PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

'ดร.เกษียร เตชะพีระ' แต่งกลอนในวันที่กลุ่ม 'คนอยากเลือกตั้ง' พ่ายแพ้และถูกจับกุม

'ดร.เกษียร เตชะพีระ' แต่งกลอนในวันที่กลุ่ม 'คนอยากเลือกตั้ง' พ่ายแพ้และถูกจับกุม

             23 พ.ค.61 - ดร.เกษียร เตชะพีระ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขียนข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงการเคลื่อนไหวของคนอยากเลือกตั้งในวาระที่ คสช.อยู่ในอำนาจมาครบ 4 ปี

"วันที่ 'คนอยากเลือกตั้ง' พ่ายแพ้" : เกษียร เตชะพีระ

             “เพื่อนบางท่านคงจำได้ว่าชื่อบทกลอน "สู้พ่ายแพ้สู้ใหม่จนชัยได้มา" และบางบาทของกลอนนี้ "พร่างพรายแสงดวงดาวน้อยสกาว ส่องฟากฟ้าเด่นพราว...." รวมทั้งอุปมาอุปไมยเรื่อง "ดาว" ย่อมมาจากเพลง "วีรชนปฏิวัติ" และ "แสงดาวแห่งศรัทธา" ของจิตร ภูมิศักดิ์ ที่เขาแต่งระหว่างถูกคุมขังข้อหาคอมมิวนิสต์ที่คุกลาดยาวโดยเผด็จการสฤษดิ์
             หลัง ๆ นี้ผมมักร้องและฮัมเพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" บ่อย ๆ และพยายามคิดเข้าใจว่าในคุกเผด็จการ ด้วยข้อหาฉกรรจ์ทางการเมือง โดยไม่มีความหวังว่าจะได้ออกในเร็ววัน จิตรใช้จิตใจเช่นใดมาแต่งเพลงนี้ขึ้น ร้องและคิดตามไปทีละวรรคทีละตอน ถึงความหมายโดยตรง โดยอุปไมย และโดยคิดเทียบกับปัจจุบันที่ไม่มี "ดาว" แล้ว  เราจะให้ความหมายใหม่อันใดแก่ "ดาว" ในบทเพลงนี้ได้......
             คำตอบเท่าที่ผมนึกออก อยู่ในกลอนที่ผมแต่งในวันที่กลุ่ม "คนอยากเลือกตั้ง" พ่ายแพ้และถูกจับกุมเมื่อวานนี้”
             ทั้งนี้เมื่อวานนี้ (22 พ.ค.) ดร.เกษียร ได้โพสต์บทกลอน "...สู้พ่ายแพ้สู้ใหม่พ่ายแพ้สู้ใหม่จนชัยได้มา..."

"วันที่ 'คนอยากเลือกตั้ง' พ่ายแพ้" : เกษียร เตชะพีระ
“สู้แล้วแพ้ร้องไห้ไม่แปลกดอก
ไม้ซีกบางเล็กออกฤางัดไหว
เขาขนซุงทั้งป่าวนาลัย
มาทุ่มใส่น้องน้องตามต้องการ

ที่แปลกคือแพ้ร้องไห้แล้วไม่เลิก
ถึงถลอกปอกเปิกแผลทุกด้าน
ฟ้องขังขู่คุกคามตามรังควาน
กลั้นสะอื้นคิดอ่านสู้ต่อไป

เขาเอาแรงเอาหัวใจจากไหนหรือ
ยี่สิบมือสิบหน้าก็หาไม่
เขาเป็นคนเหมือนเราจงเข้าใจ
เขาเชื่อในคุณค่าความเป็นคน

หลังซี่กรงคืนมืดชืดเหน็บหนาว
เดือนดับแล้วเหลือดาวพราวเวหน
ดาวก็คือพวกเขาที่เฝ้าทน
สู้พ่ายแพ้ดั้นด้นสู้อีกครา

พร่างพรายแสงดวงดาวน้อยสกาว
ส่องฟากฟ้าเด่นพราวกระจ่างจ้า
ดาวไม่ดับแพ้ไม่เข็ดเช็ดน้ำตา
วีรชนหาญกล้าคารวะ”

"วันที่ 'คนอยากเลือกตั้ง' พ่ายแพ้" : เกษียร เตชะพีระ

"วันที่ 'คนอยากเลือกตั้ง' พ่ายแพ้" : เกษียร เตชะพีระ



‘บิ๊กตู่’ ขอผู้ชุมนุมอย่าเป็นศัตรูกับ กม. หวั่นบานปลาย เหน็บม็อบทำอากาศ กทม.เป็นพิษ

‘บิ๊กตู่’ ขอผู้ชุมนุมอย่าเป็นศัตรูกับ กม. หวั่นบานปลาย เหน็บม็อบทำอากาศ กทม.เป็นพิษ


‘บิ๊กตู่’ ยอมไม่ได้เด็ดขาดเคลื่อนชุมนุมประท้วงฝืน กม. แจงต้องยุติสถานการณ์ก่อนบานปลาย กร้าว ปชต.กำลังเดินหน้าสู่ ลต. ใครทำเสียหายต้องโดนลงโทษ เหน็บกลุ่มคนอยาก ลต.ทำอากาศกรุงเทพฯเป็นพิษ
เมื่อเวลา 08.20 น.วันที่ 23 พฤษภาคม ที่ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.เขาชะงุ้ม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการประชารัฐร่วมใจ ปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน ปี พ.ศ.2561 และมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า นั่งเฮลิคอปเตอร์มารู้สึกมึนงงนิดหนึ่ง เพราะปกติตนสดชื่น แต่เมื่อนั่งวิเคราะห์แล้วเป็นเพราะอากาศเสีย เพราะอยู่กรุงเทพฯมีแต่อากาศเสีย เคยชินแต่ของเสีย แต่จากที่มองลงมาต้นไม้เยอะ อยากให้กรุงเทพฯและทุกเมืองเป็นแบบนี้ วันนี้ได้ฟังเพลงต้นไม้ของพ่อที่เปิด การปลูกต้นไม้ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงทำมาตลอดในการครองราชย์ 70 ปี ต้นไม้ที่ท่านทรงปลูกไว้วันนี้สูงใหญ่ ตนจะมาดูต้นประดู่ที่พระองค์ทรงปลูกไว้ จ.ราชบุรี มีหลายอำเภอมีความเข้มแข็งด้านการผลิต การเกษตร ปศุสัตว์
นายกฯกล่าวอีกว่า ขอให้พี่น้องเข้าใจ คำว่าเท่าเทียมคือ เท่าเทียมในเรื่องของโอกาส เราจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเข้มแข็งให้ได้ จึงจะเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาหาประโยชน์ในทางที่ถูกกฎหมายอย่างเท่าเทียม ไม่มีผู้มีอิทธิพล รังแกผู้มีรายได้น้อย รัฐบาลต้องดูแลไม่ว่ายากดีมีจน ทุกภาคส่วนต้องเข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน มีการจัดเก็บระบบภาษีในการพัฒนาประเทศ เพื่อดูผู้มีรายได้น้อยตามความจำเป็น หลายท่านอาจไม่มีใครมาพูดตรงนี้ แต่ตนจะพูดให้ฟังว่าประเทศของเราจำเป็นต้องมีการพัฒนาเร่งด่วนทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก รัฐบาลพูดอะไรมาขอให้ฟังนิด และใช้สติปัญญาไตร่ตรองหาหลักการและเหตุผลว่าใช่หรือไม่ เราคิดถึงตัวเอง คิดถึงครอบครัวเป็นธรรมดา แต่ต้องคิดถึงคนอื่นด้วย เพราะประเทศไทยมี 77 จังหวัด เราต้องรักสามัคคีกันมากขึ้น เพราะความรักความสามัคคีเป็นบ่อเกิดความสำเร็จ โดยมีวิสัยทัศน์มองร่วมกันคือความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มองไปข้างหน้าในระยะ 5 ปี 10 ปี 20 ปี ต้องไม่ล้มสลายย่อยยับลงไป หรือเกิดเสียหาย วันนี้จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ประเทศ ทำยุทธศาสตร์ชาติและปฏิรูปประเทศ ซึ่งรัฐบาลต้องบริหารตามหลักการนี้ มีหลายอย่างที่ควบคุมอยู่ ทั้ง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ขอให้เข้าใจว่าการบริหารราชการแผ่นดินถ้าไม่ใช้หลักการหรือข้อกฎหมาย ทุกอย่างจะเกิดปัญหา หลายอย่างเป็นภาระรัฐบาล ซึ่งเราไม่โทษใคร วันนี้เราต้องทำใหม่ หลายอย่างจะค่อยดีขึ้นตามลำดับ แม้ตัวเลขจีดีพีโตจะสูงขึ้น 4.8 แต่ไม่ใช่รัฐบาลจะยินดีแล้วไม่ทำอะไรเลย เพราะตัวเลขพร้อมที่จะขึ้นและลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับการค้าที่เรามีกับโลกภายนอก เพราะเราไม่ได้ผลิตขายในประเทศอย่างเดียว ส่วนใหญ่เราขายนอกประเทศ รายได้มาจากการส่งออก เราต้องปรับรูปแบบการส่งออก และหวังรายได้อื่นๆ เสริมด้วย มากกว่าหวังส่งออกอย่างเดียว เพราะตลาดภายนอกเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา วันนี้พืชผลการเกษตรลดน้อยลงที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ผูกพันมาถึงราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เป็นกลไกที่เราบังคับไม่ได้ ขอให้เข้าใจไม่ว่ารัฐบาลใดจะใช้กลไกบังคับมากไม่ได้ เพราะเรามีกติกา ตราบใดที่เรายังต้องส่งออกต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ บนกฎกติกาการค้าโลก และต้องพัฒนาและควบคุมคุณภาพการผลิต เพราะหลายประเทศมีการต่อรอง ขณะที่มีการเปิดช่องทางมากขึ้นผ่านการค้าออนไลน์ แต่ไม่ใช่เรื่องของการผูกขาด แม้แต่ราคาน้ำมันหลายประเทศที่มีราคาต่ำ เพราะเขามีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เราต้องเข้าใจกลไกเหล่านี้ ไม่อย่างนั้นบิดเบือนกันไปเรื่อยกลายเป็นปัญหา

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “เราจะปลูกต้นไม้กัน 5 ล้านต้น 2 หมื่นกว่าไร่ตรงนี้ห้ามตาย ซึ่งบางคนมาบอกว่ามีอำนาจเยอะแยะอย่างนั้นทำไมไม่ใช้อำนาจมาตรา 44 สั่งต้นไม้ไม่ให้ตาย พอจะเอาอะไรก็จะให้ใช้มาตรา 44 แต่ถ้าไม่เอาก็ไม่ให้ใช้มาตรา 44 มันเป็นแบบนี้ ซึ่งต้องเข้าใจให้ตรงกันว่า อะไรที่ต้องแก้ไขจะทำให้ แต่จะฝืนกฎหมายทุกอย่างจนทุกอย่างมันไม่ได้ รัฐบาลไม่ต้องการทำแบบนั้น เพราะวันหน้าเราต้องอยู่กันแบบประชาธิปไตย วันนี้ประชาธิปไตยกำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ขอบอกพี่น้องว่าการประท้วงอะไรต่างๆ มีผลกระทบทั้งสิ้น รายได้ของเราได้จากการท่องเที่ยว ถ้าประเทศของเรามีการชุมนุมมีการขัดแย้ง มีความวุ่นวาย การท่องเที่ยววันนี้ล้มทันที เมื่อไหร่ก็ตามที่บ้านเมืองไม่สงบ มีการประท้วงเช่นเดิมขึ้นมาอีก มีการย้ายคนก็จะเกิดปัญหาเรื่องการท่องเที่ยว ปัญหาความเชื่อมั่นในการลงทุน เพราะวันนี้การลงทุนมีมูลค่าหลายแสนล้านบาทที่เขาจะลงทุนที่ไทยในระยะเวลา 3 ปี เราจะต้องไม่ทำให้เกิดปัญหาตรงนี้โดยเด็ดขาด”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้อากาศดี เริ่มดีขึ้นแล้ว ออกซิเจนเริ่มเข้ามาแล้ว เมื่อวานออกซิเจนน้อยหน่อย เพราะมีชุมนุมกันอยู่ คนเยอะ อากาศเป็นพิษ แต่ทุกอย่างเรียบร้อยเพราะพวกเรา สำคัญที่ไม่ลุกลามบานปลายเพราะประชาชน ที่ต้องเข้าใจว่าเกิดอะไร และวันนี้รัฐบาลประกาศอะไรไปบ้างแล้ว ทำอะไรไปบ้างแล้ว มันไม่เกิดประโยชน์หรอก ต่างประเทศเขาก็ประท้วงแบบนี้แหละ แต่เขาขออนุญาตและอยู่ที่เดียวไม่ไปไหน จะประท้วงกี่วันกี่เดือนกี่ปีเขาก็อยู่ตรงนั้น เดี๋ยวรัฐบาลก็ต้องแก้ วันนี้ไม่ต้องประท้วงตนก็แก้อยู่แล้วที่ร้องมาทั้งหมด รัฐบาลแก้ทุกอย่าง อันนี้แก้ได้ไม่ได้ก็ทยอยแก้กันไป รัฐบาลต้องใส่ใจในทุกเรื่อง ต้องมีการลงโทษใครที่เกี่ยวข้องทำให้เกิดความเสียหายในเรื่องต่างๆ
“ผม รัฐบาลและ คสช.ไม่ใช่ศัตรูของใคร แต่ใครจะเป็นศัตรูของตน ตรงนี้ผมไม่รับทราบ แต่เป็นศัตรูกับกฎหมายไม่ได้ ก็อย่าทำกัน ขอบคุณประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะตำรวจที่แก้สถานการณ์ได้อย่างสันติ ไม่ไปตี ไม่ยิงกัน ไม่อยากให้มีเหตุการณ์บานปลาย วันนี้ต่างประเทศก็ดูอยู่ ฉะนั้น เราต้องสร้างบ้านเมืองให้ปลอดภัยเข้มแข็ง หากเราไปมองประเทศอื่นที่เจริญแล้วและอยากได้แบบเขา แต่เราไม่แก้ตัวเราเองมันไปไม่ได้ กว่าเขาจะไปแบบนั้นได้ตียิ่งกว่าเราอีก เขารบกันทั้งเมืองยิ่งกว่าเราอีก เขาถึงพัฒนาไม่ให้เกิดขึ้นแบบเดิมอีก โดยเฉพาะประเทศตะวันตก ตะวันออกบางประเทศที่มีการสู้รบก็เริ่มจากความขัดแย้งภายใน ท้ายสุดก็บานปลาย มีการเจ็บ แบ่งข้าง ตายเป็นล้านๆ คน เขาถึงต้องทำให้ไม่มีการประท้วงเคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ เขาถึงเคารพกฎหมายเพราะกลัวจะเกิดขึ้นอีก แต่พวกเรายังไม่เจอขนาดนั้นเลยยังไม่รู้ว่าจะร้ายแรงขนาดไหน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเข้ามาเพื่อยุติสถานการณ์ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เดินหน้าสู่การเป็นประชาธิปไตย สู่การมีรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนพูดเพราะๆ ไม่ค่อยเป็น แต่ใจตนนึกถึงทุกศาสนาในประเทศไทย ที่ทั้ง 5 ศาสนาอยู่ด้วยกันอย่างสันติมาโดยตลอด ภายใต้พระบารมีของพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ เรื่องประชารัฐในพื้นที่ทั้ง 2 ฝ่ายต้องคุยกันหาข้อสรุปให้ได้ ไม่ใช่ประชุมกันพอทำประชาพิจารณ์แล้วขัดแย้งจนทำอะไรไม่ได้ ดังนั้น การทำประชาพิจารณ์ต้องไปดูใหม่ ทำให้ครบทุกพวกทุกฝ่าย ไม่ใช่มาทำประชาพิจารณ์เอาแต่พวกเห็นด้วยมาทำ ต้องหาข้อสรุปให้ได้ระหว่างผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ไม่อย่างนั้นรัฐบาลจะเกิดงบค้างท่อทำอะไรไม่ได้ ฝากทุกคนด้วยไม่อย่างนั้นการพัฒนาจะไม่เกิดขึ้น และถ้ามีอะไรไม่ถูกต้องก็ร้องเรียนขึ้นมา ส่วนโครงการไทยนิยม ยั่งยืนได้ชี้แจงไปแล้วเดือนมิถุนายนงบประมาณจะเริ่มลงมา โดยกระทรวงต่างๆ เริ่มลงมือปฏิบัติในพื้นที่โครงการต่างๆ หน่วยงานละ 2-3 หมื่นล้านบาท โดยช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาได้เตรียมการเรื่องกฎหมาย การอนุมัติงบประมาณ ถือเป็นการทำงานแบบไทยนิยมที่ต้องลงถึงทุกหมู่บ้าน ไปสู่การเลือกตั้งข้างหน้าที่จะทำอย่างไรให้รัฐบาลดูแลทุกพื้นที่อย่างนี้ทัดเทียม
นายกฯกล่าวตอนท้ายว่า วันนี้มาทำความเข้าใจ ไม่ได้มาพูดให้รักตนเอง หรือต้องการให้ท่านมาเกลียดตน แต่ท่านอย่าเกลียดประเทศของท่านเอง อย่าเกลียดจังหวัด อย่าเกลียดผู้ว่าฯ ตำรวจ เพราะเราคือคนไทยทั้งสิ้น ช่วยกันทำความดีทุกโอกาสเพื่อชาติ ทุกคนตอนนี้ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบร้อนอะไรทั้งสิ้น ผมก็เป็นไปตามโรดแมป ขี้เกียจพูดแล้ว มีใครจะถามอะไรอีกไหม วันนี้ศาสนาสำคัญที่สุดทำให้ประเทศชาติปลอดภัย สร้างความสงบเรียบร้อย ขอบคุณทุกคนที่เตรียมงานวันนี้ จริงๆ แล้วตนไม่ใช่เจ้าพิธีการมากนัก สำคัญที่สุดอยากมาเจอประชาชนเห็นรอยยิ้ม ซึ่งบางคนก็ไม่ยิ้ม แต่ตนเป็นคนตลกอยู่แล้ว ตลกก็มี โมโหก็ง่าย เพราะทำงานถึงเป็นอย่างนี้ ถ้าจะเอาอารมณ์ดีๆ เฉยๆ ก็ไปรอรัฐบาล ไม่ต้องทำอะไร ยิ้มอย่างเดียว ต้องเอาจริงเอาจังแบบนี้ ข้าราชการทุกคนต้องปรับตัว ตนยืนยันข้าราชการตอนนี้เกียร์ว่างไม่ได้ ขอรอยยิ้มหวานๆ จากคนไทยถึงข้างในจะร้อนระอุยังไงแล้วก็ต้องยิ้มสู้ ตามเพลงที่รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ให้ไปเปิดฟังดู

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เครื่องบินทอ.ตก

ทัพฟ้า เศร้า !!

เครื่องบินฝึก L39 ทอ. ตก ขณะฝึกบินโจมตี ทางยุทธวิธี  ที่ ตาก. นักบินเสียชีวิต 1 เจ็บ1  /ขณะ ทอ.เตรียมฉลอง 40 ปีเครื่องบินF5 พรุ่งนี้   ที่อุบลฯและโชว์ F-5 Super Tigris 

พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย โฆษกกองทัพอากาศ เมื่อเวลา 14.50 น. ได้เกิดอุบัติเหตุเครื่องบิน ฝึกบิน และฝึกแบบที่ ๑ (L-39 ZA/ART) สังกัดฝูงบิน 411  กองบิน 41  จังหวัดเชียงใหม่ ประสบอุบัติเหตุขณะทำการฝึกบินโจมตีทางยุทธวิธี บริเวณเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก โดยมีนักบินทำการบิน จำนวน ๒ คน คือ

โดยกองทัพอากาศได้รับแจ้งจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางนักบินเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บ 1 นาย หลังจากดีดตัวออกจากเครื่อง 

สำหรับนักบินที่เสียชีวิตคือ นาวาอากาศตรี เกริกเกียรติ สุวรรณโณ อายุ 36 ปี 

ส่วนนักบินที่ได้รับบาดเจ็บคือ นาวาอากาศเอกจิรศักดิ์ นามวงศ์ศรี อายุ 42 ปี ได้รับบาดเจ็บบริเวณหลัง และไหลขาว มีแผลฉีกขาดบริเวณคาง รับการรักษาอยู่ที่รพ.สามเงา

พลอากาศตรี พงษ์ศักดิ์  กล่าวว่า ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงได้สั่งการให้คณะกรรมการสอบสวนอากาศยานอุบัติเหตุกองทัพอากาศ เดินทางลงพื้นที่เพื่อทำการตรวจสอบต่อไป

ทั้งนี้เครื่องบินL 39 ของกองทัพอากาศมีอายุการใช้งานมาแล้วกว่า 30 ปี และกำลังทยอยปลดประจำการ

กองทัพอากาศได้จัดซื้อเครื่องบินฝึกแบบT-50 THจากเกาหลีใต้มาทดแทน

ไม่เร็วกว่านี้

เลือกตั้ง ไม่มีเร็วไปกว่า กพ.62

"บิ๊กตู่"ตอบ"คนอยากเลือกตั้ง"เรียกร้องได้เรียกร้องไป กม.มีอยู่ ยัน "เลือกตั้ง"ต้นปี 62 ไม่เร็วกว่านั้น

  

พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.กล่าวถึงกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ชุมนุมเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งในเดือนพ.ย.นี้ว่า ก็เรียกร้องไป เรียกร้องได้ซึ่งท่านอ้างว่าเป็นการเรียกร้องตามรัฐธรรมนูญ แต่กฎหมายมีอยู่ ฉะนั้นการให้เรียกร้องได้ ตรงไหนที่ไหน กฎหมายการชุมนุมว่าอย่างไรก็ไปว่ากันมาให้ครบ

"ผมบอกแล้วว่าเป็นไปตามขั้นตอนของผมคือต้นปี 62 ไม่มีเร็วกว่านั้น

ผมก็ต้องยืนยันในหลักการของผม ที่มันล่าช้าไป 3-4 เดือน เป็นเรื่องความพร้อมของกฎหมาย"นายกฯกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า  มีความเห็นอย่างไรกับกระแสวิจารณ์การที่คสช.แจ้งความดำเนินคดีกับ 8 แกนนำพรรคเพื่อไทย ในขณะที่พรรคและกลุ่มการเมืองอื่นก็มีการจัดแถลงข่าวทำนองเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อันนี้เป็นเรื่องของกฎหมายผิดกฎหมายก็คือผิดกฎหมาย แต่เรื่องปลดล็อก ก็คือเรื่องปลดล็อก มันคนละเรื่องกัน อย่าเอาเรื่องนี้ไปพันเรื่องโน้น มันจะยิ่งยุ่งกันใหญ่ จะเป็นการขยายความขัดแย้งไปเรื่อย ไม่เกิดประโยชน์กับใครทั้งสิ้น

ฉะนั้น เรื่องการประท้วงอะไรตอนนี้ก็พยายามผ่อนผันให้ตามที่เราสามารถให้ได้ เราไม่ต้องการจะปิดกั้น 

วันนี้อยากจะบอกว่าผมพูดหลายครั้งแล้วคนเหล่านี้ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นหลายครั้งแล้วรัฐบาลก็รับมาพิจารณาและดำเนินการในสิ่งที่สามารถกระทำได้ แต่เขาก็ยังทำต่อไปเรื่อยๆ 

แต่อย่าลืมว่ากฎหมายมีอยู่ทุกฉบับ พ.ร.บ.ต่างๆเยอะแยะไปหมดแล้ววันนี้ศาลปกครองสูงสุดก็ตัดสินมาแล้วเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย

แล้วจะให้ผมทำอย่างไรถ้าไม่ปฏิบัติเจ้าหน้าที่ก็โดนละเว้น จะมาอ้างว่าสิทธิเสรีภาพอย่างเดียวคงไม่ได้ผมบอกแล้วเราอย่าทะเลาะเรื่องรัฐธรรมนูญกันต่อไปอีก ทั้งวันนี้และวันหน้า มันเป็นคนละเรื่องกัน ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย ใครมาเดินก็ไม่ได้ถ้ามันผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็แล้วแต่จะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนรัฐธรรมนูญ ผิดกฎหมายทั้งหมด ผมไม่ต้องการให้กลับไปที่เดิม

นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้ถ้าเรามีการเดินขบวนที่ไม่มีวันสิ้นสุด ภาพรวมเศษรฐกิจที่กำลังเติบโตสิ่งเหล่านี้จะหายไปเรื่อยๆ แล้วจะทำอย่างไร ตัวเลขต่างๆ ก็จะตกลง สิ่งต่างๆก้ไม่เกิดขึ้น ฉะนั้น ความมั่นคง ปลอดภัย ชีวิตทรัพย์สินสำคัญที่สุด ฝากสื่อช่วยกันพิจารณาตรงนี้ด้วย ผมไม่อยากให้ไปสัมภาษณ์เพราะเป็นการขยายความ ต้องฟังเหตุผลที่รัฐบาลพูดบ้างว่าเราต้องการอะไรกันในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะไปปิดกั้น ตอนนี้กำลังไปตรวจสอบทั้งหมด ไม่ว่าจะการ์ดมีคดีความในส่วนตรงไหนหรือไม่

"รัฐบาลจำเป็นต้องใช้กฎหมายในการรักษาความสงบเรียบร้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเอากฎหมายไปบังคับใช้กับคนที่เห็นต่าง 

เห็นต่างได้แต่ต้องไม่ผิดกฎหมาย จำคำพูดผมไว้นะ ฉะนั้น การดำเนินคดีต่างๆ ก็จะต้องเอาจริงเอาจังให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นเราจะเสียหาย ผมให้ประเทศเสียหายไม่ได้ 

อะไรที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นอนาคตของประเทศในวันข้างหน้าทั้งสิ้น ฝากทุกคนไว้ด้วย ผมยืนยันว่าทุกเรื่องรับทราบหมด ใครจะร้องเรียนอะไรต่างๆ เพราะผมติดตามหลายช่องทางด้วยกัน และนำไปสู่การปฏิบัติและแก้ปัญหาสั่งการในครม.ให้ไปหามาตรการที่เหมาะสม นั่นคือรัฐบาลนี้ ฉะนั้น อยากให้เข้าใจตรงนี้ด้วย" 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว พร้อมระบุว่า ขอบคุณ สวัสดีขอให้รักษาสุขภาพด้วยฝนตกไม่เป็นหวัด

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่นายกฯระบุว่า 4 ปีแป๊บเดียวยังมีปัญหาต้องแก้อีกเยอะคิดว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปีในการแก้ปัญหา นายกฯ กล่าวว่า ให้ไปถามรัฐบาลในวันข้างหน้า

แกล้งมั้ย

"บิ๊กป้อม" แซว "จ่านิว" เป็นลมจริง หรือแกล้ง เป็นลม จริงไม่จริง

พลเอกประวิตร กล่าวว่า  เขื่อว่า การขุมนุมวันนี้"ไม่มีอะไรแล้ว  ไม่มีอะไรต้องกังวล

ผมบอกแล้วว่า ไม่ได้หรอก มันผิดกม ไม่ให้บานปลาย "

ทั้งนี้ รัฐบาล ก็ยืนยัน แล้วว่า จะมีเลือกตั้ง กพ.62 เรามีกรอบ ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ต้องมาเรียกร้อง ให้เรากำหนดกรอบเลือกตั้ง ในมิย. เพราะเรากำหนดไว้แล้ว ว่า เลือกตั้ง กพ.62

ทั้งนี้ ไม่ได้ถือเป็นจุดแข็งของ คสช. ที่ไม่ยอม อ่อนข้อให้ผู้ชุมนุม แต่ดูแลให้เป็นไปตามกม.บ้านเมือง

 "ทางกลุ่มผู้ชุมนุมแจ้งว่าจะขออ่านแถลงการณ์และจะสลายการชุมนุมในตอนค่ำ"

เมื่อถามถึงที่ระบุว่ามีกลุ่ม ฮาร์ดคอร์ จะผสมโรงนั่น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ออกมาไม่ได้ไง ถ้าออกมาได้ ก็จะไปรู้ได้ยังไง เพราะ จะมีคนมาดักยิง กลางทาง มีการจ้าง 

แต่เมื่อสิ่อถามว่า ใครจ้าง แต่ พลเอกประวิตร ปฏิเศะ ที่จะบอก โดยกล่าวว่า "ไม่บอก"

เมื่อถามว่า ห่วงหรือไม่ ที่ จ่านิว แกนนำ เป็นลม พลเอกประวิตร กล่าวว่า ผมก็ไม่รู้ว่า เป็นลมจริง หรือแกล้งเป็นลม. เลยไม่รู้ว่า เป็นลมจริงมั้ย

ส่วนการแก้ไขคำสั่ง คสช. ที่53/2560 นั้น พลเอกประวิตร กล้าวว่า ยังไม่มีการพิจารณา ให้ถึงเดิอน มิย.ก่อน

ผมรับผิดชอบเอง

มีคนรอดักยิง กลางทาง

"บิ๊กป้อม" แฉมี คนรับจัาง รอจ้องยิง "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง"  ระหว่างทาง  แต่เมื่อ ไม่ออกเดินมา เขาก็ทำไม่ได้  จึงทำให้ไม่สามารถสร้างสถานการณ์ ได้....เผย ได้รับการแจ้งว่า ค่ำนี้ แกนนำ คนอยากเลือกตั้ง จะอ่านแถลงการณ์ และ จะยุติการชุมนุม...แซว "จ่านิว" เป็นลมจริง หรือแกล้ง เป็นลม จริงไม่จริง

"ไม่มีอะไรแล้ว ไม่กังวล ผมบอกแล้วว่า ไม่ได้หรอก มันผิดกม ไม่ให้บานปลาย เลือกตั้ง กพ.62 เรามีกรอบ ชัดเจนอยู่แล้ว"

ทั้งนี้ ไม่ได้ถือเป็นจุดแข็งของ คสช. ที่ไม่ยอม อ่อนข้อให้ผู้ชุมนุม แต่ดูแลให้เป็นไปตามกม.บ้านเมือง

พลเอกประวิตร กล่าวว่า ออกมาไม่ได้ไง ถ้าออกมาได้ ก็จะไปรู้ได้ยังไง เพราะ จะมีคนมาดักยิง กลางทาง มีการจ้าง แต่ไม่บอกว่า ใครจ้าง "ไม่บอก"

รบไปเจรจาไป

รบไป เจรจาไป !!

"ทีมโฆษกคสช.-ตำรวจ"แถลงยัน จนท.ตำรวจ ต้องบังคับใช้กม.แต่จะไม่ปะทะ กระทบกระทั่ง เชื่อมาไม่ได้ ชี้ใครทำผิด โดนเช็คบิลวันหน้า เปรย จะมีการเจรจาตลอด แนะส่งแค่ตัวแทน มายื่นหนังสือฯได้

พลตรี ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคสช.และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนะเจริญ รองโฆษกตำรวจฯ แถลงที่ บก.ทบ.

พลตรีปิยพงศ์ กล่าวว่า มีการเจรจากันตลอด โดยข้อเสนอของ "คนอยากเลือกตั้ง" ต้องการเคลื่อนขบวนมา ที่ ประตู5 ทำเนียบฯเพื่อยื่นหนังสือ ถึงนายกฯ และจะปราศรัย ก่อนเลิกกิจกรรม ตอนเที่ยง แต่เรายังไม่ได้รับข้อเสนอ เพราะเขาจะมาทั้งหมด แต่เราจะให้มาแค่ตัวแทน เท่านั้น 

"การพูดคุยกับ ผู้ชุมนุม จะมีตลอดเวลา ตามสถานการณ์" พลตรีปิยพงศ์ กล่าวว่า 

พ.ต.อ.กฤษณะ ยัน เมื่อผู้ชุมนุม ออกมานอก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะถือว่ามีความผืด คำสั่ง คสช. ที่3/2558  ยันจะบังคับใช้กม.ภายหลัง  ยันไม่กลั่นแกล้ง และใช้กม.ปกติ ชี้ ศาลปกครอง ได้ยกคำร้อง แล้ว ดังนั้น ถือว่าตำรวจไม่ลิดรอนสิทธิ์

คะแนนไม่งาม

คะแนนไม่งาม



วันนี้ (22 พ.ค.) ครบ 4 ปีพอดีเป๊ะ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หน.คสช.ยึดอำนาจการปกครอง ปิดซ่อมประชาธิปไตยชั่วคราว
หลังยึดอำนาจปุ๊บ พล.อ.ประยุทธ์ได้ประกาศภารกิจเร่งด่วน 4 ประการคือ...
1,ยุติความขัดแย้งทางการเมือง 2,แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน 3,สร้างความสมานฉันท์ปรองดอง 4,ปฏิรูปประเทศไทย (ก่อนเลือกตั้ง) ให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม
บัดนี้ ผ่านไป 4 ปี...พี่น้องประชาชนภายใต้การปกครองของรัฐบาล คสช.ยังพึงพอใจ? หรือไม่พึงพอใจ? ยังมีความสุขเพิ่มขึ้น? หรือมีความสุขลดลง?
“นิด้าโพล” กับ “สวนดุสิตโพล” ไปสอบถามความเห็นประชาชนในโอกาสฉลองครบรอบวันเกิด 4 ขวบ ของ คสช. ได้คำตอบตรงกัน
ต่างกันแค่รายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้นเอง
“แม่ลูกจันทร์” หยิบผลสำรวจ “นิด้าโพล” มาเสิร์ฟเรียกน้ำย่อยก่อน “สวนดุสิตโพล”
“นิด้าโพล” ถามใจประชาชน 1,253 คน ว่า ครบ 4 ปีการปกครองเบ็ดเสร็จของ คสช.มีความสุขเพิ่มขึ้น? หรือสุขน้อยลง?
ปรากฏว่า ประชาชน 46.85 เปอร์เซ็นต์ ตอบว่า “มีความสุขเท่าเดิม”
เพราะทุกอย่างยังเซมๆ ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน
ส่วนประชาชนอีก 27.69 เปอร์เซ็นต์ตอบว่า “มีความสุขเพิ่มขึ้น” เพราะบ้านเมืองสงบ ไม่มีความวุ่นวายทางการเมือง
และประชาชนอีก 25.46 เปอร์เซ็นต์ตอบว่า “มีความสุขลดลง” เพราะเศรษฐกิจแย่ลง และถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพมากเกินไป
“นิด้าโพล” วิเคราะห์ว่า เมื่อเอาผลสำรวจความเห็นล่าสุด ช่วง คสช.ครบ 4 ปี ไปเทียบเคียงกับผลสำรวจช่วง คสช.ครบ 3 ปี
พบว่าสัดส่วนของ “ผู้มีความสุขเพิ่มขึ้น” ลดจากปีก่อน 4.95 เปอร์เซ็นต์
ขณะที่สัดส่วนของประชาชนที่ “มีความสุขเท่าเดิม” เพิ่มจากปีก่อน 4.85 เปอร์เซ็นต์
เช่นเดียวกับสัดส่วนของ “ผู้มีความสุขลดลง” เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.79 เปอร์เซ็นต์
“แม่ลูกจันทร์” ขอแหย็มวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า การอยู่ในอำนาจยาวขึ้นย่อมส่งผลให้คะแนนนิยมลดลง เป็นอาการเบื้องต้นของโรคไขข้ออักเสบเรื้อรัง
ทีนี้มาถึงคิว “สวนดุสิตโพล” สอบถามความเห็นประชาชน 1,346 คน ประเด็นเดียวกัน
“สวนดุสิตโพล” ถามใจประชาชนถึงสิ่งที่ประชาชน “สมหวัง” ใน 4 ปีของ รัฐบาล คสช.
ประชาชนส่วนใหญ่ 56.45 เปอร์เซ็นต์ “สมหวัง” ที่บ้านเมืองมีความสงบไม่มีการชุมนุมประท้วงวุ่นวาย
ส่วนสิ่งที่ประชาชน 41.75 เปอร์เซ็นต์ “ผิดหวัง” คือเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น ประชาชนเดือดร้อนจากสินค้าราคาแพง
และสิ่งที่ประชาชนต้องการฝากถึงรัฐบาล คสช.เนื่องในโอกาสฉลองเบิร์ธเดย์ 4 ปีคือ...
1,ขอให้จัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว
2,ขอให้เร่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน
3,ขอให้เร่งแก้ปัญหาทุจริตอย่างจริงจัง
สุดท้าย...“สวนดุสิตโพล” ถามประชาชนว่า คะแนนเต็ม 10 คะแนน จะให้คะแนนรัฐบาล คสช.เท่าใด??
คำตอบคือ ประชาชนเทให้คะแนนรัฐบาลบิ๊กตู่ 5.42 คะแนน
สอบผ่านคาบเส้นดีกว่าสอบตกนะโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

ถ้าวัดกันที่เศรษฐกิจ

ถ้าวัดกันที่เศรษฐกิจ



ลุ้นพลิกคว่ำพลิกหงาย ถ้าผ่านเดือนพฤษภาคมไปได้ “นายกฯลุงตู่” ก็ตีตั๋วยาวเลือกตั้งเลย
นี่คือข่าว “วงใน” ที่แกนนำรัฐบาล คสช.ประเมินสถานการณ์กันตั้งแต่ 1–2 เดือนก่อนหน้านี้แล้ว
ท่ามกลางแนวโน้มเงื่อนไขสถานการณ์ที่เข้าสู่จุดไฮไลต์ เร้าฉากร้อนๆที่ม็อบอยากเลือกตั้งนัดชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ ตั้งท่าบุกเย้ยถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสครบรอบ 4 ปีที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. “รัฐประหารเงียบ” ช่วงบ่ายวันที่ 22 พฤษภาคม 2557
ในจังหวะที่ 8 แกนนำขาใหญ่พรรคเพื่อไทย นำโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ นายภูมิธรรม เวชยชัย นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายชัยเกษม นิติสิริ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายนพดล ปัทมะ นายวัฒนา เมืองสุข และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม
เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาขัดคำสั่ง คสช.กรณีที่จัดแถลงข่าวเรื่อง 4 ปี โจมตีรัฐบาล คสช.
ตัวละครหน้าเดิมๆป้อมค่ายการเมืองของ “นายใหญ่” กลับเข้าร่วมฉากสถานการณ์เผชิญหน้า
ม็อบอยากเลือกตั้ง นักการเมืองอยากทวงคืนอำนาจ ขยับพร้อมกันยกแผง โยงเงื่อนไขไหลรวมเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ยกระดับสถานการณ์กดดันท้าทายอำนาจ คสช.
ล่าสุดก็เป็นเหลี่ยมเชิงขู่ “เบิ้ลกลับ” ของฝั่ง “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขาใหญ่ม็อบ กปปส. ออกมาตั้งโต๊ะแถลงเป็นนัยบอกปัดกระแสพวกแอบอ้างม็อบมวลมหาประชาชนพร้อมสำแดงฤทธิ์ โชว์พลัง ยังไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง ต้องปฏิรูปให้จบก่อน
โจทก์เก่าโผล่ออกมาเสนอหน้ากันสลอน
หัวเชื้อวิกฤติประเทศไทยที่ถูกอำนาจพิเศษกดทับไว้ ส่อระอุคุโชนขึ้นมาใหม่
และก็เหมือนช่วยปั่นดีกรีบู๊ประจันหน้า ตามรูปการณ์ที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลช่วยกันรัวเกราะเคาะไม้ ตีปี๊บโหมประโคมข่าวใหญ่โต ประเภทเตรียมกองกำลังตำรวจ 20 กองร้อย ไม่นับทหาร
ยกระดับการตั้งท่ารับกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ขนอาวุธ แฝงตัวเข้าก่อเหตุรุนแรงซ้ำรอยปี 2553
“ปลุกผี” ขู่ชาวบ้าน “หลอนตัวเอง” กันจนน่ากลัวไปใหญ่
4 ปีผ่านไป ฝันร้ายกำลังจะกลับมา
อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ตื่นตูมไปกับงาน “อีเวนต์” คล้ายมหกรรม “มันนี่เอ็กซ์โป” กระตุกท่อน้ำเลี้ยง นายหน้าเกมมวลชนสร้างฉากปั่นราคา เรียกค่าตัวในเกมโชว์ “สู้แล้วรวย”
วัดกันตามเนื้อผ้า ณ วันนี้เงื่อนไขม็อบเบาลงไปเยอะแล้ว แนวโน้มแบบที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังเข็ดขยาด หันมาชอบ “ลุงตู่” ที่ทำให้บ้านเมืองปลอดม็อบป่วนเมืองมาตลอด 4 ปี ใช้ชีวิตทำมาหากินได้อย่างปกติสุข
นี่คือแรงส่งที่จะข้าม “หลุมดำ” ผ่านช็อตพลิกคว่ำพลิกหงายเดือนพฤษภาคมไปได้
และถึงตรงนี้ น่าจะมองข้ามช็อตไปถึงเดือนมิถุนายน ตามโปรแกรมที่ พล.อ.ประยุทธ์วางคิวจะประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง พร้อมแสดงความชัดเจน เปิดตัวลงสนามการเมือง
ตามท้องเรื่อง “ลุงตู่” มั่นใจระดับหนึ่งแล้ว ถึงกล้าลุยในเกมชิง “นายกฯคนใน”
ชัวร์กับการตีตั๋วต่อ เพราะกุมสภาพได้หมดแล้วทั้งการเมือง ความมั่นคง แม้แต่สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่โดนนักการเมืองทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ท่องสคริปต์เดียวกันดิสเครดิตรัฐบาล
ล้อผลโพล สะท้อนเสียงบ่นปัญหาปากท้อง
แต่นั่นก็โดนกันมาทุกรัฐบาล ไม่ใช่แค่ทหารที่โดนด่าเรื่องข้าวยากหมากแพง
เพราะมันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย สภาพความเหลื่อมล้ำของประเทศทุนนิยมเสรีที่ต้องใช้เวลาในการหนีกับดัก “จนดักดาน”
และก็อย่างที่เห็นรัฐบาล “ลุงตู่” พยายามแก้ไขอาการเสพติดประชานิยม เน้นแก้ปัญหาระยะยาวให้เกษตรกรคนจนยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง ไม่ต้องรอพึ่งรัฐบาลอย่างเดียว
แต่ก็ว่ากันไม่ได้ ในห้วงเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง มันก็ต้องมีแน่ กับการลุยอัดฉีดงบประมาณลดแลกแจกแถม กระตุกสถานการณ์ปากท้องเรียกแต้มให้รัฐบาล
ทั้งหมดทั้งปวงเลย จุดชี้วัดสำคัญมันอยู่ตรงเศรษฐกิจภาพรวม
กับตัวเลขล่าสุด ประกาศจีดีพีไตรมาสแรกของปี 2561 ดีดขึ้นไปถึงร้อยละ 4.8
โตสุดในรอบ 20 ไตรมาส ตามแนวโน้มที่เติบโตทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะภาคเกษตรโตถึงร้อยละ 6.5 การใช้จ่ายในครัวเรือนร้อยละ 3.6 อุตสาหกรรม ร้อยละ 3.7 ไม่นับการลงทุนภาคเอกชน และภาคการท่องเที่ยวที่ทะลุเกินเป้า
นั่นหมายถึงความเชื่อมั่นจะตามมา ทั้งในส่วนภาคเอกชนไทยและนักลงทุนต่างประเทศ
นี่แหละที่คุยได้เต็มปากเต็มคำ ผลจากความพยายามอย่างหนักของ “นายกฯลุงตู่” กับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และทีมเศรษฐกิจ ลากตัวเลขติดลบจากวิกฤติการเมือง กลับมาติดลมบน
แน่นอนคนส่วนใหญ่ที่มองอย่างไม่อคติ ย่อมเห็นความแตกต่างตรงนี้.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

อันวาร์ จี้รื้อฟื้นคดีการเสียชีวิตของสาวมองโกเลียพัวพัน นาจิ๊บ

Sermsuk Kasitipradit
งานเข้าอดีตนายกมาเลย์นาจิ๊บ ราซัก อีกดอก หลังอันวาร์ อิบราฮิม ออกมาเรียกร้องให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ กรณีการเสียชีวิตของสาวมองโกเลีย Altantuya Shariibuu ที่ถูกสังหารโหด ตค. 2549 คนในมาเลย์จำนวนมากยังเชื่อว่าอดีตนายกนาจิ๊บมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์
นอกจากอดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นาจิ๊บ ราซัก จะถูกกล่าวหาเรื่องการทุจริตในกองทุน 1MDB และเงินบริจาคเข้าบัญชีส่วนตัวกว่า 20,000 ล้านบาท ที่กำลังจะเป็นข่าวใหญ่ตามมาอีกเรื่อง อาจถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องหรืออยู่เบื้องหลังการสังหารโหด Altantuya Shariibuu สาวมองโกเลียที่เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอดีตนายกนาจิ๊บ หลัง Sirul Azhar Umar อดีตตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษที่เคยทำงานใกล้ชิดกับอดีตนายกมาเลย์ และถูกศาลสูงมาเลย์ตัดสินประหารชีวิต ในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารโหด Altantuya ซึ่งถูกลอบสังหารด้วยระเบิด C-4 ที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรง ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อพร้อมเปิดเผยรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดว่ามีใครอยู่เบื้องหลัง โดยมีข้อแลกเปลี่ยนให้รัฐบาลพิจารณาอภัยโทษในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
การลอบสังหาร Altantuya กลายเป็นข่าวใหญ่อีกครั้งหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ออกมาเรียกร้องให้มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาสอบสวนใหม่
เหตุผลที่ Altantuya ถูกลอบสังหารโหด ข่าวจากวีกีลีควิแคะมีส่วนรับรู้ในเรื่องของเงินใต้โต๊ะซื้อเรือดำน้ำ scoropene จากฝรั่งเศส ในปี 2548 มูลค่ากว่า 1 พันล้านเหรียญยูโร และมีค่านายหน้า 114 ล้านยูโรเข้าบัญชีบริษัทที่มีอดีตนายกนาจิ๊บเป็นเจ้าของ Altantuya ซึ่งพูดฝรั่งเศสได้ดี ได้ทำหน้าที่ล่ามในการเจรจาซื้อขายเรือดำน้ำ และมีรายงานว่าพยายามต่อรองเรียกร้องเงินค่าปิดปาก ในเรื่องเงินใต้โต๊ะซื้อเรือดำน้ำ จำนวน 500,000 ดอลล่าร์สหรัฐ และอาจเป็นสาเหตุทำให้ถูกสังหารปิดปากโดยตร.ที่ใกล้ชิดอดีตนายกนาจิ๊บสองนาย
เมื่ออำนาจเปลี่ยนมืองานนี้นาจิ๊บมีเสียวแน่นวล
(According to reports by the French newspaper Liberation, Altantuyaa found out that one of the parties involved in negotiations, French company Armaris, paid out commissions of 114 million euros for the deal (reportedly one billion euros or RM4.7 billion for the purchase of three submarines). The commission was credited in the accounts of a company controlled by Abdul Razak, Perimekar. A letter written by Altantuyaa and found after her death shows that she had been blackmailing Mr. Baginda, seeking a $US500,000 cut to remain silent about her knowledge of the deal.)

รากฐาน ของ “รัฐบาลเฉพาะกาล” รากฐาน ของ ชวลิต ยงใจยุทธ

09.00 INDEX รากฐาน ของ “รัฐบาลเฉพาะกาล” รากฐาน ของ ชวลิต ยงใจยุทธ



ต้องยอมรับว่า ข้อเสนอว่าด้วย “รัฐบาลเฉพาะกาล” อันมาจากปาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มากด้วยความแหลมคม
เป็นความแหลมคมจาก 2 องค์ประกอบ
องค์ประกอบ 1 ฐานเดิมของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทั้งในด้านการทหารและในด้านการเมือง
การทหารเคยเป็น “ผบ.ทบ.” และ “ผบ.ทสส.”
ยิ่งกว่านั้น ระยะก่อนเป็น “ผู้บังคับบัญชา” ก็ดำรงอยู่ในจุดอันเป็น “เสนาธิการ”มาอย่างต่อเนื่อง มีส่วนในคำสั่งที่ 66/2523
ในทางการเมืองก็ดำรงตำแหน่งทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรี
จึงนำไปสู่องค์ประกอบ 1 ซึ่งสำคัญคือ ทาง”การข่าว”

จากพื้นฐานสำคัญอันก่อรูปขึ้นเป็น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในทาง การเมือง การทหาร เช่นนี้ ทำให้ข้อเสนอว่าด้วย “รัฐบาลแห่งชาติ”มีความแหลมคม
แหลมคม 1 จากฐาน”การข่าว” อันกว้างขวางและไม่เคยสะดุดหยุดนิ่ง
ทั้งจากด้าน”การทหาร” ทั้งจากด้าน “การเมือง”

แหลมคม 1 จากวิธีวิทยาในการวิเคราะห์ด้วยการประสานข้อมูลด้าน “การข่าว” กับความจัดเจนที่ผ่านประสบการณ์ทั้งในด้าน “การทหาร” และ “การเมือง”
เป็นประสบการณ์ตามฉายาที่ว่า “ขงเบ้ง” แห่ง”กองทัพบก”
เป็นสมองก้อนโตเสริมความสำเร็จให้กับรัฐบุรุษระดับ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ มาแล้วอย่างเป็นที่ประจักษ์
คำว่า “รัฐบาลเฉพาะกาล” จึงมิได้ดำรงอยู่อย่าง”ว่างเปล่า”
น่าจะเป็นที่มาจากสภาพความเป็นจริงในทาง “ความคิด”ของสังคมซึ่งมีต่อผลงาน 4 ปีของ”คสช.”
การเสนอขึ้นมาจึงเท่ากับเป็นการจุดประกาย

ประเด็นที่จะต้องร่วมกันพิจารณาก็คือ 1 รากฐานที่มาแห่งคำว่า”รัฐบาลเฉพาะกาล”ที่เสนอโดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
เป็นไปได้หรือไม่ว่าดำเนินในลักษณะ “ตัวแทน”
เป็น “ตัวแทน” จากหลายๆกลุ่มในทางสังคมที่เริ่มรู้สึกว่าเวลาของ “คสช.”น่าจะเพียงพอได้แล้ว
เป็นการเสนอขึ้นมาในวาระ 4 ปีแห่ง “รัฐประหาร”

ผ่า 4 ปี คสช.รอเวลา “ประชาชน” ตอบคำถาม : ดีพอไหม? “ประยุทธ์” ไปต่อ

ผ่า 4 ปี คสช.รอเวลา “ประชาชน” ตอบคำถาม : ดีพอไหม? “ประยุทธ์” ไปต่อ



บรรยากาศคึกคัก ห้วงเวลาโรงเรียนทั่วประเทศเปิดเทอมใหม่
ในห้วงจังหวะสถานการณ์ทางการเมืองก็เวียนมาบรรจบใกล้ครบเทอม 4 ปี กับการที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำกองทัพ “รัฐประหารเงียบ” เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557
ยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจากรัฐบาลนักการเมือง
ดำรงสถานะ “รัฏฐาธิปัตย์” เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจพิเศษควบคุมเกมอำนาจประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่ารัฐบาลทหารโดยทั่วไป
เทียบกับรัฐบาลเลือกตั้งถือว่าอยู่ครบเทอม 4 ปีเลยทีเดียว
ท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าววุ่นวาย ห้วงท้ายเทอมได้เวลาตรวจการบ้าน คสช.
โดยเฉพาะฝ่ายของนักการเมืองอาชีพที่ตั้งป้อมรุมถล่มตั้งแต่หัววัน ตามอารมณ์แบบที่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง “เต็งหนึ่ง” ผู้ถือธง “นอมินี” หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนต่อไป กับ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีเสวนาของคณะกรรมการพฤษภา 35
ประสานโจมตีรัฐบาลทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ พูดเหมือนนัดกันมา
อัด 4 ปี คสช.พาประเทศถอยหลัง แย่กว่า “พฤษภาทมิฬ”
“เจ๊หน่อย–เดอะมาร์ค” สคริปต์เดียวกัน คสช.สืบทอดอำนาจ ปฏิรูปไม่ได้คืบไปไหน
แทบจะเขียนข่าว เดาสคริปต์ล่วงหน้าได้ ตามฟอร์มนักการเมืองทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ต้องโจมตีรัฐบาลคสช. ล่อเป้า พล.อ.ประยุทธ์ ตามไฟต์บังคับ
เพราะถ้าชื่นชมสมยอม ก็เท่ากับการันตีความชอบธรรมให้ทหาร
ยอมรับสภาพนักการเมืองคือ “ตัวปัญหา”
ตามรูปการณ์แบบที่เห็นๆกันอยู่ทนโท่ ตอนมีสภาผู้แทนราษฎรแล้วไม่รักษาไว้เอง ทั้งเพื่อไทย ทั้งประชาธิปัตย์พฤติกรรมฉาวโฉ่ แก่งแย่งอำนาจผลประโยชน์
ยื้อยุดฉุดกระชาก ลากเกมในสภาไปเล่นกันบนถนน ปลุกม็อบมาประจันหน้า ทำให้บ้านเมืองติดล็อก ถ้าทหารไม่ออกมา คนไทยมีหวังฆ่ากันตาย ประเทศไทยต้องกลายเป็นรัฐล่มสลาย
พูดง่ายๆเพิ่งทำฉิบหายกันมา 4 ปี คนยังไม่ลืม ลำพังเสียงของนักการเมือง ยี่ห้อเพื่อไทย ค่ายประชาธิปัตย์พูดไปก็ไร้น้ำหนัก ด่า คสช.ก็ยิ่งย้อนมาเข้าเนื้อ คนไม่เชื่อน้ำยา
รังแต่จะโดนสมน้ำหน้าเสียมากกว่า
จะดูมีพลังขึ้นมาหน่อยก็บรรดานักวิชาการ นักศึกษาในขบวนการกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่เคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล คสช.มาอย่างต่อเนื่อง และนัดชุมนุมใหญ่กันในวันที่ 22 พฤษภาคม จ่อลากยาวแบบข้ามวันข้ามคืน
เป็นจุดที่ฝ่ายความมั่นคง คสช.ต้องเฝ้าระวัง
แต่พลังแท้จริงยังปลุกไม่ขึ้นสักเท่าไหร่ เพราะตามเงื่อนไขสถานการณ์เคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ทั้งในมุมของข้อเรียกร้อง ทั้งแนวร่วมที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นขาประจำกลุ่มฝักใฝ่เสื้อแดง นปช.
มันก็ตรงกับธงของ “นายใหญ่” ที่กำกับเกมอยู่ต่างประเทศ
เรื่องของเรื่องทั้งนักการเมือง ทั้งมวลชนคนอยากเลือกตั้ง ยังสลัดไม่พ้นวาระแฝง
จุดสำคัญมันอยู่ที่มุมของประชาชนเสียงส่วนใหญ่มากกว่า ในฐานะเจ้าของฉันทามติที่มอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจพิเศษในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการปฏิรูป
นี่ต่างหากคือคนที่จะตรวจการบ้านครบเทอม 4 ปี คสช.
เบื้องต้นเลย ยึดเอาตามโจทย์สถานการณ์ ณ นาที พล.อ.ประยุทธ์แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจในวันทำรัฐประหาร ในช่วงบ่ายของวันที่ 22 พฤษภาคม 2557
“ตามสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ กทม. เขตปริมณฑล และพื้นที่ต่างๆของประเทศในหลายพื้นที่เป็นผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บและเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวจนอาจจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยรวม
เพื่อให้สถานการณ์ดังกล่าวกลับเขาสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ประชาชนในชาติเกิดความรักความสามัคคีเช่นเดียวกับห้วงที่ผ่านมา ตลอดจนเพื่อเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและอื่นๆ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับทุกพวกทุกฝ่าย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วย กองทัพบก กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีความจำเป็นต้องเข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 เวลา 16.30 น.เป็นต้นไป”
ท่ามกลางบรรยากาศบ้านเมืองกำลังลุกเป็นไฟ
แต่พลันที่ พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจยึดอำนาจเงียบ ล็อกแกนนำฝ่ายต่างๆทั้งฝั่งรัฐบาลรักษาการของพรรคเพื่อไทย ฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์ แกนนำม็อบ กปปส. หัวขบวนเสื้อแดง นปช.
ทำให้บรรยากาศลดโทนวิกฤติลงทันที ม็อบสลายตัวกลับบ้าน
ไร้ความรุนแรง ไม่มีเหตุปะทะ ไม่มีการสูญเสียเลือดเนื้อ
นี่คือเครดิตความเชื่อมั่นในตัวของ พล.อ.ประยุทธ์และทีม คสช.ทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบ
ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาล คสช.สามารถคุมสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศได้ดีระดับหนึ่ง ทั้งในมุมของม็อบป่วนเมือง การสร้างสถานการณ์ท้าทายอำนาจรัฐของกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช. รวมถึงเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ลดลงไป
มันคือฟอร์มที่ได้เปรียบของรัฐบาลทหารกับงานด้านความมั่นคง
ซึ่งนั่นก็ตรงกันข้ามกับแรงเสียดทานจากนานาชาติ ตามเงื่อนไขสถานการณ์โลกเสรีประชาธิปไตยจะไม่คบค้าสมาคมกับรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ ประเทศไทยภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกยกเลิกความร่วมมือทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง รวมถึงการฝึกร่วมทางทหาร โดยเฉพาะจากพี่เบิ้มสหรัฐอเมริกา
แต่นั่นก็แค่สถานการณ์สั้นๆในห้วงปีแรกเท่านั้น
เพราะหลังจากนั้น รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ได้พยายามชี้แจงแสดงให้เห็นความจำเป็นในการเข้าควบคุมสถานการณ์ขัดแย้ง แก้ปัญหาประชาธิปไตยในแบบฉบับของประเทศไทย พร้อมทั้งใช้อำนาจพิเศษเชิงบวกในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ การประมง การยกระดับคุณภาพการบินพาณิชย์ ทลายปมปัญหาสะสม
จนปลดล็อกธงแดงองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) รวมถึงการกลับมาอยู่ในบัญชีเทียร์ 2 ประเทศที่เฝ้าจับตาปัญหาการค้ามนุษย์ ทำให้สินค้าประมงยังส่งออกยุโรป-สหรัฐฯได้
และถึงจุดหนึ่งที่เป็นไฮไลต์ ถึงขั้นที่ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” แห่งสหรัฐอเมริกา ต่อสายตรงเชิญให้พล.อ.ประยุทธ์เดินทางไปเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
เป็นผู้นำทหารจากการยึดอำนาจที่ได้รับเกียรตินั่งในห้องรูปไข่ ทำเนียบขาว
เท่านี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็สลัดทิ้ง “ปมด้อย” ผู้นำรัฐประหารได้หรูเกินคาด
หันไปทางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ติดลบจากวิกฤติ ม็อบอาละวาดยึดเมือง นักลงทุนหนีกระเจิง แต่หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ดึงมืออาชีพอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มานั่งรองนายกฯ
เศรษฐกิจก็กลับมาติดเครื่อง รัฐบาลเดินหน้าเมกะโปรเจกต์เรือธง ทั้งโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า มอเตอร์เวย์ ดันภาพรวมตัวเลขจีดีพีโตขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 4 และแนวโน้มโตได้ต่อเนื่อง การส่งออกเป็นบวก ความสามารถในการแข่งขัน ความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับคืนมา
แม้จะมีเสียงท้วงเรื่องเศรษฐกิจฐานราก ปัญหาปากท้อง แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่โดนกันทุกรัฐบาล เพราะมันเป็นปัญหาสะสมในเชิงระบบทุนนิยม ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยที่ต้องใช้เวลา
ขณะที่การสร้างความปรองดอง แม้จะยังไม่มีอะไรออกมาเป็นรูปเป็นร่าง แต่อย่างน้อยนายกรัฐมนตรีก็เดินทางไปได้ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ไม่มีม็อบมาต่อต้าน
เทียบกับสถานการณ์ก่อนที่ คสช.จะเข้ามา ผู้นำต้องหลบๆซ่อนๆหนีม็อบไล่ล่า
พล.อ.ประยุทธ์นำประเทศกลับสู่ภาวะปกติสุขแล้วเป็นส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม จุดที่เป็นปมค้างคาใจหนีไม่พ้นปัญหาทุจริต ตามสภาพรัฐบาลทหารที่ตรวจสอบไม่ได้
แต่บังเอิญยุคนี้เป็นโลกของสังคมโซเชียลมีเดียทรงอิทธิพล ทำอะไรหลบๆซ่อนๆในมุมมืดไม่ได้
ท่ามกลางปรากฏการณ์ไล่จับโกงงบประมาณช่วยเหลือคนยากไร้ในกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ การโกงเงินทอนพระ การทุจริตเงินกองทุนการศึกษาของเด็กด้อยโอกาสในกระทรวงศึกษาธิการ ฯลฯ
ที่เรื่องแดงขึ้นมาประจานพร้อมๆกันในยุคของรัฐบาลทหาร คสช.
แต่อีกมุมก็เพราะรัฐบาล “ลุงตู่” ที่เดินหน้าลุย
ล้างบางเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการเลว ขบวนการทุจริตที่ผูกปีโกงกันมาจนกลายเป็นวัฒนธรรม ผ่านมาไม่รู้กี่รัฐบาลต่อรัฐบาล
โดยรูปการณ์มันชัดว่า ทีม “นายกฯลุงตู่” เอาจริงเอาจังกว่ายุคอื่น
ซึ่งนั่นก็สวนทางกับปรากฏการณ์ “หยิกเล็บเจ็บเนื้อ” ในหมู่เพื่อนพ้องน้องพี่ ที่ถูกฝ่ายไล่ล่าทุจริตตามแกะรอยประจาน ไม่ว่าจะรายการ “แหวนพ่อ นาฬิกาเพื่อน” ของพี่ใหญ่ สถานการณ์ “เสือซุ่ม สิงห์เงียบ” ของพี่รอง หรือปมไม่ชอบมาพากลของเพื่อนรัก
และโดยธรรมชาติทหารอาชีพ “บิ๊กตู่” ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง บวกกับความเกรงใจพี่ๆน้องๆ
ทำให้ต้องเหนื่อยกับภาระการกระเตงตัวถ่วงมาตลอด
ดูแล้วก็ไม่ยังไม่ถึงขั้นพระพุทธรูป “บิ๊กตู่” มีทั้งด้านสวยงามและรอยตำหนิ
เอาเป็นว่า ตรวจการบ้านครบ 4 ปี คสช. มีทั้งด้านลบ ด้านบวก เพียงพอที่ประชาชนจะให้คำตอบกับการขอโอกาสคุมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปี ไม่ให้นักการเมืองพาประเทศย้อนกลับไปลงเหววิกฤติ
“ประยุทธ์” ดีพอหรือไม่ ที่จะตีตั๋วไปต่อ.
“ทีมการเมือง”

เตรียมกำลังรับม็อบ

ระดมตำรวจ-ทหาร ราบ11-ทหารเสือฯ ร.21 รอ.  วางกำลังเข้มคุม ทำเนียบ เตรียมรับมือ "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" 22พค./ผู้กำกับฯทำเนียบ เผย สถานการณ์ไม่น่ากังวล ยันเตรียมพร้อมทุกด้าน
 

ว่าที่ พ.ต.อ.กัมปนาท   ณ วิชัย ผู้กำกับกอง 4 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 (ผกก.4 บก.ส.3 ) เรียกประชุม การเตรียมพร้อมรับมือ"กลุ่มคนเลือกตั้ง"ที่จะเคลื่อนขบวนมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 22 พ.ค.

พร้อมเผยว่า ได้มีการประสานกองสถานที่ทำเนียบรัฐบาล กองกำกับการตำรวจสันติบาล 3 ทำเนียบรัฐบาล รวมถึงกองกำกับการตำรวจสันติบาล 4 ในการดูแลความเรียบร้อยภายในทำเนียบรัฐบาล  

ทั้งนี้ตำรวจในทำเนียบฯ มีจำนวน 104 นาย และได้รับการสนับสนุนกำลังเสริมจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล รวมเป็น 200 นาย และใช้ตำรวจควบคุมฝูงชน 4 กองร้อย แบ่งเป็นการดูแลโดยรอบนอกทำเนียบรัฐบาล 3 กองร้อย ซึ่งจะดูแลบริเวณถนนราชดำเนิน ถนนพิษณุโลก เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยมีการวางกำลังตั้งแต่สะพานอรทัย สะพานชมัยมรุเชษฐ์ ประตู 3 ประตู 4 และประตู 5 และเลียบคลองผดุงกรุงเกษม 

 ขณะที่อีก 1 กองร้อยดูแลในทำเนียบรัฐบาล โดยจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทุกตึกอย่างหนาแน่น 

โดยพรุ่งนี้(22 พ.ค.)เจ้าหน้าที่ทั้งหมดจะเข้าประจำจุดตั้งเวลา 06.00 น.เป็นต้นไป
 
นอกจากนี้ยังมีในส่วนของหน่วยข่าวกรองและทหารจากกรมทหารราบ ที่ 11 รักษาพระองค์(ร.11 รอ.) และ กรมทหารราบที่21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.)ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลด้วย 

ขณะเดียวกันทางกทม.ก็จะมีการสนับสนุนรถดับเพลิงและไฟส่องสว่างเพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือกลุ่มผุ้ชุมนุม 
 

ว่าที่พ.ต.อ.กัมปนาท กล่าวต่อว่า วันที่ 22 พ.ค.ต้องขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ในทำเนียบรัฐบาล และสื่อมวลชน ติดบัตรประจำตัวเพื่อง่ายต่อการตรวจตรา เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะมีการตรวจเข้มบุคคลที่จะเข้ามาภายในทำเนียบฯ

ส่วนการอำนวยความสะดวกประชาชนด้านการจราจรภายนอกทำเนียบฯ ได้มีการประสานตำรวจ สน.ดุสิต สน.นางเลิ้ง มาช่วยดูแล 

ทั้งนี้เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้สถานการณ์ยังไม่มีอะไรน่ากังวล และที่สำคัญตำรวจและเจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นแล้วอย่างเต็มที่  
 

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้มีการนำรั้วเหล็กมาวางกั้นชิดขอบทางเท้าโดยรอบทำเนียบฯไว้ทั้งหมดแล้ว

ข้ามช็อตไปไกลแล้ว!

ข้ามช็อตไปไกลแล้ว!



ใส่เกียร์ถอยกันทันทีทันใด
ตามฉากล่าสุดที่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เตรียมหั่นลดงบประมาณด้านไอที การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ วงเงิน 8,135 ล้านบาท
ยอมลดสเปกเลิกจัดซื้ออุปกรณ์แพงเว่อร์อย่างไมโครโฟนเครื่องละ 120,000 บาท และนาฬิกาเรือนละ 70,000 บาท หันมาใช้ระบบที่มีราคาปกติ
ภายหลัง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แสดงอาการไม่สบอารมณ์ กลางวง ครม. ในการจัดซื้อจัดจ้างระบบเทคโนโลยีด้านไอทีในราคาไม่สมเหตุสมผล ชวนให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความไม่โปร่งใสในยุครัฐบาลทหารที่เน้นจุดขายรังเกียจการทุจริตเป็นอันดับต้นๆ
ท้ายที่สุดสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรต้องพับแผนซื้ออุปกรณ์ไฮเทคด้านไอทีเก็บใส่ลิ้นชัก
ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้ “บิ๊กตู่” ที่สกรีนการใช้งบประมาณของส่วนราชการละเอียดยิบ เบรกการใช้งบอีลุ่ยฉุยแฉกเกินความจำเป็น ช่วยเซฟเงินประเทศไว้ได้ก้อนโต
เป็นคิวที่ผู้นำ คสช.ได้แต้มไปเต็มๆแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง ใส่ใจมาตรฐานป้องกันกลโกง
กระตุ้นเรตติ้งผู้นำให้ติดลมบนยิ่งขึ้น หลังจากที่ผลโพลของ “นิด้า” ออกมาเป็นใจ ชาวบ้านเทใจสนับสนุนให้ “บิ๊กตู่” ได้ต่อตั๋วอำนาจเบิ้ลเก้าอี้ผู้นำ โดยมีคะแนนเหนือกว่า 2 คู่แข่งอย่าง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย และ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
แถมพรรคพลังประชารัฐ ว่าที่พรรคผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของ “ลุงตู่” ยังทำคะแนนนิยมแซงพรรคประชาธิปัตย์ เบียดขึ้นมาไล่ตามพรรคเพื่อไทย
รูปการณ์ดีวันดีคืนขึ้นเรื่อยๆ ผิดกับขั้ว 2 ค่ายใหญ่ “เพื่อไทย–ประชาธิปัตย์” ที่ยังมีปัญหาเรื้อรังเรื่องตัวผู้นำพรรค ทั้งคุณหญิงสุดารัตน์และนายอภิสิทธิ์ยังติดปัญหาการยอมรับจากลูกทีม จะเทใจให้เต็มร้อยในการถือธงนำลงสนามเลือกตั้งหรือไม่
สถานการณ์สองพรรคใหญ่ไม่สู้ดี ปัจจัยทางบวกไหลไปอยู่กับขั้วอำนาจพิเศษหมด
เพราะมาถึงตอนนี้แนวโน้มสูงหลังการเลือกตั้งจะได้ผู้นำหน้าเดิมชื่อ “ลุงตู่” ตามต้นทุนที่สะสมทำงานมาร่วม 4 ปี ยังมีดีพอที่จะได้ไปต่อ
สามารถจัดแถวนักเลือกตั้งให้อยู่ในระเบียบ และทำท่าจะต่อยอดเปิดทางให้ทหารมีบทบาทมากขึ้นในการดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆเพื่อคุมเกมความได้เปรียบในอนาคต
ตามเค้าลางที่เห็นในกรณีรัฐบาลและ สนช.เตรียมคลอดกฎหมายฉบับใหม่ ร่าง พ.ร.บ.การเทียบตำแหน่งของข้าราชการทหารกับข้าราชการพลเรือน
หลักใหญ่ใจความคือ การปรับระดับให้นายทหารยศ “พลตรี” มีสถานะเทียบเท่ากับซี 10 หรือระดับ “อธิบดี” ในตำแหน่งทางข้าราชการพลเรือน
เห็นเนื้อหาสาระ ก็อ่านไต๋กันออก นำร่องเคลียร์ทางให้ระดับหัวแถวท็อปบูตลงสนามเข้ามาเป็นกรรมการองค์กรอิสระได้ โดยไม่ติดกฎเหล็กเรื่องคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญปี 2560
ปลดล็อกให้เกิดความชัดเจนเรื่องการเทียบเคียงยศทางทหารกับตำแหน่งข้าราชการพลเรือน ให้ระดับ พล.ต.มีสิทธินั่งแท่นองค์กรอิสระได้ ไม่ใช่ผูกขาดอยู่แค่ระดับ พล.อ.ที่เป็น ผบ.เหล่าทัพเพียงอย่างเดียว
เนื่องจากที่ผ่านมาชั้นยศ “พลตรี” ถูกตีความไม่ได้อยู่ในข่ายเทียบเท่า “อธิบดี”
แม้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พยายามชี้แจง จะต้องดูทั้งตำแหน่งและชั้นยศเทียบเคียงประกอบกันไปด้วย จึงจะชี้ขาดได้ว่า ชั้นยศ พล.ต.ตามกฎหมายใหม่จะมีศักดิ์เทียบเท่าอธิบดีหรือไม่
แต่อย่างน้อยก็มีแนวโน้มให้ทหารเข้าไปนั่งในองค์กรอิสระระดับหัวกะทิ อาทิ กกต. ป.ป.ช. สตง. ได้ง่ายขึ้น เพราะที่ผ่านมามีนายพลหลายรายที่ถูกมองเป็นเด็กปั้นฝ่ายอำนาจพิเศษตกม้าตาย วืดเก้าอี้องค์กรอิสระ
จึงมีความจำเป็นต้องหาช่องให้ท็อปบูตได้แทรกตัวไปอยู่ในองค์กรอิสระ คอยประคองเสถียรภาพ “บิ๊กตู่” ในการต่อตั๋วอำนาจนั่งเก้าอี้นายกฯรอบสองช่วงเปลี่ยนผ่าน
ช่วยระวังหลังให้รัฐบาลไปได้ตลอดรอดฝั่ง
นาทีนี้ “ลุงตู่” มองข้ามช็อตไปไกลกว่าการเลือกตั้งแล้ว.
ทีมข่าวการเมือง

บิ๊กป้อมใต้

"บิ๊กป้อม" คาด "รัฐบาลมหาเธร์" ตั้ง ทีมผู้อำนวยความสะดวก พูดคุยสันติสุขใต้ ใหม่ ต้องรอก่อน เชื่อ ระเบิด เจาะไอร้อง safety zone ไม่กระทบแผนพื้นที่ปลอดภัย/ชี้ โจรใต้ มุ่งเขตเมือง เศรษฐกิจ ตู้ เอทีเอ็ม หวัง ให้ ปชช.เดิอดร้อน  

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดหลายจุดใน4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า เป็นไปตามที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ เคยประกาศไว้ว่า จะมีระเบิดในช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงจะต้องแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดความสงบให้ได้ 

โดยขณะนี้รู้ตัวผู้ก่อเหตุแล้ว ว่ากลุ่มไหน ในพื้นที่เขารู้

ส่วนจะเชื่อมโยงกับการที่จนท.ตรวจค้น รร.ปอเนาะ ก่อนหน้านี้ หรือไม่ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ถ้าทำผิด กฎหมาย ก็ต้องดำเนินการ

ซึ่งหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป โดยจะต้องควบคุมพื้นที่ให้ได้

โดยพบว่า กลุ่มก่อความไม่สงบ มีการใช้ โซเชี่ยลฯ มีเดีย นัดแนะ ในการก่อเหตุ ในเวลาเดียวกัน 

เบื้องต้นผู้ก่อเหตุต้องการทำลายตู้เอทีเอ็ม ทำลายระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบ

พลเอกประวิตร ยันไม่กระทบ เจาะไอร้อง นราธิวาส เซฟตี้โซน  แม้จะเกิดเหตุ

ส่วนการพูดคุยสันติสุข ตัองรอ รัฐบาลมาเลเซีย ตั้ง ชุดทำงานใหม่ มาก่อน

แรงกว่าฟ้าร้อง

"แรงกว่า ฟ้าร้อง"!!!!!!!!!!!!

"นายกฯบิ๊กตู่" ช่างกล้า พูดไล่หลัง "ฟ้าผ่า" เสียงสนั่น ทำเนียบฯว่า  “เห็นมั้ย ฟ้าผ่าแล้ว " ก่อนจะชี้ตัวเอง และกล่าวว่า “แต่นี่!!แรงกว่าฟ้า ร้อง ” !!! หลังนักข่าวถาม การรับมือ ม็อบ"อยากเลือกตั้ง

พล.อ.ประยุทธ์  เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (ACMECS) ที่ ตึกภักดีบดินทร์

ท่ามกลาง ฝนตกภายนอก และเกืดฝนฟ้าคะนอง และมีเสียงฟ้าร้อง ฟ้าแลบ ดังเป็นระยะๆ

โดย นายกฯ และ บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้เข้าหารือเป็นการส่วนตัว ในห้องรับรองวนาสิริ ตึกภักดีบดินทร์ 

จากนั้น ได้ออกจากห้องรับรอง เพื่อเดินกลับไปยังห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า 

ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามถึงการรับมือกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่จะมาทำเนียบฯ แต่ตอนนั้น เกิดมีฟ้าผ่าเสียงดังสนั่น

นายกฯ จึงกล่าวว่า “เห็นมั้ย ฟ้าผ่าแล้ว"

 ก่อนที่จะชี้มา ที่ตัวเองและกล่าวว่า “แต่นี่แรงกว่าเสียงของฟ้า ร้อง อีก” 

แล้วเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ไป

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เงินทอนวัดเข้าใจว่าจากวัดสระเกศ 25 ล้านบาท โผล่ที่บ้านพักนายทหารศรภ.

เงินทอนวัดเข้าใจว่าจากวัดสระเกศ 25 ล้านบาท โผล่ที่บ้านพักนายทหารศรภ. โยงแม่บ้าน หล้งยอมรับมีเงินเข้ามาในบัญชี
พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเปิดเผยเตรียมทำเรื่องขอหมายจับ นายทหารยศร้อยโท สังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญขาการกองทัพไทย หลังพบอาวุธปืนจำนวนมากในหมู่บ้านสีวลี เขตสะพานสูงกทม. ซึ่งปืนทั้งหมดมีทะเบียนถูกต้องตามกกหมายและอยู่ระหว่างตรวจสอบการครอบครอง พร้อมตั้งข้อสังเกตอาจเข้าข่ายการเป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่
การตรวจพบปืนเป็นผลจากการเข้าค้นบ้านพักของนายทหารคนดังกล่าว หลังพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัด จากการโอนเงินจำนวน 25 ล้านบาทของพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ไปให้น.ส. นุสชา สิทธินอก สตรีที่ทำหน้าที่แม่บ้านในบ้านหลังดังกล่าว
พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการหาหลักฐานเพิ่มเติมถึงเงินโอนจำนวนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการาทุจริตเงินทอนวัดหรือไม่ ขณะที่สำนักข่าวอิศรารายงานถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของนายทหารยศร้อยโทและพระผู้ใหญ่ในวัดสระเกศรูปหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อกล่าวหาเจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาสสองรูปของวัดสระเกศเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัด....ชนข่าวเที่ยง นิว 18

ปชช. 97% ค้านเทียบ“พลตรี=อธิบดีกรม”เชื่อมุ่งให้ทหารคุมองค์กรอิสระเบ็ดเสร็จ

ปชช. 97% ค้านเทียบ“พลตรี=อธิบดีกรม”เชื่อมุ่งให้ทหารคุมองค์กรอิสระเบ็ดเสร็จ
ประชาชน 97% ค้าน สนช. ออกกฎหมายเทียบตำแหน่ง “พลตรี = อธิบดีกรม” เชื่อเป็นประโยชน์ทับซ้อน มุ่งหวังให้ให้ทหารสมัครองค์กรอิสระได้
.
เมื่อ 18 พ.ค. เพจ The MATTER รายงานว่า หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเทียบตำแหน่งของข้าราชการทหารกับข้าราชการพลเรือน พ.ศ. .... ที่มีสาระสำคัญคือให้เทียบตำแหน่งข้าราชการทหาร ยศ ‘พลตรี’ = ข้าราชพลเรือนระดับ ‘อธิบดีกรม’ เพื่อให้มีคุณสมบัติพอจะสมัครเป็นองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฯลฯ ได้
ทั้งนี้ สนช. เปิดรับฟังความเห็นเมื่อวันที่ 1-15 พ.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีผู้เข้าไปแสดงความเห็น 220 คน โดย 97% คัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้
“ผู้ที่คัดค้านส่วนใหญ่มองว่า การเทียบตำแหน่งพลตรี = อธิบดีกรม ถือว่า ‘ข้ามขั้น’ เพราะจริงๆ ควรจะถือว่าเป็นระดับ ผบ.เหล่าทัพขึ้นไปมากกว่า พร้อมตั้งสังเกตว่า การออกกฎหมายเช่นนี้ เพื่อเปิดทางให้ทหารแทรกแซงองค์กรอิสระหรือไม่”
เพจ The MATTER ระบุว่า การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปีในระยะหลัง จะมีข้าราชการทหารได้รับตำแหน่งให้มียศ “พลตรี”ขึ้นไป (รวมพลโทและพลเอก) อย่างน้อย 500 คน เป็นประจำทุกปี (บางปีมีเกิน 1,000 คน) อย่างปี 2560 ก็มีถึง 565 คน
ด้าน พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิก สนช. ชี้แจงว่า การเทียบตำแหน่งดังกล่าว นอกจากเป็น “พลตรี” แล้ว ยังจะต้องเป็นหัวหน้าส่วนราชการด้วย ไม่ใช่แค่เป็นพลตรีก็เข้าเกณฑ์ ที่สำคัญยังจะต้องเป็นหัวหน้าส่วนราชการ 5 ปีขึ้นไป ถึงจะสมัครองค์กรอิสระได้ “จึงไม่เกี่ยวกับมีเจตนาให้ทหารเข้าไปนั่งในองค์กรอิสระมากขึ้น”
ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับกฎหมายนี้ นอกจากร่างของ สนช. รัฐบาลยังมีร่างของรัฐบาลอีกฉบับ โดยเนื้อหาแตกต่างกัน เพราะไม่ได้นำชั้นยศมาเทียบ แต่นำตำแหน่งมาเทียบ เพราะบางคนเป็นพลเอก แต่ไม่มีตำแหน่งอะไร ก็เทียบไม่ได้
.
ปัจจุบัน ร่างกฎหมายนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น ก่อนจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แล้วส่งให้ สนช. พิจารณาเพื่อออกมาบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป
PEACE NEWS