PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บก.ลายจุดหวั่น เสียงนกหวีดอาจปลุกไทยเฉย 17 ล้านเสียง ทำเพื่อไทยซดแห้วหากยุบสภา


Nuling
สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด แกนนอน กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงวิพากษ์รัฐเดินหมากผิด จนต้องหนีตายออกจากซอยทิ้งทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอดประชาชนมีความชอบธรรมที่จะออกมาคัดค้าน มวลชนเสื้อแดงและเพื่อไทยร้าวหนัก จนอาจตั้งพรรค “เสื้อแดง”ขึ้นมาเอง ชี้หากยุบสภาวันนี้ไม่แน่ว่าจะได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาหรือไม่ ยืนยันเดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อสั่งสอนนักการเมืองให้ตระหนักว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
บก.ลายจุด กล่าวว่า นักประชาธิปไตยใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือ ส่วนนักเลือกตั้งนั้นใช้ประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือ คนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต้องการนักประชาธิปไตย แต่ประเทศไทยมีแต่นักเลือกตั้ง เราจึงต้องใช้คนพวกนี้ไปก่อนชั่วคราว โดยหวังว่าในอนาคตจะมีนักเลือกตั้งที่เป็นนักประชาธิปไตย ส่วนตัวเชื่อว่าทั้งคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงต่างก็มีคนที่มุ่งหวังให้ประชาธิปไตยในประเทศก้าวหน้า ขณะเดียวกันทั้งสองฝ่ายก็มีผู้ที่เข้ามาหาประโยชน์จากการแบ่งขั้ว ส่วนกลุ่มคนที่ออกมาคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนั้นตนเห็นว่ามีความชอบธรรมสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนตระหนักถึงความเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง แต่การเอาตัวบุคคลหรือสถาบันมาเป็นข้ออ้างในการพูดเรื่องประชาธิปไตยฟังดูไม่เป็นเหตุเป็นผลทำให้คนพวกนี้ดูล้าหลัง ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มต้นรู้สึกถึงความเป็นประชาธิปไตยจากการตระหนักว่าเสียงของพวกเขาสามารถกำหนดรัฐบาลได้ ทำให้รู้สึกมีอำนาจ แต่การรัฐประหาร 2549 เป็นการปฏิเสธเสียงของพวกเขา เป็นที่มาของการต่อสู้เรียกร้อง ตนอยากจะบอกประชาชนทุกกลุ่มว่าสังคมไทยกำลังขับเคลื่อนไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ตนเชื่อว่าปลายทางสังคมไทยจะต้องเป็นประชาธิปไตยแน่ แต่มาจากคนละทิศทางแม้จะมีจุดหมายเดียวกันทำให้เกิดความขัดแย้ง กลุ่มเสื้อเหลืองยึดสถาบันกษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงพูดถึงเรื่องโครงสร้างมากกว่าแต่ก็ยังคงยึดตัวบุคคลคือมอง พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นเสมือนเทพเจ้า ตนตั้งข้อสังเกตว่าสังคมไทยไม่ชอบคุยเรื่องนามธรรมจนกลายเป็นความขัดแย้งที่ตัวบุคคลแทนที่จะขัดแย้งกันในหลักการ ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยและเสื้อแดงขณะนี้เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากและถือเรื่องเหลือเชื่อ เพราะนับเป็นครั้งแรกที่เสื้อแดงส่วนใหญ่กว่า 80% รู้สึกโกรธและไม่เห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทย แสดงให้เห็นว่าคนเสื้อแดงรู้สึกว่าคะแนนเสียงของตัวเองมีอำนาจเหนือนักการเมือง และการที่พรรคเพื่อไทยพลักดัน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ก็เป็นการยืนยันว่านักการเมืองไทยนั้นแย่ เหมือนกับที่กลุ่มเสื้อเหลืองกล่าวหาจริงๆ แต่กระนั้นก็เชื่อว่าเสื้อแดงส่วนนึงจะยังปกป้องรัฐบาลนี้จากการถูกไล่ให้ยุบสภา การแถลงของ นปช. เมื่อวานนี้ ( 6 พ.ย. 2556 ) แสดงให้เห็นรอยร้าวครั้งใหญ่ระหว่าง นปช.และพรรคเพื่อไทย ส่วนตัวแล้วมีความเห็นด้วยหาก นปช.จะตั้งพรรคเสื้อแดงเป็นของตัวเอง แม้เย็นวันนี้ ( 7 พ.ย. 2556 ) นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จะเดินทางไปพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่พรรคเพื่อไทยและแถลงข่าวร่วมกัน ก็น่าจะเป็นการรอมชอมกันเพราะมีสถานการณ์เฉพาะหน้า ตนไม่เชื่อว่า นปช.และพรรคเพื่อไทยจะยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีแบบเดิมได้อีกต่อไป ตนเห็นด้วยกับการรอมชอมเพื่อรักษาสถานการณ์เฉพาะหน้าเอาไว้ก่อน เพราะหากสถานการณ์เลยเทิดไปจนถึงการยุบสภา ตนเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาล เพราะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัติและพรรคเพื่อไทยห่างกันแค่ 3 ล้านเสียง สถานการณ์ที่เป็นอยู่จะทำให้คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งไม่เลือกพรรคเพื่อไทย สวิงโหวตที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทยจะไม่เลือกพรรคเพื่อไทยเพราะส่วนหนึ่งไปเป่านกหวีดแล้ว และคนที่ไม่ได้ใช้สิทธิ์ในคราวที่แล้วหรือ “ไทยเฉย” 17 ล้านเสียงได้ถูกปลุกโดยเสียงนกหวีดและจะไปเลือกฝ่ายตรงข้ามเพราะต้องการสั่งสอนพรรคเพื่อไทยผ่านการเลือกตั้ง  ท้ายที่สุดตนขอเสนอว่าเราต้องการพรรคการเมืองทางเลือกสองพรรคเท่านั้นคือ พรรคเสื้อแดง และพรรคเสื้อขาว
ไทยเฉย
สำหรับการคอรัปชั่นในสังคมไทย บก.ลายจุด กล่าวว่าตนเชื่อว่ายิ่งสังคมมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเท่าใดการคอรัปชั่นจะลดน้อยลงเท่านั้น ตนรู้สึกแปลกใจที่สังคมไทยไล่บี้เอาเป็นเอาตายกับคุณทักษิณกรณีที่เซ็นยินยอมให้ภรรยาไปซื้อที่ ซึ่งมีมูลค่าน้อยกว่าการคอรัปชั่นกรณีอื่นๆในสังคมไทย เป็นไปได้หรือไม่ที่คนไทยเอาความเกลียดชังการคอรัปชั่นทั้งหมดไปยัดไว้ที่คุณทักษิณเพียงคนเดียว เวลาที่เราพูดถึงการคอรัปชั่นเราพูดถึงทักษิณเพียงคนเดียว กลุ่มผู้ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตะโกนด่าทักษิณโกงโดยมีนักการเมืองยืนอยู่บนเวทีเต็มไปหมด ตนอยากรู้ว่านักการเมืองเหล่านั้นไม่โกงหรือ แล้วกลุ่มคนที่ตะโกนอยู่ด้านล่างนั้นไม่ทราบจริงๆหรือ
ในช่วงท้ายมีผู้ถามถึงการตั้งพรรคการเมืองใหม่ บก.ลายจุดกล่าวว่า เราสมควรที่จะมีพรรคการเมือง ขนาดเล็ก เกิดขึ้นใหม่ เยอะๆ ตนสนใจพรรคการเมืองแบบโจรสลัด ( Pirates Party ) ไม่แน่ว่าตนอาจจะเป็นหัวหน้าพรรคเองก็ได้ อาจจะมีปัญหาเรื่องทุนดำเนินงานบ้างแต่ไม่ใช่อุปสรรคสำคัญ วันอาทิตย์นี้ตนจะจัดกิจกรรม โดยจะแจกแฮมเบอร์เกอร์ 3,000 ชิ้น ตอนนี้มีคนบริจาคเงินมาให้แล้ว 200,000 บาท เป็นการบริจาคโดยที่ไม่ได้เอ่ยปากร้องขอ คนทั่วไปมักคิดว่าคนเสื้อแดงยากจน แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ ไม่ใช่ทักษิณคนเดียวที่มีเงิน วันอาทิตย์นี้จะจัดกิจกรรมที่แยกราชประสงค์เพื่อให้บทเรียนกับพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัติ รวมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีความจำเป็นที่จะต้องรวมตัวคนเสื้อแดงเพื่อแสดงความแข็งแกร่งเนื่องจากเกรงว่าพรรคประชาธิปัติจะใช้โอกาสนี้ในการขับไล่รัฐบาล มั่นใจว่าจะมีคนมาร่วมเกินหนึ่งหมื่นคน ล่าสุดตนมีโอกาสสัมภาษณ์ทักษิณในรายการโทรทัศน์ของตน ทักษิณบอกตนว่าไม่ตายและไม่แพ้ ตนอยากบอกว่าไม่จริงทั้งสองอย่าง เพราะทุกคนล้วนต้องตายและทักษิณก็แพ้แล้ว ตนไม่รู้ว่าทักษิณจะหาทางกลับบ้านอยางไร ยังมองไม่เห็น แต่ที่เห็นตอนนี้คือภาพของรัฐบาลที่กำลังทิ้งทุกอย่างและหนีตายออกจากซอย
หนูหริ่ง

'ฮุนเซน' ประกาศขอปรองดองไทย ย้ำ เคารพคำตัดสินศาลโลก

สมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกแถลงการณ์ กรณี "เขาพระวิหาร" พร้อมเคารพผลการตัดสินของศาลโลก ย้ำ ขอปรองดองกับไทย มุ่งทำดินแดนให้เป็นพื้นที่สันติภาพ 

วันที่ 8 พ.ย.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ กรณีพิพาทพรมแดนพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ไทย-กัมพูชา ผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติกัมพูชา เมื่อวันที่ 7 พ.ย. โดยแถลงการณ์มีใจความดังนี้

พี่น้องชนร่วมชาติที่เคารพที่รัก ในวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จะออกประกาศของศาล ตามข้อเสนอของพระราชอาณาจักรกัมพูชาที่ได้ขอให้ตีความคำตัดสิน วันที่ 15 มิถุนายน 2505 เกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหาร กระผมขอใช้โอกาสนี้ เพื่อถวายพระเถรานุเถระทุกพระองค์ และแจ้งชนร่วมชาติทั้งหมด เกี่ยวกับประวัติคดี ดังนี้

หลังจากทหารไทย ได้เข้ายึดครองปราสาทพระวิหาร เมื่อปีพุทธศักราช 2497 และการพยายามหาทางแก้ไขด้วยสันติวิธี โดยไม่บรรลุผลสำเร็จในหลายปีที่ผ่านมา กัมพูชาก็ได้ยื่นฟ้องไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทนี้ โดยยึดถือตามความจริงและกฎหมาย โดยเฉพาะแผนที่แนบท้าย 1 มาตราส่วน 1 : 200,000 ที่จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการร่วมฝรั่งเศส – สยาม เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้ประกาศคำตัดสิน 3 ข้อ คือ
1. ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
2. ไทยมีหน้าที่ถอนทหาร ตำรวจ และผู้ดูแลอื่นอีกที่ประจำการอยู่ในปราสาท และอยู่โดยรอบปราสาทในดินแดนของกัมพูชา
3. ไทยมีหน้าที่ต้องส่งคืนวัตถุโบราณทั้งหลายที่เจ้าหน้าที่ไทยได้นำออกจากปราสาทพระวิหาร หรือจากพื้นที่ปราสาทในห้วงที่ไทยยึดครองปราสาทพระวิหาร ตั้งแต่ปี 2497 เป็นต้นมา ให้แก่กัมพูชา ตั้งแต่มีคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ปีพุทธศักราช 2505 เป็นต้นมา ข้อพิพาทระหว่างกัมพูชากับไทยเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารได้ลดลง และไม่มีการขยายวงกว้างเป็นที่น่าสนใจแต่อย่างใด แต่ข้อพิพาทในพื้นที่ปราสาทพระวิหารได้เริ่มร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 ภายหลังจากทหารไทยได้เข้ามาในดินแดนกัมพูชา บริเวณ "วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ" ภายหลังจากปราสาทพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 ตามข้อเสนอของกัมพูชา ความขัดแย้งได้เพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้น กระทั่งมีการปะทะด้วยอาวุธจำนวนหลายครั้ง ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ ทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะกระทบต่อปราสาทพระวิหารอีกด้วย

โดยพิจารณาเห็นว่า การใช้กลไกทวิภาคี และพหุภาคีเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ไม่มีประสิทธิภาพ และการปะทะกันด้วยอาวุธตามแนวชายแดนกัมพูชา – ไทย ยังเกิดขึ้นอยู่นั้น ในวัตถุประสงค์ยุติข้อพิพาทนี้โดยสันติวิธีสอดคล้องตามการดำเนินการของนานาประเทศ และตามเป้าหมายในการรักษาความสัมพันธ์เป็นประเทศใกล้เคียงที่ดี และความร่วมมือที่แนบแน่นระหว่างประเทศและประชาชนของประเทศทั้งสอง กัมพูชา – ไทย เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554 รัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นคำฟ้องไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เสนอให้ออกคำสั่งมาตรการชั่วคราว เพื่อยุติการปะทะด้วยอาวุธ และเสนอขอให้ตีความในความหมายและขอบเขตของคำตัดสิน วันที่ 15 มิถุนายน 2505 ด้วย เนื่องจากเห็นว่า ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นอีกในพื้นที่ปราสาทพระวิหารนี้ เกิดขึ้นจากการตีความแตกต่างกันระหว่างกัมพูชากับไทย ในความหมายและขอบเขตของคำตัดสินปี 2505 มีผลคือ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2554 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้เห็นชอบตามข้อเสนอของกัมพูชา ออกคำสั่งมาตรการชั่วคราว โดยให้ภาคีทั้งสองถอนทหารออกจากเขตปลอดทหารชั่วคราว พื้นที่ 17.3 ตารางกิโลเมตร พร้อมทั้งเห็นชอบรับพิจารณาตามข้อเสนอของกัมพูชาขอให้ตีความคำตัดสิน ปี 2505

ด้วยเหตุนี้ กระผมขอชี้แจงอีกครั้ง ถวายพระเถรานุเถระ และชนร่วมชาติทุกคนให้ทราบว่า การที่รัฐบาลกัมพูชาเสนอขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตีความคำตัดสินปี 2505 นั้น ไม่ใช่เพื่อสุมไฟเพิ่มความขัดแย้ง หรือมีความต้องการแย่งชิงดินแดนจากประเทศใกล้เคียงแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลเห็นว่า การดำเนินการนี้ เป็นแนวทางหนึ่งที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพและจำเป็นที่สุดเพื่อภาคีทั้งสอง สามารถก้าวไปสู่การยุติปัญหานี้โดยสันติวิธี ในการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ การเคารพอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนซึ่งกันและกัน และการรักษาความสัมพันธ์เป็นประเทศใกล้เคียงที่ดี รัฐบาลกัมพูชายึดมั่นใน จุดยืนอย่างเคร่งครัดในความพยายามสร้างเส้นเขตแดนที่ชัดเจน และเปลี่ยนพื้นที่ชายแดนกัมพูชา กับประเทศใกล้เคียง ให้เป็นพื้นที่ชายแดน สันติภาพ มิตรภาพ ความร่วมมือ และการพัฒนา
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ กระผม กับ ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แห่งพระราชอาณาจักรไทย มีจุดยืนที่สอดคล้องกันว่า ถึงแม้ว่าคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ข้างหน้านี้ ออกมาเช่นไรก็ตาม ประเทศทั้งสองต้องเคารพตามคำตัดสินนี้ และพยายามรักษาสันติภาพ และเสถียรภาพตามแนวชายแดนให้ได้ ในความหมายนี้

กระผมขอเรียกร้องกำลังเจ้าหน้าที่ทุกประเภทที่กำลังปฏิบัติภารกิจป้องกันชายแดน ขอให้รักษาความสงบเรียบร้อย ยึดมั่นในความอดทน และหลีกเลี่ยงการดำเนินการต่าง ๆ ที่อาจสร้างความตึงเครียด หรือเกิดการปะทะกันในที่สุดและกระผมก็ขอเรียกร้องถึงพระเถรานุเถระทุกพระองค์ พี่น้องชนร่วมชาติทุกคน ขอให้อยู่ในความสงบ ร่วมรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เช่นเดียวกับการรักษาและยกระดับความสัมพันธ์เป็นประเทศใกล้เคียงที่ดี มีความสามัคคี มิตรภาพ ความผาสุก และความร่วมมือ ที่แนบแน่นยิ่งขึ้นระหว่างประชาชนทั้งสอง กัมพูชา – ไทย เพื่อผลประโยชน์ร่วมของประชาชาติทั้งสองฝ่าย ทั้งต่อหน้าและระยะยาวในอนาคตต่อไป ขอขอบพระคุณ ขอขอบคุณ

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ค้านนิรโทษกรรมเพื่อ “ประชาธิปัตย์”?

(ทีมเพื่อนโอ๊ค)

ได้มีโอกาสอ่านบทความจากไทยรัฐออนไลน์ ประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน เรื่องพลังโซเชียลมีเดีย ปลุกกระแสมวลชนต้าน'นิรโทษฯ'ได้จริงหรือ? (http://www.thairath.co.th/content/tech/380913) บทความดังกล่าวได้ตั้งคำถามว่า “คุณคัดค้านการนิรโทษกรรมแบบไหน?” พร้อมกับแบ่งสาเหตุการคัดค้าน ร่าง พรบ. นิรโทษกรรมฯ ไม่ว่าจะเป็นแบบนิติราษฎร์ที่ค้านการนิรโทษผู้สั่งฆ่าประชาชนและแกนนำ แบบไม่เอาทักษิณ แบบให้ทักษิณมาสู้คดีตามปกติ แบบนิรโทษคดี 112 แบบค้านนิรโทษเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง หรือ แบบค้านเพราะเกลียดนักการเมืองในสภา การรณรงค์ปลุกกระแสมวลชนต้าน “นิรโทษฯ” ในครั้งนี้ “ผู้จัดแคมเปญ” การสื่อสารทางการเมือง (Political Marketing) ได้แบ่งวิธีการสื่อสารด้วย “ข้อความหลัก” (Key Message) ถึงกลุ่มต่างๆได้ 2 ประเภท ดังนี้

ประเภทที่ 1 ข้อความหลักถึงกลุ่มคัดค้าน พรบ. นิรโทษกรรมฯ แบบเกลียดการทุจริต คอร์รัปชั่น และการกระทำผิดกฎหมาย โดย “ผู้จัดแคมเปญ” ใช้ข้อความ รักชาติ ปกป้องประเทศ ปกป้องสถาบัน ด้วยการสร้างวาทกรรมแห่งการเกลียดชัง (Hate Speech) ให้ “ทักษิณ” และครอบครัว เป็นผู้ร้าย หรือ แพะรับบาป หรือ ที่เรียกว่าเทคนิค Scape Goat ให้ผู้รับสารฟังแล้วเกิดความรู้สึกต้องการอยากปกป้องประเทศ ปกป้องสถาบันจากตัวละครตัวร้ายนี้ ด้วยเหตุผล 2 ประการว่า

1. เป็นพรบ. ที่ร่างขึ้นเพื่อเปิดช่องในการคืนเงิน 4.6 หมื่นล้าน

2. และ เป็นพรบ. ที่ล้างผิดคนโกง โดยจะมีคดีเกี่ยวกับการ ทุจริต คอร์รัปชั่น ของนักการเมืองที่ได้รับอานิสงค์หลายคดี

โดยทั้ง 2 เหตุผลที่ “ผู้จัดแคมเปญ” พร่ำพูดซ้ำๆ โดยที่ไม่ได้บอกผู้รับสารว่า การคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท ได้ถูกหักล้างด้วย ถ้อยแถลงของ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าด้วยท่าทีต่อ ร่าง พรบ. นิรโทษกรรมฯ ว่า “การบิดเบือนนั้นทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายการเงิน เพราะหากเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรีต้องลงนามรับรอง ซึ่งดิฉันไม่เคยลงนามใดๆ”

ส่วนเรื่อง การล้างผิดคดีทุจริต คอร์รัปชั่น “ผู้จัดแคมเปญ” และผู้สนับสนุนทั้งหลายก็ได้กระหน่ำข้อความ ภาพอินโฟกราฟฟิค ในโลกโซเชียล ให้เห็นว่าใครจะได้รับอานิสงค์จากการทุจริต คอร์รัปชั่น บ้าง โดยที่ไม่เคยบอกผู้รับสารเลยว่าคดีที่จะได้รับการนิรโทษฯ ส่วนใหญ่เป็นคดีที่เป็นผลพวงของการรัฐประหารทั้งสิ้น ดังคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรที่ว่า “ที่สำคัญมีความพยายามที่จะบิดเบือนว่ากฎหมายจะ กลบเกลื่อนการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับ พรบ.นิรโทษกรรม ซึ่ง พรบ. ฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ยกโทษให้ผู้ได้รับผลพวงทางการเมือง การรัฐประหารที่ไม่อยู่ในหลักนิติธรรม รวมทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน”

มากไปกว่านั้น เมื่อ “ผู้จัดแคมเปญ” กำหนด “ข้อความหลัก” ย่อมต้องมีการวางแผนและคาดหวังผลใดจากผู้รับสาร โดยเฉพาะจุดมุ่งหมายในการที่จะขับเคลื่อนทางการเมือง กล่าวคือ “วัตถุประสงค์” ของการส่งสาร ของ “ผู้จัดแคมเปญ” หรือ “พรรคประชาธิปัตย์” ซึ่งออกตัวขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเต็มกำลังนั้นเป็นไป เพื่อสร้างโอกาสให้ได้กลับมาเป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งหรือไม่? เพราะหากเป็นเช่นนั้น คงต้องพิจารณากันให้ชัดเจนว่า การปกป้องประเทศชาติจากการทุจริต คอร์รัปชั่น ถูกใช้เป็นแคมเปญในการสื่อสารนั้น ต้องปกป้องด้วยการให้พรรคประชาธิปัตย์ กลับมาได้สิทธิถือครองอำนาจรัฐ คือคำตอบที่ถูกต้องแล้วหรือไม่?

ประเภทที่ 2 ข้อความหลักถึงกลุ่มที่คัดค้าน ร่าง พรบ. นิรโทษฯ ที่เป็นกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเน้นเรื่องการนิรโทษให้กับผู้สั่งฆ่าประชาชนและแกนนำ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ว่าผู้สูญเสียและนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อาจยังไม่สามารถทำใจยอมรับได้ ณ เวลานี้

อย่างไรก็ตาม “ผู้จัดแคมเปญ” ที่สื่อสารข้อความหลักประเภทนี้ ก็ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุม ปี 2553 แต่อย่างใด และไม่ได้มีความต้องการในการสร้างกระแสสังคมเพื่อนำไปสู่หนทางที่ประเทศจะยกระดับประชาธิปไตยที่ดีขึ้น มิหนำซ้ำ "ผู้จัดแคมเปญ" ยังมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองซ่อนเร้นในการล้มล้างรัฐบ าลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อีกครั้งใช่หรือไม่? และถ้าเป็นเช่นนั้น การชุมนุมอยู่ในขณะนี้นั้นคงไม่ใช่หนทางในการนำประเทศไปสู่การคืนความยุติธรรมให้กับประชาชน และส่งเสริมการปกครองระบบประชาธิปไตยให้ดีขึ้นได้

และท้ายที่สุด การชุมนุมครั้งนี้ ก็คงไม่ต่างจากการชุมนุมที่มีเป้าหมายในการล้มล้างรัฐบาลเหมือนทุกครั้ง โดยเฉพาะในขณะนี้ที่พรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ยุติการปลุกระดม ในขณะที่ทุกฝ่ายได้ส่งสัญญาณการรับฟังและพร้อมที่จะรักษาบรรยากาศของประเทศและบรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตย ซ้ำร้าย พรรคประชาธิปัตย์ยังคงสร้างเงื่อนไขใหม่ เพื่อไปสู้เป้าหมายที่ซ่อนเร้นเอาไว้ภายใต้การปลุกระดมที่ชัดเจนมากขึ้น

ทั้งๆที่ ล่าสุด นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้ออกมาแถลงอย่างชัดเจนแล้วว่า "ขอยืนยันว่ารัฐบาลรับฟังเสียงความรู้สึกของประชาชนเพราะมาโดยประชาชน ยึดเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเป็นสำคัญ และจะไม่ทำลายความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลมุ่งหวังมาตั้งแต่แรก ไม่มีทิฐิ ขอเพียงให้บ้านเมืองเกิดความสงบและสันติสุขเท่านั้น ทั้งนี้เรามีหลายขั้นตอนที่ช่วยเหลือประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ แม้พ้นระยะเวลา 180 วันไปแล้ว พรรคเพื่อไทยขอยืนยันว่าจะไม่หยิบยกกฎหมายฉบับนี้มาพิจารณาอีก”

(ทีมเพื่อนโอ๊ค)

กระแส"ตีกลับ"?

นับตั้งแต่วันนี้กระแสจะเริ่มตีกลับ จากความไม่ชอบธรรมของเพื่อไทยไปสู่ความไม่มีเหตุผลของม็อบ ในเมื่อรัฐบาล-วุฒิสภา ประกาศคว่ำร่างนิรโทษเหมาเข่งแล้วก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องมาดราม่าทำมือไขว้กากบาทอีก เว้นแต่จะอยากโค่นรัฐบาลด้วยม็อบ

ให้ดูวันศุกร์ ถ้า สว.ประชุมครบองค์ คว่ำร่างเหมาเข่ง ม็อบก็ไม่มีเหตุผลอีกต่อไป หรือถ้า สว.ไม่ครบองค์เพราะแก๊ง 40 สว.ไม่ยอมเข้า ก็ต้องถามว่าไหนอยากให้คว่ำร่างไวๆ ทำไมไม่เข้าประชุม มี agenda อะไร

ปชป.ไม่ยอมถอยเพราะได้ใจ ได้มวลชนอย่างไม่เคยได้มาก่อน แต่การไม่ยอมถอยในจังหวะที่ "ชนะ" ยังขืนลากยาวต่อไป ก็จะกลายเป็นแมลงสาบทอดบนถนนราชดำเนิน เ้พราะกระแสสังคมจะถามกลับ ในเมื่อเพื่อไทยยอมแพ้ถอยกระเจิงออกจากซอย แล้วเมริงยังม็อบทำไมอีก

ถ้าอยากล้มรัฐบาลตามระบอบ ก็เรียกร้องให้ยุบสภาสิ อย่างที่ม็อบเสื้อแดงเคยเรียกร้อง แต่ไม่แน่จริงนี่หว่า หวังแต่จะหา "ตัวช่วย" ตั้งม็อบลากยาวรอวันที่ 11 ศาลโลกพิพากษาเพื่อจะมาป้ายขี้

โชคดีอย่าง ที่นอกจาก ปชป.ยังมีม็อบสัมภเวสี พันธมิตรจุ้กกรู้ ไม่ดูจังหวะไม่ดูขั้นตอน ลุกฮือจะบุกทำเนียบ "ขับไล่รัฐบาลจนถึงจุดแตกหักแล้วปฏิรูปประเทศไทย" (ไม่เอาเลือกตั้ง) ช่วยทำให้ขบวนการไล่รัฐบาลไร้เหตุผลชัดเจนขึ้น

เรื่องรัฐประหารไม่ต้องกลัว ทหารเข็ดแล้ว ต่อให้กล้าทำรัฐประหารก็ไปไม่รอดอยู่ดี จะพากันพังทั้งยวง หรือถ้าศาลยุบพรรคอีก ศาลนั่นแหละยิ่งเปื้อน ความชอบธรรมพลิกกลับ สรุปคือพวกเขาปลุกม็อบได้แต่ "ตัวช่วย" หาทางช่วยไม่ได้

เกมนี้ ปชป.ทุ่มหมดหน้าตัก เช่นเดียวกับพวก "ขุนนางปัญญาชน" อธิการบดีมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ฉะนั้นเดิมพันสูง ถ้าพลิกแพ้ในบั้นปลายก็หงายเงิบ (เกา teen รอได้เลย)

แต่รัฐบาลก็ต้องตั้งรับให้มั่นคงเช่นกัน อย่าพลาดแม้แต่นิดเดียว ถ้ามีใครบุ่มบ่ามซุ่มซ่ามผิดจังหวะอีก พังเอาง่ายๆ

คำแนะนำเบื้องต้นมีดังนี้

1.ให้นายกฯ สั่งการแต่ผู้เดียว โดยหารือกับทีมยุทธศาสตร์พรรค

2.แนะทักษิณให้ซื้อตั๋วขึ้นดาวเทียมไปท่องอวกาศนอกโลกสักพัก

3.ส่งเจ๊แดงไปดูงานที่สวาซีแลนด์ นามีเบีย หรือแองโกลา ฯลฯ

4.อวยพรให้ออเหลิมเข้าโรงพยาบาล

ปรากฏการณ์ ม็อบโซเชียลมีเดีย ต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย

กองบรรณาธิการ Positioning Magazine 7 พฤศจิกายน 2556

ไลค์..เม้นท์...แชร์ สนั่น “ม็อบออนไลน์” ต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบสุดซอย โดยมีโซเชียลมีเดีย อย่าง เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทิวบ์ และไลน์ เป็นสื่อสารอันสร้างพลัง สร้างปรากฏการณ์ใหม่ของการเมืองไทยในปี 2556

ถ้าปี 2535 เรียกการชุมนุมทางการเมืองว่าเป็น “ม็อบมือถือ” โดนกลุ่มคนชั้นกลาง และคนทำงานรวมตัวกันใช้อุปกรณ์มือถือเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร จนเกิดการรวมพลังคนจำนวนมากออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลพลเอกสุจินดา คราประยูร จนกลายเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น

จากนั้นเป็นต้นมาการชุมนุมทางการเมืองก็มีสื่อออนไลน์ เป็นเครื่องมือในการกระจายข้อมูล ข่าวสาร อย่างเช่น การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย หรือเสื้อเหลือง มีสื่อมัลติมีเดียอย่างเว็บไซต์ ที่ออนไลน์ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ ดึงมวลชนปลุกม็อบเสื้อเหลืองจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาแล้ว

ล่าสุด การชุมนุมต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบสุดซอย ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่เรียกว่า “ม็อบโซเชียลมีเดีย” เมื่อมวลชนได้ใช้สื่อเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ยูทิวบ์ ไลน์ เป็นเครื่องมือสื่อสารแชร์ข้อมูล สร้างให้เกิดเป็น "กระแส" การรวมกลุ่มเกิดม็อบกลุ่มต่างๆ อย่างแพร่หลายและในเวลาอันรวดเร็ว

ความร้อนแรงสถานการณ์การชุมนุมในเมืองไทยได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง นับตั้งแต่สภาผู้แทนฯ รวบรัดผ่านร่าง พ.ร.บ นิรโทษกรรมวาระ 3 ส่งผลให้มวลชนได้ออกมารวมพลัง คัดค้านกันอย่างคึกคัก ซึ่งในการชุมนุมครั้งนี้โซเชียลเน็ตเวิร์กถือว่าเป็นพระเอกของงานเลยก็ว่าได้ เพราะถูกใช้เป็นช่องทางในการเสพข่าวสาร รวมไปถึงการ "ระดมพล" ให้ออกไปชุมนุม เกิดการโน้มน้าว และปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ ทำให้การชุมนุมครั้งนี้มีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ

อ่านต่อที่ http://goo.gl/NycvMu


คปท.ข้ามพ.ร.บ.นิรโทษ เล็งยกระดับชุมนุมขับไล่ยิ่งลักษณ์

(7พ.ย.56)เมื่อเวลา 16.30 น. นายอุทัย ยอดมณี ผู้ประสานงานเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย(คปท.) กล่าวว่า การยึดพื้นที่ถนนราชดำเนินนอกในครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับอีกขั้นหนึ่ง ยืนยันว่าในวันนี้จะไม่มีการเข้าไปในพื้นที่หวงห้ามพิเศษบริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยหลังจากนี้จะใช้เวลา 1-2 วัน เพื่อประเมินการชุมนุม เพราะจำนวนมวลชนเป็นปัจจัยหลักในการเคลื่อนไหวต่อไป ซึ่งจุดที่จะยกระดับต้องเป็นจุดที่สามารถกดดันนายกรัฐมนตรีได้ อย่างไรก็ตาม การชุมนุมครั้งนี้ไม่ใช่การคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแล้ว แต่เป็นขับไล่รัฐบาลจนถึงจุดแตกหักและปฏิรูปประเทศไทย

ตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นมา มวลชนส่วนใหญ่ยกระจายผักพ่อนริมถนนราชดำเนินนอก เพื่อรอการจัดตั้งเวทีปราศรัยถาวรบริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพบก โดยหันหน้าไปทางทำเนียบรัฐบาล ให้แล้วเสร็จภายในคืนนี้

รายงานพิเศษเฉพาะกิจ
ขอขอบคุณแหล่งข่าวมา™ณ ที่นี้
ヾ( "เยาวชนคนข่าว.♥♥" )


พรรคเพื่อไทยกำลังปรับกระบวนท่า


พรรคเพื่อไทยกำลังปรับกระบวนท่า จงใจเอาแกนนำนปช.สามเกลอมานั่งข้างนายกฯยิ่งลักษณ์ ให้เห็นภาพว่า นปช.กับพรรคเพื่อไทยกลับคืนมาแล้ว

งานนี้ นายกฯยิ่งลักษณ์เป็นตัวเชื่อมประสานรอยร้าว กำลังมีบทบาทสำคัญในการอุ้มพรรคเพื่อไทย ตระกูลชินวัตร และครม.ทั้งคณะไว้บนบ่าทั้งหมด ต้องชูนายกฯยิ่งลักษณ์ในการแก้วิกฤตครั้งนี้ เพราะท่านมีภาพที่นุ่มนวล ถ่อมตน ไม่แข็งกร้าว ไม่ท้าทาย ไม่ปะทะ ทำให้อุณหภูมิเย็นลง คนกรุงเทพฯจำนวนมากยังยอมรับนายกฯยิ่งลักษณ์อยู่

เท่าที่ดู คนเสื้อแดงก็ปรับขบวนได้เร็วเช่นกัน ทะเลาะกัน ด่ากันเละเทะมาสองสัปดาห์ ตอนนี้ค่อย ๆ ดีขึ้น ภาพนายกฯกับแกนนำนปช.ช่วยได้มาก ขวัญกำลังใจกลับมาอย่างรวดเร็ว เสื้อแดงที่ทะเลาะกันก็กำลังกลับมารวมกันอีก เตรียมผนึกกำลังปกป้องนายกฯยิ่งลักษณ์และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ใคร ๆ ที่ทะเลาะด่ากัน ก็จับมือกันเถอะ ผมเองก็ต้องขออภัยถ้าสำบัดสำนวนของผมเผอิญไปกระทบใจใครเข้า โดยเฉพาะคนที่เชียร์เหมาเข่ง หลายคนคงเคืองผมอยู่

ตอนนี้ สามัคคีรวมตัวกันรับศึกใหญ่ วิกฤตผ่านไปแล้ว ค่อยกลับมาสะสางเรื่องภายในกันอีกที

ปรากฎการณ์แปลกๆประเทศไทย

ผู้ใหญ่ในสภาอายเด็กบ้างไหม ?? เด็กประถมรักชาติเดินชูป้ายหรา "เราไม่เอาพ.ร.บ.นิรโทษกรรม" !!!
07-11-13 17:33   อ่าน : 1,995
คอลัมน์ : การเมือง / กลุ่มผู้ชุมนุม
ภาพชัดๆ!! เด็กประถมโรงเรียนเทศบาล ๒ จิตสำนึกรักชาติเต็มเปี่ยม เดินชูป้ายหรา คัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 
วันนี้ ( 7 พ.ย. ) สืบเนื่องจากสถานการณ์การเมืองเกี่ยวกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่กำลังร้อนแรง ทำให้เกิดเป็นกลุ่มพลังต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมต่อต้านกันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาชีวะ กลุ่มนักศึกษา หรือแม้กระทั่งเด็กนักเรียน ...

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊คเพจ หนุมานชาญสมร ชวิน ถวัลย์ภิยโย ได้แชร์ภาพ เด็กประถม โรงเรียนเทศบาล ๒ แห่งหนึ่งในภาคใต้ ที่จิตสำนึกรักชาติ เดินชูป้ายคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ท่ามกลางผู้ที่สัญจรผ่านไปมา 

14ตุลากับม็อบที่มหาลัยเป็นคนนำวันนี้

Thanet Aphornsuvan

7 พย56 ไปสอนที่มธ.ท่าพระจันทร์ วิชามธ. 110 นศ.คณะบัญชีโครงการพิเศษ 4+1 เมื่อวานเจ้าหน้าที่โทรมาถามว่าจะงดไหม ผมถามว่ามหาลัยให้ปิดการสอนหรือ เปล่า ถ้างั้นผมสอนปกติ มีนศ.เต็มห้องเกือบร้อย 

เลยเล่าเรื่องการเดินขบวน ๑๔ ตุลาเมื่อสี่ทศวรรษให้ฟัง บอกว่าคนที่มาชุมนุมประท้วงเช้าวันนี้เป็นคนเลยกลางคนเสียมาก คงเป็นอดีต๑๔ ตุลามารำลึกอดีต แต่ไม่เหมือนตอนโน้น เพราะวันนี้มหาลัยเป็นคำเริ่มและนำการเดินขบวนเอง 

นศ.ก็แปลกใจว่าแปลกยังไง เลยต้องอธิบายยาวไปมาก ปกติผู้บริหารมหาลัยยิ่งของรัฐด้วย ถ้าไม่มี"สัญญาณ" พิเศษ ก็จะไม่ออกมาให้เปลืองตัว เกมส์หรืองานนี้ออกมาพร้อมกันหมดทุกสถาบันของรัฐ เราที่ถูกสอนให้หัดคิดอย่างวิเคราะห์และวิพากษ์ 

จึงต้องหัดทำแบบฝึกหัดไปในวันนี้เลย แล้วต่อไปที่ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยของอ.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ (ซึ่งเป็นเจ้าของการให้พวกนี้เรียนวิชาสหวิทยาการมนุษย์ สังคมฯและวิทยาศาสตร์ในปี ๑ ) ว่าที่ผ่านมาสามารถอธิบายรัฐประหาร(โดยกองทัพ)ได้แล้ว ว่าเป็นเพราะรัฐบาลเลือกตั้งมักมาจากคนชนบทที่มือและเสียงรวมกันแล้วยอ่มมากกว่าคนในเมือง อยู่ไปวันหนึ่งกระฎุมพีเมืองและชนชั้นดีแต่คิดและพูดก็บอกว่า "ขโมย" "โจร" "โกง" แล้วส่งซิกให้กองทัพซึ่งรับด้วยความภูมิใจว่าได้ทำหน้าที่เพื่อชาติ (กองทัพไทยไม่เคยรบนอกประเทศจริงๆเลยนับแต่ตั้งมาสองศตวรรษแล้ว) แล้วโค่นรัฐบาล ฉีกรัฐธรรมนูญปิดรัฐสภายุดพรรคการเมือง แต่ยกเว้นศาลมาโดยตลอด 

เพราะฉะนั้นศาลไทยไม่เคยถูกละเมิอดอำนาจเลย กระทั่งมีรัฐบาลเลือกต้ง ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าประชาธิปไตยไทยดำเนินมาเป็นปกติ อย่าไปเชื่อฝรั่ง รัฐประหารก็เพื่อชาติและสถาบันถูกต้องแล้ว ต้องสอนกันอย่างนี้ต่อไป 

เร็วๆนี้มีคนเริ่มวิพากษ์ทฤษฎีสองนคราฯว่าไม่จริงแล้ว โดยเฉพาะหลังพฤษภาเลือด ๓๕ เป็นต้นมา ยิ่งมีรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป ๔๐ เรายิ่งเชื่อกันใหญ่ว่ารัฐประหารยุติแล้วโดยสิ้นเชิงและโดยโครงสร้าง จนกระทั่ง ๑๙ กันยา 

แต่นปช.ก็ยืนกรานยอมตายเพื่อให้มีการเลือกตั้งและรัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ใช่ตกลงกันภายในผู้นำ ทำให้ทฤษฎีสองนคราฯดูล้าหลังไปอีกแล้ว ...

กระทั่งมาถึงวันนี้ ผมถามนศ.ว่าเราจะมาดูกันว่าทฤษฎีสองนคราฯจะมีน้ำยาอีกไหม อีกไม่นานคงได้เห็น.............

คำบรรยายชั่วโมงแรกของสหวิทยาการมนุษยศาสตร์ ก็เอวังด้วยประการฉะนี้ 

เป็นครั้งแรกที่นศ.ในวิชานี้นั่งฟังตาแป๋วเป็นประกาย ไม่เล่นมือถือ ไอโฟนหรือคุยกันแบบปีก่อนๆ เฮ้อ..จะมีสถานการณ์แบบนี้อีกในปีหน้าไหม ผมจะได้มีไฟในการสอน เพราะระยะหลังบอกตรงๆว่าเฉื่อยชาไปมาก

สุเทพ ลั่น 11 พ.ย.เล็งตั้งศาลปชช.พิพากษา"ปู"

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2556

'สุเทพ'ลั่น11พ.ย.เล็งตั้งศาลพิพากษา'ปู'

'สุเทพ'ลั่น11พ.ย.เล็งตั้งศาลพิพากษา'ปู' ให้ม็อบค้านนิรโทษราชดำเนินตัดสิน หลากหลายอาชีพทยอยขึ้นเวทีค้านนิรโทษอนุสาวรีย์ปชต.คึกคัก

              ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง วันที่ 7 พ.ย.56 เมื่อเวลา 18.00 น.  วันที่ 7 พ.ย.2556 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมของมวลชนคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ปักหลักชุมนุมเป็นวันที่ 4 ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ช่วงเย็นภายหลังจากเลิกงาน ประชาชนจากหลากหลายอาชีพต่างทยอยเดินทางเข้าพื้นที่ชุมนุมอย่างต่อเนื่องและคึกคัก นอกจากนี้ ยังมีนักเรียน นักศึกษา จากสถาบันต่างๆ ร่วมด้วย
             ขณะที่บนเวทีปราศรัยยังคงมีนักการเมืองสลับสับเปลี่ยนขึ้นปราศรัยโจมตี พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และแจ้งข่าวสารความเคลื่อนไหวของภาคส่วนต่างๆเกี่ยวกับพ.ร.บ.ดังกล่าว อาทิ นายชวนนท์ อินทรโกมาลสุตย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ม.ล.อภิมงคล โสณกุล ส.ส.กทม.ปชป. และโฆษกเวที นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม.นอกจากนี้ บนเวทียังเปิดโอกาสให้แนวร่วมที่ร่วมชุมนุมขึ้นมาสลับกันปราศรัยด้วยในจำนวนนั้นมีนักเรียนที่ปราศรัยเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล้วด้วย และเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ฝนได้โปรยปรายลงมา ผู้ชุมนุมต่างเข้าหาที่หลบฝน บางส่วนก็นำร่มมากางและนั่งปักหลักฟังการปราศรัยเช่นเดิม
             อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 17.39 น. แกนนำบนเวทีได้นำผู้ชุมนุมเป่านกหวีดยาวนับนาทีพร้อมกับมวลชนที่ราชประสงค์ ซึ่งได้มีการถ่ายทอดภาพสดมายังเวที ขณะที่การแสดงบนเวทีในช่วงเวลา 18.00 น.นายมงคล อุทก หรือ หว่อง คาราวาน ได้ขึ้นมาร้องเพลงเพื่อสร้างความผ่อนคลายให้ผู้ชุมนุม  อย่างไรก็ตาม ในคืนนี้ ดร.เสรี วงศ์มณฑา นักวิชาการด้านการสื่อสารจะมาขึ้นปราศรัยบนเวทีด้วย
             จนกระทั้งเวลา 19.30 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีปราศรัยอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ว่า วันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงยอมถอนกฎหมายนิรโทษกรรม 6 ฉบับออกจากสภาในวันนี้ แม้แต่เด็กยังรู้ว่าโกหก บิดเบือน โยนความผิดให้แก่ประชาชน และพูดจาดูถูกประชาชนเหมือนเดิม ดังนั้นไม่ว่าตัวพี่คือทักษิณ ชินวัตร จะพูดอะไร ไม่ว่าตัวน้องคือยิ่งลักษณ์ จะขานรับอย่างไร ขอให้เราตั้งสติให้มั่น รอวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน โดยเราขอประกาศให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์และฝ่ายรัฐบาลทั้งหลาย ฟังให้ชัดเจนว่าที่เคยหนีคำพิพากษาศาล ที่เคยหลบหนีกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยและที่น้องสาวกำลังหนีความรับผิดชอบอยู่นั้น ทุกความผิดทุกกระทงจะชำระความกันวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน เวลา 18.00 น. เราจะตั้ง "ศาลประชาชน" ขึ้นกลางถนนราชดำเนิน ตัดสินพฤติกรรมความผิดทั้งหลายทั้งปวงของทักษิณ ยิ่งลักษณ์ ของคนตระกูลชินวัตร ที่กระทำย่ำยีต่อประเทศและชาวไทยทั้งประเทศ แล้วให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้พิพากษา ให้ประชาชนทั้งประเทศได้เป็นผู้ตัดสินว่า ประชาชนคนไทยจะดำเนินการอย่างไรกับทักษิณและยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
  
            นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ทราบมาว่าศิลปินดาราที่มาขึ้นเวที ถูกสรรพากรตรวจสอบรายได้ข้อหามาขึ้นเวทีประชาชน ไม่เป็นไร เราจะจดบัญชีไว้ ยิ่งลักษณ์ยังอยู่ อธิบดีสรรพากร ยังอยู่ วันไหนยิ่งลักษณ์ไปอยู่ดูไบ ก็ให้ตามไปอยู่ดูไบด้วย หมดเวลาคนที่ทำร้ายประชาชน ประเทศชาติ ถึงเวลาชำระบัญชีกันเสียที อีกไม่กี่วัน ถ้าประชาชนพร้อม ใครจะมาก็มากันให้มาก มาต่อสู้ร่วมกัน ให้ชัยชนะเป็นของประชาชน ให้ฝ่ายอธรรมเข็ดหลาบทั้งชาติ จะได้ไม่กล้าคิดร้ายต่อประเทศต่อไป
  
            "แผ่นดินนี้มีคนรักชาติ รักแผ่นดินทุกรุ่น ทำให้เชื่อมั่นว่า ถ้าประชาชนสามัคคีทุกหมู่เหล่า เราชนะแน่นอน"

หรือ ปชป.ขับสาหลอก

Rattawoot Pratoomraj

มีการมองว่าปชป.เจตนาจัดหนัก พรบ.นิรโทษให้เป็นผู้ร้ายตัวหลอก (แต่ดูจะเด่นมาก เพราะเนื้อหาพรบ.นิรโทษขัดหลักนิติธรรม ขัดรัฐธรรมนูญ และคนมองว่าเจตนาช่วยทักษิณ ซึ่งคนยอมรับไม่ได้) เพื่อเลี่ยงไม่เล่นร่างแก้ไขรธน.ม.190 ของพท. (จะเห็นว่าข่าวเงียบมาก ทั้งที่เป็นกม.ขายชาติอย่างร้ายแรง) เพราะปชป.ประเมินว่าอาจกระทบกรณีพระวิหารให้พท.เล่นกลับปชป.ได้ สมมติกรณีศาลโลกตัดสินให้เสียดินแดนตามแนที่1ต่อ2แสน ก็ถือว่าปชป.เป็นคนทำ MOU43

และอาจเป็นไปได้ว่าที่ปชป.ให้สส.ไปฟ้องศาลรธน. เพื่อหลอกสังคมทำเป็นว่าสู้เต็มที่ เพราะผมลองอ่านรธน.ม.68 ดูแล้ว ร่างแก้ไขม.190 ไม่น่าจะผิดม.68 (ส่วนตัวผมมองว่า พรบ.นิรโทษ น่าจะเข้าข่ายผิดม.68 มากกว่า)

อ้างอิง
มาตรา ๖๘ (การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย)
บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้

ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการ ดังกล่าว

ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการตามวรรคสองศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้

ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองตามวรรคสาม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบในขณะที่กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งดังกล่าว

ต่อตระกูล ยมนาคแถลงการณ์ วิศวกรเพื่อชาติ

เรา คือกลุ่มวิศวกรเพื่อชาติ ประกอบด้วยวิศวกรทุกสาขาวิศวกรรมทั่วประเทศ ที่มีความรักต่อประเทศชาติ และต่างมีความมุ่งหมายร่วมกันตามคำปฏิญญาวิศวกรสากลที่ว่า

“ความเชี่ยวชาญพิเศษของพวกเราที่เป็นวิศวกรนั้น มีมาพร้อมกับพันธกรณีที่จะต้องรับใช้ประเทศชาติ ด้วยความจริงใจถึงที่สุด”

พวกเรา “วิศวกรเพื่อชาติ” ขอสนับสนุนการเคลื่อนไหวต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ หรือฉบับใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ ที่รัฐบาลนี้จะทำขึ้นอีกในอนาคต ในการยกโทษให้กับผู้ทุจริตคอร์รัปชั่นเหล่านี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการทำลายระบบยุติธรรมของสังคม

วิศวกรทุกคน ล้วนมีส่วนเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนา และสร้างชาติ เราจึงทราบดีว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นพฤติกรรมชั่วร้ายของนักการเมืองและข้าราชการที่ร่วมมือกันมาโดยตลอด และประจักษ์ว่าความรั่วไหลของงบประมาณของชาตินั้น กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากเป็นไปเช่นนี้ต่อไป ก็จะนำไปสู่ความพินาศล่มสลายของประเทศไทยในอนาคตอันรวดเร็วนี้อย่างแน่นอนที่สุด

กลุ่มวิศวกรเพื่อชาติได้ระดมความคิด เพื่อใช้เป็นมาตรการต่อสู้กับรัฐทรราชย์ ที่อาจใช้กำลัง เพื่อปราบปรามมหาประชาชน ที่ร่วมชุมนุมโดยสงบ สันติ ถูกกฎหมาย ในการต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้

ขอให้ประชาชนที่รักชาติได้มีความมั่นใจในการต่อสู้ที่ชอบธรรมต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ

ประกาศมาในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2556


บช.น.ออกหนังสือกดดันให้ม็อบออกจากพื้นที่

เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 7 พฤศจิกายน 2556 ทางกองบัญชาการตำรวจนครได้ออกหนังสือประกาศ เรื่อง ห้ามบุคคลเข้าหรือต้องออกจากบริเวณพื้นที่อาคาร หรือสถานที่ ตามข้อกำหนด และประกาศที่ออกกฎหมาย (ถ.ราชดำเนินนอก ตั้งแต่แยกพระรูป ถึง แยกจปร.) มีเนื้อความดังนี้ เรียนพี่น้องที่เคารพรัก ด้วยมีประกาศเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2556 คณะรัฐมนตรีมีมติให้พื้นที่เขตดุสิต เฉพาะแขวงดุสิต และแขวงจิตรลดา เขตพระนคร เฉพาะแขวงพระบรมมหาราชวัง แขวงตลาดยอด แขวงบวรนิเวศ แขวงบ้านพานถม และแขวงบางขุนพรหม และเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เฉพาะแขวงโสมนัส กทม. เป็นพื้นที่ปรากฏเหตการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และมอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการระหว่างวันที่ 19 ต.ค.-30 พ.ย. 56 รวมทั้งได้มีการออกข้อกำหนด และประกาศตามกฎหมาย ห้ามบุคคลเข้าหรือต้องออกจากบริเวณพื้นที่ อาคารหรือสถานที่ และห้ามการใช้เส้นทางคมนาคม หรือการใช้ยานพาหนะ เว้นแต่ผู้ซึ่งได้รับอนุญาต หรือได้รับคำสั่งจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ในพื้นที่ที่รวมถึงบริเวณพื้นที่ที่ท่านชุมนุมอยู่ในขณะนี้ คือ ถ.ราชดำเนินนอก ตั้งแต่แยกพระรูปถึงแยกจปร. เพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อย และปฏิบัติตามกฎหมาย จึงขอให้ท่านที่ชุมนุมอยู่ ออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ ในบริเวณพื้นที่ที่ท่านอยู่ในขณะนี้ และให้นำยานพาหนะออกไปด้วย ภายในวันที่ 7 พ.ย. 56 หากท่านฝ่าฝืน จะมีความผิด ฐานฝ่าฝืนข้อกำหนด และประกาศที่ออกตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญติ การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 มาตรา 24 ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ด้วยความปรารถนาดีจาก กองบัญชาการตำรวนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2556