PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

รัฐบาลเอาระเบิดใส่มือลิง



รัฐบาลเอาระเบิดใส่มือลิง
“สิ่งประเทศตะวันตกกำลังทำกับซีเรียและพี่น้องมุสลิม เป็นอันตรายมาก เหมือนมีระเบิดอยู่ในมือลิง” เป็นวลีเด็ดของนาย ดีมิตรี โรกาซิน รองนายกรัฐมนตรีรัสเซียกล่าวถึงสิ่งประเทศตะวันตกนำโดยอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส จ่อจะถล่มซีเรียเพื่อลงโทษฝ่ายประธานาธิบดี บาซาร์ อัล อัสซาด โทษฐานที่ใช้อาวุธเคมีฆ่าทำลายล้างประชาชนเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา

โฆษกประจำทำเนียบขาวแถลงว่า “มีหลักฐานแน่ชัดว่า รัฐบาลซีเรีย ใช้อาวุธเคมีฆ่าทำลายล้างประชาชน” อเมริกาพร้อมจะแฉหลักฐานทั้งหมดให้ชาวโลกได้ทราบถึงความเลวร้ายของการใช้อาวุธเคมี ทางด้านรัฐบาลซีเรียก็ออกมาตอบโต้ว่า อเมริกาโกหกอยู่ในกมลสันดาน พิสูจน์ได้จากการโกหกว่ามีอาวุธเคมี มีอาวุธนิวเคลียร์ ในอีรักเพื่อเป็นข้ออ้างในการทำลายล้างพี่น้องมุสลิม

รัสเซียผู้หนุนหลังนายอัสซาดกล่าวว่า พันธมิตรตะวันตก ไม่ควรด่วนสรุปว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีด้วยอาวุธเคมีครั้งใหญ่นี้ จนกว่าจะมีหลักฐานแน่ชัดจากยูเอ็น ในการสนทนาโทรศัพท์สายตรงกับนายเดวิด คาเมรอน ผู้นำอังกฤษ ประธานาธิบดี วลาดีเมียร์ ปูติน ยังเตือนว่าหากกลุ่มพันธมิตรตะวันตก บุ่มบ่ามแทรกแซงทางทหารในซีเรีย ก่อนที่จะได้หลักฐานแน่ชัดจากยูเอ็น ก็จะพบกับ “ผลลัพธ์เหนือความคาดหมาย” เป็นที่ทราบกันดีว่ารัสเซียกับจีนซึ่งเป็น 2 ใน 5 สมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติใช้สิทธิ์ยับยั้ง ( วีโต้ ) มติของที่ประชุมเมื่อต้องการคว่ำบาตรหรือประณามรัฐบาลซีเรียแทบทุกครั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ว่า ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธเคมีของสหประชาชาติ สามารถเดินทางเข้าไปยังจุดที่เกิดการโจมตีด้วยอาวุธเคมีเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,000 ศพได้แล้ว หลังถูกสไนเปอร์ลึกลับดักซุ่มยิง นายฟาร์ฮัน ฮัค โฆษกยูเอ็น แถลงเมื่อวันจันทร์ว่า คณะผู้ตรวจสอบด้านอาวุธเคมีของยูเอ็น 8 คน นำโดยนายอาเค เซลสตรอม สามารถเดินทางเข้าไปยังเมืองโมอาดามิเยต อัล-ชาม ชานกรุงดามัสกัส ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ คร่าชีวิตประชาชนไปกว่า 1,300 ศพได้แล้ว โดยทีมงานกระจายกำลังกันเก็บตัวอย่าง รวมถึงพูดคุยกับผู้ป่วย และคณะแพทย์ที่ดูแลบางส่วนอย่างใกล้ชิด

ในขณะที่รอผลรายงานอย่างเป็นทางการจากคณะผู้ตรวจสอบการใช้อาวุธเคมีของยูเอน สงครามน้ำลายก็เกิดขึ้นระหว่างฝ่ายต่อต้านกับรัฐบาลซีเรีย ระหว่างรัสเซียกับอเมริกาและพันธมิตรตะวันตก ทำให้เห็นว่า สงครามกลางเมืองในซีเรีย ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในแล้วนับแสนๆคน มีผู้พลัดถิ่นผู้ลี้ภัยสงครามไปยังประเทศเพื่อนบ้านหลายล้านคนนั้น ผู้สูญเสียอย่างแท้จริงคือซีเรีย แต่ผู้ที่ราดน้ำมันเข้ากองเพลิงทำลายล้างชาติเผ่าพันธุ์ซีเรีย คือ บรรดามหาอำนาจต่างๆที่ให้ท้ายหนุนหลังทั้งฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่ายต่อต้าน

อังกฤษบอกว่า ไม่อาจนิ่งดูดายต่อการใช้อาวุธสงครามอันเลวร้ายประชาชนซีเรียได้ ฝรั่งเศสบอกว่าผู้กระทำความผิดใช้อาวุธเคมีอันชั่วร้ายต้องได้รับการลงโทษ อเมริกาบอกว่ามีหลักฐานว่าฝ่ายรัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีฆ่าประชาชน รัฐบาลซีเรียด่ากลับว่าอเมริกาโกหกหลอกลวงตลอดเวลา ดูเรื่องโกหกว่ามีอาวุธเคมี มีอาวุธนิวเคลียร์ในอีรักเป็นตัวอย่างซิ รัสเซียบอกอย่ากล่าวใครโดยไม่มีหลักฐาน

แต่วลีเด็ดที่ถูกใจคือ คำพูดของรองนายกรัฐมนตรีรัสเซียที่ว่า “สิ่งที่ตะวันตกกำลังกระทำต่อซีเรียเป็นอันตรายมากเหมือนมีระเบิดอยู่ในมือลิง” วลีเด็ดประโยคนี้ใช้ได้กับประเทศที่มีเผด็จการพลเรือนอย่างไทยแลนด์ ซึ่งกำลังทำให้ประเทศไทยเป็นรัฐตำรวจ

รัฐบาลใช้ตำรวจปราบปรามประชาชน ปรามปรามทำร้ายเข่นฆ่าฝ่ายผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ซึ่งเป็นอันตรายมาก เหมือนมีระเบิดอยู่ในมือลิง เพราะสันดานของตำรวจมักใช้อำนาจใช้ความโหดร้ายเกินขอบเขต เหมือนกับยุคทมิฬอัศวินแหวนเพชร ยุคที่ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ตำรวจทำไม่ได้ ยุคที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลถูกสังหารไปถึง 27 คน รัฐบาลนี้กำลังให้ระเบิดอยู่มือลิงอีกครั้งหนึ่ง เห็นได้จากการปรามปรามทำร้ายผู้ชุมชุมทางการเมืองที่เรียกกันว่าม็อบเสธฯอ้าย การใช้ตำรวจสี่หมื่นนายปิดถนน ปิดล้อมสภาปิดล้อมทำเนียบในวันที่สภาผู้แทนฯพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรม การส่งกำลังตำรวจปราบจลาจลเข้าคุ้มกันประธานสภา การตายอย่างมีเงื่อนงำของนายเอกยุทธ์ อัญชันบุตร และ ล่าสุดลิงที่มีระเบิดอยู่ในมือกำลังจะทำให้ประเทศไทยเกิดสงครามกลางเมือง ซึ่งมีทีท่าจะเริ่มขึ้นที่สี่แยกบ้านตูล หนองหงษ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

ลิงที่มีระเบิดอยู่ในมือสร้างเงื่อนไขขัดแย้ง สร้างความตึงเครียตขึ้นมา จากการใช้อำนาจอันเหี้ยมโหดบ้าคลั่ง เข้าทำร้ายประชาชนที่มาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องราคายางพาราตกต่ำ แต่ลิงที่ถือระเบิดอยู่ในมือ กลับมองเป็นเรื่องการเมือง กล่าวหาประชาชนว่าเป็นกลุ่มหน้ากากขาว วางแผนล้มล้างรัฐบาล ใช้กำลังป่าเถื่อนเข้ากลุ่มรุมทำร้าย จนทำให้เหตุการณ์บานปลาย กลายเป็นความตึงเครียดโกรธแค้น ขยายตัวกว้างขวางออกไปจากการชุมอย่างสงบเพียงจุดเดียว เป็นปิดเส้นทางรถยนต์ ปิดทางเดินรถรถไฟ

ด้วยความจงใจที่จะลงโทษทำร้ายคนใต้ เพราะเป็นภาคเดียวของประเทศที่ปฏิเสธระบอบทักษิณอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แทนที่จะเจรจากันด้วยเหตุด้วยผลรัฐบาลยั่วยุสาดน้ำมันเข้ากองเพลิง เพิ่มความโกรธแค้นให้กับประชาชน โดยส่งคนไร้ราคาอย่างนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แรมบ้าแห่งอีสานเป็นตัวแทนรัฐบาลไปเจรจากับผู้ชุมนุม ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่า แรมบ้าคนนี้เป็นที่เกลียดชังของคนใต้ เพราะพฤติกรรมชั่วทรามที่มันด่าประณาม และขู่จะแขวนคอประธานองค์มนตรี พล.เอกเปรม ติณสุลานนท์ และ ความชั่วร้ายของมันที่ถืออาวุธสงครามขึ้นมาโชว์ในการชุมนุมคนเสื้อแดง

นอกจากการกระทำที่เป็นการดูหมิ่น เยาะเย้ยผู้ชุมนุม ด้วยการส่งจำเลยคดีก่อการร้ายไปเป็นตัวแทนรัฐบาลในการเจรจาแล้ว รัฐบาลยังยั่วยุโดยการส่งกำลังเข้าโอบล้อมผู้ชุมนุม แจกใบปลิวโจมตีผู้ชุมนุม ส่งกำนันผู้ใหญ่บ้านเข้าไปสร้างความแตกแยกในหมู่ผู้ชุมนุม ให้ผู้ว่าฯซึ่งเคยใช้อำนาจอย่างบ้าคลั่งสั่งให้ตำรวจสลายฝูงชน รวมทั้งขอหมายศาลจับกุมผู้ชุมนุ

การยั่วยุให้เกิดความรุนแรงของนักการเมืองฟากรัฐบาลออกมาเป็นระบบ นายกรัฐมนตรีแทนที่จะให้เหตุผลในการเจราจา กลับออกมาให้ข้อมูลที่เหมือนกับการยั่วยุว่า ผู้ชุมนุมชาวสวนยางพารา “ขอหนักไป” คำอธิบายของนายกฯอ้างว่า ต้องอิงราคาตลาดโลก ต้องให้เป็นไปตามกลไกตลาด “และที่สำคัญปริมาณการส่งออกของเรามีน้อย ไม่มีอำนาจต่อรองราคาในตลาดโลก” นายกพูดออกมาโดยไม่รู้ตามประสาของเธอ หรือเธอแกล้งยั่วยุ เพราะเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า ประเทศไทยส่งยางออกเป็นอันดับหนึ่งของโลกมาตลอดเวลาสิบกว่าปี ส่งออกมากกว่าอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนามกว่า 31 เปอร์เซ็นต์ของยางพาราที่เข้าสู่ตลาดโลกไปจากประเทศไทย

รัฐบาลอ้างกลไกตลาด อ้างราคาตลาด ราวกับลืมไปว่า ตัวเองรับซื้อข้าวจากชาวนาแพงกว่าราคาในตลาดโลกกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ รัฐบาลใช้เงินกับโครงการจำนำข้าวที่อ้างว่าพื่อช่วยเหลือชาวนาไปกว่าหกแสนล้านบาท แต่เงินตกถึงมือเกษตรกรจริงๆไม่กี่แสนล้าน ข้าวที่ซื้อมาเก็บไว้ล้นโกดังกว่าสิบแปดล้านตัน กลายเป็นข้าวเน่า ข้าวเสียก็มาก แต่ช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา รัฐบาลใช้เงินแทรกแซงราคายางเพื่อช่วยเหลือชาวสวนยาง เพียงสองหมื่นล้านบาท ซื้อข้าวมาตุนไว้มีแต่รอวันเน่าวันเสีย ยางพาราไม่มีวันเสีย แต่รัฐบาลไม่ยอมแทรกแซงซื้อมาเก็บกักไว้ เพื่อเก็งราคาตลาด

เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น จะมองเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากเห็นรัฐบาลมีสองมาตรฐาน กลั่นแกล้งทำร้ายประชาชนชาวใต้และเกษตรกรที่ปลูกยางพารา ด้วยความตั้งใจจะลงโทษที่คนใต้ไม่เลือกพรรคเพื่อไทย โดยการเอาระเบิดไปใส่ในมือลิง

สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลพึงสังวรไว้คือ ความรุนแรง การใช้กำลังปราบปรามอันเหี้ยมโหด รังแต่จะทำให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองยากที่จะแก้ไข เหตุการณ์ที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส กับการยิงอาวุธหนักเข้าถล่มมัสยิสครือเซะในปี 2547 น่าจะเป็นบทเรียนแก่รัฐบาลได้ดีว่าการการกำลังปราบปราบ การเอาระเบิดไปไว้ในมือลิง มีแต่จะสร้างโกรธแค้น และทำให้ปัญหาบานปลายไปจนไม่สามารถแก้ไขได้ ลองย้อนกลับไปดูการปรามปรามผู้ต้องสงสัยว่า เป็นแนวร่วมให้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่จังหวัดพัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช ด้วยการจับใส่เฮลิคอปเตอร์แล้วโยนในภูเขา เผาในถังแดงเมื่อสี่สิบปีก่อน ซึ่งเป็นบทเรียนได้ว่า “ยิ่งกดยิ่งเกิด ยิ่งปราบยิ่งมาก”

การกระทำต่อเกษตรกรชาวสวนยางพาราครั้งนี้ ยังไม่แน่ว่าจะจบลงอย่างไร แต่ทำนายได้ว่ารัฐบาลจะได้บทเรียนอันสาสม จากการเอาระเบิดไปใส่ในมือลิง

แนวหน้า

เมื่อ "กำนันอดีตพูโล" พูดถึง "บีอาร์เอ็น"


เขียนวันที่
วันพฤหัสบดี ที่ 29 สิงหาคม 2556 เวลา 07:36 น.
เขียนโดย
ไพศาล เสาเกลียว
ที่มา อิสรา
Print
แม้เหตุผลของการตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนอย่าง "บีอาร์เอ็น" ของวัยรุ่นที่ชายแดนใต้ในปัจจุบันจะถูกบอกเล่าผ่านสื่อมาแล้วหลายครั้ง แต่เรื่องราวลักษณะนี้ก็ยังน่าสนใจอยู่เสมอ
kamnan
          เพราะด้านหนึ่งย่อมเป็นดั่งกระจกสะท้อนให้ "รัฐบาลไทย" ทราบว่าปัญหาอยู่ตรงไหน เหตุใดผู้คนจำนวนไม่น้อยถึงยอมเสี่ยงตาย ยอมลำบาก เพื่อต่อสู้รับใช้อุดมการณ์หรือความเชื่อแบบนั้น
          และยิ่งเป็นประสบการณ์ของคนที่ผ่านยุคสมัยแห่งการต่อสู้ รวมทั้งเฝ้ามองสถานการณ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอย่าง มาหามะ เจ๊ะแหม กำนัน ต.กาลิซา อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเข้าร่วมกับขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนนาม "พูโล" ขณะที่ปัจจุบันเขากลับใจมาอยู่ข้างรัฐ พร้อมประกาศต่อสู้กับขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนทุกรูปแบบด้วยแล้ว...เรื่องราวของเขายิ่งน่าสนใจ 
          "ผมเคยเป็นทหารเกณฑ์มาก่อน เมื่อปลดประจำการณ์ก็กลับมาทำสวนกับครอบครัวที่บ้านกาเด็ง ต.กาลิซา ทำสวนได้ไม่นาน แกนนำพูโลระดับพื้นที่รายหนึ่งก็ชักชวนเข้าร่วมอุดมการณ์ ช่วงนั้นผมยังเป็นวัยรุ่น มีความอยากรู้อยากเห็น จึงตัดสินใจเข้าร่วม เหตุผลหลักๆ ก็เพื่อให้เพื่อนๆ ในกลุ่มยกย่องสรรเสริญ ไปไหนมาไหนก็สามารถเบ่งได้"
          มาหามะ เล่าว่า เมื่อเข้าร่วมกับขบวนการฯแล้ว หัวหน้ากลุ่มได้สอนให้มีแนวคิดเรื่องรัฐปาตานี ปลุกจิตใจให้มีความรู้สึกต้องแย่งชิงแผ่นดินจากรัฐไทยกลับมาให้ได้ พร้อมทั้งให้ฝึกอาวุธเพื่อต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ
          "ผมเคลื่อนไหวในแถบ อ.แว้ง จ.นราธิวาส เคยลอบยิงตำรวจ ทหารมาแล้วหลายราย วิธีการก่อเหตุก็มีลักษณะคล้ายๆ กับแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบในปัจจุบัน"
          แต่แล้วการต่อสู้ของ มาหามะ ก็มาถึงจุดเปลี่ยน...
          "หลังจากผมใช้ชีวิตกับขบวนการนานกว่า 6 ปี ผมก็คิดว่านี่มันไม่ใช่ เพราะชีวิตผมช่วงนั้นต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ บางวันไม่ได้หลับไม่ได้นอน ไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่ ชีวิตในขณะนั้นลำบากมากๆ ถูกทางการประกาศไล่ล่า ต้องหลบหนีอยู่ตลอดเวลา จึงรู้สึกว่าเข้าร่วมขบวนการแล้วไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับตัวเรา แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ"
          "กระทั่งวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกสำนึกผิด คือเขาสั่งให้ผมไปยิงชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธและไม่มีทางต่อสู้ ผมก็ลงมือทำตามคำสั่ง แต่มารู้ทีหลังว่าเป้าหมายเป็นผู้บริสุทธิ์ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมเสียใจมาก และตำหนิตนเองว่าทำไปได้อย่างไรทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรเราเลย จากนั้นเมื่อมีคำสั่ง 66/23 (คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23) ให้ผู้ที่มีความเห็นแตกต่างจากรัฐวางอาวุธเพื่อเข้าเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ผมจึงตัดสินใจออกจากป่าเพื่อมอบตัว"
          ไม่ใช่แค่ล้างมือจากขบวนการฯเท่านั้น แต่ภายหลังออกจากป่า มาหามะ ได้เบนเข็มเข้าสู่การเมืองระดับท้องถิ่น กระทั่งได้ดำรงตำแหน่ง กำนัน ต.กาลิซา ซ้ำยังประกาศจุดยืนว่าจะต่อสู้กับขบวนการฯทุกรูปแบบด้วย
          "หลังจากมอบตัวผมได้ประกาศจุดยืนว่าถ้ากลุ่มแนวร่วมแบ่งแยกดินแดนมาก่อเหตุหรือผ่านตำบลที่ผมอาศัยอยู่ ผมจะขอสู้กับขบวนการฯจนสุดชีวิต"
          อดีตสมาชิกพูโล ยังกล่าวถึงกลุ่มบีอาร์เอ็นซึ่งเป็นขบวนการหลักที่เคลื่อนไหวต่อสู้กับรัฐบาลไทยอยู่ในปัจจุบันว่า ในอดีตบีอาร์เอ็นเป็นกลุ่มเล็กๆ และไม่ค่อยมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับพูโลเท่าใดนัก เพราะมีแนวคิดแตกต่างกันหลายอย่าง แต่สำหรับปัจจุบันดูเหมือนทั้ง 2 กลุ่มจะมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้น
          "ฮัสซัน ตอยิบ (แกนนำคณะพูดคุยสันติภาพฝ่ายบีอาร์เอ็น) สมัยก่อนแทบไม่มีใครรู้จัก แต่ปัจจุบันกลับมีชื่อเสียงโด่งดัง จึงรู้สึกงงๆว่าทำไมต้องไปเจรจากับ ฮัสซัน ตอยิบ ด้วย ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่มีหลายมิติ แต่ผมไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะมีกลุ่มการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง"
          เขากล่าวอีกว่า แนวร่วมบีอาร์เอ็นในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่คึกคะนอง อยากรู้อยากเห็น จึงเข้าร่วมกับขบวนการฯ ยิ่งใครทำร้ายฝ่ายตรงข้ามหรือเจ้าหน้าที่รัฐได้ก็จะได้รับการยอมรับนับถือจากกลุ่มวัยรุ่นด้วยกัน ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนพูดถึง
          อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้วัยรุ่นเข้าร่วมขบวนการฯคือเรื่องยาเสพติด โดยขบวนการฯจะนำมาเป็นตัวล่อเพื่อดึงเยาวชนให้จำยอมเข้าร่วม
          "ประเด็นนี้ทำให้ผมคิดประกาศปราบยาเสพติดทุกชนิด โดยจะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจปัสสาวะวัยรุ่นทุกคนในตำบล หากพบว่าปัสสาวะสีม่วง หรือมีสารเสพติดในร่างกายก็จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวไปบำบัดทันที"
          เขายังเสนอว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่จะปกป้องไม่ให้กลุ่มวัยรุ่นเข้าร่วมขบวนการฯ คือสถาบันครอบครัว โดยพ่อแม่ต้องเอาใจใส่ดูแลบุตรหลานของตนอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่หลงผิดเข้าไปร่วมกับขบวนการฯ
          "ที่กาลิซาทุกวันนี้ประชาชนทุกกลุ่มร่วมมือกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำศาสนา และชาวบ้านทุกครัวเรือน เราได้ร่วมกันประกาศต่อสู้กับขบวนการก่อความไม่สงบ พวกเรารู้ดีว่าต้องยืนหยัด เพราะลุกขึ้นสู้แล้วจะถอยไม่ได้ ถ้าวันไหนเราถอยแค่ก้าวเดียววันนั้นเราจะพบกับความพ่ายแพ้ทันที"
         "ผมเคยถูกแนวร่วมก่อความไม่สงบดักยิงมาแล้วครั้งหนึ่ง เหตุการณ์ครั้งนั้นคือผมเข้าไปห้ามคนที่จะเข้าร่วมกับขบวนการฯ ซึ่งเขาเป็นคนในตำบลใกล้เคียง ผมบอกว่าอย่าไปยุ่งเลย แต่เขาก็ไม่เชื่อ ผมจึงท้าว่าถ้าเข้าไปยุ่งเรามายิงกันเลยดีกว่า พอพูดจบผมก็ขับรถกลับบ้าน ปรากฏว่าระหว่างทางก็ถูกดักยิงจนได้รับบาดเจ็บที่แขน จังหวะนั้นผมชักปืนยิงสู้จนแนวร่วมล่าถอย ถ้าวันนั้นผมไม่สู้ป่านนี้คงตายไปแล้ว"
          มาหามะ กล่าวด้วยว่า ชาวบ้าน ต.กาลิซา ร่วมมือกันเป็นอย่างดี โดยทุกหมู่บ้านจะจัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ขึ้นมา ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐเดือนละ  20,000 บาท และเงินทั้งหมดจะมอบให้ชุด ชรบ.ไปบริหารจัดการกันเอง นำไปซื้อกาแฟหรืออาหารต่างๆ มากินร่วมกัน และจะมีการประชุมหารือกันแทบทุกเดือน เวลาประชุมจะมีชาวบ้านในตำบลแทบทุกหลังคาเรือน ซึ่งมีอยู่กว่า 1 พันคนเข้าร่วม
          "ผมเคยบอกกับผู้ใหญ่บ้านใน ต.กาลิซา ทุกหมู่บ้าน และ ชรบ.ทุกคนว่าใครแก้ปัญหาในหมู่บ้านไม่ได้ หรือปล่อยให้มีแนวร่วมเคลื่อนไหวในหมู่บ้านก็ควรเขียนใบลาออกจากตำแหน่ง เพราะยังมีอีกหลายคนที่เขาพร้อมจะทำหน้าที่และแก้ปัญหา"
          ท้ายสุดอดีตสมาชิกพูโลซึ่งปัจจุบันเป็นกำนัน ต.กาลิซา ได้ฝากข้อความไปถึงแนวร่วมก่อความไม่สงบที่เคลื่อนไหวก่อเหตุรุนแรงอยู่ในพื้นที่ว่า ขอให้เปลี่ยนใจกลับมาร่วมพัฒนาหมู่บ้านเหมือนคนอื่นๆ ดีกว่า เพราะนั่นคือหนทางสู่สันติภาพที่ดีที่สุด!
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บรรยายภาพ : มาหามะ เจ๊ะแหม ในเครื่องแบบกำนันเต็มยศ

วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปูด "ส" คนทำสื่อดาวเทียมหอบ20ล.หนุนม็อบยาง

3 ส.ส.แดงจวก ปชป. โหนกระแสม็อบยางถล่มรัฐ บี้หยุดแทรกแซงชุมนุม ปูด คนทำสื่อดาวเทียมอักษรย่อ "ส." หอบ 20 ล้าน ร่วมกับ นักการเมือง "ส." หนุนม็อบ

ที่รัฐสภา นายก่อแก้ว พิกุลทอง พร้อมด้วย นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงเรียกร้องถึงพรรคประชาธิปัตย์อย่านำการเมืองเข้าสู่การชุมนุม เรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช

โดย นายก่อแก้ว กล่าวว่า ขณะนี้ชาวสวนยางพาราบางส่วนรับข้อเสนอของรัฐบาลที่จะประกันราคายางพาราอยู่ ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม แต่ชาวสวนยางบางส่วนไม่ยอมรับและจะปิดถนนเพิ่ม ทั้งที่รัฐบาลพยายามแก้ปัญหา ซึ่งจะนำมาเทียบกับการแก้ปัญหาราคาข้าวไม่ได้ เนื่องจากยางพาราไม่ใช่สินค้าพรีเมียม สร้างความแตกต่างของสินค้าไม่ได้ จึงกำหนดราคาตลาดโลกเองไม่ได้ ตนก็เป็นลูกชาวสวนยางคนหนึ่งคิดว่าราคา 80 บาท ต่อกิโลกรัมอยู่ได้สบายๆ

ด้านนายวิภูแถลง กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ อ.ชะอวด พบว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการใช้ม็อบสวนยางโค่นรัฐบาล เห็นได้จากการที่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง นายวิทยา แก้วภราดัย และนายอภิชาต การิกาญจน์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ขึ้นเวทีปราศรัยประกาศว่าอยู่เบื้องหน้าการชุมนุมครั้งนี้ ไม่ได้อยู่เบื้องหลัง รัฐบาลจึงกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดูแลสถานการณ์อย่าให้มีมือที่ 3 เพราะหากเลือดตกยางออกมีคนเสียชีวิตก็จะเข้าทางพรรคประชาธิปัตย์ จึงขอให้พรรคประชาธิปัตย์หยุดพฤติกรรมดังกล่าวอย่าให้การเมืองเข้าไปแทรกการชุมนุมไม่เช่นนั้นจะจบลำบาก และทราบว่ามีการขนคนจากจังหวัดอื่นมาร่วมชุมนุม

ขณะที่นายวรชัย กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเดินแผนล้มรัฐบาลก็เดินไปแต่อย่าขวางรัฐบาลช่วยเหลือ ประชาชน ซึ่งขณะนี้มีคนทำสื่อดาวเทียมอักษรย่อ “ส.” หอบเงิน 20 ล้าน ร่วมกับนักการเมือง “ส.” ในการชุมนุมของทางภาคใต้ ซึ่งอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมในสภาปฏิรูปการเมือง ใช้สภาแก้ปัญหาดีกว่าออกมาสู้นอกสภา


"อาลัย..วิสรรชนีย์ นาคร - จิราภรณ์ เจริญเดช"

วันที่ 27 สิงหาคม 2556 19:23

"อาลัย..วิสรรชนีย์ นาคร - จิราภรณ์ เจริญเดช"

จิราภรณ์ เจริญเดช อดีตบรรณาธิการเซ็คชั่นจุดประกาย

เมื่อปีที่แล้วมีโอกาสไปเยี่ยม "วิสรรชนีย์ นาคร" ที่โรงพยาบาลท่าโรงช้าง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นสถานที่รักษาตัวเธอ นับตั้งแต่ย้ายจากโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ โดยในวันนั้นผมได้ชวนคุณ"เตือนใจ ดีเทศน์"ไปเยี่ยมเพื่อให้กำลังใจเธอด้วย
แม้ว่าวิสรรชนีย์ จะไม่สามารถพูดคุยกับผมและคุณเตือนใจ ดีเทศน์ได้ แต่ก็สามารถจะสื่อสารกันได้ด้วยการกระพริบตาส่งสัญญาณให้ญาติคนหนึ่งที่เฝ้าดูแลเธอเขียนเป็นข้อความบอกความหมายให้รับรู้ได้ ในวันนั้นคุณเตือนใจ ดีเทศน์ทำพิธีสวดมนต์ให้กับวิสรรชนีย์พร้อมทั้งชวนพูดคุย เท่าที่ผมสังเกตุดูแล้ว เธอเหมือนจะตื่นเต้นดีใจ ที่จู่ๆก็มีคนโผล่เข้าไปเยี่ยมสองคน โดยไม่ได้นัดหมายหรือบอกให้รู้ล่วงหน้าแต่อย่างใด นอกจากนี้แล้วเราทั้งสองคนก็ไม่รู้หรอกว่าโรงพยาบาลนี้อยู่ที่ไหน แต่บังเอิ๊ญบังเอิญเจอคุณพี่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นคนในท้องที่และเคยทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ด้วย เรื่องยากจึงกลายเป็นเรื่องง่าย
ถ้าจะบอกว่าการไปในครั้งนั้นเป็นการพบปะพูดคุยกับวิสรรชนีย์ครั้งสุดท้ายก็ย่อมได้ เพราะนับตั้งแต่นั้นก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเธออีกเลย ได้แต่ติดตามข่าวคราวจากเพื่อนร่วมงานในกองจุดประกาย และเพื่อนนักเขียนต่างจังหวัดที่อยู่แถวๆ ภาคใต้เท่านั้น
จนกระทั่งในวันที่ 27 ส.ค.56 ก็ทราบว่า"วิสรรชนีย์ นาคร" จากไปอย่างสงบแล้ว ในช่วงเวลาบ่ายสองโมงที่ ร.พ.ท่าโรงช้าง จ.สุราษฎร์ธานี เป็นการจากไปชั่วนิรันดร์หลังจากที่ต้องเผชิญกับโรคเซลล์เสื่อม จนไม่สามารถจะขยับร่างกายได้นานร่วมๆ 5 ปี จะเคลื่อนไหวได้ก็มีเพียงการกระพริบตาเท่านั้น
"วิสรรชนีย์ นาคร" หรือ "จิราภรณ์ เจริญเดช" มีชื่อเล่นว่า "อ้น" แต่สำหรับเพื่อนนักเขียนร่วมยุคสมัยด้วยกันแล้วจะเรียกเธอ "วิสรรชนีย์" มากกว่า เป็นนักเขียนหญิงที่ร่วมก่อตั้งกลุ่ม "นาคร" ในยุคแรกๆ
"วิสรรชนีย์ นาคร" ถือได้ว่าเป็นนักเขียนหญิงที่มีความสามารถอีกคนหนึ่งในยุคนั้น เพราะเขียนหนังสือได้หลายรูปแบบ ทั้งเรื่องสั้น บทกวี สกู๊ปพิเศษ และเขียนบทสัมภาษณ์ นอกจากนี้แล้วเธอยังเป็นนักข่าวหญิงไฟแรงในยุคนั้นด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่เธอเป็นนักข่าวประจำที่หนังสือมาตุภูมิสมัยที่อยู่ใกล้กับตีนสะพานวันชาติ หรือใกล้กับร้านข้าวต้มเจ๊อ๋า แถวๆวัดตรีทศเทพ วิสุทธกษัตริย์นั่นแหละ ซึ่งหนังสือพิมพ์มาตุภูมิในยุคนั้นมีนักข่าวนักเขียนหนุ่มไฟแรงหลายคนประจำอยู่ที่นี่ เช่น สำราญ รอดเพชร และ คมทวน คันธนู รวมทั้งนักข่าวหญิงที่ชื่อวิสรรชนีย์ นาครด้วย
จำได้ว่า มีงานเขียนบทความของเธอชิ้นหนึ่งที่ทำเอาหนังสือพิมพ์มาตุภูมิที่เธอทำอยู่ต้องเดือดร้อน เพราะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์งานหนึ่งเกี่ยวกับทหารกล้าที่พลีชีพในสนามรบนั่นเอง แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี แม้งานข่าวช่วงนั้นของเธอจะลดความร้อนแรงบ้างก็ตาม
ในบรรดาเพื่อนนักเขียนที่สนิทคุ้นเคยกับวิสรรชนีย์อีกคนหนึ่งก็คือ โดม วุฒิชัย เหตุที่นักเขียนยุคนั้นรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะมีจุดพบปะกันนั่นแหละ โดยเฉพาะสำนักงานนิตยสารและหนังสือพิมพ์ต่างๆ เพราะเป็นยุคที่ไม่มีอีเมลใช้อย่างทุกวันนี้ จะส่งต้นฉบับก็ส่งได้ทางไปรษณีย์ หรือไม่ก็ต้องถือต้นฉบับไปส่งถึงสำนักงานเท่านั้น
ด้วยเหตุนั้นแหละ ตามสำนักงานนิตยสารและหนังสือพิมพ์ต่างๆ จึงกลายเป็นแหล่งพบปะของนักเขียนไปโดยปริยาย และที่แห่งหนึ่งก็คือสำนักงานนิตยสารหนุ่มสาวของพี่กรณ์ ไกรลาศ หรือปกรณ์ พงศ์วราภา ซึ่งนับเป็นนิตยสารคุณภาพ และเป็นแหล่งตีพิมพ์เรื่องสั้น,เรื่องแปล,บทกวี และสกู๊ปพิเศษของนักเขียนมือฉมังที่สร้างผลงานเข้มข้น มีนักเขียนหนุ่มเดินเข้าออกแทบทุกวัน และนักเขียนหนุ่มคนหนึ่งก็คือ โดม วุฒิชัย ที่ทำงานอยู่ในกองบรรณาธิการแห่งนี้ด้วย
เพื่อนนักเขียนร่วมยุคสมัยเดียวกันกับ "วิสรรชนีย์ นาคร"นั้น จะรู้จักกันด้วยการอ่านผลงานของกันและกันเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะมาสนิทสนมกันในเวลาต่อมา ซึ่งส่วนมากแล้วจะมีโอกาสพูดคุยกันเวลามาพบหน้าค่าตาตามสำนักงานนิตยสารและหนังสือพิมพ์ต่างๆนั่นแหละ
“วิสรรชนีย์ นาคร” เป็นนครศรีธรรมราช จบปริญญาโท สาขาวารสารศาสตร์ ที่ ม.ธรรมศาสตร์ และศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ระดับปริญญาเอก สาขาสื่อสารมวลชน แต่ก็ต้องหยุดเมื่อล้มป่วย
เริ่มมีผลงานปรากฏให้เห็นราวๆ ปี 2519 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหตุการณ์ทางการเมืองกำลังร้อนแรง ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่ทำให้นักเขียนหนุ่มสาวตามรั้วมหาวิทยาลัย และกลุ่มวรรณกรรมตามภาคต่างๆ มีผลงานปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นอีกยุคหนึ่งที่บรรดานักเขียนหนุ่มสาวสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนภาพการเมืองเผด็จการและวิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างเผ็ดร้อน จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมชาติ โดยนักศึกษาถูกล้อมฆ่าจนเสียชีวิตจำนวนมาก และถูกคณะปฎิวัติยึดอำนาจอีกครั้งหนึ่ง จึงทำให้ผลงานเขียนของคนหนุ่มสาวชะงักงันไปชั่วคราว และหันไปทำงานด้านอื่นๆ เช่นเดียวกับวิสรรชนีย์ ซึ่งเธอเข้าทำงานอยู่ตามนิตยสารต่างๆหลายแห่ง เช่น จีเอ็ม,ไฮคลาส,กรวิก รวมทั้งนิตยสารลลนายุคหลังสุด นอกจากนี้ยังเขียนงานสารคดี เรื่องสั้นและนวนิยายด้วย...และในช่วงก่อนที่วิสรรชนีย์ นาครจะล้มป่วยนั้น เธอเป็นบรรณาธิการและผู้พิมพ์ผู้โฆษณาเซคชั่นจุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
สำหรับพิธีศพ "วิสรรชนีย์ นาคร" นั้น ตั้งศพอยู่ที่วัดหน้าพระบรมธาตุ ศาลาจตุคาม (ศาลาแรก) ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม กำหนดวันฌาปนกิจ วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม เวลา 16.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 081-958-7345 (คุณแม้ว) ณ เมรุวัดหน้าพระบรมธาตุ จ.นครศรีธรรมราช
จากเพื่อนถึงเพื่อน...ขอให้เพื่อนจงเดินทางสู่ดินแดนแห่งความสุขอันนิรันดร์ที่วิจิตรตระการตาและจงอยู่ท่ามกลางนางฟ้าที่งดงาม!

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

บทบาทของสื่อมวลชนในการสร้างความเป็น "ประชาคมอาเซียน"


  2013-08-26 18:02:52  cri
ธงอาเซียน
กวี จงกิจถาวร ประธานเครือข่ายสื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีป้า) สื่อมวลชนและคอลัมน์นิสอิสระ ให้สัมภาษณ์พิเศษ กับสถานีวิทยุ ซีอาร์ไอ เกี่ยวกับบทบาทของสื่อมวลชนในการสร้างประชาคมอาเซียน ที่ชาติสมาชิกทั้ง 10 ประเทศจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ชื่อ อาเซียน ภายในปีค.ศ. 2015 นั่นก็หมายถึงว่า มีเวลาเหลืออยู่อีกเพียงไม่ถึงสองปี

กวีเห็นว่า ประชาคมอาเซียน แม้จะมีความร่วมมือในมิติต่างๆทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคมแล้ว แต่ก็ไม่อาจรวมกันได้เป็นหนึ่งเดียวได้อย่างสมบูรณ์ หากสื่อมวลชนของประเทศต่างๆ ยังไม่มีความร่วมมือหรือมีความเข้าใจในบทบาทและสถานะของอาเซียนได้อย่างถ่องแท้

" อาจพูดได้ว่า ตอนนี้ แม้สื่อในอาเซียนจะมีเสรีภาพมากขึ้น เมื่อเทียบกับสถานการณ์ในอดีต โดยเฉพาะในพม่าที่มีความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ แต่ในภาพรวมก็ถือว่ายังน้อย การเป็นประชาคมอาเซียน สื่อมวลชนต้องมีความร่วมมือกันก่อน ถ้าสื่อไม่เขียนถึงการเป็นอาเซียน สังคมก็จะไม่เข้าใจ ถ้าเราย้อนดูการรวมกลุ่มสหภาพยุโรป จะเห็นว่า สื่อมีบทบาทสำคัญมากดังนั้น จากนี้ไปประเทศต่างๆต้องอาศัยสื่อมากขึ้นในการทำความเข้าใจเรื่องนี้ต่อคนในชาติ"

นอกเหนือจากประเด็นการสร้างความร่วมมือระหว่างสื่อมวลชนแขนงต่างๆในประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกันเองที่ยังไม่เข้มแข็งเพียงพอแล้ว เมื่อลงรายละเอียดถึงสื่อมวลชนในประเทศไทย กวีเห็นว่า ยังมีปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่สะท้อนว่ายังมีข้อจำกัดในการทำหน้าที่ นั่นคือ ตัวของนักข่าวและบก.ยังไม่มีความเข้าใจมากเพียงพอต่อความเป็นไปของประเทศในอาเซียน ทั้งในแง่ ประวัติศาสตร์ ความมั่นคง ด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ส่วนใหญ่เวลาเขียนจะมองแต่มุมเศรษฐกิจ ทั้งๆที่ในทางปฏิบัติมีความร่วมมือที่กว้างขวางมากกว่านั้น ซึ่งอาเซียนจะอยู่ได้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นกับเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว แต่ยังมีความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรมและการเมืองด้วย โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรมเป็นพื้นฐานของการสร้างความมั่นคงให้กับอาเซียน คนในชาติต่างๆต้องมีความเข้าใจ สามารถชื่นชมในอัตลักษณ์และความแตกต่างระหว่างกันได้ แต่ในเวลานี้ภาพของอาเซียน ยังไม่ได้มีสิ่งที่ร่วมกันเพียงพอ เรามีแต่ธงและเพลงอาเซียนเท่านั้นที่พอจะเป็นสัญลักษณ์ได้ซึ่งก็ยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง เแต่เรายังไม่มีอัตลักษณ์ร่วมของอาเซียน เรายังไม่มีสิ่งร่วมอื่น เช่น พาสปอร์ต หรือวีซ่าแบบเช็งเกนของยุโรป หรือสกุลเงินร่วม

กวีเห็นว่า ในช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมาสื่อมวลชนไทย มีการนำเสนอข่าวคราวอาเซียน แต่มักจะเน้นเรื่องกระแสเศรษฐกิจเป็นหลัก ส่วนอีกด้านจะเน้นความน่ากลัวของการรวมเป็นอาเซียน ในเชิงว่า ไทยจะเสียเปรียบในการแข่งขันหรือไม่ อย่างไร อีกด้านหนึ่งการเป็นการสร้างความเข้าใจผิดว่า ไทยจะตามหลังชาติอื่นเพราะพูดอังกฤษไม่คล่อง กลายเป็นว่า การเตรียมความพร้อมสู่อาเซียน คือการรณรงค์ ให้ความสำคัญกับการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งในข้อเท็จจริง มีรายละเอียดด้านอื่นๆอีกมากกว่านั้น

" เวลารายงานจะเป็น ไทยได้อะไรจากอาเซียน ลาว สิงคโปร์จะได้อะไรจากอาเซียนฯลฯ แต่ไม่ได้รายงานในมุมว่า อาเชียน ในการเป็นองค์กรร่วม จะเป็นอย่างไรในภาพรวมจากนี้ไป หรือแต่ละประเทศจะต้องเสียสละอะไรเพื่อให้ความเป็นอาเซียนมั่นคงได้มากขึ้นประชาคมอาเซียนจะเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้ ถ้าสื่อยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้มากเพียง พอ ไม่ได้หยิบยกสาระแท้ๆ ของอาเซียนมานำเสนอ การรวมของยุโรป แต่ละประเทศต้องเฉือนอธิปไตยของตนเพื่อเพิ่มอำนาจกำลังต่อรองในนามสหภาพยุโรป แต่ในอาเซียน ไม่มีทาง... แต่ละประเทศ ไม่ยอม ยังยืนยันที่จะสงวนประโยชน์ตัวเองให้มากที่สุด ดังนั้น สื่อมีหน้าที่จะต้องนำเสนอเนื้อหาต่างๆให้รอบด้านมากที่สุด"

กวีเห็นว่า จากนี้ไป ความหมายของประเทศ ที่วัดด้วยพรมแดนทางภูมิศาสตร์ จะลดลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นในประเทศหนึ่งของอาเซียน จะเป็นเรื่องที่ประเทศอื่นๆ ได้รับผลกระทบด้วย ไม่อาจแยกส่วน แบบโดดเดี่ยวได้อีกต่อไปนี่จึงเป็นสิ่งท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า

" เขตแดนประเทศคือ คนที่อยู่ข้างหน้าเรา ข้างหลังและข้างๆ เรา แต่ไม่ใช่พรมแดนอีกต่อไป ถ้าเราไม่เข้าใจเขา เราก็ไม่สามารถสานความสัมพันธ์ได้ราบรื่นต่อไปคนที่อยู่ข้างหน้าเรา อาจเป็นมาเลเซีย อาจเป็นลาว อาจเป็นพม่า กัมพูชา คำถามคือ เราเข้าใจทำความเข้าใจพวกเขาได้มากน้อยแค่ไหน "

ประธานซีป้ายังเห็นว่า ขณะนี้ รัฐบาลไทยมีสิ่งท้าทายใหม่ในการดำเนินนโยบายภายใต้กรอบอาเซียน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กับจีน ญี่ปุ่น เดิมเราให้ความสำคัญกับสหรัฐมาก แต่ขณะนี้ สถานการณ์ในเวทีโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ญี่ปุ่นเริ่มทวีความสำคัญมากขึ้น ยิ่งเมื่อมีปัจจัยเกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศ และความร่วมมือแบบทวิภาคีมาเกี่ยวข้องด้วย ยิ่งทำให้การกำหนดนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีความซับซ้อนมากขึ้น ไทยจะวางบทบาทอย่างไรระหว่าง จีนกับญี่ปุ่น เพราะอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งเขาเห็นว่า นโยบายของรัฐบาลไทยในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยังไม่ดีเพียงพอ เพราะ ยังไม่สามารถช่วงชิงบทบาทนำผลประโยชน์มาให้ชาติได้เต็มที่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศในเวลานี้

"น่าเสียดายที่ตอนนี้ ไทยไม่ได้มีบทบาทนำในอาเซียนเหมือนอดีต 46 ปีที่ผ่านมาอีกต่อไปแล้ว ก่อนหน้านี้เรามีบทบาทสำคัญหลายเรื่อง ทั้งความร่วมมือด้านความมั่นคงและด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากปัญหาการเมืองภายในประเทศของไทยเอง แต่สภาพที่เราเป็นอยู่ขณะนี้ ก็ยังมีโอกาส ในฐานะประเทศผู้ประสานงานอาเซียน ซึ่งเหลือเวลาอีก 20 เดือน ที่เราต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะไทยมีความสัมพันธ์แบบทวิภาคีที่ดีที่สุดกับจีนในเวลานี้"

กวีเห็นว่า ไทยต้องวางแนวทางสองบทบาทคือ ในความเป็นประเทศไทย และอีกบทบาทคือหนึ่งในสมาชิกอาเซียน เพราะต่อไปประชาคมอาเซียนจะถูกอ้างอิงเป็นหนึ่งเดียวที่มีประชากร 630 ล้านคน (แม้ในทางปฏิบัติอาจไม่เป็นอย่างนั้น)

ด้วยเหตุนี้ สื่อมวลชน ในฐานะหนึ่งในสถาบันหลักของสังคม ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้เท่าทันและติดตามความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนไหวในทุกมิติของสถานการณ์โลก เพื่อสามารถรายงานข้อมูลข่าวสารได้อย่าง ลึก รอบด้าน และทำให้ประชาชนผู้รับข่าวสารได้รับประโยชน์สูงสุด และจะเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมความพร้อม นำพาประเทศ ก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนได้อย่างสมภาคภูมิ...ในที่สุด
โสภิต หวังวิวัฒนา เรียบเรียง

สิ้นแล้ว “วิสรรชนีย์ นาคร” นักเขียนสาวมากฝีมือจากไปในวันคล้ายวันเกิด

สิ้นแล้ว “วิสรรชนีย์ นาคร” นักเขียนสาวมากฝีมือจากไปในวันคล้ายวันเกิด
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์27 สิงหาคม 2556 18:07 น.

ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - “วิสรรชนีย์ นาคร” หรือ จิราภรณ์ เจริญเดช นักเขียนสาวผู้มากฝีมือ ซึ่งป่วยเป็นโรคเซลล์เสื่อมมานานกว่า 4 ปี เสียชีวิตลงแล้วเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (27 ส.ค.) ซึ่งตรงกับวันเกิดของเธอเอง สำหรับพิธีสวดอภิธรรมศพ จะจัดขึ้นที่วัดหน้าพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
      
       ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า “วิสรรชนีย์ นาคร” หรือ จิราภรณ์ เจริญเดช นักเขียนสาวผู้มากฝีมือ ซึ่งป่วยเป็นโรคเซลล์เสื่อมมานานกว่า 4 ปี และนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเรื่อยมา โดยไม่สามารถขยับเขยื้อนเนื้อตัวได้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และสื่อสารกับผู้คนด้วยการกะพริบตาเท่านั้น ได้เสียชีวิตลงแล้วเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (27 ส.ค.) ซึ่งตรงกับวันเกิดของเธอเอง ทั้งนี้ พิธีสวดอภิธรรมศพจะจัดขึ้นที่วัดหน้าพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
      
       ในวันเกิดเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา เธอเขียนกลอนขึ้นบทหนึ่ง โดยการบอกจดด้วยวิธีที่น้องสาวเอาแผ่นอักษรพยัญชนะ และสระมาชี้ให้เธอเลือก โดยแสดงการเลือกด้วยสายตาทีละตัวๆ จนประสมกันเป็นกลอนครบ 1 บท โดยไม่มีใครคาดคิดว่า 2 ปีถัดมา เธอจะจากลาโลกนี้ไปในวันคล้ายวันเกิดของเธอเช่นเดียวกัน
      
       “...จากใจพี่อ้น
      
        ซาบซึ้งในทุกมือที่มาช่วย
        ต่างร่วมด้วยดูแลพร้อมรักษา
        พยาบาลทุกคนกรุณา
        อยากเปล่งเสียงคำว่าแสนขอบคุณ
      
        จิราภรณ์ เจริญเดช
        ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๔...”
       

ออกหมายจับ15แกนนำม็อบสวนยางนครฯ

         ขณะนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งทีมเชี่ยวชาญการบริหารเหตุการณ์วิกฤต, หน่วยบินตำรวจ และฝ่ายเทคโนฯ ไปสนับสนุนการปฎิบัติ ณ พื้นที่เกิดเหตุแล้ว โดยเบื้องต้น ศาล จว. นครศรีธรรมราช ได้ออกหมายจับแกนนำก่อเหตุรุนแรง 6 คน ได้แก่
1. นายชญานิน คงลัง
2. นายก้องเกียรติ ชูทอง
3. นายสมภาษณ์ ขวัญทอง
4. นายสัมมิตร จุ้ยปลอด
5. นายประภาส ภักดีรัตน์
6. นางวนิดา แก้วมณี


               ข้อหา กระทำการใดๆให้ทางสาธารณะอยู่ในลักษณะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่จราจร ป.อาญา ม.229 จำคุก ไม่เกิน 3 ปี/ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเมื่อวันที่ 23 ส.ค. จับกุม จำนวน 9 คน ได้แก่
1. นายพีรพงศ์ วิชัยดิษฐ์
2. นายภิญโญ หมื่นจร
3. นายบัญชา ณ พัทลุง
4. นายกิตติวดี ขุนทอง
5. นายสมโภชน์ กำเนิดรักษา
6. นายสำราญ คงสวัสดิ์
7. นายสากล อินทระ
8. นายสมสุข กำเนิดรักษา
9. นายสมเกียรติ ทองเสน
             ในข้อหา “ร่วมกันปิดกั้นทางหลวง หรือ นำสิ่งใดมาขวางหรือวางไว้บนทางหลวงในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล” ตาม พรบ.ทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 39 รับโทษตาม ม. 71 โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

วิจัยชี้BRNหวังรัฐอิสระ! RKKหลอนกูกลับมาแล้ว

            
วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2556, 00:00 น.

โจรใต้เขย่าขวัญ "ครู-นร." ลอบเข้าโรงเรียนเทศบาล 3 สุไหงโก-ลก พ่นสเปรย์สีแดงขู่ "กูกลับมาแล้ว" ส่วน อ.สะบ้าย้อยดักยิงชาวสวนยางบาดเจ็บ เมืองปัตตานีขับรถประกบใช้อาก้าถล่มผู้ใหญ่บ้าน โชคดีหมอบบนเบาะรอดตายหวุดหวิด "มือยิงอิหม่ามยะโก๊บ" เข้ามอบตัวสู้คดี "ผอ.สันติวิธี" ซัดรัฐบาลไทยปกปิดข้อมูลเจรจาสันติภาพ ทำสังคมสับสน

เมื่อวันอาทิตย์ สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเกิดเหตุรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เวลาประมาณ 10.30 น. พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ สุขวัฒน์ธนกุล รอง ผบก.ภ.จ.นราธิวาส รักษาราชการแทน ผกก.สภ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ได้นำกำลังตำรวจ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดอโณทัย พร้อมสุนัขสงคราม เดินทางไปโรงเรียนเทศบาล 3 ซึ่งตั้งอยู่ ถ.เอเซีย 18 เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก เพื่อตรวจสอบเหตุคนร้ายแฝงตัวเข้าไปในโรงเรียน แล้วใช้สีสเปร์สีแดงพ่นข้อความภาษาอังกฤษและภาษาไทยลงบนพื้นปูนคอนกรีต ทางขวามือของประตูทางเข้าโรงเรียน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบข้อความระบุ "RUN RKK BAK โจรใต้กูกลับมาแล้ว" ซึ่งโรงเรียนดังกล่าวอยู่ระหว่างใช้เป็นสถานที่สอบเก็บคะแนน ของนักศึกษาศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเขต อ.สุไหงโก-ลก เจ้าหน้าที่เชื่อว่า เป็นฝีมือของสมาชิกแนวร่วมกลุ่มผู้ไม่หวังดีในพื้นที่ เคลื่อนไหวเพื่อสร้างความปั่นป่วน และน่าจะเป็นกลุ่มเดียวที่ลอบวางระเบิดบริเวณสี่แยก รร.บุญลาภ เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จนมีทหารและชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ 8 ราย

ที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เวลา 05.45 น. เกิดเหตุคนร้ายดักยิงนายมะคอรี นาแซ อายุ 36 ปี หน้าบ้านเลขที่ 22/4 บ้านล่องควน หมู่ที่ 6 ต.คูหา อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ขณะกำลังออกจากบ้านเพื่อไปกรีดยาง กระสุนปืนเข้าที่บริเวณมือได้รับบาดเจ็บ เพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์ช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลสะบ้าย้อย โดย พ.ต.อ.ประวิตร ซ่อเส็ง ผกก.สภ.สะบ้าย้อย เดินทางไปตรวจสอบว่าเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่หรือไม่

ส่วนที่ อ.เมืองฯ จ.ปัตตานี เวลา 16.50 น. คนร้าย 3 คน ใช้รถมาสด้า 2 สีขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มาจอดประกบรถอีซูซุ ดีแม็กซ์ 4 ประตู สีบรอนซ์เทา ทะเบียน กข 9796 ปัตตานี ของนายมะนาเซ มะโระ ผู้ใหญ่บ้าน ม.4 ต.คลองมานิง อ.เมืองปัตตานี บนถนนทางหลวงชนบทบ้านคลองมานิง-ปูยุด ม.3 ต.คลองมานิง อ.เมืองฯ จ.ปัตตานี จากนั้นคนนั่งหลังเปิดกระจกใช้อาวุธปืนอาก้ายิงถล่มใส่รถของนายมะนาเซ จนตัวถังพรุน กระจกแตก โชคดีนายมะนาเซไม่ได้รับบาดเจ็บ ก่อนคนร้ายจะรีบขับรถหลบหนีไป

พ.ต.อ.ต่วนเดร์ จุฑานันท์ ผกก.สภ.เมืองปัตตานี จึงนำกำลังไปตรวจสอบ ทราบว่านายมะนาเซขับรถยนต์มาเพียงลำพัง เพื่อไปพบปะชาวบ้านบริเวณที่เกิดเหตุ ขณะที่กำลังจอดเพื่อลงจากรถก็ได้มีคนร้ายนำรถมาจอดเทียบ แล้วใช้อาวุธปืนอาก้ากราดยิงใส่ แต่โชคดีที่นายมะนาเซล้มตัวลงนอนบนเบาะรถ ทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่กระสุนถูกตัวถังรถได้รับความเสียหาย ส่วนคนร้ายหลังก่อเหตุได้หลบหนีไป

ขณะที่มีรายงานว่า ที่หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี พล.ต.ธวัช สุกปลั่ง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี รับตัวนายมาฮูเซ็น แมฮะ ผู้ต้องหาตามหมายจับ 1 ในทีมคนร้ายสังหารนายยะโก๊บ หร่ายมณี อิหม่ามประจำมัสยิดกลางปัตตานี ซึ่งญาติติดต่อขอพามามอบตัวสู้คดี โดยเจ้าหน้าที่สอบสวนอย่างเคร่งเครียดกว่า 3 ชั่วโมง ก่อนที่จะให้พนักงานสอบสวนและชุดตรวจพิสูจน์เข้าสอบสวนและเก็บดีเอ็นเอผู้ต้องหา เพื่อไปตรวจเทียบเคียงกับหลักฐานที่เก็บได้จากที่เกิดเหตุ 

ชุดสอบสวนระบุว่า ผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบยิงนายยะโก๊บ แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากมีพยานหลักฐานชัดเจน เห็นนายมาฮูเซ็นคือคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายจักรยานยนต์คันที่ 2 ใส่เสื้อสีส้ม

วันเดียวกัน นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพนายอธิคม ติวงค์ ครูโรงเรียนบ้านประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ซึ่งถูกคนร้ายลอบยิงเสียชีวิตบนถนนสายปัตตานี-ยะลา โดยมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาร่วมพิธี 

ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็น การปฏิบัติการในกระบวนการสร้างสันติภาพในมุมมองทัศนะของเยาวชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการทดลองเสนอรูปแบบกระบวนการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดโดย ศอ.บต., กลุ่มดรีมเซาธ์ (Dream South) หรือกลุ่มนักศึกษาจาก 5 มหาวิทยาลัยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

นายดันย้าล อับดุลเลาะ ตัวแทนกลุ่มดรีมเซาธ์ กล่าวว่า ไม่สามารถยอมรับได้ว่า BRN จะเป็นตัวแทนคนในพื้นที่ได้ เพราะนักศึกษาเห็นว่า ยังมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้อยู่ และไม่รู้ว่าเป็นตัวแทนใคร จึงต้องมีการรับฟังความเห็นในเรื่องนี้ก่อน โดยเฉพาะจากประชาชนชาวมลายูในพื้นที่

"ที่ให้เรียกว่าผู้ปลดแอก ไม่ใช่ผู้แบ่งแยกนั้น ธงที่แท้จริงของขบวนการ BRN คืออะไร แต่ไม่พูดออกมาตรงๆ และคำว่าปลดแอกนั้น เป็นคำที่มีนัยในทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้มีข้อเสนอที่ชัดเจนในเรื่องการปกครอง ต้องมีการทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า คำว่าองค์การปลดแอก และแบ่งแยกดินแดนนั้น แต่ละคำมีความหมายอย่างไร" ตัวแทนกลุ่มดรีมเซาธ์กล่าว

ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการจัดกิจกรรมเปิดงานวิจัยเรื่อง "เป้าหมายสุดท้ายของกลุ่ม BRN กับ Peace Process" ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ "1 ทศวรรษสามจังหวัดชายแดนใต้: ทิศทาง ความรู้ และอนาคต" โดยเป็นงานวิจัยของ น.ส.จิราพร งามเลิศศุภร นักวิจัยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

น.ส.จิราพรกล่าวว่า เป้าหมายสุดท้ายบีอาร์เอ็นไม่เคยเปลี่ยน ตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน คือต้องการเอกราชและสังคมนิยมอิสลาม ตามหลักเชื้อชาติ ศาสนา แผ่นดิน ดังนั้น บีอาร์เอ็นจึงพยายามทำให้สถานการณ์ในพื้นที่นำไปสู่การปฏิวัติ และหากได้ดินแดนแล้วจึงจะมาคิดเรื่องการปฏิรูปการพัฒนา

"การแก้ปัญหานาทีนี้ต้องใช้หลายๆ แนวทาง ซึ่งไม่สามารถใช้แนวทางเดียวได้ และหากเปิดพื้นที่แล้วแต่พวกเขาไม่ร่วมมือ ก็ควรดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ใช้ความรุนแรง โดยให้คิดถึงสิทธิมนุษยชนเป็นหลัก และควรให้ความรู้ทางหลักศาสนาอิสลามที่ชัดเจน และอยากให้ไปศึกษาเรื่องการจัดระบบดูแลคนที่เลิกสู้แล้วในต่างประเทศ และในแบบสากล เพื่อให้คนที่เลิกสู้มีความเป็นอยู่ที่ดี แทนที่จะไปง้อกลุ่มที่ไม่เลิกต่อสู้" ผู้วิจัยโครงการดังกล่าวระบุ

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ในการพูดคุยระหว่างบีอาร์เอ็นกับฝ่ายไทยที่ดำเนินการมาแล้วนั้น ตนได้ข้อมูลจากกลุ่มบีอาร์เอ็นแล้ว พบว่าการจัดการพูดคุยของบีอาร์เอ็นมีรูปแบบกระบวนการที่ดี เพราะก่อนเจรจาจะมีการประชุมสภาบีอาร์เอ็น มีการกำหนดประเด็นที่จะพูดคุย มีการกำหนดคนเข้าพูดคุย และหลังจากประชุมก็ต้องนำเข้ารายงานสภาภายใน 24 ชม. จะได้กำหนดแนวทางการพูดคุยหรือการแถลงข่าวต่อไป แต่ฝ่ายไทยกลับหาตัวคนพูดก่อนที่จะมีการพูดคุยไม่นาน แล้วพอพูดคุยเสร็จก็เก็บข้อมูลอยู่กับตัวไม่มีการคุยกัน

เช่นเดียวกับ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การพูดคุยสันติภาพต้องคุยต่อ เพราะในการศึกษามีข้อมูลว่า กลุ่มที่ใช้ความรุนแรงกว่า 300 กลุ่ม มีเพียง 7 กลุ่มที่ใช้ความรุนแรงแล้วชนะ ซึ่งการสนทนาสันติภาพเป็นอาวุธสำคัญ ซึ่งหน่วยงานของรัฐ และสังคมจำเป็นต้องมีบทสนทนาในเรื่องนี้ให้มากกว่าปัจจุบัน.


วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ระหว่างเวที "ปฏิรูป" กับเวที "ผ่าความจริง"

พลันที่ "สภาปฏิรูปการเมือง" เริ่มตัดริบบิ้น ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ภาพเปรียบทางการเมืองก็เริ่มขึ้นระหว่างเวที "ปฏิรูป" กับเวที "ผ่าความจริง"

ระหว่างบทบาทของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับ บทบาทของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ขณะที่เวที "ปฏิรูป" เริ่มต้นจากความรัก ความปรารถนาดี

เวที "ปฏิรูป" มีคนอย่าง นายบรรหาร ศิลปอาชา มีคนอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล มีคนอย่าง นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ มีคนอย่าง นายสนธยา คุณปลื้ม นอกจากนั้น ยังมีคนอย่าง นายพิชัย รัตตกุล

มีคนอย่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มีคนอย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

แต่เวที "ผ่าความจริง" หากไม่เป็นวาจาอันเสียดแทงจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เป็นโวหารอันเกรี้ยวกราดจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

2 เวที เป้าหมายต่างกัน

มีความพยายามเป็นอย่างมากจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นับแต่เข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนสิงหาคม 2554

ความพยายาม 1 คือ การลดระยะห่างกับ "ผู้อาวุโส"

เห็นได้จากการเชิญ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าร่วมฟังคอนเสิร์ตที่ทำเนียบรัฐบาล จากนั้น ก็เดินทางเข้าบ้านสี่เสาเทเวศร์

ขณะเดียวกัน เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ความพยายาม 1 คือ การเยือนแต่ละเหล่าทัพเพื่อสมานความเป็นหนึ่งเดียว

ความเป็นหนึ่งเดียวระหว่าง "รัฐบาล" กับ "กองทัพ"

เป็นการเข้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ เป็นการเข้าสู่เหล่าทัพก่อนการเปิดเวที "สภาปฏิรูปการเมือง" เพื่อก้าวเข้าสู่มิติใหม่ทางการเมือง

มิติแห่งความรู้จัก สามัคคี

การดึงคนอย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เข้าร่วมนับว่าสำคัญ การดึงคนอย่าง นายบรรหาร ศิลปอาชา ให้มามีบทบาทนับว่าสำคัญ

เพราะ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน คือคนที่เคยทำรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เพราะนายบรรหาร ศิลปอาชา คือคนที่เคย "บอยคอต" การเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายน 2549

แปร "ศัสตรา" เป็น "แพรพรรณ"

การเคลื่อนไหวของรัฐบาล การเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกประเมินและตีความว่าเท่ากับโดดเดี่ยวพรรคประชาธิปัตย์ เท่ากับโดดเดี่ยว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เป็นเช่นนั้นจริงหรือ

เป็นเช่นนั้นหากว่าไม่มีคำเชิญชวนจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อพรรคประชาธิปัตย์และต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ในความเป็นจริง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกปากเชิญด้วยตัวเอง

ในความเป็นจริง คณะกรรมการดำเนินการโดย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โดย นายวราเทพ รัตนากร ได้มีหนังสือไปยังพรรคประชาธิปัตย์

แต่ได้รับการปฏิเสธ

เป็นการปฏิเสธทั้งๆ ที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา ตอบรับ เป็นการปฏิเสธทั้งๆ ที่ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ตอบรับ เป็นการปฏิเสธทั้งๆ ที่ นายสนธยา คุณปลื้ม ตอบรับ เป็นการปฏิเสธทั้งๆ ที่ นายอนุทิน

ชาญวีรกูล ตอบรับ

แม้กระทั่ง นายพิชัย รัตตกุล ก็ตอบรับ

จึงมิใช่รัฐบาล จึงมิใช่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรอกที่โดดเดี่ยวพรรคประชาธิปัตย์ หากแต่พรรคประชาธิปัตย์ หากแต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่างหากที่โดดเดี่ยวตัวเอง

"โดดเดี่ยว" ใน "บ้านร้าง"

มีคำกล่าว 1 ว่า เมื่อนักการเมืองพูด ประชาชนจะฟัง เมื่อนักการเมืองลงมือทำ ประชาชนจะเชื่อ

พรรคการเมืองบางพรรคเก่งในการพูด นักการเมืองบางคนเก่งในเชิงโวหาร แต่พรรคการเมืองบางพรรคถนัดในการลงมือทำ นักการเมืองบางคนถนัดในการลงมือทำ

"เมื่อท่านพูด ประชาชนจะฟัง เมื่อท่านลงมือทำ ประชาชนจะเชื่อ"

( @ Matichononline)

"อลงกรณ์"เปิดใจ เรื่องน่าเศร้า-จุดยืนปชป.

วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:45:25 น.
 

สัมภาษณ์พิเศษ โดย พนัสชัย คงศิริขันต์ และศุภกาญจน์ เรืองเดช

(ที่มา:มติชนรายวัน 26 ส.ค.2556)



"...บางครั้งถึงแม้เราจะคิดว่าเราต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง แต่ก็ต้องคำนึงถึงวิธีการต่อสู้..."

หมายเหตุ - นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ดูแลภาคกลาง ให้สัมภาษณ์พิเศษ "มติชน" ถึงแนวทางการต่อสู้ของ ปชป.ทั้งในและนอกรัฐสภา รวมทั้งเงื่อนไขข้อเรียกร้องในการเข้าร่วมเวทีสภาปฏิรูปซึ่งรัฐบาลพยายามเชิญให้คู่ขัดแย้งเข้าร่วมหาทางออกให้กับประเทศ

@ มองอย่างไรกับเหตุการณ์การประชุมร่วมกันของรัฐสภาขณะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่มาของ ส.ว.เกิดภาพอลหม่านครั้งยิ่งใหญ่ที่มาจากการคัดค้านพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)ในสภาอย่างเต็มที่

ผมว่าเป็นเรื่องน่าเศร้ามากที่เกิดเหตุการณ์อย่างนั้น และประชาชนคงจะผิดหวังและกระทบต่อภาพลักษณ์ ภาพพจน์ของรัฐสภาของเรา รวมทั้งพรรคของเราด้วย ผมก็เห็นสอดคล้องกับที่ท่านหัวหน้า
พรรคบอกว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมแล้วก็ประสงค์ที่จะไม่เห็นเหตุการณ์เหล่านั้นอีก ท่านประธานเองก็จะต้องไม่ปิดกั้นสิทธิการอภิปรายของสมาชิก จะต้องรู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ผ่อนปรน
ในการประชุมก็จะไม่ก่อให้เกิดปัญหา แต่ผมคิดว่าทุกคนเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผมเองก็อยากให้ขอโทษประชาชนในฐานะส่วนตัว ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อยากขอโทษประชาชนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และผมก็เชื่อว่าเราไม่อยากให้เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น แต่ว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ขอให้เป็นบทเรียนของประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาแต่ละท่าน เพราะฉะนั้นในวันที่ 2 จึงพิสูจน์ชัดเจนว่า เมื่อไม่มีการปิดกั้นสิทธิการอภิปรายการประชุมก็เป็นไปอย่างราบรื่น

@ แต่ ปชป.คัดค้านด้วยการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมอย่างยืดเยื้อทำให้ถูกมองว่าเป็นเผด็จการเสียงข้างน้อย

เหตุการณ์มันเกิดขึ้นโดยชนวนที่เกิดจากการที่ท่านประธานรัฐสภา กรรมาธิการได้ตัดสิทธิผู้แปรญัตติ 57 ท่าน และมีการอภิปรายเพื่อขอใช้สิทธิและมีการรวบรัดลงมติ ตรงนั้นเองที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ของความอลหม่านขึ้น เพราะฉะนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องที่มีการกำหนดไว้ หรือเป็นการวางแผนของ ปชป. หรือเสียงข้างน้อยแต่อย่างใด ข้อพิสูจน์คือวันรุ่งขึ้นที่มีการให้สิทธิอภิปราย ให้สิทธิผู้แปรญัตติทั้ง 57 คน ทุกอย่างก็ดำเนินหน้าตามปกติ ขอให้ทุกคนมีสติ อย่างกฎหมายบางฉบับ เช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ปชป.ได้ยึดหลัก Flilbuster (การขัดขวางการผ่านญัตติหรือมติในรัฐสภา) คือการต่อสู้ในรัฐสภา หรือในสภาผู้แทนราษฎรโดยการอภิปรายอย่างยืดยาว ซึ่งถือเป็นวิธีการหนึ่งในการแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงต่อกฎหมายดังกล่าว ซึ่งผมคิดว่าตราบใดที่ยังเป็นการต่อสู้ในระบบรัฐสภาก็เป็นแนวทางที่ถูกต้อง

@ นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษา ปชป. ห่วงการคัดค้านในสภาและนอกสภาจะนำไปสู่อนาธิปไตย

ผมคิดว่าบทเรียนดังกล่าวคงทำให้เราตระหนักและสำนึก และทำให้เรามีการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้อง ดังนั้นวันที่ 2 ของการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญเหตุการณ์ก็เป็นปกติ คงไม่เป็นไปถึงขั้นอย่างที่วิตกกังวลอย่างนักวิชาการบางท่าน ซึ่งอันนี้คงต้องมีการพูดคุยกันในพรรค บางครั้งถึงแม้เราจะคิดว่าเราต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง แต่ก็ต้องคำนึงถึงวิธีการต่อสู้

@ ดูแนวทางของ ปชป.จากนี้จะเดินหน้าคัดค้านในและนอกสภาอย่างจริงจังใช่หรือไม่

เราได้มีข้อสรุปในเรื่องนี้ในคณะกรรมการบริหารพรรคในเดือนสิงหาคมว่า ปชป.จะต้องต่อสู้ในแนวทางรัฐสภาเท่านั้น ส่วนการชุมนุม การเดินขบวนภายนอกเป็นเรื่องส่วนบุคคล เป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่ใช่ในนามของพรรค ไม่เกี่ยวกับพรรค กรรมการบริหารพรรคเราได้พูดชัดเจน และเราได้พูดถึงเรื่องอย่างเวทีผ่าความจริงว่าการจัดเวทีทางการเมือง หรือการชุมนุมทางการเมืองเป็นสิ่งที่พรรคดำเนินการได้ ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่ต้องไม่เอาพรรคออกมาเดินขบวน เพราะการจัดปราศรัยทางการเมืองหรือการจัดการชุมนุมทางการเมืองก็ถือเป็นสิทธิเหมือนกับประชาชนทั่วไป ส่วนการไปร่วมกับองค์กรพลังมวลชนอื่นๆ ในการชุมนุมหรือไม่เป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล จะต้องไม่นำพรรคเข้าไปเกี่ยวข้อง

@ คุณอลงกรณ์คิดว่าการต่อสู้ในสภาน่าจะเป็นแนวทางของพรรคมากกว่าการออกมาคัดค้านนอกสภา

เป็นจุดยืนของประเทศนี้ด้วย ไม่ว่า ปชป.หรือพรรคเพื่อไทย (พท.) กลุ่มพลังมวลชนใดๆ จะต้องให้การยอมรับว่ารัฐสภานั้น คือ ศูนย์กลางของการแก้ไขปัญหา ศูนย์กลางของการตัดสินใจของประเทศนี้และ ปชป.ต้องเป็นแบบอย่างในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการต่อสู้ทางการเมืองในอดีต จะต้องไม่มี 2 ขา จะต้องมีเพียงขาเดียว นั่นคือการต่อสู้ในระบบรัฐสภา ส่วนการต่อสู้นอกรัฐสภาก็เป็นและเสรีภาพของประชาชน จะกลุ่มใดก็ตามที่แสดงออกทางการเมืองภายใต้กรอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ

@ แต่ท่านชวนลงมาคัดค้านนอกสภาด้วยซึ่งเป็นการนำทัพเพื่อยับยั้งกฎหมายที่จะเข้าสภา

ผมกังวลใจต่อเรื่องนี้มาก ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ไปเดินด้วยในเช้าวันนั้น และเมื่อมีคำถามขึ้นมาผมก็บอกว่าผมอยู่ในสภา เพราะผมปฏิบัติตามมติของกรรมการบริหารที่ให้เราต่อสู้กันในระบบรัฐสภาอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันผมคิดว่าการแสดงออกในวันนั้นเป็นเพียงการแสดงสัญลักษณ์ของการไม่เห็นด้วยต่อร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่เกรงว่าจะมีการสอดไส้ หมกเม็ดในชั้นการแปรญัตติ และหวังว่าจะเป็นครั้งเดียว เป็นการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ที่อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและไม่ใช่ในนามของพรรค ซึ่งตรงนี้ต้องทำความเข้าใจให้เกิดความชัดเจน จะได้เห็นว่าแนวทางของพรรคยังยึดมั่นในระบบรัฐสภา

@ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เรียกร้องให้ ปชป.ลาออกจาก ส.ส.มานำมวลชนนอกสภา

ผมคิดว่าเราไม่ได้ตอบรับในเรื่องการลาออก เพราะไม่ใช่วิถีทางการต่อสู้ในระบบรัฐสภาที่เรายึดมั่น แต่ในขณะเดียวกันการที่มีเป้าหมายตรงกันในเรื่องของการต่อต้านการคอร์รัปชั่น การดำเนินงานเพื่อคนบางกลุ่ม บางพวกโดยไม่คำนึงถึงคนส่วนใหญ่ก็ถือว่าเป็นแนวร่วมทางความคิด เพราะฉะนั้น ในขณะนี้พรรคก็ไม่มีแนวคิดที่จะลาออก แต่หากสมาชิกเห็นว่ามติของพรรคนั้นได้กำหนดกรอบไว้ว่าเราจะต่อสู้ในระบบรัฐสภาและให้เป็นสิทธิส่วนบุคคลในการที่จะไปดำเนินการในการต่อสู้ร่วมกับองค์กรอื่นๆ ใดๆ เราก็ไม่ปิดกั้น

ผมคิดว่าในสถานการณ์ขณะนี้มันท้าทายที่จะพิสูจน์จุดยืนและอุดมการณ์ของพรรค ถ้าเราไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้ทางการเมืองแบบ 2 ขาของ พท.หรือกลุ่มคนเสื้อแดง และเห็นว่าการชุมนุมที่ผิดกฎหมายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วเราจะไปทำผิดซ้ำแบบเดียวกันได้อย่างไร และถ้าเราไปดำเนินการในลักษณะเดียวกันก็จะสร้างความแตกแยกให้กับประเทศนี้รุนแรงมากขึ้น ดังนั้น เราต้องสร้างแบบอย่างที่ดีเป็นต้นแบบเพื่อให้กลุ่มคน พท.หรือกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นได้กลับมาสู่แนวทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและกลับมายึดมั่นในการต่อสู้ระบบรัฐสภา ถ้าเราเปลี่ยนแปลงการเมืองสู่โฉมหน้าใหม่อย่างนี้ก็จะเป็นการต่อสู้ในระบบรัฐสภา ต่อสู้ด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยข้อเท็จจริง ถ้าเราแพ้เสียงข้างมากในสภา เราก็ต้องคิดชนะใจประชาชน เพื่อชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า นั่นคือ คิดให้เก่งกว่าแล้วการเมืองก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ถ้าต่อสู้กันโดยไม่คำนึงถึงวิธีการมันก็จะเป็นกงเกวียนกำเกวียน เป็นประชาธิปไตยแบบกงเกวียนกำเกวียน เป็นการเมืองแบบกงเกวียนกำเกวียน และไม่รู้ว่าอนาคตประเทศจะจบลงที่ตรงไหน

@ ถ้ารัฐบาลชะลอกฎหมายนิรโทษกรรม หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปชป.จะเข้าร่วมตอบรับสภาปฏิรูปในอนาคตหรือไม่

ท่านหัวหน้า ปชป.ได้เสนอข้อเสนอ ซึ่งผมคิดว่าเป็นโอกาสทองก่อนที่จะมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยให้ชะลอ ปชป.พร้อมที่จะมามีส่วนร่วมในการพูดคุยเพื่อที่จะหาทางออกให้กับ
ประเทศ นั่นเป็นครั้งที่ 1 ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้มีการตอบสนอง ครั้งที่ 2 เมื่อได้มีการเสนอสภาปฏิรูปการเมือง หัวหน้าพรรคก็ได้ผ่อนปรนข้อเสนอดังกล่าวขอเพียงแค่ชะลอ เพื่อแสดงความจริงใจของรัฐบาล และถ้าปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว ปชป.ก็พร้อมที่จะเข้าร่วมสภาปฏิรูปการเมือง ขณะนี้ก็ยังไม่มีท่าทีตอบสนองจากฝั่งของรัฐบาล

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊คกับมติออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline

นายกฯนัดผบ.เหล่าทัพหารือโผทหาร

ความคืบหน้าในการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารประจำปี 2557 โดยมีรายงานข่าวจากนายทหารในพรรคเพื่อไทยคนหนึ่งระบุว่า ขณะนี้ทหารส่วนหนึ่งเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเพื่อวิ่งเต้นขอตำแหน่งในการปรับย้ายครั้งนี้ พร้อมกระแสข่าวว่า พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม และพล.อ.มล.ประสบชัย เกษมสันต์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม รวมทั้งพล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ได้เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อหารือเรื่องโผโยกย้ายหลังจาก พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้เสนอชื่อ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก รองปลัดกระทรวงกลาโหม ขึ้นปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่

ข่าวแจ้งด้วยว่า พล.อ.นิพัทธ์ ได้รับแรงสนับสนุนจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ขณะที่มีรายงานว่า นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต้องการผลักดันให้ พล.อ.จิระเดช ข้ามห้วยมาเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม เนื่องจากสนิทสนมเป็นการส่วนตัว ส่วนตำแหน่ง ผบ.ทร. นั้น พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. ยังคงยืนยันจะเสนอชื่อ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รอง ผบ.ทร. ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่มีท่าทีปฏิเสธ ทั้งนี้คาดว่านายกฯ จะนัด ผบ.เหล่าทัพประชุมคณะกรรมการแต่งตั้งนายทหารระดับนายพลในวันที่ 30 ส.ค. นี้


นิวยอร์คไทม์ตีข่าวการเมืองไทย

"นิวยอร์กไทมส์"แนะอียิปต์ยึดแนว"ปูโมเดล"-ยุติรุนแรงมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ-ยอมต่อรองเพื่อความสงบ

เมื่อวันที่ 23 ส.ค. เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ สื่อชื่อดังในสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์บทความชื่อ "อียิปต์จะเรียนรู้จากไทยได้หรือไม่?" เขียนโดยนายโจนาธาน เทปเปอร์แมน บรรณาธิการของนิตยสาร "ฟอเรนจ์ แอฟแฟร์ส" ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศ

นายเทปเปอร์แมนระบุในบทความดังกล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นบุคคลที่สามารถต่อรองกับกลุ่มต่างๆ ในการเมืองไทย และพลิกสถานการณ์จากสภาวะความไม่สงบต่างๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนประเทศไทยกลับมาดำรงเสถียรภาพได้ ต่างจากประเทศอียิปต์ยังอยู่ในวิกฤตวุ่นวายจากการเดินหน้าปราบปรามฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล

นายเทปเปอร์แมนกล่าวว่า ปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยเริ่มขึ้นจากรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2549 ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างกองทัพ กลุ่มนิยมสถาบัน และกระบวนการยุติธรรม ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างฝ่ายเสื้อเหลืองที่พยายามพิทักษ์ระบอบ "กึ่งศักดินา" ในไทย กับฝ่ายเสื้อแดง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจนในต่างจังหวัดและเขตเมืองที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ

บทความระบุอีกว่า เกิดความวุ่นวายทางการเมืองมาตลอด จนกระทั่งเกิดการสลายการชุมนุมของฝ่ายเสื้อแดงในปี 2553 มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 90 ราย และน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ชนะการเลือกตั้งในปีถัดมา
ซึ่งผลที่ตามมาคือไทยพลิกกลับมาอยู่ในความสงบ เศรษฐกิจเติบโต และการท่องเที่ยวก็คึกคักอีกครั้ง โดยความสำเร็จของน.ส.ยิ่งลักษณ์มาจากการปราบปรามพฤติกรรมทุจริต ต่อรองกับฝ่ายตรงข้าม
และมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

โดยนายเทปเปอร์แมนมองว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์เริ่มแผนการช่วยเหลือคนจนในประเทศจากการสร้างเสถียรภาพก่อน ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายต่างๆ เช่น ยกเว้นภาษีรถคันแรก ขึ้นค่าแรง
ขั้นต่ำ 300 บาท ที่ทำให้ชนชั้นล่างและกลางพอใจ ขณะเดียวกันก็ลงทุนด้านสาธารณูปโภคและลดภาษี เพื่อเอาใจกลุ่มธุรกิจและคนร่ำรวย

"นอกจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังต่อรองกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง โดยไม่แตะต้องกองทัพซึ่งมีบทบาทในการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 และไม่แก้ไขมาตรา 112 แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมให้พ.ต.ท.
ทักษิณซึ่งเป็นบุคคลที่ชนชั้นสูงต่อต้านกลับมายังประเทศ ไทยเช่นกัน"

ผู้เขียนระบุด้วยว่า การยอมต่อรองกับฝ่ายตรงข้ามเช่นนี้ทำให้อำนาจไม่เป็นประชาธิป ไตยเข้ามาจำกัดบทบาทของรัฐบาล ขณะที่รัฐบาลก็ยอมให้มีการลิดรอนเสรีภาพในการแสดงออก ด้านครอบครัวของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เมื่อปี 2553 ต่างไม่พอใจเพราะเห็นว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่จริงจังในการดำเนินคดีกับผู้สั่งการ ซึ่งล้วนแต่เป็นผลกระทบที่ย่ำแย่

นายเทปเปอร์แมนวิเคราะห์ว่า แต่สิ่งที่ดำเนินการทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะถ้ารัฐบาลมีเสถียรภาพ ไม่มีการต่อสู้กันบนท้องถนน ประเทศไทยก็มีโอกาสพัฒนาประชาธิป ไตยในระยะยาวได้ต่อไป

"ความไม่สมบูรณ์ของการต่อรองครั้งใหญ่ของน.ส.ยิ่งลักษณ์สะท้อนว่าเป็นการต่อรองที่ดี เพราะแสดงว่าทุกคนรู้สึกว่าตนไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ซึ่งก็แปลว่าไม่มีใครได้สิ่งที่ตัวเองต้องการทุกอย่าง" นาย
เทปเปอร์แมนระบุ

บ.ก.ฟอเรนจ์ แอฟแฟร์ส สรุปว่า ถึงแม้การต่อรองนี้เป็นสันติภาพที่เปราะบาง เพราะอาจเกิดความวุ่นวายได้หากพ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับไทย และความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนในประเทศเพิ่มพูนขึ้นกว่านี้ แต่ก็ยังดีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์เลือกที่จะเจรจาต่อรองกับฝ่ายตรงข้าม แทนที่จะเดินหน้าชนกับฝ่ายตรงข้ามท่าเดียว

"แน่นอนว่าการต่อรองนี้มีความยุ่งยากอยู่ แต่ก็เป็นความยุ่งยากที่ประเทศอื่นๆ อย่างอียิปต์ เวเนซุเอลา ซิมบับเว ได้แต่ฝันถึงในขณะนี้" นายเทปเปอร์แมนสรุป

http://www.nytimes.com/2013/08/23/opinion/tepperman-can-egypt-learn-from-thailand.html
/////////////////

วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 16:55 น.  ข่าวสดออนไลน์


"นิวยอร์กไทมส์" ตีข่าวทั่วโลก ชี้ปชป.ละทิ้งอุดมการณ์รัฐสภา - ปลุกระดมหยาบคาย นำม็อบประท้วงข้างถนน

 วันที่ 26 ส.ค. นิวยอร์กไทมส์ สื่อหนังสือพิมพ์ชื่อดังระดับโลกของสหรัฐอเมริกา รายงานบรรยากาศเวที “ผ่าความจริง” ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พร้อมบทวิเคราะห์ของนายโทมัส ฟุลเลอร์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคเอเชียของนิวยอร์กไทมส์

 บทวิเคราะห์ที่เขียนโดนนายฟุลเลอร์ชี้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ละทิ้งแนวทางในรัฐสภา จากที่เคยย้ำว่าจะยึดมั่นในระบอบรัฐสภา และหันมาใช้วิธีปลุกระดมการประท้วงตามท้องถนนแทน โดยอ้างว่าเป็นการเลียนแบบ “อาหรับสปริง” ซึ่งท่าทีดังกล่าวทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะที่ผ่านมาพรรคนี้มีภาพลักษณ์เป็นพรรคที่มีความสุภาพ ไม่ก้าวร้าว และมีลักษณะเชิงปัญญาชน แต่ทุกวันนี้กลับกลายเป็นกลุ่มการเมืองที่พยายามจุดชนวนการประท้วงเพื่อต่อต้านรัฐบาลของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลังจากที่เมืองไทยห่างเหินจากบรรยากาศการปะทะกันตามท้องถนนตั้งแต่เหตุการณ์การประท้วงเมื่อปี 2553

 รายงานนิวยอร์กไทมส์ ระบุต่อไปว่า สาเหตุสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์นำการประท้วงในครั้งนี้คือแผนการผ่านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ของพรรคเพื่อไทย แต่อีก
สาเหตุหนึ่งคือความรู้สึกไร้ซึ่งอำนาจของพรรคประชาธิปัตย์ หลังพรรคนี้แพ้การเลือกตั้งเมื่อ 2 ปีก่อน จนปูทางให้กลุ่มการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาสู่อำนาจได้อีกครั้ง

 นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังถูกวิจารณ์อย่างหนักหลังนำพรรคของตนไปสู่ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด และหัวหน้าพรรคดีกรีระดับออกซ์ฟอร์ดผู้นี้ ยังถูกวิจารณ์ว่าไม่สามารถเข้าถึงประชาชนรากหญ้าได้ โดยเฉพาะประชาชนในเขตภาคอีสาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนาและคนยากจน

 รายงานข่าวตั้งข้อสังเกตว่า ในการชุมนุมเวที “ผ่าความจริง” เมื่อวันที่ 24 ส.ค. มีแกนนำพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมากขึ้นเวทีปราศรัย รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย โดยมีการ
ใช้วาจาด่าทอน.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างหยาบคาย และมีการปลุกระดมให้โค่นล้มรัฐบาลด้วย

 นอกจากนี้ รายงานของนิวยอร์กไทมส์ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ปฏิเสธกระบวนการปรองดองของรัฐบาล และยังใช้วิธีก่อความปั่นป่วนมาใช้ในรัฐสภาเช่นกัน จนทำให้หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งถึงกับพาดหัวว่า “อัปยศ”

 อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวของนิวยอร์กไทมส์ มองว่า ยังไม่แน่ชัดว่าผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถชุมนุมยืดเยื้อเพื่อโค่นล้มรัฐบาลได้ดังที่แกนนำต้องการหรือไม่ เพราะการชุมนุมระยะยาว
ในประเทศไทยเป็นเรื่องยากลำบาก ต้องเจอกับทั้งสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวหรือพายุฝน อีกทั้งผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมากเป็นคนชั้นกลาง ซึ่งผู้ประท้วงส่วนหนึ่งก็ให้สัมภาษณ์ในข่าวว่า ถ้าหากลำบากมาก ก็คงดูทีวีอยู่ที่บ้านดีกว่า

 รายงานข่าวนิวยอร์กไทมส์ ยังได้สัมภาษณ์ความคิดเห็นของนายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนายอลงกรณ์กล่าวว่า ตนเองไม่เห็นด้วยกับยุทธวิธีของพรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้ มองว่าพรรคจะไม่มีทางชนะใจประชาชน “ประชาธิปไตยแบบม็อบ” เพราะจะมีแต่สร้างความแตกแยกไม่สิ้นสุด โดยตนมองว่าพรรคประชาธิปัตย์ควรเร่งปฏิรูปตนเองจะดีกว่า เช่น ใช้ระบบไพรมารีคัดสรรผู้สมัครเลือกตั้งที่ประชาชนต้องการ และเน้นการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนในขณะที่เศรษฐกิจของไทยและประเทศรอบข้างเริ่มส่อเค้าถดถอย

 ด้านนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ให้สัมภาษณ์รายงานข่าวนิวยอร์กไทมส์ว่า พรรคประชาธิปัตย์คาดการณ์ความรู้สึกของประชาชนผิดพลาด จึงจุดกระแสไม่ติด นอกจากนี้ นายสมบัติยังแสดงความผิดหวังที่เห็นพรรคประชาธิปัตย์ลงมาเล่นการเมืองบนท้องถนน โดยเปรียบเทียบว่าเหมือนเป็นมาราโดน่าลดตัวลงมาเล่นบอลข้างถนนเสียเอง

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNM056VXhNVEEyTmc9PQ%3D%3D&subcatid
//////////////////
The New York Times – International Herald Tribune แพร่ข่าวม๊อบ ปชป.ชี้อภิสิทธิ์ไฮปาร์คแข็งกร้าวหนัก ที่มา : http://www.naewna.com/

26 ส.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นาย Thomas Fuller ผู้สื่อข่าวนิวยอร์กไทมส์ หนังสือพิมพ์ทรงอิทธิพลในสหรัฐ ได้นำเสนอรายงานเชิงข่าว 'Well-Mannered Thai Party Throws Down Its Gloves in Government Protests' โดยระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีชื่อเสียงว่า เป็นพรรคน้ำดี ใช้สติปัญญา ในสายตาของคนชั้นกลางกรุงเทพ และมุ่งมั่นแก้ปัญหาผ่านสภาผู้แทนฯได้ขู่ที่จะ'โค่นล้ม' รัฐบาล ด้วยการระดมผู้สนับสนุนออกมาประท้วงบนท้องถนน โดยนำมวลชนก่อการลุกฮือแบบอาหรับสปริง


พรรคประชาธิปัตย์กับรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมได้ขัดแย้งในเรื่องร่างกฎหมายหลายฉบับ รวมถึงร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งพรรค ปชป. ถือว่าเป็นการลบล้างความผิดให้แก่ผู้ต้องหาที่กระทำความผิดในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมทั้งทำผิดกฎหมายอาญาในข้อหาต่างๆ

เขารายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเกิดในอังกฤษ จบการศึกษาที่ออกซ์ฟอร์ด ได้ถูกกดดันอย่างต่อเนื่องนับแต่พ่ายแพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 2 ปีก่อน เขาถูกตั้งข้อหาก่อให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล สืบเนื่องจากการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมเมื่อปี 2553 ระหว่างที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังถูกวิจารณ์ว่า ไม่สามารถเชื่อมโยงกับคนรากหญ้าได้ โดยพรรค ปชป.พ่ายแพ้อย่างยับเยินในภาคอีสาน ซึ่งมีผู้ออกเสียงราว 1 ใน 3 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด

“ในการปราศรัยเมื่อวันเสาร์ นายอภิสิทธิ์ได้ใช้คำพูดแบบตีนติดดิน และแข็งกร้าวขึ้นกว่าแต่ก่อน ขณะที่ผู้ร่วมฟังการปราศรัยต่างตะโกนขับไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยขณะเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้จัดการประชุมเพื่อปฏิรูปการเมือง ซึ่งพรรค ปชป.บอกปัดคำเชิญเข้าร่วม”


นิวยอร์กไทมส์ บอกว่า ยังไม่แน่ชัดว่า ผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จะอดทนกับการชุมนุมที่ยืดเยื้อ ท่ามกลางแดดร้อนและฝนตกได้หรือไม่ ผู้ฟังปราศรัยเมื่อวันเสาร์บางรายบอกว่า ตนเองต่อต้านรัฐบาลชุดนี้ แต่ต้องขอดูก่อนว่าจะสะดวกเข้าร่วมประท้วงหรือไม่