PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เอาชีวิตเป็นเดิมพันคดีทุจริตโรงพัก

สุเทพ ไลฟ์สด เอาชีวิตเป็นเดิมพันคดีทุจริตโรงพัก ท้า ป.ป.ช. ส่งฟ้องศาลฎีกาฯ หากทำให้ติดคุกไม่ได้ต้องพิจารณาตัวเอง ถามเป็นการเตะตัดขาตอนตั้งพรรคการเมืองหรือไม่
16 ส.ค. 2561 - นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ไลฟ์สดผ่านเพจเฟซบุ๊ก กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติแจ้งข้อกล่าวหาโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ จำนวน 396 แห่ง ว่า
ข้อกล่าวหาดังกล่าวร้ายแรงมาก เพราะผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีโทษถึงประหารชีวิต ความจริงเรื่องนี้มีกระบวนการตั้งข้อกล่าวหาถึง 7 ปี โดยบรรดาสมุนทรราชทั้งจากของนักการเมือง ข้าราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และข้าราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ตนอดทนมาตลอด 7 ปี เพราะเห็นว่าเมื่อคดีถึง ป.ป.ช. ต้องทำความจริงให้ปรากฏ และแถลงข้อเท็จจริงให้สาธารณชนทราบ เมื่อป.ป.ช.ทำบันทึกข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 14 พ.ค.58 ตนได้รวบรวมเอกสารหลักฐานเสนอต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช. คิดว่าสมบูรณ์ที่สุด สมควรที่ ป.ป.ช.จะได้ตัดสินวินิจฉัยได้ แต่ไม่เป็นไปตามคาด และเกิดความสงสัยในใจว่าคณะอนุกรรมการไต่สวนมีอคติต่อตน ตั้งธงเอาไว้ให้ตนเข้าคุกให้ได้ ต้องลงโทษในคดีนี้ให้ได้
กระทั่งเมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งจากการพิจารณาเห็นว่า มีความจำเป็นต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่างด้วยตัวเอง โดยวิธีที่ดีที่สุด คือ นำข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. ทุกข้อ มาแสดงต่อหน้าประชาชน และนำเอกสารหลักฐานข้อเท็จจริง แสดงต่อหน้าประชาชนเช่นกัน เพราะหากรอ ป.ป.ช. พิจารณาก็ไม่ทราบว่าจะจบเมื่อไหร่ ดังนั้น ให้ประชาชนพิจารณาไปพร้อมกันจะดีกว่า
“ผมตัดสินใจลุกขึ้นมาพูดเรื่องนี้ ไม่ใช่ปกป้องเกียรติยศส่วนตัว แต่มีความรับผิดชอบต่อพี่น้องชาวไทย เคยชักชวนให้ประชาชนต่อสู้กับรัฐบาลทรราช คนที่ออกมาร่วมต่อสู้กับผม ถ้าผมเป็นคนชั่ว คนเลว ทุจริต คอร์รัปชั่น พี่น้องเหล่านั้นต้องเสียใจแน่ ดังนั้น จึงเห็นเป็นความรับผิดชอบ ขอกราบเรียนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. โปรดสั่งการให้คณะอนุกรรมการ ส่งมอบเอกสารหลักฐานที่เชื่อว่าผมทุจริตมาเผยแพร่ เพื่อเปรียบเทียบว่าเอกสารในมือ ป.ป.ช. กับเอกสารที่ผมเสนอ อันไหนเหมาะสมที่จะเชื่อถือมากกว่ากัน”
ขณะเดียวกัน นายสุเทพ กล่าวต่อว่า “ขอกราบเรียนผู้ที่ให้ร้ายโจมตีทั้งที่เป็นตำรวจ ดีเอสไอ นักการเมืองของพรรคเพื่อไทย มีเอกสารหลักฐานเอาผิดผมประการใดให้รีบนำไปให้ป.ป.ช. และให้รีบด่วนสรุป ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตนจะได้ต่อสู้คดี ดีกว่ามาดองเค็มและทำให้เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ตนเป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรครปช. การทำให้เรื่องดังกล่าวยืดเยื้อออกไป ทำให้เกิดความสงสัยว่าเป็นการเตะตัดขาหรือไม่ เป็นการทำลายคะแนนนิยมทางการเมืองหรือไม่”
เนื่องจากเรื่องนี้เดิมพันสูง ถ้าผิดเอาชีวิตตนไปเลย แต่ถ้าป.ป.ช. ไม่สามารถดำเนินคดีได้ลงโทษตนได้ คณะกรรมการป.ป.ช.ต้องพิจารณาตัวเองว่า ยังคงได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่สำคัญในการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นต่อไปอีกหรือไม่ นี่ไม่ใช่เรื่องเอาแพ้เอาชนะ แต่เป็นความจำเป็นที่ต้องพิสูจน์ให้คนทั้งประเทศหายสงสัย
โดยตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป จะนำข้อกล่าวหาทุกข้อของป.ป.ช. แสดงต่อพี่น้องประชาชน และจะนำเอกสารหลักฐานมาชี้แจงอย่างเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้นขอเชิญประชาชนโปรดติดตาม
//////////

ความลับที่ประชาชนรู้ไม่ได้?

"บิ๊กตู่" กับ "บิ๊กป้อม" มีเรื่องอะไรกัน?
                หลายคนสงสัยว่าทำไม ไม่มีชื่อของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในคำสั่ง คสช.ฉบับล่าสุด
                คือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๓/๒๕๖๑ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ แทนชุดเดิม
                ให้คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ประกอบด้วย
                ๑) หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประธานกรรมการ
                ๒) พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองประธานกรรมการ
                ๓) หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ กรรมการ
                ๔) พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท กรรมการ
                ๕) พลเรือเอกนริส ประทุมสุวรรณ กรรมการ
                ๖) พลอากาศเอกจอม รุ่งสว่าง กรรมการ
                ๗) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการ
                ๘) นายประมนต์ สุธีวงศ์ กรรมการ
                ๙) นายถวิล เปลี่ยนศรี กรรมการ
                ๑๐) รองศาสตราจารย์จุรี วิจิตรวาทการ กรรมการ
                ๑๑) รองศาสตราจารย์ต่อตระกูล ยมนาค กรรมการ
                ๑๒) นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ กรรมการ
                ๑๓) นายวิชัย อัศรัสกร กรรมการ
                ๑๔) นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการ
                ๑๕) นายประยงค์ ปรียำจิตต์ กรรมการ
                ๑๖) เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กรรมการ/เลขานุการ
                ๑๗) เสนาธิการทหารบก/ผู้ช่วยเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กรรมการ/ผู้ช่วยเลขานุการ
                ไม่มีชื่อ "บิ๊กป้อม"?
                เป็นเพราะแหวนแม่นาฬิกาเพื่อนหรือเปล่า?
                "บิ๊กป้อม" ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องความไม่โปร่งใสมากเกินไปใช่หรือไม่?
                ก็คาดเดากันไป.....
                วานนี้ (๑๖ สิงหาคม) วันหวยออก นายกฯ ประยุทธ์ เฉลยคำตอบว่า
                "ไม่มีอะไร แค่แบ่งงานท่านออกมาบ้าง คำสั่งดังกล่าวที่ออกมา พล.อ.ฉัตรชัย ที่มีชื่อเป็นรองประธานยังไม่ได้รับผิดชอบ จึงแบ่งงานของ พล.อ.ประวิตร ออกมาเท่านั้นเอง ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น อย่าไปคิดให้เป็นอย่างอื่นสิ ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้นแหละ"
                "ไม่เกี่ยวเรื่องนาฬิกา ผมไม่สนใจ เรื่องไหนใครตรวจสอบก็รับไปสิ เขาตรวจสอบว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ผมไปเกี่ยวอะไรเล่า ไม่เกี่ยว แล้วทำไมเธอไม่ถามล่ะ คุณต่อตระกูล ทำไมยังอยู่ ผมเอาออกหรือเปล่า ก็ว่าโน่นว่านี่อยู่บ่อยๆ ก็ยังอยู่เหมือนเดิมในคณะ ผมไม่ได้ตั้งแบบนี้"
                ใครอยู่ใครไปมันมีเรื่องราว 
                ถ้าจะบอกว่า "บิ๊กป้อม" ถูกถอดชื่อออกเพราะนาฬิกาเพื่อน ใช่ก็เหมือนไม่ใช่
                เพราะผลมันคือ "ใช่" ก็ได้
                "ไม่ใช่" ก็ไม่เชิง
                แล้วแต่จะมอง
                ที่จริงกรรมการชุดเก่าถูกเปลี่ยนออกไปหลายคน เช่น นายวิษณุ เครืองาม พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รองศาสตราจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นต้น
                การเปลี่ยนแปลงมีเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป
                ที่น่าสนใจคือ การที่ "บิ๊กตู่" ปฏิเสธเรื่องนาฬิกาเพื่อน ด้วยการยกตัวอย่างว่า "ต่อตระกูล ยมนาค" ยังอยู่ เพื่อให้เห็นว่า ไม่เกี่ยวกัน
                แต่ผลที่ออกมา ใครคิดว่าเกี่ยวมันก็ต้องเกี่ยว
                เพราะอะไร?
                ก่อนหน้านี้ นายต่อตระกูล ยมนาค เป็นหนึ่งในบุคคลที่ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการตรวจสอบกรณีนาฬิกาเพื่อน ของ "บิ๊กป้อม"
                คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดูจะเกรงอกเกรงใจ "บิ๊กป้อม" เป็นพิเศษ
                จนเสียรังวัด!
                ป.ป.ช.ถูกตั้งคำถามเรื่องการปราบคอร์รัปชันมากที่สุดยุคหนึ่งเลยทีเดียว
                การไม่มีชื่อ "บิ๊กป้อม" ในคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ จึงเป็นผลดีกับรัฐบาล คสช.
                แล้วจะเป็นผลดีกับประเทศหรือไม่?
                มองในแง่ความตั้งใจที่จะปราบคอร์รัปชัน การที่ "บิ๊กตู่" ถอด "บิ๊กป้อม" ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ความตึงเครียดทั้งในและนอก คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติดูจะลดลงไป
                แต่ถึงวินาทีนี้การที่ไม่มี "บิ๊กป้อม" ในคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ใช่ว่าคำถามเกี่ยวกับการปราบคอร์รัปชันของรัฐบาลจะลดลง
                ถ้าจะพูดเรื่องการทุจริต ต้องพูดให้หมด ไม่ว่าฝ่ายไหนเข้าไปเกี่ยวข้อง
                ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้ รัฐบาลก่อน หากพัวพันถึง จะละเว้นไม่ได้เด็ดขาด 
                นาฬิกาเพื่อนไม่ใช่เรื่องเดียวที่พบว่ามีปัญหา
                แม้ดูเหมือนว่ารัฐบาล คสช.จะต่อสู้กับการคอร์รัปชันหนักกว่ารัฐบาลก่อนๆ 
                มีมาตรการควบคุมคนโกงออกมากว่าหลายรัฐบาลที่ผ่านมา
                แต่...นำไปสู่การปฏิบัติจริงหรือไม่?
                นี่เป็นคำถาม
                และคำถามที่ดูจะมีน้ำหนัก เพราะตั้งข้อสังเกตโดย ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
                ดร.มานะ นิมิตรมงคล โพสต์เอาไว้ในเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคมที่ผ่านมา
                เรื่องความลับที่ประชาชนรู้ไม่ได้
                "จากความลับทางทหาร สู่ ความลับทางการค้า"
                ....ก่อนหน้านี้ เมื่อราชการจะจัดซื้ออะไรแพงๆ เขามักใช้คำว่า ‘ความลับทางทหาร’ หรือ ‘ความมั่นคงของชาติ’ เพื่อปกปิดข้อมูล แต่เมื่อถูกคัดค้านและตรวจสอบจากประชาชนมากขึ้น จึงเริ่มมีข้อจำกัดขึ้นมาบ้างว่า หน่วยงานไหน และภายใต้เงื่อนไขอะไร จึงจะอ้างเช่นนี้ได้
                มาวันนี้ การซื้อดาวเทียม ๗ พันล้านบาทได้อ้างว่า มีหลายเรื่องหลายอย่างเปิดเผยให้ประชาชนรู้ไม่ได้ เพราะเป็น ‘ความลับทางการค้า’ ที่ไปตกลงไว้กับต่างชาติ ทำให้สงสัยว่า ผลประโยชน์ทางการค้าของเอกชนสำคัญกว่าผลประโยชน์ของชาติหรืออย่างไร
                ประเด็นนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. เคยกล่าวไว้ว่า
                ‘ถ้าเอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้ การจะอ้างว่าเรื่องใดเป็นความลับทางการค้า ผู้อ้างต้องหาหลักฐานมารองรับให้ได้ว่า เรื่องนั้นเป็นไปตามกฎหมายหรือข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับใด จะมาอ้างเอาลอยๆ หรือไปตกลงกันเองไม่ได้’
                คนป่ามีปืน:
                หน่วยงานที่จะซื้อดาวเทียมยังให้ข้อมูลอีกว่า ขั้นตอนการจัดซื้อครั้งนี้ใช้ ‘ระเบียบพัสดุของหน่วยงานเอง’ ไม่ได้ใช้ระเบียบสำนักนายกฯ ปี ๒๕๓๕ หรือกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างฯ ที่ออกมาเมื่อโครงการจัดซื้อเริ่มเดินไปบ้างแล้ว
                ประเด็นมีอยู่ว่า
                ที่ผ่านมา การที่หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต่างคนต่างออกระเบียบจัดซื้อจัดจ้างของตนเองนั้น เปรียบดั่ง ‘คนป่ามีปืน’
                คือมีข้อดีอยู่บ้าง แต่ก็สร้างปัญหาตามมาอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องคอร์รัปชัน จนเป็นเหตุให้รัฐบาลต้องตรา พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ๒๕๖๐ ออกมาเพื่อให้การใช้เงินของแผ่นดิน เงินของประชาชน เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยยึดหลัก ‘ความคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้’
                การนำ ‘ข้อตกลงคุณธรรม’ มาใช้ก็เพื่อวัตถุประสงค์นี้ แต่จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับคนของรัฐและพ่อค้าที่เข้าร่วมโครงการต้องให้ความร่วมมือจริงจัง
                คือต้องเปิดเผยและยินยอมให้ผู้แทนภาคประชาชนตรวจสอบได้อย่างปรุโปร่ง สังคมจึงจะมั่นใจได้ว่าการจัดซื้อนั้นเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ต่อไปใครจะค้าขายกับราชการ ไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติที่ก็สบายใจว่าไม่ต้องวิ่งเต้นและบวกราคามากๆ ไว้จ่ายใต้โต๊ะให้กับใคร
                อันที่จริง ‘ข้อตกลงคุณธรรม หรือ Integrity Pact’ ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นกติกาสากลที่ใช้กันมานาน โดยรัฐบาลนี้รับมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ เพื่อหวังให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ในการทำงานของข้าราชการ คือทำอย่างโปร่งใส ทำงานร่วมกับตัวแทนประชาชนที่มีความรู้ มากประสบการณ์และเสียสละอาสาเข้ามาช่วยคิด ช่วยตรวจสอบ เพื่อเป็นหลักประกันว่า การลงทุนในโครงการของรัฐจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ ลดความสูญเสียจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการและช่วยลดการรั่วไหลของเงินภาษี
                หลายโครงการที่สำเร็จไปแล้วยังพบว่า ทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ต่างทำงานมั่นใจสะดวกสบายขึ้น อย่างน้อยก็ไม่ต้องคอยเกรงใจผู้ใหญ่หรือใครที่จะมาแทรกแซง เพราะมีคนกลางคอยช่วยจับตาอยู่..."
                หรือที่ นายต่อตระกูล ยมนาค เขียนบทความไว้ก่อนหน้านี้ ที่มีข่าวที่มีผู้สังเกตการณ์อิสระ ๖ คน ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างโครงการดาวเทียม THEOS-2 มูลค่ากว่า ๗ พันล้านบาท ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISDA) แจ้งขอลาออกทั้งหมด
                เพราะไปพบว่ามีขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงคุณธรรม แต่เมื่อแจ้งเตือนไปกลับไม่ได้รับความสนใจแต่อย่างใด
                นายต่อตระกูลชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่อ่านข่าวแบบนี้อาจมีความรู้สึก ๒ อย่างพร้อมๆ กัน
                อย่างแรกคือ รู้สึกดีที่มีคนมาช่วยดูแลไม่ให้หน่วยงานรัฐโกงเงินภาษีของเรา
                และอย่างที่สองคือ กลุ้มใจว่าถึงมีคนมาช่วยดูก็เหมือนจะไม่สามารถป้องกันการทุจริตได้
                แม้นายต่อตระกูลจะสรุปว่าอย่ากลุ้มใจไป เพราะข้อตกลงคุณธรรมนี้สามารถช่วยทำให้การประมูลจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐโปร่งใสไร้ข้อครหาเรื่องการทุจริตได้จริง
                แต่...เห็นอะไรหรือเปล่า
                ความพยายามที่คอร์รัปชันโดยระบบราชการ องค์กรมหาชน ภายใต้รัฐบาล คสช.นั่น ยังคงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
                และเหมือนทั้ง ดร.มานะ นิมิตรมงคล และนายต่อตระกูล ยมนาค ดูจะยั้งๆ เมื่อพูดถึงโครงการจัดซื้อดาวเทียมมูลค่า ๗ พันล้านบาท
                ประเทศไทยมาไกลถึงขนาดที่ว่ายอมเชียร์รัฐบาลรัฐประหารให้ช่วยปราบนักการเมืองขี้โกง
                ยอมให้หยุดพักประชาธิปไตยเพื่อปราบคนโกง
                ถ้าไม่สำเร็จมองไม่ออกจริงๆ ว่าอนาคตที่ประชาชนไม่เอาทั้งทหารและนักการเมืองจะเป็นอย่างไร.
                                                                                                                                        ผักกาดหอม

“สมศักดิ์ เทพสุทิน” มาเยือน กองทัพบก

เข้าใจ “บิ๊กเจี๊ยบ”
“สมศักดิ์ เทพสุทิน” มาเยือน กองทัพบก แม้จะไม่ได้เตะบอล แต่มาเกาะขอบสนาม ให้กำลังใจทีม
และเข้าใจ “บิ๊กเจี๊ยบ” พลเอกเฉลิมชัย ผบ.ทบ. และ เลขาฯคสช. ไม่ได้มาเตะฟุตบอล วันนี้.... แม้ เมื่อเกือบ 2 ปี ก่อน จะเคยเตะบอล ด้วยกัน ตอน เป็น ก่อน เป็นผบ.ทบ.
แต่วันนี้ นายสมศักดิ์ และ กลุ่มสามมิตร กำลังเป็นที่จับตามอง ถึง ความใกล้ชิด คสช. และจะร่วมพรรคทหาร และ เดืนสาย พบปะ โดย คสช.ไม่ว่าอะไร.... ถ้า มาเตะบอล กับ บิ๊กเจี๊ยบ อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้
แถมทั้ง วันนี้ นายสมศักดิ์ ประธานทีมฟุตบอล สุโขทัย ไม่ได้สวมชุดฟุตบอล แต่ สวมสูทมานั่ง ขอบสนาม บก.ทบ. ให้กำลังใจ “ทีม ฒ.” ไม่ได้ลงเตะด้วย เพราะ ผ่าตัดมา
ส่วน บิ๊กเจี๊ยบ ก็เพิ่งกลับจาก ร่วมคณะ พลเอกประวิตร ไปอุดรธานีฯ

“เสก” เลือกข้างแล้ว! ประกาศชัด หนุน “ประยุทธ์-เทือก-มาร์ค-เนวิน” บริหารประเทศ

“เสก” เลือกข้างแล้ว! ประกาศชัด หนุน “ประยุทธ์-เทือก-มาร์ค-เนวิน” บริหารประเทศ
จากกรณีที่ เสก โลโซ หรือ นายเสกสรรค์ ศุขพิมาย นักร้องชื่อดังไลฟ์สดผ่านมือถือมาราธอนติดต่อกันเป็นเวลากว่า 5 วัน โดยไม่หลับไม่นอน จนทำให้สังคมต่างตั้งคำถามว่าสาเหตุที่เสกไลฟ์สดแบบไม่มีหยุดแบบนี้เกิดจากอาการป่วยหรือไม่
ซึ่งเมื่อวานนี้ (16 ส.ค.) เสก โลโซ พร้อมกับ น.ส.อภิสร์ญา พัฒนวรทรัพย์ หรือ อีฟ แฟนสาว ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน หลังจากมีการประกาศยุติการไลฟ์สด พร้อมกับขี้แจงถึงสังคม ยืนยันว่าตนเองไม่ได้ติดยาเสพติด พร้อมกับให้สื่อมวลชนดูผลการตรวจปัสสวะ พบว่าขึ้นเป็น 2 ขีด ซึ่งหมายความว่าไม่พบสารเสพติดในร่างกาย และสุขภาพดี ไม่ได้ป่วยเป็นโรคแต่อย่างใด
โดยยืนยันว่า สิ่งที่ทำไปนั้นไม่ใช่ความมึนเมา ส่วนสาเหตุที่ตนไลฟ์ตลอดเวลาก็เพราะว่าอยากให้เห็นว่า ในแต่ล่ะวันตนทำอะไรบ้าง และการไลฟ์สดนี้ ตนได้นอนตามปกติ ซึ่งปกติแล้วตนนอนเพียง 2-3 ชั่วโมง ตนก็โอเคแล้ว ยืนยันไม่ได้บ้า และได้เสนอกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ยุติบทบาททางการเมืองเสีย เพราะบ้านเมืองต้องการความสงบสุข ซึ่งตนทราบมาว่า นายทักษิณมีภารกิจบางอย่างที่จะทำ ตนจึงขอให้ ยุติภารกิจที่กำลังจะทำ เพราะตนก็หยุดไลฟ์แล้วเช่นกัน
ล่าสุดวันนี้ (17 ส.ค.) “เสก โลโซ” โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊ก SEK LOSO แสดงความเห็นทางการเมือง โดยได้โพสต์ข่าวภาพนาย สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร พร้อมระบุกับผู้ติดตามว่า หากรักตน ขอให้เลือกนายสมศักดิ์ เทพสุทิน สุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายเนวิน ชิดชอบ โดยต้องสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเพื่อดูแลบ้านเมือง จนกว่าจะสงบเรียบร้อย
“ถ้ารักเฮียให้สนับสนุนพี่สมศักดิ์ เทพสุทิน,พี่สุเทพ เทือก สุบรรณ,พี่มาร์ค อภิสิทธิ์,พี่เนวิน ชิดชอบฯลฯและแน่นอนที่สุด ต้องสนับสนุนให้นายกประยุทธ์ จันทร์โอชาดูแลบ้านเมืองไปก่อนจนกว่าจะสงบเรียบร้อยดีแล้ว เราค่อยมาเลือกตั้งกัน!!”

จริงทุกที

จริงทุกที



ไม่น่าแปลกใจ “ข่าวลือ” ส่วนใหญ่มักจะกลายเป็น “ข่าวจริง”
มีข่าวลือกระพือแซ่ดว่ารัฐบาลคสช.จะทุ่มงบ 3,000 ล้านบาท รับซื้อเรือประมงเก่าจากเอกชนเจ้าของเรือ จำนวน 680 ลำ
เพื่อแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย เพื่อปลดใบเหลืองอียู และเพื่อลดจำนวนเรือประมงให้เหมาะสมกับปริมาณปลาในทะเล
ปรากฏว่า ลือกันไม่กี่วัน...ข่าวลือก็กลายเป็นข่าวจริงร้อยเปอร์เซ็นต์
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้แถลงผลการประชุมคณะกรรมการแก้ปัญหาประมง ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน
ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้รับซื้อเรือประมงจากเอกชนรวมทั้งสิ้น 679 ลำ
(จำนวนเรือคลาดเคลื่อนจากข่าวลือไป 1 ลำ)
“แม่ลูกจันทร์” สรุปย่อๆว่ารัฐบาล คสช.จะรับซื้อเรือประมงเก่าจากเอกชน ผู้ประสงค์จะไม่ทำอาชีพประมงอีกต่อไป
โดยการรับซื้อเรือประมงจะแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้คือ...
ระยะที่ 1, รับซื้อเรือประมงขนาด 10 ถึง 60 ตันกรอส จำนวน 409 ลำ
ระยะที่ 2, รับซื้อเรือประมงขนาด 60 ถึง 150 ตันกรอส จำนวน 166 ลำ
ระยะที่ 3, รับซื้อเรือประมงขนาด 150 ตันกรอสขึ้นไป จำนวน 104 ลำ
หลังจากนี้จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการ ตรวจสอบสภาพเรือ ประเมินราคาเรือและจัดซื้อเรือ พร้อมโอนเงินให้ชาวประมงเจ้าของเรือผ่านบัญชีโดยตรง
ส่วนจะใช้วงเงินจัดซื้อเรือเท่าไหร่? และใช้งบประมาณส่วนใด? ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลชัดเจน
สำหรับหลักเกณฑ์เรือประมงที่จะขายให้รัฐบาลจะต้องเป็น “เรือประมงที่ไม่มีใบอนุญาตทำการประมง” จอดไว้เฉยๆ ไม่ได้ออกทะเล ไม่มีคดีความผิดติดค้าง ไม่ได้ถูกยึดอายัดเรือ
รัฐบาลจะซื้อเรือตามสภาพจริงไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ของราคากลาง
คาดว่าจะเร่งจัดซื้อเรือประมงลอตแรก 409 ลำ ภายในเดือนกันยายนนี้เลย
“แม่ลูกจันทร์” ชื่นชมรัฐบาล คสช.ที่มุ่งมั่นแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมายที่เละตุ้มเป๊ะมานานหลายสิบปี เพื่อจัดระเบียบเรือประมงไทยให้ถูกต้องตามมาตรฐานไอยูยู เพื่อแก้ปัญหาเรือผีเรือเถื่อนมากมาย ก่ายกอง เพื่อควบคุมจำนวนเรือประมงให้เหมาะสมกับจำนวนกุ้งหอยปูปลา
เพื่อให้ทรัพยากรทะเลไทยสมบูรณ์ยั่งยืน
แต่ “แม่ลูกจันทร์” มองไม่เห็นความจำเป็นที่รัฐบาลจะควักเงินภาษีประชาชน “สามพันล้านบาท” ไปรับซื้อเรือประมงที่ไม่มีใบอนุญาตทำการประมง 679 ลำ
เพราะเรือประมงที่ไม่มีใบอนุญาตทำประมง เป็นเรือที่ผิดกฎหมายไม่สามารถออกเรือไปจับปลาได้ทุกกรณี
พูดง่ายๆคือเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีราคา
ข้อสำคัญ เจ้าของเรือประมงส่วนใหญ่ ไม่ใช่ชาวประมงที่ยากจน
บางรายเป็นเจ้าของเรือประมง 5–6 ลำ
การใช้งบหลวงไปซื้อเรือประมงผิดกฎหมาย 679 ลำ อาจถูกครหาว่าช่วยนายทุนส่วนน้อย ไม่ได้ช่วยพี่น้องชาวประมงส่วนใหญ่ที่มีฐานะยากจน
“แม่ลูกจันทร์” มองว่าเงินภาษีประชาชน “สามพันล้านบาท” ซื้อเรือประมงผิดกฎหมายได้ 679 ลำ
ถ้าเอาเงินก้อนนี้ไปซื้อรถเมล์เอ็นจีวีได้ตั้ง 400 กว่าคัน
มาถึงประเด็นสุดท้าย...เรือประมงเก่า 679 ลำ ที่รัฐบาลซื้อต่อจากเอกชนเจ้าของเรือ จะเอาไปใช้ทำอะไร? จะเอาจอดเก็บไว้ที่ไหน? ใครจะเป็นผู้รักษาดูแล?
หรือจะไปทำเป็นปะการังเทียมอย่างที่มีข่าวลือ??
หรือว่า...หรือว่าข่าวลือจะกลายเป็นข่าวจริง.
"แม่ลูกจันทร์"

โจทย์ร่วมขบวน ‘ไปต่อ’

โจทย์ร่วมขบวน ‘ไปต่อ’



“จะอยู่ยังไงยังไม่รู้ ต้องไปดูรัฐธรรมนูญ”
อันที่จริง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ก็ไม่ได้แทงกั๊ก หรืออุบไต๋แต่อย่างใด เพราะเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญก็เป็นไปอย่างที่บอกกับแฟนคลับที่เชียร์ให้ลงเลือกตั้ง
เลยเวลา 3 เดือน หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ต้องลาออกจาก คสช.-ครม. ถ้าจะลงสนาม ตอนนี้ก็ “ติดล็อก” แล้ว
นั่นก็เหลือช่องทางอื่น หากตัดสินใจตีตั๋วไปต่อ ถ้าไม่อยู่ใน “บัญชีนายกฯ” ของพรรคใดพรรคหนึ่ง แล้วรอ ส.ส.และกองหนุนชั้นดีอย่าง 200 ส.ว.โหวตเลือกคัมแบ็ก อีกทางก็ลอยตัวในฐานะ “คนนอก” รอช็อตที่ 2
2 ทางเลือกคัมแบ็กที่ “บิ๊กตู่” ต้องตัดสินใจเดินต่อ
แต่แนวโน้มก็อย่างที่เปิดไต๋ต่อเนื่อง รอเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งภายในเดือน ก.ย.นี้
สอดรับความเคลื่อนไหวของกำลังหนุน ค่ายหลักรองรับอย่างพรรคพลังประชารัฐ ดีเดย์เปิดตัวในห้วงเวลาใกล้เคียง ขณะที่อีกหลายป้อมค่ายตั้งนั่งร้านไว้ร่วมกองกำลังผสม 250 ส.ว.โหวตหนุน
แล้วสัญญาณเลือกตั้งก็ไม่น่าจะพลิก หากไม่มีเหตุฉุกเฉิน ทุกอย่างเริ่มเดินไปตามโปรแกรม ทั้งกฎกติกา กรรมการ ผู้เล่น พร้อมลงสนาม ล่าสุดที่เกรงว่าจะเป็นเหตุให้คิวเลือกตั้งต้องขยับ
กรณี สนช.เข้าชื่อกันเสนอแก้กฎหมาย กกต. ที่มองกันว่ามีวาระแฝงเพื่อโละรื้อบัญชีผู้ตรวจการเลือกตั้งทั่วประเทศ ชุดล่วงหน้า สนช.ที่เบิกทางไว้ ใส่เกียร์ถอยกรูด ถอนร่าง แก้ไขกฎหมาย กกต.กันเรียบร้อย
โยนเรื่องให้อรหันต์ กกต.ชุดเก่า-ใหม่ ไปเคลียร์ปม “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” กันเอง
รูปการณ์รูปเกมดูท่าจะเข้าล็อกเข้าเป้า ที่ยังต้องเร่งปั่นโค้งสุดท้ายในการแก้ปมเศรษฐกิจปากท้อง “ตัวช่วยวีไอพี” ระดับ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ก็ผุดไอเดียไม่หยุด
มาตรการกระตุ้นฐานรากออกมาเป็นระลอก ช่วยเติมแต้ม “นายกฯลุงตู่” กันเป็นรายวัน
กระทั่งผู้นำอำนาจพิเศษเอง คิวงานออกมาถี่ยิบ เสร็จจากตรวจการแก้ปัญหาจราจรทั้งระบบในเมืองหลวง ทั้งล้อ–ราง–เรือ ก็เตรียมลงภาคใต้ ประชุม ครม.สัญจร จ.ชุมพร–ระนอง สัปดาห์หน้า
ปั้นแผนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือเอสอีซี บูมเศรษฐกิจตามรอยอีอีซีในภาคตะวันออก
ที่น่าสนใจ บรรดารัฐมนตรีอดีตท็อปบูต ถึงนาทีนี้มีสัญญาณต้องเร่งมือเป็นตัวช่วย ไม่ใช่ตัวถ่วง
แน่นอน “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ก็ยังเป็นกำลังหลัก ชนิดนั่งเก้าอี้ประธานคณะกรรมการต่างๆกว่า 50 คณะ
ล่าสุดปั่นผลงานเร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ยึดที่ดินติดจำนองนายทุนเงินกู้โหดคืน
เป็นคิวที่เรียกไลค์ตุนแต้มให้น้องรัก
ขณะที่ “พี่รอง” อย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่โดนกระแสจับจ้อง จนต้องเลิกเป็น “สิงห์ซุ่ม” ออกมาเคลียร์ปมร้อนว่าด้วยโปรเจกต์โรงไฟฟ้าขยะแสนล้าน ที่พาดพิงถึงคนในครอบครัว
อีกทางในฐานะคุมกลไกปกครองที่ลงลึกถึงพื้นที่ เร่งเครื่องงานโค้งสุดท้ายเช่นกัน
ล่าสุดขยับโปรเจกต์ “ไทยนิยม-ยั่งยืน” ต่อยอด “ประชารัฐ”
หลังจากส่งคณะทำงานลงพื้นที่กว่า 8 หมื่นหมู่บ้าน รับฟังความเห็น ยึดธีมภารกิจ “แก้จน” ในสารพัดโครงการอุ้มฐานราก ทั้งโครงการส่งเสริมอาชีพต่างๆ สนับสนุนการผลิตยาสมุนไพรเพื่อการส่งออก ปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่ ฝึกอบรมอาชีพตามโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฯลฯ
กระตุกกลไกมหาดไทย สปีด “ไทยนิยม” โชว์
แม้กระทั่งเพื่อน ตท.12 ของผู้นำอย่าง “บิ๊กฉัตร” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ ที่เงียบไปพักใหญ่ ตอนนี้ต้องลงมาคุมโครงการระดับแสนล้าน วางระบบยาวแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่ลุ่มภาคกลางครบวงจร
โค้งสุดท้ายก่อนปิดฉากอำนาจพิเศษภาคแรก เพื่อน–พ้อง–น้อง–พี่ เร่งมือพัลวัน สลัดภาพปมด้อย
เคลียร์ทางวิ่งสู้ ไม่ให้ตกขบวน “อำนาจพิเศษเฟส 2”.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561

“บิ๊กป้อม” ชู 3 นิ้วI love you..

หายป่วย เลย!!
“บิ๊กป้อม” ชู 3 นิ้วI love you.... ยิ้มแป้น ท่ามเสียง ปรบมือ และเสียงขอบคุณ บิ๊กป้อม จากชาวอิสาน ที่ได้รับ โฉนดที่ดิน คืน จากเจ้าหนี้นอกระบบ 1,778 คน 1,523 ฉบับ รวม 6,309 ไร่ ชาวอุดร มอบดอกไม้ขอบคุณ
ทันทีที่ หายป่วย จากอาการอาหารเป็นพิษจนติดเชื้อในกระแสโลหิตแล้ว...พลเอกประวิตร ก็เดินทางไปจังหวัดอุดรธานี มอบโฉนดที่ดิน คืนชาวอุดรฯ 1,778 คน 1,523 ฉบับ รวม 6,309 ไร่ หลังเคลียร์ปัญหากับเจ้าหนี้นอกระบบได้ กว่า 7,000 ไร่ และรถยนต์จำนวนมาก มูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท ลั่น อย่าโดดเดี่ยวประชาชน./ลงพื้นที่ ติดตามขับเคลื่อนการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบในพื้นที่ภาคอีสาน ถือเป็นนโยบายสำคัญที่ต้องลงไปดูแลบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กห. พร้อมด้วย พลเอกเทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกลาโหม พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เดินทางไปมอบนโยบายและติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนแก้ปัญหาหนี้นอกระบบในพื้นที่ภาคอีสาน ที่ อุดรธานี
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า ในภาพรวม จากการสำรวจและรับแจ้งจากประชาชน. พบข้อมูลประชาชนในพื้นที่ภาคอีสาน มีสถานะเป็นลูกหนี้นอกระบบ จำนวน 5.6 แสนคน หรือ กว่าครึ่งหนึ่งของผู้เป็นหนี้นอกระบบทั้งประเทศ จำนวนกว่า 9 แสนราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนและเกษตรกรที่มีรายได้น้อยไม่เพียงพอ ต้องการกู้เงิน เพื่อความจำเป็นในการใช้จ่ายลงทุนประกอบอาชีพ หรือกู้ฉุกเฉิน เพื่อการศึกษาและรักษาพยาบาล โดยไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนในระบบได้ จึงกู้หรือหยิบยืมผ่านนายทุนนอกระบบ ที่ทำสัญญาเอารัดเอาเปรียบ ไม่เป็นธรรม จนเกิดภาระทางกฎหมายและสูญเสียทรัพย์สิน โดยเฉพาะที่ดินทำกิน บ้านพักอาศัย หรือเครื่องมือทำการเกษตร และยังเกิดภาระทางการเงินที่ต้องผ่อนชำระหนี้เกินกำลัง พร้อมกับต้องพบกับการติดตามทวงหนี้ในรูปแบบต่างๆ ทั้งการข่มขู่ การใช้ความรุนแรงหรือทำให้อับอาย ซึ่งส่งผลต่อสภาวะจิตใจและคุณภาพชีวิตของทุกคนในครอบครัว
ทั้งนี้ จากรายงานความคืบหน้าในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบทั้งประเทศปัจจุบัน สามารถร่วมเจรจาไกล่เกลี่ย ทำข้อตกลงประนอมและปรับโครงสร้างหนี้กับทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้แล้ว รวม 209,538 ราย
ขณะเดียวกัน ได้ร่วมกันใช้มาตรการทางกฎหมายกับเจ้าหนี้นอกระบบ ผ่าน “ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน” ที่จัดตั้งขึ้น ณ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค และกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดทั่วประเทศ
โดยปัจจุบัน ได้ร่วมกันดำเนินการและสามารถนำกลับมาซึ่งทรัพย์สินของประชาชน จากสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เป็นโฉนดที่ดินกว่า 7,000 ไร่ และรถยนต์จำนวนมาก มูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท
พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นนโยบายว่า รัฐบาลปัจจุบัน มิได้ละเลยต่อปัญหาดังกล่าว โดยกำลังเข้าไปแก้ไขปัญหาฐานรากและถือเป็นวาระสำคัญในยุทธศาสตร์ชาติ “ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม” ที่ต้องขับเคลื่อนแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางสังคมอย่างจริงจังและต่อเนื่องกันไป เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและให้ทุกคนสามารถลุกขึ้นยืนและเดินหน้าเข้มแข็งไปด้วยกัน
โดยปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้หน่วยงานฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายเศรษฐกิจและฝ่ายกฎหมาย ได้ร่วมกันแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากหนี้นอกระบบ ซึ่งกำลังดำเนินการร่วมกัน ทั้งมาตรการเจรจาไกล่เลี่ย และมาตรการทางกฎหมายควบคู่กันไปอย่างจริงจัง
พร้อมกันนี้ ได้กล่าวชื่มชมและเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่พยายามทำงานหนักร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
โดยกำชับว่า อย่าโดดเดี่ยวประชาชน ให้ทุกฝ่ายใช้กลไกระดับภาคและจังหวัด สำรวจและรับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากหนี้นอกระบบที่ทะยอยแจ้งเพิ่มเติม พร้อมทั้งให้ขับเคลื่อนแก้ปัญหาร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยประสานข้อมูลและทำงานร่วมกันให้เป็นผลอย่างจริงจังต่อเนื่องกันไป ทั้งการไกล่เกลี่ยและการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อย
พร้อมกันนี้ ให้ทะยอยส่งคืนทรัพย์สิน โดยเฉพาะที่ดินทำกินให้กับประชาชนทั่วประเทศเป็นระยะๆ เพื่อให้ประชาชนกลับมามีที่ดินทำกินของตนเองได้ดังเดิม
ต่อจากนั้น พลเอกประวิตร ได้ร่วมพิธีส่งมอบโฉนดที่ดิน กลับคืนให้กับประชาชนที่เป็นหนี้นอกระบบในพื้นที่ภาคอีสาน จำนวน 1,778 คน เป็นโฉนดที่ดิน จำนวน 1,523 ฉบับ รวม 6,309 ไร่
ซึ่งในวันเดียวกันนี้ ในทุกจังหวัด ได้กระทำพิธีมอบทรัพย์สินคืนให้กับประชาชน 2,287 คนพร้อมๆกันทั่วประเทศในภาพรวม เป็นโฉนดที่ดินกว่า 7,000 ไร่ และรถยนต์จำนวนมาก มูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท
...............

โจทย์ยากกว่า ‘ทักษิณ’

โจทย์ยากกว่า ‘ทักษิณ’



คลื่นสัญญาณแรงๆที่โยงกับการเดินหน้าเข้าโหมดเลือกตั้ง
ตามปรากฏการณ์ที่ประชุม คสช.ถกด่วน ก่อนร่อนคำสั่งมาตรา 44 เด้ง พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร พ้นเก้าอี้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แบบกะทันหัน
เบื้องหลังเบื้องลึก ข่าวทุกสายตรงกันมาจากอาการ “เกียร์ว่าง”
ฝ่ายความมั่นคง คสช.เกิดเครื่องหมายคำถาม ค้างคาใจ พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ ที่ไม่บี้ไล่เช็ก ตรวจสอบเส้นทางเงินของขุมข่าย “ทักษิณ” โดยเฉพาะ “เจ๊” ขาใหญ่พรรคเพื่อไทย ทั้งๆที่รู้กันดีว่า ยุทธศาสตร์สำคัญของ คสช.คือการไล่อุด ตามล็อก “ท่อน้ำเลี้ยง” ของ “นายใหญ่”
ลดอิทธิฤทธิ์ ทอนกำลังเพื่อไทยในสนามเลือกตั้ง
นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับการพบเส้นทางการเงินที่โยงกับขบวนการป่วน 3 จังหวัดชายแดนใต้
ทีเด็ดที่ฝ่ายความมั่นคงจะใช้เป็น “หมัดน็อก” ใครบางคนบางพรรค
โดยสถานการณ์เบอร์หนึ่ง ปปง.มา “เฉื่อย” ในจังหวะสำคัญ ตามฤกษ์งามยามดีที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ตัดบท ทนการรบเร้าของนักข่าวไม่ไหว
แบไต๋เดือนกันยายนจะหงายไพ่ บอกอนาคตการเมือง
ในจังหวะใกล้เคียงกันพอดีกับโปรแกรมที่นายชวน ชูจันทร์ ผู้ยื่นจดทะเบียนจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ เตรียมนัดประชุมพรรคเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคช่วงปลายสิงหาคมหรือต้นเดือนกันยายน
มันจะเกี่ยวโยงกันอย่างบังเอิญจงใจหรือไม่
ที่แน่ๆแทงหวยได้ คำตอบคือ “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วไปต่อแน่
เพื่อเป้าหมายปลายทางการปฏิรูปประเทศไทย วางยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาวให้สำเร็จ
แต่จะบอกชัดเจนถึงการระบุสังกัด ขึ้นแท่นเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค เป็น 1 ใน 3 ของบัญชีนายกฯป้อมค่ายการเมืองเลยหรือไม่ โดยเงื่อนไขสถานการณ์อาจจะยังไม่ถึงขั้นนั้น
เพราะมันจะมีผลต่อแรงเสียดทาน การเปิดช่องให้นักการเมืองเขี้ยวลากดินไล่บี้ไล่ต้อน
ตามเหลี่ยมแห่กระแสกดดันสปิริตให้ “นายกฯลุงตู่” ลาออก อย่าเอาเปรียบคู่ต่อสู้
ฟอร์มแบบนี้มันรู้แกว เดาทางกันง่ายๆ
เบื้องต้นเลย ผู้นำรัฐบาล คสช.คงใช้จังหวะหงายไพ่ไปต่อทางการเมือง พร้อมๆกับการปล่อยไฟเขียว “คลายล็อก” กฎเหล็กการเมืองระดับหนึ่งให้พรรคการเมืองต่างๆ
แก้ปม “ลักลั่น” รัฐบาล คสช.โดนโจมตี “หลิ่วตา” ให้กลุ่มสามมิตรเดินสายรวบรวมไพร่พล ขณะที่ป้อมค่ายการเมืองอื่นติดล็อกกฎเหล็ก
โดยรูปเกมต้องเบรกกระแสคนไทยชอบเชียร์มวยรองไว้ก่อน
แต่อีกทางก็เหมือนจงใจปล่อยให้ไหลเข้า “เงี่ยง” กฎหมาย
ในอารมณ์ที่คนของเพื่อไทยตีปี๊บโวยวายกลุ่มสามมิตรเดินสายทางการเมืองแบบโจ๋งครึ่ม ประจาน คสช. 2 มาตรฐาน แต่อีกทางลูกข่ายอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็ใส่เสื้อแดงแขวนกระดิ่ง แห่ไปแฮปปี้เบิร์ธเดย์ “นายใหญ่” แบบโจ่งแจ้งทั้งที่ลอนดอน อังกฤษ และฮ่องกง
ตามฉากที่ “ทักษิณ” ประกาศโต้งๆสงครามยังไม่จบ มั่นใจเพื่อไทยชนะแบบหิมะถล่ม
โดยปมคนนอก “แทรกแซง” กิจการพรรค มันหนักหนากว่าเยอะ
เอาเป็นว่ามาถึงตรงนี้ ยี่ห้อ “ทักษิณ” ไม่ใช่ปัญหาสำคัญแล้ว
แนวโน้มโจทย์ใหญ่ของ “ลุงตู่” ก็อยู่ที่สนิมเนื้อในตน
“ปมด้อย” เพื่อน พ้อง น้อง พี่ นั่นแหละ
ปรากฏการณ์แบบที่ล่าสุดโฟกัสจากการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดที่เพิ่งผ่าน ครม.ในวันที่ “พี่รอง” อย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ยื่นใบลาประชุมเพราะป่วย
ตามรูปการณ์ที่สื่อมองตรงกันว่าเป็นการรองรับการเลือกตั้ง
แต่อีกมุมมันก็น่าเอะใจ โผโยกย้ายพ่อเมืองรอบนี้ มีเรื่องแปลกๆที่ชื่อส่วนใหญ่หน้าคุ้นๆเป็นคนเติบโตมาใต้ปีก “เนวิน ชิดชอบ” ผู้ยิ่งใหญ่แห่งบุรีรัมย์
โดยเงื่อนไขสถานการณ์ทำให้คิดได้ว่า “บิ๊กป๊อก” แท็กทีม “เนวิน” โดดเกาะยี่ห้อภูมิใจไทย
เพราะเสียวตกขบวน “พลังประชารัฐ” หวั่นไม่ได้ไปต่อกับ “ลุงตู่”
ในจังหวะที่คนของพรรคเพื่อไทยโวย “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าค่ายภูมิใจไทย เดินสายทอดผ้าป่า “ดูด” ส.ส.ในภาคอีสาน ไดโว่ยี่ห้อภูมิใจไทยเดินเครื่องเงียบแต่แรง
ไม่แพ้ทีม “สามมิตร” ที่ดังโครมคราม.
ทีมข่าวการเมือง

ฟุตบอลสามมิตรทบ.

วงแตก!!

“บิ๊กเจี๊ยบ” ปัด นัด”สมศักดิ์-สามมิตร”เตะบอล เย็นนี้ ที่ทบ. เผยไม่ได้เป็นคนนัด แต่รู้ว่า ทีมทบ. มีนัดเตะ กับทีม ฒ.แต่ไม่รู้ว่ามี “สมศักดิ์” เผย ไม่ลงมาเตะ อยู่แล้ว แถมตอนนี้ อยู่ อุดรฯ กับบิ๊กป้อม / เผย”สมศักดิ์” ใช้ภาพประธานทีมฟุตบอล สุโขทัย นำ มา

หลังกระแสข่าวสะพัดว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร จะนำทีมมาเตะฟุตบอล กับ บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. และเลขาฯคสช. ที่กองทัพบก เย็นนี้ ......

แต่ ก็วงแตก....เมื่อ”บิ๊กเจี๊ยบ” บอก ไม่รู้เรื่อง ไม่ได้เป็นคนนัด. รู้แต่ว่า มีทีมนักฟุตบอลอาวุโส “ฒ.” จะมาเตะ กับทีม ทบ. แต่ไม่รู้ว่า มีนายสมศักดิ์ รวมอยู่ด้วย  แต่วันนี้ ตนเองก็จะไม่ได้ลงมาเตะ อยู่แล้ว.

อีกทั้งขณะนี้ ยังคงร่วมคณะ พลเอกประวิตร ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อมอบโฉนดที่ดินคืนให้แก่ประชาชน ที่ถูกเจ้าหนี้นอกระบบ ยึดไป จากการทำสัญญาที่ ไม่เป็นธรรม

ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า นายสมศักดิ์ ใช้ภาพ  ของ ประธานทีมฟุตบอล สุโขทัย นำ การประสานขอเตะฟุตบอลกับทีมกองทัพบก โดยเป็นการประสานกันในระดับล่างล่าง โดยที่ พลเอกเฉลิมชัย ไม่ได้รับทราบด้วย แต่ได้เชิญพลเอกเฉลิมชัยให้ลงมาเตะเย็นนี้ โดยที่ไม่ได้บอกว่ามีใครมาเตะบ้าง

ทั้งนี้เมื่อวันจันทร์ ที่ผ่านมา พลเอกเฉลิมชัย ได้เตะฟุตบอลกับ นายสาธิตปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ ทบ.....แต่เป็นการเตะในฐานะที่เป็นเพื่อนพี่น้องที่รู้จักกันมานานหลายปี ในฐานะเป็นคนในพื้นที่ตะวันออก ด้วยกันและ เคยเตะบอลด้วยกันมาหลายครั้งแล้ว ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง

ปลดประวิตรคตช.

คำตอบ ซอล์ฟ ซอล์ฟ 

“บิ๊กตู่” แจง”ปรับ”บิ๊กป้อม”พ้น”คตช.” ไม่เกี่ยว ปม นาฬิกาหรู  แค่ อยากแบ่งเบาภาระ. มอบ”ฉัตรชัย” ดูแทน  /หลัง “ต่อตระกูล”ไม่สบายใจ บทบาท “บิ๊กป้อม” ในคตช.

พลเอก ประยุทธ์  กล่าวถึง การใช้ ม.44 ตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) โดย ปรับรายชื่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาประธานกรรมการ ว่า ไม่มีอะไร แค่แบ่งงาน ท่านออกมาบ้าง 

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ ที่มีชื่อเป็นรองประธาน ยังไม่ได้รับผิดชอบ จึงแบ่งงานของ พล.อ.ประวิตร ออกมาเท่านั้นเอง ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น อย่าไปคิดให้เป็นอย่างอื่นสิ ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้นแหละ

เมื่อถามว่า เหตุผลที่ปรับชื่อพล.อ.ประวิตรออก ไม่ใช่เพราะเหตุผลเรื่องนาฬิกาหรูใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่เกี่ยว ผมไม่สนใจ เรื่องไหน ใครตรวจสอบ ก็รับไปสิ เขาตรวจสอบว่า อย่างไรก็ว่าตามนั้น ผมไปเกี่ยวอะไรเล่า ไม่เกี่ยว 

แล้วทำไมเธอไม่ถามล่ะ คุณต่อตระกูล ทำไมยังอยู่ ผมเอาออกหรือเปล่า ก็ว่าโน้นว่านี่อยู่บ่อยๆ ก็ยังอยู่เหมือนเดิมในคณะ ผมไม่ได้ตั้งแบบนี้"

เมื่อถามย้ำถึงเหตุผลของการปรับโครงสร้างในคตช.ครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นการปรับให้พล.อ.ฉัตรชัยมารับผิดชอบ เพราะคณะต่างๆ ต้องแบ่งงานของพล.อ.ประวิตร ออกมาบ้าง ซึ่งมีตั้ง 50 คณะ คตช.จะได้ประชุมบ่อยครั้งขึ้น ไม่เช่นนั้น พล.อ.ประวิตร จะติดประชุมเยอะหลายคณะ

เมื่อถามว่า เหตุผลที่ปรับนั้นเพื่อภาพลักษณ์รัฐบาลด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธตอบคำถามก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันทีพร้อมส่ายหัวเล็กน้อย

ก่อนหน้านี้ นายต่อตระกูล ยมมนาค หนึ่งในคณะกรรมการคตช. เคยออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนินการที่ล่าช้าในการตรวจสอบกรณีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร และเคยทำหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธานคตช. โดยเนื้อหาในหนังสือ แสดงความกังวลต่อบทบาทของพล.อ.ประวิตร ที่กำลังถูกตรวจสอบเรื่องที่มาของนาฬิกาหรู

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561

อยู่ต่อ แต่ไม่ลงลต.

“บิ๊กตู่” เผย ไม่ได้ลงเลือกตั้ง แต่จะให้อยู่ต่อ ผมจะอยู่ยังไง ยังไม่รู้ ต้องไปดูรัฐธรรมนูญ”
พลเอกประยุทธ์ นายกฯ บอกชาวบ้าน ว่า เมื่อถึงการเลือกตั้งก็ ต้องคิดใหม่ว่าจะเลือกกันอย่างไร แต่ ผมไม่ได้ลงเลือกตั้งด้วย”
ขาวบ้าน ตะโกนบอก จะเลือก พล.อ.ประยุทธ์ อยากให้ลงเลือกตั้ง จะเลือกประยุทธ์ให้อยู่ต่อ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “จะอยู่ยังไงยังไม่รู้ ต้องไปดูรัฐธรรมนูญ วันนี้ผมทำเรื่องการเมืองยังไม่ได้ แล้วไม่ได้คิดถึงตัวเอง คิดถึงแต่พวกเรา เข้ามาทำหน้าที่ เพื่อทุกคนในวันนี้”
พร้อมหันไปถามชาวบ้าน ว่า “มีใครไม่ชอบกันบ้างให้ยกมือ ถ้ามี จะได้ไปอธิบาย ยืนยันจะทำงานให้ดีที่สุด

อยู่ดีๆก็เปลี่ยนใจ

อยู่ดีๆก็เปลี่ยนใจ



ธนาคารโลกจัดอันดับ ความสามารถด้านโลจิสติกส์ 160 ประเทศ ปี 2561
ประเทศไทยแซงพรวดจากอันดับ 45 เมื่อ 2 ปี ก่อน ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 32 หรือติดอันดับ 7 ของทวีปเอเชีย
ถ้าวัดเฉพาะกลุ่มอาเซียน ไทยแซง มาเลเซียขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ตามหลังสิงคโปร์ประเทศเดียว!!
สาเหตุเกิดจากรัฐบาลนายกฯบิ๊กตู่อัดฉีดงบลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งประเทศครั้งใหญ่ ทั้งรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน รถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ ทางด่วน ท่าเรือ สนามบิน ครบวงจร
ส่งผลให้อันดับความสามารถด้านโลจิสติกส์ของไทยก้าวกระโดดกระเด้งดึ๋งขึ้นไปถึง 13 อันดับ ด้วยประการฉะนี้แล
“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยที่รัฐบาล คสช.ทุ่มงบลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งของประเทศทั้งระบบ เนื่องจากวิกฤติการเมืองลากยาว ทำให้การลงทุนพัฒนาประเทศสะดุดหยุดกึกมาถึง 10 ปี
ถ้าไม่เร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศครั้งใหญ่ ประเทศไทยจะโดนคู่แข่งทิ้งห่างไปไกลหลายช่วงตัว
แต่...การเร่งลงทุนเมกะโปรเจกต์ครบวงจร ทำให้ยอดหนี้ประเทศไทยบานฉ่ำเป็นประวัติการณ์
ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะล้างหนี้ก้อนโตให้เกลี้ยงเกลา
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า การทุ่มงบลงทุนพัฒนาการขนส่งของประเทศกว่าหนึ่งล้านล้านบาทของรัฐบาล คสช. การรถไฟแห่งประเทศไทยได้รับแบ่งเค้กก้อนใหญ่กว่าใครๆ
เฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สายเดียวก็ฟาดเข้าไปหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นล้านบาท
ยังมีโครงการรถไฟทางคู่ทั่วประเทศอีกกว่าหนึ่งแสนหกหมื่นล้านบาท เพื่ออัปเกรดรถไฟไทยให้ทันสมัยเทียบเท่ามาตรฐานอินเตอร์
ล่าสุด การรถไฟแห่งประเทศไทยเตรียมของบอัดฉีดเพิ่มพิเศษอีกหนึ่งแสนล้านบาท เพื่อพัฒนารถไฟระบบไฟฟ้า แทนรถไฟเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้ในปัจจุบัน
โดยจะเริ่มนำร่องใช้รถไฟฟ้าใน 4 เส้นทางหลัก ได้แก่...
สายเหนือ จากบางซื่อ ภาชี ปากนํ้าโพ ระยะทาง 252 กม. วงเงินลงทุน 2.8 หมื่นล้านบาท
สายอีสาน จากบางซื่อ แก่งคอย ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 242 กม. วงเงินลงทุน 2.36 หมื่นล้านบาท
สายใต้ จากบางซื่อ หนองปลาดุก หัวหิน ระยะทาง 209 กม. วงเงินลงทุน 3.3 หมื่นล้านบาท
และสายตะวันออก จากบางซื่อ มักกะสัน ฉะเชิงเทรา พัทยา ระยะทาง 160 กม. วงเงินลงทุน 1.1 หมื่นล้านบาท
โดยในอนาคต การรถไฟฯจะเลิกใช้รถจักรดีเซล เปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า ในเส้นทางสายสั้น (ไม่เกิน 300 กม.) หมดทุกขบวน!!
“แม่ลูกจันทร์” กระชุ่น นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม พิจารณาให้รอบคอบก่อนตอบโอเค ด้วยเหตุผล 2 ประการ...
1,การเลิกใช้รถไฟดีเซล เปลี่ยนเป็นระบบรถไฟฟ้า ใช้งบลงทุนสูง แต่ผลตอบแทนการลงทุนตํ่าไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์
มีความเสี่ยงจะขาดทุนจั๋งหนับบุเรงนอง??
2, การรถไฟฯเพิ่งได้รับอัดฉีดงบกว่าหนึ่งแสนล้านบาท เพื่อจัดซื้อรถจักรดีเซลใหม่อีก 78 คัน เช่ารถจักรดีเซลใหม่อีก 50 คัน และจัดซื้อรถดีเซลรางใหม่อีก 900 คัน
แสดงว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ต้องการใช้รถจักรดีเซล และรถดีเซลราง วิ่งรับส่งผู้โดยสารต่อไปอีก 20 ปี
แต่เหตุไฉนอยู่ดีๆ เกิดเปลี่ยนใจจะเลิกใช้รถไฟดีเซล เปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าแทน??
คำถามคือ โครงการจัดซื้อและเช่ารถจักรดีเซลใหม่อีก 128 คัน ซื้อรถดีเซลรางใหม่อีก 900 คัน ที่การรถไฟฯกำลังดำเนินการอยู่ จะทำอย่างไรต่อไป??
มันจะยุ่งหยอยเป็นฝอยขัดหม้อไปกันใหญ่นะคุณโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

พูดแบบไม่ต้องตรวจฉี่

พูดแบบไม่ต้องตรวจฉี่



ภารกิจการเมืองทำ “The old soldier” เดี้ยงไปตามๆกัน
ตามปรากฏการณ์ที่ “พี่รอง” อย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ก็ป่วยจากอาการปวดขา ถึงขั้นต้องยื่นใบลาประชุมคณะรัฐมนตรี
ในจังหวะก่อนหน้านี้ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ก็เกิดอาการอาหารเป็นพิษ ระหว่างประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.อุบลราชธานี
ถึงตอนนี้อาการติดเชื้อในกระแสเลือดยังไม่หายดีเท่าไหร่
ดูแล้วก็มีแค่ “น้องเล็ก” อย่าง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่แข็งแรงกว่าใคร อย่างมากก็แค่ป่วยเป็นไข้
“เจ็บคอ แต่พูดเยอะ”
พักหลังต้องออกตัวทุกเวที ขอร้องอย่าเบื่อฟัง ที่พูดเยอะ เพราะคิดเยอะ ทำเยอะ
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ “ลุงตู่” ใส่เกียร์ห้า เร่งเครื่องปั่นเนื้องาน พร้อมตีปี๊บผลงานตัวเองในช่วงโค้งสุดท้าย เข้าสู่ทางตรงโรดแม็ปไปสู่การเลือกตั้งที่วางคิวไว้ต้นปีหน้า 2562
แสดงให้เห็นถึงห้วงเวลา 4-5 ปีของ คสช.ไม่ได้ทำ “เสียของ”
เรื่องของเรื่อง ถ้าไม่วอกแวกกับเกมการเมืองสองข้างทาง จังหวะการปะทะกันระหว่างขั้วอำนาจ คสช.กับขั้วอำนาจเดิมของ “ทักษิณ” หรือการเฉือนคมระหว่างทหารกับนักการเมืองที่แท็กทีมกันระหว่างยี่ห้อเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ เตะตัดขา “นายกฯลุงตู่”
ทำให้บรรยากาศการเมืองดูน่าเบื่อ เหมือนไม่คืบไปถึงไหน
แต่มองตรงไปที่เป้าหมาย จะเห็นได้ชัดถึงยุทธศาสตร์ปลายทาง
กับการเดินหน้าเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานของประเทศมากกว่ารัฐบาลยุคใด
ไล่ตั้งแต่ “เมกะโปรเจกต์เรือธง” โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ถือเป็นเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต
การปักหมุดโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เดินหน้าประมูลไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา พร้อมๆกับลุยโปรเจกต์รถไฟทางคู่สายอีสาน สายเหนือ เพื่อรองรับระบบโลจิสติกส์ เสริมศักยภาพประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียน
อีกด้านหนึ่งก็เป็นการประมูลก่อสร้างรถไฟฟ้าสารพัดสีในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล แก้ปัญหาจราจรให้คนในเขตเมืองใหญ่ไม่ต้องผจญกับรถติด
การปลดล็อกประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณ-บงกช เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เป็นฐานเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
ไม่นับโครงการบริหารจัดการน้ำ 9 โครงการ มูลค่า 3.7 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจ 6 จังหวัด
ล้วนแต่แผนรองรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว
ล้อตามเป้าที่เขียนไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
ที่สำคัญ มันเป็นการชดเชยโอกาสของประเทศไทยที่สูญหายไปจากวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองที่ลากยาวมากว่า 10 ปี
ถึงตรงนี้ มองเห็นรูปธรรมตรงหน้าในอารมณ์แบบที่ชวนให้คนไทยคิดตามได้เลยว่า ถ้าเลือกตั้งแล้ว “นายกฯลุงตู่” ไม่ตีตั๋วต่อ ไม่มีคนชื่อ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” เป็นกัปตันทีมเศรษฐกิจ
เปลี่ยนรัฐบาล โครงการที่ตอกเข็มไปแล้วอาจโดนล้ม ต้องเริ่มต้นใหม่
และในมุมที่เปรียบเทียบกัน รัฐบาล “ลุงตู่” เน้นไปที่
เนื้องานวางฐานรากประเทศที่สัมผัสจับต้องได้ แถมยังลุยอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ประคองปากท้องเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย
หันไปที่ “นายใหญ่” อดีตทักษิณ ชินวัตร รัวกลองส่งสัญญาณ สู้ตาย สงครามยังไม่จบ
แล้วก็เป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยขยายผลแปลความ “นายใหญ่” ตั้งท่าทำสงครามเลือกตั้ง กลับมายึดอำนาจ ทวงทรัพย์สมบัติที่ถูกยึดไว้คืน
หวั่นความรุนแรง มิคสัญญีเผาบ้านเผาเมืองจะซ้ำรอยเดิม
ตามท้องเรื่องที่เดาตอนจบได้ ไม่ต้องตรวจฉี่โชว์แบบ “เสก โลโซ” ที่ไลฟ์สดด่าแถมเตือน “นายใหญ่”
“ทักษิณ” ฝืนสู้ไป รังแต่จะยิ่งเจ็บลึก.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

แก้จราจร3เดือน

‘บิ๊กตู่’ ได้เวลาเอาจริง ลั่น! แก้รถติด ใน 3 เดือน เผย ปัญหาหลัก คือ ถนนมีไม่พอใช้-รถเพิ่ม ประสานความร่วมมือ ตร. เพิ่มเบี้ยตำรวจจราจรทำงานหนัก ย้ำ หากประเทศไม่มีตำรวจ คงมีแต่ความวุ่นวาย ปรับความเร็วรถบนทางด่วนบางจุดเพิ่มขึ้น

แก้รถติด – วันที่ 15 ส.ค. ที่กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางมาตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการปฏิบัติงานของศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร (บก.02) โดยมีพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อม ด้วย พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผช.ผบ.ตร พล.ต.อ.พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. ให้การต้อนรับหลังติดตามผลการบูรณาการขับเคลื่อน การแก้ไขปัญหาจราจรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อติดตามผลอำนวยการสั่งการกำกับดูแลตรวจสอบ และประเมินผลการแก้ไขปัญหาด้านการจราจรติดขัด พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

โดยพล.อ.ประยุทธ์ มอบนโยบายการแก้ไขปัญหาจราจรว่า ที่เดินทางมาในวันนี้เพื่อมามอบนโยบายให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้มีการมาจับผิดแต่อย่างใด เนื่องจากปัญหาการจราจรติดขัดดังกล่าว เป็นปัญหาที่เห็นกันตั้งแต่เด็กจนโต และก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลมีความห่วงใยจนต้องมาทำความเข้าใจในภาพรวมร่วมกันทั้งหมด เพราะปัญหาการจราจรทำให้ทุกคนต้องหาแนวทางแก้ไขหรือทางออกของตนเองกันเองไม่ว่าจะเดินทางขึ้นรถไฟฟ้าหรือใช้รถโดยสารสาธารณะ ฐานะรัฐบาลจึงได้มาร่วมหารือว่าจะทำการแก้ไขปัญหาอย่างไรในวันหน้า 

อย่างไรก็ตามปัญหารถติดทำเกิดปัญหาแก่ประชาชนโดยเฉพาะผู้ปกครอง ต่อเนื่องไปถึงปัญหาในการใช้พลังงานมหาศาล ยกตัวอย่างต่างประเทศก็มีปัญหาการจราจรติดขัด แต่เขาไม่มีปัญหาการจราจร เพราะ เขาเคารพกฎหมายหมาย ไม่มีการแซงปาดหน้ากัน ขอให้ทุกคนเร่งกันทำความเข้าใจ มีการพูดถึงว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ดูแล กรณีดังกล่าวยืนยันว่า ถนนมีเท่านี้ แต่รถมีมากขึ้นจึงเกิดเป็นปัญหาขึ้น รัฐบาลจะปฏิเสธการรับผิดชอบไม่ได้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ทุกพื้นที่ต้องรับฟังปัญหาการจราจรในพื้นที่ใกล้เคียงจากศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร ไม่ใช่พื้นที่บริเวณไหนไม่ติดคือดี แต่ต้องแบ่งเบาภาระการจราจรจากพื้นที่ถนนข้างเคียงได้บ้าง ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้ว่าตรงไหนติดขัด มีเส้นทางลัดบริเวณใดได้บ้างในจุดที่เป็นอุปสรรค วางแผนทดลองแล้วทั้งเส้นทางหลักเส้นทางรองที่เชื่อมต่อได้ ทุกจุดต้องดูพื้นที่ดังกล่าวที่ได้มีการดำเนินการบ้างแล้ว ประเด็นต่อมากรณีถนน 2 ฝั่ง เห็นเมืองนอกทำถ้าถนนเส้นใดเส้นหนึ่งติดก็กันถนนเปิดช่องทางขึ้นมาในฝั่งที่ไม่ติด การที่เรานำภาพวงจรปิดมาขึ้นจอนั้น ใช้คนดูนั่งเฝ้าอาจจะไม่เกิดประโยชน์ ตนอาจจะให้ฝ่ายวิจัยพัฒนาหรือมหาลัยที่ดำเนินการดังกล่าว เข้ามาช่วยทำระบบให้เพื่อทำการวิจัยและแก้ไขปัญหา หากมีการใช้เทคโนโลยีขึ้นมาจับได้ ยกตัวอย่างกรณีประเทศฝรั่งเศส มีเอกชนมาช่วยดูแลระบบการจราจรแบบอัตโนมัติ รถบนถนนแต่ละเส้นระบบดังกล่าวจะช่วยเหลือในการตรวจสอบให้กับผู้ปฏิบัติงานได้ทันทีเพื่อแก้ไขปัญหา

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาการจราจรแก้ไขได้ไม่ต่อเนื่อง เพราะเราไม่ได้มีการคิดที่จะทำถนนใหม่ขึ้นมาใช้ โดยมอบให้กระทรวงคมนาคมช่วยดำเนินการแล้ว ภายหลังจากที่มีการสร้างรถไฟฟ้าทำให้ได้รับผลกระทบ จึงจะต้องมีการวางแผนในการเคลื่อนย้ายพื้นที่ชุมชนในกรณีที่จะใช้พื้นที่จัดทำเส้นทางเพิ่มเติม ซึ่งรวมไปถึงทางร่วมทางแยก พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาเรื่องการนำอุปกรณ์มาอำนวยความสะดวกด้านการจราจรที่ติดขัดในพื้นที่ชั้นใน กรุงเทพชั้นในชั้นนอก ปริมณฑล ต่างจังหวัด รวมถึงการจัดทำระบบขนส่งเสริม (Feeder) เพื่อไปถึงรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดรถรางไฟฟ้าของก็กรุงเทพมหานครก็ได้สั่งให้มีการดำเนินการจัดการ

สิ่งที่เราดำเนินการอยู่ควรให้มีการดำเนินการไปพวกกับระบบขนส่งเสริม (feeder) ด้วยคิดว่ารถไฟฟ้าเพียง 10 สายเพียงพอแล้ว อย่างไรก็ตามตนพูดในเรื่องของการแก้ไขปัญหาจราจรที่มีการติดขัด สิ่งที่เสริมเข้าไปไม่ได้เป็นการวางแผนเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า สิ่งทำได้อย่างเดียวคือการสร้างระบบขนส่งเสริม (feeder) พร้อมทั้งสำรวจที่จอดรถบริเวณสถานีรถไฟฟ้าทุกจุดจะต้องดำเนินการตรวจสอบว่า มีจุดใดบ้างให้รายงานให้ตนรับทราบว่า ควรจะมีที่จอดรถบริเวณใด อาทิเช่น สถานที่ท่องเที่ยว ศูนย์การค้า เพื่อดำเนินการเป็นนโยบายจัดทำที่จอดรถช่วยแก้ไขการจราจรติดขัด


“นอกจากนี้ขอให้สำรวจถนนเส้นทางใดมีเส้นทางน้ำที่ขนานไปกับถนน จะสามารถใช้เส้นทางดังกล่าวได้หรือไม่ ลองไปดูว่าคลองใดที่ใช้ได้ จะขุดลอกจะเชื่อมโยง มีท่อรอดออกไปเพื่อแบ่งเบาปัญหาการจราจรทางบก มีรถไฟฟ้ามาเสริม มีเส้นทางน้ำมาเสริม เพื่อบรรเทาการจราจรให้ลดลงได้ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะทำระบบการจราจรดีเพียงใดก็ตาม ประชาชนจะต้องใช้รถ 1.ไปส่งลูกไปโรงเรียน 2.ไปส่งภรรยา 3.ไปทำงาน ไม่มีทางที่รถเมล์หรือรถไฟฟ้าจะพาไปได้ทั้งหมด ถือเป็นข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การแก้ไขปัญหาต่างๆ ตำรวจให้ความใส่ใจปลายทางกับสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่โรงเรียน สถานที่ราชการ ศูนย์การค้า โรงพยาบาล ทำอย่างไรจะได้ข้อมูลเหล่านั้น เพื่อเปิดช่องทางหาแนวทางแก้ไขหากได้ข้อมูลเหล่านี้มา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการเดินทางของบุคคลแต่ละเส้นทาง เพื่อหาเส้นทางที่ใช้หลักมาประกอบการแก้ไขปัญหา” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ส่วนกรณีที่มีรถจอดทิ้งไว้ใต้ทางด่วนจะต้องมีการจัดการรถดังกล่าว รวมถึงกรณีที่มีรถขับช้าขับเลนขวา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จะต้องหาแนวทางแก้ไข รวมถึงรถจอดข้างทาง รถเมล์หรือรถแท็กซี่จอดเลยป้ายหรือทำให้การจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน ห้ามจอดได้หรือไม่ พร้อมทั้งกรณีรถติดไฟแดงมีรถจักรยานยนต์พุ่งเข้ามาปาดหน้านั้น อาจจะต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการจัดการตรวจสอบ กรณีการจอดเลยเส้นที่กำหนดไว้ตามถนน หรือแซงซ้ายขวา รวมถึงกรณีที่รถจักรยานยนต์วิ่งบนฟุตปาธหรือวิ่งย้อนศรต้องดำเนินการทางกฎหมาย ดำเนินการนโยบายใส่หมวกกันน็อกเพิ่มเติมด้วย เพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุที่จะทำให้การจราจรติดขัด

นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่ออีกว่า บนช่องทางด่วนโทลล์เวย์หรือช่องทางด่วนต่างๆ จะต้องแก้ไขการจำกัดความเร็วใหม่จาก 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจจะเพิ่มถึง 90-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยกตัวอย่างเมืองนอกหากบริเวณใดวิ่งเร็วได้ก็ให้ไป ส่วนการทำช่องทางในการขึ้นลงถนนอาจจะต้องจัดทำข้อมูลว่า มีทั้งหมดจำนวนเท่าไร่ เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด พร้อมทั้งจัดทำอินโฟกราฟฟิกถนน เพื่อให้เห็นภาพการจราจรติดขัดเพื่อจะได้จัดการจราจรได้ในภาพรวมทั้งหมด นอกจากนี้จะต้องตรวจสอบการก่อสร้างการบีบพื้นที่ต้องค่อยๆ บีบไป เพื่อเพิ่มพื้นที่จราจร รวมถึงคำนึงถึงความปลอดภัยในการก่อสร้าง ฝากไปถึงผู้รับเหมาต้องจัดการพื้นที่ทำความสะอาดให้เรียบร้อย

กรณีการทำงานหนักของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อาจจะต้องมีการคิดค่าตอบแทนเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเติมสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ทำงาน 24 ชั่วโมง อย่างกรณีที่มีเบี้ยเลี้ยงให้ตำรวจที่ลงพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ภาคใต้ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะได้ทั้งหมด ต้องให้คนที่ปฏิบัติงานหนักจริงเท่านั้น ทุกวันนี้ไม่มีใครชอบตำรวจ แต่ไม่ชอบไม่ได้ ถ้าไม่มีตำรวจขึ้นมาทุกวันนี้ประเทศไทยไม่มีตำรวจ ก็จะมีปัญหาเกิดขึ้นทุกพื้นที่อย่างแน่นอน ตำรวจไม่ดีก็ต้องเอาออกไป คนดีก็มีอยู่ คนไม่ดีก็เอาออกไป ตำรวจจะต้องเป็นมิตรที่ดีของประชาชน ระมัดระวังในการทำงานอย่าให้เกิดกระทบกระทั่งกับประชาชน มีความอดทนไม่ใช่ไปชกต่อยกับประชาชน 

ขอชมเชยที่ผ่านมาว่ามีเรื่องค่อนข้างน้อย ยกตัวอย่างกรณีการจับเป่าเมาผู้ขับขี่ดื่มสุรา มีคนหัวหมอบอกว่า กินลำไยมาไม่ได้เมา จะต้องดำเนินการตรวจสอบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเดินบนเส้นทำให้ครบถ้วนทุกกระบวนการไม่ให้ผู้กระทำผิดโต้แย้งได้ รวมถึงกรณีอำนวยความสะดวกให้รถวีไอพี หากไม่ดำเนินการตามแบบแผนใช้วิธีการเปิดหวอขอเส้นทางโดยไม่จำเป็นจะต้องถูกลงโทษอย่างที่ ผบ.ตร. ได้ให้ข่าวไว้ อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวเป็นการแก้ไขปัญหาจราจรซึ่งเป็นปัญหาเก่าทั้งหมด ทั้งนี้จะขอดูแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวไปปรับใช้ รัฐบาลให้ความสำคัญกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นการบูรณการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามยุทธศาสตร์ของชาติในการพัฒนาเมืองด้วย ขอให้เห็นความเปลี่ยนแปลงภายใน 3 เดือน

ด้านพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมสนองนโยบายนายกรัฐมนตรี ในการลดผลกระทบจากรถนำขบวนคณะรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญ เพื่อลดปัญหาจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า ที่ผ่านมา การใช้รถนำขบวน จะต้องมีระเบียบขั้นตอนการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่การใช้เส้นทาง อาจไม่มีการประสานกับตำรวจพื้นที่