PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

ว่าด้วย รธน.วันโหวตคว่ำ

07092558 การกระทำของใคร ที่ทำให้ใครได้เสียอะไรบ้าง ต้องอ่านเรื่องนี้
แต่อ่านเสร็จ ต้องไปอ่านบทความพิเศษที่ผมเขียน ดักไว้ล่วงหน้าแล้ว สำหรับนักอุดมการณ์ของบ้านนี้เมืองนี้ จะต้องคิดอย่างไร
6กย2558 โน้ตจากพลเดช "ว่าด้วยโหวตรธน.วันนี้"
รายงาน:
- วันนี้สปช.สายคัดค้านฯสามารถโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญได้สำเร็จแบบหวุดหวิด คือ รับ 105:ไม่รับ135:งดออกเสียง7
- ผลการลงคะแนนเป็นไปตามโผที่ปล่อยออกมาผ่านสื่อมติชน147คนก่อนหน้านี้โดยส่วนใหญ่
- นับเป็นการพิสูจน์อิทธิฤทธิ์ของสัญญาณอันแรงเข้ม ที่ส่งจากกลุ่มทหารที่มีอำนาจ ผนวกกับขนมหวาน200ตำแหน่งที่ออกแบบไว้ และผลของการล็อบบี้อย่างเป็นขบวนการได้เป็นอย่างดี
- ผลโหวตคราวนี้ ทำเอาขบวนปฏิรูปภาคประชาสังคมและสปช.ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิต่างรู้สึกเซ็งไปตามๆกัน
วิเคราะห์:
- ในเรื่องการปฏิรูปนั้น นับตั้งแต่การยึดอำนาจ22พค2557 ผ่านมาแล้ว16เดือน. ถึงวันนี้นับว่ายังไม่มีการปฏิรูปเรื่องใดที่ได้ขับเคลื่อนจริงแม้แต่อย่างเดียว สิ่งที่สปช.ได้ทำไว้ให้แก่ประเทศ คือ แค่ได้ออกแบบพิมพ์เขียวการปฏิรูปด้านต่างๆ(37วาระปฏิรูป 9วาระการพัฒนา 6ประเด็นปฏิรูปเร็ว 50ร่างพรบ.ที่เกี่ยวข้อง) มอบไว้ให้แก่สังคมเท่านั้น
- ผลการโหวตวันนี้ ทำให้หลักประกันในการขับเคลื่อนการปฏิรูประดับโครงสร้างข้างบนที่ออกแบบไว้ในร่างรธน.และร่างพรบ.ประกอบรธน.ทั้งหมดเกือบจะตกลงมาเหลือ 0 เลยทีเดียว สิ่งที่เป็นบลูพริ้นท์ของสปช.ทั้งหมดเกือบไม่มีความหมายแล้วสำหรับรัฐบาล นี้ เว้นเสียแต่ภาคประชาสังคมจะรู้จักนำสิ่งที่มีคุณค่าเหล่านี้ออกไปใช้ขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงวิธีคิด พฤติกรรมและความสัมพันธ์ในสังคมด้วยตัวเราเอง
มองอนาคต:
- สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปที่รัฐบาลจะตั้งขึ้นใหม่นั้น จะเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐบาลเท่านั้น มิใช่เครื่องมือของสังคมอีกต่อไป
- แท้ที่จริง รัฐบาลคสช.มิได้มีความเข้าใจ หรือ มีใจให้กับการปฏิรูปมาตั้งแต่ต้น เขาเชื่อกลไกราชการมากกว่า ในขณะเดียวกันก็หวาดระแวงภาคประชาสังคมและมีท่าทีต่อต้านการปฏิรูปอยู่ในส่วนลึกตลอดเวลา ในเกือบทุกเรื่องที่สปช.คิดกัน
- กลไกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปทจะขึ้นเกิดใหม่ จะได้รับความร่วมมือจากขบวนปฏิรูปภาคประชาชนน้อยลงไปอีก เพราะส่วนประกอบจะเต็มไปด้วยข้าราชการ ทหารตำรวจและกลุ่มแนวคิดอนุรักษ์หรือปฏิปักษ์ปฏิรูปทั้งสภา
- ส่วนกลุ่มสปช.ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางสังคมเดิม อาจจะถอยออกห่าง วางเฉยหรือไม่ก็สงวนท่าที ด้วยไม่อยากเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลใช้
- จากนี้ไป คสช.และรัฐบาลคงจะอยู่ในภาวะขาลงและโดดเดี่ยวขึ้นเรื่อยๆในอัตราที่เร่ง นปช.พรรคการเมือง เอ็นจีโอและกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่เคยไม่ชอบคสช.และรัฐบาลอย่างไรก็คงไม่ชอบอยู่เหมือนเดิม
อย่าไปหวังว่าจะได้คะแนนนิยมกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มมวลมหาประชาชนและภาคประชาสังคมที่เคยสนับสนุนคสช.และรัฐบาลก็จะพากันผิดหวังและถอยต้วออกห่าง
- อัศวินสมคิด(รองนายก)จะช่วยคุณประยุทธ์ได้แค่ไหน
- มาตรการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทสมคิดกำลังทำอยู่ ถ้าหากไม่มีเครือข่ายประชาสังคมเข้าหนุนเสริม จะมีอะไรที่แตกต่างไปจากนโยบายประชานิยมที่นักการเมืองทุกพรรคเขาทำกันมาก่อนหน้านี้
- เม็ดเงินงบประมาณและเงินทุนของประเทศที่ทุ่มลงไปรากหญ้า โดยผ่านกลไกระบบราชการ จะสามารถเปลี่ยนมันให้เป็นทุนทางสังคม ทุนทางสิ่งแวดล้อมหรือทุนทางโครงสร้างเศรษฐกิจฐานล่างในระยะยาว ได้จริงแค่ไหน เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม
- แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการลดความคาดหวังการเปลี่ยนแปลงจากข้างบน และหันกลับมาสู่ขบวนปฏิรูปภาคปฏิบัติจากฐานล่าง เปลี่ยนสำนึก วิธีคิดและระบบความสัมพันธ์ในหมู่ประชาชนพลเมืองและสังคมไทยเป็นด้านหลัก.

ข่าววิเคราะห์ ทำไมคว่ำรัฐธรรมนูญ ใครบ้าง


07092558 ข่าววิเคราะห์ ทำไมคว่ำรัฐธรรมนูญ ใครบ้าง
แล้วโปรดกลับไปอ่าน บทความพิเศษของผมเมื่อเช้าวันนี้
'ขุนศึก'ผนึก'นักเลือกตั้ง' คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
วันที่ 07 กันยายน 2558, 10:50
เป็นไปตามความคาดหวังของ “สปช.” สายทหารสังกัด “บ้านพี่ใหญ่” เมื่อสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 135 คน โหวต “ไม่เป็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญ ชุดที่มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นำโดย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตกไป ในขณะที่ สปช.ก็สิ้นสุดสถานภาพทันที
สัญญาณ “คว่ำรัฐธรรมนูญ” มีความชัดเจนขึ้น หลังจาก “นายทหาร” 2 คน สังกัด “บ้านพี่ใหญ่” ร่วมกับ “อดีตนายทหาร” ที่เป็น สนช. เดินสายขอเสียง “คว่ำ” จากสมาชิก สปช. กลุ่มจังหวัด โดยมีรายงานข่าวว่า ได้มีการนัดสังสรรค์กันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านซอยรางน้ำ
ที่น่าสนใจ ไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้โพสต์ความเห็นในเฟซบุ๊คส่วนตัว Paisal Puechmongkol ก่อนวันลงมติ 1 วันดังนี้
“ด่วนมาก เสียงส่วนใหญ่ของ สปช. เวลานี้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญแล้วครับ”
โดย “ไพศาล” ได้ร่ายถึงเหตุผลว่า “
1.เป็นไปตามโรดแมป
2.ตามความปรารถนาของประชาชนและพรรคการเมืองที่มีเสียงทางเดียวกัน แม้สำเนียงต่างกัน
3.หลีกเลี่ยงความขัดแย้งรอบใหม่และเคลียร์ระเบิดให้หมดก่อน
4.ไม่เสี่ยงเรื่องร่างไม่สมบูรณ์
5.ห่วงกระทบเศรษฐกิจช่วงพีคการท่องเที่ยว
6.ไม่ต้องเสียเงินงบประมาณลงประชามติ3,300ล้าน ภาคประชาชนคงสมใจ
นายกตู่จะได้ช่วยชาติปฎิรูปไปอีกระยะ”
ทันทีที่การลงมติของ สปช.จบลง “ไพศาล” ได้ข้อความว่า “ประชาชนไชโยโห่ฮิ้วกันลั่นบ้านสนั่นเมืองที่ สปช.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ พากันไปฉลองตามร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้าเต็มไปหมด เป็นการประกาศชัยของประชาชนที่ต้องการให้นายกตู่ปฏิรูปบ้านเมืองไปนานๆ”
ไม่ต้องแปลความ นั่นหมายถึงการคว่ำเพื่อต่ออายุ คสช.ให้ปฏิรูปบ้านเมือง ตามคำเรียกร้องของกลุ่มคนที่เคยเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบทักษิณ เมื่อสองปีที่แล้ว
3 กลุ่มโหวตคว่ำรัฐธรรมนูญ
เมื่อคลี่คะแนนโหวต 135 เสียงออกมา ก็จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม สำหรับ สปช.สายที่ไม่เห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญ
กลุ่มแรก คือ สมาชิก สปช.ที่เป็นนายทหารและนายตำรวจ นำโดย พล.ท.ฐิติวัจน์ กำลังเอก ,พล.อ.พอพล มณีรินทร์ สองนายทหารที่เป็นน้องรัก “บิ๊กป้อม” และ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร เพื่อนรักของ “บิ๊กตู่” และแกนนำพรรคชาติพัฒนา
จะว่าไปแล้ว สปช.สายทหาร-ตำรวจ มีไม่เกิน 20 คน ฉะนั้น แกนหลักในการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ จึงพุ่งเป้าไปที่ “กลุ่ม สปช.จังหวัด” ซึ่งเป็นกลุ่มก้อนมากที่สุด
เหนืออื่นใด สปช.จังหวัดในภาคอีสาน และภาคใต้ จำนวนหนึ่งมีความใกล้ชิด “นักเลือกตั้ง” ที่มีความสนิทสนมกับ “บิ๊ก คสช.”
กลุ่มที่สอง เป็นสายนักวิชาการ ที่อยู่ในคณะกรรมาธิการการปฏิรูปการเมือง และคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่เห็นว่าหลายมาตราในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มีความไม่เป็นประชาธิปไตย
กลุ่มที่สาม ถือว่าเป็น “เสียงชี้ขาด” คือ “กลุ่ม สปช.จังหวัด” ที่มีถึง 60 เสียง โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ
สมาชิก สปช.อีสาน 2 คน อย่าง เอกราช ช่างเหลา สปช.ขอนแก่น กับ ทิวา การกระสัง สปช.บุรีรัมย์ ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการเลี้ยงสังสรรค์ขอบคุณ สปช.ภาคอีสาน ณ โรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ
“เอกราช-ทิวา” ประกาศตัวชัดเจนว่า อยู่ในฝ่ายคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกับให้ข่าวผ่านสื่อก่อนถึงวันลงมติว่า กลุ่มไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมีเสียงอยู่ 140 เสียง และ สปช.สายจังหวัด โหวตไม่รับร่างด้วยจำนวนมาก
ผ่า 60 เสียงไม่รับร่างฯ
เมื่อส่องเข้าไปในจำนวนเสียงโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่า สปช.จังหวัดเกือบทุกภาค แสดงตัวไม่เห็นชอบ โดยเฉพาะในภาคอีสาน และภาคเหนือ
อย่าง วีระศักดิ์ ภูครองหิน กาฬสินธุ์ เอกราช ช่างเหลา ขอนแก่น จิรวัฒน์ เวียงด้าน นครพนม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด นครราชสีมา ทิวา การกระสัง บุรีรัมย์ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม พรชัย มุ่งเจริญพร สุรินทร์ ชัยพร ทองประเสริฐ อำนาจเจริญ ฯลฯ
ปฏิเสธไม่ว่า สปช.สายอีสาน หลายคนมีสายสัมพันธ์กับ “พรรคการเมืองขนาดกลาง” ที่อยู่คนละขั้วกับพรรคเพื่อไทย บางคนเคยเป็น “แนวร่วมคนเสื้อแดง” แต่ภายหลังได้พลิกขั้วมาอยู่กับนักการเมืองใหญ่ที่ใกล้ชิดทหาร
ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ “กลุ่ม สปช.จังหวัด” สายอีสาน จะเป็นแกนหลักในการระดม สปช.จากภาคเหนือ และภาคกลาง ให้มาร่วมสังสรรค์กันมากกว่า 40 คน ก่อนหน้าวันโหวตร่างรัฐธรรมนูญ
สปช.สายใต้ “คว่ำยกภาค”
แม้ว่า สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ จะเปิดโรงแรมแถลงข่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์” ดีพอที่จะผ่านไปให้ประชาชนลงประชามติ แต่ ถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา กลับเห็นต่าง และเชื่อว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะถูกคว่ำใน สปช.
มินับ ท่าทีของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เรียกร้องให้ สปช.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เพราะหากปล่อยผ่านไป จะก่อให้ความขัดแย้งอย่างรุนแรง
ว่ากันว่า พรรคประชาธิปัตย์ กับ กปปส. เห็นต่างกัน แต่มิได้แตกแยก ซึ่งลึกๆแล้ว “สุเทพ” ยังต้องการเห็น “การปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”
เมื่อพิจารณารายนาม สปช. 14 จังหวัดภาคใต้ ปรากฏว่า ส่วนใหญ่โหวตคว่ำ และมีเพียงคนเดียวที่งดออกเสียง อาทิ โกวิท ศรีไพโรจน์ สุราษฎร์ธานี, พล.อ.จริพันธ์ เกษมศานติ์สุข กระบี่ ไพฑูรย์ หลิมวัฒนา ชุมพร สมศักดิ์ โล่สถาพรพิพิธ ตรัง ชาลี เอียดสกุล พัทลุง ประเสริฐ ชิตพงศ์ สงขลา ฯลฯ
นับจากนี้ ก็ต้องจับตาดูว่า สปช. 135 คนที่โหวตคว่ำรัฐธรรมนูญ จะได้รับโบนัสเป็น “สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” ตามที่มีแหล่งข่าวใน สปช.เคยนำมาแฉเรื่องเค้ก 200 ก้อน
เหนืออื่นใด โฉมหน้า “21 อรหันต์” ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นใคร? ซึ่งชื่อชั้นคนเหล่านี้ก็จะให้คำตอบได้ว่า หนทางข้างหน้าของ คสช.และการร่างรัฐธรรรมนูญใหม่จะเป็นเช่นใด

ตารางเวลาการเมือง และความเห็นของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ตารางเวลาการเมือง และความเห็นของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
1. พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงหลังการประชุม ครม.กรณี สปช.มีมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญว่า
รัฐบาลจะมีเวลาทำงานมากขึ้น แต่ไม่ได้ดีใจ เพราะเวลาที่ขยายไปต้องใช้อย่างคุ้มค่า
ในการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ให้เป็นรูปธรรม ให้มีผลงานปรากฏให้เห็นชัดเจนเร็วขึ้นและมากขึ้น
โดยนายกฯ กำชับให้ทุกฝ่ายทำงานตามยุทธศาสตร์ใช้เวลา 6 เดือนในระหว่างยกร่างฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ไม่ควรใช้เวลาในการร่างรัฐธรรมนูญ ลงประชามติ ทำกฎหมายลูก และหาเสียงยาวนานจนเกินไป
พล.ต.วีรชนยังกล่าวว่า นายวิษณุยังชี้แจงถึงลำดับขั้นตอนและปฏิทินของการร่างรัฐธรรมนูญว่า
๑. เริ่มต้นในเดือน ก.ย.-ต.ค.2558 จะตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)
๒. จากนั้นเดือน ต.ค.2559-เม.ย.2559 อยู่ในช่วงการยกร่างรัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือน
๓. เม.ย.-ส.ค.2559 เป็นขั้นตอนจัดทำประชามติ
และประกาศใช้รัฐธรรมนูญในเดือน ก.ย.2559 และ
๔. ในเดือน ก.ย.-ต.ค.2559 เป็นช่วงของการยกร่างกฎหมายลูกภายใน 2 เดือน
จากนั้นเมื่อส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่างกฎหมายลูกภายใน 3 เดือน และ
๕. ในเดือน ก.พ.2560 ส่งกฎหมายลูกให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบภายใน 1 เดือน และ
๖. ต่อมาในเดือน มี.ค.2560 จึงเริ่มประกาศใช้กฎหมายลูกและเริ่มรณรงค์หาเสียงได้
๗. จากนั้น มี.ค.-มิ.ย.2560 มีการเลือกตั้ง
๘. จากนั้นจะตั้งรัฐบาลใหม่ภายในระยะเวลา 1 เดือนคือ ก.ค.2560
2. นายวิษณุกล่าวถึงคุณสมบัติของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่า
กมธ.ยกร่างฯ ชุดเก่าก็เป็นได้ ไม่มีอะไรห้าม เพียงแต่สุดท้ายเขาจะได้เป็นหรือเปล่าไม่รู้ และเขาจะมาหรือไม่ก็ไม่รู้
ส่วนจะมีฝ่ายการเมืองเข้ามาร่วมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ คสช.
แต่คุณสมบัติของ กมธ.ยกร่างฯ ชุดที่แล้ว ระบุว่าต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองย้อนหลัง 3 ปี จึงต้องพิจารณาในส่วนนี้ก่อน
ส่วนบุคคลในองค์กรอิสระจะมาเป็นในขณะเดียวกันไม่ได้ ยกเว้นลาออกแล้ว
“คนที่จะเข้ามาต้องคิดว่าหากทำแล้วต้องทำให้ดีและต้องไม่ล้ม ถือเป็นความรู้สึกกดดันอยู่ จึงทำให้หาคนมาร่วมยาก แต่เชื่อว่าสามารถหาได้ อาจมีบางคนที่ได้ปฏิเสธจากคราวที่แล้วอาจรับในคราวนี้ก็ได้ เพราะข้อขัดข้องที่เคยมีอาจหมดไปแล้ว”
3. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เฟซไทม์สายตรงร่วมพูดคุยในรายการต้องถามทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่
ในกรณี สปช.มีมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญว่า
ถือว่ามีโอกาสดีในการทำให้ประเด็นเรื่องของการปฏิรูป หรือการแก้ไขปัญหาของการเมืองนั้นรอบคอบ
และมีเวลาเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายมามีส่วนร่วม แล้วทำให้เกิดการยอมรับ
โดยขอให้ใช้เวลา 6 เดือนที่เพิ่มขึ้นเป็นโอกาสทองขับเคลื่อนไปสู่การปฏิรูปที่แท้จริง พร้อมกับอยากเชิญชวนทุกฝ่ายพักเรื่องการวิพากษ์ วิเคราะห์กันทางเมืองในช่วง 6 เดือนนี้
เพื่อใช้เป็นเวลาของการวางระบบที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองในอนาคต
เมื่อทุกคนมาร่วมกันทำอย่างนี้อย่างสร้างสรรค์ เราจะได้เดินหน้าไปได้
“คนที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญน่าจะต้องเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์
ใจผมนั้นจะเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2540 ปี 2550 หรือฉบับที่เพิ่งถูกคว่ำไปเอามาผสมผสานกัน
หรือจะเติมคนใหม่เข้าไปก็ได้
ยังไม่อยากให้ไปคิดเรื่องเอาฝ่ายการเมือง เ
พราะว่ามันจะกลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีก
ผลประโยชน์ทับซ้อนมั้ยถ้าเป็นฝ่ายการเมืองเข้าไป
เข้าไปแล้วเป็นตัวแทนกันได้จริงหรือเปล่า ครบทุกฝ่ายหรือไม่”

สถานการณ์ข่าว

09092558 วันพุธ ขอคาราวะวันอังคาร หัวใจที่สู้ไม่ยอมแพ้ของนักฟุตบอลไทย ทำให้พ้นจากนรกสู่สวรรค์
• 1.เริ่มต้นวันพุธแห่งพุทธ ที่ไม่มีอะไรที่คนเราทำไม่ได้หากจะทำ นำด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้
ทีมชาติไทยสวมหัวใจ "ช้างศึก" หลังตามหลังอิรักไปก่อนถึง 0-2 ทั้งที่รูปเกม
เป็นรองค่อนข้างมาก แต่ครึ่งหลังปรับเกมมาดี ก่อนตามตีเสมอ อิรักได้สำเร็จ 2-2
ในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก (รอบสอง) โซนเอเชีย กลุ่มเอฟ
@ แล้วเรื่องชาติบ้านเมืองล่ะทำได้แน่ หากใจมันปรารถนาจะทำเพื่อมาตุภูมิ
เพื่ออนาคตของลูกหลานไทยของตนเอง
• 2.ด้วยความเป็นมนุษย์ ขอเคารพความรัก “2ลูกสาวที่มีต่อพ่อที่พบชะตากรรมตัวเอง”
แพทองธาร-พินทองทา"สองลูกสาวทักษิณ โพสต์IG "รักนายทักษิณ"
บุตรสาวสองคนของนายทักษิณ ชินวัตร คือ ‘อุ๊งอิ๊ง’น.ส. แพทองธาร ชินวัตร
โพสต์อินสตาแกรมเป็นภาพตัวเอง โดยมีภาพ‘เอม’น.ส.พินทองทา คุณากรวงศ์
พี่สาว กอดกันกับนายทักษิณ พร้อมแคปชั่นให้กำลังใจนายทักษิณว่า
“รักที่สุดก็ “นายทักษิณ” นี่แหละ ‪#‎จะหนุ่มหน้าตึง‬ ‪#‎จะกี่ตีนกา‬ ‪#‎จะอ้วนจะผอม‬
ก็ไม่เคยรักน้อยลงเลย @oak_ptt @pongkuna @aimpintongta‪#‎ครอบครัวคือพื้นฐานของจิตใจที่เข้มแข็ง‬ ‪#‎กำลังใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุด‬ขอบคุณนะคะ”
ขณะที่น.ส.พินทองทา ก็โพสต์อินสตาแกรมเช่นเดียวกัน เป็นภาพตัวเอง และลูกสาวฝาแฝดทั้งสองอยู่กับคุณตาทักษิณ พร้อมแคปชั่นว่า “คุณพ่อคุณตาคนเดิมของพวกเรา คิดถึงงงงอยากบินไปกอดเดี๋ยวนี้เบยยยยย@thaksinlive pic by @ingshin21
• 3. ทอง 'อีกแผ่น' ที่ปิดหลังพระ โดย พี่เปลว สีเงิน พุดถึงการต่อสู้กับคนโกงชาติ
แต่พอเปิดปุ๊บ...โพลงเลย! ก็แหม...แต่ละประเด็น มันกระทุ้ง-กระแทกถึงจิตใต้สำนึก
ให้เลือดลมพลุ่งพล่าน
การดูแลบ้านเมือง โดยเฉพาะด้านคอร์รัปชัน โกง-กิน ไม่ว่าในระบบรัฐ ระบบราษฎร์
เราทุกคน จะนิ่งดูดาย เกี่ยงกัน ผลักโยนให้เป็นภาระคนโน้น-คนนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว
เพราะบ้านเมืองไทย-ประเทศไทย คือบ้านของเราทุกคน
OUR HOME OUR COUNTRY ประมาณนั้น!
ฉะนั้น จะปล่อยให้ใครโกงบ้าน-กินเมือง โดยเราไม่ผนึกกันเพื่อฟาดฟันมันไม่ได้แล้ว!
โดยสรุปหากคนไทยไม่เฉย ความทุกข์ความเศร้าก็จะไม่เกิด โดยเฉพาะครอบครัวชิน
• 4. สวดมนต์ใต้ต้นโพธิ์ ณ พุทธคยา กับนายกฯโมดีแห่งอินเดีย โดย กาแฟดำ
หัวข้อการระดมความคิดเห็นของผู้นำด้านจิตวิญญาณจากทั่วโลกครั้งนี้
ตั้งประเด็นเปลี่ยนกระบวนทัศน์แนวความคิดจาก
Conflict resolution อันหมายถึงการแก้ปัญหาความขัดแย้งเมื่อเกิดขึ้น มาเป็น
Conflict Avoidance ซึ่งเน้นในการใช้วิถี “ธรรม”
ที่เป็นหลักการใหญ่ของศาสนาพุทธและฮินดูเพื่อ “หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง”
แปลว่าอย่ารอให้เกิดความขัดแย้งก่อนแล้วจึงหาทางแก้ไข แต่ต้องใช้
“ศีลธรรม” และ “หลักธรรมาภิบาล” ในการป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งตั้งแต่ต้น
หมายถึงการเน้นไปที่ต้นตอของปัญหา แทนที่จะรอให้เกิดความขัดแย้งแล้ว
จึงจะหาทางแก้ ซึ่งบ่อยครั้งก็ช้าเกินการ และเกิดความเสียหายอย่างยิ่งแล้ว
• 5. พล.อ.ประยุทธ์พูดถึงนักการเมือง สภาขับเคลื่อนและ 21กมธ.ยกร่างรธม.
๑. ยุทธศาสตร์ประเทศจะเดินหน้าอย่างไรก็ทำให้เห็นแล้ว
ฉะนั้นนักการเมืองอย่ามาพูดว่าไม่เข้าใจจะปฏิรูปอะไร เพราะไม่คิดจะปฏิรูปหรือเปล่า อะไรก็ไม่เห็นด้วย เพราะต้องการกลับไปที่เดิมใช่ไหม
ขออยู่ที่เดิม หยุดตรงนี้ที่เธอประชาธิปไตย ก็ไม่ว่ากัน
ถ้าทุกคนร่วมมือการปรองดองไปได้แน่
ซึ่งทั้งหมดอยู่ที่ใจคน ความเชื่อถือและความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชน
๒. รายชื่อทั้ง 21 คน ต้องทำทันตามกำหนดในวันที่ 6 ต.ค.อยู่แล้ว
จะไปโง่ให้ทำไม่ทันได้อย่างไร
๓. รายชื่อสภาขับเคลื่อน 200 คน เพิ่งเริ่มคิดเมื่อวันที่ 7 ก.ย.ว่าจะต้องใช้สัดส่วนเท่าใด โดยต้องมาจาก 5 ฝ่ายคือ ด้านความมั่นคง สังคมจิตวิทยา เศรษฐกิจ ต่างประเทศ และข้าราชการ รวมถึงคนที่เกษียณอายุแล้ว
คนเหล่านี้จะต้องทราบดีว่าวันนี้เราเกิดอะไรขึ้นและทำอะไรกันอยู่
ต้องรู้ว่าโจทย์อยู่ตรงไหน ถ้ามาแบบไม่รู้เรื่องก็จะตีกันอีกรอบหนึ่ง และไม่ได้คำตอบ
ส่วนนี้ต้องเป็นสิ่งช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปให้ได้
นอกจากนี้จะต้องมีคนส่วนที่รู้เรื่องกฎหมายทั้งในเชิงหลักการ วิชาการ เชิงปฏิบัติ
ไม่ใช่เอากฎหมายมาทำให้ติดขัดไปหมด และ
ต้องมีความรู้ใน 11 กิจกรรมปฏิรูปของรัฐบาล และขับเคลื่อนออกมาให้ได้ และ
จะต้องนำ 37 แนวทางการปฏิรูปของ สปช.มาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อน
โดยดูว่าจะตัดออก เพิ่มเติม แก้ไขปรับปรุงหรือวางกรอบอย่างไร และ
ต้องมีผู้ที่รู้เรื่องงบประมาณ แผนงาน โครงการเข้ามาด้วย ไม่ใช่พูดถึงกันแต่โจทย์
แต่ต้องพูดถึงคน How To Do ที่ต้องหาเข้ามา
“กำหนดวันสุดท้ายเมื่อใด วันที่ 5 หรือ 6 ต.ค.ใช่หรือไม่
ผมต้องนำคณะเดินทางสหประชาชาติโดยออกเดินทางช่วงวันที่ 23 ก.ย.นี้
ดังนั้นก็ต้องได้รายการก่อนที่ผมเดินทาง ทำให้เสร็จก่อนเดินทาง หรือ
ถ้าทำเสร็จก่อนได้ ก็ทำ” นายกฯ กล่าวถึงรายชื่อของสภาขับเคลื่อนฯ 200 รายชื่อ
• 6. ครม.เห็นชอบตั้ง “สมคิด” นั่งประธาน 20 คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี
• 7. เรื่องบันทึกการเดินทางไกลครั้งแรกหรือครั้งสุดท้ายของส.สุข ชมจันทร์
เรื่องที่มีคุณค่าความหมายต่อชีวิตสหายสุขและสิ่งน่ารู้ในภูพานซึ่งควรบันทึกไว้(17)

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558

สร้างหนังประวัติ"พล.อ.ร่มเกล้า"ผู้พันเบิร์ดเล่นคู่"สินจัย"

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558, 16.03 น.
 
 
8 ก.ย.58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนเฟซบุ๊คเพจชื่อ "ปิยะนุช นาคคง" ที่ระบุไว่ในโปรไฟล์ว่าเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า ตอนนี้มีผู้นำชีวประวัติของพล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม หรือเสธ.เปา อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.21 รอ.) ซึ่งเสียชีวิตจากการปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแดง นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน) ที่บริเวณแยกคอกวัว เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ.2553 ระหว่างการขอคืนพื้นที่การชุมนุม  โดยมีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณศีรษะและลำตัวลักษณะถูกยิงหลายนัด พร้อมกับเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนอีกจำนวนหนึ่ง มาสร้างเป็นภาพยนตร์ยกย่องวีรกรรม โดยมี พ.อ.วันชนะ สวัสดี หรือ ผู้พันเบิร์ด แสดงเป็น พล.อ.ร่มเกล้า และติดต่อให้ นก สินจัย เปล่งพานิช นางเอกเจ้าบทบาทมาร่วมแสดงเป็น "ณิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม" ภรรยาของพล.อ.ร่มเกล้า อย่างไรก็ดี เจ้าของเพจไม่ได้ระบุนรายละเอียดเกี่ยวกับผู้สร้างภสพยนตร์แต่อย่างใด

การถูกถอดยศ: ตราบาปในชีวิตข้าราชการ

วันอังคาร ที่ 08 กันยายน 2558 เวลา 11:57 น

ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ค.ส.ช.) ก็ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ออกประกาศเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2558 ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยให้เหตุผลว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความผิดปรากฏชัดตามคำ พิพากษาของศาลถึงที่สุดแล้ว และยังมีความผิดทางอาญาอื่น ๆ อีกหลายฐาน ซึ่งเป็นการเสื่อมเสีย และหัวหน้าค.ส.ช.โดยความเห็นชอบของค.ส.ช. เห็นว่าเป็นกรณีกระทบต่อความมั่นคงของชาติ จำเป็นต้องดำเนินการ จึงมีคำสั่งให้ถอด พ.ต.ท. ทักษิณออกจากยศตำรวจ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (คือวันที่ 6 กันยานยน 2558) เป็นต้นไป
อันที่จริงการถอดยศนายทักษิณนั้นน่าจะได้กระทำโดยประกาศพระราชบรมราชโองการ เพราะนายทักษิณได้รับพระราชทานยศ แต่พล.อ.ประยุทธ์เลือกที่จะกระทำโดยใช้อำนาจของหัวหน้า ค.ส.ช. ซึ่งก็เป็นไปตามกฎหมาย
นายทักษิณนั้น ที่จริงควรใช้คำนำหน้านามว่า “นักโทษชาย” เพราะต้องคำพิพากษาจำคุกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 แต่นายทักษิณหนีไปต่างประเทศ ก่อนที่จะถูกจำขังในเรือนจำ จึงพลาดโอกาสที่จะได้ใช้คำนำหน้านาม “นักโทษชาย” อย่างผู้ต้องขังอื่นๆ
การถอดยศนายทักษิณนั้นควรจะได้กระทำตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 อันเป็นปีที่นายทักษิณหนีไปต่างประเทศ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ดำเนินการ แม้ว่าโดยกฎหมายและระเบียบจะกระทำได้ทันที ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนแล้วคนเล่าปล่อยให้เรื่องค้างเติ่งมาจนกระทั่งถึงสมัยที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และแม้ในที่สุดจะได้มีการดำเนินการเพื่อให้ถอดยศนายทักษิณ แต่ก็ปรากฏว่ายังมีการโยนเรื่องให้หน่วยโน้นหน่วยนี้พิจารณา จนกระทั่งปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านไป ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจึงได้เสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาและจึงได้มีประกาศของค.ส.ช.ให้ถอดยศนายทักษิณ
เหตุผลของความล่าช้าและการถ่วงเวลาการถอดยศของนายทักษิณนั้น ไม่ต้องสงสัยว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเกรงกลัวอิทธิพลของนายทักษิณ หรือมิฉะนั้นก็เป็นผู้ที่นายทักษิณเคยมีบุญคุณไม่ในราชการก็ส่วนตัว แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตามการละเลยปล่อยให้การ ถอดยศล่าช้ามานานถึง 7 ปี ควรจะถือเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ และควรจะมีการสอบสวนทวนพยานเพื่อเอาผิดแก่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทุกคนที่เกี่ยวข้องด้วย
บัดนี้ เมื่อนายทักษิณถูกถอดยศเพราะมีความผิดฉกรรจ์ที่อาจกระทบ ต่อความมั่นคงของชาติ สิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องรีบดำเนินการโดยด่วนอีกอย่างหนึ่งก็คือ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลและชั้นต่างๆ ที่นายทักษิณเคยได้รับพระราชทาน อาทิ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก มหาวชิรมงกุฎ ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ และโดยเฉพาะทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ซึ่งนายทักษิณได้รับพระราชทานเป็นกรณีพิเศษ
การเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 ข้อ 7 (2) ซึ่งกำหนดให้กระทำกับผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และโดยที่นายทักษิณเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระเบียบดังกล่าวจึงกำหนดให้การเรียกคืนเป็นหน้าที่ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
การถูกถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นตราบาปสำคัญในชีวิตของข้าราชการทุกคน ขายหน้าทั้งตนเองและวงศ์ตระกูล คนหน้าด้านเท่านั้นที่จะบอกว่าไม่เดือดร้อนแต่อย่างใด ในขณะที่สังคมมองดูด้วยความสมเพชและเหยียดหยามไปชั่วชีวิต.

iLaw สรุปการทำงานสปช. ข้อเสนอ “ครอบจักรวาล” 505 ข้อ ไม่ใหม่ ไม่มีรายละเอียด ไม่เสร็จในเร็ววัน


8 กันยายน 2015
โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เปิดเผยรายงานการวิเคราะห์แนวทางการปฏิรูปประเทศของ สปช. พบหลักคิดมีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น ผุดข้อเสนอชนิด “ครอบจักรวาล” 505 ข้อ เป็น “เบี้ยหัวแตก” ปฏิบัติไม่ได้ ไม่มีอะไรใหม่ ขาดรายละเอียดที่ชัดเจน เน้นขยายระบบราชการ เสนอตั้งหน่วยงานใหม่มากกว่า 100 หน่วยงาน และเสนอร่างกฎหมายใหม่นับร้อย ข้อเสนอระยะเวลาปฏิรูปยาวนานถึงปี พ.ศ. 2575
ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมาสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) แต่งตั้งคณะกรรมาธิการทั้งสิ้น 18 คณะ คณะอนุกรรมาธิการรวม 88 คณะ เพื่อพิจารณาวาระการปฏิรูปรวม 37 วาระ และวาระการพัฒนา 7 วาระ มีข้อเสนอการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องรวม 505 ข้อเสนอ ใช้งบประมาณไปกว่า 700 ล้านบาท
NRC Info methodology สรุปหลักคิดสปช.
















ข้อเสนอ 505 ข้อ สำคัญเกือบจะเท่ากันหมด จนเป็น “เบี้ยหัวแตก” ปฏิบัติไม่ได้

เนื่องจากทรัพยากร เวลา และงบประมาณของประเทศมีจำกัด ไม่สามารถดำเนินการปฏิรูปพร้อมกันทุกเรื่องในเวลาเดียวกันได้ ดังนั้น หลักคิดการปฏิรูปที่คาดหวัง คือ ควรจัดลำดับความสำคัญของประเด็นให้ชัดเจน แต่จากรายงานข้อเสนอของ สปช. 37 วาระ รวม 505 ข้อ กลับพบว่าทุกเรื่องสำคัญเกือบจะเท่ากันหมด มีข้อเสนอยิบย่อยมากมายจนเป็นเสมือน “เบี้ยหัวแตก” ไม่รู้ว่าควรทำอะไรก่อนหลัง และไม่มีการประเมินภาระทางงบประมาณและการจัดการที่่อาจเกิดขึ้น โดยคิดอะไรได้ก็ใส่เข้ามาเป็นข้อเสนอทุกเรื่อง แต่ขาดการวางกลยุทธ์หรือจัดลำดับความสำคัญ

ข้อเสนอจำนวนมากไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน เกือบทั้งหมดเป็นเรื่องที่คิดกันมาก่อนแล้ว

หลักคิดในการปฏิรูปที่คาดหวัง คือ พยายามทำให้ข้อเสนอเป็นรูปธรรมมากที่สุด สามารถนำไปปฏิบัติหรือขับเคลื่อนได้ทันที แต่ข้อเสนอของ สปช. จำนวนมากเป็นนามธรรม แต่ไม่รู้ว่ารูปธรรมในการนำไปปฏิบัติจะเป็นอย่างไร เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับไปคิดรายละเอียดต่อ และหากจะนำไปสู่การปฏิบัติได้ก็ต้องใช้เวลาอีกมาก ตัวอย่าง เช่น ข้อเสนอให้ประชาชนได้รับรู้และมีส่วนร่วม ซึ่งมีอยู่ในหลายวาระปฏิรูป ข้อเสนอให้มีกระบวนการทำงานของกลไกปราบปรามทุจริตทั้งระบบ ข้อเสนอให้ส่งเสริมการใช้อำนาจที่โปร่งใสเป็นธรรม ข้อเสนอให้ปฏิรูปงานสอบสวนของตำรวจ ข้อเสนอให้รัฐอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน ข้อเสนอให้พัฒนาศักยภาพของชุมชนให้มีกลไกพิทักษ์ผู้สูงอายุ ฯลฯ
หลักคิดในการปฏิรูปที่คาดหวัง คือ มีการนำเสนอข้อเสนอใหม่ๆ ออกสู่สังคม หรืออย่างน้อยต้องมีข้อเสนอที่อาศัยผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่ลึกซึ้งหรือสร้างสรรค์กว่าข้อเสนอที่มีอยู่แล้ว
นายเทียนฉาย กีระนันท์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติกล่าวยอมรับในงาน “สปช.รายงานประชาชน” เมื่อวันที่่ 13 สิงหาคม 2558 ว่า ข้อเสนอของ สปช. ส่วนใหญ่เป็นการสังเคราะห์ข้อเสนอการปฏิรูปที่เคยมีมาก่อนหน้าแล้ว ทั้งข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูป (ชุดของอานันท์ ปันยารชุน) คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ (ชุดของ นพ. ประเวศ วะสี) คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (ชุดของคณิต ณ นคร) ข้อเสนอตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปที่รวบรวมจากหน่วยราชการต่างๆ นอกจากนั้น จากการศึกษา ยังพบว่ามีหลายข้อเสนอที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบันที่แถลงต่อรัฐสภา

เสนอตั้งหน่วยงานใหม่มากกว่า 100 หน่วยงาน เน้นเสนอกฎหมายใหม่กว่า 100 ฉบับ

หลักคิดการปฏิรูปที่คาดหวัง คือ ลดขนาดของระบบราชการ และกระจายอำนาจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้คล่องตัว แต่ สปช. เสนอให้จัดตั้งหน่วยงานใหม่มากกว่า 100 หน่วยงาน สะท้อนให้เห็นหลักคิดที่เน้นขยายระบบราชการ และรวมศูนย์อำนาจการบริหาร เน้นการจัดตั้งหน่วยงานเพิ่มเติมมาดำเนินการแก้ไขปัญหา มากกว่าการปรับปรุงประสิทธิภาพของหน่วยงานเดิม ทั้งนี้แทบไม่พบข้อเสนอของ สปช.ที่ให้ยุบหน่วยงานของรัฐที่ซ้ำซ้อนเลย
หลักคิดการปฏิรูปที่คาดหวัง คือ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สร้างความเข้าใจของสังคม จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย แต่ สปช.เสนอให้แก้ไขกฎหมายมากกว่า 150 ฉบับ และเสนอให้ออกกฎหมายใหม่กว่า 100 ฉบับ ซึ่งเป็นการเสนอแก้ไขและยกร่างกฎหมายต่อสนช. ภายใต้ระบบและกลไกที่ปิดและไม่เป็นประชาธิปไตย สุดท้ายก็ยากที่จะประสบความสำเร็จได้ร่างกฎหมายที่เป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วน และมีผลบังคับใช้ได้จริง

เชื่อมั่นใน “คนดี” และ “ผู้ทรงคุณวุฒิ” ไม่ไว้ใจนักการเมือง

NRC Info Extended จับตาสืบทอดอำนาจ
หลักคิดในการปฏิรูปที่คาดหวัง คือ เชื่อมั่นในระบบการมีส่วนร่วม และตรวจสอบถ่วงดุล ตามแนวทาง “รัฐสมัยใหม่” แต่ สปช. กลับมีหลักคิด เชื่อมั่นใน “คนดี” แบบ “รัฐศีลธรรม” เช่น มีข้อเสนอให้เฟ้นหาผู้นำทางจิตวิญญาณ (นักปราชญ์ทางด้านศาสนาที่พร้อมทั้งความดี ความเก่ง และความเป็นนักปฏิบัติการ) อย่างน้อย 1 คน ต่อโรงเรียนหรือชุมชน, มีข้อเสนอให้หน่วยงานรัฐ เอกชน นำหลักศาสนามาเป็นเกณฑ์การรับสมัครงาน เลื่อนตำแหน่ง ใช้ในการพิจารณาการขอหรือต่ออายุวิชาชีพ, มีข้อเสนอว่าในการต่อใบวิชาชีพครูต้องมีหลักฐานการปฏิบัติชัดเจน เช่น สมุดบันทึกความเป็นครูที่ดี หรือมีหลักฐานการผ่านการพัฒนาจิตใจด้วยการปฏิบัติธรรมหรือปฏิบัติกิจกรรมความดีที่เห็นเป็นรูปธรรม
นอกจากนั้น สปช. ยังยึดมั่นในระบบหา “ผู้ทรงคุณวุฒิ” หน่วยงานใหม่ตามข้อเสนอของสปช. หลายหน่วยงานเป็นการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับและควบคุมนโยบาย สะท้อนพื้นฐานความคิดที่ไม่ไว้วางใจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และต้องการให้ประเทศขับเคลื่อนโดย “ผู้ทรงคุณวุฒิ” ในระบบราชการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
แม้ว่า สปช. จะจัดทำแผนการปฏิรูป “ครอบจักรวาล” แทบทุกประเด็นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่กลับยังมี “หลุมดำ” บางเรื่องที่สังคมพูดถึงกัน ตัวอย่างเช่น เรื่องการปฏิรูปกองทัพ หรือการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แต่สปช.ไม่ได้พูดถึงไว้เลย
ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” เมื่อพิจารณาจากข้อเสนอในการปฏิรูปของ สปช. พบว่ามีการวางยุทธศาสตร์ปฏิรูปเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยตั้งเป้าหมายให้ “การปฏิรูป” สัมฤทธิ์ผลในปี พ.ศ. 2575 โดยไม่มีดัชนีชี้วัดในแต่ละปีหรือแต่ละระยะการปฏิรูป

งบประมาณ 700 ล้านบาท ยังแทบไม่เห็นความสำเร็จของสปช.

ยอดรวมเงินเดือนของสมาชิก สปช. ที่ปรึกษา เลขานุการ คณะทํางานทางการเมืองของ สปช. รวมเป็นเงิน 534,074,700 บาท นอกจากนั้นยังมีวงเงินงบประมาณเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของสปช. ใน กฎหมายงบประมาณแผ่นดินมีจำนวนเงิน 182,400,000 บาท ดังนั้น งบประมาณแผ่นดินที่ใช้ในการดำเนินงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติใช้เม็ดเงินมากกว่า 700 ล้านบาท
ตลอด 11 เดือนที่ผ่านมา สปช. ทำหน้าที่ “ศึกษา” แนวทางการปฏิรูปด้วยหลักคิดที่มีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น และรายงานผลการศึกษาก็ระบุแต่สภาพปัญหา โดยแทบจะไม่มีข้อเสนออะไรใหม่ เป็นเพียงนำข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปชุดก่อนๆ รัฐบาลในอดีต ตลอดจนหน่วยราชการ และสถาบันวิจัยต่างๆ ที่มีอยู่แล้วมาเสนอใหม่
นายเทียนฉาย กีระนันท์ ประธานสปช. กล่าวไว้ในงาน “สปช.รายงานประชาชน” ตอนหนึ่งว่า สปช. เป็นสภาวิชาการ หากรัฐบาลมองว่าเรื่องไหนดีก็นำไปปฏิบัติ โดยยกตัวอย่างผลงานที่เป็นรูปธรรมของ สปช. 2 เรื่อง คือ ข้อเสนอคัดค้านสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ซึ่งได้เสนอต่อรัฐบาล และ ข้อเสนอเรื่องการเก็บค่าโทรศัพท์เป็นวินาที ซึ่งได้เสนอต่อ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไปแล้ว
ส่วนผลงานอื่นๆ ที่สำเร็จเป็นรูปธรรมยังไม่มีปรากฏให้เห็นว่าสามารถตอบสนองความฝันการ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ที่ประชาชนจำนวนหนึ่งกำลังเฝ้ารอ อันเป็นภารกิจที่คณะรัฐประหารใช้อ้างในการเข้ายึดอำนาจและยังคงรักษาอำนาจอยู่ในตำแหน่งได้
NRC Infoสรุปการทำงานสปช.
อ่านรายงานฉบับเต็มhttp://ilaw.or.th/node/3839

ฮ.ใหม่ ทัพไทย สัญชาติ ฝรั่งเศส...

บก.ทัพไทย ซื้อเฮลิคอปเตอร์ใหม่ Airbus Helicopter EC155B1 จากฝรั่งเศส2ลำ แพคเกจ 1,200 ล้าน เข้าประจำการ กรมทหารสื่อสาร ใช้ บินสำรวจทางอากาศ การจัดทำหลักเขตแดนกับเพื่อนบ้าน และภารกิจ ค้นหาและช่วยชีวิต Search and Rescue ช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยวันนี้ พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร ผบสส. ทำพิธีสงฆ์ และ รับมอบเข้าประจำการ

ที่มา : เพจ วาสนา นาน่วม

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

22นายพลโหวตคว่ำ ไม่รับ"รธน."-"อจ.ปื๊ด"เหน็บสายทหาร บางคนเป็นพล.อ.หมาดๆต้องอยู่ยาว

วันที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2558 เวลา 09:06:28 น

@ เปิดชื่อ22นายพลโหวตคว่ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับนายทหารระดับนายพลลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จาก สปช.ลงมติไม่รับร่างรธน. 135 คน มีทั้งสิ้น 22 คน ได้แก่ 1.พล.อ.อ.ขวัญชัย เอี่ยมรักษา สปช.จ.อุดรธานี 2.พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ด้านสื่อสารมวลชน 3.พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ ด้านกฎหมายละกระบวนการยุติธรรม 4.พล.อ.จิรพันธ์ เกษมศานติ์สุข สปช.จ.กระบี่ 5.พล.อ.อ.เจษฎา วิจารณ์ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 6.พล.ร.อ.ชาญชัย เจริญสุวรรณ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม 7.พล.อ.ชูศิลป์ คุณาไทย ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม 8.พล.ท.ฐิติวัจน์ กำลังเอก ด้านการเมือง 9.พล.ท.เดชา ปุญญบาล ด้านสังคม 10.พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร ด้านการเมือง 11.พล.อ.ประสูตร รัศมีแพทย์ ด้านพลังงาน 12.พล.อ.พอพล มณีรินทร์ ด้านการศึกษา 13.พล.อ.ภูดิศ ทัตติยโชติ ด้านอื่นๆ 14.พล.อ.อ.มนัส รูปขจร ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 15.พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ด้านอื่นๆ 16.พล.อ.วรวิทย์ พรรณสมัย สปช.จ.นครนายก 17.พล.อ.วัฒนา สรรพานิช ด้านการบริหารราชการเเผ่นดิน 18.พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ ด้านการเมือง 19.พล.อ.วุฒินันท์ ลีลายุทธ ด้านการศึกษา 20.พล.ร.อ.ศุภกร บูรณดิลก ด้านอื่นๆ 21.พล.ร.อ.สุรินทร์ เริงอารมณ์ ด้านการเมือง 22.พล.ร.อ.อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ด้านอื่นๆ 

ขณะที่นายตำรวจระดับนายพล ที่ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 3 คน ได้แก่ 1.พล.ต.ต.ขจร สัยวัตร์ สปช.จ.บึงกาฬ 2.พล.ต.ต.ปรีชา สมุทระเปารยะ สปช.จ.สมุทรปราการ 3.พล.ต.ท. อาจิณ โชติวงศ์ สปช.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

@ 5นายพลรับ-งดออกเสียง

ขณะที่นายทหารระดับนายพลลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ จากจำนวน สปช.ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 105 คน มีทั้งสิ้น3 คน ได้แก่ 1.พล.ท.นคร สุขประเสริฐ สปช.จ.ร้อยเอ็ด และ กมธ.ยกร่างฯ 2.พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สปช.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 3.พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สปช.ด้านพลังงาน และงดออกเสียง 2 คน ได้แก่ 1.พล.ท.นาวิน ดำริกาญจน์ สปช.ด้านอื่นๆ และ กมธ.ยกร่างฯ 2.พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ด้านอื่นๆ

@ อ.ปื๊ดขอบคุณคนรับร่างรธน.

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกมธ.ยกร่างฯ แถลงหลังที่ประชุม สปช.ลงมติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญว่า ที่ผ่านมาสื่อมวลชนได้ถามว่าถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเป็นอย่างไร ตอบไปว่าโล่งใจ เพราะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรอีกต่อไป ไม่ต้องไปอธิบายสาระสำคัญในการทำประชามติ ไม่ต้องไปทำกฎหมายลูก ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง

"ต่อไปนี้ความรับผิดชอบในการร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 21 คนที่ คสช.จะเป็นผู้แต่งตั้ง" นายบวรศักดิ์กล่าว และว่า ต้องขอบคุณทุกคนที่ติดตามการทำงานของ กมธ.ยกร่างฯมาตลอด และขอขอบคุณ สปช.ที่ลงคะแนนเสียงเห็นชอบทั้ง 105 คน โดยเฉพาะต้องขอบคุณ พล.ร.อ.พะจุณณ์ พล.อ.เลิศรัตน์ และ พล.ท.นคร ที่ลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดนี้ได้ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายด้วยความตั้งใจ ด้วยความจริงใจ โดยเอาปัญหาของบ้านเมือง ประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นตัวตั้งตามคำปฏิญาณต่อพระแก้วมรกตและพระสยามเทวาธิราช ไม่ได้เอาปัญหาของตัวเองเป็นตัวตั้ง เมื่อเป็นแบบนี้ถือว่าทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ที่สุด ต่อไปพวกตนจะไปทำหน้าที่เป็นประชาชนคนไทยธรรมดาคนหนึ่ง และคงได้เจอกันอีกในสถานที่ต่างๆ แต่ไม่ใช่ในฐานะ กมธ.ยกร่างฯ

@ ลั่นไม่กลับมายกร่างรธน.อีก


ผู้สื่อข่าวถามว่า หากถูกทาบทามให้มาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญจะรับหรือไม่ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าจะไม่มีการร่างรัฐธรรมนูญอีกต่อไป เพราะเสียดายสิ่งที่เขียนเอาไว้ให้พลเมืองเป็นใหญ่ ให้ความสำคัญกับชุมชน ผู้หญิง คนยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ก็หมดไป เสียดายเรื่องการปฏิรูปที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะถึงประชาชนโดยตรง

"แต่น่าเห็นใจเพราะประชาชนเป็นคนไม่มีเสียง เสียงที่อยู่ในสื่อมวลชนนั้นเป็นเสียงที่ดังของนักการเมืองทั้งสิ้น แต่เข้าใจว่าพวกเราในฐานะประชาชนก็ต้องพยายามติดตามดูว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขาคิดถึงประชาชนขนาดไหน ประชาชนจะเป็นใหญ่และมีความสำคัญหรือไม่ และการปฏิรูปจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ต้องจับตามอง" นายบวรศักดิ์กล่าว

@ เข้าใจสปช.สายทหารที่โหวตคว่ำ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผลการลงมติที่ออกมาไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญเกิดจากการล็อบบี้หรือไม่ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ไม่ขอพูดเพราะผ่านไปแล้ว เมื่อถามว่า เหตุใดถึงขอบคุณนายทหารทั้ง 3 คน ที่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญเป็นการเปรียบเทียบกับนายทหารที่ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า "ต้องขอบคุณทั้ง 3 ท่าน ส่วนคนอื่นท่านต้องฟังผู้ใหญ่ของท่าน เป็นธรรมดาและธรรมชาติ เราเข้าใจกัน เพราะขนาด กมธ.ยกร่างฯ 1 คน ซึ่งเป็น พล.อ.หมาดๆ ยังงดออกเสียงเลย เพราะต้องอยู่ในราชการต่อไป ก็ต้องเป็นอย่างนั้น ซึ่งเข้าใจและเห็นใจ"

เมื่อถามว่า การที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านเหมือนกับ กมธ.ยกร่างฯถูกหลอกเป็นเครื่องมือหรือตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์การเมืองหรือไม่ นายบวรศักดิ์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้าที่นายบวรศักดิ์จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน นำพระสมเด็จหลวงปู่ดี ธัมมธิโร วัดเทพากร บางพลัด กรุงเทพฯ มาแจกให้กับสื่อมวลชน ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ สื่อมวลชนสอบถามว่าเป็นพระรุ่นอะไร นายบวรศักดิ์ตอบกลับแบบติดตลกว่า "รุ่นไม่รับร่าง" 

จี้"ตร."เอาผิด"บิ๊กตู่-คสช." ผิดม.112ถอดยศ"ทักษิณ"





จี้"ตร."เอาผิด"บิ๊กตู่-คสช." ผิดม.112ถอดยศ"ทักษิณ"
Cr:เดลินิวส์
เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายธนเดช พ่วงพูล ทนายความและนักกฎหมายจากบริษัท ไลท์เฮ้าส์ลอว์เยอร์เซอร์วิส จำกัด เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับพวก กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมี พ.ต.อ.ยุทธพล กองแก้ว รองผู้บังคับการกองกฎหมาย สำนักงานกฎหมายและคดี ในฐานะหัวหน้าเวรอำนวยการตร. เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ
โดย นายธนเดช กล่าวว่า จากที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่องการดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.โททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจาก ยศตำรวจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 โดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) นั้น ในฐานะที่ตนเป็นประชาชน และนักกฎหมาย มองว่าเมื่ออ้างอำนาจตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ ก็ควรทำให้ครบขั้นตอนตามมาตรา 28 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ ที่ระบุไว้ว่า การถอดยศหรือการออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้เป็นไปตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้ทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ แต่ คสช.กลับให้อำนาจมาตรา 44 ซึ่งไม่มีอำนาจดังกล่าว
นายธนเดช กล่าวต่อไปว่า ตามมาตรา 28 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ ระบุไว้ชัดว่า การถอดยศต้องประกาศพระบรมราชโองการ แต่ ม.44 ที่ คสช.เอามาใช้นั้นจริงๆไม่มีอำนาจทำเช่นนั้น ในฐานะนักกฎหมาย และประชาชน ตนยอมรับการถอดยศนี้ไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.ไม่มีอำนาจ จึงมายื่นหนังสือ ร้องทุกข์กล่าวโทษถึง พล.ต.อ.สมยศ และพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ ให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวน หากพบว่าการกระทำนี้เป็นความผิด ต้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ต้องพิจารณาสอบสวนความผิดว่าเข้าข่ายละเมิดพระราชอำนาจหรือไม่ และ ยืนยันว่าการออกมาในครั้งนี้ไม่มีใบสั่งหรือรับการจ้างวาน ว่าจ้าง หรือไหว้วานจากใคร ตนเคลื่อนไหวเรื่องกฎหมายมาหลายครั้ง ออกมาในนามตัวเองและในนามกฎหมายพิทักษ์ผลประโยชน์ของรัฐ ไม่มีการเคลื่อนไหวให้ใครทั้งสิ้น และไม่เคยติดต่อกับ นายทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด.“

เผยแพร่สถิติสถานการณ์ผู้อพยพและผู้ลี้ภัย (Refugees/Migrants) เข้ายุโรป



UNHCR เผยแพร่สถิติสถานการณ์ผู้อพยพและผู้ลี้ภัย (Refugees/Migrants) เข้ายุโรป
นับเฉพาะปี 2558
รอดชีวิต 366,402 คน และมี 2,800 คนตายหรือสูญหายกลางทะเล
ปีที่แล้วทั้งปี มีผู้อพยพเกือบ 2 แสน 2 หมื่นคน 
แต่ปีนี้ยังไม่ครบปี ทำลายตัวเลขเดิมไปแล้ว
ร้อยละ 51 มาจากซีเรีย / ร้อยละ 14 มาจากอัฟกานิสถาน
นอกนั้นส่วนใหญ่เป็นประเทศแถบแอฟริกา
จุดเริ่มต้นเป็นชายฝั่ง ลิเบีย อียิปต์ และตุรกี
จุดหมายหลักที่รองรับผู้ลี้ภัย/อพยพ
มากที่สุดคือ กรีซ เกือบ 2 แสน 5 หมื่นคน
รองลงมาคือ อิตาลี เกือบ 1 แสน 2 หมื่นคน เฉพาะปีนี้เท่านั้น
ปี 2551 มีผู้อพยพ/ลี้ภัย เท่าที่ UNHCR สำรวจได้ไม่ถึง 1 แสนคน
แน่นอนว่าอาจมีตกหล่น แต่เฉพาะปีนี้เพิ่มขึ้นหลายเท่า
และเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะตั้งแต่ปี 56 - 58
กระโดดจากไม่ถึง 6 หมื่นคน เป็น 2 แสนกว่าคน
ผมไม่แม่นข้อมูลสงครามไอเอส แต่ถ้าจำไม่ผิด 56 - 57 เป็นช่วงเวลาที่ไอเอสโหมยึดดึนแดนไม่น้อย ส่วน 57 - 58 ก็มีหลายฝ่ายจับมือตอบโต้ไอเอสด้วย มีบ้านเรือนของชาวซีเรียเป็นสมรภูมิ
ทุกเดือนของปีนี้ มีจำนวนผู้อพยพ/ลี้ภัยสูงกว่าปีที่แล้วทั้งสิ้น
ยกเว้นปีนี้ที่การสำรวจยังไม่เสร็จสิ้น (ยังไม่ครบเดือน)
ไฟสงคราม / ความอดอยากแร้นแค้น / ความต้องการชีวิตที่ดี อันหลังนี้ไม่ต่างจากเรา เราแค่เกิดมาในแผ่นดินที่ไม่มีใครขับรถถัง ถือจรวดมาไล่ยิงกันกลางเมือง
DATA.UNHCR.ORG|โดย UNITED NATIONS HIGH COMMISSIONER FOR REFUGEES (UNHCR)

ความเก่งภายใต้เผด็จการ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์






นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่สร้างทั้งความหวังและความผิดหวังให้แก่ผู้คน แต่นั่นก็ยังดีกว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐมนตรีชุดเก่า เพราะหลังจากเวลาผ่านไปไม่ถึงปี ก็ไม่ทำให้ใครมีความหวังเอาเสียเลย

ความหวังที่เกิดใหม่นี้จะเป็นความหวังผิดๆ หรือไม่ ยังไม่ทราบได้ แต่ในระบบเศรษฐกิจใดก็ตาม จะดำเนินต่อไปได้ ก็ต้องทำให้ใครสักกลุ่มหนึ่ง (ยิ่งมากกลุ่มยิ่งดี) มีความหวัง หากทำไม่ได้แม้แต่สักกลุ่มเดียว ก็ไม่มีทางฟื้นฟูเศรษฐกิจตกต่ำได้แน่

อันที่จริงทั้งรัฐมนตรีชุดใหม่และชุดเก่าคิดเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเดียวกัน คืออัดฉีดเงินลงไปในตลาด แต่ชุดเก่าอยากทำตามตำรา (โบราณ) คืออัดผ่านระบบให้เงินมันซึมลงไปข้างล่าง ในขณะที่ชุดใหม่เห็นว่าต้องอัดลงไปที่รากเลยทีเดียว จึงจะเห็นผลหรืออย่างน้อยก็เห็นผลได้เร็ว

แต่การอัดลงไปที่รากโดยตรงนี้ไม่ง่ายสำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่ระบบการเมือง, บริหาร และเศรษฐกิจไทยมีลักษณะ "รวมศูนย์" มานาน จึงไม่มีเครื่องมือจะอัดให้ถึงรากอย่างได้ผล วิธีการนี้ซึ่งคุณทักษิณ ชินวัตร ใช้ในสมัยดำรงตำแหน่งนายกฯ จะว่าได้ผลก็ได้ เพราะทำให้เศรษฐกิจไทยขยับเนื้อขยับตัวได้รวดเร็วขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่ารั่วไหลไม่น้อยเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะโกงนะครับ แต่เพราะไม่มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพรองรับ จึงป้องกันการรั่วไหลได้ยาก

ผมเชื่อว่าปัญหาเดียวกันนี้จะเกิดอีกในครั้งนี้ เพราะเราก็ยังไม่มีเครื่องมือที่ดีอยู่นั่นเอง และที่ร้ายไปกว่าเครื่องมือก็คือ ผมไม่แน่ใจว่าเราได้สั่งสมรวบรวมประสบการณ์ที่ผ่านมาสมัยทักษิณ เพื่อเป็นบทเรียนในการสร้างเครื่องมือที่ดีขึ้นหรือไม่ ออกจะสงสัยว่าไม่เสียมากกว่า เพราะเรามัวแต่ไปใช้เวลาในการปรักปรำกันทางการเมือง เสียมากกว่าเรียนรู้

แต่เพื่อหวังผลระยะสั้น ผมคิดว่าวิธีนี้จะทำให้ได้ผลมากกว่าวิธีของรัฐมนตรีชุดเก่า แม้ต้องยอมรั่วไหลไปบ้างก็ตาม



และเพราะหวังผลระยะสั้นเป็นหลักเช่นนี้ จึงทำให้นโยบายเศรษฐกิจของรัฐมนตรีชุดใหม่ไม่เหมือนของคุณทักษิณเสียทีเดียว เพราะคุณทักษิณอ้างเสมอด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือจริงไม่ทราบได้ ว่านโยบายเศรษฐกิจของตนนั้น มุ่งจะปรับประเทศไทยให้เข้าสู่โลกยุคใหม่ หรือโลกาภิวัตน์ ในด้านหนึ่งก็สร้างเงื่อนไขทางการเมือง, เศรษฐกิจ, โครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ เพื่อส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่ อีกด้านหนึ่งก็ส่งเสริมให้ฐานรากมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เพื่อเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์และภาคเมือง หรือนโยบาย "ทางคู่" ทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ในท่ามกลางตัวเลขความเหลื่อมล้ำที่พูดกันในสังคมไทยปัจจุบัน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐมนตรีชุดใหม่ไม่มีอะไรจะสนองตอบกับความเหลื่อมล้ำ แม้ว่าคุณทักษิณเองก็ไม่ค่อยพูดเรื่องความเหลื่อมล้ำนัก แต่นโยบายของคุณทักษิณจะสัมฤทธิผลในบั้นปลายได้ ก็ต้องทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลง ทำขนมโอท็อปได้กำไรนั้นดีแล้ว แต่ลูกต้องได้เรียนหนังสือสูงขึ้นเพื่อเป็นแรงงานในวิสาหกิจที่ต้องการทักษะแรงงานสูงขึ้นด้วย

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐมนตรีชุดใหม่ ไม่ได้คิดถึงอนาคตในระยะยาว

เรื่องนี้เข้าใจได้ไม่ยาก ในสภาพการเมืองและสังคมอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (พูดง่ายๆ คือภายใต้รัฐประหารที่มีคนครึ่งประเทศไม่ยอมรับ) จะคิดอะไรยาวๆ ได้หรือ ไม่ว่าเรื่องระเบิดของผู้ก่อการร้าย, รัฐธรรมนูญใหม่ หรือเศรษฐกิจตกต่ำ ก็แก้กันไปเป็นเรื่องๆ โดยไม่มีแผนใหญ่คอยกำกับการแก้ไขเหมือนกันทั้งนั้น ปัญหาของรัฐประหารในประเทศไทยปัจจุบัน ก็อย่างนี้แหละครับ คือทำให้เราคิดอะไรยาวไม่ได้

งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เกี่ยวกับเมืองไทยอธิบายว่า คนจนในเมืองไทยมีความฝัน (aspiration) ต่ำ ซึ่งก็ไม่ต่างจากคนจนทั่วโลก เพราะคนจนจะใช้วัฒนธรรมส่วนบุคคลหรือวัฒนธรรมของสังคมในการทำให้ไม่ต้องฝันถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่น บุญทำกรรมแต่ง, แข่งเรือแข่งพายกับแข่งวาสนาแข่งบารมี, และนกน้อยทำรังแต่พอตัว (Laura Camfield, et.al., Cultures of Aspiration and Poverty, Norwich, U. of East Anglia, 2012)

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจชุดนี้จึงคล้ายกับความฝันของคนจนในงานวิจัยชิ้นนั้น คือคิดสั้นๆ เพียงแค่อาหารมื้อหน้า อันนี้ไม่ได้ตำหนินะครับ เพราะอย่างที่บอกแล้วว่าภายใต้สภาวะทางการเมืองและสังคมอย่างนี้ ไม่แต่นโยบายเศรษฐกิจจะไม่มีอนาคตเท่านั้น อะไรต่อมิอะไรก็ดูไม่มีอนาคตไปด้วย

แม้ว่านโยบายอัดฉีดเงินไปที่รากหญ้าโดยตรงน่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ดีกว่านโยบายเก่า แต่ในทางปฏิบัติก็อาจมีปัญหาที่ทำให้ไม่ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย ปัญหาบางอย่างก็มีมาตั้งแต่เมื่อคุณทักษิณเริ่มโครงการแล้ว



นักวิชาการสายเศรษฐศาสตร์มักแสดงความห่วงใยว่า โครงการกองทุนหมู่บ้านอาจทำให้หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น แต่ความจริงแล้วมีข้อกำหนดไว้แล้วว่า การกู้ยืมจะนำไปใช้เพื่อใช้หนี้เก่าไม่ได้ (refinance) แม้กระนั้นหนี้ครัวเรือนก็อาจสูงขึ้นได้จริง เพียงแต่ไม่ตรงไปตรงมาอย่างนั้น เพราะปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การบริหารจัดการกองทุนในแต่ละชุมชนมากกว่า

คุณทักษิณคิดถูกที่ไม่ปล่อยให้กองทุนหมู่บ้านกระจายเงินโดยผ่านระบบราชการ เพราะโอกาสที่เงินจะถึงมือชาวบ้านที่มีศักยภาพจะใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมีน้อย และก็คิดถูกที่ไม่ให้ผ่านมือเอ็นจีโอ เพราะเงินจะแทบไม่ไหลเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจสมัยใหม่เลย แต่ก็ไม่กีดกันเครือข่ายของเอ็นจีโอในชุมชนเข้าถึงเงินกู้แหล่งนี้ คุณทักษิณอาศัยเสียงของชาวบ้านในการเลือกคณะกรรมการเอง และให้คณะกรรมการนั้นบริหารจัดการกองทุน โดยชาวบ้านคอยตรวจสอบ

ก็จริงหรอกครับที่เป็นผลประโยชน์ของชาวบ้านเอง ฉะนั้นหากมีการบริหารจัดการที่ตัวเสียประโยชน์ ชาวบ้านย่อมโวยวายเอง แต่นี่จริงโดยหลักการเท่านั้น ความสัมพันธ์ทางสังคมในหมู่บ้านมีความซับซ้อนกว่านั้น และไม่ได้มีความเสมอภาคกันอย่างเสมอหน้าเหมือนชุมชนในอุดมคติ ชาวบ้านก็อยากโวยวายเหมือนกัน แต่คิดใคร่ครวญแล้วไม่โวยดีกว่า เนื่องจากยังต้องอยู่ในชุมชนต่อไป

มันก็เหมือนประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ทั่วโลกแหละครับ สถาบันประชาธิปไตยต่างๆ แปรเปลี่ยนความขัดแย้งจากความสัมพันธ์ส่วนตัวให้เป็นความขัดแย้งเชิงระบบ ไม่มีใครได้หน้า และไม่มีใครเสียหน้า ไม่จำเป็นต้องหัวฟัดหัวเหวี่ยงหรือใช้กิริยาก้าวร้าวอย่างผู้นำ คสช.ในการจัดการกับความขัดแย้ง ดังนั้น จึงต้องทำให้การบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านมีลักษณะเป็นสถาบันมากขึ้น เพื่อทำให้ความขัดแย้ง หากจะมีขึ้นก็กระทบความสัมพันธ์ส่วนบุคคลน้อย

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่สมัยคุณทักษิณสืบมาจนปัจจุบัน การบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านก็ยังเหมือนเดิม

ในบางชุมชน ประสบความสำเร็จมากขนาดที่ปัจจุบันมีกองทุนหมุนเวียนกว่า 2 ล้านบาท และก็มีบางชุมชน ที่ล้มเหลวขนาดที่เงินล้านแรกอันตรธานไปหมดแล้ว ไม่เหลือกลิ่นให้ดมได้อีกเลย

ฉะนั้น หากคณะกรรมการกองทุนของชุมชนเล่นพรรคเล่นพวก เงินก็ไม่ได้ถูกใช้ไปในทางที่ไม่ก่อให้เกิดวิสาหกิจใดๆ อาจกระจายไปยังเครือญาติเพื่อนฝูง ซึ่งต้องการเงินเอาไปออกดอกแก่คนจนเท่านั้น หรือไม่ดูว่าโครงการที่ผู้กู้ขอนั้น มีทางเป็นไปได้ทางธุรกิจมากน้อยเพียงไร หรือคิดทำจริงแค่ไหน หากเป็นเช่นนี้ก็ทำให้เพิ่มหนี้ครัวเรือนซึ่งชาวบ้านมีสูงอยู่แล้วให้สูงขึ้นไปอีก

ไม่ว่าโครงการจะดีสักเพียงใด แต่ภายใต้ระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นนี้ ย่อมหวังผลได้ในระยะสั้น แก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ ไปมากกว่าการปรับโครงสร้างขนาดกว้างใหญ่ อย่างที่เรียกกันว่าปฏิรูป หลายเดือนมาแล้ว ก่อนที่คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จะขึ้นดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ได้บรรยายในที่สาธารณะถึงวิกฤตที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ แล้วเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดทิฐิมานะลง หันหน้ามาช่วยกันพาประเทศไทยให้รอดพ้นจากวิกฤตดีกว่า

ฟังดูดีเหมือนปู่สอนหลาน ที่สามารถเกลี้ยกล่อมให้หลานทั้งหมดลดทิฐิลงได้เท่าๆ กัน แต่ในสังคมขนาดใหญ่เช่นสังคมไทย คุณปู่จะเกลี้ยกล่อมให้หลานเป็นล้านๆ คนลดทิฐิลงให้เหลือเท่าๆ กันได้อย่างไร เพราะคนที่ไม่ยอมลดย่อมได้เปรียบคนอื่น อาจใช้ทิฐินั้นนำประเทศไปสู่หายนะก็ได้ อย่างที่คุณสมคิดก็อาจสังเกตเห็นได้จากคนใกล้ตัว



การปฏิรูปจึงทำภายใต้ระบอบเผด็จการได้ยากมาก ยกเว้นแต่ผู้เผด็จการเป็น "คนนอก" ของระบอบจริงๆ เช่น พรรคคอมมิวนิสต์ของโซเวียต, จีน และเวียดนาม หรือพรรคนาซีของเยอรมัน (ปฏิรูปสำเร็จได้ แต่จะดีแก่ประเทศหรือไม่เป็นคนละเรื่อง) แต่ที่ "คนนอก" จะลุกขึ้นมาเป็นผู้เผด็จการก็มักไม่เกิดขึ้นได้ในกรณีทั่วไป ผู้เผด็จการส่วนใหญ่จึงมักเป็นหนึ่งในบรรดาชนชั้นนำของสังคมซึ่งเป็นคนส่วนน้อยที่ได้เปรียบอยู่แล้ว และจะหวังว่าอำนาจเผด็จการของคนส่วนน้อยที่ได้เปรียบ จะปฏิรูปประเทศเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ, เพื่อทำให้เกิดความสงบที่แท้จริงไม่ใช่ความราบคาบ, เพื่อให้หลุดจากกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง, เพื่อเปิดการศึกษาที่มีคุณภาพให้ทุกคนเข้าถึงได้เท่าเทียมกัน ฯลฯ

คนส่วนน้อยที่ได้เปรียบในทุกสังคม จะดำรงอยู่ได้ก็ต้องสร้างกลไกทางวัฒนธรรม, การศึกษา, อุดมการณ์, เศรษฐกิจ และการเมืองที่ค้ำจุนความได้เปรียบของตนอย่างมั่นคงแน่นหนา (ยิ่งเสียกว่ารัฐธรรมนูญกะโล้โท้ทั้งหลายจะสามารถร่างขึ้นมาได้) เราจะอาศัยความชอบธรรมอะไรเพื่อลดการเอาเปรียบสังคมของคนส่วนน้อยเหล่านี้ได้ นอกจากความชอบธรรมจากระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น การปฏิรูปซึ่งจะมีผลดีแก่คนส่วนใหญ่จึงเกิดขึ้นได้เฉพาะภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

ไม่ว่าจะเป็นคนเก่งแค่ไหน ภายใต้ระบอบเผด็จการ คุณแก้ได้แต่ปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้นเท่านั้น

บิ๊กตู่ เผย ขาเจ็บ เพราะโง่ ....???

Wassana Nanuam 



บิ๊กตู่ เผย ขาเจ็บ เพราะโง่ ....???
นายกฯ ขาเจ็บ เดินกะเผลก เปิดงาน สินค้าGI ตลาดนายกฯ เผย ขาเจ็บ เพราะเตะคนมา..พูดไปพูดมา บอก"เตะตัวเอง เพราะผมมันโง่ เตะตัวเอง โง่ที่มายืนตรงนี้"....ผมโง่มั้ย ที่ทำงานให้ทุกคน ให้แผ่นดิน อยู่ทุกวัน ผมอยู่ต่อแล้ว ผมอยู่เฉยๆเหรอ ผมได้ผลประโยชน์เหรอ ผมอยากสืบทอดอำนาจหรือ
นายกรัฐมนตรีเปิดเผยถึงอาการบาดเจ็บที่เข่า โดยกระเซ้าว่า "ไปเตะคนมา เตะตัวเองมา โง่ไง เตะขาเล่น โง่ไงเข้ามายืนทำไม เข้ามาทำทำไมโง่หรือเปล่า" เมื่อผู้สื่อข่าวระบุว่า นายกฯ ไม่โง่หรอก พล.อ.ประยุทธ์ก็มีท่าทีอ่อนลง อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงอาการเจ็บเข่าดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "เมื่อวานไปเตะขั้นบันไดมานิดหน่อย เป็นเพราะรีบเดิน ก็รีบเดินมาทำงานนี่แหละ ทำไมจะต้องถามกันทุกเรื่องหรือ" เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จากนี้ไปนายกรัฐมนตรีจะปฏิบัติงานในวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ บ้างหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า "ทำไม ผมทำงานทุกวัน อยู่บ้านเสาร์ อาทิตย์ผมก็ทำงาน แม้แต่เวลานอนก็ทำ ทำไมจะต้องผมมานั่งทำงานเหมือนนักการเมืองเขาทำหรือ มันเคยมาทำงานเช้าแบบผมทำหรือเปล่า อยู่ทำเนียบทั้งวันหรือเปล่า ไปเยี่ยมประชาชนไปเยี่ยมกันที่ไหน ไปเยี่ยมกันบ้างหรือเปล่า ยืนยันว่าที่ผมพูดวันนี้ไม่ได้อารมณ์เสีย อารมณ์ดี ถ้าอารมณ์เสียคงไม่พูด แต่ถ้าอารมณ์ดีก็จะพูด สื่ออยากจะถามฉัน ฉันก็อยากอธิบาย ฉันเตรียมคำตอบไว้ทั้งหมดแล้ว ทั้งที่สื่ออยากรู้หรือประชาชนอยากรู้ ฉันก็ต้องเตรียมข้อมูลไว้ตอบคน ฉันจะไปกลัวอะไรสื่อถามมาร้อยเรื่อง ฉันก็ตอบได้หมด เพราะฉันมีคำตอบของฉัน"
เมื่อถามว่า นายกฯ ยังสู้อยู่ใช่ไหม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ฉันไม่ได้สู้นะ แต่ฉันสู้กับความเลวไม่ได้สู้กับใคร ส่วนความเลวยังมีอยู่เยอะหรือไม่ สื่อก็ต้องไปหาเอง"

ณรงค์ โชควัฒนา:อำนาจ


ปุจฉา
มีนักวิชาการและครูบาอาจารย์กลุ่มหนึ่งให้ความรู้กับประชาชนว่า การรวมอำนาจ คือ การปกครองแบบเผด็จการ ถ้าเป็นปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะต้องกระจายอำนาจ และยังบอกด้วยว่า การรวมอำนาจไว้ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งจะทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวง ถ้าต้องการที่จะให้ระบบราชการไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวง จะต้องให้ระบบราชการมีการกระจายอำนาจไปสู่หน่วยงานท้องถิ่นและชนบท เป็นความจริงหรือไม่ครับ?

วิสัชนา

ไม่เป็นความจริงครับ การรวมอำนาจหรือกระจายอำนาจไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือเผด็จการ แต่คำว่า “อำนาจ” ในภาษาไทยคำเดียว ภาษาอังกฤษมี 2 คำ คำแรก คือ คำว่า “Power” คำที่สอง คือ คำว่า “Authority”

อำนาจที่มาจากคำว่า “Power” คือ อำนาจของคนที่เป็นเจ้าของ เช่น ถ้าเราเป็นเจ้าของบ้านในราคาตลาดปัจจุบัน 10 ล้านบาท ผู้มีอำนาจหรือเจ้าของบ้านหลังนั้นจะขายให้กับคนอื่นในราคาแค่ 1 ล้านบาท ก็ย่อมสามารถขายได้ไม่มีความผิด หรืออยากจะซื้อบ้านสักหลังหนึ่งที่มีมูลค่าแค่ 1 ล้านบาท ในราคา 10 ล้านบาท ถ้าคนซื้อเป็นเจ้าของเงิน 10 ล้านบาท ก็ย่อมไม่มีความผิด ถ้าเจ้าของบ้านอยากจะรื้อบ้านเก่าของตนทิ้งแล้วสร้างหลังใหม่ หรือทุบทิ้งแล้วทำเป็นสนามหญ้าสำหรับปลูกต้นไม้ก็ย่อมสามารถทำได้ไม่มีความผิด เพราะเป็นอำนาจโดยชอบธรรมของคนที่เป็นเจ้าของ

ตรงกันข้ามกับคำว่า อำนาจ ที่แปลมาจากภาษาอังกฤษ คำว่า “Authority” Authority เป็นอำนาจที่มาตามหน้าที่และความรับผิดชอบ โดยผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินเงินทอง มอบหมายหรือว่าจ้าง (authorized) อำนาจที่มีตามหน้าที่และต้องรับผิดชอบนี้ ถ้าไม่ทำหน้าที่มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ใช้อำนาจเกินหน้าที่ก็มีความผิด เช่น ถูกว่าจ้างให้ดูแลบ้านหรือที่ดินมูลค่า 10 ล้านบาท แต่แอบเอาไปขายในราคาเพียง 1 ล้านบาท แล้วนำเงินเข้ากระเป๋าหรือเอาเงินเพียง 1 ล้านบาทที่ขายได้ส่งให้เจ้าของก็มีความผิด เพราะว่าตนเองนั้นไม่ใช่เจ้าของ ไม่มีสิทธิ์ที่จะนำไปขาย ไม่มีสิทธิ์ที่จะตั้งราคาขายต่ำกว่าความเป็นจริงมาก จะถูกตั้งข้อหาว่าเป็นการรับสินบนจากคนที่มาซื้อบ้านและที่ดินดังกล่าว หรือยักยอกเอาบ้านและที่ดินไปขาย ซึ่งมีความผิดเพราะตัวเองไม่ใช่เจ้าของเป็นแค่ลูกจ้าง

เพราะฉะนั้นอำนาจที่มาจากคำว่า “Power” ในภาษาอังกฤษจึงต้องรวมศูนย์อยู่กับเจ้าของ มอบให้กับคนที่ไม่เป็นเจ้าของไม่ได้หรือกระจายอำนาจความเป็นเจ้าของให้กับคนที่ไม่ใช่เจ้าของหลายๆคนก็ไม่ได้ อำนาจที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Power นี้ “ลอร์ด แอคตัน” นักรัฐศาสตร์ชาวอังกฤษได้กล่าวเป็นอมตะวาจาว่า “Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely” แปลว่า อำนาจของเจ้าของถ้าหากอยู่ในมือของคนที่ไม่ใช่เจ้าของจะทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวง และอำนาจที่เรียกว่า Power นี้ ถ้าอยู่ในมือของคนที่ไม่ใช่เป็นเจ้าของมากแค่ไหน ก็จะเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวงมากขึ้นเท่าน้น ถ้ามีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดก็จะเกิดการทุจริตโกงกินอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นเจ้าของบ้านเจ้าของเมืองเจ้าของประเทศต้องเก็บอำนาจที่เรียกว่า “Power” ไว้กับตัวเองเท่านั้น มอบให้กับพรรคการเมือง นักการเมือง และรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งไม่ได้ เพราะคนเหล่านั้นเป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราวของประชาชนเท่านั้นมิได้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ส่วนที่ประชาชนจะมอบให้กับพรรคการเมือง นักการเมือง และรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งคือ อำนาจที่มาจากคำว่า “Authority” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งก็คือ อำนาจตามหน้าที่และความรับผิดชอบที่ถูกมอบหมาย

นักการเมือง พรรคการเมือง และรัฐบาลที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ความรับผิดชอบนี้ เราเรียกว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ไม่เรียกว่า “เจ้าอำนาจของรัฐ” เพราะไม่มีอำนาจ อำนาจทั้งหมดยังอยู่กับประชาชนอย่างสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น พรรคการเมือง นักการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง จึงมีอำนาจจำกัดตามหน้าที่และความรับผิดชอบเท่านั้น ไม่อาจใช้อำนาจเกินหน้าที่ได้มีความผิดหรือละเว้นไม่ใช้อำนาจตามหน้าที่ก็ไม่ได้ถือว่ามีความผิดเช่นกัน สำหรับข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ประชาชนก็ไม่เรียกว่า เจ้าอำนาจตำรวจ เพราะไม่มีอำนาจ มีแต่หน้าที่และความรับผิดชอบ ทำถูกต้อง ทำตามหน้าที่ ก็ได้รับความดีความชอบ ทำผิดทำความเสียหายให้ใครเดือดร้อนก็ต้องรับผิดถูกลงโทษตามความผิดนั้น
เพราะฉะนั้นการกระจายอำนาจ (Power) ที่นักวิชาการกลุ่มหนึ่งพยายามบอกคนไทยว่า เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น ความจริงก็คือ เป็นการกระจายการทุจริตคอร์รัปชั่นออกไปในท้องถิ่นและชนบทอย่างกว้างขวาง ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศไทยของเราอย่างใดทั้งสิ้นครับ