PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559

สันนิบาตอาหรับประณาม อิหร่านเข้า "แทรกแซง" ในกิจการของอาหรับ

สันนิบาตอาหรับประณาม อิหร่านเข้า "แทรกแซง" ในกิจการของอาหรับ
เมื่อวานนี้ (10 ม.ค.) ผู้นำสันนิบาตอาหรับ (AL) ได้กล่าวหาการกระทำที่ยั่วยุของอิหร่าน ขณะที่บรรดารัฐมนตรีต่างประเทศของอาหรับได้มีการอภิปรายถึงความบาดหมางทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน สำนักข่าว Ahram Online รายงาน
นายนาบิล อัล-อาราบี ได้ออกมากระตุ้นให้ประเทศอาหรับร่วมกันแสดงจุดยืนที่แข็งแกร่งและชัดเจน เพื่อเรียกร้องให้อิหร่านหยุดยั้งการเข้าแทรกแซงในกิจการของประเทศอาหรับทุกรูปแบบ
หัวหน้าสันนิบาตอาหรับ ยังได้เน้นย้ำต่อไปว่าการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดอันร้ายแรง ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาค นอกจากนี้ กลุ่มประเทศอาหรับยังได้มีการเน้นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับซาอุดีอาระเบีย
นายอาราบีได้กล่าวถึงบรรดารัฐมนตรีต่างประเทศของสันนิบาตอาหรับที่มารวมตัวกันในกรุงไคโร เพื่อเข้าร่วมการเจรจาฉุกเฉินจากคำร้องของกรุงริยาดภายหลังจากที่ได้เกิดข้อพิพาทในเหตุซาอุดีอาระเบียประหาร นิมร์ อัล นิมร์ แกนนำมุสลิมนิกายชีอะห์
การสังหารแกนนำในครั้งนี้ ทำให้ชาวอิหร่านจำนวนมากพากันออกมาเดินขบวนตามท้องถนน ซึ่งได้มีบางคนที่บุกเข้าโจมตีสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียที่ตั้งอยู่ในกรุงเตหะราน และเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของแมชฮาด
ต่อมากรุงริยาดก็ได้ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับกรุงเตหะรานจากการโจมตีสถานทูตของตน ขณะที่บรรดากลุ่มประเทศอ่าวอาหรับต่างพากันประกาศลดระดับความสัมพันธ์กับอิหร่านตามมา
ในระหว่างการประชุม อาเดล อัล จูเบียร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศยืนยันว่าประเทศของเขาจะยืนหยัดต่อต้านการแทรกแซงของอิหร่านเกี่ยวกับกิจการภายในของอาหรับ
เรื่องนี้ยังเป็นความรับผิดชอบของสันนิบาตอาหรับ ในแง่ของเป้าหมายในการปกป้องประเทศอาหรับและการรักษาความปลอดภัยของบรรดาประเทศอาหรับอีกด้วย เขากล่าวเสริม

เขตบางบอนเล่นงานบริษัทบ้านดังรุกคลอง

สนง.เขตบางบอน ร้องทุกข์กล่าวโทษ บ.อสังหาฯใหญ่กับพวก ขัดคำสั่งเจ้าหน้าที่คดีพื้นที่โครงการหมู่บ้านจัดสรรรุกล้ำลำรางสาธารณะ ไม่ยอมรื้อถอน ‘ชัชชาติ’อดีต รมว.คมนาคม ยุครัฐบาลปู พ่วง 3 กก. โดนด้วย ล่าสุดเข้ามอบตัว ตร.แล้ว

picchaiiicc

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อ 11 พ.ย.58 สำนักงานเขตบางบอน กรุงเทพฯ มอบอำนาจให้ น.ส.ประภัสสร แย้มชุติ และนายนฤมิตร ศุขเกษม นายช่างสำรวจชำนาญงาน ร้องทุกข์ต่อผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบางบอน เพื่อดำเนินนคดีกับ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กรณีก่อสร้างรั้วและพื้นที่ทางเท้า ค.ส.ล. บางส่วนขึ้นที่บริเวณลำรางสาธารณประโยชน์ ข้างทางเข้าออกโครงการหมู่บ้านวรารมย์ ถ.บางบอน 4 แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพฯ หลังจากพนักงานเจ้าหน้าที่ได้มีหนังสือแจ้งให้บริษัทฯรื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกจากที่สาธารณะ (ลำรางสาธารณะ) แต่บริษัทฯ ไม่ปฏิบัติตาม การกระทำดังกล่าวมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360,368 และประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 9 ,108 ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 36 ข้อ 11 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุที่สำนักงานเขตบางบอน แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเนื่องจากก่อนหน้านี้ วันที่ 9 ต.ค.58 นายสุวิทย์ สุขฤทัยในธรรม ผู้อำนวยการเขตบางเขน ส่งหนังสือถึง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)ขอให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกจากบริเวณลำรางสาธารณะประโยชน์ (ข้างถนนทางเข้าหมู่บ้านวรารมย์) ถ.บางบอน 4 เขตบางบอน แต่บริษัทฯมิได้ทำการรื้อถอน ต่อมามีหนังสือแจ้งกับมายังสำนักงานเขตบางบอนเมื่อ 29 ต.ค.58 ขอให้สำนักงานเขตบางบอนดำเนินการรื้อถอนเอง ทางบริษัทฯจะจ่ายค่าใช้จ่ายให้ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 4 คน 1 ในนั้นคือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อมานายชัชชาติได้เข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.58 และได้รับการประกันตัว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่มาของเรื่องร้องเรียนกรณีดังกล่าวมาจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในโครงการหมู่บ้านวรารมย์ ถ.บางบอน นำโดย นายบุญรอด ภัทรอารยกูล ประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2554 ได้ร้องเรียนต่อสำนักงานเขตบางบอนตั้งแต่ปี 2555 ล่าสุดได้ร้องเรียนไปยังศูนย์บริการประชาชนทำเนียบรัฐบาล 

picfdfdeeeeee10 1 16

นายบุญรอด ภัทรอารยกูล เปิดเผยสำนักข่าวอิศราว่าได้ร้องเรียนกรณีดังกล่าวต่อสำนักงานเขตบางบอนจริงและได้ต่อสู้มานาน คดีแรกพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องกรณีรุกล้ำลำรางสาธารณะอัยการสั่งยุติคดีให้เหตุผลว่าขาดอายุความ ขณะนี้อยู่ระหว่างอุทธรณ์คำสั่งอัยการ ส่วนคดีที่ 2 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจและได้ออกหมายเรียกและแจ้งข้อกล่าวหาเอกชนผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว 

จากการตรวจสอบข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนวันที่ 28 มิถุนายน 2536 ทุนปัจจุบัน 10,714,426,091 บาท ที่ตั้งเลขที่ 1 อาคารคิว.เฮ้าส์ ลุมพินี ชั้น 7 ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นางสุวรรณา พุทธประสาท นายประวิทย์ โชติวัฒนาพันธุ์ นายพรเทพ พิพัฒน์ทั้งสกุล กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม (บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ถือหุ้นใหญ่) 

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559

ถาวร′สวน′ผบ.ตร.′อย่าพูดเอาใจ′บิ๊กตู่′ ชี้ ยางเเผ่นขายจริงไม่เกิน25บ. อย่าฟังขรก.

http://www.matichon.co.th/online/2016/01/14523265591452326599l.jpg

เมื่อวันที่ 9 มกราคม นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตแกนนำกปปส. กล่าวถึงกรณีพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ระบุถึงตนหากล้ำเส้นกฎหมายก็ไม่เกรงใจในกรณีเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือชาวสวนยางพาราภาคใต้ว่า 

ตนขอแจ้งถึงพล.ต.อ.จักรทิพย์ว่า ตนเป็นนักการเมืองของประชาชนและทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้พี่น้องประชาชนมาตลอดในทุกปัญหาที่เขาเดือดร้อนและตนมีวุฒิภาวะดีพอว่าอะไรควร หรือไม่ควร ไม่ต้องมาปราม มาเตือน หรืออ้างว่ารู้จักกัน 

อย่าพูดเพื่อเอาใจนายกฯ เพราะพวกท่านอยู่ในตำแหน่งได้ดิบได้ดี แต่วันนี้ชาวสวนยางพาราเดือดร้อนแสนสาหัส ตนจะไม่เป็นคนชักนำให้พวกเขาต้องเดือดร้อนซ้ำจนเป็นผู้ต้องหา เพราะกฎหมายไม่มีละเว้นให้ใครหน้าไหน มีแต่ผู้บังคับใช้กฎหมายเท่านั้นที่ละเว้น ซึ่งตำรวจชั้นผู้ใหญ่บางคนรู้ดีว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อะไรไว้บ้าง

"ดังนั้น ถ้าผมทำผิดกฎหมายก็เชิญตามสบาย ผมเป็นลูกผู้ชายพอ กล้าทำก็กล้ารับ และรู้จักหน้าที่ของตัวเอง และขอแจ้งถึงพี่น้องตำรวจ ทั้งที่รู้จักหรือไม่รู้จักว่า ถ้าผมทำผิดก็อย่าละเว้น จะเป็นตัวอย่างกับผู้อื่น ทั้งยังจะเดือดร้อนว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบอีก ส่วนที่รู้จักผมนั้น จะรู้ว่าผมเป็นคนอย่างไร สำหรับ ผบช.ภ. 9 ทราบว่าท่านใช้คำว่า ถ้าออกมาเคลื่อนไหว ก็เท่ากับว่าเป็นอันธพาล ใช้กฎหมู่เหนือกฎหมายนั้น ในฐานะที่ ผบช.ภ.9 ซึ่งผู้รับผิดชอบในเขตพื้นที่ ซึ่งผมมีภูมิลำเนาและเป็นเขตเลือกตั้งอยู่ด้วยนั้น ผมขอขอบคุณที่เตือนแต่สิ่งที่เตือนนั้น ผมสำเหนียกตัวเองตลอดและขอส่งสัญญาณถึงท่านว่าในพื้นที่รับผิดชอบของภาค 9 มีผู้บังคับบัญชาที่รับส่วยอยู่ขอให้ตรวจสอบด้วย หากจะเปิดหน้าชกกับผมก็ยินดี" นายถาวรกล่าว 

นายถาวรกล่าวต่อว่า ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำนั้น อาจต้องทำจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เพื่อให้รับรู้ปัญหาและข้อเท็จจริง ไม่ใช่ฟังข้อมูลจากข้าราชการด้านเดียว เช่นที่บอกว่า ราคายางอยู่ที่ 48 หรือ 36 บาทต่อกิโลกรัมนั้น เป็นราคายางแผ่นดิบรมควันชั้นหนึ่งที่พร้อมส่งออก แต่ราคาน้ำยางสดหรือยางแผ่นที่ซื้อขายในพื้นที่จริง กลับมีราคาอยู่ที่ 23-25 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น 

ที่สำคัญรัฐบาลควรรับฟังปัญหา และตั้งคณะกรรมการมาแก้ไข ไม่ใช่บอกว่า ทำมาแล้ว หมดหนทางแล้ว ไม่ใช่วิสัยของนักปกครอง ในเมื่อรัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบก็ต้องพร้อมแก้ปัญหา หรือแสดงความจริงใจว่าพยายามแก้ไขให้คนที่กำลังเดือดร้อนมีกำลังใจ หากยังนิ่งเฉย แก้ไม่ถูกทางเช่นนี้ พอถึงฤดูเปิดกรีดยาง ก็จะมียางออกมาอีกมากจะยิ่งซ้ำปัญหายิ่งขึ้น ส่วนการที่แนะนำให้ปลูกพืชอื่นเป็นรายได้เสริมนั้น ชาวสวนยางทำมาหมดแล้ว แต่รายได้หลักคือ การปลูกยาง ที่ตกต่ำในรอบ 100 ปีก็ว่าได้

ผลงานคมนาคมเร่งแต่ช้า

ผลงาน 1 ปี คมนาคม
“เร่งรัดแต่กลับช้า”

สามาร ราชพลสิทธิ์

ผมได้อ่านรายงานผลการดำเนินงานของรัฐบาลครบรอบ 1 ปี (12 กันยายน 2558 – 12 กันยายน 2559) แล้ว โดยให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อกระทรวงคมนาคม ก่อนอื่นผมขอชื่นชมพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งมั่นจะยกระดับการคมนาคมขนส่งของไทยสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบราง พูดได้ว่าท่านนายกฯ มุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยระบบราง เพื่อลดการใช้พลังงานน้ำมันเชื้อเพลิง และลดก๊าซเรือนกระจก

ความมุ่งมั่นและตั้งใจของท่านนายกฯ เห็นได้จากการติดตามและเร่งรัดโครงการคมนาคมขนส่งต่างๆ หลายโครงการอย่างต่อเนื่องผ่านรัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง อาทิ โครงการรถไฟไทย-จีน รถไฟไทย-ญี่ปุ่น รถไฟทางคู่ รถเมล์เอ็นจีวี และทางเลียบเจ้าพระยา เป็นต้น แต่หลายโครงการมีผลการดำเนินงานช้า ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งนี้ เนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้

1. ข้อมูลโครงการไม่เพียงพอ

มีการกำหนดเวลาการก่อสร้างในขณะที่ยังมีข้อมูลโครงการไม่เพียงพอ พูดได้ว่าเป็นการกำหนดเวลาเริ่มก่อสร้างก่อนมีการศึกษาความเป็นไปได้ การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการออกแบบเบื้องต้น หรือต้องการจะก่อสร้างให้ได้โดยไม่รู้ว่าโครงการจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ โครงการจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงมากน้อยเพียงใด และราคาค่าก่อสร้างที่แน่นอนจะเป็นเท่าใด ทำให้รัฐบาลไม่สามารถชี้แจงข้อสงสัยของสาธารณชนได้ เช่น โครงการรถไฟไทย-จีน และโครงการทางเลียบเจ้าพระยา เป็นต้น

โครงการรถไฟไทย-จีน เดิมถูกกำหนดเริ่มก่อสร้างในเดือนตุลาคม 2558 แต่บัดนี้ถูกเลื่อนออกไปเป็นกลางปี 2559 ถึงเวลานี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าประเทศไทยจะต้องแบกภาระการขาดทุนปีละเท่าใด จีนจะร่วมลงทุนมากน้อยเพียงใด ที่สำคัญ ดอกเบี้ยเงินกู้รวมทั้งเงื่อนไขการกู้เงินอื่นๆ ก็ยังตกลงกันไม่ได้ แต่มีการปักธงที่จะก่อสร้างไว้ล่วงหน้าแล้ว

โครงการก่อสร้างทางเลียบเจ้าพระยา เดิมต้องการจะเริ่มก่อสร้างให้ได้ภายในปี 2558 แต่ไม่สามารถเริ่มได้ จึงเลื่อนออกไปเป็นภายในปีนี้ ทั้งนี้ มีการคัดค้านโครงการหรือรูปแบบโครงการ โดยอ้างว่าโครงการไม่กลมกลืนกับวิถีชีวิตชุมชน ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้ชีวิตริมเจ้าพระยา และส่งผลกระทบต่อการป้องกันน้ำท่วม อีกทั้ง มีการทักท้วงว่าค่าก่อสร้างแพง เมื่อข้อมูลในการดำเนินงานมีไม่เพียงพอ ทำให้การชี้แจงต่อผู้ที่ห่วงใยไม่ได้ผล ส่งผลให้โครงการล่าช้า

2. การประมูลโครงการมีปัญหา

ปัญหาที่ว่านั้นก็คือ ข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง (Terms of Reference หรือทีโออาร์) ซึ่งมีการจัดทำโดยเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย เมื่อถูกท้วงติงทำให้ต้องเสียเวลาในการแก้ไขเป็นเวลานาน หากจัดทำทีโออาร์อย่างตรงไปตรงมาโดยคำนึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ผมมั่นใจว่าหลายโครงการจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ตามแผนที่วางไว้ ตัวอย่างของโครงการที่มีปัญหาในการประมูล เช่น การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน และการจัดซื้อรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ 7 ขบวน เป็นต้น

การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ถูกยกเลิกการประมูลไปเมื่อไม่นานมานี้หลังจากมีการร้องเรียนว่าบริษัทที่ชนะการประมูลยื่นเอกสารบางรายการไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการประมูล มีการกล่าวหาว่าทีโออาร์ของโครงการนี้เอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการบางราย ทำให้ต้องเสียเวลานานนับปีในการแก้ไขทีโออาร์หลายครั้ง

การจัดซื้อรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ 7 ขบวน โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยังไม่คืบหน้า หลังจากถูกเปิดเผยว่าราคาที่ รฟท.จะซื้อแพงกว่าราคาที่แอร์พอร์ตลิงก์ของมาเลเซียซื้อ ทั้งๆ ที่ซื้อจากบริษัทเดียวกันและมีสเปกใกล้เคียงกัน ที่สำคัญ การจัดซื้อในครั้งนี้มีบริษัทที่เข้าประมูลเพียงรายเดียว เนื่องจากทีโออาร์บางรายการผิดปกติ เช่น กำหนดให้ผู้โดยสารยืนได้สูงสุดถึง 10 คนต่อตารางเมตร เพื่อใช้ในการคำนวณน้ำหนักกดเพลา ทำให้บริษัทอื่นไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้

3. มีปัญหาเงินลงทุน

การเร่งก่อสร้างโครงการคมนาคมขนส่งหลายโครงการในช่วงเวลาเดียวกันจำเป็นจะต้องหาแหล่งเงินทุนให้เพียงพอ เมื่อเร็วๆ นี้ จึงมีการนำรูปแบบการลงทุนเก่ามาพูดใหม่ นั่นคือการโน้มน้าวให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ หรือ PPP (Public Private Partnership) ซึ่งประเทศไทยได้ใช้รูปแบบการลงทุน PPP มานานพอสมควรแล้ว ไม่ใช่รูปแบบใหม่เลย อีกทั้ง เมื่อเร็วๆ นี้ มีการแต่งตั้งคณะทำงานด้านการดึงดูดการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยหวังที่จะให้เอกชนมาร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ โดยเฉพาะระบบราง 

ผมมีความเห็นว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เอกชนจะสนใจร่วมลงทุนในโครงการระบบราง เพราะรู้ดีว่าจะขาดทุน หากเอกชนจะลงทุนก็ลงทุนในสัดส่วนไม่มาก หรือประมาณไม่เกิน 20% ของมูลค่าโครงการ การคาดหวังให้เอกชนลงทุนทั้งหมด 100% นั้นเป็นเรื่องยาก ดังจะเห็นได้จากโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ – หัวหิน และเส้นทางกรุงเทพฯ – ระยอง ซึ่งรัฐบาลนี้ต้องการให้เอกชนลงทุนทั้งหมด 100% แต่ก็ไม่สามารถหาเอกชนผู้สนใจได้

4. บางโครงการถูกปล่อยเกียร์ว่าง

ในบางหน่วยงานด้านการคมนาคมที่ต้องดำเนินงานหลายโครงการ ผู้รับผิดชอบจะทุ่มเทเวลากับโครงการที่เห็นว่ามีความเหมาะสมมากกว่าโครงการที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ควรจะก่อสร้างในขณะนี้ โดยผู้รับผิดชอบจะทำงานแบบประคองตัวหรือปล่อยเกียร์ว่างกับโครงการที่เห็นว่าไม่เหมาะสม ทำให้โครงการเหล่านั้นล่าช้า เมื่อผู้รับผิดชอบได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรีให้เร่งรัดโครงการก็ไม่กล้าชี้แจงว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเริ่มก่อสร้างได้ในเวลาที่รัฐมนตรีต้องการ เพียงแต่รับคำสั่งไว้ หลังจากระยะเวลาหนึ่งก็จะรายงานรัฐมนตรีให้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ นานา ดังนั้น จึงเห็นกันมาเป็นระยะๆ ในรัฐบาลนี้ว่ารัฐมนตรีให้สัมภาษณ์แผนการดำเนินโครงการที่เป็นไปไม่ได้หลายครั้ง เพราะคิดว่าสิ่งที่ตนสั่งการไปนั้นเป็นไปได้ ทำให้โครงการล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้

ผมอยากให้หลายโครงการที่ท่านนายกฯ เร่งรัดนั้นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ซึ่งจะเกิดขึ้นได้หากโครงการเหล่านั้นมีความพร้อมโดยได้ผ่านการศึกษาความเป็นไปได้ การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญ จะต้องมีกระบวนการประมูลที่โปร่งใส หาไม่แล้วการเร่งรัดโครงการที่ไม่มีความพร้อมก็จะไม่สามารถทำให้โครงการนั้นเร็วขึ้นมาได้

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2559

วัยเรียน วัยรัก จากปาก นายกฯ

บิ๊กตู่ เล่า ชีวิตวัยเด็ก ทั้งการเรียน และความรัก เผย มีเกเรบ้าง ปีนรั้วไปกินขนมตอนกลางคืนรอบโรงเรียน ปีนรั้วลำบาก แต่เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต ทำให้เราเอาตัวรอดได้ เผยได้ดีเพราะแม่ เป็นครูภาษาไทยสุดเข้มงวด ยันไม่เคยโดดเรียน ไม่เคยเข้าห้องผู้ปกครอง ไม่ชอบความขัดแย้ง เผยชอบเล่นฟุตบอล ตำแหน่งศูนย์หน้า
พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ ได้ร่วมรับประทานอาหาร ในโอกาสปีใหมา กีบสื่อ
มีการพูดคุยสบายๆ เรื่องวัยเด็กของตนเองให้นักข่าวฟังว่า ใีเกเรบ้าง ปีนรั้วไปกินขนมตอนกลางคืนรอบโรงเรียน ปีนรั้วลำบากแต่เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต ทำให้เราเอาตัวรอดได้
นายกฯ กล่าวว่า แม่ของตนเองเป็นครูชอบเข้มงวด สอนภาษาไทย แต่ผมไม่เคยโดดเรียน ไม่เคยเข้าห้องผู้ปกครอง ไม่ชอบความขัดแย้งเพราะไม่น่าจะแก้ปัญหาได้ง่าย ตนชอบเล่นบอล เป็นตำแหน่งศูนย์หน้า
ส่วนเรื่องแฟนคบทีละคน เพราะต้องให้เกียรติ แต่เชื่อในบุพเพสันนิวาส ทุกคนมีชะตากรรม มีคู่อยู่แล้ว มีแฟนตอนปี 3 ส่วนใหญ่ทหารได้แฟนเป็นครูเป็นหมอเพราะอยู่ในวงราชการพบกันบ่อย
ส่วนแฟนคนแรกของผมจำไม่ได้แล้ว เพราะแฟนไม่ใช่ภรรยา
เผยปกติตนเป็นคนพูดเก่ง โรแมนติก คิดแต่สิ่งดีๆ มองต้นไม้ใบหญ้าก็เอามาเขียนเป็นกลอน ชอบเขียนหนังสือและชอบภาษาไทย
ส่วนภรรยาที่มาเจอกันเพราะตนเรียนภาษาอังกฤษเพื่อไปต่างประเทศสัปดาห์ละครั้งวันละ 1-2 ชั่วโมง และอายุก็ไล่เลี่ยกัน แต่งงานกันตอนอายุ 34 ปี สมัยเป็นร้อยเอก จะหวานเเหววกันไม่ได้เพราะตนต้องอยู่ชายแดน
วันนี้เปิดความลับหมดเลย แต่อย่าทำให้ภรรยาหงุดหงิด
ส่วนที่ตนมีอารมณ์ฉุนเฉียวนั้น ตั้งแต่เป็นผู้บังคับหน่วยซึ่งถ้าดีด้วยก็จะเละเทะ แต่กับสื่อ อาละวาดทุกวันเพราะสื่อยั่ว
พร้อมได้กล่าวถึงบุตรสาว ว่าไม่อยากให้ไปไหนเพราะเป็นห่วงว่าจะลำบาก ภรรยาก็ลำบาก ส่วนแฟนของลูกสาวนั้น เขาบอกว่าถ้ามีแฟนต้องหาให้ดีกว่าพ่อ แต่ไม่ดีกว่า ไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่ที่ผ่านมาก็มีคนมาจีบลูกสาวตน แต่ตอนนี้ไม่เห็นแล้ว ลูกแฝดเลี้ยงยาก ต้องเอาเหตุผลเข้าสู้ แต่พอสู้ไม่ได้ ก็ต้องอ้างว่า เป็นพ่อนะ
นายกฯ ได้กล่าวว่า เด็กสมัยนี้เอาหัวใจมาก่อนความรู้สึก ต้องเอาเหตุผลและสมองมาด้วย เอาความรู้สึกอย่างเดียวไม่ได้ เป็นรักแรกพบไม่ดี

"บิ๊กตู่"ร่วมวง! กินเลี้ยงปีใหม่"สื่อทำเนียบ"พร้อมเล่าเรื่องเคยปีนรั้วร.ร.เสริมประสบการณ์ชีวิต

"บิ๊กตู่"ร่วมวง! กินเลี้ยงปีใหม่"สื่อทำเนียบ"พร้อมเล่าเรื่องเคยปีนรั้วร.ร.เสริมประสบการณ์ชีวิต
Cr:ทีนิวส์
วันนี้(8 ม.ค.) เมื่อเวลา 11.30 น.ที่ทำเนียบรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมงานเลี้ยงฉลองวันปีใหม่ 2559 ที่จัดโดยสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ภายใต้แนวคิดงานวันเด็ก โดยผู้สื่อข่าวบางส่วนได้มีการแต่งตัวย้อนวัยเป็นเด็กร่วมงานเพื่อชิงรางวัลการแต่งกาย โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวหยอกล้อว่า เห็นแล้วไม่มีอารมณ์ แต่เห็นแล้วน่ารัก ก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมรับประทานอาหารและกล่าวกล่าวถึงวัยเด็กให้นักข่าวฟังว่า ตนเริ่มเกเรบ้าง ปีนรั้วไปกินขนมตอนกลางคืนรอบโรงเรียน ซึ่งปีนรั้วลำบากแต่เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต ทำให้เราเอาตัวรอดได้ ส่วนเรื่องแฟนตนคบทีละคน เพราะต้องให้เกียรติ แต่เชื่อในบุพเพสันนิวาส ทุกคนมีชะตากรรม มีคู่อยู่แล้ว นักเรียนนายร้อยส่วนใหญ่มีแฟนตอนปี 3 ส่วนใหญ่เป็นครูเป็นหมอเพราะอยู่ในวงราชการพบกันบ่อย ส่วนแฟนคนแรกของตนจำไม่ได้แล้ว เพราะแฟนไม่ใช่ภรรยา และปกติตนเป็นคนพูดเก่ง โรแมนติก คิดแต่สิ่งดีๆ มองต้นไม้ใบหญ้าก็เอามาเขียนเป็นกลอน ชอบเขียนหนังสือและชอบภาษาไทย ส่วนภรรยาที่มาเจอกันเพราะตนเรียนภาษาอังกฤษเพื่อไปต่างประเทศสัปดาห์ละครั้งวันละ 1-2 ชั่วโมง และอายุก็ไล่เลี่ยกัน แต่งงานกันตอนอายุ 34 ปี สมัยเป็นร้อยเอก จะหวานเเหววกันไม่ได้เพราะตนต้องอยู่ชายแดน วันนี้เปิดความลับหมดเลย แต่อย่าทำให้ภรรยาตนหงุดหงิด ส่วนที่ตนมีอารมณ์ฉุนเฉียวนั้น ตั้งแต่เป็นผู้บังคับหน่วยซึ่งถ้าดีด้วยก็จะเละเทะ แต่กับสื่ออาละวาททุกวันเพราะสื่อยั่ว




นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม่ตนเป็นครูชอบเข้มงวด สอบภาษาไทย ตนไม่เคยโดดเรียน ไม่เคยเข้าห้องผู้ปกครอง ไม่ชอบความขัดแย้งเพราะไม่น่าจะแก้ปัญหาได้ง่าย ตนชอบเล่นบอล เป็นตำแหน่งศูนย์หน้า
จากนั้นผู้สื่อข่าวนำกล้วยให้นายกรัฐมนตรีรับประทานพร้อมระบุว่าจะได้ทำงานได้อย่างราบรื่น พล.อ.ประยุทธ์ จึงกล่าวว่า ปีนี้จะยากขึ้น เพราะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง พร้อมถามถึงครอบครัวของผู้สื่อข่าวพร้อมกล่าวถึงบุตรสาวของตน ว่าไม่อยากให้ไปไหนเพราะเป็นห่วงว่าจะลำบาก ภรรยาก็ลำบาก ส่วนแฟนของลูกสาวนั้น เขาบอกว่าถ้ามีแฟนต้องหาให้ดีกว่าพ่อ แต่ไม่ดีกว่า ไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่ที่ผ่านมาก็มีคนมาจีบลูกสาวตน แต่ตอนนี้ไม่เห็นแล้ว ลูกแฝดเลี้ยงยาก ต้องเอาเหตุผลเข้าสู้ ทั้งนี้นายกฯ ได้กล่าวว่า เด็กสมัยนี้เอาหัวใจมาก่อนความรู้สึก ต้องเอาเหตุผลและสมองมาด้วย เอาความรู้สึกอย่างเดียวไม่ได้ เป็นรักแรกพบไม่ดี
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เนื่องในโอกาสปีใหม่นี้ ทุกคนมีเวลาพักผ่อน ส่วนตนก็มีเวลา แต่ไม่ได้หยุดคิดเพราะต้องเตรียมขับเคลื่อนงานในปี 2559 เพราะถ้าเริ่มไม่ได้ ต่อไปก็จะเดินหน้าไม่ได้ ขอความร่วมมือให้เป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้องไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีก ส่วนตัวอยากให้ประชามติผ่านและเลือกตั้งโดยไม่มีความรุนแรง แต่หากอยากให้เป็นแบบเดิมก็แล้วแต่ แต่ตนไม่อยากให้มีการใส่ความกันมาก เพราะเราไม่ได้ทำการเมือง ตั้งแต่วันแรกก็ยังไม่รู้ว่าทำมาถึงวันนี้ได้อย่างไร มีทางง่ายๆ กับทางลำบาก ตนเลือกทางลำบากแต่มีเหตุผลว่าเข้ามาทำไม ทำเพื่อใคร ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ยากสำหรับตนไม่เป็นไร แต่ขอให้ง่ายต่อการใช้ชีวิตของประชาชน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ตนตัดสินใจเข้ามาเพราะคนจน ซึ่งต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่อย่างไร ไม่ใช่ใช้แต่เงิน วันนี้จะลำบากถ้าไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อยากให้เข้าใจในภาพรวม ความมั่นคงเป็นบ่อเกิดของทุกอย่าง บ้านเมืองสงบ มีเรื่องความเชื่อมั่น ขอให้ช่างน้ำหนักสิ่งที่ผมทำ หรือท่านหวังจากรัฐบาลอื่น ส่วนเรื่องราคายางพารา ถ้าขึ้นราคาให้ใครจะเป็นคนจ่ายเงิน ตอนนี้ก็กำลังเร่งให้ แต่ไม่ได้พูดออกมา ยืนยันว่าเข้าใจความลำบากของเกษตรกรชาวสวนยาง แต่ตอนรายได้ดีก็ไม่บ่น ตอนนี้ก็ขอให้ช่วยกันให้ความร่วมมือ เราใช้งบประมาณอย่างเดียวไม่ได้ หากใช้ในส่วนนี้เกษตรกรอื่นก็จะตามมา ตอนนี้กำลังลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนข้อเสนอที่ให้นำยางไปทำถนนและพยุงราคายางและข้อเสนอของเกษตรกรที่ให้อยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท นายกฯ ระบุว่า รัฐบาลทำอยู่นำไปทำถนน แต่ตอนนี้ราคาถนนสูงขึ้น 15 % ถ้าอุดหนุนราคายางให้ได้ 60 บาท จะกลายเป็นอัดยายซื้อขนมยาย ค่ายางและค่าถนนจะแพงขึ้น เสียทั้ง 2 อย่าง ตอนนี้ไม่ขอบอกว่าตอนนี้กำลังทำอะไร ขอให้เป็นไปตามระบบ และใช้งบประมาณไปกว่า 2.5 แสนล้านบาทแล้ว ตนไม่อยากให้กลไกตลากบิดเบือน แต่กำลังสร้างกลไกเพื่อนำไปสู่การผลิตให้ได้ ทั้งนี้ในอดีตเคยสั่งให้มีการลดการผลิต ลดการปลูกแต่ก็ไม่สำเร็จ เกษตรกรจะยอมไหม เรื่องนี้มีการพูดมานาน พูดแล้วก็ไม่มีใครเชื่อ ตนรู้ใครพูดใครทำอยู่เพราะเขาเชื่อนักการเมืองท้องถิ่นมากกว่า ที่ผ่านมามีการส่งเสริมการปลูกยาง บุกรุกป่าเพื่อปลูกยางบนเขา เมื่อสั่งตัดก็หาว่าทำร้ายคนจน จึงต้องทำให้เกิดจากความสมัครใจ ส่วนการชุมนุมประท้วง ตนสั่งการไปแล้ว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการพูดคุยกับตัวแทนเกษตรกรไปแล้วเมื่อวานนี้ ตนก็รักเกษตรกรทุกคน แต่ไม่มีเงินจะให้ทำอย่างไร ทุกเรื่องถ้าเรียกร้อง ประท้วง ข่มขู่ตนไม่ทำให้ แต่จะทำในแบบของตน ไปประท้วงบนถนนก็โดนคดี ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย อย่าหาว่ารังแกคนจน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ตนอยากอยู่กับสื่อทำเนียบ เพราะถือว่าเป็นสมาชิกร่วมกัน แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุย อยากให้ทุกคนได้รู้ เราไม่สามารถทำได้อะไรทุกอย่าง และปีกว่าที่ผ่านมาไม่สามารถทำได้หมด หมดหน้าที่กลับบ้านนอน ดูลูกหลานโตมา ซึ่งน่ากังวลว่าวันหน้าจะมีงานทำไหม ไม่รู้จะทำเพื่ออะไร อยากทำให้เป็นมรดก สื่อน่ารักทุกคน ไม่ได้โกรธใครเลย อยากให้สร้างสังคมให้ปลอดภัย ไม่ได้อยากให้เขียนสนับสนุนตน แต่ขอให้นำเสนอสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำด้วยให้คนได้ตัดสินใจ หนังสือพิมพ์เขียนให้อีกฝ่ายอยู่ข้างหน้า แต่เขียนให้ตนอยู่ข้างใน ใครพูดก่อนคนเห็นก็เชื่อไปแล้ว ต้องสร้างใหม่ให้คนมีเหตุมีผล ไม่ใช่เขียนให้ทะเลาะกัน บอกแค่ฝ่ายไหนบอกว่ายังไง ทำไมเราต้องทำให้เกิดความขัดแย้ง
นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ ยังอวยพรวันปีใหม่ให้ผู้สื่อข่าวให้มีความสุข ให้โอกาสและให้อภัยทุกคน และขอรวยอย่างพอเพียง เคยซื้อล็อตเตอร์รี่หรือไม่ มันถูกกันง่ายหรือไง ถ้าใครได้แบ่งหน่อย มีคนไม่ซื่อ มันก็เหมือนเดิมมาจองก็เหมือนเดิมนอมิดี แก้แล้วก็เหมือนเดิม สังคมไม่ร่วมมือ ตอนนี้ตนหาวิธีการอยู่ ให้โควต้า 25 ล้านใบ ผู้พิการ อีก 25 ให้ทั่วไป ผู้พิการบอกยังไม่พอ ตนต้องไปไล่รื้อดู
ทั้งนี้ระหว่างรับประทานอาหารนายกฯ ได้ถามช่างภาพว่า มีรูปตนกี่หมื่นรูปแบบ พร้อมเรียกช่างภาพและผู้ช่วยช่างภาพมาถ่ายรูปร่วมกับตน

5 นักกิจกรรมส่องโกงราชภักดิ์ ประกาศไม่ร่วมกระบวนการยุติธรรมแบบคสช.

5 นักกิจกรรมส่องโกงราชภักดิ์ ประกาศไม่ร่วมกระบวนการยุติธรรมแบบคสช.
นักกิจกรรมส่องโกงราชภักดิ์ 5 คน มาที่สถานีตำรวจรถไฟธนบุรีแต่ไม่เข้ารายงานตัวกับพนักงานสอบสวน พร้อมแถลงขอไม่เข้าร่วมกระบวนการยุติธรรมแบบคสช. ขณะที่อีก 5 คนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกและให้การปฏิเสธแล้ว ส่วนอีก 1 คนไม่ปรากฏตัว
วันนี้ (8 มกราคม 2559) ที่สถานีตำรวจรถไฟธนบุรี เวลา 10.00 น. อานนท์ และ กรกนก ซึ่งเป็น 2 ใน 11 นักกิจกรรมส่องกลโกงอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งถูกควบคุมตัวที่สถานีรถไฟบ้านโป่ง เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2558 และถูกแจ้งข้อหาชุมนุมฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 3/2558 เข้ารายงานตัวและรับทราบข้อกล่าวหา โดยทั้งสองให้การปฏิเสธกับพนักงานสอบสวน และจะทำคำให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือมายื่นภายในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559
โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 นักกิจกรรมที่ถูกออกหมายเรียก 2 ราย คือ วิจิตรและกิตธัช เข้ารายงานตัวและพนักงานสอบสวนสอบปากคำ โดยกิตธัชให้การปฏิเสธ และจะทำคำให้การเป็นหนังสือภายในวันที่ 15 มกราคม 2559 ขณะที่วิจิตรปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อ แต่ได้รับแจ้งจากตำรวจว่า วิจิตรให้การปฏิเสธ
ต่อมาประมาณ 14.00 น. นักกิจกรรมอีก 5 คน ประกอบด้วย สิรวิชญ์, ชนกนันท์, อภิสิทธิ์, ชลธิชา และกรกช มาถึง สน.ตำรวจรถไฟธนบุรี พร้อมแสดงจุดยืนไม่ขอเข้าร่วมกระบวนการยุติธรรมที่ คสช. เป็นผู้กำหนด โดยยืนยันไม่เข้ารายงานตัวตามหมายเรียก สำหรับบรรยากาศภายนอกสถานีตำรวจ เต็มไปด้วยสื่อมวลชนและประชาชนกว่า 100 คน ส่วนเจ้าหน้าที่ยังไม่มีท่าทีห้ามปรามการทำกิจกรรม
14.30 น. หลังอ่านแถลงการณ์ ประชาชนส่วนหนึ่งเข้ามอบดอกไม้ให้นักกิจกรรม ขณะที่พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ร่วมอ่านบทกวี และกลุ่มดาวดินมาร่วมร้องเพลงให้กำลังใจ
14.40 น. อภิสิทธิ์ หนึ่งในนักกิจกรรม ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าคำสั่งคสช.ไม่ใช่กฎหมาย วันนี้มาแสดงตัวว่าไม่หลบหนี แต่ไม่ยอมรับหลักการของ คสช. นอกจากนี้ หลังให้สัมภาษณ์สื่อ กลุ่มนักกิจกรรมได้เปิดตัวหนังสือ ก้าวข้าม ฉบับเดือนธันวาคม 2558 ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยรางวัลแด่ผู้ตรวจสอบคอร์รัปชั่นภายใต้รัฐประหาร
จากนั้นในเวลาประมาณ 15.20 น. วิศรุต หนึ่งใน 11 นักกิจกรรมที่ถูกออกหมายเรียก เข้ารายงานตัวกับพนักงานสอบสวน สน.ตำรวจรถไฟธนบุรี
ขณะนี้สรุปได้ว่า นักกิจกรรมที่ถูกแจ้งข้อหาชุมนุมฝ่าฝืนคำสั่งคสช.จากกิจกรรมส่องโกงราชภักดิ์ เข้ารายงานตัว 5 คน มาที่สน.แต่ไม่รายงานตัว 5 คน และอีก 1 คน คือ ธเนตร ซึ่งถูกตั้งข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ด้วย ไม่ปรากฎตัว

ปิดประตูปรองดอง กระบวนการออกกฎหมายค้ำยันอำนาจ

21 ธ.ค.59 ไทยรัฐ

“ต้องทำให้ชัดเจน ถ้าปล่อยไว้จะลามออกไป”
นายชัยเกษม นิติสิริ แกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีต รมว.ยุติธรรม สะท้อนมุมมองถึงโครงการสร้างอุทยานราชภักดิ์ ระหว่างให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง โดยพยายามบอกไปถึงรัฐบาลและ คสช.ว่า ในเมื่อคนในรัฐบาลยังออกมายอมรับว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ก็จะต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้สะเด็ดน้ำ ไม่เช่นนั้นประเด็นนี้จะลุกลามออกไปได้
รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมา ในยามปกติมี ส.ส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชน จะคิดและพิจารณาว่าจะมีกฎหมายอย่างไรถึงเหมาะสม ต้องผ่านวุฒิสภา กฤษฎีกาถึงจะออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้
ขณะที่ในยุคปัจจุบันกฎหมายเกิดขึ้นโดยคณะปฏิวัติ มันตั้งธงได้ อยากได้อะไรก็บอกไป แม้มีคนที่คัดค้านบ้าง แต่ในที่สุดกฎหมายออกมาตามธง เช่น รัฐธรรมนูญที่กำลังร่างกันอยู่ จะให้ออกมาเหมือนสมัยมีสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้
ผู้นำประเทศอาจจะคิดดีต่อบ้านเมือง อยากจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในเมื่อผู้นำมาจากการปฏิวัติ มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้คนรอบข้างอาจจะไม่กล้าเถียงและแนะนำ
ทำให้กฎหมายบางฉบับที่ออกมาอาจจะไม่รอบคอบ เมื่อคลอดกฎหมายออกมานำไปใช้ก็ต้องมีกติกาที่ถูกต้อง คนใช้และปฏิบัติต้องรู้กฎหมายอย่างลึกซึ้ง ถ้าไม่รู้ควรปรึกษาผู้ที่รู้
ดูแล้วปัญหาการบังคับใช้กฎหมายอาจจะเกิดจากผู้นำมีอำนาจพิเศษ มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นายชัยเกษม บอกว่า ถูกต้อง เพราะคนที่มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์จะทำอะไร ออกกฎหมายอะไรก็ได้
เฉกเช่นเรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการข้าวคงเหลือในการดูแลของรัฐ ยังใช้มาตรา 44 เพื่อคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการระบายข้าว
ความจริงใช้กฎหมายปกติก็ได้ เพราะการทำสุจริตไม่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่อาจจะไปกระตุ้นผู้ปฏิบัติหน้าที่ว่าไม่ต้องรับผิด หากทำอย่างนี้บ่อยๆจะไม่เป็นไปตามหลักยุติธรรมที่ควรจะเป็น
ถามว่าใช้คำสั่งตามมาตรานี้ได้หรือไม่ ก็ทำได้ แต่ถ้าวันหนึ่งศาลพิพากษาว่าไม่ได้เป็นรัฏฐาธิปัตย์เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในประเทศอาร์เจนตินา เท่ากับนิรโทษกรรมตัวเองไม่ได้ ในที่สุดก็โดนดำเนินคดีกันเป็นทิวแถว มันก็เกิดขึ้นได้
เพราะวัฒนธรรมของประเทศ การดำเนินการต่างๆ แนวคิดในกระบวนการยุติธรรมมันผูกกันอยู่ตลอดเวลา แต่ก็สามารถเปลี่ยนได้
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า บ้านเมืองยังอยู่ในความขัดแย้ง การใช้กฎหมายแม้เป็นไปตามเจตนารมณ์หรือองค์ประกอบแล้ว แต่ถูกมองว่ายังไม่ยุติธรรม เช่น เปรียบเทียบการดำเนินคดีระหว่างโครงการรับจำนำข้าวกับโครงการสร้างอุทยานราชภักดิ์ สุดท้ายควรมีข้อยุติอย่างไร นายชัยเกษม บอกว่า การใช้กฎหมายต้องถูกต้องและเป็นธรรมไม่เอื้อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
สิ่งที่ทำไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ผลที่ออกมาถูกมองว่าสองมาตรฐาน แบบนี้แก้ยากมาก เพราะคนไทยแบ่งเป็นฝักฝ่ายและตั้งแต่ปฏิวัติมายังไม่เห็นว่าจะทำให้เกิดความปรองดองขึ้นได้อย่างไร จุดนี้สำคัญ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พูดย้ำตลอดว่า ได้ทำเพื่อให้เกิดความปรองดอง สามัคคี แต่สิ่งที่ปรากฏต่อสาธารณะปรากฏว่า ประชาชนไม่รู้สึกอย่างนั้น แม้ท่านจะตั้งใจจริงจังหรือไม่ สุดท้ายผลมันไม่ออกมา
ขณะที่โครงการรับจำนำข้าว คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าเป็นการทำตามรัฐธรรมนูญ เพื่อทำให้สินค้าเกษตรมีราคา เป็นโครงการสาธารณะ ซึ่งจะต้องไม่ดูว่ามีกำไรหรือขาดทุน เพราะต้องการช่วยชาวนาให้มีฐานะอยู่ในสังคมได้และกระตุ้นเศรษฐกิจ
ล่าสุดนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ออกมาบอกว่า นโยบายนี้ไม่ผิด แต่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ เตือนแล้วไม่ฟัง ก็ต้องไปดูว่าใครเตือน
ทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ไม่ได้มีหน้าที่บอกให้รัฐบาลทำนั่นทำนี่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาเตือน ไปดูว่า ป.ป.ช.มีหน้าที่เตือนรัฐบาลได้หรือไม่
เมื่อเปิดกฎหมายดูแค่สามารถแนะนำได้ รัฐบาลก็ไปดูว่าจะแก้ไขปรับปรุงอย่างไร ถ้าไปทำตามองค์กรเหล่านี้ หรือทำตามฝ่ายค้านเตือน แบบนี้รัฐบาลก็บริหารประเทศไม่ได้
โดยเฉพาะรัฐบาลต่อไปจะมีปัญหาหากบอกว่าเตือนแล้วไม่ฟัง ถ้าต่อไปมีคนเข้าชื่อกัน 2 หมื่นชื่อ เพื่อเตือนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ไม่ให้ทำโครงการนั้นๆ ถ้าเกิดความเสียหาย
ขึ้นมาท่านต้องรับผิดชอบ มันทำได้หรือ ก็ทำไม่ได้
ขอให้ทุกคนคิดในภาพใหญ่ เมื่อออกนโยบายไปแล้วมีการทุจริตในระดับล่างก็ต้องแยกไปเป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติ
แต่ถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถูกลงโทษ ต่อไปใครเป็นรัฐบาลจะทำอะไรต้องคิดแล้วคิดอีก ซึ่งมันไม่ดี ยิ่งขณะนี้มีความพยายามเร่งรัดการสอบทางแพ่ง การเร่งรัดไม่ผิดเพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องของอายุความ
แต่ที่น่าคิดเมื่อรัฐบาลตัดสินใจและไม่เปลี่ยนใจที่จะใช้ความรับผิดทางละเมิด ขอตั้งข้อสังเกตให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว ควรทำด้วยความรอบคอบ เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
หากโครงการนี้เสียหายจริงจะต้องพิจารณาแบ่งสัดส่วนว่าใครรับผิดชอบจำนวนเท่าไหร่แล้วไปชำระค่าเสียหายตามนั้น ซึ่งมีทั้งใน ครม. ข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกนับร้อย แต่กลับเน้นสอบ น.ส.ยิ่งลักษณ์คนเดียว
ขอแนะนำว่าไม่ควรรวบรัดทำแบบลวกๆ ระวังผู้นำจะไม่สุจริตต่อหน้าที่ เพราะไม่ถูกต้องทางกฎหมายและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ยิ่งเป็นคำสั่งของนายกฯที่เป็นคนล้มรัฐบาลย่อมไม่มีความสง่างาม เหมือนเป็นคู่กรณีต่อกัน ตามล้างตามเช็ดกันได้ทุกเรื่อง ลักษณะนี้ควรไปที่ศาลจะสง่างามกว่า
และถ้าขืนทำต่อไปในอนาคตคงต้องออกมาตรา 44 ยกเว้นว่าทำอะไรไม่ผิดอีก
ส่วนโครงการอุทยานราชภักดิ์ พอเกิดขึ้นในยุคทหารเรืองอำนาจก็ไม่อยากให้มีข่าวออกมาว่ามีการทุจริต แต่หลีกไม่พ้นแล้ว เพราะมีบุคคลในรัฐบาลพูดเองว่ามีการทุจริตก็ต้องเดินหน้าตรวจสอบ แต่จะทำได้เนียนแค่ไหน ถ้าทำไม่เนียนวันหลังก็ปรากฏว่าทำไม่ถูกต้อง ภาพของรัฐบาลก็เสียหาย
และไม่ใช่ไปบอกว่ากองทัพบกไม่มีอะไร ถ้ามีไปถามเอาเอง คนมีอำนาจจะทำอะไรก็ได้ แต่ต้องทำให้ประชาชนรับได้
ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลและ คสช. การร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปเป็นห่วงอะไรเป็นพิเศษ นายชัยเกษม บอกว่า ประเทศไทยมาถึงวันนี้เหนื่อย
รัฐบาลจะไปไม่รอดถ้าไม่ปรับกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การร่างรัฐธรรมนูญต้องยึดหลักประชาธิปไตย
แต่ขณะนี้เริ่มชัดเจนทั้งที่มาของ ส.ส. และ ส.ว. ที่มาของนายกรัฐมนตรี องค์กรที่จะตัดสินวิกฤติของประเทศ นายชัยเกษม บอกว่า การออกแบบให้กลุ่มบุคคลหรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด สามารถคานอำนาจรัฐบาลที่มาจากประชาชนได้ เพราะคนออกแบบเชื่อว่ารัฐบาลเข้ามาแล้วจะไม่สุจริต
ความจริงรัฐบาลไหนเข้ามาไม่สุจริตจะต้องถูกตรวจสอบอย่างเต็มที่ แต่จะกำหนดให้องค์กรต่างๆมาช่วยปกครองประเทศกับรัฐบาล จะทำให้รัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้
องค์กรที่มาไม่ใช่เทวดามีขึ้นมาแล้วจะทำอะไรก็ได้ ยิ่งเป็นองค์กรที่ไม่ได้มาจากประชาชน อาจจะทำหน้าที่ได้ดี แต่ส่วนใหญ่ทำหน้าที่ได้ไม่ดี ฉะนั้นถ้าออกแบบระบบให้วิตถารก็ไม่ไหวไปไม่ได้
ในหลักการนิรโทษกรรมมาถึงวันนี้ควรจะยกเว้นใครบ้าง และควรกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไว้อย่างไร เพื่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมเดินหน้าสู่การปรองดอง นายชัยเกษม บอกว่า อีกไม่กี่วันรัฐธรรมนูญก็ออกมาแล้วคงจะรู้
แต่พอออกมาอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะบอกว่าแรงไป และโทษบางอย่างอาจจะกันไว้เลยว่าเป็นโทษที่รุนแรง หรืออาจจะให้รับโทษกึ่งหนึ่งจะได้เบาหน่อย
วันนี้รัฐบาลต้องตัดสินว่าจะเอาอย่างไร.
ทีมการเมือง

DEMO ยางพารา ซู พุฒิชาติ





มีการเตรียมแต่งเพลง ไว้สำหรับเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวสวนยาง




เปิดชื่อ 5 ผู้สมัครเข้ารอบสุดท้ายสรรหา ผอ.ไทยพีบีเอส คาดรู้ผล 14 ม.ค.นี้


คณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ "ไทยพีบีเอส" เปิดชื่อผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบ 5 คนสุดท้ายจาก 13 คน เตรียมส่งชื่อให้คณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส คัดเลือก  คาดรู้ผล 14 ม.ค.นี้
default tpbs
วันที่ 7 มกราคม เว็บไซต์"ไทยพีบีเอส" รายงานระบุคำให้สัมภาษณ์ของนายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอสเปิดเผยว่ากรรมการได้พิจารณาคัดเลือกผู้สมัครและกลั่นกรองให้เหลือ 5 คน โดยมีรายชื่อผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกรอบที่ 1 ดังนี้
1. ผศ.นลินี สีตะสุวรรณ
2. นายสุระ เกนทะนะศิล 
3. นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ 
4. นายศักดิ์ชัย พฤฒิภัค 
5. นายกฤษดา เรืองอารีรัชต์
นายเดชอุดม กล่าวว่า วันที่ 7 มกราคานี้ ผู้สมัคร 13 คน ได้มาแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหา โดยใช้เวลาคนละ 30 นาที ก่อนที่คณะกรรมการจะคัดเลือกเหลือ 5 คน หลังจากนี้ คณะกรรมการสรรหาจะนำรายชื่อพร้อมประวัติและผลงานของทั้ง 5 คน เสนอต่อประธานคณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพิจารณาคัดเลือกรอบสุดท้ายและแต่งตั้งผู้อำนวยการไทยพีบีเอส โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสจะประชุมในวันที่ 14 ม.ค.2559 เพื่อคัดเลือกและแต่งตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง ผอ.ไทยพีบีเอสคนใหม่
สำหรับผู้สมัครทั้ง 13 คน   ได้แก่
1.นายพัฒนะพงศ์ จันทรานนทวงศ์
2.ผศ.นลินี สีตะสุวรรณ
3.นายสุระ เกนทะนะศิล
4.นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
5.นายวีระยุทธ โชคชัยมาดล
6.นายศักดิ์ชัย พฤฒิภัค
7.นายสะหะศักดิ์ กลิ่นสุวรรณ
8.นายอนุพงษ์ ไชยฤทธิ์
9.นางสุวรรณา บุญกล่ำ
10.นายสุรภากร ศรีวุฒิวงศ์
11.นายธนกร ศรีสุขใส
12.นายกฤษดา เรืองอารีย์รัชต์
13.นายยุทธนา วรุณปิติกุล
การสรรหาผู้อำนวยการไทยพีบีเอสคนใหม่ มีขึ้นหลังจากคณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เลิกสัญญาจ้าง นายสมชัย สุวรรณบรรณ ผอ.ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2558 โดยชี้แจงว่านายสมชัยได้กระทำผิดสัญญาจ้าง เรื่องการปฏิบัติงานตามแผนงานที่ได้รับความเห็นชอบให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด และการจัดทำรายงานแสดงผลการปฏิบัติงานเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายทุกสามเดือน การเลิกจ้างผู้อำนวยการไทยพีบีเอสครั้งนี้ มีผลให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. พ้นจากตำแหน่งตามวาระของผู้อำนวยการด้วย ส่วนคณะกรรมการบริหารทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งทันที ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ด้วย

ไพศาล:การตั้งสังฆราช

′ไพศาล′ออกตัวเเรง ติงแก๊งวิ่งราวอำนาจพระสังฆราช ย้ำ ′บิ๊กตู่′มีอำนาจใช้ดุลยพินิจ 
https://t.co/MuoQ2zQYr8
##kook kai

  เมื่อวันที่ 7 มกราคม นาย พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.
อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol กล่าวถึงประเด็นที่มีการกล่าวถึงในทำนองว่า การเลือกสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ ว่าต้องตั้งเรื่องจาก "มหาเถรสมาคม" เพราะไม่เคยมีประเพณีปฏิบัติเป็นอย่างอื่น และมหาเถรสมาคมไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกองค์อื่น เพราะถูกบังคับตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 แล้วว่า ต้องเป็นสมเด็จที่มี "อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ซึ่งไม่ใช่พรรษา" ว่า

อย่าคิดว่าเคยวิ่งราวชิงอำนาจสมเด็จพระสังฆราชสำเร็จมาหนหนึ่งแล้ว จะทำซ้ำได้อีก คนเขารู้ทันกันหมดแล้ว ครั้งนั้น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก กำลังปฏิบัติพระภารกิจในพระอุโบสถวัดบวร พวกแก๊งวิ่งราวกลับตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อ้างว่าสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เป็นบาปนักบาปหนา จนหลวงตาพระมหาบัวและพระป่ากว่า 400 รูปประชุมสงฆ์ ลงพรหมทัณฑ์สวดคว่ำบาตรไม่ให้ไปสวรรค์นิพพานได้อีก จนบัดนี้ก็ยังแก้ไม่ตก

นายไพศาล กล่าวต่อว่า "มาครั้งนี้ ก็ทำท่าจะวิ่งราวอีกแล้ว กำลังหลอกใครต่อใครว่าการตั้งสมเด็จพระสังฆราชเป็นอำนาจของมหาเถร ที่ต้องเลือกตามอาวุโสโดยสมณศักดิ์ แล้วนายกฯ เป็นแค่ไปรษณีย์ จะต้องนำความกราบบังคมทูลไปตามนั้น นี่มันเตรียมการวิ่งราวกันชัด ๆ"

ทั้งนี้ ขอประกาศให้รู้โดยทั่วกันว่า หนึ่ง การนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช เป็นอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีอำนาจใช้ดุลยพินิจว่าสมควร หรือถึงเวลา หรือเหมาะสมที่จะนำความกราบบังคมทูลเมื่อใด อย่างไร ใครจะมาบังคับไม่ได้

และสอง ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะนำความขึ้นกราบบังคมทูล ก็ต้องพิจารณา 4 ประการ
(1) มหาเถรให้ความเห็นชอบว่าสมควรเสนอสมเด็จพระราชาคณะรูปใด

(2) สมเด็จพระราชาคณะรูปนั้น มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์

(3) สมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์นั้น สามารถปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้ ถ้าปฏิบัติไม่ได้ก็ต้องเสนอสมเด็จพระราชาคณะลำดับถัดไปโดยลำดับ

(4) สมเด็จพระราชาคณะรูปนั้น จะทรงเป็นสกลมหาสังฆปริณายก คือเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของคณะสงฆ์ทั้งประเทศและของพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศ จะสามารถทำหน้าที่ถวายพระธรรมและคำอธิบายทางพระพุทธศาสนาแก่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ได้หรือไม่ มีความบริสุทธิ์ในศีล มีจริยาวัตรอันงาม ไม่ต้องคดีอาญาแผ่นดิน ไม่ตกเป็นที่ครหานินทาเรื่องหนีภาษี เรื่องสั่งสมทรัพย์สิน เรื่องรับสินบน เรื่องตั้งคนปาราชิกให้ดำรงสมณศักดิ์ เรื่องตั้งตนเสมอเจ้า มอบพัดยศแก่ผู้ที่ไม่ไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานเสียเอง เหล่านี้ เป็นต้น

เมื่อนายกรัฐมนตรีพิจารณาโดยชอบ และเห็นสมควรนำความขึ้นกราบบังคมทูลแล้ว ยังเป็นอำนาจของคณะมนตรีที่จะกลั่นกรองตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม จากนั้นยังเป็นพระราชอำนาจที่จะทรงสถาปนาอีกด้วย

"การที่ขบวนการวิ่งราวอำนาจอ้างแต่เพียงอำนาจมหาเถรอ้างแต่เพียงอาวุโสโดยสมณศักดิ์เพียงสองเรื่องแล้วตัดอำนาจความถูกต้องชอบธรรมทั้งสิ้นทั้งปวงจึงเป็นเรื่องที่สาธุชนทั้งหลายพึงเข้าใจ พึงติเตียน บ้านเมืองนี้ศักดิ์สิทธิ์ พระสยามเทวาธิราชมีจริง เราจึงอยู่รอดปลอดภัยกันมาได้ จงวางใจเถิด" นายไพศาล กลาวทิ้งท้าย

cr..matichon online

อิหร่านกับอินเดียจับมือสหรัฐสะดุ้ง

ข่าวจากสำนักข่าวอินเดียส่วนมากผมจะอ่านแบบผ่านๆ เพราะส่วนมากจะมีเนื้อข่าวนิดเดียวแต่ขนเยอะตามประสาแขกอินเดีย ต้องมีการเกริ่นว่า นาร้ายย นารายณ์ ก่อนสามรอบถึงจะพูดเนื้อข่าวออกมา   แต่ข่าวจากสำนักข่าวอินเดียเอ็กเพสข่าวนี้ผมเอามาผสมกับสำนักข่าวจากรัสเซียที่เป็นข่าวเดียวกันแล้วค่อยกระชับมีเนื้อข่าวเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
   
   
เวลานี้อิหร่านและอินเดียจับมือกันขายน้ำมันเป็นเงินรูปีแล้ว โดยถีบเปโตรดอลล่าทิ้งแบบขัดใจอเมริกายิ่งนัก  เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อิหร่านกับอินเดียตกลงซื้อขายกันเป็นรูปีมาหลายปีแล้ว โดยปี 2013 ตกลงกันว่าอินเดียจะจ่ายเงินค่าน้ำมันเป็นรูปี 45% และที่เหลือเป็นดอลล่า เพราะอิหร่านเองโดนอเมริกาแซงชั่นมานานตั้งแต่ยุคอิมหม่ามโคไมนี ย่อมขาดเงินดอลล่ามาหมุนเวียนในการค้าขายกับประเทศอื่นที่ไม่ได้แซงชั่นอิหร่านแต่อยากขายของให้อิหน่านเป็นดอลล่า  
   
   
แต่เวลานี้อิหร่านหลุดจากการแซงชั่นแล้วโดยอเมริกาและยุโรปปลดการแซงชั่น หลังจากอิหร่านตกลงตามข้อเสนอโดยส่งยูเรเนียมทั้งดิบและปรับปรุงสภาพแล้วออกไปนอกประเทศทั้งหมด โดยอิหร่านตัดสินใจส่งให้รัสเซียมิตรรักเก็บรักษาเอาไว้ให้  ดังนั้นอิหร่านวันนี้จึงไม่เดือดร้อนเรื่องดอลล่าอีกแล้ว  จึงตกลงกับอินเดียว่าจะขายน้ำมันทั้งหมดเป็นอินเดียรูปีโดยโอนเงินเข้าธนาคารในอินเดียที่เป็นบัญชีของบริษัทน้ำมันแห่งชาติของอิหร่านทั้งหมดนั่นง่ายดี เนื้อข่าวมีอย่างนี้ครับ
Ditching the dollar, Iran and India have agreed to settle all outstanding crude oil dues in rupees in preparation to future trade in their national currencies. The dollar dues — $6.5 billion equaling 55 per cent of oil payment — would be deposited in National Iranian Oil Co account with Indian banks
อย่าสับสนเรื่อง 55% นะครับ อย่างที่ผมบอกนั่นแหละผมไม่ชอบอ่านข่าวจากสำนักข่าวอินเดียก็เพราะแบบนี้แหละ  ถ้าไม่รู้เรื่องที่ทั้งสองตกลงกันก่อนเรื่อง 45%  ที่ขายเป็นรูปีตั้งแปี 2013 ก็อ่านแล้วงงตายห่ะ   ส่วนยอดเงินนั้นคือ 6.5พันล้านเหรียญ ไม่น้อยเลยทีเดียว แบบนี้อเมริกากระอักเลือดแน่อน  ดอลล่าวูบไปจากตลาดน้ำมันไม่ใช้น้อย  
    
   
และอีกอย่างต้องไม่ลืมว่าอิหร่านนั้นเป็นเศรษฐีน้ำมันมาตั้งแต่ยุคพระเจ้าชาร์ปาเลวีแล้วนะครับ มีเงินฝากไว้ที่อเมริกามหาศาลพอถึงยุคปฎิวัติอิหร่านโดยอิมหม่ามโคไมนี อเมริกาแซงชั่นอิหร่านแล้วยึดเงินที่อิหร่านฝากไปทั้งหมด  ถึงวันนี้อิหร่านก็ยังไม่ได้เงินที่ฝากไว้คืน  ผมเชื่อว่าถ้าอิหร่านทวงเงินก้อนนี้คืนพร้อมดอกเบี้ยอเมริกาสะดุ้งแน่เพราะมันเป็นเงินไม่น้อยเลย  ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะหลักหลายพันล้านเหรียญ  
 
   
 ************************************************************************
    
ตรงนี้ผมคุยเล่นๆเรื่องคนอิหร่านจากที่ผมเคยสัมผัสมากับตัวเองครับ  ใครไม่อยากอ่านข้ามไปอ่านข่าวต่อข้างล่างได้เลยครับ
   
หลายๆคนจะมองว่าคนอิหร่านนั้นเหมือนมารร้ายตามที่อเมริกาเป่าหูมาเป็นสิบปี  แต่ผมบอกได้เลยว่าคนอิหร่านนั้นคบง่ายที่สุดแล้วในบรรดาแขกอาหรับทั้งหลาย  และเป็นคนที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรเหมือนพวก อียิปต์ หรือ ตุรกี ที่ผมถือว่าเป็นแขกคบยาก   ผมมีเพื่อนเป็นอิหร่านหลายคนสมัยที่ยังทำมาหากินอยู่ในมหาวิทยาลัย  แต่ละคนนั้นนิสัยดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนอื่นแม้จะต่างศาสนา  และผู้หญิงอิหร่านก็หน้าตาคมเข้มสวยมากเกือบทุกคน ไม่ได้คุลมเป็นไอ้โม่งไปทุกคนตามภาพที่เห็นออกมาจากข่าวฝั่งอเมริกาหรอกครับ   พวกเธอมีเสรีภาพที่จะเปิดหน้าแต่ตัวตามแฟชั่นเดินกับสามีออกไปช็อบปิ้งได้ตามปกติไม่ต่างกับสมัยพระเจ้าซาร์ยังปกครองอยู่   และบรรดาเมียๆ ของคนอิหร่านนี้ชอบทำอาหารมากทุกบ้าน   เพียงแต่ชมว่าพวกเธอทำอาหารอร่อยเพียงครั้งเดียว พวกเธอจะผลัดกันส่งอาหารอิหร่านให้ผมกินจนบรรดาสามีเรียนจบกลับบ้านเลยทีเดียว  และเป็นแบบนี้ทุกคนเสียด้วยจนกลายเป็นว่าพวกสามีเธอกินอะไรต้องมีของผมใส่กล่องมาฝากด้วย โดยผลัดกันนัดสลับส่งอาหารมาวันละบ้าน ผมกินแต่อาหารใส่เครื่องเทศบ่อยๆ จนผมมีกลิ่นตัวเหมือนแขกไปเลย  ผมมีเพื่อเป็นอิหร่านที่มาเรียนหลายรุ่น  สิบกว่าคน ผมยังไม่เจอคนอิหร่านทำตัวเลวมีนิสัยเป็นแขกเห็นแก่ตัวเหมือนแขกทั่วไปเลยสักคน   ถ้าไม่ติดว่าผมมีเมียแล้วจะหาเมียเป็นอิหร่านที่รัฐบาลส่งมาเรียนต่อต่างประเทศสักคนน่าดี   
   
   
และอีกอย่างคือคนอิหร่านเข้ามารับราชการในราชสำนักสยามหรือเข้ามาค้าขายกับสยามตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาแล้วนะครับ  ลูกหลานอิหร่านที่กลายเป็นคนไทยยังมีเต็มเมืองทั้งสายบุนนาคพุทธและบุนนาคมุสลิม ล้วนสืบเชื้อสายมาจากท่านเจ้าพระยาบวรราชนายก เฉกอะหมัด ทั้งนั้น แต่ไม่เคยมีแขกจากสายอื่นหรือประเทศอื่นเข้ารับราชการกรมท่าหรือกรมอื่นเลยในครั้งกรุวศรีอยุธยา ทั้งที่แขกพวกนั้นอยู่ใกล้สยามมากกว่าอิหร่าน  สายเจ้าเมืองทางใต้ของสยามในยุคเมื่อสามสี่ร้อยปีก่อนล้วนแต่มีเลือดอิหร่านไม่มากก็น้อยกันทั้งนั้น เวลานี้ ตระกูล บุนนาค อหะหมัดจุฬา อากาหยี่ และนนทเกษ ล้วนแต่มาจากอิหร่านตั้งแต่สมัยอยุธยาทั้งนั้น
  
 *********************************************************************************************
   
  
โม้เรื่องคนอิหร่านกับสาวอิหร่านมากไปแล้ว ผมต่อเรื่องอิหร่านขายน้ำมันให้อินเดียดีกว่า   การที่มีการตกลงขายเป็นรูปีนั้นเป็นเพราะอิหร่านเรียลนั้นเป็นค่าเงินที่ใช้ในประเทศ ไปแลกนอกประเทศก็ไม่มีใครเอาเพราะติดแซงชั่นจากอเมริกามานาน แต่ครั้งนี้ดอลล่าโดนถีบออกไปจากระบบทั้งหมดโดยอิหร่านยอมรับรูปีอินเดียล้วนๆ นั้นน่าจะทำให้อเมริกาหนวดกระดิกพอสมควร  เพราถ้าจะคิดตัวเลขแล้วจากตามข่าวแล้ว ปีละสามพันล้านดอลล่าหายวูบไปจากตลาดน้ำมันของอิหร่าน  นี่ยังไม่รวมที่จีนกับรัสเซียกอดคอกันถีบเปโตรดอลล่าทิ้งโดยซื้อขายเป็นเงินหยวนกับเงินรูเบิ้ลล้วนๆ อีกนะครับ ค่าเงินต่อปีไม่น้อยเลยทีเดียวแถยังจ่ายล่วงหน้าอีกด้วย  และเวลานี้รัสเซียกับกลุ่มยูโรก็ตกลงเรื่องการซื้อขายแกสเป็นเงินยูโรกับเงินรูเบิ้ลแล้ว  ถ้ารวมๆทั้งหมดในช่วงที่ผ่านมาไม่กีปี ตลาดเงินของเปรโตรดอลล่าของอเมริกาหายไปปีละนับหลายพันล้านเหรียญ หรืออาจจะชนหมื่นล้านเหรียญเลยทีเดียวถ้ารวมทั้งโลก
   
   
เรื่องนี้ถ้าถอยหลังไปอีกไม่กี่สิบปี ซัดดัม ฮุดเซ็น ปธน.ของอิรักเป็นผู้ค้าน้ำมันคนแรกที่ตกลงว่าจะไม่ใช้เปโตรดอลล่าแล้วในการขายน้ำมันให้ประเทศอื่น แต่จะยอมรับเงินสกุลอื่นแทน   ผลออกมาก็คือซัดดัมโดยอเมริกาถล่มจนตายคาประเทศ  ประเทศที่เคยเจริญรุ่งเรื่องถึงกับแหลกยับไปทั้งประเทศรวมถึงกรุงแบกแดกที่รุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางการค้าและตลาดเงินมานับพันปีก็ล่มสลายพังไปทั้งเมือง   เรื่องนี้มันเป็นเพราะ ซัดดัม ฮุดเซน ดันแหกคอกบอกว่าจะไม่ใช้เปโตรดอลล่าในการขายน้ำมันนี่แหละครับ  ไม่ใช่เรื่องบุกคูเวตเพียงอย่างเดียวตามที่ข่าวสายตะวันตกออกมาให้โลกรู้ตามนั้น  เรื่องนี้ทางฝั่งรัสเซียก็พูดเรื่องนี้ออกมาว่า 
This is truly a bold move by Iran, a country literally surrounded by American military bases. We shouldn't forget what happened to Iraq after it announced that it was dumping the dollar.The difference, of course, is that Iran has a little friend called "Russia".
นี่คือการเคลื่อนไหวอย่างกล้าหาญอย่างแท้จริงของอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศที่โดนล้อมกรอบโดยฐานทัพอเมริกา  เราไม่ควรจะลืมว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับอิรักหลังจากประกาศว่าจะไม่ใช้เงินดอลล่า  แต่สิ่งที่แตกต่างนั่นก็คืออิหร่านมีเพื่อตัวเล็กๆ ที่ชื่อว่า "รัสเซีย"
 
สื่อทางฝั่งรัสเซียจบข่าวได้สะใจมากครับ  เพื่อนตัวเล็กๆ ที่ชื่อรัสเซีย แต่ดันมีอาวุธยิงไม่อั้นข้ามทะเลดำทะเลแดงมาพันกว่ากิโลเมตรเข้าถล่มไอซิสจนอเมริกาตะลึงตาค้างมาแล้วเมื่อสองเดือนก่อน

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559

เมื่อพล.อ.ประยุทธยังเป็นเด็ก

ด.ช.ประยุทธ์ จันทร์โอชาแห่งร.ร.วัดนวลนรดิศ

ด.ช.ประยุทธ์ จันทร์โอชาแห่งโรงเรียนวัดนวลนรดิศ : สุพินดา ณ มหาไชย/เนชั่นสุดสัปดาห์รายงาน 

          นับจากวันนี้ไป ชื่อโรงเรียนวัดนวลนรดิศ (น.ด.) จะถูกสื่อมวลชนพูดถึง หรือทีวีบางช่องอาจยกกองไปทำสกู๊ปข่าวถึงโรงเรียนดังย่านริมคลองบางหลวงอย่างชนิดหัวบันไดแทบไม่แห้ง

          เมื่อศิษย์เก่าที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (น.ด.8969) กำลังก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ลงมติโหวตด้วยเสียงท่วมท้นม้วนเดียวจบ

          "ธานี คุ้มชนะ" อดีตครูวิชาภาษาไทย ผู้เคยสอน "เด็กชายประยุทธ์" รู้สึกดีใจและปลาบปลื้มเป็นที่สุด แม้ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า ศิษย์ผู้นี้จะมาไกลถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะเพียงแค่ขึ้นรับหน้าที่ผู้บัญชาการทหารบก ตามที่สามีของเธอซึ่งเคยเป็นครูสอนวิชาช่าง ไปบนบานศาลกล่าวเอาไว้ ก็ชื่นชมมากอยู่แล้ว

          "ท่านเป็นคนใจซื่อ มือสะอาด โปร่งใส ฉายแสงความซื่อสัตย์มาตั้งแต่เด็ก" ครูธานี ในวัย 74 ย้อนความทรงจำถึง "นด.8969" หรือรุ่น 77 แห่งวัดนวลนรดิศ ซึ่งมีเพื่อนร่วมรุ่นที่จัดได้ว่าเรียนเก่งอีกหลายคน อย่าง ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร.สิทธิชัย ขุนทองแก้ว คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

          "พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนสุขุมมาตั้งแต่เด็ก พูดน้อย เดาใจยาก เป็นคนที่เรียนเก่ง มีความมุมานะในการเรียน เอาใจใส่การเรียนอย่างสม่ำเสมอ" ครูธานีชื่นชมศิษย์ของเธอ ซึ่งบุคลิกเช่นว่ามานี้ สะท้อนให้ครูธานีเชื่อในอีกหลายปีต่อมาว่า ศิษย์ผู้นี้ จะบริหารงานด้วยความโปร่งใส แม้อาจจะมีคลื่นใต้น้ำเกิดขึ้นในการทำงาน แต่ความซื่อสัตย์ และบุคลิกที่ทำให้ผู้ร่วมงานเกรงใจ จะทำให้การบริหารงานราบรื่น 

          "เพราะฉะนั้น อยากให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะสื่อ อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน ให้เวลาท่านทำงานก่อน" ครูธานีขอโอกาสให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ 

          "ประเสริฐ ผุดผ่อง" ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ได้ข้อมูลจากเพื่อนร่วมรุ่นของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนเงียบๆ เรียนเก่ง ชอบอ่านหนังสือ และเอาจริงเอาจังตั้งแต่ยังเป็นเด็ก อีกทั้งยังเป็นคนที่ชอบเล่นกีฬาฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ

          “เพื่อนร่วมรุ่นนายกฯ บอกว่า ท่านเป็นคนที่หล่อที่สุดในห้องเรียน และอายุน้อยที่สุดในห้องด้วย คนอื่นๆ จะเป็นเด็กรุ่น 2495-2496 แต่นายกฯ เกิด 2497 อย่างไรก็ตาม ที่ผมสัมผัสได้คือ ท่านเป็นคนรักโรงเรียน อย่างวันเกิดโรงเรียนเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้เชิญท่านมาร่วมงานด้วย ท่านติดภารกิจมาร่วมงานไม่ได้ แต่ก็ได้มอบเงินช่วยเหลือโรงเรียนมาสองแสนบาท"  ผอ.ประเสริฐ บอกเล่าสอดคล้องกับครูธานีที่บอกก่อนหน้านี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนมีน้ำใจ และรักโรงเรียนมาก ตั้งแต่เริ่มรับราชการทหาร จะให้ความช่วยเหลือโรงเรียนเท่าที่จะทำได้มาตลอดไม่เคยขาด

          โรงเรียนวัดนวลนรดิศ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ ตั้งอยู่บริเวณวัดนวลนรดิศ ซอยเพชรเกษม 19 แขวงปากคลอง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

          ตามประวัติโรงเรียนวัดนวลนรดิศนั้น เปิดทำการสอนครั้งแรก เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2433 ตรงกับวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 รัตนโกสินทรศก 109 ปีแรกมีนักเรียน 9 คน ใช้ศาลาการเปรียญและกุฏิเป็นที่เรียน มีพระเดชพระคุณพระสาสนานุรักษ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดนวลนรดิศ เป็นสอน

          "พล.อ.ประยุทธ์" ไม่ได้เกิดที่ฝั่งธนบุรี แต่มาเรียนที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ เพราะเป็นครอบครัวทหาร บิดาคือ พ.ท.ประพัฒน์ และนางเข็มเพชร จันทร์โอชา เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2497 เป็นบุตรคนโตในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 4 คน

          การเรียนชั้นประถมนั้น พล.อ.ประยุทธ์ เรียนที่โรงเรียนสหกิจวิทยา จ.ลพบุรี จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 จึงได้ย้ายไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย ในจังหวัดเดียวกัน แต่เรียนอยู่ได้เพียงปีเดียว ก็ย้ายเข้ามาเรียนต่อที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ ระหว่างนั้นบิดาของเขาประจำการอยู่ที่ค่ายธนะรัชต์ จ.ประจวบคีรีขันธ์

          คอลัมน์ "เรียนดี" ของนิตยสารชัยพฤกษ์ สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ปี 2512 โดย "มนตรี" ได้เขียนถึงนักเรียนโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ที่ชื่อ "ประยุทธ์ จันทร์โอชา" (บทความชิ้นนี้ นำมาเผยแพร่โดยสำนักข่าวอิศรา)

          "...นักเรียนที่เรียนดีที่ทาง 'ชัยพฤกษ์' จะนำมาลงในคอลัมน์ 'เรียนดี' คราวนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก. ของโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ประวัติการเล่าเรียนตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นี้ ไม่เคยได้ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เลย นักเรียนเรียนดีที่จะแนะนำให้มิตรรู้จักคราวนี้คือ ประยุทธ์ จันทร์โอชา

          ...เมื่อถูกถามว่า ถ้าสอบได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว จะสอบเข้าเรียนต่อที่ไหน ประยุทธ์บอกกับผู้สัมภาษณ์ว่าเขาตั้งใจจะเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมทหาร และหวังว่าจะได้เป็นทหารบกในอนาคต

          ...วิชาที่ประยุทธ์ถนัดเป็นพิเศษ ได้แก่ คณิตศาสตร์ อังกฤษ และวิทยาศาสตร์ นอกจากจะเก่งวิชาเหล่านี้แล้ว ประยุทธ์ยังชอบเรียนวิชาพวกนี้อีกด้วย เขาให้เหตุผลว่าถ้าจะเรียนอะไรก็ตามที่ให้ได้ผล ควรจะมีใจรักในสิ่งนั้นๆ ด้วย

          นอกจากจะเป็นคนที่รักการเรียนเองแล้ว ประยุทธ์ยังได้รับการสนับสนุนในการเรียนจากบิดา มารดา นับได้ว่าประยุทธ์ เป็นเด็กโชคดีที่จะมีโอกาสดำเนินชีวิตผิดไปได้ยากมาก...

          ประยุทธ์แม้จะเป็นคนขรึม แต่เขาก็เป็นคนมีน้ำใจ เมื่อกลับจากโรงเรียนเขามักจะช่วยพี่น้องทำงานบ้านทั่วๆ ไป เป็นต้นว่า รดน้ำต้นไม้ กวาดลานบ้าน แม้จะต้องทำงานบ้าง เขาก็พอใจด้วยเหตุที่ว่าความสำเร็จในชีวิตข้างหน้านั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเรียนหนังสือแต่อย่างเดียว ถึงเขาจะมุ่งดูหนังสือมาก แต่ก็ยังมีเวลาสำหรับการบันเทิง เมื่อรู้สึกเมื่อยล้าจากการดูหนังสือเขาจะหยุดทันที และหันมาดูอย่างอื่นเป็นการพักผ่อนสมองแทน เช่น ดูทีวี ประยุทธ์ชอบดูหนังญี่ปุ่น และหนังสารคดีต่างแดน


          ความหวังของประยุทธ์อยู่ที่การเป็นทหารบก เพราะได้รับแรงดลใจจากบิดาซึ่งเป็นนายทหาร เชื่อแน่ว่าความหวังของประยุทธ์ จะเป็นผลสำเร็จภายในเวลาอันเร็วนี้"

          ในทำเนียบศิษย์เก่านวลนรดิศ รุ่น 77 จึงมีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (น.ด.8969) และน้องชาย พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา (น.ด.9319) แม่ทัพภาคที่ 3 ก็เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดนวลนรดิศ รุ่น 79 เช่นกัน

          เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2555 สมาคมนักเรียนเก่านวลนรดิศ ได้จัดงาน 'ราตรีดอกบุนนาค 122 ปี นวลนรดิศ' ณ หอประชุมกองทัพเรือ ห้องเจ้าพระยา โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นักเรียนเก่านวลนรดิศ น.ด.8969 เป็นประธานในพิธี

          พล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นศิษย์เก่าที่ชาวนวลนรดิศปลาบปลื้ม และในฐานะ ผบ.ทบ. ก็ให้เกียรติโรงเรียนเก่าเป็นอย่างดียิ่ง

          "ผมมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการอบรม ประสิทธิ์ประสาทวิชา ความรู้ เสริมสร้างปัญญา และสร้างพื้นฐานทางการศึกษาที่ดี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตและการทำงานตามภาระหน้าที่ต่างๆ ในเวลาต่อมา.." (สารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในโอกาสจัดงานราตรีดอกบุนนาค 122 ปี นวลนรดิศ)

          ปัจจุบัน นายกสมาคมนักเรียนเก่านวลนรดิศ ชื่อ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเตรียมการจัดงานราตรีดอกบุนนาค 124 ปี นวลนรดิศ ที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้

-------------------------------

(หมายเหตุ : ด.ช.ประยุทธ์ จันทร์โอชาแห่งโรงเรียนวัดนวลนรดิศ  : สุพินดา ณ มหาไชย/เนชั่นสุดสัปดาห์รายงาน)
 

ฮิวแมนไรวอร์ชติงไทย

องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ แถลงวิจารณ์ ป.ป.ช. ฟอกขาวให้เจ้าหน้าที่รัฐจากเหตุสลายการชุมนุม ปี 2553

องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ แถลงการณ์วิจารณ์โอกาสของรัฐไทยในการพิสูจน์ตัวเองว่ามีกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เลือกข้างและการปรองดองพร่าเลือนไปอีก หลังป.ป.ช. ยกคำร้องถอดถอน และคำร้องกล่าวหา อดีตนายกรัฐมนตรี รองนายกฯ และผู้บัญชาการทหารบก จากกรณีมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตระหว่างการสลายชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค. 53 

องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ แถลงถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่ยกคำร้องคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ยกคำร้องขอให้ถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รวมถึงไม่ยอมรับคำวินิจฉัยที่ยกข้อกล่าวหาฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการ สั่งใช้กำลังทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในวันที่ 10 เมษายน 2553 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก โดยระบุว่า การวินิจฉัยดังกล่าวได้ “เติมน้ำหนักการหยามหมิ่นต่อความเจ็บปวดของเหยื่อและครอบครัว” ด้วยการ “ฟอกขาว” ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการสลายการชุมนุมดังกล่าว 

ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช. ได้เผยแพร่คำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ระบุว่าจากหลักฐานที่มีนั้น รับฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม กับพวก ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว โดยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ หรือเป็นผู้ก่อหรือใช้ให้มีการฆ่าผู้อื่น โดยเจตนาเล็งเห็นผล และมีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป 

แบรด อดัม ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียขององค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุในแถลงการณ์ว่าดูเหมือนว่าหน่วยงานของไทยจะยังคงปกป้องกองทัพและนักการเมืองจากกระบวนการยุติธรรม

“นี่คือการเพิ่มน้ำหนักในการหยามหมิ่นต่อความเจ็บปวดของเหยื่อและครอบครัวมากขึ้น เพราะหลังจากผ่านมา 6 ปีแล้วสิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือความพยายามอีกครั้งหนึ่งในการจัดการกลบเกลื่อนกับอาชญากรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐและทหารจากหน้าประวัติศาสตร์ของไทย” แบรด อดัมกล่าว

ฮิวแมนไรท์วอทช์ ได้อ้างถึงรายงานขององค์กรที่เผยแพร่เมื่อเดือน พฤษภาคม 2554 ระบุว่า “กองทัพใช้กำลังในระดับที่มากอย่างเกินความจำเป็นซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการตายและบาดเจ็บจำนวนมากในระหว่างการเผชิญหน้าเมื่อปี 2553 ในบรรดาผู้เสียชีวิตจำนวนมากนั้นประกอบไปด้วย ผู้ชุมนุม อาสาสมัครพยาบาล ผู้สื่อข่าว ช่างภาพข่าวและผู้ที่สัญจรผ่านไปมา ซึ่งเป็นผลส่วนหนึ่งจากการประกาศ “เขตใช้กระสุนจริง” รอบๆ พื้นที่ชุมนุมของ นปช. ซึ่งมีทั้งการใช้นักแม่นปืนและสไนเปอร์” 

รายงานฉบับเดียวกันยังระบุว่าฝ่ายผู้ชุมนุมเองมีกลุ่มที่ติดอาวุธที่เรียกว่า “ชายชุดดำ” ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่สังหารเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และพลเรือนด้วย และรายงานยังระบุถึงกรณีที่ผู้นำการชุมนุมบางคนปราศรัยปลุกเร้ายั่วยุรวมถึงการยั่วยุให้มีการเผาและขโมยสิ่งของ

ในแถลงการณ์ดังกล่าว ยังได้เสนอว่ารัฐบาลไทยควรจะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทำการสืบสวนสอบสวนและนำเอาผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการตายและบาดเจ็บในระหว่างการสลายการชุมนุมในปี 2553 เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยทันที “เป็นเรื่องที่น่าคับแค้นที่ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐ หรือนายทหารระดับบังคับบัญชาหรือทหารแม้แต่คนเดียวที่รับผิดชอบต่อการสลายการชุมนุมที่นองเลือดในปี 2553” ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุพร้อมสำทับว่า โอกาสของรัฐบาลไทยที่จะพิสูจน์ตัวเองว่ามีกระบวนการการยุติธรรมที่ไม่เลือกข้าง และโอกาสในการสร้างความปรองดองทางการเมืองนั้นพร่าเลือนไปอย่างรวดเร็ว

แฟ้มภาพ พ่อของนายสมาพันธ์ ศรีเทพ และแม่ของน.ส. กมนเกด อัคฮาด ซึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 เดินเท้าจากหน้าวัดปทุมวนารามไปยังหน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เมื่อวานนี้ เพื่อประท้วงคำตัดสินของ ป.ป.ช.

นายกปรามชาวสวนยางชุมนุม12ม.ค.

นายกฯ บิ๊กตู่ ปราม ม็อบสวนยาง หาก ออกมา ก็ผิด ขออย่าเรียกร้อง เผย รัฐบาลช่วยไปแล้ว ภาษีประชาชนทั้งนั้น ขอบใจเด็กส่งการ์ดอวยพร เผยชอบที่เด็ก เพราะความบริสุทธิ์ใจ มีความจริงใจ เพราะเด็กไม่มีมารยา และไม่มีจริตเหมือนผู้ใหญ่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มเกษตรชาวสวนยางพารา เตรียมออกมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือจากปัญหาราคายางตกต่ำ ว่า ถ้าออกมา ก็จะถูกดำเนินคดี 

ที่ผ่านมารัฐบาลได้บรรเทาความเดือนร้อนในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางไปแล้ว ไร่ละ 1,500 บาท ซึ่งการทำอะไรต้องใช้เงิน 

ส่วนที่ระบุว่าราคาในปัจจุบัน ทนไม่ไหวแล้วนั้น ชาวสวนยางต้องปรับปรุงตัวเองและช่วยตัวเองด้วย โดยการปลูกพืชเสริม เช่น สตอร์เบอรี่ หรือกล้วยหอม เหมือนที่เกษตรกรบางรายแก้ปัญหา วันนี้มีเกษตรกรปลูกยางทั้งหมด 5 ล้านไร่ และมีผลผลิตเกินความต้องการ ต้องไปดูว่าใครทำให้ปลูกมากขนาดนี้ 

ขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขทั้งระบบในการจัดตั้งโครงการRubber city  แต่ไม่สามารถทำได้ในวันเดียว 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่ได้คิดแบบนี้ มีการชดเชยไปกว่า 1.5 แสนล้านบาท รู้หรือไม่เอาเงินมาจากไหน มาจากภาษีประชาชนทั้งนั้น หากจะเอาภาษีให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องทำโครงสร้าง ทำให้ถูกวิธี ไม่ใช่ชดเชยเรื่อยเปื่อย ดังนั้นไม่มีประโยชน์หากจะออกมาชุมนุมเคลื่อนไหว เพราะรัฐบาลไม่ให้ตามที่เรียกร้องอยู่แล้ว แต่จะช่วยเหลือด้วยวิธีการที่ยั่งยืน ซึ่งถือเป็นการปฏิรูป 

โดยเบื้องต้นจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจอยู่แล้ว

ส่วน ส.ค.ส. ของ ด.ช.อาริฟ บลูกาวาวี นักเรียนจาก รร.บ้านตันหยง จ.ยะลา ที่เขียนว่าอยากให้ขึ้นราคายาง นั้น นายกฯกล่าว ว่า ขณะนี้รัฐบาลได้แก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำอยู่ทุกวันอยู่แล้ว 

ส่วนคำอวยพรของเด็กที่ส่งมาทั้งหมดนั้น ตนได้อ่านทั้งหมด 
"ชอบที่เด็กมีความบริสุทธิ์ใจ มีความจริงใจ เพราะเด็กไม่มีมารยา และไม่มีจริตเหมือนผู้ใหญ่ เด็กคืออนาคตของชาติในวันหน้า เด็กดีครูดี ครูดีเด็กดี“