PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2559

ปรับครม.'บิ๊กตู่สไตล์'สงบสยบความเคลื่อนไหว : จัดแถว-ตอบแทน

 สำนักข่าวเนชั่น
ตามคิวที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จำเป็นต้องปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วยเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนชื่อ-โครงสร้างใหม่ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มาเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ถูกโหมกระแสให้ปรับครม.ในตำแหน่งอื่นไปด้วย
ซึ่งหากจัดหมวดหมู่การปรับ ครม.นี้ มีไม่กี่ปัจจัยที่อยู่ในใจของ “บิ๊กตู่” 1.ปรับตามความจำเป็น 2.ปรับเพื่อเพิ่มมือทำงาน 3.ปรับคนเก่าที่ตอบแทนหมดแล้ว เพื่อเปิดทางตอบแทนน้องๆ ลายพราง
ตำแหน่งที่ต้องปรับตามความจำเป็นหนีไม่พ้น เจ้ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยังเป็นคนเก่าหน้าเดิมอย่าง “อุตตม สาวนายน” รมว.ไอซีที ที่ถึงขั้นเอ่ยปากโชคดีได้เป็นเจ้ากระทรวงคนแรก นอนมาแบบแบเบอร์ไม่มีชื่อม้ามืดมาแข็งให้ต้องกังวลใจ
หากสังเกตดูปฏิกิริยาของ “บิ๊กตู่” ในช่วงสัปดาห์นี้จะเห็นความไม่แน่นอน ลังเลใจว่าจะปรับครม.ในตำแหน่งอื่นดีหรือไม่ เพราะหากมองในเชิงการบริหารงานแล้ว ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับครม.ในตำแหน่งอื่นแต่อย่างใด
แม้ช่วงต้นสัปดาห์กระแสข่าวปรับครม.มาแรง ยิ่ง “บิ๊กตู่” พูดออกจากปากตัวเองว่าต้องการปรับครม. โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ที่ต้องการให้มี “รัฐมนตรีช่วยว่าการ” ขึ้นมาอีกตำแหน่ง เพื่อแบ่งเบาภาระของ “บิ๊กฉัตร” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์
ชื่อตัวเต็งตั้งแต่ไก่โห่ที่ “บิ๊กฉัตร” การันตีพ่วงด้วยแรงโปรโมทผ่านสื่อคือ “โอฬาร พิทักษ์” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ขึ้นชั้นเป็น รมช.เกษตรฯ หลังเกษียณอายุราชการ แต่จังหวะที่ยังไม่ได้เตี๊ยมกับ “บิ๊กตู่” จึงผิดคิวไล่ให้ “โอฬาร” กลับบ้านไปเลี้ยงหลาน ก่อนจะมาแก้ข่าว-แก้เก้อ หาว่า “สื่อ” รายงานข่าวคลาดเคลื่อน
นาทีนี้ชื่อของ “โอฬาร” จึงติดอยู่ในใจ-อยู่ในลิสต์ตัวเต็ง รมช.เกษตรฯ เพราะ “บิ๊กตู่” ออกลูกกั๊กว่าวันหน้าอะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่รู้ ส่งสัญญาณเปิดทางให้คนที่โดนปล่อยข่าวหลอก-ปล่อยข่าวบลั๊ฟ ให้มีกำลังใจเดินหน้าปิดดีลให้ได้ แม้บางที “บิ๊กตู่” อาจจะปากเร็วไปหน่อย แต่ประตู ครม.ยังเปิดอยู่เสมอ
หากดูประวัติของ “โอฬาร” แล้วก็ถือว่าไม่ธรรมดา สายสัมพันธ์กับขั้วอำนาจทางทหารแน่นปึ้ก แถมยังเป็นเพื่อนรัก-เพื่อนร่วมรุ่น ช่วงที่เรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นเดียวกับ “บิ๊กฉัตร” เรียกได้ว่ารู้จักมักคุ้นกันมานาน หาก “บิ๊กฉัตร” จะไว้ใจใครสักคนที่มีความชำนาญรู้เรื่องราวเบื้องลึกหนาบางในกระทรวงเกษตรฯ ชื่อของ “โอฬาร” เพื่อนรักนอนมาเบอร์หนึ่ง
นอกจากนี้ บรรดา “รัฐมนตรี” ที่ต้องเสียวสันหลังพอสมควรคือ “บิ๊กทหาร” ที่ “บิ๊กตู่” อาจจะเห็นว่าตอบแทนมานานและถึงเวลาที่จะต้องปรับเปลี่ยนเพื่อลองของใหม่ เปลี่ยนเพื่อตอบแทน “บิ๊กทหาร” รุ่นน้องบ้าง เพราะต่างคนต่างทำงานกันหนักในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา
ลิสต์ชื่อ “รัฐมนตรีลายพราง” ที่โดนโพลล์เกือบทุกสำนักจัดอยู่ในจำพวกรัฐมนตรีโลกลืม คนแรกที่ต้องลุ้นหนักกว่าใครเพื่อน เพราะมีชื่อถูกปรับออกตั้งแต่การปรับครม.ครั้งที่แล้ว เต็งจ๋ามาเลยคงหนีไม่พ้น “บิ๊กน้อย” พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ว่ากันว่า “บิ๊กน้อย” มีอยู่ในครม. “บิ๊กตู่” ด้วยเหตุผลต่างตอบแทน โดยเฉพาะในช่วงที่ “บิ๊กน้อย” ต้องหลีกทางให้ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้มีโอกาสขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 3 โดยไม่ฮืออือแม้แต่น้อย ทั้งที่ตามไลน์-ความอาวุโส “บิ๊กน้อย” ต้องขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 3 ทำให้ “บิ๊กตู่” จึงตอบแทน “บิ๊กน้อย” ด้วยการมอบเก้าอี้รัฐมนตรีปลอบใจ
เก้าอี้ที่ “บิ๊กน้อย” นั่งอยู่จึงไม่ได้มั่นคงที่ผลงาน แต่มั่นคงเพราะคำว่าบุญคุณ ระยะเวลา 2 ปี บุญคุณอาจจะตอบแทนกันหมดแล้ว ชื่อของ “บิ๊กน้อย” จึงเป็นเต็งจ๋าที่โดนปรับทิ้ง เพื่อเปิดทางให้ “บิ๊กทหารรุ่นน้อง” ได้มาเชยชมเก้าอี้รัฐมนตรี หลังช่วยงานมาตั้งแต่รัฐประหาร
อีกคนที่จัดอยู่ในข่ายตอบแทนบุญคุณเสร็จสิ้นแล้วคือ “พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว” รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งถือเป็นสีกากีคนเดียวในครม.บิ๊กตู่ “พล.ต.อ.อดุลย์” เป็นคีย์แมนคนหนึ่งที่ช่วย “บิ๊กตู่” ยึดอำนาจได้ง่ายขึ้น เพราะ “พล.ต.อ.อดุลย์” ในขณะที่ดำรงแหน่งผบ.ตร. เลือกที่จะไม่ต่อต้าน “บิ๊กตู่” ทั้งที่ถูกมองว่าเป็นผบ.ตร.สายตรงของ “พรรคเพื่อไทย”
ผลงานในรัฐบาลของ “พล.ต.อ.อดุลย์” จัดอยู่ในระดับพอไปได้ แต่ด้วยความที่ไม่ใช่เลือดแท้สายทหาร ก็ยากที่ “พล.ต.อ.อดุลย์” จะยืนระยะได้ยาวกว่านี้ ยิ่งช่วงขวบปีสุดท้ายของ “รัฐบาลบิ๊กตู่” แล้ว ยิ่งทนกระแสกดดันจากเลือดแท้สายทหารได้ยาก
นอกจากนี้ กลุ่มตอบแทนเสร็จแล้วที่อยู่ในลิสต์ของ “บิ๊กตู่” คือกลุ่มเพื่อนรัก-น้องรักอย่าง “พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล” รมว.แรงงาน น้องรักของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม
ดังนั้นการปรับครม.ครั้งนี้โฟกัสหลักเน้นๆ ไปที่กลุ่มตอบแทนเสร็จแล้ว ที่อาจจะหลุดกันหลายคน-ปรับกันหลายตำแหน่งเลยทีเดียว
ส่วนกระทรวงเศรษฐกิจคนประเมินหลักคือ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ หาก “สมคิด” ลิสต์ให้ปรับใคร “บิ๊กตู่” พร้อมจะเชื่อใจ เพราะมอบอำนาจให้ดูแลด้านเศรษฐกิจทั้งหมด แต่ชื่อที่มาแรงหนีไม่พ้น “ชุติมา บุณยประภัศร” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่จะเกษียณอายุราชการ อาจจะถูกหลังบ้าน “บิ๊กตู่” ดันให้นั่งตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ แทน “อภิรดี ตันตราภรณ์” รมว.พาณิชย์ คนปัจจุบัน
ทว่าการปรับครม.ครั้งนี้ “บิ๊กตู่” รวบอำนาจเบ็ดเสร็จไม่มีใครมาต่อ-ไม่มีใครมารองได้ ไม่มีบ้านมูลนิธิป่ารอยต่อที่เคยวิ่งเข้าออกกันคึกคัก ไม่เป็นเหมือนกัน ถนนทุกสายต้องวิ่งตรงมาที่ “ตึกไทยคู่ฟ้า” เท่านั้น
แต่ที่ “บิ๊กตู่” ทำยึกยักออกมาประกาศไม่ปรับครม. เพราะไม่ต้องการให้บรรดารัฐมนตรีที่ทำงานกันอยู่เสียขวัญ ไม่เป็นอันทำงานกัน และหากส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะปรับก็ยิ่งเพิ่มแรงกระตุ้นให้บรรดานักวิ่งได้ออกมาต่อรองกันอีกหลายคน-หลายตำแหน่ง
การปรับครม. “ตู่สไตล์” ต้องทำแบบรวดเร็ว-เฉียบขาด คนที่โดนปรับออกรู้ตัวก็เมื่อสายไปแล้ว ส่วนคนที่ถูกเลือกให้มาอยู่ในครม.รู้ตัวอีกทีก็เรียกมากรอกประวัติที่ตึกไทยคู่ฟ้าทันที
“บิ๊กตู่” ออกข่าวไม่ปรับครม.เพื่อสยบทุกความเคลื่อนไหว ฟันธงล่วงหน้าได้เลยว่าปรับครั้งนี้คือปรับใหญ่ เพราะเป็นโอกาสเดียวที่จะตอบแทนบุญคุณกัน รัฐบาลชุดหน้าหาก “บิ๊กตู่” ยังนั่งตำแหน่งนายกฯ ก็ไม่มีโอกาสตอบแทนพี่น้องเลือดทหารแล้ว เพราะจัดสรรเก้าอี้ให้ฝ่ายการเมือง

เปิดข้อพิรุธเหตุการตาย...‘ธวัชชัย อนุกูล’อดีตที่ดินพังงา

เปิดข้อพิรุธเหตุการตาย...‘ธวัชชัย อนุกูล’อดีตที่ดินพังงา : 
ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย สำนักข่าวเนชั่นรายงาน

หลังจากมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบการทุจริตออกเอกสารสิทธิใน จ.ภูเก็ต ธวัชชัย อนุกูล ก็ถูกตั้งกรรมการสอบสวนถึงการเซ็นอนุมัติออกเอกสารสิทธิที่ดินโดยไม่ชอบและถูกย้ายไปเป็นที่ดินท้ายเหมือง จ.พังงา
ขณะนั้นข้าราชการที่ถูกย้ายมาปฏิบัติหน้าที่แทน “ธวัชชัย” ใน จ.ภูเก็ต ถูกอุ้มหายสาบสูญ ต่อมาพบเป็นศพถูกยิงเสียชีวิต เชื่อกันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ “ธวัชชัย” ตัดสินใจหลบหนีออกนอกพื้นที่ และไม่มีใครพบเห็นอีกเลย เนื่องจากข้าราชการจำนวนมากถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตออกเอกสารสิทธิที่ดิน ทุกรายไม่มีใครหนี แต่ประกันตัวระหว่างต่อสู้คดี
เปิดข้อพิรุธเหตุการตาย...‘ธวัชชัย อนุกูล’อดีตที่ดินพังงา
จนกระทั่ง 29 สิงหาคม ชุดปฏิบัติการพิเศษดีเอสไอนำหมายจับเข้าจับกุม “ธวัชชัย” ได้ขณะเดินทางจากบ้านพักย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี ออกมาตัดผม ซึ่งเป็นการจับกุมก่อนหน้าที่หมายจับจะหมดอายุความเพียง 3 วัน โดยชุดจับกุมได้นำตัว “ธวัชชัย” ส่งให้พนักงานสอบสวนสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม เจ้าของสำนวนคดีสอบปากคำ ระหว่างนั้น “ธวัชชัย” ยังยิ้มแย้ม ระบุว่าจะขอใช้สิทธิประกันตัวในชั้นศาล แต่ไม่ทันข้ามวัน “ธวัชชัย” ผูกคอตาย เหตุเกิดภายในห้องควบคุมตัวของดีเอสไอ
ในช่วงแรกข้อเท็จจริงสับสนว่าใช้เสื้อผูกคอ ต่อมากลายเป็นใช้ถุงเท้าผูกคอ แต่ญาติผู้ตายระบุว่าบาดแผลที่คอเป็นรอยรัดขนาดเล็ก คาดเดาว่าเป็นรอยเชือกหรือลวดมากกว่าจะเป็นถุงเท้า ประกอบกับรายละเอียดในใบแจ้งการตายจากนิติเวชตำรวจ ซึ่งออกให้เพื่อนำศพไปประกอบพิธีทางศาสนา ระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่าตับแตก มีเลือดออกในช่องท้อง จากการถูกของแข็งไม่มีคมกระแทก ร่วมกับการขาดอากาศหายใจ จึงทำให้มีข้อพิรุธมากมายในการเสียชีวิตครั้งนี้
เปิดข้อพิรุธเหตุการตาย...‘ธวัชชัย อนุกูล’อดีตที่ดินพังงา
นอกจากนี้ การชี้แจงของ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ ที่ระบุว่า ดีเอสไอแจ้งเหตุมีคนเป็นลมหมดสติ ไม่ได้แจ้งว่ามีเหตุผูกคอฆ่าตัวตาย ส่วนการปั๊มหัวใจคนไข้เพื่อกู้ชีพก็ดำเนินการตามหลัก อีกทั้งอวัยวะภายในหัวใจ-ปอด ถูกกั้นด้วยกระบังลม จึงแยกส่วนออกจากตับ ไม่มีทางที่การปั๊มหัวใจจะส่งผลให้ตับแตก...!!!
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้ายการสอบสวน ให้ข้อมูลว่า อาการตับแตกไม่ใช่ผลข้างเคียงจากการปั๊มหัวใจ เพราะหัวใจอยู่ฝั่งซ้าย ตับอยู่ฝั่งขวา ตำแหน่งกดปั๊มอยู่คนละส่วน เคยมีการปั๊มหัวใจผิดวิธีโดยกดปั๊มอย่างแรง ทำให้กระดูกซี่โครงหักได้ แต่ไม่ส่งผลให้ตับแตก ดังนั้นคำตอบที่จะบอกเล่าเรื่องราวได้ดีที่สุด คือ รายงานชันสูตรพลิกศพอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องระบุถึงรอยช้ำรอบคอว่าเกิดจากถุงเท้าผูกคอ หรือเชือกรัดคอ ตับแตกมีความกว้างกี่เซนติเมตร และปริมาณเลือดออกในช่องท้องมีมากน้อยอย่างไร หากตับแตกเป็นแผลเล็กๆ อาจเกิดจากการกระแทกไม่รุนแรง มีเลือดค่อยๆ ไหล ก็ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงจึงเสียชีวิต แต่ถ้าตับเป็นแผลกว้าง เลือดไหลออกจำนวนมาก แสดงว่าถูกกระแทกอย่างรุนแรง เป็นผลให้เสียชีวิตทันทีได้
เมื่อคำชี้แจงสร้างข้อพิรุธบานปลาย ตอกย้ำให้ไม่เชื่อถือหนักขึ้นไปอีก แม้ว่าในส่วนของดีเอสไอจะไม่มีมูลเหตุจูงใจที่ต้องฆ่าตัดตอน เพราะเป็นหน่วยงานที่เข้าจับกุม มีกำหนดชัดเจนว่าจะนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญา ในเวลา 10.00 น. วันที่ 30 สิงหาคม พร้อมเตรียมทำเอกสารข่าวและแจ้งสื่อมวลชนให้มารอทำข่าวเสร็จสรรพ แต่ข้อสันนิษฐานต่างๆ นานายังผุดขึ้นเป็นระลอก ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าความเสียหายของเอกสารสิทธิที่ดิน ซึ่งอยู่ในข่ายต้องถูกเพิกถอน โดยเชื่อกันว่า “ธวัชชัย” มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิโดยไม่ชอบนับพันแปลง มูลค่าที่ดินนับหมื่นล้านบาท เนื่องจากที่ดินชายฝั่งทะเลในจังหวัดอันดามันมีราคาประเมินสูง เมื่อออกเป็นโฉนดสมบูรณ์มีราคาไร่ละไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท
ดังนั้น ถ้าจะถามหา “โจทก์” ก็ต้องยอมรับตรงๆ ว่า ธวัชชัยมี “โจทก์” เยอะ มีคู่กรณีรายสำคัญเป็นระดับเจ้าแม่ ซึ่งมีเบื้องหลังโยงใยกับคดีอื้อฉาวระดับประเทศ ปัจจุบันผันตัวไปทำธุรกิจบ้านจัดสรรในเกาะภูเก็ต ซึ่งมีข้อพิพาทการออกเอกสารสิทธิที่ดินจาก สค.1 ที่ไม่มีต้นขั้ว อ้างว่าปลูกยางพารา ทั้งที่สภาพพื้นที่เป็นโขดหินและชายทะเล ปลูกอะไรไม่ได้ และอาจเป็นเหตุผลสำคัญทำให้ “ธวัชชัย” ต้องหลบหนีออกจากบ้านพักใน จ.ภูเก็ต
ในทางการสืบสวนเชื่อว่า “ธวัชชัย” มีภรรยาและบุตรแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และคาดว่า “ธวัชชัย” ได้ประโยชน์จากการทุจริตออกเอกสารสิทธิที่ดินไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท แม้คดีอาญาจะยุติลงจากการเสียชีวิตของผู้ต้องหา แต่ยังเป็นประเด็นที่ต้องขยายผลให้ได้ว่าทรัพย์สินถูกผ่องถ่ายไปเก็บไว้ในชื่อบุคคลใด บ้านพักที่ “ธวัชชัย” มาหลบซ่อนเป็นบ้านของใคร มีที่มารายได้ในการซื้อขายอย่างไร ส่วนคดีทุจริตออกเอกสารสิทธิยังต้องดำเนินการกับผู้ต้องหารายอื่นๆ ต่อไป โดยคดีนี้หลักฐานสำคัญเป็นพยานเอกสาร ไม่ใช่พยานบุคคล
โดยคดีที่ “ธวัชชัย” เข้าไปเกี่ยวข้อง ได้แก่ ร่วมกับนายบุ่นเก้ง ศรีแสนสุชาติ นำ สค.บินจากพื้นที่อื่นมาออกโฉนดที่ดิน ต.รัษฎา อ.เมืองภูเก็ต, ร่วมกันปลอมเอกสารยื่นขอออกโฉนดและออกหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินอันเป็นเท็จ ต.กะรน อ.เมืองภูเก็ต, ทุจริตออกเอกสารสิทธิที่ดิน ต.กมลา อ.กะทู้ และทุจริตออกเอกสารสิทธิในป่าสงวนสิรินาถ
ก่อนหน้านี้คณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 4/2559 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม มีมติให้อายัดทรัพย์สิน (ที่ดิน) ของนายพานทอง ณ ระนอง กับพวก ไว้ชั่วคราว รวม 2 รายการ มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท ได้แก่ 1.โฉนดที่ดิน ต.กะรน อ.เมืองภูเก็ต เนื้อที่ 45 ไร่ 1 รายการ 2.โฉนดที่ดิน ต.กะรน อ.เมืองภูเก็ต เนื้อที่ 19 ไร่ 1 รายการ ตามที่ตำรวจกองปราบปรามนำหมายศาลเข้าจับกุมนายพานทอง ณ ระนอง ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา หลังคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตที่ดิน จ.ภูเก็ต ตรวจสอบแล้วมีหลักฐานชัดเจนว่า นายธวัชชัย อนุกูล อดีตเจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดภูเก็ต กับพวก ใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตออกเอกสารสิทธิ
รวมทั้งการขยายผลของพนักงานสอบสวนกองปราบฯ พบว่า นายธวัชชัยได้ร่วมกับ นายพานทอง ออกโฉนดที่ดินปลอมเลขที่ 42650 และ 42651 ต.กะรน อ.เมืองภูเก็ต โดยมี นายพานทอง เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ มีการทุจริตสร้างโฉนดที่ดินและปลอมลายมือชื่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ผู้ลงนามออกโฉนดที่ดินจำนวน 65 ไร่
ความซับซ้อนของกระบวนการทุจริตออกโฉนดที่ดินริมทะเลอันดามันมูลค่ากว่าหมื่นล้าน ยังคงรอความท้าทายการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการคลี่คลายปริศนาการเสียชีวิตของผู้ต้องหาคนสำคัญคนนี้ !!!

นายกฯ บิ๊กตู่ เผยสัปดาห์หน้า ไม่อยู่4-5วันนะ ไปประชุม G20 ที่ มณฑล เจ้อเจียงจีน 4-5กย



นายกฯ บิ๊กตู่ เผยสัปดาห์หน้า ไม่อยู่4-5วันนะ ไปประชุม G20 ที่ มณฑล เจ้อเจียงจีน 4-5กย.และ ประชุม Asean Summitที่ เวียงจันทร์ ลาว 6-8กย.
"อย่าคิดถึงผมนะ"
"ฝากประเทศชาติไว้กับสื่อ ด้วยแล้วกัน"
นายกฯ เตรียมนั่งเครื่องบิน กองทัพอากาศ บินยาว จีน เช้า 4 กย.นี้ ต่อ ลาว ยาวถึง8 กย.เลย

ใช้ล่าม 3 คน



ใช้ล่าม 3 คน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราต้องไม่ให้ใครมาดูถูกคนไทยได้อีก ในเวทีต่างประเทศเราต้องมีที่ยืน ถ้าเราไม่แข็งแรงก็ไม่มีที่ยืน แต่วันนี้เรามีศักยภาพเพียงพอหลายอย่าง หลายประเทศก็สนใจประเทศเรา
วันนี้เราเป็นผู้นำประเทศ G77 ซึ่งผมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปเผยแพร่เขาก็ยอมรับ เราต้องทำอย่างไรให้ประเทศเข้มแข็งเพื่อนำไปสู่ารพัฒนาต่างๆ
ต่อไปผมต้องเดินทางไปประชุมต่างประเทศอีกหลายครั้ง ถามว่าทำไมเขาถึงต้องเชิญผม ซึ่งการแสดงวิสัยทัศน์ต่อต่างประเทศ ต้องมีการพูดเชิงรุก เชิงโน้มน้าว มีการใช้ศิลปะ ตรงนี้ทหารเก่งอยู่แล้ว ทุกคนต้องทำงานอย่างมีศิลปะ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ทำให้นายรัก ทำให้คนอื่นเข้ามาร่วมมือ ไม่ใช่ต้องเป็นใหญ่ตลอด หรือมีอำนาจทุกอย่าง แล้วเป็นยังไงเมื่อมีอำนาจ มันก็พร้อมที่จะไม่มีอำนาจ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ เกิดแก่เจ็บตายนั้นมีหมด ธรรมมะสอนอยู่แล้วก็นำมาใช้ ไม่ใช่สอนให้ขึ้นสวรรค์กันอย่างเดียว
นายกฯ เผยคิว เดือนนี้ไปจีน-ลาว-สหรัฐฯ คุยเขาเชิญผม เราต้องมีที่ยืนในเวทีโลก ไปคุยกับเขา เผยพูดภาษาไทย เพราะมันบอกตัวตนได้ เป็นการแสดงวิสัยทัศน์ ในเวที ตปท. แต่ใช้ล่าม 3 คนยังเอาไม่อยู่ หลุดกรอบ บางทีแปลตกหล่น บางทีผมก็พูดตกหล่น แต่โดน ถ้ามารู้ทีหลัง เพราะล่ามบอก "ผมเติมให้นายไปแล้วครับ" เฮ้ย ใครเป็นล่าม ใครเป็นนาย

บิ๊กป้อม ยัน คสช.ปล่อยเลย หลังเลือกตั้ง ยัน ดูแลได้ สถานการณ์ ช่วงเลือกตั้ง/ เบื่อถามเรื่อง นักการเมือง ให้ถามแต่เรื่องความมั่นคง

บิ๊กป้อม ยัน คสช.ปล่อยเลย หลังเลือกตั้ง ยัน ดูแลได้ สถานการณ์ ช่วงเลือกตั้ง/ เบื่อถามเรื่อง นักการเมือง ให้ถามแต่เรื่องความมั่นคง
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงข้อเสนอของ นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสปท. เสนอให้กระทรวงมหาดไทย จัดการเลือกตั้ง แทน กกต.ว่า "คนถามก็คิดอย่างนี้ เรื่องนี้อย่ามาถามผม เพราะยังไม่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดใหม่ ถ้าอยากจะคิดก็ให้คิดไป ผมอยู่กระทรวงกลาโหม
ส่วนที่จะให้คสช.ดูแลความปลอดภัยในช่วงการเลือกตั้ง พลเอกประวิตร กล่าวว่า คสช.มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของทั้งประเทศ ให้มีการเลือกตั้งได้อยู่แล้ว และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องดูแลการเลือกตั้ง
"หลังจากเลือกตั้งเสร็จแล้ว คสช.ก็จะปล่อย เลย ให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่ เป็นผู้ดูแล"
ทั้งนี้ ข้อเสนอนี้ คสช.ไม่มีใครพูดถึงประเด็นนี้เลย แต่ถ้าอยากทราบรายละเอียดในประเด็นนี้ ก็ต้องไปถามคนที่เสนอมาเอง เพราะผมไม่รู้
"ต่อไปนี้ ก็ห้ามถามแบบนี้ เพราะไม่ใช่เรื่องที่เอาเรื่องคนนั้นมาถามคนนี้ ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เนื่องจากนี้ไม่เกี่ยวกับความมั่นคง ถ้ามีอะไรเกี่ยวกับความมั่นคง แล้วเกิดความไม่สงบก็ให้มาถามผม" พลเอกประวิตร กล่าว

สาระ+ภาพ: ท.ทหาร Landlord ตัวจริงแห่งประเทศไทย และสิ่งที่เราจะได้จากที่ดิน 2.644 ล้านไร่


Landlord ตัวจริง เมื่อทหารไทยครอบครองที่ดินที่ใช้ประโยชน์เพื่อความลับเกี่ยกับความมั่นคงถึง 2.644 ล้านไร่ ถ้าเอาพื้นที่ขนาดนี้มาสร้างมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล สวนสาธารณะ หรือบ้านเอื้ออาทรให้คนจนอยู่อาศัย เราจะสร้างได้มากขนาดไหน?
ปัทมาวดี โพชนุกูล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวไว้ว่า ปัจจุบัน ร้อยละ 59 ของที่ดินทำกินทั้งประเทศตกอยู่ในมือของรัฐ (http://tdri.or.th/tdri-insight/posttoday-2014-11-12/) ข้อมูลจากเว็บไซต์ของกรมธนารักษ์  (http://www.treasury.go.th/ewt_news.php?nid=136&filename=index) ณ วันที่ 30 กันยายน 2558 ระบุว่า เฉพาะที่ดินราชพัสดุในมือกรมธนารักษ์มีทั้งหมด 176,467 แปลง รวมเป็นพื้นที่ 9.856 ล้านไร่
แต่เมื่อเลื่อนสายตาลงมาด้านล่างของตารางจะเห็น ‘หมายเหตุ’ ที่มีการขีดเส้นใต้และเครื่องหมายดอกจันทร์ไว้อย่างโดดเด่น พร้อมข้อความว่า
‘จำนวนที่ราชพัสดุ (ที่ดิน) เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ยังไม่รวมที่ราชพัสดุที่ใช้ประโยชน์เพื่อความลับเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศในราชการกระทรวงกลาโหมอีกประมาณ 2.644 ล้านไร่’
ด้วยเครื่องมือคณิตศาสตร์แบบง่ายๆ ถ้ารวมที่ดินราชพัสดุทั้งหมดในมือกรมธนารักษ์และในมือกระทรวงกลาโหมจะเท่ากับ 12.5 ล้านไร่ พอคิดเป็นสัดส่วนออกมา เท่ากับว่า ‘ที่ราชพัสดุที่ใช้ประโยชน์เพื่อความลับเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศในราชการกระทรวงกลาโหม’ คิดเป็นร้อยละ 21.152 ของที่ดินราชพัสดุทั้งหมด
งานศึกษาของดวงมณี เลาวกุล นักวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ฉายภาพให้เห็นการกระจุกตัวของที่ดินในประเทศไทย ซึ่งจากการคำนวณของดวงมณี โดยอาศัยข้อมูลจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ปี 2556 พบว่า ส.ส. จากทุกพรรค ณ เวลานั้น ถือครองที่ดินรวมกัน 35,786 ไร่ (http://www.isranews.org/isranews-scoop/item/31125-0907571.html) แต่ตัวเลขนี้ยังห่างไกลจาก 2.644 ล้านไร่อยู่หลายช่วงตัว
สมมติว่าเรานำพื้นที่ 2.644 ล้านไร่ในกำมือกระทรวงกลาโหมหรืออีกนัยหนึ่งคือในการครอบครองของทหารมาใช้สร้างที่อยู่อาศัย มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล หรือสวนสาธารณะ (โดยเราเลือกจากสถานที่ที่เป็นที่รู้จักกันดีเป็นตัวเปรียบเทียบ เนื่องจากไม่มีเกณฑ์มาตรฐานว่า สถานที่แต่งละแห่งควรมีขนาดเท่าใด) เราจะได้สิ่งเหล่านี้เพิ่มขึ้นอีกแค่ไหน ไปดูกัน

สถานที่
เนื้อที่
จำนวนที่ได้หากนำพื้นที่ 2.644 ล้านไร่มาใช้ก่อสร้าง
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
1,759 ไร่ 
1,503 แห่ง 
โรงพยาบาลศิริราช
110 ไร่
24,036 แห่ง
สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ)
375 ไร่
7,050 แห่ง
บ้านเอื้ออาทร
23 ตารางวา
45,982,609 หลัง

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559

MOU

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) โดย ศาสตราจารย์ นาวาอากาศโท ดร.สราวุฒิ สุจิตจร ผู้อำนวยการสถาบันฯ กับ หน่วยปฏิบัติการฟิสิกส์อนุภาคอลิซแห่งองค์กรเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรปหรือเซิร์น โดย ดร. เปาโล จิวเบลลิโน ผู้อำนวยการจากอลิซ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2559 ณ วังสระปทุม กรุงเทพมหานคร
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเป็นประธานการลงนามบันทึกความเข้าใจ ระหว่างสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กับหน่วยปฏิบัติการฟิสิกส์อนุภาคอลิซ แห่งองค์กรเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรปหรือเซิร์น สมาพันธรัฐสวิส ณ วังสระปทุม ในครั้งนี้ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอลิซ ได้ริเริ่มความร่วมมือทางวิชาการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 โดยสถาบันฯ ได้ร่วมดำเนินโครงการยกระดับระบบติดตามภายใน (Inner Tracking System หรือ ITS) ของ อลิซ โดยได้เข้าร่วมกลุ่มการพัฒนา ตรวจสอบคุณสมบัติของเซนเซอร์ประเภทซิลิกอนสำหรับ ITS ระบบใหม่ และสร้างสถานีทดลองที่สามารถผลิตลำอิเล็กตรอนที่มีพลังงาน 1 GeV
นอกจากนี้ สถาบันฯ ได้ประสบความสำเร็จในการตรวจสอบคุณสมบัติของชิพต้นแบบเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนได้เข้าเป็นสถาบันฯ ในความร่วมมือของอลิซ โอกาสที่อลิซมอบให้ในครั้งนี้ จะนำไปสู่การพัฒนาที่สำคัญของนักวิทยาศาสตร์ไทยผ่านกระบวนการวิจัยขั้นสูงทางฟิสิกส์อนุภาคและเครื่องเร่งอนุภาค อีกทั้งถือเป็นก้าวสำคัญของหน่วยงานทั้งสองในการยืนยันเจตนาอันคงมั่น ที่จะคงความร่วมมือที่ดีต่อกัน และสรรสร้างความร่วมมือทางวิชาการใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกัน และเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อความก้าวหน้าแห่งวงการวิทยาศาสตร์ไทย
ในการนี้ ดร. เปาโล จิวเบลลิโน ได้กราบบังคมทูลว่า งานการทดลองของอลิซ (ALICE experiment) หน่วยงานภายใต้เซิร์น เป็นเครือข่ายความร่วมมือระดับโลก ซึ่งประกอบด้วยสถาบันวิจัยต่างๆ 169 แห่ง จาก 42 ประเทศ อลิซมีความภาคภูมิใจในการต้อนรับ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนสู่ชุมชนวิจัยของเรา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการร่วมงานกันอย่างต่อเนื่องและบรรลุผล สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนเป็นผู้ร่วมงานที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเครื่องมือที่เป็นนวัตกรรมเพื่อตรวจสอบอนุภาค คือ ระบบติดตามภายใน (Inner Tracking System-ITS) ระบบใหม่ ของอลิซ เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่สำคัญของเทคโนโลยีด้านตัวตรวจวัดอนุภาค ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์กับสาขาอื่นๆ ได้ อาทิ ด้านยารักษาโรค เป็นต้น และจากความสำเร็จที่ผ่านมา จึงมีการดำเนินความร่วมมือในแบบสมาชิกอย่างเป็นทางการ โดยได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการบริหารความร่วมมือแห่งอลิซ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา ความร่วมมือของอลิซกับสถาบันในประเทศไทยนั้น เป็นความสำเร็จที่โดดเด่น จนสามารถกล่าวได้ในฐานะเป็นโมเดล แก่ประเทศอื่นๆ และจากความร่วมมือที่เกิดขึ้น นับเป็นโอกาสที่สำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย และยังเป็นเครื่องมือสู่การวิจัยที่ก้าวหน้าด้านฟิสิกส์อนุภาค อันจะนำไปสู่ประโยชน์ที่เกิดผลต่อชุมชนวิทยาศาสตร์ระดับสากลต่อไป

บทเรียน ล้ำค่า ‘เกรียงศักดิ์’ โมเดล ปลายปี 2522

ที่มา: มติชน
ยิ่งมีการอ้างอิงไปยัง “เปรมโมเดล” ยิ่งทำให้เงาสะท้อนการทะยานไปยังตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในเดือนมีนาคม 2523
มากด้วยความโดดเด่น เย้ายวนต่อการศึกษา
เหมือนกับว่าฐานทางการเมืองของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ คือ ฐานของกองทัพ ฐานของทหารในฐานะที่ดำรงตำแหน่งเป็น “ผบ.ทบ.”
ทั้งๆ ที่เหมือนกับการเข้ามาเท่ากับไปหัก พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
อาจสร้างความแค้นเคืองให้กับบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติ ซึ่งมาจาก “การแต่งตั้ง” เมื่อเดือนเมษายน 2522 โดยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
แต่ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ด้านหลักของสมาชิกสภานิติบัญญัติคือ “ทหาร”
และฉันทามติของทหาร “ส่วนใหญ่” ในขณะนั้นเทคะแนนไปให้กับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผ่านการเคลื่อนไหวของบรรดา “ยังเติร์ก”
ฐานกองทัพ ฐานทางทหาร ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงยังแกร่ง
ฐานของกองทัพ ฐานของข้าราชการประจำเป็นฐานทางด้าน “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” อันถือเป็นสภาแต่งตั้ง คำถามก็คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เอาตัวรอดมาได้อย่างไรใน “สภาเลือกตั้ง”
นั่นก็คือ สภาผู้แทนราษฎร

ต้องยอมรับว่าฝ่ายค้านของรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายน 2522 คือ พรรคขนาดใหญ่ 2 พรรค
1 พรรคกิจสังคม 1 พรรคประชาธิปัตย์
2 พรรคนี้เองที่เคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อประสบวิกฤตพลังงานตอนปลายปี 2522
2 พรรคนี้เองที่ “ยังเติร์ก” ต่อสายเข้าไป “เชื่อม”
พลันที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ประจักษ์ในความร่วมมือกันระหว่าง 1 พลังในสภาผู้แทนราษฎร 1 พลังในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จึงรู้แล้วว่า “ไผเป็นไผ”
อย่าได้แปลกใจหาก 1 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จะเดินทางเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ร่วมเดินทางไปด้วย
1 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วยการประกาศลาออก
ผลก็คือ ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ยุติลงโดยพื้นฐาน ผลก็คือ สภาผู้แทนราษฎรให้ความสนใจไปยังการสรรหาตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่มาแทน พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
สปอตไลต์ฉายจับไปยัง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ โดยพลัน

โดยโครงสร้างแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 คล้ายกับว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็น “สภาแต่งตั้ง” จะเป็นฐานกำลังให้กับการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
อาศัยพรรคเสรีธรรมและบางส่วนจากสภาผู้แทนราษฎรก็จัดตั้ง “รัฐบาล” ได้
คำถามก็คือ แล้วรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ซึ่งมีเสียงข้างน้อยใน “สภาผู้แทนราษฎร” อยู่ได้อย่างเป็นสุขหรือไม่
คำตอบก็คือ ไม่เป็นสุข
การดำรงอยู่ของ รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นับแต่เดือนมีนาคม 2523 เป็นต้นไป จึงเป็นสุขเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
เพราะว่ารัฐบาลประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรค
ไม่เพียงแต่ได้พรรคกิจสังคม ไม่เพียงแต่ได้พรรคประชาธิปัตย์ หากแต่ยังได้พรรคชาติไทย หากแต่ยังยื่นไมตรีไปยังพรรคประชากรไทย
“เอกภาพ” จึงเข้ามาแทนที่
เท่ากับสะท้อนให้เห็นว่า หากมองผ่าน “รัฐสภา” รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อาจแลดูแข็งแกร่ง แต่หากมองเฉพาะ “สภาผู้แทนราษฎร” รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ กลับง่อนแง่น โงนเงน มิอาจสร้างผลงานการบริหารได้
ตรงกันข้าม รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แข็งแกร่งทั้ง “รัฐสภา” และ “สภาผู้แทนราษฎร”
อาจมีบางท่านแย้งว่า “ประยุทธ์โมเดล” ก็มากด้วยความแข็งแกร่งเพราะมีฐานจาก ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน
แต่ความหวาดเสียวของ “ประยุทธ์โมเดล” ก็เหมือนกับที่รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้ประสบมาแล้วและจบลงอย่างปวดเจ็บมาแล้ว
“ประยุทธ์โมเดล” จึงต้องศึกษา “เปรมโมเดล” มากกว่านี้

วปอ.แถลงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไทยเป็นหัวใจของอาเซียน เสริมกำลังรบ ทั้งทางบก เรือ อากาศ


วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเเถลงยุทธศาสตร์ชาติ-ยุทธศาสตร์ทหาร ระยะ 20 ปี กำหนดวิสัยทัศน์ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยั่งยืนภายในปี 79 เป็นประตูสู่เอเชียและหัวใจของอาเซียนให้ได้ มีการเสริมสร้างกำลังรบ ทั้งทางบก เรือ อากาศ
พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการรับฟังการแถลงยุทธศาสตร์ชาติ – ยุทธศาสตร์ทหาร ณ หอประชุมกองทัพเรือ ถนนอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ (ที่มาภาพเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล)
1 ก.ย. 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการเเถลงยุทธศาสตร์ชาติ-ยุทธศาสตร์ทหาร ระยะ 20 ปี พ.ศ.2560-2579 ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 58 และนักศึกษาวิทยาลัยเสนาธิการทหารรุ่นที่ 57 นักศึกษาวิทยาลัยการทัพบกชุดที่ 61 นักศึกษาวิทยาลัยการทัพเรือ รุ่นที่ 58 และนักศึกษาวิทยาลัยการทัพอากาศรุ่นที่ 50 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ นักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 58 และ 59 ร่วมงานอย่างคับคั่ง
พล.ท.ไชยอนันต์ จันทคณานุรักษ์ ผอ.วปอ. กล่าวว่า ปีนี้ จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เป็นวาระพิเศษ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อมีส่วนสำคัญในการปฏิรูปประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นการทำยุทธศาสตร์ชาติในปีนี้จึงแตกต่างจากทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการปรับกระบวนการและขั้นตอนในโครงสร้างยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องรองรับกับภาพสถานการณ์ประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยแบ่งเป็นกลุ่มยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านความมั่นคง ความมั่งคั่ง คุณค่าและค่านิยม และการมีส่วนร่วมในสังคมโลก ซึ่งจะครอบคลุมวิสัยทัศน์และสอดคล้องกับแนวคิดของรัฐบาล คือ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
ด้าน พล.ร.ต.คำรณ พิสณธ์ยุธการ ตัวแทนนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 58 เเถลงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่า ในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติในครั้งนี้ได้สร้างภาพสถานการณ์ประเทศไทย 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. ภาพสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด 2. สถานการณ์ตามที่เป็นอยู่ และ 3. สถานการณ์ที่ดีที่สุดเพื่อทำนายอนาคตประเทศไทยใน 20 ปีข้างหน้า จากนั้นจึงกำหนดเป็นความต้องการของคนในชาติ 4 ด้าน  ได้แก่ 1. ด้านความมั่นคงปลอดภัย 2. ด้านความเจริญรุ่งเรืองผาสุกมั่งคั่ง 3. ด้านการเสริมสร้างคุณค่าเกียรติยศค่านิยมความเป็นไทย และ 4. การมีส่วนร่วมและอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกในสังคมโลก โดย วปอ.ได้นำผลประโยชน์ทั้ง 4 ด้านมาเป็นตัวตั้งในการพัฒนายุทธศาสตร์ย่อย โดยได้กำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศไทยไว้ว่า “ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยั่งยืนภายในปี พ.ศ. 2579”  โดยประเทศไทยจะต้องเป็นประตูสู่เอเชียและหัวใจของอาเซียนให้ได้ มีการเสริมสร้างกำลังรบ ทั้งทางบก เรือ อากาศ
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีในด้านความมั่นคงและปลอดภัย ระบุไว้ว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยั่งยืนได้นั้น ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นพื้นฐานที่ทำให้ทุกภาคส่วนราชการสามารถทำตามแผนงานได้ คือ ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ที่จะเป็นเสมือนฐานรองรับ เป็นกำแพงป้องกันที่แข็งแกร่ง ดังนั้นสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะต้องได้รับการปกป้อง ธำรงไว้อย่างมั่นคงถาวร การป้องกันประเทศจะต้องมีประสิทธิภาพ พร้อมเผชิญภัยคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ และต้องพึ่งพาตนเองได้ มีความรักความสามัคคีของคนภายในชาติ เป็นสังคมที่มีคุณธรรม ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่น และปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องถูกขับเคลื่อนตามแผนงานและนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะต้องยุติความขัดแย้งภายใน 5 ปี และเกิดความยั่งยืนภายใน 10 ปี คือปี พ.ศ.2569
ในส่วนยุทธศาสตร์ทหาร 20 ปี กำหนดไว้ว่า กองทัพต้องการสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เสริมสร้าวงเสถียรภาพความมั่นคงด้านพลังงาน การเงินและการคลัง การเตรียมกำลังเเละใช้กำลังเพื่อการป้องปรามและการผนึกกำลังเพื่อการป้องกันประเทศ และการป้องกันเชิงรุก รวมทั้งการปฏิบัติการร่วม โดยในอนาคตประเทศไทยจะมีกองทัพไทยในรูปแบบใหม่ เริ่มต้นจากการปรับโครงสร้างกองบัญชาการร่วมกองทัพไทย ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถของศูนย์บัญชาการทางทหาร เพื่อรองรับการเชื่อมโยงและเเลกเปลี่ยนข้อมูลในส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคพื้นดิน ทะเล อากาศ และอวกาศ รวมถึงดาวเทียมทางทหาร ในการปฏิบัติการจำเป็นจะต้องพัฒนาหลักนิยมปฏิบัติการร่วมและผสมที่เหมาะกับบทบาทของกองทัพไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า การแสดงบทบาทต่าง ๆ ของกองทัพไทย การแสดงบทบาทต่าง ๆ ในเวทีสากล เช่น การฝึกร่วมผสมกับมิตรประเทศ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ การเเพทย์ทหารและการรักษาความมั่นคงทางทะเล การรักษาสันติภาพ ตามกรอบของสหประชาชาติ
ในส่วนของการจัดหายุทโธปกรณ์ จำเป็นต้องดำเนินการในลักษณะพึ่งพาตนเองด้วยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ตามแนวทางประเทศไทย 4.0 พัฒนาตัวบุคคลให้รองรับแนวทางปฏิบัติการ การพัฒนาองค์บุคคลให้รองรับแนวคิดการปฏิบัติการ โดยจัดทำโครงการศึกษาด้านยุทธศาสตร์และวิชาการทางทหาร ได้แก่ การตั้งศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ตั้งมหาวิทยาลัยการป้องกันประเทศ และโรงเรียนเสนาธิการร่วม รวมทั้งศูนย์การฝึกทหารอาเซียนด้านต่าง ๆ โดยในส่วนของกำลังทางบก ต้องรองรับการปฏิบัติการจากมิตรประเทศ บทบาทด้านการรบ จะต้องพัฒนาและจัดระเบียบชายแดน มีกำลังเตรียมพร้อมที่มีระบบควบคุมและบังคับบัญชาที่ทันสมัย เชื่อมโยงระบบข้อมูลและข่าวกรองกับทุกเหล่าทัพ มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีขีดความสามรถ โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อลดจำนวนคนที่เข้าปฏิบัติการ และเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤติ กรมผสมจะเป็นหน่วยดำเนินกลยุทธ์หลัก มีการยิงระดับยุทธการที่มีความเเม่นยำสูงใช้ในที่มีการปฏิบัติร่วม เชื่อมโยงกับกำลังทางอากาศเพื่อโจมตีเป้าหมาย
ส่วนบทบาทที่ไม่ใช่การรบ จะมุ่งเน้นขีดความสามารถในการถวายความปลอดภัยและพระเกียรติของหน่วยทหารรักษาพระองค์ และการเสริมสร้างความมั่นคงร่วม รวมทั้งจัดการกำลังประชาชน ตามแนวทางผนึกกำลังป้องกันประเทศ ในขณะที่หน่วยทหารส่วนภูมิภาคต้องสามารถอำนวยการบรรเทาสาธารณภัยภายในประเทศและช่วยเหลือประชาชน โดยประสานกับกำลังในพื้นที่ ในส่วนกำลังทางเรือจะต้องพัฒนาเป็นกำลังทางเรือ 2 มหาสมุทร โดยการใช้กำลังทางเรือได้ทั้ง 2 ฝั่งอย่างสมดุล โดยไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายกำลังขนาดใหญ่ มีการวางกำลังที่มีขีดความสามารถในการลาดตระเวนเฝ้าตรวจให้การคุ้มครองและช่วยเหลือเรือ รวมทั้งแหล่งผลประโยชน์ของชาติ ตลอด 24 ชม.
ส่วนกำลังทางอากาศ จะต้องมีบทบาทสำคัญในด้านการปกป้องเเละใช้ประโยชน์ทางอากาศและในมิติใหม่ในห้วงอวกาศ เพื่อสร้างการรับรู้ในการปฏิบัติการทางอากาศของต่างชาติ การตรวจการณ์ทางอวกาศ การสื่อสารและโทรคมนาคมทางอากาศ และสนับสนุนการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลางกองทัพไทย เพื่อให้เห็นภาพสถานการณ์รบร่วมกัน ทั้งในมิติทางอากาศและมิติใหม่ในห้วงอวกาศ พร้อมเพิ่มเติมปฏิบัติการสงครามไซเบอร์ สงครามเครือข่าย และการป้องกันไว้ด้วย
ส่วนการใช้กำลังทางรบ จะใช้การปฏิบัติการร่วม ทั้งกำลังทางเรือและทางบก แต่จะต้องบรรจุอากาศยานให้เพียงพอ เพื่อตอบสนองภารกิจที่ไม่ใช่การรบทั้งในและนอกประเทศ ที่สำคัญกองทัพต้องปรับโครงสร้าง มุ่งเน้นการเป็นที่พึ่งของประชาชน มียุทโธปกรณ์ปฏิบัติการร่วมที่ทันสมัย บนพื้นฐานการพึ่งพาตนเองและส่งออก สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ กำลังพลทุกคนต้องเป็นทหารอาชีพ

สธ. เผยในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิก้ารายใหม่ 13 คนใน 4 จังหวัด

แก้ไขข้อมูล 18.20 น.
สธ. เผยในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิก้ารายใหม่ 13 คนใน 4 จังหวัด
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เผยข้อมูลผู้ติดเชื้อไวรัสซิการายใหม่จำนวน 13 ราย ในจังหวัด เชียงใหม่ จันทบุรี เพชรบูรณ์ และบึงกาฬ ขณะที่มียอดผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน มิ.ย. จำนวน 97 คน ขอไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก ยืนยันว่าไม่มีการระบาด และ สธ. ป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านคณะกรรมการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลกประชุมหาทางรับมือ โดยคาดว่าจะยังคงสถานะของการแพร่ระบาดว่าเป็นภัยฉุกเฉินระหว่างประเทศ ขณะที่มาเลเซียพบผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อแล้ว 1 ราย ส่วนอินโดนีเซียตรวจสอบผู้เดินทางเข้าประเทศจากสิงคโปร์
น.พ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข กล่าวว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิก้าจำนวน 13 คน ใน 4 จังหวัดดังกล่าว ซึ่งทุกคนมีอาการไม่รุนแรง ได้รับการดูแลให้อยู่ในพื้นที่และเฝ้าระวังผู้ติดเชื้อรายใหม่ในพื้นที่ 28 วัน ตามระยะเวลาการฟักตัวของโรค ซึ่งพบว่าหน่วยงานทั้งของ สธ.และมหาดไทยสามารถควบคุมป้องกันไม่ให้ขยายออกไปนอกพื้นที่ได้อย่างประสบผลในทุกจังหวัด
รมว.สาธารณสุขขอให้ประชาชนมั่นใจว่า โรคติดเชื้อไวรัสซิกาไม่มีการระบาดในไทยแต่อย่างใด กระทรวงมีมาตรการป้องกันอย่างเต็มที่ และไม่ต้องกังวลกับข้อมูลของสหภาพยุโรปที่รายงานว่าไทยมีการระบาดของโรคนี้ เนื่องจากไทยมีระบบรายงานที่เป็นปัจจุบันจากพื้นที่และมีมาตรการป้องกันควบคุมโรคอย่างเป็นระบบ ซึ่งองค์การอนามัยโลกรับทราบ ทั้งนี้ วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือการกำจัดลูกน้ำและยุงลายในแหล่งเพาะพันธุ์ ซึ่งขอให้ถือเป็นหน้าที่ของทุกคน
ด้าน นพ.วิชาญ ปาวัน ผอ.สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพระบุว่า สถิติดังกล่าวเน้นตรวจสอบในระยะ 1 สัปดาห์ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มีประสิทธิภาพในดำเนินการดูแลป้องกัน ทั้งนี้ ตัวเลขสะสมของผู้ป่วยในช่วง 6 เดือนแรกของปี ตั้งแต่เดือน ม.ค. ถึงเดือน มิ.ย. คือ 97 ราย ใน 10 จังหวัด อย่างไรก็ตามไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการรักษาหายแล้ว
ด้านคณะกรรมการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลกยังประชุมกันในวันนี้เพื่อหารือถึงความคืบหน้าในการจัดการกับการแพร่ระบาด โดยคาดว่าคณะกรรมการฯ จะสรุปสถานการณ์การแพร่ระบาดว่ายังคงเป็นภัยฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ
สำหรับสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านของไทย มาเลเซียได้รายงานว่าพบผู้ต้องสงสัยติดว่าเชื้อไวรัสซิก้าคนแรกแล้ว โดยเป็นผู้หญิงที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากสิงคโปร์ ซึ่งที่นั่นมีผู้ติดเชื้อมากกว่าร้อยราย และทางการสิงคโปร์ได้รณรงค์ให้ความรู้ประชาชนในการป้องกัน ขณะที่อินโดนีเซียได้ตรวจสอบผู้ที่เดินทางจากสิงคโปร์มายังสนามบินในกรุงจาการ์ตา และที่เกาะบาตัมซึ่งอยู่ไม่ห่างจากชายฝั่งทางใต้ของสิงคโปร์ ส่วนออสเตรเลีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ได้ออกคำแนะนำให้สตรีมีครรภ์เลี่ยงการเดินทางไปในประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรค #ZikaVirus

โปรดเกล้าฯ แก้รัฐธรรมนูญชัวคราว 2557 เพิ่มสมาชิก สนช. เป็น 250 คน

โปรดเกล้าฯ แก้รัฐธรรมนูญชัวคราว 2557 เพิ่มสมาชิก สนช. เป็น 250 คน
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้า ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2559 เพิ่มจำนวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจากเดิม 200 เป็น 250 คน บังคับใช้วันที่ 2 ก.ย.
เนื้อหาที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ประกาศ 1 ก.ย. 2559 ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2557 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 รัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2559
มาตรา 2 รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"มาตรา 6 ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกินสองร้อยห้าสิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคำแนะนำ"
มาตรา 4 ให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

“หมอเหรียญทอง” ยันปั๊มหัวใจ “ที่ดินพังงา” ตามขั้นตอน โยนถามแพทย์ชันสูตรเหตุตับแตก

เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่บริเวณหน้าอาคารศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ กล่าวว่าการรักษานายธวัชชัย อนุกูล อดีตเจ้าหน้าที่กรมที่ดินจังหวัดพังงา ผู้ต้องหาผูกคอตัวเอง ที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ โดยมีการปั๊มหัวใจเป็นไปตามขั้นตอนทางการแพทย์อย่างถูกต้อง เป็นการปั๊มหัวใจช่วงทรวงอก ประกอบด้วยหัวใจและปอด ไม่เกี่ยวกับตับที่อยู่ในส่วนช่องท้อง
พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าวต่อว่า การให้ความช่วยเหลือเกิดขึ้นหลังจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษว่ามีผู้ป่วยเป็นลมหมดสติ โดยได้รับแจ้งเวลา 01.15 น. วันที่ 30 สิงหาคม ทางโรงพยาบาลจึงส่งทีมแพทย์ฉุกเฉินเข้าให้การช่วยเหลือทันที ไปถึงดีเอสไอเวลาประมาณ 01.20 น. ตลอดทางที่นำตัวนายธวัชชัยส่งโรงพยาบาล มีการปั๊มหัวใจตลอดเวลา เนื่องจากนายธวัชชัยอยู่ในภาวะวิกฤต กระทั่งถึงแผนกฉุกเฉิน ในเวลา 01.33 น. แพทย์ยังคงปั๊มหัวใจอย่างต่อเนื่อง ต่อมา 02.00 น. นำตัวนายธวัชชัยเข้าไปในห้องผู้ป่วยวิกฤตหรือไอซียู เพื่อต่อเครื่องช่วยหายใจและยังคงปั๊มหัวใจให้พ้นภาวะวิกฤต จนสุดท้าย เวลา 04.45 น. นายธวัชชัยเสียชีวิต
พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าวอีกว่า จากนั้น 08.00 น. มีการส่งศพนายธวัชชัย ไปชันสูตรถึงสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ส่วนสภาพศพและสาเหตุของตับแตกและเลือดออกในช่องท้อง ตามผลชันสูตรนั้น ต้องถามกับแพทย์ผู้ชันสูตรศพ จะให้ข้อมูลได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ หลังจากนายธวัชชัย เสียชีวิต ทางดีเอสไอได้มีการประสานขอสอบถามข้อมูลจากทางโรงพยาบาลอยู่เป็นระยะ โดยยืนยันว่าไม่มีการขอให้เปลี่ยนแปลงข้อมูลการเสียชีวิต
“ยืนยันว่าทางโรงพยาบาลไม่ได้ปั๊มหัวใจจนตับแตก แต่ไม่ทราบว่าก่อนเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินโรงพยาบาลจะไปถึงตัวผู้ป่วย มีใครปั๊มหัวใจก่อนหรือไม่ ระหว่างการนำตัวนายธวัชชัยมาโรงพยาบาลมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอตามมาดูอาการด้วย แต่ไม่มีข้อพิรุธอะไร และหลังจากเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้ตามสอบถามข้อเท็จจริง โดยโรงพยาบาลไม่ได้ตกแต่งข้อเท็จจริงและไม่ยอมให้ใครทำด้วย ”พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าว

งานหิน!! นายกฯ มอบบิ๊กป้อม แก้ปัญหาจราจร

งานหิน!! นายกฯ มอบบิ๊กป้อม แก้ปัญหาจราจร
บิ้กป้อม เสนอของบฯกลาง "นายกฯ" แก้ปัญหาจราจร ช่วง3 เดิอนนี้ก่อน ตั้งกรรมการรณรงค์จิตสำนึก ยันแก้วันนี้พรุ่งนี้ไม่ได้ เตรียมประชุม ทำแผนจราจร ใน5ปี
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กห) ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้แก้ปัญหาจราจร กล่าวว่า ปัญหาจราจร แก้วันนี้ พรุ่งนี้ คงไม่ได้ จนท.ทุกฝ่าย ต้องมาช่วยกัน ระบบขนส่งมวลชน ทั้งหมด เพื่อวางแผนในอีก5ปี ข้างหน้า โดยจะมีการประชุมใหญ่ ในเร็วๆนี้
ที่สำคัญคือ การปลุกจิตสำนึกคนใช้รถใช้ถนน เพราะถ้าให้บังคบ คนไม่สนใจ ทำอะไรไม่ได้
ยกตัวอย่าง รถเฉี่ยว ชนกัน ก็ลงมาตีกันเตรียมไม้ไว้ท้ายรถ ไว้ตีกัน
ต่้องมีมาตรการ ก่อนออกใบขับขี่ ให้ การอบรม ก่อนได้ และ การตรวจสอบ พฤติกรรมการขับรถ และมาตรการยึดใบขับขี่
"บ้านเรา ทำไม่ได้ หรอก เพราะคนเอาแต่ใจตัวเอง"
ตอนนี้ ได้ตั้ง กก.รณรงค์ เรื่องความปลอดภัยและจิตสำนึก การจราจร ให้ ปภ. มหาดไทย ดูแล
โดยได้ นำเรียน นายกฯในการ ขอ งบกลาง ทจำรวยนิดหน่อย มาแก้ ไขปัญหาใน 3 เดือน นี้ก่อน
ส่วนเรื่อง ให้รถทะเบียนเลขคึ่ ขับวันคี่ เลขคู่ ขับวันคู่ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ใครยอมรับ บ้างล่ะ.
ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

แถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร20ปี

แถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร20ปี
นศ.วปอ.58 แถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร20ปี ปี2560-2579ต่อ นายกฯบิ๊กตู่
"ร่างยุทธศาสตร์ชาติ วาดอนาคตชาติ อย่างยั่งยืน"
แผนโครงสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ ทุกมิติ... บก น้ำ ทะเล อากาศ อวกาศ. พรึ่บ....
งานนี้ นักศึกษา วปอ.58 ร่วมกับ วิทยาลัยเสธ.ทหาร 57 วิทยาลัยการทัพบก 61 วิทยาลัยการทัพเรือ48 และวิทยาลัยการทัพอากาศ50 ในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร20ปี ปี2560-2579
เสนอต่อ พลเอกประยุทธ์ นายกฯ ที่หอประชุม ทร.