PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

"บิ๊กตู่" ระบุอุยกูร์ ที่ไทยส่งกลับไปตุรกี กับกลุ่มเก่า เป็นกลุ่มที่ทำลายสถานกงสุลไทยในอิสตันบูล

"บิ๊กตู่" ระบุอุยกูร์ ที่ไทยส่งกลับไปตุรกี กับกลุ่มเก่า เป็นกลุ่มที่ทำลายสถานกงสุลไทยในอิสตันบูล เผยคุยกับทูตตุรกี แล้ว ขอให้ดูแลเจ้าหน้าที่และคนไทย ชี้หากสถานการณ์รุนแรง สั่งปิดสถานทูตไทยให้ทำงานที่อื่นก่อน ยืนยันทำทุกอย่างตามพันธสัญญาระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรม ย้ำความสัมพันธ์ไทย-ตุรกียังดีอยู่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงเหตุการณ์ก่อเหตุรุนแรงที่สถานกงสุลไทยในตุรกีว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นผมทราบมาตั้งแต่ต้นแล้ว เวลานี้เราอย่าไปดูหรือห่วงแค่สถานกงสุล แต่ต้องดูว่าคนของเราปลอดภัยหรือไม่

ในส่วนของความเสียหายก็ต้องเสียหายเป๋นธรรมดา ส่วนจะมากน้อยแค่ไหนก็ต้องว่ากันไป เสียหายเมื่อไหร่ก็ซ่อมได้ วันนี้เราต้องดูความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และต้องมาดูว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะสาเหตุอะไร และไทยไปเกี่ยวข้องแค่ไหน

อย่าลืมว่าวันนี้เราไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง ขอร้องว่าอย่าเอาเราไปเป็นคู่ขัดแย้งทุกเรื่องเลย วันนี้เราเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลาง ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศทั้งสิ้น มันมีกระบวนการตรวจสอบการพิสูจน์สัญชาติ มีความผิดอะไรหรือไม่ เราในฐานะประเทศคนกลางก็ต้องตรวจสอบและแยกส่งให้เกิดความชัดเจน ถ้าเราไม่ทำแบบนี้มันก็มีปัญหา ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ส่งกลับไปยังประเทศต่างๆ ตามขั้นตอนและหลักฐาน ซึ่งบางประเทศมีปัญหามากกว่านี้เสียอีก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ขอให้มีการแก้ไขกันในระดับรัฐบาลดีกว่า ยืนยันว่าขณะนี้เรากำลังทำอยู่

เมื่อถามว่า ในการดูแลความปลอดภัยจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ของเราเข้าไปดูหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ฉุนเฉียวว่า "จะส่งใคร จะให้เจ้าหน้าที่ที่ไหนไป แล้วจะไปได้อย่างไร เอากำลังพลไปได้หรือไม่เล่า เรื่องนี้ อย่าลืมว่ามันเป็นหน้าที่ของรัฐบาลตุรกี ซึ่งเราก็ต้องไปถามทางตุรกีว่าดูแลความปลอดภัยให้เราได้หรือไม่

วันนี้ผมได้คุยกับเอกอัครราชทูตตุรกีแล้ว ซึ่งฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีการพูดคุยแล้วเช่นกัน ผู้นำไม่จำเป็นต้องคุยกันทุกเรื่อง กฎหมายมันมีอยู่แล้ว ระเบียบวิธีปฏิบัติก็มีอยู่แล้ว แต่สิ่งอื่นที่เกิดขึ้นมาก็เป็นการเรียกร้องเพิ่มเติมก็ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและทุกอย่างเมื่อดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายก็ให้ถือเป็นเรื่องปกติ และต้องเห็นใจประเทศไทยที่อยู่ตรงกลางบ้าง เราไม่อยากไปขยายความขัดแย้งอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเรายึดหลักของสิทธิมนุษยชนและเคารพกฎหมายต่างๆ แต่อย่าลืมว่าต้องเคารพกฎหมายของแต่ละประเทศเขาด้วย แต่เมื่อเราส่งไปแล้วหากมีปัญหามันก็ไม่ใช่ปัญหาของเราแล้ว

สื่อก็ต้องไปย้อนถามกลับประเทศนั้นๆ ว่า เมื่อส่งไปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ของไทย เมื่อกลับไปแล้วสงบหรือไม่ กลับไปประเทศตุรกีแล้วมีการไปล้อมสถานทูตจีนและทำลายเขาไปแล้วครั้งหนึ่ง แสดงว่าควบคุมอะไรไม่ได้เลย แต่ผมก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องของผมก็ส่งไปให้แล้ว มันอยู่ที่กติกา สัญญาว่าอย่างไรในขณะที่อีกประเทศหนึ่งสัญญาว่าจะดูแลให้ดีที่สุด ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ไปใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาและลงโทษ มีการรับรองซึ่งทั้งหมดก็ต้องรับรองซึ่งกันและกันด้วย

ทั้งนี้ผมก็ให้กระทรวงการต่างประเทศประเมินดูว่า ถ้าสถานการณ์ยังเกิดความรุนแรงขึ้นก็อาจจะต้องปิดสถานทูตไทยในตุรกีแล้วหาที่ทำงานใหม่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย วันนี้ยืนยัน เรายังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตุรกีอยู่ วัยนี้เราต้องช่วยกันลดแรงกดดันลงไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นมันจะกลับมาที่ตัวเราเอง อย่าลืมว่าเราเป็นประเทศที่อยู่กลางทาง เหมือนกรณีปัญหาการค้ามนุษย์โรฮิงญา เนื่องจากมีการหลบหนีข้ามแดนมาอยู่กับเรา เราต้องพิสูจน์สัญชาติว่าใครเป็นพวกไหน อย่างไร เกิดที่ไหน ก็ต้องส่งกลับไปตามนั้น"

เมื่อถามย้ำว่า ข้อตกลงที่ไทยคุยไว้กับทางการจีนคือเมื่อกลับไปแล้วกลุ่มอุยกูร์เหล่านี้ต้องกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม และจะดูแลความปลอดภัยโดยจีนยืนยันว่าจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้าไม่เกี่ยวข้องก็จะปล่อยตัว หาที่ทำกินให้ แต่ถ้ามีหลักฐานประจักษ์ชัดเจนก็ต้องดำเนินคดี

ยืนยันว่าไทยปฏิบัติถูกต้องทุกประการ ไม่ต้องมากังวล ผมทำอะไรระมัดระวังอยู่แล้ว วันนี้ขออธิบายให้ชาวมุสลิมได้ทราบว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปทำลายใครทั้งสิ้น ความมุ่งหวังของเราคือให้เกิดความสงบสุขมากที่สุด ก็เหมือนกับกรณีถ้าเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น

ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตามก็ต้องไปดูตามพันธสัญญาของกฎหมาย เราจะไปทำตามใจตนเองไม่ได้ หรือจะเข้าข้างใดข้างหนึ่งก็ไม่ได้ ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ได้ก่อน วันนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลักฐานต่างๆ ที่ได้มา หลักฐานใครพร้อมและชัดเจนมากกว่าก็ต้องส่งกลับไป

เมื่อถามว่า ขณะนี้ทางตุรกี ได้ช่วยดูแลสถานทูตไทยอย่างไรบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เขาก็ต้องดูแลเรา เราคงจะไปสั่งเขาไม่ได้ วันนี้ก็ได้ขอร้องเขาไปแล้วว่าให้ช่วยดูแลก็อยู่ที่ว่าเขาจะดูแลเราได้แค่ไหน มีขีดความสามารถแค่ไหน แต่ปัญหามันอยู่ที่ความรุนแรงเกิดขึ้นเพราะคนกลุ่มนี้

เมื่อถามว่าคนไทยที่อาศัยในตุรกีขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เท่าที่ได้รับรายงานยังไม่มีผลกระทบ ถ้ามีก็คงมีการรายงานขึ้นมา ถ้ารายงานมาเมื่อไหร่ก็ทราบเมื่อนั้น เรื่องนี้ผมรู้มาตั้งแต่ต้นจนจบ

เมื่อถามต่อว่า กลุ่มที่เคลื่อนไหวทำลายทรัพย์สินของทางการไทยเป็นกลุ่มไหน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็เป็นกลุ่มที่ส่งกลับไปนั่นแหละ กลับไปรวมกลุ่มกับไอ้คนที่อยู่เก่าอยู่แล้วที่ตุรกีเขารับเข้าไปอยู่ในประเทศเขาไง ก็เป็นเรื่องของเขา

"เขาต่อสู้ตามแนวความคิดของเขาก็เป็นเรื่องของเขาสิ ทำไมจะต้องเอาไทยไปขัดแย้งกับตุรกี ขัดแย้งกับจีน หรืออุยกูร์ ความจริงไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับเราสักเรื่องเลย อย่าไปกังวลเรื่องนี้เลย เดี๋ยวมันก็คลี่คลาย ไม่งั้นเดี๋ยวก็บานปลายไปสู่เรื่องนั้นเรื่องนี้ไปถึงชาวมุสลิมกลายเป็นเรื่องใหญ่โต

สื่อก็ช่วยกันทำให้เรื่องต่างๆ มันลดลงหน่อยได้หรือไม่ ผมไม่ได้ขัดแย้งกับมุมมองของสื่อ แต่ขอให้มองว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่ตรงไหน ความขัดแย้งอยู่ที่ไหน ถ้ามัวแต่ไปขยายความขัดแย้งอยู่อย่างนี้ หาเรื่องไปเรื่อยๆ ปัญหาไม่มีวันจบก็ขอให้สื่อเลิกเสียที เรื่องไหนมีการอธิบายแล้วก็ขอให้จบ ไม่ต้องไปขุดขุ้ยให้มันได้อะไรขึ้นมา"


แถลงการณ์ กลุ่มนิสิต มมส ปกป้องประชาธิปไตย

พวกเราขอแถลงการณ์แสดงจุดยืนประกาศว่าพวกเราไม่เห็นด้วยกับการแถลงข่าวแสดงจุดยืนและจุดยืนของกลุ่มบุคคลที่แสดงออกอ้างในนาม "มหาวิทยาลัยมหาสารคาม" และขอประกาศแสดงจุดยืนสนับสนุนการแสดงความคิดเห็น การเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อปกป้องเรียกร้องความชอบธรรม สิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตย ภายใต้หลักการสันติวิธีทุกรูปแบบ
เผด็จการจงพินาศประชาธิปไตยจงเจริญ
กลุ่มนิสิต มมส ปกป้องประชาธิปไตย
9 กรกฎาคม 2558
แถลงการณ์กลุ่มนิสิต มมส ปกป้องประชาธิปไตย
การทำรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่นำโดยมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นั้น ถือเป็นการทำลายหลักการประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ และเป็นการทำลายอำนาจของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ดังนั้นแล้วประชาชนจึงมีหน้าที่และมีความชอบธรรมอย่างยิ่งที่จะออกมาเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตน และจากกรณีเมื่อ วันที่ 9 กรกฏาคม 2558 ได้มีการออกมาแถลงข่าวที่อ้างในนาม “มหาวิทยาลัยมหาสารคาม” โดยการนำโดย ผศ.ดร.วิรัติ ปานศิลา ประธานสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และได้ประกาศแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.ในทุกกรณีนั้น
พวกเราในนามกลุ่ม นิสิต มมส ปกป้องประชาธิปไตย ขอประกาศว่าพวกเราไม่เห็นด้วยกับการแสดงจุดยืนและจุดยืนของกลุ่มบุคคลในครั้งนี้ เพราะการออกมาแสดงจุดยืนดังกล่าวเป็นแต่เพียงความคิดเห็นของบุคคลเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ไม่ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นและตกลงร่วมกันของประชาคมมหาวิทยาลัยมหาสารคามทั้งหมดแต่อย่างใด อีกทั้งการแสดงความคิดเห็นหรือแสดงออกซึ่งจุดยืนทางการเมือง บุคคลย่อมทำได้โดยมีอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลที่ได้รับการรับรองโดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ( Universal Declaration of Human Rights หรือ UDHR) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ( International Covenant on Civil and Political Rights หรือ ICCPR) และจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วย ทั้งนี้จากข้อความตามภาพข่าวที่ว่า “ต้องดูด้วยว่าครูบาอาจารย์มีเบื้องหลังอย่างไร ใครก็รักประเทศชาติ แต่การเคลื่อนไหวต่าง ๆ อาจถูกชักนำโดยครูอาจารย์ ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง ครูอาจารย์บางท่านมีเบื้องหลังผูกพันเกี่ยวกับนักการเมือง ผูกพันกับองค์การต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ไม่ว่ากลุ่มไหนมีความเกี่ยวข้องกันทั้งหมด กิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้น แค่มองก็รู้แล้วว่าจัดขึ้นเพื่ออะไร” ข้อความเช่นนี้ถือว่าเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง ที่ไม่เชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนจะมีศักยภาพทางความคิดในการแสดงออกซึ่งความเห็นโดยปราศจากการการครอบงำ
ดังนั้นแล้วทางกลุ่ม นิสิต มมส ปกป้องประชาธิปไตย จึงขอประกาศว่าพวกเราไม่เห็นด้วยกับการแถลงข่าวแสดงจุดยืนดังกล่าว และขอประกาศแสดงจุดยืนสนับสนุนการแสดงความคิดเห็น การเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อปกป้องเรียกร้องความชอบธรรม สิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตย ภายใต้หลักการสันติวิธีทุกรูปแบบ

เผด็จการจงพินาศประชาธิปไตยจงเจริญ
กลุ่มนิสิต มมส ปกป้องประชาธิปไตย
9 กรกฎาคม 2558

ทหารเข้าพบอาจารย์ ‘มหิดล’ ขอทำอะไรให้แจ้งเจ้าหน้าที่ก่อน พร้อมถามจุดยืนเรื่อง รปห.

ทหารเข้าพบอาจารย์ ‘มหิดล’ ขอทำอะไรให้แจ้งเจ้าหน้าที่ก่อน พร้อมถามจุดยืนเรื่อง รปห.

เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว เผยกับ ประชาไท มีทหารมาเข้าพูดคุยจริง ด้านเจ้าหน้าที่ ขอถ้าจะทำอะไรให้แจ้งก่อน และเข้าให้เข้าใจทหารด้วย พร้อมถามจุดยืนเรื่องรัฐประหาร และการเคลื่อนไหวของขบวนการประชาธิปไตยใหม่
9 ก.ค. 2558 เบญจรัตน์ แช่ฉั่ว อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยกับประชาไทยืนยันข่าวว่า มีทหาร 5 นายมาเข้าพบอาจารย์ประจำสถาบัน เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมาจริง 
โดยเจ้าหน้าที่ทหารจำนวน 5 นาย มาสอบถามถึง อาจารย์ประทับจิต นีละไพจิตร และได้พบกับ รศ.โคทม อารียา และอาจารย์ของสถาบันอีก 6 คน
ทั้งนี้มี ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช ผู้อำนวยการสถาบันฯ ร่วมพูดคุยด้วย โดยใช้เวลาพูดคุยราว 1 ชั่วโมง  เนื้อหาหลักของการพูดคุยคือ เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือว่า ถ้าจะทำกิจกรรมอะไรขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทหารที่ดูแลพื้นที่ และขอให้เพลาเนื้อหาลง  พร้อมขอให้เข้าใจเจ้าหน้าที่ทหารในฐานะคนปฏิบัติหน้าที่ 
อย่างไรก็ตาม กลุ่มอาจารย์ของสถาบันฯ ชี้แจงว่าปกติก็แจ้งเรื่องกิจกรรมโดยโฆษณาต่อสาธารณะอยู่แล้วแต่หากเจ้าหน้าที่ทหารอยากจะให้ส่งจดหมายเชิญก็ได้ ทั้งนี้มีการสอบถามเรื่องจุดยืนเกี่ยวกับการรัฐประหารและการเคลื่อนไหวของนักศึกษา นักกิจกรรม ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งอาจารย์ที่เข้าร่วมประชุมก็ได้อธิบายโดยยืนยันหลักการว่าไม่เห็นด้วยด้วยกับรัฐประหาร และยืนยันว่าจะสนับสนุนกิจกรรมของนักศึกษาต่อไป

ธีระชัย:กรณี ปลัดกระทรวงพลังงานแถลงข่าวโต้ คปพ

วันนี้ ปลัดกระทรวงพลังงานแถลงข่าวโต้ คปพ.
ปลัดอธิบายประเด็น และผมขอให้ข้อมูลตอบกลับ ดังต่อไปนี้
1 ปลัดว่า ร่างกฎหมายนี้ ไม่เกี่ยวกับแปลงสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุในปี 2565-2566
ผมตอบว่า ตามข้อความที่ผมอ่าน ร่างกฎหมายสามารถใช้กับกรณีแปลงที่กำลังจะหมดอายุได้
เพราะไม่มีข้อความห้ามไว้แต่อย่างใด
ถ้าปลัดยืนยันเจตนาดังกล่าว ก็ควรระบุให้ชัดเจนในกฎหมาย
แต่ตามร่างที่เสนอ ครม. ไม่เห็นมีข้อห้าม
2 ปลัดว่า อำนาจในการคัดเลือกเอกชน เป็นของ ครม. จึงไม่สามารถใช้ดุลพินิจส่วนบุคคลได้
ผมตอบว่า ข้ออ้างนี้น่าจะไม่ถูกต้อง
การที่มีคณะบุคคล ที่ประชุมกันในการคัดเลือกเอกชน ถ้าหากมีขั้นตอนการที่คณะบุคคลดังกล่าว ต้องให้คะแนนเอกชนแต่ละราย
การให้คะแนนเช่นนี้ ย่อมเป็นการใช้ดุลพินิจส่วนบุคคล ในคณะกรรมการดังกล่าว
การไม่ใช้ดุลพินิจส่วนบุคคล คือเฉพาะกรณีมีการประมูล แบบเปิดเผยโปร่งใส ที่แข่งขันกันในปัจจัยเดียวกัน
และเป็นปัจจัยที่เปรียบเทียบระหว่างเอกชนได้โดยง่าย และมีขั้นตอนดำเนินการ ที่ประชาชนสามารถเฝ้าดู ติดตาม ตรวจสอบ ได้เต็มที่
ทั้งนี้ การที่ ครม. เป็นผู้เห็นชอบตามที่ รมว พลังงานเสนอนั้น ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะไม่สามารถมีการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง
เพราะข้อมูลท่ีผมสืบค้นในอดีตนั้น
มีกรณีที่รัฐบาล เคยมีการให้พื้นที่สัมปทานแก่ 3 บริษัท
3 บริษัทที่ไม่มีทุนพอ ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีผลงาน ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมาก่อน
3 บริษัทที่ได้พื้นที่ไปกว้างขวางถึง 31,000 ตารางกิโลเมตร
3 บริษัทที่ภายหลังได้พื้นที่ดังกล่าวเพียง 6-7 เดือน ก็โอน 60% ของพื้นที่ไปให้แก่บริษัทปิโตรเลียมที่สำรวจและผลิตจริง ซึ่งเป็นของประเทศตะวันออกกลางประเทศหนึ่ง
3 บริษัทที่โอนพื้นที่ไปให้แก่บริษัทอื่น มากถึงเกือบ 20,000 ตารางกิโลเมตร
3 บริษัทที่ผมตั้งข้อสงสัยว่า เป็นขบวนการจับเสือมือเปล่าหรือไม่
กรณี 3 บริษัทนี้ ก็ใช้ระบบการพิจารณาคัดเลือกแบบนี้แหละ โดยมีการเสนอให้ ครม. ขณะนั้นอนุมัติด้วย
ดังนั้น การร่างกฎหมาย โดยกำหนดให้อำนาจเป็นของ ครม. ก็ปรากฏตัวอย่างในอดีต ว่าไม่สามารถป้องปรามการทำงานที่ไม่ชอบมาพากลได้แต่อย่างใด
3 ปลัดว่า ทั้งสองทางเลือกไม่สามารถเจรจาโดยไม่เปิดเผยได้
ข้อนี้ปลัดคงหมายความว่า การให้สัมปทานนั้น ไม่สามารถเจรจาโดยไม่เปิดเผยได้
ข้อนี้ผมงง เพราะคำว่าเจรจา เป็นขบวนการทำงานที่แตกต่างกับการประมูลโปร่งใส แบบขาวกับดำ
คำว่าเจรจา ย่อมหมายถึงการพูดคุย โอ้โลมปฏิโลม ต่อรอง
ผมไม่เคยเห็นว่ามีการเจรจาสัมปทาน ที่ทำต่อหน้ากล้องทีวี ที่มีสื่อมวลชนร่วมฟัง
อย่าว่าแต่การเจรจาเลยครับ ที่ผ่านมา เคยมีการเปิดเผยสัญญาสัมปทานต่อประชาชนหรือไม่
เคยมีการเปิดเผยเงื่อนไขที่เอกชนเสนอครั้งแรก หรือไม่
เคยมีการเปิดเผยเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปจากครั้งแรก หรือไม่
ส่วนระบบแบ่งปันผลผลิต ควรจะใช้วิธีประมูลแข่งขัน ใครเสนอแบ่งรัฐสูงสุด ให้ชนะ
ทำไมจะไม่ใช้วิธีประมูลโปร่งใสล่ะครับ
รังเกียจวิธีนี้หรือเปล่า เพราะเหตุใด
ประชาชนเขาสงสัยครับ มีระเบียบวาระซ่อนเร้นใดหรือไม่

ลองฟังเสียงสะท้อน ‘ปัญหาซินเจียงอุยกูร์’

‘บ้านเกิดของผมอยู่ซินเจียง’! ลองฟังเสียงสะท้อน ‘ปัญหาซินเจียงอุยกูร์’

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ธ.ค. 2557 05:30

ข่าวคราวเหตุรุนแรงที่เขตปกครองซินเจียงอุยกูร์... ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนมีบ่อยขึ้น...ถี่ขึ้น...จนทำให้กลายเป็นภูมิภาคที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงมากที่สุดของจีนไปแล้ว
ทางการแดนมังกรชี้ว่า เหตุรุนแรงในซินเจียง ซึ่งบางครั้งกลุ่มคนร้ายยังเข้ามาก่อเหตุถึงจัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่ง เป็นฝีมือพวกชนมุสลิมเผ่าอุยกูร์ หัวรุนแรง จึงได้ดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามอย่างเด็ดขาด รวมทั้งหากจับกุมตัวคนร้ายลงมือก่อเหตุได้ ก็จะลงโทษถึงขั้นประหารชีวิตเลยทีเดียว
ขณะเดียวกัน การกระทำของรัฐบาลจีนต่อชาวมุสลิมชนเผ่าอุยกูร์ ในซินเจียง ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และทำให้มีชาวอุยกูร์อพยพหนีไปตายดาบหน้าจำนวนไม่น้อย จนบางคนต้องถูกตำรวจต่างแดน จับกุมในข้อหาแอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
กองทัพจีนฝึกซ้อมทางทหาร
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการรายงานข่าวของสื่อต่างชาติ เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง และการลงโทษของทางการจีนต่อกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุรุนแรง... เราลองมาฟังเสียงสะท้อนสักอีกหนึ่งเสียง จากหนุ่มจีนคนหนึ่ง ซึ่งเขียนบทความ บอก ‘บ้านเกิดของผมอยู่ที่ซินเจียง’ กันดูว่า เขามีความคิดเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเกิดของเขาอย่างไร? ...
“นับแต่ปีนี้เป็นต้นไป จะมีชาวซินเจียงของจีน ที่หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายถูกตำรวจไทยจับกุมคุมขังอยู่ไม่ขาด สื่อมวลชนของที่นี่ก็มีการรายงานข่าวอยู่บ่อยครั้ง เมื่อไม่นานมานี้ มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งตีพิมพ์บทบรรณาธิการ เห็นว่าไม่ควรนำชาวซินเจียงที่หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายที่อยู่ทางภาคใต้ของไทยส่งกลับประเทศจีน บอกว่าเจ้าหน้าที่ของไทยควรไปอ่านคำรายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนสากลและของสื่อสารมวลชนอเมริกา-ยุโรป เกี่ยวกับรัฐบาลจีนปฏิบัติต่อชาวมุสลิมซินเจียงอย่างไร ?
เพราะเห็นว่าถ้าส่งชาวอุยกูร์พวกนี้กลับประเทศจีนจะทำให้รัฐบาลไทย “สองมือเปื้อนเลือด” อ่านบทบรรณาธิการนี้แล้ว ผมอดไม่ได้ที่จะต้องทำให้ผู้คนรู้สึกว่าซินเจียงเป็นนรกที่เต็มไปด้วยการฆ่าล้างแค้นทางเชื้อชาติ ประชาชนยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้
ผมไม่อยากจะเชื่อว่าบทบรรณาธิการบทนี้เขียนโดยมิตรที่ดีชาวไทย เพราะในระหว่างบรรทัดของบทความ กลับเต็มไปด้วยสำนวนโวหารของประเทศตะวันตก ในฐานะชาวจีนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในซินเจียงเป็นเวลายาวนาน ผมโกรธมาก ผมจะพูดออกมาดังๆ ว่า ไม่… ซินเจียง บ้านเกิดเมืองนอนของผมไม่เป็นแบบนี้
วิถีชีวิตของชาวบ้านในซินเจียง
‘ซินเจียง’ ตั้งอยู่ชายแดนด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจีน มีพื้นที่ 1 ล้าน 6 แสน 6 หมื่นตารางกิโลเมตร คิดเป็น 1ใน 6 ของพื้นที่ทั้งประเทศ มันไม่เพียงแต่เป็นเขตบริหารระดับมณฑลที่มีผืนแผ่นดินใหญ่ที่สุด และเป็นเส้นทางสัญจรสำคัญในเส้นทางสายไหมโบราณเท่านั้น
แต่ซินเจียง ยังเป็นบ้านของชนชาติพี่น้อง 47 ชนชาติ มี อุยกูร์, ฮั่น, คาซัค, มุสลิม เป็นต้น ที่นี่ทิวทัศน์สวยงาม มีพืชผลอุดมสมบูรณ์ เป็นดินแดนแห่ง “ธัญญาหาร” “เนื้อสัตว์” “บ่อน้ำมัน” “ถ่านหิน” “แตงและผลไม้” ที่อยู่ระหว่างกลุ่มเขาสูงตระหง่านและทะเลทรายโกบี
ที่นี่ไม่เพียงแต่มี ภูเขาเทียนซัน คุนหลุนซันที่สวยงาม ยังมีทะเลทรายทากลิมากานอันเวิ้งว้าง ที่นี่มีทั้งน้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติมหาศาล ทั้งมีทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ธรรมชาติอันกว้างไพศาลจนสุดลูกหูลูกตา
ที่นี่มีทั้งแตงฮามี่ องุ่นเต้านมม้าที่ขึ้นชื่อลือชา ทั้งมีแพะย่างทั้งตัว ไก่จานใหญ่ อาหารเลิศรสที่ยากจะลืมเลือน ที่นี่มีทั้งมัสยิด มีพลาซ่า (ตลาดนัด) ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ที่นี่ทั้งมีสายการบินที่บินไปยังประเทศต่างๆ หลายประเทศ และก็มีรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อกับพื้นที่ต่างๆ ภายในประเทศจีน
ขี่ม้าคอยต้อนฝูงวัวที่เลี้ยงไว้
• เดือนตุลาคม ปี 2538 ตั้งเขตปกครองตนเองอุยกูร์ซินเจียง
ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจีนและกฎหมายท้องถิ่นเขตชนชาติ รัฐบาลเขตปกครองตนเอง สามารถดูแลจัดการกิจการภายในชนชาติและภายในพื้นที่ของตนเองได้ โดยเฉพาะหลังการปฏิรูปเปิดประเทศ รัฐบาลกลางได้กำหนดนโยบายที่เอื้ออำนวยเป็นพิเศษต่อการส่งเสริมชนเผ่าส่วนน้อย และพัฒนาพื้นที่เขตชนเผ่าส่วนน้อย ทำให้โฉมหน้าของซินเจียงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน
ดูจากผลสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ดัชนีการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยก้าวขึ้นมาอยู่ใน 5 อันดับแรกของจีน ปริมณฑลทางวัฒนธรรม การศึกษา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และสาธารณสุขก็ได้รับผลสำเร็จอย่างเด่นชัด อูรูมฉีก็กลายเป็นมหานครที่เจริญรุ่งเรืองที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศจีนกับภูมิภาคเอเชียกลางที่สำคัญที่สุด
แต่แม้จะอยู่ต่อหน้าความเป็นจริงอันเห็นได้อย่างโจ่งแจ้ง องค์กรสิทธิมนุษยชนสากลและสื่อสารมวลชนตะวันตกยังคงมองผ่านแว่น คอยตำหนิโน่นวิจารณ์นี่ ผมอยากจะถามว่า พวกท่านเคยไปซินเจียงมาแล้วหรือ พวกท่านรู้จักซินเจียงมากน้อยเพียงใด
ผมเกิด ที่ซินเจียง โตที่ซินเจียง ตอนเด็กก็ร่วมเล่นกับเพื่อนเด็กชาวอุยกูร์ เมื่อเข้าโรงเรียนเรียนหนังสือก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง มีเพื่อนนักเรียนชาวอุยกูร์อยู่ไม่น้อย วันอาทิตย์เพื่อนๆ จะชวนกันไปเที่ยวบ้านนั้นบ้านนี้หรือไม่ก็นัดกันไปเที่ยวพลาซ่า
นี่เป็นเรื่องธรรมดายิ่งกว่าธรรมดา พวกเราไม่เคยแบ่งว่าใครชนชาติฮั่น ใครชนชาติอุยกูร์ เพราะว่าภายในจิตใจส่วนลึกของเรา เราล้วนเป็นเพื่อนที่ดี เป็นคนบ้านเดียวกัน ผมยังจำได้ เพื่อนนักเรียนชาวอุยกูร์บางคน บางครั้งบอกว่าจะไปละหมาดที่มัสยิดร่วมกับคนในครอบครัวของตัวเอง เพื่อนนักเรียนหญิงชาวอุยกูร์บางคนบางทียังใช้ผ้าคลุมศีรษะ แม้กระนั้นก็ตาม เราก็ไม่เคยรู้สึกว่า เรามีอะไรที่แตกต่าง เพราะเราเห็นว่า แต่ละฝ่ายมีวิถีชีวิตและความศรัทธาที่แตกต่างกันก็เหมือนในโลกนี้เราไม่สามารถหาคน 2 คนที่มีหน้าตาเหมือนกันทั้งหมด ก็เท่านั้นเอง
ขนมประจำท้องถิ่น
บางคนบอกว่า รัฐบาลจีนใช้ข้ออ้างต่อต้านผู้ก่อการร้าย ทำการปองร้ายชาวมุสลิมในซินเจียง ถ้าเช่นนั้น ขอให้ท่านเช็ดแว่นตาให้สะอาด จำแนกผิดถูก ขอถามหน่อย พวกวายร้ายที่ใช้ความรุนแรง ทำการจู่โจม คร่าชีวิตของพี่น้องชนชาติต่างๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หรือว่าพวกเขาไม่ใช่อาชญากร ไม่ได้ทำผิดกฎหมายกระนั้นหรือ ในเมื่อเป็นอาชญากร ไม่สมควรต้องรับโทษตามกฎหมายหรือ ?
การลงโทษอย่างหนักต่ออาชญากรก่อการร้ายในเขตพื้นที่ซินเจียงก็เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมอันสงบสันติแก่พี่น้องชนชาติต่างๆ รวมทั้งชาวมุสลิมด้วย ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตที่สวยสดงดงามและมีความสุขอย่างเต็มที่ ลัทธิก่อการร้ายเป็นศัตรูร่วมของประชาคมโลก การใช้มาตรการที่ได้ผลร่วมกันโจมตีลัทธิก่อการร้ายเป็นสิ่งที่รับรู้และเข้าใจร่วมกันของประชาคมโลก
ถ้าบอกว่า การขยายปฏิบัติการต่อต้านก่อการร้ายคือการปองร้ายชาวมุสลิม ถ้าเช่นนั้นเหตุใดประเทศมุสลิมรวมทั้งอินโดนีเซียยังออกแรงเพิ่มระดับต่อต้านการก่อการร้ายภายในประเทศของตัวเองเล่า เวลานี้ปฏิบัติการต่อต้านก่อการร้ายที่ประชาคมโลกร่วมกันโจมตี “รัฐอิสลาม” นั้น หมายถึงกำลังปองร้ายชาวมุสลิมทั่วโลกกระนั้นหรือ?
ชาวมุสลิมอุยกูร์ชูธงประท้วงจีน อยู่ในตุรกี
ยังมีคนบอกว่า ต้องเคารพสิทธิมนุษยชนของชาวซินเจียงของจีนที่หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย จะส่งพวกเขากลับประเทศจีนไม่ได้ ผู้หลบหนีเข้าเมืองเหล่านี้ถูกหลอก ถูกล้างสมอง เพื่อหาเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการหลบหนีเข้าเมืองที่พวกเขาต้องจ่ายให้กับพวกนักค้ามนุษย์เป็นจำนวนมาก ทำให้พวกเขาบ้านแตกสาแหรกขาด พวกเขาหอบลูกจูงหลาน ออกจากบ้านเกิดเมืองนอน ไปตกระกำลำบากอยู่ต่างแดน มีความเป็นอยู่ที่น่าเวทนามาก ในหมู่พวกเขามีไม่น้อยเป็นผู้หญิงและเด็ก กระทั่งเป็นทารกที่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย สภาพน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
บางคนอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ ถูกบีบให้รับการฝึกอบรม ทำการเคลื่อนไหวก่อการร้าย ถลำลึกสู่ห้วงเหวแห่งความชั่วร้าย ขอถามองค์กรสิทธิมนุษยชนและสื่อตะวันตก นี่หรือคือสิ่งที่พวกท่านเรียกว่าสิทธิมนุษยชน ถ้าหากปล่อยให้ผู้หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายเหล่านี้ตกอยู่ในมือของกลุ่มก่อการร้ายสากลอีกครั้ง กระทั่งกลายเป็นผู้ก่อการร้ายที่ซุ่มเงียบอยู่ อย่างนี้แหละถึงจะเรียกว่ารัฐบาลไทยส่งเสริมอาชญากรรม “สองมือเปื้อนเลือด”
กองทัพจีนฝึกซ้อมทางทหารในซินเจียง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา องค์กรสิทธิมนุษยชนและสื่อตะวันตกมักทำตัวอยู่เหนือคนอื่น คิดว่าตัวเองเท่านั้นที่มีศีลธรรมและเป็นปากเสียงแทนชาวบ้าน ตำหนิวิจารณ์นโยบายแห่งรัฐ และสภาพสิทธิมนุษยชนของประเทศอื่นตามอำเภอใจ พวกเขามองไม่เห็นผลงานของรัฐบาลไทยที่ทุ่มเทให้กับการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ของไทย ทำการวิจารณ์และบิดเบือนนโยบายที่มีต่อปัญหาชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลไทย ในข้อนี้ ผมกับเพื่อนมิตรชาวไทยมีความรู้สึกเหมือนกับที่ตัวเองได้รับ

ดังนั้น ผมจึงหวังว่าเพื่อนมิตรชาวไทยพึงเอาใจเขามาใส่ใจเรา ใช้ท่าทีหาสัจจะจากความเป็นจริงไปทำความเข้าใจซินเจียงที่แท้จริง และร่วมกับรัฐบาลจีนปรึกษาหารือแสวงวิธีแก้ปัญหา ให้ชาวซินเจียงที่หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายที่ยังตกค้างอยู่ในประเทศไทยได้กลับสู่อ้อมอกของปิตุภูมิและญาติสนิท เริ่มชีวิตใหม่อันสวยสดงดงามและมีความสุขต่อไป...”
อ่านบทความของหนุ่มจีนที่บอกว่า ‘บ้านเกิดของผมอยู่ซินเจียง’ แล้ว...คุณมีความคิดเห็นกันอย่างไร?

เตือนคนไทยในตุรกีระวังตัว ! สถานกงสุลไทยที่อิสตันบูลเจอม็อบบุก โกรธปมอุยกูร์

เตือนคนไทยในตุรกีระวังตัว ! สถานกงสุลไทยที่อิสตันบูลเจอม็อบบุก โกรธปมอุยกูร์


กลุ่มผู้ประท้วงในตุรกีบุกทำลายทรัพย์สิน สถานกงสุลไทย ณ นครอิสตันบูล ช่วงกลางดึก ไม่พอใจทางการไทยส่งตัวชาวมุสลิมอุยกูร์กลับจีน ขณะที่สถานทูตไทยในตุรกีระบุ ไม่มีเจ้าหน้าที่ไทยเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ พร้อมเตือนคนไทยในตุรกีระมัดระวังตัวมากขึ้น 
นสพ.ในตุรกี ‘เดลี่ ซาบาห์ ตุรกี’ ออนไลน์ รายงาน เกิดเหตุกลุ่มผู้ประท้วงชาวตุรกีบุกก่อเหตุรุนแรง บุกทำลายทรัพย์สินที่สถานกงสุลไทยกิตติมศักดิ์ ณ นครอิสตันบูล ซึ่งตั้งอยู่เขต Sisli เมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันพุธที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่พอใจการตัดสินใจของทางการไทยที่ส่งชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีน
เดลี่ ซาบาห์ ตุรกี แจ้งว่า กลุ่มผู้ประท้วงได้มาชุมนุมที่หน้าสถานกงสุลไทยในนครอิสตันบูล พร้อมกับออกแถลงการณ์แก่สื่อมวลชนแจ้งสาเหตุที่พวกตนมาชุมนุมประท้วงเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) เพียงแต่หลังจากนั้น บรรยากาศของการชุมนุมได้เปลี่ยนเป็นเหตุรุนแรง เมื่อฝูงชนได้บุกทุบทำลายกระจกหน้าต่างของสถานกงสุล และดึงธงชาติไทยลงมาจากยอดเสา
ภาพจาก:dailysabah.com ผู้ประท้วงบุกทุบกระจกสถานกงสุลไทย ที่นครอิสตันบูล
หลังเกิดเหตุรุนแรง ทางการตุรกีได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงมายังสถานกงสุลไทยทันทีและขับไล่ฝูงชนผู้ชุมนุมประท้วงที่บริเวณสถานกงสุลไทยให้สลายตัวไป
เดลี่ ซาบาห์ ตุรกี ระบุว่า ชาวมุสลิมเผ่าอุยกูร์ ซึ่งมีประชากรราว 10 ล้านคน หรือคิดเป็น 45% ของจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตปกครองซินเจียง-อุยกูร์ ในประเทศจีนนั้น ได้กล่าวหาทางการจีนดำเนินนโยบายปราบปรามชาวมุสลิมอุยกูร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนา การค้าและวัฒนธรรม จึงทำให้มีชาวมุสลิมอุยกูร์บางส่วนอพยพไปอยู่ประเทศอื่นเพื่อหนีการกดขี่จากทางการจีน โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลตุรกีได้แสดงท่าทีพร้อมจะรับผู้อพยพชาวมุสลิมอุยกูร์ และได้แจ้งอย่างเป็นทางการมาถึงรัฐบาลไทยให้ส่งผู้ลี้ภัยชาวมุสลิมอุยกูร์ที่หลบหนีมาอยู่ในประเทศไทย ไปยังตุรกี และไม่ควรส่งกลับไปจีน ซึ่งพวกเขาอาจจะเผชิญกับเหตุรุนแรงถึงเสียชีวิตหากกลับไปในจีน
ขณะเดียวกัน หลังจากเกิดเหตุรุนแรงที่สถานกงสุลไทย ณ นครอิสตันบูลแล้ว ทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอังการา ได้ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ไม่มีคนไทยบาดเจ็บหรือได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าว สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ได้เตือนคนไทยให้เพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น และติดตามข่าวสารจาก สถานเอกอัครราชทูตไทย อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ คนไทยในตุรกีมีจำนวนประมาณ 1,300 คน นอกจากนั้น ทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอังกา ยังได้ประกาศปิดฝ่ายกงสุลในวันที่ 9 ก.ค. 2558 
ที่มา:dailysabah

‘บิ๊กตู่’ยันส่งชาวอุยกูร์ไปจีนถูกต้อง ประสานตุรกีดูแลสถานกงสุลไทย

 เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 9 ก.ค. ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงความคืบหน้าในการก่อเหตุรุนแรงที่สถานกงสุลไทยในตุรกีว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นตนทราบมาตั้งแต่ต้นแล้ว เวลานี้เราอย่าไปดูหรือห่วงแค่สถานกงสุล แต่ต้องดูว่าคนของเราปลอดภัยหรือไม่ ในส่วนของความเสียหายก็ต้องเสียหายเป๋นธรรมดา ส่วนจะมากน้อยแค่ไหนก็ต้องว่ากันไป เสียหายเมื่อไหร่ก็ซ่อมได้ วันนี้เราต้องดูความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และต้องมาดูว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะสาเหตุอะไร และไทยไปเกี่ยวข้องแค่ไหน อย่าลืมว่าวันนี้เราไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง ขอร้องว่าอย่าเอาเราไปเป็นคู่ขัดแย้งทุกเรื่องเลย วันนี้เราเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลาง ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศทั้งสิ้น มันมีกระบวนการตรวจสอบการพิสูจน์สัญชาติ มีความผิดอะไรหรือไม่ เราในฐานะประเทศคนกลางก็ต้องตรวจสอบและแยกส่งให้เกิดความชัดเจน ถ้าเราไม่ทำแบบนี้มันก็มีปัญหา ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ส่งกลับไปยังประเทศต่างๆ ตามขั้นตอนและหลักฐาน ซึ่งบางประเทศมีปัญหามากกว่านี้เสียอีก อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ขอให้มีการแก้ไขกันในระดับรัฐบาลดีกว่า ยืนยันว่าขณะนี้เรากำลังทำอยู่ 

 เมื่อถามว่า ในการดูแลความปลอดภัยจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ของเราเข้าไปดูหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ฉุนเฉียวว่า "จะส่งใคร จะให้เจ้าหน้าที่ที่ไหนไป แล้วจะไปได้อย่างไร เอากำลังพลไปได้หรือไม่เล่า เรื่องนี้อย่าลืมว่ามันเป็นหน้าที่ของรัฐบาลตุรกี ซึ่งเราก็ต้องไปถามทางตุรกีว่าดูแลความปลอดภัยให้เราได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม วันนี้ผมได้คุยกับเอกอัครราชทูตตุรกีแล้ว ซึ่งฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีการพูดคุยแล้วเช่นกัน ผู้นำไม่จำเป็นต้องคุยกันทุกเรื่อง กฎหมายมันมีอยู่แล้ว ระเบียบวิธีปฏิบัติก็มีอยู่แล้ว แต่สิ่งอื่นที่เกิดขึ้นมาก็เป็นการเรียกร้องเพิ่มเติมก็ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและทุกอย่างเมื่อดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายก็ให้ถือเป็นเรื่องปกติ และต้องเห็นใจประเทศไทยที่อยู่ตรงกลางบ้าง เราไม่อยากไปขยายความขัดแย้งอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเรายึดหลักของสิทธิมนุษยชนและเคารพกฎหมายต่างๆ แต่อย่าลืมว่าต้องเคารพกฎหมายของแต่ละประเทศเขาด้วย แต่เมื่อเราส่งไปแล้วหากมีปัญหามันก็ไม่ใช่ปัญหาของเราแล้ว สื่อก็ต้องไปย้อนถามกลับประเทศนั้นๆ ว่า เมื่อส่งไปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ของไทย เมื่อกลับไปแล้วสงบหรือไม่ กลับไปประเทศตุรกีแล้วมีการไปล้อมสถานทูตจีนและทำลายเขาไปแล้วครั้งหนึ่ง แสดงว่าควบคุมอะไรไม่ได้เลย แต่ผมก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องของผมก็ส่งไปให้แล้ว มันอยู่ที่กติกา สัญญาว่าอย่างไรในขณะที่อีกประเทศหนึ่งสัญญาว่าจะดูแลให้ดีที่สุด ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ไปใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาและลงโทษ มีการรับรองซึ่งทั้งหมดก็ต้องรับรองซึ่งกันและกันด้วย ทั้งนี้ผมก็ให้กระทรวงการต่างประเทศประเมินดูว่า ถ้าสถานการณ์ยังเกิดความรุนแรงขึ้นก็อาจจะต้องปิดสถานทูตไทยในตุรกีแล้วหาที่ทำงานใหม่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย วันนี้ยืนยัน เรายังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตุรกีอยู่ วัยนี้เราต้องช่วยกันลดแรงกดดันลงไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นมันจะกลับมาที่ตัวเราเอง อย่าลืมว่าเราเป็นประเทศที่อยู่กลางทาง เหมือนกรณีปัญหาการค้ามนุษย์โรฮิงญา เนื่องจากมีการหลบหนีข้ามแดนมาอยู่กับเรา เราต้องพิสูจน์สัญชาติว่าใครเป็นพวกไหน อย่างไร เกิดที่ไหน ก็ต้องส่งกลับไปตามนั้น" 
 
 
 เมื่อถามย้ำว่า เรามั่นใจในเรื่องความปลอดของชาวอุยกูร์ที่ส่งไปจีนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จีนเขารับรองความปลอดภัย เขายืนยันจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้าไม่เกี่ยวข้องก็จะปล่อยตัว หาที่ทำกินให้ ถ้ามีหลักฐานประจักษ์ชัดเจนก็ต้องดำเนินคดี ตามความรุนแรงของโทษ อย่าไปคิดอะไรให้มันเรื่อยเปื่อย จะทำอย่างไรถ้าไม่ทำอย่างนี้จะทำแบบไหน  ยืนยันว่าไทยปฏิบัติถูกต้องทุกประการ ไม่ต้องมากังวล ตนทำอะไรระมัดระวังอยู่แล้ว วันนี้ขออธิบายให้ชาวมุสลิมได้ทราบว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปทำลายใครทั้งสิ้น ความมุ่งหวังของเราคือให้เกิดความสงบสุขมากที่สุด ก็เหมือนกับกรณีถ้าเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นไม่ว่าจะกรณีใดก็ตามก็ต้องไปดูตามพันธสัญญาของกฎหมาย เราจะไปทำตามใจตนเองไม่ได้ หรือจะเข้าข้างใดข้างหนึ่งก็ไม่ได้ ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ได้ก่อน วันนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลักฐานต่างๆ ที่ได้มา หลักฐานใครพร้อมและชัดเจนมากกว่าก็ต้องส่งกลับไป
 
 เมื่อถามว่า ขณะนี้ทางตุรกี ได้ช่วยดูแลสถานทูตไทยอย่างไรบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เขาก็ต้องดูแลเรา เราคงจะไปสั่งเขาไม่ได้ วันนี้ก็ได้ขอร้องเขาไปแล้วว่าให้ช่วยดูแลก็อยู่ที่ว่าเขาจะดูแลเราได้แค่ไหน มีขีดความสามารถแค่ไหน แต่ปัญหามันอยู่ที่ความรุนแรงเกิดขึ้นเพราะคนกลุ่มนี้

 เมื่อถามว่าคนไทยที่อาศัยในตุรกีขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เท่าที่ได้รับรายงานยังไม่มีผลกระทบ ถ้ามีก็คงมีการรายงานขึ้นมา ถ้ารายงานมาเมื่อไหร่ก็ทราบเมื่อนั้น เรื่องนี้ตนรู้มาตั้งแต่ต้นจนจบ 

 เมื่อถามต่อว่า กลุ่มที่เคลื่อนไหวทำลายทรัพย์สินของทางการไทยเป็นกลุ่มไหน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็เป็นกลุ่มที่ส่งกลับไปนั่นแหละ กลับไปรวมกลุ่มกับไอ้คนที่อยู่เก่าอยู่แล้วที่ตุรกีเขารับเข้าไปอยู่ในประเทศเขาไง ก็เป็นเรื่องของเขา เขาต่อสู่ตามแนวความคิดของเขาก็เป็นเรื่องของเขาสิ ทำไมจะต้องเอาไทยไปขัดแย้งกับตุรกี ขัดแย้งกับจีน หรืออุยกูร์ ความจริงไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับเราสักเรื่องเลย อย่าไปกังวลเรื่องนี้เลย เดี๋ยวมันก็คลี่คลาย ไม่งั้นเดี๋ยวก็บานปลายไปสู่เรื่องนั้นเรื่องนี้ไปถึงชาวมุสลิมกลายเป็นเรื่องใหญ่โต สื่อก็ช่วยกันทำให้เรื่องต่างๆ มันลดลงหน่อยได้หรือไม่ ผมไม่ได้ขัดแย้งกับมุมมองของสื่อ แต่ขอให้มองว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่ตรงไหน ความขัดแย้งอยู่ที่ไหน ถ้ามัวแต่ไปขยายความขัดแย้งอยู่อย่างนี้ หาเรื่องไปเรื่อยๆ ปัญหาไม่มีวันจบก็ขอให้สื่อเลิกเสียที เรื่องไหนมีการอธิบายแล้วก็ขอให้จบ ไม่ต้องไปขุดขุ้ยให้มันได้อะไรขึ้นมา"

ผลโพลกมธ.ยกร่าง นายกฯคนนอก

(ข่าวเดิม2 ก.ค. 58 -)
             กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เผย ผลสำรวจประชาชนทั่วประเทศ   พบส่วนใหญ่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ   และไม่ขัด ใช้เสียง 2 ใน 3  มีนายกฯ คนนอก ช่วยแก้วิกฤติบ้านเมือง  
            นางถวิลวดี บุรีกุล  กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผย ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 ต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ  จำนวน  77,160 คน จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ  ระหว่างวันที่ 1– 31 พฤษภาคม 58   ซึ่งพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน  โดยประชาชน ร้อยละ 93 เห็นว่า เมื่อ ส.ส. ได้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีจะต้องลาออกจากการเป็น ส.ส.   และร้อยละ 90.9 เห็นด้วย ที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อจะต้องมาจากความนิยมของประชาชน   และร้อยละ 86.6 เห็นด้วย ให้มีนายกรัฐมนตรีมาจากคนนอกได้ หากบ้านเมืองเกิดวิกฤติ  โดยจะต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3
            ขณะที่ประชาชนกว่าร้อยละ 90 เห็นด้วยที่ให้กำหนดกรอบเวลาพิจารณาคดีให้มีความชัดเจน และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.    ส่วนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ เห็นว่า ควรเร่งปฏิรูปองค์กรศาลให้มีความเป็นกลาง  โปร่งใส มีคุณธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมกับให้ความรู้ต่อประชาชนในเรื่องของกฎหมาย

            อย่างไรก็ตาม ประชาชนได้แสดงความเห็น เกี่ยวกับการแก้ไขความขัดแย้งในอนาคต  โดยร้อยละ 77.3 สนับสนุนให้ตั้งรัฐบาลผสม และปลูกจิตสำนึกเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง     ส่วนประเด็นการนิรโทษกรรม ผู้เกี่ยวข้องการชุมนุมทางการเมือง โดยต้องไม่เกี่ยวกับผู้ที่กระทำผิดทางอาญา พบว่า ประชาชนเห็นด้วยร้อยละ 52.9    ซึ่งลดลงจากการสำรวจในครั้งแรก ที่เห็นด้วยร้อยละ 90.5

“ยกเครื่องเรื่องการลงทุน”

“ยกเครื่องเรื่องการลงทุน”
ดร.วิรไท สันติประภพ
คอลัมน์เศรษฐศาสตร์พเนจร
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
8 กรกฎาคม 2558
เครื่องยนต์ของเศรษฐกิจไทยเวลานี้ดูจะทำงานตะกุกตะกักอยู่หลายตัว คนพูดกันมากเรื่องการบริโภคชะลอตัวเพราะหนี้ครัวเรือนสูง ในขณะที่รายได้ของครัวเรือนไม่เพิ่มขึ้น การส่งออกหดตัวต่อเนื่องมาหลายเดือนเพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า และสินค้าไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เห็นข่าวเกี่ยวกับการใช้จ่ายของภาครัฐเริ่มใจชื้นขึ้นบ้าง เครื่องยนต์เริ่มติดแม้ว่าจะยังเดินหน้าไม่เต็มที่ มีอีกหนึ่งเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจไทยที่คนไม่ค่อยพูดถึงกัน คือการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งสถานการณ์ค่อนข้างน่าเป็นห่วง
การลงทุนของภาคเอกชนสำคัญมากเพราะจะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในอนาคต ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว การลงทุนจะช่วยสร้างการจ้างงานเพิ่ม ซึ่งจะช่วยให้การบริโภคของประชาชนขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง การปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยต้องอาศัยการลงทุนของภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญ โครงสร้างอุตสาหกรรมไทยต้องมุ่งไปสู่อุตสาหกรรมทันสมัยที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ช่วยให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นได้ทั้งระบบ
ทำไมผมถึงคิดว่าสถานการณ์การลงทุนของภาคเอกชนน่าเป็นห่วง ข้อมูลการลงทุนจากฐานข้อมูลต่างๆ ส่งสัญญาณเตือนภัยในหลายมิติ
มิติแรก ตัวเลขการลงทุนโดยรวมของภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ การลงทุนซ่อมแซมโรงงานและเครื่องจักรที่เสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมช่วยให้ตัวเลขการลงทุนสูงขึ้น 2-3ไตรมาส แต่หลังจากผ่านช่วงซ่อมแซมแล้ว การลงทุนของภาคเอกชนก็ลดลงมาเรื่อยๆ
มิติที่สอง การลงทุนของภาคเอกชนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรม ได้แก่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่ได้รับอานิสงค์จากการประมูล 3G อุตสาหกรรมพลังงานทดแทนโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ และการขนส่งซึ่งเป็นผลจากการนำเข้าเครื่องบินใหม่ของการบินไทยและสายการบินต้นทุนต่ำ การลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้มักเป็นการลงทุนเพื่อทดแทนอุปกรณ์เก่า มากกว่าที่จะสร้างฐานการผลิตใหม่ให้แก่ประเทศ ถ้าหักข้อมูลของสามอุตสาหกรรมนี้ออกแล้ว จะพบว่าการลงทุนของอุตสาหกรรมอื่นน่าเป็นห่วงมาก ตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรซึ่งสามารถสะท้อนการลงทุนในภาพใหญ่ได้ดีหดตัวต่อเนื่องมาเกือบ 3 ปีแล้ว
มิติที่สาม การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มไปสู่ภาคบริการมากกว่าอุตสาหกรรมการผลิต และการลงทุนขนาดใหญ่หลายกรณีเป็นการซื้อหุ้นของกิจการที่มีอยู่แต่เดิม (เช่น ซื้อหุ้นธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย) มากกว่าที่จะเข้ามาตั้งฐานการผลิตอุตสาหกรรมใหม่ๆ
มิติที่สี่ ถ้าดูเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิต การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในช่วงห้าปีหลังต่างจากช่วงห้าถึงสิบปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมพระเอก (champion industries) เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิคส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่การลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตที่เพิ่มขึ้นในช่วงห้าปีหลังกระจายตัวอยู่ในอุตสาหกรรมพระรอง (support industries) เช่น เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร และกระดาษ อุตสาหกรรมพระรองผลิตวัตถุดิบให้แก่อุตสาหกรรมอื่นๆ อีกที ทำให้เรามองไม่ออกว่าอุตสาหกรรมใดจะขับเคลื่อนภาคการผลิตไทยในอนาคต และอุตสาหกรรมพระรองไม่ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยและเศรษฐกิจไทยได้อย่างก้าวกระโดดเหมือนกับอุตสาหกรรมพระเอก
มิติที่ห้า ถ้าศึกษาข้อมูลโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI และใบอนุญาตขอเปิดโรงงานใหม่จะได้ภาพที่คล้ายกันว่าขนาดของโครงการลงทุนหรือโรงงานที่เปิดใหม่มีขนาดเล็กลง สะท้อนว่าโครงการส่วนใหญ่เป็นการขยายกำลังการผลิตต่อยอดโรงงานเดิมที่มีอยู่แล้ว มากกว่าที่จะเป็นการตั้งฐานการผลิตใหม่
มิติที่หก ไม่ใช่แต่นักลงทุนต่างชาติเท่านั้นที่สนใจลงทุนในประเทศไทยน้อยลง นักธุรกิจไทยมีแนวโน้มไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินโลกในปี 2551 ธุรกิจยักษ์ใหญ่ของไทยหลายแห่งเห็นโอกาสที่จะไปซื้อสินทรัพย์ราคาถูกและขยายฐานการผลิตในต่างประเทศ ในช่วง 2-3 ปีหลังนี้ ธุรกิจไทยขนาดกลางออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานสูงซึ่งถูกกระทบจากนโยบายค่าแรง 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ หลายธุรกิจย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านเพราะนอกจากค่าแรงถูกกว่าแล้ว ตลาดของประเทศเพื่อนบ้านกำลังขยายตัว และสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับจากประเทศใหญ่ๆ หลายประเทศด้วย
การชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชนน่ากังวลมาก เพราะในขณะที่การลงทุนในประเทศไทยหดตัว การลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านกลับขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ทั้งสามประเทศมีขนาดของประชากรที่ใหญ่กว่าเรามาก และเป็นประชากรวัยหนุ่มสาวที่เป็นทั้งแรงงานและกำลังซื้อ การขยายตัวของการลงทุนในประเทศเหล่านี้ไม่ได้ตอบสนองตลาดในประเทศเท่านั้น แต่เป็นฐานการผลิตที่สำคัญสำหรับการส่งออกด้วย จึงไม่น่าประหลาดใจที่สินค้าส่งออกของไทยหลายรายการ (โดยเฉพาะสินค้าที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว) ต้องสูญเสียสัดส่วนการตลาดให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ เราเคยเชื่อว่าตลาดญี่ปุ่นเป็นของตายเพราะบริษัทญี่ปุ่นมีฐานการผลิตใหญ่อยู่ในประเทศไทย แต่กลับพบว่าสินค้าส่งออกของไทยหลายรายการมีสัดส่วนตลาดในญี่ปุ่นลดลง คงเป็นเพราะบริษัทญี่ปุ่นไปลงทุนโครงการใหม่ๆ ในประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ นักอุตสาหกรรมบางท่านเกรงว่านโยบาย Thailand Plus One ของบริษัทญี่ปุ่น จะเป็นนโยบาย Exit Thailand เราต้องไม่ลืมว่าคนญี่ปุ่นสุภาพไม่พูดตรงๆ
ถ้ารัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เกิดผลต่อเนื่องทั้งวันนี้และวันหน้า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง “ยกเครื่องเรื่องการลงทุน” ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมทันสมัยต้องเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์หลักของประเทศ ทำอย่างบูรณาการ และมีผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบพร้อมทั้งมีแผนปฏิบัติการอย่างชัดเจน ควรยกเครื่องเรื่องการลงทุนอย่างน้อยในสี่เรื่องต่อไปนี้
เรื่องแรก จะต้องทำงาน"เชิงรุก"เพื่อดึงบริษัทชั้นนำของโลกให้ตัดสินใจลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตทันสมัย การตัดสินใจลงทุนของบริษัทชั้นนำจะดึงผู้ผลิตอื่นๆ ในห่วงโซ่การผลิตตามมาอีกมากและสร้างความมั่นใจในประเทศไทย การทำงานเชิงรุกต้องทำในหลายมิติ ตั้งแต่การกำหนดอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่จะเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย ต้องมี market intelligence ที่รอบด้านเพื่อติดตามแผนการลงทุนของบริษัทชั้นนำอย่างใกล้ชิด และอาจจะต้องพิจารณาว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยควรให้มาตรการจูงใจแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับบริษัทชั้นนำ (customized package) ที่ตรงกับความต้องการของบริษัทเหล่านี้เหมือนกับที่ประเทศคู่แข่งของเราทำ มาตรการที่ตรงใจอาจไม่ใช่สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบที่เราให้มาโดยต่อเนื่อง
เรื่องที่สอง ต้องเร่งสร้างความชัดเจนทางนโยบายในหลายด้าน โดยเฉพาะกรอบส่งเสริมการลงทุนใหม่ของ BOI ที่ประกาศใช้มาแล้วตั้งแต่ต้นปี หลายเรื่องยังขาดความชัดเจน เช่น การส่งเสริมการลงทุนแบบคลัสเตอร์ หรือกลไกการตรวจสอบการปฏิบัติตามเกณฑ์ merit ของ BOI นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งประกาศรายละเอียดของเขตเศรษฐกิจพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมทันสมัยและอุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรม เพิ่มเติมจากเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน ควรสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าว เพราะบริษัทชั้นนำไม่ต้องการเลี่ยงกฎหมายด้วยการใช้ nominee และต้องการทราบถึงแนวทางการเปิดเสรีภาคบริการที่อยู่ในบัญชีแนบท้าย
เรื่องที่สาม ต้องแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยมีประสิทธิภาพ กล้าตัดสินใจ และทำได้จริง ความมั่นใจในประสิทธิภาพของรัฐไทยเสื่อมลงมากตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ตามมาด้วยความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้รัฐไทยเป็นอัมพาต และข่าวร้ายเกี่ยวกับความล้มเหลวของหน่วยงานราชการตั้งแต่เรื่อง ICAO และ IUU จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานราชการไทยมีประสิทธิภาพ และไม่ด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ทำให้การปฏิรูปการศึกษาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม (โดยเฉพาะอาชีวะศึกษา และการผลิตแรงงานมีทักษะ) ต้องเริ่มกระบวนการปฏิรูประบบราชการ ต้องแก้ปัญหาหน่วยงานราชการที่เป็นปัญหาแก่ภาคธุรกิจ (เช่น ทบทวนระบบรางวัลนำจับของศุลกากร ปรับกระบวนการต่ออายุ visa สำหรับนักธุรกิจต่างชาติ) รัฐบาลต้องเดินหน้าจัดการการทุจริตคอรัปชั่นที่เป็นต้นทุนแฝงของธุรกิจเอกชนโดยต่อเนื่อง และที่สำคัญจะต้องเร่งเปิดประมูลโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ที่ประกาศไปนานแล้วให้เดินเครื่องได้จริงโดยเร็ว
เรื่องที่สี่ ควรกำหนดจุดยืนของประเทศไทยเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญ โดยเฉพาะข้อตกลง Trans Pacific Partnership (TPP) ซึ่งมีแนวโน้มจะเจรจาได้สำเร็จหลังจากที่รัฐสภาอเมริกาให้อำนาจประธานาธิบดีโอบามาเดินหน้าแบบ fast track ข้อตกลง TPP จะเป็นมาตรฐานการค้าใหม่ของโลก เพื่อนบ้านสำคัญของเราสามประเทศคือ เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ร่วมอยู่ในข้อตกลง TPP กลุ่มแรกแล้ว ส่งผลให้ธุรกิจที่ไปลงทุนในประเทศเหล่านี้จะได้สิทธิประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศดีกว่าการตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย โดยเฉพาะสำหรับการส่งออกสินค้าไปสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น
ถ้าเราไม่เร่งยกเครื่องเรื่องการลงทุนของภาคเอกชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม การปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยจะไม่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกกี่รอบ เศรษฐกิจไทยก็จะอ่อนไหว เปราะบาง และตะกุกตะกักไปอีกนาน

บิ๊กตู่” อย่ามอง รัฐบาล เกี้ยเซี้ยะ เชิญนักการเมือง ออกรายการทีวี.คสช.

บิ๊กตู่” อย่ามอง รัฐบาล เกี้ยเซี้ยะ เชิญนักการเมือง ออกรายการทีวี.คสช. แจง เชิญนักการเมืองออกทีวีให้ประชาชนตัดสิน เพราะก็จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีก ก็ได้ ยังไม่รู้"ยิ่งลักษณ์" จะกล้ามาหรือไม่ ฝากสื่อเขียนถาม
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ถึงกรณีที่ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป(ศปป.) เชิญนักการเมืองร่วมออกรายการโทรทัศน์เพื่อสร้างบรรยากาศของความปรองดองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แต่เรื่องปรองดอง โดยเป็นแนวคิดของคณะทำงานในการให้แต่ละฝ่ายเข้ามาพูดคุย ซึ่งรายการนี้ ผมต้องการให้สื่อมวลชนกรุณาฟังให้จบว่า ที่ผมให้มาพูดกันนั้นมีใครบ้าง 1.อดีตรัฐบาล 2.สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) 3.บุคคลสำคัญในแวดวงต่างๆที่ไม่ใช่รัฐบาล โดยให้ฟังเขาแสดงปัญญาออกมาว่ามันถูกหรือผิด แต่อย่ามองกันแต่ในแง่ของอะไรก็ไม่รู้
“ผมต้องการให้เรียนรู้ว่า คนเหล่านี้วันหน้าก็จะมาเป็นรัฐบาลของท่าน ท่านก็ฟังไว้สิ ว่าเขาพูดถูกหรือผิด ทำได้หรือไม่ได้ มีส่วนร่วมในความเสียดายหรือไม่ ถ้าออกมาพูดแล้วพูดแต่ปัญหาอย่างนี้อย่างนั้นแล้วไม่ได้ทำ อย่ามาพูดกับผม ผมไม่อย่าฟัง ส่วนประชาชนจะคิดแบบที่ผมคิดหรือเปล่าผมไม่รู้
เขาจะพูดเรื่องอะไร กลับจะไม่ฟังเขา ฟังแต่ว่าทำอย่างนี้เพื่อปรองดอง มันคนละความหมาย ประเทศไทยเดินหน้าไม่ได้เพราะไอ้แบบนี้แหละ มันคิดไม่ตรงกันเลย คิดสิ่งที่สร้างสรรค์เหมือนผม ในการพยายามที่จะสร้างสรรค์
"แต่ผมไม่บังคับ สื่ออยากจะดูก็ดู แต่ถ้าไม่ดูแล้วมาพูดแต่แบบที่จั่วหัวอย่างเดียว ว่าใครพูดกันวันนี้จบ แสดงว่ารัฐบาลจะเกี้ยเซี้ยแค่นี้เอง ถ้าอย่างนั้นผมเป็นเองก็ได้นักข่าว ผมลาออกจากนายกฯมาเป็นนักข่าว ตีทุกหนังสือพิมพ์ให้ตกหมดเลย แล้วจะเขียนข่าวให้สนุกกว่านี้อีก ผมไม่ได้ดูถูกนะ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่านอกจากอดีตนายกฯอย่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะมีการเชิญใครอีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบอย่างมีอารมณ์โมโหว่า พูดอยู่เมื่อกี้ว่าเขาจะมาหรือเปล่ายังไม่รู้เลย
"ปัดโธ่ เขาจะมาไหมเล่า จะกล้ามาพูดไหมเล่า ไปถามเขาให้หน่อยสิ ไปเขียนหนังสือพิมพ์ถามเขา ทีตอนมาเขียนด่าว่าผมกลับเขียนได้ แต่กลับไม่กล้าเขียนแตะต้องคนอื่น"


วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

อาถรรพ์โครงการ 'เรือดำน้ำ'เกาเหลา 'กองทัพเรือ-กลาโหม'


อาถรรพ์โครงการ 'เรือดำน้ำ'เกาเหลา 'กองทัพเรือ-กลาโหม'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม 2554 00:00:39 น.
โครงการจัดหา "เรือดำน้ำ" กลายเป็นโครงการอาถรรพ์ของ "กองทัพเรือ" ที่ยังไม่มีผู้บัญชาการทหารเรือคนไหนสามารถ "ล้างอาถรรพ์" ได้ แม้กระทั่งในยุคของ "ครูติ๊ด" พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งอยู่ในช่วงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ครองอำนาจอยู่ ก็ยังไม่มีโอกาสได้พิจารณาโครงการใหญ่นี้ ที่ "ทัพน้ำ" เสนอขึ้นมาได้ จะมีเพียงการซ่อมเรือฟรีเกต และการต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ที่อยู่ในแผนโครงการที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว

ตลอดห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา เหล่าทัพภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ที่ถูกมองว่าเป็น "พี่ใหญ่" ของ ผบ.เหล่าทัพ ได้รับการอนุมัติ "บิ๊กโปรเจ็กต์" จากคณะรัฐมนตรีได้ แบบ "ไฟเขียว" ผ่านตลอด ทั้งโครงการเครื่องบินขับไล่-กริฟเฟน ของกองทัพอากาศ ทั้ง บินขับไล่-กริฟเฟน ของกองทัพอากาศ ทั้ง 2 ระยะ รวม 12 ลำ รวม 3.5 หมื่นล้าน โครงการจัดซื้อรถเกราะล้อยาง  BRT-3E1 ของกองทัพบก ทั้ง 2 ระยะ รวม 317 คัน (ไม่นับรวมรถกู้ซ่อมและรถสนับสนุนอื่น) วงเงินรวมกว่า 9 พันล้านบาท ไม่นับรวมรถถังยูเครน T-84 oplot จำนวน 49 คัน วงเงิน 7.2 พันล้านบาท ฮ.  MI-17 จากรัสเซีย 3 เครื่อง วงเงิน 995 ล้านบาท อีกทั้งอุปกรณ์พิเศษที่ใช้ในภารกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ การรักษาความสงบเรียบร้อยจากการชุมนุมของกลุ่มมวลชน เป็นต้น ที่ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ใช้การจัดหาแบบ "วิธีพิเศษ" เพื่อเลี่ยงมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ

ย้อนกลับไปที่โครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ตามการชี้แจงของ ผบ.ทร. พบว่ากระบวนการในการศึกษาวิจัยของสถาบันการศึกษาของกองทัพเรือ เพื่อนำมาซึ่งความเหมาะสม และความเป็นไปได้ที่จะจัดหาเรือประเภทไหนนั้น ไม่ต่างจากกระบวนการจัดหาเครื่องบินรบของ "กองทัพอากาศ" เท่าไหร่ นัก

แต่คำถามที่เกิดขึ้นคือ ประเทศ ไทยยังมีความจำเป็นต้องมีเรือดำน้ำประจำการหรือไม่ อีกทั้งเรือดำน้ำเก่าจากเยอรมนีจะสามารถซื้อมาใช้งานได้คุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไปหรือไม่ หรือจะกลายเป็น "เศษเหล็ก" อีก 6 ลำ ในเวลาอันใกล้

ผบ.ทร. เคยให้คำตอบเรื่องนี้ไว้ว่า เป้าหมายของกองทัพเรือ อันดับแรก คือ การสร้างองค์ความรู้ และการปฏิบัติงานจริงให้นักเรียนนายเรือ ไม่ใช่เพียงการเรียนในตำรา   ดังนั้น การซื้อเรือดำ น้ำขนาดเล็ก และไม่ใช้งบประมาณหลัก หมื่นล้าน สามารถ "ตอบโจทย์" ในหมื่นล้าน สามารถ "ตอบโจทย์" ในการสร้างปฏิบัติการจริงของทหารเรือได้ ในส่วนของอายุการใช้งานเมื่อมีการ เปลี่ยนแบตเตอรี่จะสามารถใช้งาน 4 ลำ ภายในระยะ 10 ปี พร้อมกันนั้น การมีเรือดำน้ำประจำการยังเป็นยุทธศาสตร์ป้องปราม สร้างดุลอำนาจเปรียบเทียบ เนื่องจากประเทศรอบบ้านของไทยต่างมีเรือดำน้ำเข้าประจำการเกือบหมด  นั่นเป็นเหตุผลจากฟากของ "กองทัพเรือ" ที่มีความมุ่งหวังในการชี้แจงข้อมูลให้เข้าใจถึงความจำเป็นและอุปสรรค !!!

แม้จะเป็นความพยายามครั้งสุดท้ายของกองทัพเรือ ในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์  ที่ผลักดันการจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการและไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ที่กองทัพเรือไทยได้ตั้งโครงการ

โดยครั้งแรกถูก "พับเก็บ" ลงลิ้นชัก ในยุคสมัยของนายบรรหาร ศิลป อาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เคยมีโครง การจะจัดหาเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า ชั้นก็อตแลนด์ (A-19 Gotland class dieselelectric  submarine) ผลิตโดย บริษัท ค็อกคูม (KOCKUM) จากสวีเดนมาประ จำการใน ทร.ไทย แต่ขณะนั้นได้ประสบปัญหาถูกสื่อของทั้งสวีเดนและไทย ออกข่าวโจมตีเรื่อง "ค่าคอมมิชชั่น" ในการจัดซื้อให้แก่คนในรัฐบาลไทยในสมัยนั้น จนเป็นเหตุให้ถูกระงับโครงการ

จากนั้นในยุคของ พล.ร.อ.สถิรพันธ์ เกยานนท์ เป็น ผบ.ทร. มีการเสนอโครงการจัดซื้อในแพ็กเกจ โดยกองทัพเรือได้คัดเลือกแบบจากจีนและรัสเซีย แต่ "รัฐบาลทักษิณ" หมดอำนาจ และไม่ได้มีการพิจารณา "บิ๊กโปรเจ็กต์" ของเหล่าทัพใดแม้แต่โครงการเดียว

รัฐบาลยุคประชาธิปัตย์ที่ถูกมองว่ามี "กองทัพ" หนุนหลัง ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ว่า การอนุมัติโครงการจัดซื้ออาวุธของเหล่าทัพ ล้วนเป็นโครงการ "ต่างตอบแทน" และ มี พล.อ.ประวิตร คอยสนับสนุนทุกโครงการ จะมีก็แต่โครงการ "เรือดำน้ำ" ของกองทัพเรือที่ "สะดุด"จะด้วยเหตุผลเรื่อง "เซฟ" ตัวเอง ของพล.อ.ประวิตร ที่เกรงว่าผลักดันโครงการไป จะติดร่างแหไปด้วย หาก โครงการมีปัญหาเรื่องความโปร่งใสและ ความไม่ชอบมาพากล   ทว่าที่ผ่านมา หลายโครงการของกองทัพบก ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน แต่เหล่าทัพและกระทรวงกลาโหมต่างพยายามชี้แจง ทุกโครงการก็ผ่านมาได้จนมีการส่งมอบอาวุธเข้าประจำการแล้วจำนวนมาก

ปมประเด็นจะไม่เกิด หากก่อนหน้านี้  "กองทัพเรือ" เสนอเรื่องเข้ามาที่กระทรวงกลาโหม เมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยหวังว่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่รัฐบาลจะอนุมัติ  แต่พล.อ.ประวิตร ต่างมองหาตัวเลือกที่ดีกว่า ทั้งการไปดูเทคโนโลยีเรือดำน้ำของเกาหลี  หรือเรือ ดำน้ำของจีน ท่ามกลางข่าวลือที่ให้น้ำหนักไปที่เรือดำน้ำขนาดใหญ่มือ 1 ที่มูลค่าสูงกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อลำ ที่แน่นอนว่าการจัดหาด้วยงบฯ ในส่วนของ ทร.เอง ไม่มีศักยภาพพอ

ยิ่งไปกว่านั้น ความใกล้ชิดระหว่าง พล.อ.ประวิตร กับ พล.ร.อ.กำธร และ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. จาก ตท.10  ที่ถูกมองว่าเป็น "ทหารแตงโม"นั้น คงไม่เท่ากับความใกล้ชิด ระหว่าง พล.อ.ประวิตร กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ที่เป็นพี่น้องสาย จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ที่เป็นพี่น้องสาย "บูรพาพยัคฆ์"

ดังนั้น การที่ พล.อ.ประวิตร จะ "การันตี" แทน ในโครงการจัดหา "เรือดำน้ำ" จึงไม่มีความจำเป็น!!ส่งผลให้ความฝันที่ใกล้เคียงที่สุดของคน "กองทัพเรือ" ล่มกลางคัน และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่โอกาสนี้จะกลับมาอีก ที่สำคัญกองเรือดำน้ำที่จัดตั้งขึ้น การฝึกเรือดำน้ำของจริงของนักเรียนนายเรือที่วาดไว้ในแผน คงต้องชะลอไปอีกนาน

อย่างน้อยเพื่อคำนวณทิศทาง ลมทางการเมือง พร้อมสร้างสัมพันธ ภาพที่เหนียวแน่น และความเข้าใจระหว่างกลาโหม และกองทัพ ในเรื่องเนื้อหาของอาวุธยุทโธปกรณ์  มากกว่า "การแบ่งเค้ก" ให้ตามสภาพอำนาจของเหล่าทัพ.

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/tpd/1142485

ผบ.ทร.โอดคนต้านเรือดำน้ำจีน ขอให้เป็นหน้าที่ใครหน้าที่มัน อย่าก้าวก่าย

ผบ.ทร.โอดคนต้านเรือดำน้ำจีน ขอให้เป็นหน้าที่ใครหน้าที่มัน อย่าก้าวก่าย วอนเชื่อใจทหารเรือ เพราะ จ่ายภาษี เหมือนกัน
พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่มีการคัดค้านการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือว่า ขณะขั้นตอนของกองทัพเรือเสร็จแล้ว โดยเป็นเรือของสาธารณรัฐประชาชนจีน รุ่น เอส 26ที จำนวน 3 ลำ ซึ่ง ครม. ได้ให้กองทัพเรือไปศึกษา เราก็ศึกษาอย่างดีที่สุด ส่วนอย่างอื่นเป็นนโยบาย ตนไม่ยังไม่อยากให้สังคมมาวิจารณ์ในช่วงนี้ ต้องคิดว่าทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง ทหารเป็นรั้วของชาติ ตนเป็นทหารเรือก็รับผิดชอบในส่วนของทหารเรือ หน้าที่ของใครของมัน ไม่ควรก้าวก่าย ควรฟังกันบ้าง ไม่ใช่มาตำหนิอย่างเดียว เพราะโอกาสที่จะมีและจัดหาแต่ละครั้งไม่ง่าย กว่าจะได้เรือดำน้ำอย่างน้อยก็ 7 ปี จากนั้นส่งกำลังพลไปฝึก ทั้งนี้เรือดำน้ำเป็นยุทธศาสตร์ในการป้องปรามและศักยภาพดีที่สุด ส่วนงบประมาณขึ้นอยู่กับ ครม. อนุมัติว่าจะเป็น 7 หรือ 10 ปี และถ้าไม่ซื้อเรือดำน้ำก็ต้องยุทโธปกรณ์อื่นทดแทน สรุปแล้วก็ไม่ได้อะไร งบกลางที่เป็นชิ้นเป็นอันต้องเข้าใจ หากเราไม่ได้เรือดำน้ำ ก็อาจจะไปได้เรือผิวน้ำ หรือเพิ่มเรือตรวจการลาดตระเวณมาทดแทน แต่ภาระกิจบางอย่างทดแทนไม่ได้
 พล.ร.อ.ไกรสร กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์การป้องปรามในอนาคตหากเกิดสงคราม เรือผิวน้ำแทบจะไม่เหลือ สิ่งที่อยู่รอดคือเรือดำน้ำ ทั้งนี้กองทัพเรือไม่ได้มีแผนสำรองหากไม่ได้เรือดำน้ำตนเองคงหยุด แต่ขณะนี้เราดำเนินตาม ครม.อนุมัติให้ไปศึกษารายละเอียดเกี่ยวเรือดำน้ำ ส่วนจะได้หรือไม่แล้วแต่นโยบาย ขณะนี้ขอให้ได้รับการอนุมัติก่อน ตนจะชี้แจงรายละเอียด แต่ขณะนี้ยังไม่เกิด ถ้า ครม. เห็นชอบเราจะมีการจัดหาตามงบประมาณที่กองทัพเรือได้รับในทุกปีอยู่แล้ว และเป็นงบผูกพันธ์ที่กองทัพเรือมีอยู่ ซึ่งการจ่ายงบประมาณผูกพันไม่ได้จ่ายครั้งเดียว 3 หมื่นล้าน แต่จะจ่าย 200 ล้าน และ 3,000 ล้าน ตามงบประมาณผูกพันตามลำดับที่กองทัพเรือมีอยู่ แต่ถ้าไม่ให้ซื้อเรือดำน้ำ ในปีต่อไปก็จะเอางบนี้ไปซื้อเครื่องบินแอมแบร์ หรือ เครื่องบินลาดตระเวณตรวจการ ขึ้นมาทดแทน กองทัพเรือรบ 3 มิติ ทั้งใต้น้ำ ผิวน้ำ และบนอากาศยาน
 “ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมพอเราจะจัดหาเรือดำน้ำแล้วไม่ได้ แต่ทำไมพอซื้ออย่างอื่นแล้วเฉย พอพูดถึงเรือดำน้ำ ก็ไปคิดกันอย่างโน้นอย่างนี้ อ่าวไทยไม่ได้ตื้นถึงขนาดใช้เรือดำน้ำไม่ได้ เพราะไปศึกษาในรายละเอียดมาแล้วที่เหมือนกับประเทศสวีเดน ”พล.ร.อ.ไกรสร กล่าว
 เมื่อถามว่า เรือดำน้ำจีนแบบเอส26ที ตอบโจทย์หรือไม่ พล.ร.อ.ไกรสร กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าเงินที่ตั้งไว้ไม่ได้เยอะ งบประมาณที่ตั้ง กองทัพเรือเน้นมากที่สุด ซึ่งภายใต้งบประมาณที่จำกัด เรือดำน้ำของจีนแบบเอส26ทีตอบโจทย์มากสุด เพราะเรือดำน้ำของยุโรป เสนอขายแค่เรือ ไม่มีอาวุธและการดูแลรักษา ตลอดจนถึงการซ่อมบำรุง มาแต่เรือเราก็ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่มีอาวุธ แต่ในส่วนของจีนมีทั้งหมดพร้อมอะหลั่ยอีก 8 ปี
 พล.ร.อ.ไกรสร กล่าวว่า การจัดซื้อเป็นแบบซื้อขายรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่เหมือนเรือดำน้ำมือสองของเยอรมัน ที่ไม่มีการรับรองจากรัฐบาล เพราะไม่ส่งออก ถือเป็นเทคนิคของแต่ละประเทศ กองทัพเรือมีหน้าที่เสนอรายละเอียดและเสนอให้ผู้บัังคับบัญชาในเรื่องความเหมาะสมเท่านั้นเอง

“ตอนนี้อย่าพึ่งไปคิดว่าอะไรดีไม่ดี แต่ทุกคนต้องทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด ต้องเชื่อใจกัน ถ้าให้กองทัพเรือรับผิดชอบในทะเลทั้งหมด ควรเชื่อใจทหารเรือ แต่ถ้ามานั่งคิดว่า ตรงนั้น หรือตรงนี้ไม่ได้ ท่านก็มาเป็นทหารเรือก็แล้วกัน จะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร การเป็นทหารเรือไม่ง่าย ถ้าคนที่อยู่ในเรือและต้องดำน้ำ21วันโดยไม่โผล่มาเห็นเดือน เห็นตะวัน เขาเสียสละกันแค่ไหน พวกท่านมาบอกว่าซื้อแล้วจะใช้เงินมากมาย ก็เป็นเงินของผมเหมือนกัน ภาษีของทุกคนเหมือนกัน ผมก็เสียดายตังค์ ถ้าไม่ดี ผมก็ไม่อยากซื้อ ต้องเข้าใจคนอื่นบ้าง อย่าคิดคนเดียว”พล.ร.อ.ไกรสร กล่าว

15 ทริคคูลๆ ของ ‘นายกลุงตู่’ แนะให้ประชาชนดูแลตัวเอง ตั้งแต่เด็กแว๊นยันเรือดำน้ำ

15 ทริคคูลๆ ของ ‘นายกลุงตู่’ แนะให้ประชาชนดูแลตัวเอง ตั้งแต่เด็กแว๊นยันเรือดำน้ำ
(อ่านรายละเอียด http://prachatai.org/journal/2015/07/60238 )
1. เมื่ออาหารทะเลแพง ก็หาอาหารอื่นแทนไปก่อน แต่ถ้าอยากกินก็ต้องทำงานหนัก
2. เมื่อมะนาวแพง ขอให้ทุกบ้านไปปลูกมะนาวในกระถางเอาไว้กินเอง
3. เมื่อภัยแล้ง ขอคนไทยช่วยกันขุดบ่อน้ำ
4. แก้ปัญหาภัยแล้ง ก็ช่วยกันปลูกป่าในพื้นที่ต้นน้ำ-อพยพออกมาจากพื้นที่ต้นน้ำ
5. เมื่อน้ำน้อย แนะเลี้ยงจิ้งหรีด เลี้ยงไส้เดือนขายช่วยเพิ่มรายได้
6. เมื่อปลูกข้าวไม่ได้ ก็ปลูกพืชสมุนไพร เช่น หมามุ่ย แทน
7. เมื่ออยากยางราคาดี ก็คงต้องไปขายที่ดาวอังคาร
8. เมื่อยากแต่งบิกินีปลอดภัยในไทย ก็ต้องไม่สวย
9. เมื่ออยากขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ก็ให้ไปประเมินความสามารถกับกระทรวงแรงงาน
10. เมื่อเตรียมแข่งขันการผลิตข้าวที่มีคุณภาพระดับโลก ก็ขอช่วยบริโภคข้าวกล้อง พืชอินทรีย์
11. เมื่อแก้ปัญหาหวยแพง ก็บังคับขายหวย 80 บาท หากทำไม่ได้ก็ต้องเลิกขาย
12. แก้ปัญหาเด็กแว๊น ประชาชนดำรงชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง
13. เมื่ออยากให้เพื่อนบ้านเกรงใจ ก็ซื้อเรือดำน้ำ
14. เมื่อมีคนบอกว่าเศรษฐกิจตกต่ำ ก็อย่าไปเชื่อ
15. แนะหน้าที่สื่อต้องสร้างการรับรู้ สร้างจิตสำนึก ไม่ใช่ข้อเท็จจริงอย่างเดียว


ดับไฟทันก่อนเสียท่า “กลุ่มดาวดิน” พบกันใหม่ 6-14 ต.ค.!?


ในที่สุดศาลทหารก็ได้ยกคำร้องของพนักงานสอบสวนที่ยื่นขอฝากขังผลัดที่สอง หลังครบกำหนดฝากขังผลัดแรกในวันที่ 7 กรกฎาคม กับกลุ่มนักศึกษาจำนวน 14 คน ที่เรียกว่า “กลุ่มดาวดิน” เนื่องจากเห็นว่าไม่มีเหตุที่ต้องควบคุมตัวต่อไป จึงให้ปล่อยตัวทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข
อย่างไรก็ดีตาม ขั้นตอนของกฎหมายก็ต้องรอดูว่าอัยการทหารจะพิจารณาสั่งฟ้องกลุ่มนักศึกษาดังกล่าวหรือไม่ หากสั่งฟ้องต่อศาลทหารก็จะต้องเดินไปตามขั้นตอนในการพิจารณาความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง 3/2558 ที่ออกโดยมาตรา 44 และมาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี
แต่เอาเป็นว่าเมื่อรูปการณ์เป็นแบบนี้แล้ว ทุกอย่างก็คงจะผ่อนคลายลงมาแล้ว และสำหรับเด็ก ๆ นักศึกษาเหล่านี้ก็ถือว่า “ไฟแรง” ได้ทำหน้าที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ยึดมั่นในหลักการความถูกต้อง ต่อไปในอนาคตก็คงจะใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาไปรับใช้สังคม รับใช้ประชาชน
แต่ปัญหาก็จะมีแต่กับพวกที่คอย “สุมไฟ” อยู่ข้างนอก ประเภท “หัวหงอกหัวดำ” ที่คอยแอบอยู่ข้างหลังเด็ก ๆ พวกนี้ต่างหากจะคิด “เกมใหม่” ออกมาเล่นกันต่ออย่างไรกันอีก เพราะถือว่าไฟที่อุตส่าห์ใช้ไม้ขีดก้านเล็ก ๆ จุดอยู่เป็นนาน ก็ถูกน้ำราดลงไปจนเกือบดับสนิทไปแล้ว อย่างน้อยก็คงไม่ลามในช่วงวันสองวันนี้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากสถานการณ์ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะก่อนที่จะมีการปล่อยตัวพวก 14 นักศึกษา บรรยากาศก็ถูกทำให้ตึงเครียด มีการปลุกระดมกันมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาของการถูกควบคุมตัวแบบฝากขังผลัดแรกจำนวน 12 วัน มีการจัดกิจกรรมกันมาทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย โดยใช้สื่อในเครือข่ายช่วยประโคม อีกทั้งยังมีการใช้สื่อในสังคมโซเชียลฯเป็นอาวุธสำคัญในการกระพือ มิหนำซ้ำ ยังมีต่างประเทศ ตะวันตก องค์กรสิทธิมนุษยชน เข้ามากดดันผสมโรง ซึ่งแน่นอนว่าภาพของรัฐบาลทหาร เกิดขึ้นภายใต้การรัฐประหารของกองทัพ ฟังดูเผิน ๆ แล้วใช่เลย มันเข้าเงื่อนไขเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่สำหรับประเทศไทย การรัฐประหาร และรัฐบาลทหาร มันมีรายละเอียดที่ซับซ้อนมากกว่านั้น และคำว่าประชาธิปไตย และประชาชนมีสิทธิเสรีภาพที่แท้จริง ไม่ใช่ต้องมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น เพราะภายใต้รัฐบาลเลือกตั้ง ภายใต้ “ระบอบทักษิณ” ทุกอย่างกลับเลวร้ายยิ่งกว่า เพียงเพราะข้ออ้างว่า “มาจากการเลือกตั้ง” แล้วมาตบตาใช้นโยบายและอำนาจรัฐแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันแม้ไม่อยากจะพูดว่าเบื้องหลังของการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษากลุ่มนี้ ก็ย่อมมีเครือข่ายที่เป็นแนวร่วมช่วยเหลือในการ “ออกแบบ” ซึ่งคนที่ติดตามมาตลอดก็ย่อมมองออกได้ไม่ยาก ความหมายก็คือ “ใช้เด็กจุดไฟ” โดยอาศัยความเป็นเด็ก “ไฟแรง” มีเลือดลมพลุ่งพล่านที่ต้องต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ซึ่งในวัยนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เพียงแต่ว่าคนที่แอบซ่อนอยู่ข้างหลังต่างหากที่ต้องกระชากออกมาประจานกลางแจ้ง เพราะความหมายไม่ได้ต่างจากการใช้ “เด็กและผู้หญิง” บังหน้า
หันมาพิจารณาในมุมของฝ่ายอำนาจรัฐกันบ้าง ก็ต้องบอกว่าทันเกม ที่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ดับไฟ ผ่อนร้อนลงไปได้ แม้ว่านาทีนี้เป็นเพียงแต่ “ลดไฟ” ลงมาเท่านั้น ยังไม่มอดสนิท เพราะรู้กันอยู่ว่าไฟแบบนี้ไม่มีทางดับให้สนิทได้หรอก เพียงแต่ว่าต้องป้องกันไม่ให้มีการสุมไฟเข้าไปใหม่ เพราะผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจลุกลามจนเอาไม่อยู่ตลอดเวลา ดังนั้น จึงต้องระวัง โดยเฉพาะคำพูดที่อาจยั่วยุ และนำไปขยายผลแบบไฟลามทุ่ง ซึ่งที่ผ่านมา ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก เลขา คสช. ซึ่งเป็นคนคุมเกมนี้อย่างใกล้ชิดทำได้ดี ไม่เสียรูปมวย มีทั้งเข้มข้นทางกฎหมาย และผ่อนปรนในบางสถานการณ์
อย่างไรก็ดี อย่างที่บอกนั่นแหละว่านี่เป็นแค่ไฟมอดลงชั่วคราวเท่านั้น ไม่มีทางที่จะดับสนิทลงไปได้ วันนี้เมื่อเงื่อนไขเก่าลดลง ก็ต้องรอจังหวะสร้างเงื่อนไขใหม่ ซึ่งก็ต้องจับตารอดูวันที่ 6 - 14 ตุลาฯ นี้ ว่า จะมีกิจกรรมอะไรมานำเสนอกันอีก !!
ผ่าประเด็นร้อน: Astv ผู้จัดการออนไลน์

สุมมาตั้งนานดันมอดซะแหล่ว !!

สุมมาตั้งนานดันมอดซะแหล่ว !!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
เกาะกระแส
      
       00 ยังมีความพยายามที่จะให้ 14 นักศึกษา ไม่ยื่นขอประกันตัวกันต่อไป หลังจากครบกำหนดฝากขังผลัดแรกมาแล้ว 12 วัน โดยอ้างว่าไม่ยอมรับเผด็จการ ไม่ยอมรับอำนาจศาลทหาร ก็ว่ากันไป ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อไม่ขอประกันตัว ก็มีอยู่ทางเดียวคือ "ต้องนอนคุกต่อ" ส่วนจะเป็นอีกกี่วัน อีก 12 วัน หรือว่าเมื่อนอนคุกไปสักระยะหนึ่งแล้วเกิดไม่สนุก เพราะทำท่าจะนานเกินไป ก็อาจเปลี่ยนใจขอประกันตัว อาจจะแยกออกมาต่างหากแต่ละบุคคลก็ได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพวกนักศึกษาทั้ง 14 คนเท่านั้น เพราะพวกเขาเป็นคนติดคุก บรรดาขายุแบบให้กำลังใจอยู่ข้างนอกไม่ได้เป็นคนอยู่ข้างใน
      
       00 แน่นอนว่า เงื่อนไขที่ให้"ปล่อยตัว"เวลานี้มันลดน้ำหนักลงมาแล้ว หลังจากฝากขังครบกำหนดผลัดแรก 12 วัน ก็ขอใช้สิทธิ์ขอประกันตัว แต่เมื่อไม่ขอประกันตัวออกมา นั่นก็เท่ากับว่าสมัครใจที่จะให้ถูกควบคุมตัวต่อไป ซึ่งไม่ว่าใครก็มองออกว่านี่คือ"แผนจุดไฟ"ให้ลุกลาม ก็อาจจะได้ผลบ้างกับการทำกิจกรรมชุดชมนุมของเพื่อนในมหาวิทยาลัย แต่ข้อเรียกร้องให้ปล่อยตัวมันก็ทำไม่ได้ หากไม่ยื่นขอประกันตัวออกมาก่อน มีทางเดียวก็คือต้องเลิกคำสั่ง คสช.ต้องมีการเลือกตั้ง ต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่ทันที่ และที่สำคัญต้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากนายกฯและยุบคสช.งั้นเหรอ
      
       00 ก็ไม่อยากเหยียดหยามพวก"หัวหงอกหัวดำ"ที่แอบอยู่ข้างหลังเด็กๆพวกนี้ ก็ขอให้พยายามกันต่อไปแล้วกัน เพราะอาจจุดติดหรือไม่ติดก็ได้ หรือว่าจะถูกจับกุมเพิ่มอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่มั่นใจว่า"กระแส"มันยังไม่ได้ ตราบใดที่รัฐบาลและคสช.ยังไม่บ้าอำนาจ ยังไม่มีเรื่องอื้อฉาวให้เห็นชัด แม้ความศรัทธาอาจจะถดถอยลงไปบ้างเมื่อเทียบกับตอนเข้ามาใหม่ๆ แต่ถึงยังอย่างไรชาวบ้านเขาก็ยังรอดู รธน.ฉบับใหม่ รอการปฏิรูปว่าจะทำได้แค่ไหน ซึ่งทุกอย่างอย่างมากก็คงไม่เกิน 1 ปี ถ้าจะอยู่ต่อก็ต้อง"คุ้มค่า"และต้องมีเหตุผลพอที่จะอธิบายได้ นี่ต่างหาก !!
      
       00 ใจหนึ่งก็อยากชื่นชมกับการเคลื่อนไหวของพวกเด็กๆนักศึกษาพวกนี้นะ เพราะอาจมองว่านี่เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่เด็กยุคใหม่หันมาสนใจการบ้านการเมืองกันมากขึ้น แทนที่จะบ้าแฟชั่น บ้าดารา มีรสนิยมหรูหรา ชื่นชมในความมุ่งมั่น ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็เคยมีอารมณ์แบบนี้มาแล้ว เพียงแต่ว่าอย่าให้ใครมาแอบอยู่ข้างหลังของเราก็แล้วกัน ล่าสุดศาลทหารก็ยกคำร้องของพนักงานสอบสวนในการขอฝากขังต่อผลัดที่สอง เนื่องจากไม่มีเหตุที่ต้องควบคุมตัวต่อไป ทำให้ในเย็นวันเดียวกันก็จะมีการปล่อยตัวแบบ"ไม่มีเงื่อนไข" แหมอย่างนี้"ไฟก็มอด"สินะ อย่างไรก็ต้องรอลุ้นกันอีกทีว่าอัยการจะสั่งฟ้องต่อหรือไม่ หากฟ้องคดีก็เดินหน้าตามกระบวนการ !!
      
       00 แต่รายนี้คงไม่ต้องลุ้นกันแล้วสำหรับการถอดยศ ทักษิณ ชินวัตร เพราะล่าสุด ผบ.ตร.พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วงประกาศให้เข้าใจชัดแล้วว่า การพิจารณาคงลากยาวไปหลังจากที่ตัวเองเกษียณฯในเดือน ก.ย.ไปแล้ว ส่วนจะยาวแบบชาติหน้าหรือชาติโน้นก็คงตอบไม่ได้อีก ส่วนจะรอ ผบ.ตร.คนใหม่มาสานต่อหรือเปล่า ก็อย่าไปสนใจกันเลยดีกว่า รู้แต่ว่าจากเรื่องดังกล่าวทำให้ชาวบ้านได้เข้าใจตำรวจมากขึ้นไปอีก และยิ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงต้องปฏิรูปองค์กรตำรวจเป็นอันดับแรก !!
      
       00 เรื่องซื้อเรือดำน้ำจากจีน 3 ลำมูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาทของกองทัพเรือ ทำท่าจะลอยเท้งเต้งอีกสักพัก เพื่อรอจังหวะทอดสมอ เพราะกระแสเริ่มแรง และหากไม่ดูตาม้าตาเรืออาจเกยตื้นเอาได้ง่ายๆ และงานนี้ฝ่านตรงข้าม"จ้องเล่นงาน"อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าถามว่า "ซื้อหรือเปล่า"คำตอบตอนนี้คือ "น่าจะเอาแน่" เพียงแต่ต้องรอ"ช่วงชุลมุน" อาจดันเข้าไปแบบเงียบๆ แบบที่อนุมัติแล้วไม่มีการแถลงอะไรแบบนี้ อย่าทำเป็นเล่นไป เพราะที่ผ่านมาเคยทำมาแล้ว เรื่องแบบนี้ต้องลองใจ "พี่ใหญ่" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหมที่เวลานี้เรื่องถึงมือแล้ว อยู่ที่ว่าจะหาจังหวะ"เสียบ"เข้าไปตอนไหนเท่านั้นแหละ !!