PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559

"บิ๊กหมู" อำลา ผบ.หน่วย ฝาก ทีมกองทัพบก ดูแล ประชาชน ประเทศชาติ กองทัพ



"บิ๊กหมู" อำลา ผบ.หน่วย ฝาก ทีมกองทัพบก ดูแล ประชาชน ประเทศชาติ กองทัพ อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข / เตือน แก๊งค์ ก๊วน กวนต่างๆ เลิกได้แล้ว. มีไม่กี่ตัว หรอก ที่ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว/ไม่ปิดประตู การเมือง หลังเกษียณ ชี้ อนาคตการเมือง ถามผมไม่ได้ ต้องถามคนอื่น ถามนายกฯ การเมือง ก็เป็นเรื่องของการเมือง และ เป็นเริ่องอนาคต เผย 38ปี พอแล้ว สำหรับชีวิตรับราชการ /ชี้ผมเกษียณคนเดียว ผบ.ทบ.ใหม่ เป็นคนเก่ง สานต่อได้ กองทัพเป็นระบบ
พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. กล่าฝง่า พอใจผลงาน1ปี เป็น ผบ.ทบ. ทำ3ตำแหน่ง เลขาธิการคสช.,ผบ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ด้วย ผมทำทุกอย่างที่อยากทำ และทำตามที่รัฐบาล และหน่วยเหนือสั่งการ โดยได้รับความร่วมมือจากกำลังพลทุกคน เพราะเราเป็น ครอบครัวเดียวกัน เป็นทีมกองทัพบก ด้วยกัน เราทำทุกอย่างที่ทำให้บ้านเมืองนี้สงบสุข
"ผบ.ทบ.คนใหม่ ท่านเก่งอยู่แล้ว มีการเปลี่ยนผมคนเดียวเกษียณ แต่ ระบบยังอยู่ เราเดืนตามระบบ และไม่มีงานคั่งค้าง เดินตามระบบ"
"ผมอยากเห็นเมืองไทย สงบร่มเย็น ประชาชนอยู่ด้วยความรัก ความสามัคคีกัน แก๊งค์ ก๊วน กวนต่างๆ เลิกได้แล้ว. มีไม่กี่ตัว หรอก ที่ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ทั้งนั้น ไม่ได้คำนึงถึงประเทศชาติ
คนต้องการทำมาหากิน ด้วยความสงบร่มเย็น ตอนนี้รัฐบาลก็เดินงานต่างๆ ด้วยความเหน็ดเหนื่อย. กองทัพบกก็จะช่วบให้บรรลุผลตามที่รัฐบาลต้องการ ทำให้ประชาชนมีความสุข ไม่ว่ารัฐบาลไหน กองทัพบกก็สนับสนุน"
ส่วนการตั้งพรรคทหาร สนใจหรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า ก็ไปถามคนตั้ง
เมื่อถามว่า สนใจการเมิองหรือไม่
พลเอกธีรชัย กล่าวว่า 38ปี พอแล้ว สำหรับชีวิตราชการ
ส่วนอนาคตการเมืองนั้น คง ถามผมไม่ได้ ผมไม่ใช่คนตัดสินใจ เรื่องของคนอื่น ต้องถามคนอื่น ถามนายกฯ การเมือง ก็เป็นเรื่องของการเมือง และ เป็นเริ่องอนาคต
ทั้งนี้ ในการประชุม ผบ.หน่วยขึ้นตรงทบ. จนถึงระดับ ผู้บังคับกองพัน วันนี้ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเกษียณ นั้น ก็ได้ฝากให้ ผบ.หน่วยดูแล ผู้ใต้บังคับบัญชา ดูแลประชาชน ดูแลประเทศชาติ กองทัพบก

"บิ๊กหมู" อำลา ผบ.หน่วย ฝาก ทีมกองทัพบก ดูแล ประชาชน ประเทศชาติ กองทัพ อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข

"บิ๊กหมู" อำลา ผบ.หน่วย ฝาก ทีมกองทัพบก ดูแล ประชาชน ประเทศชาติ กองทัพ อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข / เตือน แก๊งค์ ก๊วน กวนต่างๆ เลิกได้แล้ว. มีไม่กี่ตัว หรอก ที่ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว/ไม่ปิดประตู การเมือง หลังเกษียณ ชี้ อนาคตการเมือง ถามผมไม่ได้ ต้องถามคนอื่น ถามนายกฯ การเมือง ก็เป็นเรื่องของการเมือง และ เป็นเริ่องอนาคต เผย 38ปี พอแล้ว สำหรับชีวิตรับราชการ /ชี้ผมเกษียณคนเดียว ผบ.ทบ.ใหม่ เป็นคนเก่ง สานต่อได้ กองทัพเป็นระบบ
พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. กล่าฝง่า พอใจผลงาน1ปี เป็น ผบ.ทบ. ทำ3ตำแหน่ง เลขาธิการคสช.,ผบ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ด้วย ผมทำทุกอย่างที่อยากทำ และทำตามที่รัฐบาล และหน่วยเหนือสั่งการ โดยได้รับความร่วมมือจากกำลังพลทุกคน เพราะเราเป็น ครอบครัวเดียวกัน เป็นทีมกองทัพบก ด้วยกัน เราทำทุกอย่างที่ทำให้บ้านเมืองนี้สงบสุข
"ผบ.ทบ.คนใหม่ ท่านเก่งอยู่แล้ว มีการเปลี่ยนผมคนเดียวเกษียณ แต่ ระบบยังอยู่ เราเดืนตามระบบ และไม่มีงานคั่งค้าง เดินตามระบบ"
"ผมอยากเห็นเมืองไทย สงบร่มเย็น ประชาชนอยู่ด้วยความรัก ความสามัคคีกัน แก๊งค์ ก๊วน กวนต่างๆ เลิกได้แล้ว. มีไม่กี่ตัว หรอก ที่ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ทั้งนั้น ไม่ได้คำนึงถึงประเทศชาติ
คนต้องการทำมาหากิน ด้วยความสงบร่มเย็น ตอนนี้รัฐบาลก็เดินงานต่างๆ ด้วยความเหน็ดเหนื่อย. กองทัพบกก็จะช่วบให้บรรลุผลตามที่รัฐบาลต้องการ ทำให้ประชาชนมีความสุข ไม่ว่ารัฐบาลไหน กองทัพบกก็สนับสนุน"
ส่วนการตั้งพรรคทหาร สนใจหรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า ก็ไปถามคนตั้ง
เมื่อถามว่า สนใจการเมิองหรือไม่
พลเอกธีรชัย กล่าวว่า 38ปี พอแล้ว สำหรับชีวิตราชการ
ส่วนอนาคตการเมืองนั้น คง ถามผมไม่ได้ ผมไม่ใช่คนตัดสินใจ เรื่องของคนอื่น ต้องถามคนอื่น ถามนายกฯ การเมือง ก็เป็นเรื่องของการเมือง และ เป็นเริ่องอนาคต
ทั้งนี้ ในการประชุม ผบ.หน่วยขึ้นตรงทบ. จนถึงระดับ ผู้บังคับกองพัน วันนี้ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเกษียณ นั้น ก็ได้ฝากให้ ผบ.หน่วยดูแล ผู้ใต้บังคับบัญชา ดูแลประชาชน ดูแลประเทศชาติ กองทัพบก

แถลงข่าว ส่งท้าย เก้าอี้ ผบ.ทบ.

แถลงข่าว ส่งท้าย เก้าอี้ ผบ.ทบ.
วันนี้ บิ๊กหมู พลเอกธีรชัย ประชุม ผบ.หน่วยขึ้นตรงทบ. จนถึงระดับ ผู้บังคับกองพัน เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเกษียณ และแถลงข่าว ด้วยตนเอง ที่คาดว่า จะเป็นการขึ้นโพเดี้ยม แถลงข่าว อย่างเป็นทางการ ครั้งสุดท้าย ในฐานะ ผบ.ทบ. เพราะปกติ นานก็จะให้สัมภาษณ์ สักครั้ง
วันนี้ บิ๊กหมู ฝากให้ ผบ.หน่วยดูแล ผู้ใต้บังคับบัญชา ดูแลประชาชน ดูแลประเทศชาติ กองทัพบก ทำบ้านเมืองให้สงบสุข ย้ำความเป็นครอบครัวเดียวกัน และความเป็นทีม ทบ.
พร้อม เปิดช่อง การเข้ามาทำงานการเมือง ในอนาคต ด้วยการ ไม่ปฏิเสธ การที่จะเข้ามารับตำแหนทางการเมือง

สรุปผู้บาดเจ็บเสียชีวิตเหตุบึ้มหน้าโรงเรียนบ้านตาบา

อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 6 ภาพ
วันที่ 6 ก.ย.59 เวลา 08:25 น. เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวนลอบวางระเบิด จนท.ตร.สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส ขณะอำนวยความสะดวกด้านการจราจรบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านตาบา เบื้องต้น จนท.ตร.ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ทราบชื่อ 1.ร.ต.ต.ประพิศ บุญสร้าง อีก 2 นายยังไม่ทราบชื่อ และประชาชนได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ทั้งหมดถูกนำตัวส่ง รพ.ตากใบ
ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน พ่อ ลูกกัน
1.นายมะเย็ง เวาะบะ (พ่อ) 2.ด.ญ.มิตรา เวาะบะ (ลูก)
ขอแสดงความเสียต่อการศูนย์เสียในครั้งนี้
รายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต (เบื้องต้น)
1. ร.ต.ต.ประพิศ บุญสร้าง (ได้รับบาดเจ็บ)
2. ด.ต.กิตติพงษ์ ศรีขำ (ได้รับบาดเจ็บ)
3. ส.ต.ต.วรรณุชิต แซ่ค้อ (ได้รับบาดเจ็บ)
4. ส.ต.ต.เตาฟิค อารง (ได้รับบาดเจ็บ)
5. นายมะเย็ง เว๊าะบ๊ะ เสียชีวิต
6. ด.ญ.มิตรา เว๊าะบ๊ะ เสียชีวิต
7. น.ส.นูรไอนี ยูโซ๊ะ อายุ 25 ปี
310 ม.7 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จว.นราธิวาส
ได้รับบาดเจ็บ
8. นายตัลมีซี มะดาโอ๊ะ อายุ 23 ปี
ได้รับบาดเจ็บสาหัส
9. นายรัสดี มะแอ อายุ 42 ปี
676 ม.1 ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จว.นราธิวาส
ได้รับบาดเจ็บ
10. นางกูสีหม๊ะ กูมะ อายุ 40 ปี
10 ม.6 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จว.นราธิวาส
ได้รับบาดเจ็บ

สภานักเรียนรร.เอกชนสอนศาสนา 3 จว.ประณามบึ้มหน้ารร.บ้านตาบา

แถลงการณ์สภานักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จังหวัดชายแดนภาคใต้
กรณีเหตุการณ์ลอบวางระเบิดบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านตาบา จังหวัดนราธิวาส (พื้นที่สาธารณะ)

จากเหตุการณ์คนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบวางระเบิดบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านตาบา อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2559 เวลาประมาณ 08.30 น. ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฎิบัติหน้าที่ในอำนวยความสะดวกด้านการจราจร เด็กนักเรียนที่กำลังเดินทางไปโรงเรียน และราษฎรในเขตพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเขตพื้นที่สาธารณะที่มีกลุ่มเด็กพลุกพล่าน
ในนามสภานักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รู้สึกเสียใจ และขอประณามการกระทำของผู้ไม่หวังดีในครั้งนี้ และขอต่อต้านการใช้ความรุนแรงอันเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม ขาดเมตตาธรรม ไร้มนุษยธรรม ผิดต่อกฎหมายและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ทางสภานักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยากเรียกร้องให้กลุ่มและองค์กรร่วมกันรณรงค์ ต่อต้าน ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ด้วยอาวุธสงคราม และการกระทำที่ทารุณโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และป่าเถื่อน ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและร่างกายของประชาชนผู้บริสุทธิ์แล้ว ยังเกิดความเศร้าสลดใจแก่ผู้ที่พบเห็น และต่อสังคมโดยรวม
ท้ายนี้ขอวิงวอนต่อผู้ที่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ดังต่อไปนี้ 1. ขอให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีทางสู้ 2. ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางป้องกันปกป้องดูแลผู้บริสุทธิ์ 3. ขอให้เจ้าหน้าที่นำผู้กระทำผิดมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรมให้โดยเร็ว 4. ขอให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทุกฝ่ายควรเฝ้าระวังและห้ามละเมิดโดยเด็ดขาด 5. ขอให้ทุกฝ่ายเคารพพื้นที่ที่มีเด็กและเยาวชน ในทุกพื้นที่ไม่เพียงแค่พื้นที่สาธารณะเท่านั้น
สภานักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบยอมรับการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างสันติสุขและขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยเป็นอย่างยิ่งต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ครั้งนี้และเชื่อมั่นว่าสันติภาพที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นได้หากผู้บริสุทธิ์ยังคงถูกคุกคามและสังคมอย่างไรซึ่งความมั่นคงปลอดภัย
สภานักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 6 กันยายน 2559

“ประวิตร” เสียใจ เหตุบึ้มหน้าโรงเรียนบ้านตาบา

“ประวิตร” เสียใจ เหตุบึ้มหน้าโรงเรียนบ้านตาบา สั่งแม่ทัพภาค 4 บูรณาการร่วมทุกหน่วยงาน ป้องกันเหตุซ้ำ ยอมรับมีช่องว่างด้านงานข่าว พร้อมปรับปรุงแก้ไข
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 6 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงเหตุระเบิดหน้าโรงเรียนบ้านตาบา อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ว่ารู้สึกเสียใจกับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งเราเองพยายามทำเรื่องนี้อยู่แล้ว ในเรื่องของการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ ทั้งนี้ ได้โทรศัพท์พูดคุยกับทางแม่ทัพภาค 4 โดยสั่งการลงไปว่าให้บูรณาการกันให้ได้ ระหว่างตำรวจ ทหาร ข้าราชการมหาดไทย ที่ต้องช่วยเหลือดูแลในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีก โดยเฉพาะงานด้านการข่าว ในพื้นที่จะต้องลงลึกให้ได้ ให้ประชาขนเข้ามามีส่วนร่วม และแม่ทัพภาค 4 คงได้ไปประชุมเพื่อบูรณาการให้ทุกหน่วยงานได้ดำเนินการ
เมื่อถามว่า ยอมรับใช่หรือไม่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากปัญหาด้านการข่าว พล.อ.ประวิตรกล่าวยอมรับว่า จะมีช่องว่างเกี่ยวกับงานด้านการข่าว ทั้งเรื่องเน็ตเวิร์ก และงานด้านการข่าว ซึ่งเราอยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไข ที่จะบูรณการให้เกิดความชัดเจนให้ได้
“อย่าไปพูดว่าเหตุการณ์รุนแรงใหญ่ๆ กลับมา และเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดทั่วทุกพื้นที่ เกิดเพียงบางพื้นที่ และไม่ได้บ่อย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ระวังให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์รุนแรงก็เกิดขึ้นบ้าง เพราะทำอย่างไรได้ เนื่องจากคนหนึ่งจ้องจะทำ แต่อีกฝ่ายก็ทำเพียงแต่เฝ้าระวัง และป้องกัน ทั้งนี้ เราต้องดูแลประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ยืนยันอีกครั้งว่าเหตุการณ์รุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย เพิ่งเกิดครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากเหตุระเบิดรถไฟแต่เราก็พยายามแก้ไขในส่วนของเส้นทางรถไฟ ทางการรถไฟยืนยันว่าในวันที่ 10 กันยายน จะเปิดการเดินรถไฟสายใต้แล้ว” พล.อ.ประวิตรกล่าว
พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ตอนนี้งานด้านการข่าวกำลังปรับปรุงอยู่ ต้องบูรณาการและช่วยกัน เจ้าหน้าที่ทุกคนก็พยายามทำงานเพราะไม่ต้องการให้เกิดเหตุรุนแรง เมื่อถามว่า ถือว่าการข่าวมีการคลาดเคลื่อนหรือไม่ เพราะเกิดเหตุการณ์รุนแรง 2 ครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถป้องกันได้ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า การข่าวไม่ได้คลาดเคลื่อนและเราก็รู้ก่อน อย่างกรณีของรถไฟก็รู้ แต่ขั้นตอนและกระบวนการมันช้า อย่างเหตุการณ์ที่หน้าโรงเรียนบ้านตาบานั้นก็รู้ก่อน ทางเจ้าหน้าที่แจ้งมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 กันยายน ซึ่งตนก็ได้เตือนไปตั้งแต่วานนี้แล้ว แต่อย่าไปพูดว่าเป็นความบกพร่องของหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ทุกคนพยายามทำงานอย่าไปซ้ำเติม เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ทุกคนก็เสียใจเต็มที่อยู่แล้ว สื่ออย่าไปซ้ำเติมอีก นอกจากจะไม่ทำแล้วชอบไปพูดกันอีก
เมื่อถามว่าพื้นที่ที่เกิดเหตุรุนแรง เป็นพื้นที่เซฟตี้โซนหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ยังไม่ได้มีการกำหนดว่าพื้นที่ใดเป็นเซฟตี้โซน และก็ไม่ใช่พื้นที่สีแดง ประเทศไทยไม่มีพื้นที่สีแดง ทุกพื้นที่เข้าได้หมด ยืนยันว่าตอนนี้ประชาชนในพื้นที่ยังเข้าข้างฝ่ายรัฐเหมือนเดิม มีเพียงบางคน และบางส่วนเท่านั้น ซึ่งมีไม่มาก และกลุ่มเห็นต่างในพื้นที่ก็ยังคงเป็นกลุ่มเดิม ไม่มีกลุ่มใหม่

มาอีกแล้วครับ หลังจากรถไฟ มา รร.อนุบาลเลย...

มาอีกแล้วครับ หลังจากรถไฟ มา รร.อนุบาลเลย...
จริงๆ ผมไม่คิดว่าไอเดียเรื่องเซฟตี้โซนเป็นอะไรที่เวิร์คในกรณีนี้นะ (แต่ยังไม่มีอารมณ์จะพูดยาว) สั้นๆ คือ การมีเซฟตี้โซน เป็นนโยบายที่รัฐไทย "ได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว" ในขณะที่นอกจากฝ่าย BRN จะไม่ได้ประโยชน์แล้ว "ช่องทางในการสื่อสาร" ยิ่งกลายเป็นไม่มีอีก (ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง แต่คนเหล่านี้ รวมถึงผู้ก่อการร้ายทั่วโลกด้วย "ส่งสาร" ผ่านการใช้ความรุนแรง) และขนาดแบบเดิมที่เป็นอยู่ "สังคมไทย" ยังไม่เคยจะแยแสเลย ถ้ายิ่งเป็นเซฟตี้โซนที่ส่ง "สาร" อะไรทางการเมืองไม่ได้ ยิ่งไม่มีทางที่สังคมจะแยแสต่อข้อเรียกร้องอะไรของเค้า
อย่างที่บอกตั้งแต่ตอนระเบิดในภาคใต้ตอนกลางและตอนบนช่วงวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่า BRN มีแนวโน้มสูงจะยกระดับการปฏิบัติการ เพราะวิธีการเดิมทำมาสิบกว่าปี ไม่มีใครสนใจฟัง ไม่มีใครแยแส คิดแต่จะแก้ด้วยการส่งปืนไปยิงเพิ่มตายเพิ่ม และมาถึงวันนี้การยกระดับนั้นก็ดูจะตั้งเค้าแล้วไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อเหตุติดๆ กัน หลังจากมีการตกลงเรื่องเซฟตี้โซน ซึ่งบอกตามตรงว่า ทางฝ่ายเค้าไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน
กรุณาเข้าใจแต่แรกด้วย ท่านเจ้าหน้าที่รัฐ ว่าการก่อการร้ายมันคือ "ยุทธศาสตร์" (ที่มีสารทางการเมืองเบื้องหลัง) ชนิดหนึ่ง ที่มีขึ้นเพื่อสู้หรือต่อต้านกับคู่ต่อสู้ที่พวกเขารู้อยู่แล้วว่าถือครองอำนาจในการรบ หรือการต่อสู้ที่สูงกว่าชนิดเทียบไม่ได้ หรือง่ายๆ คือ เป็นยุทธศาสตร์สำหรับสู้กับอีกฝ่ายที่ตัวเองไม่มีทาง "รบตรงๆ ซึ่งๆ หน้า (Total War)" แล้วจะชนะได้ ฉะนั้นการต่อสู้ของกลุ่มก่อการร้าย จึงอาศัยความรุนแรงเป็นเครื่องมือส่งสาร และสร้างความหวาดกลัวให้มากที่สุด สร้างเครดิตต่อคำขู่ของตนให้สูงที่สุด สร้าง "ภาพ" ของความรุนแรงให้สูงที่สุด แม้ในความเป็นจริงภัยมันในเนื้อแท้มันจะไม่ได้สูงมาก แต่การทำให้ภาพของภัยนั้นใหญ่ล้นความจริง คือ กุศโลบายพื้นฐานอยู่แล้วในการวิธีการแบบการก่อการร้าย ฉะนั้นเซฟตี้โซนในทางปฏิบัติแล้ว เป็นข้อเสนอที่ไม่ได้สนใจ "เหตุผล ความต้องการของฝ่ายผู้ก่อเหตุแต่แรก"
ปัญหามันก็ไม่มีทางยุติหรอก...ตอนนี้ก็คงพูดอะไรมากกว่านี้ไม่ได้
สิ่งหนึ่งที่พอจะพูดได้ก่อนก็คือ แม้ผมจะรังเกียจการใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้มาก แต่การแก้ปัญหาจะไม่เกิด หาก mindset ยังอยู่กับการมองผู้ก่อเหตุว่า "นรกส่งมาเกิด" อะไรพวกนี้ มันทำให้การมองและความพยายามจะพูดคุย "ให้ได้ผลจริงๆ" มันไม่เกิดครับ
[อีดิตเพิ่ม: พอดีแลกเปลี่ยนกับมิตรสหายท่านหนึ่งมา]
As terrorism theorist, ผมไม่คิดว่าในทางภาพใหญ่ "ฝ่ายนั้นมีทางอื่นที่เป็นรูปธรรม" ในการสื่อสารหรือต่อสู้กับรัฐในฐานะอำนาจที่เหนือกว่า และเรียกร้องข้อเรียกร้องของตนได้อ่ะนะ
คือ การมี safety zone ไม่ได้ผิดโดยตัวมันเอง แต่มันต้องมาพร้อม "เงื่อนเวลา" ว่า ใช้ safety zone นานแค่ไหน เพื่อเตรียมการนู่นนั่นนี่อะไรก็ว่าไป เพืรอเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับผู้ก่อเหตุ (ตัวอย่างไม่ใช่ไม่เคยเกิด)
แต่อันนี้กำหนดกรอบว่า มี safety zone กันนะ ไม่บอกเงื่อนเวลาชัดๆ และไม่บอกว่าระหว่างนี้เราจะ "ทำอะไรให้เค้าบ้าง" (คือ เค้าจะได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน) มันไม่ได้เรื่องหรอกครับ
วิธีการคิดและใช้ข้อเสนอแบบนี้ อยู่บนฐานที่รัฐไทยได้กับได้เป็นหลัก แต่ทางเค้าไม่ได้อะไรเป็น "ชิ้นเป็นอัน" เลย

มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย จากเหตุระเบิดหน้าโรงเรียนที่นราธิวาส เยาวชนภาคใต้สลด เรียกร้องยุติความรุนแรง

มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย จากเหตุระเบิดหน้าโรงเรียนที่นราธิวาส เยาวชนภาคใต้สลด เรียกร้องยุติความรุนแรง
เหตุคนร้ายลอบวางระเบิดรถจักรยานยนต์หน้าโรงเรียนบ้านตาบา อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 2 ราย ล่าสุดสำนักข่าวไทยรายงานว่าหนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บราว 10 คน ได้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย ด้านสมาคมเด็กและเยาวชนภาคใต้สลด เรียกร้องยุติใช้ความรุนแรง
ขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้มีจำนวน 3 คนแล้ว โดยก่อนหน้านี้นายมะเย็ง เวาะบะ เสียชีวิตพร้อม ด.ญ.มินตรา ลูกสาววัย 5 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนอนุบาลโรงเรียนบ้านตาบา
สำนักข่าวไทยรายงานด้วยว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ปิดล้อมตรวจค้นบ้านของผู้ต้องสงสัย โดยจากการตรวจสอบพบว่า รถจักรยานยนต์ที่คนร้ายใช้ประกอบระเบิดเป็นยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ จดทะเบียนในจังหวัดนราธิวาส และเจ้าของรถถูกยิงเสียชีวิตเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
สมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ และสภานักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกแถลงการณ์แสดงความสลดใจกับประณามการกระทำของผู้ไม่หวังดี และยืนกรานต่อต้านการใช้ความรุนแรงและอาวุธสงครามต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งผิดทั้งกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชน
ทั้งสององค์กรเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางปกป้องดูแลผู้บริสุทธิ์และนำตัวผู้ทำผิดมารับโทษ และทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ห้ามละเมิด สมาคมเด็กและเยาวชนฯ และสภานักเรียนฯ ยังเห็นว่าสันติภาพที่ยั่งยืนจะไม่อาจเกิดขึ้นได้หากผู้บริสุทธิ์ยังถูกคุกคามความปลอดภัย

ดูเตอร์เตออกแถลงการณ์ระบุ “เสียใจ” หลังเรียกผู้นำสหรัฐฯว่าลูกโสเภณี


ทางการฟิลิปปินส์ออกแถลงการณ์สองฉบับ แสดงความเสียใจที่ก่อนหน้านี้ผู้นำฟิลิปปินส์กล่าวข่มขู่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐฯ เรื่องการวิจารณ์สงครามปราบปรามยาเสพติด และเรียกเขาว่าเป็น “ลูกโสเภณี” ซึ่งทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกการพบปะกับผู้นำฟิลิปปินส์ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กรุงเวียงจันทน์ของลาว
ในแถลงการณ์ดังกล่าวอธิบายถึงสาเหตุที่นายดูเตอร์เตใช้ถ้อยคำรุนแรงว่า เนื่องมาจากรายงานข่าวของสื่อต่าง ๆ พากันชี้ว่านายโอบามาจะตำหนิเขา ทำให้กล่าวถ้อยคำที่ไม่สมควรออกไป ซึ่งเขาเสียใจที่คำพูดของเขาทำให้เกิดข้อขัดแย้งขึ้น นายดูเตอร์เตยังขอแสดงความเคารพและส่งความเป็นมิตรมายังประธานาธิบดีโอบามา เพื่อความเป็นหุ้นส่วนที่เหนียวแน่นยาวนานระหว่างสหรัฐฯและฟิลิปปินส์ต่อไปด้วย
ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า จะมีการจัดการพบปะระหว่างผู้นำสหรัฐฯและผู้นำฟิลิปปินส์ขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่ หลังฟิลิปปินส์ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจดังกล่าว เนื่องจากก่อนหน้านี้นายโอบามาได้เปลี่ยนกำหนดการ เพื่อไปพบปะหารือกับประธานาธิบดีปัก กึน เฮ ผู้นำเกาหลีใต้แทนแล้ว โดยหลังจากเดินทางถึงกรุงเวียงจันทน์ นายโอบามาได้ประกาศมอบเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ลาวมูลค่า 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเวลา 3 ปีนับจากนี้ เพื่อใช้ในการเก็บกู้กับระเบิดจำนวนมากที่หลงเหลือจากสมัยสงครามเวียดนาม
เมื่อวานนี้ (5 ก.ย.) นายดูเตอร์เตแถลงข่มขู่นายโอบามาต่อหน้าสื่อมวลชนในฟิลิปปินส์ว่า หากนายโอบามากล้าตั้งคำถามและตำหนิตนเรื่องสงครามปราบปรามยาเสพติดในการประชุมอาเซียนที่ลาว ตนจะแช่งกลับกลางที่ประชุม และนายโอบามาจะได้ลงไปคลุกปลักโคลนเหมือนหมูแน่ ผู้นำฟิลิปปินส์ยังเรียกผู้นำสหรัฐฯ ว่า “ลูกโสเภณี” อีกด้วย
ทั้งนี้ การล่าสังหารผู้ค้ายาเสพติดจำนวนมากในสงครามปราบปรามยาเสพติดของนายดูเตอร์เต ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อสองเดือนก่อน ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 2,400 ราย โดยนายดูเตอร์เตไม่รับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์นโยบายดังกล่าวจากหลายฝ่าย รวมถึงศาสนจักรโรมันคาทอลิกและสหประชาชาติด้วย โดยยืนกรานว่าการล่าสังหารดังกล่าวจะดำเนินต่อไป จนกว่าผู้ค้ายาเสพติดคนสุดท้ายจะจบชีวิตลง

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2559

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการประชุมฯ G20 ในฐานะประธานา G77

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการประชุมฯ G20 ในฐานะประธานา G77
-----------
วันนี้ (5 กันยายน 2559) เวลา 10.05 น. ตามเวลาท้องถิ่น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการประชุมฯ หัวข้อ “การประสานนโยบายและแนวทางการพัฒนาใหม่ ๆ เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก (Strengthening Policy Coordination and Breaking a New Path for Growth) โดยพลตรี วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความประทับใจงานเลี้ยงต้อนรับที่อบอุ่นและการแสดงที่อลังการผสมผสานอารยธรรมจีนและตะวันตกอย่างลงตัวผ่านการใช้เทคโนโลยีทันสมัย พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนที่เชิญไทยในฐานะประธาน G77 เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ซึ่งให้ความสำคัญกับวาระการพัฒนาและสะท้อนบทบาทที่สร้างสรรค์ของจีนในการสร้างสะพานเชื่อมระหว่าง G20 และ G77 ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของไทย
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและเผชิญกับความท้าทายในหลากมิติ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันมากขึ้นโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ด้วยการผนึกกำลังสร้างความร่วมมือรูปแบบใหม่เพื่อเป็น “ยานยนต์แห่งศตวรรษที่ 21” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกสู่แนวทางการพัฒนาใหม่ (New Path of Growth) ต้องกล้าคิดนอกกรอบและก้าวข้ามเส้นแบ่งในรูปแบบเดิม ๆ เพื่อสร้างหุ้นส่วนระดับโลก ที่ไม่จำกัดรูปแบบของความร่วมมือ
ทั้งนี้ ในการผลักดันความร่วมมือใหม่เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ต้องลงมือทำใน 3 ส่วน ดังนี้ ประการที่หนึ่งการประสานนโยบายและความร่วมมือเพื่อให้โอกาสและทางเลือกและไม่ปิดกั้นประเทศกำลังพัฒนา ประการที่สองการให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากภายใน ได้แก่ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการส่งเสริม SMEs ประการที่สามสนับสนุนทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วม ผ่านกลไกประชารัฐ เพื่อสร้างความเข้มแข็งจากภายในลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งไทยเองได้พยายามเร่งแก้ไขปัญหาภายในควบคู่ไปกับการพัฒนา
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวสนับสนุนวาระการปฏิรูปของ G20ที่เน้นการเติบโตที่เข้มแข็งยั่งยืน และสมดุล และในฐานะตัวแทนของ G77 ขอให้ G20 ร่วมมือร่วมใจ โดยอาศัยประสบการณ์ และทรัพยากรที่มีอยู่ เป็นผู้นำขับเคลื่อนยานยนต์ใหม่ที่จะนำพาโลกไปสู่แนวทางการพัฒนาใหม่อย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังดังคำกล่าวที่ว่า แข็งแกร่งไปด้วยกัน

ยูเอ็นเสนอชื่อนักกฎหมายไทยเป็นผู้เชี่ยวชาญการป้องกันความรุนแรงและเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ

ยูเอ็นเสนอชื่อนักกฎหมายไทยเป็นผู้เชี่ยวชาญการป้องกันความรุนแรงและเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ
ประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) เสนอชื่อนายวิทิต มันตาภรณ์ นักกฎหมายชาวไทย เป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญอิสระว่าด้วยการป้องกันความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ (SOGI) เพื่อรับหน้าที่ตรวจสอบและรายงานสถานการณ์การละเมิดสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศต่างๆ ทั่วโลก
รายงานข่าวระบุว่า UNHRC เสนอรายชื่อผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมทั้งหมด 21 คน แต่ประธาน UNHRC คัดเลือกนายวิทิตเป็นผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ขณะที่ตัวแทนประเทศสมาชิก UNHRC จะเข้าร่วมการประชุมครั้งที่ 33 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 30 ก.ย. เพื่อลงมติว่าจะรับรองให้นายวิทิตรับตำแหน่งดังกล่าวอย่างเป็นทางการหรือไม่
ทั้งนี้ ที่ประชุม UNHRC เพิ่งมีมติเห็นชอบให้จัดตั้งตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญอิสระว่าด้วยการป้องกันความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติว่าด้วยเหตุแห่งเพศขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา และผู้ที่ได้รับเลือกมาดำรงตำแหน่งจะอยู่ในวาระครั้งละ 3 ปี แต่สามารถดำรงตำแหน่งต่อเนื่องได้ถึง 6 ปี
เว็บไซต์สำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเปิดเผยข้อมูลนายวิทิต โดยระบุว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายสิทธิมนุษยชน และกฎหมายในยุโรป ทั้งยังเป็นศาสตราจารย์ด้านกฎหมายของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก่อนหน้านี้เขาเคยปฏิบัติหน้าที่ผู้รายงานพิเศษด้านสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเกาหลีเหนือ ด้านการปกป้องสิทธิเด็กและเยาวชน ทั้งยังเป็นประธานกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงเหตุขัดแย้งในไอวอรีโคสต์และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการอิสระเพื่อไต่สวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศซีเรียด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา นายอัมเมอร์ รอมฎอน เอกอัครราชทูตอียิปต์ประจำ UNHRC งดออกเสียงในการคัดเลือกรายชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญอิสระ SOGI โดยระบุว่าการปกป้องสิทธิเกย์และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ขัดต่อหลักการและความเชื่อของตน พร้อมย้ำว่าองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) จะไม่ยอมรับหรือให้ความร่วมมือในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญอิสระด้าน SOGI

บิ๊กตู่ แสดงวิสัยทัศน์ บน เวทีผู้นำ G20 ที่จีนหนุนแนวทางปฏิรูป ผู้นำ

บิ๊กตู่ แสดงวิสัยทัศน์ บน เวทีผู้นำ G20 ที่จีนหนุนแนวทางปฏิรูป ผู้นำ เผย สอดคล้องยุทธศาสตร์ไทย ยันต้อง"ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"และStronger Together ยันไทย เลือกตั้งปี 60

(4ก.ย.)พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการประชุมผู้นำกลุ่ม 20 (G20) วาระที่ 1 หัวข้อ “การประสานนโยบายและแนวทางการพัฒนาใหม่ ๆ เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก (Strengthening Policy Coordination and Breaking a New Path for Growth)
พลตรี วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนที่เชิญไทยในฐานะประธาน G77 เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้
ซึ่งตรงกับเป้าหมายของการประชุมที่ให้ความสำคัญกับวาระการพัฒนา และบทบาทที่สร้างสรรค์ของจีนในการสร้างสะพานเชื่อมระหว่าง G20 และ G77 ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของไทยเช่นกัน
พร้อมทั้งแสดงความชื่นชมจีนและสหรัฐฯ ที่แสดงบทบาทนำในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกโดยบรรลุข้อตกลงในการรับรองข้อตกลงปารีส ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับทั่วโลกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นเกาะขนาดเล็ก (Small Island Developing States: SIDS)
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และเผชิญกับความท้าทายในหลากมิติ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันมากขึ้น โดย "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" ด้วยการผนึกกำลังสร้างความร่วมมือรูปแบบใหม่เพื่อเป็น “ยานยนต์แห่งศตวรรษที่ 21” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกสู่แนวทางการพัฒนาใหม่ (New Path of Growth)ต้องกล้าคิดนอกกรอบและก้าวข้ามเส้นแบ่งในรูปแบบเดิม ๆ เพื่อสร้างหุ้นส่วนระดับโลก ที่ไม่จำกัดรูปแบบของความร่วมมือทั้งเหนือ-ใต้ ใต้-ใต้ และไตรภาคี โดยเฉพาะการพึ่งพาซึ่งกันและกันระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นวาระที่ไทยเน้นย้ำในฐานะประธานกลุ่ม G77

ในการผลักดันความร่วมมือใหม่เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ต้องลงมือทำใน 3 ส่วน ดังนี้
1.การประสานนโยบายและความร่วมมือเพื่อให้โอกาสและทางเลือกและไม่ปิดกั้นประเทศกำลังพัฒนา ที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก จะมีการเชื่อมโยง มีความสมดุล และส่งเสริมซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันก็คงไว้ซึ่งพื้นที่สำหรับรัฐบาลใช้มาตรการที่เหมาะสมในการบริหารเศรษฐกิจของตนด้วย

2.การให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากภายใน ได้แก่
1) พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการปฏิรูประบบการศึกษาทุกระดับชั้นและการพัฒนาทักษะกำลังคนให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน
2) พัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยการส่งเสริมการเรียนรู้ ในทุกระดับการศึกษา สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา และสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนสร้างนวัตกรรม โดย G20 ควรร่วมกับ G77 แสวงหาจุดแข็งและศักยภาพของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าร่วมกัน ตลอดจนร่วมกันพัฒนาสินค้าจากทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลายของ G77 สร้างแบรนด์ของภูมิภาค ขยายโอกาสตลาดสินค้าและตลาดแรงงานใหม่ ๆ ในกลุ่ม G77 ที่จะสามารถช่วยนำโลกออกจากภาวะเศรษฐกิจชะงักงันในปัจจุบัน

3).สนับสนุนทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วม ผ่านกลไกประชารัฐ ประกอบด้วยภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อสร้างความเข้มแข็งของสังคมจากภายใน ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายร่วมกัน ลดความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรมในสังคม

นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงการเร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาภายในประเทศซึ่งอยู่ภายใต้ Roadmap ที่กำหนดไว้ ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2560 เพื่อการเป็นรัฐประชาธิปไตยที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนทั้งนี้ ไทยสนับสนุนวาระการปฏิรูปของ G20 (G20 Structural Reform Priorities) ซึ่งเน้นการสร้างการเติบโตที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และสมดุล ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของไทยเช่นกัน

ในฐานะตัวแทนของ G77 นายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้ G20 ร่วมมือร่วมใจ โดยอาศัยประสบการณ์ และทรัพยากร ที่มีอยู่ เพื่อขับเคลื่อนยานยนต์ใหม่ที่จะนำพาโลกไปสู่แนวทางการพัฒนาใหม่ อย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ดังคำกล่าวที่ว่า แข็งแกร่งไปด้วยกัน (Stronger Together)

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2559

“ป๋าเปรม” แจง ให้กำลังใจ “บิ๊กตู่” ไม่เกี่ยวการเมือง ยันวางมือการเมืองนานแล้ว

“ป๋าเปรม”ระบุที่พูดถึง”ประยุทธ์”เพราะห่วงบ้านเมือง ลั่นวางมือจากการเมืองมานานแล้ว และจะไม่ยุงกับการเมืองอีก วอนคนไทยอย่าเอาความชอบและไม่ชอบมาเป็นชนวนทะเลาะกันชี้เป็นเรื่องน่าอาย
เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 2 กันยายน ที่บ้านแม่ทัพ เลขที่ 1885 ซ.สืบศิริ 32 ถ.สืบศิริ อ.เมือง จ.นครราชสีมา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เปิดบ้านให้ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา นำโดย พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และ พล.ต.ต.ธเนศ สุนทรสุข รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เพื่อให้เข้าพบ และอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิด 26 สิงหาคม 2559 ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความแช่มชื่น โดย พล.อ.เปรมฯ ได้เดินทักทายทุกคนที่มาร่วมอวยพรวันเกิด ก่อนที่จะเปิดโอกาสให้มอบกระเช้าของขวัญวันเกิดกันอย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ได้กล่าวกับผู้ที่มาร่วมอวยพรวันเกิดว่า ในวันนี้ขอขอบคุณทุกคนที่มาร่วมอวยพรวันเกิด และดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง ซึ่งคงจะมีคนมาชี้แจงแล้วว่าทำไมเราต้องมาอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ ทุกคนเข้าใจแต่หลายคนก็ไม่ค่อยชอบใจ ซึ่งเรื่องของการไม่ชอบกับเรื่องของการทะเลาะกัน หลายคนแยกกันไม่ออก ถ้าเราไม่ชอบก็บอกกันว่าไม่ชอบแค่นั้น แต่ถ้าไม่ชอบแล้วนำมาเป็นเหตุผลในการทะเลาะกันนี่ มันเป็นเรื่องน่าคิด และน่าอับอายที่คนไทยด้วยกันพูดกันไม่ค่อยเข้าใจ ซึ่งเรื่องนี้เห็นจะต้องอาศัย พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้ไปทำความเข้าใจให้กับประชาชนทั้งภาคอีสาน เพราะถ้าไม่ชอบกันแล้วทะเลาะกันจนคนไทยไม่สามารถมองหน้ากันได้ เช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าหนักใจและน่าอับอายมาก
เมื่อวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปอวยพรที่บ้าน ตนก็พูดเช่นนี้ บอกให้นายกรัฐมนตรี พยายามทำให้คนไทยเข้าใจ ทำให้รู้ให้ได้ว่าอะไรคืออะไร ต้องทำให้สำเร็จ ถ้าวันนี้ยังทำไม่สำเร็จก็ต้องเดินหน้าทำต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ วันนี้อาจจะนอกเรื่องไปหน่อย แต่โปรดฟังว่าตนกำลังพูดถึงเรื่องของชาติบ้านเมือง ไม่ได้พูดถึงเรื่องการเมือง เพราะตนได้วางมือจากการเมืองไปนานแล้ว จะไม่เข้าไปยุ่งกับการเมืองอีกแล้ว แต่ที่พูดวันนี้เพราะรู้สึกเป็นห่วงบ้านเมืองของเรา ว่าเรากำลังต้องการความเข้าใจซึ่งกันและกัน ใครผิดก็ต้องว่าผิด ใครถูกก็ต้องว่าถูกแค่นั้น ก็ขอขอบใจแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย ที่ปรารถนาดีมาอวยพรวันเกิด ได้บอกกับนายกรัฐมนตรีว่า ตนแก่แล้ว อายุมากแล้ว คงจะช่วยอะไรได้ไม่มาก แต่ที่ทำได้คือช่วยบอกกับคนที่ตนพบ คนที่ตนได้เจรจาด้วย โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ให้เขาเข้าใจสถานการณ์ของบ้านเมืองไทยขณะนี้ ซึ่งเขานึกไม่ออกเพราะบ้านเมืองเขาไม่มีเหมือนบ้านเรา สุดท้ายขอให้ทุกคนมีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อนำบ้านเมืองเราไปสู่ความสงบเรียบร้อย และมีความเข้าใจซึ่งกันและกันตลอดไป.

สุรชาติ บำรุงสุข : การเมืองระบอบพันทาง 2521 อุดมคติอนุรักษนิยมไทยปัจจุบัน

AFP PHOTO
“เป็นเวลาที่นานเกินความจำเป็น และไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน คณะทหาร ตำรวจ และพลเรือน เห็นสมควรให้ปรับปรุงระยะเวลาที่จะพัฒนาประชาธิปไตยเสียใหม่ คือ กำหนดเป้าหมายให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2521”
คำประกาศการยึดอำนาจ
20 ตุลาคม 2520
ระบอบการปกครองแบบพันธุ์ทาง (hybrid regime) หรืออาจจะเรียกว่าเป็นการเมืองลูกผสม (hybrid politics) ก็แล้วแต่ ดูจะเป็น “อุดมคติทางการเมือง” สำหรับชนชั้นนำ ผู้นำทหาร และกลุ่มอนุรักษนิยมไทยอย่างมาก
อุดมคติชุดนี้มีตัวแบบของการเมืองหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2521 เป็นพื้นฐาน และถูกตอกย้ำด้วยรูปธรรมของผู้นำรัฐบาลอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งดำรงอยู่ในอำนาจอย่างยาวนาน และเป็นผู้นำทางการเมืองของไทยที่อยู่ในอำนาจยาวนานเป็นอันดับที่ 3 รองจาก จอมพลแปลก พิบูลสงคราม และ จอมพลถนอม กิตติขจร
ดังนั้น เมื่อมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งใดก็ตาม กลุ่มผู้นำที่มีอำนาจในสังคมไทยก็มักจะมี “ความฝัน” ย้อนกลับสู่อดีตของรัฐธรรมนูญ 2521
และปัจจุบันก็ดูจะมีทิศทางในลักษณะเช่นนี้อยู่ค่อนข้างมาก
ดังนั้น บทความนี้จะทดลองทำความเข้าใจกับสถานการณ์การเมืองและรัฐธรรมนูญ 2521 โดยเฉพาะความเป็นอุดมคติสำหรับชนชั้นนำ ผู้นำทหาร และกลุ่มอนุรักษนิยมไทยที่พวกเขามักจะฝันถึงเสมอนั้น
ก็มีทั้งเงื่อนไขทั่วไปและเงื่อนไขเฉพาะกำกับสถานการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าว

การเมืองไทยหลัง 6 ตุลาคม 2519
สถานการณ์รัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มีลักษณะแตกต่างจากการยึดอำนาจครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา
แม้ด้านหนึ่งจะมีรูปลักษณ์ของการใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจ
แต่การยึดอำนาจครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลโดยตรงจากปัญหา “สงครามอุดมการณ์” ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ผสมผสานเข้ากับการกำเนิดและการเคลื่อนไหวของขบวนนิสิตนักศึกษาขนาดใหญ่ อันนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ จึงเป็นดังการพาสังคมไทยเข้าสู่การต่อสู้ทางการเมืองชุดใหม่
เพราะการต่อสู้เช่นนี้แต่เดิมอาจจะเป็นเพียงเรื่องของความขัดแย้งภายในหมู่ชนชั้นนำ และรัฐประหารแบบเก่าก็เป็นเรื่องของการกวาดล้างทางการเมืองที่จะขจัดคู่ต่อสู้ที่เป็นชนชั้นนำอีกฝ่ายออกไป
ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากรัฐประหาร 2500 ก็คือการใช้กำลังทหารของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้าจัดการกับผู้นำอีกฝ่ายคือ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นต้น
แต่ความเปลี่ยนแปลงในปี 2516 แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง และเห็นได้ชัดถึงบทบาทการต่อสู้ของภาคประชาชน
แม้ส่วนหนึ่งของปัญหานี้จะมีเรื่องของความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำ แต่ชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตยในปี 2516 ได้เปิดโอกาสให้อุดมการณ์การเมืองอีกค่ายหนึ่งค่อยๆ ก่อตัวและเติบใหญ่ขึ้นในสังคมไทย
แต่อุดมการณ์สังคมนิยมที่ก่อตัวขึ้นเช่นนี้ก็กลายเป็น “ความน่ากลัว” อย่างยิ่งในหมู่ชนชั้นนำ ผู้นำทหาร และกลุ่มอนุรักษนิยมไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาชนชั้นกลางในเมืองทั้งหลาย ความกลัวเช่นนี้ยังถูกขับเคลื่อนอย่างมากจากสถานการณ์สงครามในอินโดจีน
ดังจะเห็นได้ว่าปี 2518 เป็นช่วงระยะเวลาที่สำคัญของความกลัว จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็น “ปีแห่งความกลัว” อันยิ่งใหญ่ เพราะไม่เพียงแต่รัฐบาลนิยมตะวันตกในเวียดนามและกัมพูชาจะพ่ายแพ้แก่กองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้น
หากในช่วงปลายปี 2518 รัฐบาลผสมในลาวก็ล้มลงพร้อมกับการสิ้นสุดของระบบกษัตริย์
ภูมิรัฐศาสตร์ของไทยในมิติความมั่นคงเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง
รัฐไทยมีพรมแดนติดต่อกับรัฐสังคมนิยมอันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเป็นความน่ากลัวอย่างมีนัยสำคัญ
สงครามอินโดจีนจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของสหรัฐ เป็นความพ่ายแพ้ที่ดูเหมือนชนชั้นนำและผู้นำทหารไทยจะไม่เคยคาดคิดมาก่อน
พวกเขาเชื่อมั่นเสมอว่าด้วยพลังอำนาจทางทหารอย่างมหาศาลที่สหรัฐมี กองกำลังคอมมิวนิสต์ในอินโดจีนจะถูกกวาดล้าง
และจะทำให้ประเทศไทยปลอดจากภัยคุกคามดังกล่าว หรืออย่างน้อยในสำนวนยุคสงครามเย็นก็คือการเข้าสู่สงครามอินโดจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามเวียดนาม จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยคุ้มครองไทย และจะช่วยให้ไทยไม่เป็น “โดมิโน” ต่อจากการล้มลงของโดมิโนทั้งสามตัวในอินโดจีน แต่สงครามอินโดจีนก็จบลง ความฝันที่ไม่เป็นจริงสำหรับผู้นำไทย… สหรัฐต้องถอนตัวออก และอินโดจีนก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลสังคมนิยม
ดังนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 จึงเป็นกลไกสำคัญในการจัดการกับ “ความกลัว” ซึ่งเป็นสิ่งที่ชนชั้นนำ ผู้นำทหาร และกลุ่มอนุรักษนิยมที่มีชนชั้นกลางเป็นแกนกลางต้องเผชิญ
พวกเขาเชื่ออย่างมั่นใจว่าการยึดอำนาจจะเป็นวิธีของการควบคุมสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ และขณะเดียวกันก็ออกแบบให้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2519 เป็นเครื่องมือหลัก และเพื่อให้การใช้อำนาจเช่นนี้มีประสิทธิภาพ
พวกเขาจึงต้องจัดตั้งรัฐบาลขวาจัดขึ้น แต่แล้วด้วยการดำเนินนโยบายขวาจัดกลับทำให้สถานการณ์การเมืองไทยทรุดลง จนอาจจะนำไปสู่สงครามกลางเมืองได้ไม่ยากนัก
และในที่สุดรัฐบาลขวาจัดกลับกลายเป็นตัวผลักดันที่อาจจะนำไปสู่สงครามกลางเมืองในตัวเองอีกด้วย

ผลด้านกลับต่อสถาบันทหาร
การต้องเผชิญกับสถานการณ์ความมั่นคงเช่นนี้ ผู้นำทหารส่วนหนึ่งเริ่มไม่เชื่อว่านโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์แบบสุดโต่งด้วยการใช้การปราบปรามเป็นเครื่องมือหลักในสงคราม ภายใต้แนวคิด “การทหารนำการเมือง” จะชนะ แต่การปราบปรามสะท้อนให้เห็นผลด้านกลับจากสถานการณ์สงครามที่ขยายตัวมากขึ้นในชนบทไทย จนในที่สุดพวกเขามีข้อสรุปใหม่ที่ชัดเจนว่า “ยิ่งขวามากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งพ่ายแพ้เร็วขึ้นเท่านั้น”
หรือในอีกมุมหนึ่งของงานยุทธการที่กลายเป็นความน่ากังวลในทางทหารก็คือ “ยิ่งปราบ ยิ่งโต”… สงครามคอมมิวนิสต์หลังจากการล้อมปราบในปี 2519 กลับยิ่งขยายตัวมากขึ้นในชนบทไทย และมีแนวโน้มที่จะไปสู่จุดที่ควบคุมไม่ได้ จนอาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของรัฐไทย
สภาพเช่นนี้ทำให้เกิดข้อสรุปที่สำคัญอีกประการก็คือ รัฐบาลไทยมีความจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์และนโยบายในการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์
แต่การจะปรับเช่นนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ภายใต้การควบคุมอำนาจอย่างเข้มงวดของรัฐบาลขวาจัดในปี 2519 และขณะเดียวกันผลจากท่าทีต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างสุดโต่งเช่นนี้เท่ากับการส่งสัญญาณว่า ถ้าจะต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์และนโยบายแล้ว ทางออกจึงเหลือแต่เพียงประการเดียวก็คือ ต้องยึดอำนาจและเปลี่ยนรัฐบาล!
ดังนั้น ในวันที่ 20 ตุลาคม 2520 ผู้นำทหารที่อาจจะเรียกว่าเป็น “สายปฏิรูป” หรือบางคนอาจจะเรียกว่า “สายพิราบ” ก็ตัดสินใจเคลื่อนกำลังยึดอำนาจและล้มรัฐบาลขวาจัด…
นโยบายสุดโต่งของรัฐบาลขวาจัดจบลงด้วยการตัดสินใจของผู้นำทหารสายพิราบ
และพร้อมกันนี้ ผู้นำทหาร “สายเหยี่ยว” ก็ถูกลดบทบาทและอำนาจลง เพื่อให้นโยบายใหม่ถูกขับเคลื่อน อันจะเป็นหนทางของการลดความขัดแย้งในสังคมไทย
และเป็นความหวังว่าทิศทางนโยบายใหม่ที่อยู่บนฐานความคิด “การเมืองนำการทหาร” จะช่วยลดทอนความรุนแรงของสถานการณ์สงครามในชนบทไทยลงให้ได้
ไม่น่าเชื่อว่าผู้นำทหารเช่น พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และอีกหลายท่านในกลุ่มนี้จะปรับตัวกลายเป็น “ผู้นำสายปฏิรูป” และตัดสินใจหันหลังให้กับนโยบายขวาจัดด้วยความตระหนักว่า นโยบายสุดโต่งของรัฐบาลอำนาจนิยมนอกจากจะไม่นำไปสู่ความสำเร็จแล้ว นโยบายดังกล่าวจะยิ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการต่อต้านรัฐบาลมากยิ่งขึ้น
และข้อยุติก็คือ จะต้องเปิดการเลือกตั้งในปี 2521

เปลี่ยนผ่านสู่ระบอบไฮบริด
รัฐธรรมนูญใหม่เพื่อเตรียมการเลือกตั้งได้รับการประกาศใช้ในช่วงเดือนธันวาคม 2521 และการเลือกตั้งทั่วไปก็เกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2522
คงต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ 2521 มีส่วนอย่างมากต่อการเปลี่ยนโฉมหน้าของการเมืองไทย ดังได้กล่าวแล้วว่า ผู้นำรัฐประหาร 2520 มีแนวคิดของการใช้นโยบาย “ผ่อนปรน” ในการเมืองไทย
ดังจะเห็นได้ว่ากิจกรรมทางการเมืองหลายๆ อย่างเริ่มฟื้นตัวกลับขึ้นมาหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้
เช่น การฟื้นตัวของกิจกรรมนักศึกษา การฟื้นกิจกรรมของสหภาพแรงงาน ตลอดรวมถึงการกลับเข้าสู่การมีบทบาทใหญ่ขององค์กรพัฒนาเอกชน (หรือเอ็นจีโอ)
และนโยบายผ่อนปรนที่สำคัญของรัฐบาลทหารสายพิราบก็คือ การประกาศนิรโทษกรรมให้แก่ผู้เกี่ยวข้องในคดี 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งอาจจะต้องเรียกด้วยภาษาปัจจุบันว่าเป็น “นิรโทษกรรมแบบสุดซอย” เพราะทั้งนักศึกษาที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ และบรรดาผู้ก่อเหตุฝ่ายขวาที่เป็นฝ่ายกระทำล้วนได้รับนิรโทษกรรมพร้อมกันทั้งหมด และการนิรโทษกรรมแบบองค์รวมกลายเป็นการถอดชนวนสงครามในไทย
รัฐบาลทหารของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ พยายามนำพาสังคมไทยกลับสู่ “ภาวะปกติ” โดยลดความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทยและพุ่งสู่จุดสูงสุดในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ลงให้ได้
และด้วยทิศทางดังกล่าว ปรากฏการณ์ความ “ปรองดอง” ก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้นในสังคมไทย…
สังคมเดินสู่ภาวะปกติมากขึ้นพร้อมๆ กับความแตกแยกเมื่อครั้งปี 2519 ก็ค่อยๆ ถูกสลายลง
อย่างน้อยปรากฏการณ์ของเพลง “เดือนเพ็ญ” ที่แต่งโดยนายผี (อัศนี พลจันทร) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ถูกนำมาขับร้องกันอย่างกว้างขวาง
ขับขานกันตั้งแต่ระดับสูงจนถึงระดับล่างตามบาร์ตามผับ โดยไม่มีความรังเกียจว่าผู้แต่งเป็น พคท. หรือเป็นเพลงของ พคท. จนอาจจะต้องถือว่าเป็นหนึ่งในเพลงที่เปิดฟังจากสถานีเพลงต่างๆ และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในขณะนั้น
ถ้าจะคิดในมุมเล็กๆ ของการปรองดองทางอุดมการณ์ในสังคมไทย คงต้องยอมรับว่าเพลงนี้คือตัวแทนของสงครามอุดมการณ์ที่ยุติลงในสังคมไทย
เท่าๆ กับการทยอยออกจากป่าของผู้นำนักศึกษาและสมาชิก พคท. ความฝันถึงชัยชนะใน “สงครามปฏิวัติ” ของฝ่ายซ้ายไทยค่อยๆ ดับมอดลง
ถ้าเราอธิบายปรากฏการณ์นี้ด้วยทฤษฎีของ “เปลี่ยนผ่านวิทยา” แล้ว เราก็อาจกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญ 2521 และการเลือกตั้ง 2522 เป็นระยะเปลี่ยนผ่านชุดหนึ่ง แม้การเปลี่ยนผ่านนี้อาจจะไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยโดยตรง แต่ก็อาจจะต้องเรียกว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นเสรีนิยมที่มากขึ้น (transition to liberalization) โดยมีการล้มระบอบอำนาจนิยมเดิมเป็นเครื่องบ่งบอก
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การล้มรัฐบาลขวาจัดเพื่อจัดตั้ง “ระบอบไฮบริด” ขึ้น และประคับประคองสถานการณ์การเมืองและความมั่นคงไทยไม่ให้ทรุดลง
แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เปิดการเมืองให้เสรีทั้งหมด และเป็นการเมืองที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร แต่ก็มีความเป็นเสรีนิยมมากขึ้นกว่าเดิม

การเมืองในพื้นที่สีเทา
ความยุ่งยากในทางทฤษฎีก็คือ การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่เกิดขึ้นอาจจะไม่นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มรูป กลับทำให้เกิดระบอบการปกครองที่อยู่ระหว่างความเป็นอำนาจนิยมกับความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งเราอาจเรียกการเมืองในเชิงสีเปรียบเทียบได้ว่าเป็นระบอบการปกครองใน “พื้นที่สีเทา” (grey zone)
หรืออาจจะเรียกด้วยชื่อในทางทฤษฎีของวิชาการเมืองเปรียบเทียบในปัจจุบันว่าเป็น “ระบอบพันทาง”
กล่าวคือ ระบอบนี้ยังสามารถคงโครงสร้างและอำนาจของฝ่ายทหารไว้ได้ เท่าๆ กับก็เปิดให้มีการแข่งขันทางการเมือง
แต่การขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นจะผูกไว้กับการแต่งตั้ง “คนกลาง” ที่สุดท้ายแล้วก็คือผู้นำทหาร ที่ถูกคัดเลือกโดยรัฐสภาภายใต้กติการัฐธรรมนูญ
สภาพเช่นนี้ดูจะสอดคล้องกับเงื่อนไขของการเมืองไทยในขณะนั้น ที่แม้จะมีระยะเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเกิดขึ้นในปี 2520/2521 แต่ก็เป็นการเปลี่ยนผ่านโดยอาศัยอำนาจของทหารอีกกลุ่มหนึ่ง
การเมืองหลังการเปลี่ยนผ่านจึงยังคงเป็นการเมืองที่มีบทบาทและอำนาจของผู้นำทหารดำรงอยู่ภายในกรอบรัฐธรรมนูญที่ทหารสร้างขึ้น
หรือเกิดสภาพที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบควบคุม” (controlled democracy) ขึ้น
และอำนาจของผู้นำทหารก็อาศัยกลไกรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือมากกว่าจะอาศัยการรัฐประหาร และเปิดโอกาสให้ผู้นำทหารอยู่ในอำนาจได้นานขึ้น
ปรากฏการณ์เช่นนี้จึงกลายเป็น “ความฝัน” สำหรับกลุ่มอนุรักษนิยมไทยยุคใหม่เป็นอย่างยิ่ง
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การกำเนิดของระบอบอำนาจนิยมที่ผ่านการเลือกตั้ง โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือนั่นเอง!