PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

ศาลโลก (World Court)

ศาลโลก (World Court) หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) นั้น เป็นศาลที่ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2489 โดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations – UN.) ตามกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเกิดขึ้นมาหลังจากการสิ้นสุดลงขององค์การสันนิบาตชาติ ที่มีศาลประจำยุติธรรมระหว่างประเทศ (Permanent Court of International Justice) เป็นศาลโลกในขณะนั้น โดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศก็ได้มารับช่วงทำหน้าที่ต่อจากศาลประจำยุติธรรม ระหว่างประเทศดังกล่าวนั่นเอง

ผู้พิพากษาศาลโลกมี 15 คน เลือกตั้งคราวละ 9 ปี การพิจารณาพิพากษาคดีต้องมีผู้พิพากษา 9 คนนั่งเป็นองค์คณะ ศาลจะเลือกประธานและรองประธานศาลเอง
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั้นมีหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่าง รัฐ(Contentious Case) ในประเด็นกฎหมายและข้อเท็จจริง เช่น ข้อพิพาทเรื่องดินแดนอาณาเขต การละเมิดอำนาจอธิปไตย ปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ หรือแม้แต่กรณีที่เกี่ยวข้องกับเอกชนที่รัฐเป็นผู้ฟ้องแทน ฯลฯ หรือเพื่อให้ความเห็นปรึกษา (Advisory opinion) ในส่วนที่เกี่ยวกับการตีความและการใช้กฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญา ระหว่างประเทศแก่องค์กรหลักอื่นๆของสหประชาชาติ อาทิ สมัชชาสหประชาชาติ หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างรัฐนั้น คู่กรณีจะต้องเป็นรัฐด้วยกัน จึงไม่อาจให้เอกชนหรือนิติบุคคลเป็นคู่กรณีในศาลโลกได้ ทำให้ไม่อาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องร้องต่อศาลโลกได้ไม่ว่าในคดีใดๆ เช่นกรณีเมื่อปี พ.ศ. 2505 ที่ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาได้ยอมรับอำนาจศาลให้พิจารณาตัดสินคดีปราสาท เขาพระวิหาร ดังนั้น ปัญหาข้อกฎหมายภายในของประเทศหนึ่งประเทศใดที่เป็นเรื่องของกฎหมายภายในซึ่ง ไม่มีประเด็นอันเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐ ปัญหาดังกล่าวจึงอยู่นอกเหนือเขตอำนาจของศาลโลกที่จะรับพิจารณา

ตัวอย่างเช่น บุคคลธรรมดาผู้ที่มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลไทยรวมทั้งหน่วยงานไทยก็ไม่มี สิทธิ์ฟ้องร้องประเทศไทยให้ตกเป็นจำเลยในศาลโลกได้ เพราะนอกจากขาดสถานภาพแล้วยังมีสัญชาติเดียวกัน จึงไม่อาจฟ้องร้องกันเองได้เช่นเดียวกับกรณีที่เป็นคดีอุทลุมซึ่งห้ามผู้สืบ สันดานฟ้องร้องบุพการี
เขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกนั้น จะไม่มีการทับซ้อนกับอำนาจพิพากษาของศาลภายในของแต่ละประเทศโดยเด็ดขาด จึงไม่มีประเด็นที่จะยื่นฟ้องให้ศาลโลกพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายภายในของประเทศ ไทยทุกรูปแบบรวมทั้งกฎหมายอาญา กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นใด

คดีความที่ศาลภายในของแต่ละประเทศพิจารณาวินิจฉัยไปแล้วเป็นอันเบ็ด เสร็จเด็ดขาด (Res Judicata) ไม่อาจรื้อฟื้นขึ้นมาพิจารณาเพิ่มเติมหรือทบทวนใหม่ได้ไม่ว่าจะเป็นศาลของ ประเทศหนึ่งประเทศใดหรือแม้แต่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเอง ฉะนั้น ศาลโลกจึงมิอาจทำหน้าที่เป็นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาที่จะกลับคำพิพากษาหรือ ทบทวนแก้ไขข้อวินิจฉัยของศาลภายในของประเทศหนึ่งประเทศใดได้

อนึ่ง ในการพิจารณาข้อพิพาทระหว่างรัฐกับรัฐ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อเมื่อรัฐคู่กรณีให้ความ ยินยอมให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเท่านั้น ส่วนการให้คำปรึกษาหรือความเห็น ศาลโลกสามารถทำได้เฉพาะในกรณีที่ผู้ร้องขอเป็นองค์กรสหประชาชาติดังกล่าว แล้วข้างต้น ฉะนั้น จึงไม่มีประเด็นที่จะให้ศาลโลกให้ความเห็น หรือแก้ไขคำวินิจฉัยชี้ขาดขั้นต้นหรือขั้นสุดท้ายของศาลภายในแต่อย่างใด

ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะคาดหวังว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกจะมีโอกาสทำหน้าที่ พิจารณาคดีเพื่อทบทวน แก้ไขหรือกลับคำพิพากษาของศาลภายในของประเทศหนึ่งประเทศใด ไม่ว่าจะเป็นระดับศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา รวมทั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ในปัจจุบันสำนักงานศาลจะอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งศาลจะนั่งพิจารณาที่อื่นนอกจากสำนักงานดังกล่าวนี้ก็ได้
http://www.learners.in.th/blog/warot70/466222

ทนายความกัมพูชา รับกลางศาล แผนที่ 1:2 แสน ขัดแย้งหลักสันปันน้ำ


ทนายความกัมพูชา รับกลางศาล แผนที่ 1:2 แสน ขัดแย้งหลักสันปันน้ำ ถ่ายทอดลงแผนที่ปัจจุบันไม่ได้ อ้างไม่สำคัญ เหตุ คำพิพากษาปี 05 ตัดสินให้มีสถานะเป็นเหมือนสนธิสัญญา จึงไม่ต้องคำนึงว่าจะถูกต้องตามเส้นสันปันน้ำหรือไม่ ส่วนที่ถ่ายทอดลงแผนที่ปัจจุบันไม่ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะไม่เกี่ยวกับคำร้องขอของกัมพูชา ยืนกระต่ายขาเดียว คำพิพากษาปี 05 ใช้แผนที่นี้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา สวนทนายไทย ให้ศาลยึดสันปันน้ำ เท่ากับเป็นการรื้อฟื้นคดีปี 05 ใหม่ เย้ย ไทยเคยแพ้มาแล้ว ปฏิเสธไม่เคยใช้ปลอมแปลงเอกสารฟ้องไทยตามที่ถูกกล่าวหา ย้ำ มีข้อพิพาท กัมพูชา ไม่เคยยอมรับการล้อมรั้วลวดหนามของไทย ยัน 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของเขมร อ้าง เอ็มโอยู 43 มีไว้ทำหลักเขตแดนในพื้นที่อื่น

Rodman Bandee ทนายความของกัมพูชา (แถลงด้วยวาจารอบสุดท้าย)

กัมพูชาประท้วงการล้อมรั้วลวดหนามตามมติ ครม.ปี 2505 ของไทยมาโดยตลอด ส่วนกรณีที่รมว.ต่างประเทศของกัมพูชาพูดในสหประชาชาติว่าประเทศไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษานั้นพูดเพียงส่วนเดียว เพราะยังมีคำกล่าวอีกว่า ประเทศไทยน่าจะทำให้ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรสามารถฟื้นคืนได้ แต่โชคร้ายสิ่งที่ประเทศไทยทำเป็นการหลอกลวงและเข้ามายึดครองบริเวณปราสาทซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่กินเวลาเพียงสองสามวัน โดยมีการนำรั้วลวดหนามมายืนยัน แสดงว่ากัมพูชาประท้วงเสมอมา และประเทศไทยไม่ได้ถอนทหารออกไป

กรณีสมเด็จเจ้านโรดมสีหนุไปเยี่ยมพื้นที่นั้นมีการพูดถึงเอกสารที่พูดถึงรั้วลวดหนามว่ารุกล้ำเพียงสองสามเมตรไม่มีความสำคัญ แต่กลับไม่ได้พูดถึงบริบทที่เจ้านโรดมสีหนุไปเยี่ยมเพราะสี่เดือนก่อนหน้านั้นมีการประท้วงรั้วลวดหนามนี้ไปแล้ว โดยเลขาธิการสหประชาชาติในขณะนั้นยังมีการพูดถึงข้อวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอาจมีปัญหาเรื่องเขตแดนตามมา

ปราสาทพระวิหารเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยเคยยึดครองและพยายามทำให้เกิดปัญหาในวันที่เจ้านโรดมสีหนุไปเยี่ยมแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงทำให้เจ้านโรดมสีหนุแสดงออกว่าไม่ติดใจในเรื่องรั้วลวดหนาม แต่ยังมีรายงานที่ระบุถึงเจ้านโรดมสีหนุเกี่ยวกับการมาเยี่ยมปราสาทพระวิหารว่า ไทยได้ถอนกำลังออกจากปราสาทพระวิหารแต่ทำรั้วลวดหนามรุกล้ำดินแดนกัมพูชาโดยละเมิดคำพิพากษา เพราะประเทศไทยเกเรอ้างฝ่ายเดียว

ส่วนที่อ้างว่าเรื่องนี้เหมือนกับกรณีสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เพราะบริบทแตกต่างกัน เนื่องจากเจ้านโรดมสีหนุประท้วงทั้งก่อนไปและหลังจากเดินทางกลับมาแล้ว แต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชนุภาพไม่ได้ทักท้วงแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีการประท้วงจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชาด้วย เพราะรั้วดังกล่าวไม่สอดคล้องกับแผนที่ภาคผนวก 1 โดยภาพรวมในปี 1960 ไม่สามารถบอกได้ว่ากัมพูชามีความเข้าใจเหมือนไทยว่าไม่มีข้อพิพาทระหว่างสองประเทศ เพราะข้อพิพาทปรากฏอยู่ชัดเจน แสดงให้เห็นว่ากัมพูชาไม่เคยยอมรับเรื่องนี้เลย

หลังจากนั้นมีเขมรแดงเข้ามาในปราสาทพระวิหารจึงไม่มีใครทำอะไร และในช่วงที่ไทยเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว กัมพูชาก็ไม่เคยยอมรับมีการสร้างวัดแก้ว มีชุมชนอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว โดยไทยไม่ได้ประท้วงจนกระทั่งมาถึงปี 2543 และปี 2544 ประเทศไทยพูดถึงมลภาวะแต่ไม่ได้คัดค้านในเรื่องอื่น กัมพูชามีกิจกรรมในดินแดนนี้

ข้อพิพาทเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2007 หลังจากที่ไทยผลิตแผนที่แอล 7017 ขึ้นมา แต่กัมพูชาปฏิเสธเพราะไม่สอดคล้องกับแผนที่ภาคผนวก 1 ตามคำตัดสิน ส่วนที่ไทยอ้างว่าข้อพิพาทเกิดเพราะกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ความจริงมีข้อพิพาทเพราะมีแผนที่ใหม่ของประเทศไทยเกิดขึ้นมา ซึ่งก็ถือเป็นข้อพิพาทที่ศาลต้องตีความตามคำขอของกัมพูชา

ส่วนที่พยายามใช้แผนที่ต่าง ๆ มาจำกัดบริเวณปราสาทพระวิหาร ว่าไม่ใช่พันธะกรณีที่จะต้องถอนทหารออกมานั้น ไม่ได้มีความสำคัญใด ๆ กับการตัดสินของศาล เพราะคำพิพากษาไม่เคยระบุถึง แต่คำพิพากษาของศาลอ้างอิงถึงแผนที่ภาคผนวก 1 และเป็นความพยายามของฝ่ายไทยที่จะนำแผนที่เหล่านั้นมาจำกัดพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารของกัมพูชา ทั้งนี้ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ามีการดัดแปลงแผนที่ว่าไม่เป็นความจริง เพราะแผนที่ที่กัมพูชานำมาแสดงนั้นเป็นแผนที่ตามที่มีข้อพิพาทกันอยู่

ข้อโต้แย้งทนายฝ่ายไทยที่พูดถึงพื้นที่ที่ไทยถอนทหารออกมาเป็นพื้นที่ที่สามารถแสดงได้จากแผนที่ในภาคผนวก 85D แต่แผนที่ตามครม.ปี 05 ไม่มีเหตุผลใดรองรับว่าทำไมจึงเส้นสีแดงและสีเหลือง และไม่สอดคล้องกับแผนที่ 85D ด้วยแม้ว่าศาลจะแนบเอกสารนี้ไปด้วยแต่ศาลไม่ได้ระบุว่านำมาใช้อ้างอิงอะไร เพราะได้ให้เหตุผลชัดเจนว่า ไม่มีความสำคัญว่าแผนที่ภาคผนวก 1 จะสอดคล้องกับสันปันน้ำหรือไม่ เรื่องสันปันน้ำจึงไม่มีความสำคัญกับการตัดสินใจของศาลเลย

สำหรับพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่ทนายความฝ่ายไทยระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกับคำตัดสินในปี 2505 นั้น ความจริงกัมพุชาสามารถระบุได้ กัมพูชาใช้เส้นในแผนที่ภาคผนวก 1 แต่ประเทศไทยต้องการให้เขตแดนแล่นไปตามเส้นสันปันน้ำของไทย ที่ศาลไม่ได้ให้ความสำคัญ

ทนายความกัมพูชายังชี้พิกัดพื้นที่รอบปราสาทตามที่ผู้พิพากษาได้ตั้งคำถามเมื่อานนี้ว่าอยู่ในบริเวณเส้นใต้แผนที่ภาคผนวก 1 จนถึงจุดตัดด้านตะวันตกและตะวันออก ซึ่งเป็นส่วนที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นเส้นเขตแดน

ส่วนเรื่องแผนที่ที่ประเทศไทยกล่าวอ้างว่าเส้นในแผนที่ภาคผนวก 1 ไม่สามารถถ่ายทอดสู่ผื้นที่จริงได้นั้น ทำให้เกิดคำถามว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงต้องการฟื้นคำพิพากษาเดิมหรือไม่ เพราะทนายความฝ่ายไทยต้องการให้ศาลยึดเรื่องสันปันน้ำทั้งที่ศาลไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เท่ากับกำลังขอให้ศาลมีคำพิพากษาใหม่ในคดีที่ศาลตัดสินให้ประเทศไทยแพ้คดีไปแล้ว โดยศาลยอมรับแผนที่

ภาคผนวก 1 ทำให้มีแผนที่มีสถานะเป็นสนธิสัญญา และคำตัดสินก็ระบุว่าไทยไม่ได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษเกี่ยวกับสันปันน้ำ ดังนี้นไม่ว่าแผนที่ภาคผนวก 1 จะตรงกับเส้นสันปันน้ำหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องพิจารณาในคดีนี้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องถ่ายทอดแผนที่ภาคผนวก 1 เนื่องจากจะทำให้เกิดความสับสนไปจากคำพิพากษาของศาล สิ่งที่ทนายความฝ่ายไทยนำมาแสดงไม่มีความสำคัญเพราะไม่ได้ขอให้มีการถ่ายทอดแผนที่ภาคผนวก 1 ลงในภูมิศาสตร์จริง เนื่องจากไม่ได้เป็นปัญหาในปี 2505 เพราะศาลบอกว่าเขตแดนกำหนดไปแล้วในปี 1908 ส่วนปัญหาเรื่องการถ่ายทอดแผนที่ภาคผนวก 1 จะทำตามเอ็มโอยู 43

ประเทศไทยไม่ได้ตอบเรื่องการถอนกำลังออกจากบริเวณปราสาทได้อย่างไร หากกองกำลังยังอยู่ในฝั่งของกัมพูชาในเส้นเขตแดนที่ไทยยอมรับแล้ว

นักโทษเสื้อแดงอุดรฯ เฮ ศาลปล่อยตัวชั่วคราว ผู้การ-ผกก.เมืองใช้ตำแหน่งประกันพร้อมเงินสด 10 ล้าน


อุดรธานี - 4 นักโทษเสื้อแดงคดีเผาศาลากลาง-ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้เฮ ศาลจังหวัดอุดรธานีเมตตาปล่อยตัวชั่วคราว หลังทนายหอบเงิน 10 ล้านประกัน โดยมีผู้การ-ผกก.สภ.เมือง ใช้ตำแหน่งประกันว่าจะไม่หลบหนี

เมื่อเวลา 09.00 น.วันนี้ (18 เม.ย.) นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย พร้อมคณะทนายความรวม 4 คน ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดอุดรธานี ให้มีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว 4
นักโทษ ประกอบด้วย นายอาทิตย์ สายทอง กระทำผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กระทำผิดฐานวางเพลิงเทศบาลนครอุดรธานี และบุกรุกศาลากลางจังหวัดอุดรธานี จำคุก 22 ปี 6 เดือน

นายกิตติพงษ์ ชัยกังผู้เยาว์ กระทำผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กระทำผิดฐานวางเพลิงศาลากลางจังหวัดอุดรธานี และวางเพลิงเทศบาลนครอุดรธานี จำคุก 11 ปี 3 เดือน

นายเดชา คมขำ และนายบัวเรียน แพงสา กระทำผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน กระทำผิดฐานวางเพลิงเทศบาลนครอุดรธานี จำคุก 20 ปี 6 เดือน ซึ่งทั้ง 4 คนถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษหลักสี่ กรุงเทพฯ

โดยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวครั้งนี้ ทางคณะทนายความได้นำพยานบุคคลมาเบิกความเพิ่มเติม เพื่อให้ศาลพิจารณาคำร้อง โดยผู้พิพากษานัดขึ้นบังลังก์ 1 เพื่อทำการสอบพยาน
เบิกความ ที่ทางสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย นำมาเบิกความในการขอยื่นคำร้องให้ศาลอนุญาตปล่อยตัวนักโทษเป็นการชั่วคราว ต่อศาลอุทธรณ์ รวม 7 ปาก ประกอบด้วย พล.ต.ต.บุญลือ กอบางยาง ผบก.ภ.จว.อุดรธานี พ.ต.อ.โกวิท เจริญวัฒนศักดิ์ ผกก.สภ.เมือง จ.อุดรธานี ตัวแทนอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม มารดาของนักโทษที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น และนักโทษการเมืองจากจ.มุกดาหาร ที่ได้รับการประกันตัวก่อนหน้านี้อีก 3 คน โดยศาลใช้เวลาเบิกความนานกว่า3 ชั่วโมง

นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า พยานที่นำมาเบิกความเตรียมความพร้อมมาอย่างดี ทำงานกันหนักมาก โดยเฉพาะ ผบก.ภ.จว.อุดรธานี และ ผกก.สภ.เมืองฯ ตัวแทนอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ที่มาเป็นเป็นพยานเบิกความ ซึ่งค่อนข้างจะทำให้ศาลเชื่อมั่นได้ว่า บุคคลทั้งสี่จะไม่หลบหนี โดยเฉพาะผู้ต้องขังจาก จ.มุกดาหาร 22 คนที่ได้ประกันตัวไปแล้วในข้อหาเดียวกันก็ไม่มีใครหลบหนี

เวลา 15.20 น. ศาลอ่านคำพิจารณาให้ปล่อยตัวชั่วคราวนักโทษการเมืองทั้ง 4 คน โดยให้ใช้หลักทรัพย์ประกันตัว เป็นเงินสดคนละ 2.5 ล้านบาท รวม 10 ล้านบาท ซึ่งทางคณะทนายความได้เร่งทำเอกสารประกันตัวเพื่อให้เสร็จภายในเย็นวันนี้ ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งส่งยังเรือนจำพิเศษหลักสี่ เพื่อให้ทำการปล่อยตัวนักโทษการเมืองของ จ.อุดรธานี ทั้ง 4 คน

"แฝดเกรียน" ต่อย "วรเจตน์" ซ่าอีก-ยิงทนายเจ็บ โดนข้อหาพยายามฆ่า

วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 21:04 น.  ข่าวสดออนไลน์


"แฝดเกรียน" ต่อย "วรเจตน์" ซ่าอีก-ยิงทนายเจ็บ โดนข้อหาพยายามฆ่า



 วันที่ 18 เมย. ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี จ.ปทุมธานี พ.ต.อ.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผกก.สภ.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี นำกำลังคุมตัวนายสุพจน์ ศิลารัตน์ หรือแบงก์ อายุ 32 ปี และนายศิพัฒน์ ศิลารัตน์ หรือเบนซ์ อายุ 32 ปี สองพี่น้องฝาแฝด พักอยู่บ้านเลขที่ 180 ซ.รังสิต-นครนายก 13 แยกซอยย่อยที่ 7 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ส่งฟ้องศาลในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนติดตัวเข้าไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรเร่งด่วนแก่พฤติการณ์ ล่าสุดทั้งสองคนได้ประกันตัว

 พ.ต.อ.นราเดชเผยว่า คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อ 13 เมย. 56 เวลาประมาณ 18.30 น. ผู้ต้องหาทั้งสองใช้อาวุธปืน 9 ม.ม. ยิงนายจงกล พิจิตรพลากาศ หรือทนายเปี๊ยก อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 512/14 หมู่ 4 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี นายธีรพล นุ่มมาก อายุ 42 ปี และนายวาสนา คุ้มมา อายุ 27 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะนายจงกลนั่งดื่มกินฉลองงานสงกรานต์อยู่กับลูกน้อง เหตุเกิดภายในซอยพหลโยธิน 62 หรือซอย 39 แยก 11 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 

 สอบสวนนายจงกล หรือทนายเปี๊ยก ให้การว่าผู้ต้องหาคือนายสุพจน์และนายสุพัฒน์ ซึ่งตนรู้จักดี เหตุเพราะก่อนหน้านี้ได้รับว่าความให้กับเจ้าของบ่อนไก่ชนคนหนึ่งย่านคลองสี่ แต่ต่อมาทำเรื่องถอนประกันให้ไม่ได้ ทำให้ฝาแฝดทั้งสองซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของเจ้าของบ่อนไก่ไม่พอใจตามนาย และขู่ฆ่าตนเอาไว้ 

 ทั้งนี้ นายสุพจน์ และนายศิพัฒน์ ศิลารัตน์ ฉายาแฝดเกรียน เคยก่อคดีฉาวไปทั่วประเทศ หลังจากบุกไปทำร้ายร่างกายนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อ้างว่าไม่พอใจที่เป็นแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์เคลื่อนไหวให้แก้ไขกฎหมายอาญา ม.112 

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

สิ้น 'ศรีฟ้า ลดาวัลย์'นักเขียนนวนิยาย ดาวพระศุกร์ และ ดอกโศก


สิ้น 'ศรีฟ้า ลดาวัลย์' นักเขียนนิยายชื่อดัง-ศิลปินแห่งชาติ หลังป่วยเส้นเลือดในสมองตีบ สิริอายุรวม 83 ปี พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ 18 เม.ย. วธ.พิมพ์หนังสือเผยแพร่

เมื่อวันที่ 17 เมษายน นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ม.ล.ศรีฟ้า มหาวรรณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เสียชีวิตลงแล้ว เนื่องจากเส้นเลือดในสมองตีบ เมื่อเวล 17.45 น. วันที่ 16 เมษายน ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า สิริอายุ 83 ปี ขณะนี้ทายาทและลูกศิษย์ได้กำหนดจัดสวดพระอภิธรรมที่ศาลาภาณุรังษี วัดเทพศิรินทราวาส แขวงเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ตั้งแต่วันที่ 18-24 เมษายน โดยจะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพเวลา 18.30 น. วันที่ 18 เมษายน และจะเก็บศพไว้บำเพ็ญกุศลเป็นเวลา 100 วัน และจะขอพระราชทานเพลิงศพต่อไป

อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า รู้สึกเสียใจที่สูญเสียบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิที่อุทิศตนทำงานเพื่อสังคม ทั้งในด้านวรรณศิลป์ อีกทั้งยังมีความคิดริเริ่ม มีคุณธรรม เสียสละเพื่อส่วนรวม ในการนี้กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้จัดสวัสดิการช่วยเหลือเพื่อร่วมบำเพ็ญกุศลศพจำนวน 2 หมื่นบาท และเงินค่าช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1.5 แสนบาท

ประวัติของ ม.ล.ศรีฟ้า เกิดเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2473 ที่วังมหาสวัสดิ์ เป็นธิดาของ ม.ร.ว.สนั่น ลดาวัลย์ กับ นางบัวจันทร์ ลดาวัลย์ ณ อยุธยา โดยมารดาเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 5 ขวบ ม.ล.ศรีฟ้า มีน้องสาวชื่อ ม.ล.ศรีทอง ลดาวัลย์ เป็นนักเขียนเช่นกัน ใช้นามปากกาว่า “ข.อักขราพันธ์” เป็นผู้เขียนนวนิยายเรื่อง ภาพอาถรรพณ์ ดาวพระศุกร์ และ ดอกโศก โดยชีวิตคู่นั้น ม.ล.ศรีฟ้า สมรสกับ นายบุญทัศน์ มหาวรรณ นักธุรกิจ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2504

ม.ล.ศรีฟ้า จบการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ และศึกษาต่อที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เลิกเรียนเมื่ออยู่ชั้นปีที่ 3 แล้วไปเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟศรีราชา โรงเรียนพณิชยการพระนคร และโรงเรียนพณิชยการบพิตรพิมุข จนถึงปี พ.ศ.2516 จึงลาออกมาเป็นนักเขียนอาชีพจนถึงปัจจุบัน เป็นนักเขียนที่มีผลงานต่อเนื่องกว่า 4 ทศวรรษ โดยใช้นามปากกา “ภัฏฏินวดี” “จุลลดา ภักดีภูมินทร์” และ “ศรีฟ้า ลดาวัลย์” ผลงานที่โด่งดัง เช่น นวนิยายเรื่อง ขมิ้นกับปูน ข้าวนอกนา กนกลายโบตั๋น ปราสาทมืด

ช่วงหลังของการสร้างงานเขียน ม.ล.ศรีฟ้าใช้นามปากกา "จุลลดา ภักดีภูมินทร์" เขียนสารคดีเกี่ยวกับชีวิตของเชื้อพระวงศ์ในวังตีพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย และได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ.2539

มติเพื่อไทยยืนยันเลื่อนวาระพรบ.นิรโทษกรรมพิจารณาในสภาพรุ่งนี้


มติพรรคเพื่อไทย ชี้ศาลรธน.ไม่มีอำนาจรับพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.68

มติร่วมที่ประชุม

คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค คณะกรรมการประสานภารกิจ และที่ประชุม ส.ส.พรรค

………………………………

1)  กรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68  ที่ประชุมเห็นว่า...

1.   รัฐสภามีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ เป็นไปตามบทบัญญัติ มาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ

     มาตรา 291 ...

                   ”ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการรับพิจารณาเรื่องนี้”

              รัฐสภาจึงไม่ต้องดำเนินการตามศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าว เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

2.   สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก จะร่วมกันออกคำแถลงการณ์ชี้แจงต่อพี่น้องประชาชน   ถึงเหตุผลในการคัดค้านการกระทำของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ก้าวล่วงอำนาจของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่กำลังดำเนินการกันอยู่ในรัฐสภาปัจจุบัน              

3.   สมาชิกรัฐสภาที่ร่วมกันพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอยู่ในขณะนี้ จะร่วมกันหารือเพื่อหาทางออกจากวิกฤตความขัดแย้งนี้ต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างถูกต้อง และชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

4.   วันที่ 18 เม.ย.นี้ เวลา 09.30 น. รัฐสภาจะเปิดประชุมเพื่อลงมติในระเบียบวาระที่ยังค้างอยู่ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีการเสนอญัตติให้มีการแปรญัตติเป็นเวลา 60 วัน  แต่ไม่ครบองค์ประชุม

              แต่เพื่อให้การดำเนินการในรัฐสภาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย  พรรคจึงสนับสนุนให้มีการพิจารณาระเบียบวาระดังกล่าวใหม่  เพื่อให้กระบวนการต่างๆ ในรัฐสภาเกิดความเรียบร้อยต่อไป

2)  การพิจารณาข้อเสนอเลื่อนระเบียบวาระการพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรม

ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยในระดับต่างๆ ได้พิจารณาอย่างกว้างขวางรอบคอบ ทั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์

พรรค / คณะกรรมการประสานภารกิจ / และที่ประชุม ส.ส.พรรค มีมติเห็นชอบร่วมกัน ดังนี้

              “พรรคมีมติ เห็นชอบ และสนับสนุน

                  ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของ ส.ส. วรชัย เหมะ

                  และขอให้มีการพิจารณาเลื่อนระเบียบวาระขึ้นมา เป็นวาระแรก

                  เพื่อสามารถพิจารณาให้ทันการเปิดสมัยประชุมหน้า

                  โดยให้มีการพิจารณาเลื่อนระเบียบวาระ ในการประชุมวันพฤหัสบดีที่ 18 เม.ย.นี้”

     ทั้งนี้ เห็นว่า ควรยึดหลักการที่จะช่วยนิรโทษกรรม และช่วยเหลือประชาชนทุกฝ่ายก่อน โดยยังไม่พิจารณา   นิรโทษกรรมแกนนำของทุกฝ่ายในขณะนี้ แต่จะนำเรื่องการนิรโทษกรรมแกนนำผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนอีกครั้ง อย่างรอบคอบ ในโอกาสต่อไปในอนาคต

                                                                                                              17 เมษายน 2556

http://www.ptp.or.th/news/m-detail.aspx?news_id=4927


จับตาทึมกม.ไทยแถลงศาลโลกบ่ายนี้

ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล อดีตทนายผู้ประสานงานคณะทนายฝ่ายไทย ในคดีปราสาทพระวิหาร ในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ พ.ศ. 2502-2505 กล่าวกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงการแถลงด้วยวาจาของฝ่ายไทยเพื่อโต้คำแถลงด้วยวาจาของฝั่งกัมพูชา ในวันนี้ว่า ประเด็นสำคัญคือ ศาลต้องพิจารณาว่ามีอำนาจหรือไม่ ที่จะมาตีความเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ ที่ดูเหมือนทางไทยจะให้ความสำคัญเรื่องนี้ น้อยไป ซึ่งถ้าไทยค้านอำนาจศาลตั้งแต่แรก ศาลจะต้องตัดสินเรื่องนี้ก่อน ไม่ใช่ไปสันนิษฐานก่อนว่า ศาลมีอำนาจในการตีความ

ศ.ดร.สมปอง กล่าวต่อว่า ถ้าหากศาลพิพากษามาแบบไม่เป็นคุณต่อประเทศไทย คิดว่าชาวบ้านในพื้นที่คงไม่ได้มีปัญหาได้รับผลกระทบ เดือดร้อนอะไรมากนัก แต่คนไทยส่วนใหญ่อาจจะรู้สึกไม่พอใจ และตั้งข้อสังเกตได้ว่า เป็นเรื่องสมรู้ร่วมคิดของใครบางคน เพื่อประโยชน์ของพรรคพวกหรือไม่ อย่างไร



ทีมกม.ไทย ถกเข้มเช้าถึงบ่ายเตรียมพร้อมแจงศาลวันนี้

ความคืบหน้าของทีมคณะกฎหมายของไทย ที่จะขึ้นชี้แจงต่อศาลโลก ในวันนี้เวลา 15.00 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเตรียมการ นายวีรชัย และทีมทนายความ จึงใช้เวลาในช่วงเช้าถึงบ่ายเพื่อปรับแก้ร่างถ้อยคำที่เตรียมจะขึ้นชี้แจงด้วยวาจาต่อศาล จากนั้น จึงจะเข้าประชุมเพื่อหารือร่วมกับทีมไทยทั้งหมด เพื่อสรุปประเด็นอีก 2 รอบ ในช่วงบ่ายและช่วงเย็น เพื่อช่วยกันพิจารณาร่างเนื้อหาที่ปรับแก้ เพื่อให้ได้ร่างถ้อยแถลงสุดท้ายที่ทุกฝ่ายเห็นว่าดีที่สุดร่วมกัน

นอกเหนือจากการเตรียมการในส่วนของสารัตถะทั้งหมด อีกด้านหนึ่งของทีมงานฝ่ายไทยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้เรียกประชุมทีมแปลและทีมกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประเมินผลการทำงานในวันแรก จะได้นำข้อมูลมาใช้ปรับปรุงการทำงานให้การถ่ายทอดสดเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดี และการเตรียมเอกสารสรุปสาระสำคัญของการชี้แจงของฝ่ายไทย ที่เตรียมจะเผยแพร่ให้สาธารณชนได้ทราบมีความพร้อมสมบูรณ์ให้มากที่สุดอีกด้วย



'เกรียงศักดิ์' ปฏิเสธร่วมปักธงชาติไทยที่เขาพระวิหาร

นายเกรียงศักดิ์ เหล็กกล้า ตัวแทนประสานเครือข่ายภาคประชาชน และแนวร่วมคนไทยรักชาติ รักษาแผ่นดิน เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า ในวันที่ 17 เม.ย.นี้ ที่ประชาชนผู้รักชาติกลุ่มหนึ่งจะเดินทางไปที่หมู่บ้านภูมิซรอล อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์ โดยการปักธงชาติไทย ในพื้นที่พิพาทนั้น ทางกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน ให้ความเคารพการกระทำดังกล่าว แต่ก็ขอปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้โดยสิ้นเชิง เพราะไม่อยากสร้างความกดดันให้กับกองทัพบก ที่ขณะนี้ตามชายแดน กองทัพบกกำลังซ้อมรบด้วยกระสุนจริงอยู่

ทั้งนี้ทางกลุ่มมุ่งหน้านำความจริงสู่ประชาชนและเดินทางไกลกอบกู้ราชอาณาจักรไทยเข้าสู่กรุงเทพมหานคร อันเป็นศูนย์กลางอำนาจรัฐในระยะเวลาไม่นานนี้



'ปณิธาน' ชี้ ทนายไทย แจงศาลโลกไม่น่าหนักใจ

นายปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย เปิดเผยกับรายการ เปิดข่าวเด่น เจาะประเด็นดัง ถึงกรณีที่ ทนายไทย จะขึ้นแถลงวาจากับศาลโลกว่า ประเด็นที่ไม่น่าหนักใจคือเรื่องของกฎหมาย อำนาจของศาลและเรื่องแผนที่ เป็นเรื่องเก่าที่ไทยเตรียมตัวมาอย่างดี แต่ที่น่ากังวลคือเรื่องเชิงนโยบายที่กัมพูชา กล่าวหาไทยว่า ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ไม่เปิดให้เข้าไปพัฒนาพื้นที่และปัจจุบันไม่ได้มีความร่วมมือกัมพูชา ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลที่ให้มีผู้สังเกตการณ์ตรงนั้น และกล่าวหาว่า ใช้กำลังต่อกัมพูชา โดยไทยได้ทำจดหมายชี้แจงไปยังสหประชาชาติ ว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายโจมตีไทยก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่กัมพูชา สร้างเงื่อนไขขึ้นมาเพื่อให้นานาชาติเห็นและเชื่อตามที่กัมพูชาคิดว่า ไทยรุกราน ซึ่งทีมไทยต้องปรับวิธีการชี้แจงและเปิดเผยข้อเท็จจริงมากขึ้นต่อศาลและต่อชาวโลกว่า กัมพูชา ได้ใช้กำลังโจมตีไทยก่อนอย่างรุนแรง ทำให้ราษฎรและทหารไทย บาดเจ็บและเสียชีวิต ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าฝ่ายนโยบายไม่ชัดเจน และไม่ให้แนวทางฝ่ายปฏิบัติและฝ่ายกฎหมายโจมตีและลดความน่าเชื่อถือของกัมพูชา เพราะอาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์ในระยะสั้น



ม็อบพระวิหาร ทยอยรวมตัวศาลหลักเมือง

พ.ต.อ.มงคล ลิ้มสุวรรณ ผกก.สภ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เปิดเผย ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ขณะนี้ กลุ่มมวลชนคนไทยหัวใจรักชาติ ทวงคืนเขาพระวิหาร ได้ทยอยมารวมตัวกันที่หน้าศาลหลักเมือง ในตัวอำเภอกันทรลักษ์ ประมาณ 30-40 คนแล้ว โดยกลุ่มมวลชนนี้ มีจุดประสงค์จะเดินทางไปยัง บ้านภูมิซรอล เพื่อไปปักธงชาติไทย บริเวณพื้นที่พิพาท 4.6 ตร.กม. ที่กำลังอยู่ระหว่างการไต่สวนของศาลโลก ซึ่งจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่รับผิดชอบทฃของทหารกองกำลังสุรนารี ส่วนว่าจะอนุญาตให้มวลชนเข้าไปหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ แต่จะใช้การเจรจาพูดคุยกันเป็นหลัก เพื่อไม่ให้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้น



ทหารยังเข้ม บริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา

ขณะนี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน จ.สุรินทร์ ยังคงปกติดี ทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ตลอดแนวชายแดน ระยะ 90 กม. ตรึงกำลังเข้มในฐานที่มั่นปฏิบัติการ โดยเฉพาะที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม ทหารไทย กรมทหารราบที่ 23 กองพันทหารราบที่ 2 ชุดเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ยังควบคุมพื้นที่อย่างเข้มงวด ห้ามไม่ให้ประชาชนคนไทย และนักท่องเที่ยวเข้าไปในบริเวณใกล้ที่ตั้งทหาร เขตห้ามเข้า และไม่มีประชาชนชาวกัมพูชา เดินทางเข้าเที่ยวในบริเวณปราสาทตาเมือนธมแต่อย่างใด มีแต่ทหารกัมพูชา 4-5 นาย เดินทางเข้ามาสังเกตการณ์ และที่บริเวณปราสาทตาควาย บ้านไทยนิยมพัฒนา หมู่ที่ 17 ต.บักได อ.พนมดงรัก ทหารพรานชุดเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 26 ชุดเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 จัดเจ้าหน้าที่ทหาร 3 นาย เข้าดูแลพื้นที่ปราสาทตาควายร่วมกับทหารกัมพูชาจำนวน 5-6 นาย ซึ่งทหารกัมพูชาได้นำลูกเป็นเด็กเล็ก 3-5 ขวบ ขึ้นมาเล่นในบริเวณใกล้กับปราสาทตาควายด้วยขณะที่ ชาวบ้านตลอดแนวชายแดน หวั่นสงคราม

ที่มา : http://www.innnews.co.th

น้องเอย3ขวบครูลืมบนรถตู้สิ้นใจแล้ว-ตร.จ่อแจ้งข้อหาเพิ่ม

ข่าวอาชญากรรม17 เมษายน 2556 11:08:19 น.


น้องเอย3ขวบครูลืมบนรถตู้สิ้นใจแล้ว-ตร.จ่อแจ้งข้อหาเพิ่ม


สุดยื้อ! น้องเอย 3 ขวบ ลืมบนรถตู้ สิ้นใจแล้ว หลังระบบร่างกายล้มเหลว เมื่อเวลา 09.00 น. ส่งตรวจนิติเวช ก่อนบำเพ็ญกุศล - ตำรวจ จ่อแจ้งข้อหา คนขับรถตู้และครูพี่เลี้ยง เพิ่ม

นางรัตนา นครโสภา มารดาของ ด.ญ.มนัสนันท์ ทองภู่ หรือ น้องเอย วัย 3 ขวบ ที่ถูกลืมไว้บนรถตู้ ร.ร. ใน จ.สมุทรปราการ จนขาดอากาศหายใจ เปิดเผย ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. น้องเอย ได้สิ้นลมหายใจแล้ว ท่ามกลางความเสียใจของพ่อแม่และญาติพี่น้อง โดยแพทย์แจ้งว่า สาเหตุที่ลูกสาวเสียชีวิตคือ ระบบภายในร่างกายล้มเหลวทั้งหมด หลังนอนพักรักษาตัวในห้องไอซียู ร.พ.กรุงเทพ นานนับ 10 วัน ก่อนหน้านี้ โดยต่อจากนี้จะส่งร่างของน้องเอยไปที่ นิติเวชวิทยา ร.พ.ตำรวจ เพื่อทำการชันสูตรตามกฎหมายต่อไป และจากนั้น จะนำร่างไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

ด้าน พ.ต.อ.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผกก.สภ.บางปู เปิดเผยเพิ่มเติมว่า เมื่อ น้องเอย เสียชีวิต รูปคดีจะเปลี่ยนไป โดยจะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่คนขับรถตู้และครูพี่เลี้ยง ในข้อหากระทำการโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คาดว่าจะให้งานศพของน้องเอย เรียบร้อยก่อน จะเรียกผู้ต้องหามารับทราบข้อหาเพิ่มเติม

ที่มา:http://www.innnews.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2556

ความรัก เวลา การรอคอย และความทรงจำ


ความรัก เวลา การรอคอย และความทรงจำ
////
ความทรงจำ เป็นสิ่งที่มีค่ามาก สำหรับคนบางคน
โดยเฉพาะคนที่มีเวลาดี ๆ ที่ใช้กับคนรัก
ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนหวงแหน
ต้องระลึกไว้ในความทรงจำ ต้องถนอม ดูแลให้ดี

หลายคนจึงไม่อาจตัดใจจากวันเก่า ๆ ได้เสียที
เพราะว่ามีความสุข กับการได้คิดถึงอะไรดี ๆที่ผ่านไป
โดยลืมนึกไปว่า สิ่งที่ผ่านไปแล้ว จะไม่มีวันย้อนกลับคืนมาได้อีก
หากจะต้องตัดใจลืม หรือเดินจากอดีตมาก็ไม่ได้อีก
เพราะเหตุผลที่ว่า "เสียดายเวลา" ที่คบกันมา

บางคนคบกันมานาน จนแทบจำไม่ได้ว่า
เคยยิ้มให้กับความรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
เพราะหลัง ๆ มาก็อยู่แต่กับความทุกข์
จนนึกภาพความสุขไม่ออก แต่ที่ไม่กล้าเลิก เพราะยังคิดถึงวันเก่า ๆ
แค่เสียดายเวลาที่คบกันมาเนิ่นนาน
โดยไม่คิดเลยว่า ทุก ๆ วันของวันนี้ พรุ่งนี้ และวันต่อ ๆ ไป
ก็จะกลายเป็นเพียงวันเก่า ๆ ที่น่าเสียดาย
และ...เวลาที่น่าเสียดายก็จะเพิ่มขึ้น ๆ
///////////////////
ในวันนั้น ผมตั้งใจจะบอกสิ่งที่ผมปกปิดเธอมานานให้เธอได้รับรู้
แต่บางทีคำๆ นั้นอาจจะทำร้ายจิตใจของเธอหรือใครหลายๆ คน แต่ผมก็อยากจะพูดออกไป
ก่อนจะสายเกินไปก่อนที่…จะไม่ได้พูดอะไรตอนจากกัน

ผมรู้จักเธอมาตั้งนานแล้วตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กมัธยม เราไม่เคยมีความลับต่อกัน
ถึงมันอาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ว่าผมไม่เคยมีความลับกับเธอเลย
พอจบมัธยมเราต่างก็แยกย้ายกันไป เธอเป็นคนเรียนเก่ง ฉลาด น่ารัก
ใครๆ ก็รักเธอโดยเฉพาะหนุ่มๆ ที่คอยตามเอาใจเธอไม่เว้นแต่ละวัน

ผมไม่มีอะไรจะเด่นเท่ากับเธอซักอย่าง ผมเป็นแค่คนธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ
แต่เธอคอยดูแลผมเมื่อผมมีปัญหา
ทุกครั้งที่ผมคิดถึงเธอ ผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่เกินเอื้อม
ทุกครั้งที่ผมคิดถึงเธอ ผมก็ได้แต่นั่งเขียนเรื่องราวของเธอ
เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะเทียบกับเธอ

ผมไม่ได้ต้องการให้เธอมาสนใจผมแล้วเข้าใจความรู้สึกของผม
สำหรับผมแล้วการที่ได้เฝ้าคิดถึงเธอมันก็พอแล้ว

แต่แล้ววันหนึ่ง เธอก็เดินมาพร้อมกับชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา แนะนำกับผมว่า
นี่แหละชายในฝันของเธอ
หัวใจของผมเหมือนโดน มีดกรีด เป็นทางยาว...
ผมไม่ต้องการให้เธอรู้หรอกว่าวันนั้นที่ผมพูดอวยพรในความรักของเธอผมเสียใจขนาดไหน

แต่ผม ผมไม่อยากให้เธอรู้สึกผิดเพราะผม

นับจากวันนั้นผมมองโลกเป็นความมืด
ไม่ต้องการจะทำกิจกรรมใดๆ ของผมเหมือนอย่างเคย
ไม่ต้องการ... ผมต้องการแต่เพียงเธอ
ซึ่งผมรู้มาตลอดว่าเป็นไปไม่ได้ นี่เองที่เค้าเรียกว่าอกหัก... “ผมอกหัก”
ในหัวผมมีเพียงคำๆ นี้ดังอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา

หลังจากนั้นไม่นานพ่อผมบอกให้ผมไปศึกษาต่อที่อเมริกา ผมคิดถึงเพียงแต่เธอ
แต่ถึงผมบอกเธอไป เธออาจจะไม่สบายใจ ผมไม่ต้องการให้เธอรู้สึกไม่ดีใดๆ กับผม
อย่างน้อยแค่เธอยังยิ้มเหมือนทุกครั้งที่เธอคุยกับผม แค่นั้น...ก็พอแล้วสำหรับผม

วันเวลาผ่านไปอย่างไร้ความหมาย ผมใกล้จะไปอเมริกาแล้ว ผมอยากจะเจอเธออีกครั้ง
ผมคิดมาตลอดว่าวันที่ผมเจอเธอก่อนไป ผมอยากจะบอกเธอในบางสิ่ง แม้ว่าเธอจะมีใคร
แค่เธอรู้ว่าผมก็คือคนหนึ่งที่อยากดูแลเธอ

ระหว่างที่ผมนั่งเขียนเรื่องราวของเธอ
โทรศัพท์ดังขึ้นจากข้างๆ โต๊ะเขียนหนังสือของผม
เรื่องที่ผมได้รู้จากโทรศัพท์ทำให้ผมต้องลุกจากโต๊ะและต้องไปพบเธอ เดี๋ยวนี้

....เธอโทรมาบอกว่าเธอเลิกกับแฟนผมไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมไปบ้านของเธอ
ผมตั้งใจจะไปบอกเธอเพียงแค่ปลอบใจเธอ และบอกกับเธอว่าจะไม่มีผมคอยดูแลแล้ว
ให้เธอดูแลตัวเองดีๆ แทนผมด้วย





ผมไปถึงหน้าบ้านของเธอ ผมพยายามทำตัวปกติที่สุดให้เหมือนทุกครั้งที่เจอเธอ
เมื่อผมเปิดประตูเข้าไปหาเธอ
ผมสังเกตใบหน้าของเธอ ใบหน้าของคนที่ผมเป็นห่วงมาตลอดผมปลอบเธอจนเธอได้สติ
เธอบอกผมถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ในตอนนี้เธอคงไม่ต้องการสิ่งใดนอกจากชายคนนั้น...
ผมอยากบอกเธอ อยากโอบกอดเธอ อยากบอกเธอว่าความห่วงใยที่ผมมีให้เธอไม่ได้แพ้ใครเลย
ผมอยู่กับเธอจนเธอสบายใจ
เธอบอกผมว่าผมเป็นคนที่เข้าใจเธอมากที่สุด ...
ผมอยากอยู่กับเธอให้นานกว่านี้ แต่ตอนนี้ผมต้องไปแล้ว
ผมรู้..ว่าตอนนี้ผมไม่ควรบอกเธอ แค่เธอเป็นอย่างที่เป็นตอนนี้
ผมคิดว่าผมทำหน้าที่ “เพื่อน” ได้ดีแล้ว

ผมบอกกับเธอก่อนไป “ ผมต้องไปเรียนอเมริกา”
น้ำตาของเธอไหลออกมา ผมรู้ว่าเธอเสียใจแต่เธอไม่ได้เหนี่ยวรั้งผม
เธออยากให้ผมมีอนาคตที่ดี เธออยากให้ผมทำในสิ่งที่ผมต้องการ..
ทั้งๆ ที่ผมรู้ว่าตอนนี้เธอต้องการคนปลอบใจ
แต่ผมต้องไปแล้ว

ตลอดระยะเวลาที่ผมจากเธอมา ผมไม่เคยมีวันไหนที่ตื่นมาแล้วไม่คิดถึงเธอ
ไม่มีคืนไหนที่ผมไม่เห็นเธอในความฝัน จนกระทั่งผมสำเร็จการศึกษา
ผมกำลังจะกลับไปหาเธอ กลับไปหาสิ่งที่ผมคิดถึงมาตลอด กลับไปหาความฝันของผม

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ”
เสียงที่ผมต้องการได้ยินมาตลอด ภาพที่ผมปราถนาจะเห็นมากที่สุด
เธอไม่เปลี่ยนไปเลย เธอยังคงน่ารักมีเสน่ห์เหมือนน้ำหล่อเลี้ยงใจของผมเช่นเคย

เธอพาผมไปเที่ยวตามที่ต่างๆ ที่เราเคยไปกัน ที่ๆ เรามีอดีตที่สนุกสนานด้วยกัน
ที่ๆ เราเคยยิ้มเคยหัวเราะด้วยกัน เราเที่ยวด้วยกันจนดวงอาทิตย์จางหายไป
เธอมองผมแล้วพูดว่า “เรารักเธอนะ”

มันเป็นคำพูดที่ผมใฝ่ฝันอยากได้ยินมาตลอดชีวิต
เรากอดผมไว้แน่นเหมือนกับอยากบอกว่าอย่าจากเธอไปไหน
เวลานี้ผมไม่ต้องการอะไรนอกจากเธอ แค่เธอรักผมผมไม่ต้องการสิ่งใดนอกจากนี้

ความลับที่ผมอยากบอกเธอมานานแสนนาน
“เราก็รักเธอ และเราจะรักเธอตลอดไป”
ผมตอบอย่างไม่ลังเลเพราะคำๆ นี้ที่ค้างใจของผม เตือนผมเสมอว่าต้องกลับมาบอกกับเธอ

เธอบอกผมในทุกเรื่อง เธอบอกผมว่าเธอคิดถึงผมมาตลอดเวลาสี่ปีที่ผมจากเธอไป
ผมได้แต่ย้ำกับเธอว่าผมจะไม่ทำให้เธอเสียใจ ผมจะอยู่กับเธอจะเป็นคนที่อยู่กับเธอทุกเวลา
เธอกอดผมพร้อมทั้งพูดเรื่องราวทุกอย่าง เสียงของเธอค่อยๆ เบาลง
แต่ผมยังคงจดจำทุกคำพูดของเธอ
“เราจะรักเธอมาตลอดนะเราดีใจที่วินาทีนี้เราได้อยู่กับเธอ”

นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายก่อนที่ดวงตาของเธอจะหลับลงพร้อมกับน้ำตาหยดเล็กๆ ที่ไหลลงมา
..กว่าที่ผมจะรู้สึกตัวนั้นมันก็สายเกินไป

ระยะเวลาหลายปีที่ผมนั่งมองรูปของเธอ
ผมพยายามจะเก็บความรู้สึกทุกครั้งที่ผมมองรูปเธอ
แต่..ทุกครั้งที่ผมมองเธอภาพเธอละเลือนลาง เพราะน้ำตาของผมมันออกมาตลอดเวลาที่ผมมองเธอ

เธอคนเดียวที่ผมรัก เธอคนเดียวที่ผมคิดถึง
เธอคนเดียวที่ผมอยากบอกเธอทุกวันว่า ผมรักเธอมากแค่ไหน
แต่เธอไม่เคยบอกผมเลยว่าเธอ เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว กว่าจะรู้สึกตัวก็สายเกินไปแล้ว
นี่คงเป็นสาเหตุที่แฟนเก่าของเธอของเลิกกับเธอ
แต่เธอไม่เคยบอกเหตุผลนั้นให้ผมได้รับรู้

เธอคงอยากให้ผมไปเรียนอย่างไม่ต้องกังวล
โดยเก็บความทรงจำดีๆ ของเราเอาไว้ก่อนที่เธอจะจากไป
ผมยังคิดถึงเธอตลอดเวลา และนับจากวันนั้นผมยังไม่เคยหยุดเขียนเรื่องราวของเธอ
เธอ...เธอผู้ที่ผมรัก

“เราจะรักเธอมาตลอดนะเราดีใจที่วินาทีนี้เราได้อยู่กับเธอ”

คำๆ นี้จะสถิตย์อยู่ในใจของผมตลอดไป ตลอดไป...ตลอดไป

----------------------------------------

ปล.-ถ้ารักใครอย่ารอจนเวลาของคุณใกล้หมด
บอกเธอว่ารักอาจจะทำให้เธอลำบากใจ
แต่มันช่วยให้รู้ว่าคุณก็ยังเป็นคนที่ห่วงใยเค้า
แค่นั้นก็พอแล้วถ้าคุณเชื่อมั่นว่ารักของคุณคือรักแท้

ที่มา : http://icgag.com/gw

ฮีโร่..ยังไม่ตาย


เนิ่นนานสักครั้งที่จะได้เห็นภาพวีรกรรมของ "ฮีโร่"หรือ"พระเอกตัวจริง"ในชีวิตจริงที่สัมผัสจับต้องได้ และยังมีอยู่ในสังคมที่กำลังโหยหา"สังคมดี คนดี มีน้ำใจ"ในเมืองใหญ่ ในขณะที่คนไทยโดยรวม กำลังเพรียกหา ทวงถาม ความกล้าหาญจาก"นักการเมือง"ในสภาวะสถานการณ์ภัยคุกคามประเทศ

เช้าวันหนึ่ง โลกออนไลน์ สังคมโซเชียลมีเดีย มีการพูดถึง คลิปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บนเรือโดยสารที่วิ่งในลำน้ำเจ้าพระยา กับวีรกรรมของหนุ่มใหญ่การบินไทย ที่ไม่ลังเลที่จะกระโดดลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อช่วยหลือเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกที่เขาไม่เคยรู้จัก ในท่ามกลางเสียงหวีดร้องโกลาหลของผู้คนบนเรือที่ตะโกนว่ามีผู้หญิงตกน้ำ

"พิษณุ หงษ์คำแสง" หนุ่มการบินไทย ฝ่ายช่าง สนามบินสุวรรณภูมิ เล่า ถึงนาทีชีวิตที่ เขาตัดสินใจ กระโดดลงไปช่วยหญิงสาวที่กำลังจะจมน้ำที่เชี่ยวกรากกลางเจ้าพระยา ใกล้ท่าเรือเกียกกาย จนเกือบเอาชีวิตไม่รอดว่า  ก่อนเกิดเหตุ พิงเสาเรือหลับอยู่ แต่พอถึงท่าเกียกกายสะดุ้งตื่น เสียงคนตะโกนมีผู้โดยสารตกน้ำ เมื่อมองไป เห็นคนตกน้ำ มีคนโยนห่วงให้ผู้หญิงคนดังกล่าว แต่ไปคนละทาง จึงตัดสินใจ
กระโดดไปช่วย โดย พุ่งลงไปในน้ำพร้อมห่วงยาง 1 อัน พยายามใกล้ผู้หญิงรายดังกล่าว มากสุด แต่น้ำเชี่ยวมาก ตนใส่กางเกงยีนส์และมีเศษตังค์เหรียญในกระเป๋าจำนวนมาก ทำให้ใกล้หมดแรง
แต่ได้ตะโกนบอกผู้หญิงว่า อีกนิดเดียวทนรอพี่หน่อย พอได้จังหวะก็เหวี่ยงห่วงยางให้ผู้หญิง

หลังเหวี่ยงห่วงให้แล้ว ตนเองก็หมดแรง จมน้ำ แต่ตะกายขึ้นมา ตะโกนให้น้องเอาห่วงมาทางตนด้วย ไม่ไหวแล้ว จังหวะที่จมไปหลังเหวี่ยงห่วงให้ผู้หญิง ทะลึ่งตัวขึ้นอีกครั้งคว้าห่วงไว้ได้ แล้วพาผู้หญิงรายนี้ขึ้นเรือ และ คุยกับเขาว่า  ถ้าพี่จะจมน้ำหนูเห็นมั้ย พี่ช่วยทั้งที่ไม่รู้จัก หนูทำอย่างนี้มันไม่ดี ปัญหาทุกอย่างแก้ได้ ถ้าพี่จมน้ำตายหนูจะทำไง

พระเอกตัวจริงที่ ไม่มีใครผลักหรือถีบเขาลงไปในน้ำแล้วค่อยมารับสมอ้าง ยอมรับว่า วินาทีตัดสินใจช่วยไม่ได้คิดถึงตัวเองคิดแต่เพียงต้องช่วยคน ต่อเมื่อตัวเองจะจมน้ำ จึงมาฉุกคิดภายหลังว่ายังมี
ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังรออยู่..

นี่อาจเป็นอีกครั้งที่ผู้คนที่จะเกิดรอยยิ้มเล็กๆกับความวาดหวังอนาคต ว่าสังคมไทยหาใช่ไม่มี "ฮีโร่"คนดี และ ผู้กล้า ที่เป็นประชาชนคนธรรมดา..ในขณะที่ ยุคปัจจุบันที่มีแต่ข่าวฆ่าฟันจี้ปล้น คลิปทำลายศีลธรรมแพร่กระจายในโลกออนไลน์ "พิษณุ"หนุ่มการบินไทย นอกจากเป็น"พระเอก"ในชีวิตจริง ยังแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังมีคนดี และต้องการคนแบบนี้เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง ที่จะพัฒนาสังคมของเราให้น่าอยู่ ต่อไป.

คลิป "นาทีชีวิต" : http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=LgL5fhNWmkk
///
คำบอกเล่าจากผู้ถ่ายคลิป 

"เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้เองเวลา ตรงเกือบถึงท่าเกียกกาย หากใครเคยนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาจะรู้จักดี เราอยู่ประมาณเกือบท้ายเรือได้ยินเสียงคนตะโกนว่ามีคนตกเรือ คนบนเรือก็อื้ออึงเลยทีนี้ กระเป๋าเรือก็ตะโกน คนบนเรือก็พยายามโยนห่วงยางลงไปให้ แต่คือมันไกลจากเรือมาก เลยไม่ถึง แล้วนี้มันกลางแม่น้ำเจ้าพระยาเลยนะ ก็มีพี่คนนี้แหละแกเป็นผู้โดยสารนะ กระโดดลงไปช่วยคนที่ตกเรือ แต่คลื่นจากเรือมันซัดแกทำให้เกือบหมดแรง ทำท่าจะจมน้ำอยู่หลายที ในที่สุดก็ช่วยขึ้นมาได้ คนที่ตกลงไปเป็นผู้หญิง รู้อีกทีตอนกระเป๋าเรือ บอกว่าเค้ากระโดดลงมาเองจากหัวเรือ ไม่ได้พลัดตกลงไป นาทีชีวิตมาก น้องเค้าจะฆ่าตัวตาย เป็นเหตุการณ์ที่ให้ข้อคิดว่าชีวิตมันมีค่ามาก จงใช้ทุกนาทีที่เหลือให้มีสตินะคะ ส่วนพี่คนนี้รู้แค่ว่าแกทำงานอยู่การบินไทย ไม่ทราบชื่อ เพราะแกเวียนหัว ให้แกนั่งนิ่งๆพี่พยาบาลบอก คนดีแบบนี้สมควรได้รับคำชื่นชมและยกย่องจากสังคมเราค่ะ"

วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

ป่วนปัตตานี11จุด ระเบิดโจมตีทพ.ตาย2เจ็บ6


อาสาสมัครกู้ชีพสันติปัตตานี ศูนย์ประสานงานมูลนิธิมิราเคล ออฟไลฟ์ ประจำจังหวัดปัตตานีสรุปเหตุการณ์จังหวัดปัตตานีถึงเวลา 22:32 เหตุเกิดตั้งแต่เวลา 20.00 น.ที่ผ่านมา เกิดเหตุความไม่สงบในจ.ปัตตานี 11 จุด

1-เหตุ ว.19(โจมตี) ฐาน อ.ส. รร.กะรุบี อ.กะพ้อ จว.ปัตตานี
2-เหตุ ว.19(โจมตี) ที่ศูนย์นิคมฮาล้าน ม4 ต.น้ำบ่อ อ.ปะนาเระ จว.ปัตตานี
3-เหตุ 511(ระเบิด) พื้นที่ อ.เมืองปัตตานี จุดที่ 1 เหตุเกิดในเรือ จอดที่ข้างโรงน้ำแข็งบ้านติง
4-เหตุ 511(ระเบิด) พื้นที่ อ.เมืองปัตตานี จุดที่ 2 คือ แพศิริรัตน์ เข้าทางซอยศรีนาเจริญ ถนนนาเกลือ
5-เหตุ 199 เผายางรถยนต์ พื้นที่ นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จว.ปัตตานี
6-เหตุ 199 เผายางรถยนต์ พื้นที่ อ.ยะรัง จว.ปัตตานี
7-เหตุระเบิดตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้าไปรษณีย์ อ.ปานะแระ จว.ปัตตานีเกิด ไฟกำลังลุกไหม้
8-เหตุ 199 พื้นที่ อ.สายบุรี จว.ปัตตานี เผาศูนย์อาชีพปาตาตีมอของเทศบาลสายบุรี
9-เผาเรือประมง อ.สายบุรี 3 จุด
10-เหตุระเบิดรถหุ้มเกราะล้อยาง(REVA) ที่ รร.ท่าสู ต.น้ำบ่อ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ขณะเข้าสนับสนุน ทหารพรานที่44 เสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บ 6 นาย
11-21.35 น. เหตุ 199 เผารถยนต์ของการไฟฟ้า พื้นที่ อ.มายอ จว.ปัตตานี


รายชื่อผู้เสียชีวิต เหตุระเบิดรถ reva คือ  ร.ท.เริงฤทธิ์  โพธิสา ผบ.ร้อย.ทพ.4412 กับ จ่าสรรชัย โสภาวัง ที่เหลือบาดเจ็บ. สาหัส 3 นาย

รายชื่อทพ.ที่บาดเจ็บ6นาย1.ร.ต.สมชัย ศรีพรหม2.อส.ทพ.ทัตพงษ์ ดาวดึง3.อส.ทพ.พีรวัส ทิพนัส4.อส.ทพ.กฤาดา นิริสา5.อส.ทพ.พรศักดิ์ เงินเก่า

6.อส.ทพ.สำราญ คงกลม รายชื่อทพ.เสียชิวิต1.ร.ท.เรืองฤทธิ์ โพธิ์สา 2.จ.ส.อ.สรรชัย โสภสวัง

'ทักษิณ'สไกป์เวทีคนเสื้อแดง อัดศาลรธน.เอียงการเมือง ขู่หากก้าวล่วงอำนาจมากๆจะใช้อำนาจประชาชน


'ทักษิณ'สไกป์เวทีคนเสื้อแดง อัดศาลรธน.เอียงการเมือง ขู่หากก้าวล่วงอำนาจมากๆจะใช้อำนาจประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 20.35 น. วันที่ 10 เม.ย.2556 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้สไกป์เข้ามายังเวทีรำลึกเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 ของนปช.ว่า ขอร่วมรำลึกเพื่อสดุดีวิญญาณวีรชนที่ต้องมาเสียชีวิตโดยที่ไม่ควรเกิดขึ้น ทั้งทหาร ประชาชน การใช้อำนาจเข่นฆ่าประชาชนไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วไม่ได้มาจากครรลองที่ถูกต้อง แต่มาจากการเซตจากศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และผู้ที่สั่งการอยู่เบื้องหลัง วันนี้ศาลสูงบางคนละเมิดหลักการกฎหมาย เอนเอียงในการเมือง ความปรองดองจะเกิดไม่ได้หากคนรักษากติกาไม่เป็นกลางเป็นธรรม

"กระบวนการยัดเบียดข้อหาก่อการร้ายให้แกนนำก็เพื่อปกป้องฆาตกรที่สั่งฆ่าประชาชน เป็นวิธีที่ผมโดนเมื่อถูกข้อกล่าวหาก่อการร้าย แต่ทันทีที่โดน เลขาฯตำรวจสากลก็ออกมาระบุเลยว่า นี่เป็นเรื่องการเมือง ก่อการร้ายในความหมายของเขาคนละเรื่องกับสิ่งที่กล่าวหา วันนี้ฆาตกรไปพิมพ์มือก็ยิ้ม เพราะเขาว่ามีการบอกว่าใจเย็นๆ จะให้ไปหลุดที่ศาล" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว และว่า วันนี้รัฐบาลและ ส.ส. ส.ว.พยายามจะแก้รัฐธรรมนูญ ทีแรกบอกแก้ทั้งฉบับไม่ยอมก็ไม่ว่ากัน แต่พอแก้รายมาตราก็มีพวกที่ขัดขวางความเป็นประชาธิปไตย คนเห็นแก่ตัวไม่กี่ตัวไปยื่นเรื่องที่ศาล แต่ศาลก็ดันรับไว้ แต่รับก็ต้องรับแบบเหนียมๆ เพราะรับสองเสียงไม่รับสามเสียง เหมือนเล่นลิเก เลิกเล่นลิเกได้แล้วกับเรื่องของบ้านเมือง

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า วันนี้มีการก้าวล่วงจะเกิดความเสียหายทางความน่าเชื่อถือของประเทศ และความมั่นใจของประชาชนที่มีศรัทธาต่อระบบ ขอร้องวิงวอนให้รักษาความยุติธรรม หากมิเช่นนั้นก็ต้องใช้อำนาจของประชาชน

'ทักษิณ'สไกป์เวทีคนเสื้อแดง อัดศาลรธน.เอียงการเมือง ขู่หากก้าวล่วงอำนาจมากๆจะใช้อำนาจประชาชน
          
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 20.35 น. วันที่ 10 เม.ย.2556 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้สไกป์เข้ามายังเวทีรำลึกเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 ของนปช.ว่า ขอร่วมรำลึกเพื่อสดุดีวิญญาณวีรชนที่ต้องมาเสียชีวิตโดยที่ไม่ควรเกิดขึ้น ทั้งทหาร ประชาชน การใช้อำนาจเข่นฆ่าประชาชนไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วไม่ได้มาจากครรลองที่ถูกต้อง แต่มาจากการเซตจากศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และผู้ที่สั่งการอยู่เบื้องหลัง วันนี้ศาลสูงบางคนละเมิดหลักการกฎหมาย เอนเอียงในการเมือง ความปรองดองจะเกิดไม่ได้หากคนรักษากติกาไม่เป็นกลางเป็นธรรม
           
"กระบวนการยัดเบียดข้อหาก่อการร้ายให้แกนนำก็เพื่อปกป้องฆาตกรที่สั่งฆ่าประชาชน เป็นวิธีที่ผมโดนเมื่อถูกข้อกล่าวหาก่อการร้าย แต่ทันทีที่โดน เลขาฯตำรวจสากลก็ออกมาระบุเลยว่า นี่เป็นเรื่องการเมือง ก่อการร้ายในความหมายของเขาคนละเรื่องกับสิ่งที่กล่าวหา วันนี้ฆาตกรไปพิมพ์มือก็ยิ้ม เพราะเขาว่ามีการบอกว่าใจเย็นๆ จะให้ไปหลุดที่ศาล" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว และว่า วันนี้รัฐบาลและ ส.ส. ส.ว.พยายามจะแก้รัฐธรรมนูญ ทีแรกบอกแก้ทั้งฉบับไม่ยอมก็ไม่ว่ากัน แต่พอแก้รายมาตราก็มีพวกที่ขัดขวางความเป็นประชาธิปไตย คนเห็นแก่ตัวไม่กี่ตัวไปยื่นเรื่องที่ศาล แต่ศาลก็ดันรับไว้ แต่รับก็ต้องรับแบบเหนียมๆ เพราะรับสองเสียงไม่รับสามเสียง เหมือนเล่นลิเก เลิกเล่นลิเกได้แล้วกับเรื่องของบ้านเมือง

           พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า วันนี้มีการก้าวล่วงจะเกิดความเสียหายทางความน่าเชื่อถือของประเทศ และความมั่นใจของประชาชนที่มีศรัทธาต่อระบบ ขอร้องวิงวอนให้รักษาความยุติธรรม หากมิเช่นนั้นก็ต้องใช้อำนาจของประชาชน

http://www.komchadluek.net/detail/20130410/155939/แม้วอัดศาลรธน.เอียงการเมือง.html#.UWWQu8saySM

เลื่อนคุยบีอาร์เอ็น 29 เม.ย. กับความเปราะบางของกระบวนการสันติภาพใต้


เลื่อนคุยบีอาร์เอ็น 29 เม.ย. กับความเปราะบางของกระบวนการสันติภาพใต้

วันพุธที่ 10 เมษายน 2013 เวลา 08:42 น. เขียนโดย ปกรณ์ พึ่งเนตร หมวด เวทีทัศน์คุยกับบรรณาธิการเรื่องเด่น-ภาคใต้
แม้ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ จะยังยืนยันไม่ชัดนักว่านัดหมายพูดคุยอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 กับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ นำโดย นายฮัสซัน ตอยิบ ที่อ้างตัวว่าเป็นแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็น จะเลื่อนออกไปจากวันที่ 29 เม.ย.หรือไม่ แต่ความเป็นไปได้ของการพูดคุยในวันดังกล่าวน่าจะไม่เกิดขึ้นแน่นอนแล้ว
election1
          เหตุผลที่ พล.ท.ภราดร นำมาอธิบายถึงความไม่แน่นอนก็คือ มาเลเซียกำลังมีการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 13 ของประเทศ
          นายนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา และมีการคาดหมายกันว่าการเลือกตั้งใหม่น่าจะมีขึ้นในราวปลายเดือน เม.ย.หรือต้นเดือน พ.ค.
          มีรายงานว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งของมาเลเซียน่าจะมีมติในวันที่ 10 มี.ค.เพื่อกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งนักวิเคราะห์พากันคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นวันที่ 2 พ.ค.
          ในขณะที่ประเทศกำลังมีการเลือกตั้งใหญ่ และอนาคตของนายนาจิบบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีก็กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ความสำคัญกับปัญหาของประเทศอื่นอย่างไทยเพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้มาเลเซียจะรับเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" ในกระบวนการพูดคุยสันติภาพก็ตาม
          ว่าที่ ร.ต.เลิศเกียรติ วงศ์โพธิพันธ์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้ข้อมูลว่าได้ส่งหนังสือไปขอเลื่อนการพูดคุยสันติภาพออกไปก่อน เพราะไม่อยากให้กระบวนการนี้ถูกมองว่าจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดบริบทการเมืองมาเลเซีย
          ขณะที่ พล.ท.ภราดร บอกว่าได้สัญญาณเลาๆ มาแล้วว่ามาเลเซียไม่พร้อมจัดพูดคุยสันติภาพตามที่กำหนดวันไว้เดิม ขณะนี้กำลังรอสัญญาณอย่างเป็นทางการ
          นี่คือความเปราะบางอย่างยิ่งของกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ที่รัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำไปผูกติดไว้กับมาเลเซีย ทั้งๆ ที่มาเลเซียคือผู้มีส่วนได้เสียอย่างสำคัญกับการดำรงอยู่หรือการคลี่คลายของปัญหา
          การที่วันนัดพูดคุยถูกเลื่อนออกไป ย่อมส่งต่อความเชื่อมั่นของกระบวนการสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของประชาชนที่เฝ้ามองอยู่ และน่าจะมีคำถามในใจว่า ในเมื่อรู้ว่าเพื่อนบ้านใกล้เคียงของเรากำลังจะมีการเลือกตั้ง เหตุใดจึงต้องรีบ "เปิดตัว-เปิดหน้า" กระบวนการพูดคุยสันติภาพถึงขั้นลงนามในข้อตกลงกันอย่างเอิกเกริกครึกโครมเมื่อวันที่ 28 ก.พ. หรือเพียง  1 เดือนก่อนยุบสภา และ 2 เดือนเศษก่อนเลือกตั้ง
          เพราะใครๆ ก็รู้ว่าการเลือกตั้งไม่ว่าจะที่ใดๆ ในโลก ล้วนไม่มีความแน่นอน ทำไมจึงไม่รอให้มาเลเซียเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อยไปก่อน ได้นายกรัฐมนตรี ได้คณะรัฐมนตรีใหม่พร้อม แล้วค่อยเริ่มกระบวนการที่รู้ๆ กันอยู่ว่าต้องใช้เวลายาวนาน และความต่อเนื่องคือปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ
          ที่สำคัญการเลือกตั้งหนนี้มีการวิเคราะห์กันอย่างกว้างขวางว่า อาจจะเกิดการพลิกล็อคอย่างมโหฬารขึ้นก็ได้ เพราะฝ่ายพรรคอัมโนที่ครองเสียงข้างมากและเป็นรัฐบาลมาเนิ่นนาน อาจจะต้องลิ้มรสชาติของความพ่ายแพ้ 
          สุทธิชัย หยุ่น นักหนังสือพิมพ์อาวุโส เขียนไว้ในคอลัมน์ "กาแฟดำ" ของเขาในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า อาจจะเกิดสึนามิการเมืองที่มาเลเซีย
          "นับตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.1957 หรือ 56 ปีก่อน ไม่มีการเลือกตั้งครั้งใดจะมีความไม่แน่นอนเท่าครั้งนี้ แปลว่ามีความเป็นไปได้ว่าพรรค UNMO ที่ครองอำนาจเกือบจะเบ็ดเสร็จมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองนั้น อาจจะหลุดจากแกนอำนาจให้กับฝ่ายค้านที่ทำท่าว่าจะมีแรงสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น" (กาแฟดำ กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 8 เม.ย.http://bit.ly/ZM1olU
          หากมาเลเซียเกิดสึนามิการเมืองจริง กระบวนการสันติภาพที่ไทยให้น้ำหนักมาเลเซียอย่างมากย่อมเสี่ยงต่อภาวะ "ไร้อนาคต" เพราะที่ผ่านมาไทยพึ่งพามาเลเซียทั้งขั้นตอนอำนวยความสะดวกในการพูดคุย การประสานงานต่างๆ และกำหนดตัวผู้เข้าร่วมวงพูดคุยในฝั่งผู้เห็นต่างจากรัฐ (ที่อ้างตัวว่าเป็นขบวนการบีอาร์เอ็น) ด้วย
          ทว่ามีหลักฐานชิ้นสำคัญ คือ คำสั่งแต่งตั้ง ดาโต๊ะ สรี อาหมัด ซัมซามีน ที่ทางการไทยระบุว่าเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองของมาเลเซีย เป็นผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างผู้แทนรัฐบาลไทยกับกลุ่มนายฮัสซัน ซึ่งมาเลเซียเรียกชื่อเป็น "คณะทำงานร่วม" ว่า JOINT WORKING GROUP SOUTHERN THAI PEACE PROCESS; JWG-STPP ปรากฏว่าออกโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัก เท่านั้น หาได้เป็นมติคณะรัฐมนตรีไม่ (ดูคำสั่งได้ใน http://www.pmo.gov.my/?menu=news&news_id=11153&page=1731&news_cat=4)  
          ฉะนั้นหากนายกฯคนใหม่ไม่ใช่นายนาจิบ กระบวนการพูดคุยสันติภาพที่ทำมาก็มีอันต้องสูญเปล่าใช่หรือไม่ (โดยที่มีประชาชนและเจ้าหน้าที่ต้องสังเวยชีวิตและได้รับบาดเจ็บไปจำนวนไม่น้อยระหว่างรอยต่อการพูดคุยสันติภาพตามที่คนในรัฐบาลชอบอ้าง) เหมือนกับการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ในบ้านเราโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดหนึ่ง เมื่อถึงคราวเปลี่ยนรัฐบาล คณะกรรมการเหล่านั้นมักสิ้นสภาพไปโดยปริยาย หากจะทำงานต่อก็ต้องรอสัญญาณจากรัฐบาลชุดใหม่หรือนายกรัฐมนตรีคนใหม่
          โอกาสที่รัฐบาลไทยต้องนับหนึ่งกระบวนการสันติภาพอีกครั้งจึงมีไม่น้อยทีเดียว!
----------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณ : ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต http://hornbillunleashed.wordpress.com/2012/03/page/2/

ชาวอิตาลีฆ่าตัวตายยกครัวสังเวยมาตรการรัดเข็มขัด


ชาวอิตาลีฆ่าตัวตายยกครัวสังเวยมาตรการรัดเข็มขัด

ชาวอิตาลีฆ่าตัวตายยกครัวสังเวยมาตรการรัดเข็มขัด

สมาชิก 3 คน ของครอบครัวชาวอิตาลี ฆ่าตัวตาย สังเวยมาตรการรัดเข็มขัด ที่ทำให้พวกเขากลายเป็นหนี้ก้อนโต และเชื่อว่าจะหาทางออกไม่ได้ โดยคู่สามี-ภรรยา ได้ผูกคอตายในบ้านพักริมทะเล ขณะที่พี่ชายของภรรยา ได้ฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงไปในทะเล หลังจากทราบข่าวน้องสาว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สร้างความสลดใจไปทั่วประเทศ

นางอันนา-มาเรีย โซปรันซี่ และนายโรมีโอ ดิโอนิซี่ ได้ผูกคอตายในบ้านพัก ในเมืองซิวิตาโนว่าที่อยู่ริมทะเลอะเดรียติคเมื่อวันศุกร์ ทำให้พวกเขากลายเป็นเหยื่อวิกฤติเศรษฐกิจรายล่าสุด

นายดิโอนิซี่ วัย 63 ปี เป็นเสมียนของบริษัทผลิตรองเท้า ที่ปิดตัวไปเมื่อ 5 ปีก่อน และเขาได้พยายามจะหางานใหม่ การตกงานของเขา ทำให้เขาไม่สามารถเรียกร้องเงินบำนาญได้

เนื่องจากเมื่อ 16 เดือนก่อน รัฐบาลได้เพิ่มอายุของคนเกษียณขึ้นไปอีก 5 ปี อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการตัดลดรายจ่ายที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศในยุโรป ทำให้คู่สามีภรรยาวัยชราต้องขาดรายได้จากเงินบำนาญ เดือนละไม่ถึง 500 ปอนด์ หรือราว 22,000 บาท และหลายเดือนที่ผ่านมา พวกเขาไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าและหนี้สินอื่น ๆ

หลังจากข่าวสามีภรรยาคู่นี้ฆ่าตัวตาย นายจูเซ็ปเป้ โซปรันซี่ วัย 78 ปี ซึ่งเป็นพี่ชายของนางดิโอนิซี่และอาศัยอยู่บ้านถัดไป ได้ฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงทะเลเช่นกัน

โศกนาฎกรรมที่เกิดกับครอบครัววัยชรานี้ ได้สร้างความสลดใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ ในระหว่างพิธีศพเมื่อวันเสาร์ ได้มีฝูงชนที่เป็นเพื่อนของทั้งสามคน ได้ไปรุมล้อมนักการเมืองบางคน ด้วยความโกรธแค้น พร้อมประนามว่า ทั้งสามคนถูกฆาตกรรมโดยรัฐบาล

นายทอมมาโซ่ คอร์วัตต้า นายกเทศมนตรีเมืองซิวิตาโนว่า ให้ความเห็นต่อหนังสือพิมพ์ลา สแตมป้าว่า ครอบครัวนี้มีศักดิ์ศรีพอที่จะจบทุกอย่างลงด้วยโศกนาฎกรรม แทนที่จะขอความช่วยเหลือ ขณะที่ที่อื่นที่เผชิญสถานการณ์แบบเดียวกันนี้ กลับเป็นแรงผลักดันให้ประชาชนหันไปก่ออาชญากรรม เมื่อนักการเมืองอภิปรายกันเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ
พวกเขาจำเป็นต้องคิดถึงประชาชน ที่กำลังตกอยู่ในสภาพเดียวกันนี้

เพื่อนบ้าน ระบุว่า ทั้งสองคน ค้างชำระภาษีราว 15,000 ปอนด์ หรือราว 670,000 บาท ทำให้พวกเขาวิตกว่า รถยนต์และเฟอร์นิเจอร์จะถูกยึด ทำให้พวกเขาหัวใจสลาย และนาง
ดิโอนิซี่ถึงกับหมดหวัง และเครียดจัด พวกเขาได้ทิ้งจดหมายมีข้อความขออภัยไว้ใกล้ศพด้วย

ด้านนายโซปรันซี่ ซึ่งเป็นอดีตเสมียนในโรงงานรองเท้าเช่นกัน ได้กลับมาพบข่าวร้ายขณะกลับบ้าน ทำให้ทำใจไม่ได้ และไปกระโดดทะเลที่ท่าเรือ

การฆ่าตัวตายเพราะวิกฤติเศรษฐกิจ กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเผชิญภาวะถดถอย ที่เชื่อว่าจะยาวนานที่สุดถึง 20 ปี การใช้มาตรการรัดเข็มขัดด้วยนโยบายเกี่ยวกับเงินบำนาญ ได้ทำร้ายประชาชนอย่างสาหัสที่สุด ที่บังคับใช้ตั้งแต่สมัยของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีมาริโอ มอนติ แม้จะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือประชาชนได้
4 หมื่นคน แต่ตัวเลขที่แท้จริงของผู้ได้รับผลกระทบนั้นมากถึงอย่างน้อย 150,000 คน

ช่อง11ถ่ายทอดคดีปราสาทพระวิหาร ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์14 - 19 เมษายนนี้

กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมถ่ายทอดคดีปราสาทพระวิหาร ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์ ตั้งแต่วันที่ 14 - 19 เมษายนนี้


นายณัฎฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวการถ่ายทอดการกล่าวถ้อยแถลงทางวาจา ต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก คดีปราสาทพระวิหาร ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์ วันที่ 15-19 เมษายนนี้ โดยกล่าวว่า การถ่ายทอดจะมีทั้งในเว็บไซต์ศาลโลก www.icj-cij.org เว็บไซต์สหประชาชาติ http://webtv.un.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ 

ในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลต้องการให้ประชาชนรับทราบความโปร่งใสจึงมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ จัดทำเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศ www.phraviharn.org รับชมได้ 3 ภาษา ได้แก่ ภาษาที่ใช้ให้การจริงคือฝรั่งเศสและอังกฤษ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย รวมทั้งการถ่ายทอดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 92.5, AM 891 และสถานีวิทยุสราญรมย์ AM 1575 

ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ ผ่านช่องทางต่างๆ ของกระทรวงต่อไป สำหรับการตั้งศูนย์ข่าว กระทรวงการต่างประเทศ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 14-19 เมษายน โดยวันที่ 14 และ 16 ซึ่งไม่มีกำหนดการให้การ จะเปิดทำการในเวลา 17:00-01:00 น.และวันที่ 15,17,18,และ 19 ซึ่งมีกำหนดการให้การ จะเปิดเวลา 13:00-01:00 น.

ทั้งนี้ จะมีการสรุปประเด็นประจำวัน ในเวลาประมาณ 22:30-23:30 น.โดยเอกอัครราชทูตประจำกรุงเฮก ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะต่อสู้คดี 

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศ จะเผยแพร่สำนวนการให้การฉบับภาษาไทย ทางเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ ในช่วงเวลาเดียวกับที่ศาลโลกเผยแพร่ฉบับภาษาอังกฤษ ในเวลา 10.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับเวลา 15.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

คลอดทีวีดิจิตอลท่องเที่ยว-กีฬาแห่งชาติ


คลอดทีวีดิจิตอลท่องเที่ยว-กีฬาแห่งชาติ


จ่อผุดช่องดิจิตอลการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งชาติ รับเปิดอาเซียน ดีเดย์คลอด มิ.ย.นี้
นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมจัดทำสถานีโทรทัศน์การท่องเที่ยวและการกีฬาแห่งชาติ เพื่อให้เป็นช่องทางการสื่อสารทางตรงกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับวงการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในสายตาชาวต่างชาติ
ทั้งนี้ได้เตรียมรวบรวมความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย เป็นต้น นำเสนอเรื่องราวผ่านรายการเพื่อช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของประเทศรวมถึงใช้เป็นช่องทางการสื่อสารกรณีเกิดเหตุการณ์การทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยผ่านโซเชียลมีเดียที่เกิดขึ้นได้ในทันที
เบื้องต้นเนื้อหากว่า 50% คาดว่าจะเป็นภาคภาษาอังกฤษ เพื่อมุ่งเจาะกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ให้มีความรู้ความเข้าใจถึงภาคสินค้าและการบริการท่องเที่ยวของประเทศไทยมากขึ้น ในอนาคตรูปแบบรายการอาจต่อยอดไปยังภาษาอื่นๆเพิ่มเติม เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มนักท่องเที่ยว
"กระทรวงจะเร่งศึกษาแนวทางการทำเนื้อหารายการในแต่ละช่วง ควรมีรายละเอียดอะไรที่เหมาะสม เพื่อจัดตั้งงบประมาณที่เหมาะสม โดยคาดว่าจะเปิดตัวประมาณเดือน มิ.ย.นี้" นายวัชระกล่าว
สำหรับโครงการสถานีทีวีดิจิตอลช่องการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งชาติถือเป็นความร่วมมือกันระหว่าง บริษัทอสมท กับหน่วยงานราชการ 10 หน่วยงานตามแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสทช.) ฉบับที่ 1 ร่วมลงนามความร่วมมือใน 3 ด้านได้แก่ 1.การบริการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการกระจายเสียง 2.การใช้โครงข่ายวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล และ 3.สนับสนุนอุปกรณ์เพื่อทดลองระบบดิจิตอลโดยในช่วงแรกของการออกอากาศทีวีดิจิตอลในครั้งนี้ อสมท ยังไม่มีการจัดเก็บค่าเวลาแต่อย่างใด
  
ที่มา: โพสต์ ทูเดย์ (Th) Wednesday, April 10, 2013