PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

โผพลิก-พลิกโผ

โผพลิก-พลิกโผ

ตำแหน่งประธานศาลฎีกาเป็นประมุขสถาบันยุติธรรม

ท่านผู้ใดได้ดำรงตำแหน่งประธาน ศาลฎีกาถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของตัวเองและวงศ์ตระกูล

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา การเลือกประธานศาลฎีกาจะยึดระบบอาวุโสเป็นสำคัญ

อดีตประธานศาลฎีกา (ย้อนหลังไป 6 คน) ล้วนมาจากข้าราชการตุลาการอาวุโสสูงสุดเรียงตามลำดับคิว

เรียกว่า ขยับขึ้นตามคิว ไม่มีการแซงคิวเหมือนการแต่งตั้งข้าราช-การพลเรือน

เรื่องของเรื่องคือ นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกาคนปัจจุบัน จะต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากอายุครบ 65 ปี ในวันที่ 30 กันยายนปีนี้

จึงต้องมีการแต่งตั้งประธานศาลฎีกาคนใหม่ทำหน้าที่แทน

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า ถ้านับตามพรรษา “นายศิริชัย วัฒนโยธิน” ประธาน ศาลอุทธรณ์อาวุโสอันดับหนึ่ง ต้องจ่อคิวขึ้นเป็นประธานศาลฎีกาคนที่ 44 ของประเทศไทยแบเบอร์

แต่ปรากฏว่า เบอร์ 44 ไม่แบเบอร์ อย่างที่คาดกัน

เพราะการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เพื่อพิจารณาแต่งตั้งประธานศาลฎีกาคนใหม่ ได้มีมติเอกฉันท์ “ไม่แต่งตั้ง นายศิริชัย” ผู้มีอาวุโสอันดับหนึ่งตามโผรายชื่อที่ คณะอนุ กก.ก.ต. เสนอให้พิจารณา

เมื่อผู้มีอาวุโสอันดับหนึ่งไม่ผ่านไฟเขียว ก็คาดว่าจะถึงคิว นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา ผู้มีอาวุโสอันดับ 2 ขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขศาลสูงสุดคนที่ 44 ของประเทศไทย

หรือจะเป็น นายธนกฤษ นิติเศรณี รองประธานศาลฎีกาอาวุโสอันดับ 3 ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน
“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่า การที่คณะกรรมการ ก.ต.มีมติเอกฉันท์ไม่แต่งตั้ง นายศิริชัย ตุลาการอาวุโสอันดับหนึ่งขึ้นเป็นประธานศาลฎีกาคนใหม่ไม่ว่าเกิดจากเหตุผลใดก็ตาม

ย่อมเป็นเรื่องภายในของศาลยุติธรรม

คนนอกไม่ควรจุ้นจ้านวิพากษ์วิจารณ์ให้ฟุ้งกระจาย

เพราะเมื่อที่ประชุม ก.ต.มีมติเห็นชอบให้ผู้หนึ่งผู้ใด แม้ไม่ใช่ผู้มีอาวุโสอันดับ หนึ่งขึ้นเป็นประมุขศาลยุติธรรม ก็ถือเป็นการแต่งตั้งที่ครบถ้วนทุกขั้นตอน

แต่ถ้าไม่มีพลิกโผ หรือโผพลิกอีกต่อไป นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกาอาวุโสสูงสุดอันดับ 2 ซึ่งปัจจุบันอายุ 63 ปี จะดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนใหม่ต่อไปอีก 2 ปีเต็ม

สรุปย่อๆตามที่ฟังมา...ท่านว่าที่ประธานศาลฎีกาคนใหม่เป็นตุลาการชั้นผู้ใหญ่ที่ปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาตัดสินอรรถคดีอย่างตรงไปตรงมา

ท่านได้ตัดสินคดีใหญ่ๆ คดีดังๆมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญาหรือคดีทางการเมือง

“แม่ลูกจันทร์” ยํ้าว่า ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือท่านผู้นี้เป็นเจ้าของสำนวนคดีโครงการรับจำนำข้าว และ 1 ใน 9 องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้ราชการเกิดความเสียหายร้ายแรง
แถมท่านยังเป็นหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา พิจารณาคดี อดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ อดีตนายกฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ถูกฟ้องเป็นจำเลย ข้อหาสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรอีกหนึ่งคดี

เฉพาะแค่ 2 คดีก็มีอดีตนายกฯเป็นจำเลยตั้ง 3 คน

ธรรมดาซะที่ไหนล่ะคุณโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

ไม่น่าจะหนีจากสูตรนี้

ไม่น่าจะหนีจากสูตรนี้

อาการต่อมฉุนอักเสบกำเริบอีกคำรบตามอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างเห็นได้ชัดของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่ดูจะหงุดหงิดไปหมดทุกเรื่อง

ฉะบ้าบอคอแตก ตัดบทไม่ให้นักข่าวซักไซ้เรื่องลงสมัครเลือกตั้ง

แขวะ “ไอ้พวกช่างฟ้อง” ในจังหวะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย และนายวิรัตน์ กัลยาศิริ มือกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ แตะมือกันสกัดกั้น พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ

จ่อฟ้องศาลปกครอง ร้องศาลรัฐธรรมนูญ

พาลเซ็งไปถึงกรณีที่ศิลปินแห่งชาติทะเลาะกันเพราะปมชนวนมาจากกลอนที่ตัวเองแต่งขึ้น เปรยเป็นเชิงกลุ้มใจจริงๆอยากหยุดพูดสัก 1 เดือน

“นายกฯลุงตู่” เหมือนแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว

แต่เรื่องของเรื่อง มันก็น่าจะเป็นแค่ลีลาเอกลักษณ์ของเอกบุรุษ

มุกของผู้นำรัฐบาล คสช.ที่ใช้บทหงุดหงิดในการเบรกกระแส เบี่ยงตัวหลบปมร้อนๆที่ไม่อยากตอบคำถามยากๆของนักข่าว

เอาเป็นว่า ประเมินกันตามเงื่อนสถานการณ์ตรงหน้า มันก็ไม่ได้มีอะไรที่ “นายกฯลุงตู่” ต้องซีเรียสเครียดหนักแต่อย่างใด

ในเมื่อทุกอย่างมันกำลัง “เข้าทาง” ตามเหลี่ยมที่วางไว้

ถึงตรงนี้สังคมส่วนใหญ่รับรู้คำตอบสุดท้ายกันแล้ว ไม่ว่าจะด้วยสถานะ นายกรัฐมนตรีคนในหรือนายกรัฐมนตรีคนนอก

“เลือกตั้ง” หรือ “ลากตั้ง”

“นายกฯลุงตู่” คือชื่อเดียวที่ล็อกไว้ในการเป็นผู้นำเปลี่ยนผ่านในระยะ 5 ปี

และเจ้าตัวเองก็คงตั้งใจจะโยนหินหยั่งกระแส เปิดทางไว้ แบบที่ตีกรรเชียง เลี่ยงพูดมัดคอตัวเอง โยนสถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นตัวชี้วัดว่าจะตัดสินใจอย่างไรในอนาคต

แปลความตามภาษาทางการเมืองแค่นี้ก็ชัดเจน

ขณะเดียวกันก็เป็นสถานการณ์ของการเดินตามพิมพ์เขียวอำนาจที่ออกแบบกันไว้

หลังเลือกตั้งรอบหน้าต้องเป็นรัฐบาลผสม พรรคเล็ก พรรคน้อย แยกกันเดิน เบียดแย่งเสียงจากพรรคเพื่อไทย เก็บแต้มผสมเล็กผสมน้อย

อาศัยช่องจากกติกาเลือกตั้งสูตรจัดสรรปันส่วนผสม แล้วมาร่วมกันโหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์

ตามจังหวะที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ทยอยลาออกรายวันเพื่อแต่งตัวลงสนามเลือกตั้ง ล่าสุดเหลือทำหน้าที่อยู่ในสภาแค่ 170 กว่าคน

“ขุนอาสา” กระจายกำลังออกตั้งป้อมค่ายรวบรวมไพร่พล

โดยสถานการณ์ล่าสุดก็เป็นจังหวะขยับของตัวละครดังอย่าง “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ในฐานะหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ที่แบะท่าพร้อมคุยกับ สปท.ที่มีแนวคิดจะรวมพรรคเล็กเพื่อลงสนามเลือกตั้ง

พรรคหนุน คสช.ยังไงก็ต้องเกิดขึ้น

ตามความจำเป็นทางยุทธศาสตร์การเมือง “นายกฯลุงตู่” ต้องมีพรรคการเมืองประกบเป็นตัวช่วยประคองเกมในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหลักประกันความปลอดภัยในคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการพิจารณาร่างกฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณ

เพราะถึงตอนนั้นเสียงของ “250 ส.ว.สรรหา” เข้าไปอุ้มไม่ได้

และที่สำคัญเลย ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนตัวเลขเท่านั้น แต่มันยังต้องมีเรื่องของการ “ล็อกเสียง” คุมเกมโหวตให้อยู่ด้วย

โดยรูปการณ์ มันก็โยงไปถึง “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่ออกตัวว่า วันนี้ยังไม่คิดโดดลงสนามการเมือง แต่วันข้างหน้ายังตอบไม่ได้

แนวโน้มหนีไม่ออกเหมือนกัน

ด้วยคุณสมบัติของผู้มี “บารมี” เหมาะสุดกับผู้จัดการรัฐบาล

“พี่ใหญ่” คงหนีไม่พ้นโดนลากมาช่วย “น้องเล็ก” อยู่ดี.
ทีมข่าวการเมือง

"บิ๊กป้อม"มั่นใจ "พลเอกบุญสร้าง" ปฏิรูปตำรวจ

"บิ๊กป้อม"มั่นใจ "พลเอกบุญสร้าง" ปฏิรูปตำรวจ เป็น ด็อกเตอร์ จบ Westpoint และเป็น อาจารย์ของนายกฯ ด้วย
ชี้นายกฯคนเลิอกเอง. และเป็นเพิ่อนสนิท ตท.6 ของตนเอง ชี้ตำรวจ ชอบ ที่เอาทหาร มานำปฏิรูปตำรวจ เพราะตำรวจ ทหาร คล้ายๆกัน เชื่อไม่มีปัญหา เร่งทำให้เร็วที่สุด ระบุ ในช่วงที่ผ่านมา ตำรวจมีการปฏิรูป มาหลายเรื่องแล้ว ต่อไป ก็ตัองมาทำเรื่องใหญ่ๆ การประสานงาน ระหว่าง ตำรวจ อัยการ ศาล
ส่วนที่วิจารณ์กันว่า คณะกก.มีตำรวจ ถึงครึ่งหนึ่ง นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ก็ตำรวจครึ่งหนึ่ง ประชาชนครึ่งหนึ่ง ไม่ได้มากเกินไป
"เอาเหอะน่า ผมเชื่อว่า ทำได้"
"บิ๊กป้อม" เชื่อมือ "พลเอกบุญสร้าง" เพื่อน ผ่าตัด "ตำรวจ"ได้ ลั่น ไม่มีปัญหา ให้"ทหาร"นำปฏิรูป เผย "ตำรวจ"ชอบด้วย/เร่งทำให้เสร็จ เร็วที่สุด
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ 36 คน โดยมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ตัดสินใจเลือกแล้ว
"พล.อ.บุญสร้าง เป็นอาจารย์ ของนายกฯ จบจากโรงเรียนนายร้อย Westpoint และจบปริญญาเอก ด๊อกเตอร์"
ส่วนที่มีการตั้งข้อสั่งเกตุว่า พล.อ.บุญสร้าง เป็นเพื่อน ตท.6 ของตนเองนั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ใช่ และผมเชื่อมั่นพล.อ.บุญสร้าง จะสามารถทำงานได้ เพราะทหารและตำรวจมีความคล้ายกัน เพียงแต่ตำรวจมีงานมากกว่า
ทั้งนี้ พล.อ.บุญสร้าง จะนัดหมายคณะกรรมการอีกครั้ง เพื่อวางกรอบการทำงานว่าจะทำอะไรก่อนหลัง ส่วนสถานที่ทำงานยังไม่ได้กำหนด และยังไม่มีการหารือถึงเรื่องงบประมาณ ที่ต้องใช้
เมื่อถามว่า ทางตำรวจ ไม่มีปัญหากับการเอาทหารมาเป็นประธานปฏิรูปตำรวจใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ไม่มีปัญหา ตำรวจชอบด้วย แล้วเรื่องนี้ต้องทำให้เร็ว ให้เสร็จ
ส่วนเรื่องเร่งด่วนเป็นหน้าที่ต้องคณะกรรมการที่จะพิจาณา โดยจะวางกรอบว่าจะทำอะไร โดยต้องถาม พล.อ.บุญสร้าง จะถามผมได้ยังไง”
เมื่อถามว่า มีการวิจารณ์ว่าคณะกรรมการชุดนี้มีตำรวจ มากถึง 15 คน นั้นพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้มีทั้งตำรวจและพลเรือน ประชาชน อย่างละครึ่ง ถือว่าไม่มากไป
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลต้องการปฏิรูปตำรวจแต่ไม่สำเร็จ มั่นใจหรือไม่ว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ความจริงตำรวจ ได้มีการปฏิรูปไปมากแล้ว เช่น ปฏิรูปการทำงานของโรงพัก โดยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนหลายอย่าง แต่ตำรวจ อัยการ ศาล และด้านนิติวิทยาศาสตร์ จะต้องทำงานร่วมกันอย่างไร นี่คือประเด็นของการปฏิรูป
เมื่อถามว่ามีการแนะในการทำงานคณะกรรมการชุดนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “เดี๋ยวก็คุยกัน และต่างคนต่างได้ศึกษาเรื่องนี้มาเหมือนกัน เพื่อทำให้ดีขึ้น ไม่มีใครทำให้ไม่ดี แต่จะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด”
เมื่อถามว่าหลังจากนี้ 9 เดือน ประชาชนจะเป็นเห็นตำรวจยุคใหม่ ภายใต้การปฏิรูปใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ต้อง 9 เดือนหรือกี่เดือน ไปคิดเอาเอง
เมื่อถามย้ำถามว่าจะเห็นผลก่อน 9 เดือนใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “เอาหน่า เขาได้รับรองว่าต้องทำให้ดี"
ทั้งนี้ จุดแข็งของคณะกรรมการจุดนี้คือการทำงานร่วมกัน
เมื่อถามว่า ความเป็นทหารของ พล.อ.บุญสร้าง จะนำไปสู่การปฏิรูปอย่างแท้จริงหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “เอาหน่า ได้ ก็แล้วกัน”

ผมไม่ใข่ผู้นำ ที่มาเพื่อสืบทอดอำนาจ

"ผมไม่ใข่ผู้นำ ที่มาเพื่อสืบทอดอำนาจ"
ผมไม่ได้มาเพื่อสืบทอดอำนาจ แต่ผมมาเพื่อสืบทอดให้ไทยประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ผมไม่ปฏิเสธ ประชาธิปไตย
: พลเอกประยุทธ์ 5กค.60

รมณ์เสีย !! ไม่ตอบ จะมาเป็นนายกฯ อีกมั้ย

"บิ๊กตู่" ทำ อารมณ์เสีย !! ไม่ตอบ จะมาเป็นนายกฯ อีกมั้ย หลัง สปท.ลาออก ไปตั้งพรรค ปูทาง นั้งนายกฯคนนอก โวย โอ้ย!!เกี่ยวอะไรกับผม?!!
นายกฯบิ๊กตู่ ย้อนสื่อ โอ๊ะ!! "เกี่ยวอะไรกับผม" หลังถาม สปท.ลาออก เพื่อตั้งพรรคทหารปูทาง ให้เป็นนายกฯ
"ผมไม่ยืนยัน ไม่นั่งยัน ไม่นอนยัน อะไรทั้งนั้น" บิ๊กตู่ ปัดตอบ คำถามที่ว่า ยืนยันได้หรือไม่ ว่าจะไม่กลับมายุ่งกับตรงนี้ อีกแล้ว
พร้อมขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไป

วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง คกก.ปฏิรูปตำรวจ 36 คน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม.มีมติแต่งตั้งรายชื่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ)แล้ว ซึ่งในมาตรา 260 บัญญัติให้ครม.แต่งตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งเพื่อดำเนินการดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรมตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญและต่อเนื่องจากที่รัฐบาลนี้ได้ดำเนินการไว้แล้ว จำนวน 36 คน ประกอบด้วย พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน
นอกจากนี้ยังมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง,ปลัดกระทรวงมหาดไทย กรรมการโดยตำแหน่ง ปลัดกระทรวงยุติธรรม,กรรมการโดยตำแหน่ง,เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กรรมการโดยตำแหน่ง, อัยการสูงสุด กรรมการโดยตำแหน่ง
ส่วนกรรมการฝ่ายตำรวจ ประกอบด้วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.ชาญชิต เพียรเลิศ อดีตรองผบ.ตร., พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผบ.ตร., พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม, พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด,พล.ต.อ.บุญชัย ชื่นสุชน อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร. ,พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, พล.ต.อ.สุพร พันธุ์เสือ อดีตรองผบ.ตร., พล.ต.อ.สมศักดิ์ แขวงโสภา อดีตผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รอง ผบ.ตร., พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ และพล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร.
ส่วนของกรรมการฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.), นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายมานิจ สุขสมจิตร ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, นางเบญจพรรณ สร่างนิทร อดีตเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.), นายศุภชัย ยาวะประภาษ นายกสมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ,นายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), นายศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, นายธานิศ เกศวพิทักษ์ อดีตรองประธานศาลฎีกา, นายเข็มชัย ชุติวงศ์ รองอัยการสูงสุด, นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.), พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ, นายอมร วาณิชวิวัฒน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และนายวรรณชัย บุญบำรุง รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยงานแรกของคณะกรรมการชุดนี้คือ การแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อให้เสร็จออกมาก่อนในปีนี้

มติกกต.ตั้งอนุสอบ 90 สนช. ส่อขาดคุณสมบัติดำรงตำแหน่ง

มติกกต.ตั้งอนุสอบ 90 สนช. ส่อขาดคุณสมบัติดำรงตำแหน่ง

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 4 กรกฎาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการกกต.เปิดเผยว่า ที่ประชุมกกต.มีมติตามที่สำนักกฎหมายของสำนักงานกกต.เสนอให้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ตรวจสอบการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 186 ประกอบมาตรา 187 และมาตรา 170(5) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถือครองหุ้น ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแแห่งชาติ (สนช.) 90 คน ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 264 วรรคสอง โดยประธานกกต.จะได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วันนับจากนี้ และคณะอนุกรรมการไต่สวนมีเวลาดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันก่อนเสนอความเห็นต่อกกต. โดยหากเห็นว่าไม่มีมูลก็จะเสนอกกต.ยกคำร้อง แต่หากเห็นว่ามีมู, ก็จะเสนอให้กกต.มีความเห็นเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ผบ.ทบ.ขอแฟนคลับยิ่งลักษณ์อย่าเคลื่อน

"ผบ.ทบ."ขอ FC"ยิ่งลักษณ์"เข้าใจถึงสถานการณ์ ขอ ยึดบ้านเมืองเป็นหลัก"/" ส่ง กำลังทหารดูแลมวลชนให้กำลังใจ "ยิ่งลักษณ์ สืบพยานคดีจำนำข้าวนัดสุดท้าย 
         

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวถึง การดูแลรักษาความปลอดภัย การสืบพยานฝ่ายจำเลยคดีโครงการรับจำนำข้าวนัดสุดท้าย วันที่ 21ก.ค.ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ว่า โดยปกติเจ้าหน้าที่จะมีการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว ซึ่งหากเป็นการเข้ามาเคลื่อนไหว ชุมนุมหรือจัดกิจกรรมต่างๆ จะต้องมีการขออนุญาตเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน 

แต่หากเป็นการเข้ามาเพื่อให้กำลังใจเพียงอย่างเดียว ตนคิดว่าทุกคนที่มาคงเข้าใจดีว่าควรจะปฎิบัติตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง  

ทั้งนี้ในด้านการรักษาความปลอดภัยนั้นจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลเป็นหลัก โดยจะมีการขอกองกำลังเสริม จากกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย(กกล.รส.) เข้าไปดูความเรียบร้อยและภาพรวมของความเรียบร้อยในพื้นที่ 

"ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน และเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองเป็นหลัก"

สาระ ร่างพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้


สาระสำคัญของร่างพระราชกำหนด

ปรับปรุงพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 และพระราชกำหนดการนำ คนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. 2559 โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

1. กำหนดให้มี “คณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว” มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว โดยให้คณะกรรมการพิจารณาการทำงานของคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวตามพระราชกำหนดนี้ไปจนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามพระราชกำหนดนี้

2. กำหนดให้การนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยมี 2 กรณี ได้แก่

2.1 กรณีที่ผู้รับอนุญาตเป็นผู้นำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ
2.2 กรณีที่นายจ้างเป็นผู้นำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีและต้องวางหลักประกันไว้กับอธิบดีเพื่อประกันความเสียหายที่อาจเกิดจากการที่นายจ้างได้นำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ

2.3 กำหนดให้มี “กองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนชื่อและวัตถุประสงค์ของกองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายเกี่ยวกับการบริหารจัดการเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว โดยให้รับโอนบรรดากิจการ เงิน สิทธิ และหนี้สินจากกองทุนเดิม

2.4 กำหนดการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ขึ้นใหม่ ให้นายจ้างผู้รับอนุญาตและลูกจ้างผู้รับใบอนุญาตทำงานซึ่งมีการจ้างงานตามพระราชกำหนดนี้ อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติประกันสังคม   พ.ศ. 2533

2.5 แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจนายทะเบียนในการสั่งเพิกถอนใบอนุญาตและเพิ่มบทบัญญัติเรื่อง การประกาศรายชื่อนายจ้างที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติในเรื่องการให้คนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือ  ไม่จ่ายเงินทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการทำงาน

--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 7 มีนาคม 2560--

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/cabt/2613249

ปฏิบัติยาก โดย นฤตย์ เสกธีระ

ปฏิบัติยาก โดย นฤตย์ เสกธีระ


เคยมีคนเตือนล่วงหน้าแล้วเรื่องการออกระเบียบกฎหมายที่ไม่ได้ผ่านการแสดงความคิดเห็น
เตือนว่าระวังยุ่ง เพราะปฏิบัติไม่ได้

ดังนั้น ผลพวงจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน รวมไปถึงกฎหมายและกฎระเบียบที่ยากต่อการปฏิบัติ
สุดท้ายจะกลายเป็นปัญหา

ปัญหาแรกคือ ปัญหาความขัดแย้งทางความคิด

ปัญหาต่อมาคือ ปัญหาเมื่อถึงเวลาต้องปฏิบัติ

กรณีรัฐธรรมนูญกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยกำหนดคณะกรรมการคุมยุทธศาสตร์เข้ม
มีบทลงโทษกับรัฐบาลที่จะมาบริหารประเทศต่อไปอีก 20 ปี

ก่อนหน้านี้เคยมีความเห็นแย้ง และขณะนี้กำลังจะมีคนแย้งขึ้นมาอีก

แย้งว่าขัดรัฐธรรมนูญเอง และแย้งว่ายากจะนำไปสู่การปฏิบัติ

เช่นเดียวกับร่างกฎหมายพรรคการเมือง ในกรณีของการกำหนดไพรมารี

เมื่อปรากฏออกมาอยู่ในบทบัญญัติของกฎหมาย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน

คนร่างรัฐธรรมนูญและคณะยังรู้สึกว่าปฏิบัติไม่ได้

ขนาด นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. แม้จะบอกว่าต้องทำให้ได้ แต่ก็ยอมรับว่ายากต่อการปฏิบัติ

กรณีล่าสุดที่รัฐบาลเข้มงวดคือ การออก พ.ร.ก.การจ้างแรงงานต่างด้าว

เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือความตื่นกลัว

ผู้ประกอบการที่ใช้แรงงานต่างด้าวกลัวว่า หากปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดจะไม่มีแรงงาน

เพราะความเข้มงวดเหล่านั้น ทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสทำผิดกฎหมาย

ขณะเดียวกัน เมื่อข่าวแพร่ไปสู่แรงงานต่างด้าว แรงงานต่างด้าวเองก็ตื่นกลัว

ขณะนี้มีความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนกันแล้ว

ผลกระทบดังกล่าว แม้แต่ กกร.ก็อยู่นิ่งไม่ได้ ต้องรีบยื่นหนังสือให้ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ช่วยเหลือ

และนายพรเพชรก็ส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมาธิการของ สนช. เพื่อดูรายละเอียด

นี่คือตัวอย่างของกฎระเบียบที่ออกโดยไม่ได้หารือ

นี่ไม่ได้โทษรัฐบาลนะ รู้ว่าที่ออกกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้ประเทศไทยได้มาตรฐานสากล

แต่กำลังมองกระบวนการออกกฎหมาย ที่บางทีก็ก่อปัญหาให้เกิดขึ้นในภายหลังได้

เพราะแม้ผู้ออกกฎหมายมีเจตนาดี แต่หากกฎหมายนั้นส่งผลกระทบมหาศาล เวลาปฏิบัติย่อมเกิดปัญหาขึ้น

ก่อนหน้านี้ กรณีคำสั่ง ม.44 เรื่องนั่งท้ายรถกระบะคงพอเห็นเป็นตัวอย่าง

ตอนนี้ที่กำลังเป็นประเด็นก็คือเรื่องการจ้างแรงงานต่างด้าว

และต่อไป คาดว่าจะมีกฎระเบียบอีกหลายหลากที่จะมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ ระเบียบกฎหมายที่ประกาศใช้บังคับแต่ละฉบับ ย่อมส่งผลดีและผลกระทบ

ส่งผลดีกับกลุ่มหนึ่ง แต่คนอีกกลุ่มจะได้รับผลกระทบ

ดังนั้น กฎหมายซึ่งส่งผลกระทบ ที่กว่าจะประกาศใช้สุดแสนลำบาก เพราะต้องผ่านความคิดเห็นมากนั้น
ประกาศใช้ได้เมื่อใด การปฏิบัติจะง่าย เพราะคนเข้าใจและรู้เนื้อหามาแล้ว

แต่กฎหมายที่คลอดง่าย แต่คนที่ได้รับผลกระทบไม่รู้เรื่องด้วย

เมื่อประกาศใช้ ย่อมปฏิบัติยาก

ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลชุดนี้และชุดหน้าต้องเผชิญคือ การบังคับใช้กฎหมายที่คลอดง่าย แต่ปฏิบัติยาก
……………….

นฤตย์ เสกธีระ maxlui2810@gmail.com

บัญญัติ กฎหมาย บนฐาน แห่งการไม่รู้ แรงงาน ต่างด้าว

บัญญัติ กฎหมาย บนฐาน แห่งการไม่รู้ แรงงาน ต่างด้าว


กรณีพระราชกำหนด “แรงงานต่างด้าว” อันส่งผลให้มีการใช้คำสั่งหัวหน้า คสช.ตาม “มาตรา 44” ชะลอและยืดเวลาการบังคับใช้

สำคัญและมากด้วยความแหลมคม

สำคัญเพราะเท่ากับเป็นรูปธรรมสะท้อนให้เห็นถึงความไม่รอบคอบ ความไม่รัดกุมอย่างเพียงพอในการตรา “กฎหมาย”

อาจเปี่ยมด้วย “เจตนาดี” แต่ไม่สอดคล้องกับ “ความเป็นจริง”

เจตนาดีในที่นี้ คือ ต้องการจัดระเบียบ วางระบบ ในเรื่อง “แรงงานต่างด้าว” เพื่อให้สามารถควบคุมได้ และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในเรื่อง “การค้ามนุษย์”

เป้าหมายอาจอยู่ที่ “เทียร์” อันมาจาก “สหรัฐ”

แต่ความเป็นจริงจากสหรัฐก็คือ ไม่มีผลอะไรเลย เรายังคงถูกจัดอยู่ในจุดเดิม “ถูกเฝ้ามอง” ราวกับว่าการประกาศและบังคับใช้ “พระราชกำหนด” สูญเปล่า

เท่ากับ “เจตนา” ไม่เป็นเอกภาพกับ “ผล”

ยิ่งกว่านั้น เมื่อมีเสียงร้องอย่างอึกทึก ไม่ว่าจะเป็นสภาหอการค้าไทย ไม่ว่าจะเป็นสภาอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นทางด้านประมง ก่อสร้าง ร้านอาหารและรีสอร์ต

ยิ่งทำให้เห็นว่า “ผลสะเทือน” กว้างไกล และลึกซึ้ง

ธุรกิจขนาดใหญ่มีต้นทุนสูง มีสายป่านยาว อาจสามารถต้านรับกับ “พระราชกำหนด” ได้ แต่ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก หนักหนาสาหัส

ที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ยิ่งยอบแยบ

ปมเงื่อนก็คือ แรงงานจากพม่า กัมพูชา ลาว เกิดการถอนตัวอย่างฉับพลัน เฉพาะแรงงานพม่าก็คืนกลับประเทศโดยฉับพลันเป็นเรือนหมื่น

การก่อสร้างหยุดชะงัก การประมงเป็นอัมพาต

คำถามพุ่งตรงไปยังกระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประกาศและบังคับใช้อย่างจู่โจมเช่นนี้มีการตระเตรียมรับมืออย่างไร

คำตอบก็คือ ไม่มีอะไรเลย

กรณีของพระราชกำหนดอันเกี่ยวกับ “แรงงานต่างด้าว” จึงดำเนินไปเหมือนกับกรณีคำสั่งหัวหน้า คสช.ในเรื่องของ “รถกระบะ”

เจตนาดี แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพ

คำว่า “สภาพ” ในที่นี้คือความเป็นจริง ไม่ว่าความเป็นจริงของการใช้รถกระบะของชาวบ้าน ไม่ว่าความเป็นจริงของแรงงานต่างด้าวในธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก

เท่ากับซ้ำเติม “ประชาชน”

เท่ากับแสดงให้เห็นว่า ก่อนการออกเป็นคำสั่ง หัวหน้า คสช.มิได้มีการศึกษาวัฒนธรรมและความสำคัญของรถกระบะของชาวบ้านอย่างเพียงพอ

ถึงกับอาศัยอำนาจ “มาตรา 44” มา “ทุบ”

เท่ากับแสดงให้เห็นว่า แม้กระทั่งกระทรวงแรงงานซึ่งสัมพันธ์กับ “แรงงานต่างด้าว” มาอย่างยาวนาน แทบไม่ได้สรุปบทเรียนอะไรเลย

โดยเฉพาะบทเรียน “ข่าวลือ” ในห้วงหลัง “รัฐประหาร”

โดยเฉพาะความเป็นจริงที่แรงงานพื้นฐานในสังคมประเทศไทยแอบอิงอยู่กับ “แรงงานต่างด้าว” อย่างแนบแน่น

เป็นไปได้อย่างไร

จะโทษ คสช.ก็ไม่ถนัดปาก จะโทษรัฐบาลก็น่าเห็นใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “รถกระบะ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “แรงงานต่างด้าว” เพราะเรื่องอย่างนี้ “ทหาร” อาจไม่รู้มาก่อน

ต้องโทษบรรดาพลเรือน ต้องโทษบรรดาข้าราชการ ซึ่งทำงานสัมพันธ์อยู่กับประชาชน เหตุใดจึงไม่บอกความจริงให้กับ คสช.และรัฐบาล

เจตนาดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้อง “รู้” ด้วย

"บิ๊กตู่" เป็น "ข้าวเหนียว ไม่เปียกน้ำ" ไปที่ไหน ก็ได้ อยู่ยังไง ก็ได้

ชึ้ "บิ๊กตู่" เป็น "ข้าวเหนียว ไม่เปียกน้ำ" ไปที่ไหน ก็ได้ อยู่ยังไง ก็ได้
พระจาก วัดบูรพา เมือง อุบลราชธานี นำ เทียนแกะสลัก รูป "คุณทองแดง" สุนัขทรงเลี้ยง เพื่อถวาย "ร.9" มาให้นายกฯชม ก่อนประชุม ครม. ในโอกาส เทศกาลเข้าพรรษา 9 กค. นี้
พระครู สถิตย์ บุญวัฒน์ บอกว่า ได้เจอตัวจริง นายกฯบิ๊กตู่ วันนี้ เหมือนในทีวี. มีทั้งดุ เข้ม และ ตลก อารมณ์ดี แล้วแต่ข่าว แล้วแต่ช่อง
"เคยเห็น นายกฯบิ๊กตู่ ปั้นข้าวเหนียว มั้ยล่ะ บิ๊กตู่ ก็เหมือน ข้าวเหนียว นั่นล่ะ แต่เป็นข้าวเหนียว ไม่เปียกน้ำ ไปที่ไหน ก็ได้ ไม่เป็นไร ไม่ใช่ ข้าวเหนียวเปียกน้ำ นั่นไม่ได้ความ แต่ นายกฯ เป็น ข้าวเหนียว ไม่เปียกน้ำ ไปได้ทุกที่ อิสานไปก็ไปได้
อยู่ยังไง ก็อยู่ได้"
แต่จะอยู่ยาว แค่ไหน ให้ รอชม....

"บิ๊กเจี๊ยบ"เผย ที่ประชุมคสช.เห็นชอบใช้ ม.44 ยืดใช้พรก.แรงงานต่างด้าว มีผล1 มค.61

"บิ๊กเจี๊ยบ"เผย ที่ประชุมคสช.เห็นชอบใช้ ม.44 ยืดใช้พรก.แรงงานต่างด้าว มีผล1 มค.61 ยืดไป 180 วัน ใน มาตรา101,102,119,122 นายกฯสั่งหาคนเรียกรับผลประโยชน์ แรงงานพม่าที่ชายแดน
พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ./เลขาฯคสช. กล่าวถึง พรก.แรงงานต่างด้าว ว่า กม.ฉบับนี้ ส่งผลดี ในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว เป็นระบบ. และมีผลต่อความมั่นคง อีกทั้ง ประเทศเราแรงงานยัง เสรี อีกทั้ง ตัวเลขไม่ชัดเจน จึง ต้องมีการควบคุม อีกทั้ง ในเรื่อง ค้ามนุษย์ ทางEU ก็ยังเพ่งเล็งเราอยู่
แต่ยอมรับว่า กม.นี้ ทำให้ สังคมยังกังวล เพราะการแจ้งเตือน ให้ประขาชนปรับตัว ยังทำได้จำกัด ส่วนบทลงโทษ ค่าปรับ ที่ดูว่า สูงนั้น แต่ความจริงแล้ว มีความเชื่อมโยง ใกล้กับ กม.ฉบับอื่น ยืนยันว่า พรก.ฉบับนี้ เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมเศรษฐกิจ ในประเทศ
ดังนั้น ที่ประชุมคสช. จุงเห็นชอบใช้ ม.44 ยืดใช้พรก.แรงงานต่างด้าว มีผล1 มค.61 ยืดไป 180 วัน ใน มาตรา101-102-119-122 ส่วนรายละเอียด ทางรัฐบาล จะมีการแถลง
ส่วน ผวจ.เมียวดี ของพม่า ส่งหนังสือแจ้งว่ามีจนท.เรียกรับประโยขน์ จากแรงงานต่างด้าวนั้น พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่าพลเอกประยุทธ์ ได้สั่งการในที่ประชุม คสช. ให้ไปตรวจสอบ และ ตามหาตัว คนที่เรียกรับประโยขน์ ให้ได้

คนนอกคนในก็ชื่อเดียว

คนนอกคนในก็ชื่อเดียว

เด้งเชือก ตีกรรเชียง ล้อคลื่นไปตามจังหวะกระแส

เจอแหย่ถามถี่ๆเข้า “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ก็ออกตัวแค่ว่า ตอนนี้ยังไม่มีความคิด แต่อนาคตจะเข้าสู่สนามการเมืองหรือไม่ ยังตอบไม่ได้

มาฟอร์มเดียวกันกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่ออกตัวแค่ว่า “สถานการณ์จะเป็นตัวชี้วัดเองว่าเราควรจะทำอย่างไรในอนาคต”

“บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” แทงกั๊ก ไม่รีบมัดคอตัวเองให้ลำบากภายหลัง

เพราะตัวอย่างของการตระบัดสัตย์เพื่อชาติมันมีให้เห็นมาแล้วว่า จุดจบเป็นยังไง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ล่าสุดเหมือนจะมีการเฉลยคำตอบกันเป็นนัย เมื่อมีการยึดโยงกับเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ชัด หาก คสช.และทีมงานแม่น้ำ 5 สายจะลงสนามการเมือง ต้องลาออกจากตำแหน่งภายในระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน ภายหลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้

นั่นหมายถึง “จบข่าว” ไปเลย

ตามเงื่อนไขสถานการณ์เป็นไปไม่ได้ที่ “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” จะไขก๊อกจากเก้าอี้ เพื่อแต่งตัวรอลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นนักการเมืองเต็มตัว

ชัวร์เลยว่า ไม่มีใครบ้องตื้นเล่นแผลงๆแน่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะลงเลือกตั้งเองหรือขึ้นเสลี่ยงคานหามเป็นนายกฯ

กระแสมาถึงตรงนี้ แปะข้างฝาได้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” คือนายกรัฐมนตรี ในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างน้อย 5 ปี ตามเงื่อนไขที่ล็อกไว้ในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ

สังคมไทยคุ้นเคยกับคำตอบสุดท้ายแล้ว

แนวโน้มตามสถานการณ์ก็เหลือแค่การขยับ “ชิงพื้นที่อำนาจ” ทีมงานของ “นายกฯลุงตู่” ต้องเดินหน้ายกระดับเพิ่มความชอบธรรมในการต่อตั๋วคุมเกมอำนาจต่อ

โดยเฉพาะการตุนคะแนนนิยมรัฐบาล คสช.

ตามท้องเรื่องอย่างที่กัปตันทีมอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ วางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ สอดแทรกการ “มัดจำ” แต้มทางการเมือง

อัดฉีดสารพัดมาตรการช่วยเหลือคนจนฐานรากของประเทศ ผ่านโครงการยี่ห้อ “ประชารัฐ”

ล่าสุดก็เป็นอีกช็อตสำคัญ ตามการประกาศของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ จ่อเสนอที่ประชุม ครม.สัปดาห์นี้ เพื่ออนุมัติงบประมาณกลาง วงเงิน 2.2 หมื่นล้านบาท

ตามแผนกระจายเงินให้กับเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยลงสู่ชุมชนทั่วประเทศ ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท ในรูปของค่าแรงในการจ้างงานผ่าน เกษตรกรยากจนที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ ประมาณรายละ 2,500 บาท หรือตามการทำงานจริงตามค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท

ยุทธศาสตร์ 2 เด้ง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากพร้อมกับบรรเทาปัญหาปากท้องชาวบ้าน

“นายกฯลุงตู่” กับ “สมคิด” ลุย “ประชารัฐ” ให้ลืม “ประชานิยม”

แต่ปมมันอยู่ตรง “จุดบอด” รัฐบาล คสช.อ่อนด้อยในการสื่อสารกับสังคม

ตัวอย่างสดๆร้อนๆกับ “หอชมเมืองกรุงเทพมหานคร” ทั้งที่เป็นเงินลงทุนของภาคเอกชนทั้งหมด แต่บังเอิญเป็นโครงการที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ต้องสรรหาเอกชนโดยการประมูลตรงนี้รัฐบาล

คสช.จึงต้องพิจารณาเห็นชอบให้งดเว้นไม่ต้องประมูล

และงบประมาณจริงๆแค่ 4–5 พันล้าน แต่บวกไปบวกมาโฆษกรัฐบาลแถลงตัวเลขกลมๆ 7 พันกว่าล้านบาท กระแสเลยกลายเป็นรัฐบาลทุ่มงบ 7 พันล้านสร้างหอชมเมืองโดยไม่ต้องประมูล

เข้าเหลี่ยมตีปี๊บประจาน รัฐบาลโดนถล่ม “งุบงิบงาบ” ตามฟอร์ม

จากหอชมเมืองต่อเนื่องมาถึง “พ.ร.ก.ต่างด้าว” ที่กระตุกต่อมผวา แรงงานพม่า กัมพูชา ลาว อพยพกลับประเทศกันจ้าละหวั่น วันละหลายหมื่นคน

ส่งผลให้ภาคธุรกิจสะดุดหัวทิ่มกันเป็นแถว เพราะขาดแรงงาน

บางแห่งต้องเลิกกิจการทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องใช้อำนาจมาตรา 44 สั่งชะลอการบังคับใช้ พ.ร.ก.ออกไป โดยเฉพาะ 3 มาตราสำคัญที่เกี่ยวกับการเอาผิดนายจ้าง ลูกจ้าง ออกไปอีก 120 วัน

เรื่องของเรื่อง มันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาลไทยต้องแสดงความจริงจัง เพื่อเคลียร์ปมค้ามนุษย์ รวมถึงป้องกันปัญหาด้านความมั่นคงและโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว

เพียงแต่ขาดการสื่อสาร สไตล์รวบรัดแบบทหาร ทำให้เกิดความเสียหาย

“แต้มบวก” เลยกลายเป็น “แต้มลบ” ซะงั้น.
ทีมข่าวการเมือง

ไทยกำลังกลับไปเป็น “คนไข้หมายเลขศูนย์” “Patient Zero” อีกครั้ง?

Pipob Udomittipong
21 ชม.
William Pesek คอลัมนิสต์ดังของ Bloomberg เชี่ยวชาญเศรษฐกิจเอเชียบอก เป็นเรื่องประหลาดที่ครบรอบ 20 ปี #ต้มยำกุ้ง ไทยกำลังกลับไปเป็น “คนไข้หมายเลขศูนย์” “Patient Zero” อีกครั้งหนึ่ง (อย่างไม่เต็มใจ) ด้วยผลงานสุดบู่ของทหาร ซึ่งบริหารยังไง เศรษฐกิจของเราจึงเติบโต ”ต่ำเตี้ย” กว่าชาวบ้านเขา ฟิลิปปินส์โต 6% อินโดฯ โต 5% แต่ไทยอย่างเก่งแค่ 3.3% ทำไม?
พีเส็กบอกว่าเป็นเพราะสิ่งที่รัฐบาลทหารทำคือการพยายาม “ลอก” การบ้านมาจากรัฐบาลทักษิณ ในแง่การทำตัวเป็น “รัฐบาลประชานิยม” “ลดแลกแจกแถม” แต่ที่ทำไม่เป็นและไม่ได้ทำคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมและ innovation ได้รวดเร็วพอ หากินวนเวียนอยู่กับของเก่า ๆ (การท่องเที่ยวไง เป็นสิ่งเดียวที่รัฐบาลคุยได้ และคุยมาตลอด จัดงาน ออกบูธ ดมรองเท้าอยู่นั่นแหละ อันนี้ผมว่าเองนะ)
“ประชานิยม” ของรัฐบาลนี้มีแต่จะก่อหนี้สาธารณะให้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness) เลย สิ่งที่จะดึงดูดให้ Toyota หรือ Samsung มาสร้างโรงงานในเมืองไทยคือการแจกเงินหรือ? เปล่า แต่เป็นการพัฒนาถนนหนทาง ท่าเรือ สะพาน สายส่งไฟฟ้า ฯลฯ มากกว่า ที่สำคัญอีกอย่างคือการทำให้เมืองไทยคอร์รัปชันน้อยลง เพราะอย่างน้อยมันก็ช่วยให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจกระจายลงไปสู่คนข้างล่างมากขึ้น อันนี้รัฐบาลทหารก็ทำไม่สำเร็จ ในความเห็นของนายพีเส็ก
น่าเศร้า ครบรอบ 20 ปี ไทยก็กำลังกลับมาเป็น “Sick Man of Asia” อีกครั้งหนึ่ง
ท่อนนี้เศร้ามาก แต่จริง “But if you’d told Thais in 1997 that 20 years on men with guns would be running the place, few would’ve thought it remotely possible.”

วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ผู้นำหวยล็อก ชิงพื้นที่อำนาจ

ผู้นำหวยล็อก ชิงพื้นที่อำนาจ

“ประยุทธ์” ปรับท่าทีสะท้อน “จูน” ห้องเครื่องลงตัว 

ปฏิทินย่างเข้าครึ่งปีหลัง สู่ห้วงไตรมาสสาม

ตามเงื่อนเวลาของเทอมรัฐบาล คสช.ที่หดสั้นลงเรื่อยๆ

ขณะที่สถานการณ์ความคืบหน้ากระบวนการโรดแม็ป มาหยุดอยู่กับการพิจารณากฎหมายลูกสำคัญ 2 ฉบับ นั่นคือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

กลายเป็นเรื่อง “เหยียบตาปลา” กันเองของทีมแม่น้ำ 5 สาย

ทั้งปม “ไพรมารีโหวต” ที่ “หนุมานเหาะเกินกรุงลงกา” สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไขเพิ่มเติม ดัดแปลงร่างเดิมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จนทีมงานของ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังรับไม่ได้

ยืนกรานเลยว่า มีปัญหาในทางปฏิบัติแน่นอน

หรือประเด็น “เซ็ตซีโร่” คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญให้ยาแรงขนานหนักจนทีม 5 เสือ กกต.กระอัก และก็ไม่ยอมหลบทางถอยง่ายๆ

ต่างฝ่ายต่างยื้อยุดฉุดกระชากลากถู ยึด “หลักความถูกต้อง” ของฝั่งตัวเอง

ย้อนศร ย้อนคอหอย ล่อกันฝุ่นตลบ

ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกโวยวายของนักการเมืองที่อ่านไต๋ ชิงดักทาง คสช. จะอาศัยกระบวนการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมฯฟันธงกฎหมายลูกที่เป็นปัญหา

หนีไม่พ้นต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ มองยังไงก็ไม่ทันโรดแม็ป

ถือเป็นการ “หน่วงเวลา” เลือกตั้งกันแบบนิ่มๆเนียนๆ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยเงื่อนไขเวลาที่กระชั้นเข้ามาถึงกำหนดเส้นตาย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ส่วนหนึ่งได้ร่อนใบลาออกตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ

เพื่อเปลี่ยนชุดจาก “นักลากตั้ง” แต่งตัวรอลงสนามเลือกตั้ง

ตามจังหวะเร้า ปี่กลองเชิดฉิ่งโหมโรง ในอารมณ์ของพวกกระสันเลือกตั้ง อยากลงสนามเต็มแก่
แต่ในอาการของฝ่ายคุมเกมอย่าง คสช.ที่ถืออำนาจอยู่ในมือ ยังไม่ผลีผลาม ท่องบทเดิม ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการโรดแม็ปที่ประกาศไว้

ณ วันนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

และก็เป็นอะไรที่มาได้ตรงจังหวะสถานการณ์พอดีกับผลสำรวจของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่เปิดตัวเลขการแสดงความเห็นของประชาชนล่าสุด

ส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะมีการตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนรัฐบาล คสช.

โดยเป็นประเด็นต่อเนื่องมาจากการที่ประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อ-ไทยจับมือกันตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งรอบหน้า

แต่ก็ไม่เชื่อว่า จะเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่เป็นไปได้จริงๆ

ก่อนอื่นเลยด้วยความเป็นเหตุเป็นผลของโพลที่ออกมาถือว่า มีน้ำหนัก

ไม่ได้เป็นแค่ “โพลเชลียร์”

และด้วยเหตุและผลดังกล่าว นั่นก็พอจะอนุมานได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมยอมรับรูปแบบการเมืองที่อาจจะผิดเพี้ยนจากรูปแบบปกติทั่วไป

ขอแค่ให้ลงล็อกลงตัว เหมาะกับสถานการณ์เมืองไทย ณ ห้วงเวลานี้

แน่นอนด้วยตัวเลขโพลนิด้าที่ออกมา มันถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ส่งผลดีกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช.

เพราะนั่นเท่าการยอมรับในบทบาทของรัฐบาลทหาร

ยืนยันกระบวนการบริหารด้วยอำนาจพิเศษ ที่ผ่านมาได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง

ไม่ขัดข้องถ้าจะกลับมาเป็นรัฐบาล เบิ้ลรอบสอง

และจุดที่น่าสังเกตก็คือ ท่วงทำนองที่เปลี่ยนไปของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อถูกถามถึงเรื่องโพลประชาชนเชียร์ให้ตั้งพรรคการเมืองสนับสนุน คสช.

เจ้าตัวตอบแบบหล่อๆแค่ “สถานการณ์จะเป็นตัวชี้วัดเองว่าเราควรจะทำอย่างไรในอนาคต”

จับอาการเริ่ม “แทงกั๊ก” จากแรกๆที่จะปฏิเสธเสียงแข็ง ควันออกหูทันทีที่ถูกถามเรื่องการสืบทอดอำนาจ ยืนยันแค่เข้ามากู้วิกฤติของบ้านเมืองเท่านั้น

ไม่เคยมีความคิดเล่นการเมืองแต่อย่างใด

โดยลีลาที่แปลกไปของผู้นำ คสช. สะท้อนแนวโน้ม “เงื่อนไขเปลี่ยนไปแล้ว”

ถึงตรงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่พูดมัดคอตัวเอง เลี่ยงเดินตามรอย “ตระบัดสัตย์เพื่อชาติ” เหมือนนายทหารรุ่นพี่อย่าง “บิ๊กสุ” พล.อ.สุจินดา ครา-ประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี ในยุครัฐบาล รสช.

เหมือนเปิดช่อง “เคลียร์ทาง” รอไว้

ขณะเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ที่นำทีมงานรัฐบาลเดินสายพบปะพูดคุย สร้างความเข้าใจที่ดีกับผู้บริหารสื่อหลายสำนัก

ปรับฟอร์มจากคนที่ไม่ชอบสุงสิง ไม่เคยเข้าหาสื่อเลย

โดยรูปการณ์มันต้องมีเป้าหมายกับการยอมเปลี่ยนท่าทีแบบ 180 องศา

“นายกฯลุงตู่” เริ่มเดินล้อตามจังหวะสถานการณ์

ยิ่งเป็นอะไรที่ประเมินตามเงื่อนไขในเชิงยุทธศาสตร์ ไล่กันตั้งแต่ภารกิจตาม พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) การเดินหน้าวาระแห่งชาติ “ไทยแลนด์ 4.0” ในการขับเคลื่อนประเทศไทยในทุกมิติ

การอัดฉีดสารพัดโครงการ มาตรการช่วยเหลือประชาชนภายใต้ยี่ห้อ “ประชารัฐ”

ตามรูปการณ์แบบที่นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักวิชาการ อดีตคนเดือนตุลาฯ วิเคราะห์สิ่งที่รัฐบาล คสช.ดำเนินการว่า เป็นมาสเตอร์แพลนในการชิงมวลชน

เป็นกลไกสถาปนาอำนาจของชนชั้นนำ

ประกอบกับความพยายามปรับโหมดการทำงานแบบเข้าถึงชาวบ้าน รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์มีแนวคิดฟื้นกิจกรรมการเดินสายจัดประชุม “ครม.สัญจร” ไปตามต่างจังหวัด

ก็ยิ่งชัดเจน เป็นยุทธศาสตร์การตีฐานเสียงของนักการเมือง

ตามท้องเรื่องที่มีการมองไปถึงความเป็นไปได้ในการวางหมากให้ พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมพร้อมลงสนามเลือกตั้งเอง เพื่อความสง่างามและความชอบธรรม

กับสถานะของนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง

ทั้งหมดทั้งปวง ว่ากันตามปรากฏการณ์ โพลสะท้อนประชาชนส่วนใหญ่หนุนให้มีพรรคการเมืองสนับสนุนการทำงานของ คสช. ล้อกับบทวิเคราะห์เรื่องการชิงพื้นที่ของชนชั้นนำกับนักการเมือง

สอดคล้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ก็เริ่มปรับท่าที ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธการลงสนามการเมือง และการปรับโหมดเข้าหาชาวบ้านของรัฐบาล มีการมองไปถึงการปูทางลงสนามเลือกตั้ง

ประกอบกับเงื่อนไขความจำเป็นในการนำพาประเทศไทยก้าวพ้นช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูป

ทุกอย่าง “จูนเครื่อง” กันลงล็อกลงตัว

ถึงตรงนี้ก็ไม่แปลกถ้าจะฟันธง “นายกฯลุงตู่” คือ “ผู้นำหวยล็อก”

ชิงพื้นที่อำนาจของชนชั้นนำคืนจากนักการเมือง

เป็นการเดินแต้มของทหาร ไม่ให้ปฏิวัติ “เสียของ” ซ้ำซาก

แต่กระนั้นก็ตาม ก็ต้องขึ้นอยู่กับการประคองศรัทธาของประชาชนให้ได้ตลอดด้วย

โดยเฉพาะปมอันตรายของรัฐบาล คสช.ที่ต้องปิด “จุดตาย” เรื่องของ เพื่อนพ้อง น้องพี่ ไม่ให้ไปแสวงหาผลประโยชน์จนโดนจับได้

ไล่ทัน ประชาชนโห่ไล่ก็พังเหมือนกัน

ถึงแม้จะหลีกไม่ได้กับไฟต์บังคับ ต้องสงวน “จุดอ่อน” เพื่อรักษา “จุดแข็ง”

“น้องเล็ก” ขาด “พี่ใหญ่” ไม่ได้ เพราะรัฐบาลยวบแน่

แต่เมื่อเปลี่ยนตัวบุคคลไม่ได้ ก็คงต้องมีการขอร้องให้เปลี่ยนท่าที ปรับพฤติกรรมกันบ้าง

เพราะโอกาสบังเอิญเข้าล็อกแบบนี้ มันไม่ได้มาง่ายๆ.
“ทีมการเมือง”

เริ่มเห็นเค้าสูตรพิเศษ

เริ่มเห็นเค้าสูตรพิเศษ

จากชุดคำถามที่ยิงต่อเนื่อง หลังจากที่มี สปท.เปิดไต๋ชัดๆพร้อมคิวทิ้งเก้าอี้ก่อนเวลาเพื่อเตรียมแต่งตัวลงสนามการเมือง ก่อนครบเดดไลน์ 90 วัน ตามรัฐธรรมนูญ มีคิวปล่อยของแถม

อ่านไต๋ผู้มีอำนาจเตรียมตั้ง “พรรคทหาร”

จนถึงสำนักโพลช่วยแตกประเด็น สรุปผลสำรวจความเห็นประชาชน ไม่ขัดข้องหากจะมีการตั้งพรรคการเมืองหนุน คสช. ชี้ทำนอง “ทางโล่ง” ค่าย “เขียวลายพราง” ในคิว “ต่อท่ออำนาจ”

เลยคิดแทนผู้นำ อ่านทางบิ๊ก คสช.กันเจี๊ยวจ๊าวเลย

และที่เป็นตัวกระตุ้น คงเพราะจับโฟกัสไปที่ตัวละครเอก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. รอบนี้ถึงไม่ตอบรับ แต่ไม่เสียงแข็งบอกปัดเช่นเคย

“สถานการณ์จะเป็นตัวชี้ชัดต่อไปเอง”

ล่าสุด ถูกบี้ให้พูดให้ชัดปมนี้ “บิ๊กตู่” กลับมาปฏิเสธ “ไม่ใช่เวลาจะตอบ”

ไม่มัดคอให้โดนเสียงสวด “เสียสัตย์” ในวันข้างหน้า

แต่เพียงแค่กั๊กๆเท่านี้ บรรดา “นักอ่านทาง” อำนาจ รอปั่นกระแสก็คึกคักในฉับพลัน ทั้งที่ประเภทมีโบรกเกอร์ “นายหน้าผู้มีอำนาจ” มาทาบทามจริง ทั้งที่ใช้วิชาปั่นค่าตัว เร่ง “โชว์ของ” กันยกใหญ่
เตรียมเสลี่ยงรอหาม “บิ๊กตู่” กันพร้อมเพรียง

ทั้งนายสมพงษ์ สระกวี ที่ทิ้งเก้าอี้ สปท.ประกาศจะรวมกับ “เพื่อน ตท.12” ของนายกฯ ไปผนึกกับพรรคเล็กๆ เป็นพรรคกลางๆพอดีคำ โดยยกชื่อ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ มาเอี่ยว
เข้าเค้ากระแสข่าวอดีตบิ๊ก คมช.กำลังซุ่มเตรียม “งานใหญ่” อยู่เหมือนกัน

ยังไม่รวมค่ายที่เปิดตัวรอแล้วเพียบ อาทิ พรรคประชาชนปฏิรูป ที่รออุ้ม “บิ๊กตู่”เต็มแรง พรรคพลังท้องถิ่นไท มีข่าวเป็นหนึ่งในค่ายการเมืองใหม่ ที่มี “ชัชวาลย์ คงอุดม” อดีต ส.ว.กทม. เป็นสปอนเซอร์
ผู้ยิ่งใหญ่แห่งย่านเตาปูนรายนี้ก็แน่นปึ้กกับ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ ที่อีกทางก็มีข่าวเชื่อมต่อคอนเน็กชั่นเครือข่ายเก่าในพรรคเพื่อไทย ที่เคยร่วมงานกันมาสมัยยุครัฐบาลทักษิณ

นอกจากนี้ บรรดา “ดีลเมกเกอร์” สายต่างๆก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว ทั้งข่าวดีลป้อมค่ายในสายเอสเอ็มอี การรวมตัวจัดตั้งสโมสรอดีต ส.ส. การเคลื่อนไหวของข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่นพื้นที่เมืองหลวงผิดปกติ

พร้อมๆกับบิ๊กเนมการเมืองอย่าง “เดอะจ้อน” อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. หรือ “บิ๊กแดง”
พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กระทั่ง “บิ๊กวิน” พล.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.
มืองานคอนเน็กชั่นกว้างขวาง เริ่มถูกเอ่ยถึงถี่ในช่วงนี้

อีกทางหนึ่ง หันมาที่ 2 พรรคใหญ่ ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย ถึงแม้ไม่ถูกเอ่ยอ้างถึง

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปิ๋วจากแผนอำนาจ

เพราะเอาเข้าจริง มองข้ามช็อต ถึงแม้กฎกติการัฐธรรมนูญใหม่จะเอื้อให้พรรคขนาดกลางขนาดย่อม แต่ก็น่าจะ“พองตัว” ได้ระดับหนึ่ง ขณะที่พรรคใหม่ก็ยังไม่ชัดว่าจัดตั้งเต็มสูบ ถึงขั้นปั้นเป็นพรรคหลัก

บวกแต้มแล้วกรุ๊ปนี้ จาก 500 ที่นั่ง ส.ส.ทั้ง 2 ระบบ ได้บวก-ลบ แต้ม 100 คงไม่มากน้อยเท่าไหร่

ยังไงก็ต้องพึ่งพาเสียงพรรคใหญ่ประเภท 100 แต้มขึ้นเป็นหลัก

หากจะตามรอยสูตรสำเร็จ “รัฐบาลผสม” ฉบับ “ป๋าโมเดล”

เพียงแต่จะเป็นค่ายไหน ปชป.-เพื่อไทย คอการเมืองก็คงมองออก

นั่นก็ไม่แปลกที่คนค่าย ปชป.จะออกลูกเฮี้ยวใส่อำนาจพิเศษบ่อยๆ เหมือนมั่นใจยังไงก็อยู่ในข่าย “ถูกเลือก” ตามสูตรบังคับ

ยังไงก็มีแต้มต่อ รอตั๋วขึ้นขบวนรถไฟสายอำนาจรอบต่อไป

โดยอาจลืมฉุกคิดไปเหมือนกันว่า สายลมของการเปลี่ยนแปลงในช่วงเปลี่ยนผ่านไม่มีอะไรแน่นอน

บางครั้งผกผัน พัดมาวูบเดียว พลิกทิศเปลี่ยนทางกันเลย.

ทีมข่าวการเมือง

"พลโทอภิรัชต์" อดีต ผบ.พล.1รอ. เฉพาะกิจ เพื่อรัฐประหาร ...

"พลโทอภิรัชต์" อดีต ผบ.พล.1รอ. เฉพาะกิจ เพื่อรัฐประหาร ...
จาก ขุมปฏิวัติ กองพลที่1 รักษาพระองค์...บนเส้นทางเหล็ก สู่ เก้าอี้ แม่ทัพภาค1 ห้าเสือทบ. และผบ.ทบ.
บิ๊กแดง พลโท อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาค1 ในวันนี้ และอดีต ผบ.พล.1รอ. ที่นั่งแค่6 เดือน เพื่อมาคุมกำลัง ตอนรัฐประหาร 22พค.2557...ก็อยู่ในเส้นทางเหล็ก.... ที่โยกย้ายนี้ จ่อขึ้น พลเอก 5 เสือทบ. เป็น "ผช.ผบ.ทบ." เพื่อ รอเป็น ผบ.ทบ.
ในสาย วงศ์เทวัญ และ สาย "จันทร์โอชา" น้องรัก นายกฯ บิ๊กตู่
เก้าอี้ ผบ.พล.1รอ. ถือเป็นเส้นทางเหล็ก ก่อนขึ้น แม่ทัพภาค1 ห้าเสือทบ.และเป็น ผบ.ทบ. ในอนาคต... ส่วนใหญ่ นายทหารที่เป็น ผบ.พล.1รอ. มักจะได้เป็น แม่ทัพภาค1 และ ผบ.ทบ.
ในยุคหลังๆ นี้ เช่น บิ๊กซัน พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก บิ๊กตุ๋ย พลเอกอิสระพงศ์ หนุนภักดี พลเอกวิมล วงศ์วานิช บิ๊กเกาะ พลเอกสมทัต อัตตะนันทน์. บิ๊กป๊อก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา
ก่อนมาเป็นคิวของ ผบ.พล.ร.2รอ. บูรพาพยัคฆ์ ขึ้นแม่ทัพภาค1 และ ผบ.ทบ. ตั้งแต่ พลเอกอนุพงษ์ มา บิ๊กตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

"คสช." สวนกระแส ยันหนุน ใช้ "พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าว"

"คสช." สวนกระแส ยันหนุน ใช้ "พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าว"ชี้ช่วยสร้างมาตรฐานการดูแลแรงงานให้เป็นระบบ /"บิ๊กเจี๊ยบ" สั่งทหารเร่งชี้แจงปชช.ให้เข้าใจ และอย่าให้มีการสร้างความเข้าใจผิด หรือ หาผลประโยชน์
​​
พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ./เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ บก.ทบ.
พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคสช. เปิดเผยว่า ในที่ประชุม พลเอก เฉลิมชัย กล่าวถึงการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๖๐ ซึ่งสังคมให้ความสนใจว่า กฎหมายดังกล่าวถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องปรับปรุงเพื่อบริหารจัดการและจัดระบบแรงงานต่างด้าวให้เป็นมาตรฐานสอดคล้องกับกฎกติการะหว่างประเทศ
จึงขอให้ทุกหน่วยงานโดยเฉพาะกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ได้ไปศึกษาในรายละเอียดของเรื่องดังกล่าว
สำหรับใช้เป็นแนวทางในการประสานการปฏิบัติงานร่วมกับส่วนราชการต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก รวมถึงพื้นที่ชายแดน
นอกจากนี้ ให้ช่วยชี้แจงประชาชนได้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.ดังกล่าว ที่จะช่วยให้การควบคุมและดูแลแรงงานต่างด้าวเป็นมาตรฐานยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดผลดีทั้งด้านความมั่นคงและด้านเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว
ในขณะเดียวกันขอให้ช่วยกันกำกับดูแล อย่าให้มีการสร้างความเข้าใจผิดหรือการหาผลประโยชน์จากเรื่องนี้

"ผมมันตัวเปิดศึกจริงๆ"



"ผมมันตัวเปิดศึกจริงๆ"
"นายกฯ บิ๊กตู่" เพิ่งรู้....ตัดพ้อตัวเอง พูดอะไรออกมา ก็ทำให้เกิดความขัดแย้ง ขนาดเขียนกลอน ก็ทำกวี ทะเลาะกัน เปรย จะหยุดพูด1 เดือน
พลเอกประยุทธ์ ยกกลอน สอนเยาวชน เพราะเห็นว่า เยาวชนรุ่นหลัง หน้าตาหล่อสวย
"แต่บางคน พยายามจะสวย ก็ไปถูกเขาหลอก ทำเสริมสวย พอถึงเวลาก็มาฟ้องสาธารณสุข เพราะไปผ่าตัดเสริมสวยร้านที่ไม่ถูกกฎหมาย และราคาถูก มันไม่ได้
"คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน 
คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน 
คนจะรวย รวยสุนทานใช่บ้านโต"

"เดี่ยวหาว่าผมพูดเป็นกลอนอีก วันนี้ผมแต่งกลอนไปหน่อยเดียว ทะเลาะกันอีกแล้ว ในองค์กรกวีแห่งชาติ ทะเลาะกันสองฝ่ายผมไม่เข้าใจ
เอ!!!...ผมมันตัวเปิดศึกจริงๆ ผมคิดอะไรเร็ว คิดอะไรออก ผมก็นั่งเขียนออกมาได้ กลายเป็นสองฝ่าย. ศิลปินแห่งชาติทะเลาะกัน ผมก็กลุ้มใจจริงๆ ผมว่าคงต้องหยุดพูดสักเดือนหนึ่ง" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว