PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ตามคาด! อินเดียได้ประธานาธิบดีคนใหม่ที่มาจาก “จัณฑาล”

นายราม นาธ โกวินด์ ตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาล ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของอินเดียตามความคาดหมาย และเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มาจาก จัณฑาล


ทั้งนี้ นายโกวินด์เป็นฝ่ายเอาชนะเหนือ นางไมรา กุมาร์ คู่แข่งจากพรรคคองเกรส โดยได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่จากสมาชิกสภาอินเดีย 4,896 คน ซึ่งลงคะแนนเลือกตั้งไปตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ (17 ก.ค.) ที่ผ่านมา โดยการเอาชนะคู่แข่งคนสำคัญอย่างนางกุมาร์ ส่งผลให้นายโกวินด์ ซึ่งเป็นนักการเมืองที่มาจากจัณฑาล ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 14 ของอินเดีย และยังช่วยให้พรรคภารติยะชนตะ (บีเจพี) พรรครัฐบาลของนายกรัฐมนตรีมานโมฮัน ซิงห์ สามารถควบคุมอำนาจในตำแหน่งระดับสูงเพิ่มมากขึ้น


รัฐธรรมนูญอินเดีย ระบุว่า ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจะมีบทบาทในเชิงพิธีการ ส่วนนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีอำนาจในการบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจะมีบทบาทสำคัญในช่วงที่เกิดวิกฤตทางการเมือง อาทิ ในกรณีที่การเลือกตั้งไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ประธานาธิบดีจะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่เหมาะสมที่สุด ให้เข้ามาจัดตั้งรัฐบา

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ "ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี"

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ "ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี"
1. ยุทธศาสตร์ชาติ คือ แผนทิศทางของประเทศ ที่จะกำหนดกรอบและแนวทางการพัฒนาให้หน่วยงานของรัฐทุกภาคส่วนต้องทำตาม มีระยะบังคับใช้ 20 ปี ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเริ่ม พ.ศ.2560-2579 (นานไปไหม? ถ้าเปรียบเป็นเด็กคนหนึ่งก็ตั้งแต่เกิด จนเรียนมหาวิทยาลัยปี 2 เอง)
2. ทิศทางที่มุ่งไป คือ "ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" หรือเรียกแบบสั้นๆ ว่า "มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" อย่างที่เราได้ยินกันบ่อยๆ จากทีวี ตอน 6 โมงเย็นนั่นแหละ
3. ที่มาของยุทธศาสตร์ชาติ ก็มาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่ มีชัย ฤชุพันธ์ เป็นหัวหน้าทีมร่าง โดยมาตรา 65 กำหนดให้รัฐต้องมียุทธศาสตร์ชาติเพื่อเป็นแผนในการพัฒนาประเทศ
4. จากมาตรา 65 ของรัฐธรรมนนูญกำหนดให้ต้องออกกฎหมายมาอีกฉบับ เรียกว่า "พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560" เพื่อเป็นกรอบในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ
5. พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ บอกให้มีคณะกรรมการ 2 ชุด คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และสเป๊กครึ่งนึงของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็เป็นโดยตำแหน่ง
6. บุคคลที่จะมาเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติโดยตำแหน่งหลายคนก็นั่งซ้อนหลายเก้าอี้มากมาย เช่น พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ควบตำแหน่งนายกฯ ผบ.เหล่าทัพ พ่วงด้วยตำแหน่งใน คสช. แถม สนช.อีก หรือตัวแทนภาคเอกชนบางคนก็ยังมีเก้าอี้อยู่ใน สนช. ด้วย
7. ตอนนี้มีร่างยุทธศาสตร์ชาติแล้วนะ แต่ไม่เปิดเผยให้ประชาชนดู iLaw ยื่นหนังสือขอดูอย่างเป็นทางการไปแล้วก็ยังเงียบ และร่างยุทธศาสตร์นี้ก็แอบร่างไว้ก่อนจะมีรัฐธรรมนูญเสียอีก (ตั้งแต่ 28 มิถุนายน 2558)
8. "โรดแมป" วางกันไว้ว่า ประมาณกันยายนปีหน้า แผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกก็จะมีผลบังคับใช้ และอยู่ยาวไปอีก 20 ปี
9. ยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อบังคับใช้แล้ว จะมีผลให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องแถลงนโยบาย และเสนองบประมาณให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้วย ประมาณว่ากรอบยุทธศาสตร์ชาติใหญ่ที่สุด ขนาดรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งในอนาคตก็ต้องทำตาม ถ้าไม่ทำตามก็มีโทษอีก
10. ตามร่างยุทธศาสตร์ชาติที่แอบร่างไว้แล้ว มีการแบ่งยุทธศาสตร์ชาติออกเป็น 6 ด้าน คือ ด้านความมั่นคง การสร้างความสามารถในการแข่งขั้น การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน การสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันในสังคม การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
ถ้าอยากรู้จักยุทธศาสตร์ให้มากกว่า ก็ตามลิงก์ด้านล่างเลย
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คืออะไร? เข้าใจกันแบบย่อๆ
ร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ คสช. เตรียมเขียนข้อผูกพันรัฐยาวนาน 20 ปี เตรียม "ลักไก่" ไม่ต้องมีส่วนร่วมอีก
ร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่แอบเขียนไว้ก่อนแล้ว ประชาชนขอดูหน่อย
รู้จัก ป.ย.ป. ทำหน้าที่ปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติ และปรองดอง
ขั้นตอนสู่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการปฏิรูปประเทศของคสช.
คนหน้าซ้ำเตรียมรับงานใหม่ ในโรดแมปการร่างยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูป

"อดีตหัวหน้าคลัง อคส."ให้การหลัง รปห.สั่งห้ามรมยา ทำข้าวเน่า

อดีตหัวหน้าคลังสินค้า อคส.ให้การหลัง รปห. คสช.สั่งเลิกติดกล้องวงจรปิด เปลี่ยนกุญแจ ห้ามรมยา ทำข้าวเน่า เผย "ปนัดดดา" กำหนดมาตรฐานตรวจข้าวเอง ไม่อิง ก.พาณิ

นายพศดิษ ดีเย็น  อดีตหัวหน้าคลังสินค้า องค์การคลังสินค้า (อคส.)  กล่าวภายหลังการเบิกความเป็นพยานในคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาตามคำฟ้องของ อัยการสูงสุด ว่า ในช่วงระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าคลังสินค้าและรับผิดชอบในการกำกับดูแลสต๊อกข้าวในโครงการรับจำนำ ตั้งแต่ ปี 2554 จนถึงปี 2559 เห็นว่า ขั้นตอนในการตรวจรับข้าวเข้าสู่โครงการรับจำนำ เป็นไปตามมาตรฐานและขั้นตอนที่กำหนดโดยรัฐบาลและคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) โดยในส่วนของ อคส.เป็นหน่วยงานโดยตรงที่รับมอบนโยบายจากกระทรวงพาณิชย์ และปฏิบัติตามคู่มือการรับจำนำข้าวของกรมการค้าภายใน ที่มีหน้าที่โดยตรงตั้งแต่การออกใบประทวน ตรวจสอบตาชั่ง ตรวจสอบเอกสารเกษตรกร จัดเก็บข้าวเปลือก จัดเก็บข้าวสาร เบิกจ่ายระบายข้าว ตั้งแต่เริ่มโครงการปี 2554 ในสมัยรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  โกดังและคลังสินค้าในความดูแลของ อคส.ได้ปฏิบัติตามขั้นตอน และคู่มือเพื่อเก็บรักษาสภาพข้าวเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายมาโดยตลอด ตั้งแต่ การตรวจสอบคุณภาพข้าว การรมยากำจัดแมลงและศัตรูพืช เป็นต้น  
 
    อย่างไรก็ตามจุดสังเกตในเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ข้าวในโครงการรับจำนำมีหลายเรื่องหลายประเด็น โดยเฉพาะปัญหาเรื่องข้าวหายไปจากโกดัง ในโกดังมีข้าวเสื่อมคุณภาพปะปน ข้าวไม่ตรงสเป็คตามโครงการรับจำนำ  และอีกหลายปัญหา ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าหลังการรัฐประหาร รัฐบาล คสช.ได้มีคำสั่งโดยกระทรวงพาณิชย์ให้มีการยกเลิกการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่เคยติดตั้งอยู่ที่โกดังเก็บข้าวในโครงการรับจำนำ สั่งเปลี่ยนคณะบุคคลที่ถือกุญแจ และตั้งแต่ ปี 2557-2559 กระทรวงพาณิชย์ห้ามมิให้มีการเปิดโกดังข้าวเพื่อรมยา ตามปกติ จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ข้าวในโครงการรับจำนำ ได้รับความเสียหาย
 
    สำหรับปัญหาเรื่องข้าวเน่า ข้าวเสียและข้าวเสื่อมคุณภาพ นั้นโดยข้อเท็จจริงแล้วข้าวที่เก็บไว้ในโครงการรับจำนำยังมีสภาพที่สามารถจำหน่ายได้ตามปกติ  แต่ปัญหาเกิดจากการกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ม.ล.ปนัดดา กำหนดเอง ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ เอามาตรฐานการกำหนดคุณภาพข้าวเพื่อการส่งออกมาเป็นเกณฑ์ตรวจวัด ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวต้องเป็นข้าวที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพแล้ว จึงทำให้ข้าวในคลังและโกดังรับจำนำ ทั้งประเทศเป็นข้าวที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานของ ม.ล.ปนัดดา ประกอบกับบุคลากรที่ออกไปตรวจสอบนั้นเป็นบุคลากรที่ไม่มีประสบการณ์ไม่มีความรู้เรื่องข้าวขั้นตอนการตรวจสอบไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน จนทำให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมหาศาล และกลายเป็นที่มาของนโยบายการสั่งขายข้าวคุณภาพดี ในราคาข้าวเสื่อมคุณภาพ หรือข้าวเน่า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการบางรายประมูลข้าวได้ในราคาที่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 5 บาท ทั้งที่ข้าวในคลังบางแห่งสามารถขายในราคาที่สูงกว่า 10 บาท ทำให้ประเทศได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก    
            ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพข้าวตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ ต้องตรวจข้าวให้ได้ปริมาณตัวอย่าง อย่างน้อย 5 % ของข้าว 1 กอง เช่นข้าวสาร 1 กองมีจำนวน 20,000 กระสอบ การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ต้องฉ่ำข้าวอย่างน้อย 1,000 กระสอบ แต่ในทางปฏิบัติของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นโดย ม.ล.ปนัดดา ฉ่ำข้าวแต่ละกอง ไม่ถึง 200 กระสอบ อีกทั้งยังไม่ทั่วทั้งกองข้าว แต่กลับบอกว่าข้าวที่ตรวจสอบเป็นคุณภาพต่ำ ที่แบ่งเกรดเป็น เอ บี และซี ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ตั้งขึ้นเองโดยไม่เคยมีมาก่อน    
            ส่วนปัญหาเรื่องการทุจริตข้าวถุง ที่เป็นข้อกล่าวหาว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้มีการทุจริตเมื่อปี 2556 นั้น โดยข้อเท็จจริงแล้ว ในเวลานั้นการจัดทำข้าวถุงเป็นนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการทำข้าวถุง เพื่อจำหน่ายในราคาถูกให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย และไม่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรีเลย เป็นการปฏิบัติในระดับของกรมการค้าต่างประเทศ และองค์การคลังสินค้า (อคส.) แต่ อดีตนายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ยกเลิก และดำเนินการตรวจสอบตั้งแต่เกิดเรื่อง เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 และ อคส.ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2556 ในปีเดียวกัน วุฒิสภาได้หยิบยกเรื่องนี้มาอภิปรายในสภาฯ ตอนนี้เรื่องอยู่ระหว่างการสอบสวน และดำเนินการของ ป.ป.ช

ศาลฎีกาฯยกคำร้อง"ปู"ขอตีความ นัดพิพากษาคดีจำนำข้าว25สิงหา.พร้อม"บุญทรง"


21 ก.ค. 60 - เวลา 14.45 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การไต่สวนพยานจำเลยคดีโครงการรับจำนำข้าวนัดสุดท้ายจำนวน 3 ปาก เสร็จสิ้นแล้ว จากนั้นศาลได้อ่านกระบวนพิจารณาให้ยกคำร้องของทีมทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลย ที่ยื่นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2560 ต่อศาลฎีกาฯ เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามาตรา 5 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 ขัดหรือแย้งกับมาตรา 235 วรรค 6 ของรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่
โดยศาลเห็นว่าเป็นการใช้คำที่มีความหมายเดียวกัน ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขณะที่ศาลให้โอกาสอัยการโจทก์ นำพยานบุคคลไต่สวนแล้วถึง 15 ปากใช้เวลา 10 นัด และฝ่ายจำเลยไต่สวนพยาน 30 ปากใช้เวลา 16 นัด ศาลจึงเห็นว่าให้โอกาสคู่ความทุกฝ่ายเต็มที่ในการนำพยานบุคคลไต่สวนแล้วตามหลักเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามหลักกฎหมายแล้ว ดังนั้นที่จำเลยยื่นขอส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยบทกฎหมายเรื่องดุลพินิจศาลในการไต่สวนพยานจึงไม่มีเหตุตามรัฐธรรมนูญ
และศาลได้อนุญาตให้จำเลยแถลงปิดคดีด้วยวาจาในวันที่ 1 ส.ค. นี้ เวลา 9.30 น. และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค. นี้ เวลา 9.00 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลได้นัดพิพากษาในวันเดียวกับคดีทุจริตจีทูจีของนายบุญทรง เตริยาภิรมณ์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวกรวม 28 ราย เนื่องจากข้อเท็จจริงหลักฐานเสนอในคดีเชื่อมโยงกัน อีกทั้งองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 2 สำนวน มีจำนวน 5 คนที่ร่วมพิจารณาทั้งสองสำนวน.

ข้ามช็อตลุ้น ‘ยิ่งลักษณ์’

ข้ามช็อตลุ้น ‘ยิ่งลักษณ์’

ถึงดีเดย์คดีใหญ่ วันที่ 21 ก.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนพยานนัดสุดท้ายคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ
ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ฯ ละเลยไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวทำให้รัฐเสียหาย
ในส่วนรัฐบาล คสช. ออกอาการห่วงคิวมวลชนนัดรวมตัวไปให้กำลังใจอดีตนายกฯหญิง ทั้ง “บิ๊กตู่”พ ล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. เตือนอย่าก่อความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ศาล
ขณะที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ติดเบรก “อย่ามาเยอะ”
ระแวดระวัง ระแวงเหตุป่วน

เพราะอีกทางฝ่ายคุมเกมเครือข่ายฝ่ายหนุนอดีตนายกฯ ทั้งบรรดานักการเมือง

แกนนำมวลชนโชว์ตัวทางสื่อ หรือที่มีคิวชาวบ้านถือป้ายถ่ายรูปในพื้นที่ โพสต์โชว์ในโซเชียลมีเดียกันคึกคัก

ปั่นแคมเปญ “เชียร์จำนำข้าว-หนุนอดีตนายกฯปู” ส่อวุ่นอยู่เหมือนกัน

ถึงแม้ว่าตามโปรแกรมที่โฆษกศาลยุติธรรม ระบุ หลังนัดไต่สวนพยานนัดสุดท้ายเสร็จ ศาลจะนัดคู่ความแถลงปิดคดีใน 7 วัน จากนั้นจะนัดฟังคำพิพากษาใน 7 วัน แต่ถ้ามีเหตุสมควรหรือจำเป็น อาจจะนัดได้อีกภายใน 14 วัน

รวมแล้วจะใช้ระยะเวลาก่อนมีคำพิพากษาไม่เกิน 1 เดือน

ยังไม่รวมกรณีอดีตนายกฯยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความบทบัญญัติใน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ปมการไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติม

และกรณีมีการส่งเรื่องต่อตามร้อง ก็น่าจะยืดเวลาตัดสินออกไปอีก

มหากาพย์จำนำข้าว ยังอีกอึดใจใหญ่จะถึง “ตอนจบ”

แล้วอันที่จริง ประเด็นชะตากรรมของ “อดีตผู้นำโคลนนิ่ง” ก็น่าจะโฟกัสกันอยู่ที่คำตัดสินที่ออกมา
“คุก-ไม่คุก” ต่อด้วยจับจ้องคิวต่อไป “เผ่น-ไม่เผ่น”

ส่วนเส้นทางและอนาคตการเมืองของ “ปู-ยิ่งลักษณ์” ที่จริงก็น่าจะจบไปแล้ว

ตั้งแต่คิว “โดนสอย” สนช.ลงมติถอดถอนจากปมจำนำข้าว ทำให้ถูกเพิกถอนสิทธิการเมือง 5 ปี ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ

ปิดฉากการเมืองไปตั้งแต่ปี 2558 แล้ว

กระทั่ง “นายใหญ่ทักษิณ” ก็มอง “ข้ามช็อต” ถึงมีข่าวเตรียม “แม่ทัพคนใหม่” ล่าสุดเป็นชื่อของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่เดินสายเบียดซีนกันมากับ “อดีตนายกฯปู”

นัยว่าได้ตั๋ว “นอมินี” มาแทนที่ “โคลนนิ่ง” จากนายใหญ่-นายหญิง

และก็กลายเป็นห้วงกระเพื่อมป่วนๆกันในค่ายเพื่อไทยเวลานี้ เพราะอีกทางมีชื่ออย่าง “เจ๊แป๋ว” มณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล น้องสาว “นายใหญ่” อีกรายมาประกบ จึงมีเครื่องหมายคำถามปม “ด่านสกัด”
ไม่เท่านั้น ในปีกมวลชนแนวร่วมกลุ่ม นปช. ก็ดูเหมือนยังไม่ถูกสเปกบางแคนดิเดต โดยล่าสุด “กุนซือหมู” พรศักดิ์ ศรีละมุล ที่ปรึกษา แกนนำ นปช. เหมือนจะเป็นตัวแทนออกมาโดดขวาง บิ๊กเนม ที่มีชื่อ เป็นแม่ทัพคนใหม่เพื่อไทย

เปรียบเปรย ไม่ใช่สร้างพระองค์เดียว จะขอเป็นเจ้าสำนัก

มองทิศทางเพื่อไทย คนจะมาเป็น “ประมุขสำนัก” ต้องได้รับการยอมรับจากสมาชิกและสาขา

ตั้งคำถามแรงในมุม นปช. “วันที่มวลชนต่อสู้บาดเจ็บล้มตาย ไม่เห็นใครบางคนมาร่วมทุกข์ร่วมสุข”
ไม่เอ่ยชื่อก็รู้ว่า “เป้าหมาย” ที่เอ่ยถึงคือใคร

เอาเป็นว่านอกจากต้องจับตา ฝั่งบรรดา “เจ๊ๆ” เจ้าแม่ขาใหญ่บอร์ดตระกูลชินฯ เริ่มตั้งท่าขวาง โดยเจ๊ใหญ่-เจ๊เล็ก นัดลูกข่ายเพื่อไทยพบปะกันถี่ ตรวจแถวเช็กความภักดี

ตั้งกองหนุน จัดกองขวางเตรียมไว้

ยังมีกระแสข่าว เฮียๆบิ๊กเนมขาใหญ่ในป้อมค่าย ท่าทีไม่คลิกชื่อแคนดิเดตแม่ทัพหญิงที่ออกมา

โดยรวมแล้วจึงเป็นห้วงปั่นป่วนในค่ายเพื่อไทย

แทรกคิวแบบมองข้ามช็อตระทึกขวัญของ “ยิ่งลักษณ์”

ทีมข่าวการเมือง

สรุปยอด ปขช.1,658 คน ร่วมเวที 4ภาค แจง "ร่างสัญญาประชาคม"

กอ.รมน.สรุปยอด ปขช.1,658 คน ร่วมเวที 4ภาค แจง "ร่างสัญญาประชาคม" เป็น กลุ่มทางการเมือง 377 คน /เผย ให้ กก.ชุด บิ๊กเจี๊ยบ พัฒนาร่างฯ ก่อนส่ง ปยป.

พันเอก พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน. กล่าวถึง ผลการจัดเวทีสาธารณะเพื่อชี้แจงร่างสัญญาประชาคมที่ได้จัดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ เมื่อวันที่ 17-20 ก.ค.60 ที่ผ่านมาว่า มีพี่น้องประชาชนจากกลุ่มต่างๆที่ได้เคยให้ข้อมูลข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะฯในขั้นตอนของการรับฟังความคิดเห็นฯและการสรุปข้อคิดเห็นฯจากทุกจังหวัดเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก

มีตัวแทนพี่น้องประชาชนเข้าร่วมรับฟังการชี้แจงร่างสัญญาประชาคม จำนวน 1,658 คน แยกเป็น ภาคกลาง จำนวน 431 คน , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 476 คน , ภาคเหนือ จำนวน 391 คน และภาคใต้ จำนวน 360 คน

เมื่อแยกเป็นกลุ่มต่างๆ สามารถจำแนกได้แก่ กลุ่มที่ 1 (กลุ่มทางการเมือง,กลุ่มที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง) จำนวน 377 คน
กลุ่มที่ 2 (กลุ่มนักวิชาการ,กลุ่มนักศึกษา,กลุ่มสื่อมวลชน,กลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม(CSOs),กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน(NGOs),กลุ่มองค์กรวิชาชีพในพื้นที่) จำนวน 363 คน
กลุ่มที่ 3 (กลุ่มข้าราชการ,กลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน,กลุ่มพนักงานรัฐวิสาหกิจ,หอการค้าจังหวัด,กลุ่ม/องค์กรที่ทำงานร่วมกับส่วนราชการ) จำนวน 485 คน
กลุ่มที่ 4 (กลุ่มผู้นำชุมชน,กลุ่มผู้นำจิตวิญญาณในพื้นที่,กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง,กลุ่มคนในท้องถิ่นที่ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการของรัฐ) จำนวน 433 คน

การจัดการชี้แจงร่างสัญญาประชาคมในภาพรวมได้รับการตอบรับจากทุกกลุ่มเป็นอย่างดี และมีข้อคิดเห็นอยากให้สังคมไทยได้ขับเคลื่อนไปสู่การปรองดองสมานฉันท์อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ได้มีข้อเสนอให้ทุกส่วนได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆในพื้นที่ เช่น การจัดสรรทรัพยากรน้ำ ที่ดินทำกิน เป็นต้น

กอ.รมน. ขอขอบคุณผู้แทนของกลุ่มต่างๆที่ได้มาร่วมรับฟังการชี้แจงร่างสัญญาประชาคมและแสดงความคิดเห็น
ทั้งนี้คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อความสามัคคีปรองดอง(คณะอนุกรรมการฯชุดที่ 3)จะได้นำข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะจากเวทีต่างๆ นำมา พัฒนาร่างสัญญาประชาคมให้มีความสมบูรณ์ ก่อนที่จะนำเสนอให้คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ต่อไป

บรรยากาศ ดี๊ดี ปรองดอง !!!

บรรยากาศ ดี๊ดี ปรองดอง !!!
"บิ๊กป้อม" ชี้ พรรคเพื่อไทย ไม่รับ"ร่างสัญญาประชาคม" ไม่กระทบกระบวนการปรองดอง เพราะส่วนใหญ่ยอมรับ ชี้ การตัดสินคดี"ตู่จตุพร- ยิ่งลักษณ์"ไม่กระทบบรรยากาศปรองดอง เพราะเป็นเรื่องคดี และกระบวนการยุติธรรม...."สั่งปรับปรุง"ร่างสัญญาประชาคม"ให้เป็นรูปธรรม เพิ่ม แนวทางปฏิบัติ 15 ขัอ. ก่อนนำเสนอ"บิ๊กตู่-ปยป."24กค.นี้ ก่อนแถลง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการ ครั้งสุดท้ายเพื่อสรุปร่างสัญญาประชาคมหลังจากจัดเวทีสาธารณะ เพื่อชี้แจงร่างสัญญาประชาคม 4 กองทัพภาค เมื่อวันที่ 17 -20 กรกฎาคมที่ผ่านมา

พล.อ.ประวิตร กล่าว ว่า เป็นการรับฟังข้อคิดเห็นภายหลังจากเปิดเวทีสาธารณะเพื่อชี้แจงร่างสัญญาประชาคมในพื้นที่4 กองทัพภาค รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากคณะกรรมการฯ และทุกภาคส่วน ว่าจะดำเนินการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจน

แม้ว่าความคิดเห็นร่วมทั้ง10 ข้อจะเป็นนามธรรมก็ตาม แต่เราจะต้องมีหลักการที่จะทำให้เกิดความร่วมมือกัน เพื่อให้ร่างสัญญาประชาคมเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้จากการเปิดเวทีสาธารณะทั้ง4 กองทัพภาคที่ผ่านมา

ผมพอใจในระดับหนึ่ง ที่มีข้อคิดเห็นต่างๆเพิ่มมากขึ้น ก่อนที่จะนำข้อคิดเห็นทั้งหมดมาสรุป ซึ่งคิดว่าจะแล้วเสร็จ1-2 วัน เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นประธาน

"ผมเชื่อว่าร่างสัญญาประชาคมฉบับนี้จะเป็นที่ยอมรับของทุกคน อีกทั้งร่างสัญญาประชาคมก็เป็นส่วนหนึ่งของโรดแมป เพื่อให้รัฐบาลเดินต่อไปข้างหน้าได้ ผมจึงคิดว่าน่าจะประสบความสำเร็จ " พล.อ.ประวิตร กล่าว

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทย ไม่ยอมรับร่างสัญญาประชาคม จะส่งผลอะไร หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นจุดยืนของพรรคตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ไม่ส่งผลอะไร เพราะเราไปรับฟัง และชี้แจงทุกรายละเอียดให้ประชาชนทั้ง4 กองทัพภาคแล้ว และเมื่อผ่านที่ประชุม ปยป.ก็จะลงไปแถลงรายละเอียดทั้งหมด ผ่านโทรทัศน์

จากนั้นจะนำสัญญาประชาคมลงไปให้ประชาชนทุกหมู่บ้านรับทราบ และเข้าใจ โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด (กอ.รมน.จังหวัด) ดำเนินการในเมื่อพรรคเพื่อไทยไม่เปลี่ยนท่าที แค่เป็นการพูดแบบเก่า และยังเป็นพรรคที่มีหลายพวกหลายคน ฉะนั้นเราต้องฟังความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ที่มีความคิดเห็นคล้ายคลึงกัน

เมื่อถามถึงกรณีการตัดสินคดีจำนำข้าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะส่งผลกระทบการสร้างความปรองดอง หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องคดีเป็นเรื่องของศาล และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทางฝ่ายบริหารไม่ได้เกี่ยวข้อง ดังนั้นเชื่อว่าจะไม่กระทบกระบวนการสร้างความปรองดอง

ปลายกค.เรียกประชุม บอร์ดกห.ถกโผทหาร ได้

"บิ๊กป้อม" คาดปลายกค.เรียกประชุม บอร์ดกห.ถกโผทหาร ได้ เชื่อไม่มีปัญหา ยันให้ ผบ.เหล่าทัพ เลิอกเอง เพราะเป็นคนใช้งาน
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหาร ว่า ตอนนี้ยังอยู่ที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ พิจารณา จึงยังไม่ได้นำรายละเอียดทั้งหมดเข้าที่ประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหาร ระดับชั้นนายพล
โดยคาดว่าจะประชุมคณะกรรมการได้ช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ เชื่อไม่มีปัญหาอะไร เพราะที่ผ่านมาทุกปีก็ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า ได้ให้ข้อแนะนำ ผบ.เหล่าทัพ ในการพิจารณาโยกย้าย หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ย้อนถามว่า ทำไมผมต้องให้คำแนะนำด้วย
" เพราะผบ.เหล่าทัพต้องเป็นผู้พิจารณาว่าคนของเขาเป็นใคร และจะใช้ใครทำงานอะไร เพราะเขาเป็นคนใช้งาน จะไปให้คำแนะนำผบ.เหล่าทัพได้ไง"
ส่วนหลักความอาวุโส ความรู้ความสามารถนั้น เป็นเรื่องที่ผบ.เหล่าทัพรู้อยู่แล้วว่าจะพิจารณาอย่างไร

อะไรๆ ก็ไม่กระทบปรองดอง!!!

อะไรๆ ก็ไม่กระทบปรองดอง!!!
"บิ๊กป้อม" เชื่อ "คดียิ่งลักษณ์-จตุพร" ไม่กระทบปรองดอง/ พรรคเพื่อไทย ไม่รับร่างสัญญาประชาคม ก็ไม่กระทบต่อ"มั่นใจ" ประชาชน รับร่างสัญญาประชาคม มอบ "มหาดไทย-กอ.รมน.จังหวัด" เตรียมเผยแพร่ในทุกหมู่บ้าน
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการ ครั้งสุดท้ายเพื่อสรุปร่างสัญญาประชาคมหลังจากจัดเวทีสาธารณะ เพื่อชี้แจงร่างสัญญาประชาคม 4 กองทัพภาค เมื่อวันที่ 17 -20 กรกฎาคมที่ผ่านมา
พล.อ.ประวิตร กล่าว ว่า เป็นการรับฟังข้อคิดเห็นภายหลังจากเปิดเวทีสาธารณะเพื่อชี้แจงร่างสัญญาประชาคมในพื้นที่4 กองทัพภาค รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากคณะกรรมการฯ และทุกภาคส่วน ว่าจะดำเนินการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจน
แม้ว่าความคิดเห็นร่วมทั้ง10 ข้อจะเป็นนามธรรมก็ตาม แต่เราจะต้องมีหลักการที่จะทำให้เกิดความร่วมมือกัน เพื่อให้ร่างสัญญาประชาคมเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้จากการเปิดเวทีสาธารณะทั้ง4 กองทัพภาคที่ผ่านมา

ผมพอใจในระดับหนึ่ง ที่มีข้อคิดเห็นต่างๆเพิ่มมากขึ้น ก่อนที่จะนำข้อคิดเห็นทั้งหมดมาสรุป ซึ่งคิดว่าจะแล้วเสร็จ1-2 วัน เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นประธาน
"ผมเชื่อว่าร่างสัญญาประชาคมฉบับนี้จะเป็นที่ยอมรับของทุกคน อีกทั้งร่างสัญญาประชาคมก็เป็นส่วนหนึ่งของโรดแมป เพื่อให้รัฐบาลเดินต่อไปข้างหน้าได้ ผมจึงคิดว่าน่าจะประสบความสำเร็จ " พล.อ.ประวิตร กล่าว
เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทย ไม่ยอมรับร่างสัญญาประชาคม จะส่งผลอะไร หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นจุดยืนของพรรคตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ไม่ส่งผลอะไร เพราะเราไปรับฟัง และชี้แจงทุกรายละเอียดให้ประชาชนทั้ง4 กองทัพภาคแล้ว และเมื่อผ่านที่ประชุม ปยป.ก็จะลงไปแถลงรายละเอียดทั้งหมด ผ่านโทรทัศน์
จากนั้นจะนำสัญญาประชาคมลงไปให้ประชาชนทุกหมู่บ้านรับทราบ และเข้าใจ โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด (กอ.รมน.จังหวัด) ดำเนินการในเมื่อพรรคเพื่อไทยไม่เปลี่ยนท่าที แค่เป็นการพูดแบบเก่า และยังเป็นพรรคที่มีหลายพวกหลายคน ฉะนั้นเราต้องฟังความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ที่มีความคิดเห็นคล้ายคลึงกัน
เมื่อถามถึงกรณีการตัดสินคดีจำนำข้าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะส่งผลกระทบการสร้างความปรองดอง หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องคดีเป็นเรื่องของศาล และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทางฝ่ายบริหารไม่ได้เกี่ยวข้อง ดังนั้นเชื่อว่าจะไม่กระทบกระบวนการสร้างความปรองดอง

วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

3 ปีของ คสช. และ สนช. มีการออกฎหมายใหม่มากถึง 320 ฉบับ

ประเทศไทยมีกฎหมายมากแค่ไหน
ตลอด 3 ปีของ คสช. และ สนช. มีการออกฎหมายใหม่มากถึง 320 ฉบับ หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ของกฎหมาย 754 ฉบับที่ประกาศใช้อยู่แล้วตลอดร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันเรามีกฎหมายระดับ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทั้งสิ้น 1,074 ฉบับ แยกเป็น พระราชบัญญัติ 992 ฉบับ พระราชกำหนด 18 ฉบับ และ ประกาศ คสช. 64 ฉบับ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. กฎหมายระดับ พ.ร.บ. ที่บัญญัติขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ แบ่งได้ดังนี้
1.1 ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน โดยกฎหมายเหล่านี้อาจอยู่ในรูปแบบต่างกัน เช่น พ.ร.บ. กฎมนเฑียรบาล พระบรมราชโองการ เป็นต้น
1.2 มีงานวิจัยที่พบว่า ตั้งแต่สมัย ร.5 (ร.ศ. 128 หรือ พ.ศ. 2452) จนถึง ปี พ.ศ. 2551 มี พ.ร.บ. ที่ บังคับใช้อยู่ 626 ฉบับ แม้ต่อมาจะมีการแก้ไขและยกเลิกไปหลายฉบับก็ตาม โดยในงานวิจัยนี้ไม่ปรากฎข้อมูลเกี่ยวกับ พ.ร.ก. และประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติใดๆ (ชาติ ชัยเดชสุริยะ, มิ.ย.2552, บทคัดย่อกฎหมายไทย จาก พระราชบัญญัติ 626 ฉบับ, สนพ.วิภาษา.)
1.3 จากเว๊ปไซต์ของ สนง. กฤษฎีกา ระบุว่าระหว่าง ปี พ.ศ. 2552 - 2556 มีการตรา พ.ร.บ. 118 ฉบับ และ พ.ร.ก. 10 ฉบับ ดังนั้นเมื่อรวมกับที่มีอยู่ก่อนตามข้อ 1.2 ทำให้มีกฎหมายระดับ พ.ร.บ. รวมเป็น 754 ฉบับ
1.4 พ.ศ. 2557 ตั้งแต่มี คสช. และ สนช. จนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 มีการตรากฎหมายเป็น พ.ร.บ. 248 ฉบับ พ.ร.ก. 8 ฉบับ และ ประกาศ คสช. 64 ฉบับ รวมเป็น 320 ฉบับ
2. ความพยายามในการปฏิรูป แก้ไข ยกเลิก ปรับปรุงกฎหมายที่ผ่านมา เพื่อลดภาระของประชาชน ลดคอร์รัปชัน
2.1 มีการออก พ.ร.ฎ. การทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย พ.ศ. 2558 (ส.ค.58) เพื่อให้มีการทบทวน แก้ไขหรือยกเลิก บทบัญญัติของกฎหมายให้มีความเหมาะสม เป็นธรรม ไม่เป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควรสอดคล้องกับการดําเนินชีวิตตามกาลสมัยและวิวัฒนาการของเทคโนโลยี่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
2.2 คณะกรรมการโครงการประชารัฐ ตั้งคณะทำงานโครงการ Regulatory Guillotine ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อศึกษาเสนอแนะการตัดลด แก้ไข กฎหมายที่ล้าสมัยหรือหมดความจำเป็น
2.3 ตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อการกำกับการปฏิรูปกฎหมาย (พ.ค. 2560) เพื่อปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมาย กฎ ระเบียบหรือข้อบังคับที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพที่สร้างภาระแก่ประชาชน และปรับปรุงกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศ รวมถึงการเสนอกฎหมายหรือข้อบังคับที่ต้องจัดทำขึ้นใหม่ ในครั้งนี้โครงการ Regulatory Guillotine ได้รับการสานต่อสำหรับกฎหมายที่เกี่ยวกับธุรกิจการค้าการลงทุน
3. หมายเหตุ
3.1 จากจำนวน พ.ร.บ.ทั้งหมดที่มีอยู่ ทำให้มีการประเมินว่าประเทศไทยน่าจะมีกฎหมายลูก เช่น กฎกระทรวง ประกาศ คำสั่ง มากกว่า 2 หมื่นฉบับ และเมื่อนับรวมกฎหมาย กฎระเบียบ คำสั่งจนถึงเทศบัญญัติทุกระดับ จะทำให้เรามีกฎหมายกฎระเบียบมากกว่า 1 แสนฉบับ
3.2 สนช. มี ร่าง พ.ร.บ. ค้างอยู่ในขั้นตอนต่างๆ 48 ฉบับ และจะมีกฎหมายที่ออกตามรัฐธรรมนูญอีกประมาณ 60 ฉบับ นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่อยู่ “ระหว่างการศึกษา” ของหน่วยงานต่างๆ อีก 202 ฉบับที่ยังไม่ได้เสนอต่อ สนช.
3.3 เดิม พระราชกำหนด ที่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติแล้ว จะเปลี่ยนชื่อเรียกเป็นพระราชบัญญัติ แต่ภายหลังมิได้ทำเช่นนั้นคือยังคงเรียกเป็นพระราชกำหนดดังเดิม และปัจจุบันยังมีการเรียก “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ” (พ.ร.ป.) เพิ่มขึ้นมาอีก
3.4 มีข้อสังเกตุว่า อาจยังมี พ.ร.บ. จำนวนหนึ่งที่มิได้ถูกยกเลิก แต่ไม่เป็นที่นิยมนำมาบังคับใช้จึงไม่ถูกบันทึกข้อมูลไว้ และมีบางกรณีที่ออก พ.ร.บ. หลายฉบับแต่มีผลบังคับใช้เกี่ยวเนื่องในกฎหมายเดียว เช่น กรณี พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านน้ำไทยฯ ที่มีการออก พ.ร.บ. เพื่อแก้ไขรวม 17 ฉบับ หรือมีกรณีที่ออก พ.ร.บ. ใหม่พร้อมกับยกเลิกกฎหมายเก่าหลายฉบับก็มี ดังนั้นการนับจำนวนกฎหมายจึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และวิธีการของผู้ศึกษา
3.5 ในปี พ.ศ. 2557 ก่อนการรัฐประหารไม่ปรากฎว่ามี พ.ร.บ. ใหม่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
17/7/60

"พล.ต.ต.ปวีณ" ลี้ภัยแดนออสซี่...อีกหนึ่งคีย์แมนคดีค้าโรฮิงญาที่ถูกลืม

"พล.ต.ต.ปวีณ" ลี้ภัยแดนออสซี่...อีกหนึ่งคีย์แมนคดีค้าโรฮิงญาที่ถูกลืม

เขียนวันที่
วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม 2560 เวลา 04:51 น.
เขียนโดย
ศูนย์ข่าวภาคใต้
14.8kShares
 Share
 Tweet
 Share

คดีค้ามนุษย์โรฮิงญา ซึ่งน่าจะเป็นคดีใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปิด "แผนกคดีค้ามนุษย์" ในศาลอาญา เพราะมีผู้ต้องหามากถึง 153 คน จับกุมและถูกฟ้องเป็นจำเลย 103 คน เสียชีวิตไป 1 คน ทั้งนักธุรกิจ นักการเมืองท้องถิ่นในภาคใต้ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ และนายทหารยศสูงถึง "พลโท" ถือเป็นคดีตัวอย่างที่รัฐบาลไทยใช้ยืนยันกับสหรัฐอเมริกาว่ามีความจริงจัง จริงใจในการปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ 
paween
          แต่คดีสำคัญนี้กลับมีร่องรอยของความด่างพร้อย เมื่อหัวหน้าชุดสอบสวน พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ออกมาให้ข่าวเปิดโปงการถูกข่มขู่คุกคามจากผู้มีอิทธิพลที่ได้รับผลกระทบทางคดี ที่สำคัญคือผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับไม่ดูแล โยกย้ายเขาแบบ "ย้ายระนาบ" ไปอยู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (รองผบช.ภ.8) ไปเป็นรองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (รองผบช.ศชต.)
          พล.ต.ต.ปวีณ เคยให้สัมภาษณ์เปิดใจกับ "ทีมข่าวอิศรา" เอาไว้ว่า การย้ายเขาไปอยู่ชายแดนใต้ เชื่อว่ามีขบวนการกลั่นแกล้ง เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ถูกลอบวางระเบิดสังหารเช่นเดียวกับ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก.สภ.ยะหา จ.ยะลา เมื่อปี 2553 เพราะในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างมีเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์อยู่เป็นจำนวนมาก
          ยิ่งไปกว่านั้นตลอดช่วงของการทำคดี เขาถูกข่มขู่คุกคามจากผู้มีอิทธิพลและคนมีสีหลายครั้ง เพราะมีการออกหมายจับนายทหารยศพลโท และนายทหารสัญญาบัตรอีก 4 นาย มีการข่มขู่พยานไม่ให้เข้าให้การ ขณะที่การแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจชั้นนายพลในปีนั้น ก็ไม่มีตำรวจในชุดสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮิงญาได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งที่ดีขึ้นเลยแม้แต่คนเดียว
          พล.ต.ต.ปวีณ ได้ทำเรื่องขอให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งโยกย้าย ซึ่งเป็นวาระแต่งตั้งประจำปี 2558 แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองที่ดี จึงตัดสินใจยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ปีเดียวกัน
          การถอดใจลาออกของ พล.ต.ต.ปวีณ ตกเป็นข่าวครึกโครม เพราะภาพที่ออกมากลายเป็นว่า"ตำรวจ" ในฐานะ "ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์" ต้องพ่ายแพ้อิทธิพลของขบวนการค้ามนุษย์ ร้อนถึงพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ต้องเชิญ พล.ต.ต.ปวีณ เข้าพบเมื่อวันที่ 10 พ.ย. หลังจากนั้นท่าทีของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็เปลี่ยนไป และให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าจะทบทวนใบลาออกของ พล.ต.ต.ปวีณ แต่แล้วสถานการณ์ก็พลิกผันอีกครั้ง เพราะอีกเพียงไม่กี่วันต่อมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ก็อนุมัติใบลาออก ทำให้ชีวิตราชการของ พล.ต.ต.ปวีณ สิ้นสุดลง ทั้งๆ ที่ยังเหลืออายุราชการอีกถึง 3 ปี
          หลังจากนั้น พล.ต.ต.ปวีณ ก็หายหน้าไปจากวงการสีกากี มีข่าวว่าเขาและครอบครัวเดินทางไปประเทศออสเตรเลีย พร้อมทำเรื่องขอลี้ภัย ปัจจุบันมีข่าวว่า พล.ต.ต.ปวีณ ได้สถานะผู้ลี้ภัยแล้ว แต่ยังไม่ได้สัญชาติออสเตรเลีย
          สำหรับ พล.ต.ต.ปวีณ ได้รับการยอมรับว่าเป็น "นายตำรวจน้ำดี" และเป็น "ตำรวจตงฉิน" คนหนึ่ง เขาเป็นคนกระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 35 รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตลอดชีวิตราชการได้รับรางวัลมากมาย โดยเฉพาะรางวัลพนักงานสอบสวนดีเด่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 3 ปีซ้อน สมัยดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.กะทู้ และ สภ.เมืองภูเก็ต ได้รับรางวัลที่ 1 โรงพักต้นแบบที่มีการจัดระบบอย่างทันสมัย สามารถตอบสนองการให้บริการประชาชนแบบร้อยเปอร์เซ็นต์
          ส่วนผลงานด้านการสอบสวน เคยคลี่คลายคดีสำคัญๆ มากมาย เช่น คดี นายศักดิ์ ปากรอ ฆ่ายกครัว 5 ศพ ที่อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา คดีฆาตกรรมแหม่มสวีเดน ที่ จ.ภูเก็ต คดีทุจริตก่อสร้างสถานีตำรวจ 396 แห่ง แฟลตตำรวจ 163 แห่ง คดีร้องเรียนแท็กซี่มาเฟีย จ.ภูเก็ต จับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 200 คน และคดีสุดท้ายคือคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา ก่อนจบชีวิตราชการก่อนเกษียณถึง 3 ปี

ฐานะ เกียรติภูมิ พรรค และนักการเมือง แตกแยก อ่อนแอ



3ปีภายใต้ยุค คสช. ภายใต้การบริหารจัดการโดยทหารที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้นำ สะท้อนให้เห็นอะไร
“คำถาม” นี้มี “คำตอบ” แตกกระจาย
แตกกระจายไปตามแต่ละ “มุมมอง” ที่ไม่เหมือนกัน แตกกระจายไปตามแต่ละ “ประโยชน์” ที่ไม่เหมือนกัน
ไม่ว่าจะมาจาก “พรรคเพื่อไทย” ไม่ว่าจะมาจาก “พรรคประชาธิปัตย์”
กระนั้น ก็มีลักษณะ “ร่วม” ประการหนึ่งซึ่งยากที่ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์จะปัดปฏิเสธได้ก็คือ สถานะและเกียรติภูมิของพรรคการเมืองและของนักการเมือง
เสื่อมทรุด และตกต่ำ
อย่าว่าแต่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์เลย แม้กระทั่งพรรคชาติไทยพัฒนาและพรรคภูมิใจไทยเองก็ยากที่จะปฏิเสธ
เรื่องนี้สามารถเข้าใจได้
ลองไปนำเอา “เทป” เก่าของคำปราศรัยบนเวที ไม่ว่าจะจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ว่าจะจาก กปปส.มาเปิด
ก็จะประจักษ์แจ้ง
เป้าหมายในการปราศรัย ในการ ดิสเครดิตของบรรดานักพูดเหล่านี้ล้วนมีเป้าหมายเดียว นั่นก็คือพรรคการเมือง นั่นก็คือนักการเมือง
แม้กระทั่ง “นักพูด” ของ กปปส.ซึ่งเป็น “นักการเมือง” ก็เถอะ
เพียงแต่เขารู้สึกว่าพรรคการเมืองที่เขาประณามมิใช่พรรคของเขา และนักการเมืองที่เขาประณามมิใช่พวกเดียวกันกับเขา
เป็นพรรคไทยรักไทย เป็นพรรคพลังประชาชน เป็นพรรคเพื่อไทย
ปัจจัยนี้เองที่ไม่ว่ารัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่ารัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ล้วนอาศัยมาเป็นกระดานหกทะยานไปสู่ความสำเร็จ
ไม่เชื่อลองไปถาม พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็ได้
ความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมือง ความขัดแย้งระหว่างนักการเมือง ความขัดแย้งระหว่างประชาชนที่ต่างขั้วต่างสีกันต่างหากคือ “เหยื่อ”
เป็นเหยื่อให้รัฐประหารเดือนกันยายน 2549 เวิร์ก
เป็นเหยื่อให้รัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 นำมา “ต่อยอด” และดำรงจุดมุ่งหมายในการครองอำนาจต่อไปอย่างยาวนาน
ยาวนานร่วม 20 ปี และแทบไม่มีกำหนด
ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ ไม่ว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญล้วนมี “เป้าหมาย” อันเด่นชัดอยู่ที่พรรคการเมือง อยู่ที่นักการเมือง
ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มคนที่เคยก่อตั้ง “พรรคการเมืองใหม่”
ไม่เว้นแม้กระทั่งแกนนำ กปปส.ที่ต่างทยอยกันหวนกลับไปยัง “พรรคประชาธิปัตย์” อันเป็นพื้นที่เก่าของตน
อย่าคิดว่าจะมีแต่ “พรรคเพื่อไทย” หรือ “นปช.”
ความขัดแย้ง แตกแยก ของพรรคการเมือง ของนักการเมืองและในหมู่ประชาชนต่างหากที่ได้กลายเป็นภักษาหารอันเอมโอช
เป็น “เหยื่อ” ให้กับขบวนการ “รัฐประหาร”
ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ล้วนอ่านเกมอันบัญญัติไว้ใน “รัฐธรรมนูญ” ตรงกัน
นั่นก็คือ ไม่ต้องการให้มี “พรรคการเมือง” ที่แข็งแกร่ง มั่นคง
นั่นก็คือ ไม่ต้องการให้มีความคิด
โดยพื้นฐานอันมี “ลักษณะร่วม” ระหว่างพรรคการเมืองและระหว่างนักการเมือง
เพราะรากฐานแห่ง “อำนาจ” มาจากความอ่อนแอของ “พรรคการเมือง”

ต้องได้คนดีปกครองประเทศ

ต้องได้คนดีปกครองประเทศ

สัญญาประชาคม คัมภีร์ปรองดอง

เริ่มต้นเดินหน้าเปิดเวทีสาธารณะหลังจากได้ทำร่างสัญญาประชาคมเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว สาระทั้งหมดดูเหมือนจะเป็นแนวทางที่คนไทยควรปฏิบัติมากกว่า

ไม่ได้มีวิธีการที่กำหนดเอาไว้ว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นอย่างไร มีกรรมวิธีอย่างไร เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ

แต่เป็นการกำหนด 10 ข้อ ที่เป็นความคิดเห็นร่วมที่นำมาประมวลรวบรวมเอาไว้เป็นข้อสรุปครอบคลุมทั้งหมด

ทำนองว่าหากคนไทยทำอย่างนี้แล้วความปรองดองจะเกิดขึ้น

เป้าหมายปรองดองที่ตั้งธงเอาไว้ก็คือ การมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาของประชาชนอันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความสามัคคีให้เกิดความยั่งยืน โดยคำนึงถึงข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนจะทำให้ประเทศเดินหน้าไปในอนาคต

ที่ผูกติดเข้ายุคสมัยก็คือคนไทยทุกคนเรียนรู้ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ

แต่ในสัญญาประชาคมนี้ยังพ่วงภาคผนวกอันเป็นความเห็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ อีก 15 ข้อด้วย

เช่น การไม่ใช้อำนาจบริหารประเทศเพียงหวังคะแนนเสียงทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ต้องมีกลไกควบคุมให้พรรคการเมืองมีความรับผิดชอบต่อการประกาศโฆษณานโยบายที่ไม่ได้วิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตรับผิดชอบต่อประชาชน การทุจริตระดับนโยบายจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง

นักการเมืองทุกคนต้องยึดถือจริยธรรมและจรรยาบรรณในอาชีพ ภาคการเมืองต้องปรับปรุงกระบวนการคัดสรรบุคคลเข้าสู่ระบบการเมืองที่เหมาะสม

คนไทยต้องมีส่วนร่วมกับการเมืองภาคประชาชน และยอมรับความแตกต่างทางความคิดเห็น ส่งเสริมสถาบันการเมืองให้มีความเข้มแข็งเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใส บริสุทธิ์ และยุติธรรม

ต้องยอมรับผลการเลือกตั้งที่เป็นไปด้วยความชอบธรรม

ให้นำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำ ร่วมมือในการจัดการทุจริตฉ้อฉลและอำนาจนอกระบบอย่างเด็ดขาด

เอาเป็นว่าทั้งหมดนี้ หากคนไทยนำไปปฏิบัติให้เป็นจริงก็จะสามารถนำไปสู่ความปรองดองได้ พูดง่ายๆว่าเป็น “คัมภีร์ปรองดอง”...ว่างั้นเถอะ

จึงเป็นได้เพียง “นามธรรม” แต่ “รูปธรรม” ไม่รู้ว่าจะแก้ไขได้จริงหรือไม่?

เพราะในทางปฏิบัติแล้ว ที่รัฐบาลและ คสช.บอกว่าได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 60% นั้น น่าจะเป็นเรื่องการสร้างกฎกติกาและการแก้ไขปัญหาพื้นฐาน เพื่อเป็นองค์ประกอบในการเดินหน้าไปสู่ความปรองดอง

แต่ไม่รู้ว่าจะเข้าใจกันมากน้อยแค่ไหน?

เอาเป็นว่าถ้าทุกฝ่ายทำตามนี้ด้วยความเข้าใจ ก็ยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้หรือไม่

เพราะในสภาพความเป็นจริงแล้ว นักการเมืองก็ยังเป็นนักการเมืองที่มุ่งหวังไปสู่อำนาจและผลประโยชน์ ไม่ยอมรับการเปลี่ยน สนับสนุนการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง

ความมุ่งหวังที่จะเดินหน้าไปสู่ความปรองดองได้นั้นจึงใช้เวลา และที่มีส่วนสำคัญที่สุด ก็คือประชาชน ที่จะต้องแสดงให้ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรม

เริ่มต้นตั้งแต่การเลือกคนดีเข้ามามีอำนาจปกครองประเทศ.

“สายล่อฟ้า”

สู่ความสามัคคีปรองดอง

สู่ความสามัคคีปรองดอง

การสร้างความปรองดองในชาติ เป็นวาระแห่งชาติสำคัญของรัฐบาล คสช. แต่ผ่านไปแล้วกว่าสามปีนับแต่การยึดอำนาจ ยังไม่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม คนไทยทั่วไปรู้แต่เพียงว่ารัฐบาลจะทำเป็น “สัญญาประชาคม” และเพิ่งจะเปิดร่างสัญญาประชาคมเป็นครั้งแรก มีส่วนประกอบ 3 ส่วน ได้แก่บทนำ ความคิดเห็น และภาคผนวกซึ่งเป็นความเห็นนายกรัฐมนตรี

ร่างสัญญาส่วนที่เป็นความคิดเห็นมี 10 ข้อ เริ่มต้นด้วยการประกาศว่าคนไทยทุกคนพึงร่วมมือกันสร้างบรรยากาศความสามัคคีปรองดอง เพื่อให้ประเทศ ไทยมีความเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประชาชนมีส่วนร่วมกับการ เมือง ส่งเสริมสถาบันการเมืองให้เข้มแข็ง เพื่อการเลือกตั้งที่โปร่งใส

ส่วนภาคผนวกที่เป็นความเห็นนายกรัฐมนตรี มีทั้งหมด 15 ข้อ เช่น ต้องมีกลไกควบคุมพรรคการเมืองให้มีความรับผิดชอบต่อประชาชน การทุจริตระดับนโยบายต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง คนไทยต้องมีส่วนร่วมการเมืองภาคประชาชน และยอมรับความแตกต่างทางความคิดเห็น และน้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในการดำรงชีวิต

อาจเรียกได้ว่าเป็นสัญญาประชาคมฉบับทหาร เพราะคณะผู้นำกองทัพเป็นผู้จัดทำ โดยมีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนประกอบ ภาคความคิดเห็นส่วนใหญ่เป็นแนวทางปฏิบัติคล้ายกับเป็นคำสั่งให้ทำตาม ส่วนภาคผนวกเป็นความเห็นนายกรัฐมนตรี เน้นการปฎิรูปการเมือง การให้ประชาชนมีส่วนร่วมการเมือง และยอมรับความเห็นต่าง

สอดคล้องกับหลักการของประชาธิปไตย ที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเมือง เพื่อให้การเมืองประชาชนเข้มแข็ง นำไปสู่การเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม เสริมสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็งและมั่นคง ล้วนแต่เป็นข้อเสนอที่ดี แต่สิ่งดีๆเหล่านี้ไม่สามารถผุดเกิดขึ้นเองได้ จะต้องมีกลไกบังคับและตรวจสอบ ตามหลักการประชาธิปไตย

นักการเมืองที่เข้าร่วมเวทีรับฟังบางคนวิจารณ์ว่าเนื้อหาของร่างสัญญาประชาคมส่วนใหญ่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญแล้ว การสร้างความสามัคคีปรองดอง น่าจะเริ่มต้นด้วยการค้นหาสาเหตุของความขัดแย้ง เพื่อนำไปสู่การหาแนวทางแก้ไข บางคนเตือนว่าการพัฒนาประชาธิปไตย ต้องไม่มองข้ามอุปสรรคปัญหาที่ทำให้ประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลานไม่รู้จักโต

สัญญาทุกฉบับจะต้องมีคู่สัญญา แต่สัญญาประชาคมฉบับนี้ไม่ทราบว่าใครบ้างเป็นคู่สัญญา ผู้มีพันธสัญญาร่วมกันที่จะปฏิบัติตามสัญญา เมื่อไม่ทราบว่าใครเป็นคู่สัญญา จึงเหมาเอาว่า “คนไทยทุกคน” ร่วมกันทำสัญญาประชาคม เพื่อความสามัคคีปรองดอง ด้วยการสร้างประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยแท้ สังคมที่เป็นสุข และยุติธรรม ภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกัน.

ดับข่าวลือ

ดับข่าวลือ

มีกลางคืนก็ต้องมีกลางวัน มีมืดก็ต้องมีสว่าง เมื่อมีข่าวลือ ก็ต้องมีข่าวจริง เป็นของธรรมดาคู่กัน
อย่างเมื่อต้นสัปดาห์ มีข่าวลือกระฉ่อน สะเทือนสะท้านวงการเมืองว่าด้วย เรื่องการปรับ ครม.โผล่ขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

อ้างแหล่งข่าวไม่ประสงค์ออกนาม ระบุเป็นตุเป็นตะ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีแผนจะปรับ ครม.ปฏิรูปโครงสร้างรัฐบาล คสช.

แถมเปิดโผลอยลมชี้เป้า “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะโดนโยก ไปเป็น รมว.มหาดไทย ดูแลการเลือกตั้ง

สลับลูกสลับดอกให้ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย มานั่งแป้น รมว.กลาโหม แทน
และจะมีการขยับ “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ไปนั่งเก้าอี้ รมว.ยุติธรรม แทน นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม ที่จะหลุดจากเก้าอี้ พ้น วงโคจร ครม.

แค่นั้นยังไม่สะใจ อ้างจะมีการโยก พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไปเป็นรองนายกฯ

เพื่อเปิดทางให้ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. โดดข้าม ห้วยมานั่งเก้าอี้ รมว.การพัฒนาสังคมฯ อีกต่างหาก!!!

ทำเอานักข่าวสายทำเนียบรัฐบาล ต้องหัวหมุน วิ่งเช็กข่าวกันฝุ่นตลบ

ส่วนบิ๊กๆรัฐมนตรีที่ตกเป็นเป้าในโผปรับ ครม.ลอยลม ก็ยังออกอาการงงๆ มึนตึ้บกันเป็นแถว???

ขนาดระดับพี่ใหญ่ “บิ๊กป้อม” ยังออกตัวได้แค่ว่า ถ้าถามใจก็อยากอยู่ที่กระทรวงกลาโหมมากกว่า และถ้าจะมีการปรับ ครม.จริง คงต้องให้ผ่านพระราชพิธีสำคัญไปก่อน แต่เชื่อว่าเป็นแค่โผที่มโนกันไปเอง

ส่วนพี่รอง “บิ๊กป๊อก” ยังรักษาการทรงตัว บอกการปรับ ครม.เป็นเรื่องของนายกฯคนเดียว และไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน!!!

สุดท้าย ก็เป็น “นายกฯลุงตู่” ที่ต้องออกมาสยบข่าวลือด้วยตัวเอง ยืนยันไม่เคยมีความคิดที่จะปรับ ครม. ยิ่งการจะย้าย รมว.กลาโหมไปดูเลือกตั้ง ย้าย ผบ.ตร. มาเป็นรัฐมนตรี ยิ่งเป็นเรื่อง เพ้อเจ้อ

เมื่อผู้ถืออำนาจเบ็ดเสร็จการันตีหนักแน่นซะขนาดนี้ ก็เป็นอันจบข่าวโผปรับ ครม.นั่งเทียน!!!

แต่อย่างที่บอก เมื่อมีข่าวลือ ก็ต้อง มีข่าวจริง ที่ประชุม ครม.นัดล่าสุด ได้อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงลอตแรก แทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนกันยายนนี้

เคาะชื่อ “บิ๊กฉิ่ง” นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ แบบแบเบอร์ ไม่มีพลิกโผ

เพราะได้แรงหนุนจาก พล.อ.อนุพงษ์ เต็มลูกสูบ ถือเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง สายสิงห์ดำ เหลืออายุราชการ 4 ปี

พ่วงด้วยการอนุมัติแต่งตั้ง นายพสุ โรหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์
และ นายชูเกียรติ มาลินีรัตน์ รอง ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เป็น ผอ.สขช.

ได้สมหวัง สมปรารถนาของจริง แฮปปี้ไปตามๆกัน

ส่วนใครที่รอคิวแต่งตั้งลอตสอง ก็ยังต้องเหนื่อยลุ้นเสียวกันต่อไปนะโยม!!!

“พ่อลูกอิน”

จุดใหญ่ 'จับแยก' ยังยาก

จุดใหญ่ 'จับแยก' ยังยาก

“อยากอยู่ที่เดิม” แต่ “อยากให้ไปก็ไป”
ไม่รู้จะเป็นอารมณ์น้อยใจของ “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กับน้องๆนักข่าวที่ซักไซ้ปมโผ ครม.รอบใหม่ ที่มีข่าวพี่ใหญ่จะโยกไปคุมกระทรวงมหาดไทย รับคิวเลือกตั้ง

หรือส่งซิกวัดใจ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. จะจับวางพี่ชายไปไว้ตรงไหน

แต่เอาเข้าจริง ข่าวทำนองนี้ ทั้งที่มาเป็นกระแส ทั้งที่ลอยลมผ่านโคมมาเมื่อไหร่ก็ถูกจับจ้องทุกครั้ง
แล้วก็ไม่พ้นโฟกัสที่ “พี่ใหญ่” เป็นเป้าเก้าอี้โยก แรงชนิดจะโละจากวง ครม.ไปเลยก็มี

แต่เจอมรสุมข่าว ง่อนแง่นๆ สุดท้าย “บิ๊กป้อม” กลับมามีน้ำมีนวลทุกครั้ง

อาจเพราะบางฝ่ายเห็นช่องว่างสอดแทรกสอดเสี้ยม “คนคู่รัฐบาล คสช.” ในจุดที่อาจประเมินต่ำ
ความสัมพันธ์น้อง-พี่ 40 กว่าปีที่รับราชการทหารจนถึงวันนี้ลึกซึ้งแน่นปึ้กเกินกว่าคนนอกจะเข้าใจ
มาด้วยกันไปด้วยกัน บูรพาพยัคฆ์ไม่น่าต่างจากเลือดสุพรรณฯก็ว่าได้

เช่นเดียวกับพี่ชายอีกคนของผู้นำ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่เข้ามารับงานช่วยน้องชายบนเก้าอี้ รมว.มหาดไทย มา 3 ปี พี่รองบูรพาพยัคฆ์คอนโทรลกระทรวงสิงห์ราบเรียบราบรื่นรอบวง “บิ๊กตู่” หายห่วง

มีข่าวจะสลับเก้าอี้ไปคุมงานแทนพี่ใหญ่ “บิ๊กป๊อก” ออกลูกนิ่มๆ โยนเป็นอำนาจผู้นำตัดสินใจ

พี่รองอ่านทาง ไม่เต้นตาม

ในส่วนของ “บิ๊กตู่” ก็น่าจะเคลียร์ชัด ข่าวปรับ ครม. “เพ้อเจ้อ” ปัดข่าวโยก “บิ๊กป้อม” ไปคุมเลือกตั้ง
เอาเป็นว่ากระแสข่าวปรับ ครม.ก็น่าจะมาพร้อมจังหวะเหมาะๆ จากที่มีสัญญาณการปรับเปลี่ยนฝ่ายบริหาร ปรับ ครม.หลังงานราชพิธีสำคัญ ดีเดย์ยกเครื่องหลังเดือน ต.ค.

ก็อาจมีมือขยันมาช่วยขยี้โผประเภทผู้ไม่ประสงค์ออกนาม กองกำลังไม่ระบุ “ขั้วฝ่าย”

จากรอบก่อนๆ มีกระแสข่าวยกชื่อคนมาแทนที่ “พี่ใหญ่” โยนบรรดาบิ๊กท็อปบูตหลายรายมาแทนที่
ล่าสุดเป็น “บิ๊กป๊อก” อีกน้องรักของ “บิ๊กป้อม” มานั่งกระทรวงกลาโหม

ออกทำนอง ขอให้ “ขยับ” เก้าอี้สำคัญ ชื่อไหนมาแทนก็ได้

อีกรายที่เกี่ยวโยง พล.อ.ประวิตร “โผลอยลม” มีชื่อ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มาเป็นรัฐมนตรี แทนที่ “บิ๊กอู๋” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมฯที่จะข้ามไปกระทรวงยุติธรรม

โยงที่ข่าวปั่นป่วนเก้าอี้บิ๊กสีกากี สลับจับโยกพรางกันไป แต่เข้าเค้าเขย่าแรงที่เก้าอี้ “บิ๊กป้อม” อยู่ดี
สอดรับข่าวเครือข่ายพี่ใหญ่ ทั้งท็อปบูต–สีกากี กลุ่มทุนใกล้ชิด ถูกขย่มเขย่าจนโยกเยกกันเป็นระยะๆ

เช่นเดียวกับที่กลายเป็น “จุดด้อย” เป้าทิ่มรัฐบาล “ลุงตู่” ไปแล้วคือกระทรวงด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาราคาและการระบายพืชผลผลิตการเกษตร ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์

ในจังหวะที่ทีมเศรษฐกิจยังจูนไม่ติด ทั้งขบกันเองในกระทรวง ทั้งทิ่มกันข้ามกระทรวงก็หนักหน่วง

ออกอาวุธลับกันถี่ในช่วงนี้

นอกจากภาวะกระเพื่อมภายในรัฐบาลเอง ก็น่าสนใจที่จะโฟกัสไปที่แรงเขย่าจากภายนอก

กระทั่งขั้วอำนาจการเมืองเก่าโยงไปที่ผลพวงจากคดีสำคัญของฝ่ายการเมืองขั้วตรงข้าม ใกล้รู้หมู่รู้จ่า

อาจมีแรงกระเพื่อมปั่นป่วน สะท้อนจากคิวโยงปมระบายข้าวของรัฐบาลปัจจุบันกับปมจำนำข้าว

ซึ่งปมนี้ถ้าเป็นไปได้ ก็น่าจะแค่ตามน้ำ ร่วมด้วยช่วยยำ

แต่ที่เริ่มเห็นเค้า ก๊วนเขย่าเจ้าเดิม บรรดาคนในขั้วอำนาจเก่าเก๋ากึ้ก เริ่มไม่สบอารมณ์อำนาจพิเศษไม่ได้ดั่งใจ จากที่เขย่าต้นขั้วที่พี่ใหญ่มาหลายหนในรอบ 3 ปี

เป้าหมายทำให้เกิด “จุดเปลี่ยน” ยังไม่บรรลุ

ส่อปรับแผนเปลี่ยนเกม หวังโละรื้อยกพวงกันแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

นายกฯรมณ์เสีย อีกแล้ว...

รมณ์เสีย อีกแล้ว...
"บิ๊กตู่" ฉุนนักข่าว ซัก การดูแลคดี "ยิ่งลักษณ์"ขึ้นศาลนัดสุดท้าย บี้ สื่อต้องเขียนเตือนประชาชน อย่าก่อเหตุหน้าศาล ต้องเคารพศาล ไม่ใช่ให้ผมสั่ง ทุกเรื่อง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวถึงกรณีการพิจารณาคดีโครงการรับจำนำข้าวนัดสุดท้ายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ 21 กค.นี้ที่จะมีประชาชนมาให้กำลังใจที่บริเวณศาลอาญาว่า ไม่ต้องกำชับเจ้าหน้าที่ ผมบอกเขาไปแล้วและเขาก็มีหน้าที่ของเขา
"สื่อเองก็ต้องกำชับประชาชน เตือนประชาชนว่า อย่าก่อความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ศาล จะต้องเคารพศาล
สื่อต้องเขียนแบบนี้ มาให้ผมสั่งๆ ทุกเรื่อง สื่อต้องเขียนเองบ้าง เตือนประชาชนบ้าง ว่าอะไรที่ทำได้ทำไม่ได้
หรือหน้าที่สื่อมีเพียงอย่างเดียว ว่ารัฐบาลจะทำอะไร ประชาชนจะเอาอะไร แล้วมาตีกันสองข้าง หน้าที่สื่อคืออยู่ตรงกลาง เขียนแล้วให้ศาลและกระบวนการยุติธรรมตัดสิน

"ผมก็พูดเสมอ แต่ไม่เห็นคุณเขียนแบบนี้เลย คุณก็เขียนแค่นี้ไอ้นี่จะมาประท้วง ไอ้นี่จะมาเดินขบวนหรือมาสนับสนุน รัฐบาลจะทำยังไง จะใช้กฎหมายจัดการหรือไม่ มันก็ตีกันอยู่แบบนี้ คุณก็ต้องสอนคนว่า ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องมา ดูที่บ้านก็ได้ มาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คุณก็รู้ว่าคนต้องการอะไร คุณก็จะไปจุดชนวนแบบนี้ให้ผมตลอด แบบนี้ไม่ไหว พอแล้ว" นายกฯกล่าว

เมื่อถามว่าวันนี้ศาลจะตัดสินคดีกลุ่มพันธมิตรนายกฯ กล่าวอย่างมีอารมณ์ด้วยเสียงดังทันทีว่า "เรื่องของศาล"

เผย 5 วัน .ร้อง 417 เรื่อง จนท.รัฐทุจริต 53 เรื่อง



เผย 5 วัน .ร้อง 417 เรื่อง จนท.รัฐทุจริต 53 เรื่อง
"บิ๊กเจี๊ยบ" พอใจ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนฯ เผย 5 วัน .ร้อง 417 เรื่อง จนท.รัฐทุจริต 53 เรื่อง /เผยส่วนใหญ่ ร้องเรียนปัญหาปากท้อง และ จนท.รัฐ ยันจะรักษาความลับของผู้ที่ร้องเรียน . ชี้ นายกฯตั้งศูนย์ เพราะพี่ตัองการแก้ไขปัญหา ทุจริต ให้เป็นรูปธรรมชัดเจน เพราะ กองทัพมีความพร้อม ชี้แม้ 3 ปี คสช.ปราบทุจริต แต่ก็ยังไม่หมด เพราะยังมีพวกกิเลสตัณหา แต่เมื่อพบปัญหาเราลงไปแก้ไขให้ครบถ้วนสมบูรณ์แต่ผมมองว่า ดีกว่า ในยุคก่อนๆ
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก/เลขาธิการ คสช. มาตรวจเยี่ยมการทำงานของ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนความพระพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ บก.ทบ.
โดยกล่าว ว่าในเรื่องการจัดระบบรับเรื่องร้องเรียน มีการดำเนินการทั่วประเทศตามคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ในตอนนี้ มีทั้งหมด 74 ศูนย์ และในส่วนกลางมีการจัดระบบครบถ้วน สมบูรณ์ เป็นที่น่าพอใจ
ในช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่ 14-18 ก.ค. ได้รับเรื่องร้องเรียนประมาณ 417 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการร้องเรียนทางโทรศัพท์ มีการร้องเรียนทางเอกสาร 12 เรื่อง

ทั้งนี้ในส่วนของกองทัพบกได้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อมาตรวจสอบความน่าเชื่อถือของการร้องเรียน และนำส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์ร้องเรียนฯที่จัดขึ้นนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อร้องเรียนพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นหลัก แต่ก็ยังคงมีการร้องเรียนเรื่องความเดือนร้อนของประชาชนมาด้วย

ทั้งนี้จะมีเลขาธิการของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) และศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ร่วมเป็นกรรมการด้วย ในการพิจารณาคัดเลือกร้องเรียน

ในขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนมา 53 เรื่องที่จะส่งไปให้ดำเนินการ ตนคิดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ และจะทำการเร่งรัดในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เป็นรูปธรรม

ในส่วนของความเดือดร้อนจะส่งให้สำนักปลัดไปดำเนินการต่อ อะไรที่เป็นความเดือนร้อนของประชาชน ที่กองทัพบกสามารถแก้ไขได้ เราก็จะเข้าไปช่วยเหลือในทันที

พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ในส่วนของการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ถ้าเกี่ยวข้องกับกำลังพลของกองทัพก็ดำเนินการได้ในทันที ในทุกเหล่าทัพ เพราะเราดำเนินการในนาม คสช.

จากการตรวจสอบเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามาจะเป็นเรื่องความเดือนร้อนของประชาชน แต่ในเรื่องการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐมีทั้งหมด 53 เรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการทุจริตของหน้าที่

เมื่อวานนี้ (19 ก.ค.) เลขา ศอตช. ได้เข้ามาร่วมประชุมด้วยและได้รับเรื่องไปดำเนินการอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม

เมื่อถามว่าเพราะอะไรนายกรัฐมนตรีจึงให้กองทัพบกตั้งศูนย์รับเรื่องฯ ขึ้น พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องการแก้ไขปัญหา ของเจ้าหน้าที่รัฐให้เป็นรูปธรรม เพราะนายกได้รับทราบและได้รับการร้องเรียนมาโดยตลอด ที่ได้มอบหมายให้กองทัพบก หรือ คสช. ที่มีตนเป็นผู้อำนวยการ เนื่องจากกองทัพบกมีหน่วยงานทั่วประเทศ เราก็ต้องการให้ผู้ที่ร้องเรียนเข้าไปร้องเรียนโดยตรง ถ้าเป็นไปได้เพราะมีความชัดเจน และกองทัพบกมีความพร้อม

ส่วนความกังวลของผู้ร้องเรียน ในการรักษาความลับนั้น ซึ่งเราเองเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร เชื่อว่าในเรื่องการรักษาความลับ เชื่อว่าเรายืนยันอยู่แล้ว และในเรื่องเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล ผู้ร้องเรียนก็มีความกังวล แต่การมาร้องเรียนกับทหารเราจะรักษาความลับไว้ได้ และจะดำเนินการในเรื่องการดูแลได้ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์โดยรวม นายกรัฐมนตรีต้องการแก้ปัญหานี้ให้เป็นรูปธรรมในช่วงเวลาที่มีอยู่

เมื่อถามว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา คสช.ได้เข้ามาดูแลเรื่องการทุจริตอย่างจริงจัง แต่ยังคงมีการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ จะมีการดำเนินการอย่างไร พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ในทางปฏิบัติ เรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่าย เป็นกิเลส ตัณหา ซึ่งก็ต้อง กวาดล้าง

ส่วนจะหมดไปหรือไม่ นั้น ผมไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะหมดไป เพียงแต่มีปัญหาแล้ว เราลงไปแก้ไขให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ให้ได้มากที่สุด ปัจจุบันเราก็ดำเนินการอยู่ แต่จะได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับกลไลในการดำเนินการ แต่จากการประเมินของสังคมน่าจะดีกว่าในยุคก่อนๆ

ส่วนจะให้มีการตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งหมดหรือไม่นั้น ผมต้องดูในเรื่องที่ร้องเรียนมาก่อนว่า ประชาชนจะร้องเรียนเจ้าหน้ารัฐเรื่องอะไรมาเป็นหลัก ในกรอบที่เรารับผิดชอบส่วนที่เหลือมีกลไก ปกติอยู่แล้ว

ส่วนที่เรารับเรื่องร้องเรียน ก็เน้นเฉพาะรับเรื่องร้องเรียนของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลัก ซึ่งผมยังไม่ได้แยกเเยะ ว่าเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง แต่กลไกตามปกติของ ปปท. ปปช. ก็มีอยู่แล้ว หากมีการร้องเรียนการทุจริตในวงการข้าราชการ ที่ทหารเกี่ยวข้องด้วย หากตามกฏหมาย ผมต้องส่งเรื่องไปที่ ปปท. และสามารถทำในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับระเบียบวินัย ก็สามารถตรวจสอบได้เลย ซึ่งการร้องเรียนสามารถร้องได้ทุกเหล่าทัพ ไม่จำกัด เพราะทำหน้าที่ในฐานะ คสช. " พล.อ.เฉลิมชัย กล่าว