PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สุเทพ "ถือธง" นำทีมพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เปิดปฏิบัติการ “เดินคารวะแผ่นดิน”

สุเทพ "ถือธง" นำทีมพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เปิดปฏิบัติการ “เดินคารวะแผ่นดิน” ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (25 ต.ค.) ประเดิมลงสู่ถนน 6 สายหลักใน กทม. ตลอดเดือน ก่อนไปพบประชาชนในภาคตะวันออก
กิจกรรม “เดินคารวะแผ่นดิน” จะเริ่มต้นในเวลา 09.30 น. ของวันพรุ่งนี้ โดย ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรค รปช. นำทีมคณะกรรมการบริหารและคณะผู้ร่วมจัดตั้งพรรค วางพานพุ่มสักการะเบื้องหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) เชิงสะพานพุทธฯ พร้อมกล่าวคำปฏิญาณของพรร
นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง เลขาธิการพรรค รปช. แถลงว่า หากมองทั่วไปอาจจะเห็นว่าเป็นพิธีกรรม แต่พรรค รปช. มีความจริงจังในเรื่องของการตั้งสัตย์ปฏิญาณ ในการต้องรู้สำนึกว่าเราพูดจริงทำจริง ไม่ใช่เรื่องพิธีการสนุก ๆ หรือทำเล่นให้ดูโก้ ๆ เพราะบูรพกษัตริย์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของเรา และขณะเดียวกันพรรคจะนำตัวเองออกไปหาประชาชนเพื่อแนะนำตัว และเชิญชวนมาร่วมเป็นสมาชิกพรรค โดยเริ่มพบปะประชาชนในย่านใกล้เคียงกับพระบรมราชานุสาวรีย์ ร. 1 คือถนนวรจักร
“กิจกรรมจะจัดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เดินไปบนบาทวิถี ไม่ไปเดินบนถนน “เรายังยึดมั่นปฏิบัติในกรอบของกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย เพราะถ้าไปทำอะไรลุ่มล่ามก็จะได้รับผลกระทบในการดำเนินกิจกรรมของพรรคต่อไป” นายทวีศักดิ์กล่าว
ด้านนายวีระชัย คล้ายทอง กรรมการบริหารพรรค รปช. กล่าวว่า หากเห็น “ลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ” ไปปรากฏตัวทุกจุดที่เราจะเดินไป หรือว่าเป็นผู้ธงนำขบวน ก็ขออย่าได้แปลกใจ เพราะที่ประชุมคณะผู้ก่อตั้งตั้งพรรค รปช. เมื่อ 25 พ.ค. 2561 มีมติให้ลุงกำนันเป็นประธานคณะทำงานรณรงค์เชิญชวนประชาชนเป็นสมาชิกพรรค เป็นผู้ถือธงนำ ดังนั้นอย่าได้แปลกใจว่าทำไมลุงกำนันมาเกี่ยวข้อง ก็มีที่มาที่ไป มีเหตุผลแห่งความชอบธรรมที่ลุงจะเดินได้”
แกนนำ รปช. ยืนยันว่า ได้ทำหนังสือแจ้ง กกต. เรียบร้อยถึงกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่ง คสช. ที่ 13/2561 จึงมั่นใจว่า “สิ่งที่จะทำเป็นไปโดยชอบ” และโดยนัยของคำสั่งฉบับนี้เป็นการให้พรรคการเมืองแจ้งข่าวบอกกล่าวเล่าสิบ ไม่ใช่การขออนุญาตแต่อย่างใด
สำหรับกิจกรรม “เดินคารวะแผ่นดิน” จะมีนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค รปช. เป็น “พ่องาน” คอยประสานงานกับบุคลากรในพื้นที่ตาง ๆ
นอกจากนี้คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค รปช. ยังมีมติให้เปิดปราศรัยใหญ่ในช่วงกลางเดือน พ.ย. หลัง คสช. “ปลดล็อกการเมือง” อย่างเต็มรูปแบบ แต่ขณะนี้ยังไม่อาจระบุวันที่ และพิกัดในการตั้งเวทีที่แน่ชัดได้
สำหรับ รปช. ได้ยื่นขอจดจัดตั้งพรรคต่อสำนักงาน กกต. เมื่อ 8 ส.ค. และได้รับอนุมัติให้เป็นพรรคการเมืองเมื่อ 22 ต.ค. หรือใช้เวลารวม 75 วัน
รปช. เปิดปฏิทินเดินเท้าพบประชาชน
-25 ต.ค. ถนนวรจักร กทม.
-26 ต.ค. ถนนสุขุมวิท กทม.
-27 ต.ค. ถนนเยาวราช กทม.
-29 ต.ค. ถนนสีลม กทม.
-30 ต.ค. ถนนสาทร-บางรัก กทม.
-31 ต.ค. ย่านประตูน้ำ กทม.
-1 พ.ย. จ.จันทบุรี
-1-8 พ.ย. จ.ตราด, สระแก้ว, ปราจีนบุรี, ระยอง, ชลบุรี และฉะเชิงเทรา
-9 พ.ย. เปิดที่ทำการพรรค รปช. ย่านรัชดาภิเษก กทม.
-10 พ.ย.-กลาง พ.ย. อ.เบตง จ.ยะลา แล้วเดินย้อนขึ้นมาที่ภาคใต้ตอนบน และภาคกลางบางส่วน
ที่มา : คำแถลงข่าวของคณะกรรมการบริหาร รปช. เมื่อ 24 ต.ค.
ฺ:ฺฺBBC ไทย

ราชกิจจาฯประกาศ”ถอดยศ-เรียกคืนเครื่องราชฯ” สันธนะ พร้อมอดีต 2 นายตำรวจ

ราชกิจจาฯประกาศ”ถอดยศ-เรียกคืนเครื่องราชฯ” สันธนะ พร้อมอดีต 2 นายตำรวจ
วันที่ 24 ต.ค. 61 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระราชานุญาตให้ถอดยศตำรวจและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เนื้อความว่า
“มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้ถอดอดีตข้าราชการตำรวจออกจากยศตำรวจ ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ประกอบระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547 ข้อ 1(2) และ (4)
และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา ตามข้อ 6 ข้อ 7(2) และ (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 จำนวน 3 ราย ดังนี้
1.พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ ออกจากยศตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ เนื่องจากได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือกจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเบญจมาภรณ์ช้างเผือก
2.ร.ต.อ.กรินทร์ ทองมโนกูร ออกจากยศตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ เนื่องจากได้กระทำผิดอาญาฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนหรือรับของโจร และร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก คดีถึงที่สุด และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือกและจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย
3.พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี ออกจากยศตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ เนื่องจากได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย
ทั้งนี้ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ ร.ต.อ.กรินทร์ ทองมโนกูร และ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

นิวส์โน้ต : ฝ่าวงพรรคใหญ่

นิวส์โน้ต : ฝ่าวงพรรคใหญ่



2 พรรคคู่ปรับ เดินคนละแนว
เพื่อไทยแยกร่าง หลายหัว กันยุบ แก้เกม ย่อขนาดพรรคใหญ่
แต่อีกฟาก พลังประชารัฐ มุ่งจีเอ็มโอ
อัพไซซ์โตลัด
ขึ้นแท่นที่ 1 ได้ยิ่งดี
วิธีการ ก็ไม่ซับซ้อน ขายตรง ชวนยุบรวม
แต่ถ้าเมิร์ชไม่ได้ ก็จับมือเป็นพันธมิตร
ยุทธศาสตร์ใหญ่เป็นอย่างนี้
ส่วนในพื้นที่ เพื่อไทย-พลังประชารัฐ
พิมพ์เดียวกัน
ส่งสู้ชิงทุกเก้าอี้ ไม่เว้น-กันที่นั่งให้มิตรสหายทั้งสิ้น
ที่ตกที่นั่งลำบาก ก็พรรคเล็ก ขาลอย ฝันสอย
ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะหาคะแนนจากไหน
แต่พรรคขนาดกลาง พอมีทางเอาตัวรอดได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื่องจากมีฐานที่มั่น
อย่างชาติไทยพัฒนา นอกจากสุพรรณฯ
ยังได้นครปฐมอีกแห่ง
ภูมิใจไทยมีบุรีรัมย์ ‘ชาติพัฒนา’ รังใหญ่อยู่โคราช พลังชลก็ ‘ชลบุรี’
3 พรรคที่ยกมานี้ ไม่ต้องนับหนึ่ง วิ่งวุ่น
ทำพื้นที่ใหม่ ปักธง
แค่ทุ่มลง อัดฉีดต่อยอดเมืองหลวงของ
ตัวเอง ก็น่าจะหวังผลได้
เอาง่ายๆ หากชนะเลือกตั้งซัก 5 เขตๆ ละ 4 หมื่นแต้ม
ได้เห็นๆ 5 เก้าอี้ บวกปาร์ตี้ลิสต์ 2++ คน เป็นทุนตั้งต้นสบายๆ
แต่จะได้มากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ ส.ส.เขต
ยิ่งทิ้งห่าง ได้แต้มสูงๆ ปาร์ตี้ลิสต์ก็มีลุ้นมากขึ้น
มากยิ่งๆ ขึ้นตามจำนวนจังหวัดฐานใหญ่

มาเป็นขบวน


เมื่อปี่กลองเริ่มดัง นักเลือกตั้งก็เริ่มไหว้ครู
ช่วงนี้อดีตนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้สมัครชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เบอร์หนึ่ง เริ่มอัดหนักใส่รัฐบาล คสช.ติดต่อกันหลายขบวน
ปล่อยหมัดกระแทกลิ้นปี่ “นายกฯบิ๊กตู่” จนใส่คะแนนแทบไม่ทัน
ช่วงแรกๆยังเน้นประเด็นดูด ส.ส.อย่างเดียว
แต่ช่วงหลังเริ่มขยายเขตโจมตีไปถึงนโยบายรัฐบาลแบบไม่บันยะบันยัง
แซ่บสะเด็ดเผ็ดสะเด่ายิ่งกว่าซดต้มยำโฮกอือ
“แม่ลูกจันทร์” มองว่าประเด็นที่ อดีตนายกฯอภิสิทธิ์ หยิบมาวิจารณ์รัฐบาล คสช.หลายเรื่องมีเหตุผลน่ารับฟัง
เช่น การวิจารณ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” ว่าทำไมรัฐบาลไม่โอนเงิน หรือจ่ายเป็นเงินสดให้ผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรคนจนเดือนละ 200 บาท หรือ 500 บาทโดยตรง
หากประชาชนได้ใช้จ่ายเงินอย่างอิสระ คนในชุมชนก็จะเอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อสินค้าในร้านขายของชำในชุมชน หรือเอาไปซื้อสินค้าตามตลาดสดภายในชุมชน
แต่รัฐบาลกลับเอาเงินทั้งหมดไปกองไว้ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ ให้ผู้ถือบัตรคนจน 11.5 ล้านคน ต้องใช้จ่ายเพียงรอบเดียว
เมื่อเงินถูกดูดไปอยู่ที่ร้านธงฟ้าทั้งหมด ร้านค้าในชุมชนจึงไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการของรัฐบาล
เงินที่รัฐบาลอัดฉีดลงไปก็ไม่หมุนเวียน
แถมทำให้เจ้าของร้านค้าในชุมชนต้องจนหนักยิ่งกว่าเดิม
ส่วนโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซีที่รัฐบาลเร่งผลักดันให้เป็นผลงานชิ้นโบแดง อดีตนายกฯอภิสิทธิ์ ชี้ว่าโครงการอีอีซีต้องตอบโจทย์ให้ชัดว่า การดึงคนเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจอีอีซี จะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยและคนไทยอย่างไร??
ไม่ใช่มุ่งดูแต่ตัวเลขการลงทุน แต่สุดท้ายไม่ได้สร้างงานให้คนไทย และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างชัดเจน
มาถึงแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศของรัฐบาล คสช.
อดีตนายกฯอภิสิทธิ์ จัดหนักพิเศษใส่ไข่สองใบ
“การปฏิวัติยึดอำนาจเขาบอกว่าจะเข้ามาเพื่อปฏิรูปประเทศ เพื่อปรับปรุงในหลายๆด้าน แต่ผ่านมากว่า 4 ปี แทบไม่มีอะไรจับต้องได้เลยว่ามีอะไรที่ได้รับการปฏิรูปบ้าง”
“บ้านเมืองย่ำแย่ เพราะเขาไม่เข้าใจรูปแบบการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน แม้รัฐบาลพยายามทำหลายอย่างเพื่อให้เกิดผลดีต่อประชาชน แต่เขาทำไม่ได้ เพราะเขาไม่เข้าใจ ไม่เคยสัมผัสประชาชนอย่างแท้จริง เนื่องจากไม่มีตัวแทนที่ใกล้ชิดประชาชน เหมือน ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน”
“โดยเฉพาะเรื่องปากท้องของประชาชน เขาบอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น จากที่โต 3 เปอร์เซ็นต์ ขยับขึ้นเป็น 4 เปอร์เซ็นต์”
“แต่ในความเป็นจริง หากลงมาสัมผัสข้อมูลครัวเรือนในทุกพื้นที่จะพบว่า รายได้ครัวเรือนลดลงเกือบทุกจังหวัด บางจังหวัดเช่นจังหวัดตรัง ลดลงมากถึง 23 เปอร์เซ็นต์”
“ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนเชื่อว่าชีวิตความเป็นอยู่จะดีขึ้นกว่านี้อย่างแน่นอน”
“แม่ลูกจันทร์” ชื่นชม อดีตนายกฯอภิสิทธิ์ ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่แต่หน้าเก่า ที่กล้าวิจารณ์รัฐบาล คสช.แบบไม่เกรงอกเกรงใจ
แต่...แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ในเมื่อการเลือกตั้งเป็นคำตอบที่ถูกต้อง
การเลือกตั้งจะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม
แล้วเหตุไฉนพรรคประชาธิปัตย์ จึงบอยคอตเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง 2 ครา??
ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่บอยคอตเลือกตั้ง ก็ไม่มีรัฐบาล คสช.
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แหละคุณโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

ตามเกมที่ ‘มโน’ กันได้


ฤดู “หนาว” ของคนพรรคเพื่อไทยที่ส่อเค้ามาเร็วกว่าปกติ
กับแอ็กชันที่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แบะท่า “รับลูก” จากที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม
“เขี่ยบอล” ให้ซัลโว “ทักษิณ ชินวัตร” ฐานครอบงำพรรคเพื่อไทย
เลขาฯ กกต.ยอมรับเลยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานทั้งจากภาพถ่าย คลิป และข่าว รวมถึงความเห็นของบุคคลต่างๆเพื่อนำมาประกอบการพิจารณา
โดยการจะเข้าข่ายครอบงำพรรคหรือไม่ กกต.จะพิจารณาว่า พรรคการเมืองนั้นขาดความเป็นอิสระในการดำเนินกิจกรรมหรือไม่ หากเข้าข่ายความผิดจะส่งผลให้พรรคการเมืองนั้นถูกยุบพรรค
ได้เวลา “กู้เบ็ด” ที่ปักไว้ จังหวะเหยื่อไหลเข้าเหลี่ยมล้างน้ำสาม
เรื่องของเรื่อง ตั้งแต่ก่อนที่ “บิ๊กป้อม” จะออกมาทักดังๆ อาการมันส่อตั้งแต่คิวที่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ว่าที่แม่ทัพนอมินีรุ่น 3 ไปพูดในงานจัดตั้งสาขาพรรคเพื่อไทยที่สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ชิงออกตัวแทน “นายใหญ่” แบบล้อฟรี
ย้ำ “ทักษิณ” พูดไว้ชัด ไม่คิดหวนมาเล่นการเมืองอีก
บอกปัดเป็นพัลวัน “นายใหญ่” ให้สัมภาษณ์สื่อญี่ปุ่น ไม่ได้พูดเพื่อเข้ามาก้าวก่ายพรรคเพื่อไทย แต่แสดงความเห็นในฐานะที่อยู่ภายนอก
จับอาการลูกแถวยังเสียวสันหลัง “คาบลูกคาบดอก”
ทั้งคนใน คนนอก ล้วนมองออก พฤติการณ์ “ทักษิณ” มันยั่วคมกฎหมาย
และคนที่เสี่ยงอันตรายกว่าใครก็คือ “เจ๊หน่อย” นั่นแหละ ในกรณีถ้านั่งแท่นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แล้วไปโดนยุบในห้วงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มก่อนเลือกตั้ง
นั่นหมายถึงแพ้ฟาวล์ ต้องนั่งตาปริบๆอยู่ข้างสนาม
ตรงกันข้ามกับ “นายใหญ่” ที่ชิลๆไม่มีอะไรจะเสีย
เผลอๆจะได้จังหวะจัดทัพ ได้ที่ว่างเพิ่ม เคลียร์คิวเจ๊ๆเฮียๆในทีมง่ายขึ้น ในเมื่อรู้กันอยู่ว่า ลูกข่าย “ทักษิณ” ชาชิน เชี่ยวชาญการหาทางหนีทีไล่สำรองไว้ไม่รู้กี่ค่ายต่อกี่ค่าย ยังไงก็ไล่ไม่จน
หลงกลเล่นตามเกมเขี้ยว “นายใหญ่” สุดท้าย “ทักษิณ” กำไรคนเดียว
เอาเป็นว่า แกะรอยจากช็อตที่มาของปมป่วนๆกรณีอดีตนายกฯทักษิณพูดกับสื่อญี่ปุ่น
ที่โกหกแน่ๆก็คือ “ทักษิณ” จะกลับมาเป็นนายกฯ
ทั้งๆที่พกคดีอยู่รอบเอว ประตูคุกเปิดรออยู่ กลับเมืองไทยเมื่อไหร่มีทีมไปล็อกตัวถึงเครื่องบิน
“ทักษิณ” แค่พูดเอามัน แม้แต่ฝันยังตื่นมาผวาเหงื่อตก
ส่วนที่เจ้าตัวโชว์ความมั่นใจฝ่ายประชาธิปไตยเครือข่ายของตัวเองจะได้ที่นั่งในสภามากกว่า 300 ที่นั่ง และรัฐบาล “ลุงตู่” จะกลายเป็นเสียงข้างน้อย ไม่สามารถผ่านงบประมาณและยังต้องเจอกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลจะล่มภายในไม่กี่สัปดาห์
อันนี้ว่ากันไม่ได้ “นายใหญ่” มีสิทธิ์ “มโน” กับกระแส “บุญเก่า”
ตามตัวเลขพรรคเพื่อไทยหรืออาจจะเป็นค่ายไทยรักษาชาติ ชื่อย่อ “ทษช.” ของสาวกที่เสพติดยี่ห้อ “ทักษิณ ชินวัตร” ผนวกกับ “พรรคสาขา” พรรคเพื่อธรรม พรรคเพื่อชาติ แท็กทีมกับพันธมิตรข้ามค่าย ทั้งพรรคอนาคตใหม่ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” พรรคประชาชาติ ภายใต้การนำของ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” พรรคเสรีรวมไทย ที่นำโดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส
และยังอาจนับรวมไปถึงพรรคภูมิใจไทย ภายใต้ปีกของ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่แสดงตัวพร้อมสวิงขั้วมาแจมกับ “นายใหญ่” ถ้าเป็นฝ่ายชนะได้เสียงข้างมาก
300 ที่นั่งของ “นายใหญ่” มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลัง “ทักษิณ”
เช่นเดียวกัน อีกฝ่ายก็คิดแบบมโนได้เหมือนกัน ตามหน้าไพ่ที่ถือแต้มรอง ถ้า “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะฐานต้นทุน 250 ส.ว.หนุน
ตามกติการัฐธรรมนูญ นายกฯรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็มีสิทธิ์ยุบสภา
เลือกตั้งกันใหม่แล้วก็มาจัดตั้งรัฐบาล เลือกนายกรัฐมนตรี โดยมีเสียง 250 ส.ว.เป็นฐานช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ตามบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ
“ลุงตู่” ยุบสภา เลือกตั้งได้ไม่จำกัดครั้งในห้วงจังหวะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี
เลือกแล้วแพ้ แพ้แล้วก็เลือกอีก
จนกว่า “ทักษิณ” หมดแรงข้าวต้มไปเอง.

ทีมข่าวการเมือง

เสธ.แมว ชี้ เกมทุบพรรคทหาร ชู พท.ทัพหลวง ควบรวมซีกปชต.ทะลุ 280 เสียงแน่

เสธ.แมว ชี้ เกมทุบพรรคทหาร ชู พท.ทัพหลวง ควบรวมซีกปชต.ทะลุ 280 เสียงแน่





พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร

“พธ.-พ.พ.ช.” แค่ถังดับเพลิง – เสธ.แมว ชี้ เกมทุบพรรคทหาร ชู พท.ทัพหลวง ควบรวมซีกปชต.ทะลุ 280 เสียงแน่ เชื่อ “ภท.-ชทพ.” พร้อมทิ้งพปชร.ร่วมตั้งรบ.

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และสมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กระแสการตั้งพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ว่า ยังคงเป็นกระแสข่าวไม่เป็นทางการ เบื้องต้นยุทธศาสตร์ยังคงมุ่งเน้นโดยให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนกลางของพรรคในซีกประชาธิปไตย ตรงกันข้ามกับพรรคทหาร ที่คาดกันว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ส่วนพรรคเพื่อธรรม(พธ.) และพรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.) นั้น เกิดจากหลักคิดเพื่อใช้ตอบโจทย์บัตรใบเดียว ที่คาดว่าทุก 70,000 เสียง เท่ากับส.ส. 1 คน สำหรับส.ส.บัญชีรายชื่อที่มีดีเด่นดังของพรรคเพื่อไทย ในการต่อต้านเผด็จการทหาร การนำเสนอเพื่อไทย เพื่อธรรม และเพื่อชาติ ช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นเพื่อการสร้างการรับรู้ให้ความเข้าตรงกันว่า พรรคเหล่านี้ คือ แนวร่วมของฝ่ายประชาธิปไตย

“สำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ พรรคเพื่อไทย จะยังคงเป็นหลัก ส่วนพรรคเพื่อธรรมจะเปรียบเสมือน ถังดับเพลิงสีแดง เผื่อเกิดวิกฤตฉุกเฉินอุบัติเหตุทางการเมือง เช่น พรรคเพื่อไทยถูกยุบ ซึ่งตามทิศทางข่าวตอนนี้ ก็จะพบว่าเริ่มมีกระแสการดำเนินคดีกับอดีตส.ส.เพิ่มเติมแล้ว ด้านพรรคเพื่อชาตินั้น เกิดจากปฏิสัมพันธ์จากแนวร่วมการเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช.เป็นสำคัญ บทสรุป ณ ตอนนี้พรรคเพื่อไทยยังคงเป็นทัพหลวง อีกมุมหนึ่งคือ การจะใช้เทคนิคให้อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ไปพรรคเพื่อธรรมนั้น จะต้องรอผลการแบ่งเขตเลือกตั้งทั้ง 350 เขตให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะทำการเอ็กเรย์รายเขตทั้ง 350 เขตโดยละเอียด ว่า มีโอกาสชนะแบบแบ่งเขตแล้วเท่าไร” พล.ท.ภราดรกล่าว


พล.ท.ภราดร กล่าวอีกว่า ในทางคณิตศาตร์การเมืองของการเลือกตั้งแบบนี้ มากที่สุดที่พรรคการเมืองพึงได้คือ 250 ส.ส. ต้องยอมรับว่า ในทางปฏิบัตินั้นเป็นไปได้ยาก แต่ในทางทฤษฎีก็ยังเห็นความเป็นไปได้อยู่ โดยไม่จำเป็นต้องได้คะแนนเสียงถึงกึ่งหนึ่งของผู้ออกมาใช้สิทธิ เพื่อมากำหนดจำนวนที่ส.ส.พึงมี เช่น มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 30 ล้านคน การจะได้สัดส่วนส.ส.ที่พรรคหนึ่งพึงมี ต้องได้เสียงรวมกันทั้งประเทศที่ 15 ล้านเสียง แต่หากพรคคเพื่อไทย มุ่งเน้นไปยังส.ส.เขตเป็นหลัก โดยวางเป้าหมายไปที่ 250 เขต จากทั้งหมด 350 เขต ประเมินว่าเสียงที่ชนะแบบเขตอยู่ที่ 50,000 คะแนนนั้น ก็จะพบว่า การจะได้กึ่งหนึ่งหรือ 250 เสียงของส.ส.นั้น เพียง 12.5 ล้านเสียง ก็จะเห็นว่านี่คือความเป็นไปได้ ซึ่งต้องรอเอกซเรย์รายเขตอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งเมื่อกกต.แบ่งเขต 350 แห่ง เสร็จเรียบร้อย

“หากพรรคเพื่อไทยได้ไม่ถึง 250 เสียง แต่ยังอยู่ในหลักสองร้อยต้นๆ ซัก210-220 เสียง เมื่อผนวกรวมกับพรรคการเมืองที่จุดยืนทางประชาธิปไตยชัดเจน อย่างพรรคประชาชาติและพรรคอนาคตใหม่ ให้ถึงราว 280 เสียง ก็เชื่อว่าเพียงพอจะทำให้พรรคขนาดกลางอย่าง พรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) และพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ที่คาดหมายว่าจะเป็นตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาล มาเข้าร่วมกับซีกประชาธิปไตยได้อย่างแน่นอน เพราะทั้งชทพ.และภท.เอง ทุกคนต่างก็รู้ว่ามีจุดยืนในการฟังเสียงประชาชน เมื่อซีกประชาธิปไตยที่มีความชอบธรรมมีส.ส.ยืนพื้นได้หลัก 280 เสียง ก็เชื่อว่าพรรคกลางจะฟังเสียงประชาชน กลายเป็นกระแสกดดัน 250 ส.ว.ที่คสช.แต่งตั้ง ไม่กล้าดึงดันเลือกคนจากพรรคทหารมาเป็นนายกฯแน่นอน เพราะถ้าตั้งรัฐบาลโดยมีเพียง 126 เสียงส.ส.นั้น ไปไม่รอดแน่นอน” อดีตเลขาสมช.กล่าว
////
(ข้อมูล)
พรรคสามเพื่อ
(10/10/61)
อดีตเลขาฯ สมช. ชี้ยุทธศาสตร์สู้ศึกเลือกตั้ง 'พรรค 3 เพื่อ' ผนึกกำลังสู้ศึกเลือกตั้งกับฝ่ายเผด็จการ ยอมรับ 'เพื่อชาติ' สายสัมพันธ์เสื้อแดง ตั้ง 3 พรรคป้องกันอุบัติเหตุ
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสมาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และสมาชิกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์การสู้ศึกเลือกตั้งผ่านพรรคเพื่อไทย เพื่อธรรม และพรรคเพื่อชาติ มีความจำเป็น เพราะหากย้อนรอยประวัติศาสตร์ ก็จะพบว่า มีเหตุให้ยุบพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน มาแล้ว ประกอบกับกติกาอย่างรัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายลูก ก็ส่อว่าจะเกิดอุบัติเหตุ จนนำไปสู่การยุบพรรคอีกเมื่อไรก็ได้
ดังนั้น ในแง่หนึ่งของพรรคเพื่อไทย เพื่อธรรม และเพื่อชาติ ก็สะท้อนความหลากหลายของพวกพ้อง ที่แต่ละกลุ่มต่างมีมวลสมาชิกที่สนใจอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นการชดเชยจำนวน ส.ส.ที่อาจจะได้จำนวนลดลง เนื่องจากการเลือกตั้งแบบใหม่ ที่เมื่อได้จำนวน ส.ส.เขต มากกว่าจำนวนรวมที่ ส.ส.พึงมีแล้วจะไม่ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออีก 
พล.ท.ภราดร กล่าวว่า พรรคเพื่อชาติเองก็มีกระแสเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้ง 3 พรรคนี้ มีจุดร่วมทางความคิดและอุดมการณ์ชัดเจน ในเฉดเดียวกัน เพื่อทำให้เห็นว่า นี่คือซีกของประชาธิปไตยในการเลือกตั้งครั้งสำคัญต้นปี 2562 ที่จะชี้ชัดว่า สังคมไทยจะเลือกอยู่กับ ระบอบประชาธิปไตยหรือเผด็จการ ส่วนการแถลงเปิดตัวเครือข่ายเพื่อจับตาการเลือกตั้งนั้น เห็นด้วย เพราะสิ่งเดียวที่ซีกประชาธิปไตยไม่มั่นใจ การเลือกตั้งที่ไม่เสรีและเป็นธรรม

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ความมั่นใจในชัยชนะของ ‘ทักษิณ’ ผกผันวันเลือกตั้ง

ความมั่นใจในชัยชนะของ ‘ทักษิณ’ ผกผันวันเลือกตั้ง



ตอกย้ำคำเดิมทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์ของ ”นายใหญ่” แห่งพรรคเพื่อไทย นายทักษิณ ชินวัตร ว่าจะชนะการเลือกตั้ง
ล่าสุด ประกาศผ่านสื่อญี่ปุ่นที่ฮ่องกงด้วยความเชื่อมั่นว่า ช่วงการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์-เดือนพฤษภาคม ปี 2562 พรรคภายใต้เครือข่ายของตัวเองจะได้รับเลือกตั้งและได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร
นั่นคือจำนวน ส.ส.เกิน 250 ที่นั่ง
เป็นไปตามสูตร ”รวมกันแพ้ แยกกันชนะ” ที่กำลังเดินอยู่ขนาดนี้
นั่นคือ เพื่อไทย มีพรรคการเมืองที่แตกเซลล์ออกมา มี เพื่อธรรม, เพื่อชาติ และล่าสุด พลังไทยรักษาชาติ
นอกนั้นมีพรรคถือเป็นพันธมิตร อาทิ พรรคประชาชาติ พรรคอนาคตใหม่ พรรคพลังปวงชนชาวไทย พรรคเสรีรวมไทย
หากข้อมูล ”คนแดนไกล” คาดการณ์ไว้เออเร่อ
ชนะเลือกตั้งได้ไม่ถึง 250 เสียง แต่มาอันดับ 1 ด้วยคะแนน 210-230 อาจร่วมพรรคที่เป็นพันธมิตร มีจุดยืนคล้ายกัน อย่างพรรคประชาชาติ และพรรคอนาคตใหม่
แล้วผนวกกับพรรคขนาดกลางที่มีนโยบายเหยียบเรือสองแคมทางการเมือง เป็นมิตรกับทุกฝ่าย จะสวิงไปรวม “พรรคเพื่อไทย” หรือ “ท็อปบูท” ก็ได้
ถ้า 2 พรรคนี้มาร่วมจับขั้วทางการเมือง เพื่อไทยน่าจะได้ถึง 280 เสียง
“เสธฯแมว” พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สมาชิก พท. วิเคราะห์แบบฟันธงว่า
“พรรคขนาดกลางอย่างพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่คาดหมายว่าจะเป็นตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาล มาเข้าร่วมกับซีกประชาธิปไตย (พท.) ได้อย่างแน่นอน

เพราะทั้งชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย ทุกคนต่างก็รู้ว่ามีจุดยืนในการฟังเสียงประชาชน เมื่อซีกประชาธิปไตยที่มีความชอบธรรม มี ส.ส.ยืนพื้นได้หลัก 280 เสียง เชื่อว่าพรรคขนาดกลางจะฟังเสียงประชาชน
กลายเป็นกระแสกดดัน 250 ส.ว.ที่ คสช.แต่งตั้ง ไม่กล้าดึงดันเลือกคนจากพรรคทหารมาเป็นนายกฯแน่นอน เพราะถ้าตั้งรัฐบาลโดยมีเพียง 126 เสียง ส.ส.นั้น ไปไม่รอดแน่นอน”
ยิ่งคืนวันผ่านไป “นายใหญ่” แห่งเพื่อไทยมีความมั่นใจแค่ไหน โรดแมปวันเลือกตั้งที่ คสช.กำหนดไว้ 24 กุมภาพันธ์ 2562 เริ่มไม่แน่นอน
แม้นล่าสุด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ “พี่ใหญ่” แห่ง คสช.จะออกมาย้ำว่า 24 กุมภาฯ 62 หย่อนบัตรวันนี้แน่
แต่ถ้าฟังเสียงของหัวหน้า คสช. “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดปลายเปิดตลอด เช่น “ยังคงยืนยันว่าการเลือกตั้งจะเป็นในเดือนกุมภาพันธ์ 62 ไปก่อน ตามที่เคยพูดไว้ แต่ถ้าทำไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที …”
ยิ่งวันก่อน “บิ๊กตู่” ระบุระหว่างการหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ และนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรนอร์เวย์ โดยคาดว่า จะจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ หรืออย่างช้าไม่เกินเดือนพฤษภาคม 2562
ยิ่งทำให้เกิดความไม่มั่นใจว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ได้จริงหรือไม่
“หมอเลี้ยบ” นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตบิ๊กเนม “ไทยรักไทย” สวนว่า ช่วงหาเสียงเลือกตั้งคร่อมวันสงกรานต์จึงควรหลีกเลี่ยง เพราะจะเกิดความโกลาหลที่ไม่อาจคำนวณได้
ทบทวนการเลือกตั้ง 27 ครั้งที่ผ่านมา พบว่า มีการหาเสียงคร่อมวันสงกรานต์เพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือการเลือกตั้งวันที่ 22 เมษายน 2522 และวันที่ 18 เมษายน 2526 ซึ่งเป็นยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ
ฉะนั้น เวลานี้มองเห็น “หนทาง” ที่จะอ้างเลื่อนเลือกตั้ง โดยหา “เหตุ” กลบเกลื่อน ที่มีคนกล่าวถึงดวงดาว “ผู้มีอำนาจ” ถ้าเลือกตั้งก่อนกรกฎาคมแพ้แน่ คือการให้กลุ่มการเมืองที่ขอจัดตั้ง กกต.เป็นพรรคการเมืองยังไม่เรียบร้อยทั้งหลายนั้น ขอให้ คสช.ร่วมกับ กกต.ประกาศให้เลื่อนเลือกตั้งเป็น 5 พฤษภาคม โดยอ้างว่า ไม่เช่นนั้นพรรคการเมืองใหม่น่าจะเข้าสู่สนามเลือกตั้งไม่ทันถึงร้อยละ 50
ดังนั้น ยิ่ง “ทักษิณ” ประกาศมีชัยชนะเหนือพรรคใดๆ วันหย่อนบัตรเลือกตั้งมีแนวโน้มเลื่อนออกไป เป็นเรื่องที่ผกผันกัน

พื้นฐานมั่นใจที่ต่างกัน


ฉากการเมืองเดินมาถึงช็อตชิลๆ
อารมณ์แบบที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินจูงมือ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ปลูกต้นพะยูง เนื่องในวันปลูกต้นไม้ประจำปีของชาติ ฮัมเพลง “ต้นไม้ของพ่อ” อย่างสบายอุรา
สะท้อนอาการเบอร์ต้นๆของรัฐบาล คสช.อยู่ในห้วงผ่อนคลาย
กระแสตื่น “ปฏิวัติ” จางไป ตามน้ำเสียงนุ่มๆของ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่พูดจาเชิงเหตุเชิงผลเทียบสถานการณ์ให้คนเข้าใจง่ายๆ หากย้อนไปเมื่อช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าคนไทยทุกคนได้เห็นว่า ใน 4 ปีนี้เป็น 4 ปีที่มีแต่ความสงบ ไม่มีการเดินขบวนประท้วงจนทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเกิดปัญหา คนไทยก็อยู่อย่างมีความสุข ทำมาหากินอย่างปกติ การติดต่อค้าขาย เศรษฐกิจไปได้ด้วยดี กฎหมายมีการบังคับใช้ ทุกคนเคารพกฎหมาย ถือว่าสังคมอยู่ในสภาวะปกติ ไม่มีอะไรต้องกังวล
ไม่มีเหตุผลใดที่ทำให้คนไทยต้องกังวล ยังมีหนทางอื่นที่ใช้มากกว่าหนทางรัฐประหาร
“ภาษาท็อปบูต” พูดโทนเสียงเรียบๆ ก็ไม่เห็นต้องตื่นเต้นอะไร
ในจังหวะเบื้องหน้าที่เห็นๆกันอยู่ว่าสถานการณ์กำลังเดินตามโรดแม็ป
ล่าสุด “บิ๊กป้อม” ย้ำออกอากาศชัดถ้อยชัดคำอีกครั้ง “เลือกตั้ง เลือกแน่นอน 24 กุมภาพันธ์ 62”
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่สอดคล้องต่อเนื่องกับจุดไฮไลต์ที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ เปิดเผยกับสื่อมวลชนระหว่างร่วมคณะ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม มีผู้นำมากกว่า 11 ประเทศที่มีความประสงค์จะพบหารือกับผู้นำไทย
เหตุเพราะนานาประเทศรับรู้ว่า โอกาสที่นายกฯจะกลับมาอีกก็มี
ใครๆก็อยากจะพูดคุยกับผู้ที่อาจจะเป็นผู้นำคนต่อไปของประเทศไทย
ทั้งช็อตของนายดอน ทั้งคิวของ พล.อ.ประวิตร จับไต๋ ประเมินปฏิกิริยาของฝั่งรัฐบาลที่หงายไพ่กันออกมา มันบ่งบอกระดับความมั่นอกมั่นใจ ในกระบวนการตีตั๋วไปต่อหลังเลือกตั้งของ “นายกฯลุงตู่”
คนที่ถืออำนาจชัวร์ๆอยู่ในมือ พร้อมปล่อยคิวไปวัดกันในสนามเลือกตั้ง
นี่แหละคือจังหวะของฝ่ายที่มั่นใจใน “แต้มต่อ”
ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ของจริงที่รัฐบาลกุมสภาพได้เป็นส่วนใหญ่ทั้งเรื่องของอำนาจ เครื่องไม้เครื่องมือ ไปยันเนื้องานในเชิงปฏิบัติที่สัมผัสแตะต้องได้
แม้แต่เซอร์ไพรส์ล่าสุด “สวนดุสิตโพล” เปิดตัวเลขประชาชนถึงร้อยละ 89 ชื่นชอบพอใจการเดินหน้าสะสางปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล คสช.โดยให้คะแนน พล.อ.ประวิตร 9.8 เต็ม 10
อารมณ์เรื่องหนี้ของคนยากคนจน ใครไม่เป็นหนี้ไม่รู้
ที่แน่ๆมันติดหูติดตา ใครช่วยให้ลืมตาอ้าปากได้ คนจนจำขึ้นใจก็แล้วกัน
มันคือ “คะแนนดิบ” ทีม “ลุงตู่” ที่หักมุมกับเกมแห่กระแสต้านทหาร
โดยสถานการณ์เทียบกับความมั่นใจในลีลา“ตีเช็ก”ด้วยปากเปล่า ตามปรากฏการณ์แบบที่ “แม่ทัพพลัดถิ่น” อย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์สื่อญี่ปุ่น
ฟันธง การปกครองโดยทหารใกล้ถึงจุดจบ
มั่นใจฝ่ายประชาธิปไตยเครือข่ายของตัวเองได้ที่นั่งในสภาฯมากกว่า 300 ที่นั่ง รัฐบาล “ลุงตู่” จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่สามารถผ่านงบประมาณและยังต้องเจอกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
รัฐบาลจะล่มภายในไม่กี่สัปดาห์
“ทักษิณ” เร่งเครื่องเบิ้ลกระแส เปิดเกมเขย่าขวัญด้วยตัวเลขมโนลอยๆ
แต่ในเชิงปฏิบัติมันยังขัดๆกันอยู่กับบริบทการเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะภายใต้เงื่อนไขการเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสมตามรัฐธรรมนูญใหม่
เกมยากแบบที่พรรคเพื่อไทยต้องแตกค่าย รบแบบกองโจร แยกกันเดินรวมกันตี
แต่แฝงไปด้วยรอยแตกจริงจาก “สนิมเนื้อใน”
ขนาดลูกทีมยังมึน กองเชียร์สับสน ถึงวันเลือกตั้งจะสั่งซ้ายหันขวาหันได้ขนาดนั้นเลยหรือไม่
ยี่ห้อ “ทักษิณ” อยู่ในภาวะลอยๆกับกระแส “บุญเก่า”
เอาเป็นว่า ณ วันนี้ ชัดเจนแค่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง คือแม่ทัพ “นอมินี” ภาค 3 ตามฉากที่ได้รับธงไปเปิดตัวฐานเชียงใหม่ เมืองหลวง “ทักษิณ”
และก็ชัวร์ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ไม่ร่วมวงสังฆกรรมด้วย แม้แต่ปรากฏกายร่วมงาน
อาการ “ศึกเจ๊” เครื่องรวนตั้งแต่ออกสตาร์ตเลย.
ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ผบ.ทบ.จ่อดำเนินคดี2เกลอ

“บิ๊กแดง”สั่ง ทีมกม.คสช.ฟ้อง”เอกชัย-โชคชัย” สองเกลอนักเคลื่อนไหวการเมือง  แจ้งความเท็จ ทำเสียหาย กล่าวหาว่า “ผบ.ทบ.”ผิด ม.133 จะนำกองทัพรัฐประหาร 

มีรายงานว่า คสช.ได้ให้ฝ่ายกฎหมาย คสช. เข้าแจ้งความต่อตำรวจ ที่สน.ลาดพร้าว เพื่อดำเนินคดีกับ นายเอกชัย หงส์กังวาน และ นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ นักกิจกรรมทางการเมือง 

ในข้อหาแจ้งความเท็จ ตามความผิดประมวลอาญามาตรา 137 ซึ่งระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ , มาตรา 172 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 173 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท

จากกรณีที่ นายเอกชัยและนายโชคชัย ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการคสช. ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 กระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต นั้น 

ทั้งนี้ ฝ่ายกม.คสช.พิจารณา แล้วเห็นว่า การกระทำของทั้ง 2 คน ทำให้ภาพลักษณ์ ของกองทัพเสียหาย เนื่องจากวันที่พล.อ.อภิรัชต์ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน เป็นวันที่มีการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) เท่ากับกล่าวหาว่า พล.อ.อภิรัชต์ จะนำกองทัพทำการรัฐประหาร

โดยหลังจากนี้ พนักงานสอบสวนจะเชิญ นายเอกชัย และนายโชคชัย มาให้ปากคำต่อไป

Cr.—ข่าวสด

09.00 INDEX เพื่อไทย ไทยรักษาชาติ พันธมิตรใหม่ “แนวร่วม”

09.00 INDEX เพื่อไทย ไทยรักษาชาติ พันธมิตรใหม่ “แนวร่วม”



การเปิดตัว “พรรคเพื่อธรรม” ก็สร้างความประหลาดใจอยู่แล้ว ยัง ตามมาด้วย “พรรคเพื่อชาติ”
และยังตามมาด้วย”พรรคไทยรักษาชาติ”ขึ้นมาอีก
จึงเท่ากับว่า มิได้มีแต่”พรรคเพื่อไทย”เพียงพรรคเดียว ตรงกันข้าม กลับประกอบส่วนขึ้นด้วยพันธมิตรในแนวร่วมอีกจำนวนหนึ่ง
เพื่อธรรม เพื่อชาติ และไทยรักษาชาติ
คำถามอยู่ที่ว่า ทั้งหมดนี้เสมอเป็นเพียงการงอกมาจากรากเหง้าเดิมในทางการเมือง
นั่นคือ ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย
ยังไม่มีใครตอบได้ว่า ตกลงพันธมิตรในแนวร่วมของพรรคเพื่อไทยมีพรรคการเมืองใดบ้าง

มีความเด่นชัดว่าระหว่างพรรคเพื่อไทย กับ พรรคเพื่อธรรม และกับพรรคเพื่อชาติ มีสายสัมพันธ์กันแน่นอน
ดูจาก นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์
ดูจาก นายยงยุทธ ติยะไพรัช นายสงคราม เลิศกิจไพโรจน์ และนายจตุพร พรหมพันธุ์
แล้วถามว่ากับ “พรรคประชาชาติ”เล่า

เพราะว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ก็แนบแน่นอย่างยิ่งตั้งแต่พรรคไทยรักไทย
แล้วการเข้าพรรคชาติไทยพัฒนาของ”ซุ้มนครปฐม”เล่า
ก็ตระกูล “สะสมทรัพย์”ก็แนบแน่นกับ พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย อย่างดียิ่ง และเมื่อเข้าไปก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคชาติไทยพัฒนาคึกคัก
โดยเฉพาะการเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคของ นายประ ภัตร โพธสุธน พร้อมกับการเป็นหัวหน้าพรรคของ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา
นี่จะไม่เป็นพันธมิตรในอีกแนวร่วมหนึ่งหรอกหรือ

หากมองว่าพรรคเพื่อไทยเป็นจุดเริ่มต้น การเกิดขึ้นของพรรคเพื่อธรรม พรรคเพื่อชาติ ก็เหมือนกับพรรคแวดล้อม
เช่นเดียวกับ พรรคไทยรักษาชาติ
ขณะที่มิอาจมองข้ามพันธมิตรอย่างพรรคประชาชาติและพรรคชาติไทยพัฒนาไปได้
นี่คือ”พันธมิตร”ก่อนเข้าสู่สมรภูมิ”เลือกตั้ง”

นิวส์โน้ต : กัปตัน‘หญิง’ ประจำวันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2561

นิวส์โน้ต : กัปตัน‘หญิง’ ประจำวันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2561



บิ๊กลิตเติลเซอร์ไพรส์ ชาติไทยพัฒนา
ท็อป-วราวุธ ศิลปอาชา ถอยนั่งหัวหน้า สับไพ่ใหม่ ส่งพี่สาว ‘กัญจนา’ ขึ้นแท่น
แม่บ้านเลขาฯก็เปลี่ยนโผ ยกเก้าอี้ให้ยังบลัด ‘ประภัตร โพธสุธน’
เสียบแทน เสี่ยโต้ง-สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ที่วางตัว-ประกาศตัวไปก่อนหน้า
กลับลำกลางอากาศ ช็อกผู้โดยสารครั้งนี้
จะโยงตระกูลการเมืองดังนครปฐม ‘สะสมทรัพย์’ ย้ายร่วม ‘ประภัตร-จองชัย เที่ยงธรรม’ จับมือต่อรอง หรือด้วยเหตุผลกลใดก็ตามแต่
วงนอก วงใน สุพรรณฯยันศรีสะเกษ เมาธ์อื้ออึง ต่างๆ นานา
เสี่ยประภัตรก็เนื้อหอม
ตีจากก็ยุ่ง
เกลอเก่า ‘เสี่ยแม้ว’ ตื๊อยิก พลังประชารัฐก็จีบ ส่งเกี้ยว เทียบเชิญ

อยากได้เป็นขุนพล ตีเมืองหลวงชาติไทยฯ แย่ง ส.ส. ปักธงสุพรรณบุรี
ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อชาติไทยฯปรับทัพใหม่
ที่ดูจะวุ่นหน่อย ก็ ‘ท็อป’ เขามือดีล เอ็มโอยูพันธมิตรขั้วอำนาจ
รัฐมนตรีใหญ่พลเรือน บิ๊กลายพราง
ต่อท่อผ่านทางนี้ทั้งนั้น
ปรับใหม่ ท็อปไม่ใช่ตัวท็อป จะนับหนึ่ง จับเข่าจูนใหม่ หรือว่าใช้ช่องเดิม
ฝุ่นจางบางลง พี่น้อง ศิลปอาชาแฟมิลี่
คงเคลียร์จ๊อบ แบ่งงานได้ลงตัว
เพราะถึงเป็นเรื่องเล็กภายใน แต่สะพานเชื่อมเรื่องใหญ่อนาคตพรรค
คงไม่มีใครยอมให้ตกขบวน

น.3 คอลัมน์ : ปัจจัย คมแหลม เอา หรือ ไม่เอา ‘คสช.’ เกิดขึ้น ได้อย่างไร

น.3 คอลัมน์ : ปัจจัย คมแหลม เอา หรือ ไม่เอา ‘คสช.’ เกิดขึ้น ได้อย่างไร



ปัจจัยอะไรในทางการเมืองก่อให้เกิดแนวคิด “เอา” และ “ไม่เอา” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นและนับวันยิ่งทวีความแหลมคม

เรื่องนี้มิใช่เพราะมี “ใคร” เป็นผู้กำหนดและ “ชี้นำ”

ไม่มีทางที่พรรคเพื่อไทยจะสามารถ “บงการ” ให้เกิดขึ้นได้ แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการขึ้นมามีอำนาจของ คสช.

ไม่มีทางที่พรรคอนาคตใหม่จะสามารถ “กำหนด” เรื่องนี้ให้เป็น “วาระ”

แม้ว่าหลายคนในพรรคอนาคตใหม่จะตกเป็น “เหยื่อ” อย่างต่อเนื่องจากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 กระทั่งถึงรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

เพราะคำตอบ 1 คือ รัฐธรรมนูญ

เพราะอีกคำตอบ 1 คือ ตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอง

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อันเป็นผลผลิตของ คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช.ต่างหากคือ รากฐานแห่งประเด็นนี้ในทางการเมือง

จุดเริ่มต้นน่าจะมาจากความต้องการในการสืบทอดอำนาจของ คสช. โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นตัวแทน

จึงได้กำหนดเอาไว้ใน “รัฐธรรมนูญ”

ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อันดำเนินไปตามพิมพ์เขียวของเนื้อหาใจกลางของรัฐประหาร

นั่นก็คือ มิได้เป็นรัฐประหาร “ชั่วคราว”

ตรงกันข้าม รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นการทำเพื่ออุดช่องโหว่และความเสียหายอันเนื่องจากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549

ที่เรียกกันว่า “เสียของ”

“อนุทิน” โชว์ ภูมิใจไทยเน้นชนะเขตเลือกตั้ง ทำไพรมารีคัด คะแนนต่ำ2หมื่น หมดสิทธิ์ลง

“อนุทิน” โชว์ ภูมิใจไทยเน้นชนะเขตเลือกตั้ง ทำไพรมารีคัด คะแนนต่ำ2หมื่น หมดสิทธิ์ลง



“อนุทิน” โชว์ “ภูมิใจไทยแสตนดาร์ด” เน้นชนะเขตเลือกตั้ง ทำไพรมารี่คัดผู้สมัครมีคะแนนนิยมเกิน 2 หมื่น ระบุ ไม่กลัวรัฐประหารซ้ำ หากทุกฝ่ายเล่นตามกติกา ยัน จุดยืนไม่เติมฟืนเข้ากองไฟ
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าอนาคตจะเกิดการรัฐประหารว่า หากทุกฝ่ายในบ้านเมืองเล่นตามกติกา เคารพกฎหมาย แก้ปัญหาตามระบบประชาธิปไตย และไม่นำพาเหตุการณ์ไปสู่เงื่อนไขให้อำนาจนอกระบบเข้ามาก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดสถานการณ์ดังกล่าวขึ้น ทั้งนี้ จุดยืนของพรรคภูมิใจไทยคือเล่นตามกติกา คำนึงถึงชาติบ้านเมือง ความอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชน ปัญหาปากท้องและทำให้สังคมมีความสงบสุข คนในชาติมีความสามัคคีเป็นปึกแผ่น เพราะตนเชื่อว่าประชาชนเบื่อการทะเลาะเบาะแว้งทางการเมืองตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมาแล้ว
“ที่ผ่านมาระบอบรัฐสภาดีอยู่แล้ว กลับไม่ใช้กติกา เท่ากับเปิดโอกาสทำให้ระบอบอื่นเข้ามาจัดการบ้านเมือง แล้วคนที่อยู่ในระบบก็แพ้หมด ถูกกันออกไปนอกเวที แต่โทษคนที่เข้ามาก็ไม่ได้ เพราะคนที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ไม่เคารพคำว่าประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงข้างมาก ดังนั้น หากทุกฝ่ายเคารพรัฐธรรมนูญที่ตราไว้ชัดเจนก็ไม่มีทางที่สิ่งแปลกปลอมนอกระบอบจะเข้ามา และผมขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่ขอเติมฟืนเข้ากองไฟ ขออยู่อย่างสงบ สันติ ให้เกิดความสามัคคีในชาติ และพรรคภูมิใจไทยจะไม่ทำตัวมีปัญหาอย่างแน่นอน” นายอนุทินกล่าว

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังกล่าวถึงแนวทางจัดส่งผู้สมัครพรรคว่าต้องเป็นผู้สมัครที่มีคุณภาพ เนื่องจากถูกคัดกรองหลายด่าน ผ่านระบบไพรมารีโหวตในพื้นที่ของพรรค ถ้าใครได้ไม่ถึง 20,000 คะแนนก็หมดสิทธิ์ลงในระบบเขตที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้ง เพราะถ้ายังขืนส่งลงสมัครก็เหมือนไปหลอกประชาชน เราไม่ต้องการถูกเลือกด้วยคะแนนสงสาร ส่วนผู้ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะส่งลงสมัครเรียงตามลำดับความสำคัญของผู้ที่มีส่วนสนับสนุนพรรค เกินลำดับที่ 10 ก็ไม่รับประกันว่าจะได้ส.ส.แล้ว เพราะพรรคภูมิใจไทยเน้นชนะเขตเลือกตั้ง
“พื้นที่ไหนมีคะแนน 20,000 ขึ้นไป ชื่อจะปรากฏบนแอปพลิเคชันดาต้าแบงก์ ซึ่งโชว์คะแนนนิยมของผู้ที่จะลงสมัครแต่ละคนทันที ใครคะแนนไม่ถึงรายชื่อก็หลุด โปรแกรมนี้หลอกตัวเลขไม่ได้ และหากมีคะแนนของคนใหม่มากกว่าคนเดิม จำเป็นจะต้องเอาคนใหม่ที่มีคะแนนสูงกว่าเข้ามาแทน ซึ่งผู้สมัครทุกคนรับทราบแนวทางนี้เพราะมีความเป็นมืออาชีพตามมาตราฐานภูมิใจไทยสแตนดาร์ด” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยระบุ