PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สนช.แห่ชมรัฐบาลจัดงบเหมาะสม “สมชาย”เดือด ลุกขึ้นซัดสื่อถ่ายรูปสมาชิกนั่งหลับ

สนช.แห่ชมรัฐบาลจัดงบเหมาะสม “สมชาย”เดือด ลุกขึ้นซัดสื่อถ่ายรูปสมาชิกนั่งหลับ


สนช. หวานเจี๊ยบ ชมรบ.ตั้งงบเหมาะสม “สมชาย” ลุกขึ้นซัดสื่อถ่ายรูปสมาชิกนั่งหลับฟัง “บิ๊กตู่” แจงงบฯ
เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 7 มิถุนายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 วงเงิน 3 ล้านล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวนำเสนอสาระสำคัญของร่างกฎหมาย (คลิกอ่านข่าว)
จากนั้น เวลา 11.40 น. สมาชิกสนช.ได้อภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562 ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับวงเงิน 3 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลตั้งไว้พอเหมาะพอดีสอดคล้องกับภารกิจของรัฐบาล ทั้งการผลักดันโครงการไทยแลนด์ 4.0 การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ เสริมสร้างศักยภาพของคนในประเทศ รวมถึงการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ ขณะเดียวกัน การชำระคืนเงินกู้กว่า 7.8 หมื่นล้านบาท ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี ส่วนการใช้จ่ายงบประมาณ ปี 2561 ฝากไปยังกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการใช้งบปี 2561 ให้ลงสู่ประชาชน และเกิดประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจ เพราะยังมีหลายหน่วยงานที่เบิกงบไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์
ด้าน นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สมาชิกสนช. อภิปรายว่า คสช.พยายามรวมหน้าที่และภารกิจ เพื่อบูรณาการการทำงานของส่วนราชการเข้าด้วยกัน แต่อุปสรรคที่สำคัญคือเชิงโครงสร้าง ความเป็นนิติบุคคลของส่วนราชการระดับกรม กระทรวง ที่มีอำนาจหน้าที่เฉพาะ แม้จะทำแผนบูรณาการ และมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน แต่การทำงานแยกส่วน ทำให้การขับเคลื่อนในทางปฏิบัติยังมีอุปสรรค เช่น การบริหารจัดการน้ำ หรือ การปราบปรามทุจริต เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่สมาชิกสนช.การอภิปราย นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมการวิสามัญสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) ได้ลุกขึ้นอภิปรายด้วยว่า มีสื่อสังคมออนไลน์ได้เผยแพร่ภาพดังกล่าว สมาชิกสนช.นั่งหลับหลายรายในระหว่างที่นายกฯชี้แจงงบประมาณฯ โดยระบุว่า “ที่ผ่านมามีการบิดเบือน การทำงานของแม่น้ำ 5 สาย นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่ภาพสนช.นั่งหลับทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งตนเห็นว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา มีสิ่งเดียวที่ไม่เคยปฏิรูป คือ สื่อมวลชน แม้ว่า ส่วนใหญ่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นสื่อดี แต่ยังมีส่วนหนึ่งยังบิดเบือน สร้างความขัดแย้ง

ไม่เลื่อนชัวร์

ไม่เลื่อนชัวร์



หวยศาลรัฐธรรมนูญงวดล่าสุด ออกมาโป๊ะเชะถูกใจ คสช. ยิ่งนักแล
เพราะศาลรัฐธรรมนูญ ฟันธงว่า คสช. 53/2560 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ประเด็น
ตรงเป๊ะอย่างที่ “แม่ลูกจันทร์” กระชุ่นเอาไว้ทุกประการ
ประเด็นที่ 1,กรณีบังคับให้สมาชิกพรรคการเมืองทุกคนต้องไปแสดงตัวยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคด้วยตัวเอง
หากสมาชิกคนใด ไม่ไปแจ้งยืนยัน พร้อมชำระค่าสมาชิก 100 บาท ภายในเวลา 30 วัน จะต้องพ้นจากความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นทันที!!
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ “เสียงข้างมาก” ว่า คำสั่ง คสช.ประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนเกินกว่าเหตุ และไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมแก่บุคคลด้วยเหตุผลทางการเมือง
ประเด็นที่ 2,กรณีสั่งยุบเลิกสาขาพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิม และให้พรรค การเมืองต้องจัดตั้งสาขาพรรคและตัวแทนพรรคประจำจังหวัดให้เสร็จเรียบร้อยภายใน 90 วัน
หากพรรคใดดำเนินการตามเงื่อนไขไม่ทัน 90 วัน พรรคการเมืองนั้นจะต้องถูกยุบพรรคทันที
ศาลรัฐธรรมนูญลงมติ “เป็นเอกฉันท์” ว่า คำสั่ง คสช.ประเด็นนี้ไม่เป็นการเพิ่มภาระ หรือจำกัดสิทธิ หรือเสรีภาพบุคคลเกินกว่าเหตุ และไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อพรรคการเมือง
แสดงว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ประทับตรารับรองความถูกต้องของคำสั่ง คสช.ฉบับนี้ อย่างเป็นทางการ
ส่วนใครจะเห็นด้วย? หรือไม่เห็นด้วย? ก็เป็นเรื่องนานาจิตตัง
“แม่ลูกจันทร์” มองแง่ดีว่า ผลการลงมติของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้เท่ากับหมดเงื่อนไขที่จะทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีกอย่างที่ผ่านมา
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หน.คสช.ได้ย้ำยืนยัน (อีกครั้ง) ว่า การเลือกตั้งใหม่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าตามเดิม
เท่ากับเหลืออีก 9 เดือนเท่านั้น คนไทยทั้งประเทศจะได้ใช้สิทธิ เลือกตั้งอย่างแน่นอน
แต่ยังติด “ด่านสุดท้าย” ที่ทำให้การเดินทางไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ไม่สะดวกโยธิน
คือต้องรอให้ คสช.ปลดล็อกการเมือง
ปลดล็อกให้พรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่พรรค เลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลือกตั้งคณะกรรมการพรรค จัดตั้งสาขาพรรค แต่งตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และหาสมาชิกพรรคให้ครบ 500 คน ฯลฯ
รวมทั้งต้องทำ “ไพรมารีโหวต” หาผู้สมัครลงเลือกตั้ง ส.ส.เขตให้เสร็จครบทุกขั้นตอน
ถ้า คสช.ยังไม่ปลดล็อก พรรค การเมืองก็ไม่สามารถดำเนินการต่างๆเพื่อเตรียมการเลือกตั้งได้เลย
“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะไขกุญแจปลดล็อกให้พรรคการเมืองเตรียมเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งอย่างสะดวกโยธิน
เริ่มจากไขกุญแจล็อกดอกที่หนึ่ง
ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองเกิน 5 คน
แล้วจึงไขกุญแจล็อกดอกที่สอง
ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 57/2557 ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง
ไฮไลต์สำคัญอยู่ตรงกุญแจล็อกนี่แหละโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

เหนื่อยสู้กับความรู้สึก

เหนื่อยสู้กับความรู้สึก



กลายเป็น “มวยนอกสายตา” ที่ตกม้าตายตอนจบ
ตามสภาพสะบักสะบอมของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ที่โดนนักข่าวดักล้อมหน้าล้อมหลัง จี้ถามเรื่องการแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่ง
สะดุดปมหุ้นของเมีย เสียผู้เสียคนตอนแก่
ตกเป็นเหยื่ออันโอชะทางการเมือง ถูกขบวนการหมั่นไส้รัฐบาล คสช. ลากเข้าเหลี่ยมกระแทกชิ่ง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.
โดนล่อเป้าแบบรายวัน ไม่รู้จะอึดไปได้อีกนานแค่ไหน
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่มีพวกจ้องฉวยเอาวิกฤติของ รมว.ต่างประเทศ เป็นโอกาส “เขย่า” ให้เกิดช่องว่าง เพื่อโอกาสลุ้นเสียบ ครม.ร่วมขบวน “ลุงตู่”
“ข่าวปล่อย” ปรับ ครม.ว่อนตั้งแต่นาทีแรกที่นายดอนเจอพิษหุ้น
ตามท้องเรื่องที่กระแสไหลเร็ว พาดโยงไปถึง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ตกเป็นเป้าแรกที่จะโดนเขี่ยออก เพื่อสลับฉากให้พลเรือนเข้ามานั่งคุมมหาดไทย
เป้าหมายแซะ “พี่รอง” ก่อนใครเลย
นั่นก็ทำให้เจ้าตัวต้องขยับเดินแต้ม เปิดโปรแกรมความพร้อมการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นภายในสิ้นปี ต่อเนื่องกับกระแสความเคลื่อนไหวทางลึกที่ว่ากันว่ามีการดีลกับอดีตพ่อเมืองคนดังที่เกษียณไปแล้ว รวมถึงผู้นำท้องถิ่น นายก อบจ.ที่ฐานคะแนนแน่นๆ
เดินแผนปั้นกองกำลัง ส.ส.ในสนามเลือกตั้ง
“บิ๊กป๊อก” เดินหมากวางเกมยาว หวังเกาะขบวนตีตั๋วต่อกับ “บิ๊กตู่” ดูแล้วไม่ใช่จะแซะกันง่ายๆ
และพูดก็พูด ปรากฏการณ์ “น้องเล็ก” โละ “พี่รอง” โอกาสความเป็นไปได้แทบจะไม่มี ตามสภาพการณ์ของ 3 พี่น้องที่เกาะเกี่ยวกันอย่างเหนียวแน่นมากว่า30 ปี
มีข่าวมาเป็นสิบๆรอบแล้วก็ยังเหนียว
“เสือซุ่ม–สิงห์เงียบ” ยังยึดมหาดไทยไว้ได้แบบนิ่งๆ
เรื่องของเรื่อง จับทางเป้าจริงของการปล่อยข่าว เขย่าที่ว่างใน ครม. มุ่งโฟกัสไปที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ตามรูปเกมที่มีการแห่กระแส กระตุกอุปาทานหมู่ปัญหาปากท้อง
กดดันมัดคอ “ลุงตู่” ต้องปรับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ
โดยมีนักการเมืองทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์แท็กทีมช่วยเขย่า เป้าหมายร่วมอยู่ที่เกมดิสเครดิต “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ
เตะตัดขาค้ำยันนั่งร้านสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์
ตามท้องเรื่อง โยงปมล้มเหลวสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ เพื่อเตะสกัดการตีตั๋วต่อของ “นายกฯลุงตู่” กับค่าย “พลังประชารัฐ” ยี่ห้อที่ “สมคิด” การันตี เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ
“ข่าวปล่อย” ปรับ ครม. งานนี้สมประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย
แต่มันคือความเสียหายอย่างใหญ่หลวงสำหรับรัฐบาล คสช.
อารมณ์แบบที่ล่าสุด “นายกฯลุงตู่” ต้องขอพูดแบบเปิดใจ ปล่อยเบรกยาวกับสื่อ
ระบายความอัดอั้น ที่โดนวิพากษ์วิจารณ์ว่า “สูญเปล่า”
ทั้งๆที่รัฐบาลมีผลงานปรากฏเยอะแยะเป็นร้อยเป็นพัน แก้ปัญหาหมักหมมของประเทศได้มากมาย
ยืนยันไม่ได้ต่อสู้เพื่อให้ได้อยู่ได้นาน แต่พยายามทำดีที่สุดเพื่อคนไทย 4 ปีไม่สูญเปล่า
ยอมรับยังมีความเป็นมนุษย์สูง ย่อมมีผิดพลาด มีโมโห มีโกรธ ไม่เข้าใจทำไมหลายคนต้องทำลายเกียรติยศนายกรัฐมนตรีของประเทศ โดยเฉพาะคำผรุสวาทในโซเชียลมีเดีย
บิดเบือนจนตำแหน่งนี้ “fail” ล้มเหลวไปหมด
ถึงจุดที่ “ลุงตู่” ต้องเบิ้ลกระแสกลับแบบแรงๆ หลังโดนต้อนเข้ามุมอับเป็นฝ่ายตั้งรับ รัฐบาลตกเป็นรองแนวรบไซเบอร์วอร์ สงครามโซเชียลมีเดีย
ขณะที่ “สมคิด” ก็วิ่งสู้ฟัด เอาข้อมูลที่มีหลักแหล่งยืนยันได้มาหักล้างเกมปั่นกระแสความรู้สึกชาวบ้าน
ระบุล่าสุดได้รับการยืนยันจากหน่วยงานต่างประเทศที่ประเมินการเติบโตมองเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว
โดยปีนี้จะเติบโตได้มากกว่าร้อยละ 4 อย่างแน่นอน
แต่ใช้เวลาอีกไม่นานการเติบโตจะลงไปถึงรากหญ้า เพราะตอนนี้ราคาพืชผลการเกษตรยังตกต่ำ
ว่ากันตามสภาพคนทำงานหนักที่ต้องสู้กับกระแสลอยๆ.
ทีมข่าวการเมือง

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ไม่ก้าวล่วงพระราชอำนาจ

“บิ๊กตู่" ยัน ไม่ก้าวล่วง พระราชอำนาจเผย ยังไม่ได้รับ"ร่าง พรป. ส.ส. เมื่อส่งมา ก็นำขึ้นทูลเกล้าฯได้เลย เตือนสื่ออย่าปลุกปั่น ให้สร้างความเข้าใจ ถ้าเป็น เทวดามันไม่รู้หรอก...พอแล้ว เบื่อ

 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนต" บอกยังไม่ได้รับ"ร่างกฏหมาย.เลือกตั้งส.ส."ระบุไม่ยากถ้าถึงมื เซ็นต์นำขึ้นทูลเกล้า ได้เลย เตือนสื่ออย่าปลุกปั่น ให้สร้างความเข้าใจ 
           
พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการนำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ขึ้นทูลเกล้าฯ ว่า จะทูลเกล้าฯเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น อยู่ในระยะเวลาที่กำหนด หน้าที่นี้ มีคนทำอยู่แล้ว สื่อมีหน้าที่สร้างการรับรู้เข้าใจ อย่าไปปลุกปั่นกันขึ้นมาอีกแค่นั้น มันมีเวลากำหนดว่ากี่วัน 

“ทรงมี องคมนตรี ทรงมีทีมงานของพระองค์ ใครจะไปก้าวล่วงพระราชอำนาจได้”

“ถ้าทูลเกล้าฯขึ้นไปแล้ว สมมุติมีการโปรดเกล้าฯ ลงมา แล้วอย่างไร จะมาบีบเร่งกันว่าลงมาแล้วต้องรีบทำ ซึ่งกฎหมายเขียนไว้ว่า ก.พ.62”

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้รัฐบาล 2 วันก็สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ นายกฯ กล่าวว่า "ยังไม่ถึง ผมจะส่งได้อย่างไร ส่งมามันจะยากอะไร ผมก็เซ็นต์แล้วก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ"
           
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯไปอารมณ์เสียคอลัมน์ไหนมา นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้อารมณ์เสียอะไร ก็อารมณ์แบบนี้

“ ความเป็นมนุษย์ไง  ผมก็ต้องให้รู้ว่านี่คือความเป็นมนุษย์ของผม นายกฯ ไม่ใช่เทพ เทวดา  เป็นมนุษย์ จะเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์  ถ้าเป็น เทวดามันไม่รู้หรอก...พอแล้ว เบื่อ”

ปลดล็อคเป็นครั้งคราว

หาเสียงเลือกตั้ง ต้องขออนุญาต ก่อน ปลดล็อคเป็นครั้งคราว

“บิ๊กตู่” กำหนดกติกาใหม่  ชี้ จะปลดล็อค เป็นกรณีไป   ไม่ให้หาเสียง แบบเดิมอีก ต้องขออนุญาต ก่อนหาเสียง การหาเสียงต้องขออนุญาตเป็นครั้งคราว อ้างไม่มีใครรับประกันความรุนแรง ชี้ยังด่ากันกลางถนน ป้องกันการปลุกระดม เผย พบพรรคการเมือง ขอดูความจริงใจก่อนไฟเขียว Live สด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560ไม่ขัดรัฐธรรมนูญจะส่งผลต่อการปลดล็อกทางการเมืองหรือไม่ ว่า ในเมื่อผลวินิจฉัยออกมาแล้วไม่ผิดแล้วมันเป็นยังไง

ส่วนเรื่องการปลดล็อกเป็นเรื่องของผมที่จะพิจารณาหากจะปลดก็ต้องปลดเป็นกิจกรรมไปถ้าปลดล็อกทั้งหมดท่านรับรองได้หรือไม่ว่าจะไม่มีปัญหา ตอบมาสิแต่เดี๋ยวก็จะปลดล็อกซึ่งต้องมีการพิจารณาหารือกันว่าจะปลดล็อกอย่างไรบ้างไม่ใช่ให้อิสระเสรีแล้วใครจะรับรองกับผมได้ว่า มันจะไม่เกิดเหตุเดิมขึ้นอีก

“มันด่ากันตามถนนหนทางเดินกันทั่วไปหมด รับได้หรือไม่ ถ้าสื่อรับไม่ได้ก็ต้องช่วยผมให้ทุกคนออกมารับประกันว่าการหาเสียงจะต้องประกาศนโยบายที่ตรงตามกฎหมายกำหนดไม่ใช่มองว่ากฎหมายที่ออกมาเป็นการบังคับมาตัดสิทธิมาเพิ่มภาระ แล้วที่ผ่านมาไม่มีเรื่องพวกนี้แล้วเป็นอย่างไรก็ลองมีเสียบ้างไม่ได้หรือ ประเทศนี้มันต้องมีกฎเกณฑ์ มีกฎหมาย กติกา

ผมถึงบอกว่าผมมีความเป็นมนุษย์ และความเป็นมนุษย์ของผมคือ ผมคิดและทำและขับเคลื่อน โดยเอาทุกปัญหามาคลี่ มันถึงหนัก แต่ผมไม่บ่นหรอเพราะผมเข้ามาแล้ว แต่การจะอยู่ต่อหรือไม่อยู่ต่อไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาพิจารณาอยากอยู่ต่อเพื่อมีอำนาจผมไม่เคยคิดว่าผมมีอำนาจถ้าคุณพูดแต่เรื่องอำนาจและผลประโยชน์กลายเป็นทุกคนเหลวแหลกไปหมด 

ไม่เช่นนั้น ทุกคนที่อยู่ในการเมืองก็ต้องมีอำนาจและผลประโยชน์แล้ววันหน้าจะเป็นอย่างนั้นอีกหรือ ฉะนั้นกฎกติกาทั้งหมดไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีกถ้าท่านต้องการรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลก็ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง ต้องระมัดระวังความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะทำให้เกิดปัญหาทั้งการจราจร ความขัดแย้ง การปลุกระดมประชาชนสิ่งเหล่านี้ต้องไม่เกิดขึ้นนั่นคือหน้าที่ของสื่อมวลชนและประชาชนทุกคน” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่าขั้นตอนแรกคือการเตรียมความพร้อมเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง
จากนั้นเป็นเรื่องการปลดล็อกที่จะหาเสียงอะไรต่างๆขอถามว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไรในการหาเสียง มีหาเสียงในสิ่งที่ดีๆหรือไม่ ด่ากันโจมตีกันไปมา แทนที่จะพูดในสิ่งที่พรรคจะทำอะไรตัวเองจะทำอะไรถ้าเป็นแบบนี้มันไปไม่ได้จะกลายเป็นว่าเริ่มบรรทัดฐานตั้งแต่การเลือกตั้แบ่งฝักแบ่งฝ่ายเข้าไปเป็นรัฐบาลเป็นฝ่ายค้านขอถามว่าพื้นที่ฝ่ายค้านจะได้อะไร ฉะนั้นบางอย่างมันต้องมีการร่วมมือกันทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาค กลุ่มจังหวัด และจังหวัด

ซึ่งวันนี้รัฐบาลคิดงบประมาณ และจัดทำงบประมาณเฉลี่ยไปถึงภาคกลุ่มจังหวัด และจังหวัด รวมถึงชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้สอดประสานการทำงานแบบประชารัฐ ซึ่งเป็นคำที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ใช่คำของตน เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนนั่นคือประชารัฐส่วนเรื่องไทยนิยม คือการทำความดีของคนไทยในทุกโอกาส มันผิดตรงไหน

เมื่อถามว่า การนัดพูดคุยกับพรรคการเมืองจะต้องมีเงื่อนไขอะไรหรือไม่นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีเงื่อนไข อยากคุยก็มาคุย การคุยทำไมต้องมีเงื่อนไขถ้าไม่มาก็อย่ามา ตนไม่ได้ง้อให้ใครมา

ถ้าไม่มาประชาชนและสื่อก็ตัดสินว่าทำไมไม่มา

เมื่อถามว่า พรรคอนาคตใหม่มีเงื่อนไขว่าจะมาร่วมถ้าได้รับอนุญาตให้ถ่ายทอดสดผ่านโซเชี่ยลมีเดียนายกฯ กล่าวว่า ขอดูก่อน ขอดูความจริงใจก่อน เมื่อถามย้ำว่าในเดือนมิ.ย.นี้จะได้คุยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ประมาณนั้น

“การหาเสียงจะต้องอยู่ในกรอบที่กำหนด โดยต้องขออนุญาตเป็นครั้งๆ ไปแต่บางอย่างอาจไม่ต้องขอ การปลดล็อกมันต้องเป็นแบบนั้น บางอย่างต้องขอบางอย่างไม่ต้องขอ ซึ่งต้องหาวิธีในการกำหนดให้บ้านเมืองมันสงบเรียบร้อยไม่ใช่ก่อนจะไปถึงประชาธิปไตยตีกันเละ ตรงนี้จะมีใครรับรองกับตนได้บ้างสื่อถ้ารับรองไม่ได้ก็ต้องพูดออกไป ไม่ใช่มากดดันรัฐบาลอยู่แบบนี้” นายกฯ กล่าว

ทำไม ต้องทำลายเกียรติของนายกรัฐมนตรี ของประเทศ‬??!!

ทำไม ต้องทำลายเกียรติของนายกรัฐมนตรี ของประเทศ‬??!!
‪”นายกฯบิ๊กตู่” ขอเปิดใจ 4ปี ที่ผ่านมา ผมทำหน้าที่ นายกรัฐมนตรี อย่างดีที่สุด เพราะเป็นตำแหน่งสำคัญ ที่มีเกียรติ ทรงคุณค่า แต่มีคนพยายามทำลายเกีบรติของนายกรัฐมนตรีของประเทศ นี่ผู้นำของประเทศไทย. ไม่ใช่ผมนะ แต่เขียนกันไปมา จนตำแหน่งนี้ มันFail ไปทั้งหมด ทำไปเพื่ออะไร นายกฯจะต้องถูกด่า ถูกว่า ถูกให้ร้าย แบบนี้หรือ ยอมรับความผิดของผม อย่างเดียว คือ ผมมีความเป็นมนุษย์ มีผิดพลาด มีโมโห มีโกรธ‬

หาเสียงเลือกตั้ง ต้องขออนุญาต ก่อน ปลดล็อคเป็นครั้งคราว

หาเสียงเลือกตั้ง ต้องขออนุญาต ก่อน ปลดล็อคเป็นครั้งคราว

“บิ๊กตู่” กำหนดกติกาใหม่ ชี้ จะปลดล็อค เป็นกรณีไป ไม่ให้หาเสียง แบบเดิมอีก ต้องขออนุญาต ก่อนหาเสียง การหาเสียงต้องขออนุญาตเป็นครั้งคราว อ้างไม่มีใครรับประกันความรุนแรง ชี้ยังด่ากันกลางถนน ป้องกันการปลุกระดม เผย พบพรรคการเมือง ขอดูความจริงใจก่อนไฟเขียว Live สด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560ไม่ขัดรัฐธรรมนูญจะส่งผลต่อการปลดล็อกทางการเมืองหรือไม่ ว่า ในเมื่อผลวินิจฉัยออกมาแล้วไม่ผิดแล้วมันเป็นยังไง

ส่วนเรื่องการปลดล็อกเป็นเรื่องของผมที่จะพิจารณาหากจะปลดก็ต้องปลดเป็นกิจกรรมไปถ้าปลดล็อกทั้งหมดท่านรับรองได้หรือไม่ว่าจะไม่มีปัญหา ตอบมาสิแต่เดี๋ยวก็จะปลดล็อกซึ่งต้องมีการพิจารณาหารือกันว่าจะปลดล็อกอย่างไรบ้างไม่ใช่ให้อิสระเสรีแล้วใครจะรับรองกับผมได้ว่า มันจะไม่เกิดเหตุเดิมขึ้นอีก
“มันด่ากันตามถนนหนทางเดินกันทั่วไปหมด รับได้หรือไม่ ถ้าสื่อรับไม่ได้ก็ต้องช่วยผมให้ทุกคนออกมารับประกันว่าการหาเสียงจะต้องประกาศนโยบายที่ตรงตามกฎหมายกำหนดไม่ใช่มองว่ากฎหมายที่ออกมาเป็นการบังคับมาตัดสิทธิมาเพิ่มภาระ แล้วที่ผ่านมาไม่มีเรื่องพวกนี้แล้วเป็นอย่างไรก็ลองมีเสียบ้างไม่ได้หรือ ประเทศนี้มันต้องมีกฎเกณฑ์ มีกฎหมาย กติกา

ผมถึงบอกว่าผมมีความเป็นมนุษย์ และความเป็นมนุษย์ของผมคือ ผมคิดและทำและขับเคลื่อน โดยเอาทุกปัญหามาคลี่ มันถึงหนัก แต่ผมไม่บ่นหรอเพราะผมเข้ามาแล้ว แต่การจะอยู่ต่อหรือไม่อยู่ต่อไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาพิจารณาอยากอยู่ต่อเพื่อมีอำนาจผมไม่เคยคิดว่าผมมีอำนาจถ้าคุณพูดแต่เรื่องอำนาจและผลประโยชน์กลายเป็นทุกคนเหลวแหลกไปหมด

ไม่เช่นนั้น ทุกคนที่อยู่ในการเมืองก็ต้องมีอำนาจและผลประโยชน์แล้ววันหน้าจะเป็นอย่างนั้นอีกหรือ ฉะนั้นกฎกติกาทั้งหมดไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีกถ้าท่านต้องการรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลก็ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง ต้องระมัดระวังความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะทำให้เกิดปัญหาทั้งการจราจร ความขัดแย้ง การปลุกระดมประชาชนสิ่งเหล่านี้ต้องไม่เกิดขึ้นนั่นคือหน้าที่ของสื่อมวลชนและประชาชนทุกคน” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่าขั้นตอนแรกคือการเตรียมความพร้อมเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง
จากนั้นเป็นเรื่องการปลดล็อกที่จะหาเสียงอะไรต่างๆขอถามว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไรในการหาเสียง มีหาเสียงในสิ่งที่ดีๆหรือไม่ ด่ากันโจมตีกันไปมา แทนที่จะพูดในสิ่งที่พรรคจะทำอะไรตัวเองจะทำอะไรถ้าเป็นแบบนี้มันไปไม่ได้จะกลายเป็นว่าเริ่มบรรทัดฐานตั้งแต่การเลือกตั้แบ่งฝักแบ่งฝ่ายเข้าไปเป็นรัฐบาลเป็นฝ่ายค้านขอถามว่าพื้นที่ฝ่ายค้านจะได้อะไร ฉะนั้นบางอย่างมันต้องมีการร่วมมือกันทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาค กลุ่มจังหวัด และจังหวัด

ซึ่งวันนี้รัฐบาลคิดงบประมาณ และจัดทำงบประมาณเฉลี่ยไปถึงภาคกลุ่มจังหวัด และจังหวัด รวมถึงชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้สอดประสานการทำงานแบบประชารัฐ ซึ่งเป็นคำที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ใช่คำของตน เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนนั่นคือประชารัฐส่วนเรื่องไทยนิยม คือการทำความดีของคนไทยในทุกโอกาส มันผิดตรงไหน

เมื่อถามว่า การนัดพูดคุยกับพรรคการเมืองจะต้องมีเงื่อนไขอะไรหรือไม่นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีเงื่อนไข อยากคุยก็มาคุย การคุยทำไมต้องมีเงื่อนไขถ้าไม่มาก็อย่ามา ตนไม่ได้ง้อให้ใครมา

ถ้าไม่มาประชาชนและสื่อก็ตัดสินว่าทำไมไม่มา

เมื่อถามว่า พรรคอนาคตใหม่มีเงื่อนไขว่าจะมาร่วมถ้าได้รับอนุญาตให้ถ่ายทอดสดผ่านโซเชี่ยลมีเดียนายกฯ กล่าวว่า ขอดูก่อน ขอดูความจริงใจก่อน เมื่อถามย้ำว่าในเดือนมิ.ย.นี้จะได้คุยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ประมาณนั้น

“การหาเสียงจะต้องอยู่ในกรอบที่กำหนด โดยต้องขออนุญาตเป็นครั้งๆ ไปแต่บางอย่างอาจไม่ต้องขอ การปลดล็อกมันต้องเป็นแบบนั้น บางอย่างต้องขอบางอย่างไม่ต้องขอ ซึ่งต้องหาวิธีในการกำหนดให้บ้านเมืองมันสงบเรียบร้อยไม่ใช่ก่อนจะไปถึงประชาธิปไตยตีกันเละ ตรงนี้จะมีใครรับรองกับตนได้บ้างสื่อถ้ารับรองไม่ได้ก็ต้องพูดออกไป ไม่ใช่มากดดันรัฐบาลอยู่แบบนี้” นายกฯ กล่าว

ถอดรหัสแผนไล่ล่าอดีตพระเถระ โจทย์หลักคือ ‘รัฐปลอดภัย’

ถอดรหัสแผนไล่ล่าอดีตพระเถระ โจทย์หลักคือ ‘รัฐปลอดภัย’


คงต้องให้กำลังใจ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา หรือบิ๊กแป๊ะ ผบ.ตร. และทีมงาน มากกว่าจะมาซ้ำเติมหาว่าทะเล่อทะล่า กรณีนำคณะติดตามล่าตัวอดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ บินไปถึงประเทศเยอรมนี แต่มีโอกาสสูงว่าจะกลับมามือเปล่า ไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีได้
อย่าลืมว่าคดีนี้บิ๊กแป๊ะลงมือเกาะติดมาด้วยตัวเองตลอด แม้กระทั่งบินไปติดตามคดีถึงจังหวัดนครพนม ช่วงที่มีข่าวว่าอดีตพระเถระรูปนี้แอบหนีข้ามแม่น้ำโขงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ผบ.ตร.ก็พยายามเต็มที่ แต่มันไม่ทันแล้ว เพราะมีผู้ช่วยเหลือให้หนี และเป็นบุคคลกว้างขวาง สามารถจัดการให้หนีไปจนถึงประเทศเยอรมนีได้อย่างสะดวกโยธิน
เมื่อไปถึงเยอรมนีแล้ว อดีตพระพรหมเมธียื่นขอเป็นผู้ลี้ภัยทันที และมีโอกาสสูงว่าจะได้รับการอนุมัติ หากดูจากเงื่อนไขของเยอรมนี กำหนดว่าจะใช้เวลา 3 วันในการพิจารณาตามคำขอ จึงเป็นที่มาที่ทำให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าอีก 3 วันรู้
หากทางการเยอรมนีอนุมัติ ก็คือจบ อดีตพระเถระรูปนี้จะอยู่ได้หลายปีกว่าจะมีการพิจารณาทบทวนสถานะต่างๆ โอกาสนำตัวมาดำเนินคดีคงเกิดยาก
หากไม่อนุมัติ ผู้ร้องขอก็มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้อีกประมาณ 2 เดือน หมายความว่าเวลาในการนำตัวมาดำเนินคดีก็ต้องทอดยาวออกไปอีก
แต่ประเด็นหลักของการจะอนุมัติหรือไม่ จะให้เป็นผู้ลี้ภัยหรือไม่ จะส่งตัวกลับประเทศต้นทางหรือไม่
ทางการเยอรมนีจะพิจารณาว่า ประเทศต้นทางเป็น”รัฐปลอดภัย” หรือไม่ เพราะผู้ยื่นร้องขอ อ้างเงื่อนไขว่าเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับทางการเมืองและศาสนา มีอดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่ถูกจับกุมและไม่ได้รับการประกันตัวออกมาให้สู้คดี

ส่วนประเด็นการเมืองประเทศไทยยังคงปกครองด้วยรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ ยังมีการจับกุมผู้ออกมาเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้ง ทางรัฐบาลเองก็ไม่ยอมปลดล็อกทางการเมือง ประกาศวันเลือกตั้ง
และที่สำคัญก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เพิ่่งเลื่อนกำหนดการเดินทางไปเยือนยุโรปหรืออียู แหมบๆ โดยให้เหตุผลว่าเหตุการณ์ในประเทศยังไม่เรียบร้อยดี
จึงเหมือนเป็นการตอกย้ำความหมายของคำว่า”รัฐปลอดภัย” ในความหมายของทางการเยอรมนี
ดังนั้นรัฐบาลควรจะรีบเดินหน้าประกาศเลือกตั้งโดยเร็ว เพราะจะเป็นการปลดล็อกในทุกๆด้าน
หรืออาจจะเปฺ็นเพราะว่าทีมงานยังไม่พร้อม เคลียร์ลานบินให้”บิ๊กตู่”ได้กลับมานั่งตำแหน่งนายกฯยังไม่ชัวร์ ก็เลยยังไม่มีอะไรชัดเจน จนส่งผลกระทบเหมือนตอนนี้
อย่างไรก็แล้วแต่ รัฐบาลจะทำอะไรก็ต้องเร่งสปีดมากกว่าเดิม เพราะนับจากนี้จะเข้าสู่โหมด”บอลโลก” ชาวบ้านร้านรวงจะลดความสนใจด้านการเมืองลง นั่นหมายความว่าอารมณ์เบื่อการเมืองจะตามมา ราคาของรัฐบาลนี้อาจจะลดฮวบทันตาเห็นก็ได้ใครจะไปรู้

ผลพวง การเมือง จาก สุเทพ เทือกสุบรรณ ต่อ ‘หนุ่มซินตึ๊ง’

ผลพวง การเมือง
จาก สุเทพ เทือกสุบรรณ
ต่อ ‘หนุ่มซินตึ๊ง’
////
ถามว่า สภาพที่การหลั่งน้ำตาของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แย่ง “ซีน” การประชุมพรรครวมพลังประชาชาติไทยไปโดยสิ้นเชิง เป็นผลดี หรือว่าเป็นผลเสีย

หากมองในแง่ “ข่าว” อาจเป็น “ผลดี”

เพราะจากสถานภาพในทางการเมืองของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทำให้ชื่อพรรครวมพลังประชาชาติไทยติดตลาด

ไม่ว่า “หนังสือพิมพ์” ไม่ว่า “โทรทัศน์” ล้วนกล่าวขวัญ

ยิ่งหากลงไปภายในรายละเอียดของ “สื่อใหม่” ในทางโซเชียลมีเดีย ยิ่งกระหึ่มทั้งภาพและเสียงของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

ถามต่อไปว่า นี่คือ “ผลดี” ที่พรรคต้องการหรือไม่

ยังไม่มีคำตอบจาก นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ยังไม่มีคำตอบจาก นายประสาร มฤคพิทักษ์ ยังไม่มีคำตอบจาก นายสุริยะใส กตะศิลา

เพราะ “ผลดี” นี้อาจเป็น “ดาบสองคม”


มองในแง่ชื่อของพรรครวมพลังประชาชาติไทยได้อย่างแน่นอน แต่ความเป็นจริงที่ไม่ควรมองข้ามก็คือการได้ของพรรครวมพลังประชาชาติไทยอยู่ในร่มเงาของใคร

แน่นอน เป็นของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

นโยบายดีๆ มากมายอันออกมาจาก นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ จาก นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง หรือแม้กระทั่งการจัดวางบทบาทของ นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ ก็ถูกมองข้ามไป

น่าเสียดายอย่างยิ่ง น่าเสียดายอย่างมาก

กระแสการกล่าวถึงพรรครวมพลังประชาชาติไทยจึงแวดล้อมอยู่โดยรอบกับสถานะและความเป็น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นด้านหลัก

เป็นด้านอันผูกกับ “ประชาธิปัตย์” เป็นด้านอันผูกกับ “กปปส.”

ประหนึ่งว่าที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ตัดสินใจออกมาพูดพร้อมกับหลั่งน้ำตาเป็นเหมือนกับคำประกาศใหม่ในทางการเมือง

เหมือนกับจะยืนอยู่ “เบื้องหลัง”

แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่อมองไปยังการได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะทำงานเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนมาเข้าร่วมกับพรรค

นั่นจะถือว่าเป็น “เบื้องหลัง” หรือว่าเป็น “เบื้องหน้า”

เท่ากับว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประตูแรกของคนที่จะมาเป็นกำลังให้กับพรรค และจากนั้นจึงตกไปอยู่ในมือของ นายเอนก และ นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ 2 พ่อลูก

อบรมทางการเมือง อบรมฝังเลือดให้กับคนรุ่นใหม่

บทบาทอย่างนี้ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คือ บทบาททางด้าน “การจัดตั้ง” คือ บทบาททางด้านการสะสมกำลัง

เปรียบไปก็เหมือนกับ “แม่ทัพ”

คำถามก็คือ พรรครวมพลังประชาชาติไทยต้องการพรรคในแบบที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กำหนดทิศทาง หรือว่าจะเป็นไปตามแนวที่ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ต้องการ

ตรงนี้แหละจึงขึ้นอยู่กับว่า ใครนำ ใครตาม

หากพรรครวมพลังประชาชาติไทยไม่สามารถ “สลัด” ภาพและบทบาทของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ลงไปได้โอกาสที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยย่อมตามมา

นั่นก็คือ เส้นทางของ “พรรคมหาชน”

นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ จึงต้องนำ “บทเรียน” มาประสานอย่างจริงจังว่าจะให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นในแบบ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ หรือไม่

เวลาในการลงมือจึงเหลือไม่มากนัก

ทำไมโดนคนเดียว

ทำไมโดนคนเดียว



พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามนักข่าว กรณี กกต.มีมติว่า นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี
(เนื่องจากคู่สมรสรัฐมนตรีดอน ถือหุ้นบริษัทเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่แจ้ง ป.ป.ช. และไม่โอนหุ้นให้ผู้อื่นดูแลแทน)
ปัญหาคุณสมบัตินายดอน จะส่งผลให้ต้องปรับ ครม.หรือไม่??
นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบคำถามด้วยนํ้าเสียงฉุนๆว่า “ไม่มี”!!
นักข่าวถามยํ้าว่าจะไม่มีการปรับ ครม.ใช่หรือไม่??
พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “ปรับทำไม ผมไม่ปรับ ถ้าอยู่ได้ก็อยู่ ถ้าอยู่ไม่ได้ท่านก็ต้องออก” พร้อมเดินกลับไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง!!
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่ากรณี กกต.ฟันธงว่า นายดอน ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี ย่อมทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เกิดอาการหงุดหงิดเป็นธรรมดา
แต่การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไประบายความหงุดหงิดใส่นักข่าว...ก็ไม่แฟร์
เพราะปัญหารัฐมนตรีขาดคุณสมบัติ เป็น “ไฟต์บังคับ” ที่นักข่าว “ต้อง” สอบถามประเด็นนี้จากหัวหน้ารัฐบาล
เรื่องมันก็มีแค่นี้เอง
อย่างไรก็ตาม “แม่ลูกจันทร์” ไม่แปลกใจที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ตอบว่า...จะไม่ปรับ ครม.
เพราะวันนี้ กกต.ยังไม่ได้ยื่นคำร้อง “คุณสมบัตินายดอน” ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติรับคำร้องหรือไม่ ก็ยังไม่แน่นอน
ล่าสุด นายบุญส่ง น้อยโสภณ หนึ่งใน กกต.ที่โดนเซ็ตซีโร่ยกเข่ง เปิดเผยว่า กกต.กำลังเร่งยกร่างคำวินิจฉัยคุณสมบัติรัฐมนตรีของ นายดอน ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยภายใน 7 วัน
ส่วน “นายดอน” จะต้องหยุดปฏิบัติ หน้าที่ รมว.ต่างประเทศหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ
หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ามีเหตุควรสงสัยว่าเข้าข่ายขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี
ศาลรัฐธรรมนูญสามารถสั่งให้ นายดอนยุติปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว
หากศาลรัฐธรรมนูญลงมติว่าขาดคุณสมบัติจริง “นายดอน” จะต้องพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีทันที
และจะไม่สามารถกลับไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้อีก เว้นแต่ได้พ้นตำแหน่งไปแล้วเกิน 2 ปี ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญ
“แม่ลูกจันทร์” ขอชื่นชม กกต.ที่ชี้แจงประเด็นนี้ได้กระจ่างแจ้งชัดเจน
แต่ที่ยังไม่แจ่มแจ้งชัดเจน คือนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้ยื่นคำร้อง กกต.ให้ตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี 9 คน
เหตุไฉน นายดอนจึงถูกหวยล็อก กกต.คนเดียว??
ส่วนรัฐมนตรีอีก 8 คน เข้าข่ายขาดคุณสมบัติหรือไม่??
ทำไม กกต.ไม่เปิดเผยผลการตรวจสอบให้หมดปัญหาคาใจ??
ข้อสำคัญ ยังมีรัฐมนตรีน้องใหม่อีก 3 คน ถูกร้องว่าถือครองหุ้นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญ
นอกจากนั้น ยังมี สนช.ลากตั้งอีก 90 คน ที่ถูกยื่นคำร้องว่าขาดคุณสมบัติกรณีเดียวกัน
บัดนี้ผ่านไปแล้วกว่า 1 ปี ยังไม่มีข่าวคืบหน้าว่า กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติเสร็จหรือยัง??
ปล่อยให้คุณลุงดอนเดือดร้อนอยู่คนเดียว...
ก็เหงาแย่น่ะซีโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

มุกเก่าจะเอาอยู่หรือ

มุกเก่าจะเอาอยู่หรือ



มุกเก่า แต่ก็เข้าเป้า ยังใช้ได้ผลตลอด
กับภาพ 2 พี่น้อง อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กับ “น้องปู” อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เฉิดฉายสบายอกสบายใจอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ปรากฏหราอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ 3-4 ฉบับ
ตามเหลี่ยมที่จับทางได้ ตั้งใจโชว์ “ชีวิตดี๊ดี” เบิ้ลบลัฟฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย
เย้ยกันเป็นนัย ภายหลัง “น้องปู” เพิ่งได้วีซ่าจากประเทศอังกฤษยาว 10 ปี สามารถบินโฉบฉายไปได้ทุกประเทศในโลกเสรีประชาธิปไตย ยกเว้นประเทศไทย
แถมในจังหวะสถานการณ์ที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ที่เป็นคนยกเลิกหนังสือเดินทางอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กำลังตกที่นั่งลำบาก
สถานภาพคลอนแคลนจากวิบากกรรมเมียถือหุ้นบริษัทเอกชน เจอกดดันให้ปรับพ้นคณะรัฐมนตรี
ก็ยิ่งเป็นอะไรที่ “หักมุม” เข้าเหลี่ยมเบิ้ลตีกินของทีม “นายใหญ่”
ตามสภาพการณ์เหมือนเงื่อนไขสถานการณ์เป็นใจ ทุกอย่างกำลังไหลเข้าทางดูไบ
แต่อีกนัยหนึ่ง ถ้าอ่านสถานการณ์ให้ลึกๆกับจังหวะเลี้ยงเรตติ้ง กระตุ้นกองเชียร์
นั่นก็สะท้อนเกมบีบ “นายใหญ่” ต้องเคลื่อนไหว แสดงตัวตนตลอดเวลา
เพื่อกระตุกลูกพรรคเพื่อไทยที่กำลัง “ชั่งใจ”
จะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายลุยเผชิญวิบากกรรมกับ “ทักษิณ” ที่ยังไม่รู้ทิศรู้ทางจะสู้เต็มตัวหรือไม่
หรือย้ายพรรคเปลี่ยนสังกัดใหม่ไปอยู่ในที่ปลอดภัย
ตามสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยที่เข้าสู่ความเงียบงัน ภายหลังมีความชัดเจนว่า
“เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง คือผู้ถูกเลือกให้ถือธง “นอมินี” นำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง
โดยยังไม่ได้ยินเสียงจากฝั่งของ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เจ้าแม่วังบัวบาน หรือ “เฮียเพ้ง” นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล แกนนำขาใหญ่ระดับ “หัวจ่าย” ท่อน้ำเลี้ยง
เห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์หรือไม่
ที่สำคัญพร้อมจะลงทุนลงแรงสู้แบบเต็มกำลังแค่ไหน
และอีกทางหนึ่งก็สังเกตได้ถึงการแปรรูปขบวนยุทธการ “แยกกันเดินรวมกันตี”
มอบธงนอมินีให้ “เจ๊หน่อย” แล้ว “นายใหญ่” ยังมุ่งไปที่การเปิดดีล แตะมือกับ “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่เรตติ้งวูบวาบกว่า แถมยังพ่วงด้วย “บิ๊กตู่ตำรวจ” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. ที่แสดงตัวแสดงตนเป็น “ตัวชน” กับทีมทหาร คสช.อย่างถึงแก่น
แผนหนึ่ง แผนสอง แผนสาม “เจ๊หน่อย-ธนาธร-เสรีพิศุทธ์”
ไม่รู้ใครจะเป็น “ตัวจริง” ของ “ทักษิณ” ในศึกทวงคืนอำนาจ
ตามสถานการณ์ที่ยังสับสนในทิศทางการต่อสู้ ประกอบกับเงื่อนไขการเลือกตั้งตามกติการัฐธรรมนูญใหม่ที่สลับซับซ้อน ไม่นับด่านองค์กรอิสระที่ดักอยู่รายทาง
ถึงยี่ห้อ “ทักษิณ” จะกระแสดียังไง
เกมการตลาดเหนือกว่าทหาร เป็นต่อในแนวรบสงครามโซเชียลมีเดีย
แต่โอกาสจะได้ครองเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องที่แสนลำบาก
ยากจะฝ่าเกมล็อก 3-4 ชั้น
นี่คือสถานการณ์ “ย้อนแย้ง” ที่ทำให้ลูกข่ายพรรคเพื่อไทยต้องคิดหนัก
ที่แน่ๆพวกรุ่นใหญ่ มวยเก๋าเกมอ่านขาด กระโดดสละเรือกันก่อนแล้ว
ตามแนวโน้มแบบที่บ้านใหญ่นครปฐม ตระกูลสะสมทรัพย์
ไม่ยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยค่ายพลังชลของบ้านใหญ่ชลบุรี ทีมงานตระกูล “คุณปลื้ม” ถูกดึงเข้าเสริมงานการเมืองรัฐบาล
ยี่ห้อ “สมศักดิ์ เทพสุทิน-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-สุชาติ ตันเจริญ” อาสาเป็นทีมระดมพล
เป็นฐานต้นทุนให้ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ตีตั๋วต่อ
โชว์ตัวแสดงความชัดเจนกันตั้งแต่หัววัน
ท่ามกลางเสียงด่ารัฐบาล การโหมเกมของฝ่ายต่อต้าน “นายกฯลุงตู่” ช่วยกันปลุกอุปาทานหมู่ ชาวบ้านเดือดร้อนปากท้อง ตัดแต้มดิสเครดิตทีมเศรษฐกิจของกัปตันทีมอย่าง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”
เตะสกัดเส้นทางไปต่อของ พล.อ.ประยุทธ์
แต่นั่นก็สวนทางกับข่าววงใน ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของอดีต ส.ส.ที่จ่อเข้าร่วมค่าย “พลังประชารัฐ”
ว่ากันว่าหลายทีม หลายจังหวัด เปิดมาเซอร์ไพรส์
แบบที่ปากยังด่า แต่ตัวมาแล้ว.
ทีมข่าวการเมือง

วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เหนื่อยแต่อธิบายยาก

เหนื่อยแต่อธิบายยาก



บ่งบอกถึงระดับความเครียดของสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี
เพราะโดยอารมณ์ปกติน่าจะต้องมีช็อตแสดงความยินดีกับ “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล นักกอล์ฟสาวมืออันดับ 5 ของโลก ที่เพิ่งคว้าแชมป์ “ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น” กระหึ่มโลก
แต่ล่าสุด “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่ “หน้านิ่วคิ้วขมวด” ไร้รอยยิ้มมาตลอด 2–3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังอยู่ในอารมณ์ฉุนเฉียว ตอบคำถามนักข่าวแบบห้วนๆ
เสียงแข็ง 6 เดือนที่เหลือไม่ปรับคณะรัฐมนตรีแน่นอน
“ตัดตอน” กระแสที่กำลังไหลเข้าเหลี่ยมพวกฉวยสถานการณ์กดดันให้เขี่ยนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ พ้นเก้าอี้เพราะพิษหุ้น ขณะเดียวกันก็ไหลลามเป็นเชิงกดดันมัดคอ “นายกฯลุงตู่”
ต้องถือโอกาสปรับกระทรวงเศรษฐกิจที่ทำงานไม่เข้าเป้า
เร้าไปกับโพลรายวัน ถามย้ำแบบรายสัปดาห์ ชาวบ้านไม่พอใจปัญหาปากท้อง เข้าทางนักการเมือง ขบวนการเตะตัดขา “นายกฯลุงตู่” ได้ทีกระตุก “อุปาทานหมู่” ให้คนรุมด่ารัฐบาล
สถานการณ์บีบคั้น “ลุงตู่” เครียด ตกเป็นรองเกมชิงกระแสเล่นกับอารมณ์สังคม
หลงอยู่ในกระแส “อุปาทานหมู่” ปมเศรษฐกิจปากท้อง
เรื่องของเรื่อง มันก็เป็นไปตามธรรมชาติ การใช้โพลถามคำถามเชิงความรู้สึกชาวบ้าน ย่อมได้คำตอบเชิงลบที่ใช้ความรู้สึก ไม่ได้มาจากความเป็นเหตุเป็นผลสักเท่าไหร่
ตรงกันข้าม สิ่งที่รัฐบาลแถลงไขออกมานั่นต่างหากที่อยู่บนพื้นฐานข้อมูลชัวร์ๆ
อิงกับตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการทั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
อีกทั้งล่าสุด นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยในวงประชุมใหญ่หอการค้า 5 ภาค ว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจากหอการค้าต่างจังหวัดหลายๆแห่ง ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไม่คึกคัก กำลังหดตัว ยังไม่ฟื้นเหมือนเศรษฐกิจภาพรวม
เป็นผลจากการปราบปรามธุรกิจสีเทาอย่างเข้มงวด ทั้งธุรกิจพนัน บ่อน หวยใต้ดิน การจัดระเบียบพ่อค้าแม่ค้าตามชายหาดและแหล่งท่องเที่ยว และการปราบปรามผู้มีอิทธิพล
ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นหายไปเฉลี่ยปีละ 2–3 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกันก็มีข้อมูลในวงหอการค้าไทยและหอการค้าภาคระบุ เศรษฐกิจภาพรวมมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ที่น่าห่วงคือเศรษฐกิจฐานรากที่ยังเดือดร้อน ภายใต้บริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเปลี่ยนถ่ายยุคดิจิทัลและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
นี่คือคำตอบที่ว่าเศรษฐกิจภาพรวมดี แต่ชาวบ้านบ่นปัญหาปากท้อง
และนั่นก็ต้องให้ความเป็นธรรม ประเมินตามเงื่อนไขสถานการณ์ 3 ปีที่ผ่านมา จากตัวจีดีพีที่โตกว่า 2 ล้านล้านบาท ตลาดหุ้นโต 4 ล้านล้านบาท ตรงนี้คนชั้นกลางส่วนใหญ่ที่เล่นหุ้นจะไม่ได้ประโยชน์เลยหรือ
หรือตัวเลขจีดีพีภาคเกษตรโตขึ้น 6 เปอร์เซ็นต์ ราคาข้าวหอมมะลิที่สูงกว่าตันละ 17,000 บาท เป็นไปไม่ได้ที่ชาวนาจะไม่ได้ประโยชน์ เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวโตกว่า 35 ล้านคนต่อปี รายได้ท่องเที่ยวโตกว่าร้อยละ 20 ยังไงประโยชน์ก็ต้องตกไปถึงเศรษฐกิจระดับล่าง
ขณะที่เมกะโปรเจกต์ โครงการลงทุนต่างๆของรัฐบาลจำนวนมาก โดยเฉพาะโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
ยังไงก็ต้องเอื้อต่อการส่งออกและเกิดการจ้างงาน
รวมทั้งโครงการสวัสดิการประชารัฐ บัตรคนจนที่ถึงมือคนจนโดยตรง ยังไงก็ต้องเกิดประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก บรรเทาปัญหาปากท้อง
มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบอกว่า ผลงานรัฐบาล คสช. “จับต้อง” อะไรไม่ได้
ไม่นับโครงการพื้นฐานระยะยาวที่รัฐบาล “ลุงตู่” วางฐานเสาเข็มไว้ เส้นทางรถไฟฟ้าสารพัดสายในกรุงเทพฯและปริมณฑล ความพยายามยกระดับวิสาหกิจชุมชนที่เป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศเกษตรกรรมแบบเมืองไทย การเร่งรัดประเทศเข้าสู่ยุคดิจิทัลเพื่อให้เท่าทันเศรษฐกิจโลกในอนาคต
เทียบกับรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ไม่ได้มีอะไรด้อยกว่า
แถม “ลุงตู่” เหนือกว่าในเรื่องการใช้อำนาจพิเศษเชิงบวกทะลุทะลวงปัญหาหมักหมม ไม่ว่าจะปมการค้ามนุษย์ที่โดนแบน การสางยกระดับคุณภาพการบินพาณิชย์ที่ติดธงแดงจนสถานการณ์คลี่คลาย
สรุป ปัญหามันอยู่ที่จุดอ่อนการอธิบายเรื่องยากๆให้ฟังเข้าใจง่าย
ตรงกันข้าม อีกฝ่ายแค่พูดง่ายๆ ลูกเขี้ยวยี่ห้อ “ทักษิณ” เบิ้ลบลัฟปัญหาปากท้อง โยงเทียบกับสมัยอดีตรัฐบาล กระตุ้นกองเชียร์รากหญ้าที่คิดถึงแต่โครงการจำนำข้าวตันละ 15,000 บาท ที่ทำให้คนทั่วเมืองรู้สึกถึงความกินดีอยู่ดี
ทั้งๆที่บทสรุปสุดท้ายต้องแลกด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน
ทำรัฐเสียหายนับหมื่นนับแสนล้าน.
ทีมข่าวการเมือง

เตือนกลุ่มอยากเลือกตั้ง

“พลเอกเฉลิมขัย” เตือน”กลุ่มอยากเลือกตั้ง” ชุมนุมหน้าUN 7 มิย.นี้ ต้องไม่เหมือน 22 พค. เชื่อ ไม่มีเรื่องจุดประเด็น

   
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.และ เลขาธิการคสช. กล่าวถึง การชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลิกตั้งบริเวณหน้า องค์การสหประชาชาติ (UN) ในวันที่ 7 มิ.ย.นี้ว่า หากมีการเคลื่อนไหวในลักษณะของการชุมนุม ในเรื่องการแสดงความเห็น แต่ไม่ใช่ เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง เหมือนวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา
           
ทั้วนี้ ไม่เป็นห่วงว่าจะเดินเข้าไปบริเวณทำเนียบรัฐบาล ซึ่งคงไม่มีประเด็นอะไรสำคัญจนกระทั่งต้องมีมวลชนเข้ามามากมายถ้าหากเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เราก็ดูแลความปลอดภัยอำนวยความสะดวกให้

วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รับไม่ได้หาว่าลงพื้นที่หาเสียง

รับ ไม่ได้ ยอมไม่ได้ สื่อหา ลงพื้นที่หาเสียง

"บิ๊กตู่" ปรี๊ดดดดด!!!สื่อวิจารณ์ ลงพื้นที่หาเสียง ใครหนุน ขออะไรก็ให้ ผมให้ได้ยังไง มันเงินของผมที่ไหน ยันบอก "เลือกตั้ง" ก็เลือก  แต่สื่อ เขียนเลอะเทอะ ไม่รับผิดชอบ แบบนี้ ไม่ยอม

 
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานเสวนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลได้ลงไปรับทราบความเดือดร้อนความต้องการของประชาชนมาแล้ว  ผมไปประชุมครม.นอกสถานที่หลายครั้ง ทุกภาค ไม่ได้ไปทำงานการเมือง ไปฟังทุกภาคส่วนว่าเขาต้องการอะไร ก่อนมีการเสนอแผนงานเข้ามา ส่วนหนึ่งหยิบยกมาพูดในห้องประชุม ผมให้ไม่ได้ แต่อนุมัติหลักการ แล้วไปหารือกันต่อว่าจะทำได้หรือไม่ ใช้งบฯตรงไหน

"ไม่ใช่วิพากษ์วิจารณ์นายกฯไปหาเสียงการเมือง ขออะไรก็ให้ ถ้าหนุนรัฐบาลหนุนพล.อ.ประยุทธ์ ก็ให้หมด ผมให้ได้ยังไง มันเงินของผมที่ไหน มันเงินของรัฐบาล ต้องอนุมัติโดยครม. 

สื่อเขียนไปเรื่อย เขียนจนไม่รับผิดชอบอย่างนี้ผมไม่ยอม บ้านเมืองสงบไม่สงบ เลือกตั้งไม่เลือกตั้ง ก็เขียนกันเข้าไป

และผมยืนยันเลือกตั้งก็เลือก แล้วมาเขียนให้มันเลอะเทอะไปอีก" นายกฯ กล่าว 

 วันนี้เริ่มวันด้วยความเข้มแข็งแข็งแรง รับรอง ผมโดนอยู่แล้วล่ะวันนี้ สื่อเชิญท่านตามสบาย ประเทศของท่านเหมือนกัน ผมไปแบกคนเดียวไม่ไหว ท่านก็รับผิดชอบกันบ้าง เสียหายก็รับกันไป  ผมรับอยู่แล้วของผม

ดึงจังหวะ ไม่ชนะไม่เข้าตี

ดึงจังหวะ ไม่ชนะไม่เข้าตี



“ประยุทธ์”แก้เกม คสช.เป็นรองแนวรบชิงกระแส
อาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง หลังปรากฏการณ์ฟ้าผ่าธรณีสงฆ์สะเทือน
ตามราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ เรื่อง ถอดถอนสมณศักดิ์ พระภิกษุถูกกล่าวหาว่า กระทําการทุจริตและถูกดำเนินคดีอาญา ในความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต
1.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 2.พระพรหมเมธี (จํานงค์ เอี่ยมอินทรา) วัดสัมพันธวงศาราม 3.พระพรหมดิลก (เอื้อน กลิ่นสาลี) วัดสามพระยา
4.พระราชอุปเสณาภรณ์ หรือสมณศักดิ์เดิมคือ พระเมธีสุทธิกร (สังคม สังฆะพัฒน์) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 5.พระราชกิจจาภรณ์ หรือสมณศักดิ์เดิมคือ พระวิจิตรธรรมาภรณ์ (เทอด วงศ์ชะอุ่ม) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 6.พระอรรถกิจโสภณ (สมทรง อรรถกฤษณ์) วัดสามพระยา 7.พระศรีคุณาภรณ์ (บุญทวี คํามา) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ล้วนแล้วแต่ “เจ้าคุณ” วัดดังที่โดนดำเนินคดี “เงินทอนวัด”
หมดบุญหมดวาสนาในทางธรรม ไปรับกรรมในทางโลก
อีกส่วนที่เป็นคนละกรณี แต่มีเชื่อมโยงกันในมุมของการก่อความขัดแย้งในวงการสงฆ์
ก็คือรายของนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีต “พุทธะอิสระ” แห่งวัดอ้อน้อย จังหวัดนครปฐม ผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ ซ่องโจร และปลอมพระปรมาภิไธย
ต้องโดนปลดจีวรกลายเป็นฆราวาส
ถูกส่งตัวเข้าห้องขัง ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำเหมือนๆกัน
ไม่มีการเลือกข้าง ไม่แบ่งฝั่งเลือกปฏิบัติ ท่ามกลางเสียงอนุโมทนาสาธุ กับยุทธการ “ซักจีวร” ลุยล้างบางมนุษย์ในคราบผ้าเหลืองที่ทำให้พุทธศาสนามัวหมอง
ลูบหน้าปะจมูกกันมานาน ที่สุดจึงเกิดปรากฏการณ์ “ฟ้าผ่า”
วงการ “พุทธจักร” เข้าสู่โหมดการปฏิรูปใหญ่อย่างเด่นชัด
ตัดฉากมาที่สถานการณ์ของฝ่าย “อาณาจักร” ที่ยังคงวุ่นวายต่อเนื่อง ตามท้องเรื่องที่กำลังเข้าสู่โหมดการประกาศกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน
เป็นห้วงเวลาท้ายเทอมที่รัฐบาลอำนาจพิเศษนับถอยหลัง
ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติด้วยคะแนนเอกฉันท์ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ไม่ขัดแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.
เป็นอันว่า กฎหมายอันเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการเลือกตั้งกำลังเข้าสู่กระบวนการบังคับใช้
ไม่มีเหตุทำให้การเลือกตั้งสะดุดจากปมอภินิหารกฎหมาย
ตามจังหวะการเร้ากระแสของนักการเมืองทุกป้อมค่ายที่ปรองดองโดยอัตโนมัติ รวมพลังแท็กทีมกดดัน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.และฝ่ายคุมเกมอำนาจพิเศษ
เร่งวันเร่งคืน เปิดไฟเขียวสนามเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม โดยเงื่อนไขสถานการณ์ที่ดูเหมือนพรรคเก่า ป้อมค่ายเดิมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย รวมทั้งพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กเริ่มซาเสียงลงไป
กระแสดูดที่เคยปั่นมาประจานพรรคทหารเริ่มเฝือ อีกทั้งตามผลโพลประชาชนส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าการย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติตามวิถีการเมืองแบบไทยๆ
ยุคใครยุคมัน ใช้วิธีแบบนี้มาทั้งนั้น
สีสันจริงๆมันอยู่ที่ป้อมค่ายใหม่ ไฮไลต์เลยก็คือคิวของ “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เพิ่งได้รับการโหวตให้เป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
ในฉากอีเวนต์เปิดตัวพรรคได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
“ไพร่หมื่นล้าน” นำทีมแกนนำและสมาชิกพรรคที่ล้วนแต่เป็นคนรุ่นใหม่ ยืนถือไฟฉายจากสมาร์ทโฟน สื่อความหมายเป็นนัย คนยุคใหม่ขับไล่ความมืดดำที่ปกคลุมอำนาจการเมืองไทย
กระตุกภวังค์ ย้อนอดีตไปถึงการเปิดตัวพรรคไทยรักไทยที่คนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” นำทีมผู้ก่อตั้งพรรคจากทุกวงการของประเทศไทย ขี่ดาวเทียมชูม็อตโต “ตาดูดาวเท้าติดดิน”
อีเวนต์แทบจะลอกแบบกันมาเลย
จะแตกต่างกันตรงบทห้าวเป้งของ “ธนาธร” ที่ประกาศกร้าวว่า ถ้าชนะการเลือกตั้งได้เข้าไปในสภาฯจะเดินหน้าฉีกรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับมรดก คสช.
พร้อมนิรโทษกรรมคดีการเมืองในยุคอำนาจพิเศษทั้งหมด
เรียกเสียงจากกองเชียร์ดังกระหึ่ม คนเกลียดทหารกดปุ่มไลค์รัวๆ
และตามฟอร์มพรรคเพื่อไทยรีบกระโจนเข้าใส่อาการแบบที่ “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำสายตรงดูไบ ประกาศเอาด้วยช่วยตามแห่เกมล้มรัฐธรรมนูญ คสช.
แค่นั้นไม่พอ ยังแถมโวลั่น ต้องไล่เช็กบิลเผด็จการด้วยถึงจะสาแก่ใจ
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่เสมือนหนึ่งว่า กระแสไหลเข้าทางเกมทวงอำนาจของฝ่าย “ทักษิณ”
อย่างที่เห็นการขับเคลื่อนของพรรคอนาคตใหม่ที่มีพรรคเพื่อไทยตามแห่ขบวนอยู่ด้านหลัง โดยมีพลังมวลชนม็อบคนอยากเลือกตั้งเป็นตัวช่วยกดดัน โยงไปถึงอีกตัวละครสำคัญคือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. ที่เปิดหน้าแสดงตัวเป็นแนวร่วมฝ่ายต้านทหาร ขอเป็นนายประกันให้แกนนำม็อบอยากเลือกตั้งที่โดนล็อกตัวฐานผิดคำสั่ง คสช.
ยุทธการแยกกันเดินรวมกันตีเริ่มแปรรูปขบวนชัดเจน
ใครเป็นใครเห็นๆกัน เหลือแค่ลุ้นคนถือธง “นอมินี” ตัวจริง
และตรงกันข้ามกับฝ่ายคุมเกมอำนาจพิเศษ คสช.ที่ชักจะทนนิ่งอยู่ไม่ได้
ในอาการเทกแอ็กชันขู่กลับแรงๆแบบที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ส่งซิกให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบดูว่าผิดหรือถูกอย่างไร
กับมุกพูดหาเสียงล่วงหน้าของนายธนาธร
เสียงแข็งการฉีกรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำได้ รวมทั้งการเช็กบิล คสช.ที่ไม่ได้ทำผิดอะไร
“พี่ใหญ่” เริ่มส่งเสียงคำรามดังๆ ในห้วงสถาน-การณ์ที่ทีมทหาร คสช.ตกที่นั่งลำบาก
“เสือตะวันออก” กำลังเป็นฝ่ายตั้งรับกระแส
แรงกระแทกทั้งจากภายใน อาการป่วนจากอดีตแนวร่วมฝ่ายเดียวกันที่ร่วมโค่นระบอบทักษิณมา แต่ไม่พอใจกับการแชร์อำนาจและผลประโยชน์
แบบที่แนวร่วมพันธมิตรฯจิกตีปมราคาน้ำมัน เพราะหมั่นไส้รัฐบาล “ลุงตู่” ไม่รับมุกการยกเลิกสัมปทานปิโตรเลียม และการทวงคืนขุมทรัพย์บริษัท ปตท.
นั่นก็ไปเพิ่มแรงบวกกับแรงเสียดทานภายนอกเครือข่ายฝ่ายตรงข้ามโดยเฉพาะขุมข่ายพรรคเพื่อไทยของ “นายใหญ่” ที่ได้ทีเขย่าสถานการณ์ราคาน้ำมัน
เบิ้ลบลัฟซ้ำภาวะข้าวยากหมากแพง กระตุกต่อมหงุดหงิดปัญหาปากท้องชาวบ้าน
พาลถึงการดิสเครดิตฟอร์มบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่เพิ่งโชว์ตัวเลขจีดีพีดีดตัวสูงถึงร้อยละ 4.8 สูงสุดในรอบ 5 ปี แต่เจอตีปี๊บประจานเรื่องน้ำมันแพง แก๊สหุงต้มขึ้นราคา กลบไปหมด
กระตุกอารมณ์หงุดหงิดของผู้นำทหารอย่าง “บิ๊กตู่”
สั่งไล่จับขบวนการปล่อยข้อมูลเท็จผ่านเพจปลอม บิดเบือนข้อมูลถล่มรัฐบาล
สถานการณ์ถึงขั้นที่เพจอวย “นายกฯลุงตู่” แท้ๆ ทำโพลถามสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้นำต่อหรือไม่ คะแนนออกมาเกินร้อยละ 90 กว่าๆ “โหวตโน” ทำหน้าหงาย
เรื่องของเรื่อง คสช.ถูกลากเข้าไปในสงครามที่เสียเปรียบ
แนวรบโซเชียลมีเดียที่ทหารตกเป็นรองมาตลอด
และต่อให้ทีม “นายกฯลุงตู่” ยกระดับการต่อสู้ เกณฑ์นักรบไซเบอร์ เพิ่มดีกรีการตอบโต้ในโลกโซเชียลฯ
แต่นั่นก็ทำได้แค่ขีดระดับความสามารถในแบบฉบับของทหาร
ไม่มีทางเทียบได้กับ “โคตรเซียนตัวพ่อ” ยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่มีพร้อมทั้งลูกเขี้ยวเกมการตลาดและความฉลาดในการใช้เครื่องมือสื่อสารที่ไปไกลระดับโลกแล้ว
ประกอบกับแนวโน้มสถานการณ์ที่เอื้อให้ กระแสเบื่อรัฐบาลทหารที่อยู่มานานเกิน 4 ปี
เกมนี้ “บิ๊กตู่” สู้ไปก็มีแต่เข้าเนื้อ เจ็บตัวหนักถ้าไม่ปรับมุมการต่อสู้ใหม่
ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่ คสช.เป็นรองเกมแห่กระแส ผวาแนวรบสงครามโซเชียลมีเดียสู้ไม่ได้
มันก็มีสัญญาณแปร่งๆ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ส่งซิกการนัดพบระหว่าง คสช.กับพรรคการเมืองเพื่อพูดคุยเรื่องการเลือกตั้งในเดือนมิถุนายนนี้ ส่อต้องเลื่อนออกไป
แถมการนับปฏิทินโรดแม็ปเลือกตั้งแบบลากยาวสุดคือเดือนเมษายน 2562
เหมือนว่าบรรยากาศสถานการณ์กำลังเข้าสู่จุดพลิกผัน
ตามฟอร์มทหารที่ทำอะไรต้องมียุทธศาสตร์ชัดเจน ในเมื่อรู้อยู่ว่าแพ้ จะรบทำไม
ขืนปล่อยเลือกตั้งในจังหวะกระแสเป็นรอง ก็เสี่ยง “เสียของ”
ต้องดึงเกมออกไปก่อน ไม่ชนะ ไม่เข้าตี.
“ทีมการเมือง”

ยืดเวลาตั้งหลักให้ลงตัว

ยืดเวลาตั้งหลักให้ลงตัว



เจอคิวแทรกบั่นทอนเครดิตท็อปบูต
ในซีนที่ กกต.ลงมติเสียงข้างมากชี้มูล นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ มีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 กรณีภริยาถือครองหุ้นเกิน 5% โดยไม่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ภายในเวลาที่กำหนด
ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเป็นด่านสุดท้าย จะหลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่
ตามท่าทีของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.
ที่ยังไม่กล้าตัดสินใจชัดเจน จะดำเนินการต่อไปอย่างไร
ย่อมเสี่ยงต่อการเกิดแรงกระเพื่อม ทั้งคนใน คนนอกรัฐบาลต่างรอโอกาส จับจ้องแย่งเก้าอี้ เผลอๆอาจวุ่นวายไปถึงขั้นปรับใหญ่ ไม่ใช่แค่ปรับเล็กเฉพาะตำแหน่งที่มีปัญหา
เขย่าเสถียรภาพรัฐบาลให้เกิดปัญหาภายใน
ขยายแผล ซ้ำเติมสถานการณ์ให้ “บิ๊กตู่” มีเรื่องต้องพะวงใจมากขึ้นกว่าเดิม
นอกเหนือจากแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองชักแถวออกมาทวงสัญญาคืนเวทีเลือกตั้งตามโรดแม็ป
ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญลงมติเป็นเอกฉันท์ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
กฎหมายลูกสำคัญฉบับสุดท้ายถูกปลดล็อก รอประกาศบังคับใช้ นั่นเท่ากับ “บิ๊กตู่” หมดตัวช่วย ยื้อเลือกตั้ง รอเวลาเข้าคูหาหย่อนบัตร เร้าเสียงปี่กลองการเมืองหลังจากนี้ให้ดังขึ้นเรื่อยๆ
สอดรับจังหวะออกตัวแรงๆของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
ที่ประกาศชูธงโละรัฐธรรมนูญปี 2560 ทั้งฉบับ หากได้รับโอกาสเข้ามาทำงานในสภาฯ
ตั้งแท่นทำลายล้างมรดก คสช. จ่อเช็กบิลฝ่ายอำนาจพิเศษตั้งแต่ออกตัว
แม้จะรู้เป็นแค่ลีลาหาเสียง อาศัยเหลี่ยมการตลาดวาดลวดลายทางวาทกรรม ปั่นเรตติ้งให้ตัวเอง แต่ก็สร้างอาการผวาให้ คสช.ได้ไม่น้อย
หากดูจากแอ็กชันของเหล่าคีย์แมนอย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาตั้งแง่ข้องใจการประกาศเจตนารมณ์รื้อรัฐธรรมนูญเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ โดยเรียกร้องให้ กกต.ไปดำเนินการตรวจสอบ
สะท้อนให้เห็นอาการแอบหวั่นไหวอยู่ลึกๆ
อย่างที่เห็นๆกันอยู่ พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้สู้แค่เพียงลำพัง เพราะพรรคการเมืองต่างๆ พร้อมผสมโรงเป็นแนวร่วม รอคอยการปลดโซ่ตรวน ถ้าโอกาสเข้าทาง อะไรที่ยากในทางปฏิบัติก็อาจเป็นไปได้
รูปการณ์ที่เคยเป็นต่อ ชักจะไม่นิ่ง หลังจากเพลี่ยงพล้ำในสงครามโซเชียล เจอลูกเขี้ยวฝ่ายตรงข้ามโหมกระแสปล่อยข่าวลบเล่นงานรัฐบาลสะบักสะบอม ทั้งเรื่องราคาน้ำมัน การลักไก่ขึ้นภาษีแวต
ต้องสั่งทีมงานไล่แก้ข่าวเชิงลบกันอุตลุด
นี่คือปรากฏการณ์แพ้ทางโลกโซเชียลที่ “ลุงตู่” กำลังเผชิญอยู่ โดนปั่นกระแสเสี้ยมให้คนเบื่อรัฐบาลทหารที่ครองอำนาจมา 4 ปี
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยการเมืองที่ชักไม่นิ่ง สถานการณ์ไม่เป็นใจให้ขั้วอำนาจพิเศษเหมือนเดิม
ซีกการเมืองยังแตกเป็นหลายขั้ว พรรคใหญ่จูนกันไม่ลงรอยหลังเลือกตั้ง ต้องเตรียมหาทางใช้สูตรพิเศษ โมเดลรัฐบาลแห่งชาติเป็นทางเลือกสำรองไว้เวลาฉุกเฉิน
ขณะที่ฟากประชาชนยังแตกแยก แบ่งเป็นฝักฝ่าย ตัวอย่างที่เห็นชัดๆจากปฏิบัติการบุกจับ “อดีตพุทธะอิสระ” ที่สะท้อนแรงกระเพื่อมในสังคมชัดเจน ทั้งฝ่ายกองเชียร์ กองแช่งเปิดศึกด่าทอกันเละเทะ
ความปรองดองยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ถูกสะกดชั่วคราวด้วยมาตรา 44 ศึกสีเสื้อยังอยู่คู่สังคมไทย
สภาวการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่นิ่ง โยงกับการรอดูท่าทีผลการตีความคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560
นั่นก็เป็นความจำเป็นที่อาจจะต้องเลื่อนโปรแกรมการจับเข่าคุยพรรคการเมืองในเดือน มิ.ย.ออกไป ตามการส่งสัญญาณจากนายวิษณุ เครืองาม
อย่างน้อยก็ต้องรอให้กฎหมายลูก 2 ฉบับสุดท้ายประกาศบังคับใช้แล้ว เบรกการปล่อยผีนักการเมืองออกมาเคลื่อนไหวในช่วงรัฐบาลกำลังเสียหลัก
ดึงจังหวะให้ทุกอย่างกลับมาเข้ารูปเข้ารอยก่อน ค่อยมาว่ากันใหม่
ทำไปทำมามีแนวโน้มไปกระทบปฏิทินเลือกตั้งอาจขยับจากกำหนดการเดิมในเดือน ก.พ.2562 เล็กน้อย
ยืดเวลาให้ “ลุงตู่” ตั้งหลักปรับทัพให้ลงตัว.
ทีมข่าวการเมือง

อยู่ไม่ได้ก็ออกไป

อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ ก็ออก!

“บิ๊กตู่” อารมณ์เสีย ลั่นไม่ปรับครม. “ดอน” อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ ก็ออก” ยัน ไม่ได้คิดว่าจะปรับใคร  ทุกอย่าง อยู่ขั้นตอนตามกม.”

พลเอกประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีคุณสมบัติ รมต.ของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ  จะต้องปรับ ครม.หรือไม่ ว่า  ปรับทำไม ผมไม่ปรับ คุณก็ปรับเอง สิ

“ผมไม่ปรับ อยู่ได้ก็อยู่. อยู่ไม่ได้ ท่านก็ต้องออกอยู่แล้ว”

เมือถามว่า จะต้องปรับ ครม.ตำแหน่งอื่นด้วยหรือไม่ พลเอกประยุทธ์  กล่าวอย่างอารมณ์ไม่ดีว่า พูดไป ไม่เข้าใจหรือไง  จะตำแหน่งอะไรอีก. ไม่มีแผน 

“ไม่ได้คิดว่าจะปรับใคร ทุกอย่าง อยู่ขั้นตอนตามกม.”

เมื่อถามว่า สุดท้ายหาก นาย ดอน พ้นสภาพ รมต.จะต้องปรับหรือไม่ พลเอกประยุทธ์ ทำหน้า ไม่สบอารมณ์ แล้วยุติการให้สัมภาษณ์ เดินออกจากไมค์ฯ เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

บูด

อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ ก็ออก!

“บิ๊กตู่” อารมณ์เสีย ลั่นไม่ปรับครม. “ดอน” อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ ก็ออก” ยัน ไม่ได้คิดว่าจะปรับใคร  ทุกอย่าง อยู่ขั้นตอนตามกม.”

พลเอกประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีคุณสมบัติ รมต.ของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ  จะต้องปรับ ครม.หรือไม่ ว่า  ปรับทำไม ผมไม่ปรับ คุณก็ปรับเอง สิ

“ผมไม่ปรับ อยู่ได้ก็อยู่. อยู่ไม่ได้ ท่านก็ต้องออกอยู่แล้ว”

เมือถามว่า จะต้องปรับ ครม.ตำแหน่งอื่นด้วยหรือไม่ พลเอกประยุทธ์  กล่าวอย่างอารมณ์ไม่ดีว่า พูดไป ไม่เข้าใจหรือไง  จะตำแหน่งอะไรอีก. ไม่มีแผน 

“ไม่ได้คิดว่าจะปรับใคร ทุกอย่าง อยู่ขั้นตอนตามกม.”

เมื่อถามว่า สุดท้ายหาก นาย ดอน พ้นสภาพ รมต.จะต้องปรับหรือไม่ พลเอกประยุทธ์ ทำหน้า ไม่สบอารมณ์ แล้วยุติการให้สัมภาษณ์ เดินออกจากไมค์ฯ เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

รมย์เสียถามเรื่องลุงกำนัน

ไม่อยากตอบ เรื่อง”สุเทพ” ..บิ๊กตู่  อารมณ์เสีย  ฉุนสื่อ รุมซัก ปรับครม. แถม เสนอข่าวไม่ถูกใจ  ถาม..“ สื่อ นี่ต้องซื้อ เท่านั้นหรือไง? 

“นายกฯบิ๊กตู่” เมินตอบ “สุเทพ” หลั่งน้ำตา ตั้งพรรค รวมพลังประชาชาติไทย ....จะเป็นกองหนุน คสช. อีกแรงหรือไม่ ...เดินเชิดหน้า ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า หลัง ผละออกจากไมค์ ยุติการให้สัมภาษณ์ ตั้งแต่ ถูกซัก เริ่องปรับครม.

สื่อตั้งข้อสังเกตุ บิ๊กตู่ อารมณ์เสีย ใส่นักข่าว วันนี้  นอกจาก ไม่แฮปปี้กับ ข่าวในหน้าสื่อ และ ข่าว ในโซเชี่ยล มีเดีย  และบ่นการเสนอข่าวของสื่อ หลายสำนัก แต่เอ่ยชื่อ TPbs ข่าวสด มติชน  ถาม “สื่อ นี่ต้องซื้อ เท่านั้นหรือไง?” ปิดท้ายสัมมนา แล้ว  อาจเพราะไม่อยากตอบ เรื่อง “สุเทพ” ....เดินหนี ตั้งแต่เริ่องปรับครม.
เพราะ นายกฯไม่ได้ ปริ๊ดมานาน หลายเดือน!!

ดีแล้วทำงานร่วมกัน

ดี แล้ว "ลุงกำนัน" ตั้งพรรค หลายฝ่ายร่วมมือกัน...เมื่อก่อนเป็นกองหนุน คสช.แต่ตอนหลัง คสช.ก็ไปทำงานของคสช.เอง”

“บิ๊กป้อม”บอกเป็นเรื่องดี สุเทพ ร่วมอดีตกปปส. ตั้งพรรค รปช. เพราะหลายฝ่ายมาร่วมมือกัน  แต่ออกตัว “ไม่รู้ใจ”ลุงกำนัน ทำไม หลั่งน้ำตา ร่วม”พรรครวมพลังประชาชาติไทย” เขาร้องไห้ ผมจะไปรู้ได้ยังไง  ไม่ได้ไปรู้ใจ เขาก็คิด ตามที่เขาคิด  ปัดวิจารณ์ ทำไมยอม”ตระบัดสัตยเพื่อชาติ” ตัองไปถาม คุณสุเทพ เอง ผมไม่ตอบ เห็นแล้ว รู้สึกยังไง ก็ไม่ตอบ...แต่มองว่าดี ที่ สุเทพ-อดีตกปปส.ตั้งพรรคการเมือง เพราะจะได้มีหลายส่วนร่วมมือกัน  ปัด ช่วยซับน้ำตา แม้”สุเทพ “เคยหนุน คสช.แต่ตอนหลัง คสช.ก็ทำในส่วนคสช. เอง ยันไม่รู้ สุเทพ ตั้ง รปช.เพื่อหนุน”บิ๊กตู่”เป็นนายกฯ  แนะสื่อไปถาม สุเทพ เอง เหน็บสื่อ อยากคิดยังไงก็คิดไป เรื่อง รปช. เริ่อง สุเทพ

พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และได้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.)ว่า แล้วแต่เขาว่าเขาจะคิดอย่างไร แต่ส่วนตัวเห็นว่านายสุเทพ มาตั้งพรรคการเมืองก็ดี มาร่วมมือกันหลายส่วน

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้เห็นภาพนายสุเทพ ร้องไห้หรือไม่ รู้สึกอย่างไรบ้าง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่เห็น 

เมื่อถามว่า นายสุเทพ บอกว่าต้องยอมตระบัดสัตย์เพราะต้องการมาทำงานเพื่อประชาชน พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เขาคิดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น แล้วแต่เขา  

เมื่อถามว่าเห็นแล้วสะท้อนใจหรือไม่ ที่คนระดับนายสุเทพ ต้องมาหลั่งน้ำตาเพื่อมาทำงานทางการเมือง พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่ขอตอบ ไปซับอะไรเขา ก็เขาร้องไห้ เราจะไปรู้ได้อย่างไร ไม่ได้รู้ใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องซับน้ำตาให้นายสุเทพ หรือไม่ เพราะเคยเป็นกองหนุนของรัฐบาลมาตั้งแต่สมัยเป็นกปปส. ลงเรือลำเดียวกันมาตั้งแต่ปี 2557  พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “อะไรว่ะ  ไม่มีไร ตอนหลังก็ไม่ได้มาทำอะไรร่วมกันแล้ว คสช.ก็ไปทำงานของคสช.เอง” 

ส่วนที่มองกันว่าการที่นายสุเทพ ร่วมก่อตั้งพรรครปช.ขึ้นมามีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องไปถามเขา ถามผมไม่ได้ 

เมื่อถามอีกว่าหาก นายสุเทพ หนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีใช่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า “คุณคิดอย่างไร ก็แบบนั้นนั่นแหล่ะ”
///