PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

“ไพบูลย์”หนุนผอ.พศ.สอบบัญชีเจ้าอาวาสวัดทั่วประเทศ

“ไพบูลย์”หนุนผอ.พศ.สอบบัญชีเจ้าอาวาสวัดทั่วประเทศ
นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ส่งหนังสือให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาศนา(พศ.)ทุกจังหวัด เข้าสำรวจบัญชีวัดทุกแห่งทั่วประเทศ โดยพระภิกษูต้องไม่ถือเงินสด แต่นำเงินเข้าส่วนกลางของวัดทันที พร้อมกับให้เข้าสัมภาษณ์การจัดการบัญชี บันทึกเป็นวีดีโอส่งข้อมูลแจ้งให้ พศ. ทรายภายในวันที่ 11 มิ.ย. และหากสำรวจแล้วปรากฏว่าไม่มีวัดใดดำเนินการต้องแจ้งให้ทราบด่วน ว่า ตนถือว่าเป็นการนับหนึ่งที่แท้จริงของการปฏิรูปวงการสงฆ์ไทย ที่ประชาชนจะจับต้องได้อย่างรูปธรรมในการแสวงหาข้อมูลว่าวัดไหนเป็นวัดที่ดี ปฎิบัติถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย ที่ระบุในวรรคแรกของ พ.ร.บ.สงฆ์ ได้บัญญัติไว้ว่าทรัพย์สินต้องเป็นของวัด ซึ่งเจ้าอาวาสหรือพระ รับเงินถวายมาถือว่าอาบัติ แต่ไม่ใช่ว่าพระจับเงินไม่ได้เลย แต่เมื่อรับมาแล้วต้องรีบสละให้เป็นส่วนกลาง เป็นของวัด ซึ่งหากเอาของวัดมาใส่บัญชีตัวเองเท่ากับยักยอกทรัพย์
“ยกตัวอย่างเจ้าอาวาสวัดที่ดี ที่ปฎิบัติตามหลักธรรมวินัยมาตลอด เช่น ท่านพุทธทาส ภิกขุ, หลวงปู่ชา และพระพยอม กัลยาโณ เป็นต้น คนไทยจะได้รู้ว่ามีวัดที่ดีเท่าไหร่ และอีกหลายวัดเป็นอย่างไร ซึ่งพระประพฤติผิดธรรมวินัยมีหลายวัดให้ตรวจสอบ ถ้าไม่มีบัญชีส่วนกลางถือว่าพระในวัดนั้นล่วงละเมิดพระธรรมวินัยทั้งหมด เพราะที่ผ่านมากรรมการมหาเถระไม่เคยวางกฎระเบียบ จึงเอาทรัพย์สินวัดมาเป็นของตัวเอง ซึ่งเจ้าอาวาสใหญ่ๆ โตๆ ก็นั่งเป็นกรรมการมหาเถระ ทำให้ลุกลามไปเอางบแผ่นดิน รับไปเป็นของตัวเอง บ้างก็เอาเงินวัดไปฝากไว้ซื้อรถเบนซ์ อย่างนี้ผิดระเบียบสงฆ์ชัดเจน ซึ่งการบวชพระจะต้องไม่มีเงิน แต่กับไปยึดถือเงินเป็นของตัว แล้วจะเห็นพระผู้ใหญ่ชอบอ้าง ว่าเงินมันมาเองคนมาถวายไม่รับขัดศรัธรา แต่มีกติกาอยู่ในพระธรรมวินัยที่เขียนไว้ว่าแล้วให้สละเป็นของวัด ไม่ยึดเป็นของส่วนตัว หากพระทำได้ตามนี้ปัญหาไม่มีทั้งเรื่องเงินทอนวัดและสีกาด้วย” นายไพบูลย์ กล่าว
หัวหน้พรรคปฏิรูปประชาชน กล่าวว่าส่วนที่อ้างว่าต้องไปศึกษาพระธรรมต่างประเทศ อยากถามว่าบวชพระเพื่อสละ ไม่ใช่มาสะสม ก็มาบอกว่าไปสังเวชนียสถาน มีคนจัดการให้ เป็นเรื่องแก้ตัวกันไป แต่มาเอางบประมาณแผ่นดินไปใช้ อันนี้แก้ตัวไม่ได้

เด็กไม่ฟังไม่รู้จัก

ไม่ต้องมารักผม ไม่ต้องฟังผม ก็ได้?

“บิ๊กตู่" โวย เพจดังในโซเชียลฯ"ไปถามเด็กๆ  รู้จัก “บิ๊กตู่”มั้ย ซัดไปถาม เด็กเล็ก ๆ อนุบาล จะไปรู้เรื่องอะไร” เด็กปิดทีวี.เวลา บิ๊กตู่ โผล่จอทีวี. แล้วเอามาแชร์กัน  ชี้ นี่คือโซเชียลมีเดีย ไม่สร้างสรรค์ ยัน ไม่ต้องมารัก จะไม่ฟังผมก็ได้ แต่ไม่เห็นต้องมาเขียนแบบนี้ 

          
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวตอนหนึ่งระหว่างพบประชาชน ที่ บึงสีไห เมือง พิจิตร ว่าเรื่องราคาข้าวอย่าให้ใครมาบิดเบือน ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็แย่ วันนี้รัฐบาลทำทุกมิติที่จะขายข้าว แต่เรื่องการทุจริตก็ต้องไล่กัน แต่ต้องแยกระหว่างการทำงานกับการทุจริต
           
นี่คือคนไทย 4.0 ไม่ใช่เขียนอะไรมาในโซเชียลแล้วเชื่อทุกอันแล้วเผยแพร่กันออกไป อย่าลืมว่าเด็กเสพและอ่านอยู่ ต้องคิดด้วยว่าเราให้ข้อมูลในสิ่งที่ถูกหรือผิด ขอให้ระมัดระวังในการใช้โซเชียลมีเดีย ขอให้ใช้ในสิ่งที่เกิดประโยชน์

“จะไม่ฟังผมในวันศุกร์ก็แล้วแต่ท่าน ก็มีหลายคนเอาไป ถามเด็กว่ารู้จักนายกฯหรือไม่ ซึ่งเด็กบางคนไม่รู้จัก ก็ไปพูดว่าเด็กยังไม่รู้จักเลย มันถูกหรือไม่ไปทำอยู่ในโซเชียลแบบนี้ เด็กเล็ก ๆ อนุบาล จะไปรู้เรื่องอะไร”
          
บ้างก็ถามว่ารู้จักนายกฯไหม ได้คำตอบว่าเป็นนักร้อง ปัดโธ่ ทำกันแบบนี้ออกมาเพื่ออะไร รักผมหรือแบบนี้ เขาไม่รักผมหรอก เขาไม่รักประเทศของเขา ผมไม่ได้ต้องการให้มารักผม ขอให้รักประเทศ ผมกำลังทำงานอยู่มาเขียนแบบนี้ได้อย่างไร 

แต่ผมไม่ว่าหรอก แต่จะคอยดูว่าบิดเบือนมากน้อยแต่ไหน เป็นเรื่องที่คณะทำงานจะดำเนินการ 

อีกคนบอกวันศุกร์ฟังนายกฯ หรือเปล่า เด็กบอกไม่เคยดูโทรทัศน์ ก็แสดงว่าไม่สนใจนายกฯ นายกฯ ไม่น่าสนใจ นายกฯ แย่ พอนายกฯ มาผมปิด เด็กก็ตอบแบบเด็ก ๆ แต่ก็เอามาแพร่กันใหญ่ นี่คือโซเชียลมีเดีย ไม่สร้างสรรค์เลยแบบนี้ ไม่ต้องมารัก จะไม่ฟังผมก็ได้ แต่ไม่เห็นต้องมาเขียนแบบนี้ เพราะคนฟังก็ยังมี 
          
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าไม่ฟังในคืนวันศุกร์ ก็ขอให้ไปอ่านในหนังสือพิมพ์บางฉบับที่เขาลงเต็มๆ แต่ไม่ขอบอกว่าฉบับไหน เพราะจะเป็นการโฆษณา ขอให้อ่านหน่อยจะได้เห็นพื้นฐานความคิดรัฐบาลและ ผมเป็นอย่างไร รัฐมนตรีทุกท่านทำงานกับผม ไม่ใช่รักผมแต่ไม่รักเขา ทุกคนเหน็ดเหนื่อยป่วยไข้ก็มี มนุษย์พอเครียดมากๆ สมองก็แย่เหมือนกัน อายุก็เยอะกันแล้ว ปวดขาแข้งน้ำตาลขึ้น นี่คือปัญหาของมนุษย์ รัฐบาลก็คือมนุษย์ แต่รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเพื่อประชาชนโดยตรง และทุกอย่างมาคลี่และทำ

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ไม่เอาเงินข้าว ไปทำการเมือง

ไม่เอาเงินข้าว ไปทำการเมือง
"บิ๊กตู่" บอกชาวนา ขอเชื่อใจผม ไม่เอาเงินข้าว ไปทำการเมือง แขวะจำนำข้าวต้องไม่เป็นภาระประเทศ ยันไม่เคยห้ามปลูกข้าว แต่ต้องเน้นคุณภาพไม่ฉุดราคา ย้ำต้องทำให้กระดูกสันหลังชาติตั้งตรงไม่งอ / กลุ่มชาวนาประชารัฐ หนุนบิ๊กตู่ โผล่
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ นำคณะ ผู้นำชาวนา องค์กรชาวนา ที่ได้รับรางวัลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นด้านข้าว ประจำปี 2561 และตัวแทนชาวนารุ่นใหม่ เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ได้ฟังคำกล่าวปฏิญาณจากชาวนาแล้วทำให้ตนรู้สึกว่าเรามีโอกาสที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้น และประเทศชาติจะมีความมั่นคงขึ้นด้านอาหาร
ทั้งนี้อยากให้ชาวนาศึกษารายละเอียดหนังสือเกี่ยวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งชาวนาเป็นกำลังสำคัญของประเทศผลิตข้าวเลี้ยงคนไทยทั้งประเทศมาอย่างยาวนาน ถือเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แต่ต้องตั้งให้ตรง ไม่อยากเห็นกระดูกสันหลังชาติหลังงอก้มหน้าก้มตาไปตลอด เราจึงต้องแก้ปัญหาให้ทุกกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม 7 มิ.ย.ตนได้แถลงชี้แจงงบประมาณไปแล้ว ซึ่งได้มีการแบ่งแยกชัดเจนว่างบฯลงไปแต่ละภาคเท่าไหร่ ต้องลงไปสู่ทุกกลุ่มอาชีพให้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ขณะที่โลกของเราเปลี่ยนแปลงจะคิดแบบเดิมๆ มีการต่อต้านไม่ร่วมมือไม่ได้อีกแล้ว เพราะจะทำให้ประเทศไม่เสถียรภาพ ไม่เข้มแข็ง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันวันนี้หลายอย่างดีขึ้น ตัวเลขดีขึ้น แต่รัฐบาลไม่ได้มองตัวเลขอย่างเดียว ต้องแก้ปัญหาภายใน จึงพยายามคิดทุกอย่างทุกวัน อยากให้เกษตรกรเรียนรู้ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมากกว่าปลูกข้าวอย่างเดียว ข้าวต่างประเทศมีการพัฒนาพันธุ์คล้ายกับเรา และหลายประเทศปลูกเหมือนกันหมด ถือเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย เพราะปลูกมากราคาน้อยลง แต่หน้าที่ของรัฐบาลต้องยกระดับชีวิตชาวนาไทย จึงมีหลายโครงการออกไป เช่น การแก้ปัญหาข้าวราคาตก แต่ขอร้องในเรื่องจำนำข้าวต้องไม่เป็นภาระให้กับประเทศ เกินราคาตลาดโลกไม่ได้ ซึ่งเป็นหน้าที่รัฐบาลต้องแก้ปัญหาไม่ให้แย่กว่าเดิม แต่จะดีทั้งหมดคงไม่ได้จึงต้องมาร่วมหารือว่าจะทำอย่างไรเพราะทั้งหมดเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหา ไม่ใช่รัฐบาลฝ่ายเดียว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 62 กว่า 3 ล้านล้านบาทนั้นมีในส่วนของชาวนาด้วย แต่ก็ต้องคำนึงทุกภาคส่วนของเทศ เพราะหากใช้ตรงไหนมากเกินไปก็จะเกิดปัญหา จึงขอให้ทุกคนช่วยกันแก้ปัญหา เพื่อไม่ให้เป็นภาระ ไม่เช่นนั้นหากรัฐบาลอยู่ไม่ได้ เกษตรกรก็อยู่ไม่ได้ และไม่ใช่ใครให้เยอะแล้วชอบ เพราะเป็นสุดท้ายจะกลายเป็นภาระงบประมาณแผ่นดิน
อีกทั้งงบฯในด้านเกษตรถือว่าให้มากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา จึงต้องลงไปถึงเกษตรกรให้มากที่สุดด้วย และขอร้องเกษตรกรต้องรวมกลุ่มให้ได้รัฐบาลจะได้สนับสนุนได้ และทราบว่าหลายคนอยากขอน้ำ แต่เราไม่สามารถวางแผนการใช้น้ำให้ไปบ้านใครโดยเฉพาะได้ จึงอยู่ที่การบริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ ขอให้ช่วยกันให้มากๆ ไม่เช่นนั้นทุกอย่างปัญหาประเดประดังมาที่รัฐบาล นอกจากนี้ต้องควบคุมการผลิตข้าวให้ได้ จึงฝากกระทรวงเกษตรฯ และกรมการข้าวไปดูเรื่องการตลาดนำการผลิต ซึ่งไม่ใช่ห้ามชาวนาปลูกข้าว เพียงแต่ให้ปลูกข้าวให้มีคุณภาพให้ได้ราคา ไม่ใช่อะไรราคาดีก็ปลูกตาม วันนี้หลายอย่างราคาเริ่มตก เช่น มะม่วง สับประรด สุดท้ายให้รัฐบาลช่วย ขอให้เกษตรกรยึดแนวทางการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วย
ตนได้สั่งการให้ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนจากชาวนาไปแล้ว ดังนั้นใครมีปัญหาอะไรรวมถึงเรื่องหนี้นอกระบบขอให้ไปแจ้งได้เลย ไม่ต้องกลัว ไม่มีใครเหนือกฎหมาย และมีรัฐบาลและคสช. ดูแลอยู่ กฎหมายคือกฎหมาย
อย่างไรก็ตามบรรพบุรุษตนก็ทำนาอยู่ภาคอีสาน จึงพอจะรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง สิ่งที่พูดจึงเป็นการสร้างความเข้าใจและให้ช่วยกันแก้ปัญหา ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการปฏิรูปการเกษตร เราต้องเข้มแข็งตั้งแต่วันนี้ ต้องแก้ปัญหาให้ได้ในสมัยเรา ไม่ใช่ต่างคนต่างฟัง ถ้ารัฐบาลคิดแต่ทุกคนไม่ช่วยกันไม่ได้ำ จึงต้องทำการบ้านไปด้วยกันถึงจะแก้ได้ และหวังว่ารัฐบาลหน้าก็ต้องแก้ได้ ไม่เช่นนั้นปัญหาแบบนี้ก็จะเป็นไปชั่วนาตาปี สุดท้ายขอให้ชาวนาอย่าท้อแท้ อย่าสิ้นหวัง และร่วมกันทำเพื่ออนาคต
จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ได้เดินลงไปทักทายกับตัวแทนเกษตรกรโดยในช่วงหนึ่งได้มีชาวนาตะโกนขึ้นว่า “สู้สู้” ทำให้พลเอกประยุทธ์ถึงกับหัวเราะชอบใจก่อนจะกล่าวว่าจะให้สู้กับใครตอนนี้ก็สู้อยู่กับปัญหา วันนี้ทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และและนายกฯไม่เคยทอดทิ้งใคร ทำงานเพื่อทุกคนนั่นแหละ ทำงานเพื่อคนทั้ง 70,000,000 คน
ทั้งนี้ช่วงหนึ่งหลังการถ่ายรูปร่วมกับคณะตัวแทนชาวนา เมื่อนายกดนตรีหันไปเห็นข้อความบนหลังเสื้อได้แสดงค่าและ ทันทีที่นายกรัฐมนตรีเห็นข้อความสนับสนุน “กองหนุนลุงตู่”หลังเสื้อที่ตัวแทนชาวนาใส่มา ได้ทำท่าตกใจ
พร้อมถามกลับว่า “เอ๊ย!ใครไปทำมา เดี๋ยวก็หาว่าผมนั่นอีก”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยได้ประโยชน์จากข้าว เพราะตนเป็นประธานเองและเข้าประชุมทุกครั้ง อะไรที่ไม่เข้าคณะกรรมการก็จะไม่อนุมัติให้ ทุกอย่างเปิดเผยทั้งหมด มีการประมูลที่หน้าคลัง หากใครไม่ไปร่วมแล้วมาบอกว่าไม่ยุติธรรมไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นการงุบงิบเปิดแล้วใส่ซอง อีกทั้งคนที่เคยได้แล้วไม่ได้ ก็หาว่ารัฐบาลไม่เป็นธรรมได้เงินมา 4หมื่นล้านจากการขายข้าว 2 ล้านตัน แล้วเงินจำนวนดังกล่าวอยู่ที่ไหน แล้วยังบอกว่ารัฐบาลจะเอาเงินนี้ไปทำการเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เละไปหมด
“เชื่อใจผมสิครับ ผมเป็นอย่างนี้ผมไม่ทำหรอก ถึงไม่เข้ามาผมก็ไม่ทำ ผมไม่เคยทำอย่างนั้น ไม่เคยทรยศกับประเทศชาติ จำคำพูดผมไว้แล้วกันนโยบายผมชัดเจน
ส่วนของการปฏิบัติก็ไปไล่กันตรงโน้น มีการตรวจสอบไปไล่กันมา ผิดก็ลงโทษ แต่ยืนยันว่าผมมีเจตนาบริสุทธิ์ในการทำงาน ในการบริหารราชการแผ่นดิน ขณะที่ผมเข้ามาในลักษณะนี้ ผมรู้ตัวดีอยู่แล้ว

กองหนุน ลุงตู่ เพื่อน”สมคิด”

ชาวนาเสื้อฟ้า
กองหนุน ลุงตู่
เพื่อน”สมคิด”
“สมคิด” ตั้ง “เครือข่ายขาวนาประชารัฐ” และตั้งเป็น FOS -Friends of Somkid เป็น”กองหนุน ลุงตู่” เสื้อฟ้า “แทนคุณแผ่นดิน”-“ชีวิตนี้เพื่อขาติ ศาสน์ กษัตริย์
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯและแกนนำ ตั้งพรรคพลังประชารัฐ ที่มีเป้าหมายสนับสนุน พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกฯ มีการจัดตั้ง “เครือข่ายขาวนาประชารัฐ” และตั้งเป็น FOS -Friends of Somkid เป็น”กองหนุน ลุงตู่”
โดยเป็น “ชาวนาเสื้อฟ้า” พร้อมข้อความ ที่ด้านหลัง ว่า “กองหนุนลุงตู่. เคริอข่ายชาวนาประชารัฐ By FOS” และ แทนคุณแผ่นดิน ที่แขนเสื้อข้างขวา และ “ชีวิตนี้เพื่อขาติ ศาสน์ กษัตริย์”. ที่ด้านหน้า
วันนี้ มาพบ นายกฯ บิ๊กตู่ ขอบคุณ ที่ช่วยชาวนา ในงาน วันข้าว และชาวนาแห่งชาติ 5 มิย. ที่ทำเนียบฯ
นาย พูลพัชร พูลเจริญ ที่ปรึกษาสมาคมชาวนาข้าวไทย เผย ทำไมถึง รัก พลเอกประยุทธ์ ไม่ใช่แค่ช่วยชาวนา เผย ความรู้สึกที่มีต่อ พลเอกประยุทธ์ ตั้งแต่ ปี2546 สมัยเป็น พันเอก ประยุทธ์ รอง ผบ.ร.21 รอ. ที่มีความจงรักภักดี

สงครามกลางเมือง

สงครามกลางเมือง
"บิ๊กตู่” เผย ถ้าย้อนกลับได้ คงปล่อยผ่าน ไม่ปฏิวัติ ดูว่าจะเกิดสงครามกลางเมืองหรือไม่ ซัด โซเชียล ด่าทำสิ่งดีๆพัง “แนะ”อย่าเอาการเมืองนำแต่ต้องใช้ปัญญา จวกคนปูดเอาเงินขายข้าวมาทำการเมือง ลั่นถึงเข้ามาแบบนี้ ก็ไม่คิดทรยศชาติ ยันผม ไม่อายใคร เพราะผมทำความดี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวตอนหนึ่งกับชาวนา ในวันข้าวว่า วันนี้หากทุกคนใจร้อน อยากได้อะไรดีๆเร็วๆด่วนๆ ท้ายสุดก็กลับมามีปัญหาทั้งสิ้น รัฐบาลไม่อยากจะทำอะไรที่แก้ปัญหาอย่างง่ายๆ หากเดือดร้อนแล้วให้เงินไป แต่วัดสัมฤทธิ์อะไรไม่ได้เลย
ขณะเดียวกันสังคมวันนี้หลายอย่างมีปัญหา โดยเฉพาะสังคมในโซเชียลมีเดียที่ด่ากันไปด่ากันมาทุกวันตนไม่เห็นว่าจะได้สาระอะไรทำให้สิ่งที่ดีๆล้มไปหมด เพราะซึ่งเกิดจาก 2 อย่าง คือ การเมืองและความเพลิดเพลินในการเล่นโซเชียลมีเดียโดยไม่รับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น ดังนั้นขออย่าให้การเมืองนำ แต่ต้องใช้สติปัญญาและความคิดในการทำงาน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยได้ประโยชน์จากข้าว เพราะตนเป็นประธานเองและเข้าประชุมทุกครั้ง อะไรที่ไม่เข้าคณะกรรมการก็จะไม่อนุมัติให้ ทุกอย่างเปิดเผยทั้งหมด มีการประมูลที่หน้าคลัง หากใครไม่ไปร่วมแล้วมาบอกว่าไม่ยุติธรรมไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นการงุบงิบเปิดแล้วใส่ซอง อีกทั้งคนที่เคยได้แล้วไม่ได้ ก็หาว่ารัฐบาลไม่เป็นธรรมได้เงินมา 4หมื่นล้านจากการขายข้าว 2 ล้านตัน แล้วเงินจำนวนดังกล่าวอยู่ที่ไหน แล้วยังบอกว่ารัฐบาลจะเอาเงินนี้ไปทำการเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เละไปหมด
“เชื่อใจผมสิครับ ผมเป็นอย่างนี้ผมไม่ทำหรอก ถึงไม่เข้ามาผมก็ไม่ทำ ผมไม่เคยทำอย่างนั้น ไม่เคยทรยศกับประเทศชาติ จำคำพูดผมไว้แล้วกันนโยบายผมชัดเจน
ส่วนของการปฏิบัติก็ไปไล่กันตรงโน้น มีการตรวจสอบไปไล่กันมา ผิดก็ลงโทษ แต่ยืนยันว่าผมมีเจตนาบริสุทธิ์ในการทำงาน ในการบริหารราชการแผ่นดิน ขณะที่ผมเข้ามาในลักษณะนี้ ผมรู้ตัวดีอยู่แล้ว
" แต่ถ้าไม่เข้ามาจะทำอย่างไร ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าย้อนกลับไปได้ ผมก็อยากจะปล่อยให้เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ดูสิว่าวันนี้จะอยู่กันได้ไหม มันจะเกิสงครามกลางเมืองหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้
แล้ววันนี้จะปล่อยในเกิดขึ้นอีกหรือ ทุกอย่างที่ทำวันนี้มันจะล้มไปหมดเลย ทั้งการค้าการลงทุน หลายประเทศก็เชิญมา ผมก็ต้องไป อาจไม่ให้ไปเป็นทางการ พูดคุยได้เพราะกฎหมายเขียนอย่างนั้น ผมก็ทน ผมไม่อายใครเพราะผมทำความดี
แต่เรื่องกฎหมายมันก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศเขา แต่ความรู้สึกส่วนตัวเขาไม่มีอะไรกับผม ต้องเข้าใจตรงนี้ไม่ใช่ตีกันไปเหมือนที่ผมบอก ทำลายกันเข้าไปนายกรัฐมนตรี วันหน้ามาอีกก็โดนอีกนายกฯ ดีไม่ดีก็โดนด่าพอกัน ทำดีก็โดนทำไม่ดีก็โดนแล้วมันจะเป็นอย่างนี้หรือ จะแยกแยะใครได้”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้แม้ตนไม่ได้เรียนด็อกเตอร์ แต่คิดและอ่านหนังสือรวมถึงอ่านโซเชียลมีเดียและสื่อที่มีทั้งด่าและชม แต่ส่วนใหญ่ด่ามากกว่า ตนไม่เคยน้อยใจจะรู้เองว่าวันหน้าเกิดอะไรขึ้นเพราะตนทำวันนี้เพื่อวันหน้าและไม่ได้โทษใคร ซึ่งการไปสู่ประชาธิปไตยต้องสงบและเรียบร้อย การตีกันไปมาจะเลิกได้ไม่ได้ก็มีผลกระทบกับทุกคน ประท้วงกันไปมารัฐบาลก็ไม่สามารถทำงานหรือแก้อะไรต่อได้ จึงขอให้เลิกได้แล้วการประท้วงแบบเดิม ขออย่าเข้าไปร่วม ทั้งนี้ประชาธิปไตยไม่ใช่แก้ทุกอย่างได้ทั้งหมด แต่มีความจำเป็น เพราะโลกเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องมองว่าประชาธิปไตยของเราควรเป็นแบบใด จะเป็นแบบเดินหรือไม่ จึงต้องร่วมมือกัน ซึ่งประชาธิปไตยต้องดูแลทั้งคนส่วนใหญ่และส่วนน้อยโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

FOS

ชาวนาเสื้อฟ้า
กองหนุน ลุงตู่
เพื่อน”สมคิด”

“สมคิด” ตั้ง “เครือข่ายขาวนาประชารัฐ” และตั้งเป็น  FOS -Friends of Somkid เป็น”กองหนุน ลุงตู่” เสื้อฟ้า “แทนคุณแผ่นดิน”-“ชีวิตนี้เพื่อขาติ ศาสน์ กษัตริย์

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯและแกนนำ ตั้งพรรคพลังประชารัฐ ที่มีเป้าหมายสนับสนุน พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกฯ มีการจัดตั้ง “เครือข่ายขาวนาประชารัฐ” และตั้งเป็น  FOS -Friends of Somkid เป็น”กองหนุน ลุงตู่”

โดยเป็น “ชาวนาเสื้อฟ้า”  พร้อมข้อความ ที่ด้านหลัง ว่า “กองหนุนลุงตู่. เคริอข่ายชาวนาประชารัฐ By FOS” และ แทนคุณแผ่นดิน ที่แขนเสื้อข้างขวา  และ “ชีวิตนี้เพื่อขาติ ศาสน์ กษัตริย์”. ที่ด้านหน้า

วันนี้ มาพบ นายกฯ บิ๊กตู่ ขอบคุณ ที่ช่วยชาวนา ในงาน วันข้าว และชาวนาแห่งชาติ 5 มิย. ที่ทำเนียบฯ

นาย พูลพัชร พูลเจริญ ที่ปรึกษาสมาคมชาวนาข้าวไทย  เผย ทำไมถึง รัก พลเอกประยุทธ์  ไม่ใช่แค่ช่วยชาวนา เผย  ความรู้สึกที่มีต่อ พลเอกประยุทธ์ ตั้งแต่ ปี2546 สมัยเป็น พันเอก ประยุทธ์ รอง ผบ.ร.21 รอ. ที่มีความจงรักภักดี

‘สมชัย’ เล่าเรื่องลุงในหมู่บ้าน ‘เมื่อลุงของผมเปลี่ยนไป-เป็นห่วงลุงจริงๆ’

‘สมชัย’ เล่าเรื่องลุงในหมู่บ้าน ‘เมื่อลุงของผมเปลี่ยนไป-เป็นห่วงลุงจริงๆ’


เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์ข้อความเล่าเรื่อง เมื่อลุงของผมเปลี่ยนไป ทางเฟซบุ๊ก มีรายละเอียดระบุว่า
ตอนนั้นลุงใกล้เกษียณจากราชการ แต่บังเอิญมีงานสำคัญให้ลุงทำ เขาบอกว่าลุงต้องมาช่วยวิกฤตของหมู่บ้าน หากไม่เข้ามาช่วย ชาวบ้านที่ทะเลาะกัน อาจจบลงด้วยฆ่ากันตายมากกว่านี้ ลุงมีมีดไม้อยู่ในมือ ลุงเลยถือมีดเข้ามาแก้ปัญหาทำหน้าที่รักษาความสงบหมู่บ้านไว้ไม่ไห้แตกสลายไปมากกว่านี้ ลุงบอกคงอยู่สักพักเพื่อให้ทุกอย่างดีขึ้น
ลุงตั้งใจทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย เที่ยวเฟ้นหาคนมาช่วยทำงานด้วย แต่ลุงมักจะชอบคนที่ไว้ใจได้มากกว่าคนดีคนเก่ง ดังนั้นรอบๆ ตัวลุงจึงมีเพื่อนลุงที่เกษียณแล้วมาช่วยงานมากกว่าคนเก่งๆ ที่พูดเอาใจลุงไม่เป็น งานต่างๆ ที่ลุงตั้งใจทำเลยไม่ค่อยคืบหน้ามากนัก ลุงขยันออกพบปะชาวบ้าน ขยันพูดหอกระจายข่าวเพื่อเล่าเรื่องราวต่างๆ จนคนฟังแล้วรู้สึกว่าในบรรดาเพื่อนๆ ลุงดูเหมือนจะมีลุงทำอยู่คนเดียว แต่พอฟังมากขึ้นๆ ก็รู้สึกไม่น่าสนใจ เวลาลุงออกกระจายเสียง ชาวบ้านเลยไม่ค่อยอยากฟังเรื่องที่ลุงเล่านัก
หลายปีผ่านไป ด้วยฝีมือไม่เท่าไรของเพื่อนๆ ลุง การงานก็เลยไม่ค่อยคืบหน้า ปัญหาต่างๆ เริ่มสะสม เพื่อนบางคนก็ทำตัวไม่เป็นที่น่าไว้วางใจแก่ชาวบ้าน แต่ลุงรักเพื่อน ใครว่าเพื่อนลุง ลุงก็จะโกรธ มีคนพยายามบอกลุงว่าพอแล้วๆแต่ลุงก็กลัวว่าชาวบ้านในหมู่บ้านจะตีกันอีก ลุงจึงบอกว่าถ้าตีกันลุงก็จะอยู่ตรงนี้แหละ พักหลังคะแนนนิยมลุงลดต่ำเรื่อยๆ แต่ลุงไม่รู้ตัว เนื่องจากยังมีกองเชียร์บางส่วนเชียร์ให้ลุงสู้สู้ ลุงเลยมีแรงฮึดสู้ต่อ

พอลุงบอกลุงจะสู้ต่อ บรรดานักเลงหัวไม้ในหมู่บ้านเห็นเป็นโอกาส เลยมารวมตัวกัน ตะโกน “เราสนับสนุนลุง เราสนับสนุนลุง” ยามนั้น ลุงเริ่มตาฝ้าฟางลืมพฤติกรรมในอดีตของนักเลงหัวไม้เหล่านั้น อ้าแขนรับมาเป็นพวกด้วยความเต็มใจ บรรดาชาวบ้านเริ่มหันหน้ามองกันเลิ่กลั่ก นึกถึงสุภาษิตที่ว่า “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด” หรือลุงที่เคารพของเราจะเสียคนตอนปลาย
ก่อนหน้านี้ ลุงขอให้ตามีช่วยเขียนกติกา เพื่อหาคนดีมาดูแลหมู่บ้านต่อจากลุง ตามีก็เขียนกติกาเสียรัดกุมดูยุ่งเหยิงไปหมด กติกาที่เขียนประกาศแล้วก็ใช้ไม่ได้ ต้องมีประกาศอื่นมาแก้ไข กติกาที่เขียนก็ขัดไปขัดมาจนตามีก็งงว่ากติกาเล็กจะขัดกติกาใหญ่หรือไม่ วุ่นวายกันไปทั่ว ลุงเองก็ไม่ถนัดในเรื่องกฎหมายก็เชื่อใจทีมงานว่าที่บอกมานั้นถูกต้อง เลยสัญญาว่าเดือนยี่ปีหน้าลุงจะให้มีประชุมชาวบ้านเพื่อหาผู้นำหมู่บ้านใหม่สักที ตามีกับลุงวิดอีกคนที่รู้กฎหมายดี รู้ว่านับเดือนแล้วยังไงก็ไม่ทัน เพราะที่ผ่านมามัวแต่ดึงกันไปดึงกันมาจนลืมนับเดือนวัน แต่ไม่กล้าพูดอะไรมาก กลัวจะขัดใจลุง เลยปล่อยให้เลยตามเลย
พอลุงพูดซ้ำบ่อยๆ ชาวบ้านเริ่มจำว่าเดือนยี่ปีหน้า เดือนยี่ปีหน้า นี่ถ้าถึงตามกำหนดแล้วกลายเป็นว่าไม่มีประชุมชาวบ้านอีก ท่าทางลุงจะเสียคำพูดเป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้นะ พักหลัง ลุงชอบทำท่าโมโหกราดเกรี้ยวบ่อยๆ ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นมุกของลุงจะได้ไม่มีใครมากล้าตอแย แต่พอทำบ่อยๆ คนเค้าไปพูดกันว่า ลุงเปลี่ยนไปนะ ผมน่ะกลัวว่า มุกแบบนี้ต่อไปจะใช้ไม่ได้ผลและยิ่งทำให้ชาวบ้านเขาไม่พอใจ ยังไงๆ ลุงลองนึกดูนะ
เป็นห่วงลุงจริงๆ

ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์

ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์



หงส์รู้มังกรรู้ ว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่จะเกิดขึ้นไม่ได้แน่นอน
หาก...คสช.ยังไม่ปลดล็อกพรรค การเมือง
ยังไม่ยกเลิกคำสั่ง คสช. 57/2557 ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม
ล่าสุดมีคำตอบจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หน.คสช.ผู้เป็นเจ้าของลูกกุญแจปลดล็อกพรรคการเมือง
ไขกุญแจปุ๊บ...ล็อกหลุดปั๊บเห็นทันตา
พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผยว่า การจะปลดล็อกพรรคการเมืองให้ดำเนินกิจกรรมเพื่อเตรียมเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่...
จะไม่ปลดล็อกพรวดเดียวทันที!!
แต่จะพิจารณาปลดล็อกเป็นเรื่องๆ ไป เพื่อให้พรรคการเมืองดำเนินการเฉพาะในขั้นตอนที่จำเป็น
เพราะถ้าหากปลดล็อก 100 เปอร์เซ็นต์ อาจเกิดปัญหาวุ่นวาย หรือเกิดชุมนุมเดินขบวนเหมือนที่ผ่านมา
“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่า “พล.อ.ประยุทธ์” ยังไม่ปลดล็อก 100 เปอร์เซ็นต์ แต่จะค่อยๆคลายล็อกเป็นขั้นเป็นตอน
เริ่มจากปลดล็อกให้พรรคการเมืองจัดประชุมพรรคได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.พรรคการเมือง
แต่ยังไม่เปิดก๊อกให้พรรคการเมือง และนักการเมืองเคลื่อนไหวหาเสียงเลือกตั้งอย่างอิสระเสรี
จนกว่าจะเข้าโซนรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.จึงจะปลดล็อกให้หาเสียงเลือกตั้งได้... “ตามสมควร”
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่า คสช.จะใช้เงื่อนไขปลดล็อกเป็นเครื่องมือต่อรองกับพรรคการเมืองและนักการเมือง
เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ขอให้พรรคการเมืองให้คำรับรองว่า จะไม่เคลื่อนไหวที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง เกิดการปลุกระดมทำให้การเลือกตั้งชุลมุนวุ่นวาย
ส่วนการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการ-เมืองต้องเสนอแต่เรื่องที่ดี หรือเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
ไม่ใช่เปิดเวทีหาเสียงด่ากันระเบิดเถิดเทิง
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า 2 ประเด็นนี้คือเหตุผลสำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเชิญพรรคการเมืองมาพูดคุยก่อนที่ คสช.จะเริ่มปลดล็อกให้เตรียมการเลือกตั้งได้ตามขั้นตอน
พูดง่ายๆ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการฟังคำตอบจากพรรคการเมืองว่า พร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาล เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่วุ่นวายขายปลาช่อนอย่างที่ผ่านมา
“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ขอความร่วมมือจากพรรค การเมืองเพื่อไม่ให้การเลือกตั้งเกิดความวุ่นวาย หรือมีการปลุกม็อบชุมนุมลุกลามบานปลาย
แต่ “แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่จะผ่านไปด้วยดี
เพราะพรรคการเมืองที่บอยคอตเลือกตั้งก็พร้อมลงเลือกตั้งสุดลิ่มทิ่มประตู
โดยเฉพาะกลุ่มม็อบขัดขวางเลือกตั้งก็กลับลำตั้งพรรคลงเลือกตั้ง (โดยไม่ต้องรอปฏิรูปก่อนเลือกตั้งให้เมื่อยตุ้มอีกต่อไป)
ส่วนการที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ตั้ง เงื่อนไขให้พรรคการเมืองต้องหาเสียงเฉพาะนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน
ไม่ให้โจมตีกันเละตุ้มแป๊ะอย่างที่ผ่านมา
แม้จะเป็นแนวคิดที่ดี แต่มันฝืนธรรมชาติการหาเสียงเลือกตั้งที่พรรค การเมืองต้องโจมตีพรรคคู่แข่งเพื่อชิงคะแนนเสียงประชาชน
ขืนบังคับให้พูดแต่นโยบายพรรคอย่างเดียว
มันก็จืดเป็นน้ำล้างถุงกาแฟน่ะซีโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

คลายล็อกโล่งทีละขยัก

คลายล็อกโล่งทีละขยัก



ทิศทางสดใส ขยักนี้ไปโล่ง เริ่มจากสัญญาณเศรษฐกิจ ทีม รมต.ในเครือข่าย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ช่วยกระตุกแต้ม “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไต่กราฟไนกี้ ตัวเลขเศรษฐกิจเชิดหัวขึ้น
เหลือเพียงปมปัญหาปากท้อง ที่รอเวลาเห็นผลสัมฤทธิ์จากสารพัดมาตรการอัดฉีดสู่ “ฐานราก”
ล่าสุด ทีมข่าวการเมืองได้มีโอกาสร่วมคณะไทยรัฐ ต้อนรับและฟังเลกเชอร์จากคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สอท.ชุดใหม่ นำโดยคุณสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมสมัย 2
โดยงานนี้ทีม สอท.จัดกันมาเต็มคณะ สลับกันแจกแจงแผนงาน-โครงการยกระดับภาคอุตสาหกรรมของประเทศ แยกย่อยแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบุคลากร การปรับตัวรับยุคของเอไอปัญญาประดิษฐ์-หุ่นยนต์
เทคโนโลยีดิจิทัล ไอโอที จะเข้ามามีบทบาทในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ธุรกิจเอสเอ็มอี สตาร์ตอัพ ที่ต้องเร่งหนุน การดึงผลวิจัยที่น่าสนใจลงจากหิ้งสู่การพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม พาณิชย์ ประโยชน์สาธารณะ รวมถึงการสนับสนุนด้านสถานศึกษา ผลิตกำลังคน การพัฒนานวัตกรรมใหม่
เรียกว่า สอท.ยุค “ประธานสุพันธุ์” เป็นอีกกลจักรสำคัญยุคไทยแลนด์ 4.0 ของ “นายกฯตู่”
ขณะที่หันมาดูในภาคส่วนฝ่ายบริหารบ้านเมือง ขยักที่ว่าไปโล่ง นั่นก็ไม่พ้นผลสืบเนื่องจากกรณีที่กฎกติกาเลือกตั้ง กฎหมายลูกสำคัญๆผ่านด่านฉลุย รองรับคิวเข้าคูหากาคะแนน โรดแม็ปเลือกตั้งปี 2562
แผน “ต่อตั๋ว” น่าจะปลอดโปร่ง ถ้าไม่มีเหตุทำ “นายกฯตู่” สะดุดอารมณ์
เรื่องของเรื่อง ในห้วงที่เพลี่ยงพล้ำแนวรบไซเบอร์วอร์ สงครามโซเชียลมีเดีย นอกจากข่าวจริง–ข่าวปลอมปนเปกันมั่ว คลิปตัดต่อ ดึงผู้นำเป็นพระเอก “ล่อเป้า” กระหน่ำ นั่นก็ทำ “บิ๊กตู่” ฉุนสะสม
นอกเหนือจากนั้น ก็ดูจะเข้าล็อกเปิดทางสะดวก โดยเฉพาะเรื่องกองหนุนกองเชียร์ เกมระดมไพร่พลตั้งนั่งร้านเดินไปตามสเต็ปด้วยดี ทั้งกับค่ายกองเชียร์หลัก เห็นแผ่วๆเรื่องกระแสฮือฮาไป
แต่พลังดีลดึงดูดไม่ได้ลดทอน ห้วงล่าสุดส่อแววได้กำลังยกลอตเข้าเสริมทัพ “พลังประชารัฐ” ที่มีรัฐมนตรีในเครือข่าย “ดร.สมคิด” บริหารจัดการ มีดีลเมกเกอร์ “3 ส.” สมศักดิ์ เทพสุทิน-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-สุชาติ ตันเจริญ
ระดับหัวจ่ายหลัก ในเครือข่ายเก่า ดร.สมคิด สมัยพรรคไทยรักไทย
60–70 อดีต ส.ส. ไล่เช็กชื่อแล้ว มีทั้งอดีต ส.ส. อดีต ส.ต.สอบตก อดีต ส.ว. แต่ถือว่าเห็นน้ำเห็นเนื้อ
ดึงจากค่ายนายใหญ่ได้พอประมาณ ทำเพื่อไทย “แกว่ง” เหมือนกัน
ขณะที่อีกด้าน ส.ที่เคยอยู่นอก “สมคิดกรุ๊ป” อย่าง “กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ” ก็กลายเป็นอีกแนวร่วมสำคัญ เพราะรู้กันดีดีลลับ “2 ส.” มีมานาน ในแผนปั้นผู้นำอำนาจพิเศษเข้าสู่ระบบ หลังเลือกตั้ง
ถึงจะกั๊กเรื่องหนุนใคร แต่ก็อ่านทางได้จากกำนันที่คอนโทรลเกมหลังค่าย ประกาศไว้แต่ไหนแต่ไร
ชูเชียร์ “บิ๊กตู่” ให้อยู่ต่อเก็บงานให้เสร็จ
ที่สำคัญ “ลุงกำนันสุเทพ” คัมแบ็กเข้าฝัก แม้ว่าช็อตแรกๆจะสะดุดตอ “นายหัว” โดดขวาง แต่พอถอยแล้วรุกเข้าสูตรใหม่ ค่อยๆ แซะค่อยๆทอน ดึงเข้าค่ายใหม่ หั่นแต้มลดดีกรีเฮี้ยวประชาธิปัตย์เข้าเป้า
ตามรูปเกม 2 บิ๊ก ส.เสือ แม่ทัพดีลประสานงานเข้าเป้า ผู้นำ ก็น่าจะวางใจได้กับสูตรรัฐบาลผสม ถ้าไม่มีเรื่องกวนอารมณ์ รอเวลาผลสัมฤทธิ์งานปั่นเศรษฐกิจฐานราก
รวมทั้งที่เริ่มมีเสียงอื้ออึง ต่อเนื่องจากคิวคำสั่งหัวหน้า คสช.และกฎหมายพรรคการเมือง ในปมไพรมารีโหวต
กระบวนการเฟ้นผู้สมัครขั้นต้น ที่ยังมีปัญหาเรื่องสมาชิก สาขาพรรค ตัวแทนจังหวัด องค์ประกอบสำคัญ นอกจากขั้วฝ่ายการเมืองโวยแล้ว ล่าสุด กกต.ก็ออกมาติง กลัวไพรมารีโหวตจะทำไม่ทัน
แน่นอนประเด็นนี้ย่อมมีผลต่อทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคใหม่ พรรคขนาดกลางขนาดย่อมที่เคลื่อนตัวรอบวงโคจรค่ายหลักค่ายหนุน “บิ๊กตู่” จนต้องจับตา อาจต้องงัด “อำนาจพิเศษ” มาคลายล็อก
แก้ปมเอื้อค่ายบริวาร ไม่ให้สะดุดแผนพลาดเป้า.
ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สนช.แห่ชมรัฐบาลจัดงบเหมาะสม “สมชาย”เดือด ลุกขึ้นซัดสื่อถ่ายรูปสมาชิกนั่งหลับ

สนช.แห่ชมรัฐบาลจัดงบเหมาะสม “สมชาย”เดือด ลุกขึ้นซัดสื่อถ่ายรูปสมาชิกนั่งหลับ


สนช. หวานเจี๊ยบ ชมรบ.ตั้งงบเหมาะสม “สมชาย” ลุกขึ้นซัดสื่อถ่ายรูปสมาชิกนั่งหลับฟัง “บิ๊กตู่” แจงงบฯ
เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 7 มิถุนายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 วงเงิน 3 ล้านล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวนำเสนอสาระสำคัญของร่างกฎหมาย (คลิกอ่านข่าว)
จากนั้น เวลา 11.40 น. สมาชิกสนช.ได้อภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562 ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับวงเงิน 3 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลตั้งไว้พอเหมาะพอดีสอดคล้องกับภารกิจของรัฐบาล ทั้งการผลักดันโครงการไทยแลนด์ 4.0 การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ เสริมสร้างศักยภาพของคนในประเทศ รวมถึงการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ ขณะเดียวกัน การชำระคืนเงินกู้กว่า 7.8 หมื่นล้านบาท ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี ส่วนการใช้จ่ายงบประมาณ ปี 2561 ฝากไปยังกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการใช้งบปี 2561 ให้ลงสู่ประชาชน และเกิดประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจ เพราะยังมีหลายหน่วยงานที่เบิกงบไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์
ด้าน นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สมาชิกสนช. อภิปรายว่า คสช.พยายามรวมหน้าที่และภารกิจ เพื่อบูรณาการการทำงานของส่วนราชการเข้าด้วยกัน แต่อุปสรรคที่สำคัญคือเชิงโครงสร้าง ความเป็นนิติบุคคลของส่วนราชการระดับกรม กระทรวง ที่มีอำนาจหน้าที่เฉพาะ แม้จะทำแผนบูรณาการ และมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน แต่การทำงานแยกส่วน ทำให้การขับเคลื่อนในทางปฏิบัติยังมีอุปสรรค เช่น การบริหารจัดการน้ำ หรือ การปราบปรามทุจริต เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่สมาชิกสนช.การอภิปราย นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมการวิสามัญสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) ได้ลุกขึ้นอภิปรายด้วยว่า มีสื่อสังคมออนไลน์ได้เผยแพร่ภาพดังกล่าว สมาชิกสนช.นั่งหลับหลายรายในระหว่างที่นายกฯชี้แจงงบประมาณฯ โดยระบุว่า “ที่ผ่านมามีการบิดเบือน การทำงานของแม่น้ำ 5 สาย นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่ภาพสนช.นั่งหลับทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งตนเห็นว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา มีสิ่งเดียวที่ไม่เคยปฏิรูป คือ สื่อมวลชน แม้ว่า ส่วนใหญ่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นสื่อดี แต่ยังมีส่วนหนึ่งยังบิดเบือน สร้างความขัดแย้ง

ไม่เลื่อนชัวร์

ไม่เลื่อนชัวร์



หวยศาลรัฐธรรมนูญงวดล่าสุด ออกมาโป๊ะเชะถูกใจ คสช. ยิ่งนักแล
เพราะศาลรัฐธรรมนูญ ฟันธงว่า คสช. 53/2560 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ประเด็น
ตรงเป๊ะอย่างที่ “แม่ลูกจันทร์” กระชุ่นเอาไว้ทุกประการ
ประเด็นที่ 1,กรณีบังคับให้สมาชิกพรรคการเมืองทุกคนต้องไปแสดงตัวยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคด้วยตัวเอง
หากสมาชิกคนใด ไม่ไปแจ้งยืนยัน พร้อมชำระค่าสมาชิก 100 บาท ภายในเวลา 30 วัน จะต้องพ้นจากความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นทันที!!
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ “เสียงข้างมาก” ว่า คำสั่ง คสช.ประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนเกินกว่าเหตุ และไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมแก่บุคคลด้วยเหตุผลทางการเมือง
ประเด็นที่ 2,กรณีสั่งยุบเลิกสาขาพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิม และให้พรรค การเมืองต้องจัดตั้งสาขาพรรคและตัวแทนพรรคประจำจังหวัดให้เสร็จเรียบร้อยภายใน 90 วัน
หากพรรคใดดำเนินการตามเงื่อนไขไม่ทัน 90 วัน พรรคการเมืองนั้นจะต้องถูกยุบพรรคทันที
ศาลรัฐธรรมนูญลงมติ “เป็นเอกฉันท์” ว่า คำสั่ง คสช.ประเด็นนี้ไม่เป็นการเพิ่มภาระ หรือจำกัดสิทธิ หรือเสรีภาพบุคคลเกินกว่าเหตุ และไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อพรรคการเมือง
แสดงว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ประทับตรารับรองความถูกต้องของคำสั่ง คสช.ฉบับนี้ อย่างเป็นทางการ
ส่วนใครจะเห็นด้วย? หรือไม่เห็นด้วย? ก็เป็นเรื่องนานาจิตตัง
“แม่ลูกจันทร์” มองแง่ดีว่า ผลการลงมติของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้เท่ากับหมดเงื่อนไขที่จะทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีกอย่างที่ผ่านมา
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หน.คสช.ได้ย้ำยืนยัน (อีกครั้ง) ว่า การเลือกตั้งใหม่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าตามเดิม
เท่ากับเหลืออีก 9 เดือนเท่านั้น คนไทยทั้งประเทศจะได้ใช้สิทธิ เลือกตั้งอย่างแน่นอน
แต่ยังติด “ด่านสุดท้าย” ที่ทำให้การเดินทางไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ไม่สะดวกโยธิน
คือต้องรอให้ คสช.ปลดล็อกการเมือง
ปลดล็อกให้พรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่พรรค เลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลือกตั้งคณะกรรมการพรรค จัดตั้งสาขาพรรค แต่งตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และหาสมาชิกพรรคให้ครบ 500 คน ฯลฯ
รวมทั้งต้องทำ “ไพรมารีโหวต” หาผู้สมัครลงเลือกตั้ง ส.ส.เขตให้เสร็จครบทุกขั้นตอน
ถ้า คสช.ยังไม่ปลดล็อก พรรค การเมืองก็ไม่สามารถดำเนินการต่างๆเพื่อเตรียมการเลือกตั้งได้เลย
“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะไขกุญแจปลดล็อกให้พรรคการเมืองเตรียมเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งอย่างสะดวกโยธิน
เริ่มจากไขกุญแจล็อกดอกที่หนึ่ง
ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองเกิน 5 คน
แล้วจึงไขกุญแจล็อกดอกที่สอง
ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 57/2557 ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง
ไฮไลต์สำคัญอยู่ตรงกุญแจล็อกนี่แหละโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

เหนื่อยสู้กับความรู้สึก

เหนื่อยสู้กับความรู้สึก



กลายเป็น “มวยนอกสายตา” ที่ตกม้าตายตอนจบ
ตามสภาพสะบักสะบอมของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ที่โดนนักข่าวดักล้อมหน้าล้อมหลัง จี้ถามเรื่องการแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่ง
สะดุดปมหุ้นของเมีย เสียผู้เสียคนตอนแก่
ตกเป็นเหยื่ออันโอชะทางการเมือง ถูกขบวนการหมั่นไส้รัฐบาล คสช. ลากเข้าเหลี่ยมกระแทกชิ่ง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.
โดนล่อเป้าแบบรายวัน ไม่รู้จะอึดไปได้อีกนานแค่ไหน
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่มีพวกจ้องฉวยเอาวิกฤติของ รมว.ต่างประเทศ เป็นโอกาส “เขย่า” ให้เกิดช่องว่าง เพื่อโอกาสลุ้นเสียบ ครม.ร่วมขบวน “ลุงตู่”
“ข่าวปล่อย” ปรับ ครม.ว่อนตั้งแต่นาทีแรกที่นายดอนเจอพิษหุ้น
ตามท้องเรื่องที่กระแสไหลเร็ว พาดโยงไปถึง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ตกเป็นเป้าแรกที่จะโดนเขี่ยออก เพื่อสลับฉากให้พลเรือนเข้ามานั่งคุมมหาดไทย
เป้าหมายแซะ “พี่รอง” ก่อนใครเลย
นั่นก็ทำให้เจ้าตัวต้องขยับเดินแต้ม เปิดโปรแกรมความพร้อมการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นภายในสิ้นปี ต่อเนื่องกับกระแสความเคลื่อนไหวทางลึกที่ว่ากันว่ามีการดีลกับอดีตพ่อเมืองคนดังที่เกษียณไปแล้ว รวมถึงผู้นำท้องถิ่น นายก อบจ.ที่ฐานคะแนนแน่นๆ
เดินแผนปั้นกองกำลัง ส.ส.ในสนามเลือกตั้ง
“บิ๊กป๊อก” เดินหมากวางเกมยาว หวังเกาะขบวนตีตั๋วต่อกับ “บิ๊กตู่” ดูแล้วไม่ใช่จะแซะกันง่ายๆ
และพูดก็พูด ปรากฏการณ์ “น้องเล็ก” โละ “พี่รอง” โอกาสความเป็นไปได้แทบจะไม่มี ตามสภาพการณ์ของ 3 พี่น้องที่เกาะเกี่ยวกันอย่างเหนียวแน่นมากว่า30 ปี
มีข่าวมาเป็นสิบๆรอบแล้วก็ยังเหนียว
“เสือซุ่ม–สิงห์เงียบ” ยังยึดมหาดไทยไว้ได้แบบนิ่งๆ
เรื่องของเรื่อง จับทางเป้าจริงของการปล่อยข่าว เขย่าที่ว่างใน ครม. มุ่งโฟกัสไปที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ตามรูปเกมที่มีการแห่กระแส กระตุกอุปาทานหมู่ปัญหาปากท้อง
กดดันมัดคอ “ลุงตู่” ต้องปรับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ
โดยมีนักการเมืองทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์แท็กทีมช่วยเขย่า เป้าหมายร่วมอยู่ที่เกมดิสเครดิต “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ
เตะตัดขาค้ำยันนั่งร้านสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์
ตามท้องเรื่อง โยงปมล้มเหลวสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ เพื่อเตะสกัดการตีตั๋วต่อของ “นายกฯลุงตู่” กับค่าย “พลังประชารัฐ” ยี่ห้อที่ “สมคิด” การันตี เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ
“ข่าวปล่อย” ปรับ ครม. งานนี้สมประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย
แต่มันคือความเสียหายอย่างใหญ่หลวงสำหรับรัฐบาล คสช.
อารมณ์แบบที่ล่าสุด “นายกฯลุงตู่” ต้องขอพูดแบบเปิดใจ ปล่อยเบรกยาวกับสื่อ
ระบายความอัดอั้น ที่โดนวิพากษ์วิจารณ์ว่า “สูญเปล่า”
ทั้งๆที่รัฐบาลมีผลงานปรากฏเยอะแยะเป็นร้อยเป็นพัน แก้ปัญหาหมักหมมของประเทศได้มากมาย
ยืนยันไม่ได้ต่อสู้เพื่อให้ได้อยู่ได้นาน แต่พยายามทำดีที่สุดเพื่อคนไทย 4 ปีไม่สูญเปล่า
ยอมรับยังมีความเป็นมนุษย์สูง ย่อมมีผิดพลาด มีโมโห มีโกรธ ไม่เข้าใจทำไมหลายคนต้องทำลายเกียรติยศนายกรัฐมนตรีของประเทศ โดยเฉพาะคำผรุสวาทในโซเชียลมีเดีย
บิดเบือนจนตำแหน่งนี้ “fail” ล้มเหลวไปหมด
ถึงจุดที่ “ลุงตู่” ต้องเบิ้ลกระแสกลับแบบแรงๆ หลังโดนต้อนเข้ามุมอับเป็นฝ่ายตั้งรับ รัฐบาลตกเป็นรองแนวรบไซเบอร์วอร์ สงครามโซเชียลมีเดีย
ขณะที่ “สมคิด” ก็วิ่งสู้ฟัด เอาข้อมูลที่มีหลักแหล่งยืนยันได้มาหักล้างเกมปั่นกระแสความรู้สึกชาวบ้าน
ระบุล่าสุดได้รับการยืนยันจากหน่วยงานต่างประเทศที่ประเมินการเติบโตมองเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว
โดยปีนี้จะเติบโตได้มากกว่าร้อยละ 4 อย่างแน่นอน
แต่ใช้เวลาอีกไม่นานการเติบโตจะลงไปถึงรากหญ้า เพราะตอนนี้ราคาพืชผลการเกษตรยังตกต่ำ
ว่ากันตามสภาพคนทำงานหนักที่ต้องสู้กับกระแสลอยๆ.
ทีมข่าวการเมือง

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ไม่ก้าวล่วงพระราชอำนาจ

“บิ๊กตู่" ยัน ไม่ก้าวล่วง พระราชอำนาจเผย ยังไม่ได้รับ"ร่าง พรป. ส.ส. เมื่อส่งมา ก็นำขึ้นทูลเกล้าฯได้เลย เตือนสื่ออย่าปลุกปั่น ให้สร้างความเข้าใจ ถ้าเป็น เทวดามันไม่รู้หรอก...พอแล้ว เบื่อ

 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนต" บอกยังไม่ได้รับ"ร่างกฏหมาย.เลือกตั้งส.ส."ระบุไม่ยากถ้าถึงมื เซ็นต์นำขึ้นทูลเกล้า ได้เลย เตือนสื่ออย่าปลุกปั่น ให้สร้างความเข้าใจ 
           
พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการนำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ขึ้นทูลเกล้าฯ ว่า จะทูลเกล้าฯเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น อยู่ในระยะเวลาที่กำหนด หน้าที่นี้ มีคนทำอยู่แล้ว สื่อมีหน้าที่สร้างการรับรู้เข้าใจ อย่าไปปลุกปั่นกันขึ้นมาอีกแค่นั้น มันมีเวลากำหนดว่ากี่วัน 

“ทรงมี องคมนตรี ทรงมีทีมงานของพระองค์ ใครจะไปก้าวล่วงพระราชอำนาจได้”

“ถ้าทูลเกล้าฯขึ้นไปแล้ว สมมุติมีการโปรดเกล้าฯ ลงมา แล้วอย่างไร จะมาบีบเร่งกันว่าลงมาแล้วต้องรีบทำ ซึ่งกฎหมายเขียนไว้ว่า ก.พ.62”

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้รัฐบาล 2 วันก็สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ นายกฯ กล่าวว่า "ยังไม่ถึง ผมจะส่งได้อย่างไร ส่งมามันจะยากอะไร ผมก็เซ็นต์แล้วก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ"
           
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯไปอารมณ์เสียคอลัมน์ไหนมา นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้อารมณ์เสียอะไร ก็อารมณ์แบบนี้

“ ความเป็นมนุษย์ไง  ผมก็ต้องให้รู้ว่านี่คือความเป็นมนุษย์ของผม นายกฯ ไม่ใช่เทพ เทวดา  เป็นมนุษย์ จะเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์  ถ้าเป็น เทวดามันไม่รู้หรอก...พอแล้ว เบื่อ”

ปลดล็อคเป็นครั้งคราว

หาเสียงเลือกตั้ง ต้องขออนุญาต ก่อน ปลดล็อคเป็นครั้งคราว

“บิ๊กตู่” กำหนดกติกาใหม่  ชี้ จะปลดล็อค เป็นกรณีไป   ไม่ให้หาเสียง แบบเดิมอีก ต้องขออนุญาต ก่อนหาเสียง การหาเสียงต้องขออนุญาตเป็นครั้งคราว อ้างไม่มีใครรับประกันความรุนแรง ชี้ยังด่ากันกลางถนน ป้องกันการปลุกระดม เผย พบพรรคการเมือง ขอดูความจริงใจก่อนไฟเขียว Live สด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560ไม่ขัดรัฐธรรมนูญจะส่งผลต่อการปลดล็อกทางการเมืองหรือไม่ ว่า ในเมื่อผลวินิจฉัยออกมาแล้วไม่ผิดแล้วมันเป็นยังไง

ส่วนเรื่องการปลดล็อกเป็นเรื่องของผมที่จะพิจารณาหากจะปลดก็ต้องปลดเป็นกิจกรรมไปถ้าปลดล็อกทั้งหมดท่านรับรองได้หรือไม่ว่าจะไม่มีปัญหา ตอบมาสิแต่เดี๋ยวก็จะปลดล็อกซึ่งต้องมีการพิจารณาหารือกันว่าจะปลดล็อกอย่างไรบ้างไม่ใช่ให้อิสระเสรีแล้วใครจะรับรองกับผมได้ว่า มันจะไม่เกิดเหตุเดิมขึ้นอีก

“มันด่ากันตามถนนหนทางเดินกันทั่วไปหมด รับได้หรือไม่ ถ้าสื่อรับไม่ได้ก็ต้องช่วยผมให้ทุกคนออกมารับประกันว่าการหาเสียงจะต้องประกาศนโยบายที่ตรงตามกฎหมายกำหนดไม่ใช่มองว่ากฎหมายที่ออกมาเป็นการบังคับมาตัดสิทธิมาเพิ่มภาระ แล้วที่ผ่านมาไม่มีเรื่องพวกนี้แล้วเป็นอย่างไรก็ลองมีเสียบ้างไม่ได้หรือ ประเทศนี้มันต้องมีกฎเกณฑ์ มีกฎหมาย กติกา

ผมถึงบอกว่าผมมีความเป็นมนุษย์ และความเป็นมนุษย์ของผมคือ ผมคิดและทำและขับเคลื่อน โดยเอาทุกปัญหามาคลี่ มันถึงหนัก แต่ผมไม่บ่นหรอเพราะผมเข้ามาแล้ว แต่การจะอยู่ต่อหรือไม่อยู่ต่อไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาพิจารณาอยากอยู่ต่อเพื่อมีอำนาจผมไม่เคยคิดว่าผมมีอำนาจถ้าคุณพูดแต่เรื่องอำนาจและผลประโยชน์กลายเป็นทุกคนเหลวแหลกไปหมด 

ไม่เช่นนั้น ทุกคนที่อยู่ในการเมืองก็ต้องมีอำนาจและผลประโยชน์แล้ววันหน้าจะเป็นอย่างนั้นอีกหรือ ฉะนั้นกฎกติกาทั้งหมดไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีกถ้าท่านต้องการรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลก็ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง ต้องระมัดระวังความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะทำให้เกิดปัญหาทั้งการจราจร ความขัดแย้ง การปลุกระดมประชาชนสิ่งเหล่านี้ต้องไม่เกิดขึ้นนั่นคือหน้าที่ของสื่อมวลชนและประชาชนทุกคน” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่าขั้นตอนแรกคือการเตรียมความพร้อมเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง
จากนั้นเป็นเรื่องการปลดล็อกที่จะหาเสียงอะไรต่างๆขอถามว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไรในการหาเสียง มีหาเสียงในสิ่งที่ดีๆหรือไม่ ด่ากันโจมตีกันไปมา แทนที่จะพูดในสิ่งที่พรรคจะทำอะไรตัวเองจะทำอะไรถ้าเป็นแบบนี้มันไปไม่ได้จะกลายเป็นว่าเริ่มบรรทัดฐานตั้งแต่การเลือกตั้แบ่งฝักแบ่งฝ่ายเข้าไปเป็นรัฐบาลเป็นฝ่ายค้านขอถามว่าพื้นที่ฝ่ายค้านจะได้อะไร ฉะนั้นบางอย่างมันต้องมีการร่วมมือกันทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาค กลุ่มจังหวัด และจังหวัด

ซึ่งวันนี้รัฐบาลคิดงบประมาณ และจัดทำงบประมาณเฉลี่ยไปถึงภาคกลุ่มจังหวัด และจังหวัด รวมถึงชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้สอดประสานการทำงานแบบประชารัฐ ซึ่งเป็นคำที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ใช่คำของตน เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนนั่นคือประชารัฐส่วนเรื่องไทยนิยม คือการทำความดีของคนไทยในทุกโอกาส มันผิดตรงไหน

เมื่อถามว่า การนัดพูดคุยกับพรรคการเมืองจะต้องมีเงื่อนไขอะไรหรือไม่นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีเงื่อนไข อยากคุยก็มาคุย การคุยทำไมต้องมีเงื่อนไขถ้าไม่มาก็อย่ามา ตนไม่ได้ง้อให้ใครมา

ถ้าไม่มาประชาชนและสื่อก็ตัดสินว่าทำไมไม่มา

เมื่อถามว่า พรรคอนาคตใหม่มีเงื่อนไขว่าจะมาร่วมถ้าได้รับอนุญาตให้ถ่ายทอดสดผ่านโซเชี่ยลมีเดียนายกฯ กล่าวว่า ขอดูก่อน ขอดูความจริงใจก่อน เมื่อถามย้ำว่าในเดือนมิ.ย.นี้จะได้คุยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ประมาณนั้น

“การหาเสียงจะต้องอยู่ในกรอบที่กำหนด โดยต้องขออนุญาตเป็นครั้งๆ ไปแต่บางอย่างอาจไม่ต้องขอ การปลดล็อกมันต้องเป็นแบบนั้น บางอย่างต้องขอบางอย่างไม่ต้องขอ ซึ่งต้องหาวิธีในการกำหนดให้บ้านเมืองมันสงบเรียบร้อยไม่ใช่ก่อนจะไปถึงประชาธิปไตยตีกันเละ ตรงนี้จะมีใครรับรองกับตนได้บ้างสื่อถ้ารับรองไม่ได้ก็ต้องพูดออกไป ไม่ใช่มากดดันรัฐบาลอยู่แบบนี้” นายกฯ กล่าว

ทำไม ต้องทำลายเกียรติของนายกรัฐมนตรี ของประเทศ‬??!!

ทำไม ต้องทำลายเกียรติของนายกรัฐมนตรี ของประเทศ‬??!!
‪”นายกฯบิ๊กตู่” ขอเปิดใจ 4ปี ที่ผ่านมา ผมทำหน้าที่ นายกรัฐมนตรี อย่างดีที่สุด เพราะเป็นตำแหน่งสำคัญ ที่มีเกียรติ ทรงคุณค่า แต่มีคนพยายามทำลายเกีบรติของนายกรัฐมนตรีของประเทศ นี่ผู้นำของประเทศไทย. ไม่ใช่ผมนะ แต่เขียนกันไปมา จนตำแหน่งนี้ มันFail ไปทั้งหมด ทำไปเพื่ออะไร นายกฯจะต้องถูกด่า ถูกว่า ถูกให้ร้าย แบบนี้หรือ ยอมรับความผิดของผม อย่างเดียว คือ ผมมีความเป็นมนุษย์ มีผิดพลาด มีโมโห มีโกรธ‬

หาเสียงเลือกตั้ง ต้องขออนุญาต ก่อน ปลดล็อคเป็นครั้งคราว

หาเสียงเลือกตั้ง ต้องขออนุญาต ก่อน ปลดล็อคเป็นครั้งคราว

“บิ๊กตู่” กำหนดกติกาใหม่ ชี้ จะปลดล็อค เป็นกรณีไป ไม่ให้หาเสียง แบบเดิมอีก ต้องขออนุญาต ก่อนหาเสียง การหาเสียงต้องขออนุญาตเป็นครั้งคราว อ้างไม่มีใครรับประกันความรุนแรง ชี้ยังด่ากันกลางถนน ป้องกันการปลุกระดม เผย พบพรรคการเมือง ขอดูความจริงใจก่อนไฟเขียว Live สด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560ไม่ขัดรัฐธรรมนูญจะส่งผลต่อการปลดล็อกทางการเมืองหรือไม่ ว่า ในเมื่อผลวินิจฉัยออกมาแล้วไม่ผิดแล้วมันเป็นยังไง

ส่วนเรื่องการปลดล็อกเป็นเรื่องของผมที่จะพิจารณาหากจะปลดก็ต้องปลดเป็นกิจกรรมไปถ้าปลดล็อกทั้งหมดท่านรับรองได้หรือไม่ว่าจะไม่มีปัญหา ตอบมาสิแต่เดี๋ยวก็จะปลดล็อกซึ่งต้องมีการพิจารณาหารือกันว่าจะปลดล็อกอย่างไรบ้างไม่ใช่ให้อิสระเสรีแล้วใครจะรับรองกับผมได้ว่า มันจะไม่เกิดเหตุเดิมขึ้นอีก
“มันด่ากันตามถนนหนทางเดินกันทั่วไปหมด รับได้หรือไม่ ถ้าสื่อรับไม่ได้ก็ต้องช่วยผมให้ทุกคนออกมารับประกันว่าการหาเสียงจะต้องประกาศนโยบายที่ตรงตามกฎหมายกำหนดไม่ใช่มองว่ากฎหมายที่ออกมาเป็นการบังคับมาตัดสิทธิมาเพิ่มภาระ แล้วที่ผ่านมาไม่มีเรื่องพวกนี้แล้วเป็นอย่างไรก็ลองมีเสียบ้างไม่ได้หรือ ประเทศนี้มันต้องมีกฎเกณฑ์ มีกฎหมาย กติกา

ผมถึงบอกว่าผมมีความเป็นมนุษย์ และความเป็นมนุษย์ของผมคือ ผมคิดและทำและขับเคลื่อน โดยเอาทุกปัญหามาคลี่ มันถึงหนัก แต่ผมไม่บ่นหรอเพราะผมเข้ามาแล้ว แต่การจะอยู่ต่อหรือไม่อยู่ต่อไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาพิจารณาอยากอยู่ต่อเพื่อมีอำนาจผมไม่เคยคิดว่าผมมีอำนาจถ้าคุณพูดแต่เรื่องอำนาจและผลประโยชน์กลายเป็นทุกคนเหลวแหลกไปหมด

ไม่เช่นนั้น ทุกคนที่อยู่ในการเมืองก็ต้องมีอำนาจและผลประโยชน์แล้ววันหน้าจะเป็นอย่างนั้นอีกหรือ ฉะนั้นกฎกติกาทั้งหมดไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีกถ้าท่านต้องการรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลก็ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง ต้องระมัดระวังความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะทำให้เกิดปัญหาทั้งการจราจร ความขัดแย้ง การปลุกระดมประชาชนสิ่งเหล่านี้ต้องไม่เกิดขึ้นนั่นคือหน้าที่ของสื่อมวลชนและประชาชนทุกคน” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่าขั้นตอนแรกคือการเตรียมความพร้อมเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง
จากนั้นเป็นเรื่องการปลดล็อกที่จะหาเสียงอะไรต่างๆขอถามว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไรในการหาเสียง มีหาเสียงในสิ่งที่ดีๆหรือไม่ ด่ากันโจมตีกันไปมา แทนที่จะพูดในสิ่งที่พรรคจะทำอะไรตัวเองจะทำอะไรถ้าเป็นแบบนี้มันไปไม่ได้จะกลายเป็นว่าเริ่มบรรทัดฐานตั้งแต่การเลือกตั้แบ่งฝักแบ่งฝ่ายเข้าไปเป็นรัฐบาลเป็นฝ่ายค้านขอถามว่าพื้นที่ฝ่ายค้านจะได้อะไร ฉะนั้นบางอย่างมันต้องมีการร่วมมือกันทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาค กลุ่มจังหวัด และจังหวัด

ซึ่งวันนี้รัฐบาลคิดงบประมาณ และจัดทำงบประมาณเฉลี่ยไปถึงภาคกลุ่มจังหวัด และจังหวัด รวมถึงชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้สอดประสานการทำงานแบบประชารัฐ ซึ่งเป็นคำที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ใช่คำของตน เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนนั่นคือประชารัฐส่วนเรื่องไทยนิยม คือการทำความดีของคนไทยในทุกโอกาส มันผิดตรงไหน

เมื่อถามว่า การนัดพูดคุยกับพรรคการเมืองจะต้องมีเงื่อนไขอะไรหรือไม่นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีเงื่อนไข อยากคุยก็มาคุย การคุยทำไมต้องมีเงื่อนไขถ้าไม่มาก็อย่ามา ตนไม่ได้ง้อให้ใครมา

ถ้าไม่มาประชาชนและสื่อก็ตัดสินว่าทำไมไม่มา

เมื่อถามว่า พรรคอนาคตใหม่มีเงื่อนไขว่าจะมาร่วมถ้าได้รับอนุญาตให้ถ่ายทอดสดผ่านโซเชี่ยลมีเดียนายกฯ กล่าวว่า ขอดูก่อน ขอดูความจริงใจก่อน เมื่อถามย้ำว่าในเดือนมิ.ย.นี้จะได้คุยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ประมาณนั้น

“การหาเสียงจะต้องอยู่ในกรอบที่กำหนด โดยต้องขออนุญาตเป็นครั้งๆ ไปแต่บางอย่างอาจไม่ต้องขอ การปลดล็อกมันต้องเป็นแบบนั้น บางอย่างต้องขอบางอย่างไม่ต้องขอ ซึ่งต้องหาวิธีในการกำหนดให้บ้านเมืองมันสงบเรียบร้อยไม่ใช่ก่อนจะไปถึงประชาธิปไตยตีกันเละ ตรงนี้จะมีใครรับรองกับตนได้บ้างสื่อถ้ารับรองไม่ได้ก็ต้องพูดออกไป ไม่ใช่มากดดันรัฐบาลอยู่แบบนี้” นายกฯ กล่าว

ถอดรหัสแผนไล่ล่าอดีตพระเถระ โจทย์หลักคือ ‘รัฐปลอดภัย’

ถอดรหัสแผนไล่ล่าอดีตพระเถระ โจทย์หลักคือ ‘รัฐปลอดภัย’


คงต้องให้กำลังใจ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา หรือบิ๊กแป๊ะ ผบ.ตร. และทีมงาน มากกว่าจะมาซ้ำเติมหาว่าทะเล่อทะล่า กรณีนำคณะติดตามล่าตัวอดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ บินไปถึงประเทศเยอรมนี แต่มีโอกาสสูงว่าจะกลับมามือเปล่า ไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีได้
อย่าลืมว่าคดีนี้บิ๊กแป๊ะลงมือเกาะติดมาด้วยตัวเองตลอด แม้กระทั่งบินไปติดตามคดีถึงจังหวัดนครพนม ช่วงที่มีข่าวว่าอดีตพระเถระรูปนี้แอบหนีข้ามแม่น้ำโขงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ผบ.ตร.ก็พยายามเต็มที่ แต่มันไม่ทันแล้ว เพราะมีผู้ช่วยเหลือให้หนี และเป็นบุคคลกว้างขวาง สามารถจัดการให้หนีไปจนถึงประเทศเยอรมนีได้อย่างสะดวกโยธิน
เมื่อไปถึงเยอรมนีแล้ว อดีตพระพรหมเมธียื่นขอเป็นผู้ลี้ภัยทันที และมีโอกาสสูงว่าจะได้รับการอนุมัติ หากดูจากเงื่อนไขของเยอรมนี กำหนดว่าจะใช้เวลา 3 วันในการพิจารณาตามคำขอ จึงเป็นที่มาที่ทำให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าอีก 3 วันรู้
หากทางการเยอรมนีอนุมัติ ก็คือจบ อดีตพระเถระรูปนี้จะอยู่ได้หลายปีกว่าจะมีการพิจารณาทบทวนสถานะต่างๆ โอกาสนำตัวมาดำเนินคดีคงเกิดยาก
หากไม่อนุมัติ ผู้ร้องขอก็มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้อีกประมาณ 2 เดือน หมายความว่าเวลาในการนำตัวมาดำเนินคดีก็ต้องทอดยาวออกไปอีก
แต่ประเด็นหลักของการจะอนุมัติหรือไม่ จะให้เป็นผู้ลี้ภัยหรือไม่ จะส่งตัวกลับประเทศต้นทางหรือไม่
ทางการเยอรมนีจะพิจารณาว่า ประเทศต้นทางเป็น”รัฐปลอดภัย” หรือไม่ เพราะผู้ยื่นร้องขอ อ้างเงื่อนไขว่าเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับทางการเมืองและศาสนา มีอดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่ถูกจับกุมและไม่ได้รับการประกันตัวออกมาให้สู้คดี

ส่วนประเด็นการเมืองประเทศไทยยังคงปกครองด้วยรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ ยังมีการจับกุมผู้ออกมาเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้ง ทางรัฐบาลเองก็ไม่ยอมปลดล็อกทางการเมือง ประกาศวันเลือกตั้ง
และที่สำคัญก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เพิ่่งเลื่อนกำหนดการเดินทางไปเยือนยุโรปหรืออียู แหมบๆ โดยให้เหตุผลว่าเหตุการณ์ในประเทศยังไม่เรียบร้อยดี
จึงเหมือนเป็นการตอกย้ำความหมายของคำว่า”รัฐปลอดภัย” ในความหมายของทางการเยอรมนี
ดังนั้นรัฐบาลควรจะรีบเดินหน้าประกาศเลือกตั้งโดยเร็ว เพราะจะเป็นการปลดล็อกในทุกๆด้าน
หรืออาจจะเปฺ็นเพราะว่าทีมงานยังไม่พร้อม เคลียร์ลานบินให้”บิ๊กตู่”ได้กลับมานั่งตำแหน่งนายกฯยังไม่ชัวร์ ก็เลยยังไม่มีอะไรชัดเจน จนส่งผลกระทบเหมือนตอนนี้
อย่างไรก็แล้วแต่ รัฐบาลจะทำอะไรก็ต้องเร่งสปีดมากกว่าเดิม เพราะนับจากนี้จะเข้าสู่โหมด”บอลโลก” ชาวบ้านร้านรวงจะลดความสนใจด้านการเมืองลง นั่นหมายความว่าอารมณ์เบื่อการเมืองจะตามมา ราคาของรัฐบาลนี้อาจจะลดฮวบทันตาเห็นก็ได้ใครจะไปรู้

ผลพวง การเมือง จาก สุเทพ เทือกสุบรรณ ต่อ ‘หนุ่มซินตึ๊ง’

ผลพวง การเมือง
จาก สุเทพ เทือกสุบรรณ
ต่อ ‘หนุ่มซินตึ๊ง’
////
ถามว่า สภาพที่การหลั่งน้ำตาของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แย่ง “ซีน” การประชุมพรรครวมพลังประชาชาติไทยไปโดยสิ้นเชิง เป็นผลดี หรือว่าเป็นผลเสีย

หากมองในแง่ “ข่าว” อาจเป็น “ผลดี”

เพราะจากสถานภาพในทางการเมืองของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทำให้ชื่อพรรครวมพลังประชาชาติไทยติดตลาด

ไม่ว่า “หนังสือพิมพ์” ไม่ว่า “โทรทัศน์” ล้วนกล่าวขวัญ

ยิ่งหากลงไปภายในรายละเอียดของ “สื่อใหม่” ในทางโซเชียลมีเดีย ยิ่งกระหึ่มทั้งภาพและเสียงของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

ถามต่อไปว่า นี่คือ “ผลดี” ที่พรรคต้องการหรือไม่

ยังไม่มีคำตอบจาก นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ยังไม่มีคำตอบจาก นายประสาร มฤคพิทักษ์ ยังไม่มีคำตอบจาก นายสุริยะใส กตะศิลา

เพราะ “ผลดี” นี้อาจเป็น “ดาบสองคม”


มองในแง่ชื่อของพรรครวมพลังประชาชาติไทยได้อย่างแน่นอน แต่ความเป็นจริงที่ไม่ควรมองข้ามก็คือการได้ของพรรครวมพลังประชาชาติไทยอยู่ในร่มเงาของใคร

แน่นอน เป็นของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

นโยบายดีๆ มากมายอันออกมาจาก นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ จาก นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง หรือแม้กระทั่งการจัดวางบทบาทของ นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ ก็ถูกมองข้ามไป

น่าเสียดายอย่างยิ่ง น่าเสียดายอย่างมาก

กระแสการกล่าวถึงพรรครวมพลังประชาชาติไทยจึงแวดล้อมอยู่โดยรอบกับสถานะและความเป็น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นด้านหลัก

เป็นด้านอันผูกกับ “ประชาธิปัตย์” เป็นด้านอันผูกกับ “กปปส.”

ประหนึ่งว่าที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ตัดสินใจออกมาพูดพร้อมกับหลั่งน้ำตาเป็นเหมือนกับคำประกาศใหม่ในทางการเมือง

เหมือนกับจะยืนอยู่ “เบื้องหลัง”

แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่อมองไปยังการได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะทำงานเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนมาเข้าร่วมกับพรรค

นั่นจะถือว่าเป็น “เบื้องหลัง” หรือว่าเป็น “เบื้องหน้า”

เท่ากับว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประตูแรกของคนที่จะมาเป็นกำลังให้กับพรรค และจากนั้นจึงตกไปอยู่ในมือของ นายเอนก และ นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ 2 พ่อลูก

อบรมทางการเมือง อบรมฝังเลือดให้กับคนรุ่นใหม่

บทบาทอย่างนี้ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คือ บทบาททางด้าน “การจัดตั้ง” คือ บทบาททางด้านการสะสมกำลัง

เปรียบไปก็เหมือนกับ “แม่ทัพ”

คำถามก็คือ พรรครวมพลังประชาชาติไทยต้องการพรรคในแบบที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กำหนดทิศทาง หรือว่าจะเป็นไปตามแนวที่ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ต้องการ

ตรงนี้แหละจึงขึ้นอยู่กับว่า ใครนำ ใครตาม

หากพรรครวมพลังประชาชาติไทยไม่สามารถ “สลัด” ภาพและบทบาทของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ลงไปได้โอกาสที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยย่อมตามมา

นั่นก็คือ เส้นทางของ “พรรคมหาชน”

นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ จึงต้องนำ “บทเรียน” มาประสานอย่างจริงจังว่าจะให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นในแบบ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ หรือไม่

เวลาในการลงมือจึงเหลือไม่มากนัก