่นป่วนระลอกใหญ่ เพราะต้องเกิดการเจรจาต่อรอง เรียกร้อง กดดัน ไปสู่การจัดระเบียบอำนาจในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ฝ่ายต่างๆ ยอมรับได้มากขึ้น แต่ถามว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายจนแตกหักหรือไม่ ยังหรอกครับ เพราะแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายยังไม่มีพลังพอจะเอาชนะกัน ภายใต้อำนาจกองทัพที่เป็นเอกภาพกว่า
เอ๊ะ พูดอย่างนี้แปลว่าเลือกทางไหนก็ไม่สงบ ใช่เลย ประชามติ 7 สิงหา มองอีกมุมคือจุดเปลี่ยนสถานการณ์ จุดเปลี่ยนขั้วแยกขั้วใหม่ ไม่มีทางเป็น“ประชามติรวมใจ” เพราะมีทางออกแค่ 2 ทาง
ร่างรัฐธรรมนูญผ่านคือระบอบอำนาจวันนี้ชนะ สามารถวางกฎเหล็กคุมประเทศอย่างน้อย 5 ปี แต่ก็ต้องเผชิญพลังต่อต้านที่กว้างขวางขึ้น ไม่มีทางกลับสู่สถานการณ์ปกติ ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านคือระบอบอำนาจวันนี้เพลี่ยงพล้ำ ต้องถูกกดดัน ให้ยอมหาทางออกร่วมกัน ซึ่งไม่ง่าย
ไม่ว่าอย่างไร “ความสงบชั่วคราว” ก็ใกล้ถึงจุดจบ อยู่ที่จะเลือกอย่างไรให้เห็นความสงบยั่งยืนในอนาคต

สุธาขัย ยิ้มประเสริฐ: โปรดระวังรัฐธรรมนูญของแท้

สุธาขัย ยิ้มประเสริฐ: โปรดระวังรัฐธรรมนูญของแท้



ในระยะที่ผ่านมา ฝ่ายคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการเลือกตั้ง กำลังลาติดตามจับและเอาผิดร่างรัฐธรรมนูญปลอมอย่างดุเดือด กล้า สมุทวณิช จึงได้เขียนเรื่อง “โปรดระวังของแท้” ขึ้นมาเสียดสี เพื่อแสดงถึงภัยจาก “ของแท้” ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้ดีว่า ภัยร้ายของประชาธิปไตยไทย ไม่ได้มาจาก “รัฐธรรมนูญปลอม” ตามที่แกล้งว่ากัน แต่มาจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับจริง ที่มาจากคณะกรรมการร่างชุดเผด็จการของนายมีชัย ฤชุพันธ์
เมื่อมองไปที่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับของแท้ที่จะนำมาสู่การลงประชามติ จะพบว่า มีประเด็นสำคัญอยู่หลายจุดที่สะท้อนลักษณะอำนาจนิยม แต่ที่อยากจะเล่าถึงในที่นี้คือ เรื่องการให้อำนาจล้นฟ้าแก่ศาลรัฐธรรมนูญ เหนืออำนาจนิติบัญญัติและบริหาร โดยไม่ต้องยึดโยงกับประชาชนเลย สถานะที่ศาลรัฐธรรมมนูญจะกลายเป็นกลไกสูงสุด เช่น
สมมติว่าบ้านเมืองเกิดความขัดแย้งทางการเมืองตามแบบประชาธิปไตย แต่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าบ้านเมืองเกิดวิกฤต แล้วไม่มีมาตราใดในรัฐธรรมนูญจะมาบังคับใช้เพื่อแก้ไขสถานการณ์ ตามมาตรา 5 ของร่างฉบับมีชัย ให้อำนาจแก่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้จัดประชุมประมุขฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการ และประธานองค์กรอิสระทั้งหลายเพื่อวินิจฉัย และให้คำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุดมีผลผูกพันทุกองค์กร อ่านดูแล้วอาจจะไม่แปลก แต่ถ้าพิจารณาจะเห็นว่า เสียงข้างมากของที่ประชุมเพื่อแก้วิกฤตมาจากฝ่ายศาล และคำวินิจฉัยก็มาจากศาลรัฐธรรมนูญนั่นเอง และจากบทเรียนที่ผ่านมาในสังคมไทย จะเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองขั้นวิกฤตนั้น สร้างขึ้นได้ หรือถ้าไม่วิกฤต ศาลรัฐธรรรมนูญก็ตีความให้วิกฤตได้ อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญข้อนี้จึงยิ่งใหญ่มาก
ในกรณีที่บ้านเมืองยังไม่เกิดวิกฤต โดยที่รัฐบาลยังบริหารบ้านเมืองปกติ แต่อาจจะมีพวกสลิ่มเสื้อเหลืองบางกลุ่มไม่พอใจนโยบายบางอย่าง หรืออาจเกิดกรณีที่สภานิติบัญญัติยื่นญัตติของแก้ไขรัฐธรรมนูญ (เช่น แก้ไขให้ยุบทิ้งศาลรัฐธรรมนูญ เป็นต้น) พวกสลิ่มเสื้อเหลืองอาจจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวหาว่า รัฐบาลและสภานิติบัญญัติ “ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ตามมาตรา 49 ของร่างรัฐธรรมนูญมีชัย ระบุให้ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องร้องเรียนแบบนี้ได้โดยตรง ไม่ต้องมีองค์กรกลั่นกรอง และสามารถใช้อำนาจสั่งให้รัฐบาลหรือรัฐสภาเลิกการดำเนินการเช่นนั้นได้ทันที ดังนั้น พอเพียงให้มีบุคคลไปยื่น ศาลรัฐธรรมนูญก็จะกลายเป็นอำนาจสูงสุด ควบคุมนโยบายของรัฐบาล และควบคุมการออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติได้ทันที
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังทึกทักเอาว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องประกอบด้วยคนดี มีจริยธรรมสูงส่ง จึงกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันเขียน "มาตรฐานทางจริยธรรม" ให้เสร็จภายในหนึ่งปีหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ โดยมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว มีกรอบความคิดแบบนามธรรม เช่นระบุว่า “ต้องครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ” อำนาจในการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมนี้ สอดคล้องกับการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า รัฐมนตรีคนใดขาดคุณสมบัติตามมาตรา 160 คือ คือ ไม่มีความ "ซื่อสัตย์สุจริต" และ "มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” รัฐมนตรีผู้นั้นก็จะถูกถอนถอนและลงโทษ หมายถึงว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจอย่างมากในการควบคุมชี้เป็นชี้ตายบุคคลากรทางการเมือง เพราะสิ่งที่เห็นได้คือ ข้อกล่าวหาเป็นนามธรรม การพิจารณาจากหลักฐานและกระบวนการจึงเป็นการยาก (เช่น จะเอาหลักฐานอย่างไรมาพิจสูจน์การผิดจริยธรรม) การลงโทษหรือไม่ลงโทษจึงขึ้นกับการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ
ข้อกล่าวหาลักษณะนี้ยังมีต่อในมาตรา 144 ที่เสนอว่า ส.ส. และ ส.ว. จะเสนอแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้ใช้งบประมาณรายจ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนทำตัวไม่ได้ และถ้า ครม. หรือ กรรมาธิการมีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น การอนุมัติให้กระทําการหรือรู้ว่ามีการกระทําดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้ง ก็จะมีความผิดไปด้วย กรณีนี้ก็เช่นกัน มีการใช้ข้อความที่คลุมเรือ เช่น “ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม” เพื่อเปิดทางให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจ ซึ่ง ส.ส. ส.ว. หรือ ครม. ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิดต้องพ้นจากตำแหน่ง และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นด้วย
จะเห็นได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจตรวจสอบแบบล้นฟ้า แต่ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า มาจากผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน ผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุด 2 คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ 1 คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์อีก 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากส่วนราชการอีก 2 คน เท่ากับตุลาการศาลทั้งคณะ มาจากศาลและระบบราชการ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับประชาชนเลย
สรุปแล้ว เอาเรื่องศาลรัฐธรรมนูญเรื่องเดียว ร่างรัฐธรรมนูญของแท้ก็อันตรายมากแล้ว นี่ยังไม่ต้องพิจารณาเรืองอื่น เช่น ส.ว.มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ส.ส.เลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมเพื่อให้โอกาสพรรคที่แพ้เลือกตั้ง หรือการสอดใส่เรื่องการนิรโทษกรรมตลอดกาลให้กับทหารที่ก่อการรัฐประหาร ฯลฯ
และนี่เป็นเหตุผลแห่งการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของแท้ฉบับมีชัย

0000

คอนเสิร์ตวันเกิดป๋า โดย สุกรี เจริญสุข

วันที่ 26 สิงหาคม (พ.ศ.2463) เป็นวันเกิดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ นายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของไทย (พ.ศ.2523-2531) ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ท่านมีอายุครบ 8 รอบ (96 ปี) ท่านเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพที่ดี มีความจำเป็นเยี่ยม มีสมองเป็นเลิศ ช่วยตัวเองได้ เดินตัวตรง เป็นตัวอย่างของผู้สูงอายุ ทำให้ผู้พบเห็นมีความศรัทธาในการดำเนินชีวิต เพราะความเชื่อว่าการได้พบผู้สูงอายุซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีบุญ เสมือนได้พบกับพระ อนุโมทนาสาธุที่ได้พบคนแก่

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นคนที่มีระเบียบมีวินัยในการดูแลร่างกาย ดูแลตัวเอง เชื่อฟังปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เป็นคนแก่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี ดูแลเรื่องอาหารการกิน ดูแลการพักผ่อน “นอนอิ่มดีกว่ากินอิ่ม” และท่านออกกำลังกายทุกวัน ท่านเป็นผู้ที่มีอุดมการณ์ มีหลักการที่มั่นคง พูดน้อย แต่เมื่อพูดแล้ว “คำไหนคำนั้น” ที่สำคัญก็คือ เป็นสุภาพบุรุษ
“ป๋า” ไม่ได้เป็นคำไทย มาจากไหนก็ไม่รู้ ที่รู้น่าจะมาจากภาษาจีนก็แปลว่า “พ่อ” บางครั้งก็ใหญ่กว่าพ่อเสียอีก เพราะเป็นเจ้าพ่อ หรือเป็นผู้ที่มีอำนาจ สมัยที่มีดนตรีเล่นในบาร์ ในไนต์คลับ ตามภัตตาคาร อาบอบนวด หรืองานกลางคืน (พ.ศ.2510-2530) เด็กเสิร์ฟ เด็กที่ดูแลการจอดรถก็จะเรียกเจ้าของรถที่เป็นลูกค้าผู้ชายว่า “ป๋า” เรียกแขกที่มาเที่ยวบาร์ว่า “ป๋า” เพราะหวังว่าจะได้เงินค่าจอดรถแถมเงินค่าทิปพิเศษ คำว่าป๋าจะถูกใช้มากในหมู่ของคนทำงานกลางคืน งานรับบริการ งานในหมู่นักการพนัน และในหมู่ของนักเลง สรุปว่า “ป๋า” เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกผู้ชายสูงวัยในพื้นที่อโคจร หรือในพื้นที่มืด หรือพื้นที่สีเทา
“ป๋าเปรม” เป็นสุภาพบุรุษที่เรียกตัวเองว่า “ป๋า” เมื่อท่านได้รับยศเป็นพลตรี ตำแหน่งผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า (พ.ศ.2511) ท่านมักจะเรียกตัวเองว่า “ป๋า” ต่อผู้ที่มีอาวุโสน้อยกว่า ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “ป๋าเปรม” คนใกล้ชิดหรือคนสนิทก็จะถูกเรียกว่า “ลูกป๋า” ทำให้คำว่า “ป๋า” เปลี่ยนไปจากความหมายที่อยู่ในที่มืดหรือสีเทา เป็นศัพท์ที่อยู่ในพื้นที่สว่างแทน “ป๋า” จึงเป็นผู้สูงอายุที่มีบารมี มีความน่าศรัทธา น่าเกรงขาม และน่าเลื่อมใส
ป๋าเปรมท่านเป็นคนชอบดนตรีมาก ท่านเคยปรารภเรื่องความสำคัญของชีวิตที่มีอยู่ว่า “ชีวิตที่เหลืออยู่มีเพียง 2 อย่างคือ ปกป้องพระราชบัลลังก์และดนตรี” ท่านชอบร้องเพลง ชอบเล่นดนตรี และให้การสนับสนุนกิจกรรมดนตรีอย่างต่อเนื่อง ท่านชอบฟังดนตรีโดยเฉพาะเปียโน ท่านได้สั่งไว้เสมอๆ ว่า เมื่อใดที่มีรายการเปียโนให้บอกด้วย เพราะว่าอยากฟังคนเล่นเปียโน
สำหรับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับดนตรีนั้นมีส่วนที่เกี่ยวข้องกันหลายอย่าง ท่านเป็นคนที่ชอบร้องเพลง ท่านมีน้ำเสียงที่ดี ท่านยังให้การสนับสนุนกิจกรรมดนตรี นักเรียนดนตรีและนักร้อง ต่อมาท่านก็เรียนเปียโนด้วยความตั้งใจ ซื้อเปียโนมาไว้ในบ้าน ให้ครูสอนเปียโนมาสอนประจำ ฝึกซ้อมเล่นเปียโนอย่างมีวินัย เอาจริงเอาจัง หลังจากนั้นก็เริ่มแต่งเพลง โดยเรียนวิธีการแต่งเพลงเพิ่มเติม
ความชอบดนตรีของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทำให้บทบาทวงดนตรีของกรมดุริยางค์ทหารบกโดดเด่น วงดนตรีกองทัพบกได้นำบทเพลงของท่านไปแสดงในโอกาสต่างๆ และมีรายการแสดงบทเพลงของท่านประจำปี ผลพลอยได้ทำให้กิจกรรมดนตรีของกรมดุริยางค์ทหารบกได้รับการสนับสนุนมาก นักดนตรีกองทัพก็มีกำลังใจ
การสนับสนุนการศึกษาดนตรีนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านได้ให้ทุนการศึกษาทุนเรียนดนตรีแก่นักเรียนกรมดุริยางค์ทหารบกตลอดมา ส่งเสริมให้ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีและปริญญาโททางด้านดนตรี กระทั่งกองทัพบกได้เห็นความสำคัญของดนตรี จึงได้ขยาย “กองดุริยางค์” ให้เป็น “กรมดุริยางค์” ของกองทัพบก โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับกรม มีชั้นยศเป็นนายพลตรี ซึ่งเป็นขวัญกำลังใจให้แก่นักดนตรีในกรมดุริยางค์เป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้มีเพียงกรมเดียวในกองทัพไทยที่เป็นกรมดุริยางค์ เกิดขึ้นในกองทัพบก
ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านได้ให้การสนับสนุนจัดตั้งทุนการศึกษาด้านดนตรี โดยผ่าน “กองทุนเปรมดนตรี” เพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาที่มีความสามารถแต่ขาดทุนทรัพย์ และใช้ทุนในการจัดกิจกรรมดนตรีต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้เด็กที่ยากจนได้เรียนดนตรี เด็กที่ด้อยโอกาส และจัดกิจกรรมดนตรีให้เด็กได้สัมผัสกับดนตรีดีๆ ให้เด็กได้คิดทำสิ่งที่ดีในชีวิต
ในโอกาสที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีอายุครบ 8 รอบ (96 ปี) ในเดือนสิงหาคม 2559 นี้ ทางวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้ถือโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงเปียโน เพื่อมอบเป็นของที่ระลึกในวันคล้ายวันเกิด โดยเชิญนักเปียโนที่มีฝีมือสุดยอดเท่าที่จะชักชวนได้ (ในเวลาอันสั้น) ซึ่งเป็นนักเปียโนที่ท่านชื่นชอบ นักเปียโนเหล่านี้อาศัยอยู่ในประเทศไทย รวม 8 รายการด้วยกัน มีเพลงแถมอีก 1 รายการ เป็นรายการที่ 9 เพื่อให้เป็นนิมิตใหม่ของการเริ่มก้าวเข้าสู่รอบที่ 9 ของชีวิต
สำหรับนักเปียโนที่ขอเชิญเพื่อร่วมแสดงในแต่ละรายการนั้น แต่ละท่านเป็นนักเปียโนที่มีฝีมือ มีชื่อเสียง มีผู้ติดตามผลงาน มีมิตรรักแฟนเพลง มีลูกศิษย์ผู้ติดตามจำนวนมาก ที่สำคัญก็คือ เป็นนักเปียโนที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านชื่นชอบในฝีมือ ทั้งนักเปียโนรุ่นใหญ่และนักเปียโนรุ่นใหม่
ดร.เบนเน็ทท์ เลอร์เนอร์ เป็นนักเปียโนที่มีชื่อเสียงมาก มีลูกศิษย์มากมาย แม้จะเก็บตัวเงียบๆ อยู่ที่เชียงใหม่ ท่านจะเล่น 2 เพลงของเดอบุซซี (Debussy: Estampes (Pagodes), Golliwogg’s Cakewalk)
คนที่สอง ศาสตราจารย์แอเรนส์ รอล์ฟ เดียทเทอร์ เป็นอดีตอธิการบดีสถาบันดนตรีที่เมืองไวมาร์ เยอรมนี จะเล่นเพลงของวากเนอร์ (Wagner/Liszt: Rienzi paraphrase)
ดร.เอริ นาคากาว่า อาจารย์ชาวญี่ปุ่น ปักหลักสอนเปียโนที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์มาตั้งแต่เริ่มตั้งวิทยาลัย เธอเป็นคนสำคัญอีกคนหนึ่งที่ได้เปลี่ยนแปลงระบบการเรียนดนตรีโดยเฉพาะเปียโนในเมืองไทย ทำให้เด็กไทยแข็งแรงมากขึ้น ที่สำคัญก็คือทำให้การศึกษาดนตรีแข็งแรงขึ้นด้วย ครั้งนี้เธอจะเล่นเพลงของโชแปง (Frederic Chopin: Barcarolle, Op. 60)
ณัฐ ยนตรรักษ์ ถือว่าเป็นนักเปียโนคนไทยที่ได้สร้างปรากฏการณ์ไว้มากพอสมควร เรียนสถาปัตยกรรมมาก่อน แล้วหันเหชีวิตมาเรียนดนตรีอย่างจริงจัง เป็นนักเปียโนที่ได้แสดงผลงานไว้มากมายทั้งในและต่างประเทศ เป็นนักประพันธ์เพลง เป็นครูเปียโนให้กับ พล.อ.เปรมด้วย วันนี้ก็จะเล่นเพลงกลิ่นนาง ผลงานของ พล.อ.เปรม
อาร์ตัส เบลาเคาสคัส กับอินทุอร ศรีกรานนท์ เปียโนคู่ (Piano Duet) ผลงานเพลงของราเวล (Maurice Ravel: La Valse) ทั้งคู่เป็นนักเปียโนรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงมาก ได้แสดงเปียโนคู่ร่วมกันเป็น 10 ปี ซึ่งได้สร้างสีสันให้แก่วงการดนตรีเปียโนเป็นอย่างมาก
คริสโตเฟอร์ จันวอง แมคคิแกน เกิดที่อังกฤษ เป็นนักเปียโนรุ่นใหม่ แม่เป็นคนไทย พ่อเป็นชาวอังกฤษ เรียนเปียโนจากพ่อตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เมื่ออายุได้ 7 ขวบก็ย้ายมาอยู่เมืองไทย เรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ขณะนี้กำลังทำวิทยานิพนธ์อยู่ ครั้งนี้ก็จะแสดงผลงานของ ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ (Three minds; Fierce, Hesitant) และชูมันน์ (Schumann/Liszt: Widmung)
ภูมิ พรหมชาติ เป็นนักเปียโนรุ่นใหม่ชาวไทยอีกคนหนึ่ง ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากเมืองไทย ต่อมาได้ศึกษาต่อที่สถาบันดนตรีนานยาง สิงคโปร์ ได้รับทุนเพื่อไปศึกษาต่อที่ราชวิทยาลัยดนตรีในประเทศอังกฤษ โดยได้รับการอุปการะทุนจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สำหรับภูมิ พรหมชาติ ได้ผ่านการแข่งขันเปียโนหลายเวที เป็นที่รู้จักและได้รับเชิญไปแสดงทั้งในยุโรปและเอเชีย ครั้งนี้ก็จะเล่นเพลงของไครสเลอร์ (Kreisler/Rachmaninoff: Liebesfreud)
ดร.พรพรรณ บรรเทิงหรรษา เป็นนักเรียนเปียโนรุ่นใหม่ ได้รับทุนดนตรีคลาสสิกในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ไปเรียนดนตรี (เปียโน) ที่สถาบันดนตรีในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วไปเรียนการประพันธ์เพลงและเปียโนที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐ เธอเรียนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐ ครั้งนี้เธอจะเล่นผลงานเพลงของไฮเดิน (Joseph Haydn: Piano Sonata in C Major Hob. XVI: 50)
รายการสุดท้าย สุวิดา เนรมิตอร่าม (เปียโน) นักเปียโนรุ่นใหม่ ยังเรียนปริญญาเอกที่สหรัฐอยู่ ซึ่งจะเล่นคู่กับตปาลิน เจริญสุข นักเชลโล ในผลงานของรัคมานินอฟ (Rachmaninoff: Andante from Cello Sonata) และผลงานเพลงของราเวล (Maurice Ravel: Alborada del gracioso from Miroirs)
ทุกรายการ เชื่อว่าจะสร้างสีสันทางดนตรีและมอบความสุขให้แก่ผู้ฟังได้มากพอสมควร
การจัดแสดงเปียโนครั้งนี้ได้เชิญนักเปียโนที่มีชื่อเสียงทุกรุ่น เพื่อเป็นของขวัญให้แก่บุคคลสำคัญของไทย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นโอกาสที่ดีสำหรับดนตรี เพราะดนตรีได้สร้างความอบอุ่นให้แก่ชีวิต ทำให้ผู้ฟังได้สัมผัสว่า ดนตรีทำให้ชีวิตมีความงดงามได้อย่างไร ดนตรีจะช่วยชีวิตมนุษย์ให้มีความหวังได้อย่างไร อย่างน้อยๆ ดนตรีจะช่วยให้มนุษย์ไทยได้รู้จักฟังคนอื่นมากขึ้น เป็นผู้ฟังที่ดี ฝึกการใช้หูฟังดนตรีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559

นายกฯประชามติ

2 ส.ค. 59 เมื่อเวลา 15.10 น.ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)  กล่าวถึงสถานการณ์การลงประชามติว่า กำชับให้ทุกคนรักษาความสงบเรียบร้อยให้ได้มากที่สุด ใครที่ทำผิดกฎหมายก็จะต้องดำเนินการคดี ถ้าทำไม่ได้ในขณะนั้น ก็ให้ทำหลังจากที่มีการลงประชามติแล้ว ซึ่งต้องมีการเก็บพยานหลักฐานไว้เพื่อดำเนินคดี ทั้งในส่วนของกฎหมายปกติ คำสั่งคสช. และกฎหมายประชามติ เพราะเป็นเรื่องของกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของผม
           
เมื่อถามถึงสถานการณ์ที่ภาคใต้ในช่วงการลงประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  ก็ต้องไปดูว่ามันเกิดจากอะไร เมื่อสองวันก่อนก็มีเรื่องการพ่นสีข้อความตามถนน ตามป้าย เป็นเรื่องรับ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
 
"เป็นเรื่องการเมืองทั้งสิ้น แล้วใครที่มีปัญหาทางการเมืองอยู่ที่ใต้ ก็เห็นอยู่วันก่อนก็เป็นข่าว เขาเป็นคนเริ่มเปิดประเด็น สรุปว่าเป็นการใช้บริการผู้ก่อเหตุรุนแรงหรือเปล่า ไม่เช่นนั้นใครจะกล้า เจ้าหน้าที่ก็พยายามอยู่ ทุกอย่างการเมืองทำให้มันเละไปทุกวัน เบื่อตรงนี้ ไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง"นายกฯ กล่าว
            
เมื่อถามว่าคืนวันศุกร์ที่ 5 ส.ค. จะงดจัดรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ตามที่มีพรรคเพื่อไทยเรียกร้องหรือไม่ นายกฯ กล่าวยืนยันว่า ยังจะพูดเหมือนเดิม ใครจะห้าม ไม่ต้องมาห้ามหรือแนะนำ คนแนะนำนั่นแหละตัวดี ตนไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล รู้อะไรควรไม่ควร อะไรดีไม่ดี รู้ว่าพูดเพื่ออะไร ในเมื่อตนบอกว่าไม่ได้ไปชี้นำให้ใครรับร่างหรือไม่รับร่าง แต่พวกที่ชี้นำก็ยังทำอยู่นั่น ทั้งๆที่กฎหมายเขาก็มี ก็ไม่เห็นกลัวกัน ไปไล่คนที่ทำผิดกฎหมายสิ ที่บอกว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นแบบบริสุทธิ์คนเดียวก็ไม่เป็นไร แต่พาพวกอีกเป็นร้อยเป็นพันนั้นบริสุทธิ์ไหม ขณะที่ตนไม่ได้มีมวลชน ที่สนับสนุนมาเดินตามตนข้างหลัง มันไม่จำเป็น เพราะตนเอาผลงานรัฐบาลเป็นตัวกำหนดว่าอนาคตเป็นอย่างไร หากจะเลือกอนาคตที่อาจจะมองไม่เห็นชัดเจน แต่ตนก็วางและวาดภาพให้เห็นกับการไม่มีภาพเหล่านี้ก็เลือกเอาเอง
           
“อย่ามาบอกว่าประชามติจะเป็นตัวชี้วัดว่าใครแพ้ใครชนะไม่เกี่ยว ผมไม่เคยแพ้ใคร และผมก็ไม่ต้องการเอาชนะใครเพียงรักษาอำนาจของผมเพื่อบริหารราชการแผ่นดินในช่วงเปลี่ยนผ่านแค่นั้น” นายกฯ กล่าว
           
เมื่อถามว่าได้ยินเสียงเรียกร้องหรือไม่ว่าหากประชามติไม่ผ่านนายกฯต้องลาออก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนพูดไปไม่เข้าใจหรือ การทำประชามติอยู่ในกระบวนการไปสู่ประชาธิปไตยสากล ซึ่งต้องมีรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่มีก็ไปตรงนั้นไม่ได้ และเลือกตั้งไม่ได้ ก็จบแค่นั้นตนก็อยู่ไปตามโรดแมปจะเกี่ยวอะไรกันตรงไหน หน้าที่ตนคือแก้ปัญหาเดิมๆ หยุดความขัดแย้ง แล้วมันหยุดกันได้หรือยัง นั่นคือสิ่งที่พูดในฐานะหัวหน้าคสช. ยังไงตนก็ยังอยู่เพราะมีตำแหน่งหัวหน้าคสช.ด้วย
           
ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทยยื่นหนังสือถึงนายกฯให้ตรวจสอบ และระงับจุลสารการออกเสียงประชามติของ กกต. โดยระบุ มีเนื้อหาเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นรายละเอียด เพียงแต่ต้องไปดูว่าผิดถูกอย่างไร กกต.เป็นผู้ตัดสิน ใครไม่เห็นด้วยก็ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ตนไม่ได้เห็นและอ่านเรื่องร้องเรียนดังกล่าว แต่ก็รับทราบ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการ "ผมต้องทำทุกเรื่องหรืออย่างไร อยากรู้นัก การร้องเรียนก็ต้องมีเจ้าหน้าที่กลั่นกรอง ไม่ใช่ยื่นมาแล้วถึงมือผมทันทีเมื่อไหร่"
           
เมื่อถามว่าการทำประชามตินั้นมีอีกกระแสคือการโนโหวตมาอีก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็สุดแล้วแต่ท่าน แล้วยังไง ตอนนี้ตนไม่กังวลอะไร ผลจะออกมาอย่างไร ก็ยังอยู่ตามโรดแมปและจะทำให้ดีที่สุดในช่วงที่ยังอยู่ เป็นการทำให้ประเทศชาติ ประชาชนคนไทย ไม่ได้ทำเพื่อใคร
           
เมื่อถามว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชาชนพอจะทราบได้หรือยังว่ากระบวนการหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ตามกระบวนการก็ต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่แล้วก็เลือกตั้ง ส่วนที่มีการเรียกร้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญด้วยนั้น เห็นว่าที่ผ่านมาประชาชนอาจไม่ได้ร่วมในขั้นต้น แต่เขาก็รับทราบ ในตอนนี้ที่มีการเดินหน้าชี้แจงทุกกลุ่มทุกจังหวัด ตอนนั้นไม่เห็นมีกระแสต่อต้านอะไรมากกมาย แต่มารุมต่อต้านกันตอนนี้หมายความว่าอะไร และเรื่องรัฐธรรมนูญไม่มีคนรู้เลยหรือ เขาก็เดินสายไปชี้แจงหลายที่ สิ่งสำคัญคือคนที่มาต่อต้านวันนี้ไม่เคยเข้ารับฟัง ไม่ร่วมมือใดๆทั้งสิ้น เพื่อให้สื่อมาถามตน ให้ตอบว่าจะรับผิดชอบอย่างไร อย่ามาถามตนแบบนี้ ฉะนั้นผลจะออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ ซึ่งวันที่ 7 ส.ค. ลงมติเสร็จสิ้น วันที่ 8 และ 9 ใช้เวลาในการรวบรวมทำเอกสารต่างๆ ขึ้นมารายงานให้ทราบ อย่างเป็นทางการ โดยตนจะรับทราบในวันนั้น
           
“อังคารหน้า(9ส.ค.) ผมจะประชุมร่วมครม.-คสช. เพื่อจะวางแผน หาวิธีการในการดำเนินการต่อไป หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะทำอย่างไร และถ้าผ่านจะทำอย่างไร งานรออีกเยอะแยะ เป็นร้อยเป็นพันอย่าง จะมาเสียสมองกับเรื่องนี้เรื่องเดียวไม่ได้ ต้องเดินไปตามโรดแมปให้ได้ ผมตอบได้แค่นี้” นายกฯ กล่าว
           
เมื่อถามว่านายกฯมั่นใจว่าจะสามารถเดินไปถึงปลายทางโรดแมปและเกิดการเลือกตั้งได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ใครจะไม่ให้ตนเดิน จะมาบังคับได้อย่างไร ตนถืออำนาจรัฐอยู่ใช่ไหมตอนนี้ ต้องไปถามประชาชนว่าจะเอาอย่างไร อย่ามาถามตน เพราะไม่มั่นใจอะไรทั้งสิ้น แต่มั่นใจว่าทำงานได้ หากประชาชนไม่ไว้วางใจก็เป็นเรื่องของประชาชนจะทำอย่างไรก็ว่ามา ต้องไปถามเขาบ้าง อย่าไปจ่อปากให้เขาพูดอย่างเดียว คนที่ไม่รับอะไรต่างๆ สื่อต้องไปถามเขาแบบที่ถามตนว่าจะเอาอย่างไร ว่าอย่างไร ไม่เคยเห็นสื่อถามเลย มีแต่เอาไมค์ไปยื่นให้เขาพูดๆ แล้วก็มาไล่ตน สื่อที่ดีเขาไม่ทำแบบนั้นหรอก      
           
เมื่อถามว่ามีการประเมินว่าหลังการทำประชามตินายกฯ อาจจะตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่มี ทำไมจะปรับใครหรือ หนังสือพิมพ์ก็เขียนไปสิ
           
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่มีปัญหาอะไรกันใช่หรือไม่ ทำไมฝ่ายตรงข้ามถึงหยิบยกมาเป็นประเด็นทุกครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็พวกสื่อชอบไปขยายให้อีกฝ่ายหนึ่ง ผมยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร อยู่กันมา 30-40-50 ปี ความผูกพันมากกว่าที่ทุกคนคิด ทหารเขาเป็นอย่างนี้ไม่ได้คบกันเพื่อประโยชน์ ไม่ได้คบกันเพราะเป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ไม่เกี่ยวกัน เป็นคนละเรื่อง คบกันด้วยความดี ความเชื่อถือ เชื่อมั่น และไว้วางใจซึ่งกันและกันตลอดมา 50 ปี ไม่มีวันทะเลาะกัน ไม่ว่าจะยุอย่างไรผมก็ไม่ทะเลาะ 1.ท่านเป็นรุ่นพี่ผม 2.ผมเป็นรัฐบาลท่านก็เคารพผม ผมเคารพท่านเพราะท่านเป็นรุ่นพี่ มีความอาวุโส มีประสบการณ์ แล้วจะมีใครให้ผมเชื่อใจได้มากกว่านี้ มีหรือไม่เสนอมา สื่อก็ไปตีท่านได้ตลอดเวลา ท่านก็ปฏิเสธมาตลอดก็ไม่รู้จะทำอย่างไร มันไปอยู่ที่สภาวะแวดล้อม และคนอื่นที่จะพูดว่าอย่างไร ไอ้พวกนั้นแหละที่ชอบพูดให้มันเสียหาย ไม่รู้วัตถุประสงค์ว่าทำเพื่ออะไรเหมือนกัน"
  
เมื่อถามว่า ในวันที่ลงประชามติ 7 สิงหาคม จะมีการตั้งวอร์รูมที่ไหนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มีการตั้งวอร์รูมอะไรทั้งสิ้น วอร์รูมของตนก็คือการนอนที่บ้านดูหนัง ดูละคร ไม่สนใจอะไรอยู่แล้ว เมื่อลงประชามติแล้วก็ถือว่าทำแล้ว หน้าที่ทุกคนมีแค่นั้นคือไปลงประชามติ รัฐบาลจะต้องมีการตั้งวอร์รูมอีกทำไม
 
"ที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีการตั้งวอร์รูมนั้น เขาก็ฟังกันจากโทรทัศน์ทั้งหมด เป็นการดูข่าวจากโทรทัศน์อยู่แล้วทำไมต้องตั้งวอร์รูมขึ้นมาอีก วอร์รูมกันไปทำไม ถ้ามีความขัดแย้ง และล้มประชามติก็ติดคุกกันไป นี่คืออำนาจของผมเต็ม ๆ ก็ลองดูแล้วกัน อำนาจของผมและคสช. มีแค่ไหนก็ทำเต็มที่ ใครมาทำให้กระบวนการล้มก็ต้องดู"
 
นายกฯ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้เมื่อการลงประชามติเสร็จสิ้นทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องรอผลการลงประชามติของประชาชน และเตรียมการแก้ปัญหาต่อไป ถ้าไม่อยากให้ทำอะไรเลยตนก็แก้ปัญหาทางการเมืองอย่างเดียว เรื่องอื่นไม่ต้องทำเลย รักษาตัวให้ถึงวันเลือกตั้งครั้งใหม่ ไม่ต้องไปเดินหน้าให้เขาด่า แก้ไขจัดระเบียบให้ผู้ที่เดือดร้อน ไม่ต้องไปเอาป่าคืน ไม่ต้องเอาคดีทุจริตมาตรวจสอบ ควรจะดูผลงานทั้งหมด การปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่มาดูแต่เรื่องการเมืองอย่างเดียว ดูด้วยว่าประเทศชาติต้องการอะไร ทั้งหมดเป็นเรื่องของทุกคนที่จะกำหนดชะตาของตัวเอง
 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า กกต. ไม่ได้ขอความร่วมมืออะไรเข้ามา เขาขอเพียงให้ดูแลในเรื่องกฎหมาย และไม่ต้องขออะไรเพิ่มจากตนอีก หน้าที่ของรัฐบาลตนทำให้ตามกฎหมายอยู่แล้ว และต้องทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้เกิดความสงบเรียบร้อย ในฐานะหัวหน้าคสช. กรธ.ก็มีหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ตนมีหน้าที่หัวหน้ารัฐบาลก็ต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาขออะไรเพิ่มเติมหน้าที่รักษาความปลอดภัยตนทำให้อยู่แล้ว และอย่าลืมเหตุการณ์ในอดีตโดยเฉพาะก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 มันหน้ารำคาญอยู่แล้ว
 
“เราไม่ได้กลัวอะไรทั้งสิ้น ไม่ได้กลัว ถ้าเข้าแล้วไม่มีกลัว บอกซะก่อน ผมเดินหน้าเพราะผมฟังเสียงประชาชน เพราะผมทำตามที่เขาเรียกร้อง หลายอย่างที่ผมทำให้ หลายอย่างที่ผมทำให้ไม่ได้ก็คือไม่ได้ แต่ผมไม่ได้ไปหลอกเขาว่าไอ้นี่ทำได้ เพื่อที่จะให้มารักผม ผมไม่ทำ”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว