PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"‪ต้องถามมันว่า เอาข้อมูลจากไหน มาโพสต์"

"‪ต้องถามมันว่า เอาข้อมูลจากไหน มาโพสต์"
นายกฯ ไม่ประมาท ไม่ท้าทายใคร หลังถูกขู่ฆ่า ชี้ผมทำแต่ความดี ถ้า ใครไม่เห็น ก็ช่วยไม่ได้ ทุกคนมีชะตาชีวิตของตัวเอง ผมเห็นแก่ชะตากรรมประเทศ มากกว่าชีวิตผม... พวกละเมิดสถาบัน อยู่ต่างประเทศ เริ่มการโพสต์ ฆ่า"บิ๊กป้อม-บิ๊กตู่"ก่อน พ้อสื่อ จะไม่ดูแลฉันเหรอ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวถึงกรณีที่มีโพสต์ขู่ฆ่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ผ่านทางโซเชียลมีเดียว่า "ก็อยู่ในโซเชียลมีเดีย และกำลังหาตัวอยู่ ต้องถามว่า มันเอาข้อมูลจากไหนมาโพสต์ เพราะว่ามันมีพวกละเมิดสถาบันอยู่ ซึ่งอยู่ต่างประเทศ คนพวกนั้นแหละมันพูดก่อน แล้วพวกเธอ จะไม่ดูแลฉันเหรอ
"ผมเองก็ไม่ได้ประมาทและท้าทายใคร เพราะคิดว่าผมทำแต่ความดี ฉะนั้นใครไม่เห็นความดีของผม ก็ช่วยไม่ได้ ชะตาชีวิตทุกคนมีอยู่แล้ว แต่ผมเห็นแก่ชะตากรรมประเทศ มากกว่าชีวิตผม"

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

พลิกตำนานลอบสังหารผู้นำไทย

พลิกตำนาน “ลอบสังหาร” ผู้นำไทย เรื่องจริงหรืออิงนิยาย ?

เขียนวันที่ 
วันพุธ ที่ 07 พฤศจิกายน 2555 เวลา 06:00 น.
เขียนโดย
จำนง ศรีนคร 
หมวดหมู่
5
 
0
 
0
 
5
 

alt

     กระแสข่าว "การลอบสังหาร" หรือการลอบสังหารจริงๆ สำหรับผู้นำหรือบุคคลสำคัญของประเทศไทยนั้น ได้เกิดขึ้นหลายครั้งแบบต่างกรรมต่างวาระ

     ไม่เฉพาะกรณีล่าสุด ที่แฟนเพจ Oak Panthongtae Shinawatra ที่อ้างว่าเป็นของ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความ เมื่อวันที่ 4 พ.ย.2555 ที่ผ่านมา ว่ามีแผนลอบสังหารบิดาที่จะเดินทางมา เยือนพม่าระหว่างวันที่ 8-10 พ.ย.2555 หลังกรณีเจ้าหน้าที่พม่าตรวจค้นบ้านชายชาวไทใหญ่ใกล้โรงแรมที่ พ.ต.ท.ทักษิณเตรียมเข้าพัก และพบอาวุธสงครามอาทิจรวดอาร์พีจีและเครื่องกระสุนจำนวนหนึ่ง

     งานนี้คอการเมืองจึงได้เต้นผาง! กันอีกครั้ง และวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา บ้างก็เชื่อว่าเป็นความจริง บ้างก็ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการสร้างข่าวเพื่อเบี่ยงกระแสอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือที่วงการสื่อเรียกกว่าเป็นการ "สปิน (spin) ข่าว" ที่ได้แก่การปั้นข่าวหนึ่งๆ ให้เป็นกระแสเพื่อมากลบอีกข่าวหนึ่ง

     ด้วยเทคนิคในการ Spin ทิศทางข่าว ถือเป็นความถนัดของฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เลือกใช้มาตลอด

     อย่างไรก็ตาม หากว่ากันที่ประวัติศาสตร์และความเป็นจริง สำหรับเหตุการณ์ลอบสังหารผู้นำไทยในห้วงกว่า 80 ปี ได้เกิดขึ้นมาโดยตลอด อาทิ

 

@@ ลอบสังหารจอมพล ป. 3 ครั้งซ้อน กำเนิดฉายา “จอมพลกระดูกเหล็ก”

     ครั้งที่ 1 วันที่ 23 ก.พ. 2477 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกฯและ รมว.กระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ขณะเป็นประธานมอบรางวัลชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลระหว่างเหล่าทัพต่างๆ ที่ท้องสนามหลวง ได้ถูกคนร้ายบุกประชิดตัวใช้ปืนพกสั้นชนิด รีวอลเว่อร์ 9 ม.ม. ยิงในระยะเผาขน แต่เคราะห์ดีได้รับเจ็บเล็กน้อย ส่วนคนร้ายถูกจับได้และซัดทอดถึงนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้ว่าจ้างให้มาสังหาร

     การรอดตายมาได้ในครั้งนั้น ทำให้จอมพล ป. ได้รับฉายา “จอมพลกระดูกเหล็ก” !

     ครั้งที่ 2 วันที่ 9 พ.ย.2481จอมพลกระดูกเหล็กคนเดิมถูกคนรับใช้ในบ้านใช้อาวุธปืนพกยิง ขณะแต่งเครื่องแบบอยู่ในบ้านเพื่อเตรียมจะออกไปทำงานแต่กระสุนพลาด ขณะที่คนร้ายไม่ยอมซัดทอดว่าใครเป็นผู้จ้างวาน

     ครั้งที่ 3 วันที่ 9 ธ.ค.2581 จอมพล ป. ถูกแม่ครัวในบ้านลอบใส่ยาพิษในอาหารกลางวันที่นั่งรับประทานอาหารร่วมกับพลพรรค แต่เมื่อรู้ตัวว่าถูกยาพิษ ได้รีบไปล้างท้องที่โรงพยาบาลทหารบกได้ทัน ส่วนคนร้ายนั้นไม่ซัดทอดผู้จ้างวาน

 

@@ ลอบสังหาร "อุตลุต" พล.อ.เปรม-พล.อ.อาทิตย์

     ในปี 2525 เกิดเหตุการณ์ลอบสังหาร พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผบ.ทบ.ในขณะนั้น หลายต่อหลายครั้ง

     มีการกล่าวหาว่า ผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารทั้งหมดคือ "กลุ่มยังเติร์ก" หรือ นายทหาร จปร.7 ภายใต้การนำของ พ.อ.มนูญ รูปขจร พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร และ พ.อ.พัลลภ ปิ่นมณี (ยศในขณะนั้น) เนื่องด้วยกลุ่มยังเติร์กมักวนเวียนอยู่กับความพยายามในการทำรัฐประหารระหว่างวันที่ 1-3 เมษายน 2524 แต่ล้มเหลวจนต้องลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ

     ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 6-7 มี.ค.2525 มีการลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ในงานยกช่อฟ้าวัดจิระ อ.เมือง จ.ลพบุรี แต่ไม่สำเร็จ

     ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 8-25 มี.ค.2525 ลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ ขณะเดินทางไปเยี่ยมท่านผู้หญิงประภาศรี กำลังเอก ซึ่งป่วยและรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แต่ล้มเหลวอีกครั้ง

     ครั้งที่ 3 วันที่ 5 พ.ค.2525 มีรถบรรทุกระเบิดจอดที่หน้าโรงเรียนพณิชยการสันติราษฎร์ในเส้นทางที่ พล.อ.อาทิตย์เดินทางผ่านไปทำงาน เพื่อลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ โดยใช้คลื่นวิทยุบังคับจุดระเบิด แต่รถได้เกิดระเบิดขึ้นก่อนที่ พล.อ.อาทิตย์จะผ่านไป

     ครั้งที่ 4 วันที่ 3 มิ.ย.2525 ลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ ขณะไปทอดกฐินที่วัดแก้วนิมิตร อ.เมือง จ.ลพบุรี แต่ไม่สำเร็จ

     ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 14-16 ก.ค.2525 ลอบสังหาร พล.อ.เปรม ขณะเดินทางไปเป็นประธานเปิดอนุสาวรีย์จอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ อ.เมือง จ.ลพบุรี แต่กระสุนจรวด 66 เอ็ม 72 พลาดเป้าหมายไปเพียงเล็กน้อย

     ครั้งที่ 6 วันที่ 1 ต.ค.2525 เกิดกระแสข่าวมีการตระเตรียมการที่จะลอบปลงพระชนม์พระบรมวงศานุวงศ์ท่านหนึ่ง ในพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลควีนสคัพ ที่สนามกีฬาแห่งชาติ

     ครั้งที่ 7 วันที่ 17 ต.ค.2525 ลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ ขณะเดินทางไปทอดกฐินที่วัดหน้าพระเมรุ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ไม่สำเร็จ

     ครั้งที่ 8 วันที่ 20 ต.ค.2525 ลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ พล.อ.เปรม และตระเตรียมการลอบปลงพระชนม์พระบรมวงศานุวงศ์ท่านหนึ่ง ในพิธีปิดการแข่งขันฟุตบอลควีนสคัพ ที่สนามกีฬาแห่งชาติ กทม.

     ครั้งที่ 9 วันที่ 31 ต.ค.2525 ลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ ซึ่งจะเดินทางไปทอดกฐินที่วัดศรีสุทธาวาส อ.เมือง จ.เลย แต่ไม่สำเร็จ

     คดีลอบสังหาร พล.อ.เปรมกับ พล.อ.อาทิตย์ ยังเข้าไปพัวพันกับการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ.2534 โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช.ซึ่งนำโดยกลุ่มนายทหาร จปร.5 ที่อยู่คนละขั้วกับ “กลุ่มยังเติร์ก” ได้เผยแพร่ภาพคำสารภาพของ พ.อ.บุลศักดิ์ โพธิเจริญ ส.ส.สิงห์บุรี พรรคพลังธรรม หนึ่งในผู้ต้องหาร่วมกับ พล.ต.มนูญ ในคดีลอบสังหาร โดย พ.อ.บุลศักดิ์ยอมรับความผิดที่ก่อขึ้น

     แต่หลังจากนั้น ในปี 2537 อดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีลอบสังหาร ได้โต้ตอบว่า คำสารภาพของ พ.อ.บุลศักดิ์ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ในช่วง รสช. เป็นการสร้างหลักฐานเท็จหลอกลวงประชาชน

 

@@ ลอบสังหารทักษิณ เรื่องจริงหรือแค่ spin ข่าว?

     สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นผู้นำไทยคนหนึ่งที่ตกเป็นกระแสข่าวการปองร้ายและลอบสังหารหลายครั้ง

     โดยเหตุ “ลอบสังหาร 4 ครั้ง” ที่แฟนเพจอ้างชื่อโอ๊ค อ้างถึง มีดังนี้

     ครั้งที่ 1วันที่ 3 มี.ค.2544 เกิดเหตุระเบิดเครื่องบินการบินไทย ยี่ห้อ โบอิ้ง 737-400 ทะเบียน HS-TDC กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ที่คณะของ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปบ้านเกิดที่ จ.เชียงใหม่ก่อนเวลาออกเดินทางเพียงเล็กน้อย ทำให้เครือบินถูกไฟไหม้เสียหายทั้งลำ มีผู้เสียชีวิต 1 รายหลังเหตุการณ์ใน พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ว่า รายงานของเจ้าหน้าที่ค่อนข้างชัดเจนว่า สาเหตุของเครื่องบินระเบิดน่าจะมาจากวัตถุระเบิดที่มีผู้นำมาติดไว้ที่ใต้ท้องเครื่องบิน บริเวณที่นั่งวีไอพี

     "เป็นการปองร้าย ไม่ใช่การก่อการร้าย ไม่ทราบว่าปองร้ายใคร ส่วนคนที่ทำนั้นสิ้นคิด ไม่ต้องทำกับนายกรัฐมนตรี ทำกับใคร ประเทศชาติก็เสียหาย" พ.ต.ท.ทักษิณระบุ

     ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้โดยมี พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ รอง ผบ.ตร.ในขณะนั้น เป็นหัวหน้า ท่ามกลางกระแสข่าวการก่อวินาศกรรม ของกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติหรือขบวนการค้ายาเสพติด

     จากนั้นในวันที่ 5 มี.ค.2544 คณะกรรมการชุด พล.ต.อ.สันต์ ฟันธงเป็นการ "วางระเบิด" แน่นอน คาดว่าเป็น "ซีโฟร์" เนื่องจากตรวจพบสารอาร์ดีเอ็กซ์ที่เป็นส่วนประกอบของซีโฟร์กระจายอยู่ พร้อมแจกแจงการจุดระเบิดว่าน่าจะเป็นการใช้นาฬิกาประกอบกันเป็นระเบิดแบบแสวงเครื่องในการจุดชนวนแต่ไม่พบซากอุปกรณ์ดังกล่าวในที่เกิดเหตุ

     ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษากรณีเครื่องการบินไทยระเบิดควบคู่ไปด้วย โดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ส.ส.อ่างทอง ประธาน กมธ.แถลงเมื่อวันที่ 3 เม.ย.2544 ว่า สาเหตุมีแนวโน้มว่าจะเป็นอุบัติเหตุ

     ด้านผลสรุปการสอบสวนของ “คณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา(NTSB)" ซึ่งเป็นองค์กรการบินระดับโลก ระบุสาเหตุจากอุบัติเหตุที่เกิดจากการเปิดแอร์ระหว่างเติมน้ำมัน สุดท้ายจึงมีแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยกับ NTSB ว่า คาดว่าสาเหตุมาจากอุปกรณ์ทำความเย็นทำงานต่อเนื่องอย่างหนักได้ปล่อยความร้อนออกมา เป็นเหตุให้ถังเชื้อเพลิงที่อยู่เหนืออุปกรณ์ทำความเย็นเกิดระเบิด

     เหตุการณ์ครั้งนั้นถูกบางฝ่ายมองว่าเป็นการสร้างข่าวเพื่อกลบกระแส “บกพร่องโดยสุจริต” ในคดี “ซุกหุ้น” ไว้กับคนรับใช้ คนสวน และคนขับรถในภาคแรก

     ครั้งที่ 2 ในปี 2546 ช่วงสงครามล้างยาเสพติดมีการปล่อยข่าวว่า กลุ่มว้าแดง” ได้ตั้งค่าหัวพ.ต.ท.ทักษิณไว้80 ล้านบาท เนื่องจากไม่พอใจนโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลที่ทำให้สูญเสียผลกระโยชน์จำนวนมาก ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณต้องเปลี่ยนรถประจำตำแหน่งเป็นรถตู้หุ้มเกราะและสั่งเพิ่มทีมรักษาความปลอดภัย เรียกได้ว่าเป็นกองทัพขนาดย่อมๆ โดยมีการเพิ่มรถคุ้มครองหลายคัน มีชุดล่าสังหาร อาวุธครบมือ

     ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น ตกอยู่ในห้วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณถูกฝ่ายค้านและสังคมตั้งข้อสังเกตการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนโดยเฉพาะชินคอร์ปซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัว

     ครั้งที่ 3 ฮือฮาที่สุด วันที่ 24 ส.ค.2549 จับกุม ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชะนะ ทหารสังกัด กอ.รมน. ขับรถเก๋งยี่ห้อแดวูภายในบรรทุกระเบิดไปจอดรออยู่บริเวณสี่แยกบางพลัด พบระเบิดทีเอ็นทีและซีโฟร์ผูกติดกันไว้ในกระโปรงท้าย รัศมีทำลายล้างไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร ใกล้บ้านพักของในซอยจรัลสนิทวงศ์ 69 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และเป็นเส้นทางผ่านของขบวนรถนายกฯ  แต่ทีม รปภ.ของ พ.ต.ท.ทักษิณตรวจพบเสียก่อน

     มีการสรุปจากฝ่ายรัฐบาลว่า เป็นการมุ่งลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ โดยคนร้ายถูกดำเนินคดี ในความผิดร่วมกันเคลื่อนย้ายและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาพยายามฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณ องค์คณะตุลาการศาลทหารกรุงเทพได้ยกฟ้อง

     แต่เมื่อดูจากพยานหลักฐานและผลการสอบสวน เหตุการณ์ครั้งนั้นหลายฝ่ายจึงมองว่า เป็น “คาร์บ๊อง” มากกว่า “คาร์บอมบ์”

     โดยวลี “คาร์บ๊อง” มาจากคำพูดของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ที่ถูกคำสั่งปลดกลางอากาศพ้นตำแหน่ง รอง ผอ.รมน.ในขณะนั้นเพราะถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลัง

     สำหรับสถานการณ์ในขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณกำลังอยู่ในช่วง “ขาลง” และถูกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาขับไล่ และตั้งข้อสังเกตุกรณีการขายหุ้นในเครือชินคอร์ปให้กับกองทุนเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์

     ครั้งที่ 4 ช่วงรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ หลัง พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางกลับบ้านและกราบแผ่นดินเกิด ก่อนขออนุญาตศาลเดินทางออกนอกประเทศเพื่อชมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนแล้วไม่กลับมาอีก พลพรรคฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ล้วนให้ข่าวตรงกันว่ามีแผนประทุษร้ายจากบางฝ่าย โดยมีการอ้างถึง "สไนเปอร์" หรือพลแม่นปืน ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องเดินทางออกนอกประเทศ

     กระแสข่าวทำนองนี้ เป็นเรื่องจริงหรืออิงนิยาย ไม่มีใครการันตีได้ แต่เมื่อคลี่หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยออกดูแบบนี้ ทุกครั้งที่เกิดเรื่อง กระดานการเมืองก็เปลี่ยนทิศทางทันที จึงต้องใช้วิจารณญาณพินิจพิเคราะห์ก่อนปักใจเชื่อกันพอสมควร!!!

 

หมายเหตุ : นายจำนง ศรีนคร เป็นผู้สื่อข่าวอิสระ ปัจจุบันอยู่ในกองบรรณาธิการนิตยสาร ค.คน

ข่าว2/2/60

ปฏิวัติซ้อน-ลอบฆ่า

"พล.อ.ประวิตร" โต้ วอชิงตัน โพสต์ ย้ำไทยไม่มีปฏิวัติซ้อน หากปรองดองสำเร็จ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่วอชิงตัน โพสต์ สื่อสหรัฐอเมริกา มีการเปิดเผยรายงานการจัดอันดับประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดรัฐประหารในปี 2560 ซึ่งพบว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงเป็นอันดับที่ 2 ว่า ทหารไม่ได้ต้องการที่จะทำการปฏิวัติอยู่แล้ว โดยยืนยันว่า ไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นจึงขอทุกฝ่ายเข้าร่วมปรองดอง ซึ่งหากสำเร็จ โอกาสที่จะไม่มีรัฐประหารก็สูง และเมื่อมีการเลือกตั้ง นักการเมือง ก็จะดูแลประชาชนอยู่แล้ว และฝ่ายทหารก็อยู่ภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลพลเรือนอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตร ยังปฏิเสธถึงทหารจะปฏิวัติซ้อน โดยยืนยันว่า ทหารเป็นหนึ่งเดียว และนายกรัฐมนตรี ก็ทำทุกอย่างเพื่อประเทศ ซึ่งไม่กังวลสื่อต่างชาติลงข่าวในลักษณะดังกล่าว
-------
"พล.อ.ประวิตร" เผย ถูกโพสต์ขู่ฆ่าในโซเชียล ระบุต้องระวังตัวมากขึ้น ไม่ยันคนโพสต์เป็นฝ่ายไหน โยนสื่อตรวจสอบ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีคนเขียนหรือโพสต์จะฆ่าในสื่อโซเซียล ว่า ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ เพราะมีการเขียนในโซเชียลมีเดีย โดยให้สื่อมวลชนไปดูเอง ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นฝ่ายใด

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้สึกหวั่นไหว แต่จะต้องระวังตัว เนื่องจากมีคนคิดแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ทำงานให้บ้านเมือง และไม่รู้สาเหตุว่าเพราะอะไร ทำไมต้องเป็นตนเอง
-------
นายกฯ หารือ รมว.กลาโหมอินโดนีเซีย ยืนยัน พร้อมร่วมมือทางการทหารต่อต้านก่อการร้าย - แก้ประมงผิดกฎหมาย

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลการหารือระหว่าง พล.อ.รามิชาร์ด ราชูดู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและในฐานะแขกของกระทรวงกลาโหม โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณที่ประธานาธิบดีอินโดนีเซียและภริยา เดินทางมาวางพวงมาลาและถวายบังคม พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะเดียวกัน ยินดีกับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ทั้งสองประเทศได้เฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อปี 2558

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างยินดีที่กองทัพไทย - อินโดนีเซีย มีความสัมพันธ์อันดีและมีพัฒนาการความร่วมมือทางทหารระหว่างกันอย่างกว้างขวาง ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการข่าว

และมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำทางทหารระดับสูงและระดับปฏิบัติงานของทั้งสองกองทัพอย่างต่อเนื่อง และพร้อมให้ความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้าย ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทย
พร้อมร่วมมือกับอินโดนีเซียเพื่อแก้ไขปัญหาด้านประมงทั้งการแก้ไขการทำประมงที่ผิดกฎหมายและลักลอบค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมประมง โดยหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกันต่อไป

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังขอให้อินโดนีเซียพิจารณาเกี่ยวกับร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับอินโดนีเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านการประมง ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในร่างบันทึกความเข้าใจดัง
กล่าวแล้ว เพื่อเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาการประมงและพิจารณาแนวทางความร่วมมือด้านการประมงในอนาคต
---------
พล.อ.เฉลิมชัย เชื่อ มีคนมุ่งปองร้ายนายกฯ - พล.อ.ประวิตร เร่งตรวจสอบ มั่นใจการรักษาความปลอดภัย ย้ำไม่มีปฏิวัติซ้อนแน่นอน 

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาเปิดเผยว่า มีบุคคลที่จะลอบทำร้ายในโซเซียลมีเดีย ว่า เป็นเรื่องของโซเซียล ซึ่งที่ผ่านมาได้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญอย่างเข้มงวดและเต็มที่ ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง เพราะโซเซียลมีเดีย ไม่ว่าคิดอะไรก็สามารถเขียนออกมาได้ รวมถึงกรณีที่มีการโพสต์ลอบทำร้ายนายกรัฐมนตรีด้วย จึงคงต้องมีการติดตามและตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ยังมั่นใจว่า จะสามารถดูแลความปลอดภัยบุคคลสำคัญในรัฐบาลได้ ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำจริง ต้องมีการดำเนินการตามกฎหมาย

ส่วนกรณีที่ วอชิงตัน โพสต์ รายงานข่าวการจัดอันดับ และพบว่าประเทศไทยเสี่ยงต่อการรัฐประหารเป็นอันดับที่ 2 ของโลก ว่า เป็นเรื่องของต่างประเทศที่คาดการณ์ ซึ่งเรื่องนี้เคยกล่าวไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559 หลังเข้ารับตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก เรื่องจุดยืนของกองทัพ เกี่ยวกับการเมืองไปแล้ว
--------
พล.อ.เฉลิมชัย ชี้ คำสั่ง คสช.1/2560 เพื่อลดขั้นตอน - เวลาทำงานของนายกฯ เชื่อไว้ใจ ผบ.เหล่าทัพทุกคน 

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงกรณีที่ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ค่ำสั่ง คสช. ที่ 1/2560 เรื่อง มอบอำนาจการอนุมัติให้เคลื่อนย้ายกำลังอาวุธ กระสุน วัตถุระเบิด และยุทธภัณฑ์ควบคุม โดยให้เลขาธิการ คสช. มีอำนาจลงนามแทน หัวหน้า คสช. ว่า เป็นการลดขั้นตอน และแบ่งเบาภาระ รวมทั้งลดเวลาในการทำงานของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมั่นใจได้ว่านายกรัฐมนตรี ไว้ใจผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกคน แต่ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสุขแห่งชาติ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง จึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นี้ ถ้าหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศมีความเป็นเอกภาพ
-----------
ผบ.ทบ. แจง โครงการโรงงานซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์ ยัน ไม่ถือเป็นการผูกขาดกับต่างประเทศ ย้ำ จำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถ

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ระบุถึง การลงพื้นที่ร่วมกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อติดตามความคืบหน้ากองโรงงานซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์สายสรรพาวุธ ศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สิ่งอุปกรณ์สายสรรพาวุธ จ.นครราชสีมา วานนี้ (1 ก.พ.) ว่า เป็นการบูรณาการในภาพรวมของโรงงานซ่อมสร้างในอนาคตซึ่งจะนำไปสู่การจัดตั้งรวมถึงการร่วมทุน รัฐเอกชน และมิตรประเทศ เพื่อผลิตยุทโธปกรณ์มาใช้ในกองทัพ รวมถึงการผลิตในเชิงพาณิชย์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้สรุปว่าจะเป็นพื้นที่ไหน อยู่ระหว่างการสำรวจเบื้องต้น และเท่าที่ทราบประเทศจีนก็มาสำรวจข้อมูลเรื่องการส่งกำลังบำรุง เพื่อเตรียมจัดตั้งโรงงานซ่อมสร้างอาวุธรวมประเทศไทยเพื่อรองรับยุทโธปกรณ์ที่จัดซื้อมาจากประเทศจีน อาทิ รถถัง วีที 4 ซึ่งจะได้รับมอบในปีหน้า และเป็นการดูแลหลังการขายหนึ่งปี

ทั้งนี้ ยืนยันว่า ไม่ถือเป็นการผูกขาดกับต่างประเทศทั้งจีนและประเทศยูเครน แต่เพราะประเทศไทยต้องการพัฒนาขีดความสามารถ จึงต้องเชิญประเทศที่มีศักยภาพมาถ่ายทอดเทคโนโลยี และองค์
ความรู้
--------
"มีชัย" เผย วันเกิดครบ 79 ปี ขอประเทศสงบสุข แนะสื่อคุยกันปมเห็นแย้ง พ.ร.บ. งดตอบขัดรัฐธรรมนูญ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กรธ. โดยขอพร เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 79 ปี ในวันนี้ ว่า ขอให้ประเทศสงบสุขและขอให้คนไทยมีความสุข

ขณะเดียวกัน กล่าวถึงกรณี ร่างพระราชบัญญัติการคุมครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่มีข้อถกเถียงอยู่ในขณะนี้ว่า คนเราก็แตกต่างได้ ต้องคุยกัน จึงจะได้

สิ่งที่ต้องการ แต่หากไม่พูดคุย ก็จะไม่รู้ถึงความต้องการของแต่ละฝ่าย ทั้งนี้ เห็นว่าการพูดคุยกันเป็นประโยชน์ที่สุด ส่วนจะเป็นการกดดันไม่ให้บรรจุในวาระหรือไม่นั้น มองว่า ก็ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง

หรือชะลอไว้  เพราะยังมีเวลา

อย่างไรก็ตาม มองว่า ไม่ได้เป็นความขัดแย้งของสื่อกับรัฐบาล เพราะเป็นข้อเสนอของ สปท. ซึ่งยังไม่เป็นที่สุด และยังไปไม่ถึง สนช. และรัฐบาล แต่หากเบื้องต้นเห็นขัดแย้งกัน แต่คุยกันได้ ก็ถือ

เป็นการเริ่มต้นที่ดี และส่วนตัวยังไม่เคยเห็นร่าง จึงยังไม่ทราบว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้น และไม่ได้เกี่ยวกับ กรธ. จะเข้าไปยุ่งไม่ได้ จึงตอบไม่ได้ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจาก สนช. เป็นผู้พิจารณา

กฎหมายเอง
-------
ปชป. เรียกร้องนำเรื่องซื้อขายหุ้น "ทักษิณ" ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เข้าที่ประชุม ศอตช. ภายในเดือนนี้

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกา แถลงคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษา ว่า การซื้อขายหุ้นของ นายทักษิณ ชินวัตร ไม่ชอบด้วย

กฎหมาย จนนำไปสู่การฟ้องร้องทางอาญา นางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรอีกหลายคน ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้รายงานให้ พล.อ.

ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบแล้ว และเตรียมที่จะเสนอเข้าที่ประชุมศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2559 แต่กลับไม่มีการเสนอเข้าที่

ประชุมโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนตัวจึงอยากให้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ศอตช. ภายในเดือนนี้ เพื่อให้กระบวนการเอาผิดจบสิ้น มิเช่นนั้นตนเองจะบอกให้สังคมทราบว่าใครเป็นผู้ดึงเรื่องนี้ออกจากการ

ประชุมเมื่อครั้งที่แล้ว
////////
รัฐธรรมนูญ

สนช. ประชุมเตรียมการพิจารณากฎหมายลูกทุกสัปดาห์ - เชื่อ ปฏิรูปประเทศเกิดผลงานมากกว่าอดีต

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึง การประชุมเชิงปฏิบัติการของแม่น้ำ 4 สาย ว่า พล.อ.ประยุทธ์

จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พูดถึงแนวทางในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งพยายามให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยอาจจะมีการปรับคณะกรรมการให้เหลือเพียงชุดเดียว และคาดว่าจะมีผลงาน

มากกว่าในอดีต ซึ่งขณะนี้ทาง สปท. ได้พยายามทำวาระเร่งด่วนที่สามารถทำได้ เพื่อให้เห็นผลได้ภายใน 1 ปี

ทั้งนี้ นพ.เจตน์ กล่าวว่า ทางคณะกรรมาธิการรบรวมความคิดเห็น เสนอแนะ ประกอบการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญได้มีการประชุมเตรียมการพิจารณากฎหมายลูกทุกสัปดาห์ โดยได้นำข้อเสนอของ

องค์กรอิสระมาหารือในประเด็นต่าง ๆ ที่มีความแตกต่าง ซึ่งจะทำให้สามารถทำงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
--------------
กรธ. เร่งหารือพิจารณา พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. ชี้ผู้สรรหากรรมการต้องมีความละเอียดรอบคอบ - ทำให้สังคมเชื่อถือได้

ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) โดย

พยายามตรวจสอบเบื้องต้นถึงความสอดคล้องของการยกร่างที่ ป.ป.ช. ได้เสนอมาว่ามีความสอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใด ซึ่งประเด็นผู้สรรหากรรมการนั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีลักษณะ

ที่มีความละเอียดรอบคอบและสามารถทำให้สังคมเชื่อถือได้

ทั้งนี้ ศ.ดร.อุดม กล่าวถึง ความคืบหน้าการพิจารณา พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า  กรธ. พยายามให้ศาลสามารถค้นหาความจริงให้ได้มากที่สุด โดยไม่ลง

โทษคนบริสุทธิ์และสามารถนำผู้ที่กระทำความผิดมาลงโทษได้ จึงได้หารือให้มีการใช้ระบบไต่สวน และเนื่องจากที่มีจำเลยหลบหนี จึงได้ให้ศาลสามารถดำเนินกระบวนการพิจารณาลับหลังได้ ซึ่ง

จะมีการหารือให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญต่อไป
//////

"พิชัย" บอก นายกฯ เช็กข้อมูลเศรษฐกิจให้ดีก่อนพูด หาที่ปรึกษา สร้างความเชื่อมั่นให้ต่างประเทศ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาบอกว่า "หลายคนบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีคนมาลงทุน บอกว่าไม่มีใครคบค้า

สมาคม แล้วอยู่มาได้อย่างไร 2 ปีครึ่ง จึงอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เช็กข้อมูลเศรษฐกิจให้ดีก่อนออกมาพูด ถ้าการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกดีจริง เศรษฐกิจคงไม่แย่อย่างปัจจุบัน พล.อ.

ประยุทธ์ น่าจะสอบถาม นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ที่เพิ่งออกมาบ่นน้อยใจว่านักลงทุนไม่ยอมลงทุน แม้รัฐให้สิทธิประโยชน์มากมาย และเช็กกับแบงก์ชาติว่าการลงทุนจริง ๆ มี

เท่าไหร่ เพราะข้อมูลสาธารณะออกมาว่าปี 58 การลงทุนจากต่างประเทศหายไป 90% และปี 59 หายไปอีกเกือบ 100% ซึ่งไม่ได้มีใครบิดเบือน ดังนั้น ผู้ที่ให้ข้อมูลเศรษฐกิจแก่ พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะ

ให้ข้อมูลที่ผิดพลาด จึงอาจจะไม่ทราบความจริงว่าสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันย่ำแย่ขนาดไหน และตลอด 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา สภาวะเศรษฐกิจได้เสื่อมถอยมาโดยตลอด

ทั้งนี้ นายพิชัย กล่าวว่า นักลงทุนต่างประเทศจะให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการทำธุรกิจมากกว่าความสะดวกในการทำธุรกิจ ซึ่งสื่อหลักต่างประเทศออกมาบอกว่าไทยจะมีโอกาสเกิดปฏิวัติ

ได้อีกเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศบุรุนดี การลงทุนก็น่าจะยิ่งหดหายไปอีก ดังนั้น จึงอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้หาที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจที่มีความรู้ความชำนาญอย่างแท้จริงคอยช่วย

เหลือให้คำแนะนำและการสนับสนุน ไม่ใช่คอยให้ข้อมูลที่แก้ตัวอย่างเดียว เพราะประชาชนจะยิ่งลำบากเพิ่มขึ้นไปอีก

////////
ทุจริต

"วัชระ" แถลงค้าน สนช. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ชี้ อาจส่งผลให้เกิดการทุจริต

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงการคัดค้านการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบร่าง
พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.... เรื่องจากในกฎหมายฉบับดังกล่าว ม.7 ได้บัญญัติ
ให้ยกเว้นไม่ให้บังคับใช้กับการจัดซื้อจัดจ้างของกน่วยงานรัฐวิสาหกิจ การจัดซื้ออาวุธยุปโธปกรณ์ด้วยวิธีรัฐบาลต่อ
รัฐบาล รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนาของสถาบันอุดมศึกษา จะส่งผลให้เป็นการสรับสนุนให้หน่วยงาน
เหล่านี้กระทำการทุจริต เพราะในใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีการตรวจสอบยังพบว่ามีการทุจริต ส่วนตัวจึงอยาก
ตั้งข้อสังเกตว่าการที่ สนช. ออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อผลประโยชน์ของใคร และประชาชนได้รับประโยชน์หรือไม่

พร้อมกันนี้ นายวัชระ ยังกล่าวถึงโพลของวอชิงตัน โพสต์ ที่มองว่า ประเทศไทยมีโอกาสจะเกิดการรัฐประหารซ้อนเป็น
อันดับ 2 ของโลก โดยมองว่า วอชิงตัน โพสต์ ประเมินผิดพลาด ประเทศไทยน่าจะเป็นอันดับ 1 ที่จะเกิดการรัฐประหาร
เพราะทหารของไทยสามารถจะทำการรัฐประหารได้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด และหากทหารเป็นรัฐบาลเสียเอง ก็จะอยู่ใน
ตำแหน่งจนกว่าจะมีชุดใหม่มาทดแทน
--------------
คกก. ตรวจสอบสินบน CCTV สภา ประชุดนัดแรก ยันเร่งดำเนินการ เตรียมชี้แจง ยธ. สัปดาห์หน้า ขอข้าราชการอย่ากังวล

การประชุมนัดแรกของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงสินบนกล้องวงจรปิดรัฐสภา ชุดที่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่งตั้งขึ้น เพื่อตรวจสอบกรณีที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลการจ่ายสินบนแก่บุคคลที่อ้าง
ตัวว่าเป็นที่ปรึกษาโครงการติดตั้งกล้องซีซีทีวีในรัฐสภาไทย เมื่อปี 2549 โดยมี พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ เป็นประธานกรรมการ
นางวัชรีวรรณ ฝ่ายทอง รองประธานกรรมการ ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักการคลังและงบประมาณ
ผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัย ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์

ทั้งนี้ พล.อ.อ.วีรวิท กล่าวในที่ประชุมว่า ต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นโดยเร็ว ก่อนไปชี้แจงกับทางกระทรวงยุติธรรม
ในสัปดาห์หน้า ซึ่งการดำเนินการตรวจสอบนั้น ขอให้พิจารณาโดยละเอียดรอบคอบ ทั้งนี้ ข้าราชการปัจจุบัน อย่าเป็นกังวลในการ
ทำหน้าที่ในการตรวจสอบครั้งนี้ เพราะการให้สินบน อยู่นอกขอบเขตการทำงานเจ้าหน้าที่รัฐสภา แต่ต้องเดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จ
จริงตามกระแสข่าว
//////////
องค์กรสื่อ

ตัวแทน 30 องค์กร ยื่น สปท. คัดค้าน พ.ร.บ.คุมสื่อฯ หวั่น รัฐใช้อำนาจรัฐเข้าแทรกแซงการทำหน้าที่ ไม่สอดคล้องรัฐธรรมนูญ

ตัวแทนจาก 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผ่าน นายอลงกรณ์ พลบุตร
รองประธาน สปท. เพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่
กรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จ โดย 30 องค์กรสื่อเห็นตรงกันว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของหลักการ
ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แต่กลายเป็นการควบคุมสื่นแทน ด้วยการใช้อำนาจรัฐเข้าแทรกแซง
การทำหน้าที่ของสื่อมวลชน และไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติ

ดังนั้น จึงขอเรียกร้องไปยังสมาชิก สปท. ให้กรรมาธิการฯ นำกลับไปทบทวนให้สอกคล้องกับรัฐธรรมนูญ พร้อมต้องการให้เปลี่ยน
ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน เพื่อให้ได้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถและเข้าใจการทำงานของสื่ออย่าง
แท้จริงเข้ามาทำหน้าที่แทน

ด้าน นายอลงกรณ์ ยืนยันว่า จะนำเอกสารข้อเรียกร้องดังกล่าว เข้าที่ประชุมของกรรมาธิการเพื่อพิจารณาให้สอดสอดคล้องกันแนวทาง
การปฏิรูปที่ สปท. วางไว้
--------
4 ตัวแทนสื่อ ยื่นลาออกจากอนุกรรมการสิ่งพิมพ์ใน กมธ. สื่อมวลชน สปท. ชี้ พ.ร.บ.สื่อฯ ขัดหลักการ

นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นางสาวสุวรรณา สมบัติรักษาสุข และ น.ส.อมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ อนุกรรมาธิการ
ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภา
ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ได้ยื่นหนังสือผ่าน นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด รองกรรมาธิการขับเคลื่อนการ
ปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน เพื่อขอลาออกจากตำแหน่งอนุกรรมาธิการ เนื่องจากที่ผ่านมา กรรมาธิการ ได้มอบหมาย
ให้อนุกรรมาธิการชุดดังกล่าว ศึกษา และนำเสนอรายงาน ต่อกรรมาธิการเรื่องการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน ในการจัดทำร่าง
พระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งอนุกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษา
และรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องจำนวนมาก แต่กรรมาธิการมีกลับข้อเสนอแนะที่แตกต่างกัน และหลักการ
ดังกล่าวยังขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานสำคัญในการรับรองสิทธิการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับ
ประชามติ
--------
วิป สปท. ยอมถอย ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสื่อฯ ให้ กมธ. ทบทวน หลัง 30 องค์กร เคลื่อนไหวคัดค้านอย่างหนัก

นายคำนูณ สิทธิสมาน เลขานุการและโฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) แถลงข่าว
ถึงผลการประชุมวิป สปท. ว่า ที่ประชุม ได้พิจารณาเรื่อง “การปฏิรูปการสื่อสารมวลชน : ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครอง
สิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์
(ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการที่จะให้มีสภาวิชาชีพสื่อฯ ตามกฎหมาย แต่ในรายละเอียดนั้น วิป สปท. พิจารณาแล้วเห็นว่า
มีข้อสังเกตจากกรรมาธิการจำนวนมาก และเนื่องจากเป็นประเด็นสาธารณะที่มีความสำคัญและมีผลเกี่ยวข้องโดยตรงกับ
ประชาชน รวมถึงมีการยื่นคัดค้านอย่างหนักจาก 30 องค์กรประกอบกับมีร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ฉบับ
จึงต้องการให้สมาชิกได้มีเวลาในการพิจารณาศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ ดังนั้น จึงเห็นควรให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน
การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนนำรายงานกลับไปปรับปรุงให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และนำกลับมาเสนอ วิป สปท.
อีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติให้งดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในวันจันทร์ที่ 6 และวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์
2560เพื่อให้สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ปฏิบัติหน้าที่กรรมาธิการได้อย่างเต็มที่

---------
"วัชระ" มอง พ.ร.บ.คุ้มครองสื่อฯ ทำให้เกิดการแทรกแซงการทำหน้าที่ - เตรียมขอความร่วมมืออดีต ส.ส. รวบรวมรายชื่อคัดค้าน

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเดินหน้าออกพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม
และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยมองว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่อัปยศที่สุดของ
ไทย โดยเฉพาะประเด็นการเพิ่มคณะกรรมการในสภาองค์กรวิชาชีพสื่อ เป็น 13 คน โดยเพิ่มในส่วนของปลัดกระทรวงการคลัง กระทรวง
วัฒนธรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้เกิดการแทรกแซงการ
ทำหน้าที่ของสื่อมวลชนอย่างชัดเจน และไม่คิดว่าจะมีผู้ใช้โอกาสที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ยืมมือ สปท. ออกกฎหมายเช่นนี้ออกมา ดังนั้น
จากนี้ส่วนตัวจะเดินหน้าที่ความร่วมมือจากอดีต ส.ส. รวบรวมรายชื่อคัดค้าน พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และ
มาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน

"ประวิตร"ปูกข่าวขู่ฆ่า-ปฏิวัติซ้อน

พล.อ.ประวิตร ระบุไม่มีทางเกิดปฏิวัติซ้อน หากประเทศยังไม่ถึงทางตัน วอนทุกฝ่ายร่วมสร้างความปรองดอง เผยในโซเชียลฯมีคนขู่จะเอาชีวิต
2 ก.พ. 60 - พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เว็บไซต์วอชิงตันโพสต์เสนอบทวิเคราะห์ว่าประเทศไทยติดอันดับ 2 ของประเทศที่มีความเป็นไปได้ในการเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นในปี 2560 ว่า เรื่องนี้ตนยืนยันและให้ความมั่นใจได้ว่าทหารไม่มีใครอยากทำการปฏิวัติรัฐประหาร นอกจากประเทศเดินหน้าต่อไปไม่ได้ แต่ถ้าเราปรองดองกันและทุกฝ่ายให้ความร่วมมือกันแล้ว การทำปฏิวัติรัฐประหารไม่มีทางเกิดขึ้นได้ อีกทั้งทหารก็อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าเราทำเรื่องปรองดองสำเร็จแล้วโอกาสในการเกิดปฏิวัติรัฐประหารก็จะไม่เกิดขึ้นใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า โอกาสไม่เกิดการปฏิวัติรัฐประหารก็มีสูงมาก ถ้านักการเมืองทั้งหมดสามารถคุยกันได้ และสามารถดูแลประชาชนได้ ฝ่ายทหารก็อยู่ภายใต้นักการเมือง หากตกลงกันได้หมดแล้วไม่มีความขัดแย้งก็จะหาทางว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติอย่างไรต่อไป
เมื่อถามว่า ในรายงานบทวิเคราะห์เขียนเหมือนว่ารัฐบาลชุดนี้จะถูกล้มโดยการปฏิวัติรัฐประหารซ้อน พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มีเพราะทหารเป็นหนึ่งเดียว ยืนยันว่าไม่มีปฏิวัติรัฐประหารซ้อน รวมถึงรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เป็นหนึ่งเดียว เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ทำทุกอย่างเพื่อประเทศ ก็มีเพียงแต่สื่อมวลชนคิดเรื่องการปฏิวัติฯ อีกทั้งรายงานบทวิเคราะห์ของเว็บไซต์วอชิงตันโพสต์ก็เขียนไปแบบนั้นและทีมีคนเขียนหรือโพสต์ว่าจะฆ่าตน ทำไมสื่อมวลชนไม่มาสอบถามกันบ้าง
จากนั้น ผู้สื่อข่าวได้ซักในรายละเอียดถึงข้อความดังกล่าว พล.อ.ประวิตร บอกว่า ไม่ทราบแน่ชัดแต่จากการตรวจสอบพบในโซเชียลมีเดีย ส่วนจะเป็นฝ่ายการเมืองหรือไม่นั้น ไม่ทราบให้สื่อไปดูกันเอง “ผมไม่รู้วาใครมาขู่ฆ่าผม ไม่รู้จะจริงหรือไม่ ไปดูเอาสิ ในโซเชียลฯ นะ ไม่รู้ฝ่ายไหนเหมือนกัน” พล.อ.ประวิตร กล่าว
เมื่อถามว่ารู้สึกหวั่นไหว กับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า จะหวั่นไหว หรือไม่หวั่นไหว ก็ต้องระวังตัว แต่อย่างไรก็ตาม ตนนั้นทำงานเพื่อบ้านเมือง ก็ต้องวิเคราะห์ข่าวดังกล่าวว่ามีมูลความจริงอย่างไร ส่วนสาเหตุที่พุ่งเป้ามาที่ตน ไม่ทราบเหมือนกันว่าเพราะอะไร
แหล่งข่าวจากกองทัพบก เปิดเผยว่า กำลังตรวจสอบกรณีที่มีคนโพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลมิเดีย ลอบสังหารพล.อ.ประวิตร โดยก่อนหน้านี้ทางกองทัพบก ได้ตรวจพบคนโพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลมีเดีย ลอบสังหารพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่ง คนที่โพสต์เปิดร้านอยู่ที่ห้างดัง.

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ข่าว1/2/60

ปยป.-ปฏิรูป

นายกฯ เข้าทำเนียบแล้ว ประชุมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พิจารณาลำดับความสำคัญวาระไปอีก 1 ปี ข้างหน้า

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงเช้าวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เดินทางเข้ามายังทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ในช่วงเช้า

เพื่อเป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยการประชุมดังกล่าวมีรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 6 คน ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พร้อมรองประธานสภาขับ

เคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) พร้อมรองประธาน ตัวแทนคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ของ สนช. 12 คณะ ตัวแทน กมธ. ของ สปท. 16 คณะ กรรมการประสานงาน ในส่วนของ สปท. และ สนช.

รวมถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บางคนเข้าร่วมประชุมฯ

สำหรับสาระสำคัญของการประชุมดังกล่าวนั้น จะมีการพิจารณา ลำดับความสำคัญของวาระปฏิรูป ที่จะขับเคลื่อนประเทศจากนี้ไปอีก 1 ปี ข้างหน้า โดยปรับกระบวนการพิจารณาและจำแนกว่า

การปฏิรูปเรื่องใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย เรื่องใดเป็นการใช้อำนาจบริหารจัดการ และมีเรื่องใดที่หน่วยราชการสามารถทำได้ทันที รวมถึงดำเนินการทั้งหมดให้มีความกระชับ ขั้นตอนสั้นที่สุด เพื่อให้เรื่องสำคัญถูกขับเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ในการจัดลำดับความสำคัญวาระการปฏิรูปนั้น จะต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ด้วยว่า ประชาชนจะได้อะไรจากการปฏิรูปในเรื่องนั้น ๆ
---------
นายกฯ หารือนอกรอบ "พรเพชร - ร.อ.ทินพันธุ์" ยัน ปฏิรูปประเทศมีความคืบหน้า เห็นผลเป็นรูปธรรม

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาล ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้ว โดยก่อนการประชุม นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พร้อมด้วย ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หารือนอกรอบกับนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้าก่อน

ทั้งนี้ ก่อนการประชุมดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้ถามว่าการประชุมวันนี้จะมีความคืบหน้าและเห็นผลเป็นรูปร่างหรือไม่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ พยักหน้ายอมรับ พร้อมกล่าวสั้น ๆ ว่า จะต้องเป็นรูปธรรม ประเทศจะถอยหลังได้อย่างไร ก็ต้องเดินหน้าต่อไป
----------------
นายกฯ บอกปฏิรูปประเทศต้องเดินหน้า ย้ำ รับฟังแนวคิด เร่งออกกฎหมายสร้างความปรองดอง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในช่วงเริ่มการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ว่า วันนี้เป็นการประชุมเพื่ออนาคต เพื่อการปฏิรูปประเทศไปข้างหน้า ซึ่งเบื้องต้นอยากเริ่มด้วยการรับฟังแนวความคิดต่าง ๆ ในการทำงาน และการปฏิรูปประเทศ ที่จะทำให้ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปประเทศเพื่อวางรากฐานในอนาคต

แต่ในวันนี้ประชาชนยังไม่เข้าใจถึงการปฏิรูป รวมถึงการออกกฎหมายเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้โดยเร็วในระยะเวลา 20 ปี ดังนั้นในปี 2560จะต้องรวบรวม ข้อมูลพื้นฐานทั้งหมดของแม่น้ำทั้ง 5 สาย เพื่อนำปัญหาออกมาสร้างการรับรู้ และเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ย.ป. ที่จะสร้างความชัดเจนกับสังคม
----------

นายกฯ บอกตั้ง ป.ย.ป. ลุยปฏิรูปเร็วขึ้น ปัดรัฐบาลอยากอยู่ต่อ - ชี้กฎหมายลูกยึดกรอบเวลา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ว่า วันนี้เป็นการประชุมแม่น้ำ 5 สาย อย่างครบถ้วน ในการทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เพื่อสร้างเข้าใจในการบริหาราชการแผ่นดินในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการปฏิรูปและการวางยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อวันนี้ วันข้างหน้าและวันต่อไป ๆ รวมถึงกฎหมายต่าง ๆ ที่ต้องอำนวยความสะดวกให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ และวันนี้มี ป.ย.ป. เพื่อทำในเรื่องเร่งด่วนให้เร็วขึ้น อะไรที่ติดขัดหรือเป็นปัญหาต้องปลดล็อกให้ได้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ทุกคนต้องเรียนรู้ เพราะสิ่งที่ทำมาไม่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากหากร่วมมือกัน เพื่อสานต่อ 2 ปีครึ่งที่รัฐบาลทำมา และที่ต้องทำต่ออีก 1 ปี ก่อนจะส่งต่อให้รัฐบาลต่อไป โดยทั้งหมดเป็นสิ่งที่รัฐบาลคิดและทำ ไม่ใช่ทำเพื่อต้องการทอดเวลา และดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงกฎหมายลูกต่าง ๆ ที่ต้องใช้เวลา และมีกรอบเวลาอยู่แล้ว ซึ่งส่วนตัวสั่งการอะไรไม่ได้
และไม่ใช่รัฐบาลอยากอยู่ต่อ แต่จะทำตามเวลาที่มีอยู่
-----------
นายกฯ เร่งแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างยั่งยืน ชี้ ข้าราชการพอใจเปิดโอกาสรับฟังความเห็น เตรียมนำมาปรับแก้ พร้อมจัดทำแผน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ว่า ที่ผ่านมามีความขัดแย้ง ซึ่ง

ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงความขัดแย้งในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงต้องแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างยั่งยืน และต้องสร้างการรับรู้กับประชาชนให้ได้ โดยให้แนวคิด เพื่อให้
เกิดความร่วมมือจากข้างล่าง ซึ่งในทางปฏิบัติที่ผ่านมารัฐบาลมีการดำเนินการไปแล้วตามงานฟังก์ชั่นและบูรณาการงานกลุ่มงานของรองนายกรัฐมนตรี และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (

สปท.)

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวว่า ผู้เข้าร่วมประชุมและข้าราชการ พอใจที่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น ซึ่งได้เสนอแผนงานตามที่ต้องการจริง เพราะที่ผ่านมามีการดำเนินการ แต่ไม่ได้รับการ

ปฏิบัติเท่าที่ควร ดังนั้น รัฐบาลนำมาปรับแก้โดยส่วนตัวได้มอบนโยบายและให้ข้าราชการจัดทำแผนขึ้นมา และการบริหารงานแบบนี้ทุกคนต่างพอใจ เนื่องจากข้าราชการมีศักดิ์ศรี
---------
"วิษณุ" ส่งคำสั่ง ม.44 เพื่อปฏิรูปตำรวจ ให้นายกฯ พิจารณาขั้นสุดท้ายแล้ว คาดประกาศใช้เร็วนี้ 

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีการวางแนวทางการออกคำสั่งมาตรา 44 เพื่อปฏิรูปตำรวจ ว่า ขณะนี้ได้ส่งคำสั่งดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว ซึ่งได้ส่ง

กลับมาให้แก้ไขเพียงเล็กน้อย คาดว่าจะสามารถออกคำสั่งได้ในไม่ช้า

ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าว จะเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ไม่เกี่ยวกับอำนาจสืบสวนสอบสวน เนื่องจากในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 260 ได้ระบุไว้ว่า

การปฏิรูปตำรวจต้องตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบตำรวจขึ้นมาทำหน้าที่ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี จึงจะดำเนินการก่อนไม่ได้
---------------
กฤษฎีกา ปรับขั้นตอนการจัดทำกฎหมาย รองรับเรื่องเร่งด่วนสนับสนุนการปฏิรูป ขอคนช่วยทำงานเพิ่ม ยันเสร็จทันตามวาระสนช.

นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวภายหลังการประชุมเวิร์กช็อปขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ว่า วันนี้ที่ประชุมได้หารือแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ

ซึ่งในส่วนของคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น ได้ลดขั้นตอนการจัดทำกฎหมาย โดยประเด็นใดที่ สปท. เสนอเป็นเรื่องเร่งด่วนเกี่ยวข้องกับการออกกฎหมาย นายกรัฐมนตรี สามารถสั่งให้คณะกรรมการ

กฤษฎีกาตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาได้ก่อน แล้วค่อยส่งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ

ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ทำยุทธศาสตร์จัดทำกฎหมายเพื่อรองรับงานที่เพิ่มเป็น 3 เท่า ทั้งกฎหมายจากคณะรัฐมนตรี กฎหมายปฏิรูป และกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ เสนอให้ นายวิษณุ เครืองาม

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย พิจารณาแล้ว โดยอาจหาบุคลากรมาช่วยทำงานและลดระยะเวลาให้เร็วขึ้น โดยยืนยันจะสามารถจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวข้องทันวาระ สนช. ชุดนี้แน่นอน

ส่วนบัญชีข้อเสนอของ สปท. ที่ยังค้างคาอยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ขณะนี้ได้ทยอยออกไปเกือบหมดแล้ว ทั้งการแก้ไขโทษทางอาญา การตั้งศาลคดีทุจริต และเรื่องการมีผลประโยชน์ขัดกัน
-------------------
"สุวิทย์" เผย เวิร์กช็อปหารือจัดลำดับข้อเสนอ สปท. 27 เรื่อง พร้อมตั้ง คกก.ขับเคลื่อนฯ ลดขั้นตอนการทำงานให้กระชับ

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง

หรือ ป.ย.ป. เปิดเผยว่า ที่ประชุมเวิร์กช็อปการปฏิรูปประเทศในวันนี้ ได้หารือถึงการจัดลำดับความสำคัญข้อเสนอ สปท. ทั้ง 27 เรื่อง เช่น กลไกภาครัฐ เศรษฐกิจอนาคต โครงสร้างพื้นฐาน รวม
ทั้งเรื่องที่ต้องเสนอเพิ่มเติม คือ การบริหารราชการแผ่นดินและท้องถิ่น  รวมถึงการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ เพื่อลดขั้นตอนการทำงานให้กระชับ รวดเร็ว และไม่ซับซ้อน

ด้าน ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. กล่าวว่า จะมีวาระเร่งด่วนปฏิรูป 27 วาระ จากวาระเร่งด่วนของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ทั้ง 12

ด้าน โดยได้จัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนเพื่อให้อยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 10 วาระ พร้อมทั้งเสนอวาระเร่งด่วนเพิ่มเติมเข้ามาพิจารณาด้วย
----------
"เสรี" ย้ำ ปฏิรูปการเมืองต้องพัฒนานักการเมือง ส่วนปรองดองต้องไม่แถลงจนกว่าจะได้ข้อยุติ หวั่น สร้างความขัดแย้งใหม่ 

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ในส่วนของ สปท.การเมือง จะเสนอคณะ

กรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า จะต้องทำอย่างไรให้การเมืองดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะต้องพัฒนาทั้ง

ประชาชนและนักการเมือง โดยสิ่งเหล่านี้จะตอบโจทย์ทำให้การเมืองดีขึ้นระดับหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ได้ตั้งอนุกรรมการศึกษาด้านการเมืองและยุทธศาสตร์ ส่วนการปรองดองก็จะเดิน
หน้าต่อ แต่จะไม่มีการแถลงจนกว่าจะได้ข้อยุติไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นปัญหาขัดแย้งกันไปมา นอกจากนี้ ในส่วนของ 27 วาระการปฏิรูป ส่วนใหญ่รัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว และในส่วนที่จะ

ต้องทำต่อก็ต้องลำดับความสำคัญ ซึ่งในส่วน สปท. ต้องหารือกันใหม่อีกครั้ง ร่วมกับวิป 3 ฝ่าย ซึ่งต่อไปเมื่อมีคณะกรรมการ ป.ย.ป. วิป 3 ฝ่าย ก็จะยกเลิกไป เพื่อลดความซ้ำซ้อน และนายก

รัฐมนตรีได้กำชับให้วิปทำงานให้สอดคล้องกัน
-----------------
"พล.ท.สรรเสริญ" หวัง ไม่มีใครนำผลตัดสินศาลอาญาแสดงความเห็นเชื่อมโยง "ปรองดอง" ชี้ จำเลยยังมีสิทธิ์อุทธรณ์

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลอาญาพิพากษาให้ชายชุดดำในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 จำนวน 2 คน มีโทษจำคุก 10 ปี ว่า คำ

พิพากษาดังกล่าวเป็นสิ่งยืนยันว่า ชายชุดดำได้ทำความผิดจริง ตามข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏ ดังนั้น การที่กลุ่มการเมือง ระบุว่า การชุมนุมในช่วงวันที่ 10 เม.ย.2553 เป็นการชุมนุมที่สงบ
ปราศจากอาวุธนั้น จึงสวนทางกับความเป็นจริง หรือต้องการบิดเบือนการกระทำของตนเอง เพราะศาลได้พิเคราะห์แล้ว พบอาวุธปืนหลายประเภท และเครื่องยิงระเบิด ซึ่งหมายถึงการมีเจตนา

ประสงค์ร้ายต่อชีวิตของผู้อื่น โดยเฉพาะการใช้ยิงเจ้าหน้าที่ทหารที่ขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และบริเวณใกล้เคียง

นอกจากนี้ พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า รัฐบาลหวังว่าจะไม่มีผู้ใดออกมาแสดงความเห็นเชื่อมโยงกรณีนี้กับการสร้างความปรองดองที่กำลังเดินหน้าอยู่ในขณะนี้ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน โดยการ

สร้างความปรองดองเป็นผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า เช่นเดียวกับการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ส่วนผู้กระทำผิดก็ยังต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และรับโทษตามกฎหมาย

ทั้งนี้ จำเลยมีสิทธิ์จะอุทธรณ์เพื่อต่อสู้คดี เพราะเป็นขั้นตอนที่สามารถทำได้ แต่เชื่อมั่นว่าศาลจะใช้ดุลยพินิจพิจารณาตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
-----------
"องอาจ" ย้ำ ปชป. สนับสนุน ป.ย.ป. เดินหน้าปรองดอง แต่ค้านนิรโทษกรมม แนะต้องศึกษาข้อมูลในทุกด้าน 

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยสนับสนุนข้อเสนอเรื่องการปรองดองของ นายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมายและข้อเสนอของ

สถาบันพระปกเกล้า ว่า คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ควรนำผลการศึกษาเรื่องการสร้างความ

ปรองดองทุกด้าน มาวิเคราะห์เพื่อหาข้อสรุป และเผยแพร่ให้สาธารณะรับทราบ เพราะผลการศึกษาเรื่องการปรองดองนั้น มีหลายภาคส่วนเคยศึกษาไว้ จึงไม่อยากให้นำเพียงบางส่วนมาเป็น
ข้อสรุป เพราะอาจทำให้เกิดความสับสนได้

ทั้งนี้ นายองอาจ ยังย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่สนับสนุนเรื่องการนิรโทษกรรม เพื่อสร้างความปรองดอง โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 112 และคดีที่เกี่ยวข้อง

กับการทุจริต
---------------
นายกฯ นำ ขรก.ทำเนียบออกกำลัง พร้อมมีการเตรียมรถพยาบาลหน่วยกู้ชีพศูนย์นเรนทร เพื่อรองรับหากเกิดกรณีฉุกเฉิน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้นำข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล ออกกำลังกายประจำสัปดาห์ทุกวันพุธ ที่บริเวณสนาม

หญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ภายในทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นการกระตุ้นร่างกายในการทำงานในช่วงวันที่เหลือของสัปดาห์ แม้ว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้อำนวยการเขตพระนคร ได้เกิดอาการวูบระหว่าง

ออกกำลังกายเนื่องจากโรคหัวใจ จนทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่ทางทำเนียบรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี ก็ยังคงออกกำลังกายตามปกติ เพียงแต่มีการตั้งข้อสังเกตว่าได้มีการเตรียมรถพยาบาล

หน่วยกู้ชีพศูนย์นเรนทร เพื่อรองรับหากเกิดกรณีฉุกเฉิน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมเต้นแอโรบิก วอร์มอัพที่บริเวณสนามหญ้า เป็นเวลา 30 นาที จากนั้นได้ใช้เวลาเพียง 5 นาที เตะฟุตบอล กับ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายก

รัฐมนตรี คณะทำงาน ก่อนจะร่วมเตะตระกร้อวง กับคณะทำงาน และข้าราชการทำเนียบฯ
//////
แก้ รธน.

กรธ. เร่งหารือประเด็นกรรมการสรรหา ป.ป.ช. ให้เป็นที่ยอมรับทุกฝ่าย พร้อมเตรียมรับฟังความเห็น พ.ร.ป.ว่าด้วยผู้ตรวจฯ 15 ก.พ. นี้

ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

(ป.ป.ช.) โดยได้หารือประเด็นคณะกรรมการสรรหา เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และพิจารณาเพิ่มเติมในประเด็นต่าง ๆ โดยเฉพาะทางด้านอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ

และความรวดเร็ว รวมถึงเป็นธรรมกับทุก ๆ ฝ่าย

ทั้งนี้ ศ.ดร.ชาติชาย กล่าวถึง วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า จะต้องมีการสอบถามไปยังศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้ตรงต่อเจตนารมณ์ และป้องกัน

การที่จำเลยหลบหนี โดยมีการหารือว่าจะสามารถพิจารณาคดีลับหลังได้หรือไม่

นอกจากนี้ ในส่วน พ.ร.ป.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน นั้น จะมีการรับฟังความคิดเห็นในวันพุธที่ 15 ก.พ. ที่รัฐสภา ขณะวันที่ 4 - 5 ก.พ. จะเป็นการรับฟังความคิดเห็นของ พ.ร.ป.ว่าด้วย ส.ส. และ

พ.ร.ป.ว่าด้วย ส.ว. ที่ จ.อุดรธานี และที่ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 18 - 19 ก.พ. นี้
-----------
ผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดสัมมนา "เหลียวหน้า แลหลัง จริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ" พร้อมเชิญแม่น้ำ 3 สาย ร่วมวงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

บรรยากาศที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี วันนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดเวทีสัมมนา "เหลียวหน้า แลหลัง จริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ" โดยมี พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่

แทนประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นประธานเปิดงานสัมมนา พร้อมปาฐกถาพิเศษเรื่อง "งานจริยธรรมในมุมมองของผู้ตรวจการแผ่นดิน" ส่วนในช่วงบ่ายเป็นการเสวนาเรื่อง "อนาคตจริยธรรมตาม
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายอมร วาณิชวิวัฒน์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ นายจรัญ

ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และ นายมานิจ สุขสมจิต ประธานมูลนิธิสถาบันพัฒนาการ
สื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย

สำหรับการจัดสัมมนาครั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรม และรณรงค์ส่งเสริมจิตสำนึกด้านจริยธรรมให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของสังคม ตลอดจนการสร้างกระบวนการมีส่วน

ร่วม
----------
เลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน ยันตลอด 10 ปี มุ่งทำงานด้านจริยธรรม ชี้ รัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ให้อำนาจตรวจสอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว

นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวรายงานในเวทีสัมมนา "เหลียวหน้า แลหลัง จริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ" ว่า ตามรัฐธรรมนูญใหม่ อำนาจการตรวจสอบจริยธรรม

ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ได้เป็นของผู้ตรวจการแผ่นดินอีกต่อไป โดยจะเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. จึงถือเป็นการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญทางการเมือง ดังนั้น
การสัมมนาในวันนี้ จึงเป็นการส่งต่องานและสรุปผลงานการตรสจสอบด้านจริยธรรมกว่า 10 ปี ของผู้ตรวจการแผ่นดิน อีกทั้งเป็นการรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวจริยธรรม เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับ

ใหม่ กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ร่วมกำหนดมาตรฐานจริยธรรม เพื่อบังคับใช้กับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้มอบอำนาจ หน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินการด้านจริยธรรมนั้น ได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการส่งเสริมจริยธรรมให้กับกลุ่ม

เป้าหมายต่างในสังคมไทย
-------------
ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยอมรับตรวจสอบจริยธรรม ยังมีช่องว่างในผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง หวังหน่วยงานในอนาคตเร่งแก้ปัญหา

พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นประธานเปิดงานสัมมนา "เหลียวหน้า แลหลัง จริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ" ว่า การจัดงานครั้งนี้ เป็น

โอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ ตลอดจนประมวลผลงานของผู้ตรวจการแผ่นดินในการดำเนินการด้านจริยธรรมกว่า 10 ปี ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นให้ผู้ดำรงตำแหน่ง

ทางการเมือง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ เกิดจิตสำนึกด้านจริยธรรมและประยุกต์ใช้แก่องค์กรของตนเท่านั่น แต่เป้าประสงค์หลัก คือ การกระตุ้นให้ประชาชนในสังคมไทยตระหนักถึงความ

สำคัญของการร่วมรณรงค์สร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรม จากองค์ความรู้ จนเกิดผลปฏิบัติเป็นรูปธรรม

ส่วนการตรวจสอบจริยธรรม ยังมีช่องว่างในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งในระดับสูง ซึ่งในอนาคตหน่วนงานที่รับผิดชอบการตรวจสอบการละเมิดจริยธรรม อาจต้องกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหานี้
-------------
ประธาน ป.ป.ช. รับการทำงานในอนาคตท้าทาย ปรับกรอบทำงานต้องเสร็จภายใน 6 เดือน ให้สอดรับรัฐธรรมนูญ

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวในวงเสวนา "อนาคตจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจัดขึ้น

โดยยอมรับว่าการทำงานของ ป.ป.ช. ในอนาคต มีความท้าทายมากยิ่งขึ้น เพราะมีการปรับแก้ กรอบระยะเวลาการดำเนินงาน ตั้งแต่การแสวงหาข้อเท็จจริง การไต่สวน ตลอดจนการชี้มูลความผิด

โดยขั้นตอนของการแสวงหาข้อเท็จจริง ได้ปรับแก้กำหนดกรอบระยะเวลา ทำงานภายใน 6 เดือน แต่สามารถขยายเวลา ได้ครั้งละไม่เกิน 3 เดือน โดยจะต้องมีเหตุผลและความจำเป็น

ส่วนขั้นตอนของการไต่สวน และการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนนั้น ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ ป.ป.ช. ต้องใช้เวลา โดยปรับแก้ใน ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เสนอไป ได้กำหนด

กรอบระยะเวลา 2 ปี ซึ่งก็สามารถขยายกรอบเวลาได้เช่นกัน เพราะอาจจะต้องประสานความร่วมมือทั้งทางอาญา รวมไปถึงบางคดีที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญฉบับ

ใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในอนาคตด้วย
-------------
"มีชัย" ยัน ไม่เคยพูด พ.ร.บ.คุมสื่อ ขัดร่าง รธน. แนะ สปท. ยึดหลักตาม รธน.ใหม่ ออกกฎหมาย

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณี พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ว่า ตนเองไม่เคยกล่าวว่ากฎหมายฉบับนี้ขัดกับ

รัฐธรรมนูญใหม่ตามที่บางสื่อได้นำเสนอบิดเบือน เนื่องจากตนยังไม่เห็นรายละเอียด และขอแนะนำให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ยึดหลักการตามที่รัฐธรรมนูญใหม่กำหนดไว้
------------------
รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยัน พร้อมรับนโยบาย รัฐใช้ มาตรา44 ปฏิรูปตำรวจ เพื่อประโยชน์ของประชาชน

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผย กรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีแนวคิดใช้มาตรา 44 ในการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า ตำรวจยินดีให้

เกิดการปฏิรูป เพื่อประโยชน์ของประชาชน ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานบังคังใช้กฎหมาย จึงมีหน้าที่ที่ต้องสนองต่อนโยบายของรัฐบาลในทุกรูปแบบ ซึ่งเบื้องต้นยังไม่ทราบราย

ละเอียดของคำสั่ง จึงต้องรอดูก่อน ว่าการปฏิรูปตำรวจที่รัฐบาลต้องการ เป็นในทิศทางใด จึงจะสามารถตอบสนองนโยบายได้อย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปตำรวจ มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา อยู่ในกรอบทั้ง 10 ด้าน อาทิ การพัฒนาบุคลากร การบริการประชาชน การบริหารงานบุคคล ซึ่งได้รับฟังความเห็น

จากส่วนต่าง ๆ ก่อนที่รัฐบาลจะออกคำสั่ง ส่วนการกระจายอำนาจการแต่งตั้งในแต่ละสถานีตำรวจนั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะทำงานปฏิรูปองค์กรตำรวจว่าจะมีแนวทางการดำเนินการ

อย่างไร โดยมองว่าการกระจายอำนาจไม่เป็นการลดทอนอำนาจการตัดสินใจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่อย่างใด

/////////////
ปมทุจริต

"วัฒนา" โพสต์เฟซบุ๊ก เรียกร้องทุกฝ่ายตรวจสอบปมโรลส์รอยซ์อย่างจริงจัง พร้อมนำข้อมูลทั้งหมดมาเปิดเผย - ไม่เลือกปฏิบัติ

นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Watana Muangsook" ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความฉุนเฉียวรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ที่เสนอให้รัฐบาลรับเป็นเจ้าภาพตรวจสอบปมสินบนที่สำนักงานปราบปรามการทุจริตของอังกฤษ (SFO) ออกมาเปิดเผยว่า โรลส์ - รอยซ์ ติดสินบนเจ้าหน้าที่ในการขายเครื่องยนต์ให้การบินไทย

ระหว่างปี พ.ศ. 2534- 2548 ทั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจหน้าที่โดยตรง เพราะเป็นประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานและติดตามผลการ

ดำเนินร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยสินบนถูกจ่ายเพื่อให้การบินไทยซื้อเครื่องยนต์โรลส์ - รอยซ์ จึงเป็นเรื่องทางเทคนิคที่อาจมีนักการเมืองเกี่ยวข้องด้วยน้อย ส่วนที่พอจะโยงถึงพรรค

ไทยรักไทยได้ คือ การจ่ายในปี 2547 เพราะสองครั้งแรกเป็นรัฐบาลอื่นและยังมีคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เกี่ยวข้อง หากรับเป็นเจ้าภาพอาจกระทบพวกเดียวกันและต้องเปิดเผย

ข้อมูลที่ได้มา แต่หากปล่อยให้ ป.ป.ช. รับผิดชอบจะสามารถควบคุมข้อมูลได้ เพราะถือเป็นความลับในสำนวนการสอบสวน

ทั้งนี้ นายวัฒนา กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายจริงจังกับการตรวจสอบและนำข้อมูลทั้งหมดมาเปิดเผย ไม่เลือกปฏิบัติหรือปล่อยให้เงียบหาย ส่วนถ้ามีนักการเมืองเกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลที่

จะต้องรับผิดชอบกันเอง แต่สิ่งที่ภาครัฐแสดงออกไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบของนายกฯ หรือการที่ ป.ป.ช. จะขอข้อมูลเฉพาะการจ่ายสินบนครั้งสุดท้าย คือ การเลือกปฏิบัติ เพราะ

ข้อมูลการจ่ายสินบนทุกครั้งจะทราบถึงผู้เกี่ยวข้องและใช้ป้องกันเหตุในอนาคตได้ การปราบปรามการทุจริตเป็นเพียงผลงานเดียวที่เหลืออยู่ อย่าให้เป็นเพียงวาทกรรมสร้างภาพที่เลือกปฏิบัติ

ประเทศชาติเสียหายเพราะการยึดอำนาจมากพอแล้ว
----------
เลขาฯ สภา ยัน ไร้ทุจริตกล้องซีซีทีวี ชี้ สื่อเสนอรายชื่อไม่ตรง 10 บริษัทยื่นประมูล ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการถูกต้อง 

นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีการจัดซื้อกล้องวงจรปิดภายในรัฐสภา ว่า จากการตรวจสอบไม่พบการทุจริต เนื่องจากชื่อบริษัทที่สื่อนำเสนอไม่ตรงกับ 10 บริษัท ที่

ยื่นซองประมูล พร้อมยืนยันเป็นไปตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างถูกต้อง โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้สั่งตั้งกรรมการ

มาสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งได้ส่งชื่อกรรมการไปแล้ว แต่ยังไม่มีคำสั่งใด ๆ ลงมาเพิ่มเติม ส่วนระบบวงจรปิดของรับสภาแห่งใหม่ ยังไม่ถึงขั้นตอนที่จะจัดเตรียม เพราะต้องให้ระบบโครงสร้างอาคาร

แล้วเสร็จก่อน เพราะเป็นหน้าที่ฝ่ายไอซีทีของรัฐสภา
///////////////
เคลื่อนไหวกองทัพ

พล.อ.ประวิตร นำคณะ ตรวจความพร้อมโรงงานซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์ ที่นครราชสีมา ยืนยันไม่มีความลับ ขออย่าคิดมาก

บรรยากาศที่ฝูงเครื่องบินกรมการบิน กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.อุดมเดช

สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เดินทางตรวจความพร้อมโรงงานซ่อมสร้าง

ยุทโธปกรณ์ ที่ กรมสรรพาวุธ ทหารบก จ.นครราชสีมา

ทั้งนี้ ก่อนออกเดินทาง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นการเตรียมการความร่วมมือของ 4 เหล่าทัพ และกองบัญชาการกองทัพบก ในการพัฒนาคุณภาพยุทโธปกรณ์ภายในประเทศเอง โดยจะร่วมมือกับ

ประเทศที่ประเทศไทยเคยซื้ออาวุธด้วย เช่น จีน และยูเครน

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตร ยืนยันว่า การก่อตั้งโรงงานซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์นี้ ไม่มีความลับใด ๆ ขออย่าคิดมาก
///////////
ทหาร มีไว้ทำไม....

(31/1/60)นายกฯร่วมบริจาค ซื้อดอกป๊อปปี้ วันทหารผ่านศึก 3 กพ....คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร มาเองที่ทำเนียบฯ ครม.ติดดอกป้อปปี้ นั่งประชุมวันนี้‬ มีน้องๆ นักเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริ

ยาธิราช ชั้นปี3 มาจำหน่ายดอกป้อปปี้
นายกฯถาม"มีทหารไว้ทำไม" ตอบมีไว้ใช้งาน น้ำท่วม ฝนแล้ง วาตภัย แยกแยะคนไม่ดี อย่าเหมารวม ทำองค์กรเสียหาย ขรก.คนไหนไม่ดี ก็สอบสวน แยกแยะ
ถาม"ตำรวจ"มีไว้ทำไม "มีไว้โกงหรือ?" แล้วที่จับคดีได้ล่ะ‬ ทำบ้านเมืองสงบ ตีองแยก 2 อย่าง อย่าเหมารวม ใครทำผิดกม. ก็ต้องเข้ากระบวนการยุติธรรม แต่ถ้ารู้สึกผิด guilty ก็ต้องปรับปรุงแก้ไขตน

เอง ถามมีใครไม่เคยทำผิดบ้าง

อย่าถอยหลังเข้าคลอง -บทนำไทยรัฐ

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง เรื่องการออกกฎหมายครอบงำและลิดรอนเสรีภาพสื่อ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้รับความสนใจ คณะกรรมาธิการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ยังคงเดินหน้าผลักดันต่อไป วงการสื่อจึงต้องระดม 30 องค์กรวิชาชีพออกมาคัดค้าน และประกาศว่าจะยกระดับมาตรการคัดค้านจนถึงที่สุด หากไม่มีใครไยดี

แถลงการณ์ของ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนของคณะกรรมาธิการ สปท. ไม่ได้อยู่บนหลักการคุ้มครองเสรีภาพ สื่อ แต่เน้นการควบคุมสื่อ โดยใช้อำนาจรัฐแทรกแซงในการทำหน้าที่โดยอิสระของสื่อ ไม่สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ ที่ให้สื่อกำกับดูแลกันเองโดยอิสระ

ผู้นำในการคัดค้านวิจารณ์ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่การปฏิรูปสื่อ แต่เป็นการถอยหลังเข้าคลอง มีปลัดกระทรวงถึง 4 คน เป็นกรรมการในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มีอำนาจออกใบอนุญาตและถอนใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพ อันอาจทำให้สื่อตกอยู่ใต้อิทธิพลทางการเมือง เนื่องจากปลัดกระทรวงมาจากการแต่งตั้ง ของนักการเมือง

ระบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับสื่ออาจแบ่งได้เป็น 2 ระบบใหญ่ๆ ได้แก่ ระบบอิสรภาพนิยม ซึ่งถือว่าสื่อมวลชนมีเสรีภาพตามหลักประชาธิปไตยเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป อีกระบบหนึ่งคือ “อำนาจนิยม” มองว่าประชาชนทั่วไปรวมทั้งสื่อไม่รู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของรัฐ จึงต้องควบคุมการเผยแพร่ข่าวและความคิดเห็น ด้วยมาตรการต่างๆ

มาตรการควบคุมสื่อยอดนิยมในยุคเผด็จการ คือการออกและถอนใบอนุญาตของผู้ดำเนินกิจการสื่อ การตรวจข่าวหรือข้อความก่อนนำออกเผยแพร่ หรือเซ็นเซอร์ การฟ้องต่อศาลยุติธรรมในข้อหาอาญา รวมทั้งยุยงให้ประชาชนกระด้าง กระเดื่อง จนถึงล้มรัฐบาล การออกกฎหมายพิเศษ เช่น คำสั่ง ปร.ที่ 42 ของไทย และการใช้สื่อเป็นกระบอกเสียงรัฐบาล

ขณะนี้ สมาชิกสภาที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. นอกจากจะพยายามจะออกกฎหมายสภาวิชาชีพสื่อแล้ว ยังอาจจะแก้ไข พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ 2550 ซึ่งออกมาในช่วงรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง และถอยหลังกลับไปใช้หลักการของ พ.ร.บ.การพิมพ์ 2484 ที่เป็นกฎหมายอำนาจนิยมเต็มตัว นัยว่า แนวความคิดแบบนี้มาจากสมาชิกที่มาจากวงการตำรวจ

ขอเตือนความจำว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี เคยประกาศหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง จะวางรากฐานการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งด้านการเมือง เพื่อนำประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้ และยั่งยืน รากฐานที่แท้ของประชาธิปไตยส่วนหนึ่ง คือหลักอิสรภาพนิยม ประชาชนและสื่อมีเสรีภาพในการข่าวและแสดงความคิดเห็น.

สลัด‘ระแวง’ไม่หลุด

เพื่อความเป็นธรรม ในมุมที่ได้จากการสัมผัสจริง ไม่ได้ “มโน”

อย่างน้อยก็เป็นช็อตเบื้องหลังที่มีการเดินสายพูดคุยวงนอกวงในหลายๆเวที โดยความตั้งใจที่สะท้อนผ่านท่าทีของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม

จะใส่ใจกับรายละเอียดปรองดองรอบนี้มากเป็นพิเศษ

แม้แต่บทสัมภาษณ์แบบคำต่อคำที่ออกสื่อ เจ้าตัวจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้มีถ้อยคำแรงๆลักษณะเสียดแทงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกจากปากตัวเอง

อันจะก่อให้เกิดแรงเสียดทาน กระตุกอารมณ์เขม่นจากหัวขั้วขัดแย้งต่างๆ

สร้างบรรยากาศเข้าโหมดปรองดองเต็มที่

อุตส่าห์กลั้นใจลุ้นซะขนาดนี้ มันก็ไม่แปลกที่ “พี่ใหญ่” จะหลุดอาการหงุดหงิด ในจังหวะบอกปัดปมร้อน “รัฐบาลแห่งชาติ” กระแสข่าวการส่งนายหน้าไปเปิดดีลกับพรรคการเมือง

ตามสูตร “ฮั้ว” ปรองดองแบบขอไปที

ซัดพวกมโนเขียนข่าว อย่าทำให้คนทำงานปรองดองต้องเสียกำลังใจ

เรื่องของเรื่อง โดยพื้นฐานจากความไม่ไว้วางใจในฟอร์มของ “พี่ใหญ่” ผู้กว้างขวาง

ครบเครื่องทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง

แทนที่จะเป็นผลบวกกับงานสานสัมพันธ์ มันกลับกลายเป็นเงื่อนไขที่ขัดกับบท “คนกลาง” ของ พล.อ.ประวิตร ที่หวังจะสร้างผลงานประวัติศาสตร์ เป็นเครดิตก่อนลงหลังเสือ

โดนตั้งแง่ เตะตัดขา เจาะยางตั้งแต่เริ่มต้นออกตัว

และประเมินตามรูปการณ์ หยั่งแรงเสียดทานการนั่งเป็นคนกลางปรองดองของ พล.อ.ประวิตร หนักสุดก็เกิดจากขั้วอำนาจฝ่ายต้าน “ทักษิณ” นั่นเอง ที่พยายามตีกัน

ตามอาการระแวง “พี่ใหญ่” จะเดินหมากปรองดองไปเข้าทางฝ่าย “นายใหญ่”

ภายใต้เงื่อนสถานการณ์แบบที่มีข้อมูลกระเส็นกระสายมาเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสายกับ “นายหญิง” บ้านจันทร์ส่องหล้า หรือการประสานผ่านเจ้าแม่เมืองหลวงอย่าง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย

“บิ๊กป้อม” ถูกโยงติดอยู่กับฝ่าย “ทักษิณ” ตัดใยไม่ขาด

ไม่ว่าจะออกตัวแก้ต่างว่าสนิทกับทุกฝ่ายยังไง หรือเทียบกันด้วยสายตาคนนอก “พี่ใหญ่” น่าจะสนิทกับฝ่าย “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หัวขั้ว กปปส. มากกว่าด้วยซ้ำ

เพราะร่วมตั้งรัฐบาลในค่ายทหารด้วยกันมา

สรุปกลายเป็นว่า “บิ๊กป้อม” โดนระแวงจากทุกค่าย

และก็ตามฟอร์มพระเอกอย่าง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้เสียงเชียร์ให้คุมวงปรองดองด้วยตัวเอง

เพราะได้รับความไว้วางใจ จะไม่เข้าใครออกใคร

โดยเฉพาะจากบทที่แสดงออกถึงความเกลียดกลัวนักการเมืองเข้าไส้

แต่นั่นก็เป็นอะไรที่เดาทางได้ ด้วยสไตล์แบบ “นายกฯลุงตู่” ผู้มาคนเดียว โอกาสจะคุยกับหัวขั้วขัดแย้งในเรื่องปรองดอง น่าจะเป็นงานยาก

ที่แน่ๆจากสถานการณ์ที่ไม่ได้มีพัฒนาการคืบหน้าไปไหนเลย

พรรคประชาธิปัตย์ยัง “แผ่นเสียงตกร่อง” ปรองดองต้องไม่นิรโทษกรรม

พรรคเพื่อไทยก็รำอยู่กับมุกเก่า ปรองดองต้องเคลียร์ 2 มาตรฐาน

ขณะที่ล่าสุดนักวิชาการนำทีมโดยนายอนุสรณ์ อุณโน คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำคณาจารย์นับสิบคน เข้ายื่นหนังสือเปิดผนึกต่อประธานศาลฎีกา พร้อมรายชื่อนักวิชาการและนักศึกษาทั่วประเทศ 350 กว่ารายชื่อ

เพื่อขอให้ประธานศาลฎีกาและผู้พิพากษาทั่วประเทศพิจารณาเรื่องความเสื่อมถอยของระบบนิติรัฐและการละเมิดสิทธิ

สืบเนื่องจากกรณีนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” ผู้ต้องหากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวน หลังยื่นประกันตัวมาแล้ว 5 ครั้ง

เงื่อนไขความขัดแย้งยังวนเป็นวัวพันหลัก แถมมีแต่จะขยายวงลงลึก

ณ ห้วงนี้ยังนึกภาพ มโนฉากการจับมือปรองดองไม่ออกเลย.

ทีมข่าวการเมือง

"เวิร์คช้อป เพื่ออนาคต"

"เวิร์คช้อป เพื่ออนาคต"
นายกฯ กลัวเหนื่อยเปล่า ทำกันแทบแย่ แต่ประชาชนไม่เข้าใจ สังคมไม่เข้าใจ งานแม่น้ำ5สาย แล้วก็จะขัดแย้งไปทุกเรื่อง เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำ หรือเคยทำไม่ได้ ขอปีนี้ เร่งสร้างความรับรู้ ความเข้าใจ /ชี้เวิร์คช้อป เพื่ออนาคต
ก่อนการประชุม เวิร์คช็อป ขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ที่ทำเนียบรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า การประชุมวันนี้ เป็นการประชุมเพื่ออนาคต เพื่อการปฏิรูปประเทศไปข้างหน้า
พรัอมเผยว่า เมื่อสักครู่ได้หารือกับคณะทำงาน ประธาน สนช. ประธาน สปท.แล้ว ว่าจะเดินหน้ากันอย่างไร เบื้องต้นจึงอยากเริ่มด้วยการรับฟังว่า แนวความคิดต่าง ๆ ในการทำงาน และการปฏิรูปประเทศ ที่จะทำให้ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนนั้นต้องทำอย่างไร ทั้งการแก้ปัญหาที่ผ่านมา งานที่ทำในปัจจุบัน และการวางรากฐานในอนาคต ซึ่งเป็นการปฏิรูปประเทศ
สิ่งสำคัญอีกอย่าง คือ วันนี้ประชาชนยังไม่เข้าใจ ว่าอะไรคือการปฏิรูป หรือ อะไรคือการแก้ปัญหา เช่นปัญหาเร่งด่วน ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อน ที่ดินทำกินเหล่านี้ ที่เป็นเพียงปัญหารายชิ้น แต่การแก้ปัญหาเชิงบูรณาการ ที่ประกอบไปด้วยการบริหาราชการแผ่นดินเชิงรุก การมีวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
อีกทั้งการออกกฎหมาย เพื่อทำการปฏิรูปให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้โดยเร็วในระยะเวลาที่กำหนดไว้ทั้งหมด คือ 20 ปี ข้างหน้า
แต่สิ่งที่ ให้ความสำคัญขณะนี้ คือ 1 ปีจากนี้ ในปี 2560 จะต้องรวบรวม ข้อมูลพื้นฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะจากรัฐบาล คสช. สปท. กรธ. ทั้งกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และ กฎหมายลูก ในกิจกรรมทั้งหมดของแม่น้ำ ทั้ง 5 สาย เพื่อนำมาคลี่ แล้วสร้างการรับรู้ว่าของเดิมทำอะไร เพราะประชาชนยังไม่เข้าใจ
เพราะประชาชนมองเพียงว่า การรับรู้ คือการที่จะมีรายได้สูงขึ้น โดยไม่ได้เข้าใจภาพรวมทั้งหมด ดังนั้นในการทำงานของพวกเรา ที่ตั้งขึ้นมา 4 คณะ ในความมุ่งหมาย ของนายกรัฐมนตรีคือ เพื่อต้องการสร้างความชัดเจนกับสังคม เพราะกลัวว่าเราจะเหนื่อยเปล่า ถ้าสังคมไม่เข้าใจ แล้วก็จะขัดแย้งไปทุกเรื่อง เพราะทุกเรื่องเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำ หรือทำแล้ว ทำไม่ได้

กอ.รมน.เรียกประชุม ผู้ว่าฯ77จังหวัด ฝ่ายทหาร ปรับแผนการทำงาน บูรณาการความมั่นคง

กอ.รมน.เรียกประชุม ผู้ว่าฯ77จังหวัด ฝ่ายทหาร ปรับแผนการทำงาน บูรณาการความมั่นคง ตามแผน ยุทธศาสตร์ กอ.รมน.5ปี
บิ๊กต้อ พล.อ.สสิน ทองภักดี เสธ.ทบ./เลขาธิการ กอ.รมน. และ นาย ประยูร รัตนเสนีย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าและชี้แจงแนวทางในการปฏิบัติของ กอ.รมน.จังหวัดเพื่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ ที่ อาคารรื่นฤดี กอ.รมน.

โดยมี รองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง และ รอง ผอ.รมน.จังหวัด(ทหาร) จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมไปถึงผู้บังคับบัญชาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสิ้น 200 คน ร่วมประชุม
พ.อ.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน. ได้เปิดเผยว่า การประชุมในครั้งนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้า และชี้แจงแนวทางในการปฏิบัติของ กอ.รมน.จังหวัด รวมไปถึงการบูรณาการการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ ให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ กอ.รมน. พ.ศ.2560 - 2564
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ มีขอบเขตพื้นที่ดำเนินการครอบคลุม ทั้ง 76 จังหวัด(เว้น กทม.) โดยแบ่งเป็น 32 จังหวัดชั้นใน, 32 จังหวัดชายแดน และ 22 จังหวัดชายฝั่งทะเล ยกเว้น กทม. ในการขับเคลื่อนฯจะพิจารณาพื้นที่ที่มีปัญหาด้านความมั่นคงในทุกมิติ และจัดทำแผนงานด้านความมั่นคงให้สามารถบรรจุเข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัด ในกรณีที่พื้นที่ใดที่มีปัญหาที่ซับซ้อนหลากหลายมิติหรือครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด ให้จังหวัดได้จัดทำแผนงาน/โครงการเสนอไปยังหรือร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่(พมพ.)ในเขต กองทัพภาค กองเรือภาค หรือกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด ซึ่งจะเป็นการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงไปพร้อมๆกันทั้ง 76 จังหวัด
เลขาฯ กอ.รมน. และ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำให้ทุกจังหวัดได้ตรวจสอบสภาพแวดล้อม ปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ และจัดทำแผนการปฏิบัติรองรับอย่างบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหา
รวมถึงให้ความสำคัญในการชี้แจงข้อมูลข่าวสารต่างๆให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบอย่างถูกต้องและทันเวลาเพื่อสร้างความเข้มแข็งและองค์ความรู้ต่างๆให้กับประชาชน

ทำนายไทยเสี่ยงรัฐประหารปี60

ทั่วโลก พบไทยขึ้นอันดับสองในกลุ่มท็อปเทนกลุ่มเสี่ยงเกิดการยึดอำนาจในปี 2560 ขณะอีกเก้าประเทศล้วนเป็นชาติแอฟริกัน-ตะวันออกกลาง

 

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ วอชิงตันโพสต์ เผยแพร่บทวิเคราะห์แนวโน้มการเกิดรัฐประหารใน 161 ประเทศ ชี้ว่า ประเทศไทยมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการยึดอำนาจในปี 2560 โดยมีความน่าจะเป็นอยู่ในอันดับที่สองของโลก รองจากบุรุนดี

 

 

บทวิเคราะห์ซึ่งเผยแพร่เมื่อ 31 มกราคม แสดงให้เห็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุด 30 อันดับแรก โดยสิบอันดับแรกสุดเป็นประเทศในแอฟริกาและตะวันออกกลางทั้งหมดยกเว้นไทย เรียงตามลำดับคือ บุรุนดี ไทย สาธารณรัฐแอฟริกากลาง ชาด ตุรกี ซีเรีย ซูดาน กินี-บิสเชา แกมเบีย และไลบีเรีย

 

แอนเดรียส บีการ์ นักสถิติของบริษัทวิจัย Ward Associates กับไมเคิล ดี. วอร์ด อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยดุกในมลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยดังกล่าว บอกว่า ผลการทำนายดังกล่าวมาจากแบบจำลองทางสถิติซึ่งวิเคราะห์แบบแผนของความพยายามก่อรัฐประหารในอดีต โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี 2503-2560

 

 

ผู้เขียนทั้งสองอธิบายว่า เครื่องมือทำนายการยึดอำนาจดังกล่าวอาศัยข้อมูลตัวแปรหลายอย่าง เช่น ผู้นำคนปัจจุบันครองอำนาจมาแล้วยาวนานแค่ไหน มาจากการเลือกตั้งอย่างเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ลักษณะการปกครองเป็นแบบใด รวมถึงดูอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ จำนวนประชากร อัตราการตายของทารก เทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเฉพาะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และการเป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือ.

 

Source: Washington Post